รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล แนะนำให้รัฐบาลลดการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และใช้กลไกราคาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาด้านราคาพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประหยัดพลังงานและลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการผลิตไฟฟ้า การลงทุนโรงไฟฟ้า และขอแจ้งข้อมูลให้โปร่งใสในการดำเนินการของกระทรวงพลังงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกในสังคม

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้รับโอกาสที่จะได้พิจารณาอภิปรายนโยบายด้านการพลังงานของรัฐบาล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นปัญหาด้านราคาพลังงานได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ ของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านราคาน้ํามันซึ่งได้พุ่งสูงขึ้นในรอบ ๓ ป้ที่ผ่านมา ในป้ที่ผ่านมานี้เองประเทศของเราได้นําเข้าน้ํามันสูงถึง ๗๐๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบ ในเชิงลบต่อดุลการค้าของประเทศเปึนอย่างมาก กระผมรู้สึกยินดีที่รัฐบาลนั้นได้เล็งเห็นถึง ความสําคัญของปัญหาด้านราคาน้ํามัน โดยที่ได้บรรจุมาตรการการใช้พลังงานทดแทน และพลังงานพืชผลทางการเกษตรเอาไว้ในนโยบายเร่งด่วน อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน นโยบายดังกล่าวนั้นแม้ว่าอยู่ในนโยบายเร่งด่วนก็ต้องถือว่าเปึนมาตรการระยะยาว ที่คงไม่อาจจะแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ การที่จะใช้พืชผลเกษตรมาผลิตพลังงานนั้นย่อมต้องมีการลงทุนในการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี ย่อมต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านถ่ายโอนเทคโนโลยีต่าง ๆ นอกจากนี้การเตรียมการ ด้านอื่น ๆ ก็มีความจําเปึน เช่น การพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการเกษตร เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นกระผมมีความเห็นว่าในระยะสั้นนั้นรัฐบาล น่าจะเข้ามามุ่งแก้ไขปัญหาด้านราคาพลังงานให้กับพี่น้องประชาชน โดยการมุ่งเน้น การใช้กลไกราคาเปึนหลัก เมื่อเช้านี้ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เกริ่นนําในเรื่องของ ราคาน้ํามันก็ดี เรื่องของราคาก๊าซหุงต้ม เรื่องของราคาไฟฟัา กระผมคิดว่าในการเข้าไป แก้ไขกลไกราคานั้น อย่างเช่น ในเรื่องของราคาน้ํามันจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้นมีการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงสูงถึงลิตรละ ๓ บาทสําหรับน้ํามันเบนซิน ๙๕ และในอัตราที่ต่ําลงมา สําหรับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ ผมคิดว่าในภาวะปัจจุบันนั้นพี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะลองพิจารณาว่าจะสามารถ ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนประมาณ ๑.๕๐–๒.๐๐ บาทต่อลิตรสําหรับน้ํามันดีเซลและ แก๊สโซฮอล์อย่างน้อยให้กับพี่น้องประชาชนได้ นอกจากนี้ครับจะมองเห็นว่าในราคาน้ํามันนั้นก็มีการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์ พลังงาน โดยที่รัฐบาลนั้นบอกว่าการเก็บเงินเข้ากองทุน ๗๕ สตางค์ต่อลิตรนี้จะนําไป เพื่อการพัฒนาระบบรางของประเทศ แต่กระผมต้องเรียนว่าในเรื่องนี้กระผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าในปัจจุบันนั้นพี่น้องประชาชนต้องถือว่าไม่มีโอกาสที่จะเลือกพลังงานทางอื่น แล้วก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ํามัน ดังนั้นกระผมคิดว่าในเรื่องการลงทุนในระบบรางนั้น รัฐบาลควรจะพิจารณาว่าควรจะเอาเงินงบประมาณมาทดแทนเงินในส่วนนี้หรือไม่ อีกหน้าที่สําคัญของรัฐบาลครับ ตามที่ได้ระบุเอาไว้ในการแถลงนโยบายฉบับนี้ ก็คือการจัดหาพลังงานให้มีความพอเพียง มีความมั่นคงและมีราคาที่เหมาะสมในอนาคต กระผมได้มีโอกาสพิจารณาแผนการจัดหาพลังงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนการจัดหาไฟฟัา การจัดหาก๊าซธรรมชาติ ก็พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ ๒–๓ ประการครับ

