กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาตลาดเงินและเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งลดลงเนื่องจากการขาดเอกภาพในนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ประกาศไว้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องภาวะความเป็นนักบริหารของผู้ที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจและเรียกร้องการความชัดเจนในการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศที่ประชุม เล็กน้อยนะครับ ด้วยความที่ได้รับมอบหมายจากทางพรรคให้นําคณะทีมเศรษฐกิจ อภิปรายในส่วนของนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของปัญหาเร่งด่วนในนโยบายที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้นําเสนอต่อ รัฐสภาในวันนี้ ก็ได้มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสียส่วนใหญ่ โดยที่ ๑๒ มาตรการ จาก ๑๙ มาตรการเร่งด่วนก็เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง แล้วก็ทุก ๆ มาตรการ ทุก ๆ นโยบายก็เปึนนโยบายที่มีผลต้องใช้งบประมาณ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เราเห็นด้วยกับการที่ทางรัฐบาลให้ความสําคัญกับ การเยียวยารักษาปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน และอยากให้ทางรัฐบาลขับเคลื่อน โดยเร่งด่วน เมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวถึงแล้วนะครับว่ามีพิษภัยทางเศรษฐกิจ จากภายนอกรอที่จะรุมเร้าเศรษฐกิจไทยอยู่มากมายตลอดทั้งป้นี้ โดยเฉพาะปัญหา ตลาดเงินและปัญหาเศรษฐกิจของทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งถึงแม้ว่าสัดส่วนการส่งออกของ ไทยสู่อเมริกานั้นจะลดลงก็จริง แต่ความสําคัญของการส่งออกสู่สหรัฐอเมริกาก็ยังมี น้ําหนักสูงถึงประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบทางอ้อม ที่ปัญหาเศรษฐกิจของอเมริกาจะมีต่อเศรษฐกิจของเพื่อนคู่ค้าประเทศอื่น ๆ ของเรา เมื่อเช้าท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เรียนกับทางรัฐสภาแล้วว่าประเด็นสําคัญ ต่อการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็คือเรื่องของความเชื่อมั่น ซึ่งเปึนเรื่องที่น่าเสียดาย สําหรับรัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลนั้นจุดเริ่มต้นในเรื่องของความเชื่อมั่นก็ติดลบแล้ว ซึ่งผมเองมีสาเหตุอยู่ ๖ ประการหลัก ๆ ที่จะเปึนคําอธิบายว่า ณ วันนี้ทําไมความเชื่อมั่น ในส่วนของนโยบายและการบริหารจัดการทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลถึงติดลบ แล้วจะมีข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะแก้ไขอย่างไร
ในอันดับแรกนะครับท่านประธาน ก็คือในเรื่องของวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ผ่านนโยบายที่ได้นําเสนอ ในส่วนของนโยบายที่นําเสนอนั้นขาดในแง่ของการชี้ทิศทาง การพัฒนาของเศรษฐกิจที่ควรจะเปึน จีนมีความชัดเจนครับว่าต้องการที่จะเปึนโรงงาน ของโลก อินเดียมีความชัดเจนว่าต้องการที่จะเปึนศูนย์ความรู้ของโลก หรือแม้แต่สิงคโปร์ ก็มีความชัดเจนนะครับว่าต้องการเปึนผู้นําการบริการทางการเงิน ทางการแพทย์ของ ภูมิภาคเอเชีย แต่ในส่วนของไทยนั้นยังขาดความชัดเจน แล้วถ้าเราเอาจริงกับความต้องการ ที่ระดมเงินทุนเข้ามาในประเทศไทย เราต้องแสดงความชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่านี้
