รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๒๗ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๒๖ และวันพุธที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนครับ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคณะจํานวน ๑๔๖ ท่านนะครับ เป็นผู้เสนอ
ต้องขอขอบคุณทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่ได้ยื่น เอกสารคําขอให้ถอดถอน ที่ได้ยื่นไปกับท่านประธานวุฒิสภามา ก็ขออนุญาตให้ท่านเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้แจกสมาชิกทุกท่านด้วยนะครับ ท่านบุญยอด เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ เมื่อสักครู่ได้ยินท่านประธานได้อธิบายต่อสมาชิกว่าในเอกสาร ที่ประกอบการอภิปราย ซึ่งเป็นเอกสารที่ยื่นต่อท่านประธานวุฒิสภา และท่านประธาน วุฒิสภาก็จะนํารายละเอียดของการถอดถอน เนื่องจากมีการทุจริตนี้ไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ต่อไปนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านประธานจะต้องพิจารณาเองนะครับ ไม่ใช่มอบให้กับสมาชิกครับ เพราะว่าเป็นเพียงแค่ให้ท่านได้เห็นว่า ในการอภิปรายนั้นอยู่ในกรอบของรายละเอียด ที่เกี่ยวข้องกับการที่ได้ยื่นในเรื่องของการทุจริตไปยัง ป.ป.ช. ต่อไปเท่านั้นเอง โดยธรรมเนียม ที่เกิดขึ้นทุก ๆ ปี เมื่อปีที่แล้วท่านประธานเองก็เป็นประธานต่อสภาแห่งนี้ และเรา ก็มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว ก็เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติมาโดยตลอดครับว่า เอกสารฉบับนี้ จะให้ต่อประธานเพื่อที่ประธานจะได้ควบคุมการอภิปรายเท่านั้นว่าอยู่ในกรอบหรืออยู่ นอกกรอบหรือไม่อย่างไรครับ ท่านประธานกรุณาทําตามธรรมเนียมที่เกิดขึ้นครับ
เชิญอาจารย์ พีรพันธุ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดยโสธร ก่อนที่ประธานจะอนุญาตให้มีการเริ่มอภิปรายต่อไป กระผม ใคร่ขออนุญาตถามความชัดเจนจากท่านประธาน เพราะเมื่อสักครู่นี้สมาชิกท่านหนึ่งบอกว่า หลักฐานการยื่นนั้นเป็นเรื่องที่เขาส่งให้ท่านประธานแต่ผู้เดียว ไว้เพื่อให้ท่านประธานควบคุม การประชุม ถ้าความจําผมยังดีนะครับ ซึ่งผมก็ยังดีอยู่เสมอ ท่านประธานครับ เมื่อปีที่แล้ว วันนี้ครบ ๑ ปีพอดีครับ วันที่ ๒๕ วันที่ ๒๖ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายนมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นี่ครับ ผมก็ลุกขึ้นมาประท้วง เป็นคนแรก เพราะท่านส่งหลักฐานที่ยื่นถอดถอนมา ท่านส่งมาเพียงกระดาษแผ่นเดียว ก็คือหลักฐานที่รองเลขาธิการวุฒิสภาเมื่อปีที่แล้วนะครับ รับรองว่าได้รับหลักฐานการยื่น ถอดถอนไว้แล้ว ผมก็เรียนต่อที่ประชุมบอกว่าตามมาตรา ๑๕๘ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ วรรคสองนะครับ ถ้าเป็นการอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรม ของนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรม ๑. ร่ํารวยผิดปกติ ๒. ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ๓. จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายจะเสนอ ใช้คํานี้นะครับ จะเสนอ โดยไม่มีการยื่นคําร้องตามมาตรา ๒๗๑ ก่อนมิได้ และเมื่อมีการยื่นคําร้องตามมาตรา ๒๗๑ แล้วให้ดําเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องรอผลการดําเนินการตามมาตรา ๒๗๒ ก็คือรอ ป.ป.ช. ไม่ต้อง ไหนล่ะครับ ท่านจําไม่ได้หรือครับ ปีที่แล้วผมก็ลุกขึ้นประท้วงท่านอย่างนี้ละครับ มีอีกท่านหนึ่งระหว่างอภิปรายจะอภิปรายรัฐมนตรีคมนาคมว่าแต่งตั้งผู้ว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทยไม่ถูกกฎหมาย ท่านมายื่นถอดถอนไว้ท่านก็อภิปรายไม่ได้ เขาก็ยอมรับ วันนี้ยังเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว ท่านประธานครับ มาตรา ๒๗๑ นี้ท่านไปอ่านดูให้ดีนะครับ ว่าทําไมกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงบัญญัติไว้อย่างนี้ มาตรา ๒๗๑ ไม่อ่านนะครับ เอาสั้น ๆ เลย ให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออก คําร้องขอดังกล่าวต้องระบุพฤติกรรมที่กล่าวหาว่าผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวกระทําความผิด เป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน เพราะอะไรครับ เพราะวุฒิสภาต้องส่งไปให้ประธาน ป.ป.ช. ๒.๒ นะครับ ป.ป.ช. เขาก็ต้องดู วินิจฉัยว่าคําฟ้องข้อใดมีมูล ไม่มีมูล เพราะฉะนั้นที่เขาเขียนไว้ นะครับ ไปดูข้อบังคับอีกครับ ผมกําลังจะฉายหนังซ้ําเมื่อปีที่แล้วพอดีเลย กฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคสอง ถ้าเป็นกรณีเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๘ วรรคสองของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องแสดงหลักฐานการยื่น
อาจารย์พีรพันธุ์ คุณหมอครับ ผมว่าเอาทีละท่าน อย่าเพิ่งประท้วงเลย จะได้ทําความเข้าใจ อาจารย์พีรพันธุ์ ขอกระชับนิดหนึ่งครับ
เดี๋ยวกระชับครับ เพราะว่าเมื่อปีที่แล้ว ผมกลัวเขาลืมเลยต้องฉายหนังซ้ําอีก ต้องยื่นหลักฐาน คําร้องตามมาตรา ๒๗๑ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลักฐานอะไรครับ หลักฐานที่บอกว่า มีข้อกล่าวหาเป็นข้อ ๆ อยู่ไหน
อาจารย์ครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วง ท่านสุกิจ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ทราบว่า ท่านรัฐมนตรีท่านกําลังจะพูดอะไร จะอธิบายอะไรใช้เวลาไปเนิ่นนานนะครับ ประเด็นตอนนี้ ก็คือท่านประธานจะแจกคําร้องถอดถอนให้กับสมาชิก ซึ่งพวกผมบอกว่าแจกไม่ได้ครับ เพราะอันนี้เราต้องการที่จะให้ท่านประธาน เพราะท่านประธานบอกว่าถ้าไม่มีอันนี้ ท่านดําเนินการประชุมไม่ได้ เราก็ให้ท่านอย่างไรครับ แต่คนอื่นไม่มีสิทธิรู้ เรื่องนี้ เป็นความลับครับ ท่านอธิบายอะไรยืดยาวนี่ผมไม่เข้าใจหรอกครับ เอาประเด็นนี้กันก่อนว่า ท่านประธานไม่สมควรนะครับ แจกให้กับสมาชิกทั่วไปไม่ได้ครับ
อาจารย์ เอาประเด็นนี้ดีกว่าครับ
มีหลักฐานการยื่นใน ๓ ข้อ เรื่องนี้จะดําเนินการต่อไปมิได้ คืออภิปรายใน ๓ ข้อนี้ไม่ได้ นี่คือเรื่องสุดท้ายเมื่อปีที่แล้วอย่างไรครับ ท่านก็เอาหลักฐานที่ท่านยื่นกับประธานวุฒิสภา นั่นละมาแจกที่นี่ แจกทุกคน ทําไมต้องแจกทุกคน เพราะเวลายื่นให้ยื่นพร้อมกับอันนี้ด้วย ท่านบอกว่าไปยื่นกับประธานแล้ว ให้ประธานรู้อยู่คนเดียว ก็เป็นเรื่องลับ ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไปอภิปรายกับประธาน ๒ คนสิในห้องลับ
อาจารย์พีรพันธุ์ เข้าใจครับ เชิญท่านไชยวัฒน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ครับ ถ้าจะถ่วงเวลาผมก็ไม่ว่าหรอกครับ แต่ต้องให้ประชาชนเขารู้ว่า จะถ่วงเวลาให้การอภิปรายมันสั้นลง เพราะจะปิดสมัยประชุมวันที่ ๒๘ เป็นวันสุดท้าย ถ้าท่านประธานจะให้สมาชิกดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ ไม่ยากเลยครับ ไม่ต้องเป็น ดอกเตอร์ทางกฎหมายหรอกครับ วรรคสุดท้ายคือวรรคสอง บรรทัดสุดท้ายของมาตรา ๑๕๘ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องแสดงหลักฐานการยื่นคําร้องขอตามมาตรา ๒๗๑ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเป็นดอกเตอร์ครับ ผมว่าผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นหลักฐานแล้วว่าเราได้ยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๑ ของกฎหมาย รัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณครับ
อย่าอ่านข้อเดียว อ่านให้ครบทั้งหมด
อาจารย์ครับ เมื่อสักครู่ผมอนุญาตให้ทางนี้ได้พูดสลับแล้ว ท่านนั่งเถอะครับ เมื่อสักครู่เห็นใครยกมือ ท่านปรีชาพล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น กราบเรียนท่านประธาน ต่อข้อหารือของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ กระผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเรื่องใหม่อะไรทั้งสิ้น ตามที่ได้มีการยกข้อบังคับก็ดี กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ ประกอบมาตรา ๒๗๑ ก็ดี และข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๑๖๘ วรรคสองก็ดี ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เรากระทํามาโดยตลอดครับ เมื่อปีที่ผ่านมาก็เป็นลักษณะเช่นนี้ เมื่อเข้าถึงสู่ที่ประชุมสภานั้น เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ก็ยื่นคําร้องถอดถอนให้ท่านประธาน ท่านประธานก็ถ่ายแจก แน่นอนครับ ก็เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับ การประชุมนั้นเป็นการเปิดเผย ไม่เช่นนั้นพวกกระผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกจะทราบได้อย่างไรครับว่า ผู้อภิปรายอภิปรายอยู่ในประเด็นหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นพวกผมเองก็มีสิทธิครับว่า การกล่าวหาว่าผู้ใดทุจริตอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่เปิดเผย การประชุมครั้งนี้ก็เป็นการประชุม ที่มีการถ่ายทอดสด ไม่เช่นนั้นพวกผมก็ตั้งข้อสันนิษฐานละครับว่าเป็นการกล่าวหา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นจริง ดังนั้นขอท่านประธานวินิจฉัย แล้วได้ถ่ายแจกในข้อคําร้อง ข้อถอดถอน เพื่อให้การประชุมนั้นดําเนินการไปได้ เพื่อให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชนได้ฟัง การอภิปรายอย่างเต็มสมบูรณ์ตามข้อบังคับครับท่านประธาน
เชิญท่านจุรินทร์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกว่าเอกสารทั้งหมดที่ถกเถียงกันอยู่นี้มันมีด้วยกัน ๓ ชิ้นครับ
เอกสารชิ้นที่ ๑ ก็คือตัวญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตัวญัตติที่ว่านี้กฎหมาย รัฐธรรมนูญและข้อบังคับระบุไว้ชัดว่าต้องทําเป็นหนังสือ ซึ่งคําว่า ทําเป็นหนังสือ ก็คือสิ่งที่ พวกกระผมได้ทําแล้ว แล้วก็ไปยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่เขียนว่าพวกข้าพเจ้าผู้มีรายชื่อท้ายญัตตินี้จํานวนเท่านี้ ๆ ขอเสนอญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพฤติกรรม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ อันนั้นคือตัวญัตติครับ
เอกสารชิ้นที่ ๒ ก็คือเอกสารคําร้องขอถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีออกจากตําแหน่ง ซึ่งได้ยื่นต่อประธานวุฒิสภาแล้วในวันเดียวกัน แต่ก่อนไปยื่น ญัตติไม่ไว้วางใจ ซึ่งเอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารลับ และกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๒ ระบุไว้ชัดว่า เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับเอกสารลับชิ้นนี้แล้วจะไปส่งให้ใครไม่ได้ นอกจากส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. นี่คือเอกสารชิ้นที่ ๒ ซึ่งเป็นเสมือนข้อสอบ และเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลเมื่อสักครู่ กําลังทวงจะขอดูข้อสอบอันนี้ละครับ
หลักฐานเอกสารชิ้นที่ ๓ ก็คือว่าเอกสารที่ใช้คําว่า หลักฐานการยื่นคําร้อง คําว่า หลักฐานการยื่นคําร้องถอดถอนที่ว่าก็คือ หลักฐานที่เลขาธิการวุฒิสภาได้ออกให้กับ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านที่ไปยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในมือของกระผม ซึ่งขออนุญาต อ่านสั้น ๆ ให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน เรื่อง รับคําร้องขอถอดถอนบุคคลออกจาก ตําแหน่ง ด้วย เรียน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับคําร้องขอถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกจาก ตําแหน่งไว้เรียบร้อยแล้ว พูดง่าย ๆ ลงชื่อ นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา เอกสารชิ้นนี้ คือเอกสารชิ้นที่ ๓ ที่เป็นหลักฐานการยื่นคําร้องขอถอดถอน กฎหมายรัฐธรรมนูญ ระบุไว้อย่างไรครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ ระบุไว้แค่ว่า ถ้าจะมีการยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในข้อหาทุจริตผิดกฎหมาย ซึ่งพวกกระผมยื่นข้อหาทุจริตผิดกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่าจะเสนอโดยไม่มีการ ยื่นคําร้องขอถอดถอนก่อนมิได้ ระบุไว้เท่านี้ครับ พวกกระผมจึงต้องไปยื่นคําร้องขอถอดถอน ต่อประธานวุฒิสภา แล้วก็มีข้อบังคับ ข้อ ๑๖๘ ตามมาลงในรายละเอียดว่ากรณีที่เป็นเรื่อง การไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับพฤติกรรมนายกรัฐมนตรีเรื่องทุจริตผิดกฎหมาย ตรงนี้ขีดเส้นใต้แล้วครับ ต้องแสดงหลักฐานการยื่นคําร้องแนบมาด้วย คําว่า หลักฐานการยื่นคําร้องก็คือเอกสารชิ้นที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนกับท่านประธาน ที่ประธานวุฒิสภา เลขาธิการวุฒิสภาได้ลงรับไว้แล้ว ซึ่งพวกกระผมได้ทําครบถ้วน นั่นก็คือได้ยื่นญัตติ เป็นหนังสือคือเอกสารชิ้นที่ ๑ กับเอกสารชิ้นที่ ๒ ได้ยื่นหลักฐานการยื่นคําร้องถอดถอน เป็นเอกสารชิ้นที่ ๓ ที่ผมยกตัวอย่างให้ประธานได้ฟังเมื่อสักครู่ครบถ้วน ท่านประธานจึงบรรจุญัตติ แล้วเป็นที่มาที่เราจะอภิปราย แต่บังเอิญว่ามีความพยายามจะขอเอกสารชิ้นที่ ๒ ซึ่งมันนอกเหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญและมันนอกเหนือข้อบังคับ เพราะเอกสารชิ้นที่ ๒ คือคําขอถอดถอนที่ยื่นต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งประธานวุฒิสภาเอาไปให้ใครไม่ได้ นอกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่มันมีอยู่ในมือพวกกระผมครับ ในฐานะผู้ยื่น ท่านประธาน ก็ขอความร่วมมือว่าขอดูหน่อยได้ไหม เพราะถ้าไม่ขอดู ท่านประธานอาจจะควบคุม การประชุมไม่ได้ เพราะต้องการที่จะดูว่าพวกกระผมอภิปรายตามคําถอดถอนหรือไม่ พวกกระผมก็พร้อมให้ความร่วมมือครับ เมื่อสักครู่ก็มอบให้ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้ไปยื่นต่อท่านประธานแล้ว เพื่อประโยชน์ในการที่ประธานจะควบคุมการประชุม แต่ถ้าถึงขั้น เพื่อนสมาชิกขอดูข้อสอบอันนี้ด้วย นายกรัฐมนตรีจะขอดูข้อสอบด้วย ซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องเข้าสอบ อย่างนี้ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ต้องขอความกรุณาให้ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านพิชิตครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อตัดสินปัญหาในเรื่องนี้นะครับ ที่ว่าทําไมผมต้องอยากรู้ข้อสอบ ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต้องยื่นคําร้องถอดถอน แล้วคําร้อง ถอดถอนนี้บัญญัติว่าจะต้องระบุความผิดเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน ฝ่ายผู้ถูกญัตติก็คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มีหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ จะต้องชี้แจง เรื่องที่ถูกญัตติเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน ทําไมผมต้องรู้ข้อสอบครับ ผมมีหน้าที่ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคสาม เมื่อมีการกล่าวหา มีการตอบข้อชี้แจง ผมต้องตัดสินใจ ลงมติครับ ผมจะรู้ได้อย่างไรถ้าผมไม่รู้ข้อสอบ เพราะฉะนั้นจุดตัดสินใจต่อปัญหานี้ กราบเรียนท่านประธานว่าคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคสาม ผมต้องทําหน้าที่ ลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ
ประการต่อมาข้อบังคับมีส่วนร่วมให้สมาชิกมีสิทธิที่ประท้วงว่าเรื่องที่กล่าวหา เรื่องที่อภิปรายอยู่ในประเด็นหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้น ๒ เหตุผล ก็คือการทําหน้าที่ของ สมาชิกสภาแห่งนี้จะต้องลงมติต่อญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ จึงกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เป็นเรื่องความลําบากใจที่ประธานจะวินิจฉัยให้ถูกใจทุกฝ่ายนะครับ เพราะฉะนั้นต้องขอ ความกรุณาท่านสมาชิกทุกท่านครับ เป็นไปไม่ได้ที่ประธานจะวินิจฉัยแล้วให้ถูกใจ ทุกฝ่าย ฉะนั้นต้องขอความร่วมมือนะครับ เพื่อให้การประชุมดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย นะครับ ในเมื่อข้อบังคับก็เขียนไว้ชัดเจนบอกว่า คําวินิจฉัยของประธานก็ถือว่าเป็นที่สุด ก็อยากจะให้พวกเรายึดถือข้อบังคับตามนี้นะครับ แล้วประเด็นนี้ก็เป็นข้อถกเถียงกันมาตั้งแต่ วันแรกนะครับ ก็ถกเถียงกันมาโดยตลอด แต่ผมก็ไม่ได้ยึดถือว่าแนวความคิดของผมจะเป็น แนวทางที่ถูกต้องนะครับ แต่เนื่องจากมันมีปัญหา แล้วปัญหาเรื่องนี้ก็เป็นความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนะครับ ซึ่งก็เห็นต่างกัน ก็เรียกว่ามองต่างมุม ทีนี้เพื่อหา ข้อยุติที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมก็ได้เรียกประชุมคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมของคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาก็มีมติเห็นตรงกันนะครับว่า การยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านต้องยื่นแนบสําเนาถอดถอนมาด้วย เพื่อให้ญัตตินั้น มีผลสมบูรณ์ ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงกับสมาชิกแล้วว่าที่ประชุมของคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของ รัฐสภามีข้อสรุปดังนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องดําเนินตามข้อสรุปที่คณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา ได้มีความเห็นมา แล้วที่สําคัญทางวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลก็ร้องมาที่ผม บอกว่าอย่างไรก็ต้อง ขอสําเนาตรงนี้แนบกับญัตติมาด้วย เพราะในยุคสมัยที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านยื่นญัตติ ไม่ไว้วางใจด้วยความบริสุทธิ์ใจนี้ทางพรรคเพื่อไทยในคราวนั้นยื่นญัตติไม่ไว้วางใจถึง ๓ ครั้ง ก็ได้แนบสําเนาถอดถอนนี้มาพร้อมกับญัตติ ก็เป็นสิ่งที่ทางวิปฝ่ายรัฐบาลได้แสดงชี้แจง เหตุผลมาที่ผม ฟังแล้วก็มีเหตุผลนะครับ เขาไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่น ตอนเขาเป็นฝ่ายค้าน เขาก็แนบกับญัตติมาด้วย แล้วคราวนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเขาก็ขอให้แนบสําเนา ถอดถอนนั้นมาด้วยเหมือนกับที่เขาเคยปฏิบัติ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผล ๒ ประการนี้ ผมคงวินิจฉัยเป็นอื่นไม่ได้ ก็เห็นว่าควรต้องแนบมาพร้อมกับญัตติ แต่ก็ในเมื่อมันมีความเห็น ขัดแย้งอย่างที่ว่า เพื่อให้การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรดําเนินไปด้วยดี แล้วก็มีเหตุการณ์ ที่เห็นอยู่ข้างนอก เพื่อให้ได้มาพูดคุยกันข้างในสภา ผมก็เลยตัดสินใจบรรจุญัตติ แต่ก็ขอความร่วมมือ ขอความเห็นใจจากสมาชิกฝ่ายค้านนะครับ ขอให้ยื่น ยื่นนี่ไม่ใช่ยื่นเพียง เพื่อให้ประธานสามารถควบคุมการประชุมได้เท่านั้นนะครับ แต่ต้องยื่นให้สมาชิกทุกท่านด้วย ตามความเห็นของคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาได้ชี้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมขอวินิจฉัยเลยนะครับว่าจะขอให้เจ้าหน้าที่ได้แจกสมาชิกทุกท่านด้วย เพื่อจะได้ช่วยกันดูว่า การอภิปรายมีการอภิปรายอยู่ในกรอบของข้อบังคับหรือไม่ เพราะฉะนั้นสมาชิกท่านอื่น ถ้าไม่แจกให้ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมดูแลการประชุมว่าอยู่ในกรอบของข้อกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับหรือไม่ ดังนั้นผมขออนุญาต แล้วก็ย้ํานะครับ วินิจฉัยไปก็ไม่ถูกใจทุกคนนะครับ แต่ก็จําเป็นต้องวินิจฉัย ผมเห็นว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ ผมอนุญาตฝ่ายละ ๑ ท่านครับ เชิญท่านเฉลิมครับ
ท่านประธานที่เคารพ
ผมเห็นยืนก่อน ไม่เป็นไรฝ่ายละท่าน ดังนั้นท่านก่อนก็ได้ เชิญครับ ท่านเฉลิมขออภัย ขอท่านเชนก่อนครับ เดี๋ยวต่อด้วยท่านครับ
ให้ใคร นะครับ
ท่านเชน แล้วก็ เดี๋ยวมาที่ท่านครับ ขออภัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานว่า ในการที่ท่านประธานได้สรุปว่า คําตัดสินของท่านประธานเป็นที่สุด ตามข้อบังคับเป็นเรื่องของความถูกต้อง แต่ว่าการตัดสิน ของท่านประธานต้องตัดสินภายใต้ข้อบังคับและกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ ท่านประธานไม่สามารถตัดสินตามอําเภอใจได้ สิ่งหนึ่งที่ผมใคร่เรียนกับท่านประธานว่า ผมไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของท่านประธานที่พูดเมื่อสักครู่นี้ เพราะว่าในกฎหมาย รัฐธรรมนูญท่านประธานกําลังดําเนินการที่ล่วงเลยไปจากที่กําหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างนี้นะครับ คําวินิจฉัยของท่านประธานที่ท่านประธานมีแนวการวินิจฉัยที่เรียกร้อง ให้สมาชิกฝ่ายค้านได้ส่งหลักฐานสําเนาของการยื่นถอดถอนที่ยื่นต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งประธานวุฒิสภามีหน้าที่จะต้องส่ง ป.ป.ช. นะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นตามความเข้าใจ แต่ก่อนท่านประธาน ผมคิดว่าเราคงไม่ต้องมีกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้เคลื่อนเงื่อนไข ของการทํางาน ถ้าเป็นอย่างที่ประธานวินิจฉัยเราประกาศหนังสือพิมพ์ตั้งแต่วันยื่นเลย ไม่ดีกว่าหรือท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนั้นความลับก็ไม่เป็นความลับ การยื่นถอดถอน วิธีการ ของท่านประธานบอกว่า สมัยฝ่ายค้านที่เป็นพรรคเพื่อไทยยื่น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้าน ของพรรคเพื่อไทยเขาจะยื่น เป็นเรื่องของการแสดงของเขา พวกเราไม่เห็นด้วยกับท่านประธาน เพราะว่าการกําหนดการกระทําใด ๆ มันต้องกระทําในกรอบของข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ เท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการวินิจฉัยของท่านประธานไม่ชอบด้วยเหตุผล ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับครับ ท่านประธานครับ
ผมขออนุญาต ท่านเฉลิม ผมขอวินิจฉัยกรณีท่านเชนนิดหนึ่งครับ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ยกตัวอย่างว่าสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านแล้วแนบญัตติ ถอดถอนมาด้วยนี้ เป็นการพูดเพื่อชี้ให้เห็นเจตนาบริสุทธิ์ของฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ในขณะนั้นว่าเขาเข้าใจว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญต้องให้ยื่นประกบมาด้วย เพราะฉะนั้น พรรคเพื่อไทยเลยยื่นประกบมาพร้อมกับญัตติทั้ง ๓ ครั้ง เป็นการพูดชี้ให้เห็นเจตนาเท่านั้น นั่นประการที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมไม่ได้ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยตามอําเภอใจ ตามที่ท่านเชน ได้พูดนะครับ ผมวินิจฉัยตามความเห็นของคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาครับ ไม่ได้ตามอําเภอใจนะครับ เชิญท่านเฉลิมครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพเพื่อนสมาชิกทุกคน ผมไม่ได้ยกตนข่มท่าน เพราะผมเล่นการเมือง ผมอยู่ฝ่ายค้านมาตลอด ผมนี่มือเขียนญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล สมัยก่อนกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ต้องบอกว่าให้ยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภาและส่งไป ป.ป.ช. ท่านประธานจําได้ ผมอภิปราย ส.ป.ก. ๔-๐๑ จนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งยุบสภา โดยไม่ลงมติ ไม่ใช่ครับ ผมจะเรียงลําดับให้ดู พอต่อมาท่านประธานครับ ผมไม่ได้เป็น หัวหน้าพรรค ผมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์กรณีเงินบริจาค ๒๕๘ ล้านบาท กับเงิน กกต. ๒๙ ล้านบาท ก่อนยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ผมไปยื่น
ท่านครับ เวลาท่านพูดเขาก็ฟัง แล้วตอนนี้เขาพูดท่านก็ต้องฟังด้วยครับ
ผมก็ฟังแล้วรู้ว่านอกเรื่องอย่างไรครับ
ไม่นอกครับ ผมยังฟังอยู่ครับ ไม่เป็นไรครับ ท่านพยายามชี้ ชี้ให้เห็นประเด็นที่คุยกันอยู่นี่ละครับ เชิญท่านเฉลิมครับ
ชี้ให้เห็น ไม่ได้ว่าใคร ทางพรรคเขามอบหมายให้ผมเป็นหัวหน้าทีม ผมก็เขียนญัตติ เสร็จสรรพไปยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภา เพราะการกล่าวหาไม่ไว้วางใจเป็นความผิด อันรุนแรงที่สุดในระบอบประชาธิปไตย พอผมยื่นประธานวุฒิสภาเสร็จ ผมก็เอาหลักฐานนั้น มาร่วมกับญัตติยื่นไม่ไว้วางใจ ผมไม่ได้แจกเฉพาะฝ่ายค้าน ผมเองแจกสื่อมวลชน บอกเอาไปเลยนี่สิ่งที่ผมจะถอดถอน นี่สิ่งที่ผมจะไม่ไว้วางใจ นั่นครั้งที่ ๑ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ครั้งที่ ๒ กรณีภาษีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จํากัด ๖๘,๒๐๐ ล้านบาท ข้าราชการหน่วยหนึ่งสั่งไม่ฟ้อง พรรคเพื่อไทยมีหลักฐาน
ท่านเฉลิมครับ ผมขอให้กระชับนิดหนึ่ง
กระชับแล้วครับ
เอาเข้าประเด็น เลยครับ
เข้าประเด็นแล้ว ท่านประธานครับ
ประท้วงประธานครับ
เชิญ ท่านประเสริฐครับ
มันฟังไม่ได้
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตประท้วงท่านประธาน วันนี้พวกผมพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง มาอภิปรายพวกผม คนละสถานการณ์อย่าเข้าใจผิด อย่าเข้าใจผิด อย่าไปย้อนยุค อย่านึกว่าตัวเองอายุยังน้อยอยู่
เอาละครับ พอแล้วครับ ผมขอวินิจฉัยครับ ท่านเฉลิมผมขอวินิจฉัยครับ ท่านประเสริฐนั่งก่อนครับ ท่านไชยวัฒน์นั่งก่อนครับ ผมขอวินิจฉัยครับ ผมวินิจฉัยนะครับที่ท่านเฉลิมได้ชี้แจงอยู่นี่ ท่านก็ชี้แจงเพื่อชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ท่านเป็นฝ่ายค้านท่านยื่นญัตติมา ท่านก็ได้แนบสําเนา ตรงนี้ อย่างนั้นเพื่อรักษาเวลาให้ฝ่ายค้านได้มีเวลาอภิปรายกันมากขึ้น ผมขอเข้าระเบียบ วาระแล้วขอดําเนินการเลยนะครับ ท่านเฉลิมพอแล้วครับ สมควรแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ คงไม่อนุญาตให้หารือแล้วนะครับ ผมขอเข้าประเด็นเลยนะครับ ท่านเฉลิมผมฟังท่านเข้าใจ แล้วครับ พอสมควรแล้วครับท่าน พอเถอะครับ เอาละครับ พอเถอะครับ ท่านครับ นาทีเดียว เดี๋ยวฝั่งนี้ก็ประท้วงกันอีก ผมฟังแล้วเข้าใจแล้วครับที่ท่านพูด เข้าใจครับ ฟังเข้าใจครับ ผมขอเข้าระเบียบวาระเลยนะครับ ท่านเฉลิมขออภัยจริง ๆ ครับ ขออนุญาตเข้าระเบียบวาระเลยครับ ขออภัยท่านเฉลิมนะครับ ขออภัยจริง ๆ ท่านครับ เข้าใจครับเมื่อสักครู่ท่านพูดชัดเจนแล้ว ผมเข้าใจแล้ว แล้วประชาชนเข้าใจครับ ขอบคุณท่านครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ ญัตติเรื่องเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมอนุญาตผมวินิจฉัยไปแล้ว ให้เกียรติสมาชิกครับ ขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ ท่านจุรินทร์ครับ เมื่อสักครู่ ผมไม่อนุญาตให้ท่านเฉลิมนะครับ แล้วก็เพื่อที่จะประหยัดเวลาให้ฝ่ายค้านได้มีเวลาอภิปราย ได้เต็มที่ ผมขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระเลยนะครับ แล้วผมก็ได้วินิจฉัยไปแล้วครับถือว่า เป็นที่สุดแล้วละครับ ขอความกรุณาเถอะท่านครับ คุณหมอครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ผมพยายามรักษาผลประโยชน์ให้กับฝ่ายค้านได้มีเวลาอภิปรายได้มาก ๆ นะครับ ผมขอความกรุณาท่านเถอะ ถ้าผมอนุญาตท่านผมก็ต้องอนุญาตฝั่งนี้ด้วยมันก็ไม่จบ ผมว่าเรื่องนี้ เราเสียเวลากันมากพอสมควรแล้วนะครับ แล้วก็เข้าใจกันแล้วด้วย ฉะนั้นผมจะอนุญาต อีกฝั่งละ ๑ ท่านนะครับ เชิญคุณหมอสุกิจ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ตกลง ท่านประธานยืนยันที่จะแจกใช่ไหม ท่านกําลังทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ นะครับ เพราะว่าเรื่องนี้อย่างที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้ชี้แจงไปแล้ว คนที่จะรู้เรื่องนี้ได้ก็คือ วุฒิสภานะครับ แล้วก็ส่งไปที่ ป.ป.ช. เท่านั้น คนอื่นจะล่วงรู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเรื่องที่ผมถอดถอน ทั้งหลาย มันก็ต้องเอามาแจกหมดสิครับ แจกทุกคน แจกสื่อมวลชนอะไรที่ท่านว่าไป ส่วนการกระทําของฝ่ายโน้นนะครับ มันไม่ได้ผูกพันพวกผมครับ เราต้องประชุมตามข้อบังคับ และต้องไม่ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ข้อบังคับเขาไม่มีข้อไหนครับ ที่บอกว่าต้องแจกเรื่องนี้ ให้กับฝ่ายรัฐบาลด้วย เพราะว่าท่านประธานวิปฝ่ายค้านก็ได้ชี้แจงแล้วว่าคําว่า หลักฐาน ความเป็นของเราไม่ตรงกัน ตามความคิดเห็นของผมและผมว่าคนทั่วไป คําว่า หลักฐาน ชัดเจนครับ อย่างที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านพูดถูกต้องแล้วก็คือหลักฐานการยื่นถอดถอน เท่านั้น ไม่ใช่เนื้อหารายละเอียด เพราะฉะนั้นจะมาใช้เสียงข้างมาก จะไปใช้ฝ่ายกฎหมาย ของท่านประธานมาให้อยู่เหนือข้อบังคับ ให้อยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ไม่ได้ครับ ฉะนั้นพวกผมยอมไม่ได้ที่จะให้แจกทั่วไปครับท่านประธาน
ก็เป็นเรื่อง ประท้วงเรื่องเดิมนะครับ ซึ่งผมได้วินิจฉัยชัดเจนแล้วครับ ก็ขอผ่านครับ คงไม่เสียเวลาแล้วครับ ชัดเจนแล้วครับ ขอเข้าญัตติเลยนะครับ
(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผมไม่อนุญาต แล้วครับ ประเด็นนี้เราใช้เวลากันมาพอสมควรแล้วครับ และเข้าใจกันแล้วครับ เป็นที่ยุติแล้วนะครับ ประท้วงบ่อย ๆ ทําให้เสียสิทธิในการอภิปรายของท่านเองนะครับ เรื่องอื่นใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ประชาธิปัตย์จังหวัดพัทลุงครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกของพรรคฝ่ายค้านจะอภิปรายท่านแรกนะครับ การตรวจเอกสารยังไม่เสร็จเลย ท่านประธานครับ แล้วมีการเตะถ่วงในการตรวจเอกสารเยอะมาก และในขณะนี้ ผู้ที่ตรวจเอกสารเป็นเฉพาะฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ไม่แจ้งฝ่ายค้านเลย เอกสารพยานหลักฐาน ยังไม่ถึงมือฝ่ายค้านเลยแล้วจะอภิปรายได้อย่างไรครับท่านประธาน มันเผด็จการ อย่างนี้ไม่ได้ครับ มันต้องมีฝ่ายค้านเข้าไปตรวจด้วย มีเฉพาะฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นท่านประธาน กําชับลงไปครับ
ขอบคุณครับ อย่างนั้นผมชี้แจงท่านนิพิฏฐ์นะครับ
ผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารญัตติขอเปิด อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนะครับ ซึ่งมีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ๓ ท่าน และตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่านนะครับ ช่วยกันดู พรรคเพื่อไทยมีท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ นะครับ พรรคประชาธิปัตย์มีท่านณรงค์ ดูดิง ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ๖ ท่านครับ พอแล้วครับ ผมขออนุญาตเข้าญัตติ เชิญครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมทราบ เพราะผมไปทวงเอกสารของกระผมแล้วก็ไปเจอว่ามีเฉพาะฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แล้วที่สร้าง ปัญหามากคือท่านวรวัจน์ครับ ผมคิดว่าถ้าคุณวรวัจน์ยังนั่งเป็นประธานตรวจสอบเอกสารอยู่ ไม่สามารถดําเนินการไปได้เลยครับ เป็นคนที่สร้างปัญหาเยอะมาก ๆ เอกสารง่าย ๆ ยังไม่ปล่อยมาเลยครับ เช่น มีวันนี้เพราะพี่ให้อย่างนี้ เขาใช้ในสภามาเป็นสิบครั้งแล้ว วันนี้ยังไม่ปล่อยออกมา มันเกี่ยวกับการทํางานของท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งกํากับดูแล สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เปลี่ยนตัวกรรมการฝ่ายรัฐบาลเถอะครับ ไม่อย่างนั้นการอภิปราย เดินไปไม่ได้ แล้ว ๒ วันจะไม่จบครับ ผมไม่ยอมเรื่องนี้ครับ เรื่องง่าย ๆ ทําให้ยาก กลัวอะไรล่ะครับ เชิญท่านวรวัจน์เอาประเด็นนี้ให้จบ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ วันนี้ทางสภาได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจคลิป (Clip) ซึ่งรายชื่อยังส่งไปไม่ถึงห้องกรรมการ แต่ด้วยอยากจะให้เร็วผมแล้วก็คณะกรรมการ พรรคเพื่อไทยก็ไปนั่งรอที่จะทํางานเพื่อเร่งเวลาให้ท่านได้ทันการณ์ แล้วในขณะที่ตรวจอยู่นี้ ท่านก็มาบอกว่าต้องให้รอรายชื่อจากสภาส่งไปถึงห้องทํางานก่อน จริง ๆ แล้วทุกอย่าง สามารถดําเนินการล่วงหน้าเราไม่จําเป็นต้องรอคอยขั้นตอน แล้วอย่างไรก็ตามประเด็นไหน คลิปไหนได้หรือไม่ได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการ แล้วก็ผมเรียนว่ากติกาที่เคยใช้ สมัยผมเป็นผู้อภิปรายแล้วท่านก็ไม่ให้ ก็เหมือนกันเราใช้ในกติกาเดียวกัน แต่ปัจจุบันนี้ คณะกรรมการยังไม่ได้เริ่มต้นที่จะพิจารณาหรือมีการปรึกษาหารือกันเลย เพียงแต่ว่า รอรายชื่อที่ส่งไปถึง ซึ่งเมื่อท่านประธานประกาศแล้วผมคิดว่าก็เชิญกรรมการจาก พรรคฝ่ายค้านไปร่วมตรวจคลิปด้วยกัน แล้วอะไรที่ได้ ไม่ได้ เรานั่งคุยด้วยเหตุด้วยผลนะครับ ขอบคุณครับ
ห้องตรวจคลิป ใช้ห้อง ๓๒๐๒ เชิญทุกท่านเลยนะครับ เชิญท่านฉัตรพันธ์ด้วยที่เป็น ๑ ใน ๖ ครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ
ท่านประธานครับ ผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนครับ เพราะว่าประการแรกเมื่อสักครู่ผมไม่ได้รับการติดต่อ หรือได้รับแจ้งให้ขึ้นไปตรวจคลิปและเอกสาร ซึ่งผมได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในการตรวจ ผมมีความสงสัยครับ เนื่องจากเราต้องการจะอภิปรายจึงตามไปถามเจ้าหน้าที่ว่า ผมแจ้ง รายชื่อว่าผมเป็นกรรมการเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้วทําไมยังไม่แจ้งผมให้ไปทําการตรวจคลิป หรือเอกสารเพื่อให้ทันต่อการอภิปราย เมื่อไปถึงห้องข้างบนปรากฏว่าท่านวรวัจน์นั่งอยู่ แล้วตรวจคลิปอยู่ ท่านจะตรวจฝ่ายเดียวได้อย่างไรครับ แล้วทางผมละครับ ผมก็เลยขึ้นไปว่า ท่านทําอย่างนี้ไม่ถูกต้อง การตรวจคลิป การตรวจเอกสารจะต้องมีกรรมการทั้ง ๒ ฝ่ายให้พร้อม แล้วอีกประการหนึ่งท่านวรวัจน์ผมว่าถ้าให้ดีเพื่อให้การทํางานเราราบรื่น มีความยุติธรรม ต่อทั้ง ๒ ฝ่าย ผมอยากให้ท่านวรวัจน์ถอนตัวได้ไหมครับ หรือเปลี่ยนตัวท่านวรวัจน์ออกไป เพราะเราไม่เชื่อมั่นในการทําหน้าที่ของท่าน จะเป็นกลางหรือจะทําหน้าที่ด้วยความยุติธรรม มีปัญหามากครับ เปลี่ยนด้วยนะครับ เอาแฟร์ ๆ (Fair) กันเลย ตรงไปตรงมาครับ แล้วเดี๋ยวผมจะขึ้นไปทําหน้าที่ แล้วโปรดแจ้งให้ฝ่ายผมขึ้นไปทําหน้าที่ด้วยครับ ไม่ใช่ไปทํากันเองลุกลี้ลุกลนครับ
ขอบคุณครับ คงพิจารณาฝ่ายเดียวไม่ได้นะครับ ก็คงต้องพิจารณาร่วมกัน แล้วได้แจ้งรายชื่อเรียบร้อย แล้วก็ห้องสถานที่ก็แจ้งเรียบร้อยแล้วครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ ขอเจ้าตัวเขาได้ชี้แจง ดีกว่า เชิญท่านวรวัจน์
(นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านขอพูดแล้ว จะได้ชี้แจงทีเดียวเห็นว่าอย่างนั้น อย่างนั้นเชิญ ท่านสัมพันธ์เชิญ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธาน ครับ ผมคนหนึ่งเหมือนกันครับเพิ่งได้รับทราบว่าให้เป็นผู้ที่ไปตรวจคลิป เพราะว่าผมเองนั้น ก็เพิ่งได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ พอได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่เมื่อสักครู่ ว่าเป็นกรรมการขึ้นไปตรวจคลิป แล้วท่านประธานก็เพิ่งแจ้ง ผมไม่ได้ทราบมาก่อน ฉะนั้นอย่างที่ ผมทราบว่าฝ่ายรัฐบาลไปนั่งรออยู่ตั้งนานแล้วก็ไปทําการตรวจมาก่อน แล้วจะให้ผมไปตรวจ แบบประเภทเอาไว ๆ เลยมันคงเป็นไปไม่ได้ครับท่านประธาน อย่างนี้ผมไม่ทราบว่าทํางาน กันอย่างไรครับ จะเอาแบบรวบรัดให้ผมนั้นไปตรวจให้เสร็จ ๆ โดยที่ไม่ได้ดู แล้วผมได้ทราบ มาว่ามันเยอะมากครับท่านประธาน ฉะนั้นเรื่องนี้ผมต้องตําหนิต่อทางรัฐบาลที่พยายาม ที่จะปกปิดแล้วก็ให้ผมนั้นได้ทํางานประเภทแบบลวก ๆ อย่างนั้นเป็นไปไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ
ท่านวรวัจน์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ผมเรียน อีกครั้งหนึ่งนะครับ จริง ๆ เราอยากให้งานเสร็จไว ท่านส่งคลิปมา ถ้าเราตรวจผ่าน ผ่านเลย ไม่มีปัญหา ส่วนประเด็นที่มีข้อถกเถียงนั้น เราก็อาจจะปรึกษาหารือกันครับว่าประเด็นไหน เป็นประเด็นที่อาจจะมีข้อที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นดุลยพินิจของ คณะกรรมการ วันนี้คณะกรรมการยังไม่ได้เริ่มต้นทํางานเลยครับ แล้วก็เราไปล่วงหน้าเพื่อทํา ให้งานไวขึ้น เมื่อแจ้งรายชื่อแล้ว ทางผมและคณะก็ไปนั่งรอ และดูเอกสารไปล่วงหน้าเลย อะไรที่เราคิดว่าไม่มีปัญหาเราก็ผ่านให้ไปเลย ๆ ให้จบไปเลย แต่ประเด็นอะไรที่อาจจะ มีปัญหา เราก็ยกประเด็นนั้นขึ้นมาถกเถียงพูดคุยกันในคณะกรรมการ วันนี้คณะกรรมการ ยังไม่ได้เริ่มดําเนินการเลยนะครับ ก็อยากจะเรียนว่าส่งคณะทํางานไปทํางานก่อนไหมครับ แล้วดูว่าปัญหามันคืออะไร ดูว่าทางคณะกรรมการจะพูดคุยตกลงกันได้หรือไม่ แล้วถ้าหาก มันมีปัญหาอย่างไรค่อยมาคุยอีกครั้งหนึ่ง เพราะตอนนี้เองเรายังไม่ได้เริ่มทํางานกันเลย เพียงแต่ว่าทางผมพยายามตรวจให้เร็วเพื่อให้ทันเวลาตอนที่ท่านอภิปรายนะครับ
ยังไม่พอหรือครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมนี่เป็นผู้แทนชุดแรกเลยที่ถูกตั้งให้เป็นคณะกรรมการตรวจคลิปในคราวที่แล้ว แล้วก็ อํานาจนั้นเป็นอํานาจโดยตรงของท่านประธานสมศักดิ์นะครับ แต่ว่าการตรวจคลิป คราวที่แล้วเรายืนอยู่บนหลักการว่าถ้าเป็นภาพตัดต่อ เป็นภาพหวาดเสียว เป็นภาพที่ ไม่สมควรที่จะแสดงออกไป ก็ไม่ควรที่จะนํามาแสดง กรอบในคราวที่แล้วมีอยู่แค่นี้เองครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ท่านประธานได้วางกรอบให้ชัดเจน แล้วกรณีของท่านวรวัจน์เอง คราวที่แล้วภาพที่มีการตัดต่อและปวดหัวมากที่สุดคือภาพของท่านวรวัจน์ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ท่านวรวัจน์ถอนตัว และท่าน ส.ส. รัฐบาลท่านไหนก็ได้ครับ ไปเป็นแทน ท่านวรวัจน์เถอะ จะได้มีความเรียบร้อยชัดเจนต่อไป และผมคิดว่าท่านประธานควรจะ มีบรรทัดฐานเช่นเดียวกันกับคราวที่แล้ว ถ้าภาพหวาดเสียว ภาพที่เป็นการตัดต่อ ถ้าอยู่ ในกรอบแบบนี้ได้ครับ แต่ว่าไม่ใช่เป็นคนสกรีน (Screen) ทุกเรื่อง เพราะไม่อย่างนั้นจะถือว่า เป็นการตัดสิทธิของพวกกระผมในการอภิปรายข้อเท็จจริงครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ก็ขออนุญาต ได้ดําเนินการตามนี้ไปก่อนนะครับ ขอเข้าระเบียบวาระนะครับ
เรื่องด่วน ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคณะ จํานวน ๑๔๖ ท่าน เป็นผู้เสนอ
เนื่องจากมีญัตติอีก ๑ ญัตติ คือญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคณะ จํานวน ๑๔๖ ท่าน เป็นผู้เสนอ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องทํานองเดียวกันครับ ขออนุญาตนํามารวมพิจารณาร่วมกัน นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ
ก่อนที่ผมจะให้ผู้เสนอญัตติแถลงเหตุผล ก็ได้ยื่นสําเนาแล้วก็ได้ให้เลขาธิการ ได้แจกสําเนาถอดถอนตรงนี้ให้สมาชิกเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านจุรินทร์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตท่านประธานได้ทําหน้าที่เป็นผู้เสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้ง ๒ ญัตติ พร้อมกันไปในเวลาเดียวกันครับ ขอเริ่มต้นด้วยญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พวกกระผมผู้มีรายนามท้ายญัตตินี้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๑๔๖ รายชื่อ ขอเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ โดยได้แนบหลักฐานการยื่นคําร้องถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตําแหน่ง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ มาด้วยแล้ว
ทั้งนี้เนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้บริหารราชการ แผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไร้ภาวะผู้นํา ไร้สํานึก ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งต่อสภาและต่อประชาชน ลอยตัว หนีปัญหา เลือกปฏิบัติ พูดอย่างทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ ชอบแอบอ้างประชาธิปไตย กระทํา การอันไม่บังควร สมรู้ร่วมคิดกับพวกพ้อง ทําลายข่มขู่ ก้าวก่ายสถาบันหลักในระบอบ ประชาธิปไตย ทั้งสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระ มุ่งแก้ปัญหาบุคคล ในครอบครัวมากกว่าปัญหาประชาชน
อีกทั้งมีพฤติกรรมฉ้อฉล ทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิด ข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งเสริม ปกป้อง การฉ้อราษฎร์บังหลวงและการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง ความร่ํารวย ของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือ ขณะที่ประชาชนกลับจนลง ได้รับความเดือดร้อน แสนสาหัส นโยบายรณรงค์ต่อต้านการทุจริตเป็นแค่เพียง “ละครปาหี่” ไม่มีผลปฏิบัติจริง จนยุคนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลายเป็นยุคที่การคอร์รัปชัน (Corruption) เบ่งบานที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้แยแสใส่ใจจัดการตามอํานาจ หน้าที่แต่อย่างใด
อีกทั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังกระทําผิดกฎหมายซ้ําซาก วางแผน ใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ ที่ซับซ้อน แยบยล ตลอดจนการใช้อํานาจรัฐบังคับใช้กฎหมายโดยมิชอบเพื่อทําลาย ฝ่ายเห็นต่างทางการเมือง ปล่อยให้บุคคลให้ครอบครัว “กดปุ่ม” สั่งการตามอําเภอใจ ในทุกรูปแบบ จนประเทศไทยเสมือนมีนายกรัฐมนตรีหลายคนวนเวียนหาประโยชน์ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา
ภายใต้การปกครองของระบอบการใช้อํานาจบาตรใหญ่ที่อาศัยแต่ ความมีเสียงข้างมากจากวันเลือกตั้งเป็นข้ออ้างกลบเสียงฝ่ายอื่น และเสียงประชาชน เพื่อใช้อํานาจนั้นตามใจตนแต่เพียงฝ่ายเดียว การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ส่งผลให้สังคมไทยเกิดความร้าวฉาน แตกแยกครั้งใหญ่ อย่างไม่เคยปรากฏ นายกรัฐมนตรีและครอบครัวกลายเป็นผู้สร้างปัญหาและเป็นตัวปัญหา ของประเทศ การทุจริตแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า กระทบทั้งระบบคุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรม ค่านิยมแห่งความถูกต้องดีงามของสังคมไทย การเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ความไร้ประสิทธิภาพและความบกพร่องล้มเหลว ผิดพลาดของนโยบาย และการบริหารราชการแผ่นดินได้ทําประเทศเสียหายตกต่ําอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นําความทุกข์ยาก เดือดร้อนมาสู่คนไทยทั้งแผ่นดิน หากปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีมีแต่จะพาประเทศไปสู่ความวิบัติ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่สมควร ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป และเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๘ พวกกระผมขอเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไป
ญัตติถัดมาครับ เป็นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล พวกข้าพเจ้าผู้มีรายนามท้ายญัตตินี้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๑๔๖ รายชื่อ ขอเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ โดยมีรัฐมนตรีที่ถูกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย โดยพวกข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานการยื่นคําร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอนรัฐมนตรีออกจากตําแหน่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ มาด้วยแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากรัฐมนตรีดังกล่าวได้มีพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ลุแก่อํานาจ ขาดคุณธรรม จริยธรรม เล่นพรรคเล่นพวก เลือกปฏิบัติ มุ่งสนองผลประโยชน์ส่วนตนพวกพ้อง และผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่า ผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริงของประชาชน มีพฤติกรรมการทุจริตจงใจกระทําผิดกฎหมาย หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ และประชาชนไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่สมควรดํารงตําแหน่งต่อไป รายละเอียดทั้งหมด ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและพวกกระผมก็จะได้ดําเนินการอภิปรายลึกลงไป ในรายละเอียดพร้อมเอกสารหลักฐานข้อมูลต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร กระผมทําหน้าที่ในการที่จะนําเสนอการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนที่กระผมจะได้เข้าไปสู่เนื้อหาของการอภิปรายอยากจะกราบเรียน แล้วก็ซักซ้อมกับท่านประธานครับ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๒ ท่าน ได้มาพบกระผม แล้วก็ขอปรึกษาหารือเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงประเด็นที่ท่านประธานในขณะนั้นยังไม่ได้วินิจฉัยว่าญัตติมีปัญหาหรือไม่ แต่มาบอกกับกระผมว่าประสงค์จะให้การอภิปรายในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นบรรยากาศของการทํางานของสภาที่ดีเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีความมั่นใจ มีความนิยม มีความศรัทธาในการทํางานของพวกเรา ผมก็ได้เรียนท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่าน ว่าพวกกระผมก็ตั้งใจที่จะใช้เวทีนี้ในการทําหน้าที่ของพวกเราในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทย ในการให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผิดพลาด บกพร่อง และรวมถึงพฤติกรรมที่มีการทุจริตคอร์รัปชันเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ผมได้เสนอท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่าน ว่าเราได้มีการซักซ้อมจํานวนผู้อภิปราย ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ ๒๐ ท่าน แล้วก็คิดว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความตรึงเครียดใด ๆ ก็ขอท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่านว่าได้ช่วยนําความกราบเรียนท่านประธานว่า ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้พวกเราได้อภิปรายอย่างเต็มที่ในเวลาที่เหมาะสม โดยเสนอว่า ถ้าเราสามารถเริ่มต้นอภิปรายได้ตั้งแต่เมื่อวานครับ เราก็จะมีเวลา ๓ วัน บวกกับอีก ๑ วัน คือวันพฤหัสบดี ในการที่จะลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แล้วก็ให้วุฒิสภานั้น สามารถไปประชุมในวันพฤหัสบดีหลังจากที่พวกเราลงมติได้ ที่กราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ ว่าในที่สุดเราไม่ได้ดําเนินการอย่างนั้น สิ่งที่ผม จําเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ท่านประธานคงต้องช่วยกรุณาควบคุมไว้ ถ้าไม่มี การกระทําผิดข้อบังคับขอให้พวกเราได้ใช้สิทธิในการอภิปรายเนื้อหาการอภิปรายเมื่อเป็น การกล่าวหาการกระทําที่ไม่ชอบของรัฐบาล แน่นอนครับ อาจจะมีความรุนแรงเข้มข้นก็เป็น เรื่องปกติธรรมดา แต่ผู้ที่จะชี้แจงก็คือตัวผู้ถูกอภิปราย และผู้ถูกพาดพิง ที่สําคัญ ท่านประธานต้องกรุณาควบคุมเวลาในการชี้แจงด้วยว่าเป็นการชี้แจงในประเด็น มิฉะนั้นแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าเราจะไม่สามารถรักษาเวลากันได้ กระผมไม่ต้องการให้มีการมาบังคับ ว่าพวกกระผมต้องอภิปรายไปจนถึงตีสาม ตีสี่ ตีห้า แล้วก็เกิดปัญหาซึ่งมักจะเป็นบรรยากาศ ของความตรึงเครียด ฉะนั้นตรงนี้ผมขอกราบเรียนท่านประธานไว้ในเบื้องต้น เพื่อขอให้ ท่านประธานได้ช่วยควบคุมการประชุม ให้เราใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงตาม วัตถุประสงค์