ประการแรก จากการที่ได้พิจารณาแผนการพัฒนากําลังการผลิตไฟฟัา ของ กฟผ. นั้นจะเห็นว่าแผนฉบับนี้ซึ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลที่ผ่านมา มีความแตกต่าง กับแผนที่ผ่าน ๆ มา คือมีการสํารองไฟฟัาในอัตราประมาณร้อยละ ๒๐ เปึนเวลาหลายป้ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติที่เคยนํามาใช้ และเปึนเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในหมู่นักวิชาการ ในหมู่ผู้ที่อยู่ในวงการคือร้อยละ ๑๕ จากการที่มีการสํารองในอัตราที่สูงเกินความจําเปึนนี้ แน่นอนครับว่าจะทําให้ต้นทุนด้านการสร้างโรงไฟฟัา การจัดหาพลังงานของประเทศ ย่อมสูงขึ้นโดยไม่มีความจําเปึน กระผมได้นําข้อมูลต่าง ๆ นั้นมาประมวล รวมทั้งได้ใช้ ข้อมูลที่ได้ใช้ในการคํานวณอัตราค่าไฟฟัาให้กับประเทศของเรามาประมวลร่วมกัน พบว่าในแต่ละป้นั้นจากการที่เรามีการสํารองสูงขึ้นร้อยละประมาณ ๕ จะมีโรงไฟฟัา ที่สร้างขึ้นโดยไม่จําเปึนประมาณ ๒,๐๐๐–๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ต่อป้ นั่นหมายถึงว่า เราจะมีโรงไฟฟัา ๒-๓ โรงที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และเมื่อลองประมาณการทาง การเงิน ซึ่งกระผมจะขอแสดงผลบนเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) จะเห็นว่าในแต่ละป้นั้น เราจะมีต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ประมาณป้ละ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมในแผน ทั้งแผนแล้วซึ่งเปึนแผน ๑๕ ป้นั้นจะเห็นว่าต้นทุนในการจัดหาไฟฟัาของประเทศเรา หากมีการสร้างโรงไฟฟัาตามแผนอย่างที่กําหนดไว้ในปัจจุบันนี้ จะสูงเกินความจําเปึนถึง ๑๓๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้กระผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่าเปึนห่วงสําหรับว่าในอนาคตของเรา เราจะต้องมองถึงการประหยัดพลังงาน การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นก็อยากจะฝาก ประการนี้ผ่านท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า จะมีการทบทวน แผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟัาในเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่ แล้วจะทําอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ ในการผลิตไฟฟัาสูงสุด

นอกจากนี้ครับ ประการที่ ๒ จะเห็นว่าในการจัดทําแผนดังกล่าว มีการปรับปรุงแผนโดยที่ลดจํานวนและปริมาณโรงไฟฟัาที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ และได้เพิ่ม จํานวนโรงไฟฟัาที่นําเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเปึนโรงไฟฟัาที่ใช้พลังน้ํา แต่ปรากฏว่าแม้ว่ามีการปรับปรุงแผนการผลิตไฟฟัา แต่ยังไม่มีการพิจารณาปรับปรุงแผน การจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศ ส่งผลให้ในที่สุดแล้วเราจะต้องมีการนําเข้าก๊าซธรรมชาติ ที่ไม่จําเปึน มีภาระผูกพันถ้าหากว่าเราดําเนินตามแผนนี้ นอกจากนี้จะส่งผลให้ประเทศเรา มีความจําเปึนที่จะต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี (LNG) ซึ่งทราบกันดีว่า ก๊าซธรรมชาติเหลวนั้นมีต้นทุนสูง รวมทั้งมีภาระความเสี่ยงจากการที่ต้องสร้างโรงงานและ เครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงงานดีแคลสซิฟ่เคชัน (Declassification) มีมูลค่ากว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้แหละครับที่มีส่วนหนึ่งที่น่าเปึนห่วง ก็คือว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ได้กําหนดให้การใช้โรงงานและเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ได้เข้าไปบวกกับราคาเนื้อก๊าซ ซึ่งถ้าหากเปึนเช่นนี้กระผมคิดว่าในอนาคตแล้วถ้าเราจําเปึนต้องใช้ก๊าซแอลเอ็นจี จริง ๆ ก็อาจส่งผลไปถึงการผูกขาดของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ได้ ดังนั้นกระผมคิดว่า เมื่อเรามีการพิจารณาปรับปรุงแผนการผลิตไฟฟัาไปแล้ว ก็น่าจะมีการปรับปรุงแผน การใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศให้สอดคล้องไปด้วย โดยเฉพาะจะต้องมีการพิจารณา ความเหมาะสมและต้นทุนของการนําแอลเอนจีมาใช้ในประเทศไทย