ส่วนสาเหตุที่ ๒ ที่มาของระดับความเชื่อมั่นที่ต่ํากว่าที่ควรจะเปึนก็คือ เรื่องของเอกภาพในส่วนของการบริหารจัดการของพรรคร่วมรัฐบาล และในส่วนของ การบริหารจัดการของผู้นํารัฐบาล ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลนะครับ พรรคที่เปึนแกนนํา รัฐบาล คือพลังประชาชน ก็ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในช่วงของการหาเสียง โดยเฉพาะ ทางด้านเศรษฐกิจ ได้มีการโฆษณาไว้นะครับว่า จะมีวิธีที่จะเพิ่มรายได้ ๔ เท่า ลดค่าใช้จ่าย ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ๔ เท่า แต่ในนโยบายที่นําประกาศในวันนี้นะครับ ไม่ปรากฏว่า มีนโยบายใดที่จะทําให้คํามั่นสัญญาที่มีการโฆษณาไว้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดเอาไว้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพี่น้องประชาชนเอง และรัฐสภาก็คงที่จะอยากได้คําชี้แจงจากผู้ที่ เกี่ยวข้องว่าด้วยสาเหตุใดถึงไม่ได้พูดถึงนโยบายที่ได้เคยมีการหาเสียงเอาไว้ และคิดว่า คงไม่ได้เปึนเพราะมีการเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเพียงสาเหตุเดียว นอกจากนั้นในส่วนของ พรรคร่วมรัฐบาลหลาย ๆ พรรคก็มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ในกรณีของพรรครวมใจไทย สาเหตุที่ยกตัวอย่างพรรคนี้ก็เพราะมีตัวแทนของพรรคนั่งอยู่ เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เคยโฆษณาไว้ หาเสียงไว้ในส่วนของนโยบาย ที่จะลดภาษีส่วนบุคคล ซึ่งนโยบายนี้ในเวทีการหาเสียงก็ได้มีการคัดค้านโดยพรรคร่วม รัฐบาลคือพรรคชาติไทยอย่างชัดเจน ก็ต้องการคําอธิบายนะครับว่า ณ วันนี้นโยบายนี้ มีสถานะอย่างไร จะมีความพยายามผลักดันให้เปึนนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ และถ้า ไม่เปึนเช่นนั้นตัวแทนของ พรรครวมใจไทยที่ในทุกเวทีหาเสียงได้หาเสียงด้วยนโยบายนี้ จะให้คําอธิบายต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร นี่คือการขาดเอกภาพซึ่งเปึนที่มาของความตกต่ํา ของความเชื่อมั่น
สาเหตุที่ ๓ ก็คือภาวะความเปึนผู้นําของผู้ที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ความพร้อมที่จะตัดสินใจในเรื่องที่มีความสําคัญต่อเศรษฐกิจ คงปฏิเสธไม่ได้นะครับ ว่าในช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมา ๒ มาตรการ ๒ นโยบายที่มีผลต่อความเชื่อมั่นทั้งจากต่างประเทศ และโดยนักธุรกิจในประเทศมากที่สุดก็คือ มาตรการสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และความพยายาม ที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าว ในส่วนของมาตรการสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอดในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่ามีเจตนาตั้งใจที่จะยกเลิก มาถึง วันนี้ก็มีการผลักการตัดสินใจออกไป ๒ เดือนโดยไม่มีความชัดเจนว่าด้วยเหตุผลใด ซึ่งตรงนี้ นอกจากมีสาเหตุในการบั่นทอนความเชื่อมั่นแล้วมีผลกระทบโดยตรงท่านประธานครับ ต่อโอกาสการรื้อฟุ๋นคุณภาพเศรษฐกิจของบ้านเรา ทุกวันนี้มีผู้ประกอบการพร้อมที่จะลงทุน ซื้อเครื่องจักรลงทุนเพิ่มเติม แต่เนื่องด้วยขาดความชัดเจนในส่วนของมาตรการอัตรา แลกเปลี่ยน ก็ทําให้ชะลอการตัดสินใจออกไป การชะลอการตัดสินใจออกไปก็คือการชะลอ การลงทุน การชะลอการลงทุนแน่นอนครับมีผลต่อการชะลอการฟุ๋นคืนชีพของเศรษฐกิจ ไทยของเรา ผมเข้าใจนะครับว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาจจะมีความกังวล ต่อผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกมาตรการนี้ และเคยมีการพูดถึงความกังวลว่าอัตรา แลกเปลี่ยนในประเทศจะวิ่งเข้าหาอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า ออฟชอร์ (Offshore) ที่มีอัตราที่แข็งค่ากว่า แต่ท่านประธานครับ ไม่ว่าสินค้าประเภทใดก็ตามราคา มักจะถูกกําหนดด้วยตลาดที่ใหญ่กว่าเสมอ และตลาดการค้าเงินบาทที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ตลาดในประเทศ แล้วปรากฏแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วในช่วงที่กลุ่มผู้ค้าเงินคาดว่าจะมี การยกเลิกมาตรการนี้ อัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศที่ประมาณ ๒๙ บาท ก็ได้ปรับวิ่งเข้าสู่ ราคาในประเทศที่ ๓๒ บาท เพราะฉะนั้นในส่วนของความกังวลนี้ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรี ไม่จําเปึนต้องกังวลมากนัก นอกจากนั้นผมก็อยากที่จะฝากแนวคิดกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนะครับว่านโยบายเงินบาทอ่อนนั้นไม่ได้เปึนนโยบายที่ทําให้คนไทย ร่ํารวยขึ้น