สําหรับการอภิปรายในครั้งนี้ กราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับ เป็นการ อภิปรายซึ่งกําลังเกิดขึ้นในภาวะความไม่ปกติของบ้านเมือง ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ ในห้องประชุมแห่งนี้ ถ้าเราไม่หลอกตัวเองนะครับ เราคงทราบดีว่าพี่น้องประชาชนกําลังมี ความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กําลังเกิดขึ้น ทําให้การทําหน้าที่ของพวกเราในครั้งนี้ ว่าไปแล้วอาจจะได้รับความสนใจจากประชาชนน้อยกว่าปกติ หรือถึงขั้นที่ว่ามีประชาชน ส่วนหนึ่งไม่คาดหวังอะไรกับการทํางานตรงนี้ไปเสียแล้ว กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ พวกกระผมก็ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทําหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ และจากนี้ไปพวกกระผม ก็จะชี้ให้เห็นว่าวิกฤติของประเทศชาติบ้านเมืองซึ่งกําลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มาจากประเด็น หลักประเด็นเดียว คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการโกงกินเอื้อประโยชน์ให้กับ ตนเอง ครอบครัว และพวกพ้องของผู้มีอํานาจ และการใช้อํานาจที่ไม่ชอบบิดเบือน เจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้มีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและ การมีส่วนร่วมของประชาชน และศูนย์กลางของปัญหา อย่างน้อยที่สุดในบรรดาบุคคล ในประเทศคือตัวนายกรัฐมนตรี ที่ทําให้การบริหารราชการแผ่นดินตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ผมจะเริ่มต้นเพื่อที่จะชี้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พวกเราไม่ปฏิเสธครับ มีทุกยุคทุกสมัย แต่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยในขณะนี้ได้เข้ามาสู่ระดับที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ผมไม่ได้พูดถึงเฉพาะการประเมินขององค์กรภายในประเทศที่เขา ต้องสัมผัสอยู่กับปัญหานี้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือภาคธุรกิจ หอการค้าไทยนี่ละครับ เขาจะเป็นคนสํารวจว่าสภาพความรุนแรงของการทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละปีนั้นเป็นอย่างไร ไม่มาถามความเห็น ไม่มาถามความรู้สึก แต่ถามประสบการณ์ตรงว่าการทุจรติคอร์รัปชัน ขณะนี้เข้าสู่ขั้นไหนแล้ว โดยสอบถามจากประสบการณ์ผู้ประกอบการนั่นเองครับ ว่าเขา จําเป็นจะต้องจ่ายเงินเป็นสินบน จ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือเสียผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เขา สามารถดําเนินการในการประกอบการหรือในการทํางานกับภาครัฐได้ เป็นที่ชัดเจนครับว่า มาถึงวันนี้ตัวเลขการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งสมัยก่อนพูดกันว่าร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ หรือหนักสุด เคยพูดกันไปถึงร้อยละ ๒๐ วันนี้หอการค้าไทยจะพูดว่าเข้าไปสู่ตัวเลขระดับร้อยละ ๓๐ ร้อยละ ๔๐ มีการประเมินจากทางหอการค้าครับ ว่าวันนี้ตัวเลขของการทุจริตคอร์รัปชันนั้น ทําให้เราสูญเสียเงินโดยประมาณ ๒๓๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี คํานวณจากเปอร์เซ็นต์ การทุจริตและจํานวนเงินที่มีการลงทุนทั้งในส่วนของราชการ ทั้งในส่วนของรัฐวิสาหกิจ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขมหาศาลครับ มันเท่ากับโครงการปรับปรุงรถไฟรางคู่ทั้งประเทศ มันเท่ากับการสร้างรถไฟฟ้า ๔ สายที่กําลังมีการดําเนินการอยู่ในขณะนี้ จะเป็นส่วนต่อขยาย บีทีเอส (BTS) จะเป็นสายสีฟ้าหรือสีน้ําเงินนะครับ หรือสายสีม่วง แล้วก็อีก ๑ สาย มันเป็น ตัวเลขงบประมาณที่สามารถใช้เพิ่มพื้นที่ชลประทานในประเทศนี้ได้เกือบเท่าตัว มันเป็นตัวเลขงบประมาณที่สามารถใช้เพิ่มพื้นที่ชลประทานในประเทศนี้ได้เกือบเท่าตัว มันเป็นตัวเลขของเงินที่สามารถจ้างครูได้อีกประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนครับ สภาพความรุนแรงและจํานวนเงินที่สูญเสียมหาศาลจากการทุจริตคอร์รัปชันอย่างนี้คือที่มา ของวิกฤติศรัทธาที่กําลังเกิดขึ้น แต่ที่มันเลวร้ายไปกว่าตัวเลข ไปกว่าการสูญเสียโอกาสของ พี่น้องประชาชนที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้ในแง่ของการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม ก็คือปัญหานี้ได้ทําลายระบบคุณธรรมและรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ปล่อยปละละเลย และมีส่วนสําคัญในกระบวนการนี้กําลังเป็นผู้ทําลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม พึงพอใจกับการที่ ประเทศจมอยู่กับสภาพเช่นนี้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจและเพื่อประโยชน์ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ละครับ คือสิ่งที่เป็นมาของการต่อต้านจากประชาชน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่มีประชาชนเรือนล้านคนออกมาสู่ท้องถนน ผมยืนยันเลยครับ ไม่ใช่การแสดงออกเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่การแสดงออกที่บอกว่าคนนั้นคนนี้ถูก คนนั้นคนนี้ผิด แต่เป็นการแสดงออกว่าไม่ยอมรับการกระทําที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชันและ การใช้อํานาจที่ไม่ชอบ ใครก็ตาม พรรคไหนก็ตาม สีไหนก็ตาม และปรากฏการณ์นี้บวกกับ การที่นายกรัฐมนตรีเพิกเฉยกับการประกาศของผู้คนในฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งท่านประธานด้วย ว่าไม่ยอมรับอํานาจของศาลคือศาลรัฐธรรมนูญ และความพยายามก่อนหน้านี้ที่จะออก กฎหมายนิรโทษกรรมลบล้างอํานาจของศาลที่พิพากษาในคดีทุจริตคอร์รัปชัน คือที่มาของ วิกฤติศรัทธาที่กําลังลุกลามไปสู่การประท้วงในรูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบัน ถ้าเราปล่อยสภาวะ เช่นนี้ต่อไปครับ ที่ทุกคนเริ่มบอกว่าแม้แต่รัฐบาลเองยังไม่ยอมรับอํานาจศาล ไม่ยอมรับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ สภาวะความไร้ระเบียบ ไร้กฎหมาย บ้านเมืองที่ไม่มีขื่อมีแปรก็จะนําไปสู่ สภาวะที่รัฐล้มเหลวครับ และความเดือดร้อนทั้งหลายก็จะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทั้งที่พี่น้องประชาชนไม่ได้มีส่วนในการที่จะก่อปัญหานี้ขึ้น คะแนนเสียงทุกคะแนนเสียง เขาจะลงให้กับพรรคการเมืองใดก็ตาม ผมไม่เชื่อว่ามีคะแนนเสียงไหนลงให้เพื่อมาเป็น ใบอนุญาตในการทุจริตคอร์รัปชัน ปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ไม่มีคะแนนเสียงไหนที่เป็น ใบอนุญาตให้รัฐบาลดําเนินการในลักษณะของการข่มขู่ คุกคาม ปิดปากผู้ที่เห็นแตกต่าง นี่คือประเด็นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และตอบคําถาม ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า วันนี้พวกกระผมจะลําดับให้เห็นว่า ที่นายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์กลางของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อํานาจที่ไม่ชอบ ทําอย่างเป็นระบบครบทุกขั้นตอน บูรณาการต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ตั้งแต่ยอดเขาจนสู่ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล มีผลประโยชน์แอบแฝง มีการทุจริต มีการใช้อํานาจที่ไม่ชอบ และการกระทําทั้งหลายมักจะอ้างความเป็นรัฐบาลที่ได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง อ้างความเดือดร้อนของประชาชน และหลายครั้งมีพฤติกรรมในลักษณะจับประเทศ เป็นตัวประกัน จับประชาชนเป็นตัวประกัน การทุจริตคอร์รัปชันที่พวกกระผมจะได้อภิปรายต่อไปมีหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับ นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การปล่อยปละละเลยให้บุคคลในกลไกของรัฐทําการทุจริตคอร์รัปชัน หลายกรณีเอื้อพวกเอื้อพ้องครับ ตั้งแต่ผู้สนับสนุนทางการเมืองหรือแกนนํามวลชน ฝ่ายตนเองอย่างนี้เป็นต้น แต่ที่สําคัญก็คือว่าในทุกขั้นตอนที่ประเทศนี้พยายามวางกลไก ในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้พฤติกรรมของรัฐบาลนี้ภายใต้การนําของ นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดําเนินการในการทําลายกลไกเหล่านั้น การทุจริตจึงมีตั้งแต่ ๑. การทุจริตในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ๒. การทุจริตในเชิงนโยบาย ๓. การทุจริตที่กําลังมีการดําเนินการเตรียมการโดยการเลี่ยงระบบงบประมาณ ๔. การทุจริต ที่มีการวางแผน โดยการทําลายกลไกการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช ป.ป.ท. ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม และ ๕. คือการดําเนินการในการที่จะ ตรากฎหมายเพื่อเอื้อให้มีการทุจริตคอร์รัปชันมากยิ่งขึ้น ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ในการอภิปรายเพื่อเสนอญัตติของกระผมนั้น ยังไม่ลงรายละเอียดทั้งหมดครับ ท่านนายกรัฐมนตรี หรือท่านรัฐมนตรียังไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมาตอบในประเด็นเฉพาะ ในโครงการต่าง ๆ เพราะจะมีเพื่อนสมาชิกที่จะได้ใช้เวลาในการลงรายละเอียด กระผม เพียงแต่จะให้ท่านได้รับทราบถึงพฤติกรรมทั้ง ๕ ข้อที่กระผมได้กล่าวมา โดยยกเอาประเด็น ที่มีการอภิปรายมาเป็นตัวอย่างประกอบ กระผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าที่จริงแล้ว กระผมเสียดายมากที่นายกรัฐมนตรีมีโอกาสดียิ่งใน ๒ ปีที่ผ่านมา หลังจากการเลือกตั้ง ที่ตัวกระผมเองโดยส่วนตัวหวังว่าจะทําให้ประเทศคืนสู่ความสงบสุข แม้ไม่เห็นด้วยกับท่าน ในนโยบายหลายเรื่องก็ถือว่าเป็นสิทธิ เป็นความชอบธรรมของท่านที่จะดําเนินนโยบาย ตามคํามั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาชน ความจริงนโยบายเหล่านั้นวันนี้หลายเรื่องล้มเหลวครับ แต่เพราะเวลาที่จํากัดพวกกระผมจึงจะต้องมาเน้นในเรื่องการอภิปรายการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีเวลามาโต้เถียงหรอกครับ เรื่องสภาวะเศรษฐกิจ เรื่องความยากลําบากของพี่น้อง ประชาชน เพราะผมเห็นว่าจะเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะพี่น้องประชาชนรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเอง เดือดร้อนจากภาวะความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ให้ประชาชน เขาตัดสินเองครับ ไม่ต้องมาเถียงกันว่าเขาไปตลาดแล้วของแพงไหม ให้ประชาชนเขาตัดสิน เองครับว่าในภาวะปัจจุบันที่ท่านบอกเศรษฐกิจดี คนอื่นบอกเศรษฐกิจไม่ดี กําลังซื้อเขาเป็น อย่างไร ภาวะหนี้สินเขาเป็นอย่างไร ให้ตัวเลขทางการเองหรือตัวเลขขององค์กรที่น่าเชื่อถือ บ่งบอกเองครับว่า ท่านกําลังสะสมหนี้ให้กับประเทศหรือไม่ นั่นคือความเสียโอกาส จากความล้มเหลว แต่เสียโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการทุจริตที่ผมกราบเรียนต่อไป ที่กําลังทําให้ประเทศเข้าสู่วิกฤติที่รุนแรงสุ่มเสี่ยงต่อการก้าวสู่การเป็นภาวะรัฐที่ล้มเหลว ผมเริ่มจากข้อแรกครับ ข้อแรกการทุจริตในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง และนี่เป็นตัวอย่าง ที่ดีครับ ว่าการทุจริตและทําผิดกฎหมายที่เกิดขึ้น เรื่องของการทุจริตเรื่องน้ําเป็นตัวสะท้อน วิธีคิด วิธีทํางานของรัฐบาลภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นอย่างดี เริ่มต้นเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาบังหน้า เอาปัญหาความล้มเหลวในการจัดการการบริหารน้ําเมื่อปี ๒๕๕๔ ซึ่งทําให้เกิด ความเดือดร้อนไปทั่วประเทศมาเป็นข้ออ้างในการบริหารจัดการระบบจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับ เรื่องน้ําที่นําไปสู่การทุจริต แต่ไม่ได้นําไปสู่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เอามาอ้าง เอามาบังหน้าหลังจากเวลา ๒ ปีผ่านไป ท่านประธานคงนึกออกครับ น้ําท่วมรัฐบาลก็มาขอ ขอสภาแห่งนี้ในระบบงบประมาณ ตั้งงบประมาณที่ไม่มีรายละเอียด ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับงบกลางอีกหลายหมื่นล้านบาทของรัฐบาล สัญญากับภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ว่าเขาจะเข้ามาตรวจสอบได้ สุดท้ายไม่แม้แต่ให้ข้อมูลเขาที่จะตรวจสอบ จนเกิดการทุจริต อย่างกว้างขวางเหมือนอย่างที่พวกกระผมได้เคยกราบเรียนไปตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปีที่แล้ว แล้วก็เดินหน้ารวบรวมบรรดาโครงการที่เกี่ยวกับน้ําเข้าสู่กระบวนการ โดยเริ่มต้น จากการตราพระราชกําหนดให้รัฐบาลกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาบริหารจัดการ เรื่องน้ํา ท่านประธานทราบดีว่าการออกพระราชกําหนดหมายความว่าเป็นเรื่องที่มีความ เร่งด่วนฉุกเฉิน พวกกระผมเห็นตั้งแต่ต้นว่าเจตนาของรัฐบาลที่ออก พ.ร.ก. ฉบับนั้น ที่จริงไม่ใช่ เพื่อจะให้การแก้ปัญหาน้ํามีประสิทธิภาพ แต่เป็นการเลี่ยงกระบวนการของการตรวจสอบ และเราไม่เชื่อว่ารัฐบาลสามารถที่จะใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างเร่งด่วนได้ตามที่อ้าง เป็นเหตุผลในพระราชกําหนด พวกกระผมจึงได้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก. ที่ท่าน ตราขึ้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าเร่งด่วนฉุกเฉิน วันนั้นนายกรัฐมนตรี ไปบอกกับศาลว่ามันเร่งด่วนฉุกเฉินเพราะท่านจะต้องใช้เงินภายใน ๖ เดือน ก่อนฝนจะตก ปี ๒๕๕๕ พวกกระผมไม่เชื่อครับ บังเอิญศาลรัฐธรรมนูญเชื่อท่าน ตัดสินเป็นคุณกับท่าน ผมไม่เห็นวันนั้นท่านออกมาบอกว่าปฏิเสธอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ พวกผมไม่เห็นด้วยกับศาล ผมก็ต้องยอมรับคําตัดสิน กฎหมายก็ออกมา กฎหมายออกมาเสร็จบรรดาโครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบริหารน้ํา ซึ่งมีการศึกษามาก่อนหลายลุ่มน้ํา หลายพื้นที่ ทั่วประเทศ แทนที่จะเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ ซึ่งมีกลไกการตรวจสอบโดยลําดับ และปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ให้ครบถ้วน สามารถเดินหน้าได้แม้จะไม่พร้อมกันทั้งหมด แต่ก็จะมีหลายโครงการซึ่งดําเนินการได้ลุล่วง เพื่อที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน แต่พอ พ.ร.ก. ออกมา ท่านเปลี่ยนกลไกตรงนี้หมดเลยครับ ทุกโครงการ ต้องมารวมอยู่ในเงินก้อนนี้ แล้วแทนที่จะเข้าสู่กระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีตามปกติ ก็ใช้วิธีออกรูปแบบใหม่ เริ่มต้นจากใช้วิธีการที่บอกกับชาวโลก ว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลหนูไม่รู้ ไม่รู้ต้องทําอะไรบ้างในโครงการนี้ ไปเชิญให้ต่างประเทศ ให้ผู้เชี่ยวชาญมาบอกว่าจะต้องทําโครงการอะไรเพื่อแก้ปัญหาน้ําท่วม ดังนั้นเอกชนที่ไป รวมกลุ่มกันมีต่างชาติเป็นแกนก็จะเป็นคนมาบอกว่าจะทําอะไร แทนที่จะใช้การศึกษา ในอดีตที่มีการทํากันมาโดยหน่วยราชการต่าง ๆ ว่าจะสามารถเดินหน้าโครงการไหน อย่างไร ที่สําคัญที่สุด สุดท้ายเมื่อประกาศว่าใครจะเป็นกลุ่มที่เข้ามาจัดการในกลุ่มงานต่าง ๆ รัฐบาล ก็มีเพียงแค่วงเงิน ต้องเชื่อเขาว่างานแต่ละกลุ่ม ๆ จะทําโครงการอะไร ใช้เงินเท่าไร แล้วซ้ําร้ายก็คือว่าไปยกอํานาจให้เขาในการที่จะไปจัดทําโครงการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสังคม ในที่สุดศาลปกครองก็ชี้ครับว่าทําเช่นนั้นไม่ได้ ผิดกฎหมาย ในที่สุดวันที่มีการประกาศ เปิดซองมาก็พบว่าแต่ละกลุ่มที่เสนองานเข้ามาลดราคาจากวงเงินเป็นเพียงเศษเงินน้อยนิด แล้วจนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครนึกออกครับว่า ถ้ามี การเดินหน้าทํางานจริงจะตรวจสอบกันอย่างไร ในเรื่องของต้นทุน เดี๋ยวจะมีสมาชิกมาอภิปรายในรายละเอียดของตรงนี้ แต่ว่าทําผิดตรงนี้ ไม่พอครับ สุดท้ายนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและหัวหน้า รัฐบาลทําผิดกฎหมายที่ตัวเองตราขึ้น คือทําผิดกฎหมายกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะกฎหมายฉบับนั้นระบุเอาไว้ชัดเจนว่า การกู้เงินเนื่องจากเป็นพระราชกําหนดตราขึ้น โดยไม่ต้องมาผ่านการตรวจสอบของสภาตามปกติมีความจําเป็นเร่งด่วนเหมือนที่ นายกรัฐมนตรีไปบอกศาลเอาไว้ว่าจะใช้เงินภายใน ๖ เดือน เขาจึงบอกว่าให้กู้ได้ไม่เกิน วันที่ ๓๐ มิถุนายนที่ผ่านมา แต่เพราะไปทําระบบจัดซื้อจัดจ้างที่พิสดารที่ได้กราบเรียนแล้ว มันไม่เสร็จครับ ตัวโครงการต่าง ๆ ที่จะเห็นชอบมันไม่เสร็จ รัฐบาลใช้วิธีอะไรครับ ไปเปิด วงเงินไว้กับธนาคาร ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ตามกฎหมายเมื่อถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ท่านไม่สามารถกู้เงินได้แล้ว เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สัญญาการกู้เงิน จะบริบูรณ์นั้นต้องมีการส่งมอบสินทรัพย์ ทรัพย์สิน แต่คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการไปเบิกเงินหลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน กระผมกราบเรียน ท่านประธานครับ พวกผมไม่คัดค้านการทําโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ําท่วม แต่พูดตั้งแต่ต้น ว่าถ้าท่านใช้วิธีออกเป็นงบประมาณทุกอย่างมันเดินไปได้หมดแล้ว แต่วันนี้ทั้ง ๆ ที่ท่านอ้าง ความเร่งด่วน ไม่อยากจะบอกว่าไปกล่าวเท็จต่อศาล เพราะเหตุการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า ท่านไม่ได้ใช้เงินในระยะเวลาที่กําหนดไว้ตามที่ไปอ้างความจําเป็นเร่งด่วนในการตรา กฎหมายนี้ สุดท้ายท่านทําผิดกฎหมายเสียเอง และถ้าเดินหน้าต่อก็จะทั้งผิดกฎหมาย ในเรื่องนี้ และกระผมมั่นใจด้วยว่าจะเปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยเหตุผลที่กระผมได้กราบเรียนมา นี่ตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องเดียวครับ ที่ผมชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมตั้งแต่อ้างความเดือดร้อนของประชาชน พูดเท็จต่อศาล สุดท้ายทําผิดกฎหมาย สุดท้ายเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นจากเรื่องน้ํา นี่กรณีที่ผมชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างไร
ข้อที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนว่าเอานโยบายออกแบบนโยบายมาเอื้อต่อ การทุจริต นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องที่ ๒ ที่เกิดขึ้นคือการโกงในการจํานําข้าวเป็นโครงการ
เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนิดเดียวครับ เพราะท่านกําลังขึ้นข้อ ๒ เนื่องจากว่าเอกสารที่ท่านประธานอนุมัติให้แจกนี่นะครับ ผมอยากจะให้การอภิปรายราบรื่น และเป็นไปตามข้อบังคับ ผมก็พยายามจะดูเอกสารที่เกี่ยวข้องกับท่านนายกรัฐมนตรี มีเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตอันหนึ่ง แล้วก็เรื่องสินค้าราคาเกษตร แต่ว่าเรื่องศาลรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไปต่อว่าศาลรัฐธรรมนูญ มันไม่มีในนี้ แล้วก็ดูในเอกสารที่ท่านนําเสนอนี้ก็ไม่มี ผมก็คิดว่า ท่านประธานครับ ถ้าเป็นไปได้เท่าที่ผมอ่านจากที่ท่านประธานแจกนะครับ ผมไม่อยาก ขัดจังหวะท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยวท่านจะเข้าใจเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าท่านประธานได้ควบคุมดูตามเอกสารนี้มันไม่มีครับ กราบเรียนแล้วถ้าท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรจะดําเนินการตามครรลองนี้ ผมคิดว่าก็จะกราบขอบพระคุณมากครับ ประชาชนจะได้ประโยชน์ ขอบคุณครับ
เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรต่อครับ
ท่านประธาน กรุณายืนยันด้วยนะครับว่า พวกกระผมได้ยื่นถอดถอนท่านนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการ บริหารจัดการน้ําที่ได้มีการกระทําผิดกฎหมายตามที่กระผมได้อภิปรายไว้ทุกประการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องข้าวครับ เรื่องข้าวเป็นเรื่องที่พวกกระผมก็ท้วงมาตั้งแต่ วันแรกว่านอกจากจะเป็นนโยบายที่จะทําความเสียหายให้กับประเทศชาติโดยการเอาพี่น้อง เกษตรกรชาวนามาบังหน้า จะทําให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันแบบครบวงจร แนวคิดมันผิด มาตั้งแต่ต้นครับ เราเคยถกเถียงกันตรงนี้พวกผมพูดตั้งแต่วันแรกว่าไม่ทราบใครเป็น ผู้ไร้ภูมิปัญญาเกี่ยวข้องกับกลไกทางเศรษฐกิจจึงคิดนโยบายนี้ขึ้นมา ที่คิดว่าประเทศไทย จะสามารถไปบังคับราคาตลาดโลกได้ เราบอกตั้งแต่ต้นว่าเป็นไปไม่ได้ เราบอกตั้งแต่ต้นว่า โครงการนี้จะนํามาสู่ความเสียหายในแง่ขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทย เราบอก ตั้งแต่ต้นว่าจะขาดทุนมหาศาล แต่ที่สําคัญมันไม่ใช่ขาดทุนเพื่อชาวนา มันขาดทุนเพื่อใคร ก็ไม่รู้อย่างน้อย ๆ ประมาณครึ่งหนึ่งของเงินที่มีการขาดทุน วันนี้ก็ไม่ต้องการมาเถียงละครับว่า ตกลงมันขาดทุนเท่าไร แต่ยกเว้นรัฐบาลนะครับ ทุกคนเขาก็ประเมินว่าถึงวันนี้ขาดทุน ไปแล้วประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลักเดียวที่รัฐบาลใช้ที่บอกว่ายังไม่ได้ขาดทุนอย่างนี้ คือบอกว่าถ้าข้าวยังไม่ขายยังไม่นับว่าขาดทุน แต่ท่านซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดร้อยละ ๔๐ ร้อยละ ๕๐ และข้าวก็เสื่อมสภาพ ตัวเลขการสรุปในเรื่องของบัญชีต่าง ๆ ตัวเลขที่นักวิชาการ ประเมินมันสอดคล้องกันหมดครับ เหลือแต่รัฐบาลเท่านั้นที่จะยอมรับความจริงหรือไม่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากตัวเลขของรัฐบาลเองเป็นผลประโยชน์ที่ไปถึงชาวนาคือราคา ที่เขาได้รับสูงกว่าราคาตลาดรวมกันแล้วก็เพียงประมาณปีละ ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น ๒ ปีก็ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดทุน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นอย่างที่ พวกกระผมกราบเรียนมาตลอดว่าจะมีเงินครึ่งหนึ่งหรือกว่าครึ่งไปอยู่ในมือคนอื่น ไม่ใช่ชาวนา แล้วสุดท้ายปัญหานี้วันนี้วกกลับมาเป็นวงจรทําให้ชาวนาเดือดร้อนแล้ว เพราะมีชาวนา ทั่วประเทศทุกภาคที่รอเงินจํานําข้าวมา ๗ เดือน ๘ เดือนแล้ว แต่รัฐบาลไม่สามารถที่จะบริหารให้เงินไปถึงมือของเขาได้ ใครจะรับผิดชอบกับการที่เขา รอเงินนี้มา ๗ เดือน ๘ เดือน แต่มีความจําเป็นในการที่จะต้องไปกู้เงิน หลายคนกู้นอกระบบ เพื่อที่จะทํานาในฤดูต่อมา แล้ววันนี้ภาระหนี้ก็สะสม การส่งออกตกอันดับ เสียแชมป์ (Champ) ใครตรวจสอบเรื่องนี้ในที่สุดถ้าอยู่ในกลไกของรัฐก็ไม่ได้รับโอกาสในการทําหน้าที่ ตรงไปตรงมาต่อไป แล้วสุดท้ายก็คือสําคัญที่สุดคือการทุจริตคอร์รัปชันที่พวกกระผม อภิปรายหลายโอกาส โกงชาวนาเรื่องน้ําหนัก เรื่องความชื้น เวียนข้าว สวมสิทธิ พูดซ้ําแล้ว ซ้ําเล่าครับ เสียดายนายกรัฐมนตรีไม่มาฟังพวกเรา ผมเห็นเมื่อไรได้ประโยชน์ถึงอ้างว่ามีอะไร มาว่าที่สภา แต่หน้าที่ท่านในการมาตอบกระทู้ถามทุกสัปดาห์ท่านไม่มาครับ แล้วในบรรดา นายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ในการตอบกระทู้ถามมีเฉพาะในตระกูลท่านที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ท่านจะยิ้มก็ได้ครับ แต่ถ้าท่านมาสภาท่านจะทราบว่าชาวนาถูกโกง ความชื้นถูกโกงน้ําหนัก อย่างไร เวลาพวกผมพูดวันนี้ท่านก็ยิ้มไปครับ แต่ชาวนาเขายิ้มไม่ออก วันนี้ท่านอาจจะยิ้มได้ เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากการทุจริตพรรคพวกท่านทั้งนั้น ท่านถึงยิ้ม ผมจึงกราบเรียนว่า การทุจริตที่รุนแรงที่สุดคือการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าว
เดี๋ยวนะครับ ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ผมอยากให้การอภิปรายนี้ราบรื่น แต่คําว่า ราบรื่น นั้นไม่สามารถจะทําผิดข้อบังคับได้
ประท้วงอะไรครับ
ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ แต่ไม่ได้ให้ท่านถอนคําพูด เพียงแต่ว่าท่านเป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนกําลังฟัง ผมอยากให้เนื้อหามันเต็มที่
ไม่ใช่ เอาประเด็นที่ท่านประท้วงว่า ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรฝ่าฝืนอะไรครับ เชิญครับ
แต่ท่านใช้คําว่าตระกูลท่านนายกรัฐมนตรี อย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูก มันเป็นการเสียดสีตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อยากให้ท่านประธาน ช่วยดู เพราะถ้ามากกว่านี้ก็จะเกิดการประท้วงกัน ดังนั้นผมขอประทานโทษท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่ต้องท้วงติงตรงนี้ประท้วงตามข้อ ๔๓ ถ้าท่านจะหลีกเลี่ยง การเสียดสีอย่างนี้ ผมว่าการอภิปรายจะราบรื่น กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรต่อครับ
ท่านประธานครับ คนในตระกูลเขายังนั่งยิ้มไม่ประท้วงเลยครับ ท่านสุนัยจะเดือดร้อนอะไร
เชิญครับ อย่าไปกระทบกระทั่งกันครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ การทุจริตที่รุนแรงที่สุดในกระบวนการของนโยบายโครงการรับจํานําข้าว คือขั้นตอนของ การระบายข้าว ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจปีที่แล้ว วิธีการระบายข้าว วิธีที่ ๑ คือรัฐต่อรัฐ ได้มีการเปิดโปงให้เห็นว่ามันเป็นรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี (G to G) ปลอมอย่างไร และผู้เกี่ยวข้อง มีความใกล้ชิดกับผู้มีอํานาจในรัฐบาลเข้ามาได้ประโยชน์แสวงประโยชน์จากตรงนี้อย่างไร ผมไม่เคยเห็นท่านนายกรัฐมนตรีดําเนินการใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะหัวหน้า รัฐบาลหรือประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ การอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา ก็มีการเปิดโปงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตการระบายข้าว วิธีที่ ๒ คือการเปิดประมูล ให้เอกชนเข้ามา ซึ่งพบว่ามีการขายถูกเพื่อให้คนที่ซื้อไป ไปขายต่อแพง นายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติก็ไม่ได้ดําเนินการใด ๆ วันนี้ครับ เดี๋ยวพวกกระผมจะชี้ให้เห็นว่าการระบายข้าว วิธีที่ ๓ อ้างประชาชน อ้างคนจน คือการทําข้าวถุงท่านก็ทุจริตครับ ผมไม่ทราบเลยครับว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้จะทุจริตหากิน จากอะไรอีก นี่อ้างคนจนนะครับ นี่เหลือวิธีระบายข้าวอีก ๒ วิธีถ้าท่านอยู่ต่อผมไม่รู้ว่า การบริจาคข้าวจะทุจริตไหม ผมไม่รู้จะคิดวิธีไปทุจริตในตลาดซื้อขายล่วงหน้าได้ไหมจะได้ ครบทั้ง ๕ วิธีเลย ข้าวถุงที่อ้างว่าทําให้คนจนมีข้าวถูกใจ ข้าวธงฟ้า แต่ส่วนใหญ่คือข้าวของ อคส. รัฐบาลอนุมัติไป ท่านนายกรัฐมนตรีอนุมัติทั้งในฐานะประธาน กขช. ไปจนถึง คณะรัฐมนตรีให้ทําถึง ๒.๕ ล้านตันครับ เบิกข้าวไปแล้วก็ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ได้ครับ แต่ข้าวหายไปไหนหมดครับ ที่ปรากฏอยู่ตามร้านถูกใจ ที่ปรากฏในโครงการธงฟ้า น้อยนะครับ เทียบกับข้าวที่มีการดําเนินการในโครงการนี้น้อยมาก แต่ที่ใหญ่ที่สุดที่หายไป คือข้าว อคส. ครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน จะได้เห็นว่ามันมีหลักฐานการเอา ข้าวนี้ไปทําอะไร อย่างไร เวลาที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย สูญเสียผลประโยชน์ไป เพื่อนสมาชิก ที่จะอภิปรายจะชี้ว่าเป็นหลักหมื่นล้าน จะไปจบตรงไหนครับ วันนี้ชาวนาก็เดือดร้อนแล้ว วันนี้คิดได้ก็เพียงแต่บอกว่านาปรังปีหน้าไปลดราคาจํานําเสียอีก แต่ที่พวกกระผมนําเสนอ ในสภาเรื่องการทุจริต เรื่องการรั่วไหล เรื่องความล้มเหลวทั้งหลาย ที่องค์กรต่าง ๆ เขาแนะนํามาตั้งแต่ ป.ป.ช. ไปจนถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่สนใจความหายนะ ความวิบัติที่จะเกิดขึ้นกับประเทศโดยส่วนรวมเลยหรือครับ เพียงเพราะโครงการนี้มันสามารถเอื้อประโยชน์ให้มันทุจริตได้ทุกขั้นตอนหลายรูปแบบ อย่างนั้นหรืออย่างไร นี่ก็เป็นรูปแบบที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนว่าจะมีเพื่อนสมาชิกอภิปราย เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน
ข้อ ๓ ครับ รัฐบาลนี้หลังจากที่ได้ใช้ พ.ร.ก. กู้เงินเรื่องน้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะไม่ใช้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติก็เดินหน้าออก พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาทําโครงการคมนาคม พฤติกรรมเหมือนเดิมครับ ๑. อ้างประเทศ อ้างประชาชนว่าจําเป็น เหลือเกินที่ต้องใช้วิธีการนี้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถลงทุนได้ซึ่งไม่จริง พวกกระผมก็เคยชี้ให้เห็นแล้ว ว่าเพดานหนี้สาธารณะในระบบงบประมาณ ๗ ปีข้างหน้า เพียงพอที่จะทําโครงการเหล่านี้ พวกกระผมเคยชี้ให้เห็นว่า ไม่จริงหรอกที่โครงการใหญ่ ๆ ทําระบบงบประมาณไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างที่รัฐบาลพูดบ้านเมืองเราคงไม่มีโครงการใหญ่เกิดขึ้นในอดีตเลยสักโครงการครับ ไม่ว่าจะเป็น เขื่อน รถไฟฟ้า ทางด่วน ถนนหนทาง แต่ท่านต้องการทําสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการของการตรวจสอบระบบงบประมาณ เฉพาะที่เอามาให้เราดู ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่ ส.ส.หรือ ส.ว. ที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยจะได้ดูก่อน ดําเนินโครงการตามกฎหมายฉบับนี้ ความผิดปกติเรื่องตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งมีการไปปั้นไปแต่ง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจนถึงความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ มีการดําเนินการบิดเบือนทั้งสิ้น มีเพื่อนสมาชิกจะมาพูดในรายละเอียด ซ้ําร้ายก็คือพฤติกรรมในการไม่พูดความจริง กับประชาชนก็เกิดขึ้นอีก เรื่องน้ําบอกต้องรีบทํา เรื่องข้าวบอกถ้าไม่ทําอย่างนี้ชาวนาไม่ได้รับ การช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเท็จทั้งนั้น แต่เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ ไปกล่าวเท็จถึงจังหวัดหนองคาย ว่าจะได้ขึ้นรถไฟความเร็วสูง ทั้ง ๆ ที่ในเอกสารที่มาชี้แจงกับพวกเราคนจังหวัดหนองคาย จะมาขึ้นรถไฟความเร็วสูงต้องมาขึ้นที่โคราช แล้วที่นายกรัฐมนตรีเคยยืนขึ้นกล่าวในสภา แห่งนี้ ว่าสุดท้ายอย่างไรไม่ต้องห่วงจะมีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ จัดซื้อจัดจ้างจะใช้ เอาเข้าจริง ๆ กฎหมายก็จะไปอนุญาตให้ ในที่สุดท่านก็ไม่ใช้หรอกครับ แล้ววันนี้ท่านก็ไปทําข้อตกลงกับประเทศจีนด้วยว่าให้เขามาทํารถไฟแต่มีเงื่อนไขในเรื่อง การแลกเปลี่ยนกับการขายข้าว ท่านทําความตกลงในลักษณะนี้ โดยยืนยันไหมครับว่า การดําเนินการต่อไปในเรื่องของโครงการต่าง ๆ เหล่านี้จะเปิดประมูลแข่งขันกันตามปกติ เพราะผู้แทนจากหลายประเทศเขาก็หวั่นไหวเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่าพฤติกรรมในการ ผลักดันกฎหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในที่สุดพวกกระผมก็ยืนยันว่าขัดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แล้วการทุจริตก็ลามเข้ามาถึงในห้องประชุมแห่งนี้ด้วยการกดบัตรแทนกันอีก เพื่อให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่านี่อย่างไรครับ พฤติกรรมของการที่ทําให้ เกิดการทุจริตทั้งระบบ
ข้อที่ ๔ ในขณะที่ท่านเดินหน้าแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ท่านก็พยายามหลีกเลี่ยงและบั่นทอนหรือฝ่าฝืนกลไกต่าง ๆ ที่มีไว้เพื่อตรวจสอบการทุจริต ปีที่แล้วพวกกระผมยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยื่นถอดถอน ในข้อหาที่ว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งบอกว่าท่านจะต้องเปิดเผยราคากลางในการ ประมูลงานต่าง ๆ ของรัฐ หลังจากที่พวกกระผมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอนนี่ละครับ ท่านถึงเริ่มดําเนินการ ก็ต้องไปชี้แจงพิสูจน์เจตนากันเองที่ ป.ป.ช. แต่กว่าจะออกเรื่องนี้ มาโยกโย้อยู่นานนับปี แต่วันนี้ที่พวกกระผมจะต้องอภิปรายก็คือว่า แม้จะออกกฎระเบียบ ตรงนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. กลับปรากฏว่าหน่วยงานก็ไม่ทําตามอีก และหน่วยงานที่ไม่ทําตามคือหน่วยงานที่ใกล้ชิดที่สุดกับนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวจะมีผู้อภิปราย นี่ ป.ป.ช. นะครับ หันไปดูกลไกลอื่นบ้างครับ ผมนี่บังเอิญในฐานะผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน เลยต้องไปทําหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา ป.ป.ช. กับเขาด้วย บังเอิญไปเจอเอกสารในประวัติของคน ๆ หนึ่งที่เขาสมัครเป็น ป.ป.ช. แล้วผมสนใจ คือเวลาที่ใครก็ตามมาสมัครเป็น ป.ป.ช. เขาต้องยื่นประวัติบอกอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ไปหมด รวมทั้งว่าถ้าเขาอยู่ในราชการเขาเคยถูกสอบวินัยไหม ปรากฏว่ารายนี้ในแฟ้มประวัติเขา เขาก็ต้องรายงานตรงไปตรงมาว่าเขาถูกสอบ ที่น่าสนใจก็คือว่า ผมก็มาดูคําสั่งที่สอบเขา คําสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ ๔๕๘/๒๕๕๕ ที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน เขาถูกสอบ เพราะอะไร มีข้อหานะครับ ได้มีการพบปะพูดคุยกับบุคคลภายนอกและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การทุจริตโครงการน้ําท่วม ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของทางราชการ ต่อมา บุคคลภายนอกให้ข่าวดังกล่าวกับสื่อมวลชน แล้วไปให้สัมภาษณ์ว่าการสุ่มตรวจโครงการ ค่าใช้จ่ายในการเยียวยาฟื้นฟูป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ พบความผิดปกติในทุกโครงการที่สุ่มตรวจ ทั้งที่ในระหว่างการดําเนินการตรวจสอบของ สํานักงาน ป.ป.ท. รัฐบาลที่ต่อสู้การทุจริตทําอย่างนี้หรือครับ คนเขาจะเป่านกหวีดเพื่อให้ คนทราบว่ามีการทุจริตต้องมาถูกดําเนินการสอบสวน อีกข้อน่าสนใจกว่านั้นครับ บุคคลคนนี้ถูกต้องคณะกรรมการสอบสวน เพราะได้มีหนังสือ รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตออกเอกสารสิทธิที่ดินในพื้นที่จังหวัด ภูเก็ตและฝั่งทะเลอันดามัน และกรณีการเลี่ยงภาษีนําเข้ารถยนต์ใหม่แล้วนําเสนอต่อ นายกรัฐมนตรีผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้นําเสนอผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมผู้บังคับบัญชาชั้นต้นตามระเบียบทางราชการ ผมสันนิษฐานว่าเขาไม่มั่นใจ ตัวรัฐมนตรีว่าถ้าเขารายงานไปแล้วจะดําเนินการอะไรหรือไม่ เขาถึงทําเรื่องถึงท่าน ทําเรื่อง ถึงท่านเพราะเห็นท่านประกาศว่าเป็นนโยบายที่จะต่อต้านการคอร์รัปชัน ผลที่เขาได้รับคืออะไร ถูกสอบวินัย ผลที่เขาได้รับคืออะไรครับ คือต่อมาเขาถูกย้าย วันที่ถูกย้ายนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์บอกไม่เป็นไรย้ายไปสู่ตําแหน่งซึ่งจะให้เขาดูเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันต่อ ซึ่งเป็นเท็จครับ เพราะท่านไม่มีการมอบหมายให้เขาทํางานในเรื่องเหล่านี้ต่อไปเลย เดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิกมาบอกว่าสุดท้ายที่เขารายงานนายกรัฐมนตรีไปมันเป็นอย่างไร เพราะที่เขารายงานท่านนายกรัฐมนตรีไปนี่ไปไล่ตามดูแล้วการทุจริตเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับ แกนนําเสื้อแดง นี่ถึงเป็นที่มาของปัญหาว่าพอใครไปตรวจสอบทุจริตเกี่ยวกับแกนนําเสื้อแดง ถูกสอบสวนทางวินัย ถูกย้าย พฤติกรรมอย่างนี้ครับที่กระผมกราบเรียนว่าบั่นทอน การตรวจสอบ และเรื่องน้ําท่วมที่อ้างเมื่อสักครู่ปีที่แล้วพวกกระผมอภิปรายปีนี้มีคนมา อภิปรายต่อ ตามไปดูต่อว่าความเสียหายที่มันเกิดขึ้นกับประเทศชาติกับพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ําท่วมคืออะไรครับ นี่แกนนําระดับเล็ก ส่วนแกนนําระดับใหญ่ก็จะมี คนอภิปรายเหมือนกันว่านายกรัฐมนตรีปล่อยปละละเลยอย่างไร เดี๋ยวรอฟังการอภิปราย ต่อไป
ข้อสุดท้าย เรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ท่านประธานทราบดีว่าวิกฤติที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับบ้านเมืองในขณะนี้ก็มาจากเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งที่ประชาชนลุกฮือออกมา ต่อต้านมากที่สุดก็คือ การนิรโทษกรรมให้แก่คนที่ทุจริตคอร์รัปชัน เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องนั้นต่อ แต่ที่อยากจะฟ้องพี่น้องประชาชนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ก็คือว่านั่นไม่ใช่กฎหมาย ฉบับเดียวที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะออก พยายามจะแก้ไข ผมไปเห็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ปีนี้ครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งที่จริงแล้วมีเรื่องที่ เพื่อนสมาชิกจะอภิปรายเกี่ยวกับการเอาพวกพ้องเข้าไปทํางานแล้วก็เอื้อประโยชน์กัน อย่างไร นั่นก็ส่วนหนึ่งครับ แต่ที่นายกรัฐมนตรีกล้าหาญมากในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คือให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ หลักการการแก้ไขกฎหมายคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะรัฐมนตรีผ่านไปนี้ให้แก้อะไรบ้างท่านทราบไหมครับ ๑. เวลาที่มีการระบุเกี่ยวกับปัญหา การมีส่วนได้เสีย ท่านไปอนุมัติให้แก้ไขว่าต่อไปนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีอํานาจในการกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการการพิจารณาว่าอะไรคือการมีส่วนได้เสียได้ครับ จะยึดมาเป็นอํานาจของรัฐมนตรีในฝ่ายบริหารเลยหรือครับ ที่จะไปนิยามกันว่าส่วนได้ส่วนเสีย ในเรื่องต่าง ๆ คืออะไร นั่นก็เรื่องหนึ่งนะครับ ๒. คุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นผู้บริหาร รัฐวิสาหกิจ จากเดิมมีลักษณะต้องห้ามว่า ต้องไม่เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจําคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่โทษที่เป็นการกระทําผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ หรือพ้นโทษหรือพ้นระยะเวลา รอการลงโทษ หรือรอการกําหนดโทษ แล้วแต่กรณี มาเกิน ๕ ปี ท่านก็ไปแก้ หรืออยากจะแก้ว่า ให้เป็นไม่เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษที่กระทําความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ ประเทศนี้หาคนมาบริหาร รัฐวิสาหกิจไม่ได้แล้วหรือครับ ถึงต้องบอกว่าคนที่ศาลตัดสินลงโทษจําคุก แต่รอลงอาญาไว้ ตอนนี้มาเป็นได้ รัฐบาลนี้หาไม่ได้หรือครับ หรือรัฐบาลนี้นิยมคนที่ศาลตัดสินให้จําคุก ถึงต้องเปิดช่องตรงนี้ไว้
ถัดมานะครับ คุณสมบัติของตัวพนักงานเช่นเดียวกันครับ บทบัญญัติที่เคย บอกว่าไม่เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้คุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจําคุกจริงหรือไม่ ก็แก้ให้ เหมือนกับเมื่อสักครู่ครับ มาเป็นได้มาทํางานได้ นี่หรือครับรัฐบาล ที่บอกว่าจะต่อต้าน การทุจริตต่อต้านการคอร์รัปชัน แล้วมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่คนที่เคยรับโทษจําคุก โดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ไปแก้ว่า คนที่มีลักษณะต้องห้าม ตามนี้ คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจอาจพิจารณายกเว้นให้เข้าทํางานได้ อะไรกันครับ นี่ผม ไม่เชื่อกฤษฎีกาจะปล่อยผ่านนะครับ แต่ที่ท่านเห็นชอบไปเมื่อเดือนเมษายน เป็นอย่างนี้ แล้วต่อไปครับ กฎหมายเดิมบอกว่าการสรรหาคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจจะต้องมีกรรมการ สรรหา และคนที่ไม่ได้เป็นโดยตําแหน่งเขาจะมีบัญชีด้วยนะครับ ว่าคนนี้มีคุณสมบัติครบ ท่านก็กําลังจะไปแก้ว่าถ้ามีเหตุผลพิเศษ รัฐวิสาหกิจบางแห่ง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังประกาศกําหนดเป็นพิเศษได้ว่าไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านั้น เห็นหรือยังครับ ว่าทําไมพวกกระผมไม่สามารถไว้วางใจให้เดินหน้าต่อ เพราะตระเตรียม อะไรอย่างนี้ ยังไม่นับถึงแนวคิดที่จะมีการรวบรวมทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มาบริหารนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของที่ดิน เพราะเวลาพวกท่านถูกต่อว่าว่าหนี้สินของประเทศเยอะ ท่านก็บอกว่า อย่าดูแต่หนี้สิน มีสินทรัพย์ด้วย เข้าใจว่ากําลังคิดจะเอาไปจํานอง แล้วก็เปิดโอกาส ให้คนที่เคยถูกตัดสินลงโทษจําคุกนี้ครับ ให้มาทํางานได้ อย่างนั้นใช่ไหมครับ นี่คือสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ประธานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีปล่อยผ่านไปได้ อย่างไรครับ แต่ว่าแน่นอนที่สุด ไม่ได้หยุดเท่านี้ นี่กําลังมีอีกเรื่องนะครับ เตรียมมาจากกระทรวงยุติธรรม กําลังจะรื้อ ป.ป.ท. ครับ อยู่ต่อไปก็คงได้เห็นเข้า ครม. นายกรัฐมนตรีก็อนุมัติอีกครับ จากเดิมที่ ป.ป.ท. ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา กําลังจะรื้อเพื่อให้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ ทําหน้าที่ในการมาปราบปราม การทุจริตในวงราชการ แต่ว่าจะกฎหมายฉบับไหนก็ตามครับ ในที่สุดก็ยังเทียบไม่ได้กับการที่ ท่านคิดและผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ต้องลุกขึ้นพูดแล้วบอกว่าเป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่หรอกครับ วางแผนกันมาตั้งแต่ต้น นายกรัฐมนตรีนี้รู้ดีว่ามีเป้าหมายจะทําอะไรกัน เริ่มตั้งแต่อ้างว่าไปจังหวัดสิงห์บุรีกลับมาไม่ทันประชุม ครม. ได้ ต้องค้างคืน เพื่อพยายาม ผลักดันแนวคิดเรื่องพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษให้แก่คนทุจริต เป็นฉบับแรกในประวัติศาสตร์ บังเอิญเรื่องแดงขึ้นมา ถูกทักท้วง หยุดไป พยายามอ้างบอกว่าเป็นเรื่องของสภาพิจารณา หาทางให้เสียงข้างมากไปทําในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ เสนอกฎหมายปรองดองที่เรียกว่าสุดซอยนั่นละครับ มาตั้งแต่ต้น รัฐบาลเป็นใจอย่างไรครับ ขยายสมัยประชุมสภาเป็นเดือนครับ หาทางให้ทําเรื่องนี้ให้ได้ หรือมิฉะนั้นรื้อกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แก้ไขมาตรา ๒๙๑ ขยายสมัยประชุม ขยายแล้ว ขยายอีก บังเอิญไม่สําเร็จ ก็มาใช้กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับล่าสุดนี้ที่คนต่อต้าน เข้ามาก็เป็น เรื่องหนึ่งครับ ไม่มีเรื่องคดีเกี่ยวกับ คตส. การทุจริตคอร์รัปชัน แต่สุดท้ายก็ใช้เสียงข้างมาก ทั้งในคณะกรรมาธิการ ทั้งตรงนี้ผลักดันแม้ว่าพวกกระผมจะทักท้วงเท่าไรก็ตาม แล้วที่ทําให้ กฎหมายฉบับนี้แช่แข็งอยู่ ๑๘๐ วัน ที่มันไม่ตายไปก็ด้วยการบิดพลิ้วว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ก่อ ภาระผูกพันในเรื่องของทรัพย์สิน ทั้งที่ความจริงถ้าหากว่ามีการนิรโทษกรรม คดีที่เกี่ยวเนื่อง มาจาก คตส. มันก็ย่อมรวมถึงคดียึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น แล้วก็ถ้าผ่านไปแล้ว แน่นอนครับ เจ้าของทรัพย์ก็มีสิทธิที่จะไปร้องต่อศาลว่าเมื่อคดีนั้นมันไม่มีผล เขาก็ต้อง เรียกร้องคืนครับ หนึ่งในคนที่จะมีสิทธิเรียกร้องคือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะมีเงิน อยู่บัญชี ๒ บัญชีที่ถูกยึดทรัพย์ไปเนื่องจากศาลเห็นว่าไม่ใช่เงินของท่านนายกรัฐมนตรี แต่เป็นเงินของคุณทักษิณ ประทานโทษ ที่เอ่ยนาม นี่ครับเรื่องจริง ที่บอกว่าไม่รู้ไม่เกี่ยวกับ กฎหมายนิรโทษกรรม ไม่จริงครับ เกี่ยวกับท่านเต็ม ๆ เป็นประโยชน์กับท่าน แม้วันที่บอกว่า ถอยแล้วก็ยังไม่บอกความจริงกับประชาชน
เชิญประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ กล่าวให้ร้ายเสียดสีและเอ่ยถึง บุคคลภายนอก ตามข้อ ๖๑ การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ท่านวรชัย เหมะ เป็นคนเสนอ ไม่เกี่ยวอะไรกับนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของสภาครับ
ผมวินิจฉัยอยู่ในประเด็นอยู่นะครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ญัตติใช้คําว่า วางแผนอย่างแยบยลครับ คนที่ได้ประโยชน์ คนที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้รู้เห็นเป็นใจกันหมดครับ สิ่งที่ทําให้ผมและผมมั่นใจว่าคนในสังคมจํานวนมาก ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี ก็คือแม้การต่อต้านจากประชาชนที่มีต่อกฎหมายนี้ปรากฏ ชัดเจนขึ้นในสังคมและรัฐบาลถอย ไม่เคยมีแม้แต่คําเดียวที่มาจากปากนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า การกระทําตามกฎหมายผลักดันกฎหมายฉบับนี้มันไม่เหมาะสม มีแต่การบิดเบือนให้ร้าย ว่าคนที่ออกมาต่อต้านไม่ให้ข้อเท็จจริง คดีที่เกี่ยวกับ คตส. มีคดีอะไรบ้างครับไม่เกี่ยวกับ การทุจริตท่านนายกรัฐมนตรีตอบผมมา ที่ไปแถลงอยู่บอกว่ากฎหมายนี้ไม่เกี่ยวกับการทุจริต คดีไหนที่เกี่ยวกับ คตส. ครับ ที่ไม่ทุจริตบอกผมมา ล้างทุกคดี และบิดเบือนตรงไหน แล้วสรุปแล้วทรัพย์ที่ถูกยึดไปเป็น ๑ ในคดี คตส. มีบัญชีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่ ตอบผมมา และเมื่อพูดเรื่องนี้แล้วก็ต้องพูดต่อครับ ว่าคดีที่ตัดสินเรื่องนี้ท่านไปให้การ กับศาลว่าอย่างไร ท่านอ้างว่าไม่ใช่ทรัพย์ของพี่ชายท่าน ท่านบอกว่าซื้อหุ้นจากพี่ชายท่าน ๒๐ ล้านหุ้น ๒๐ ล้านบาท แต่จะชําระโดยการเอาเงินปันผลไปให้ แต่ปรากฏว่าเงินปันผลนี้ นะครับ เฉพาะที่ท่านจะชําระค่าหุ้นให้กับพี่ชาย งวดแรก ๙,๐๐๐,๐๐๐๐ บาท ท่านจ่ายเช็ค (Cheque) ไป ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท แปลว่าเหลือหนี้อีก ๑๑ ล้านบาท งวด ๒ เงินปันผล ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านก็ไปเขียนเช็ค ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท เกินไป ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท มาขีดฆ่าใหม่เป็น ๑๑ ล้านบาท โดยอ้างว่าผิดพลาด แล้วไปบอกศาลว่าที่ผิดพลาด เพราะ อีก๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้หลานไปซื้อนาฬิกาให้ ศาลไม่เชื่อครับ ผมก็ไม่เชื่อ เพราะผมดู บัญชีทรัพย์สินของท่านแล้ว นาฬิกาท่านมีอยู่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๙ เรือน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท นาฬิกา ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท อยู่ไหนครับ กรุณาอย่ามอบหมายให้คนอื่นตอบนะครับ อยู่ตรงไหนครับ นี่เฉพาะ ๒๐ ล้านบาทที่บอกว่าจ่ายคืนให้กับพี่ชายนะครับ เงินปันผลอีก ประมาณ ๖๐ กว่าล้านบาท ท่านบอกว่าอย่างไรครับ บอกว่าเงินไปกู้เงินมีบ้านเลยไปลงทุน ทําสนามฟุตบอล ทําสระว่ายน้ํา ซื้อทองคําแท่ง ๑๓ ล้านบาท ซื้อเครื่องเพชร ๑๑ ล้านบาท เก็บไว้เป็นเงินตราต่างประเทศอีก ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท สํารองเงินไว้ใช้ที่บ้านอีก ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท อะไรทํานองนี้นะครับ ศาลถามว่าเงินที่ว่านี้ที่ไปจ่ายผู้รับเหมา สร้างสิ่งต่าง ๆ ในบ้านท่าน ที่ไปซื้อทอง ซื้อเพชร ซื้ออะไรต่าง ๆ นี้มีหลักฐานไหม ท่านไป บอกศาลว่าไม่มี ศาลก็ไม่เชื่อ แถมเวลาเบิกเงิน แทนที่ท่านจะเบิกเงินจะจ่ายผู้รับเหมา ๒๐ ล้านบาท ก็เอาเช็ค ไปให้เขา ๒๐ ล้านบาท ไม่ครับ เช็คทุกฉบับไปออกมาเป็นเงินสด ๑.๙ ล้านบาทเพื่อไม่ต้อง รายงาน ปปง. ตอบมาสิครับว่า ตกลงยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงไหม ถ้าเป็นเรื่องจริง บอกพวกผม ด้วยว่าทรัพย์สินเหล่านั้นทําไมมันไม่ตรงกับที่แสดง ถ้าไม่จริงมีคนไปร้องดีเอสไอ (DSI) ให้เล่นงานเรื่องการเบิกความเท็จ วันนี้คดีไปถึงไหน ไม่ใช่เรื่องเดียวหรอกครับ ๒ ปีที่ผ่านมา หายไปหลายคดีแล้ว ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ครั้งนี้ เพราะนอกจาก ที่จะไม่สามารถอธิบายเรื่องทรัพย์สินตรงนี้ได้ อธิบายเรื่องการซื้อขายหุ้นไม่ได้ มีคนไปร้อง ดีเอสไอว่าเป็นการแจ้งเจ้าพนักงานเท็จ คือแจ้ง ก.ล.ต. เท็จดีเอสไอ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ บอกว่าเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ไม่ใช่เจ้าพนักงาน เลยไม่สั่งฟ้อง ตอนนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้รับการต่ออายุไปแล้ว นี่คือเหตุผลที่พวกกระผมไม่ไว้วางใจอย่างไรครับ จะรู้ได้อย่างไรว่า ความพยายาม
เดี๋ยวนะครับ เชิญประท้วงเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องประท้วง ท่านผู้อภิปราย ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องด้วยท่านกระทําการขัดกับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคสอง สิ่งที่กําลังอภิปรายอยู่นี่เป็นเรื่องของ การพยายามกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีว่ามีความร่ํารวยผิดปกติ ซึ่งถ้ามีสิ่งที่เรียกว่าพฤติการณ์ ร่ํารวยผิดปกติ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคสอง บอกว่าจะต้องไปยื่น ถอดถอนตามขั้นตอนในมาตรา ๒๗๑ ซึ่งผมดูในสิ่งที่ท่านได้ยื่นประกอบในเอกสารมาทั้ง ๓-๔ ข้อ ที่เป็นเรื่องญัตติของท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีเรื่องนี้ครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ
ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอให้อยู่ในประเด็นที่ท่านบอกว่า
ผมยังไม่ได้ พูดตรงไหนเลยครับว่าร่ํารวยผิดปกติ ผมพูดบอกว่า
เดี๋ยวนะครับ ขอให้ท่านพูดในประเด็นที่ท่านกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรียังกระทําผิด กฎหมายซ้ําซาก วางแผนการใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์อันมิชอบ เป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อน แยบยล ตลอดจนการใช้อํานาจรัฐบังคับอะไรต่าง ๆ นี่ ตอนที่ท่านพยายามพูดขอให้อยู่ในประเด็นนี้ ส่วนประเด็นที่ท่านจะไปดําเนินการในชั้นศาลนั้น ไม่อยู่ในประเด็นนี้นะครับ เชิญครับ
ผมยังไม่ได้ พูดเรื่องอะไรชั้นศาลเลยครับ ผมไม่ได้บอกว่าท่านร่ํารวยผิดปกติ ผมบอกท่านไปชี้แจงศาล ในคดี ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทอย่างไร ผมก็บอกว่าท่านยืนยันคําชี้แจงนั้นท่านก็ต้องมาให้พวกผม ดูว่าทรัพย์สินท่าน ตกลงที่อ้างกับศาลไปอยู่ที่ไหน อย่างไร แต่ถ้าท่านที่ศาลไม่เชื่อนี่ สุดท้าย มันไม่ได้เป็นตามนั้น ผมก็ถามว่าท่านไปดําเนินการให้ดีเอสไอเขาดําเนินการคดีเบิกความเท็จ อย่างไร ตรงไหนครับที่ผมทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมก็อภิปรายให้เห็นว่าที่ไว้ใจไม่ได้ เพราะว่าผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับกฎหมายนิรโทษกรรมและความพยายาม นิรโทษกรรมทั้งนั้น เขาถึงไม่เชื่ออย่างไรว่าแช่แข็ง ๑๘๐ วันแล้วจะไม่ฟื้นชีพขึ้นมาอีก เขาถึงไม่เชื่ออย่างไรว่าที่ตอนนี้จะอ้างว่าไม่รับอํานาจศาลต้องไปขุดเอามาตรา ๒๙๑ ขึ้นมา จะไม่พยายามทําเพื่อเรื่องนี้ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ทําให้ท่านและครอบครัว ได้ประโยชน์จากคําวินิจฉัยจะเรื่องภาษี เรื่อง ก.ล.ต. เรื่องอะไรต่ออะไรนี่ได้ดีกันหมด ในรัฐบาลนี้ ไม่ได้พาดพิงใครโดยเฉพาะนะครับ บังเอิญเข้ามา ๑ ท่านพอดี ท่านประธานครับ มันเลยกลายเป็นเรื่องระบอบอย่างไร ที่เขาต่อต้านกันอยู่ ตรงนี้มันเลย กลายเป็นจุดปัญหาที่เป็นศูนย์กลางของวิกฤติในครั้งนี้ ผมจึงกราบเรียนว่าเดี๋ยวท่านฟังเพื่อน สมาชิกครับ ผมแค่เกริ่นนํา ไม่ได้ลงรายละเอียดเลย เขาจะไล่เลียงทีละประเด็น ๆ ให้เห็นว่า พฤติกรรมต่าง ๆ มันเป็นอย่างไร แล้วทําไมยังมีอีกหลายเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องเขตแดน ที่คนเขากลัวกันว่าเมื่อผลักดันมาตรา ๑๙๐ ไปอย่างนี้จะมีการเอาผลประโยชน์อื่นเข้าไป เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะในที่สุดที่ท่านเคยไปพูดแล้วศาลไม่เชื่อ หรือต่อมาพิสูจน์ว่าไม่จริง ไม่ว่าจะเป็นคดียึดทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นคดี พ.ร.ก. ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหาร จัดการน้ําและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. .... และต่อไปก็จะเป็น พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือที่มาพูดกับประชาชนว่าถอยแล้ว กฎหมายไม่เกี่ยวกับการทุจริต มันล้วนแล้วแต่เป็นเท็จ ทั้งสิ้น เขาจึงไม่สามารถเชื่อคําสัญญาของนายกรัฐมนตรีได้ว่าจะไม่ผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อ และพฤติกรรมที่ผมชี้มาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ํา เรื่องข้าว เรื่อง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องการแก้กฎระเบียบ เรื่องการไปบั่นทอนกลไกการตรวจสอบมันสอดรับกันหมดว่า ใช้อํานาจทั้งหมดในลักษณะไหน อย่างไร เรื่องอื่น ๆ เช่น การข่มขู่ คุกคาม เลือกปฏิบัติ กับประชาชนก็จะมีคนพูดครับ แล้วก็จะเลยไปถึงกระทรวงมหาดไทยต่อไป
กระผมกราบเรียนท่านประธานสุดท้ายครับ ผมลุกขึ้นมาพูดวันนี้ ผมทราบดีว่าประชาชนจํานวนมากที่เขารับกับพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่ได้คาดหวัง พวกกระผมเลยครับ ว่าจะทําอะไรได้ในสภาแห่งนี้ เขาเห็นซ้ําแล้วซ้ําเล่ากับพฤติกรรม ของเสียงข้างมากที่พยายามไม่ให้พวกเราได้ใช้ความคิดความอ่านที่เป็นข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะให้เป็นประโยชน์ได้ เพราะรัฐบาลนี้ไม่รับฟัง แต่ถ้าประสบการณ์ ๒-๓ สัปดาห์ ที่ผ่านมา ยังไม่ทําให้พวกท่านเรียนรู้อีก ผมกังวลว่าเป้ามันไม่ได้อยู่ที่ท่านแล้วครับ มันจะลุกลามบานปลายใหญ่โตกันไป อย่าเป็นอุปสรรคของการคลี่คลายปัญหาของประเทศเลย เสร็จการอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีไปตัดสินใจเถอะครับ จะทําอย่างไรให้มันคลี่คลาย ออกจากวิกฤตินี้ให้ได้ เสร็จการอภิปราย เพื่อน ส.ส. ที่นั่งอยู่ซีกโน้นจะทบทวนดูไหมครับ ว่าที่เคยยกมือให้กฎมายนิรโทษกรรมไปทั้ง ๓๐๐ กว่าคน วันนี้จะเอื้อมมือเข้าไปเพื่อหาทาง ให้ประชาชนเขากลับมาเชื่อถือท่านได้อีกหรือไม่ หมดเวลาแล้วครับกับการบริหารราชการ แผ่นดินแบบนี้ ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะเอาระบบประชาธิปไตยและกลไกของรัฐสภา เดินหน้าปฏิรูปประเทศได้อย่างไร ผมไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไปครับ
ลําดับอย่างนี้นะครับ จะได้แจ้งให้ท่านทราบที่ส่งมานะครับ จะเป็นท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านแรก และท่านที่ ๒ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ถูกต้องนะครับ แล้วก็ท่านใดจะใช้เอกสาร ประกอบเรื่องประกอบ ช่วยกรุณาแจ้ง ท่านชินวรณ์ขอใช้คลิปนะครับ คณะกรรมการ เห็นชอบในคลิปที่ ๑ คลิปที่ ๒ คลิปที่ ๓ คลิปที่ ๕ คลิปที่ ๖ คลิปที่ ๗ คลิปที่ ๑ คลิปที่ ๒ คลิปที่ ๓ และ คลิปที่ ๕ คลิปที่ ๖ คลิปที่ ๗ นะครับ ส่วนคลิปที่ ๔ ไม่อนุญาต ให้ตัดออก เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงก่อนนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันนี้ก็ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะได้ทําหน้าที่ควบคุม ติดตาม แล้วก็ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้ารัฐบาลผู้บริหารราชการแผ่นดิน ที่ควบคุมกํากับการบริหารโดยภาพรวมนะคะ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดิฉันเองจะได้มีโอกาส ตอบข้อสงสัย แล้วก็ข้อซักถามของท่านสมาชิกค่ะ ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพว่า การกล่าวหาต่อดิฉันตามญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปนั้น ดิฉันขอเรียนตามหลักของ กฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วก็ความรัฐผิดชอบในหน้าที่นั้น ดิฉันมีความพร้อมที่จะชี้แจง ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ทั้งในหลาย ๆ เรื่องที่ได้ปรากฏในเอกสารญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว การบกพร่องไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ หรืออื่น ๆ ซึ่งวันนี้คงกล่าวไม่หมด ก็ได้มีการเขียนมาประมาณ ๒ หน้ากระดาษนะคะ ซึ่งตรงนี้ดิฉันพร้อมที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาค่ะ แต่สําหรับญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจของดิฉัน ซึ่งเป็นญัตติอีกประเภทหนึ่งนั้นที่ได้มีการถกเถียงกันก่อนที่จะเริ่มมีการ อภิปราย ก็ต้องกราบเรียนว่าข้อกล่าวหาของดิฉันนั้นก็ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง และไม่เป็นธรรมต่อดิฉันในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมาตลอด ๒ ปีเศษนี้ค่ะ
ซึ่งข้อกล่าวหาที่กล่าวหาในลักษณะของพฤติกรรมที่ส่อไปทางด้านของทุจริต ต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดก็เพิ่งจะทราบในวันนี้นะคะ ต้องกราบเรียนว่าในเนื้อหานั้นตามหลักดิฉันเอง ก็ขออนุญาตอธิบายเป็นอุปมาอุปไมยว่า การชี้แจงเสมือนตํารวจว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาใคร ก็ต้องบอกว่าแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องอะไร แต่สําหรับเอกสารพยานหลักฐานนั้น แน่นอนค่ะ ต้องเก็บไว้ที่เจ้าหน้าที่ตํารวจ เพราะฉะนั้นแน่นอนการกล่าวหาดิฉัน โดยเฉพาะในญัตติ ที่เกี่ยวข้องกับทุจริตนั้น หัวข้อต่าง ๆ เพื่อที่จะได้มีโอกาสได้ชี้แจง แต่อย่างไรก็ตาม ที่ท่านประธานได้อนุญาตให้มีการแจกในญัตตินี้มาให้นะคะ ดิฉันเองก็จะทําหน้าที่ในการที่จะ ตอบข้อซักถามให้มากที่สุดค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม ตามบทของเรียกว่าการอํานวยความยุติธรรม นั้น ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องรู้ในเนื้อหาประเด็นทุจริตที่ผู้กล่าวหานั้นจะได้มีโอกาสได้ชี้แจง อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตามค่ะ ดิฉันก็จะพยายามที่จะชี้แจงให้ครอบคลุมตามประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้กล่าว แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีโอกาสได้ชี้แจงครบก็คงจะหาโอกาส ในลําดับต่อไปค่ะ ก็เรียนว่าในส่วนของการอภิปรายนั้นก็ยังมีหัวข้อต่าง ๆ ก็ขออนุญาต เกริ่นเบื้องต้นก่อนนะคะ คงยังไม่ไปตอบในประเด็นทั้งหมดเพื่อที่จะได้รับฟังท่านสมาชิก หลาย ๆ ท่านด้วยนะคะ ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงในประเด็นภาพรวมดังนี้ค่ะ
