รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

วัลลภ ตังคณานุรักษ์ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเสนอผลการประชุมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงข้อเสนอแนะและข้อเสียของนโยบายต่างๆ และเสนอแผนการแก้ไขปัญหาการทิ้งขยะและปราบปรามยาเสพติด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขาดเกษตรกรรุ่นใหม่และความจำเป็นในการพัฒนายุวชนเกษตรให้มีความเข้มแข็ง และเสนอให้รัฐบาลใช้ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน 40 ศูนย์เพื่อเก็บข้อมูลและขยายเครือข่ายภูมิปัญญาให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่สมาชิก วุฒิสภา ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกในเบื้องต้นก่อนว่าเนื่องจาก นโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภา ทางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุมหารือกัน แล้วก็จัดทําเปึนข้อสรุป ความหนา ๒๘ หน้า ครบถ้วนทุกประเด็นโดยจําแนกออกเปึน นโยบาย ปัญหาอุปสรรค แล้วก็ขอเสนอแนะดังที่ผมได้ถือไว้ในมือเล่มนี้ แล้วก็หวังว่า ในรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในเอกสารชิ้นนี้จะเปึนประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะเราจะทํางาน แบบผู้ใหญ่ นี่เปึนข้อประการที่ ๑ ที่ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลโดยตรง

ประการที่ ๒ ที่ต้องทําความเข้าใจเสียก่อน มันอาจจะเปึนความรู้สึกส่วนตัว ของผมเองก็ว่าได้นะครับท่านประธาน ผมมีความรู้สึกว่าเราในฐานะเปึน สนช. ซึ่งทําหน้าที่ เปึนสมาชิกวุฒิสภา โดยส่วนตัวเองก็สําเหนียกตลอดเวลา แม้ว่าจะทําหน้าที่ในสภา มานานถึง ๑๓ ป้อย่างต่อเนื่อง ก็สําเหนียกเสมอว่าในการทําหน้าที่ยุคหลังไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง ฉะนั้นก็ค่อนข้างจะต้องระมัดระวังในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ซึ่งก็หวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจนะครับว่าด้วยข้อจํากัดอันนี้ อาจจะทําให้เราไม่ค่อยจะมี ความรู้สึกเปึนตัวของตัวเองมากนัก แต่ขณะเดียวกันท่านประธานครับ ด้วยความเปึน สนช. ที่ทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาความเปึนกลางและความเปึนอิสระถือว่าเปึนคุณสมบัติที่เด่นที่สุด ของ สนช. ซึ่งอาจจะต่างกับฝ์ายค้าน ซึ่งจําเปึนต้องค้านนโยบายแล้วก็เสนอในบางเรื่อง แต่ สนช. เนื่องจากความเปึนกลางและความเปึนอิสระแบบนี้ จึงหวังเปึนอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอทั้งหลายที่เราเสนอนั้นอาจจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรไปแรงบ้าง ท่านก็ได้โปรดอภัย เพราะอยากจะบอกว่าเปึนสิ่งที่มาจากความรู้สึกเปึนกลางและความเปึนอิสระที่จะพูด อะไรที่จะเปึนประโยชน์ต่อนโยบายเหล่านี้ อันนี้ขอทําความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนที่ผม จะได้ลงในรายละเอียดต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากเราดูนโยบายของรัฐบาล ที่ปรากฏในเอกสารที่แจกต่อสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ ผมกลับไปนั่งอ่านแล้วก็นั่ง พิจารณาดูก็เห็นว่าการวางกรอบไว้ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ คือเปึนการวางกรอบที่น่าสนใจ คําว่า น่าสนใจในความหมายของผมก็คือว่า รัฐบาลได้วางกรอบตั้งแต่วาระเร่งด่วนที่ต้อง พึงกระทําในรอบ ๑ ป้ นับตั้งแต่การแถลงนโยบายเปึนต้นไป ซึ่งถือเปึนกรอบที่ ๑ ที่ผม อ่านแล้วใน ๑๙ มาตรการนั้นน่าสนใจมาก กรอบที่ ๒ ที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ก็คือวาระ การทํางานระยะยาวในรอบ ๔ ป้ ซึ่งแบ่งออกเปึน ๗ ด้านใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเปึนด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงของมนุษย์ ด้านของการปฏิรูประบบที่ดิน อย่างนี้เปึนต้นนะครับ ก็ถือเปึน การวางกรอบที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเหมือนกัน และกรอบที่ ๓ ซึ่งบังเอิญว่าท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะใช้เวลาพูดน้อยไปสักนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเอกสารนั้นมีคุณค่าที่ระบุความนัยของมัน อยู่แล้ว ก็คือกรอบที่เกี่ยวกับวาระกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามกรอบที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้กระทําใน ๑ ป้ ใน ๓ กรอบเหล่านี้ผมกลับไปนั่งอ่านในเชิงวิเคราะห์ ต้องเน้นนะครับ เปึนการอ่านในเชิงวิเคราะห์ เพราะถ้าไม่วิเคราะห์นี่ก็ไม่สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ เสนอแนะได้ ดังนั้นการอ่านในเชิงวิเคราะห์จาก ๓ กรอบที่เปึนนโยบายของรัฐบาลจะเห็น ได้ชัดว่าเปึนการวางกรอบที่อยู่บนพื้นฐานที่น่าสนใจจริง ๆ ส่วนความน่าสนใจนั้นจะปฏิบัติได้ หรือไม่ก็เข้าใจครับว่ารัฐบาลคงไม่สามารถจะใส่เรื่องแผนมาตรการลงไปในนโยบายได้ เพราะวันนี้เปึนการพูดเรื่องนโยบาย จึงจําเปึนต้องเขียนกรอบกว้าง ๆ เอาไว้ ทีนี้ถามว่า โดยกรอบกว้าง ๆ ใน ๓ ประเด็น เรื่องวาระเร่งด่วนก็ดี ในรอบ ๑ ป้ นโยบาย ๔ ป้ที่รัฐบาล ต้องทํา หรือเรื่องกรอบกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี ซึ่งได้ปรากฏ นโยบายลงไปแล้ว แล้วกระผมได้บอกว่าในกรอบทั้ง ๓ กรอบ แบ่งออกเปึน ๗ ด้านนั้น ก็อยากจะเรียนผ่านท่านประธานว่าสมาชิกเราก็จะมีจํานวน ๒๔ ท่านประมาณนั้น ที่อภิปรายเปึนประเด็น ๆ ไปในแต่ละด้าน แล้วเชื่อมั่นว่าจะครอบคลุมทั้ง ๗ ด้าน ตัวกระผมเองแม้จะมีโอกาสได้ลุกขึ้นอภิปรายเปึนสมาชิกท่านแรก ก็ระมัดระวังตัวพอสมควร เพราะเดี๋ยวท่านจะเข้าใจว่ากระผมเปึนผู้นํา สนช. ซึ่งมิใช่ครับ สนช. ไม่ได้มีผู้นํา มีแต่ ท่านประธานและท่านรองประธาน ช่วยกันทําหน้าที่ของเราโดยสมบูรณ์ ผมจึงจํากัดจําเขี่ย ประเด็นที่ผมจะอภิปรายลงเพียงเฉพาะด้านเดียวเท่านั้นและอีก ๖ ด้านนั้นก็เชื่อว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็จะช่วยกันอภิปรายในเชิงเสนอแนะต่อไป สาระที่ผมจะพูด ที่เกี่ยวกับวาระทั้ง ๓ กรอบใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเปึนวาระเร่งด่วนก็ดี หรือวาระตามรอบ ๔ ป้ หรือกรอบรัฐธรรมนูญก็ดี ผมขออนุญาตท่านประธานจับจุดลงไปที่ภาพของการทํางาน ในเชิงนโยบายทางสังคมเปึนการเฉพาะ และอาจจะบวกประเด็นเรื่องการศึกษาเข้าไปด้วย เหตุที่ผมต้องพูดเรื่องเหล่านี้ก็คงมาจากพื้นฐานโดยชีวิตส่วนตัวที่ทํางานในเรื่องสังคม แล้วก็การศึกษามาโดยตลอด ฉะนั้นการพูดในสิ่งที่ตัวเองมีประสบการณ์ แล้วก็พูดในสิ่งที่ ตัวเองได้ปฏิบัติมานั้นน่าจะเปึนประโยชน์แล้วน่าจะยังประโยชน์ต่อรัฐบาลไม่มากก็น้อย