ที่ผ่านมาการขยายตัวของเศรษฐกิจความจริงในภาพรวมดูเหมือนว่ามีอัตรา การขยายตัวที่พอรับได้ใกล้ ๆ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เปึนที่รู้กันว่าการขยายตัวเกือบทั้งหมดนั้น เปึนเพราะภาคส่งออกที่มีการขยายตัวสูงมาก แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจนั้นไม่ได้มีผล ทําให้ผลประกอบการของบริษัทไทยมีกําไรมากขึ้น ไม่ได้มีผลทําให้สตางค์ในกระเปิาของ พี่น้องประชาชนมีมากขึ้น ในแง่ตรงกันข้ามเงินบาทที่แข็งค่าอาจจะเปึนตัวที่ลดในแง่ของ ภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนซื้อน้ํามันก็ถูกลง ในแง่ของผู้ประกอบการซื้อวัตถุดิบ จากต่างประเทศก็จะซื้อในราคาที่ลดลงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักธุรกิจต้องการก็คือ ความชัดเจน เราวิงวอนให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความกล้าหาญในแง่ ของการตัดสินใจ เมื่อมีความชัดเจนนักธุรกิจเขาก็จะสามารถปรับตัวได้
ประเด็นต่อไปที่มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือก็คือเรื่องของตัวรายละเอียด ความเหมาะสมของนโยบายที่รัฐบาลได้นําเสนอ โดยเฉพาะนโยบายในส่วนที่เกี่ยวกับ การลงทุนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ท่านหัวหน้าพรรค เมื่อเช้า ก็ได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนแล้วว่าการนําเสนอนโยบายที่เปึนนโยบายใหม่ในรายละเอียดไม่ตรงต่อ ข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ตรงต่อทุก ๆ รัฐบาลที่ดําเนินการมาในช่วง ๑๐ ป้ มีแต่การที่จะถ่วงเวลาเพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนของรถไฟฟัา ๙ สาย เปึนต้น เมื่อเช้านี้ก็มีรายงาน ในหนังสือพิมพ์ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงว่าเพียงแค่ค่าศึกษาที่จะต้องจ่าย เพิ่มเติมเพื่อสํารวจเส้นทางที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นําเสนอนั้นอาจจะมีต้นทุนสูงถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับถึงเวลาที่จะต้องใช้ในการศึกษาเพิ่มเติมอีกต่างหาก ช่วงเวลาที่ ท่านได้ให้คํามั่นสัญญาว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายใน ๓ ป้ จึงเปึนช่วงเวลาที่นักธุรกิจ โดยรวมไม่ให้ความน่าเชื่อถือมากเท่าที่ควร ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ เราก็จะมีผู้แทนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจเปึนผู้เชี่ยวชาญจะอภิปราย ตามหลังผมต่อไป แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเน้น ณ วันนี้ก็คือประเด็นในแง่ของที่มาของเงิน ที่มาของแหล่งทุนที่เราจําเปึนต้องใช้ในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ตามที่รัฐบาลได้นําเสนอ ท่านประธานครับ ผมได้รวบรวมมูลค่าของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้กล่าวไว้ในช่วง ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาว่าจะผลักดัน มูลค่าโดยรวมของโครงการทั้งหมดแตะ ๆ ๒ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน ในขณะที่ทาง กระทรวงการคลังก็ได้ออกสัญญาณมาว่าจะระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรในประเทศ เปึนพันธบัตรระยะยาว มีมูลค่าอาจจะสูงถึง ๕ แสนล้านบาท ซึ่งทางแบงก์ชาติเองก็ได้ ออกมารับลูก เพราะเนื่องจากแบงก์ชาติในช่วงที่ผ่านมาก็มีหน้าที่ดูดซับสภาพคล่อง ออกจากระบบอยู่แล้ว ก็ไม่ปฏิเสธที่จะให้กระทรวงการคลังเสมือนกับทําหน้าที่นั้นแทน แต่ปัญหาก็คือเราสามารถกู้ยืมได้จํากัด จํากัดอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าจีดีพี โดยรวม ซึ่ง ณ ขณะนี้หนี้สาธารณะโดยรวมมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารวมถึง ภาระต่อการคลังจากกิจกรรมนอกงบประมาณหนี้สาธารณะอาจจะอยู่ที่ประมาณ ๔๐–๔๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลยังสามารถที่จะกู้ยืม ได้ระหว่างอีก ๘–๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าจีดีพีของประเทศไทย