ในด้านแรกก็คือ ด้านของเศรษฐกิจนะคะ ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหาร ประเทศ เราก็เผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ก็มีผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ดังนั้นเมื่อปี ๒๕๕๖ ก็จะเห็นว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลก ขยายตัวต่ําที่สุดในรอบ ๔ ปี นอกจากนี้การดําเนินมาตรการต่าง ๆ ในเรื่องของ การผ่อนคลายการเงิน
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านเจะอามิงประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงนี้ในประเด็นที่
ท่านประท้วงอะไร ผมจะได้วินิจฉัยได้ถูกครับ เอาประท้วงก่อนครับ
ข้อ ๖๑ นอกประเด็นครับ ท่านประธาน
เอาละครับ นอกประเด็นอย่างไรครับ อันนี้
ท่านประธานครับ ในกรณี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกําลังชี้แจงในขณะนี้มิได้เป็นข้อซักถามของท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเลยครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอดทนหน่อยสิครับ เวลาถูกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ
เอาละครับ ผมจะวินิจฉัย เดี๋ยวให้ท่านนั่งลงครับ คืออย่างนี้ท่านนั่งลงก่อน ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายประเด็นข้อแรกไว้ว่า มีการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ในทุกขั้นตอนนะครับ ไม่ว่าการจัดซื้อจัดจ้าง นโยบาย งบประมาณ ทําให้มีผลกระทบ ต่อทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ท่านกําลังชี้แจงในประเด็นนี้อยู่ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ก็ต้องเรียนว่าดิฉันจะมีชี้แจงค่ะ อันนี้ก็ต้องอนุญาตเรียนภาพรวม เพื่อให้ ท่านสมาชิกได้ทราบก่อนนะคะ ก็คือว่าก็จากมาตรการการผ่อนคลายการเงินของคิวอี (QE) ของสหรัฐอเมริกาก็ส่งผลกระทบค่ะ ทําให้อัตราการแลกเปลี่ยนความผันผวนต่าง ๆ นั้น โดยเฉพาะค่าเงินบาทนั้นสูงสุดในรอบ ๑๖ ปี ซึ่งก็มีผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศ ในภูมิภาคค่ะ
เชิญท่านประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น กระผมขอประท้วงท่านประธานครับ การอภิปรายตั้งแต่เช้ามานี้ผมก็นั่งฟังท่านผู้นําฝ่ายค้านอภิปรายมาโดยตลอดด้วยปกติ
เอาประเด็นที่ท่านประท้วงก่อน
ท่านประธานคืออย่างนี้ครับ ท่านประธานไม่ควบคุมเพื่อนสมาชิกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีกําลังชี้แจงอยู่ ปล่อยให้ เพื่อนสมาชิกทําพฤติกรรมที่ไม่ให้เกียรตินายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานต้องควบคุมครับ
ขอความกรุณาท่านสมาชิกทุกท่านฟังนะครับ อดทนฟังนะครับ เดี๋ยวเอาท่านเจะอามิง ก่อนครับ ท่านอาจจะประท้วงติดพันอยู่ ทีละท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีที่กระทําผิดข้อบังคับการประชุม ข้อ ๖๑ อย่างต่อเนื่อง ท่านประธานครับ
คือผมวินิจฉัยไปแล้วครับ ยังอยู่ในประเด็นครับ
ยังไม่อยู่ในประเด็นครับ ท่านประธานฟังผมก่อนสิครับ
ก็ประธานวินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านก็ยังบอกว่าประธานไม่อยู่ในประเด็น นั่งลงครับ ท่านเจะอามิงครับ เอาละครับ นั่งลงครับ ผมได้วินิจฉัยประเด็นนี้ไปแล้วนะครับ อดทนครับ ต้องอดทนฟังครับ เดี๋ยวท่านค่อยลงรายละเอียดครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านนายกรัฐมนตรี ต่อนิดหนึ่งนะครับ เดี๋ยวท่านจะได้อภิปราย ผมว่าเอาเวลา ไม่เป็นไรครับ เข้าใจครับ แต่หมายความว่าท่านก็มีสิทธิชี้แจง ให้ท่านชี้แจง เราอดทนฟังหน่อยนะครับ นั่งลงครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีต่อครับ
ก็ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพนะคะ การที่ดิฉันต้องพูดอย่างนี้เพราะว่า เนื่องจากว่าในส่วนเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เราเองก็ต้องคํานึงถึงปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ แต่แน่นอนเรื่องของการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนั้นก็เป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลค่ะ แล้วก็จากที่ได้ถูกกล่าวหาในเรื่องของการที่บอกว่า ในเรื่องของการที่จะ ส่อไปสู่การทุจริตในทุกรูปแบบนั้น ดิฉันก็ขอเรียนว่าดิฉันไม่ได้กระทําการผิดตามที่กล่าวหาค่ะ ก็จะใช้โอกาสในรายละเอียดต่อไปนะคะ ก็เรียนว่าในส่วนของเศรษฐกิจอย่างที่เรียนว่า มีผลกระทบ แต่แน่นอนในส่วนของการทํางานของรัฐบาลนั้น เราก็เร่งในการที่จะแก้ปัญหา เศรษฐกิจและปากท้องค่ะ ก็จะเห็นว่าวันนี้จากการดําเนินการดังกล่าวก็ทําให้จีดีพี (GDP) ถ้าท่านจะทราบว่าวันแรกที่รัฐบาลนี้เข้ามาจะเกิดปัญหาในเรื่องของวิกฤติหรือเรื่องของ อุทกภัย ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวในส่วนของประเด็น เรื่องของอุทกภัย แต่อย่างไรก็ตามค่ะ ผลจีดีพีที่หลังจากที่พบปัญหาวิกฤตินั้นก็สามารถ ที่จะพ้นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ และทําให้จีดีพีขยายตัว ๖.๕ เปอร์เซ็นต์นะคะ นอกจากนั้น ก็คือทําให้รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้นค่ะ อย่างในปี ๒๕๕๔ รายได้ต่อหัวประชากร จาก ๑๕๕,๙๒๖ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุดในปี ๒๕๕๖ นั้นก็เพิ่มขึ้นเป็นยอดประมาณ ๑๗๔,๖๕๘ นะคะ สําหรับปัญหาทางด้านของดิฉันเองอาจจะขออนุญาตเรียนว่าหลาย ๆ อย่าง ที่ได้กล่าวหาว่าดิฉันไร้ภาวะผู้นํา ไร้สํานึก ไร้ความรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน ลอยตัวเหนือปัญหาต่าง ๆ นั้น และรวมถึงการสมรู้ร่วมคิดกับพวกพ้องทําลายและข่มขู่ ก้าวก่ายสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตย ก็เรียนว่าทั้งสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระนั้น ดิฉันเองก็ให้ความเคารพนะคะ แล้วก็ตลอด ๒ ปีที่ผ่านมารัฐบาล ก็ให้ความเคารพในหลักของประชาธิปไตยและปฏิบัติตามกติกาประเพณีมาโดยตลอดค่ะ แม้ว่ามีความคิดเห็นที่ต่าง รัฐบาลก็พยายามในการที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม ได้มีโอกาสได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และรัฐบาลก็พยายาม ที่จะดูแลพี่น้องประชาชนด้วยความอดทน ด้วยหลักของข้อกฎหมาย และที่สําคัญหลักของ สันติ ซึ่งเราก็ได้ทํามาอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลนี้ก็มีหน้าที่ในการรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่ก็คือ สิ่งที่เราได้เรียนยืนยันมาตลอดนะคะ
สําหรับเรื่องของปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนั้น อย่างที่เรียนว่าเป็นปัญหา ที่รัฐบาลก็ได้มีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องและเป็นนโยบายของรัฐบาล อยู่ในนโยบายข้อที่ ๘ ทุกท่านคงทราบ แล้วก็ในส่วนของการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนั้นก็มีในหลายขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องแรกในส่วนของภาครัฐนั้นเราก็ได้มีการรณรงค์ในเรื่องของการปลูกจิตสํานึกต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์แล้วก็มีการเปิดตัวศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริตประจํากระทรวง ซึ่งในช่วงนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารงก็ได้ดูแล แล้วล่าสุดก็ได้มีการตั้งหัวหน้าศูนย์ มีการที่จะให้ หน่วยราชการทุกหน่วยตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเพื่อที่จะมีหน่วยงานนั้น ในการตรวจสอบขั้นตอนการทํางานของราชการ ท่านรองนายกรัฐมนตรีพงศ์เทพก็ได้เป็น ประธานในการดําเนินตามนี้ แล้วก็เรายังมีเปิดโอกาสให้กับภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้ก็ได้ให้ทาง คณะกรรมการกฤษฎีกานั้นได้หาวิธีการแนวทางที่จะให้เครือข่ายภาคเอกชนนั้นเข้ามาร่วม ตรวจสอบและทํางานกับรัฐบาลค่ะ แต่อย่างไรก็ตามจากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของ ประเทศไทย ในปี ๒๕๕๔ นั้นเราอยู่ที่ ๓.๔ แต่ในปี ๒๕๕๕ วันนี้อยู่ที่ ๓.๗ แล้วก็ยังมีอีก หลายเรื่องนะคะ ก็ต้องเรียนว่า อย่างในเรื่องของกรณียึดทรัพย์ที่ถูกกล่าวหานั้น ดิฉันก็เรียน ว่าวันนี้คําพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แล้วโดยที่คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นมีผลบังคับใช้และให้เป็นเงินแผ่นดินแล้ว และเมื่อคดีถึงที่สุด แล้ว ข้อเท็จจริงใด ๆ ที่ใช้ในการต่อสู้ เมื่อศาลไม่รับฟังก็จะถือว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริงหรือ เรื่องเท็จก็คงจะไม่ได้ ดิฉันก็จะไม่กล่าวถึง แม้ว่าอยากจะกล่าวถึงก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ เพราะกติกาของบ้านเมืองเราถือว่ายุติโดยคําพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และกฎหมายนิรโทษกรรม ที่กล่าวหาก็ไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่ให้คืนทรัพย์สินแก่ผู้ใดทั้งนั้น ดังนั้นก็เรียนว่าในส่วนของ กฎหมายนิรโทษกรรมไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินค่ะ ซึ่งดิฉันเองก็ได้ยืนยันและประกาศ เจตนารมณ์แล้ว และปัจจุบันนี้นะคะ อย่างไรก็ตามวุฒิสมาชิกก็ไม่ได้รับร่างกฎหมายฉบับนี้ แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านชินวรณ์เชิญครับ ประเด็นเข้าใจแล้วนะครับ เรื่องเอกสารนะครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ
(นายณรงค์ ดูดิง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านณรงค์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากว่าผมได้ฟังท่านประธาน พูดสักครู่นี้นะครับ คลิปของท่านรัฐมนตรีชินวรณ์นั้นได้พิจารณาเสร็จแล้วในคณะกรรมการ ปรากฏว่ามีคลิปอยู่ตอนหนึ่งที่ไม่ผ่านนะครับ
หมายเลข ๔
หมายเลข ๔ นะครับ ไม่ใช่ไม่ผ่านทั้งหมดนะครับ ท่านประธาน ไม่ผ่านเฉพาะกรณีที่รูปนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่บนเก้าอี้และเขียนคําว่า นายกรัฐมนตรีหนีสภา ตรงนั้นไม่ให้เอาออกนะครับ ตรงนั้นนิดเดียว แต่หลังจากนั้นคลิปนี้ ก็ยังอนุญาตให้เปิดต่อนะครับ ไม่ให้เปิดตอนต้นนิดเดียวครับท่านประธาน
คืออย่างนี้ครับ ภาพทั้งหมดไม่มีปัญหาหรอกครับ เอาตามที่คณะกรรมการมานั่นละครับ ผมก็ไม่รู้ด้วยหรอกครับ เพียงแต่มีเอกสารมา ผมก็อ่านให้ทราบอย่างนั้น
ก็นี่ครับท่านประธาน ผมจะชี้แจงให้ท่านประธาน ทราบตรงนี้นะครับ เรื่องกรณีนี้ยังไม่จบเลยครับท่านประธาน อยากจะพูดให้หมดเรื่องนี้ นะครับ กระผม เนื่องจากว่าได้รับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้เป็นคณะกรรมการพิจารณา ตรวจสอบเอกสารข้อมูล โสตทัศนูปกรณ์และสิ่งใด ๆ ที่จะนําเสนอเพื่อประกอบการอภิปราย ญัตติขอเปิดอภิปรายในวันนี้ ๓ ท่านด้วยกันนะครับ ในซีกของฝ่ายค้านก็คือ กระผมเอง นายณรงค์ ดูดิง ส.ส. ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร แล้วก็ ส.ส. สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ทั้ง ๓ ท่าน นะครับ แต่ว่าเนื่องจากว่าก่อนที่ท่านประธานจะมาทําหน้าที่นั้นเราได้มีการโต้แย้งกันแล้วว่า คณะกรรมการที่อยู่ซีกของรัฐบาลนั้น เรามีความจําเป็นที่มีความเห็นที่ไม่ตรงกันบางประการ ที่เราเห็นว่าเราพิจารณาแล้วไม่สามารถจะดําเนินการได้ คือท่านอดีตรัฐมนตรี วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ในที่ประชุมแห่งนี้ก่อนที่ท่านประธานจะเข้ามาก็มีการนําเสนอว่า ให้เปลี่ยนตัวท่านนี้ออกไปเพื่อจะได้พิจารณาได้มากขึ้น แต่ท่านประธานสมศักดิ์ก็บอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวไปทํางานกันใหม่ เราไปทํางานกันใหม่แล้วก็ยังมีปัญหากันอยู่ในการพิจารณา เล็กน้อยโดยไม่ได้นําหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตามเอกสารที่ได้มีทุกคนอยู่แล้วมันมีทั้งหมด อยู่ ๗ ข้อนั้น ปรากฏเมื่อเราพิจารณาคลิปก็ดี เอกสารก็ดี ที่ผู้อภิปรายมายื่นต่อคณะกรรมการนั้นเราเห็นว่า จะสามารถดําเนินการอภิปรายได้ จะผ่านการตรวจสอบได้ เนื่องจากว่าไม่ต้องห้ามตาม หลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ๗ ข้อ แต่ปรากฏว่าเราไม่สามารถจะดําเนินการได้เนื่องจากว่ากรรมการ ท่านหนึ่งนั้นมีข้อหาที่จุกจิก มีการพิจารณาที่ไม่สามารถจะดําเนินการได้จะไม่ผ่าน ในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมทั้ง ๓ คน จึงได้ออกจากที่ประชุมแล้วผมจะไม่พิจารณาเรื่องนี้ อีก แล้วก็ให้ที่ประชุมแห่งนี้พิจารณาว่าจะตั้งกรรมการท่านใดเข้าไป ถ้ายังเหลือท่ านกรรมการท่านนี้คือท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ท่านนี้ทํางานอยู่ พวกผมจะไม่เข้าไป พิจารณาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในการอภิปรายในวันนี้ เมื่อไม่มีการพิจารณาในเอกสาร การอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ก็ทําไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ
เอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวให้อภิปรายไปก่อน เดี๋ยวจะให้ท่านรองประธานคนที่สองท่านดูแล กํากับเรื่องนี้อยู่นะครับ ถ้ามีปัญหาตัวบุคคลก็ว่ากันตัวบุคคลแล้วกันนะครับ เราไม่ต้อง เสียเวลามาในสภาแห่งนี้ เชิญท่านชินวรณ์เลยครับ ท่านจุรินทร์มีอะไรไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ ผู้อภิปราย ของกระผมหลายท่านจําเป็นต้องใช้เอกสารประกอบแล้วก็คลิปประกอบ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นต้องเป็นธรรมแล้วก็เมื่อสักครู่เราก็ตั้งในที่ประชุมนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดที่ไม่เหมาะสมที่จะไปทําหน้าที่ท่านประธานต้องบริหารจัดการในที่ประชุมให้เป็นที่ยุติ โดยเร็วเพื่อให้พวกกระผมได้ทําหน้าที่ต่อไปได้
ได้ครับ
ถ้าไปปล่อยให้รองประธาน ทําหน้าที่ต่อแล้วเมื่อไรมันจะกลับมา แล้วสุดท้ายพวกผมที่จําเป็นที่จะต้องใช้เอกสารเหล่านี้ ประกอบก็ไม่สามารถทําหน้าที่ได้ ขอความกรุณาท่านจัดการในที่ประชุม ขอบคุณครับ
เชิญท่านชวลิตท่านในฐานะประธานเรื่องนี้ทําอย่างไรจะให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ให้ท่านฝฝสมาชิกใช้อุปกรณ์ประกอบการอภิปรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมเป็นกรรมการผู้หนึ่งในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้ดูหลักเกณฑ์การพิจารณาการตรวจสอบข้อมูลของสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๕ คือเรามีปัญหาอยู่ ในเรื่องของคลิปคลิปหนึ่ง ก็ได้ดูหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์กําหนดไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ กรณีเป็นโสตทัศนวัสดุต้องระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจนโดยไม่เป็นภาพการตัดต่อภาพหรือเสียง ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น กระผมและคณะได้ดูแล้วคลิปที่นําเสนอไม่ทราบแหล่งที่มา ๒. เป็นคลิปเสียงของบุคคลที่สาม บุคคลที่สี่ ที่ไม่มีโอกาสมาชี้แจง การนําคลิปเสียง มาเปิดเผยต่อที่ประชุมโดยไม่ทราบแหล่งที่มาตัดต่อหรือไม่ แล้วบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีโอกาสมาชี้แจงได้ คณะกรรมการฝ่ายรัฐบาลจึงไม่อาจอนุญาตได้ครับท่านประธาน ที่เป็นประเด็นนี้มีประเด็นในส่วนของคลิปเสียงอยู่ชุดหนึ่ง ส่วนประเด็นปลีกย่อยที่มีประเด็น ต่อท่านรัฐมนตรีวรวัจน์นั้น ก็คงจะให้ท่านได้มีโอกาสได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ
เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านนิพิฏฐ์เดี๋ยวนะครับ นั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวนั่งลงก่อนครับ ผมจะให้ การประชุมให้มีประสิทธิภาพอย่างที่ได้หารือกับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ท่านประธานได้มีคําสั่งที่ ๙๗ เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารข้อมูล โสตทัศนูปกรณ์ วัสดุ และสิ่งใด ๆ ในการนําเสนอเพื่อประกอบการอภิปรายของท่านสมาชิก ในการประชุมนี้นะครับ ผมว่าเอาคณะกรรมการทั้งหมด ซึ่งผมว่าดูแล้วเป็น ส.ส. เอง ก็ลําบากใจนะครับ เพราะฝั่งหนึ่งก็อยากจะแสดง อีกฝั่งหนึ่งก็ตรวจสอบ ผมมองว่าจะให้เป็น เรื่องของคณะกรรมการของข้าราชการที่สภาดีกว่าครับ ในการตรวจสอบที่จะไม่เกิด ข้อครหาได้นะครับ ซึ่งท่านประธานได้มีคําสั่งแต่งตั้ง ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม นี้นะครับ ประกอบไปด้วย นายธงชัย ดุลยสุข เป็นประธาน นางบุษกร วรรธนะภูติ รองประธาน แล้วผู้อํานวยการสํานักการประชุม ผู้อํานวยการสํานักประชาสัมพันธ์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงาน โสตทัศนูปกรณ์ แล้วก็ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ ๑ ผู้บังคับบัญชา กลุ่มงานและญัตติ ๒ เป็นคณะกรรมการผมว่าจะได้ดําเนินการเร็วขึ้น แต่ถ้าให้ท่านสมาชิก เดี๋ยวก็ไม่จบ มันจะเสียโอกาสในการที่จะอภิปรายกันครับ เดี๋ยวท่านเจะอามิงก่อน แล้วก็ เดี๋ยวท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ต่อข้อหารือท่านประธาน ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในการแสดงเอกสารต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะนําเอกสารมาชี้แจงต่อสภา การกระทําลักษณะอย่างนี้ คือเสมือนหนึ่งเป็นการสกัดกั้นในการอภิปรายของสมาชิกที่ต้องการร่วมในการอภิปราย อย่างนั้นความรับผิดชอบท่านประธาน ถ้าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องลุกขึ้นมา อภิปราย ผมต้องรับผิดชอบต่อเอกสาร เป็นหน้าที่ของผมท่านประธาน ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องให้ความเป็นธรรม เพราะว่าครั้งที่แล้วผมเองเคยโดนประเด็นอันนี้ละครับ ยื่นเอกสารไปก็ตัดมา ตัดหลายภาพท่านประธาน พอตัดหลายภาพขึ้นมาผู้อภิปราย ไม่สามารถที่จะเสนอต่อข้อเท็จจริงต่อสภาผู้แทนราษฎรและต่อสังคมได้ ท่านประธาน และที่สําคัญคือคณะกรรมการแทนที่จะเรียกผู้ที่ยื่นเอกสารไปไม่เรียก ต้องเรียกไปถาม ดูสิครับว่าเอกสารนี้มาจากไหน ที่ไปที่มาอย่างไร เหตุผลที่ต้องตัดไปเพราะอะไร เพราะ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจําเป็นที่สมาชิกจะต้องนําเสนอด้านเอกสาร ไม่อย่างนั้นจะกล่าวหา ว่าพรรคฝ่ายค้านสมาชิกกล่าวขึ้นมาลอย ๆ พอมีเอกสารก็ถูกสกัดกั้นอย่างนี้อีก ท่านประธาน ต้องให้ความเป็นธรรมต่อสมาชิกที่เป็นฝ่ายค้าน
เอาอย่างนี้ครับให้เป็นคณะกรรมการของข้าราชการที่สภาแล้วกันนะครับเหมือนทุกครั้ง ที่ปฏิบัตินะครับ เชิญให้ท่านนิพิฏฐ์ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุงครับ คลิปที่มีปัญหาผมเข้าใจว่าเป็นคลิป ที่ผมได้เสนอนะครับ เป็นคลิปเสียงของบุคคล ๒ คนนะครับ ที่พูดถึงการบริหารราชการ ในกระทรวงกลาโหม คลิปนี้มีอยู่แพร่หลายทั่วไปนะครับ ในยูทูป (YouTube) ที่ท่านประธาน ก็รู้จัก ท่านประธานก็ฟังหลายครั้ง ถังเช่า อย่างไรครับ แล้วมันเป็นประเด็นที่ผมต้องนํามา อภิปราย
เอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวยังไม่ถึงท่านเอาประเด็นเรื่องนี้ก่อนให้จบก่อน มันจะได้เคลียร์กัน ให้จบก่อนครับ
ท่านประธานครับ คลิปนี้เคยนํามาเปิด นะครับตอนตั้งกระทู้ถามมาครั้งหนึ่งแล้ว แล้วทําไมวันนี้มาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเปิดไม่ได้ ถ้าเปิดไม่ได้ ผมอภิปรายไม่ได้เลยครับ
เอาละครับ เดี๋ยวค่อยว่ากัน เอาเรื่องประเด็นนี้ก่อนนะครับ
แล้วต้องรีบนะครับ
เดี๋ยวเอาประเด็นที่ท่านจุรินทร์หารือให้จบก่อนนะครับว่า เรื่องการที่จะให้คณะกรรมการครั้งแรก ท่านประธานได้แต่งตั้งข้าราชการ เขาก็ไม่อยากมีปัญหาจึงตั้งให้ ส.ส. ทั้งสองฝ่ายนี่นะครับ มาพิจารณา ทุกครั้งมันไม่มีปัญหามากหรอกครับ มันมีบางรายการเท่านั้นเองที่ผมเคยดูแล ในเรื่องนี้อยู่นะครับ เราก็เชิญท่านสมาชิกมาปรึกษาหารือท่าน ท่านก็เห็นด้วยนะครับ มันก็ เป็นไปด้วยความราบรื่น คราวนี้มันมีอุปสรรคปัญหาอะไร ผมยังไม่ทราบนะครับ ผมอยากจะ ให้ใช้เวลานี้อภิปรายไปก่อนได้ไหมครับ แล้วก็เดี๋ยวผมจะปรึกษาหารือว่าเรื่องนี้จะดําเนินการ อย่างไรต่อนะครับ แต่ผมอยากจะให้ทั้งสองฝ่ายดูเพราะว่ามันจะได้ชัดเจน เชิญท่านวรวัจน์ ให้จบก่อนประเด็นของท่านวรวัจน์
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนยืนยันกับท่านประธานก่อนนะครับว่า หลักเกณฑ์ ที่ได้ดําเนินการมานั้นเป็นหลักเกณฑ์เดิมทั้งสิ้น ผมเองก็เคยเป็นผู้อภิปรายนะครับ แล้วก็ ถ้าเป็นคลิปเสียงไม่มีแหล่งที่มา ท่านก็ไม่เคยให้ใช้นะครับ เป็นหลักเกณฑ์เดิมทั้งสิ้นเลย ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันไปเลยแล้วก็เรื่องนี้ทางคณะกรรมการทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเพื่อให้เกิดความสบายใจ ผมเองในเมื่อท่านเห็นว่า ผมอาจจะเข้มงวดหรือไม่เป็นไปตามกติกา อันนี้แล้วแต่ท่านว่า ผมยินดีที่จะถอนตัวครับ ท่านประธาน เพื่อให้ท่านสบายใจแล้วก็ให้ท่านประธานแต่งตั้งผู้อื่นไป
ได้ครับ
เพื่อให้งานเดินต่อไปได้ แต่ผม ยังยืนยันในหลักเกณฑ์นะครับว่าที่พิจารณาไปเป็นหลักเกณฑ์เดิมที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ตั้งทั้งสิ้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เดิมเลย ซึ่งเวลาคุยในที่ประชุมผมก็บอก แล้วว่าในส่วนนั้นท่านเป็นคนตั้งเองทั้งสิ้นใช่ไหม แล้วก็เคยปฏิบัติแบบนี้ใช่ไหม ไม่มีการ เปลี่ยนหลักเกณฑ์เลย ผมขอถอนตัวครับ แล้วก็ท่านประธานแต่งตั้งไปเพื่อความสบายใจท่าน
เอาว่าท่านถอนตัวนะครับ มันจะได้จบนะครับ ท่านสัมพันธ์ครับมันจะเสียเวลา เรามาถกกัน เฉพาะประเด็นนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นกรรมการครับ รู้สึกว่าในการพิจารณาในครั้งนี้อย่างไรมันก็พิจารณา ยากครับท่านประธาน เพราะว่าความเห็นมันคนละเรื่องเลย มันหยุมหยิมไปหมดครับ ท่านประธาน ท่านประธานที่จะตั้งเป็นข้าราชการมาผมเห็นด้วย แต่ผมขอว่าท่านต้องไม่ไป แทรกแซงนะครับ แล้วห้ามไปขู่ข้าราชการ ให้การพิจารณาเป็นของกรรมการอย่างตรงไปตรงมา อย่างกรณีของท่านนิพิฏฐ์ครับ เคยตั้งกระทู้สดมาแล้วในครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ก็ไม่ยอม ของท่านดอกเตอร์อีกอันหนึ่งครับท่านประธาน ผมชี้แจงนิดเดียวครับ สั้น ๆ ครับ
มันจะเสียเวลานะครับ เอาอย่างนี้ครับ ให้อภิปรายไปก่อนเดี๋ยวผมลงจากบัลลังก์ เดี๋ยวผมจะ หารือทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับว่าจะใช้ข้าราชการหรืออะไร เชิญครับ
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ แล้วกรณีของการถ่ายทอดสดของช่อง ๑๑ ท่านผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านเขาโทรศัพท์มาตลอดครับว่า ตอนผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูด เสียงหายตลอดครับ ไม่มีเสียง แต่นายกรัฐมนตรี พูดนี้เสียงติดหมดตลอดครับ มันเป็นเพราะอะไรครับ ท่านประธานต้องตรวจสอบด้วยนะครับ การถ่ายทอดสดของทีวีช่อง ๑๑ มีปัญหาครับ
เชิญท่านชินวรณ์เลยครับ คืออันนี้มันน่าจะจบแล้วละครับ ถ้าพูดกันไปพูดกันมาจะไม่จบ นะครับ เมื่อท่านถอนตัวแล้วก็จะเสนอใคร เสนอท่านไพจิตหรือเปล่าครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ครับ เมื่อท่านวรวัจน์ถอนตัว ขอเสนอนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ทําหน้าที่แทนครับ
คุณหมอสุกิจ มีอะไรครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานวินิจฉัยแล้วนะครับว่าใช้ข้าราชการครับ เอาตามนั้นเลยครับ
เอาอย่างนี้ครับ เอาเป็นไปตามคําสั่งของท่านประธานที่ ๑๐๕ เดี๋ยวนะครับ ขอดูเอกสาร เมื่อสักครู่นี้หน่อย ท่านเลขาธิการ เอาตามคําสั่งท่านประธาน ๙๗/๕๖ นะครับ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เชิญดําเนินการต่อครับ ท่านจิรายุ ท่านจะพูดอะไร เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ในฐานะกรรมการตรวจสอบเอกสารข้อมูล โสตทัศนูปกรณ์ วัสดุ และสิ่งใด ๆ ผมก็นั่งตั้งแต่เช้า คือจริง ๆ แล้วถ้าเกิดยึดหลักการตั้งแต่ต้นก็จบ แต่ว่าถ้าเกิดท่านประธานคิดว่าจะให้ทาง ข้าราชการก็ต้องห้ามผู้ที่ส่งคลิปต่าง ๆ เข้าไปในห้องนั้นเลยนะครับ ปล่อยให้เขาเข้าไปทํางาน แล้วพอออกมาก็ถือว่ามติของคณะกรรมการที่เป็นเจ้าหน้าที่เป็นเอกฉันท์ แต่ถ้าเกิดจะเข้าไป ในห้องผมคิดว่าก็ไม่เหมาะสมก็เลยเรียนท่านประธานครับ ถ้าเกิดท่านประธานคิดว่า จะต้องใช้กรรมการทั้งหมดมาจากข้าราชการนะครับ
เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ผู้ทําหน้าที่เป็นประธาน กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมมี ความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลุกขึ้นมาทําหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๙ ในการ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามมาตรา ๑๕๘ ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีคงจะให้ความสําคัญ กับญัตตินี้ แต่ท่านก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมคืออ่านโพยแล้วก็เดินออกไป วันนี้ผมได้รับ มอบหมายให้อภิปรายเป็นคนแรกที่ต่อจากผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้อภิปรายรัฐมนตรีที่นั่งหน้าสลอนอยู่ตรงนี้ ผมจึงอยากจะเรียนกับ ท่านประธานว่า กระผมเป็นผู้หนึ่งที่เสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ที่ได้บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ไร้ความสามารถ ไร้ภาวะผู้นํา
เดี๋ยวท่านชินวรณ์ครับ เบื้องต้นท่านก็นําเสนอได้ดีแล้วนะครับ เอาบรรยากาศ แล้วท่านก็เป็น อดีตท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอใช้คําให้มันสุภาพหน่อย อย่านั่งหน้าสลอน อย่างนี้ไม่เหมาะสมนะครับ มันไม่เหมาะสมนะครับ กรุณานะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ได้บริหารราชการ แผ่นดินบกพร่อง ไร้ความสามารถ ไร้ภาวะผู้นํา ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งต่อสภาและ ต่อประชาชน ลอยตัวหนีปัญหา เลือกปฏิบัติ พูดอย่างทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ ชอบแอบอ้าง ประชาธิปไตย กระทําการอันไม่บังควร อ้างว่าให้พูดคุยกันในสภา แต่ไม่เคยให้ความสําคัญ ต่อสภา สมรู้ร่วมคิดกับพวกพ้อง ทําร้ายสถาบันนิติบัญญัติ กลุ่มองค์กรอิสระ มุ่งแก้ปัญหา บุคคลให้กับบุคคลในครอบครัวมากกว่าประชาชน ดังที่ประธานวิปฝ่ายค้านได้เป็นผู้นําเสนอ ญัตติไปแล้วครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ วันนี้ผมยังไม่คิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมา เสนอหน้าให้ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็ดีครับท่านเดินออกไป เดินออกไปเพื่อจะได้ฟ้องตัว ท่านเองว่านี่ละครับ ที่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้ออกมาขับไล่นายกรัฐมนตรีคนนี้ ซึ่งท่านจะอ้างเสมอว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกบ้าง เป็นอะไรที่ทําเป็นคนแรก ๆ บ้างละ แต่วันนี้ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนออกมาขับไล่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกที่พี่น้องประชาชนมาชุมนุมขับไล่ ตั้งแต่เด็กระดับอนุบาลจนถึงเด็กในระดับ มหาวิทยาลัย ท่านประธานกับผมเคยต่อสู้กับทรราชเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็ออกมา ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน คนที่ไม่เล่นการเมืองก็มีจิตสํานึกที่เห็นพี่น้องประชาชน เป็นเรือนล้านคนออกมา นอกจากเด็กอนุบาลถึงมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีพี่น้องเกษตรกรจนถึง นักธุรกิจทุกหมู่เหล่า ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ๒ ปี ๔ เดือน ได้ปล่อยปละละเลย สร้างความเจ็บช้ําให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร แน่นอนที่สุดในสภาแห่งนี้พวกผมได้เคยพูด อยู่เสมอว่าถ้านายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจในเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ให้ความสนใจในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ให้ความสนใจในเรื่อง ความยุติธรรมของพี่น้องประชาชน ข้ามพ้นผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว เหตุการณ์ วันนี้คงไม่เกิดขึ้นหรอกครับ เหตุการณ์ที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาประกาศพระราชบัญญัติ ความมั่นคงเมื่อคืนนี้ ก็เป็นฟ้องตัวนายกรัฐมนตรีเองว่าไม่เคยสนใจในการแก้ไขปัญหา คิดแต่ทําเพียงเรื่องเดียวคือการรักษาผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวชินวัตร ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ละอายหรือครับ ที่ยังชูหน้าชูคอ ลอยหน้าลอยตา
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ กล่าวให้ร้ายและเสียดสีว่า นายกรัฐมนตรีประกาศพระราชบัญญัติความมั่นคงทําเพื่อตัวเองและตระกูลชินวัตร ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ที่นายกรัฐมนตรีประกาศ
เดี๋ยวคืออย่างนี้ เวลาเขาอภิปรายถ้าท่านประท้วงก็ต้องบอกว่าผู้อภิปรายฝ่าฝืนข้อบังคับ เรื่องอะไร แต่ถ้าผู้อภิปรายเขาอภิปรายพาดพิงถึงผู้ถูกอภิปรายเป็นเรื่องของผู้ถูกอภิปราย เขาจะต้องชี้แจงเอง ฉะนั้นท่านขอประท้วงข้อ ๖๑ ท่านประท้วงว่าเรื่องอะไรครับ ผมจะได้ วินิจฉัยได้ถูก
ข้อ ๖๑ กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีประกาศพระราชบัญญัติความมั่นคงเพื่อตัวเองและตระกูลชินวัตร แต่ข้อเท็จจริงนายกรัฐมนตรี
คือข้อเท็จจริงท่านพูดไม่ได้นะครับ ท่านก็บอกว่าท่านใช้สิทธิ นั่งลงครับ ผมจะได้วินิจฉัยครับ ท่านต้องรู้ว่าวันนี้เขาอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ เขาก็ต้องกล่าวหานะครับ ท่านกรุณาดู ในญัตตินะครับ ในช่วงวรรคสามผมจะไม่พูดมากแล้วนะครับ เชิญต่อครับ ท่านชินวรณ์ครับ
(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านต้องขอกับประธานไม่ใช่ขอกับท่านชินวรณ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอประท้วงท่านประธานข้อ ๘ ผมยกมือประท้วงมา หลายรอบท่านไม่เคยชี้ผมเลย
ก็นี่อย่างไรครับ ชี้ท่านแล้วนี่
ก็นี่เพิ่งชี้นี่อย่างไรครับ ผมต้องขอ ข้างล่างอย่างไรครับ
เชิญข้ออื่นต่อไป
ผมขอประท้วงผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับ ก็อย่างที่ท่านบอกวันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ไม่ใช่ยอวาทีจะได้ยกขึ้นประท้วง ประท้วงอย่างนี้
คือประท้วงก็ได้หารือกันแล้วเอาแค่ประท้วง แล้วอย่าไปใช้คําอื่นมาตวัดใส่กันอีกมันจะไม่จบ ผมได้บอกแล้วครับ เชิญท่านชินวรณ์ต่อครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมกําลังตั้งข้อกล่าวหานายกรัฐมนตรีต่อผู้เป็นประธาน เพราะฉะนั้นคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง อย่าลุกขึ้นมา เพราะวันนี้เป็นญัตติที่สําคัญที่สุด ผมได้ทําหน้าที่ในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย อย่างภาคภูมิใจ เพียงแต่ผมเริ่มต้นเท่านั้นเองครับว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังไม่รู้สึกรู้สา ยังไม่มีจิตสํานึกในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ท่านนายกรัฐมนตรี จะปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้ขัดแย้งกันมากกว่านี้หรือครับ ท่านจะปล่อยให้พี่น้องประชาชน ต้องรบราฆ่าฟันกันหรือครับ ท่านต้องการที่จะให้การเมืองลุกเป็นไฟ เลือดนองเต็มท้องถนน เพราะท่านเพียงคนเดียวหรือครับ ผมอยากจะเตือนท่านประธานไว้ผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะถูกตราหน้าว่าเป็นรัฐบาลทรราช เป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งกว่ายักขินี ถ้าท่านประธานจําได้ผมได้เคยเตือนต่อหน้าท่านประธานที่นี้ว่า ไม่มีอํานาจใด ในแหล่งหล้าฤาจะสู้อํานาจความศรัทธาของประชาชน ผู้เป็นประธานประเด็นที่ผมจะเป็น ผู้อภิปรายในวันนี้มีประเด็นที่ผมจะอภิปรายในประเด็นหลัก ๔ ประเด็นเท่านั้นครับ คือนายกรัฐมนตรีเป็นคนพูดอย่างทําอย่าง โกหกหลอกลวง ไม่ทําตามนโยบายที่แถลงไว้ ต่อรัฐสภา และสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีที่หนีการประชุมสภา หนีการตรวจสอบอย่างหัวซุกหัวซุน มีการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ทําลายระบบคุณธรรม ในระบบราชการ และทําลายระบบคุณธรรมในระบบการเมือง ในระบบรัฐสภา โดยมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างสิ้นเชิง และนายกรัฐมนตรีคนนี้ละครับ ข้อสุดท้าย ที่ผมจะอภิปราย เป็นนายกรัฐมนตรีที่โกหกแม้กระทั่งตัวเอง โกหกว่าเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวจริง แต่จริง ๆ แล้ว ๒ ปี ๔ เดือน พิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตัวปลอม เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ซึ่งผมจะกราบเรียนท่านประธานไปแต่ละประเด็น ผมอยากจะ เรียนท่านประธานครับ
ประเด็นแรก ตลอด ๒ ปี ๔ เดือน ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่ได้ทําตาม นโยบายเลยครับ แล้วถ้าท่านประธานจะได้ไปอ่านหนังสือที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เขียนเอาไว้ ว่าเป็นนายกรัฐมนตรี ๔๙ วัน ด้วยความภาคภูมิใจ วันนี้ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ๔๙ วัน ที่ท่านเข้ามาคิดเล่นทางการเมืองนั้น ในท้ายที่สุดท่านก็ไม่มีจิตสํานึก ท่านก็ไม่มีส่วนแม้แต่ จะกําหนดนโยบาย ไม่มีส่วนแม้แต่จะกําหนดวิสัยทัศน์ เพราะฉะนั้นตั้งแต่เริ่มเข้ามา เล่นการเมืองตั้งแต่วันแรก เริ่มวันที่ท่านหาเสียง ท่านก็ไม่ได้พูดไม่ได้ทําโดยตนเอง ท่านมา อ่านตามสคริป (Scrip) เมื่อกี้ท่านยังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ตลอดเวลาเลยครับ แล้วก็ท่านไม่กล้า สบหน้าผมหรอก ผมเชื่อว่าอภิปรายกันในวันนี้ท่านก็ไม่กล้าอีกแล้ว และท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างนี้ก็ตรงกับพฤติกรรมที่เขาบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้พูดอย่าง ทําอย่าง ถามอย่าง ตอบอย่าง พูดผิด ๆ ถูก ๆ ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ขอดูคลิปแรกก็แล้วกันครับ เพื่อความรวดเร็วครับ เชิญครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ คลิปนี้ ได้เห็นกันโดยทั่วไปแล้ว ผมไม่รบกวนสภาเลยตัดให้สั้นที่สุด สรุปว่า ๒ ปี ๔ เดือน วันนี้คําพูด ที่ติดตัวรัฐบาลชุดนี้และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็คือแพงทั้งแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายและได้พูดหาเสียง มันตรงกันข้าม หมดเลยละครับ ท่านบอกว่าจะกระชากราคาน้ํามันลง วันนี้ราคาน้ํามันเป็นอย่างไรครับ ท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ราคาน้ํามันวันนี้ ท่านประธานครับ ขึ้นมา เอาแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ปตท. ลิตรละ ๓๙.๔๓ บาท บางจาก ลิตรละ ๓๙.๔๓ บาท เชลล์ลิตรละ ๓๙.๔๓ บาท ทั้งหมดนี้ครับ มันไม่ตรงเลยครับ นี่ละครับ ที่ผมตั้งข้อกล่าวหาว่า พูดอย่างทําอย่าง ท่านประธานครับ ทุกอย่างละครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ชาวบ้านเขาบอกว่าขูดรีดหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ภาษีสรรพสามิต ภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ รัฐบาล ชุดนี้ก็ลดอย่างเดียวละครับ ก็คือลดภาษีให้คนรวยจากร้อยละ ๓๐ เหลือร้อยละ ๒๓ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนโยบายที่พูดอย่างทําอย่าง มีหลายเรื่องครับ ตั้งแต่เรื่องการที่ประกาศว่าขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาทต่อวัน หาเสียงไปทั่วประเทศ ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท วันนี้เป็นอย่างไรครับ ผลปรากฏออกมาชัดเจนแล้วความจริงมีคลิป ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเองว่าไม่ได้ให้เป็นเงินเดือน แต่ได้ให้เป็นค่าชดเชย และในท้ายที่สุด ในส่วนเพิ่มนี้ ท่านประธานครับ ทําให้เกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง คือนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ ก็ผลักภาระไปให้กับภาคเอกชนในการจ่ายค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ในการจ่ายเงินเดือนปริญญาตรี ที่เพิ่มขึ้น และที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน เมื่อไปผลักภาระให้กับเอกชน เอกชน ก็ไปขึ้นราคาสินค้าอย่างไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตัวเลขของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ปรากฏชัดเจนนะครับว่า จากการที่รัฐบาลได้กําหนดเงินเดือนจบปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท และค่าแรง ๓๐๐ บาทนั้น เป็นการสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่ดําเนินการโดยรัฐบาลนี้ ทําให้ภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น ผมไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ละครับ ก็จะมีผู้มาอภิปราย ในลําดับต่อไป เพียงแต่ผมชี้ให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ ท่านประธานครับ พูดอย่างทําอย่าง ตั้งแต่เริ่มหาเสียงแล้ว ที่เป็นอย่างนี้เพราะท่านไม่มีจิตสํานึก นี่ผมพูดย้ําตั้งแต่ผม เริ่มอภิปรายว่าวันนี้ฝ่ายค้านทําหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน กําลัง อภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง เก้าอี้ว่างอีกแล้วครับ เดี๋ยวก็จะเป็นประเด็นที่ผมจะพูด ต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องข้าวไม่ต้องพูดถึงเมื่อกี้ จะมีผู้อภิปราย นี่คือเรื่องที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่า นอกจากแพงทั้งแผ่นดินแล้ว ก็คือเรื่องสินค้าเกษตรตกต่ํา ถูกทั้งแผ่นดินจริง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ เมื่อเรามาดูราคาพืชผลทางการเกษตร ในขณะนี้เราเห็นได้อย่างชัดเจนครับท่านประธานว่า พืชผลทางการเกษตรทุกตัวที่รัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารลดลงหมดทุกตัวครับ ตั้งแต่ราคาข้าวโพด ท่านประธานครับ ราคาข้าวโพด จากกิโลกรัมละ ๙ บาทในช่วงปีที่ผ่านมาลดต่ําลงมาจนต่ําสุดจนเกษตรกรพี่น้องที่ปลูก ข้าวโพด ท่านประธานครับ พี่น้องที่ปลูกข้าวโพดต้องออกมาประท้วง ในท้ายที่สุด คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติเงินไป ๑,๙๗๐ ล้านบาทชดเชย แต่วันนี้ราคาข้าวโพดครับ ท่านประธานยังอยู่ที่กิโลกรัมละ ๗ บาท ๗๕ สตางค์ และที่สําคัญครับราคาข้าวโพด ที่ขายได้ในการชดเชยนั้นเป็นราคาข้าวโพดที่รัฐบาลนี้ปากว่าตาขยิบ ท่านนายกรัฐมนตรี รู้ไหม เป็นการนําข้าวโพดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน พี่น้องเกษตรกรจึงมีปัญหาครับ ขายข้าวโพดไม่ได้และมีการชุมนุมประท้วง เห็นไหมครับมันสําปะหลัง หอมหัวแดง ทุกตัวที่เป็นราคาสินค้าทางการเกษตรนั้นตกต่ําหมดครับ นี่คือเป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวเลยครับ แน่นอนที่สุดครับ ผมขอยกตัวอย่างลึก ๆ ตัวเดียวครับท่านประธาน คือราคายางพารา ท่านประธานครับ ราคายางพาราสมัยรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๔๐ บาทครับ ค่าเฉลี่ยตลอดปีก็อยู่ประมาณ ๑๔๐ บาท สูงที่สุดไปถึง ๑๘๐ บาทครับ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ตรงนี้ว่าจะทําให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น วันนี้ท่านก็ยังมาพูดลอยหน้าลอยตาอีกว่าเศรษฐกิจ ในยุคของท่านเติบโตขึ้น มันเติบโตจากไหนครับ เติบโตจากรถคันแรกหรือเปล่า เติบโตจาก บ้านหลังแรกหรือเปล่า หรือเติบโตจากรายได้ที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้เข้ามาทําให้ราคายางพาราวันนี้เหลือที่กิโลกรัมละ ๖๙ บาท ๙๐ สตางค์ ผมอยากให้ ท่านประธานได้ดูคลิปนิดหนึ่งเรื่องยางพารา เพราะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่ละครับ ท่านประธานครับ นอกจากโกหกแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ท่านบอกว่า จะแก้ไขปัญหาราคายางพาราโดยต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ท่านพูดออกมาได้อย่างไรครับ ท่านไม่ทราบหรือครับว่าพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศคือยางพารานั้น ท่านประธานครับ มีพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง พี่น้องเกษตรกรที่กรีดยางพาราได้ส่ง ยางพาราออกไปขายต่างประเทศต้องจ่ายเป็นเงินค่าธรรมเนียมมาเป็นเงินกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยาง ไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราในการปลูกยาง ในการโค่น ยางพารา ปลูกแทน รัฐบาลไม่ได้ช่วย เป็นเงินของพี่น้องเกษตรกร ตัวของเขาเองครับ และวันนี้ต้นน้ํา ปลายน้ํา ที่ท่านพูดถึงเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ วันนี้ท่านไม่ได้ช่วย อะไรเลยครับ ๕๖ จังหวัด ๑๘ ล้านไร่ที่ผจญปัญหากันในวันนี้ การชุมนุมประท้วงตั้งแต่ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พวกผมตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศ ท่านไม่อยู่ เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องหนีสภา ท่านไม่อยู่ มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีมาพูด มาตอบ แล้วเป็นอย่างไรครับ จากวันนั้นถึงวันนี้ ท่านประธานครับ ราคายางพาราก็ยิ่งตกต่ําลงไป ภายใต้ความไม่รับผิดชอบของท่านนายกรัฐมนตรีหรือพูดแบบไม่รู้ของท่านนายกรัฐมนตรี ผมจึงเรียนท่านประธานครับว่า เอาอีกสักคลิปสิครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
– ๓๙/๑
ยืนยันอีก พูดลอยหน้า ลอยตาเหมือนภาคภูมิใจครับ แต่มันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า ถ้าไม่รู้ก็เหมือนที่เวที เขาว่านะครับ นี่ละครับ สั้น ๆ แค่นี้เองครับ ท่านดีใจวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจีนมา ผมก็ภาคภูมิใจได้ต้อนรับ แต่พอท่านนายกรัฐมนตรีออกมาอ้างคําว่าพูดจากท่านนายกรัฐมนตรี ประเทศจีนนี้นะครับ ผมว่าพี่น้องคนไทยทั่วประเทศโดยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา เห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านนายกรัฐมนตรีสร้างภาพหลอกลวงจริง ๆ บอกว่าทําเอ็มโอยู (MOU) กับประเทศจีน จะขายให้ได้ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้ได้ยินหรือเปล่า ท่านนายกรัฐมนตรี สต็อก (Stock) ยางพารา ๒๐๘,๐๐๐ ตัน เน่าอยู่ที่โกดังยางพารา ทั่วประเทศ กําลังจะเหมือนข้าวเน่า เดี๋ยวผมจะมาอภิปราย ผมจึงอยากกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมันไม่ตรง มันโกหกครับ หรือถ้าไม่โกหกก็ไม่รู้จะใช้คําพูดอย่างไร ครับ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่าเพราะฉะนั้น ทุกคนจึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าราคาพืชผลทางการเกษตรทุกตัวครับ วันนี้ไม่ใช่เฉพาะ ชาวสวนยางพาราครับ ชาวสวนปาล์ม ค่าเฉลี่ยแค่ ๓ บาทกว่า วันนี้ขึ้นมาหน่อยเพราะเป็น ฤดูที่ปาล์ม ผลปาล์มออกน้อย ๔.๗๐ บาท แต่ตลอดระยะเวลาก็มาจากนโยบายที่พูดอย่าง ทําอย่างของท่านไปเอาน้ํามันปาล์มจากประเทศอินโดนีเซียเข้ามา มะพร้าวน่าสงสารไม่ต้อง พูดถึง น่าสงสารมากครับ ราคามะพร้าวในช่วงรัฐบาลนี้ ใบหนึ่งค่าลิงอุรังอุตังที่ขึ้นยังไม่พอ เลยครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้นะครับ เขาจึงบอกว่า ยุคนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี้เป็นยุคที่ถูกทั้งแผ่นดินครับท่านประธาน นี่เป็นประเด็นแรกที่ผมไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สนใจเรื่องความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน เรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน สนใจแต่เรื่องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายล้างผิด เตือนแล้ว ทักท้วงแล้ว มีความพยายามแล้ว ไม่รู้ร้อนรู้หนาว จนมาเกิด เหตุการณ์วันนี้มาแถลงการณ์น้ําเล็ดแบบนี้ แล้ววันนี้พี่น้องประชาชนเขาจะยินยอมหรือครับ ว่ารัฐบาลนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ วันนั้นท่านประธานไปนั่งด้วยไหมที่ไปแถลงไม่ยอมรับ การติดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญ น่าเสียดายครับ คนที่มาจากนักประชาธิปไตย คนที่มาจาก ตัวแทนของสภา เป็นนักกฎหมายด้วย ทําไมไม่ให้คนอื่นเขาทําละครับ คนที่เขายอมรับตัวเอง ว่าเป็นขี้ข้า แต่ประธานผู้เป็นประธานมาทําแบบนี้ น่าเสียดาย เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ผมเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ดําเนินการตามนโยบายที่พูด พูดอย่างทําอย่าง ไม่รับผิดชอบ ไร้จิตสํานึกถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมละอายที่สุดครับ สําหรับนักการเมือง ในระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่หนี การตรวจสอบ ในวันนี้ญัตติอภิปรายยังฟ้องนายกรัฐมนตรี ท่านอย่าไปลุกจากเก้าอี้เลยครับ ในญัตติเขาอภิปรายท่านที่ท่านลุกขึ้นตอบตามโพยเมื่อสักครู่นี้นะครับ นั่นก็เป็น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมก็ยังทนไม่ไหวแล้ว แต่วันนี้ญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ท่านยังหนีการตรวจสอบ
ท่านชินวรณ์ครับ คือโน๊ต (Note) ขึ้นมาบอกว่าให้แจ้งว่าท่านกําลังรับประทานอาหารอยู่นะครับ ไม่ใช่ท่านไม่อยู่นะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจกันผิดนะครับ
ท่านยังทานข้าวลงหรือครับ ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมนั่งอยู่ในสภานี้ เหมือนที่ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดถึงอย่างไร ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาตระกูล ของท่านละครับที่ไม่ให้ความสําคัญมาตอบในสภา ผมจําได้ครับ นายกรัฐมนตรีคนนี้ที่มานั่ง ในสภาและลงมติ มีเรื่องเดียวเท่านั้นมีเรื่องเดียวเท่านั้นละครับท่านประธาน คือเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ที่มาของ ส.ว. ท่านประธานครับ ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสําคัญมาก ตรงกับที่ผมอภิปรายเลย ว่านายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กําลังจะวางแผนในการครอบงําวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มีข่าวว่าทุนสามานย์ไปให้เงินเดือนกับ ส.ว. นี่ผมอภิปราย อย่างนี้ท่านประธานจําได้ไหม แต่สมัยนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ย่ามใจ ใช้อํานาจว่ามีเสียงข้างมาก ใช้อํานาจที่ตัวเองสามารถที่จะจัดตั้งมวลชนได้มาก ใช้อํานาจ ที่ตัวเองคิดว่ามีทุน มีอํานาจ เลยคิดว่าเอาอํานาจนั้นมาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้ ส.ว. นั้นเป็นฐานอํานาจทางการเมือง คือไปแก้ ส.ว. ให้มีคุณสมบัติคือเป็นสภาผัวเมียได้ ให้นักการเมืองลงได้ทันที ให้ ส.ว. ที่เป็นอยู่แล้วลงซ้ําได้ลงซ้ําอีกได้ ถ้าอย่างนี้ก็รู้โดยทั่วไปว่า นั่นคือกระบวนการที่ทําลายดุลยภาพ และตรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ท่านประธานครับ ตรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ผมอยากกราบเรียนครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เป็น ๑ ใน ๓๑๒ คนครับ ที่วันนี้จะต้องยื่นถอดถอนลงมติครั้งแรก ถูกยื่นถอดถอน นอกจากนั้นหนีสภาอย่างหัวซุกหัวซุนครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ในต่างประเทศท่านประธาน เช่นประเทศอังกฤษที่เขาปกครองโดยระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีเขาให้ความสําคัญกับสภา เขาต้องนั่งมาประชุมทุกครั้ง ไม่ใช่แอบอ้าง ประชาธิปไตย แต่ไม่ให้ความสําคัญในการประชุมสภา ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ทราบไหมว่าการต่อสู้ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง การต่อสู้ให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. นั้นมาจากเลือด ชีวิต ของพี่น้องประชาชนตอนพฤษภาทมิฬ ก็นายกรัฐมนตรี ทําแต่ธุรกิจ ๔๙ วันหาเสียงเลยไม่มีจิตสํานึก นายกรัฐมนตรีเลยไม่ให้ความสําคัญกับสภาเลย เสียดายคลิปนี้ถูกตัดไปส่วนหนึ่งครับ ที่ให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีหนีหัวซุกหัวซุนอย่างไร ส่วนที่เหลือไม่เป็นไรครับ ดูคลิปหน่อยครับท่านประธานครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่ท่านประธานได้ดูไหมครับ ท่านประธานรับปากเองว่าต้องตามมาครับ และวันนั้นพออภิปรายเรื่องยางพาราลุกขึ้น ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกท่านนายกรัฐมนตรีนั่งลงหน่อย ขอเวลา ๒ นาที ต้องเอา เชือกล่ามหรืออย่างไรครับท่านประธาน หนีการตรวจสอบอย่างหัวซุกหัวซุน หนีสภา อย่างเป็นระบบครับ นี่ข้อมูลอยู่ในมือผมครับ ท่านประธานครับ มีการประชุมสภาทั้งหมด ๑๒๒ ครั้ง มีการตั้งกระทู้ถามทั้งหมด ๖๑ ครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีตอบมาที่ท่านประธาน นี่หนังสือประธานวิปฝ่ายค้านอยู่ที่ผม ๑๐ ครั้งว่าติดภารกิจ ที่เหลือไม่ได้ตอบเลยว่าไปไหน ว. ๕ หรือ ว. อะไร ไปไหนครับ วันที่ประชุมสภาเป็นวันที่นําความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนมาพูดให้ฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่าง ดูสิครับ ท่านประธานครับ ตั้งแต่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ท่านเข้ามา เปิดสภาปั๊บ เกิดเหตุการณ์อุทกภัยหลายจังหวัดของประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทาง จากกองบิน ๖ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติบรูไน นี่ท่านประธาน นั่นน้ําท่วม ท่านประธานครับ น้ําท่วม ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นภาพท่านนายกรัฐมนตรีประเทศอิตาลีไหม ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี ขนาดกําลังประชุมอยู่ในระดับนานาชาติ เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติในประเทศเขาบินมาทันที แต่นายกรัฐมนตรีเรากําลังเกิดภัยพิบัติเสียหายกับประเทศไทยบินหนีไปต่างประเทศ เอาอีกสักตัวอย่างไหมครับท่านประธาน นี่ท่านประธานครับ ผมเอง พี่น้องประชาชนชุมนุมปิดเส้นทาง ถนนสายเอเชีย ปิดถนนรถไฟมีความเดือดร้อนมาก ท่านประธานครับ ผมตั้งกระทู้ถามเรื่อง การแก้ไขปัญหาราคายางพารา ท่านนายกรัฐมนตรีบินไปประเทศอิตาลี ไปประเทศอิตาลี ยังไม่พอครับ ท่านยังให้สัมภาษณ์ว่าท่านอยากจะไปชอปปิ้ง (Shopping) ที่ประเทศฝรั่งเศส ผมจะฟ้องพี่น้องประชาชนว่าถ้าคนที่มีจิตสํานึกอย่างนี้ ต่อสภาอย่างนี้ หนีการตรวจสอบ อย่างนี้จะมีความภาคภูมิใจที่มาให้อ้างชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาธิปไตยหรือไม่ จะให้ลอยหน้าลอยตาชูคอแถลงเมื่อคืนนี้ว่ากลุ่มคนพี่น้องทั้งหลายที่ออกมาเรียกร้องขอให้ ดําเนินการให้มีความสงบเรียบร้อย รัฐบาลจะไม่ใช้กําลังรุนแรง ก็ใช้กําลังรุนแรงสิครับ ถ้าท่านมีจิตสํานึก มีสามัญสํานึก เพียงแต่ว่าเอาประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ เอาการเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือ เดี๋ยวท่านจะได้รู้สึกว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเกิดความรู้สึกอย่างไร กับท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่หนีอย่างเป็นระบบ วางแผนเลย ที่วางแผนน่าเกลียด มากครับท่านประธาน พอกฎหมายปรองดองเข้ามาท่านหนีไปประเทศอิตาลี หนีไปประเทศ กัมพูชา ๗ ครั้ง ไม่อยากจะเปิดคลิปหรอกครับ หนีไปประเทศฮ่องกง ไปเที่ยว ท่านประธานครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าถ้าหนีสภาแล้วไม่ยอมรับการตรวจสอบซึ่งเป็นหลักสําคัญของ ระบอบประชาธิปไตยคือหลักของการตรวจสอบและถ่วงดุลอํานาจ นายกรัฐมนตรีเข้าใจไหม พวกท่านทั้งหลายเข้าใจไหม ที่ออกมาพูดว่านายกรัฐมนตรีบางคนถูกไล่ออก ถูกตัดสินจําคุก ๒ ปี เพราะว่าเมียซื้อที่ดิน ผัวติดคุก นั่นแสดงว่าไม่เข้าใจระบบของการตรวจสอบเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือการหนีการตรวจสอบอย่างหัวซุกหัวซุน และหนีอย่างเป็น ระบบ และที่สําคัญก็คือว่าเอาเวลาไปทําเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของ ครอบครัว ท่านประธานครับ ถ้าท่านกลับไปเป็นประธานบริษัท ผมก็ไม่ต้องมาอภิปราย หรอกครับในเรื่องนี้ แต่วันนี้ท่านยังลอยหน้าลอยตา และท่านยังคิดว่าท่านเหมาะสมที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผมจึงมาทําหน้าที่ในสภานี้ ให้ท่านพิจารณาตัวเองเถอะครับ ผมไม่ไว้วางใจครับ