ในส่วนภาพรวมนโยบายเชิงสังคมถ้าหากเราได้มีการวิเคราะห์กรอบทั้งหลาย ที่มีการเขียนในเชิงนโยบายเอาไว้ ผมพบว่ารัฐบาลได้วางภาพรวมนโยบายในเชิงสังคมนี่ ไปยัง ๓ กลุ่มเปัาหมายใหญ่ แล้วก็ ๑ ความรู้สึก ใช้ว่า ๑ ความรู้สึก ในกลุ่มเปัาหมายแรก ที่นโยบายได้พูดไว้ค่อนข้างมากก็คือฐานของกลุ่มประชากรที่เรียกว่าเกษตรกรของประเทศ กลุ่มที่ ๒ ท่านใช้เรื่องของประชาชนในชุมชนหรืออาจจะใช้ภาษาในเชิงวิชาการว่าวางฐาน บนพื้นฐานของชุมชนเปึนหลัก แล้วก็ส่วนที่ ๓ คือการวางฐานอยู่ที่กลุ่มเปัาหมายเปึนการเฉพาะ อาทิเช่น กลุ่มเด็ก กลุ่มสตรี กลุ่มผู้พิการ และกลุ่มผู้สูงอายุ เปึนต้น การวาง ๓ กรอบไว้ในฐานของฐาน ประชากรก็ดี ฐานชุมชนก็ดี หรือฐานกลุ่มเปัาหมายพิเศษก็ดี รัฐบาลยังกําหนดนโยบาย เรื่องวาระที่เปึนความรู้สึกของประชาชนไว้ ๒ เรื่อง ที่อ่านแล้วก็สะดุดความรู้สึกค่อนข้างมาก ๑. ก็คือในเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ๒. เกี่ยวกับเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมวิเคราะห์เปึนแบบนี้ละครับท่านประธาน ว่าการวางฐาน ต่าง ๆ ๓ ฐานที่ว่า แล้วก็ ๑ ความรู้สึกที่เขียนไว้ในนโยบายนั้นเปึนเรื่องเกี่ยวกับสังคมเปึนการเฉพาะ แล้วถ้าหากเรา วิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็จะพบอย่างนี้ครับท่านประธานบนพื้นฐานของเกษตรกรจะเห็นว่า รัฐบาลได้พยายามจะใช้นโยบายที่คล้าย ๆ กับเปึนแผนและมาตรการไปในตัว ถ้าท่านที่ได้ ศึกษาเรื่องการวางแผนหรือกรอบนโยบายก็จะเข้าใจประเด็นที่ผมอภิปรายไปในพื้นฐาน ของเกษตรกรนั้น

ประเด็นที่ ๑ ท่านใช้เรื่องนโยบายการพักหนี้

ประเด็นที่ ๒ ท่านใช้เรื่องการประกันความเสี่ยงของพืชผลทางการเกษตร

ประเด็นที่ ๓ ท่านใช้เรื่องกองทุนหมู่บ้านเปึนตัวขับเคลื่อน หรือถ้าพูดเปึน นัยสําคัญ คือท่านใช้เปึนกลไกสําคัญในเรื่องกองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้เกษตรกรสามารถจะมี เงินไปปฏิบัติกิจต่าง ๆ ที่ยังประโยชน์ต่อกลุ่มเปัาหมายตัวเอง

และเรื่องที่ ๔ ก็คือท่านใช้ระบบชลประทาน ซึ่งยังไม่แน่ใจนักว่าจะไปเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิปรายในเบื้องต้นไว้หรือไม่ว่าเปึนเรื่องการผันน้ําจากแม่น้ําโขงไปสู่ เกษตรกรในภาคอีสานซึ่งไม่ได้ปรากฏเปึนการเขียนไว้ในนโยบาย แต่เปึนการปรากฏ ในคําพูด ซึ่งผนวกกับนโยบายเรื่องระบบชลประทานก็ไปด้วยกันได้ นี่เปึนพื้นฐานประการที่ ๑ ที่ขออนุญาตอธิบายก่อน หลังจากนั้นผมจะวิจารณ์ว่ามันควรจะเปึนอย่างไรต่อไป