ประการที่ ๓ ครับ จะเห็นได้ว่าในการกําหนดให้มีโรงไฟฟัาในประเทศไทย นั้นมีการลงทุนสูง มีต้นทุนสูง แต่ในแผนนั้นกําหนดว่าเราจะมีโรงไฟฟัาขนาดใหญ่เสีย เปึนส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ที่ผ่านมาเราเคยสนับสนุนให้มีโรงไฟฟัาขนาดเล็กหรือว่าเอสพีพี (SPP) แล้วก็ โรงไฟฟัาขนาดเล็กมากก็คือวีเอสพีพี (VSPP) ซึ่งจะเปึนการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน จะเปึนการกระจายทําให้ระบบไฟฟัามีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดต้นทุนในระบบขนส่ง ไฟฟัา ปรากฏว่าเมื่อป้ที่ผ่านมามีการเป่ดรับซื้อไฟฟัาจากโรงไฟฟัาขนาดเล็ก ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์ และขนาดเล็กมาก ๑,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์เศษ ๆ มีผู้สนใจเข้ามายื่นซอง สูงเกินกว่ากําหนดมาก แสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟัาเหล่านี้นอกจากจะมีประสิทธิภาพ แล้วยังสามารถมีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟัาให้กับประเทศได้อีกมาก แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติให้ กฟผ. ยุติการรับข้อเสนอการซื้อขาย ไฟฟัาจากระบบเอสพีพี ตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ เปึนต้นไป กระผมคิดว่า การป่ดกั้นในลักษณะนี้คงไม่เปึนผลดี เนื่องจากว่าเรายังมีศักยภาพอีกมากที่จะผลิตไฟฟัา โดยยึดถือหลักการเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนก็ดี ยึดถือหลักการว่าเราไม่ต้องการให้มี โรงไฟฟัาขนาดใหญ่เปึนจํานวนมาก และให้โอกาสกับผู้ผลิตไฟฟัารายเล็ก ก็อยากจะ ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าท่านอาจจะพิจารณาตรงนี้ใหม่ ว่าจะเปึนไป ได้ไหมว่าจะให้โอกาสกับผู้ผลิตไฟฟัากับรายอื่น ๆ ในการเข้ามาผลิตไฟฟัาเพื่อการแข่งขัน และเพื่อเจริญรอยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

สุดท้ายครับท่านประธานสั้น ๆ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เกริ่นนํา ในเช้าวันนี้ว่าประเด็นที่ประชาชนให้ความสําคัญในขณะนี้ ก็คือเรื่องของพลังงาน นิวเคลียร์ ซึ่งกระผมคิดว่าในเรื่องนี้ก็ขอฝากข้อคิดไว้สั้น ๆ ๒ ข้อ คือว่าในที่ผ่านมานั้น ในหลายประเทศเราเห็นตัวอย่างของการก่อสร้างโรงไฟฟัานิวเคลียร์ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ที่ประเมินเอาไว้หลายเท่า

ประการที่ ๒ ก็คือ ขอฝากไว้สั้น ๆ ว่า กระผมไม่อยากให้ประเด็นนี้ เปึนประเด็นที่สร้างความแตกแยกมากขึ้นไปกว่านี้ในสังคม เพราะเรื่องนี้เปึนเรื่องที่คนไทย ทุกคนจะต้องได้รับผลกระทบไม่ว่าในเชิงลบหรือเชิงบวกก็ตาม ดังนั้นก็ขอฝากว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานควรจะหาวิธีที่แจ้งข้อมูลให้โปร่งใส ดําเนินการ อย่างโปร่งใสที่สุดให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงครับ ขอบคุณครับ