ประการที่ ๓ ครับ ท่านรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอื้อประโยชน์ ให้กับพวกพ้องต่างตอบแทน นี่ผมจะพูดเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง เท่านั้นนะครับ ผมจะพูดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็น อํานาจของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่มีความจําเป็นที่ต้องเอ่ยชื่อตัวบุคคลอื่นบ้างครับ แต่ว่า ไม่ได้เกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้นไม่ต้องลุกขึ้นมาตอบ ถึงเวลาของท่าน แต่คงไม่มีเวลาแล้วครับ รัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ เรื่องแรก คือเรื่องการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ได้มีการ ปรับคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น ๕ ครั้ง ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ ปรับ ๑๖ ตําแหน่ง ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ ปรับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ลาออกไป มีปัญหาคดีเดิม ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ ปรับ ๒๓ ตําแหน่ง ครั้งที่ ๔ วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๖ ปรับในส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ตําแหน่ง หลังสุดครั้งที่ ๕ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ปรับ ๑๘ ตําแหน่งเป็นครั้งหลังสุดที่แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ใช้อํานาจหน้าที่ ของตัวเองแท้ ๆ ไปแต่งตั้งปรับรัฐมนตรีต่างตอบแทน เอื้อประโยชน์ให้กับคนที่เป็นกลุ่ม ในระบอบทักษิณ แต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบอาวุโส ระบบคุณธรรม แต่ตั้งแต่รัฐมนตรีที่เป็น วงศ์วานว่านเครือ เป็นพรรคพวกกลุ่มทุน เป็นตัวแทนระบอบทักษิณ เป็นบุคคลที่เคยมีส่วน เกื้อกูลในการช่วยเหลือคดีทุจริตคอร์รัปชัน ท่านประธานครับแล้วที่น่าเกลียดมากครับ ในช่วงการปรับคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง มีสไกป์ (Skype) บ้าง มีโฟนอิน (Phone in) และครั้งหลังสุดมีสไกป์มายังที่ประชุมของรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยบ้าง เพราะฉะนั้นผมจึง อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์กับพวกพ้องไม่พอครับ เลว ๒ เด้ง คือชี้นําจากบุคคลที่อยู่เหนือครอบงําท่านนายกรัฐมนตรี มีบางที่ก็บอกว่าเป็นการ ชี้นําจากนายใหญ่
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านนิยม เวชกามา ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ท่านประธานใช้ภาษาที่หยาบครับ ต้องถอนก็คือ เลว ๒ เด้ง ต้องถอนครับ นายกรัฐมนตรี เลว ๒ เด้ง ต้องถอนคํานี้ครับ
ท่านชินวรณ์ถอนได้ไหมครับ มันเป็นการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพนะครับ แล้วก็จะได้อภิปราย ประเด็นอื่นต่อไป
นายกรัฐมนตรีกี่เด้งครับ ฟังไม่ชัดที่ประท้วง
อันไหนนะครับ
ที่ประท้วงว่าอย่างไรครับ
เขาบอกว่าท่านพูดว่านายกรัฐมนตรีเลว ๒ เด้งนี่
เลว ๒ เด้งครับ ชัดเจน
ผมขอให้ถอนเรื่องนี้เถอะครับ
ครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ กี่เด้งก็แล้วแต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอถอนครับ เอาเป็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างความเสียหายให้กับระบบการเมือง ไม่รู้ว่าจะใช้คําพูด ว่าอย่างไรครับ แต่เขาบอกผมว่าท่านประธาน เขาบอกว่าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเป็นไปตามทฤษฎีหลอดกาแฟ ท่านประธาน เคยได้ยินไหมครับทฤษฎีหลอดกาแฟของเจ้ดอบอกไว้ว่า ๑. ต้องปลง ไม่บิดไม่เบี้ยว ถ้าบิดเบี้ยวใช้ไม่ได้ปรับออก ๒. ต้องเหนียว คือไม่รั่วระหว่างทาง ๓. ดูดได้หมดครับ ต้องส่งขึ้นมาได้หมด ซื่อสัตย์ในฐานะเหมือนทาสรับใช้ นี่คือทฤษฎีหลอดกาแฟครับท่านประธาน นี่หลังสุดนี้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ผมไม่ได้อภิปรายบุคคลเหล่านี้ แต่ผมจะพูด ให้เห็นว่านี่คือตัวอย่างของทฤษฎีหลอดกาแฟ และตัวอย่างของการเอื้อประโยชน์ที่พี่น้อง ประชาชนไม่สามารถไว้วางใจได้เลยครับ ท่านแรก นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นี้มีความสําคัญอย่างไร มีความสําคัญเพราะนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นั้นเป็นกรรมการบริหารพรรคความหวังใหม่ ต่อมา นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ก็มาร่วมกับพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร มาทํางานทางการเมืองร่วมกัน และ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ยังอาสาเข้าไปเป็นนายหน้าในการเจรจาซื้อขาย สนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่สําคัญ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ถ้าใครติดตามการเมืองในตอนนั้น ซึ่งผมเป็นคนติดตาม เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการควบรวมพรรคและนําไปสู่การควบรวม ประเทศ เพราะเป็นการเมืองที่อยู่ในวงจรอุบาทว์ไม่เคารพความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เขาบอกว่า นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นคนดิวส์ (Due) ให้ครับ ที่จะทําให้ พรรคความหวังใหม่
ท่านชินวรณ์มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๘ ครับ ผมเข้าใจว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจไปถึงรัฐมนตรีพงษ์ศักดิ์ได้อย่างไร ไหนครับ คํายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของท่านรัฐมนตรีพงษ์ศักดิ์ ท่านประธานต้องควบคุมนะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้พูดเลอะเทอะไปอย่างนี้ครับท่านประธาน
ผมกําลังอ่านดู เพราะผมเพิ่งขึ้นทําหน้าที่ผมเพิ่งได้เอกสารนี้
ผมพูดตามญัตติ
กําลังอ่านดู ไม่มีครับ ท่านชินวรณ์ประเด็นนี้ไม่ได้ครับ ถ้าไปประเด็นอื่นท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว
ใช่ครับ
ท่านพงษ์ศักดิ์ไม่มี ท่านทราบดีอยู่แล้ว ต้องไปประเด็นอื่น ไม่ได้ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดเลอะเทอะแบบทาสรับใช้ครับท่านประธาน แต่ผมพูดตามข้อกล่าวหาในญัตติที่ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีใช้อํานาจโดยตรงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นผู้แต่งตั้ง แต่ว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ ๒ เด้ง แล้วก็เหมือนที่ผมพูดเมื่อสักครู่ละครับ ก็สรุปว่านี่คือ ต่างตอบแทนเป็นประการแรก ท่านประธานให้หยุดแค่นั้นก็พอ ความจริงเยอะ คนที่ ๒ นี่ชัดเจนครับ ชัดเจนเลยครับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติจากศูนย์ข้อมูลประชาธิปไตยไทยแลนด์ ดิมอดเครซี วอทช์ (Thailand Democracy Watch)
ท่านชินวรณ์ครับ เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องประท้วง ท่านผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับการประชุม ข้อ ๖๑ เป็นเรื่องที่นอกเหนือจากประเด็นที่ หารือกันอยู่ ท่านประธานครับ ทางพรรคฝ่ายค้านเองก็ท้วงติงมาโดยตลอดว่าอยากจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบเอง แต่ท่านก็พาดพิงไป พาดพิงมา ถ้าเกิดว่าในที่สุดแล้วท่านรัฐมนตรี ที่ถูกพาดพิงต้องลุกขึ้นตอบท่านก็ประท้วงอีก นี่เป็นประเด็นปัญหาที่ท่านประธานต้องควบคุม ให้อยู่ในกรอบ เรื่องของการปรับ ครม. นี้ก็ชัดเจนว่าเป็นอํานาจ
คืออย่างนี้เขากําลังเอ่ยชื่อ ผมกําลังฟัง ยังไม่ได้ทันไปไหน เพียงแต่เอ่ยชื่อขึ้นมาผมกําลังฟังอยู่ ท่านชินวรณ์ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เชิญต่อครับ
ใช่ครับ ผมทําตามญัตติครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมบริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีภูมิปัญญา ไม่มีความสามารถ เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องนี่ครับยาว แล้วที่ผมพูดถึง ก็พูดตามข้อมูล คนที่ผมเอ่ยถึงท่านก็ไม่ได้เสียหายอะไรครับ แต่คนที่เสียหายคือ นายกรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบเอง ท่านต้องออกมาปฏิเสธเองว่าคนเหล่านี้ ท่านไม่ได้แต่งตั้ง ท่านก็ปฏิเสธสิ แต่นี่ท่านไม่ได้ปฏิเสธนี่ครับ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งข้อกล่าวหาท่านก็ต้องอดทนครับ แล้วให้คนที่ ถูกตั้งข้อกล่าวหานี้ได้ตอบ และที่สําคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ถ้าตอบ แล้วไม่มีความชัดเจน แม้ท่านจะอุ้มกันเป็นร้อยมือ นายกรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายในวันนี้ก็จะ อยู่ไม่ได้
คนต่อไปครับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เมื่อสักครู่ก็เจอกัน เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม จากศูนย์ข้อมูลไทยแลนด์ ดิมอดเครซี วอทช์ บอกว่ามีสายสัมพันธ์ ทางการเมืองถูกจัดให้อยู่ในโควตา (Quota) ในสายชินวัตร จันทร์ส่องหล้า ท่านประธานครับ นี่บ้านใหญ่ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าคุณชัชชาติก็เป็นคนดีครับ แต่วันนี้ผม ตั้งข้อกล่าวหาไว้ก่อนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต่างตอบแทน เตรียมการมหาโปรเจกต์ (Project) ใหญ่ กําลังจะให้คนไทยเป็นหนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปทําโครงการ มหาอภิโปรเจกต์ เพื่อให้เป็นหนี้กับคนไทยมหาอภิยาวนาน ๕๐ ปี ภายใต้การตั้งรัฐมนตรี ท่านนี้เข้าไปดูแลเพื่อที่จะให้ได้ดําเนินการในการทําโครงการนี้ตามสิ่งที่เขาพูดกันว่า ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทํา
คนที่ ๓ ครับ นี่สนิทสนมโดยตรงกับท่านนายกรัฐมนตรีเลย ผมก็สงสาร เพื่อนผมหลายคนนะครับที่เป็นนักการเมืองมาด้วยกัน ก็ถูกปรับออก ล้มหายตายจาก ไปหมดแล้ว เขาไม่ได้เคยเห็นความสําคัญกับนักประชาธิปไตยหรอก ถึงแม้ท่านประธาน จะออกมาต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีหรอกครับ เพราะบุคคลนี้ เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง ชื่อนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ จากการสํารวจของโพลล์ (Poll) ประชาชนไม่รู้จัก แต่นายแพทย์ประดิษฐเคยมีการดํารงตําแหน่งหลายตําแหน่ง เอาแต่ที่สําคัญคือเป็นผู้นําเข้าเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านในเครือแสนสิริ กรุ๊ป ท่านจําได้ไหม แสนสิริ กรุ๊ป ถ้าท่านจําไม่ได้ ว. ๕ โฟร์ซีซัน อย่างไรครับท่านประธาน เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยตรงเพราะมีการซื้อขายเฟอร์นิเจอร์ร่วมกันกับบริษัท เอสซี แอสเซส คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ก็ทําธุรกิจร่วมกัน ก็เอานักธุรกิจที่ทําร่วมกัน ก็มาต่างตอบแทนเป็นรัฐมนตรี ที่หมอชนบทจะประท้วงวันนี้ ไม่อยากจะลงลึกไปมากกว่านี้ครับว่าเขาเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่อง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างไรบ้าง แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าสมัยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี้ นายแพทย์ประดิษฐ สินธวรณรงค์ ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก เพราะเขาบอกว่าเป็นบุคคลคนหนึ่ง ที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ให้ความไว้วางใจและไปดํารงตําแหน่งหลายตําแหน่ง แต่นี่มัน ประเทศไทยครับท่านประธาน มันไม่ได้บริษัทของสกุลใดสกุลหนึ่ง มันจึงเอาตําแหน่ง รัฐมนตรีไปต่างตอบแทน ไปเอื้อประโยชน์กันไม่ได้ ผมไม่ไว้วางใจครับ
คนที่ ๔ ท่านประธานครับ เขาบอกว่าเป็นเด็กถือกระเป๋า ขอประทานโทษ ตามจริงท่านเป็นคนดี แต่ว่าคนถือกระเป๋าก็เป็นคนดีได้ แต่ว่าเกี่ยวข้องและสัมพันธ์โดยตรง วันนี้เมื่อรัฐมนตรีคนเก่าซึ่งเป็นบัดดี้ (Buddy) กันทําโครงการจํานําข้าวล้มเหลว ถูกปรับออกไป ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ให้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ คือท่านนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล นี่ชัดเจนเลยครับ เอ่ยชื่อนี้คนก็รู้จักกัน ทั่วประเทศว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง ท่านเกี่ยวข้องโดยตรงมาตั้งแต่ท่านมีส่วนเป็นผู้จัดการ ทั่วไป บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น ท่านเป็นประธานบริษัทในเครือ ทั้งหมดและหลังสุดเป็นรองประธานกรรมการบริหารกลุ่ม ชิน คอร์ปอเรชั่น เดี๋ยวผมจะพูดถึง คนสุดท้ายว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไรแก๊งนี้ และท่านประธานครับ คุณนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล ได้รับการเอื้อประโยชน์ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นคุณนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล จึงถือว่าเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน ถ้านายกรัฐมนตรีปฏิเสธ ว่าไม่ได้ตั้งขึ้นมาเองก็แสดงว่านี่คือเครือข่ายของระบอบทักษิณ กลุ่มต่อมาครับท่านประธาน เนื่องจากเวลาจํากัด นี่สด ๆ ร้อน ๆ ครับกลุ่มนี้ รัฐมนตรีชัยเกษม นิติสิริ เมื่อสักครู่ผมก็ดู ถามเพื่อน ๆ หลายคนว่านั่งอยู่ตรงไหน ก็ไม่มีใครรู้จัก แต่ผมคิดว่าคนที่ติดตามทางการเมือง ก็รู้จักท่านนี้ดีครับ ชัยเกษม นิติสิริ ได้ปูนบําเหน็จจากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ให้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านเคยเป็นอดีตอัยการสูงสุด และที่สําคัญคือไปเกี่ยวข้อง โดยตรงโดยมีคําสั่งไม่ฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่รัฐ ฟ้องร้องพันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นหนึ่ง ในฐานะคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ได้ร่วมทําคําวินิจฉัย เรื่องเสร็จ ที่ ๕๖๘-๕๖๙/๒๕๔๙ เกี่ยวกับโครงการสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๒ ตัว ๓ ตัว และท่านนี้ละครับก็ยังเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตคอร์รัปชัน จัดซื้อเครื่องตรวจจับ วัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ (CTX) อย่างไรครับ แล้ววันนี้ก็ได้รับการปูนบําเหน็จให้เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรม นี่ละครับ ผลงานของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านประธานครับ คนที่ ๖ คนที่ ๖ นี้ประวัติยาวนานเป็นข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองปลัด กระทรวงพาณิชย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นลิ่วล้อของระบอบทักษิณ ผมไม่มีเวลาลงรายละเอียดครับ แต่บุคคลผู้นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัทกุหลาบแก้ว ถ้าพูดถึงบริษัทกุหลาบแก้ว ท่านประธานคงจําได้ใช่ไหมครับ เป็นบริษัทหนึ่งที่เป็นส่วนสําคัญในการซื้อขายดาวเทียม ให้กับ บริษัท เทมาเส็ก ของสิงคโปร์ และร่วมไม้ร่วมมือกันกับแก๊งนี้ให้มีการซื้อขายนอก ตลาดไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศไทยแม้แต่สตางค์แดงเดียว นี่ละครับท่านประธานที่เขา ทนไม่ได้ท่านอย่าไปป้อยอท่านนายกรัฐมนตรีเลย สอพลอ แต่คนนี้ท่านประธานครับ เป็นข้อน่าสังเกตว่าเป็นส่วนสําคัญในการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายสมบัติชาติ ให้กับคนต่างด้าวและดําเนินการในการที่คิดดีล (Deal) มูลการค้า ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่ เสียภาษี วันนี้ก็ได้ดีครับ จึงกล้าออกมาตอบโต้กับอดีตนายกรัฐมนตรี และแม้แต่ลดตัวต่ําลง ไปตอบโต้กับโฆษกของพรรคประชาธิปัตย์เพราะมันแทงใจดํา วันนี้แน่จริงขึ้นมาตอบโต้กัน แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่หน้าที่คุณ ผมถามนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมยังไม่อภิปราย ขอให้ถึงเวลา คุณก่อน อยู่ในบัญชีแน่นอน คนสุดท้ายครับ มหกรรมของเครือข่ายระบบทักษิณเลย คนนี้เพิ่งได้รับการต่างตอบแทนสด ๆ ร้อน ๆ ครับท่านประธาน นางเบญจา หลุยเจริญ ครับท่านประธาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณเบญจา รวมทั้ง ๓-๔ ข้างหน้านี้ ท่านประธานครับ เขาเรียกว่าแก๊งขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เลยได้รับของขวัญมาอยู่ใน ครม. คนนี้เก่งมากครับ เป็นปากเป็นเสียงให้ทั้งครอบครัวเลยครับ นางเบญจา หลุยเจริญ นี่นะครับ จึงได้รับต่างตอบแทน มาตลอดเวลาครับ ถ้าไปดูประวัติได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ที่ได้ค่าโบนัสปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เอาไปแบ่งสันปันส่วน ท่านประธานครับ เป็นกรรมการ บริษัท ปตท. เป็นมือสําคัญที่ผมคิดว่าในแก๊งนี้มีผลงานแล้วครับ ๓-๔ คน ๕ คนนี้การันตี (Guarantee) ครับ ท่านประธานครับ การันตีเลยตั้งแต่เมื่อสักครู่ผมเลยเห็นชื่อรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายยรรยง พวงราช นายชัยเกษม นิติสิริ นางเบญจา หลุยเจริญ พวกนี้เรียกว่ามีผลงานรับประกันคุณภาพ ผมจึงเป็นห่วงมากว่าถ้าปล่อยให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์อยู่ต่อไปแก๊งนี่ละครับท่านประธานอาจจะนําไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในโครงการ อภิมหาโปรเจกต์และไม่ผิดกฎหมาย และไม่จ่ายภาษี และไปขายนอกตลาดด้วย เราคนไทย จะปล่อยให้เขาปู้ยี้ปู้ยําอย่างนี้อย่างไรครับ ผมจึงทําหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รู้ร้อนรู้หนาวหรือเปล่าครับ ผมเรียนกับ ท่านประธานครับ ขอเป็นประเด็นสุดท้ายเลยครับ
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่า เป็นประเด็นที่คนที่เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่านดูของเยอรมันหรือท่านดู ของใคร ๆ หลาย ๆ คนที่เขาประสบความสําเร็จ เขาก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนละครับว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากครับ พูดเอื้อประโยชน์ แต่รัฐมนตรีผมคิดว่าน่าจะไม่เพียงพอ หรอกครับท่านประธาน ผมอยากจะยกตัวอย่างครับ ยังครอบงําเอื้อประโยชน์ไปถึง ข้าราชการนะครับท่านประธาน ท่านประธานลองดูคลิปหน่อยไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
เอาสั้น ๆ เพียงแค่นี้นะครับ พอนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็คิดที่จะต่างตอบแทน ให้กับคนในครอบครัวเพื่อต้องการที่จะให้ พลตํารวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นไป เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อ้างว่าคนที่จะเหมาะสมที่จะเป็นเลขาธิการสํานักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติคือ พลตํารวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ก็รู้ว่า พลตํารวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ท่านเป็นคนดี ย้ายไปไหนท่านก็ไป ท่านก็ไม่โวยวายไปอยู่ สมช. ท่านก็ภูมิใจว่า ท่านเหมาะสม ท่านมา สมช. พอมา สมช. ท่านประธานครับ ยังโยกย้าย พลตํารวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ทีนี้แล้วเหมาะสมตรงไหนครับ ก็เหมาะสมที่ต้องการจะให้ พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร ขึ้นมาเป็นเลขาธิการ สมช. พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เป็นใคร ก็เป็นบุตรของนายปรีดา อดีตรัฐมนตรีประจํานายกรัฐมนตรี ที่มีอดีตนายตํารวจหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร หิ้วกระเป๋าตามหลัง อย่างไรครับ เห็นไหมครับ วนเวียนไปวนเวียนมาก็เป็นการเอื้อประโยชน์หมด นี่ที่ผม ตั้งข้อกล่าวหาว่าท่านทําลายระบบคุณธรรมทางการเมือง ท่านทําลายระบบคุณธรรม ของข้าราชการ เดี๋ยวนี้ระบบข้าราชการไม่มีใครที่จะพูดถึงและภาคภูมิใจว่าเป็นข้าราชการ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะท่านได้ใช้วิธีการบริหารแบบเอื้อประโยชน์เพื่อพวกพ้อง และที่น่าเจ็บใจที่สุดตัวแทนของความเลวร้ายในระบบคุณธรรมนี้ อยากจะให้ดูคลิปนิดหนึ่ง ครับ เพราะเป็นคนกล้าประกาศ คนกล้าประกาศในทางการเมือง พวกเราก็รู้ดีว่าใครเป็นคน กล้าประกาศว่าเป็นขี้ข้าแต่ในทางราชการ ดูคลิปหน่อยท่านประธานครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปวิดีโอ)
ท่านประธานครับ มีปัญหา หรือว่าตัดไปแล้ว แทรกแซงการตรวจสอบการทําหน้าที่ตั้งแต่วันยื่นญัตติจนถึงวันสุดท้าย ไม่เป็นไรครับ นายกรัฐมนตรีพูดได้อย่างไรครับ หลักนิติธรรม หลักนิติรัฐอะไรเมื่อคืน ปากกับพฤติกรรมไม่ตรงกันเลย ไม่เป็นไรครับเอาแค่นี้นะครับ ก็สรุปว่านี่ละครับ ที่มวลมหาประชาชนจึงต้องไปเยี่ยม บช.น. เป็นหมื่น ๆ คนเมื่อวานนี้
ประเด็นสุดท้าย ท่านนายกรัฐมนตรีมาพอดีเลย ตรงกับข้อกล่าวหาที่ผม กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีพอดีเลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีผมกล่าวหาท่านตอนที่ท่าน ไม่นั่ง ที่ผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีพอดีเลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมกล่าวหาท่าน ตอนที่ท่านไม่นั่ง ตอนที่ท่านไม่อยู่ว่าท่านพูดอย่างทําอย่าง ไม่ทําตามนโยบาย ท่านไม่ได้คิด เอง ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ ท่านหนีสภา ท่านหนีการตรวจสอบ ท่านเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ประเด็นสําคัญก็คือนายกรัฐมนตรี คนนี้ โกหกแม้กระทั่งตัวเองว่าเป็นนายกรัฐมนตรี ดูคลิปหน่อย
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาพูดว่าไม่ใช่นอมินี (Nominee) ไม่ใช่ โคลนนิ่ง (Cloning) แล้วท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอะไร เป็นนายกรัฐมนตรีตัวหนังตะลุงหรือ ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีดํารงตําแหน่งมา ๒ ปี ๔ เดือน ทักษิณสไกป์ โฟนอินเข้ามาทั้งหมด ๓๔ ครั้ง สไกป์เข้ามาทั้งที่ชุมนุมของเสื้อแดง สไกป์เข้ามาทั้งที่ประชุมของ ส.ส. สไกป์เข้ามา ทั้งที่ประชุมพรรค สไกป์เข้ามาทั้งที่ประชุมรัฐมนตรีของพรรค ใครนายกรัฐมนตรีตัวจริง มีตัวอย่างเยอะท่านประธานครับ ทักษิณสไกป์ขอให้ ส.ส. ดูแล ใครไม่รับผิดชอบจะไม่ส่งลง แม้วโฟนอินหาเสียงม็อบแดงจังหวัดสุรินทร์ ทักษิณสไกป์
ท่านชินวรณ์ครับ สักครู่ครับ ท่านประสิทธิ์ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ อภิปรายนอกประเด็น ให้ร้ายและเสียดสี และที่สําคัญที่สุดกล่าวให้ร้ายว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์คนนี้ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง ท่านนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการคัดเลือก ในการเลือกตั้งจากสภานี้ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน สไกป์เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ทักษิณหนุนเลื่อนกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นวาระเร่งด่วน เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ทักษิณหนุนเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นวาระเร่งด่วน แล้วก็มีเสียง โห่ร้องของ ส.ส. ว่าให้กลับมาอย่างเท่ห์ เท่ห์ ท่านประธานครับ เอาแค่นี้ครับสรุปว่า นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด เพราะถ้าเป็นเรื่อง การเมืองก็มีคนที่เป็นนายใหญ่สไกป์มา สั่งมา ถ้าเป็นเรื่องโยกย้ายข้าราชการก็เป็นเรื่องของ บ้านใหญ่สั่งมา ถ้าเป็นเรื่องงบประมาณก็เป็นเรื่องของเจ๊ใหญ่สั่งมา เพราะฉะนั้นจึงเหมือนมี นายกรัฐมนตรีหลายคน เป็นเรื่องที่ท่านอาจจะปฏิเสธว่าไม่ใช่นอมินี ไม่ใช่โคลนนิง แต่เป็น พฤติกรรมการบริหารของนายกรัฐมนตรีที่เหมือนไม่มีนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะออกมาลอยหน้าลอยตาประกาศกฎหมายใดก็แล้วแต่ วันนี้จึงเป็นที่มาที่คน เป็นจํานวนล้าน ๆ คนไม่เชื่อท่านนะครับ และที่สําคัญก็คือว่าพฤติกรรมที่ท่านทําที่ผ่านมา มันก็ต่างกับคําพูดอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครเชื่อท่านแล้วท่านนายกรัฐมนตรี ท่านลองออกจาก อํานาจท่านจะรู้สึกว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นอย่างไร พุทธภาษิตบอกไว้ว่าบุคคลที่โกหกไม่ทํา ความชั่วไม่มี บุคคลที่ทําความชั่วแล้วรู้ด้วยตัวเองย่อมให้อภัยได้ แต่บุคคลที่ทําความชั่วแล้ว ยังเอื้อประโยชน์ให้เกิดความชั่วมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ภาษิตโบราณก็บอกว่า ผู้และขยันนั้นต้องพาไปประหารชีวิต ท่านนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะพาไป ทําอะไรครับ ผมไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นตัวแทน ระบอบทักษิณสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติบ้านเมืองตั้งแต่วินาทีเป็นต้นไปครับ ขอบคุณครับ
ท่านเฉลิมใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหายนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ เสียงแห้งไปหน่อย ผมนั่งฟังตั้งแต่เช้าก็นึกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีทีเด็ด ปรากฏว่าเอาเรื่องปี ๒๕๔๙ มาอภิปราย
มีผู้ประท้วงครับ ท่านครับ ท่านนายแพทย์สุกิจประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงคุณเฉลิม ตามข้อ ๖๓ ท่านไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้มีการพาดพิงท่านเลยครับ ผมฟังตลอด ท่านนี่ไม่ฟัง ท่านอยู่นอกห้อง ผมนั่งอยู่ฟังอยู่ตลอดไม่มีการพาดพิงถึงนายเฉลิม อยู่บํารุง เลยครับ
เชิญท่านนั่งลงครับ นายแพทย์สุกิจ คืออย่างนี้เมื่อสักครู่ในการอภิปรายมันมีคลิปที่พูดถึง ท่านเฉลิมผมฟังอยู่ ท่านเอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหายในคลิปนะครับ เอาประเด็น ที่ท่านเสียหายในคลิป
พลตํารวจเอก เพรียวพันธุ์ ผมเป็นประธาน ก.ตร. ผมก็มีชาติตระกูลไม่แพ้หมอนี่ครับ
ท่านเฉลิมมีผู้ประท้วง เชิญนายแพทย์สุกิจท่านประท้วงเมื่อสักครู่ผมได้วินิจฉัยแล้วนะครับ ประเด็นเมื่อสักครู่ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านเสียดสีผมครับ ผมไม่ต้อง ให้ถอนหรอกครับ ท่านประธานตักเตือนแล้วก็ท่านประธานต้องฟังการประท้วงของผม นะครับเมื่อสักครู่ ถึงท่านจะวินิจฉัยไปแล้วแต่ท่านเฉลิมไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องการโยกย้ายอะไร เขาถามท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนรับผิดชอบสูงสุด วันนี้เขาอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบเองครับ คนอื่นตอบแทนไม่ได้ ทั้งนั้นครับ
คืออย่างนี้ ผมไม่ให้ใครตอบแทนใคร ผมอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญมาดี ทีนี้มันเป็นสิทธิ พาดพิง เมื่อสักครู่มันมีรูปของท่านเฉลิมออก แล้วกําลังมีคนพูดถึงท่านเฉลิมในทีวีที่มีในคลิป เชิญครับ
ผมไม่ได้ตอบแทนท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเก่งของท่านอยู่แล้ว แต่ว่าหมอไม่รู้เรื่อง การแต่งตั้ง ผบ.ตร. นี้เขาต้องเริ่มจาก ก.ตร. ผมเป็นประธาน ก.ตร. ผมเป็นคนคัดเลือกจาก คณะกรรมการ ก.ตร. แล้วผมไม่เสียหายได้อย่างไร ถ้าคุณกล้าพูดถึงผมคุณต้องกล้าฟัง ที่พูดกันมานี่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ผมยังไม่เห็นชื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางเบญจา หลุยเจริญ ผมไม่ได้เห็นชื่อ ชัยเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถูกไม่ไว้วางใจด้วย คุณก็พูดกันเป็นวรรคเป็นเวร อย่างนี้เขาเรียกว่าไร้มาตรฐาน ถ้าคุณจะ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ใส่ไปสิครับ
ท่านเฉลิมมีผู้ประท้วง เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพท่านที่กําลังชี้แจงอยู่ครับ ท่านชี้แจงมาท่านยังไม่ เสียหายตรงไหนเลยครับ นั่นคือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ท่านบอกว่าท่านเสียหายแล้วจําเป็นต้องใช้สิทธิชี้แจง สิทธิพาดพิง ท่านประธานต้องวินิจฉัย สภาจะได้เดินหน้าได้ มีผู้อภิปรายอีกเป็นจํานวนมากครับ แล้วทุกคนอยากฟังท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
คืออย่างนี้ท่านเฉลิมครับ ด้วยความเคารพท่านอื่น เดี๋ยวผมให้ท่านชี้แจง ท่านถูกพาดพิง เอาเฉพาะประเด็นของท่านครับ
นี่ผม ยกตัวอย่างให้เห็นว่าพรรคที่อ้างว่ามาตรฐานมันไม่ใช่ และไปพูดทุกคํา แต่ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรถูกริบทรัพย์ ยึดทรัพย์ คําพิพากษา หน้า ๒๑๘ เขาบอกให้ทรัพย์ตกเป็น ของแผ่นดิน ไม่ใช่ผิดอาญา เป็นคดีแพ่งและพาณิชย์
ท่านเฉลิมครับ คืออย่างนี้ครับ ผมอนุญาตเฉพาะประเด็นที่ท่านได้ออกคลิปเมื่อสักครู่ ประเด็นอื่นไม่ได้ครับ ไม่ได้จริง ๆ ครับท่าน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี
ท่านสมบูรณ์ มีผู้ประท้วงอย่างนี้ ท่านเฉลิมก็จะไปไม่ได้ ท่านต้องเอาประเด็นที่ท่านบอก เสียหาย ท่านสมบูรณ์จะประท้วง
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานนะครับ
ข้อที่ ๑ ท่านประธานต้องควบคุมอย่าให้สมาชิกซึ่งอาจจะอยู่ในอาการมึนเมา เข้ามาชี้แจงหรืออภิปราย
ข้อที่ ๒ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าพรรคเพื่อไทยแต่งตั้ง นายเฉลิมเรายินดีที่จะอภิปรายนายเฉลิม แต่วันนี้เราอภิปรายนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะฉะนั้นให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรตอบเถอะครับ ให้เขาได้แสดงปัญญาของ ท่านนายกรัฐมนตรีบ้างครับ
คืออย่างนี้ท่านสมบูรณ์ เมื่อสักครู่มันมีคลิปผมนั่งดูอยู่ตลอดว่ามันมี ก็ท่านบอกท่านเสียหาย ก็ให้ท่านพยายามบอกว่า ท่านเสียหายตรงไหน ท่านอย่าเถียงกันสิครับ ใจเย็น ๆ ผมก็พยายามบอกท่านแล้วว่าให้ท่านบอกตรงนั้นเสียหายก็ชี้แจงมา
ผมไป เฉาะสมองมาหมอห้ามดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) โดยเด็ดขาด ถ้าใครคนพูดอย่างนั้น เขาคิดเอง ผมเรียนอย่างนี้ท่านประธาน ผมเป็นประธาน ก.ตร. ผมเป็นตํารวจ ผมเคยเป็น สารวัตรแผนก ๔ กองกํากับการ ๒ เขาเรียกสารวัตรประเทศไทย ผมรู้จักตํารวจเยอะ ผมรู้ใครมีความสามารถ เมื่อออกมาเล่นการเมืองผมก็ติดตามเรื่องตํารวจ ไม่เหมือนพวกที่ ไม่รู้จักตํารวจแล้วอวดรู้ คุณเพรียวพันธ์เขาปราบยาเสพติดเก่ง เขาทํางานดี พวกที่ไม่รู้จัก ตํารวจ แล้วอวดรู้ คุณเพรียวพันธ์เขาปราบยาเสพติดเก่ง เขาทํางานดี พอวันหนึ่งมีการปฏิวัติ พวกปฏิวัติย้ายเข้ามาประจําทําเนียบ
ท่านเฉลิมผู้ประท้วงแล้ว ผมบอกท่านมันไปไม่ได้ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วง ท่านประธานครับ ท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้วว่าท่านเฉลิม อยู่บํารุง ได้ลุกขึ้นมา ท่านไม่มี ส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ไม่มีหน้าที่ชี้แจง การอภิปรายของเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้นะครับ เป็นการอภิปรายโดยตรงถึงท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนถ้าท่านประธานจะให้ท่านเฉลิมชี้แจงได้ ต้องเป็นประเด็นที่พาดพิง แล้วก็มีส่วนที่ทําให้ท่านเฉลิมเสียหาย แต่ผมยังไม่เห็น การอภิปรายของเพื่อนสมาชิก
ท่านอย่าตอบโต้กันสิครับ
เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะอนุญาต ให้ท่านเฉลิมชี้แจงได้ต้องเป็นประเด็นที่พาดพิงและเกิดความเสียหายกับท่านเฉลิม ท่านประธานต้องใช้ดุลยพินิจที่เป็นกลางเหมือนที่ท่านประธานเคยเป็นนะครับ ด้วยความ เคารพท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ท่านสาธิต ผมเป็นกลางอยู่แล้ว เมื่อสักครู่ผมถึงบอกให้ท่านตอบมาให้ได้ว่า ท่านเสียหายตรงไหน เฉพาะประเด็นผมก็ย้ําไปหลายครั้ง ท่านเฉลิมท่านต้องบอกเสียหาย ตรงไหนก็ว่าเลยครับ ต่อไปไม่ได้ มันประท้วงอย่างนี้ เอาเฉพาะท่านเสียหายพอแล้วครับ
เหมือนกับว่าท่านนายกรัฐมนตรีสั่งผมให้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เอาญาติพี่น้องขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. ก็แสดงว่าผมเป็นคนชั่ว เหมือนกับพวกโกงครุภัณฑ์ ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้นนี่ครับ
อย่างนี้ครับ เขาประท้วงอีกแล้ว ผมว่าพอสมควรแล้ว ก็อย่างนี้ท่านมันไปไม่ได้ ท่านชี้แจง พอสมควรแล้ว คืออย่างนี้ท่านเฉลิมครับ ยังมีอีกหลายท่านจะขอใช้สิทธิพาดพิง ซึ่งเมื่อสักครู่ ไปแตะหลายท่านมาก ผมว่าท่านพอแล้ว ดูสิก็ประท้วงอีกเป็นสิบ ก็ไปไม่ได้แบบนี้ คือไม่ได้ แล้วครับท่านเฉลิม ท่านต้องบอกว่าท่านเสียหายตรงไหน ถ้าอย่างนั้นเขาประท้วงอย่างนี้มันก็ ประชุมไม่ได้ ท่านสรุปเลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมไม่อนุญาตแล้ว ไม่อนุญาตแล้วจริง ๆ นะครับ
สรุปครับ ที่ตั้ง พลตํารวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ เพราะเป็นคนที่ถูกกลั่นแกล้ง ถูกปฏิวัติ โดยรัฐประหาร ก็ถูกย้าย เขาเสียอาวุโส เขาฟ้องศาลปกครอง เขาได้กลับมาก็อาวุโส ผมก็เห็นว่า
พอแล้วครับ ก็อย่างนี้ประท้วงกันตลอด พอแล้วครับ พอสมควรแล้ว ท่านได้ชี้แจง ท่านอย่าเถียงกันเองสิครับ นั่งลงครับ ๆ ผมไม่อนุญาตแล้วท่านอื่นนั่งลงครับ จะอนุญาต ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอื่นนั่งลงครับ ไม่อนุญาตท่านอื่น นั่งลงครับ พอแล้วครับท่านเฉลิมพอแล้วครับ พอสมควร
ท่านผู้ใช้สิทธิ พาดพิงเสร็จหรือยังครับ เพราะท่านพาดพิงพวกผม ผมก็จะใช้สิทธิ เอาประเด็นตํารวจก่อน นะครับ อยู่ดี ๆ ท่านก็ลุกขึ้นมาอ้างเรื่องการตั้ง ผบ.ตร. ท่านไม่ใช่นายกรัฐมนตรีนะครับ ก.ต.ช. เป็นคนตั้งครับ ไม่ใช่ ก.ตร. ไม่รู้กฎหมายหรือครับ เห็นชอบบอกนักหนาว่า ก.ต.ช. มอบหมายกันไม่ได้ แล้วไปเกี่ยวอะไรกับท่าน ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านก็พูดว่าท่านพลตํารวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ชํานาญ เรื่องยาเสพติด สมัยพวกผมก็มอบให้ท่านทําเรื่องยาเสพติดครับ อันนี้ก็เรียนให้ทราบให้เป็น ข้อเท็จจริง
ส่วนประเด็นที่ท่านบอกว่าพวกกระผมอภิปรายไม่มีมาตรฐานไปเอาเรื่อง ปี ๒๕๔๙ มาพูด ท่านประธานครับ ผมโยงข้อเท็จจริงปี ๒๕๔๙ แต่ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี กับการบริหารราชการแผ่นดินของท่านในวันนี้ ว่าสิ่งที่ท่านเคยไปกล่าวต่อศาลไว้ วันนี้ ดีเอสไอ (DSI) มีคนไปร้องว่าท่านเบิกความเท็จ มันเป็นอย่างไรกันแน่ นายกรัฐมนตรีไม่ยอมตอบ บอกว่าศาลตัดสินแล้วต้องเคารพ ทําไมเพิ่งมาเคารพศาลวันนี้ละครับ ผมก็ต้องการ จะยืนยันครับ ส่วนมาตรฐานท่านเฉลิมผมก็ไม่เอาหรอกครับ ที่มาอภิปรายผมยืดยาว อ้างจิ้งจกตัวเดียวในทําเนียบรัฐบาล ป.ป.ช. เขาก็ยกคําร้องไปแล้ว
เชิญท่านเบญจาครับ ท่านอื่นไม่อนุญาตแล้ว ท่านไม่เสียหายหรอกครับ ตอบโต้ทีละท่านครับ
ผมเสียหาย
ท่านอื่นนั่งลงก่อน อนุญาตนายกรัฐมนตรี ท่านพิเชษฐ์นั่งลง นั่งลงครับ ท่านเฉลิมพอแล้ว เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมไม่อนุญาตท่านแล้วครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีค่ะ ขออนุญาตพาดพิงถึงประเด็นในเรื่องของกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนของการดูแลในส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ณ ขณะนั้น ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ดํารงตําแหน่งในฐานะรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ดูแล ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งในส่วนของการดูแลฝ่ายความมั่นคงนั้นก็ได้มีส่วนในการกํากับในเรื่องของ สภาความมั่นคงแห่งชาติและสํานักงานตํารวจแห่งชาติค่ะ ซึ่งในส่วนของการดูแลเรื่องของ การโยกย้ายต่าง ๆ นั้นก็ได้รับการพิจารณามาจากหน่วยงานเป็นขั้นตอนค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพนะคะ แล้วก็ตลอดจนท่านสมาชิก คือดิฉันขอชี้แจงในกรณี ที่มีการพาดพิงถึงตัวดิฉันเมื่อสักครู่ กรณีที่มีท่านสมาชิกกล่าวว่าตัวดิฉันได้รับผลประโยชน์ จากการที่ทางรัฐบาลได้แต่งตั้งให้เข้าไปเป็นกรรมการในบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) แล้วก็ ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) นะคะ ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก และตลอดจนประชาชนได้เข้าใจอย่างชัดแจ้งด้วยนะคะ ดิฉันได้เข้ารับการแต่งตั้ง ให้เป็นกรรมการในบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) แล้วก็ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) โดยรัฐบาลในสมัยท่านนะคะ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ชื่อกรณ์ จาติกวณิช นะคะ และดิฉันก็เข้าไปในฐานะผู้แทนของกระทรวงการคลังค่ะ
เชิญครับ พาดพิงท่านใดก็เชิญชี้แจง เชิญท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ถูกพาดพิงในเรื่อง ของการแต่งตั้งคนคุ้นเคยเข้ามาปูนบําเหน็จรางวัลนะครับ กระผมต้องขออนุญาตเรียนว่า เรื่องนี้ก็ทําให้เกิดความเสียหายกับทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาและผู้แต่งตั้งนะครับ ต้องขอกราบเรียน อย่างนี้ครับว่า จากที่ได้มีประสบการณ์ในการทํางานมา ๓๕ ปี ๓๖ ปีนี้นะครับ ผมได้พบ อย่างหนึ่งนะครับว่า ในการบริหารงานให้ประสบความสําเร็จ ผู้นําจะต้องมีคุณสมบัติ และทําในสิ่งต่อไปนี้ ๓-๔ ประการงานถึงจะสําเร็จได้นะครับ ข้อแรกเลยนะครับ ผู้นําต้องมี วิสัยทัศน์ สามารถที่จะมองอนาคตอันไกล สามารถที่จะวางแผน สามารถที่จะทํายุทธศาสตร์ และที่สําคัญอีกอันคือต้องหาคนมาทํางานให้งานนั้นประสบความสําเร็จได้ อยากกราบเรียน อย่างนี้ครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ มีแผนงาน และได้ทํางานร่วมกับ คณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด อีกความสามารถหนึ่งของท่านนายกรัฐมนตรีก็คือการหาคน มาทํางานครับ การหาคนมาทํางานนี้
ท่านรัฐมนตรี มีผู้ประท้วง เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ท่านต้องควบคุมการประชุมครับ ที่สําคัญผมคิดว่าท่านประธานได้ฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจง สักนิดเดียวท่านน่าจะพอพินิจพิเคราะห์ได้ว่าท่านกําลังชี้แจงนอกประเด็น ถ้ารัฐมนตรีอื่น จะลุกขึ้นชี้แจงจะต้องชี้แจงกรณีที่ถูกพาดพิงและทําให้เสียหาย ไม่ใช่ลุกขึ้นมาชี้แจง เชียร์นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าท่านประธานก็ฟังเข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ เป็นมาตรฐานว่าหลังจากนี้รัฐมนตรีท่านใดจะมาชี้แจงก็เฉพาะส่วนที่โดนพาดพิงและทําให้ เสียหาย ถ้าเขาชื่นชมรัฐมนตรี รัฐมนตรีไม่ต้องชี้แจงครับ ถ้าเขาพาดพิงนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีตอบเองครับ ท่านรัฐมนตรีท่านอื่นท่านนั่งเฉย ๆ เถอะครับ สภาจะได้ดําเนินไป ด้วยความเรียบร้อย จะได้ทํางานด้วยกันได้นะครับ ขอบพระคุณครับ
คืออย่างนี้เมื่อสักครู่ก็มีผู้ประท้วงแล้วว่าไม่อยากให้พาดพิงไปถึงบุคคลอื่น เพราะให้อภิปราย นายกรัฐมนตรี แต่ท่านชินวรณ์ ก็ด้วยความเคารพท่าน เพราะเขาบอกว่าถ้าพาดพิงต้องให้สิทธิ ใครไปเอ่ยชื่อเขา เขาเสียหาย เขาก็ใช้สิทธิ ผมกําลังฟังอยู่ว่าเขาเสียหายตรงไหนนะครับ คนละ ๑ นาที ๒ นาที ๓ นาทีเองครับ เชิญครับ ท่านไม่ต้องประท้วง เชิญรัฐมนตรีเลยครับ
ก็ขออนุญาตต่อนะครับ ความสามารถการหาคนเป็นเรื่องสําคัญถึงจะ ทําให้งานสําเร็จนะครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เป็นคนทํางานมาจนบัดนี้ มีประสบการณ์ในการ ทํางานมากมาย รวมทั้งผู้ที่ถูกพาดพิงข้างต้นด้วยนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าจะให้เขา มาทํางานอะไร แล้วถึงจะไปหาคนที่เหมาะมาทํางานได้การกล่าวหาว่าผมได้รับตําแหน่ง เป็นการปูนบําเหน็จรางวัลนั้นทําให้ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจผิด ทําให้ผมเกิดความเสียหาย กับชื่อเสียงของตัวเองที่ทํางานมาตั้งเกือบ ๔๐ ปี เพราะฉะนั้นความเสียหายนี้ต้องขออนุญาต ชี้แจงแก้ไขว่าท่านนายกรัฐมนตรีเลือกบุคคลมาทํางานนี้ เลือกคนที่มีความรู้ความสารถ มีประสบการณ์สามารถที่จะทํางานให้สําเร็จได้ครับ ขออนุญาตขอบพระคุณครับ
เชิญประท้วงครับ คืออย่างนี้เมื่อสักครู่นี้ไปเอ่ยชื่อหลายท่าน ผมก็ต้องฟังท่านว่าท่านเอ่ยชื่อ เรื่องอะไรนะครับ เพราะไปแตะทุกคนเขาก็ใช้สิทธินะครับ เพราะเอ่ยชื่อ ท่านกุลเดช
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็จะประท้วงท่านรัฐมนตรีที่ขึ้นชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ละครับ เผอิญว่าชี้แจงจบไปแล้ว ผมว่าท่านเก่งท่านถูกเลือกมานี้ ท่านน่าจะคิดได้นะครับ เมื่อสักครู่นี้มีผู้ประท้วงแล้วว่า ถ้าไม่ได้พาดพิงท่าน ท่านไม่ควรจะขึ้นมาชี้แจงท่านก็ยังดื้อรั้นที่จะชี้แจง ถ้าท่านลําบากใจ ท่านก็ลาออกไปสิครับ
ท่านกุลเดช ไม่ได้ ถ้าประท้วงอย่างนี้ไม่ถูก คืออย่างนี้ พอไปพาดพิง ผมก็ต้องฟังเมื่อสักครู่ ไปกล่าวหาว่าไปตอบแทนบุญคุณอะไรนี้ ก็ต้องให้ชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตอบแทนบุญคุณอะไร เพราะฉะนั้นท่านจะไปไล่ให้คนอื่นลาออกไม่ได้ ท่านประท้วงอย่างนี้ไม่อนุญาต ผมไม่ให้
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เอ่ยชื่อ นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล เลยเมื่อสักครู่
มีครับ ท่านกุลเดช ผมทําหน้าที่ประธานผมนั่งฟัง ถ้าไปเปิดเทปถ้าไม่มีผมลาออกจากสภา ผู้แทนราษฎรวันนี้เลย ผมไม่เข้าข้างใคร อย่าส่งเสียงดัง ท่านครูมานิตย์นั่งลง ไม่อนุญาตแล้ว คืออย่างนี้ ประชุมมาตั้งนานแล้วยังเป็นเรื่องเดียวอยู่นี่ เชิญนายแพทย์ประดิษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กระผมใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพมา ตามที่ได้มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านได้มีการกล่าวถึงว่า การได้เข้ามา ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของกระผมนั้น เป็นผลประโยชน์ตอบแทน จากถึงท่านนายกรัฐมนตรีนั้น กระผมขอนําชี้แจงมาว่าเป็นข้อไม่เท็จจริงทั้งนั้น เพราะว่า เนื่องจากกระผมและท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ ร่วมกันหรือต่างตอบแทนแต่อย่างใด นอกจากนี้การมาดํารงตําแหน่งของผมเองก็ได้ยุติ บทบาททางธุรกิจไปหมดแล้ว ก็ไม่เคยมีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด การมาดํารง ตําแหน่งของกระผมนั้นเป็นการพิจารณาของท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการที่พิจารณา จากคุณสมบัติของตัวกระผม ซึ่งเคยดํารงตําแหน่งอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้อํานวยการในเรื่องของศูนย์คอมพิวเตอร์ สํานักงานต่างประเทศ นอกจากนี้ก็มีประวัติ ที่จบแพทยศาสตร์ศึกษา จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จบการบริหารงาน สาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ ในส่วนตัวกระผมเองนั้น การมาร่วมการทํางานกับรัฐบาลนั้น เป็นเพราะว่ากระผมเองมีความเชื่อมั่นและศรัทธา ในการทํางานของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นะครับ เป็นเรื่อง ของความเชื่อมั่นและเลื่อมใสในการทํางานของท่านเท่านั้นครับ ขอบคุณครับ
ยังเหลืออีก ๒ ท่าน อย่างนี้นะครับ ต่อไปอย่าไปแตะนะครับ มันยาว สั้น ๆ นะท่าน ท่านละ ๑ นาทีแล้ว เฉพาะประเด็นเสียหาย
ผมกราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพแล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย นะครับ ผมก็ขออนุญาตใช้สิทธิที่ถูกพาดพิงนะครับ ว่าผมเข้ามาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมนั้นนี้นะครับ ด้วยการที่ได้กระทําการหลายประการ ที่เอ่ยถึงอยู่ ๓ เรื่อง ด้วยกันนะครับ ว่าเป็นเพราะเรื่องที่ได้มีกรณีที่ คตส. สั่งฟ้องท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ แล้วก็ผมเป็นคนที่สั่งไม่ฟ้อง
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องที่บอกว่าเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ไปตัดสิน เรื่องคดีสลากกินแบ่งรัฐบาลนะครับ ก็คือเรื่องหวยใต้ดินหรือหวยออนไลน์ (Online) นะครับ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องคดีซีเกท (Seagate) ซึ่งการที่กล่าวในลักษณะอย่างนี้ต้องเรียนว่า ทําให้ประชาชนเข้าใจผิด แล้วก็คิดว่าผมนั้นมีผลประโยชน์นะครับ จากการที่ได้ดําเนินการ ในเรื่องต่าง ๆ นั้น ผมขอเรียนให้ทราบว่าท่านที่ได้กล่าวพาดพิงในเรื่องนี้ได้กรุณา ไปตรวจสอบดูนะครับว่า ในสมัยที่ผมดํารงตําแหน่งอัยการสูงสุดอยู่นั้น กระผมได้กระทํา เรื่องอะไรบ้าง สั่งฟ้องเรื่องอะไร และไม่ฟ้องเรื่องอะไร ท่านจะรู้ว่าผมมีทั้งเรื่องที่สั่งฟ้อง ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ และเรื่องทั้งที่ไม่สั่งฟ้องท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่การสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องคดีนั้น ต้องเรียนว่ามันไปตามเหตุผลในคดีนะครับ ตามพยานหลักฐานในคดี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมได้ทําหน้าที่ในฐานะอัยการสูงสุดในขณะนั้นได้สมบูรณ์ที่สุดแล้วครับ
ส่วนเรื่องเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็ตัดสินนั้น ต้องเรียนว่า คณะกรรมการกฤษฎีกานั้นผมไม่ได้ทําหน้าที่แต่เพียงผู้เดียว ต้องเรียนว่าเป็นรูปของ คณะกรรมการนะครับ เหมือนกับท่านวินิจฉัยอะไรในสภานี้ละครับ เป็นเรื่องของเสียง ข้างมากในการที่จะตัดสินในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ทําความเข้าใจ ในเรื่องนี้ด้วย
ส่วนเรื่องที่ซีทีเอ็กซ์ (CTX) นั้นท่านบอกว่าผมได้ร่วมในเรื่องของ การถูกกล่าวหาว่ากระทําทุจริตในคดีซีทีเอ็กซ์า กรุณาทราบข้อเท็จจริงและกรุณาหยุดกล่าว ลักษณะอย่างนี้ เพราะจะทําให้ผมเสียชื่อเสียง เพราะประชาชนจะเข้าใจผิด ผมถูกกล่าวหา ว่ามีการทุจริตในเรื่องซีทีเอ็กซ์ ผมยอมรับในเรื่องนั้น แต่เรื่องนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้มีคําสั่งให้ยุติคดีไปเรียบร้อยแล้วสําหรับทุกคนในคดีซีทีเอ็กซ์ เพราะฉะนั้นโปรดกรุณาทราบและเข้าใจว่าไม่มีเรื่องนี้มาเกี่ยวข้อง ผมเรียนได้ว่าสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ผมได้มีโอกาสได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมนั้น ท่านได้พูดกับผมอย่างหนึ่งว่าท่านนิยมชมชอบที่ผมนั้นกระทําอะไรตรงไปตรงมานะครับ เพราะฉะนั้นผมก็มีความภูมิใจ ผมเรียนได้อย่างนี้ว่าการที่ผมมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวง ยุติธรรมนั้น เพราะผมถือว่าผมเป็นการเสียสละในเรื่องส่วนตัวด้วยซ้ํา ผมเสียประโยชน์ มากมาย ผมลาออกจากทุกตําแหน่งที่ผมดํารงตําแหน่งอยู่ก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม
พอสมควรแล้วท่าน เชิญอีกท่านหนึ่ง สั้น ๆ นะครับ อย่าไปแตะหลายคนก็เป็นอย่างนี้
เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านชินวรณ์ลุกขึ้นมาอีกแล้ว เชิญครับ พาดพิงอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขอสั้น ๆ นิดเดียวครับ เพราะว่าท่านลุกขึ้นยอมรับกันทุกคนว่าท่านเป็นผู้เสียหายทั้ง ๗ ท่าน ผมก็ดีใจครับ แต่ว่าท่านก็แก้ตัวของท่านว่าท่านทั้งหลายทั้งเก่ง ทั้งดี ก็ไม่เป็นไรครับ พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศไทยก็จะได้รู้ว่าทําไมประเทศไทยต้องแต่งตั้งคนเก่ง คนดีกลุ่มนี้ แต่ว่าสิ่งที่ผม อยากจะได้ฟังจริง ๆ ไม่อยากฟังจากท่านรัฐมนตรีเหล่านี้เลย เพราะผมพูดตั้งแต่เบื้องต้น แล้วว่าผมไม่ได้อภิปรายท่าน ผมอภิปรายนายกรัฐมนตรีว่าท่านแต่งตั้ง
คืออย่างนี้ท่านชินวรณ์ด้วยความเคารพ ท่านอภิปรายซ้ําไม่ได้ ถ้าท่านเสียหาย ท่านบอกว่า ท่านเสียหายประเด็นไหนท่านแก้ไปเลยครับ แต่ว่าอภิปรายซ้ําไม่ได้มันผิดหลักการ เชิญครับ
ไม่ซ้ําแล้วจบแล้วครับ คือประเด็นของผมมีนิดเดียวครับท่านประธาน คือประเด็นที่ผมถามนี้ผมจะถาม ให้นายกรัฐมนตรีตอบ แต่ว่านายกรัฐมนตรีไม่ตอบก็ไม่เป็นไรครับ ทั้ง ๗ ท่านก็ตอบแล้ว คนไทยทั่วประเทศจะได้เห็นเครือข่ายที่ชัดเจนครับ
คือที่ผมให้ตอบ เพราะว่าเขาเสียหายก็ให้สิทธิพาดพิง เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้อง ขออภัยท่านประธานนะครับ ถ้าหากผมอภิปรายไปตามสมควรแล้วต้องขออนุญาตดื่มน้ํา เพราะว่าผมไม่ค่อยสบาย เป็นหวัดอยู่ในขณะนี้ แล้วก็ก่อนที่จะเริ่มอภิปรายในญัตติ ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีก็ขออนุญาตพาดพิงไปถึงเพื่อนของผมท่านชินวรณ์ ที่เพิ่งอภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ คําอภิปรายของท่านชินวรณ์ก่อให้ผมเกิดความสังเวช เมื่อผมเกิดความสังเวชแล้วผมก็ดวงตาเห็นธรรม ดวงตาเห็นธรรมว่าท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย ที่นั่งอยู่บนที่นั่งของท่านในขณะนี้ไม่มีท่านใดเลยครับที่เข้ามาสู่ตําแหน่งด้วยการที่ไม่เคย เกี่ยวข้องกับธุรกิจของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ไม่มีจริง ๆ ผมเลยดวงตาเห็นธรรมว่า ที่ท่านได้รับการแต่งตั้งนั้นมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ของคนในตระกูลชินวัตรทั้งสิ้น ผมไม่ยืนยันข้อเท็จจริง ผมไม่ทราบว่าท่านอัยการสูงสุดในอดีตท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมในขณะนี้ท่านสั่งคดีไปเท่าไร เป็นบวก เป็นลบกับคุณทักษิณเท่าไร แต่ท่านก็ยอมรับว่า ท่านเคยเกี่ยวคดีของคุณทักษิณ ชินวัตร ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและ หลายท่าน แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ยืนยันว่าเคยทําธุรกิจด้วยกัน แต่ว่าเดี๋ยวนี้ท่านไม่ทําธุรกิจแล้ว มันชัดเจนครับ ผมเลยบอกว่าพอผมฟังท่านชินวรณ์พูดไป ๆ ผมเกิดความสังเวช พอสังเวชปั๊บมนุษย์ก็เกิดดวงตาเห็นธรรมว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องธุรกิจ ของตระกูลชินวัตรทั้งสิ้น ที่ผมต้องกราบเรียนต่อไปจะบอกท่านว่าเมื่อทุกคนผสมปนเป เดินทางมาพบกันอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของคุณทักษิณ ชินวัตร และผมจะอภิปรายต่อไปว่า แล้วพวกท่านที่นั่งอยู่บนนี้ท่านมานั่งทําอะไรกันต่อประเทศนี้ ท่านกําลังมาปกป้อง นายกรัฐมนตรี ธุรกิจของนายกรัฐมนตรี หรือท่านกําลังมาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เดี๋ยวเราจะรู้กัน แต่ว่าก่อนที่ผมเริ่มต้นอภิปราย ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพไปถึง ร้อยตํารวจเอก เฉลิม สักนิดเถอะครับ ที่ต้องเรียนถึงร้อยตํารวจเอก เฉลิม สักนิดหนึ่ง ก็เพราะว่าที่ท่านเฉลิมพูดมาสักครู่ว่ากรณีริบทรัพย์สินของคุณทักษิณเป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่ คดีอาญา ผมไม่โกธรท่านนะครับเพราะว่าสติสตังท่านในระยะหลังนี้อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก
ท่านนิพิฏฐ์อภิปรายนายกรัฐมนตรีอยู่ครับ เดี๋ยวจะมีคนใช้สิทธิพาดพิงมันเสียเวลาครับ
ท่านเฉลิมพูดผิดหมดเลยครับ ผมไม่อยาก ให้บันทึก
เอาเฉพาะท่านอภิปรายนายกรัฐมนตรี คนนอกไม่ให้อภิปรายแล้วครับ