กรอบที่ ๒ ที่เปึนเรื่องฐานชุมชนผมจับประเด็นได้อย่างนี้ครับท่านประธาน ฐานชุมชนรัฐบาลได้วางนโยบายเรื่องศูนย์ซ่อมเสริมชุมชน มิใช่ศูนย์ซ่อมเสริมสุขภาพนะครับ เปึนศูนย์ซ่อมเสริมชุมชน ซึ่งก็หมายความว่าเปึนศูนย์ซึ่งดูแลในเชิงอาชีวะ จะซ่อมสิ่งต่าง ๆ ในชุมชนนั่นเอง ส่วนที่ ๒ เปึนเรื่องกองทุนชุมชนซึ่งจะพัฒนาไปเปึนธนาคารหมู่บ้าน ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ และส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับโอทอป (OTOP) หรือหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เปึนต้น และประการสุดท้ายก็เปึนบ้านพักสําหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งแยกออกเปึน ๓ ส่วนก็คือ บ้านพักของผู้มีรายได้น้อย บ้านเอื้ออาทร แล้วก็บ้านมั่นคงสําหรับบุคคลในสลัม

ฐานที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มเปัาหมายเฉพาะเรื่องเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ แล้วก็แรงงาน ก็เห็นมาตรการกลไกหลายตัวที่รัฐบาลได้พูดเอาไว้ แต่อาจจะยังไม่มีโอกาส ได้ลงรายละเอียด ส่วนเรื่องฐานของความรู้สึกดังที่ผมได้อภิปรายไปแล้วว่า ท่านจับจุด เรื่องโครงการเกี่ยวกับยาเสพติดและการปราบปรามผู้มีอิทธิพล แล้วก็เรื่องที่เกี่ยวกับ การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่านประธานที่เคารพ ผมใช้ช่วงเวลาแรกทําการวิเคราะห์เช่นนี้ก็เพื่อ ต้องการจะนําไปสู่ประเด็นที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันก็คือ ข้อเสนอแนะ กระผมมีข้อเสนอแนะที่หวังว่า รัฐบาลจะนําไปปฏิบัติได้แล้วก็จะเปึนประโยชน์ต่อกลุ่มเปัาหมายแต่ละกลุ่มดังต่อไปนี้ครับ ในกลุ่มเปัาหมายที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องเกษตรกร ผมขออนุญาตเสนอเปึนในเชิงโครงการเสียเลย เพราะว่าท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ก็น่าจะนําไปปฏิบัติในเชิงที่เปึนรูปธรรมต่อ เกษตรกรได้ ส่วนที่ ๑ ที่เปึนข้อเสนอแนะในเชิงเกี่ยวกับเกษตรกรก็คือว่า นโยบาย การพักหนี้ก็ดี การประกันพืชผลทางการเกษตรก็ดี กระผมเห็นชอบครับ ดําเนินการไปเถอะ ผมเพียงแต่ต้องการจะเสนอเกี่ยวกับเกษตรกรอีก ๓ เรื่องที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องใหญ่ที่คน ในสังคมไทยต้องการจะเห็นปรากฏขึ้นในสังคม และถ้ารัฐบาลสามารถจะนําไปปฏิบัติได้ ก็จะเปึนประโยชน์มาก