จีดีพี ณ วันนี้ประมาณ ๘ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นหมายถึงวงเงินกู้ยืมเพิ่มเติมที่รัฐบาลสามารถที่จะดําเนินการ ได้อยู่ที่เพียง ๖–๘ แสนล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการรองรับทุก ๆ โครงการที่รัฐบาลได้นําเสนอ ซึ่งทําให้ทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องตั้งคําถาม ๓ คําถามต่อรัฐบาลทันที อันดับแรก ก็คือตั้งใจ ทําจริงหรือไม่แต่ละโครงการที่นําเสนอมา อันดับที่ ๒ ซึ่งเปึนประเด็นที่ท่านหัวหน้าพรรค ได้เสนอแนะให้กับรัฐบาลไปแล้ว ก็คือรัฐบาลควรที่จะจัดลําดับความสําคัญของโครงการ ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเงินไม่เพียงพอ โครงการไหนจะทํา โครงการไหนจะชะลอไว้ก่อน หรือคําถามที่ ๓ ก็คือสมมุติดื้อดันริเริ่มทุกโครงการตามที่ได้ประกาศมา แล้วเกิดสุดท้าย เงินหมดจะทําอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ ซึ่งคําถามนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ไม่ได้เปึนคําถามใหม่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตต่อโครงการดี ๆ อย่างเช่น โครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคก็เกิดปัญหาเงินทุนงบประมาณที่สนับสนุนไม่เพียงพอ ทําให้เกิดภาระขาดทุน โดยโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้หลายร้อยโรงพยาบาล เปึนเม็ดเงินรวมหลาย พันล้านบาท ส่งผลให้คุณภาพบริการต่อพี่น้องประชาชนด้อยกว่ามาตรฐานที่ควร ส่งผล ให้โรงพยาบาลที่อยู่ในโครงการนี้ต้องแบกรับภาระหนี้สินจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น เราคิดว่าควรจะต้องมีความชัดเจนในแง่ของการกําหนดวิธีการใช้แหล่งทุนต่อแต่ละโครงการ ที่รัฐบาลได้นําเสนอ
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากที่จะฝากเตือนท่านรัฐมนตรี ขออนุญาต รัฐมนตรี ที่รับผิดชอบคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไว้ คือวิธีการในการกู้ยืมเงิน ในอดีตได้มี ความพยายามที่จะกู้ยืมนอกระบบงบประมาณด้วยการกู้ยืมผ่านเอกชน อย่างเช่น ในโครงการแอร์พอร์ต ลิงค์ (Airport link) ซึ่งก็ได้สร้างปัญหาต้นทุนการเงินของโครงการ สูงกว่าที่ควรจะเปึนถ้ารัฐบาลกู้ยืมโดยตรง สุดท้ายก็วกกลับมาเปึนภาระหนี้สาธารณะ ของรัฐบาลอยู่ดีนะครับ นอกจากขีดจํากัดในส่วนของวงเงินกู้ของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็มี ข้อจํากัดมากมายทางด้านงบประมาณด้วยเช่นเดียวกัน ปัจจุบันงบประมาณป้ ๒๕๕๑ ก็ไม่ได้ให้ความยืดหยุ่นกับรัฐบาลมากนัก รัฐบาลจึงได้ส่งสัญญาณออกมาว่าจะกลับมา ขอตั้งงบประมาณกลางป้กับรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง วงเงินที่ส่งสัญญาณออกมาก็คือประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในหลักการท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เรียนไปเมื่อเช้าว่า ถ้านําเงินเหล่านั้นมาใช้สนับสนุนการศึกษาของลูกหลานของพี่น้องประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้ามิได้เปึนเช่นนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะต้องสงวนสิทธิในการพิจารณา เพราะการกลับมาของบกลางป้ในครั้งนี้มีความแตกต่างนัยสําคัญอยู่ ๒ ประเด็น จากเมื่อ ครั้งป้ ๒๕๔๘ อันดับแรกก็คือในป้ ๒๕๔๘ ได้มีการกลับมาของบประมาณกลางป้เนื่องจาก มีการเก็บภาษีได้เกินเปัา แต่ในป้ ๒๕๕๑ ถ้ามีการกลับมาของบประมาณกลางป้จะเปึน การของบประมาณที่ทําให้การขาดดุลงบประมาณมีการขาดดุลมากขึ้น นอกจากนั้นเราก็มี บทเรียนนะครับท่านประธานจากการใช้เงินงบประมาณเมื่อป้ ๒๕๔๘ ทั้ง ๆ ที่ทางพรรค ฝ์ายค้าน ณ ขณะนั้น คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยได้นําเสนอแนวทาง การใช้เงินให้กับรัฐบาล ว่าขอให้ใช้ภาษีที่เก็บได้เกินเปัานั้นไปชําระหนี้ที่เกิดขึ้นจาก การดําเนินนโยบายสนับสนุนราคาน้ํามันที่ผิดพลาดของรัฐบาล ณ วันนั้น ด้วยการนําเงิน เหล่านั้นไปลบล้างภาระหนี้สินที่กองทุนน้ํามัน