คดีริบทรัพย์ของคุณทักษิณนั้น เป็นคดีอาญา ไม่ใช่คดีแพ่งและพาณิชย์ครับ ก็เรียกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ก็ต้องบันทึกไว้นะครับ เดี๋ยวจะหาสภานี้เราเอาสิ่งที่ ไม่ถูกต้องมาพูดกัน ไมใช่คดีแพ่งนะครับ มันเป็นคดีอาญา แล้วท่านพูดเลยไปถึงว่าไปดูสิ ในหน้า ๒๑๘ ของคําพิพากษาในคดีริบทรัพย์คุณทักษิณ ไม่ใช่นะครับที่ท่านพูด มันไม่ถึงหน้า ๒๑๘ หรอกครับ คําพิพากษาในคดีนี้มันมี ๑๕๕ หน้าเท่านั้นเองครับ อันที่โผล่เข้ามาอีก ไม่รู้เท่าไร หน้าของท่านไม่รู้คดีอะไรครับ ผมกําลังจับว่าใครพูดจริงพูดเท็จเพื่อในโอกาสต่อไป ประชาชนจะได้รู้ว่าถ้าใครพูดเท็จบ่อย ๆ คนนั้นก็ไม่มีความหน้าเชื่อถือครับ ถ้าท่านประธาน ต้องการพิสูจน์ความผิด ความถูก ผมยินดีจะส่งคําพิพากษาให้ท่านประธานครับว่า เป็นคดีอาญา และไม่ถึง ๒๑๘ หน้าที่บางคนพูดในสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานครับ เวลาเรา อภิปรายไม่ไว้วางใจคนส่วนใหญ่จะสนใจติดตามว่ามันมีการอภิปรายเรื่องทุจริตใหม่ ๆ ที่ประชาชนไม่ทราบบ้างหรือเปล่า ประชาชนจะเฝ้ามองว่ามีเรื่องไหนที่ประชาชนไม่ทราบบ้าง แล้วเฝ้ามองว่าครั้งนี้จะมีเรื่องใหม่ที่ประชาชนไม่ทราบบ้างหรือไม่ แต่ว่าในเรื่องนี้ผมเรียน ท่านประธานว่า ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา ๒๐ กว่าปีครับ แล้วไม่มีครั้งไหนเลยเมื่อถึงเทศกาล เมื่อถึงวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ผมไม่อภิปราย ผมอภิปรายทุกครั้ง รวมทั้ง ครั้งนี้ด้วย แต่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้มันอาจจะต่างกับทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ผมจะอภิปรายถึงความไร้ความสามารถของนายกรัฐมนตรี ผมจะอภิปรายว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าไร้ความสามารถ แล้วนายกรัฐมนตรีมาลงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีทําไม มาทําไมครับ เมื่อไร้ความสามารถ ผมเฉลยล่วงหน้าเลย นายกรัฐมนตรีมาด้วยความไร้ความสามารถ แต่มาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และประเทศชาติ ไม่มีอื่นใดเลยครับ และผมเรียนท่านประธานนะครับว่าเวลาเราพูด แตะท่านนายกรัฐมนตรี พูดถึงรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อนเลยทุกรัฐบาลก็คือจะมีรัฐมนตรีแต่ละคนยืนขึ้นมาปกป้องนายกรัฐมนตรี เมื่อก่อนไม่มีหรอกครับ พูดถึงนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ต้องปกป้องตัวเอง เดี๋ยวนี้ใครยืนขึ้นปกป้องนายกรัฐมนตรีได้เขาให้คะแนนเป็นบวกเลยครับ ก็บอก นายกรัฐมนตรีปกป้องตัวเองไม่ได้ ได้รับการสมนาคมคุณ ผมไม่บอกว่านายกรัฐมนตรีฉลาด หรือไม่ฉลาดหรอกครับ เขาบอกว่าคนจะฉลาดไม่ฉลาดให้คนสงสัย ถ้าคนปิดปากไว้ไม่พูดเลย เขาจะสงสัยว่า หมอนี่ฉลาดจริงหรือฉลาดไม่จริง แต่เมื่อไรก็ตามที่คนนั้นเปิดปากออกมา ความสงสัยนั้นจะหมดไป ทุกคนก็พยายามบอกนายกรัฐมนตรีว่าตัวเองทําอย่างนั้น ทําอย่างนี้ มันไม่เคยมีมาก่อนครับ ผมนั่งแล้วผมเกิดความสะอิดสะเอียนนะครับ มายอวาทีกันในสภาแห่งนี้ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่านประธานครับ ผมจะอภิปราย ถึงความไร้ความสามารถของนายกรัฐมนตรี เมื่อผู้บริหารสูงสุดไร้ความสามารถแล้ว ผู้บริหารสูงนั้นก็ไม่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปครับ ประธานาธิบดีลินคอล์น บอกว่าเวลาดูรัฐมนตรี เวลามองรัฐบาลอย่ามองว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ดีหรือไม่ดี แต่ประธานาธิบดีลินคอล์น ซึ่งเรายอมรับการทั่วโลกบอกว่า ให้ดูจุดดีว่ามีมาก หรือน้อยกว่าจุดที่ไม่ดี ถ้าจุดไม่ดีมีมากกว่าจุดที่ดี นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลนั้น ก็ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ผมรับสารภาพท่านประธานว่าผมมองไม่เห็น จุดดีของท่านนายกรัฐมนตรีเลยครับ น้อยมากครับ มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมเห็นว่าคนทั่วไป ก็เห็นด้วยกับผมคือ ความไม่ฉลาดของนายกรัฐมนตรี ความไม่มีภูมิรู้ของนายกรัฐมนตรี และการไม่พัฒนาตนเองของนายกรัฐมนตรี ไม่มี ผมไม่เห็น ผมยอมรับได้ว่าท่าน ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน เป็นนายกรัฐมนตรีพูดผิดได้ ผมไม่เคยว่า นายกรัฐมนตรีเลยนะครับ นายกรัฐมนตรีพูดผิดพูดถูกผมไม่เคยว่านายกรัฐมนตรีเลย นายกรัฐมนตรีอ่านโพย ผมไม่เคยว่านายกรัฐมนตรีเลยครับ มันไม่มีใครฉลาดทั้งหมดหรอกครับ แต่ผมตําหนิท่านนายกรัฐมนตรีว่าไม่มีการเรียนรู้เลย ไม่มีการพัฒนาตัวเองเลยครับ ในคณะรัฐมนตรีมีการพัฒนากว่านายกรัฐมนตรีเยอะ นายกรัฐมนตรีไม่มีการพัฒนา วันแรก เป็นนายกรัฐมนตรีอ่านโพยอย่างไร วันนี้เป็นนายกรัฐมนตรีมา ๒ ปี ยังอ่านโพยอย่างนั้นครับ ไม่เคยใช้สติปัญญาที่มาจากหัวสมองของท่านนายกรัฐมนตรีตอบคําถามของสื่อและ ประชาชนเลย แต่ว่านายกรัฐมนตรีก็พัฒนาขึ้นนิดหน่อย มีศิลปะขึ้นนิดหน่อย เมื่อก่อนเวลาอ่านโพยครับ เงยหน้าอ่าน ก้มหน้าอ่าน เห็นชัดครับ เดี๋ยวนี้ยืนบนโพเดียม (Podium) ครับ โพยไว้ข้างล่าง ใช้ไม้ปิด ใช้พลาสติกปิดอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่ามีโพยอยู่ข้างหน้า แล้วก็เหลือบมองโพยย่างมีศิลปะ เหมือนกับไม่ได้อ่านโพยครับ แต่ผมจับได้ว่าท่านยังอ่านโพยอยู่ แต่แอบอ่านอย่างมีศิลปะ เรียกว่าไม่ค่อยพัฒนาการ คนอย่างนี้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ต้องยอมรับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ แต่รัฐมนตรีรักทุกคน รัฐมนตรีรักทุกคน ปกป้อง นายกรัฐมนตรีทุกคน ผมก็เหมือนกันละครับ ถ้าผมได้นายกรัฐมนตรีโง่นี่ ผมเป็นรัฐมนตรีนี้ ผมชอบ ผมไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะนายกรัฐมนตรีผม คุณอภิสิทธิ์ฉลาดมาก รู้เรื่อง ในกระทรวงผมมากกว่าที่ผมรู้เสียอีก ท่านรัฐมนตรียิ้มทุกคนเลย แสดงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง
ท่านพายัพประท้วงเรื่องอะไรครับ
ขออภัยท่านอดีตรัฐมนตรีนิพิฏฐ์นะครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมจะขอความกรุณาท่านประธาน เป็นการประท้วงการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน แล้วก็เพื่อนสมาชิกถ้าจะกรุณาอภิปรายโดยที่ละเว้นการเสียดสีไว้บ้าง ก็จะเกิดประโยชน์ กับผู้ฟังด้วย จะขอความกรุณาแค่นี้ละครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านเชี่ยวชาญข้อบังคับ ข้อกฎหมายดีอยู่แล้วนะครับ พยายามหลีกเลี่ยง คําเสียดสีด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นจะไปเข้าข้อ ๖๑ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ข้อกล่าวหาของ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมอภิปรายเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้จริยธรรม ไร้ภาวะของผู้นํา นี่ผมยังพูดไม่หมดทุกข้อเลยครับนี่ ผมบอก เพียงแต่ว่านายกรัฐมนตรีไม่พัฒนาตัวเองเลย ไม่มีจริง ๆ ครับ จะให้ผมพูดอย่างไรล่ะครับ ผมเป็นฝ่ายค้านนะครับ จะให้ผมชื่นชมนายกรัฐมนตรีหรือครับ ไม่ใช่ ผมเลยบอกว่าท่านนี่ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม ผมก็ต้องยืนยันตามญัตติผมครับ แล้วผมต้องพูดต่อว่านายกรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถนี่ ผมจะไม่พูดคําอื่นนะครับ ผมพูดเฉพาะไร้ความสามารถ แต่ถ้าพูดคําอื่นท่านไปเปิดกูเกิ้ล (Google) ดู เขาให้ใช้คํานี้ครับ นายกรัฐมนตรีไร้ความสามารถ เมื่อนายกรัฐมนตรีไร้ความสามารถนี่ รัฐมนตรีมีความสุข ทุกคนเลย ไม่มีใครชอบผู้นําที่ฉลาดนะครับ ทุกคนชอบผู้นําโง่ทั้งนั้นละครับ นี่ทุกคนนะครับ จะให้ผมถามแล้วยกมือดูไหมครับว่าท่านชอบนายกรัฐมนตรีไหมครับ ชอบเพราะความไม่ฉลาด ของนายกรัฐมนตรีครับ อยู่กันอย่างมีความสุข แล้วบ้านเมืองมันจึงวิกฤติจนขณะนี้ครับ ท่านครับ เมื่อนายกรัฐมนตรีไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ ไร้ภูมิปัญญา แล้วเอา นายกรัฐมนตรีมาทําไมละครับ ก่อนที่จะบอกเอานายกรัฐมนตรีมาทําไมนี่ ผมเรียนว่า มีคนครอบงํานายกรัฐมนตรี ท่านชินวรณ์พูดไปเยอะแล้ว แต่ผมอาจจะพูดบ้างเล็กน้อยครับ คุณทักษิณ ชินวัตร ครอบงําคณะรัฐมนตรีและครอบงํานายกรัฐมนตรี คุณทักษิณ ชินวัตร สไกป์เข้ามาในที่ประชุม ครม. ของพรรคเพื่อไทย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ ท่านรู้ไหม ทําได้ไหม ผมไม่ถามท่านอื่นหรอกครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนี่ เป็นนักกฎหมาย มันทําไม่ได้ คิดสนุกกันหรือครับ ที่ให้นักโทษหนีคดีสไกป์เข้ามา ให้คําแนะนํารัฐมนตรี มันทําไม่ได้ ที่บอกท่านว่าทําไม่ได้เพราะ
ท่านนิยมประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ประท้วงผู้อภิปรายครับ เป็นการใส่ร้ายอย่างยิ่งครับ แล้วก็พาดพิงถึงบุคคลภายนอกด้วย ท่านก็บอกว่าพวกผมนี่ ชอบคนโง่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่จริงครับ พูดแบบนี้ดูถูกพวกผมด้วยครับ ผมชอบ นายกรัฐมนตรีที่ฉลาดครับ ผมประท้วงครับ แล้วผมประท้วงอีกประเด็นหนึ่งคือพาดพิง ถึงบุคคลภายนอก ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ได้เกี่ยวในงานนี้เลยครับ ผมประท้วง ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
คืออย่างนี้ครับ กรุณาเงียบนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ การกล่าวถึงบุคคลภายนอก เขาห้าม กล่าวโดยไม่จําเป็น แต่ถ้าจําเป็นก็ถูกฟ้องร้องทางคดีเอง แต่ว่ามันจะมีการประท้วงจะทําให้ เสียเวลา ท่านนิพิฏฐ์พยายามหลีกเลี่ยงหน่อยก็จะดีครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมอ่านญัตติ อีกครั้งหนึ่งนะครับ นายกรัฐมนตรีปล่อยให้บุคคลในครอบครัวกดปุ่มสั่งการตามอําเภอใจ ในทุกรูปแบบจนประเทศเสมือนมีนายกรัฐมนตรีหลายคน อันนี้ผมต้องอ่านตามญัตติแล้วต้อง อภิปรายตามญัตติครับ ไม่มีทางทําเป็นอย่างอื่นได้เลยครับ นี่ญัตติมันชัดเจน ผมเลยต้อง เรียนว่าท่านอ่านญัตติดูเสียก่อนครับว่า ผมอภิปรายตามญัตติหรือเปล่า ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าการที่อดีตนายกรัฐมนตรีสไกป์โทรศัพท์สั่งการเข้ามาในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีนั้นจะเป็นคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยก็ทําไม่ได้ ท่านพงศ์เทพยืนยันได้ครับ ทีหลังแนะนําท่านนายกรัฐมนตรีเสียหน่อย มันทําไม่ได้ครับ มันมีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ เขาคุมอยู่ครับ เขาไม่ต้องการให้ลูกเมีย ครอบครัว พี่น้องเข้าไปแทรกแซง การทํางานของข้าราชการการเมือง มันมีจริยธรรมคุมอยู่ มันมีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี คุมอยู่ ผมจะอ่านบางข้อให้ท่านได้รับทราบนะครับ ท่านประธานครับ ในระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของ
ท่านนิพิฏฐ์มีผู้ประท้วง เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงผู้อภิปรายข้อ ๖๑ นะครับ เพราะว่า ผู้อภิปรายกล่าวพาดพิงถึงพรรคเพื่อไทยว่าพันตํารวจโท ทักษิณสไกป์มาพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีสไกป์มา ครม. ครม. ผมไม่ทราบครับ เพราะผมไม่เคยได้ยิน แต่พรรคเพื่อไทย ไม่มีครับ ผมท้าคุณนิพิฏฐ์ครับ
ท่านไม่ต้องท้า ท่านท้าไม่ได้ นั่งลงครับ เอาละท่าน นั่งลงครับ ผมจะวินิจฉัย นั่งลงครับ คุณพร้อมพงศ์ไม่ต้องท้ากัน คืออย่างนี้ ท่านนิพิฏฐ์ท่านเป็นผู้กล่าวหานายกรัฐมนตรีนะครับ คนกล่าวหาก็ให้ท่านได้พูดไปสิครับ ท่านอย่าพึ่งประท้วง เชิญครับ
ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย ประมวลจริยธรรมเขาบอกว่า ข้าราชการการเมืองต้องไม่ยินยอมให้คู่สมรส ญาติสนิท บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือผู้อื่น และต้องไม่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตําแหน่งหน้าที่ของตนโดยมิชอบ มันมีหลายข้อนะครับ แต่ผม กล่าวโดยสรุปว่าต้องไม่ยินยอมให้คู่สมรส ญาติสนิท บุคคลในครอบครัว ผู้ใกล้ชิดก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของตน มันทําไม่ได้ครับ ท่านประธานเป็นรัฐมนตรีแล้วคู่สมรส ครอบครัวท่านมาสั่งการท่านไม่ได้เลยครับ เว้นแต่ว่าไปแอบสั่งกันที่บ้าน ไม่มีปัญหานะครับ แต่ว่าถ้าสั่งโดยเปิดเผยอย่างนี้มันผิดจริยธรรม มันทําไม่ได้ ท่านทราบข้อนี้กันหรือยัง ทราบหรือยังครับ ผมเรียนท่านประธานครับ และผมเอาข้อเท็จจริงนี้มาจากไหนละครับ ไม่ต้องประท้วงผมนะครับ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ (New York Times) เขาลงข่าวว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร สไกป์เข้ามาในที่ประชุมของ ครม. พรรคเพื่อไทย คนที่ลงบทความ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ชื่อนายโทมัส ฟุลเลอร์ นายโทมัส ฟุลเลอร์ เขียน และไปสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีทักษิณ ทําไมผมทราบว่าโทมัส ฟุลเลอร์ สัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตร เพราะว่าบังเอิญหลังจากนายโทมัส ฟุลเลอร์ จากนิวยอร์ก ไทมส์ สัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรีทักษิณแล้วเขามาสัมภาษณ์ผมต่อครับ ยังมอบนามบัตรไว้ให้ผมเลยครับ คนคนเดียวที่สัมภาษณ์ทักษิณ คนนั้นละครับมาสัมภาษณ์ผมต่อ แล้วคนคนนี้ละครับ ที่เขาบอกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณรับกับเขาว่าสไกป์เข้ามาในที่ประชุม ครม. ของพรรคเพื่อไทย และสไกป์เข้ามาในที่ประชุมของ
ท่านนิพิฏฐ์สักครู่ ท่านจุลพันธ์ประท้วงเรื่องอะไรครับ
เอานั่งลง พอแล้ว คืออย่างนี้ประเด็นนี้ได้เคยวินิจฉัยหลายครั้งแล้วครับ การพาดพิงถึง บุคคลภายนอกข้อบังคับมันเขียนไว้ชัด ผมเอาตามข้อบังคับนี้ว่าต้องไม่พาดพิงโดยไม่จําเป็น แต่ถ้าพาดพิงเสียหายต้องรับผิดชอบทางคดีเอง เพราะฉะนั้นผมจะไปห้ามไม่ให้พาดพิงไม่ได้ ข้อบังคับไม่ได้เขียนไว้อย่างนั้น ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วผมวินิจฉัยหลายครั้งแล้ว นั่งลงครับ แล้วผมก็เลยขอความร่วมมือจากผู้อภิปรายว่าเพื่อไม่ให้มีการประท้วงบ่อยท่านก็พยายาม ช่วยกันหลีกเลี่ยงจะได้ไม่เสียเวลาครับ นี่มันยังไปท่านที่ ๒ เอง
ท่านประธานครับ ผมจําเป็น
เดี๋ยว ๆ ให้เสร็จแล้วผมจะให้ใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ
ว่าในญัตตินี้มีการกล่าวหาว่า ท่านนายกรัฐมนตรีปล่อยบุคคลในครอบครัวกดปุ่มสั่งการตามอําเภอใจในทุกรูปแบบ ผมก็ต้องอภิปรายอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้ผมบอกผู้สัมภาษณ์ผิดไปนะครับ ชื่อนายโทมัส ฟุลเลอร์ ครับ ผมขยายนามบัตรเขาใหญ่เพื่อท่านประธานได้เห็นคนนี้เป็นคนสัมภาษณ์ คุณทักษิณ ชินวัตร หลังจากสัมภาษณ์ ทักษิณ ชินวัตร คนนี้มาสัมภาษณ์ผม ผมได้เก็บ นามบัตรเขาไว้แล้วก็ยังติดต่อกันอยู่ แต่ผมไม่ได้ติดต่อกับเขานะครับ ผมติดต่อกับล่ามเขา เพราะว่าผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ท่านประธานครับ โทมัส ฟุลเลอร์ เขาบอกว่าเขาสัมภาษณ์ คุณทักษิณแล้วคุณทักษิณรับว่าสไกป์เข้ามาสั่งการในที่ประชุม ครม. ของพรรคเพื่อไทย แล้วก็บอกว่าคุณทักษิณยังสไกป์เข้ามาในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยด้วย คุณทักษิณไม่สามารถ ที่จะสั่งการผู้แทนราษฎรได้ครับ เพราะผู้แทนราษฎรก็มีจริยธรรม ประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการปี ๒๕๕๓ กํากับอยู่ เขามีกํากับอยู่ครับ แต่ว่า ผมแปลกใจเหลือเกินครับที่สมาชิกของพรรคเพื่อไทยยินดีและมีความสุขให้คุณทักษิณ ชินวัตร กํากับในเรื่องนโยบายและเรื่องการเมืองบางเรื่องซึ่งมันทําไม่ได้ ผมเลยไปเข้าใจว่า ท่านที่เป็นผู้แทนราษฎรปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาสั่งการท่าน โดยฝ่าฝืนต่อจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมพาดพิงถึงท่านประธานนะครับ ท่านประธานแก้ได้ครับ ผมต้องกราบขออภัยท่านประธานด้วย คุณทักษิณได้สไกป์มา เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ทักษิณสไกป์ ที่ประชุมเพื่อไทยอัดเละ ประธาน รองประธานอ่อนแอช่วงจุรินทร์สรุปปิดอภิปราย คุณทักษิณไม่พอใจครับ บอกว่าคุณจุรินทร์ ไปปิดอภิปรายโดยเพิ่มข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ แล้วบอกว่าประธานและรองประธานอ่อนแอ สไกป์เข้ามาที่ประชุม ถ้าไม่จริงท่านประธานท่านนั่งอยู่พอดีท่านชี้แจงตรงนี้ก็ได้ครับ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่ในที่ประชุมลุกขึ้นชี้แจงภายหลัง พันตํารวจโท ทักษิณ สไกป์ยอมรับว่าอาจทําหน้าที่ผิดพลาดไปบ้าง แต่เนื่องจาก กรอบระยะเวลาที่บีบเข้ามานั้นทําให้ต้องเร่งดําเนินการปิดประชุม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิน กรอบเวลาที่กําหนดและยอมรับว่าฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เล่นนอกกติกา เป็นคําสัมภาษณ์ ของท่านประธานครับ ยืนยันได้ว่าคุณทักษิณได้สไกป์เข้ามาในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ซึ่งทําไม่ได้ แล้วที่หนักไปกว่านั้นรับทราบเสียด้วยครับสไกป์เข้ามาในที่ประชุม ครม. ยิ่งไม่ได้เลยครับ เพราะมันผิดระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีหลายครั้งครับ ผมจะเลยเรื่องนี้ไปครับ เขาเลยบอกว่ามันมีนายกรัฐมนตรี ๒ คนนะครับ แล้วทําไมท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ถึงสามารถสไกป์เข้ามากํากับดูแลการทํางานของนายกรัฐมนตรีได้ครับ เพราะนายกรัฐมนตรี ไม่ฉลาดครับ นายกรัฐมนตรีถูกครอบงําได้ครับ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่สามารถยืนขึ้น ในฐานะตําแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่อาศัยแสงสว่างจากพี่ชายนายกรัฐมนตรีเป็นดาวพระเคราะห์ ไม่ใช่ดาวพระฤกษ์ ไม่มีแสงสว่างในตัวเองครับ แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอาชีพอื่น ทําอาชีพอื่น อย่างนี้ทําได้ แต่ว่าถ้าเป็นตําแหน่งอาชีพนายกรัฐมนตรี นักการเมือง ทําไม่ได้ครับ ผมเลยเรียนว่าเรื่องนี้ไว้วางใจไม่ได้ครับ เพราะปล่อยให้คนในครอบครัวมาแทรกแซง ซึ่งมัน ผิดระเบียบที่สํานักนายกรัฐมนตรีเขาวางไว้ ในหัวใจของท่าน ในสมองของท่าน ท่านคิดว่า เรื่องนี้ง่าย ๆ ไม่มีปัญหา คุณทักษิณโทรศัพท์มาจะมีปัญหาอะไร ขัดจริยธรรมครับ และถ้าท่านขัดจริยธรรมแล้ว ท่านกล้าที่จะทําความผิดอื่นมากขึ้นอีกครับ จริยธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านยังกล้าทําได้เลย แล้วใครจะไว้ใจท่านละครับ ที่ประชาชนเขาไว้ใจนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเขาไว้ใจรัฐมนตรี เพราะเขามั่นใจว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะไม่ถูกกํากับจากบุคคลภายนอก หรือคนภายในหรือคนในครอบครัว แต่วันนี้ในส่วนนี้ผมไม่ไว้วางใจท่านครับ ผมไม่ได้อธิบาย โดยใช้ความเห็นความรู้สึกเลยนะครับ ผมอธิบายโดยใช้หลักกฎหมาย ใช้ระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีบวกกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น ถ้าหากข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นอย่างนั้น ที่ผู้สื่อข่าวเขาสัมภาษณ์ และที่หนังสือพิมพ์ลงอย่างนั้นนะครับ ท่านผิดแล้วและผม ไม่สามารถไว้วางใจท่านได้ เพราะว่าท่านถูกกํากับโดยพี่ชายของท่านหรือครอบครัวของท่าน ท่านประธานครับ ผมเคยอภิปรายท่านทักษิณหลายครั้งครับ ผมเคยบอกว่าในความเห็นผม ส่วนตัว ซึ่งไม่เหมือนคนอื่นนะครับ ผมนี่มีความเห็นไม่ค่อยเหมือนคนอื่นเขา เพราะผมเป็น เสรีชน ถ้าถามว่าความชั่วร้ายที่ผมเคยอภิปรายคุณทักษิณ อะไรที่ผมคิดว่าชั่วร้ายที่สุด ของคุณทักษิณ ผมบอกคุณทักษิณมีความชั่วร้าย ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือ คุณทักษิณไปพูด ที่จังหวัดนครสวรรค์ว่า จังหวัดไหนเลือกจะพัฒนาจังหวัดนั้น แต่ว่าถ้าจังหวัดไหนไม่เลือก จะไม่พัฒนา
ท่านนิพิฏฐ์ เชิญท่านปรีชาพล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น เรื่องเดิม ๆ ท่านประธานครับ ผมว่าปัญหาอยู่ที่ท่านประธานนะครับ ท่านประธานต้องใช้ ข้อบังคับนะครับ ตามข้อ ๘ อย่างเคร่งครัด พวกผมไม่อยากประท้วงครับเสียเวลา แต่มัน ไม่ไหวท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ แป๊บหนึ่งท่านครับ คืออย่างนี้ให้เขาประท้วงผม เดี๋ยวผมต้องชี้แจงก่อน ท่านใจเย็น ๆ คืออย่างนี้ ท่านอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านไม่ได้อภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเรื่องของจังหวัดนครสวรรค์นะครับ เพราะฉะนั้นท่านก็ทราบดี อยู่แล้ว ขอผ่านประเด็นนี้นะครับ
ผมอ่านไป ผมขอบคุณท่านประธานครับ ถามว่าในสายตาของกระผมมีสิ่งไหนบ้าง ที่ผมไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
ท่านนิพิฏฐ์สักครู่ครับ ท่านสุนัยประท้วงเรื่องอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ขออนุญาตประท้วงท่านนิพิฏฐ์ในเรื่องกล่าวเท็จ ผมเป็น ส.ส. อยู่จังหวัดนครสวรรค์ครับ สิ่งที่ท่านนิพิฏฐ์พูดนั้นไม่เป็นความจริงครับ ท่านทักษิณไม่ได้พูดอย่างนี้ที่จังหวัดนครสวรรค์ กราบขอบพระคุณครับ
ข้ามไปแล้วประเด็นนั้น เชิญท่านนิพิฏฐ์ต่อ
ถ้าถามว่าสิ่งไหนที่ผมคิดว่ามันเป็น ความผิดที่ผมรับไม่ได้สําหรับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีอยู่ ๒ เรื่องครับ เรื่องแรก คือเรื่องที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของท่าน นั่งแถลงไม่ยอมรับ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมถือว่าตรงนี้เลวร้ายมากสําหรับนายกรัฐมนตรี เลวร้าย เกินกว่าที่ปุถุชนธรรมดาในประเทศนี้จะรับได้ครับ เพราะเมื่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นั่งแถลงข่าวไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ มันใกล้เคียงกับการเป็นกบฏครับ มันใกล้เคียงกับการก่อให้เปิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง มันใกล้เคียงกับการไม่ยอมรับ กฎหมาย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ ไม่ยอมรับได้อย่างไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว หัวหน้าพรรคของท่านนั่งแถลงไม่ยอมรับคําตัดสินของศาล อย่างนี้มันใช้ได้หรือครับ มันใช้ไม่ได้มาก ๆ เลยครับ ถามว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสิน เป็นคุณกับพรรคท่านบ้างไหม มีครับ งบประมาณปี ๒๕๕๗
ท่านนิพิฏฐ์ครับ สักครู่ครับ ท่านสุนัยประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขอประทานโทษ ที่จะต้องประท้วงท่านประธาน เนื่องจากว่าตามข้อ ๘ แล้วก็ท่านผู้อภิปรายนี้ได้กล่าว นอกญัตติการอภิปราย ซึ่งขอประทานโทษนิดหนึ่งครับ เมื่อเช้านี้ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรก็มาพูดว่ากล่าวท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็ประท้วงไปครั้งหนึ่ง และรู้อนาคตด้วยว่าจะมีการกล่าวพาดพิงที่นอกจากญัตตินี้ ดังนั้นขอประทานโทษเถอะครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านก็มีฝีมือในการอภิปราย อย่าอภิปราย นอกข้อญัตติเลยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอความกรุณาเถอะครับ การอภิปรายจะได้ราบรื่น ขอบคุณครับ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับเอาในประเด็นนะครับ
ผมจะอ่านให้ฟังครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ข่มขู่ก้าวก่ายสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยทั้งสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการและองค์กร อิสระ และอภิปรายไม่ได้หรือครับ ผมไม่นอกเรื่องเลยครับ ท่านอย่าขัดขวางการทํางาน ของผมนะครับ อย่าขัดขวางการทํางานของผมนะครับ ผมอ่านนะครับ ผมอ่านอีกครั้งนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีสมคบกับพวกพ้องทําลาย ข่มขู่ ก้าวก่ายสถาบันหลักในระบอบ ประชาธิปไตยทั้งสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระ มุ่งแก้ปัญหาของครอบครัว มากกว่าของประชาชน ชัดไหมละครับ ก็ศาลก็ตัดสินแล้วครับ ท่านไปก้าวก่ายเขาทําไม ไม่ยอมรับทําไม นี่ละครับ ญัตติของผมครับ ผมเลยบอกว่าพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ในพรรคเพื่อไทยที่มีหัวหน้าพรรคแถลงข่าวจะไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนนี้ครับ เลวร้ายเกินกว่าที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีได้ เลวร้ายเกินกว่าที่ระบอบประชาธิปไตยจะยอมรับได้ครับ ไม่มีมาตรฐาน แม้แต่นิดเดียวจะนั่งในตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเลยครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ คําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญมันผูกพันทุกองค์กร ผูกพันทุกองค์กรรวมทั้งสภานิติบัญญัติและ คณะรัฐมนตรีด้วย แต่อยู่ ๆ หัวหน้าพรรคของท่านบอกว่าไม่ยอมรับคําตัดสินของศาล ท่านมาจากไหนครับ ท่านเป็นโจรหรือครับ
ท่านพิเชษฐ์ประท้วง เชิญครับ ท่านขจิตรนั่งลงก่อน ทีละท่านนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ผมนั่งฟังท่านมาตั้งนานแล้ว ท่านนักกฎหมายมือ ๑ อย่างท่านนะครับ ไม่น่าจะมาโกหกกลางสภา ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้แถลงในเรื่องนี้นะครับ แต่เรื่องที่สําคัญ ณ เวลานี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ท่านพิเชษฐ์นั่งลงครับ ไม่อนุญาต ท่านประท้วงเรื่องอะไรก็เรื่องนั้นท่านไม่ต้องกล่าวถึง บุคคลภายนอก ผมไม่อนุญาต ท่านประท้วงผมเรื่องอะไร เดี๋ยวผมควบคุมการประชุมเอง
ผมประท้วงท่านประธานครับ มันมีข่าวด่วนที่สําคัญมาก หัวหน้ากบฏ
ท่านพิเชษฐ์นั่งลงครับ ไม่อนุญาตให้พูดอย่างนี้ครับ ท่านพิเชษฐ์นั่งลงถ้าไม่นั่งเชิญท่าน ออกนอกห้อง ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชิญออกนอกห้องเดี๋ยวนี้ครับ ออกไปเลยครับ ท่านพิเชษฐ์นั่งไม่นั่งก็ออกไป ท่านจะนั่งหรือไม่นั่งครับ
ผมไม่นั่งครับ
เจ้าหน้าที่ตํารวจเชิญท่านพิเชษฐ์ออกนอกห้อง
ท่านขจิตรประท้วงเรื่องอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ขอประท้วงผู้อภิปรายได้กล่าว ข้อความใส่ร้ายผมได้รับความเสียหายในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ข้อใส่ร้ายก็คือว่า กล่าวเฉพาะท่อนปลายบอกว่าจู่ ๆ ผมไม่รับคําตัดสินของศาล แล้วก็พูดทํานองว่าเป็นโจร มาจากไหนถึงไม่รับฟังศาล ขออนุญาตครับ เราไม่ได้รับคําวินิจฉัยของศาลกรณีนี้ มีที่มา ตั้งแต่แรกนะครับว่าตามมาตรา ๖๘
คืออย่างนี้ ท่านขจิตรท่านประท้วงได้นะครับว่าประธานผิดข้อบังคับอะไร แต่เรื่องตอบ เดี๋ยวผมจะให้หัวหน้าพรรคท่านเป็นคนตอบ
ผมกําลังอธิบายว่าเสียหายอย่างไร ผมกล่าวแล้วเขาบอกว่า จู่ ๆ แล้วโผล่มาที่ไหนไม่รับคําสั่งศาล ผมกําลังอธิบายว่าไม่ได้จู่ ๆ พรรคเพื่อไทยเราตั้งแต่แรกแล้ว แถลงปฏิเสธว่าศาลไม่ได้มีอํานาจ นักวิชาการทั่วบ้านทั่วเมือง เขาก็พูดว่าศาลไม่มีอํานาจขอบเขตของศาลรัฐธรรมนูญกรณีมันไม่ได้มีกําหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เขากําหนดขั้นตอน
เอาละ ท่านประท้วงก็พอ แต่พอรายละเอียดท่านไม่ต้องพูด เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านไปอธิบาย ไม่ได้ ประท้วงได้ อภิปรายไม่ได้ครับ ไม่ได้ท่านขจิตร เดี๋ยวจะให้หัวหน้าพรรคตอบประเด็นนี้ เพราะเขากล่าวหาหัวหน้า
ก็เขาใส่ร้าย
ก็ท่านนั่งลงสิ เดี๋ยวให้เขาตอบสิครับ
ตอบทําไมผมอธิบายอยู่
ท่านอย่าไปทําอย่างนั้นสิครับ คืออย่างนี้ผมก็เสียหายเดี๋ยวจะให้ท่านหัวหน้าพรรคที่กล่าวถึง หัวหน้าพรรคให้เขาตอบ ตอนนี้ท่านต้องนั่งลงก่อนครับ
ผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ก็ใช่ครับ แต่ท่านอภิปรายไม่ได้ ท่านประท้วงได้ ท่านอภิปรายไม่ได้ครับ
ผมอธิบายว่าเสียหายอย่างไร
พอแล้วครับ ท่านนั่งลงครับ พอแล้วครับ ท่านอย่าไปชี้กันไม่เอาครับ ไม่เอาครับ ไม่มีใครโห่ ใครโห่ผมเชิญออกนอกห้องหมด นั่งลงครับ ท่านนั่งลงครับ พอแล้ว ประเด็นนี้จบแล้วครับ นั่งลงครับท่านขจิตร ขอร้องครับ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว
มาตรฐานของท่านคือคนประท้วงไม่ต้อง อธิบายใช่ไหม ไม่ต้องอธิบายเลยใช่ไหมว่าเขาเสียหายอย่างไร
ก็ท่านประท้วงข้อไหนก็บอกไปอย่างนั้นข้อบังคับ แต่ว่าอธิบายประเด็นนี้ เดี๋ยวผมจะให้ หัวหน้าพรรคใช้สิทธิพาดพิง
ไม่ใช่จู่ ๆ มายอมรับ แถลงตั้งแต่แรกบอก ไม่ยอมรับ ไม่มีอํานาจ นักวิชาการทั่วประเทศไม่เคยฟังเลยใช่ไหม ฝ่ายค้านไม่เคยฟังเลย
ท่านขจิตรครับ ขอร้องครับ นั่งลงครับ ท่านนั่งลงครับ ท่านพายัพประท้วงต่อเชิญ
ท่านประธานที่เคารพ
ท่านนั่งสักครู่ครับ ให้ท่านพายัพประท้วงก่อนเชิญ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วง การทําหน้าที่ของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ชื่อ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ท่านจําชื่อท่าน ได้ไหมครับ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ทําหน้าที่ประธานสภาในที่นี้ ท่านทําหน้าที่ประธานสภา ผมขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับ อย่าได้ลุแก่อํานาจ ในเวลาที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ ลุกขึ้นประท้วงด้วยเหตุด้วยผล อีกฝ่ายหนึ่งกล่าวหาพาดพิง ท่านประธานไม่ใช่ใช้อํานาจ ในการที่จะตัดทอนไม่ให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายข้อคิดเห็น แล้วถึงขนาดให้ไล่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ท่านมีถ่ายทอดในสภาแห่งนี้อยู่ ประชาชนดูอยู่ ถ้ากระทําการอย่างนี้แล้วท่านกระทําแต่เฉพาะพวกผมใช่ไหม หรือคนอื่น กระทําไม่ได้ ท่านเกรงใจใครนักหนา สภาแห่งนี้มีสิทธิเท่าเทียมกัน อยากให้ประธาน ได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณที่อบรมผม เชิญท่านประสิทธิ์
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ด้วยความเคารพท่านประธานอย่างสูงยิ่ง ผมต้องประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๘ ท่านประธานปล่อยให้สมาชิกบุคคลอื่นกล่าวหาใส่ร้ายบุคคลภายนอกอย่าง พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ แต่สมาชิกฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงเอ่ยชื่อถึง บุคคลภายนอกท่านไม่ให้ประท้วง ท่านไม่ให้พูด แล้วอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร แล้วท่าน ก็ไล่เขาออกนอกห้อง ผมเข้าใจว่าเป็นอํานาจของท่าน แต่ถ้าพูดถึงบุคคลภายนอกไม่ได้ ท่านก็ไม่ให้พูดถึงพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร สิครับ ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ ผมบอกว่ากล่าวถึงบุคคลภายนอกจะต้องรับผลจากการฟ้องร้องเอาเอง ข้อบังคับ เขียนไปอย่างนั้น ประธานก็ทําหน้าที่อย่างนั้น แต่เวลาพูดถ้าไม่ใส่ฝ่ายหนึ่งขึ้นมาก็จะ มีการประท้วงต่อไปทุกฝ่ายก็จะลุกขึ้นมาประท้วงหมดมันจะไปไม่ได้ ผมก็ได้แต่ขอร้องสมาชิก ว่าพยายามอย่าเอ่ยถึงเอ่ยถึงแล้วมีการประท้วง ผมพยายามทําหน้าที่ไม่ได้เข้าข้างใคร ท่านประสิทธิ์เชิญนั่งลงครับ อาจารย์รัชฎาภรณ์เชิญประท้วงอีก
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ดิฉันก็ประท้วง ตามข้อ ๘ ท่านก็ควบคุม แล้วก็กรุณาอบรมให้เขาทราบหน่อยว่าวันนี้เป็นการอภิปราย ไม่ไว้วางใจก็ต้องเป็นข้อกล่าวหา แล้วก็อย่างที่ท่านพูดเพราะว่าเท่าที่ฟังดิฉันก็ฟังนะคะ เวลากล่าวถึงคนอื่นมันไม่ใช่ไม่มีความเกี่ยวเนื่อง มันมีความเกี่ยวเนื่องเสมอ แล้วท่านก็บอก แล้วว่าต้องรับผิดชอบเอง เพราะฉะนั้นท่านกรุณาเข้มงวดค่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ประท้วงอย่างนี้ แตะชื่อใครบางคนนี่ไม่ได้เลยอย่างนี้มันไม่ได้ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องทั้งนั้น ท่านอบรม เขาหน่อยนะคะ ให้รู้ว่าบทบาทหน้าที่เขาเป็นอย่างไร ไม่ใช่มีหน้าที่จะประท้วงอย่างเดียว เท่านั้น
นี่ก็ข้อ ๘ เหมือนกันนะครับ คืออย่างนี้อาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ เวลามีคนประท้วงลุกขึ้นมา ยกมือผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไร ผมก็ต้องให้สิทธิเหมือนที่ให้สิทธิอาจารย์นี่ละครับ ถ้าผม รู้ก่อนผมก็จะไม่ให้พูด แต่ว่าข้อบังคับไม่ให้อย่างนั้น เชิญท่านนิพิฏฐ์นะครับ ขอความร่วมมือ ท่านนิพิฏฐ์นะครับ อะไรที่ไม่เอ่ยอ้างแล้วไม่ประท้วง คืออย่างนี้ตอนนี้ไปบ่ายสามโมง จะ ๔ โมงแล้ว อภิปรายเพิ่งคนที่ ๒ เชิญต่อครับ ก็ขอความร่วมมือท่านครับ ถ้าท่านให้ ความร่วมมือมันก็ไปได้ ไม่อย่างนั้นก็มีการประท้วงอย่างนี้ท่านอื่นก็จะไม่ได้ใช้สิทธิครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธาน ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจตามญัตติเลย ไม่ได้นอกเหนือไปจากนี้เลย ผมอ่าน อีกสักครั้งนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีสมรู้ร่วมคิดกับพวกพ้อง ทําลาย ข่มขู่ ก้าวก่ายสถาบัน หลักในระบอบประชาธิปไตย ทั้งสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระ อันนี้ละครับ ท่านประธานครับ ที่ผมเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ปกป้องสถาบันตุลาการเลยครับ โดยท่านนายกรัฐมนตรีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของท่าน ได้ออกมาแถลงไม่ยอมรับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ และนอกจากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ไปปราศรัยกับคนเสื้อแดงในสนาม ราชมังคลากีฬาสถานด้วย ๒ ครั้งในวันเดียวกัน ประกาศกร้าวไม่ยอมรับคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเลยบอกว่าพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่ไม่กํากับดูแลและปล่อยให้พวกพ้อง ไปแทรกแซงกระบวนการตุลาการในความคิดของกระผมเป็นพฤติกรรมของนักการเมือง ของนายกรัฐมนตรีที่เลวร้ายที่สุดของคุณยิ่งลักษณ์ ทําลายกระบวนการยุติธรรม เลวร้ายมาก ๆ ก่อให้เกิดความแตกแยก แล้วท่านประธานครับ เมื่อท่านไม่ยอมรับกระบวนการตุลาการ ท่านจะยอมรับใครครับ ยอมรับใครหรือครับ เมื่อศาลตัดสินแล้วไม่ยอมรับ ยอมรับใคร ละครับ ที่เขาต่อสู้ข้างนอกนี่นะครับ ทําไมเขาถึงต่อสู้ครับ เหตุผลที่เขาต่อสู้เพราะเขาปกป้อง อย่างไรครับ ในเมื่อรัฐบาลไม่ยอมรับศาลแล้วศาลจะอยู่อย่างไรครับ แต่คนข้างนอกที่เขาสู้นี่ เขายอมรับศาล เขาถือหลักอะไรครับ เขาถือหลักคํากล่าวของอดีตประธานาธิบดีของ ประเทศสหรัฐอเมริกา โธมัส เจฟเฟอร์สัน ผมอ่านเยอะหน่อยครับ เมื่อความอยุติธรรม กลายเป็นกฎหมายการต่อสู้ก็กลายเป็นหน้าที่ มนุษย์ถูกสร้างมาอย่างนั้นครับ เมื่อท่านไม่ ยอมรับคําพิพากษาของศาลก็แสดงว่าความอยุติธรรมกลายมาเป็นกฎหมายเสียแล้ว ไม่ยอมรับแล้ว ไม่ยอมรับกฎหมายแล้ว เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การต่อสู้ของ ประชาชนจึงกลายเป็นหน้าที่ ประชาชนเลยลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องไว้ครับ ท่านต้องขอบคุณ พวกเราเสียด้วยซ้ําที่รักษากระบวนการประชาธิปไตย รักษากระบวนการตุลาการไว้ ไม่ใช่ ว่าพวกเรา ถ้ากล่าวหาว่าพวกผมเป็นกบฏมันเริ่มต้นที่ท่านนั่นละครับที่เป็นกบฏ เริ่มต้นที่ พวกท่านละที่เป็นกบฏ แล้วการไม่ยอมรับศาลไม่เป็นกบฏหรือครับ ผมชี้ที่ท่านนั่นละ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผมชี้ที่ท่านด้วย
ท่านนิพิฎฐ์ไปชี้ท่านอื่นไม่ได้ ท่านพูดกับประธานคนเดียว ไปชี้รัฐมนตรีไม่ได้
(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีผู้ประท้วง ท่านนิพิฏฐ์สักครู่ เชิญครับ
ท่านท้าทายผมก่อนท่านรัฐมนตรี
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านผู้กําลังอภิปรายในข้อ ๖๑ ให้ร้าย เสียดสี ต้องถอนนะครับ เพราะว่าพวกท่านนั่นละทําให้พวกผมเป็นกบฏ
ประเด็นที่ ๒ ท่านต้องฟังผมก่อนสิครับท่านประธาน เพราะว่าเวลาพวกผม ประท้วง พวกท่านก็โห่ เวลาพวกท่านประท้วงพวกผมนั่งเงียบ
ให้เขาพูดก่อนครับ ใจเย็น ๆ ครับ
ท่านต้องถอน ๒ คําพูด คือคําพูดแรก ท่านใส่ร้ายว่าเป็นกบฏเพราะพวกผม ประเด็นที่ ๒ ท่านต้องถอนคําพูดว่า ไม่รับคําสั่งของศาล อันนี้เฉพาะประเด็นเดียวครับท่านประธาน คือเราไม่ยอมรับคําวินิจฉัยเรื่องเดียว ที่ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น อย่างอื่นเรารับหมดนะครับท่านประธาน ต้องขอชี้แจง ท่านยุบพรรคไทยรักไทย
เอาละครับ เข้าใจครับ
(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวรชัยประท้วงอีก เชิญครับ
มันไม่ใช่ญัตติธรรมดา ญัตติไม่ไว้วางใจ มาขัดจังหวะ
คืออย่างนี้เดี๋ยวให้ผมวินิจฉัยทีเดียว ท่านหมอสุกิจนั่งลงก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ท่านบอกว่า ท่านเป็นกบฏ และพวกผมทําให้ท่านเป็นกบฏ ซึ่งผมทําตรงไหนครับ ผมไม่ได้ล้มล้าง การปกครอง การล้มล้างการปกครองคือกบฏ วันนี้ท่านบอกว่าท่านเป็นกบฏเพราะท่าน ล้มล้างการปกครองใช่ไหม ยึดสถานที่ราชการ
เอาละครับ เอาประเด็นนี้ พอแล้วครับ คืออย่างนี้ ฟังหน่อยครับ คือฟังประธานวินิจฉัยก่อน ท่านเกียรติ์อุดมต้องฟังนะครับว่า ฝ่ายค้านเขากล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวหาไปถึง ท่านหัวหน้าพรรค เดี๋ยวจะให้ท่านหัวหน้าพรรคชี้แจง เราไม่ต้องตอบแทน เขากล่าวหา ท่านเข้าใจคําว่ากล่าวหาไหม จะให้ฝ่ายค้านมาว่ารัฐบาลดีไม่ได้ เขากล่าวหา เดี๋ยวให้ทางนี้ ตอบ ท่านนิพิฏฐ์ประเด็นนี้จบ เอาละครับท่าน จะให้ท่านนิพิฏฐ์ต่อแล้วครับ นายแพทย์ ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เชิญครับนายแพทย์จะประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เวลาท่านประธานอธิบายท่านก็อธิบายได้ดีได้ถูกต้อง แต่เวลาปฏิบัติจริงมันก็ไม่เหมือนกับ ที่ท่านอธิบาย ถูกแล้วครับ วันนี้เป็นการอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจครับ เพราะฉะนั้น ฝ่ายค้านก็ต้องกล่าวหาสิครับ กล่าวหารัฐบาลนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ากล่าวหาไปแล้วประท้วง กล่าวหาไป แล้วประท้วงอย่างนี้ แล้วเมื่อไรมันจะจบละครับ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจเขา ไม่มีการมายอกันครับ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะตอบก็คือผู้ที่ถูกอภิปรายครับ ผมก็เข้าใจว่า ท่านทํางานด้วยความลําบาก เพราะว่าท่านก็บอกแล้วว่าไม่รู้ว่าเขาจะประท้วงอะไร พราะฉะนั้น เขาลุกขึ้นมา ท่านกรุณาถามเขาก่อนว่าประท้วงข้อไหน หรือใช้สิทธิพาดพิงหรือเปล่า เพราะ ผมดู ๆ แล้วตอนหลังนี้มันสับสน ถ้าใช้สิทธิพาดพิง ท่านก็ต้องให้คุณนิพิฏฐ์อภิปราย ให้จบก่อน ผู้ใช้สิทธิพาดพิงถึงจะใช้ได้ แต่นี่ลุกขึ้นมาแล้วก็ทําเหมือนกับประท้วงแต่ใช้สิทธิ พาดพิงก็มี เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานรักษาข้อบังคับให้เคร่งครัดครับ ขอบคุณครับ
ผมพยายามเต็มที่แล้วครับ ผมเองก็ถูกท่านนิพิฏฐ์พาดพิง เดี๋ยวจบแล้วผมก็ต้องใช้ เชิญท่านต่อครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านเฉลิมประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมขอ ประท้วงเรื่องค้างไว้
ท่านประท้วงหรือครับ ข้อบังคับข้อไหนครับ
ที่คุณนิพิฏฐ์บอกว่าพวกผมชอบนายกรัฐมนตรีโง่ ไม่ใช่ นายกรัฐมนตรีของผมฉลาด ๔๙ วัน เป็นนายกรัฐมนตรี ฉลาดครับ
พอแล้วครับท่าน พอแล้วครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงครับ ประท้วงข้อบังคับข้อไหนครับ ผมจะได้วินิจฉัย
ข้อ ๖๑ ทีนี้ที่ผมต้องรีบไป เพราะตํารวจเขามาบอกว่าศาลออกหมายจับนายสุเทพแล้ว
เอาละครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงพอแล้วครับท่าน พอแล้วครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีของผมไม่โง่หรอกครับ ๔๙ วันเป็นนายกรัฐมนตรี
พอแล้วครับท่าน
แพ้แล้วแพ้อีก แพ้อีกแพ้แล้ว อย่างนั้นเขาถึงเรียกว่า โง่
พอแล้วครับท่าน พอสมควรแล้วครับ นั่งลงครับท่าน เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ถ้า ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ยังมีสติสัมปัญชัญญะดีอยู่ผมจะไม่ปล่อยท่านไว้ แต่ว่าในขณะนี้สติของท่านไม่สมบูรณ์แล้ว ผมจะละท่านไว้
ท่านนิพิฏฐ์ คืออย่างนี้ ถ้าพาดไปเดี๋ยวก็มาอีกก็ไม่จบ ท่านเอารัฐบาล ท่านอภิปรายนายกรัฐมนตรี เชิญนั่งครับ คือถ้าไปพาดมันก็พาดพิงกันอย่างนี้ พอแล้วครับ พอสมควรแล้วครับ ท่านนิพิฏฐ์ ท่านพูดกับประธาน ชี้หน้ากันไม่ได้ ท่านพูดกับผมครับ ท่านนิพิฏฐ์ทางนี้ครับ ใจเย็น ๆ
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ผมต้องประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ แล้วก็ประท้วง เพื่อนสมาชิกตามข้อ ๖๑ ครับ ท่านใช้กิริยาวาจาที่ไม่เหมาะสม ไม่มีใครว่าท่านหรอกครับ ท่านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจญัตติของท่าน พวกผมฟังอยู่ครับ แต่ให้อยู่ในญัตติครับ ไม่ใช่ มาพูดจาลักษณะเช่นนี้ อย่ามาพูดจาลักษณะว่าคนอื่นเขาว่าสติดีหรือไม่ดี พี่น้องประชาชน ฟังอยู่ทางบ้านเขารู้ครับว่าใครสติดี ไม่ดีครับ ว่าตัวเองว่าได้ อย่าว่าคนอื่น ท่านประธาน ให้เขาถอนด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ถอนหรอกครับ เพราะว่าที่พฤติกรรมที่คุณเฉลิมเขาพูดขึ้นมา ท่านครับ มันเกี่ยวกับที่ผมอภิปรายไหม มันไม่เกี่ยวเลย มันไม่เกี่ยวกับที่อภิปรายเลย อยู่ ๆ ก็เอาเรื่องอะไรมาพูดก็ไม่รู้ มาขัดจังหวะผม ทําลายสมาธิ
พอแล้ว ๆ เอาอย่างนี้ พอสมควรแล้ว ท่านปรีชาพลพอแล้วครับ คืออย่างนี้พาดพิงกันไปมา ไม่จบหรอกครับ ประท้วงอย่างนี้
ท่านประธานครับ ท่านประธาน ต้องยึดหลักสิครับ การกล่าวหาคนอื่นว่าสติไม่ดีนี่มันถูกข้อบังคับหรือครับ ท่านเป็นใคร มาจากไหนครับ ท่านประธานวินิจฉัยครับ
นั่งครับ อย่าเสียงดัง ผมจะวินิจฉัย ท่านก็เถียงผมปาว ๆ ไม่ให้ผมได้พูดสักคํา ท่านนั่งลงก่อน นั่งครับ ท่านนิพิฏฐ์ ขอความกรุณาครับ จะได้ผ่านไปครับ ขอร้องท่านหน่อยแล้วกัน ถอนเถอะ
ผมเรียนท่านประธานครับ ผมถอน ท่านครับ ผมถอนครับ แต่ว่าผมขอความเป็นธรรมกับท่านประธานว่ารัฐมนตรีเฉลิมอยู่ ๆ ก็เรื่องอะไรไม่รู้ครับมาอภิปรายตรงนี้ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับผมเลย ผมเลยใช้สิทธิตอบโต้ไป แต่เมื่อท่านประธานได้กรุณาให้ผมถอน ผมขออนุญาตถอนนะครับ ท่านประธานครับ ผมจะ อภิปรายอีก ๒ ประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นไม่น่าไว้วางใจนะครับของนายกรัฐมนตรี ประเด็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ สร้างความร่ํารวยของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเริ่มกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ถูกครอบงํา ปัญหาต่อไปที่ต้องตอบคือแล้วท่าน มาเป็นนายกรัฐมนตรีทําไมละ ไร้ความสามารถ ไม่มีการพัฒนาการและถูกครอบงํา จากบุคคลภายนอก จากบุคคลในครอบครัว แล้วมาเป็นนายกรัฐมนตรีทําไม มาทําไมล่ะครับ ไร้ความสามารถ ถูกครอบงํามาเป็นนายกรัฐมนตรีทําไม มาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อปกป้อง ประโยชน์ของตนเองและวงศ์วานว่านเครือ ท่านประธานครับ คําพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม ๑/๒๕๕๓ คําพิพากษาคดีนี้ละครับที่เป็นการริบทรัพย์สินของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๕.๗๐ บาท
ท่านนิพิฏฐ์ มีผู้ประท้วงอีกแล้ว เชิญครับ
ผมเรียนท่านประธานว่า
ท่านนพิฏฐ์ครับ สักครู่ครับ ประท้วงเรื่องอะไรเชิญครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอโทษผู้อภิปรายนะครับ ประท้วงตาม ข้อ ๖๑ นะครับ ๑. ใส่ร้าย แล้วก็ เอาความเท็จมากล่าว คําพิพากษาที่อยู่ในมือของคุณนิพิฏฐ์ผู้อภิปรายด้วยความเคารพ ไม่มีถ้อยคําใดว่า ริบทรัพย์ นะครับ ผมก็ด้วยความเคารพจริง ๆ ก็พยายามอดทนนั่งฟัง ถ้าท่านหาเจอคําว่าริบทรัพย์ ผมจะลาออกนะครับ แล้วถ้าท่านพูดผิดท่านกล้าหาญ จะลาออกไหมครับ ท่านหาเลยนะครับ
คืออย่างนี้ท่านนิพิฏฐ์ ท่านพิชิตท่านประท้วงได้ท้าทายไม่ได้ ท่านประท้วงเดี๋ยวผมจะดูให้
ถอน คําว่า ริบทรัพย์ เพราะกล่าวความเท็จ ในสภานี้คําตัวโตเลยครับ ไม่มีคําว่า ริบทรัพย์ ครับ เรื่องนี้เป็นมาตรการทางแพ่ง ใช้คําว่า อายัด จากนั้นก็ยึดทรัพย์ให้เป็นเงินของแผ่นดิน เราเอาเหตุเอาผล เอาข้อกฎหมาย มาพูดกันนะครับ มันไม่มีคําว่า ริบทรัพย์ หรอกครับ ท่านหาเลยครับ นี่ให้ยืนให้หา หาเลย
พอแล้ว ประท้วงกันพอแล้วครับ เดี๋ยวประธานวินิจฉัยแล้วนั่งลงครับ คืออย่างนี้ท่านพิชิต ต้องเข้าใจก่อนนะ ท่านสมาชิกที่นั่งอยู่ในนี้ คือท่านนั่งลงครับ คือตอนนี้หน้าที่ของ คุณนิพิฏฐ์ท่านทําหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ท่านกําลังกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ประเด็นใดจริงหรือเท็จเดี๋ยวจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ พาดพิงรัฐมนตรีคนไหนผมจะ ให้ท่านนั้นตอบ เพราะฉะนั้นท่านอดทนฟังนิดหนึ่งครับ เชิญต่อครับ
ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ ศาลเขาใช้ คําว่า ให้เงินจํานวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ไป ๆ แล้วแต่ท่านจะเข้าใจนะครับ ริบหรือไม่ริบไม่รู้หรอกครับ แต่ศาลบอกว่าเงิน ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ตกเป็นของแผ่นดิน ผมกําลังพูดถึงเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่ได้พูดถึงเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เงินมันเยอะ ท่านประธาน มันตั้ง ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ศาลใช้ คําว่า ให้เงินจํานวนดังกล่าวนี้ พร้อมดอกผลและดอกเบี้ยตกเป็นของแผ่นดิน มันคนละเรื่องกันนะครับ คุณพิชิตครับ ๔๖,๐๐๐ ครับ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทนะครับ นั่นละครับ ใน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท
ท่านพิชิตประท้วงประเด็นใดอีกครับ ประเด็นไหนครับ
คือท่านประธานครับ ผม พิชิต ชื่นบาน บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงว่าการอภิปรายใด ๆ นี้นะครับ ผมเข้าใจนะครับ ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีต้องตอบข้อชี้แจง แต่การกล่าวหานี้มันต้องเป็นการกล่าวหา ที่ถูกต้อง เรื่องของผมที่ท่านพาดพิงนี้นะครับ อย่าให้เสียเวลาที่นี่แล้วมีโอกาสเรานั่งคุยกัน ด้วยเหตุด้วยผลนะครับ ผมไม่ถือสา และไม่ถอน แต่เรากําลังพูดเนื่องจากท่านเป็น นักกฎหมายใหญ่การกล่าวหา กราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าจะกล่าวหานี้ต้องกล่าวหาให้ถูก เพราะอ่านโดยละเอียดแล้วเรื่องนี้มันเป็นมาตรการทางแพ่ง ขออนุญาตกล่าวให้จบ นะครับ ถ้าท่านจะกล่าวหานี้เวลาผู้ชี้แจงเขาจะได้ชี้แจงได้ถูกว่าลักษณะคดีนี้เป็นเรื่องแบบใด
คืออย่างนี้ท่านพิชิต ผมได้ขอวินิจฉัยไปแล้วครับ เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านเขากล่าวหา ดังนั้น ท่านต้องฟังนิดหนึ่ง จะจริงหรือเท็จท่านประธานไม่รู้หรอกครับ ผมไม่รู้ทุกเรื่องหรอกครับว่า อันไหนจริงอันไหนเท็จ ผมไม่ได้ไปขึ้นศาลกับใคร ท่านอื่นนั่งลง ผมไม่ให้ท่านพิชิตต่อแล้วครับ ท่านนิพิฏฐ์ต่อ เชิญครับ
(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประเสริฐประท้วงอะไรอีกครับ ท่านประเสริฐประท้วงก่อนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ การประชุม โดยหน้าที่ของท่านประธาน ท่านประธานผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ถ้าท่านประธานไม่ควบคุมผู้ประท้วงให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้ เราจะไม่สามารถเดินไป ข้างหน้าได้แล้วคนของพวกผมที่จะอภิปรายนะครับ อีกหลาย ๑๐ ท่าน ท่านประธานก็ทราบ จะต้องเลย ๒ วันไปแน่นอนครับ แล้วต่อไปจะเป็นปัญหาที่เราจะต้องมาถกเถียงกัน ในบั้นท้ายของการอภิปรายต่อไป ผมคิดว่าแต่ละท่านที่ขึ้นมาประท้วงนี่แล้วมันไม่ใช่ประท้วง มันเป็นเสมือนการอภิปรายย่อย ๆ ทําให้เสียเวลามาก ท่านนิพิฏฐ์นี่เริ่มเวลาเท่าไรครับ เพิ่งใช้เวลาไปได้ ๒๘ นาที เวลาหมดไปแล้วชั่วโมงหนึ่งแล้วครับ
เอาละครับ ท่านก็ใช้ไป ๒ นาทีแล้ว นั่งลงครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย ประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านเวียง
ท่านประธานครับ ผม เวียง วรเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เขาอภิปรายนอกประเด็นครับ ท่านดูญัตติสิครับ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ แต่คุณนิพิฏฐ์พูดว่า ร้ายภูมิปัญญา ร้ายความสามารถ ร้ายคุณธรรม ร้ายภาวะผู้นํา ร้ายความรับผิดชอบ มันร้ายอย่างไร ขนาดภาษาไทยคุณยังพูดไม่ถูกนะครับ
เอาละครับ ท่านเวียงพอแล้วครับ กรุณาอยู่ในความสงบนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ก็ขอความร่วมมือ ให้การอภิปรายผ่านไปได้ครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ให้ท่านได้ใช้โอกาสออกทีวีบ้าง ผมไม่ถือสาท่านนะครับ ผมกําลังอภิปรายมาถึงตอนที่ กล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง สร้างความร่ํารวย ของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือ ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงการที่ทรัพย์สินของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดินนะครับ ผมใช้ตามที่ศาลเขาเขียนนะครับ ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๔๕.๗๐ บาท ตกเป็นของแผ่นดินนะครับ คนทั่วไปจะเข้าใจแค่นั้นท่านครับ คนทั่วไปจะเข้าใจว่ามันเป็นเงินของคุณทักษิณ ชินวัตร มันไม่เกี่ยวกับใครเลย ผมคิดว่า ในขณะนี้ท่านประธานก็อาจจะเข้าใจอย่างนั้น แต่ว่าในความเป็นจริงใน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ถูกริบไปนะครับ ที่ถูกตกเป็นของแผ่นดินนี่นะครับ ผมอาจจะใช้คําถูกริบบ้าง ตกเป็นของแผ่นดินบ้าง ท่านประธานอย่ามาถือผมนะครับ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทที่ตกเป็นของ แผ่นดินนี้นะครับ มันไม่ใช่เป็นเงินเฉพาะของคุณทักษิณ ชินวัตร นะครับ มันเป็นเงิน ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ตกเป็นของแผ่นดินด้วย ๙๘๒,๓๖๕,๑๒๕ บาท ๙๘๒,๓๖๕,๑๒๕ บาท รวมอยู่ใน ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ครับ คุณยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีถูกอายัดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่ ๐๑๔-๑-๑๑๓๐๐-๙ คุณยิ่งลักษณ์ถูกอายัดเงินในบัญชี ๙๘๒ ล้านบาทเศษ รวมอยู่ในเงินของ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทนี่ละครับ และท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี่ ก็เดินไปที่ศาลบอกว่าบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่ ๐๑๔-๑-๑๑๓๐๐-๙ นี่เป็นชื่อของคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ชื่อคุณทักษิณ ให้ศาลปล่อยเงิน ๙๐๐ กว่าล้านบาท ศาลบอกว่าไม่ใช่ มันเป็นเงินที่คุณทักษิณขายหุ้นให้คุณยิ่งลักษณ์ โดยไม่ได้ขายกันจริง แล้วคุณยิ่งลักษณ์ก็ขายหุ้นนั้นแล้วเอาเงินมาไว้ในบัญชีนี้ ศาลก็บอก นี่อย่างไรวิธีการที่คุณทักษิณซุกเงินไว้กับแม่บ้าน คนใช้ คนขับรถ และน้องสาวของตัวเอง ศาลบอกว่าคุณยิ่งลักษณ์ซุกเงินไว้ที่เป็นเงินของคุณทักษิณ ๙๘๒ ล้านบาทเศษ แล้วยึดบัญชี ของคุณยิ่งลักษณ์ ๒ บัญชี ผมไปว่าบัญชีเดียวเมื่อสักครู่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ขึ้นศาล บอกว่าไม่ใช่ของพี่ชายฉันหรอก เป็นของคุณยิ่งลักษณ์ แต่ศาลบอกไม่ใช่ นี่เขาซุกไว้ในบัญชีคุณ เป็นของคุณทักษิณแต่ซุกไว้ในบัญชีคุณยิ่งลักษณ์ ท้ายที่สุดศาลก็ริบเงิน ๙๘๒,๓๖๕,๑๒๕ บาท นี่ตกเป็นของแผ่นดิน ท่านประธานครับ แค่นั้นไม่จบ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เมื่อศาลฎีกาตัดสินแล้วท่านนายกรัฐมนตรียังไม่พอใจครับ ไม่พอใจคําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง บอกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองซึ่งมีเพียง ๙ คนนั้น ตัดสินไม่รอบคอบ ไม่ยุติธรรม ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ ในการขอให้พิจารณาคดีใหม่นี้ เขาต้องยื่นต่อที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ให้ศาลฎีกาตัดสินอีกครั้งหนึ่ง นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์บอกว่าตัวเองถูกยึดทรัพย์ ๙๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้รับความเป็นธรรม ยื่นอุทธรณ์ ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ปกติแล้วที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ท่านนิพิฏฐ์มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และประท้วงผู้อภิปรายในข้อ ๖๑ ด้วยความเคารพนะครับ เราเอาเหตุเอาผลกัน ประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ นะครับ การควบคุมบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานท่านดูนะครับ หมายความถึง การควบคุมบริหารราชการในขณะที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านต้องดูนะครับว่ากล่าวหา ต้องเป็นการกล่าวหาในขณะที่ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เอาละ แต่เมื่อพูดเรื่องเก่า แล้วก็บอกว่าพอมาเป็นนายกรัฐมนตรีแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย นั่นหมายความถึงว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ไม่ได้มีคําร้องถอดถอน ถ้าท่านประธานยังขืนให้อภิปรายอย่างนี้ท่านประธานจะทําผิด ท่านต้องดูรัฐธรรมนูญให้ดี ๆ นะครับว่าการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินนี้ควบคุมเรื่องอะไร ขนาดไหน การเอาคําพิพากษา ซึ่งถึงที่สุดมาว่านี้ไม่ใช่ตอนขณะนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ แล้วก็ถ้าพูดถึงว่าพอมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วแสวงหาประโยชน์ก็เป็นเรื่องมาตรา ๑๕๗ ก็ไม่มีอยู่ในคําร้องถอดถอน แล้วท่านจะให้พูดอย่างนี้ซ้ําได้อย่างไร ขอประท้วงท่านประธานครับ