ข้อที่ ๑ ครับท่านประธานในเรื่องฐานของเกษตรกร ถ้าเราดูตัวเลขสถิติ ของเกษตรกรในสังคมไทยจะพบว่า การเข้าสู่อาชีพเกษตรกรนั้นลดน้อยถอยลง เปึนลําดับ เราขาดเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี เข้าใจเรื่องระบบบริหาร จัดการน้อยมาก จึงไม่แปลกครับที่เกษตรกรทํางานเท่าไรก็ยากจนแล้วก็เปึนหนี้มากขึ้น ท่านจะใช้วิธีของการพักหนี้ พักเท่าไรก็ไม่หมด ฉะนั้นสิ่งที่จําเปึนมาก ๆ ก็น่าจะทํา ในเรื่องของการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ซึ่งผมไปค้นดูข้อมูลของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์พบว่า มีโครงการที่สําคัญอยู่โครงการหนึ่งก็คือยุวชนเกษตร ยุวชน เกษตรเปึนกลุ่มเปัาหมายสําคัญที่เปึนลูกหลานเกษตรที่จําเปึนต้องได้รับการพัฒนา ได้รับการต่อยอดทางความคิด และให้มีความเข้มแข็งไม่แพ้กับพ่อแม่ที่เปึนเกษตรกร การต่อยอดของยุวชนเกษตรนี่นะครับ ผมคิดว่าจําเปึนจะต้องให้ความรู้เรื่องฐานเกษตร ยุคใหม่สําหรับคนเหล่านี้ แล้วก็ขอบคุณจริง ๆ สําหรับท่านรัฐมนตรีที่ทราบข่าวว่า แอบไป ทราบข่าวครับว่าท่านได้ทําเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะแท่งอาชีวศึกษา ให้มาดูแลยุวชนเกษตร ประเด็นนี้ผมพึงพอใจครับ และผมหวังว่าการทําเอ็มโอยูกับ กระทรวงศึกษาธิการนั้น จะทําในเชิงขยายฐานให้มันกว้างขวางมากขึ้น แล้วก็ต่อยอด ยุวชนเกษตรให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นได้ นี่เปึนส่วนที่ ๑ ที่ทําให้เกษตรกรรุ่นใหม่จะขึ้นมา แทนเกษตรกรรุ่นเก่า ซึ่งมีความล้าหลังอยู่พอสมควร

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องเกษตรกรนี่นะครับ ผมไปค้น ข้อมูลตัวเลขจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในฐานะที่ผมเปึนประธาน คณะกรรมาธิการ ก็ได้เชิญผู้จัดการและรองผู้จัดการของธนาคารแห่งนี้มาชี้แจงต่อ กรรมาธิการ ที่ผมพูดประเด็นนี้ คือผมพบว่าเกษตรกรของเราจํานวนมากเปึนหนี้ระยะยาว ไม่สามารถจะยังอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง ไม่เหมือนระบบราชการซึ่งมีบําเหน็จบํานาญ แต่เกษตรกรไม่มี ขณะเดียวกันก็ไม่เหมือนกับผู้ใช้แรงงานซึ่งมีเงินประกันสังคม ที่ทําให้ เขาสามารถจะอยู่ได้แต่เกษตรกรอยู่ไม่ได้ สิ่งที่เราพบจากธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์ ซึ่งอยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยต่อยอดก็คือว่า ขณะนี้ได้มีการคิดรูปแบบร่วมกัน ระหว่างธนาคารกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ขออนุญาตเอ่ยนามก็คือครูชบ ยอดแก้ว หรือ แม้กระทั่งท่านมุกดา อินต๊ะสาร ซึ่งเปึนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ทําการศึกษา และออกแบบร่วมกันกับธนาคาร พบว่าสามารถที่จะโน้มน้าวสร้างความเข้าใจให้แก่ เกษตรกรที่มีอายุตั้งแต่ ๒๕ ป้ ถึง ๖๕ ป้ เข้ามาทํางานร่วมกันในรูปแบบของการออม เพื่ออนาคต เกษตรกรเพื่อการออมในอนาคตเปึนเรื่องสําคัญครับ การออมเกษตรกร อาจจะไม่ได้มีภาพเหมือนเราซึ่งมีเงินออมมากมายในธนาคาร แต่เกษตรกรเขาจะมีเงิน ออมประมาณเดือนละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท ๕๐๐ บาท หรืออย่างสูงสุดไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หลังจากทําความเข้าใจโดยผู้นําชุมชนและผู้นําเกษตรกร ก็ได้มีการดําเนินการ ในโครงการนี้ขึ้น ขณะนี้ตัวเลขยอดอยู่ที่ ๓๗๒,๐๐๐ กว่าคนครับ ที่ทําหน้าที่ในการออม ในทุกชุมชน คําถามสําคัญก็คือว่า เกษตรกรเรามีอยู่จํานวนหลายล้านคน ๓๗๐,๐๐๐ คน ก็ถือเปึนปริมาณไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดเกษตรกรในประเทศ ภารกิจสําคัญของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คือตรงนี้แหละครับท่านประธานที่เคารพ จําเปึนจะต้อง ขยายฐานของผู้ออมเพื่ออนาคตในภาพของเกษตรกรให้เพิ่มเปึนตัวเลขอย่างน้อย ๑ ล้านคน ในรอบป้ ถ้ารัฐบาลสามารถจะไปทําเปึนนโยบายเร่งด่วนได้ก็จะเปึนประโยชน์มากต่อ เกษตรกร และถ้าสามารถจะมีการตกลงเรื่องดอกเบี้ย แทนที่จะเปึนร้อยละ ๓ อาจจะขยับ เปึนร้อยละ ๓.๒ ร้อยละ ๓.๕ ก็จะเปึนประโยชน์ต่อเกษตรกรเหล่านั้นได้ สิ่งที่พิเศษกว่า การออมก็คือว่า มันคล้าย ๆ หลักประกันสังคมครับท่านประธานครับ เกษตรกรที่เข้าสู่ การออมในธนาคารแห่งนี้จะได้รับการประกันชีวิตและอุบัติเหตุไปด้วย ซึ่งผมถือว่า เปึนภาระที่น่าสนใจ และหวังว่าการต่อยอดจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ โดยให้เกษตรกรเข้าไปสู่การออมและประกันอุบัติเหตุนั้น ตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นได้ นี่เปึน ประเด็นที่ ๒ ในเชิงเกษตรกรที่อยากจะฝากไปยังรัฐบาล