แต่รัฐบาลได้ปฏิเสธที่จะดําเนินการตามข้อเสนอแนะของพรรคประชาธิปัตย์ ทําให้พี่น้อง ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ํามันที่สูงขึ้นจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นนะครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังควรจะต้องตระหนักว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ มี ๑ มาตรา คือมาตรา ๑๖๙ ที่ระบุไว้ในแง่ของภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดงบประมาณรายจ่าย ป้ถัดไปมาชดใช้การใช้เงินคงคลัง เพราะฉะนั้นการที่จะของบกลางป้ เบิกใช้เงินคงคลัง เพิ่มเติมก็เสมือนเท่ากับเปึนการจํากัดวงเงินที่ป้ถัดไปรัฐบาลจะนํามาใช้เพื่อประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งในรายละเอียดของปัญหาที่เกี่ยวกับงบประมาณนี้สักครู่เพื่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ของผมคือท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล จะนําเสนอในรายละเอียด
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของรายได้งบประมาณของรัฐบาล รัฐบาล มีเจตนาตั้งใจที่จะใช้เงินมาก ก็มีความจําเปึนที่จะต้องเสนอวิธีการในแง่ของการหาเงิน เช่นกัน ซึ่งในนโยบายที่ทางรัฐบาลได้นําเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ไม่ปรากฏมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมรายได้ของตัวรัฐบาล เงื่อนไขการขึ้นภาษีคงเปึนไปได้ยาก ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนก็แบกรับภาระภาษีหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว และส่วนใหญ่ผู้ที่ แบกรับภาระนี้ก็คือชนชั้นกลางนั่นเอง ทุก ๆ วันนี้กําลังแรงงานทั้งหมดของประเทศอยู่ที่ ประมาณ ๓๕ ล้านคน มีผู้ที่เสียภาษีอยู่เพียงแค่ ๕.๕ ล้านคนครับท่านประธาน ความสามารถ ในการเพิ่มอัตราภาษีคงเปึนไปไม่ได้ ในขณะที่ทุก ๆ พรรคที่ร่วมรัฐบาลอยู่ก็มีแต่นโยบาย การใช้เงิน หลาย ๆ พรรคที่ร่วมเสนอนโยบายที่จะให้ลดอัตราการเก็บภาษีด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยเฉพาะคงจะต้องชี้แจงกับทางรัฐสภา ในเรื่องของที่มาของเงินที่จะมาสนับสนุนนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้นําเสนอ
สุดท้ายครับท่านประธาน รายได้ของรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งมาจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสําหรับประเทศไทยนั้น รายได้จากรัฐวิสาหกิจถือว่าไม่สูงมาก คิดเปึนสัดส่วนของจีดีพี ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง ทั้ง ๆ ที่รัฐวิสาหกิจดูแลทรัพย์สินมีมูลค่าอย่างน้อย ๓ ล้านล้านบาท ในแง่ของผลตอบแทนต่อพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะทางด้านมาตรฐานการบริการ หรือในแง่ ของผลตอบแทนต่อคลังทางด้านรายได้ ถือว่ายังพัฒนาได้ แต่ในนโยบายฉบับนี้ผมเสียดาย ที่ไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาเยียวยาส่งเสริมการทํางานของรัฐวิสาหกิจอย่างไร ที่ผมจะพอเรียนได้ก็คือ ผมยินดี ดีใจนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเบรกแนวคิด ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไว้ที่จะลากภาคการเมืองให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง กับรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมด้วยการแต่งตั้ง ๑๑๑ อดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามาเปึน กรรมการ ท่านประธานครับ ทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์โดยรวมมีอีกประมาณ ๒๒ ท่าน ที่วันนี้จะขออนุญาตลุกขึ้นอภิปรายชี้แนะเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของทาง รัฐบาล ผมและคณะหวังและเชื่อว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ และข้อเสนอแนะของเราจะเปึน ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่ฟังเราอยู่ และสําคัญมากกว่านั้นก็คือจะเปึนประโยชน์ต่อ การทํางานของรัฐบาล ขอบพระคุณครับ