ท่านนิพิฏฐ์ ประเด็นนี้ท่านพิชิตประท้วงถูกต้องแล้วครับ ท่านกรุณาเอาเรื่องการบริหาร ราชการแผ่นดิน เชิญครับ
ท่านประธานครับ ท่านกรุณาฟังผม นิดหนึ่งนะครับ ผมกําลังบอกกับท่านประธานต่อไปนะครับ ถ้าฟังท่านประธานจะเข้าใจ นะครับ การแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวก็คือท่านนายกรัฐมนตรีปล่อยให้ มีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเข้ามา แล้วในกฎหมายนิรโทษกรรมนี้มันจะมีการปล่อย ทรัพย์สินที่ยึดไว้เป็นของแผ่นดิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อมีการปล่อยทรัพย์สินที่ยึด ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทปั๊บ เงินในบัญชีของคุณยิ่งลักษณ์จะเพิ่มขึ้น ๙๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานเข้าใจไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะได้เงินจากการที่ถูกอายัดไว้
ท่านฉัตรพันธ์นั่งลงก่อนครับ ให้ผมได้วินิจฉัยก่อนครับ คืออย่างนี้ ประธานก็ทําหน้าที่ ด้วยความลําบาก ท่านนิพิฏฐ์ครับ กรุณาเห็นใจนะครับ ท่านก็เป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง ข้อบังคับท่านเห็นชัดเจนหมดแล้ว ประเด็นที่ท่านพิชิตทักท้วงก็มีส่วนครับ กรุณาหลีกเลี่ยง ประเด็นนี้ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธาน พูดอย่างนี้เดี๋ยวจะยาว ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมไม่มีเวลาที่จะเอาคลิป มาเปิดนะครับ ตอนที่มีการหาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยคราวที่แล้ว คุณสรยุทธ์ ช่อง ๓ ไปถามท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่าถ้าท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาล ท่านจะเสนอ กฎหมายนิรโทษกรรมไหม คุณยิ่งลักษณ์บอกว่าจะไม่เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม จะไม่ทําเพื่อตัวเองและครอบครัว ชัดเจนครับ บังเอิญผมไม่ได้เอาคลิปตรงนั้นมา แต่สิ่งที่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยทําในขณะนี้สวนทางกับที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ประกาศไว้ตอนหาเสียงว่าจะไม่เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ที่คุณยิ่งลักษณ์เสนอกฎหมาย นิรโทษกรรมแล้วปล่อยให้พรรคเพื่อไทยไปยกมือผ่านกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงนิรโทษกรรม ไปถึงคดีที่มีการยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดินด้วยเพราะถ้ากฎหมายนี้ผ่านเงินในบัญชี เลขที่ ๑๐๑๔๑๑๑๓๐๐๙ ของคุณยิ่งลักษณ์จะเพิ่ม
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง ท่านพิเชษฐ์ก่อนครับ ทีละท่าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภาผู้แทนราษฎร ชื่อก็บอกว่านายวรชัย เหมะ เข้าชื่อเสนอต่อสภา นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้เสนอ ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วย และให้เลิกเสียดสีใส่ร้ายบุคคลอื่นด้วย จะให้ถอนไหมครับ แล้วแต่คําวินิจฉัยของท่านครับ
คืออย่างนี้ครับ ประเด็นการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมก็เป็นที่ทราบกันทั้งประเทศ ว่าเป็นเรื่องของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้เสนอ แล้วผมเองก็เป็นคนที่ตรวจแล้วก็รับทราบร่างนี้ เพราะฉะนั้นสภานี้ก็ทราบ ประชาชนก็ทราบ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีก็มาชี้แจงเองว่าท่านไม่ได้เกี่ยวกับการเสนอนะครับ ส่วนผู้อภิปราย จะไปอภิปรายเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงอย่างไรนั้น ก็ต้องดูญัตติเป็นหลัก เชิญท่านฉัตรพันธ์ก่อน ทีละท่านครับ
ท่านประธานครับ ผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธาน แล้วก็ประท้วงท่านผู้ประท้วงหลาย ๆ ท่านนี่ละครับ ท่านพยายาม ขัดขวางการทําหน้าที่ของผู้อภิปราย ญัตติก็บอกแล้วว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี หลายครั้งก็ชี้แจงแล้วว่าคําอภิปรายอยู่ในญัตตินี้ทุกประการ โดยเฉพาะ ท่านพิชิต ๒-๓ ครั้งแล้วครับ ท่านนิพิฏฐ์ ไม่เคยพูดถึงเรื่องถุงขนมเลยครับ
เดี๋ยวเอาทีละประเด็นก่อน
ผมอยากให้ท่านประธาน เมื่อวินิจฉัยแล้วนะครับ หลายท่านประท้วงแทนที่จะประท้วงแล้วชี้แจงว่าผู้อภิปราย ทําผิดข้อบังคับข้อใด ท่านผู้ประท้วงกับอภิปรายย่อยหลายครั้งครับ ผมอยากให้ท่าน เข้มงวดรักษาข้อบังคับ
เข้มงวดกับท่านก่อนแล้วกัน ท่านบอกว่าประท้วงประธาน ผมยังไม่ทราบว่าประท้วงเรื่องอะไร นะครับ คือผมจะให้ประท้วงเฉพาะประเด็นที่มีสิทธิตามข้อบังคับนะครับ แล้วก็ประท้วง แล้วมาอธิบายต่อจะไม่อนุญาตนะครับ เอาอย่างนั้นแล้วกัน เชิญนั่งลงครับ เดี๋ยวท่านพิชิต อีกท่านหนึ่งนะครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เรื่องส่วนตัวผมไม่มีปัญหาครับ เอาว่าเรื่องที่กําลังทํางาน
เอาที่ท่านประท้วงก่อนดีกว่าครับ
ประท้วงท่านประธานข้อ ๘ ท่านมาทําหน้าที่ต่อ แล้วท่านก็ปล่อยให้สมาชิกผู้อภิปราย อภิปรายที่ไม่ได้อยู่ในญัตติ ผมจะยืนยันอย่างนี้นะครับ ญัตติถ้าเมื่อขึ้นต้นบอกว่าแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้นะครับ นั่นคือกําลังกระทําผิดกฎหมาย ถ้าฝ่ายที่อภิปรายยื่นคําร้องถอดถอนตามมาตรา ๒๗๑ คนอย่างผมนี้จะไม่ลุกขึ้นประท้วงเลยครับ เพราะฉะนั้นเวลานี้เมื่อไม่มีคําร้องถอดถอน จะมากล่าวหาว่าแสวงหาประโยชน์ไม่ได้ ถ้าท่านประธานปล่อยให้พูด ท่านประธานก็ทําผิด ข้อบังคับครับ
เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมฟังการอภิปรายก่อนระหว่างนี้ท่านจะได้เชื่อมอย่างไร เดี๋ยวท่าน ค่อยทักท้วงขึ้นมานะครับ ถ้าท่านอภิปรายเรื่องผิดกฎหมาย หรือเรื่องร่ํารวยผิดปกติ หรือการปฏิบัติหน้าที่ ท่านก็ต้องยื่นถอดถอนตามที่พูดนะครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ เรื่องกฎหมาย นิรโทษกรรมผมจะผ่านไป
ผมว่าพอแล้วนะครับ แล้วผู้อภิปรายท่านจะได้ทําหน้าที่ท่าน
ท่านประธานครับ เรื่องกฎหมาย นิรโทษกรรมใครได้ผลประโยชน์ผมจะผ่านไป
เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ ประท้วงให้จบก่อน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยครับท่านประธาน การอภิปรายในญัตตินี้ ในเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมผมขอประท้วงตามข้อ ๖๑ เพราะว่า ท่านอภิปรายนอกญัตติจริง ๆ ครับท่านประธาน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนี้ไม่มีในญัตตินี้เลย แล้วท่านไปอภิปรายซ้ําแล้วซ้ําอีกเพื่อเชื่อมโยงว่าเป็นเรื่องที่จะเอาทรัพย์สินคืนครับ ไม่มีเลยสักนิดเดียวท่านประธาน ช่วยพิจารณาด้วยครับ เบียดเบียนใส่ร้ายป้ายสี
เอาละครับ เชิญท่านประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้ประท้วงของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อสักครู่นี้ บอกว่าให้ประธานบังคับคน ไม่ให้ประท้วงเลยทุกคนประท้วง คนฟังทางบ้านฟังแล้วผมก็เสียหาย ผมคนหนึ่งที่ประท้วง เราประท้วงตามข้อ ๖๑ แล้วก็ประท้วงตามข้อบังคับครับ ผมใช้สิทธิ ข้อ ๖๓ นะครับ ผมเสียหาย แล้วผมประท้วงต่อไปครับ คุณนิพิฏฐ์ต้องถอนครับ ที่จริงผมไม่อยากพูด ท่านบอกว่าอยู่ ๆ ไม่รับคําสั่งศาลเป็นโจรมาจากไหน คําว่า เป็นโจรมาจากไหน เอาออกครับ ท่านประธาน สภานี้เสียหาย พวกผมไม่ใช่โจร ที่ไม่รับท่าน ส.ส. ผมก็บอกแล้ว ไม่รับเรามีเหตุ มีผล ท่านบอกเป็นโจรไปไหนไม่ได้ครับ คํานี้ต้องถอนนะครับ
เมื่อสักครู่ท่านก็ประท้วงแล้ว ไม่อนุญาต เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวให้วินิจฉัยก่อนครับ คือท่านสมาชิกครับ พวกเราต้องอดทนฟัง เพราะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ท่านต้อง อ่านญัตติของผู้เสนอทั้งหมดก่อนนะครับ เมื่อเช้าผู้นําเสนอญัตติคือผู้นําฝ่ายค้านท่านก็ได้ อธิบายถึงเรื่องการออกกฎหมาย ซึ่งมีรูปแบบแล้วก็มีวิธีการที่เขาบอกว่าซับซ้อนและแยบยล อันนี้เป็นเรื่องของประธานจะฟังอยู่นะครับ ส่วนประเด็นที่ท่านไม่ได้ยื่นถอดถอนท่าน นายกรัฐมนตรี ผมจะไม่อนุญาตให้ท่านอภิปรายถึงประเด็นนี้นะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมจะเลยประเด็นนี้ ไปนะครับ แต่เพื่อนสมาชิกของผมท่านอรรถวิชช์จะได้อภิปรายในรายละเอียดต่อไปนะครับ ประเด็นนี้ผมจะเลยไป
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมกราบเรียนท่านประธานในการไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี คือท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาให้กับพี่ชายของตัวเอง ท่านประธานจะจําได้นะครับว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๖ มีคลิปเสียงการสนทนา ผมพูดเสียเลยว่า คลิปเสียงนี้เป็นคลิปเสียงของใคร เพราะว่าลูกชายของคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ยอมรับแล้วว่าเสียงที่ปรากฏในคลิปเสียงนั้นเป็นเสียงของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นคลิปเสียงที่จะเปิดต่อไปนี้เป็นคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กับ พลเอก ยุทธศักดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ผมต้องเริ่มต้น บอกท่านประธานว่า ท่านนายกรัฐมนตรีถูกชี้นําให้ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ของพี่ชาย คือแก้ปัญหาให้กับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพราะความคิดเริ่มต้น ในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมมันเป็นความคิดของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ท่านได้พูดในคลิปนี้ว่า ท่านเหมือนคนที่ลอยคออยู่ในทะเลนานเกินไปแล้ว ท่านบอกว่า ท่านอยากจะกลับบ้านเหลือเกิน ท่านบอกว่า พลเอก ยุทธศักดิ์ เป็นคนเอาท่านออกไป ข้างนอกประเทศ วันนี้ พลเอก ยุทธศักดิ์ มีหน้าที่ต้องนําท่านกลับมาในประเทศ
เดี๋ยวครับ ท่านนิพิฏฐ์เดี๋ยวสักครู่หนึ่ง ท่านจะประท้วงอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการครับ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ที่ผู้อภิปรายได้พูดนั้น ผมขอประท้วงตามข้อ ๖๑ ครับ ประเด็นนี้ไม่มีในญัตติครับท่านประธาน และเป็นการใส่ร้าย ท่านทักษิณ ชินวัตร นี่ไม่ใช่เป็นผู้เริ่มต้นของการทํา พ.ร.บ. นิรโทษกรรมครับ พวกผมครับ อย่าใส่ร้ายป้ายสีสิครับ วรชัย เหมะ ครับ พูดความจริงบ้างสิครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่า พูดอะไรก็ได้ ในเมื่อคุณไม่อยู่
คือท่านประท้วง ผมจะวินิจฉัยนะครับ ประเด็นแรกขอท่านนิพิฏฐ์อย่าไปกล่าวถึงบุคคลที่สาม ในวิธีคิดการแก้ไขกฎหมายนิรโทษกรรมนะครับ เพราะการเสนอนั้นเป็นของท่านสมาชิก ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผู้ที่ประท้วงบอกว่า ท่านตั้งประเด็นว่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือแก้ไข ปัญหาพี่ชาย อันนี้ท่านสามารถนําเสนอได้ เพราะอยู่ในญัตติของท่านนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ความจริงแล้ว ในญัตตินี้มันก็มีอยู่หลายเรื่องที่สามารถอภิปรายได้นะครับ ตั้งแต่การวางแผนใช้อํานาจ ออกกฎหมายให้ได้มาซึ่งประโยชน์โดยมิชอบอันเป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ ซับซ้อน แยบยล
เอาประเด็นที่ท่านกําลังกล่าว เดี๋ยวมันจะเลยไปประเด็นอื่นครับ
ปล่อยให้บุคคลในครอบครัวกดปุ่ม สั่งการตามอําเภอใจได้ทุกรูปแบบ จนประเทศไทยเสมือนมีนายกรัฐมนตรีหลายคน อันนี้ผมว่ามันชัดครับ แล้วที่ผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่าปล่อยให้ประเทศ มีนายกรัฐมนตรีหลายคน ผมกําลังบอกว่านายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งที่กํากับดูแลอยู่ก็คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร มันก็ตรงตามญัตติที่ผมเสนอนี่ล่ะครับ ผมเรียนท่านประธาน เริ่มต้นว่า ความคิดในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อนําพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ มันเริ่มต้นที่คุณทักษิณบอกว่า เขาเปรียบเหมือนคนที่อยู่ในทะเลนานแล้ว ลอยคออยู่นานแล้ว เขาต้องการกลับบ้าน เขาต้องการจบชีวิตในประเทศไทย ชีวิตแผ่นดินแม่ ชีวิตที่มีความสุข อากาศที่หายใจเต็มปอดที่สุดคืออากาศในประเทศไทย กลางคืนที่นอนหลับ สบายที่สุดคือกลางคืนในประเทศไทย แผ่นดินที่เดินสบายที่สุด ย่ําเท้าได้ดีที่สุดคือแผ่นดินแม่ คือประเทศไทย คุณทักษิณไม่ต้องการอยู่ดูไบ บอกว่าเขาเหมือนคนที่ลอยคอในทะเล ต้องนําเขากลับประเทศไทย เขาเลยได้ปรึกษาเรื่องนี้กับพลเอก ยุทธศักดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหม เรื่องนี้ละครับเป็นที่มาของการนํานายกรัฐมนตรีมาควบตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านประธานก็รู้อยู่แก่ใจครับว่าระหว่าง พลเอก ยุทธศักดิ์ กับคุณยิ่งลักษณ์ใครมีความเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมากกว่ากัน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีความเชี่ยวชาญในด้านการทหารที่ไหนละครับ มีที่ไหนล่ะครับ แล้วอยู่ ๆ ทําไมคุณยิ่งลักษณ์ถึงมาควบตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วปลด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ความจริงนี้มันก็ปรากฏ จากคลิปนี้ครับ เพราะคุณทักษิณต้องการกลับบ้าน คุณทักษิณบอกว่าให้ พลเอก ยุทธศักดิ์ แล้วก็นายกรัฐมนตรีนําเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมนี้เข้าสู่สภาความมั่นคงและสภากลาโหม แต่ท่านบอกว่าซิกแซกหน่อย เวลานําเข้าสู่สภาความมั่นคงหรือสภากลาโหมให้บอก สภาเหล่านั้นว่าจะเสนอกฎหมายนี้เป็นพระราชบัญญัติ แต่ท่านบอกว่าเมื่อออกจาก สภากลาโหมหรือออกจากสภาความมั่นคงแล้วให้เสนอเป็นพระราชกําหนด เป็นความต้องการ ของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ เพราะในคลิปสนทนาก็บอกว่า ถ้าทหารยินยอมด้วย ทหารไม่คัดค้านก็สามารถที่จะออกเป็นพระราชกําหนดได้ ถ้าออกเป็น พระราชบัญญัติเขาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์และประชาชนจะคัดค้าน เพราะฉะนั้น ให้ออกเป็นพระราชกําหนดเลยเขาสามารถกลับประเทศไทยได้ทันที ผมไม่พูดถึงเรื่อง ไวอากร้า (Viagra) เรื่องถั่งเช่าอะไรเขาหรอกครับ เป็นเรื่องที่ผู้ชรา ๒ คนเขาไปตกลงกันเอง แต่ที่ผมพูดมันเป็นผลประโยชน์ชาติ ถามว่านายกรัฐมนตรีมีคุณสมบัติดีตรงไหนครับที่ไปนั่ง ตรงนั้น นอกจากวางแผนที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม นอกจากวางแผนที่จะออกเป็น พระราชกําหนดนิรโทษกรรมและนําคุณทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน ที่เขาพูดกันระหว่าง คุณทักษิณกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมมันมีสักประโยคไหมครับที่เป็นประโยชน์ กับประชาชน มันมีสักประโยคไหมครับที่เป็นประโยชน์กับกองทัพ ไม่มีครับ มีแต่ย่ํายีกองทัพ มีแต่ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการนําพี่ชายของตัวเองกลับบ้าน ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นคุณทักษิณ ชินวัตร และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมยังบังอาจใช้ สถาบันเป็นเครื่องมือ คุณทักษิณ ชินวัตร บอกว่าถ้านําเขากลับประเทศแล้วเพื่อไม่ให้ มีปัญหา ให้พลเอก เปรม แต่งตั้งเขาเป็นที่ปรึกษาสํานักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าคุณทักษิณเป็นที่ปรึกษาสํานักงานพระมหากษัตริย์ คุณทักษิณบอกว่า เขาเปรียบเสมือนคนในวัง เมื่อเขาเปรียบเสมือนคนในวังแล้วเขาจะไปทํากิจกรรม ทางการเมืองไม่ได้ ประชาชนก็จะไม่ต่อต้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจําเป็นต้องกล่าว กับท่านประธานอีกสักประโยคหนึ่งนะครับ ในชีวิตของพวกผมและพวกผมที่เป็น พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยแอบอ้างสถาบัน ไม่เคยทําให้สถาบันได้รับความเสียหายเลย คนพวกผมทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี้ครับ ผมเรียนท่านประธานว่าไม่มีใครถูกกล่าวหาในคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลยครับ
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงครับ เชิญ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายตาม ข้อ ๖๑ อภิปรายนอกประเด็น ใส่ร้ายบุคคลอื่น เอ่ยชื่อบุคคลอื่นโดยไม่จําเป็น ประกอบกับนําสถาบันพระมหากษัตริย์ มากล่าวอ้างผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านนิพิฏฐ์เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ในประเด็นที่ท่านนําเสนอนั้นท่านหยิบยกเรื่อง บุคคลภายนอกเจรจากันจะจริง เท็จ สภาไม่ทราบนะครับ แต่ไม่สมควรที่จะหยิบยก ในประเด็นของบุคคลภายนอกแล้วก็มาอ้างอิงถึงสถาบัน แล้วก็เป็นตัวแทนที่จะเข้าไป ดํารงตําแหน่ง อันนี้ผมขอไม่ให้อภิปรายในประเด็นนี้นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ เวลาเรากล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
คือข้อบังคับเขาเขาห้ามไว้แล้วก็มันเป็นประเด็นที่ท่านเอาเรื่องของบุคคลภายนอก แล้วมาพูดในสภา ซึ่งจริง เท็จ ไม่มีใครทราบ ผมเองก็ไม่สามารถที่จะทราบและยืนยันได้
เดี๋ยวนายกรัฐมนตรีจะมาตอบเอง ท่านประธาน
ไม่ใช่ ประเด็นนี้มันคนละประเด็นที่ท่านกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไปอ้างอิงถึงประเด็น คู่สนทนากันแล้วก็มาอ้างประเด็นนี้ขึ้นมา อันนี้ผมจะไม่อนุญาตนะครับ เพราะถือเป็น บุคคลภายนอกและสถาบัน
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ทั้งหมดนี้เขาพูดถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านจะให้ผมอ่านไหมครับ
คือผมอนุญาตอย่างไร แต่หมายความว่าในช่วงนี้ในประเด็นช่วงนี้จะไม่พูดนะครับ เพราะไปเกี่ยวข้องกับสถาบันนะครับ
ท่านประธานครับ ผมต้องโต้แย้ง ท่านประธานนะครับ
ผมวินิจฉัยแล้ว
ท่านประธานฟังผมด้วยสิครับ
ผมวินิจฉัยแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานฟังผมหน่อยสิครับ เวลาเราพูดถึงสถาบันท่านประธานต้องดูว่าผมพูดถึงสถาบันด้วยความจงรักภักดีหรือปกป้อง สถาบัน
ทุกคนก็จงรักภักดีละครับ แต่หมายความว่าประธานบอกเอาเท่านี้ละครับ เชิญต่อ
ท่านประธานครับ ผมต้องพูดต่อแล้วครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมใด ๆ เลยที่ไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม นอกจากจะใช้กองทัพเป็นเครื่องมือเพื่อนําพี่ชายของตัวเองกลับบ้าน ผมจะเลยประเด็นนี้ไป แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าพวกผมนี้ที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ท่านเชื่อไหม ท่านรัฐมนตรีเชื่อไหม เราไม่เคยถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย สมาชิกพรรคของเราไม่เคยถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย ผมไม่บอก ว่าเราจงรักภักดีหรือเปล่า ท่านทั้งหลายที่เป็นนายทหารอยู่ที่นี่หลายคนเคยดื่มน้ํา พิพัฒน์สัตยาต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมาชิกพรรคผมไม่มีครับ เราไม่เคยใช้ สถาบันเป็นเครื่องมือ มีแต่ปกป้องสถาบันสูงสุดของชาติ แต่นายกรัฐมนตรีกลับรับลูกพี่ชาย ที่จะเสนอ พลเอก เปรม ให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นที่ปรึกษาทรัพย์สิน พระมหากษัตริย์ โดยคิดว่าถ้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันจะปลอดจากการเมือง ทําตรงกันข้ามกัน ทําอย่างนี้ทําไมละครับ เวลาต้องการความปลอดภัย เวลาต้องการกลับเมืองไทย บอกว่า หนีบผมไว้ที่สํานักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เถอะ แล้วลูกน้องของพวกท่านล่ะ ปฏิบัติอย่างไรกับสถาบันสูงสุดของชาติ คิดไหมละครับ นั่งอยู่ได้อย่างไรครับ หัวใจท่าน มีความสุขหรือครับ ในสมองในสายเลือดท่านเคยปกป้องสถาบันสูงสุดบ้างไหม นอกจาก หาประโยชน์ให้กับตนเอง มีไหมครับในหัวใจท่าน แล้วไปนั่งอยู่ได้อย่างไรครับ ใช้สถาบัน พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการเดินทางกลับ
เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายตาม ข้อ ๖๑ แล้วผมประท้วง ท่านประธานตาม ข้อ ๘ ตาม ข้อ ๖๑ ผู้ภิปรายได้หยิบยกคําอภิปรายที่ผิดข้อบังคับ มาอภิปราย และท่านประธานก็ได้วินิจฉัยไปแล้ว แต่ผู้อภิปรายก็ยังใช้คําพูดคําเดิม ข้อความ เดิม ๆ พร้อมกับใส่ร้ายนายกรัฐมนตรีเหมือนประหนึ่งว่านายกรัฐมนตรีไม่ปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ อย่างนี้ไม่ได้เสียหายครับ ท่านประธานต้องใช้ ข้อ ๖๓ ให้เด็ดขาดครับ ขอบคุณครับ
ท่านประท้วงผม ข้อ ๘ ใช่ไหมครับ ผมนั่งฟังอยู่เพราะผู้อภิปรายเขากําลังอภิปรายว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเอื้อพวกพ้องของตนเองอย่างไรครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบเอง ว่าเรื่องนี้ท่านได้เสนอหรือไม่ อะไร ถ้าไม่เสนอผู้อภิปรายคนฟังก็ถือว่าท่านพูดไม่ตรง ความจริงก็เท่านั้นเอง เดี๋ยวให้ท่านนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงแล้วกัน เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ เอาประเด็นอื่นต่อครับ มีท่านอื่นรอคิวอีกนาน ตั้งแต่เช้ามาได้ ๓ ท่านเอง จบเลย เชิญครับ
คลิปที่ ๑ ท่านครับ ขอให้เจ้าหน้าที่ เปิดคลิปครับ
เชิญเจ้าหน้าที่เปิดครับ ขออนุญาตแล้วใช่ไหมครับ
ขออนุญาตแล้วครับ
เชิญคลิปภาพหรือคลิปเสียง
เป็นเสียงครับ
ฝ่ายเลขาธิการมีไหมครับ ฝ่ายเลขาธิการลองประสานดูสิได้ส่งเสียงไปไหม ท่านต่อไปจะได้ เตรียมนะครับ ที่ส่งรายชื่อมา ท่านอรรถวิชช์ครับ ผมไม่อนุญาตคลิปเสียงครับ เชิญท่าน อภิปรายต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ มันต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ และผมเรียนท่านประธานครับว่าคลิปเสียงนี้ท่านประธานครับ เคยเปิดในการตั้งกระทู้ถามในสภานี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ตั้งกระทู้ถามเปิดคลิปเสียงนี้ได้ แต่ครั้นถึงวันเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่อนุญาตให้เปิดคลิปเสียงนี้ รัฐสภานี้เป็นอะไรไปครับ ท่านจะปิดปากพวกเราหรือครับ ในสิ่งที่ท่านทําชั่วไว้ ปกปิดกันอย่างนี้หรือครับ ถ้าคลิปนี้ ไม่เคยเปิดก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่คลิปนี้เคยเปิดมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่วันนี้ถึงคราวอภิปราย ไม่ไว้วางใจไม่ให้เปิดมัน ๒ มาตรฐานนะครับ เจ้าหน้าที่บอกผมว่าอนุญาตแล้วส่งไป ห้องโสตทัศน์แล้ว แต่ท่านอาจจะเปลี่ยนใจขึ้นมาไม่อนุญาตก็ได้
เชิญต่อครับ
ตกลงท่านประธานอนุญาตไหมครับ
ไม่อนุญาตนะครับ
ทําไมไม่อนุญาตละครับ ให้เหตุผล หน่อยสิครับ ก็ตอนตั้งกระทู้
เขาบอกว่าอย่างนี้นะครับ คลิปเสียงกรรมการมีความเห็นว่าไม่ควรอนุญาต เนื่องจากเป็น ข้อมูลที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มาและเป็นบทสนทนาระหว่างบุคคล ซึ่งไม่ทราบว่ามีการ บันทึกเสียงไว้ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นอาจทําให้เกิดความเสียหายได้นะครับ อันนี้เป็นคลิปเสียงนะครับ อันที่ ๒ เอกสารจํานวน ๔ ชุด อนุญาตให้นําเสนอได้นะครับ นี่คือคณะกรรมการจากเจ้าหน้าที่สภาเรานี่ละครับ ๗ ท่าน เชิญต่อเลยครับ
ผมไม่เถียงท่านในเรื่องนี้นะครับ แต่ผมกําลังบอกท่านประธาน บอกพี่น้องประชาชน ผมไม่ต้องการบอกในสภาแห่งนี้ครับ ว่าคลิปเสียงนี้ครั้งหนึ่งในการตั้งกระทู้ถามธรรมดา ท่านประธานสภาและกรรมการของ สภาชุดนี้อนุญาตให้เปิดมาแล้ว แต่ครั้นวันนี้เมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ คุณทักษิณ ชินวัตร สภาแห่งนี้รวมทั้งท่านประธานไม่อนุญาตให้เปิด นี่คือ ๒ มาตรฐาน
ท่านณรงค์ก่อนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นคลิปของ ท่าน ส.ส. นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นั้น เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งมีผมกับคณะ เป็นผู้พิจารณานะครับ เรื่องนี้ยังไม่อยู่ในอํานาจที่คณะกรรมการที่ท่านประธานแต่งตั้ง ขึ้นมาใหม่ อันนี้เป็นเรื่องของพวกกระผมได้ตกลงกันว่า ๓ คนของคณะกรรมการฝ่ายรัฐบาล ตกลงไม่อนุญาตให้เปิดคลิปนี้ แล้วก็ส่วนพวกผมอีก ๓ ท่านนั้นถือว่าอนุญาตให้คลิปนี้ สามารถเปิดได้ในที่ประชุมแห่งนี้ แต่ในเมื่อเสียงเท่า ๆ กัน ไม่มีใครจะตัดสินได้ก็เลยให้ถือว่า คลิปนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานที่จะวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาเรื่องนี้ พวกกระผมโดยผมเองได้โต้แย้งไว้ ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ จากการยึดหลักการเหตุผลของการพิจารณานั้นเห็นว่าคลิปนี้ อยู่ในวิสัยที่เข้าตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการได้ให้อํานาจในการพิจารณาไว้ ๖-๗ ประการ ไม่ได้ขัดกับประการใดประการหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ หลักเกณฑ์ในการพิจารณานั้นคลิปนี้ได้เคยเปิดมาแล้ว ในสภาแห่งนี้ ในชั้นที่ยื่นกระทู้
ประเด็นที่ ๓ การพิจารณาในวันนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ถ้าหาก จะเป็นการตรวจสอบของฝ่ายค้านเป็นไปอย่างประสิทธิภาพ ผมก็ได้ให้เจ้าหน้าที่บันทึกว่า น่าจะเป็นประโยชน์ในการนํามาเปิดเพื่อที่ให้สาธารณชนและประชาชนทางบ้านจะได้รู้ เพื่อจะเป็นการเห็นว่ารัฐบาลนี้เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ว่าความเป็นจริง ความถูกต้องอยู่ที่ไหน แต่ปรากฏว่าเหตุผลเหล่านี้เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บันทึกมาเลยนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่บันทึกเมื่อสักครู่นี้เป็นบันทึกที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง จะเป็นเท็จหรือไม่สุดแล้วแต่ท่านประธานจะพิจารณาครับ ขอบคุณครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ผมเป็นหนึ่งในกรรมการตรวจคลิปพร้อมกับท่านที่ได้ลุกชี้แจงเมื่อสักครู่ ท่านลองฟังประเด็น ทางมุมผมนิดหนึ่งครับท่านประธาน คลิปที่ท่านรัฐมนตรีนิพิฏฐ์ได้นําเสนอในที่ประชุม มีทั้งหมด ๓ คลิป ความยาวต่อคลิปประมาณ ๓ นาที รวมทั้งหมดประมาณ ๙ นาที เป็นคลิปที่เขียนซับไตเติ้ล (Subtitle) ท่านประธานครับ คือมีตัวเหมือนคาราโอเกะครับ แต่ว่าไม่มีภาพปรากฏ แล้วก็มีเสียงคนในนั้นพูดกันอยู่ ประเด็นที่ ๑ ก็คือผมพูดบอกว่าที่มา ของคลิปไม่ชัดเจน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าท่านอ้างบอกว่ามีการยื่นกระทู้ถามสด วันนั้นผมนั่ง ในห้องประชุมกระทู้ถามสดไม่ถึง ๑ นาทีที่เป็นคลิปดังกล่าวนั้น แต่คลิปที่มานําเสนอ ในห้องประชุมเมื่อสักครู่นี้ ๙ นาที ท่านประธานครับ ไม่มีการปิดกั้นแต่อย่างใด สุดท้ายทั้งสอง ก็ลงมติเท่ากัน ๓ : ๓ ผมฝากท่านประธานใช้ดุลยพินิจครับว่า ถ้ามันมีที่มาชัดเจน อ้างอิงได้ ผมไม่มีปัญหากันครับ ให้ท่านประธานได้พิจารณาครับ
คือเมื่อเช้าผมได้ขอความร่วมมือทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อที่จะตั้งคณะกรรมการโดยให้ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการฝ่ายละ ๓ ท่าน ก็มีการแต่งตั้ง พอแต่งตั้งไปก็มีปัญหา พอมีปัญหาผมก็ได้เสนอแนวความคิดแล้วก็ท่านสมาชิกจากซีกพรรคประชาธิปัตย์ท่านก็ บอกว่า ขอให้เป็นเจ้าหน้าที่จากสภาก็แล้วกัน ผมก็ให้เจ้าหน้าที่สภาทั้งหมด ๗ ท่าน ไปดําเนินการแล้วรายงานท่านรอง ๒ ถ้าเราไม่เชื่อเขาแล้วจะเชื่อใครนะครับ แต่งตั้ง ส.ส. เอง ก็อย่างที่เห็นนี่ละครับ ต่างฝ่ายก็ต่างสนับสนุนเหตุผลของตัวเอง พอมาถึงเป็นข้าราชการ ข้าราชการท่านก็ไม่มีส่วนได้เสียอะไรก็รู้กันอยู่ตั้งแต่ระดับข้าราชการตั้งแต่ ซี ๑๐ มีซี ๑๐ มีซี ๙ ฉะนั้นผมยืนตามที่ท่านรองประธานเป็นผู้กําหนดมา เชิญท่านนิพิฏฐ์ต่อเลยครับ ท่านอธิบายได้ แล้วก็ตั้งกรรมการไปเรียบร้อยแล้ว ชุดเก่าฝ่ายละ ๓ คนก็ไม่เอาแล้วครับ พอแล้วครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านณรงค์นั่งเถอะครับ เดี๋ยวจะให้ท่านนิพิฏฐ์อภิปรายให้จบประเด็น
มันคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ผมยอมรับท่านประธานครับ แล้วก็ เพื่อไม่ให้ข้าราชการที่วินิจฉัยมาได้รับความเสียหายนะครับ แต่ผมก็น้อยใจอย่างหนึ่งว่า ท่านตั้งกรรมการตั้ง ๗-๘ คนใช่ไหมครับ
ต่อเลยได้ไหมครับท่านนิพิฏฐ์ เมื่อไม่ได้ก็คือไม่ได้ ผมเสียเวลาจากการรําพึงรําพัน
ยอมรับแล้ว แต่ว่าเสียงมันไม่น่า จะออกเป็น ๙๐ ๘๐ ๗๐ มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็ฝากกรรมการที่ตัดสินว่า ท่านอาจจะนึกผิดในใจว่าท่านได้ทําหน้าที่ปิดกั้นการทําหน้าที่ของผู้แทนราษฎร ซึ่งมันไม่ควร จะเป็นอย่างนั้น แต่ผมยอมรับคําตัดสินของท่าน แต่ว่าในครั้งต่อไปท่านอย่าตั้งอันดับ ๙ อันดับ ๑๐ ท่านลองตั้งอันดับ ๔ หรืออันดับ ๓ ผ่านฉลุยเลยครับ ตั้งระดับเล็ก ๆ เข้ามา แล้วจะผ่าน แล้วความยุติธรรมมันจะต่างกัน เมื่อท่านไม่อนุญาตก็ไม่เป็นไรครับ ผมกําลัง จะสรุปในท้ายที่สุดว่ากฎหมายนิรโทษกรรมมันเริ่มต้นมาจาก คุณทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการ นําเรื่องนี้เข้าสู่สภากลาโหมและสภาความมั่นคง แต่ว่าในการนําเข้าสู่สภากลาโหมและ สภาความมั่นคงนั้นให้เสนอเป็นพระราชบัญญัติ แต่ว่าเมื่อออกมาแล้วให้รัฐบาลได้เสนอเป็น พระราชกําหนด ผมเลยบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาให้กับพี่ชายของตัวเอง ทั้งหมดที่ผมกราบเรียนมา ผมไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีเอาเฉพาะประเด็นที่ถูกพาดพิงนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ และท่านสมาชิกที่เคารพอย่างสูงครับ ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ เพียงนิดเดียว เพราะว่า บังเอิญท่านนิพิฏฐ์พูดพาดพิงแล้วก็ทําให้ผมแล้วก็หลาย ๆ คนบนนี้เสียหายท่านพูดมาแต่ต้น ผมก็นั่งรอนานมาก ท่านพูดได้เก่งจริง ๆ ๒ ชั่วโมง ผมไปรับประทานข้าวกลับมาถึงได้มาตอบ ท่านอย่าโกรธผมเลยผมพูดอย่างนี้นะครับ
ผมว่าเอาประเด็นพาดพิงดีกว่านะครับ
ผมจะตอบ ๔ ข้อ จะใช้ เวลาไม่เกิน ๒ นาที
ข้อแรกท่านดูถูกคณะรัฐมนตรีซึ่งรวมทั้งผมด้วย ท่านบอกคณะรัฐมนตรี ชอบนายกรัฐมนตรีโง่ ข้อแรกก็ต้องตอบว่าไม่จริงหรอกครับ คณะรัฐมนตรีรวมทั้งตัวผมชอบ นายกรัฐมนตรีที่เก่ง ที่ฉลาด มันก็เหมือนกับท่านท่านก็เป็นรัฐมนตรีมาก่อนท่านก็ชอบ นายกรัฐมนตรีของท่านที่เก่งและฉลาด ท่านพูดดูถูกอย่างนี้ขออภัยนะครับ ผมอยากจะ ย้อนนิด ๆ นะครับ ถ้าผมจะพูดว่าแล้วดูสิท่านจะรู้สึกอย่างไร ท่านจะได้รู้สึกความรู้สึกของผม ท่านบอกว่า ครม. เช่นผมชอบนายกรัฐมนตรีโง่ ถ้าผมบอกว่าผมชอบนายกรัฐมนตรีฉลาด แต่ผมชอบฝ่ายค้านโง่แล้วท่านจะว่าอย่างไร ท่านก็รู้สึกใช่ไหมว่าผมพูดอย่างนี้มันไม่ถูก นี่ข้อ ๑ ผมขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ ไม่จริง
ข้อ ๒ ครม. อีกเช่นกัน บังเอิญ ไม่บังเอิญหรอกครับ ผมเป็นคนที่อยู่ใน ครม. ยาวที่สุดในที่นี้คืออยู่มาแต่ต้น ท่านบอกว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณสไกป์เข้าไป ใน ครม. ข้อแรกก็ต้องเรียนว่าไม่จริง เป็นเท็จ ถามว่าทําไม ท่านก็เป็น ครม. เหมือนผม ในการประชุม ครม. ไม่ว่าจะประชุมที่ทําเนียบรัฐบาล หรือไม่ว่าจะประชุมนอกสถานที่เขา ตัดสัญญาณท่าน แล้วมันจะไปสไกป์ได้อย่างไรครับ อีกนิดเดียวผมจะจบแล้วครับ
เดี๋ยวให้จบก่อน แล้วถ้าไม่ใช่เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์ค่อยว่ากัน เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อครับ เดี๋ยวทีละท่านก่อนครับ เอาท่านปลอดประสพให้จบก่อนครับ
ครม. ของพรรคเพื่อไทย บังเอิญผมก็เป็น ครม. ของพรรคเพื่อไทย แล้วก็บังเอิญผมก็เป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผมก็ไม่เคยเห็นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสไกป์มาถึง ครม. พรรคเพื่อไทย เพราะว่าเป็นไป ไม่ได้ครับ ที่ผมเป็นรองหัวหน้าพรรคเวลาเข้าประชุม ครม. พรรคเพื่อไทยแล้วผมจะไม่เข้า
ข้อต่อไปข้อ ๓ อันนี้ผมรู้สึกเจ็บในใจ อันนี้ท่านไม่ได้พูด ครม. แต่ท่านมองมา ทางผม ท่านบอกว่าพวกท่านเคยปกป้องสถาบันหรือไม่ ท่านครับ การกล่าวหาอย่างนี้ ท่านกล่าวหาจิตวิญญาณของคนไทยนะท่านนะ ผมพูดใส่ท่านบ้างท่านคงไม่ชอบนะครับ ผมจะไม่พูดแทนคนอื่น ในเมื่อท่านก็มองมาทางผม แล้วผมก็พูดอยู่ในขณะนี้ ผมเป็น ข้าราชการเก่า ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมยืนอยู่ตรงนี้ผมก็มี เครื่องหมายบางอย่างในตัวผมที่แสดงความเป็นผู้จงรักภักดี ท่านเสียอีกไม่มี เราคนไทย จงรักภักดีทุกคนหรอก ความจงรักภักดีที่ดีที่สุดก็คือการทําให้พระองค์ท่านมีเกียรติ มีศักดิ์ มีสถานะยิ่งกว่าเป็นพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านก็ได้ยินว่าท่านผู้ช่วย ราชเลขาธิการก็เอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอความกรุณาท่านให้กราบก็ยินดี เราอย่าเอาเรื่องสถาบันมาพูดกันในที่นี้เถอะครับ เพราะเรากําลังเถียงกันแบบนักการเมือง จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เอาเข้ามาแล้วมันเสียหายครับ สุดท้ายนิดเดียว ไหน ๆ พูดแล้วก็ไม่อยาก ให้บรรยากาศมันถมึงตึงเครียด ท่านก็ไปกระแนะกระแหนท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่า เป็นดาวเคราะห์ บังเอิญผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ดาวเคราะห์เขาเรียก แพลน แอนด์ เอิร์ท (Plan and earth) เป็นที่ที่อยู่อาศัยท่าน เราอย่าไปดูถูกโลกเราทําไมครับ เป็นดาวเคราะห์ อย่างโลกสิเขาถึงจะอยู่ท่าน ก็ไม่เกี่ยวครับ ยอมรับไม่เกี่ยวครับ แล้วท่านก็ไม่เสียหาย
ถ้าไม่เกี่ยวก็ไม่อนุญาตนะครับ ไม่โต้เถียงกันนะครับ ผมไม่อนุญาตนะครับ คือไม่อนุญาต เอาเฉพาะประเด็นพาดพิงเสียหายครับ ไม่เป็นไรครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง การต่างประเทศ เดี๋ยวให้ท่านพาดพิงก่อน เสร็จแล้วเดี๋ยวค่อยท่าน
(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวมีประท้วง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ เชิญประท้วงก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากให้สภาของเราเป็นสภาที่น่าเชื่อถือ เมื่อสักครู่ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่า
ท่านประท้วงอะไรครับ
ประท้วงว่าท่านรัฐมนตรีพูดเท็จ กล่าวเท็จในสภาครับ
มันไม่มีนะครับ พูดเท็จ กล่าวเท็จ เพราะว่าประธานเองไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หรอกครับ นอกจากใส่ร้ายหรืออะไรนี่
ท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ต้องอยู่ในประเด็น แล้วก็ไม่เสียดสี
เสียดสีใส่ร้ายนะครับ มันไม่มีเท็จนะครับ เพราะตามข้อบังคับเขาวินิจฉัยออกมามันไม่รู้อะไร เป็นข้อเท็จจริงนะครับ
ท่านประธานครับ เพื่อจะได้เป็น ข้อเท็จจริง เว็บไซต์ (Web site) ข่าวสดวันที่ ๒๒
ไม่ใช่ ถ้าท่านอย่างนี้ผมจะไม่อนุญาต ท่านต้องประท้วงสิครับ ประท้วงว่าผิดหรือใครฝ่าฝืน ข้อบังคับเรื่องอะไร แต่ถ้าท่านมาอธิบายจะไม่อนุญาต
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ประท้วงตามข้อ ๖๑ รัฐมนตรีอภิปรายเท็จครับ ซึ่งทุกคนก็อภิปรายทั้งข้อเท็จจริง ทั้งที่ถูกต้องแล้วก็เท็จ ผมเรียนท่านประธาน
เอาละครับ ผมจะวินิจฉัยนะครับ คืออย่างนี้ถ้าท่านบอกว่าเท็จ ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับนะครับ มันไม่มีในข้อ ๖๑ นอกจากเสียดสี ใส่ร้ายกัน ไม่อนุญาตนะครับ ท่านดูข้อบังคับกันให้ เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวท่านเป็นคนบอกเองว่าให้สภานี้มีศักดิ์และมีศรี การจะมีศรีและมีศักดิ์ได้ มันจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ขออนุญาตนั่งลงเถอะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมก็มาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวเท็จ ท่านก็ให้มีโอกาสชี้แจง ผมเรียนว่าผมมีข้อมูลหลักฐานว่าทักษิณสไกป์เข้ามาที่รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นข้อมูล เอกสารอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ขอเวลา ๑ นาทีแค่นั้นเอง
คืออย่างนี้ท่านได้พูดไปแล้ว ประธานจะไม่รู้หรอกว่าใครสไกป์ ไม่สไกป์ ต่างคนก็ต่างพูด กันไป แต่ผมจะดูคลุมเฉพาะประเด็นเรื่องไม่ไว้วางใจเท่านั้นเองนะครับ ส่วนท่านสมาชิก ฟังจากท่านอภิปรายแล้วจะตัดสินอย่างไร วินิจฉัยอย่างไรนั้นเป็นดุลยพินิจของท่านสมาชิก แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องผมจะไม่อนุญาตนะครับ เพราะว่าได้คุยกันทุกฝ่ายแล้ว แล้วก็จะเอาเวลานี้ ให้กับผู้อภิปรายได้ใช้สิทธิเต็มที่ เชิญนั่งลงท่านสมบูรณ์ครับ พอแล้วครับ เพราะว่าจะมี หลายท่านที่จะรอคิวในการอภิปรายอยู่ ๑ ก็ไม่ได้ เดี๋ยวทางฝั่งนี้ก็ ๑ เห็นไหมครับ ขนาด ยังไม่ ๑ ก็ประท้วงผมแล้ว เชิญนั่งลงทุกฝ่ายนะครับ ไม่อนุญาตละครับ ผมมีหน้าที่ ที่ต้องรักษาความเรียบร้อยในการประชุมให้ได้นะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เอาเฉพาะประเด็นพาดพิงนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อสักครู่ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายผมก็ได้ยินชัดเจนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสไกป์เข้ามาที่ ครม. ผมก็ได้ยินอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ปลอดประสพได้ยิน ในการประชุม ครม. นั้น ยืนยันได้ครับว่าไม่มีการสไกป์เข้ามาแน่นอน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่นั่งตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงปัจจุบัน ๒ ปี กับ ๓ เดือน ไม่เคยมีครับ ขอยืนยันครับท่านประธาน ขอบคุณครับ ประชาชนจะได้เข้าใจถูกต้อง
เดี๋ยวนะครับ ให้พาดพิงให้จบก่อนนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีก่อน
(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรเชิญครับ ต้องประท้วงนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงตามข้อ ๖๑ นะครับท่านประธาน มีการใส่ร้ายกล่าวหาว่าท่านนิพิฏฐ์ ได้อภิปรายเสมือนกับว่าอภิปรายเป็นเท็จ ท่านประธานครับ แล้วก็บอกว่าไม่มีการสไกป์ไปถึง ครม. ของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เว็ปไซต์ข่าวสด วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔
อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าประท้วงอย่างนี้ คืออย่างนี้ท่านสมบูรณ์ ท่านอยู่สภามานาน คือท่านนิพิฏฐ์ ท่านก็อภิปรายเพื่อที่จะอธิบายเหตุผลแล้วก็ข้อเท็จจริงของท่านไป ผู้ตอบท่านก็ตอบไป ท่านนิพิฏฐ์บอกว่ามี แต่ผู้ตอบบอก ไม่มี ฉะนั้นเป็นสิทธิของท่านสมาชิกนั่งอยู่นี้จะต้องใช้ ดุลพินิจเอง ฉะนั้นเรื่องนี้จะไม่มีใครเท็จใครจริง ประธานเองก็ยังไม่ทราบเลย อันนั้นเป็นเรื่อง ของเอกสารบุคคลภายนอกนะครับ ถ้าหากว่าเสียหาย ท่านนิพิฏฐ์ต้องพูดเอง
นี่ใบเสร็จเลยครับท่านประธาน นี่เป็น ใบเสร็จ
อันนั้นเป็นเรื่องของที่ท่านเอาเอกสารมาประกอบ แต่ท่านนิพิฏฐ์จะต้องชี้แจงเอง ถ้าท่าน เสียหาย เอาละ ท่านนั่งลงครับ ประเด็นนี้ท่านประท้วงไม่ได้นะครับ เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์ ให้จบก่อน ให้จบแล้วก็ค่อยทีเดียว เชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เอาเฉพาะ ประเด็นที่พิพาทก่อน เพราะท่านพูดกันหลายท่านนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาต ให้สิทธิพาดพิงครับ จริง ๆ มีหลายประเด็นที่ผมมีความรู้สึกว่าท่านผู้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ จงใจที่จะกล่าวโดยเหมารวมเอาคณะรัฐมนตรีทั้งหมดอยู่ในคําอภิปรายนั้น แล้วทําให้ คณะรัฐมนตรีอย่างเฉพาะที่นั่งติดอยู่กับผมนี้ทุกท่านก็มีความรู้สึกว่าเสียหาย แต่เนื่องจาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพและท่านรองนายรัฐมนตรีสุรพงษ์ได้ชี้แจง ในบางประเด็น ไปแล้ว ผมก็จะขอหยิบยกบางประเด็นที่อยากจะเพิ่มเติมให้มันชัดเจนนะครับ กรณีที่ ท่านสมาชิกผู้อภิปรายได้กรุณาระบุลงไปว่า คณะรัฐมนตรีใน ครม. นี้ ชื่นชอบนายกรัฐมนตรีที่โง่ แล้วท่านก็กวาดสายตาทั่วไปมายังคณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ ผมเข้าใจครับว่านี่เป็น การทําหน้าที่ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งลักษณะท่วงทํานองของการอภิปรายก็เป็น การกล่าวหา แต่ผมไม่คิดว่าการกล่าวหากันในสภานี้จะยกเอาประเด็นเรื่องโง่เรื่องฉลาด ซึ่งยากเหลือเกินที่จะพิสูจน์ยืนยัน แล้วใครจะยอมรับให้ตรงกันลงไปได้ มาใช้กล่าวหากัน ผมเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่ง ผมยืนยันครับ ว่าเราชื่นชอบชื่นชมและภูมิใจที่ได้รับเกียรติ ในการทํางานกับนายกรัฐมนตรีที่มีความชาญฉลาด ผมเชื่อว่าตอนท่านเป็นรัฐบาลท่านก็ มีความรู้สึกไม่ต่างกับผมนี้ นายกรัฐมนตรีที่ผมทํางานด้วยไม่ได้โง่อย่างที่ท่านกล่าวหาละครับ ชนะเลือกตั้ง ไม่ได้ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มันมีใครเสียหายครับท่านประธาน มีรัฐบาลไหน ตั้งในค่ายทหารครับท่านประธาน ท่านประธานบอกผมสิครับ ใครเสียหาย มันมีรัฐบาลไหน ในประเทศนี้ตั้งในค่ายทหารครับ ท่านประธานครับ
เอาละครับ นั่งลงครับ ท่านรัฐมนตรีนั่งลงเถอะครับ ท่านได้ชี้แจงข้อพาดพิงของท่านแล้ว นะครับ ใจเย็น ๆ ครับ พอแล้วครับ ถ้าท่านจบมากกว่านี้จะมีผู้ประท้วงมากกว่านี้ครับ ประธานวินิจฉัยแล้วว่าท่านได้ใช้สิทธิพาดพิงพอสมควรแล้ว
ครึ่งนาทีครับ ท่านประธาน ไม่เสียหาย ครึ่งนาทีครับ
อย่าร้องครับ ท่านสมาชิกครับ พวกเราได้ปรึกษากันแล้วนะครับ ในระหว่างผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยกัน ถ้ามีบรรยากาศก็ประธานจะควบคุมกันเองนะครับ ขอร้องนะครับ
ครึ่งนาทีครับ
ผมไม่อนุญาตนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านได้ชี้แจงพอสมควรแล้ว ท่านผู้ประท้วงนั่งลงครับ
นั่งลง
อย่าตะโกนครับ
ท่านประธาน ดูแลกิริยาเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ ท่านจะใช้สิทธิอะไร เชิญครับ
ผมไม่เข้าใจ ท่านประธานครับ ท่านจะดูแลสวัสดิภาพของผมอย่างไรครับที่เพื่อนสมาชิกตะคอกผม เมื่อสักครู่
เชิญนั่งเถอะครับ
ท่านจะดูแล สวัสดิภาพผมอย่างไรครับ
เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลท่านด้วยนะ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ นะครับ
ท่านครับ ใจเย็น ๆ ครับ ใจเย็น ๆ ครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากทราบว่าใครตะโกนขู่ผมเมื่อสักครู่นี้
นั่งลงเลย
ขอความกรุณานะครับ นั่งลงครับ ใจเย็น ๆ ครับ
ท่านประธานครับ ผมนิดเดียวนะครับ
ท่านนิพิฏฐ์ เดี๋ยวนะครับ ใจเย็น ๆ ครับ เดี๋ยวจะให้ท่านครับ ให้บรรยากาศมันสบาย ๆ ก่อน นะครับ ท่านรัฐมนตรี ขอความกรุณานั่งก่อนได้ไหมครับ
นิดเดียวครับ
เข้าใจท่าน ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่เดี๋ยวให้ท่านนั่งก่อนนะครับ เพราะว่าประธานก็ตกใจ เสียงของท่านเหมือนกันนะครับ เพราะว่าท่านอยู่ใกล้นะครับ
คือรัฐบาลไหน ตั้งในค่ายทหาร ท่านประธานครับ
เอาละครับ ไม่ร้องครับ ขอความกรุณา ท่านอภิสิทธิ์ช่วยดูด้วยนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ก่อน นั่งเถอะครับ นั่งเถอะ
นี่สภา
ท่านประธาน กรุณาดูกิริยาเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมไม่ได้ใช้วาจา
ท่านนั่งก่อนได้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรีท่านนั่งก่อนได้ไหมครับ ท่านนั่งก่อนได้ไหมครับ
เกรงใจท่านประธานบ้าง
ท่านอย่าตะโกนครับ ขอความร่วมมือ
ท่านประธาน กรุณาควบคุมกิริยาท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ
เอาละครับ ถ้าท่านนั่งลง แล้วก็ไม่พูดนะครับ ทุกอย่างก็จะเรียบร้อยครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ
ท่านประธานสั่งให้นั่ง ทําไมไม่นั่งล่ะ ท่านประธานบอกให้นั่งทําไมไม่นั่ง
อย่าตะโกนครับ อย่าตะโกนครับ
ให้มันนั่งลงสิ ประธานสั่งให้นั่ง
ผมกําลัง ยืนอยู่เพื่อให้รู้ว่าเราสูงกว่ากิริยาที่ท่านกําลังทําอยู่
เอาละครับ เชิญนั่งลงครับ ใจเย็น ๆ นั่งลงครับ คือถ้าท่านนั่งลงแล้วก็จะให้ท่านนิพิฏฐ์พูด ทุกอย่างก็จะราบรื่นนะครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คือประท้วงตั้งแต่เช้าแล้วของท่าน ขอสักครั้งไม่ประท้วงได้ไหมตอนนี้
ไม่ได้ครับ
ถ้าท่านให้ประท้วง ผมไม่ยอมนะครับ ทีพวกผม ให้นั่งลงนะครับ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ เอาเฉพาะประเด็นพาดพิงนะครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้ชี้แจงว่าคุณทักษิณไม่เคยสไกป์เข้ามา ผมไม่บอกว่าท่านพูดจริง พูดเท็จนะครับ แต่ว่าเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ท่านสไกป์ เข้ามานะครับ แล้วก็รองประธานวิสุทธิ์ก็ได้โต้ตอบกับท่านด้วยนะครับ ท่านวิสุทธิ์นั่งอยู่ บนบัลลังก์เมื่อสักครู่นะครับ ท่านไม่ได้ชี้แจงอะไร ท่านก็นั่งพยักหน้า วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ได้สไกป์เข้ามาใน ครม. ของพรรคเพื่อไทย ผมบอกว่าใน ครม. ของพรรคเพื่อไทยนะครับ ไม่ได้เป็น ครม. ที่ทําเนียบรัฐบาลนะครับ แล้วก็เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖ นะครับ นายโทมัส ฟุลเลอร์ ได้ลงบทความว่าในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ว่า เขาเป็นสัมภาษณ์ คุณทักษิณ แล้วคุณทักษิณก็ยอมรับว่าได้สไกป์เข้ามาใน ครม. หลายครั้ง แล้วบังเอิญ
เอาละครับ ท่านได้ชี้แจงพอสมควรแล้ว
เหลืออีกนิดเดียว นายโทมัส ฟูลเลอร์ นะครับ หลังจากสัมภาษณ์คุณทักษิณแล้วได้มาสัมภาษณ์ผม แล้วเขารับสารภาพว่า คุณทักษิณ
เอาละครับ ผมให้โอกาสท่านได้ชี้แจงท่านก็ยืนยันแล้วว่ามีการสไกป์มาส่วนจริงเท็จอย่างไร ไม่มีใครทราบหรอกครับ ผมว่าจะให้อภิปรายท่านต่อไปนะครับ เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแล้ว เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรี ผมขอยืนยันอย่างนี้นะครับ เมื่อสักครู่ผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายชัดเจนว่าเป็นการสไกป์ เข้าสู่คณะรัฐมนตรีคือที่ประชุม ครม. ไม่ใช่ ครม. ที่พรรคเพื่อไทยครับ ฟังชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นการที่ฝรั่งจะไปเขียนอะไรก็เป็นเรื่องของฝรั่งเขาจะเขียน แต่ผมนั่งอยู่ใน ที่ประชุม ครม. ตลอด ๒ ปีกับ ๓ เดือน ไม่เคยมีครับ ที่สไกป์เข้าไปในคณะรัฐมนตรี ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไปท่านอรรถวิชช์ เดี๋ยวท่านอรรถวิชช์ครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ขออนุญาตใช้เวลากับท่านสมาชิกสักเล็กน้อยหลังจากที่ได้รับฟังข้ออภิปรายของ ท่านสมาชิกไปหลายท่านแล้วนะคะ ก็ขออนุญาตใช้เวลาบางช่วงในการอภิปรายในหัวข้อดังนี้ ก็คงจะมาในหัวข้อที่กําลังถกเถียงกันในเรื่องของคณะรัฐมนตรีค่ะ ก็เรียนยืนยันค่ะว่า คณะรัฐมนตรีการคัดเลือกคณะรัฐมนตรี ดิฉันเป็นผู้ที่คัดเลือกคณะรัฐมนตรีเรียนเชิญ เข้ามาร่วมงานก็พิจารณาจากคุณสมบัติ แล้วก็ความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาบริหาร ประเทศค่ะ แล้วก็ที่สําคัญการทํางานของรัฐบาลนั้น เราก็ต้องกํากับนโยบาย แล้วก็ทําให้ ผลงานนั้นเป็นไปตามที่เราได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้นะคะ แล้วก็ยืนยันว่า คณะรัฐมนตรีมีคณะเดียวค่ะ โดยดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรีนะคะ แล้วก็ยังมีหลายข้อกล่าวหา ที่บอกว่าดิฉันเองขาดความเป็นตัวของตัวเองบ้าง ขาดสติปัญญาให้ใครมาสั่งการกดปุ่มนะคะ ก็ต้องเรียนว่าถ้าดิฉันไม่เป็นตัวของตัวเองวันนี้ ๒ ปีกว่าแล้วค่ะ ที่ดิฉันได้บริหารประเทศ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งท่านก็ท่านคงทราบว่าได้เจอปัญหาวิกฤติต่าง ๆ มากมายแค่ไหน ตั้งแต่ในช่วงของวิกฤติเรื่องของอุทกภัยเราก็สามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ มาได้นะคะ แล้วก็ทําให้เศรษฐกิจต่าง ๆ กลับพลิกฟื้นขึ้นมานะคะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีค่ะ ก็คือผู้ที่รับผิดชอบโดยกฎหมาย ผู้ที่รับผิดชอบผลงานของรัฐบาล รัฐมนตรีหรือข้าราชการ ทุกคนก็มีกฎหมาย มีกฎระเบียบของตนเองที่ยึด ดิฉันก็เชื่อว่าไม่มีใครจะยอมให้กดปุ่ม ได้อยู่แล้วนะคะ แล้วก็การที่นายกรัฐมนตรีมีที่ปรึกษาก็เป็นเรื่องไม่แปลก แล้วก็ นายกรัฐมนตรีทุกนายกรัฐมนตรีก็มีที่ปรึกษาทั้งนั้นค่ะ แต่ที่สําคัญการตัดสินใจ อยู่ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะที่ดิฉันรับผิดชอบในฐานะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ คณะรัฐมนตรีก็ได้ใช้คณะรัฐมนตรีนั้นในการตัดสินปัญหา แล้วก็แก้ปัญหาต่าง ๆ จนผ่านมา ๒ ปีแล้วนะคะ แล้วก็หลายเรื่องอาจจะบอกว่ามีการบอกว่าดิฉันเองขาดความรู้ สติปัญญา นะคะ ต้องขออนุญาตว่าท่านสมาชิกได้กล่าวแม้กระทั่งว่าดิฉันโง่นะคะ ดิฉันเองคงไม่ไปตอบ ในประเด็นนั้นเพราะว่าคงยากที่จะอธิบายถ้าไม่มีใครเชื่อ เพราะว่าเราไม่เคยได้ร่วมงานกัน อย่างจริงจัง แต่ดิฉันเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีและข้าราชการที่ทํางานกับดิฉันรู้ดีค่ะ ดิฉันเน้น ในการทํางาน แล้วก็เน้นผลงานในการทํางานที่จะตอบทางด้านของปัญหาพี่น้องประชาชนค่ะ
ขออนุญาตไปอีกเรื่องหนึ่งนะคะ ที่บังเอิญขออนุญาตเรียนท่านประธาน ผ่านทางท่านผู้นําฝ่ายค้านนะคะ เพราะว่ามีข้อที่ท่านได้กล่าวในเรื่องของว่าคณะรัฐมนตรี มีการแก้ไขคุณสมบัติของผู้บริหาร แล้วก็คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อให้ในลักษณะ ของข้อต้องห้ามเกี่ยวกับการต้องโทษจําคุกของผู้บริหารและรัฐวิสาหกิจนั้นนะคะ ก็เรียนว่า ถ้าท่านจําได้นะคะ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ หลักการนี้ในการเห็นชอบให้มีการแก้ไขนะคะ ก็เป็นการแก้ไขหลักการเห็นชอบ ตามคณะรัฐมนตรีสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านคงจําได้นะคะ แล้วก็การแก้ไขนั้น ก็ได้ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างแล้วที่จะรอร่างนั้นเป็นพระราชบัญญัติไปที่สภา แต่ร่างนั้นได้ตกไป เพราะเนื่องจากมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วหลังจากนั้นรัฐบาลนี้ได้มา ดําเนินการต่อแล้ว เนื่องจากที่เราดึงเรื่องนี้กลับมา เพราะว่าเราได้รับเรื่องร้องเรียน จากสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์นะคะ ที่ร้องเรียนว่า พ.ร.บ. ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้มีลักษณะต้องห้ามสําหรับผู้ที่ต้องโทษจําคุกของ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งกําหนดไว้เข้มงวด แตกต่างจากข้าราชการพลเรือนจึงก่อให้เกิด ความไม่เสมอภาคในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐค่ะ แล้วก็คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้ ร้องขอให้รัฐบาลทบทวนในการกําหนดลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการต้องโทษของเจ้าหน้าที่ รัฐประเภทต่าง ๆ เพื่อให้โอกาสผู้ที่เคยต้องโทษจําคุกได้กลับมาเป็นคนดีและสามารถเข้ามา ทํางานในหน่วยงานของภาครัฐได้ค่ะ จึงเป็นที่มาของรัฐบาลนี้ได้นําเรื่องที่เห็นชอบ จากรัฐบาลที่แล้วมาดําเนินการพิจารณาต่อ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของทางกฤษฎีกาอยู่ค่ะ ก็ขออนุญาตชี้แจงให้ทราบเรื่องนี้นะคะ