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานที่เคารพ ในเรื่องของเกษตรกร ในความยากจน ของประเทศไทย ในความล้าหลังจํานวนมากในเชิงเทคโนโลยีของเกษตรกร เราก็พบว่า เรามีภูมิปัญญาชาวบ้านอยู่มาก ท่านที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากอีสานใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ซึ่งเปึนบ้านเกิดของผม จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี หรือแม้กระทั่งจังหวัดนครราชสีมา ก็จะพบว่าเรามีภูมิปัญญาชาวบ้านที่เปึนเกษตรกร ที่เปึนตัวอย่าง เปึนรูปแบบที่ทํางานสนองพระราชดําริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ก็คือเศรษฐกิจพอเพียง หรือไร่นาสวนผสม หรือเกษตรยั่งยืน ไม่ว่าจะเปึนพ่อผาย สร้อยสระกลาง จากจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านคําเดื่อง ภาษี จากบุรีรัมย์ หลวงพ่อนานจากสุรินทร์ หรือแม้กระทั่ง ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จากฉะเชิงเทรา วิธีการของปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้เปึนเกษตรกร ที่อยู่ไปด้วยภูมิปัญญาของตัวเอง ที่ทํางานขยายเครือข่ายด้วยเครือข่ายของตัวเอง โดยปราศจากการสนับสนุนจากรัฐแม้แต่ประการใด สิ่งที่ผมจะเสนอในที่นี้ก็คือว่า รัฐบาลพึงใช้ศูนย์ที่เปึนศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ๔๐ ศูนย์ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปึนตัวตั้งครับที่ทําให้ภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้มีโอกาส ปรึกษาแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็ขยายเครือข่ายไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปให้มีปราชญ์ชาวบ้านที่ ทํางานสนองพระราชดําริในเชิงเศรษฐกิจพอเพียง ให้ปรากฏขึ้นเต็มแผ่นดิน เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเล็กครับท่านประธานครับ เรามักจะไปค้นหาสิ่งใหม่โดยลืมสิ่งเก่าทั้งที่เรามี ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ผมยกตัวอย่างเอ่ยชื่อมาทุกจังหวัดในทั่วประเทศไทย ผมค้นต่อไป ว่าขณะนี้ภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้ได้มีการเก็บข้อมูลเปึนสารบบหรือไม่ ก็พบว่ามีครับ เรามีทําเนียบภูมิปัญญาชาวบ้านที่เปึนเกษตรกรอยู่ทั้งประเทศ เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ ขาดการนํามาใช้ครับ ก็ฝากรัฐบาลว่าการต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านและขยายเครือข่าย ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ โดยเฉพาะทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนว พระราชดํารินั้นน่าจะเปึนทางออกที่ทําให้สังคมไทยพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ นี่คือข้อเสนอ ประการที่ ๑ ในฐานแรกคือฐานเกษตรกร