เรื่องต่อไป ในเรื่องของประเด็นที่ดิฉันเองที่ได้ถูกกล่าวว่าดิฉันไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมาย ไม่ทําตามคําแนะนําของ ป.ป.ช. เพื่อที่จะจงใจให้เกิดการทุจริตทั้งระบบ ก็ยืนยันในที่นี้ว่าดิฉันยืนยันว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริงค่ะ แล้วก็นโยบายในเรื่องของ การที่จะเอื้อให้เกิดการทุจริตก็ไม่ใช่ค่ะ เพราะรัฐบาลนี้ได้มีการแก้ไขและติดตามมาตลอด เราก็ได้ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันกับทุกภาคส่วนอย่างที่ได้เรียนมาแล้ว แล้วก็ที่จริงก็ต้องเรียนว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังเคยยอมรับเลยว่าทุกยุค ทุกสมัยมีการทุจริตคอร์รัปชัน รัฐบาลนี้ก็ได้มีการตรวจสอบโครงการทุจริตคอร์รัปชันหลาย ๆ โครงการค่ะ อย่างเช่น โครงการเรื่องของการก่อสร้างโรงพักตํารวจ โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ อาชีวศึกษา หรือแม้นกระทั่งที่ดินเขาแพง จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ ก็กราบเรียนท่านสมาชิก ที่เคารพว่า รัฐบาลนี้ก็ได้ยืนยันว่าการดําเนินการต่าง ๆ นั้นรัฐบาลทําไปตามกฎหมาย แล้วก็ ข้อแนะนําของ ป.ป.ช. กล่าวคือคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ แล้วก็วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานในการดําเนินตามข้อเสนอ ของ ป.ป.ช. โดยให้เป็นไปตามระเบียบ ทั้งนี้เราก็ได้มอบหมายให้กับทางกระทรวงการคลัง ที่เป็นหน่วยงานหลักที่จะร่วมกันกับทางสํานักงบประมาณ แล้วก็สํานักงาน ก.พ.ร. ร่วมไปหารือ กับทาง ป.ป.ช. ซึ่งในที่นี้ก็มีท่านรองนายกรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารง แล้วก็รองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ได้ร่วมหารือกับ ป.ป.ช. ด้วยนะคะ ซึ่งที่ประชุมก็ได้มีการหารือต่าง ๆ แล้วเรา ก็ได้นําเอารายละเอียดต่าง ๆ เข้ามาประกอบ ซึ่งในส่วนของการหารือนั้นเราก็ได้ให้ประชุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานนั้นเปิดเผยราคากลาง และคํานวณราคากลาง เพิ่มเติมไว้ในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาตรวจดูนะคะ ซึ่งในส่วนนี้ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติอีกเช่นกันค่ะ สั่งการให้กับ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ถือปฏิบัติตามแนวทางที่จะเปิดเผยราคากลางของงานก่อสร้างราชการต่าง ๆ ตามที่ กระทรวงการคลังกําหนด ซึ่งการเปิดเผยนี้ก็ได้มีการเปิดเผยงานจัดซื้อจัดจ้างประเภทอื่นด้วย ที่ไม่ใช่งานก่อสร้าง แล้วก็ยังได้มีการกําชับให้ทุกหน่วยงานนั้นรีบเปิดเผยราคากลางในทันที นะคะ ในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ก็คือภายใน ๑๘๐วัน แต่ถ้าหน่วยงานไหนทําเสร็จก่อน ก็ขอให้เร่งประกาศก่อน ซึ่งการประกาศนี้อย่างเช่นราคากลางของงานก่อสร้าง ราคากลาง ของยาเวชภัณฑ์ หรือการจ้างควบคุมงาน การจ้างออกแบบ การจ้างที่ปรึกษา และกําหนด ราคากลางของงานพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software) ประเภทโปรแกรม (Program) ประยุกต์ ด้วยค่ะ ทั้งหมดนี้ก็ขออนุญาตใช้เวลาชี้แจงที่ประชุมแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ของท่านอรรถวิชช์นะครับ จะมีที่กรรมการอนุญาตคลิปจํานวน ๒ คลิป คือของนายกรัฐมนตรี แถลงเกี่ยวกับกฎหมายนิรโทษกรรมและนโยบายการปรองดองของพรรคเพื่อไทย และเพาเวอร์พอยท์ (Power Point) จํานวน ๒ ชุด มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรา ๓ มาตรา ๕ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและคําพิพากษาคดียึดทรัพย์ เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นของกระผมนั้นจะมุ่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งก็จะอยู่ในกรอบภายใต้ ข้อเสนอคําแปรญัตติในประเด็นที่ว่าพูดอย่าง ทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ ชอบแอบอ้าง ประชาธิปไตย ซึ่งกระผมจะอภิปรายไม่มีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก แล้วก็จะมุ่งตรงที่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเดียวเท่านั้นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นก็คือว่า ใน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ที่ได้ถูกยับยั้งโดยวุฒิสมาชิก ๑๘๐ วัน ซึ่งได้ถูกแช่แข็งเอาไว้นี้ นะครับ ก็เป็นที่ทราบโดยประจักษ์ว่ามีบุคคลที่มาต่อต้านจํานวนมาก เพราะเป็นเพียง แค่การยับยั้งไว้ชั่วคราว ประเด็นสาระสําคัญที่สังคมมีความกังวลใจ นั่นก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นมีประโยชน์ทับซ้อนในจํานวนเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะมีการได้คืน โดยท่านนายกรัฐมนตรีนั้นจะได้รับเงินคืนจํานวน ๙๘๒,๓๖๕,๑๒๕ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นจะได้รับเงินคืน ๙๘๒ ล้านบาทจากการที่ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ในคราวนี้ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมาตลอดว่าท่านไม่มีส่วนร่วมด้วย ไม่จริงครับ เพราะท่านนั้น มีส่วนร่วมในกรณีนี้โดยตรง และนี่คือความที่ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของพี่น้องประชาชนที่ออกมา จํานวนมาก นี่คือสิ่งที่เขาเรียกหาความรับผิดชอบจากท่านนายกรัฐมนตรีว่าทําไมท่าน ไม่ออกมาขอโทษประชาชน ทําไมไม่ออกมายอมรับความจริงว่าท่านเป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยตรง พอมาดูครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ๒๐ ล้านหุ้นตามที่ท่านได้ให้การเอาไว้ในชั้นศาลในฐานะผู้คัดค้านที่ ๔ ไปดูลึก ต่อจากนั้นว่าบริษัทของท่านเองในขณะนั้นทําอะไรบ้าง แล้วศาลเขาตัดสินอย่างไร ทําไมถึง เป็นปัญหาในสังคมอยู่ทุกวันนี้จนกระทั่งมาถึงการอภิปราย เขายึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเป็นลาภที่มิควรได้ที่บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) มีผลกําไรเกิดขึ้น มีการ ขายหุ้นและส่วนที่มีการเพิ่มกําไรคือ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นสิ่งที่ไม่ควร เช่น ดาวเทียม เขายิงดาวเทียมไป ๔ ดวง ดาวเทียมไทยคม ๑ ๒ ๓ ๔ ปกติแล้วดาวเทียมเขายิงเป็นคู่ เพราะว่าต้องยิงดาวเทียมหลักและดาวเทียมสํารองไปแบคอัพ (Back up) เจ้าดาวเทียม ดาวเทียมไทยคมดวงที่ ๔ หรือที่ชื่อว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ จะต้องยิงขึ้นไปเพื่อเป็นดาวเทียม แบคอัพสํารองให้กับดาวเทียมดวงที่ ๓ ปรากฏว่าบริษัทของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ลักไก่ครับ ไม่จ่ายค่าสัมปทาน เนื่องจากว่าดาวเทียมดวงที่ ๔ ที่ยิงขึ้นไปที่เรียกว่า ไอพีสตาร์ ดันไปยิงดาวเทียมหลักและไม่ใช่ดาวเทียมสํารอง ผลประโยชน์เสียมหาศาลเลยครับ
ท่านวรชัย เชิญ
ท่านประธานประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ การเสนอญัตตินั้นท่านไม่ได้พูดในญัตติที่เสนอ เพราะว่าการเสนอญัตติต้องพูดในเรื่องที่ ปฏิบัติหน้าที่ครับท่านประธาน ไม่ใช่พูดเรื่องในอดีต อย่างนี้ถือว่านอกญัตติ ท่านประธาน ครับ ช่วยพิจารณาด้วยครับในประเด็นนี้ ท่านพูดนอกญัตติครับ
เอาละครับ เดี๋ยวผมจะได้วินิจฉัย นั่งลงครับ ท่านเพิ่งเกริ่นเรื่องอยู่ในเรื่องของการออก กฎหมาย ญัตติของท่านในวรรคสี่ ท่านยังเขียนไว้อยู่ ขอให้อดทนฟังก่อนนะครับ เพราะว่า ลีลาของแต่ละท่านไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนท่านวรชัย ท่านมาถึงท่านก็ใส่เลย อันนี้ท่านต้อง ลําดับเรื่องก่อนนะครับ ปูเรื่องให้คนเข้าใจก่อน เชิญต่อครับ ยังอยู่ในประเด็นอยู่ครับ
ขอบคุณท่านประธาน เจริญครับ ผมไม่มีนอกเรื่องครับ ผมกําลังจะบอกต่อครับว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ บริษัทของท่านเองในขณะนั้นไปดําเนินการอะไรบ้างเขาถึงยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะพูดสั้นและกระชับ แล้วผมจะบอกว่าเป็นปัญหาต่อสังคมในขณะนี้ว่าการคืนเงินที่ยึด ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีส่วนของท่านนายกรัฐมนตรี ๙๐๐ กว่าล้านบาท และนี่เป็นประเด็นที่สังคมเขาครหาครับ ท่านประธานครับ ขอไปต่อนะครับ ดาวเทียมไอพีสตาร์ (IPStar) นี้ ซึ่งจะต้องยิงเป็น ดาวเทียมสํารองให้กับดาวเทียมไทยคม ๓ ปรากฏว่าบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี้เอาเปรียบคู่แข่งครับ ไม่ได้ยิงดาวเทียมสํารอง แต่ไปยิงดาวเทียมหลัก ประหยัดเงินไปกี่ชอร์ต (Short) รู้ไหมครับ
ประการแรกครับ โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์มูลค่า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องจ่ายเงินเลยครับ เพราะว่าแทนที่จะยิงดาวเทียมสํารองขึ้นไปแบ็คอัพ (Backup) พูดง่าย ๆ คือไปหลอกยิงดาวเทียมหลักเสียแล้วครับ ไม่ต้องจ่ายค่าโครงการ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ประหยัดไปแล้ว ๒. ไปขอบีโอไอ (BOI) ยกเว้นภาษีอีก ๘ ปี ๓. รัฐเสียประโยชน์จากการที่ ไม่มีดาวเทียมสํารองในดาวเทียมไทยคม ๓ อีก ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต้องเรียนว่า ท่านยิงหลายชอร์ตครับ นี่เป็นเหตุว่าทําให้บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เอาเปรียบคู่แข่งในกรณีดาวเทียม เฉพาะกรณีนี้ก็หลายหมื่นล้านบาทแล้ว สิ่งที่น่าตกใจครับ ที่บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) มีกําไรเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลคือ มีการเปลี่ยน เขาเรียกว่า ส่วนแบ่งกําไร ภาษาชาวบ้านคือ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) จะต้องส่งส่วนอัตราส่วนแบ่งให้กับบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) ไปประกาศลดครับ จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานรู้ไหมว่าประเทศเสียหายไปเท่าไร คําพิพากษาหน้า ๗-๘ เขาระบุเลยครับ เฉพาะปี ๒๕๔๔-๒๕๔๙ รัฐสูญเสียประโยชน์ไป ๑๔,๒๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท พอปี ๒๕๔๙-๒๕๕๙ หมายถึงในอนาคตหลังจากนั้นนะครับ ๕๖,๖๕๘,๒๘๐,๐๐๐ บาท รวมเบ็ดเสร็จจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๙ นับจากวันที่เอไอเอส (AIS) บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หมดสัญญากับบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ นี่คือผลประโยชน์ที่เสียไปจากการที่ไปขอเปลี่ยนระบบจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ต้องจ่ายภาษี เหลือแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ กรณีบัตรพรีเพด (Prepaid) บัตรวันทูคอล (One-2-Call) ที่พวกเรารู้จักกัน บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ บริษัทท่านนายกรัฐมนตรีครับ ไปออกเงินกู้พม่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านธนาคารเอ็กซิมแบงก์ สุดท้ายก็ไปบังคับว่าให้เขาซื้อของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) กําไรไปอีกครับ ใช้นโยบายรัฐในการเอื้อประโยชน์ ไปแปรรูประบบสัมปทาน
เดี๋ยวนะครับ
ผมสั้น ๆ ท่านประธาน เชื่อผมสิครับ ไม่เกินครึ่งนาทีผมเข้าเรื่อง และผมยืนยันครับ
คืออย่างนี้ถ้าท่านไปไกลมากกว่านี้มีผู้ประท้วงผม
ไม่ไกลหรอกครับ
เดี๋ยวท่านฟังผู้ประท้วงก่อนนะครับ ถ้าอย่างนั้นมันเดินหน้าไม่ได้นะครับ
ได้ครับ
เชิญท่านพิชิตครับ
ท่านประธาน ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๘ และด้วยความเคารพท่านอรรถวิชช์นะครับ ก็ให้เกียรติท่าน แต่ขออนุญาต ประท้วงท่านตามข้อ ๖๑ สิ่งที่ทานอภิปรายไม่ว่าจะอารัมภบทมากหรือน้อย ท่านไม่เคารพญัตติ ของท่านเองนะครับ เพราะสิ่งที่อภิปรายอยู่นั้น การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องพูดในขณะที่นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ การเอาคําพิพากษาซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ ปฏิบัติหน้าที่ และเป็นคําพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วมากล่าวหาจึงเป็นเรื่องนอกญัตติ
ประการต่อมา ประเด็นของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมไม่ได้มี บทบัญญัติมาตราใด และเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในลําดับรองของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๖๙ ผลของคําพิพากษาเงินตกเป็นของแผ่นดินแล้ว รัฐธรรมนูญได้กําหนด วิธีการการจ่ายเงินของแผ่นดินนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะมากล่าวหาว่า ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีมีผลประโยชน์ทับซ้อนนะครับ ท่านต้องกล่าวให้ตรงไปตรงมาว่า การกล่าวหานี้มันเกิดขึ้นไม่ได้นะครับ ขออนุญาตท่านประธานให้อยู่ในญัตติครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ ก่อนที่ท่านประธานวินิจฉัยนะครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมมีความตั้งใจจริง ๆ นะครับ
เดี๋ยวครับท่านอรรถวิชช์
แป๊บเดียวได้ไหมครับ ผมขอท่านประธานก่อน ท่านประธานวินิจฉัยครับ คือผมไม่เสียดสีจริง ๆ ครับ
คืออย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้เดี๋ยวมันจะเป็นวัฒนธรรมที่ผิดพลาดไป ผมต้องวินิจฉัยผู้ประท้วงก่อน
ท่านประธาน ผมขออนุญาตนิดเดียวได้ไหมครับ แล้วผมสุดแล้วแต่ท่านประธานเลยครับ
เอาประเด็นที่เขาประท้วงก่อนครับ ของท่านผู้ดูจากญัตติแล้ว ท่านไปเอาเรื่องเก่าขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ท่านบอกว่าพูดอย่างทําอย่างนะครับ ชอบแอบอ้างประชาธิปไตย กระทําการ ไม่บังควร ผมมาดูจากที่ท่านอารัมภบทไปนี้มันก็ไม่ได้เกี่ยวกันครับ เชิญต่อครับ ผมขอเตือน ให้อยู่ในประเด็นนะครับ
ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมจะรวบรวมเรื่องที่เป็นข้อพิพาทมา และผมกําลังจะอธิบายท่านนายกรัฐมนตรี เพราะวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องการแก้ไขปัญหาในสภา ผมจึงขออนุญาตเล่าตรงไปตรงมาละครับ แล้วจะได้รู้กันว่านักวิชาการข้างนอกหรือพวกผมมองกันอย่างไร แล้วเรามีโอกาสที่จะคุยกันดี ๆ ในวันนี้ในสภานี้ละครับ นกหวีดไม่มีเป่าครับ คุยกันตรง ๆ แบบนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมขอไปต่อนะครับ คือผมไม่ได้กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุจริตนะครับ คือถ้าผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทุจริต ผมก็ยื่นถอดถอนในประเด็นนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ดําเนินการ มาก่อนหน้านี้แล้ว ผมกําลังจะโยงประเด็นให้เห็นว่า ทําไมท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ถึงได้ส่วนคืนจากเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเป็นประเด็นของสังคมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไปต่อสั้น ๆ สุดท้ายแล้วกันว่า การบริหารงานภายใต้กลุ่มชินคอร์ปนี้เอาเปรียบคนอื่น ทําให้เกิดลาภมิควรได้ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท และในขณะนั้นศาลก็ได้มีคําสั่งนําทรัพย์ตกเป็นของ แผ่นดินแล้ว
เดี๋ยวครับ ท่านอรรถวิชช์ครับ เดี๋ยวผมถามท่านก่อนครับ เดี๋ยวผมจะถามท่านก่อนนิดเดียว เพราะว่าเพื่อที่ประธานจะได้ควบคุมการอภิปรายได้ถูกนะครับ
นี่สรุปนะครับท่านประธาน เชิญครับ
ประเด็นที่ท่านกล่าวหา ผมได้จดไว้นะครับว่า เรื่องแรกท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีมีส่วนร่วม ในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมนะครับ
ท่านประธานฟังผมต่อ นิดหนึ่งครับ
อันนี้ท่านกําลังอารัมภบทอยู่นะครับ แต่ประเด็นที่ผมสงสัยก็คือว่าท่านกล่าวหาว่าบริษัท ท่านนายกรัฐมนตรีไม่จ่ายค่าธรรมเนียมจาก ๓๐ เป็น ๒๐ มันเป็นปัญหาว่าขณะนั้นท่านเป็น นายกรัฐมนตรีหรือยัง
มิได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ถ้าท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอันนั้นท่านก็เป็น
ไม่ได้เป็นครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็น แล้วผมไม่ได้กล่าวหาท่านทุจริตครับ
ไม่ใช่ ไม่ใช่
ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ไม่ได้ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. เรื่องทุจริตครับ
มันไม่ใช่ประเด็นที่ท่านเข้าใจอย่างนั้น คือคนเป็นประธานควบคุมนี้มันจะต้องอยู่ในประเด็นที่ ท่านอภิปรายในขณะที่ท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างไรครับ
ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้ผิดเรื่องทุจริตในกรณีที่ผมกล่าวครับ
คือท่านอรรถวิชช์ครับ สมมุติว่าท่านเป็นรัฐมนตรี เกิดไปอภิปรายตอนที่ท่านเรียนหนังสืออยู่ นี่มันคนละเรื่องกันนะครับ
ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ ได้ไหมครับท่านประธาน
ผมจึงถามประเด็นนี้ก่อนว่า เรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ในขณะที่ท่านดํารงตําแหน่ง มันก็ไม่น่า ที่จะต้องเอามาพูด
เอาอย่างนี้ครับ
แล้วญัตติของท่านนี้ ท่านอ่านดูทั้งหมดสิครับ
ก็ท่านประธานฟังผม ให้จบสิครับ
ไม่ได้หรอกครับ
ผมกําลังจะพูดว่าที่ท่าน
คืออย่างนี้ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงผม คืออย่างนี้ญัตติที่ท่านเสนอต่อท่านประธาน ท่านบอกว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้บริหารราชการบกพร่อง ล้มเหลว ประเด็น มันก็อยู่ที่ว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ต้องอภิปรายตอนท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่า ท่านไปเอาเรื่องเก่าซึ่งท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาพูดนี่ ผมจะไม่อนุญาตนะครับ ถ้าอย่างนั้นเชิญต่อครับ
ขอบพระคุณครับ สรุปง่าย ๆ นะครับ ผมกําลังจะพูดว่าท่านมีส่วนได้คืนเงินจากการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ๙๘๒ ล้านบาท โดยได้มีการยึดทรัพย์ไปแล้ว ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท โดยเป็นการนําทรัพย์ ตกเป็นของแผ่นดิน เอาอย่างนี้ดีไหมครับ นี่เราดึงกันไปดึงกันมาแบบนี้ครับ แล้วก็ไม่ได้มี ประโยชน์อะไรครับ ท่านประธานครับ ผมไปต่อครับ ประเด็นคือว่าที่ศาลเขาได้มีการวินิจฉัย ยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท โดยการนําทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีดังกล่าวนั้นเป็น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมให้ผู้ประท้วงก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่จบนะครับ เชิญท่านเกียรติ์อุดม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายในข้อ ๖๑ นะครับ ไม่ได้อยู่ในประเด็น แล้วก็ขอ ประท้วงในข้อ ๖๒ นะครับ เพราะว่าประเด็นไม่ได้อยู่ในประเด็นข้อ ๖๑ นะครับ กล่าวร้าย เสียดสี เพราะว่าอภิปรายตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ประเด็นนี้ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ได้เตือนท่านผู้อภิปรายแล้ว
ก็ข้อ ๖๒ นะครับท่านประธาน
คืออย่างนี้ครับ ถ้าท่านบอกว่ากล่าวร้าย เสียดสี ยังไม่ได้ฟังว่าเสียดสีตรงไหนเลยนะครับ เพียงแต่ลําดับเรื่องอยู่นะครับ ผมจึงถามว่าลําดับเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ไหม ท่านก็บอกว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ท่านกําลังรวบรวมในเรื่องของคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านพูด ฉะนั้นนั่งลงครับ ท่านปรีชาพล เชิญครับ ไม่มีนะครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมพูด ในการทําหน้าที่ในการออกกฎหมายในรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะฉะนั้นผมต้องพูดก่อนว่าทําไมถึงโดนนําทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท
(นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ยกมือและยืนขึ้น)
ท่านประธานครับ ท่านประธานวิปยกมือครับ
ผมว่าให้ท่านอภิปรายไปก่อนได้ไหมครับ ให้ดูประเด็นก่อน ก็ท่านไม่อยู่อย่างไรครับเมื่อสักครู่ คือเมื่อสักครู่ผมชี้ให้ท่านเพราะท่านใช้สิทธิ ท่านไม่อยู่ผมก็ให้ท่านผู้อภิปรายก็อภิปรายต่อ ก็เท่านั้นเอง นั่งลงเถอะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อครับ เอาในประเด็นของเรานะครับ
ท่านจุรินทร์ยกมือครับ ท่านประธาน
ท่านจุรินทร์มีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้เวลานิดเดียวครับ เพื่อกราบเรียน ท่านประธานว่า ที่ท่านอรรถวิชช์พูดแล้วรวมเลยไปถึงท่านนิพิฏฐ์ด้วยเมื่อสักครู่นี้ อยู่ในประเด็นทุกประการ ประเด็นก็คือว่าญัตติได้ระบุไว้ชัดครับที่ท่านพูดคือข้อกล่าวหา ที่บอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมปกป้องการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการแสวงหา ประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง ความร่ํารวยของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือ นั่นก็คือ กรณีที่นายกรัฐมนตรีไปสนับสนุนพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งมีพฤติกรรมหลายประการ ที่สะท้อนว่าท่านสนับสนุน แม้ท่านไม่ได้เป็นผู้เสนอด้วยตนเองก็จริง และเมื่อพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมมีผลเมื่อไรก็จะส่งผลให้มีการคืนทรัพย์และในการคืนทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นของนายกรัฐมนตรี ๙๘๒ ล้านบาท ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่บอกว่าท่านแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบเพื่อตนเอง ความร่ํารวยของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือ
คืออย่างนี้ท่านจุรินทร์ครับ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ที่ผมได้พูดนี้ ประเด็นที่ท่านพูดมันยังไม่ถึง ท่านกําลังเกริ่นอยู่เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม เพียงแต่ผมถามบริษัทที่นายกรัฐมนตรี เสียค่าธรรมเนียมจาก ๓๐ เป็น ๒๐ ผมถามผู้อภิปรายเพราะว่ามันไม่อยู่ในประเด็นนะครับ มันยังไม่ถึงนะครับ ขณะที่กําลังจะถึงนี่นะครับ ท่านกําลังกล่าวอยู่ ให้ท่านกล่าวก่อนนะครับ ขอให้ทุกฝ่ายฟังก่อนนะครับ
(นายพิชิต ชื่นบาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านพิชิตครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตประท้วงท่านผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่นี้นะครับ ถ้าญัตติอย่างที่ท่าน กล่าวหาทั้งหมดนี้นะครับ มันเป็นเรื่องที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีกําลังกระทําผิดกฎหมายเลย เรื่องปกป้องการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงนี่นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอย่างนี้ก็ต้อง ปฏิบัติให้ถูกตามรัฐธรรมนูญ
คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวประธานควบคุมเองว่าถ้าประเด็นไหนที่ท่านไม่อยู่จะไม่ให้อภิปราย
แล้วประเด็นที่ ๒ สั้น ๆ ครับ ที่ผมลุกขึ้น ผมมีเหตุผลครับ เพราะสิ่งที่กําลังกล่าวหาอยู่นี้นะครับท่านประธาน กําลังเป็นการกล่าวหา ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าผลของคําพิพากษานี้ทําให้ เงินตกเป็นของแผ่นดิน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ บอก การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทําได้ เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายอะไร กฎหมาย พ.ร.บ. นิรโทษกรรมมันทําให้เงินของ แผ่นดิน ไปกล่าวหาแบบมันเรื่องเป็นไปไม่ได้ครับ
เดี๋ยวนะครับ ท่านฉัตรพันธ์นั่งลงครับ คือประธานเองก็ไม่ทราบหรอกนะครับ ท่านต้องเข้าใจ นะครับ ท่านอาจจะเป็นคู่พิพาทท่านอาจจะทราบ แต่ประธานไม่ทราบ ผมจึงนั่งฟังแล้ว ก็กําลังดูประเด็นของท่านอยู่ ประเด็นไหนที่ประธานสงสัยประธานก็ถาม ท่านก็ยอมรับ เรื่องแรกท่านก็ยอมรับ ท่านก็จะไม่พูดแล้ว แต่ตอนนี้ท่านกําลังกล่าวถึงนิรโทษกรรม ผมกําลังนั่งฟังอยู่ว่าไปเกี่ยวข้องกับญัตติอย่างไร ขณะที่ยังไม่ไปไหนเลยนะครับ กําลังเพิ่งเริ่ม เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านอรรถวิชช์ครับ ท่านบอกประเด็นก่อนแล้วท่านอธิบายข้อเท็จจริง ได้ไหมครับ มันจะง่าย ท่านสมาชิกจะไม่ลุกขึ้นประท้วงว่าท่านจะพูดเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับ อะไร แล้วท่านก็ลําดับข้อเท็จจริงดีไหมครับ อย่างนี้ผมนั่งฟังก็จะได้เข้าใจเหมือนกัน ถ้าอย่างนี้เดี๋ยวก็ประท้วงกันขึ้นมานะครับ ขอความร่วมมืออย่างนี้ได้ไหมครับ บอกประเด็น ก่อนว่าจะเรื่องนี้ ๆ เป็นอย่างนี้แล้วก็อธิบายข้อเท็จจริงประกอบนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ คือใจเย็น ๆ นิดหนึ่งครับ ผมไม่ได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีทุจริตในคดีซุกหุ้น เพราะว่าคดีนั้น ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีครับ ผมรู้และไม่ได้อยู่ในคําถอดถอนนี้ แต่ที่ผมกําลังจะลากให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นมีการบริหารราชการแผ่นดินโดยมีการ ออกกฎหมาย พ.ร.บ. นิรโทษกรรม และท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนได้รับเงินจากการ นิรโทษกรรมคืน เพราะฉะนั้นกระผมต้องบอกต่อไปว่าเป็นคดีใดและหลังจากนั้น ผมจะบอกว่าที่บอกว่ามีการแอบอ้างประชาธิปไตยตลอดเวลาว่าคําพิพากษาศาลไม่ชอบ ทําไมผมถึงบอกว่ามันเป็นการชอบโดยระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมเรียน ใจเย็น ๆ ครับ แล้วผมไม่พลาดพี่พิชิตก็รู้อยู่แล้ว ผมจะไม่พูดอะไรเลยจากกรอบที่ผมรู้ว่า ผมควรจะพูดอะไร ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ
เชิญครับ ท่านบอกธงก่อนอย่างนี้จะได้ง่ายขึ้นในการพิจารณา
แล้วก็ผมเรียนอย่างนี้ นะครับ มันเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นมีอะไรที่หนักไปบ้างต้องกราบขออภัย แต่ผมจะพยายามไม่พาดพิงบุคคลภายนอกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการยึดทรัพย์ โดยนําทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินจริง ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการตัดสินโดยศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของนักการเมือง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้นถูกหยิบยกหลายครั้ง ว่าเป็นศาลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติซึ่งความจริงแล้วไม่เป็นความจริงครับ เป็นศาลยุติธรรม ปกติซึ่งคนที่เป็นศาลตัดสินนั้นคือศาลฎีกา เขาสอบเนติบัณฑิตได้เป็นนิติศาสตร์บัณฑิต จากนั้นสอบได้เป็นผู้พิพากษา
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิชิต ชื่นบาน บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เอาละครับ สิ่งที่ขออนุญาตประท้วงตามข้อ ๖๑ ด้วยความเคารพ ท่านอรรถวิชช์ครับ เราก็พูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลท่านประธาน แล้วก็ประท้วงท่านประธาน ตาม ข้อ ๘ อย่างนี้ครับ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเมื่อกล่าวหาว่า ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ปากว่าตาขยิบรู้เห็นด้วย นั่นคือกําลังจะกล่าวหาว่ากระทําผิดรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๑๖๙
คือท่านพิชิตครับ ฟังก่อนได้ไหมครับ
ผมเข้าใจท่านประธานครับ ฟังอีกนิดเดียว ผมพูดอีกแค่ครึ่งนาที คืออย่างนี้ครับ ญัตติมันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเพราะว่า การที่กล่าวหามันจ่ายเงินไม่ได้ตาม มาตรา ๑๖๙ ก็คือกําลังว่ากระทําผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙
คืออย่างนี้ครับ ผมฟังท่านอรรถวิชช์นําเสนอท่านก็บอกประเด็นของท่านแล้ว ท่านก็กําลังจะ เชื่อมโยงให้เห็น แต่ข้อเท็จจริงมันก็ยุติตามคําพิพากษาก่อน ท่านเอาสรุปแบบสั้น ๆ ไม่ต้องไปกล่าวอ้างในเนื้อหาเดี๋ยวมันจะทะเลาะกันว่าศาลได้ตัดสินยุติแล้วอย่างนี้นะครับ เสร็จแล้วท่านจะโยงมาในประเด็นของท่านอย่างไรท่านว่ามาเลยท่านอรรถวิชช์นะครับ เชิญท่านฉัตรพันธ์ก่อน ท่านยืนหลายครั้งแล้ว เชิญท่านฉัตรพันธ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขอประท้วงท่านประธานนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านได้วินิจฉัยให้แนวทางไว้ถูกต้องแล้ว ผมเห็นด้วยครับ แต่ในขณะเดียวกันผู้ประท้วงเมื่อสักครู่คุณพิชิต ชื่นบาน ผมว่าประท้วง ซ้ําซาก ขัดขวางการอภิปราย
คืออย่างไปว่ากันถึงขนาดนั้นนะครับ ท่านก็ประท้วงมีเหตุผลอยู่นะครับ เพราะว่าท่านอาจจะ เรื่องประเด็นกันอยู่นะครับ
ให้ผมพูดจบก่อนสิครับ
ผมว่าพอแล้วครับ
ถ้าอย่างนี้ครับท่าน เพื่อให้ การอภิปรายเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ เดี๋ยวท่านช่วยเอาถุงขนมออกจาก
ก็เพราะอย่างนี้ละครับ พอ ๆ กัน เรื่องนี้ผมได้ปรึกษาท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ท่านก็ปวดหัวเหมือนกันกับท่านจุรินทร์นะครับ แล้วท่านก็มาบอกว่าเวลาประท้วง มันก็หยิบเล็กหยิบน้อยกันไม่จบนะครับ แล้วคนปวดหัวคือคนนั่งอยู่ข้างบนนะครับ เชิญท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ เอาให้จบก่อน
ท่านประธานค่ะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกาฬสินธุ์นะคะ ต้องประท้วง ท่านประธาน เพราะว่าที่จริงท่านต้องบอกนะคะ คนเป็นนักอะไรก็ตามจะเอาความรู้เฉพาะตัว ที่คิดว่าชํานาญแล้วก็มาประท้วง แล้วก็บรรยาย อภิปรายอยู่ในสภาไม่ได้ แล้วไม่มีใครนะคะ ที่จะมีสิทธิที่จะบอกว่าญัตตินี้หรือญัตติไหนขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ อะไรขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ มานั่งชี้กันในสภานี้ไม่ได้ แล้วดิฉันไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ฟังแล้วก็ซ้ําซาก ทําไมใครเขามีญัตติ เราก็ต้องฟังสิค่ะ แล้วผู้เกี่ยวข้องก็จะอภิปราย เขาชี้แจงเองไม่ใช่มานั่งชี้แจงเป็นทนายหน้าหออยู่อย่างนี้
เอาเถอะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ มันจะเดินหน้าได้หรือไม่ เชิญท่านผู้ประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ส่วนผู้อภิปราย ข้อ ๖๑ อภิปรายนอกประเด็นไม่เป็นไปตามญัตติที่ได้ยื่นไว้ ถ้าเป็นผม ไม่กล้าพูดเรื่องนี้เลยครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัยนั่งลงก่อนครับ
ถ้าเป็นผมไม่กล้าพูด
เห็นไหมครับ นิดเดียวก็จะเอา ขอให้ท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาลช่วยดูแลด้วยนะครับ เพราะ เราขอความร่วมมือกันทุกฝ่าย การทําหน้าที่ก็ต้องทําหน้าที่ด้วยความตั้งใจนะครับ แล้วสภา ก็จะเป็นที่ยอมรับได้นะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมกําลังจะพูดในเรื่องที่เป็นสาระสําคัญของเรื่องแห่งความขัดแย้งคือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เพราะท่านนายกรัฐมนตรีนั้นมีส่วนเข้าไปเกี่ยวพันอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นมีส่วนที่จะ ได้รับเงินคืน ๙๘๒ ล้านบาทเป็นอย่างน้อยไม่รวมดอกเบี้ยจากเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท มีความจําเป็นที่จะต้องชี้แจงว่าที่ศาลที่เขายึดทรัพย์นําตกเป็นของแผ่นดิน จํานวน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นศาลที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้มีผลพวงใดที่เกิดขึ้นจาก การปฏิวัติ ท่านประธานครับ ในจํานวนเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นจากลาภ มิควรได้ที่บริษัทชินคอร์ปอเรชั่นนั้นเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสิ่งที่เอาเปรียบชาวบ้าน ผมได้นําเรียน ไปแล้วสั้น ๆ เช่น กรณีดาวเทียมที่เขาให้ยิงเป็นดาวเทียมหลัก ดาวเทียมสํารอง ดันไปยิงเป็น ดาวเทียมหลัก การแปลงสัมปทานต่าง ๆ ได้รับภาษีได้รับประโยชน์ไม่ต่ํากว่าหมื่นล้านบาท ผมเรียนไปแล้ว การปล่อยเงินกู้ธนาคารเอ็กซิม แบงก์ (Exim-Bank) ๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วบังคับว่าให้เขาไปซื้อของชินคอร์ปอเรชั่นที่พม่า เรื่องนี้ศาลตัดสินแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร จะได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นศาลเขาตัดสินด้วยความเป็นธรรม คราวนี้ประเด็นคือว่าเวลาไปอ้าง ในระบอบประชาธิปไตยว่าถูกกลั่นแกล้ง ไม่จริงครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เป็นศาลยุติธรรมปกติ ไม่ใช่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยนั้นมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงของการปฏิวัติคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ชุดนี้เป็นชุดที่ตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ แล้วปัจจุบันเราอยู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทําประชามติมา ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นศาลยุติธรรมปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับอาขยานที่ท่องกันประจํา ผลไม้พิษ ต้นไม้พิษ ไม่ใช่ครับ และศาลนี้เป็นศาลที่เขาใช้ผู้พิพากษาในศาลฎีกานั่งเป็นองค์คณะ คนจะเป็นศาลฎีกาได้คือศาลที่เขาเรียนหนังสือมา อายุ ๒๕ ปี เรียนนิติศาสตร์ สอบได้ เนติบัณฑิตไปเป็นผู้พิพากษาสอบได้ อายุ ๕๐ ปีกว่า ๆ ได้ไปนั่งอยู่ในองค์คณะในศาลฎีกา เขาใช้ศาลระบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับประเทศไทย เพราะฉะนั้นที่บอกว่าศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินโดยไม่ถูกต้อง ไม่เป็น ระบอบประชาธิปไตย ไม่จริง และศาลนี้ก็ไม่ใช่ศาลชั้นเดียวครับ เพราะในขณะนั้นได้มี การใช้สิทธิอุทธรณ์ไปแล้วต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็นั่งเต็มคณะ ไปด้วยศาลฎีกาเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นที่บอกว่าไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ไม่จริงครับ ยึดทรัพย์ นําทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็น คดีอาญาและเป็นแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวเนื่องครับ สาเหตุที่มันตัดสินคดีแพ่งและพาณิชย์ มาก่อน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังไม่ตัดสินคดีอาญานั้น เพราะหลายคนไม่อยู่ ผมเรียนชัด ๆ แบบนี้ครับ ทีนี้ในประเด็นต่อมา พอมาดูครับว่าการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนร่วมอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนที่เซ็นกฎหมายฉบับนี้ เลยครับ แล้วท่านเองก็ยืนยันต่อสภานี้ไปหลายครั้ง แต่ผมนี่ละกําลังจะบอกว่าท่านเซ็นไม่ได้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเซ็นเมื่อไรนี่ครับ ท่านหลุดออกจากตําแหน่งทันทีเลย เพราะว่า รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๒ ระบุชัดเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน เพราะฉะนั้นอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีวันเซ็นหรอกครับ เพราะถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเซ็น ท่านหลุดจาก ตําแหน่งตั้งแต่วันนั้นแล้ว นี่คือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีทําเป็นไม่รู่อย่างไรครับ นี่คือสิ่งที่ เข้ากับญัตติของกระผมที่บอกว่าทําไมพูดอย่างทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ ชอบแอบอ้าง ประชาธิปไตย อยากดูในคลิปนี้สิครับ เปิดคลิปแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ตอนหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน ท่านพูดอย่างไรในประเด็นนิรโทษกรรมครับ ห้องโสตทัศนูปกรณ์ช่วยกรุณาเปิดคลิปครับ
(เจ้าหน้าได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ผมมีหลักฐานครบครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านบอกแล้วครับ ไม่มีวาระครับ แล้วแถมซ้ําอีกทีด้วย ท่านหัวหน้าพรรคในขณะนั้น แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับ นี่ละครับพูดอย่างทําอย่าง ในประการแรกของกระผม ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านออกมาปฏิเสธครับ ท่านไม่รับรู้เรื่องนี้ใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็มีคลิปอีกครับที่จะยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีปฏิเสธ ว่าไม่รู้ และเดี๋ยวผมจะอธิบายครับทําไมท่านไม่รู้ ท่านไม่รู้เพราะถ้าท่านรู้ขึ้นมาเมื่อไร พวกเราในสภาแห่งนี้จะทราบครับ แต่พี่น้องประชาชนไม่ทราบว่าปกติแล้วกฎหมายอะไร ก็แล้วแต่ที่ออกไปแล้วมีบทบัญญัติเป็นลักษณะกฎหมายการเงิน หมายความว่าจะต้องมีการ ตั้งงบประมาณมาชดเชยถ้ามีการออกกฎหมายฉบับนี้ เช่น มีการออกกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กร มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดใดชุดหนึ่ง แล้วต้องมีการจ่ายเบี้ยประชุม จ่ายเงินเดือน จัดตั้งสํานักงานต่าง ๆ ต้องมีการตั้งงบประมาณในงบประมาณประจําปี กฎหมายลักษณะแบบนี้ละเป็นกฎหมายการเงิน ปรากฏว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ครับ ตอนที่กรรมาธิการ แล้วผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการที่นั่งอยู่ด้วยมีการแก้ไขจนกระทั่ง มันเป็นกฎหมายการเงิน และถ้ามันเป็นกฎหมายการเงิน ฝ่ายบริหารโดยนายกรัฐมนตรี จะต้องเซ็นอนุมัติ เพราะเขาถือว่าฝ่ายนิติบัญญัติไปออกกฎหมายแล้วไปเกี่ยวข้อง กับฝ่ายบริหารจะต้องให้ผู้นําสูงสุดอนุมัติครับ แล้วผมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเป็นกฎหมายการเงิน เดี๋ยวผมแสดงให้ดู แต่ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีไม่เซ็น ไม่เซ็นเพราะท่านนายกรัฐมนตรี เซ็นเมื่อไรผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เขาระบุชัดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสมาชิกย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือ ความครอบงําใด ๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ของปวงชนชาวไทย และประโยคสําคัญครับ โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งครับ ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เซ็นเป็นกฎหมายการเงิน โดนมาตรา ๑๒๒ โป้ง หลุดจากตําแหน่งทันที นี่คือเหตุผล ว่าทําไมไม่เซ็น
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจาก จังหวัดนครสวรรค์ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายท่านอรรถวิชช์ เพียงแต่ว่าไม่อยากขัดจังหวะท่าน ผมจะประท้วงท่าน ๒ ประเด็น แต่รู้สึกว่าประเด็นที่ท่านกล่าวเท็จนี่มันมากขึ้น
ประเด็นที่ ๑ เรื่องกฎหมายการเงินนั้นเคยมีการตีความแล้ว ผมเป็นประธาน กรรมาธิการเข้าร่วมด้วย ซึ่งไม่ใช่กฎหมายการเงิน
ประเด็นที่ ๒ การพูดถึงศาล ผมเห็นว่าท่านกล่าวเท็จไม่ทั้งหมด คือความจริง ท่านไม่บอก ท่านพยายามจะอธิบายเรื่องศาล ท่านครับ
อย่างนี้ท่านสุนัยครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านต้องประท้วงว่าท่านผู้อภิปรายหรือประธานผิดข้อใด
ข้อ ๖๑ ครับ
ประเด็นอะไรครับ เดี๋ยวนะครับ ผมฟังประเด็นเขาก่อนครับ
ผมเองอยากจะขอให้ท่านอภิปราย ให้จบก็ได้แล้วผมประท้วงสุดท้ายครับ จะได้ไม่ขัดจังหวะครับ ได้ไหมครับ
ไม่เอานะครับ อย่างนี้มันจะเสียเวลานะครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ตกลงให้สิทธิผม ประท้วงตรงนี้ใช่ไหมครับ ข้อ ๖๑ กระบวนการยุติธรรมที่ท่านพูดถึงศาล ศาล ศาลดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ อันนี้มันเป็นเท็จ และเป็นการกล่าวที่ถูกบังคับไว้ว่าไม่ให้พูดถึง เพราะกระบวนการ ของศาลนั้นเป็น
คืออย่างนี้ครับ ท่านผู้อภิปรายท่านอภิปรายถึงศาลได้วินิจฉัยตัดสินไป แล้วท่านกําลังจะโยง มาถึงว่าเรื่องเงิน ๔๖,๐๐๐ กับการออกกฎหมายนิรโทษ ซึ่งมันกําลังจะใกล้เข้ามาแล้ว ผมนั่งฟังอยู่ว่าท่านจะโยงไปอย่างไร ผมกําลังนั่งฟังอยู่นะครับ
ที่ผมประท้วงท่านบอกว่าศาลเกิดขึ้น ในสมัยประชาธิปไตย ผมกําลัง
คืออย่างนี้ไม่ใช่เหตุประท้วงนะครับ นั่งลงครับ คือนั่งลงก่อนครับ คือขอใช้เวลาสักนิดหนึ่ง คือการเสนอกฎหมายเข้ามาสภาตรวจสอบ แล้วผมก็ลงนามไปแล้วว่าไม่เป็นการเงิน แต่เวลา กรรมาธิการเขาพิจารณาเสร็จแล้วกลับเข้ามามันก็ได้พิจารณากันจบไปแล้วในของสภาเรา มันน่าจะยุติไปแล้ว แต่ฟังท่านผู้อภิปรายก่อนว่าท่านจะโยงอย่างไร อดทนนะครับ คือข้อเท็จจริง มันเป็นอย่างนั้นจะไปอภิปรายนอกเหนือจากนั้นมันก็ไม่เป็นความจริงแล้วละ เชิญครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมถึง บอกว่าผมกําลังพูดในส่วนที่เป็นหัวใจ ผมกําลังจะบอกว่าศาลที่ตัดสินคือศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นศาลฎีกาเป็นศาลยุติธรรม ไม่ใช่ผลพวงของการปฏิวัติ พอผมพูดอย่างนี้เจ้าของทฤษฎีลุกกันเลยอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอก
คืออย่างนี้มัน คือขอให้ท่านเข้าประเด็นของท่านเลยนะครับ คือคนฟังรู้อยู่แล้วละครับ ผมไม่อยากให้เข้ามาโต้กันในห้อง มองที่ประธานครับ ไม่ใช่ยืนเถียงกันนะครับ นั่งลงครับ ขอบคุณมากครับ เชิญนั่งลงก่อนครับ ใจเย็น ๆ ครับ เอาละครับ ไม่กล่าวหากันครับ ท่านอรรถวิชช์ครับ เอาประเด็นที่ไม่ต้องย้อนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมนี่กําลังจะบอกว่าในคําที่เขียนว่า ชอบแอบอ้างประชาธิปไตย เพราะผมฟังหลายครั้งครับ แอบอ้างประชาธิปไตยเหลือเกิน ย้ําอีกครั้ง ศาลฎีกา แผนคดีอาญานักการเมือง เป็นศาลยุติธรรม ไม่ใช่ผลพวงของการปฏิวัติ นี่คือความเห็นต่าง สําหรับคนที่ไม่เคารพอํานาจศาล คิดอย่างครับ สําหรับคนที่เคารพอํานาจศาลและยึดในรัฐธรรมนูญคิดอย่าง ขอประทานโทษ แล้วถ้าเกิดว่า ไปกระทบกระเทือนส่วนไหน
เดี๋ยวนะครับ ๆ ผมว่าเอาอย่างนี้ได้ไหมครับ
ว่าประธานศาลฎีกาคนหนึ่งไปวางแผน การยึดอํานาจ ๑๙ กันยายน
ไม่ได้หรอกครับอันนี้ นั่งลงก่อน ใจเย็น ๆ สิครับ
(นายชัยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านผู้อาวุโสนั่งลงก่อน ด้านหลังท่านอรรถวิชช์นะครับ คือต้องอดทนฟังนะครับ จะถูกใจ ไม่ถูกใจก็ต้องฟังนะครับ
แต่เสียงนกหวีดอย่างนี้
เดี๋ยวใจเย็น ๆ ครับ เดี๋ยวนะครับ เรื่องที่ได้ขอร้องทางท่านผู้นําฝ่ายค้านและก็ทางวิปฝ่ายค้าน นะครับ เราได้ปรึกษาหารือกันแล้ว กรุณาระมัดระวังนะครับ ในเรื่องการใช้เสียงอะไรต่าง ๆ เราได้ประชุมปรึกษากันเบื้องต้นแล้ว ก็อยากให้ท่านได้ทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรได้เต็มที่ แต่พฤติกรรมอย่างนี้ไม่เหมาะสมนะครับ เราจะให้แต่คนอื่นมายกย่องเรา แต่พวกเรากลับมามีพฤติกรรมอย่างนี้ผมว่าไม่ถูกต้อง ส่วนประเด็นของท่านอรรถวิชช์นี่ ไม่ต้องไปพูดถึงศาลแล้ว โยงเข้ามาเลยนะครับ เรื่องของออกกฎหมายนิรโทษกรรมนี่ มันถึงนี้แล้วของท่าน ผมกําลังนั่งฟังอยู่นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ได้เป่านกหวีดนะครับ ด้วยความชัดเจน แล้วก็ผมกําลังเรียนท่านประธานว่าผมกําลังพูด ในประเด็นสําคัญว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนได้จากเงินที่จะได้คืนตาม พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในส่วน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะได้คืน ๙๘๒ ล้านบาท ถ้าบวกดอกเบี้ยด้วยเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท เข้าบัญชีท่านโดยตรง แล้วก็ผมจะพยายามพูดในประเด็นที่ ๒ ต่อมาว่า มีการแอบอ้างประชาธิปไตยหลายครั้ง ที่ผมพูดแบบนี้เพราะในบทบัญญัติที่มีการเพิ่มเติม ข้อความนี้ลงไปนี่ ท่านพูดหลายครั้งครับว่าเป็นการดําเนินการของการกระทํารัฐประหาร ผมเลยมีความจําเป็นต้องอธิบายว่าศาลที่ตัดสิน เป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เป็นศาลฎีกา เป็นศาลยุติธรรม และคนที่เขาเป็นศาลฎีกาได้ เขาเติบโตมาจากศาลที่เรียนหนังสือ ไม่ใช่ระบบสรรหาครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมพูดมันจะกระทบกระเทือนต่อความรู้สึก ของคนหลายคนที่มีชุดคิดในพาราดาม (Paradigm) คิดที่แตกต่าง แต่ขอให้ฟังให้จบครับ เพราะนี่คือบ่อเหตุบ่อเกิดของความขัดแย้ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองที่ตัดสินคดีนี้ ไม่ใช่ผลพวงของการปฏิวัติจะเกิดขึ้นจากคนที่ยอมรับอํานาจศาลหรือไม่รับอํานาจศาลนั้น อยู่ที่คนคิดอย่างไรครับ ถ้าคนไม่ยอมรับอํานาจศาลก็คิดอย่าง ผมขออนุญาตไปต่อครับ
ถ้าท่านประธานจะให้โต้แย้งตรงนี้ ผมก็ต้องพูดข้อเท็จจริง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้เรียนท่านประธานแล้วว่าอยู่บนหลักคิดที่มีความแตกต่างจริง ๆ ครับ และนี่คือ บ่อเกิดของความขัดแย้ง ณ ขณะนี้ ไม่ได้เป็นผลพวงของการปฏิวัติ อยู่ภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยในศาลที่ตัดสิน นั่นคือประการที่ผมจะพูดต่อครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นที่บอกว่า
เชิญครับ เอาข้อประท้วงครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ ผมไม่ต้องการมาขัดขวางการอภิปรายของท่าน เพียงแต่ว่าสิ่งที่ท่าน พูดนี้
ถ้าท่านไม่ประท้วงผมจะไม่อนุญาตนะครับ
ผมประท้วงครับ
ว่าอะไรครับ
กรณีที่ท่านพูดเน้นฝ่ายเดียว แต่เรื่องศาล วันนี้ผมขอเสนอบันทึกเป็นข้อเท็จจริงว่ามีประธานศาลคนหนึ่ง
นั่นอย่างไรครับ แล้วก็ไปพาดพิงถึงบุคคลอื่น มันไม่จบครับ ไม่ได้หรอกครับ นั่งลงครับ อย่างนี้นั่งลง ผมวินิจฉัยของท่านแล้วนะครับ เชิญนั่งลงครับ เอาละครับ เป็นเรื่องของ ประธานนะครับ ไม่เอาละครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ เอาประเด็นที่กําลัง เกี่ยวโยงกันอยู่นี้นะครับ ท่านจะเชื่อมอย่างไร เชิญครับ ผมนั่งฟังอยู่ท่านก็ไปอันเก่าอีก
ท่านประธานครับ เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผมบอกการบ้านตั้งแต่ต้นยันจบในโครงร่างของผมนะครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนได้ส่วนเสียในการคืนเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ตาม พ.ร.บ. นิรโทษกรรม มีส่วนของท่าน ๙๘๒ ล้านบาท ที่จะได้รับคืนในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ และผมก็เกริ่นแล้ว ไม่ซ้ําแล้วว่าทําไมเข้ายึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท นําทรัพย์ตกเป็นของ แผ่นดิน และผมก็บอกแล้วว่าเป็นศาลฎีกาที่เขาดําเนินการอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตไปประเด็นต่อมาครับ ที่บอกว่าเป็นการพูดอย่างทําอย่าง เนื่องจากว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ลงนาม ที่ท่านนายกรัฐมนตรี เลี่ยงตลอดไม่ลงนาม สาเหตุเพราะว่า
เดี๋ยวครับ หยุดประเด็นนี้ไว้ก่อนครับ มีผู้ประท้วงก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับข้อที่ ๖๑ เสียดสีใส่ร้าย ผมในฐานะกรรมาธิการนิรโทษกรรม ไม่ได้มีเรื่องการคืนเงิน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การที่เหมาเข่ง จะให้อธิบายไหมครับ ความจริงท่านอรรถวิชช์พูดไม่ได้ เพราะว่า ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท นะครับ
คืออย่างนี้ครับ ท่านต้องบอกว่าประเด็นที่ท่านประท้วงประเด็นอะไรครับ ส่วนจะเกี่ยวข้อง กับท่าน ๙๐๐ กว่าล้านบาท ที่พูดนี้อันนั้นท่านตอบไม่ได้หรอกครับ ท่านเอาประเด็นประท้วง ก่อนครับ
ความจริงต้องพูดถึง ๔,๑๐๐ ล้านบาท มากกว่า ที่หมดอายุความไปนะครับ
อันนี้มันไม่ได้นะครับ เชิญนั่งลงครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อครับ เอาประเด็นที่โยงเข้ามา ท่านอย่าไปไกลถึงศาล
ท่านประธานครับ จะพูดแบบไหนก็ได้ครับ ๔,๑๐๐ ล้านบาท ก็ได้ครับ
คือมองที่ประธานนะครับ
ไม่มีปัญหาหรอกครับ ๔,๑๐๐ ล้านบาท ก็ชนะคดีแพ่งและพาณิชย์เรียบร้อยแล้วครับ
ไม่เอาครับ ถึงท่านไปพูดผมก็ไม่ให้พูด เอาประเด็นไม่ไว้วางใจ
ไม่มีปัญหาครับ ของผม พิสูจน์ความผิดแล้วครับ
ผมจะไม่อนุญาตนะครับ มันไม่มีละครับ ผมปิดเสียงไว้ เชิญประเด็นที่ท่านพูดก่อนครับ เอาประเด็นที่อภิปรายอยู่
เขาพาดพิงผมครับ กรณี ๔,๑๐๐ ล้านบาท
ผมจะไม่อนุญาตนะครับ เชิญประเด็นที่ท่านกําลังอภิปรายอยู่ครับ
ก็เขาตัดสินแล้วว่าไม่มี ความผิดนี่ครับ
ขอยุติแล้วนะครับ เชิญประเด็นที่เรากําลังปรึกษาหารือกัน เชิญครับ ท่านมองประธาน
ก็คดี ๔,๑๐๐ ล้านบาท ก็ตัดสินแล้วนี่ครับ และผมไม่เคยออกนิรโทษกรรมให้กับครอบครัวผมครับ ประทานโทษที เถอะครับ ไปต่อครับ ท่านประธานครับ ผมย้ําอีกครั้งว่ากรอบประเด็นของผมชัดนะครับ การนิรโทษกรรม ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท คราวนี้มีสัดส่วนของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่จะได้รับเงินคืนในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน ๙๘๒ ล้านบาท แล้วบวก ดอกเบี้ยต่างหาก ที่ผมบอกว่าพูดอย่างทําอย่าง เพราะว่าการที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ยอม เซ็นให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน และไม่ยอมเซ็น สาเหตุเพราะ ถ้าเซ็นเมื่อไร หลุดจากตําแหน่งทันที เพราะมาตรา ๑๒๒ เป็นระบุชัดเจนว่าเป็นกฎหมายการเงิน และมาตรา ๑๒๒ เขาบอกว่าเซ็นเป็นผลประโยชน์ขัดกันครับ แค่นี้ครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานไปต่อนิดหนึ่งครับว่า
เดี๋ยวไปต่อครับ มีผู้ประท้วงก็ต้องให้ท่านประท้วงก่อน เชิญท่านธีรรัตน์ครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันคิดว่าจะขอประท้วงนะคะ อดทนฟังมานานแล้วค่ะ ตามข้อ ๖๑ ผู้อภิปรายยังคงเดินหน้าโกหกใส่ร้ายทั้งในและนอกสภา ดิฉันเห็นว่ามันไม่มีความยุติธรรมเลย กับผู้ที่ถูกใส่ร้ายตรงนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องมาเป็นผู้ตอบ ชี้แจง แต่ดิฉันที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้
คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวฟัง ผมจะวินิจฉัยอยู่ ใจเย็น ๆ นะครับ คืออย่างนี้ครับ
ท่านประธานฟังดิฉัน ให้จบก่อนสักนิดหนึ่งนะคะ เหตุผลที่ดิฉัน
คือประธานฟังได้เพียงพอแล้วนะครับ จะได้วินิจฉัยแล้วนะครับ
ท่านประธานคะ นิดเดียวค่ะ ที่ดิฉันจะต้องยืนขึ้นแล้วก็ประท้วง
นิดเดียวทุกคนละครับ ผมเห็นนิดเดียวแล้วไม่จบกันสักคนนะครับ นั่งลงเถอะครับ เดี๋ยวผม จะได้วินิจฉัย
ฉะนั้นแล้วก็จะต้องให้ ผู้อภิปรายถอนคําพูด
เชิญนั่งลงครับ คืออย่างนี้ครับ ใจเย็น ๆ ครับ ถ้าไม่ใจเย็น คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องปกติที่ผู้อภิปรายเขาไม่ไว้วางใจนะครับ เขาก็ต้องกล่าวหา อธิบายนะครับ ส่วนจะถูกใจ อีกฝั่งหนึ่งหรือไม่นะครับ ต้องอดทนฟัง ผู้ที่เกี่ยวข้องเขาจะชี้แจงเอง คือถ้าให้ทุกคน แล้วก็พูดจนจบนะครับ แล้วก็เดี๋ยวก็พูดกระทบกระทั่งกันอีกมันไม่จบ ฉะนั้นเขาจึงให้อํานาจ ประธาน ฟังแล้วพอแล้ว ผมจะวินิจฉัยแล้ว นิดเดียวก็ไม่ได้ครับ ถ้านิดเดียวทุกคน วันพรุ่งนี้ ก็ไม่จบ นั่งลง เดี๋ยวจะได้วินิจฉัยประเด็นก่อนครับ ก็ประท้วงเสร็จแล้ว ท่านนั่งลงก่อน ผมจะ ได้วินิจฉัยประเด็นของท่านก่อน กรุณาเงียบหน่อยนะครับ นั่งลงครับ นั่งลงก่อนนะครับ นั่งลงครับเดี๋ยวจะได้วินิจฉัย คือท่านกําลังจะเชื่อมโยงอยู่นะครับ ให้อดทนฟังนิดหนึ่ง เดี๋ยวนะครับ ใจเย็น ๆ ครับ คือการอภิปรายมันต้องกล่าวหากันนี่ละ แล้วก็ตอบกันไป ท่านจุติก่อนครับ เดี๋ยวท่านชวลิต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก กระผมขอประท้วง ท่านประธานข้อที่ ๘ ครับ ท่านประธานครับ ๗ ชั่วโมงแล้วผมพวกผมเพิ่งอภิปรายได้ ๔ ท่านครับ ตรวจสอบไม่ได้เลย ท่านบอกว่าไม่มีองครักษ์พิทักษ์นะครับ มาทั้งกองทัพเลยครับ
อันนี้ก็ไม่เข้าประเด็นอีกนะครับ ท่านนายอําเภอชวลิตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม
คือเอาอย่างนี้ เอาประเด็นประท้วงก่อน
ผมไม่ได้ตอบแทนนะครับ
ไม่อนุญาตนะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อครับ ท่านอรรถวิชช์ครับ เอาประเด็นที่โยงเข้ามา ที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแล้วกันนะครับ ที่ ๙๘๒ ล้านบาทนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ของผมย้ําอีกครั้งครับ ที่เกี่ยวข้องกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เพราะว่าทรัพย์ที่โดนยึดไป ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะได้คืนภายใต้ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม มีส่วนของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ๙๘๒ ล้านบาท ในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน และผมกําลังจะพูด บอกต่อว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่องกฎหมายการเงินทั้ง ๆ ที่มันเป็นกฎหมายการเงิน เพราะถ้ารู้และเซ็นอนุมัติเมื่อไร ท่านนายกรัฐมนตรีจะหลุดจากตําแหน่งภายใต้มาตรา ๑๒๒ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่องผลประโยชน์ขัดกันทันที เพราะฉะนั้นก็จะ เห็นได้ว่านี่เป็นการเลี่ยงที่จะไม่ให้มันเป็นกฎหมายการเงิน ส่วนประเด็นที่บอกว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้มีการผ่านคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะแล้ว ไม่จริง ผมเป็นประธาน กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ และมันไม่เคยถูกวินิจฉัยครับ กฎหมายที่เคยถูกวินิจฉัย คือ พ.ร.บ.
ท่านอรรถวิชช์ครับ สักครู่ครับ มีผู้ประท้วง ผมเข้าใจ คืออย่างนี้ท่านอรรถวิชช์ เดี๋ยวนะครับ สักครู่ครับ ไม่ ๆ มีผู้ประท้วง เพราะผมเข้าใจ คืออย่างนี้ท่านอรรถวิชช์ คืออย่างนี้ไม่ใช่ครับ ท่านจุติ เมื่อมีคนยกมือประท้วงก็ต้องฟังนิดหนึ่งครับเดี๋ยวผมก็ผิดข้อบังคับ เอาเชิญครับ สั้น ๆ
ข้อมูลที่เขาไม่เคย ได้ยินครับ ท่านประธาน ผมเรียนว่า
ท่านอรรถวิชช์ ต้องให้ผมฟังก่อนเขาประท้วงเรื่องอะไร เดี๋ยวผมก็จะโดนอีก เรื่องอะไรครับ ท่านคนเดียวสิครับ ท่านจะประท้วงทีละ ๓ ท่าน ผมไม่อนุญาตให้พูดหรอก คนเดียวครับ คนเดียวครับ คนเดียวครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร
ท่านชวลิตนั่งลงก่อนครับ เอาทีละท่าน ผมอนุญาตทั้ง ๓ ท่านไม่ได้ เชิญครับท่านพีรพันธุ์
เนื่องจากท่านผู้อภิปรายพูดซ้ําแล้วซ้ําเล่าว่าร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเป็นกฎหมาย การเงิน แล้วท่านนายกรัฐมนตรีไม่ลงนาม ผมเคยพูดในที่นี้หลายครั้ง
ท่าน ๆ เอาอย่างนี้ครับ ท่านอย่าตะโกนครับใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ ครับ ท่านประท้วงข้อบังคับข้อไหน อย่างไรครับ
ข้อ ๖๑ ท่านประธานครับ
เชิญครับ
อยู่ในประเด็นครับ คือท่านพูดบอกว่าเป็นกฎหมายการเงิน ผมก็บอกว่าเป็นความเห็นของ ท่านอรรถวิชช์คนเดียว
คืออย่างนี้ให้เขาประท้วง ให้ผมฟังก่อนสิครับ เพราะผมยังไม่ได้ฟังเลย เขาเพียงแต่ พูดกฎหมายการเงิน ผมยังไม่รู้ว่าต่อจากนี้เขาจะตอบว่าอย่างไร ผมอยากให้ฟังนิดหนึ่งนั่งลง ก่อนครับ ให้ฟังทุกฝ่ายใจเย็น ๆ ครับ ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ ที่ผ่านมาทั้งวันก็ดีอยู่แล้วครับ บรรยากาศดี เชิญครับ ดอกเตอร์พีรพันธุ์เชิญครับ
คือท่านอภิปรายว่าเป็นกฎหมายการเงิน แล้วนายกรัฐมนตรีไม่ยอมลงนามรับรอง ซึ่งไม่จริง ก็ประท้วง เพราะว่าท่านบอกว่าเป็นกฎหมายการเงินอย่างไร ผมบอกว่ามันไม่ใช่ จะเป็น หรือไม่เป็นกฎหมายการเงิน ข้อบังคับ นอกจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ ว่าไว้แล้ว ท่านอ่านดูนะครับ ก็พูดกันอย่างนี้หลายครั้งแล้ว แล้วข้อ ๑๑๑ คนที่บอกเป็นหรือไม่เป็น กฎหมายการเงินก็คือท่าน คือประธานสภาครับ ไม่ใช่ท่านอรรถวิชช์ ไม่ใช่ผม ก็เขียนไว้ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นในเมื่อประธานสภาบอกว่าไม่เป็นกฎหมายการเงิน ผู้เสนอก็ไม่ได้คัดค้าน ก็ไม่เป็นการเงิน เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าระหว่างแก้มีการแก้จนเป็นกฎหมายการเงิน เขาก็บอกแล้ว ให้ประธานกรรมาธิการ ๓๕ คณะ ไปพิจารณาว่ามันเป็นหรือไม่เป็น มันไม่มี
เอาละครับ ท่านพีรพันธุ์ครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย ท่านชวลิตทีละท่านสิครับ ให้ผมวินิจฉัย ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ก่อน คืออย่างนี้นะครับ ตอนนี้ฝ่ายค้านกําลังยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีอยู่นะครับ ให้เขากล่าวหา เดี๋ยวพาดพิงไปกระทรวงไหน หน่วยงานไหน ก็ให้สิทธิเขาตอบนะครับ ที่จริงไม่จริงนี้ประธาน จะไปบอกว่าท่านฝ่ายค้านได้พูดเท็จพูดจริงนี้ ประธานพูดไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวจะให้ฝั่งนี้ พาดพิงไปถึงกรม กอง กระทรวงไหนนี้ ให้เขาตอบ เพราะฉะนั้นผมว่าเข้าใจนะครับว่า มาประท้วงอย่างนี้มันไม่ได้หรอกครับ เพิ่งผ่านไป ๓-๔ ท่าน มันอภิปรายไม่ได้ ท่านชวลิต ประท้วงประเด็นเดียวนี้หรือเปล่า ถ้าประเด็นนี้ผมไม่อนุญาต
ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิง แต่จะพาดพิงจะให้อภิปรายตอนนี้หรือหลังคุณอรรถวิชช์อภิปรายจบก็ได้
เดี๋ยวเอาละ ท่านนั่งลง เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีส่วนได้เสีย ๙๘๒ ล้านบาท ยังไม่รวม ดอกเบี้ยที่จะต้องได้เงินคืน ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ท่านนายกรัฐมนตรีพยายาม หลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เป็นกฎหมายการเงิน เพราะถ้าเป็นกฎหมายการเงินท่านต้องเซ็นอนุมัติ และเมื่อเซ็นอนุมัติท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เรื่อง ผลประโยชน์ขัดกันทันที ประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ เมื่อสักครู่ มีคนขึ้นมาพูดครับ ว่ากรรมาธิการ ๓๕ คณะได้วินิจฉัยแล้ว ไม่จริง แล้วเป็นการพูดเท็จ กรรมาธิการ ๓๕ คณะนั้นได้มีการวินิจฉัยว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ ในกรณี พ.ร.บ. ปรองดองที่มีการเสนอก่อนหน้านี้เข้ามาปีที่แล้ว แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เป็น พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจากคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะ ว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในข้อที่ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ ได้พูดนี่จริงครับ เวลาจะสงสัยว่าเป็นกฎหมายการเงินต้องตั้งงบประมาณหรือไม่ เป็นอํานาจ ของประธานสภาครับ สงสัยก็ส่งเรื่องไปที่ประธานกรรมาธิการ ๓๕ คณะ เพื่อวินิจฉัยว่า ใช่หรือไม่ใช่ ประเด็นคือประธานไม่สงสัยและไม่เคยส่ง และประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ ท่านประธานถูกดําเนินการยื่นต่อ ป.ป.ช. ในขณะนี้ และนี่เป็นสัญลักษณ์ของเสียงข้างมาก ลากไปว่า มันไม่ใช่กฎหมายการเงิน ทั้ง ๆ ที่ทั้งตัวและวิญญาณของมันเป็นกฎหมายการเงิน มันเป็น และผมกล่าวหาว่ามันเป็นครับ เป็นหรือไม่ ดูข้อบังคับ ดูในมาตราที่เกี่ยวข้องเลย ไหมครับ เพราะวันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ขออนุญาตขึ้นสไลด์ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมในมาตรา ๓
เดี๋ยวนะครับท่านอรรถวิชช์ มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ เชิญครับท่านขจิตร
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ประธานต้องดําเนินการประชุมให้เกิดความเรียบร้อยและยึดถือกฎหมายข้อบังคับ กรณีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนี่ ถ้าอภิปรายผิดจากความเป็นจริง ประธานไม่สามารถ บอกได้ว่าประธานจะใช้หลักสากลสามัญทั่วไปบอกประธานไม่รู้ไม่ได้ เพราะมันผ่านกระบวนการ ของสภานี้ไปหมด ไม่มีใครสงสัย ท่านสมาชิกจะยืนยันว่าสงสัยให้ตีความก็ไม่มีใครสงสัย มันเป็นการเงินไม่ได้ มันผ่านสภาแล้วครับ ประธานปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้ เพราะมันผ่านสภานี้
เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อ
ท่านประธานสภาที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หัวใจหลักของเรื่องคือมันเป็นกฎหมายการเงิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องรับรอง ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด และนี่คือหัวใจในการอภิปรายวันนี้ ท่านหลีกเลี่ยงเพราะอะไรครับ เพราะถ้าท่านเซ็นไปเมื่อไรขัดทันทีกับมาตรา ๑๒๒ ผลประโยชน์ขัดกัน เพราะท่านต้องได้รับเงินคืน ๙๘๒ ล้านบาท บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน ผมถึงบอกว่าที่ตะแบงกันไปว่าไม่ใช่กฎหมายการเงินนี่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ เขากําหนดว่าจะเป็นหรือไม่เป็น เป็นดุลยพินิจของประธานที่จะสงสัย ก็ประธานสภา เลือกที่จะไม่สงสัย เรื่องก็ไม่ส่งไปที่ประธานกรรมาธิการ ๓๕ คณะ กระผมเป็นหนึ่งในประธาน ก็ไม่ได้รับการวินิจฉัย ไม่เคยวินิจฉัยครับ ผมขอไปต่อครับ อย่าขัดขวางนะครับ เพราะวันนั้น การอภิปรายในมาตรา ๓ ใน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ดึกมากครับ ที่คนเขาบอกว่าลักหลับ ๆ นี้ครับ ผมจะเอาขึ้นหน้าจอให้ดูว่าที่บอกว่าไม่ใช่กฎหมายการเงิน เป็นหรือไม่เป็น พี่น้องประชาชนวันนี้ตัดสิน ขอสไลด์มาตรา ๓ ครับ แก้ยุกยิก ๆ ครับ มาตรา ๓ ไม่ได้เป็น ตัวบ่งบอกว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ มาตรา ๓ นั้นหัวใจว่าด้วยเรื่องคดีอาญาล้วน ๆ พวกเราในสภารู้ดี แต่คนทางบ้านไม่รู้ครับ ตัวหนังสือที่ขีดเส้นใต้คือตัวที่เขาเพิ่มเติม เข้ามาครับ กรรมาธิการเพิ่ม ตัวที่มีการขีด ขีด ขีด ขีดออกไปนั่น คือตัวที่กรรมาธิการเขาตัด ร่างต้นฉบับออก สาระสําคัญ
ท่านอรรถวิชช์ครับ ประท้วงอีกแล้ว ท่านพิเชษฐ์ประท้วงเรื่องอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วง ท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อที่ ๖๑ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการนิรโทษกรรม ด้วยเหมือนกัน มันไม่ได้ก้าวล่วงไปจนถึงเงิน ๔,๕๐๐๐ ล้านบาทอะไร ไม่มี ไม่เกี่ยว พรรคประชาธิปัตย์ฟังนะครับ นายบุญยอดเป็นคนขอ ปี ๒๕๔๗ นายถาวร เสนเนียม ขอปี ๒๕๕๖ ก็เป็นที่มาของเหมาเข่ง ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๖ เราเจตนาดี อย่างอื่นไม่มีเลย เอามาใส่ร้ายเป็นคุ้งเป็นแคว อย่างนี้เสียหาย ท่านประธานวินิจฉัยครับ โกหกครับ
คืออย่างนี้ คนอื่นอภิปรายไปบอกคนนั้นโกหกมันไม่ได้ครับท่านพิเชษฐ์ ทีนี้ฝ่ายที่ถูกอภิปราย เขาถูกกล่าวหาเขาจะตอบเอง ประธานไม่มีหน้าที่ไปโต้ตอบ ไปเถียงใครนะครับ ประธาน ไปเถียงอย่างนั้นไม่ได้ว่าคนนั้นพูดโกหก คนนี้ไม่โกหก สภาแห่งนี้กําลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านมีหน้าที่กล่าวหา เดี๋ยวถ้าพาดพิงนายกรัฐมนตรีก็จะให้ตอบ เมื่อกี้กรรมาธิการเขาก็ขอใช้สิทธิพาดพิง ท่านจะขอใช้สิทธิก็ให้พูด แต่ท่านจะให้ประธาน ไปบอกคนนั้นโกหก คนนี้ไม่ให้พูดไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านไปว่าเขาโกหก ท่านก็ต้องถอนแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ เขาอ้าง การประชุมกรรมาธิการ ผมอยู่ในสถานการณ์นั้นทุกวัน ทุกครั้งผมอยู่ แล้วจะปล่อยให้โกหก ได้อย่างไร มันเรื่องไม่จริง
ท่านพิเชษฐ์ เขาไม่ได้อภิปรายท่านนะครับ คือใครจะโกหกหรือไม่ประธานไม่ทราบหรอก เดี๋ยวจะให้คนตอบ ฝ่ายที่จะตอบให้เขาตอบ เขามีหน้าที่กล่าวหา จะกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลดี ก็ยังไม่เคยมีครับ ท่านพิเชษฐ์นั่งลงครับ ท่านต้องถอนเรื่องนี้จะได้จบ จะได้เดินหน้าต่อ ถอนนะครับ ท่านพิเชษฐ์ถอนครับ เดี๋ยวก่อนครับ ให้ผมวินิจฉัยทีละท่าน นั่งลงก่อนสิ เดี๋ยวให้ผมเสร็จรายนี้ก่อนแล้วก็จะข้ามมา ท่านพิเชษฐ์ถอนครับ จะได้ไปต่อ
ท่านประธานที่เคารพ เลขานุการ เขาจะชี้แจงก็ไม่ให้
ท่านพิเชษฐ์เอาประเด็นที่ผมวินิจฉัยท่านก่อน เดี๋ยวจะให้ท่านใช้สิทธิพาดพิง ท่านไม่ต้อง ขึ้นมาประเด็นนี้อีกแล้ว ท่านถอนครับ
ท่านประธาน ผมอยู่กับความจริง
ท่านพิเชษฐ์ถอนเถอะครับ ท่านพิเชษฐ์ต้องถอนครับ ประธานวินิจฉัยต้องฟังครับ
ผมอยู่กับความจริง
ผมไม่ให้พูดแล้ว นั่งลงครับ ท่านพิเชษฐ์ต้องนั่ง ท่านออกนอกห้องไปครับ ผมไม่อนุญาต ให้ท่านพูดแล้ว คือท่านอย่างนี้กับประธานไม่ได้
ท่านอย่าทํากับผมแบบนี้นะครับ
ท่านจะออกไม่ออก
ผมไม่ออก อย่าทํากับสมาชิกแบบนี้
เจ้าหน้าที่เอาพิเชษฐ์ออกจากห้อง
ท่านกับผมทําไม
ประธานวินิจฉัย ไม่ได้ครับ ท่านไม่ฟังท่านก็ต้องออกห้อง เชิญครับ เดี๋ยวรอหลังประชุม ท่านพิเชษฐ์
(นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้มีคําสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภาเชิญนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ออกจากที่ประชุม)
ท่านอื่นไม่ต้อง ท่านอรรถวิชช์เชิญครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ใช้สิทธิพาดพิง เชิญ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อความเรียบร้อยนะครับ ขอให้คุณอรรถวิชช์อภิปราย แต่ผมจะขอใช้สิทธิ พาดพิงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พาดพิงผมเมื่อสักครู่ครับ
เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ คือส่วนที่ผมจะต้องพูดแล้วมันจะเป็นหัวใจของเรื่องว่ากฎหมายฉบับนี้โดยวิญญาณ โดยสปิริต (Spirit) ของมัน มันเป็นกฎหมายการเงิน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์พยายาม หลีกเลี่ยงมาโดยตลอด เพราะถ้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปลงนามเมื่อไรว่าเป็นกฎหมาย การเงินและอนุมัติท่านจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ๙๘๒ ล้านบาท บวกดอกเบี้ย คราวนี้ประเด็นคือว่ามันเป็นหรือไม่เป็นนี่พี่น้องประชาชนต้องตัดสินใจ ช่วยกรุณาขึ้นมาตรา ๓ ครับ มาตรา ๓ นะครับ
ท่านจะประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ ผมประท้วงท่านประธานภายใต้ข้อบังคับ ข้อ ๘ การอํานวยการการประชุมเป็นเรื่องที่ประธานจะต้องอํานวยการการประชุมให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ท่านปล่อยให้ผู้อภิปรายขัดข้องบังคับ ภายใต้ข้องบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านพูดมา กี่รอบ ที่บอกว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะได้เงินกี่พันล้านบาท แล้วท่านบอกเบอร์ธนาคาร ไทยพาณิชย์ด้วย ตอนนี้ได้แล้วยัง ทําไมพูดวกวนซ้ําซาก ผมขอประท้วงท่านประธานได้กรุณา อํานวยการการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับและอํานาจหน้าที่ของท่านครับ
เอาละครับ เชิญฉายสไลด์ต่อครับ ไม่เอา ท่านชนินทร์ครับ พอแล้วครับ ขอให้ดําเนินการต่อ ไม่เอาละครับ ผมพยายามควบคุมนะครับ คืออย่างนี้ วันนี้ก็ผ่านมาด้วยดีมาโดยตลอดครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ ฝ่ายค้านมีหน้าที่กล่าวหานะครับ เขาไม่กล่าวชม เขากล่าวหา ก็ให้เขากล่าวหาโดยมีคนตอบครับเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สาระสําคัญว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ เป็นสาระสําคัญ ของการอภิปรายของกระผมครับ เนื่องจากว่าถ้าเป็นท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เซ็นเมื่อไร หลุดจากตําแหน่งทันที ท่านถึงไม่เซ็น เพราะว่าท่านได้เงินคืน ๙๘๒ ล้านบาท ประเด็น ก็อยู่ที่ว่าต้องมาชี้ให้เห็นครับ กับพี่น้องประชาชนว่ามันเป็นกฎหมายการเงินจริง ๆ ที่ทุกวันนี้ มันไม่เป็น เพราะการตัดสินใจว่าจะสงสัย เป็นหรือไม่เป็น เป็นเรื่องของประธานสภา เมื่อประธานสภาไม่สงสัย มันไม่มีทางเป็นได้เลยครับ นี่คือเหตุที่เราบอกว่าทําไมมันถึงเกิด การชุลมุนในเมืองขณะนี้
ขึ้นมาตรา ๓ ครับ มาตรา ๓ เป็นเรื่องกฎหมายอาญาพี่น้องอาจจะงงครับ เพราะว่า ไม่ทราบขั้นตอนการพิจารณากฎหมายในสภา ตัวที่ไม่ได้มีการขีดเส้นใต้คือร่างเดิม ที่มีการขีดฆ่าออก คือกรรมาธิการเขาขีดออกมีการแก้ไข ขีดเส้นใต้ แปลว่า เติมเข้ามาใหม่ ของเดิมร่างฉบับนี้จํากัดเอาไว้เพียงแต่การชุมนุมทางการเมืองที่จะนิรโทษกรรมเท่านั้น ท่านจะเห็นในบรรทัดที่ ๒ ครับ เขาคงคําว่า การชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออก ทางการเมือง ก็จบอยู่แค่เรื่องของพี่น้องประชาชน แต่ว่าในกลางเดือนตุลาคมครับ มีการ เสนอของท่านกรรมาธิการท่านหนึ่ง เติมข้อความที่ขีดเส้นใต้ที่อยู่ในประมาณบรรทัดที่ ๗ บรรทัดที่ ๘ พี่น้องดูให้ดีครับ หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทําผิด โดยคณะบุคคล หรือองค์กร ที่จัดตั้งขึ้นภายหลังรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ขีดเส้นใต้ก็คือข้อความ ที่บอกว่า ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทําความผิด โดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้น ภายหลังรัฐประหาร นี่คือสิ่งที่ถูกเติมขึ้น ใครละครับ ก็คือขบวนการทั้งหลายที่มี คตส. คตส. คือใครละครับ พูดแบบแฟร์ ๆ (Fair) เลยครับ คตส. ก็แต่งตั้งโดยคณะปฏิวัตินี่ละครับ เพราะขณะนั้น ป.ป.ช. ก็สอบไม่ได้ ก็มีการตั้ง คตส. เข้าไป คตส. ก็สอบ ส่งอัยการส่งฟ้องไป ศาลก็ตัดสิน และผมก็บอกท่านประธานว่าศาลที่ตัดสินเป็นศาลยุติธรรมปกติ คือศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมือง ไม่ใช่ศาลที่เป็นผลพวงของการปฏิวัติ ท่านประธานครับ จะเห็นชัดว่าทั้งผู้ชุมนุมของเดิม และคดีเกี่ยวข้องกับ คตส. นั้น เข้ามามีส่วนร่วม ในการนิรโทษกรรมคราวนี้ ไม่ต้องฉายหน้าผมครับ ไปที่มาตรา ๓ บรรทัดที่ ๑๒ ครับ ก่อนจะเข้าวรรคสุดท้าย หากการกระทํานั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทําพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง พ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง หมายความว่า จะชุมนุมก็ไม่ผิดแล้ว ย้อนกลับมาทําอะไรก็ไม่ได้แล้ว จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทําความผิด ศาลตัดสินแล้ว ก็จะย้อนกลับมาไม่ได้อีกแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเติมเข้ามาใหม่ในกรณี ทุจริตครับ นี่คือสิ่งที่คนเขาออกมาทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะฉะนั้นคดีอาญาครับ เมื่อก่อน มีเรื่องเดียวคือชุมนุม ตอนนี้บวกมาอีก ๑ เรื่อง ก็คือเรื่องทุจริต เอานะครับ แต่ทําไม มาตรา ๕ ซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องที่ทําให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงินเขียนแบบนี้ ละครับ มาตรา ๕ ครับ ท่านประธานครับ ท่านผู้ชมทางบ้านอาจไม่ทราบครับ ข้อความ ที่ไม่ได้มีการขีดเส้นใต้ คือข้อความเก่า ข้อความที่มีการฆ่าทิ้ง คือข้อความที่กรรมาธิการ ตัดทิ้ง ส่วนที่ขีดเส้นใต้ คือส่วนที่กรรมาธิการเติมเข้ามาใหม่ครับ ของเดิม การนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่บุคคลผู้ได้รับการนิรโทษกรรมในอันที่จะ เรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น จบ ถ้าเขียนแบบนี้ผมจะบอกเลยว่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เงินคืนแน่นอน แต่เมื่อสักครู่ผมยกมาตรา ๓ ให้ดูแล้วว่ามีการเติมนิรโทษกรรม คดีทุจริตเข้ามา และเป็นเรื่องที่พิสดารที่สุดครับ ไปเติมข้อความต่อจากนี้ครับ ของเดิมบอกว่า การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรม ในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ ไปต่อครับ ไปต่อกรณีเดียว อันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง น่าเกลียดที่สุด ในโลกครับ ทําไมไม่ใส่เข้าไปล่ะครับ ว่าคดีที่เกิดขึ้นจาก คตส. ไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น ทําไมไม่กลับไปสู่ร่างเดิมล่ะ ไปเติมทําไมว่าคนที่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิคือผู้ชุมนุม ทางการเมืองเท่านั้น เจตนาแบบนี้อย่างไรครับ ทําให้กฎหมายฉบับนี้เขามีสิทธิทันทีที่เกิดขึ้น คนที่โดนยึดทรัพย์ไป แล้วคดีอาญาบอกว่าเขาไม่ผิด หลุดพ้นจากความผิดและความรับผิด ทั้งปวง วันนี้เขาเกิดสิทธิทางแพ่งทันทีถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน ผมคิดว่าคนที่รู้ดีที่สุดคือ พี่น้องประชาชนที่ดู มาตรา ๕ อยู่ในขณะนี้ ถ้าบริสุทธิ์ใจจริง ทําไมไปเติมคําที่ขีดเส้นใต้ ครับว่าจํากัดเฉพาะแต่เพียงผู้ชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองที่ห้ามไม่ให้เกิด สิทธิเรียกร้องเท่านั้น เอาลงได้ครับ ชัดไหมครับ ทําไมเป็นกฎหมายการเงินล่ะครับ เพราะ มันเกิดสิทธิทางแพ่งทันที เนื่องจากมาตรา ๓ ระบุชัดว่าไม่มีความผิดและความรับผิด อีกต่อไป มันเป็นการจงใจใส่ลงไปแบบตั้งใจสุด ๆ ท่านประธานที่เคารพ นี่คือเหตุผลว่าทําไม
ท่านอรรถวิชช์มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ขออนุญาตนะครับ ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธาน ข้อ ๖๑ และข้อ ๘ ท่านประธานครับ การที่ เพื่อนสมาชิกกําลังพูดในลักษณะเชิงใส่ร้าย ท่านประธานฟังให้ดีนะครับ นี่เป็นการอภิปราย ในเรื่องญัตติกล่าวหา แต่ท่านกล่าวรวมถึงบุคคล คือรวมถึงตัวผมด้วย ผมเป็นกรรมาธิการ อยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมพยายามฟังตลอดนะครับ ท่านประธานต้องตีความก่อนนะครับ ก่อนที่ท่านจะให้อนุญาตต่อไปนี้ ประการแรก คุณอรรถวิชช์บอกว่าไม่ใช่กฎหมายการเงิน เพราะว่าท่านประธานไม่รับรอง ผมต้องให้ท่านประธานวินิจฉัยก่อนว่า เพราะอะไร ท่านประธานถึงไม่วินิจฉัยว่าเป็นกฎหมายการเงินตามที่ท่านอรรถวิชช์พูด มันเสียหายผม นะครับ ท่านต้องวินิจฉัยตรงนี้เพื่อที่จะชี้กระจ่างก่อน เขาถึงจะไม่มีสิทธิที่จะอภิปรายต่อ พอท่านประธานชี้ตรงนี้ปุ๊บ ส่วนที่ ๒ คือผมยืนยันครับ ในฐานะกรรมาธิการที่ร่วมพิจารณา เราได้มีการพิจารณาเรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วก็มีคําถามจากเพื่อนสมาชิกทั้งคําแปรญัตติว่า กฎหมายฉบับนี้
เอาอย่างนี้ท่านประท้วงได้ ท่านอภิปรายไม่ได้ ตามข้อบังคับท่านอภิปรายไม่ได้ครับ ท่านอรรถวิชช์ก็ขอใช้สิทธินี้ครับ คืออย่างนี้ ท่านนั่งลงสิ ผมจะวินิจฉัย ท่านไม่ต้องชี้หน้า ใจเย็น ๆ ครับ ก็ทางท่านอรรถวิชช์กล่าวหาว่าเป็นกฎหมายการเงิน ในข้อบังคับก็เขียน ไว้ชัดเจน ถ้าเป็นกฎหมายการเงิน ถ้าประธานสงสัยหรือมีข้อสงสัยจะไปเข้ากรรมาธิการ ๓๕ คณะ ก็ถูกต้อง ผมก็ไม่เห็นเดือดร้อนเลยครับ ผมนั่งข้างบนนี้ ก็เขาว่า ก็เขามีสิทธิจะว่า ก็ผมไม่สงสัยอย่างไรครับ เขาจะอภิปรายก็อภิปรายไป มันจะเป็นอย่างไรก็เป็นสิทธิผม คืออย่างนี้เดี๋ยวจะมีคนตอบ เป็นการกล่าวหาอย่างไรครับ ผมชัดเจนแล้วครับท่านวิชาญ ก็ผมบอก ผมคิดอย่างนี้ก็เป็นส่วนของประธานคิด ประธานทําหน้าที่เป็นคนวินิจฉัยว่า เป็นหรือไม่เป็น ท่านพอแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ท่านให้ผมได้ทําหน้าที่เถอะครับ ก็ประท้วง กันอย่างนี้มันไปไหนไม่ได้ครับ ไม่ครับ ผมไม่อนุญาตแล้วท่านวิชาญ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว นะครับ ผมก็นับถือท่านนะครับ นั่งลงครับ ไม่เอาแล้วครับ ตอบโต้ไปมามันไม่จบหรอก เดี๋ยวท่านอรรถวิชช์จะจบอยู่แล้ว ผมว่ามันผ่านไปได้ ท่านก็ทราบข้อบังคับทุกคน ทุกคน ทราบดี ทุกคนจะใช้หมด ๓๕ คน ไม่เอาแล้วครับ ท่านอรรถวิชช์ต่อเลยครับ เดี๋ยวจะตอบโต้ ไปมา
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ครับ ผมจะใช้เวลาไม่เกินอีก ๕ นาทีจากนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมยืนยัน อีกครั้งว่าการพิจารณาเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่จะเป็นดุลยพินิจของท่านประธานสภา ในการสงสัยว่ามันเป็น แล้วก็จะส่งเรื่องไปให้ประธานคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะ ในการพิจารณา คือถ้าท่านประธานไม่สงสัยกฎหมายมันก็จะผ่านไปอย่างที่เห็นละครับ เพราะฉะนั้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมจึงต้องนําเอาร่างมาเสนอให้ดูว่า เห็นกันชัด ๆ ว่า ร่างในมาตรา ๕ มันบ่งชี้ว่าคนที่ไม่เกิดสิทธิทางแพ่งที่จะเรียกร้องอีก มีเฉพาะในกรณีชุมนุม เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริง ๆ ครับ ว่าท่านไปตัดสิทธิผู้ชุมนุม แต่ไม่ตัดสิทธิในกรณี คดีทุจริต เหลือเชื่อครับ และที่สําคัญไปกว่านั้นมันไม่ได้เป็นการเซ็ท ซีโร่ (Set Zero) คือเริ่มต้นที่ ๐ ไม่ใช่ครับ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมคราวนี้ประหนึ่งเหมือนกับศาลตัดสิน ถึงที่สุดว่าไม่มีความผิดอีกต่อไป เพราะไม่สามารถย้อนกลับมาดําเนินคดีใหม่ได้อีกเลย ย้ําว่า เป็นศาลยุติธรรม ปกติคือศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ไม่ใช่ผลพวงของการปฏิวัติ ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ครับ พยายามหลีกเลี่ยงว่าไม่ใช่กฎหมายการเงิน ไม่เคยเซ็น ดูคลิปที่ ๒ ครับ ท่านออกมาในยามที่วิกฤติที่สุด ในยามที่ท่านควรจะออกมา ขอโทษประชาชนว่าเขาจับได้ทั้งประเทศแล้วว่ามันเป็นกฎหมายการเงิน ท่านไม่ออกมาครับ ท่านออกมาพูดแบบนี้ครับ ลองดูในคลิปสิครับ
เอาละท่านประธานครับ เพื่อความรวดเร็วนะครับ ถ้าห้องโสตทัศนูปกรณ์ไปดูเรื่องเสียงได้ก็ดี ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านแถลงครับ ว่าท่านไม่เคยลงนามไม่ใช่กฎหมายการเงิน ท่านยืนยันครับ ในวันที่ คนข้างนอกเขาต้องการมากที่สุดว่าให้ท่านยอมรับความจริง ให้ท่านนํากฎหมายฉบับนี้ตกไป อย่างถาวร แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ทําแบบนั้นครับ วันนั้นท่านแถลงว่าให้เป็นไปตาม วุฒิสมาชิก ซึ่งวุฒิสมาชิกก็ได้แต่เพียงยับยั้งไว้แค่ ๑๘๐ วัน หยิบยกขึ้นมาอีกก็ได้ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเดินหน้าต่อไปและไม่ยอมรับความจริง วันนี้เขารู้ว่าเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี ๙๘๒ ล้านบาท ผมมีสไลด์ คําพิพากษาครับ เชิญขึ้นครับ
ท่านประธานครับ ในนี้ตัวเล็กนะครับ แต่ผมขยายให้ดูได้ครับ ลงในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ตัวสีเหลืองที่ขีดไว้ขยายเป็นข้อความดังต่อไปนี้ครับ แล้วอ่านง่าย ๆ ก็คือว่า ผู้คัดค้านที่ ๔ นางสาวยิ่งลักษณ์ เพื่อความเข้าใจนะครับ ได้ยื่นคําคัดค้านว่าเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ๒๐ ล้านหุ้น โดยซื้อมาจากผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหมายถึง พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยชอบ ไม่ได้ถือหุ้นแทนพันตํารวจโท ทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ ขายหุ้นดังกล่าวให้บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จํากัด เป็นจํานวน ๙๘๒,๓๖๕,๑๒๕ ล้านบาท แปลง่าย ๆ ก็คือว่า ๙๘๒ ล้านบาทละครับ พูดตัวเลขกลม ๆ แล้วนําเงินเข้าฝากในบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่ ๐๑๔๑-๑๑๓๐๐-๙ ที่ คตส. อายัด นี่คือคําที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้คัดค้านที่ ๔ ขึ้นให้การว่า ท่านนั่นละ เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ๒๐ ล้านหุ้นและเงินเข้าบัญชีธนาคารนี้ครับ มาดูต่อครับว่า บัญชีธนาคารนี้ศาลพิพากษาอย่างไรครับ ผมตัดข้อความนี้มาจากคําพิพากษาที่ลง ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งก็คือเล่มนี้ครับ คําพิพากษาครับ ให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผล ของหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) จํานวน ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๔.๗๐ บาท พร้อมดอกผล เฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินบัญชีเงินฝาก นับแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ ธนาคารส่งเงินจํานวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยบังคับเอาจากทรัพย์สินที่อายัดตาม คําสั่งคณะกรรมการตรวจสอบอันได้แก่บัญชีเงินฝากและหน่วยลงทุนดังต่อไปนี้ พูดง่าย ๆ คือศาลตัดสินยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ในบัญชีดังต่อไปนี้ครับ เปิดต่อไปครับ อันนี้ผมคัดมาจากคําพิพากษาที่ลงในราชกิจจานุเบกษา ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ฉบับเดียวกัน ท่านประธานดูนะครับ ทั้ง ๒ บัญชี เป็นบัญชีของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่บัญชีที่ขีดเส้นใต้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด มหาชน สาขาพหลโยธิน บัญชีเลขที่ ๐๑๔๑๑๑๓๐๐๙ บัญชี ขีดเส้นใต้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้อนกลับไปสิครับในสไลด์ที่ ๒ สไลด์ต่อไปครับ ท่านประธานดูให้ดี เห็นไหมครับ เลขบัญชีที่คนพากย์บังอยู่เลขเดียวกันครับ ๐๑๔๑๑๑๓๐๐๙ แล้วก็กลับไปสไลด์สุดท้าย เห็นไหมครับ ที่ผมขีดเส้นใต้เอาไว้เป๊ะเลยครับ นี่คือบัญชี ที่อยู่ในรายการยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ถึงบางอ้อเลยไหมครับว่าทําไมหนูไม่รู้ครับ ถึงบางอ้อไหมครับ ว่าทําไมท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ยอมเซ็นกฎหมายฉบับนี้ ว่าเป็นกฎหมายการเงิน เพราะท่านขายหุ้นไปให้กับ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จํากัด เดี๋ยวพี่น้องจะงงครับ เพราะในคําพิพากษาเขียนบริษัท ซีด้าร์ โฮลดิ้งส์ จํากัด ถ้าพูดสั้น ๆ บริษัท ซีด้าร์ โฮลดิ้งส์ จํากัด คือใครครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ข้อ ๙ ผมประท้วง ท่านนะครับ ข้อ ๖๑ ผมประท้วงผู้อภิปรายครับ ท่านเป็นนักกฎหมายใหญ่ผมเคารพท่าน นะครับ แต่ท่านให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ๒ เรื่องครับ ไม่ใช่อภิปรายคุณฟังผมก่อนผมประท้วง เขาให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเรื่องอะไรบ้าง แล้วคุณก็ให้ข้อมูลตามที่ผมบอก อันที่ ๑ คุณยืนยัน เป็น ๑๐๐ ครั้ง บอกว่านี่เป็นศาลยุติธรรม แต่ศาลนี้เขาพิพากษาตาม คตส. เดี๋ยวก่อน คุณฟังก่อน คุณฟังก่อนว่าศาลนี้เขาจะต้องพิพากษาตามคํากล่าวหา คตส. กล่าวหาแล้ว มาเป็นคนตรวจสอบแล้วไปเป็น ป.ป.ช. ทั้ง มาตรา ๖๖ มาตรา ๙๒ มันอย่างไรคุณอ่าน ให้เขาฟังสิ ศาลพิพากษาตามนี้ อันที่ ๒ ศาลไม่เชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์นี้ซื้อหุ้นไป เขาถึงยึด อย่างไร ถ้าเขาเชื่อว่าซื้อเขาก็ไม่ยึด เชื่อตามใคร ตาม คตส. ครับ
เอาละเดี๋ยวให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ สรุปเลยนะครับ ท่านอรรถวิชช์ท่านใช้เวลาเกินแล้ว นะครับ
ท่านประธานครับ ผมก็อยากให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ตอบอย่างไรครับ ออกมาตอบสิครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมยืนยันอีกครั้งครับ ศาลที่ตัดสินเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เป็นศาลยุติธรรมและเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งนั้นทั้งองค์คณะ ประการสําคัญครับ เขาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และได้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เขาก็ยืนตามนั้นนี่ครับ เป็นผลพวงของปฏิวัติตรงไหนล่ะครับ เป็นเพราะวิธีคิด คตส. ตรงไหนล่ะครับ ยังอยู่ในวิธีคิด แบบเดิม ๆ ท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ท่านสมาชิกกรุณารักษาความสงบด้วยครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายละครับ คืออย่างนี้ รักษาความสงบด้วยครับ การประชุมสภาถ่ายทอดสดประชาชนเขาดูอยู่นะครับ เพราะฉะนั้น กรุณาอย่าได้ส่งเสียงแซวกันไม่ได้ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ศาลที่ตัดสินเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นศาลยุติธรรมปกติ คตส. เป็นเพียงแค่ คนสอบสวน เมื่อเวลาศาลตัดสินท่านก็ได้สู้ในทุกคดีที่โต้แย้งมีหมดละครับ จนกระทั่งอุทธรณ์ ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง โทษทีครับ อุทธรณ์ไปยังที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แล้วผมย้ําอีกครั้ง ศาลชุดนี้เขาเป็นศาลที่เรียนหนังสือมาครับ เขาไม่ใช่ศาลสรรหาครับ ๒๕ ปี สอบได้ได้เนติบัณฑิตเขาไปตามสเต็ป (Step) ของเขา แล้วถ้าบอกว่าเป็น คตส. จริง ทําไมท่านอาจารย์โภคิน พลกุล ท่านหลุดจากคดีรถดับเพลิงครับ เขาก็ตัดสินตามเนื้อผ้า เพราะเขาเป็นศาลฎีกา ศาลยุติธรรมปกติ ท่านประธานที่เคารพครับ พูดกันแบบนี้เพราะเรา อยู่ในชุดความคิดที่ไม่เหมือนกัน ผมฟังนะครับ ผมฟังตลอดเลยครับ วิธีการพูดเรื่องอ้าง ระบอบประชาธิปไตย แล้วจะทําทุกสิ่งทุกอย่างได้ในประเทศนี้ไม่ใช่ครับ รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่ต้องทําตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ต้องทําตาม กฎหมาย เมื่อผิดกฎหมายต้องถูกลงโทษ นี่คือสาระสําคัญของเรื่อง ทําไมเหตุการณ์วุ่นวาย วันนี้คนทั้งประเทศเขาจับได้แล้วว่าเป็นกฎหมายการเงิน ท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนได้เสีย ท่านก็เลยไม่รับไม่รู้ครับ นี่คือคนเขาออกมาทั้งประเทศ ผมขอสรุปตอนท้ายของผมเอาไว้ครับ
เดี๋ยวให้เขาสรุปครับคุณหมอ เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายนะครับ ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๖๘ ข้อ ๑ นะครับ ข้อ ๒ คือข้อ ๖๑ และที่สําคัญผมไม่อยากพูดถึงรัฐธรรมนูญ เพราะข้อกล่าวหาเท่าที่ผมฟังมาตลอด ที่ผมไม่ประท้วงฟังจนท่านจะสรุปจบนี่ ผมประท้วงบอกว่า ท่านกล่าวหาในสิ่งที่ท่านไม่ได้เขียนในญัตติกล่าวหาเกินญัตติ ท่านบอกนายกรัฐมนตรี จะได้ผลประโยชน์จากการออกกฎหมาย นั่นก็คือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือทุจริต ท่านหลีกเลี่ยงคําว่า ทุจริต แต่พอมาพูดถึงมาตรา ๕ ท่านบอกทุจริต เพราะฉะนั้นท่านได้พูด ทุจริต ท่านก็มายื่นถอดถอน ถ้าบอกว่านายกรัฐมนตรีจะได้สตางค์คืนท่านก็ไปกล่าวหา นายกรัฐมนตรีว่าผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ ได้เงินคืนจากเงินที่ตกเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ท่านก็ได้ไปยื่นถอดถอนก็ไม่ยื่นกล่าวหาอีก แต่อาศัยประเด็นมาพูดอย่างนี้ ผมถือว่า พูดนอกประเด็น และสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือเมื่อจะกล่าวว่าเขามีผลประโยชน์ทับซ้อนมีรายได้ ก็ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยนะครับ ฟังมา ๓ ท่านครับ ตั้งแต่ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านเปิดประเด็นมา ท่านสมาชิกท่านรัฐมนตรีนิพิฏฐ์ พูดประเด็นนี้ มีผู้ประท้วงและตกไปด้วย และคนที่ ๓ คืออรรถวิชช์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามครับ ประเด็นท่านกล่าวหาว่าทุจริต แต่ไม่ได้ยื่นทําผิดข้อบังคับครับ อภิปรายไม่ได้ครับ ไม่อยากให้ สรุปท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ท่านอรรถวิชช์ครับ ที่ท่านนายแพทย์ชลน่าน ประท้วงก็มีเหตุผลนะครับ แต่ท่าน จะต้องสรุปแล้ว ไม่ได้หรอกครับ
ท่านประธานครับ ผมขอ สรุปครับ มันไม่ใช่ประเด็นทุจริตเพราะพูดมาตลอดเวลาว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เลี่ยงมาตลอดที่จะไม่ยอมรับว่าเป็นกฎหมายการเงิน และไม่ยอมทําให้กฎหมายฉบับนี้ตกไป จริง ๆ เพราะท่านมีส่วนได้เงินคืนจาก ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ๙๖๒ ล้านบาท ถ้ารวมดอกผล เป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาทครับ ส่งที่ประชาชนเขาร้องขอในขณะนี้รวมถึงกระผมด้วย ในข้อสรุป ก็คือว่าเวลาพวกเราเปรียบเทียบ พวกเราเล่นไพ่ เล่นการพนัน ถ้าเจ้ามือโกง เจ้ามือซุกไพ่ เจ้ามือต้องลุกออกจากวงและขอโทษครับ เปลี่ยนเจ้ามือใหม่มา ได้ครับ เปรียบเสมือน ในระบอบประชาธิปไตย ท่านชนะการเลือกตั้งมา แต่วันนี้ท่านแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่พูดไม่ตรงกับความเป็นจริง มีผลประโยชน์ตัวเองเข้าไปเกี่ยวพัน ออกเถอะครับ แล้วจะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทั้งนั้นที่มาจากพรรคเพื่อไทย ท่านประชา พรหมนอก ก็ได้นี่ครับ แต่เมื่อท่านทําผิดแล้วต้องลุกออกจากวง ลาออกจาก การเป็นนายกรัฐมนตรี ทวงถามเกียรติยศของสภาแห่งนี้ ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจมา ๓ ครั้ง ๓ นายกรัฐมนตรี คราวนี้เป็นคราวที่ผมยืนยันชัดที่สุดว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ควรจะ ลาออกได้แล้ว เขารู้กันทั้งประเทศในข้อเท็จจริงนี้ ทําเถอะครับ ให้ประเทศมันเดินหน้าต่อไป ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกต่อไปได้ แล้วต้องบอกท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ฉลาดที่สุด ขอบพระคุณครับ
ท่านนายอําเภอชวลิตขอใช้สิทธิพาดพิงก่อนท่าน ถ้าประเด็นเดียวกันก็ไม่อนุญาตแล้ว เชิญท่านนายอําเภอชวลิตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมได้เรียนไปตอนต้นว่ากระผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจที่จะขัดขวาง การอภิปรายของผู้ที่เพิ่งอภิปรายผ่านไปแต่อย่างใด ตั้งใจที่จะเรียนท่านประธานว่าพอจบแล้ว จะขอใช้สิทธิพาดพิง ผู้อภิปรายที่ผ่านไปกล่าวว่าท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาแทรกแซง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ในการได้เงินคืนจาก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ซึ่งไม่เป็น ความจริงแต่ประการใด ที่คุณหมอชลน่านได้ทักท้วงนั้นถูกต้องแล้ว เพราะว่าได้บอกว่า แทรกแซงเพื่อให้ได้เงินคืนนี้ก็คือการทุจริต อันนั้นเป็นการหลอกด่าท่านนายกรัฐมนตรี มาฟรี ๆ นะครับ
ต้องฟังท่านก่อนครับ กําลังพูดได้ ๒-๓ คํา ใจเย็น ๆ ครับ เดี๋ยวผมให้สิทธิท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร นั่งลงก่อนครับอาจารย์รัชฎาภรณ์ ผมกําลังจะฟัง เดี๋ยวจะให้ท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงใช้สิทธิบ้าง คือทางนี้ขอชี้แจงก็ต้องฟังเขา ไม่ให้ชี้แจง แล้วไม่ฟังเขามันไม่ได้ อาจารย์รัชฎาภรณ์นั่งลงก่อน อาจารย์ครับต้องมีเหตุผล ผมกําลังฟัง ฟังไป ๔-๕ คํา แล้วไม่ให้พูดมันไม่ได้ ประธานไม่ใช่เผด็จการ เชิญนั่งลงครับ เชิญท่านชวลิต
ท่านประธาน ผมมีเหตุผลจริง ๆ ครับ ที่ผู้อภิปรายกล่าวว่าท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาแทรกแซง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ ในการได้รับเงินคืน ผมยืนยันว่าในฐานะกรรมาธิการ ผมเสียหายครับ เพราะท่านนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมาแทรกแซงกฎหมายฉบับนี้แต่อย่างใด ผมประชุมกับกรรมการกฎหมายของพรรค เป็น ๑๐ ครั้ง ประชุมกับคณะกรรมาธิการในส่วนของพรรคเป็น ๑๐ ครั้งเหมือนกันครับ ท่านประธาน ยืนยันได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ไม่เคยเข้ามา สอบถาม แม้แต่ร่วมประชุม แม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่เคยผมขอยืนยัน ในประการต่อมาครับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ หัวใจของกฎหมายฉบับนี้มีอยู่ ๒ ข้อ
เดี๋ยวฟังอีกประเด็นหนึ่ง ท่านบอกมี ๒ ประเด็นก็ฟังให้จบเพื่อความสบายใจ เดี๋ยวผมจะให้ ท่านอภิสิทธิ์ชี้แจงครับ เขาบอกเขาเป็นกรรมาธิการแล้วเสียหาย คืออย่างนี้ครับท่านจุฤทธิ์ ผมให้ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย กรุณานั่งก่อนครับ ใจเย็น ๆ ครับ
ครับ กฎหมายฉบับนี้ปฏิเสธ การรัฐประหารและผลพวงการรัฐประหาร เราไม่ปฏิเสธศาลครับ แต่ปฏิเสธ คตส. เราไม่ปฏิเสธ การตรวจสอบตามระบบกระบวนการยุติธรรมปกติ นี่คือสิ่งที่ทางฝ่ายกรรมาธิการเห็นว่า เสียหาย ที่ว่ากฎหมายฉบับนี้ทางเราเห็นว่าไม่เป็น พ.ร.บ. การเงินตั้งแต่ต้น ท่านประธาน ไม่ได้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีลงนาม เมื่ออยู่ในกระบวนการพิจารณาก็ไม่ได้มีการพิจารณา ในเรื่องนี้แต่อย่างใดจนกระทั่งจบ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนไว้เป็นประเด็นต่อมา ท่านว่า ท่านนายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงไม่ลงนามเพราะว่าผลประโยชน์ขัดกัน ก็เมื่อไม่ลงนามแล้วจะ เป็นกฎหมายการเงินได้อย่างไร นี่ก็คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง สุดท้ายนะครับ ท่านไม่ได้ยื่นถอดถอนท่านนายกรัฐมนตรีประเด็นนี้ ผมว่าเรื่องนี้ต้องยุติได้ครับท่านประธาน ต้องยุติไม่มีการอภิปรายต่อ ผิดข้อบังคับนะครับท่านประธาน ทําไม่ถูก ท่านนายกรัฐมนตรี โดนทั้งขึ้นทั้งล่องฟรี ๆ มาเป็นชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ท่านประธานต้องตัดสินเรื่องนี้ได้แล้ว ขอบคุณครับ
ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้สิทธิพาดพิง ท่านประเด็นเดียวกันหรือเปล่า เดี๋ยวครับ ทีละฝั่ง ท่านพูดแล้วต้องให้ฝั่งนี้พูดบ้าง ท่านนั่งลงก่อน เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีเรื่องที่ พาดพิงถึงตัวกระผมและกรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นดังต่อไปนี้นะครับ ผมจะไล่เรียงชี้แจงเป็นประเด็น ๆ ไป
จากท่านนายกรัฐมนตรีก่อนนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาชี้แจง เมื่อสักครู่ ว่าที่ผมอภิปรายว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายร่างพระราชบัญญัติ คุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีหลายมาตรานําไปสู่ การเอื้อให้คนซึ่งเคยกระทําความผิด หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ท่านมาบอกว่า ป็นการดําเนินการตามที่รัฐบาลชุดที่แล้ว เคยมีมติไว้เมื่อปี ๒๕๕๓ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดเท็จครับ กฎหมายที่พวกผมเสนอเมื่อปี ๒๕๕๓ จะมีตรงกับกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีชุดท่านอนุมัติ เพียงมาตราเดียว เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะต้องห้ามของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะอนุญาตให้คนที่ถูกรอลงอาญามาเป็นได้ แต่ไม่อนุญาตให้คนที่พ้นโทษแล้วกลับมา แต่เคยรับโทษจําคุกจริงมาเป็นได้ มาตราเดียวครับ รัฐบาลที่แล้วไม่เคยเสนอกฎหมาย
ประการที่ ๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมามีอํานาจกําหนด หลักเกณฑ์ได้ว่าอะไรคือการมีส่วนได้เสียกับกิจการของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน
ประการที่ ๒ รัฐบาลชุดที่แล้วไม่เคยเสนอแก้ลักษณะต้องห้ามของคนที่จะมา ทํางานในรัฐวิสาหกิจที่จะไปอนุญาตให้คนที่ถูกจําคุกจริงแล้วพ้นโทษมาได้ครับ ข้อความ ไม่ตรงกันครับ
ประการที่ ๓ รัฐบาลที่แล้วไม่เคยเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถยกเว้นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามนี้ได้ด้วยครับ
ประการที่ ๔ รัฐบาลที่แล้วไม่เคยเสนอให้มีการดําเนินการในเรื่องของ การยกเว้นการมีกรรมการสรรหาหรือการจะไม่ใช้บัญชีของผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจครับ
เอกสารของฉบับที่พวกกระผมเสนอต่อสภาปรากฏอยู่ในระเบียบวาระ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉะนั้นขอกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือข้อเท็จจริงที่ท่านพาดพิงมาแล้ว ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนะครับ แล้วทําให้ผมเสียหาย
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าท่านดําเนินการปราบปรามการทุจริต ท่านยกกรณี การสร้างโรงพัก-เขาแพง หรืออาชีวะ ผมกราบเรียนท่านประธานเพียงสั้น ๆ ครับว่า กรณี อาชีวะ สมัยผมก็ตรวจสอบ ความต่างที่ท่านยกตัวอย่างมากับสิ่งที่พวกผมทําคือ พวกผม ตรวจสอบทุกโครงการ มีการร้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นพวกใคร แต่ที่ท่านยกมานี่ ผิดถูก ต้องไปพิสูจน์กัน เป็นความพยายามที่จะเล่นงานเฉพาะการกระทําผิดรัฐบาลที่แล้ว ที่ผมอภิปรายคือ ที่เขาร้อง ที่เขาอภิปรายเรื่องทุจริตน้ํา ทุจริตข้าว ทําไมท่านไม่ทําอะไร นี่ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านพาดพิงมา
ทีนี้ในส่วนที่เพื่อนสมาชิกพาดพิงมาถึงกฎหมายนิรโทษกรรม ประการแรก ที่บอกว่ากรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนเสนอกรอบเวลาปี ๒๕๔๗-๒๕๕๖ เขาเสนอในวันที่กฎหมายนี้ไม่มีเรื่องคดีทุจริต เขาเสนอในวันที่มาพูดคุยในกรรมาธิการกันว่า เหตุการณ์ความไม่สงบหรือการดําเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองนั้น ครอบคลุมระยะเวลาใดบ้าง เขาจึงเสนอปี ๒๕๔๗-๒๕๕๖ ถ้ารู้ว่าจะมีกรณีการนิรโทษกรรม ให้การทุจริต ไม่เสนอหรอกครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่ควรจะมีการบิดเบือน
ประการต่อมาครับ ที่บอกว่าพวกกระผมอภิปรายเรื่องนี้หลอกด่า นายกรัฐมนตรี ผมพูดให้ชัดครับ ที่ท่านบอกนายกรัฐมนตรีไม่เคยแทรกแซง ข้ออภิปราย ของพวกกระผมคือ นายกรัฐมนตรีรับรู้ แต่แสร้งทําเป็นไม่ทําอะไร ทั้ง ๆ ที่อยู่ในภาวะที่จะ แก้ปัญหาได้ ที่จะทําให้กฎหมายตายได้ แต่กลับเลือกให้กฎหมายมาแช่แข็ง แล้วก็ ดูเสียงข้างมากยังไม่หยุดความพยายามที่จะหาวิธีนิรโทษกรรมอีก มาตรา ๒๙๑ ผมไม่ทราบ ท่านประธานเห็นหรือยัง จะนัดประชุมอีกแล้ววันพฤหัสบดีนี้ นี่คือข้อกล่าวหาครับ ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องหลอกด่า แล้วประเด็นที่พวกกระผมก็ทําตัวไม่ถูกเหมือนกันว่า ถ้านายกรัฐมนตรี ไม่ยอมชี้แจงว่าตกลงเงิน ๙๘๒ ล้านบาทนี่ของท่านหรือคุณทักษิณ พวกผมก็กล่าวหา ไม่ถูกครับ เพราะถ้ายืนยันอย่างที่ไปยืนยันกับศาล ก็แปลว่าท่านต้องชี้แจงให้ได้ว่านาฬิกา หายไปไหน เงินต่าง ๆ เหล่านั้นหายไปไหน ทําไมจึงไม่อยู่ในบัญชีทรัพย์สิน แต่ถ้าท่านยืนยัน ว่าที่ท่านพูดไปนี่แล้วศาลไม่เชื่อ ที่ศาลเชื่อเป็นความจริง ก็ต้องตอบมาให้ได้ว่าท่านกําลัง ดําเนินการอย่างไรกับกรณีที่มีคนไปร้องเรียนกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าท่านเบิกความเท็จ ผมถึงกล่าวหาไม่ได้อย่างไรครับ ผมต้องมาถามท่านว่าตกลงท่านทําผิดเรื่องไหนกันแน่ แต่ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ของท่านเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับกฎหมายนิรโทษกรรม เป็นหรือไม่เป็นกฎหมายการเงิน อย่างมากที่สุดในกรรมาธิการที่ชี้แจงนี่ ก็คือบอกว่า ถ้าจะต้องจ่ายเงินต้องไปออกกฎหมายงบประมาณเอาเงินออกมา แต่ไม่มีใครกล้าชี้นะครับ เพราะผมก็เป็นกรรมาธิการ แล้วถามหลายครั้งว่าการทําเช่นนี้ก่อสิทธิใช่หรือไม่ เพราะพวกผมอ่านเหมือนที่คุณอรรถวิชช์อ่านในมาตรา ๕ จงใจเขียนชัดเจนว่า ไม่ก่อให้เกิด สิทธิเฉพาะผู้ชุมนุมและผู้แสดงออกทางการเมือง คนทั้งหลายที่ท่านบอกมาให้สู้เพื่อท่าน แล้วติดคุกนั้นไม่มีสิทธิ แต่นายใหญ่คดีทุจริตมีสิทธิ และจะรวมนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าท่านเบิกความเท็จหรือไม่ ขอบพระคุณครับ
ท่านวิชาญครับ ท่านวิชาญสักครู่นะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีขอใช้สิทธิพาดพิงก่อน ท่านนั่งลงก่อนครับ ใช่ ก็รอสลับข้างก่อนท่าน ต้องให้ความยุติธรรมครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระผมจะขออนุญาตใช้สิทธิ พาดพิงนะครับ ความจริงผมก็ทราบดีว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคงจะประสงค์ที่จะ อภิปรายไม่ไว้วางใจ และให้ท่านผู้ชี้แจง คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือว่าท่านรัฐมนตรี ที่ถูกกําหนดเป็นผู้ที่ถูกอภิปรายนะครับ จะอย่างไรก็ตามการที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้อภิปราย ในช่วงต้นของการอภิปรายนะครับ และได้นําไปสู่การชี้แจงของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และในขณะเดียวกันท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังคงติดใจที่จะหยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมา ซึ่งกระผมขออนุญาตถือว่าเป็นสิทธิพาดพิง เนื่องจากถ้าหากว่าเรื่องดังกล่าว เป็นอย่างที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย ก็หมายถึงประเด็นที่ท่าน ได้หยิบยกขึ้นมา คงจะถูกเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างไรก็ตามกระผมได้ขออนุญาตกราบเรียนว่ามีความเห็นใจ ท่านนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านนะครับเพราะว่าการบริหารราชการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงการคลังนั้นมีส่วนที่เป็นรายละเอียด แล้วก็อาจจะเป็นประเด็นซึ่งท่านยังไม่ได้ทราบ ข้อเท็จจริงอย่างแม่นยํานักกระผมขออนุญาตได้กราบเรียนข้อเท็จจริงนะครับว่า ในการเสนอ แก้ไขพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น มีที่มาที่ไป ซึ่งกระผมได้มีความเห็นในเบื้องต้นว่าเห็นใจและเข้าในท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล ภายใต้การนําของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะการที่มี ประเด็นที่เสนอแก้ไขนั้น เป็นข้อเสนอที่เรียกร้องขึ้นมาจากองค์กรต่าง ๆ นะครับ อย่างไรก็ตาม หลักการที่ท่านอดีตผู้นําของประเทศคือท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้หยิบยกขึ้น
ท่านรองนายกรัฐมนตรีสักครู่ครับ ท่านจุติครับ คืออย่างนี้ ก็ฟังท่านก่อนครับ คือเป็นผู้ใหญ่ ของทั้ง ๒ พรรค ก็ให้เกียรติ ท่านอภิสิทธิ์พูดก็ให้เกียรติ ทางนี้ก็ไม่มีใครกล้าประท้วง สักคนครับ ท่านนั่งลงก่อน ท่านฟังก่อนครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวค่อยใช้สิทธิของท่านครับ ให้ท่านพูดให้จบก่อนดีกว่า ถือว่าให้เกียรติทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ท่านจะประท้วงหรือครับ
ประท้วงครับ
คืออย่างนี้ ก็ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรขอใช้สิทธิ ผมก็ไม่ทักท้วง ผมก็ยินดีนะครับ จะได้สบายใจ ทางนี้ก็บอกว่าถูกพาดพิงก็ฟังท่านก่อน ให้ท่านพูดก่อนนะครับ เดี๋ยวท่าน ค่อยใช้สิทธิ นั่งก่อนครับ ท่านจุตินั่งลงก่อนเถอะครับ ให้ท่านได้ใช้สิทธิก่อน ให้ฟังให้จบ กระบวนความก่อน อันนี้ยังไม่ได้จบ ท่านจะประท้วงเรื่องไหนไม่ทราบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมด้วยความเคารพ ท่านประธานจริง ๆ และก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับว่า ข้อบังคับ ข้อ ๘ ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานยังไม่ได้ดูนะครับ ขณะนี้ที่ผ่านมานี้ พวกผมอภิปราย ๔ ท่านนะครับ ใช้เวลา ๓ ชั่วโมง ๕๓ นาที รัฐบาลใช้เวลา ๓ ชั่วโมง ๓๐ กว่านาที ประท้วงครับ นี่ไม่นับรวมที่รัฐมนตรีชี้แจงครับท่านประธานครับ และพวกผมต้องตรวจสอบ และที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนี้ ได้พูดไม่เคยเอ่ยถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีเลย เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาวินิจฉัยด้วย จริง ๆ แล้วท่านมีสิทธิหรือเปล่า เพราะว่าผมก็เกรงใจจริง ๆ ว่าท่านอยากจะชี้แจง แต่ว่าเวทีนี้มันไม่ใช่ครับ เป็นเวทีของ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตอบข้อกล่าวหาด้วยตัวท่านเอง เพราะท่านบอกว่าท่านจะเป็นคน ชี้แจงเองทุกประเด็น ถ้าท่านมีข้อมูลกรุณาไปอธิบายให้ท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ ท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบสภาจะสวยงามกว่าครับ ผมเกรงใจจริง ๆ นะครับ แต่ว่าผม จําเป็นต้องบันทึกเอาไว้ครับท่านประธานครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อ ท่านอย่าประท้วงเลยครับ ท่านให้รองนายกรัฐมนตรีชี้แจง ก่อน ท่านวิทยาครับ ขอให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงก่อนได้ไหมครับ ท่านกรุณานั่งลง นะครับท่าน ก็ขอความกรุณาให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงก่อนเถอะครับ ท่านค่อย ประท้วงกันต่อ ทุกคนละครับ อยากพูดหมดผมจะให้พูด เดี๋ยวให้รองนายกรัฐมนตรีชี้แจง ก่อนครับท่านวิทยา นั่งลงก่อนครับ ไม่ต้องรอ ผมไม่ให้ยืน ท่านนั่งลง ท่านอ้วนครับ หนัก นั่งลงครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงก่อน ท่านพายัพใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ นะครับ ทุกคน ใจเย็น ๆ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขออนุญาตได้กราบเรียนว่า เหตุผลที่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องพาดพิง เนื่องจากประเด็นที่ได้มีการอภิปรายและท่านนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงนะครับ แต่อย่างไรก็ตามท่านสมาชิกที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมา ผมจึงได้เรียนว่า หากไม่ชี้แจงจะถูกเข้าใจไปว่าผู้ที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาในรัฐบาลนี้คือตัวกระผมเอง ซึ่งทําหน้าที่ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลักการที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้หยิบยกขึ้นมา และเป็นความไม่สบายใจนั้น ได้ถูกพิจารณาและอนุมัติเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ และผมก็ขออนุญาตเรียนว่าเห็นใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเวลานั้นนะครับ เนื่องจากประเด็นที่ได้ถูกหยิบยกนั้นเป็นประเด็นที่ได้ถูกเสนอ โดยหน่วยงานอื่น การที่ถูกเสนอโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ในเรื่องของหลักเกณฑ์คุณสมบัติ ของพนักงาน ผู้บริหารและกรรมการ ก็เป็นประเด็นซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเวลานั้นได้พิจารณาตามเหตุตามผล แล้วก็ในประเด็นที่ได้มีการหยิบยกโดยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติในเรื่องของความเท่าเทียมกันในด้านคุณสมบัตินั้นก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ และในแง่มุมของการที่จะบริหารกฎหมาย ซึ่งต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายก็เป็นหลักการทั่วไปของแนวทางที่เป็นกฎหมายด้านการคลัง อย่างไรก็ตามขออนุญาตได้ให้ข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าหลักการที่ท่านได้อ้างอิงถึง ความไม่สบายใจนั้นล้วนเป็นหลักการที่ถูกเสนอขึ้นในรัฐบาลก่อน ภายใต้การนําของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเมื่อกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่ในช่วงเวลาของรัฐบาล ปัจจุบัน รัฐบาลก็ดําเนินการต่อโดยประสานงานกับคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๑๒ จนนําไปสู่การตัดประเด็นในเรื่องของการที่จะให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลังเป็นผู้ที่มีสิทธิ ในการพิจารณาในเรื่องของหลักเกณฑ์และส่วนที่เป็นกฎหมายย่อยนะครับ ให้คงเหลือ แต่เพียงหน้าที่รักษาการตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่สอดคล้องกับกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการคลังทุกชนิด และในส่วนที่เป็นเรื่องของคุณสมบัติของพนักงาน กรรมการและ ผู้บริหารนั้นก็เป็นประเด็นซึ่งได้มีการดําเนินการให้สอดคล้องกันกับสิทธิอันพึงมีพึงได้ ของบุคคลต่าง ๆ พนักงานมีสิทธิเช่นเดียวกันกับข้าราชการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตํารวจ ข้าราชการรัฐสภา และแม้แต่รัฐมนตรี หรือ ส.ส. และ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีแนวทางปฏิบัติอย่างเดียวกัน เพราะถ้าหากได้รับโทษและพ้นโทษมาแล้ว เป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปีก็มีสิทธิที่จะได้ปฏิบัติในหน้าที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตามกฎหมายที่กําลัง อยู่ในกระบวนการนะครับมีความเข้มข้นกว่าเสียอีก เพราะว่าในส่วนที่เป็นผู้บริหาร ในส่วน ที่เป็นกรรมการนั้นไม่ได้เปิดทางในเรื่องของการพ้นโทษดังกล่าวเอาไว้ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ สําคัญ ดังนั้นข้อที่ได้มีการหยิบยกว่ารัฐบาลนี้โดยการนําของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และภายใต้การเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายใต้ความรับผิดชอบ ของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นจึงไม่เป็นความจริง และส่วนที่ได้มีการพิจารณาเป็นหลักการ ที่ท่านกังวลนั้น ที่จริงแล้วได้เกิดขึ้นในช่วงที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเอง และได้มีการปรับปรุง หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ท่านกังวลให้เข้าสู่ภาวะที่มีความรอบคอบแล้ว กราบขอบพระคุณครับ
ท่านบุญยอดทําอะไรครับ
พาดพิงครับ
ไม่มีใครพาดพิงถึงท่านเลย เอาทีละราย ท่านนั่งลง เดี๋ยวท่านวิชาญแล้วกลับมาท่าน
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้ในเรื่องของข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ในเรื่อง การพาดพิง คือขออนุญาตนะครับ เมื่อกี้นี้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายจบไปได้กล่าวถึงเรื่องของ กรรมาธิการที่ร่วมกันพิจารณาในส่วนของกฎหมายนิรโทษกรรม และกล่าวถึงว่ามีความโยงใย ในเรื่องข้อกฎหมายดังกล่าวเพื่อที่จะก่อให้เกิดการได้มาซึ่งเงิน ในเรื่องของเงินที่จะต้องคืน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมขออนุญาตนะครับว่าเรื่องดังกล่าวนั้นพวกเราเองนั้นได้มีการพิจารณา แล้วก็มีการสอบถามบุคคลที่ผมจะอ้างอิงนะครับเป็นบุคคลที่อยู่ในกรรมาธิการและเป็นคนที่ตอบ แล้วก็ยืนยันครับ ก็คือท่านกฤษฎีกา นายนิพนธ์ ฮะกีมี กับท่านอธิบดีกรมบังคับคดี ท่านวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ซึ่งทั้ง ๒ ท่านนั้นได้มีการตอบยืนยันอย่างชัดเจนครับในกรณีที่มี คําถามว่าเงินจํานวนที่กล่าวถึงนั้นจะมีการคืนหรือไม่อย่างไร อันนี้มีการตอบ มีการบันทึกว่า ไม่มีการเรียกเงินคืนจากกฎหมายในมาตรา ๓ ทีนี้ท่านประธานครับ มีอีกส่วนหนึ่ง ในกรณี เรื่อง คตส. ที่เมื่อสักครู่กล่าวถึง ผมยืนยันครับว่าเราได้มีการพิจารณาตัดคณะกรรมการ ชุดนี้ออก ก็คือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยผลพวงจากการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ตัด คตส. นั้น ขออนุญาตเรียนชี้แจงว่าเจตนาของ คตส. นั้นตั้งมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการรวบรวม ผลต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงในการทํารัฐประหาร ก็คือรวมถึง ๒๖ คดีที่ คตส. รวบรวมส่ง
มีผู้ประท้วงแล้วครับท่านวิชาญ
ท่านประธานครับ ต้องให้ชี้แจง ก่อนครับ ในกรณีนี้
ท่านวิชาญต้องสรุปแล้วครับ มีผู้ประท้วง มันดําเนินการไม่ได้ครับ ประธานก็ลําบากนะท่าน
ผมอยู่ในกรรมาธิการต้องตอบ ครับ ไม่อย่างนั้นมีปัญหาครับ ถูกถอนออกไปแล้ว เรายังมาพูดกันอีก ท่านประธานก็ต้องตอบ ให้ได้นะครับ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องกรรมาธิการ
ผมว่าพอสมควรแล้ว ท่านได้ตอบชัดเจนแล้ว ผมฟังเข้าใจแล้ว ไม่ต้องสรุปแล้วครับ พอแล้ว
คตส. นี่เรื่องใหญ่นะครับ
ผมว่าพอสมควรแล้ว ท่านได้ตอบชัดเจนแล้วครับ ผมฟังแล้วเข้าใจแล้ว ไม่ต้องสรุปแล้วครับ พอแล้ว ไม่ ๆ ผมฟังแล้วก็เข้าใจแล้วครับ ว่าไม่เกี่ยวข้อง ผมว่าพอสมควรแล้วนะครับ ท่านวิชาญครับ เห็นใจคนทําหน้าที่ประธานนะครับ ท่านดูสิข้างหลังเขาจะพูดเพียบเลย ข้างหลังท่านดูสิ ท่านดูข้างหลัง ท่านวิทยาก็จะพูด ท่านพายัพก็จะพูด ให้ทําอย่างไร ทางนี้ก็จะพูดแล้วทําอย่างไรครับ ท่านต้องสรุปแล้วผมไม่อนุญาตแล้วนะ ก็สรุปสิ ท่านใช้เวลาพอสมควรแล้ว นายวิชาญ มีนชัยนันท์ (กรุงเทพมหานคร) : สรุปนะ ส่ครับ ว่าในเรื่อง คตส. นี้ มี ๒๖ เรื่องที่ส่งรวมถึงเรื่องนี้ แต่ที่บอกว่าส่งไปในคณะกรรมการ ใน
ว น ข อ ง ศำ ล แผนกคดีอาญาทางการเมืองนั้นก็เป็นเรื่องสรุปจากตรงนี้ไปส่งทางนั้น จะพิจารณาอย่างไรนั้น ตัดสินอย่างไรนั้นมันขึ้นอยู่ตรงนี้ ทั้งหมดนี้นะครับ เรื่องที่ผมบอกนะครับ เป็นเรื่องที่มันหมด สภาพไปแล้ว เพราะกฎหมายฉบับนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็มายืนยันครับ บอกว่าจะไม่มีการ พูดถึง เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านอรรถวิชช์อภิปรายนั้น มันเป็นเรื่องในอนาคตไม่สมควรที่จะ เอามาพูดตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ
พอแล้วครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ที่เกี่ยวข้อง
(นายวิทยา บุรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวิทยามันต้องสลับข้างครับ คือมันไม่ได้ท่านวิทยา เอาทางนี้พูดแล้วทางนี้พูด เดี๋ยวเขา ก็มาประท้วงประธาน คือต้องให้สิทธิทุกฝ่าย ท่านต้องรอก่อนครับ ผมถึงบอกให้ท่าน นั่งรอก่อน คือจะให้ฝ่ายเดียวพูดทั้ง ๒ คน ทางนี้ก็ไม่ยอมอีก
ผมประท้วงท่านประธานครับ
ประท้วงก็นั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวค่อยประท้วง ผมทําเต็มที่แล้วท่านครับ ขอความกรุณา อย่าประท้วงเลยครับ คือท่านวิทยา จะให้ฝั่งเดียวกันพูด ๒ คนนั้นไม่ได้ ก็ต้องสลับข้าง ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องยืนนะ คนอื่นก็ยืนนานเหมือนกันนะท่าน เชิญท่านอรรถวิชช์ก่อน
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมถูกพาดพิงนะครับว่า ผมถูกกล่าวหาว่าผมบอกว่านายกรัฐมนตรีแทรกแซงการดําเนินการ ตามพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ผมไม่ได้บอกนายกรัฐมนตรีแทรกแซงครับ ถ้านายกรัฐมนตรี แทรกแซงและนายกรัฐมนตรีเซ็นจริงว่าเป็นกฎหมายการเงินนี้ ผมถอดถอนท่านนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๒๒ ไปเรียบร้อยครับ วันนี้ท่านหลุดจากตําแหน่งไปแล้วครับ แต่ประเด็นคือ ท่านนายกรัฐมนตรีนี้นะครับ พูดอย่างทําอย่าง ผมพูดในเหตุผลในตัวญัตตินะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดอย่างทําอย่างครับ
คือท่านอรรถวิชช์ อภิปรายซ้ําไม่ได้ ท่านต้องบอกท่านเสียหายตรงไหน ท่านก็บอกเลย
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีแทรกแซงครับ ผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีนี้พูดอย่าง ทําอย่าง ซึ่งผมได้เอาคลิปให้ดูว่าตอนก่อนรับตําแหน่งนี้พูดว่าไม่ทํานิรโทษกรรม พอสุดท้ายแล้วมาทํานิรโทษกรรม แล้วผมก็แสดงให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านฉลาดที่สุด เพราะว่า ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านได้คืน ๙๘๒ ล้านบาท
คือท่านอรรถวิชช์การใช้สิทธิพาดพิงเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหาย ท่านเสียหายตรงไหนครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดว่าท่านแทรกแซงครับ แล้วผมยืนยันข้อเท็จจริงของกระผมครับ ผมบอกว่า ท่านแกล้งไม่รู้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านวิทยา เชิญครับ ท่านรัชฎาภรณ์นั่งลง นั่งก่อนครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ผมต้องประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ตลอดระยะเวลาที่ผมฟัง เพื่อนสมาชิกอภิปราย ด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้นําฝ่ายค้านหรือท่านสมาชิกที่เพิ่ง นั่งลงเมื่อสักพักนี้ ท่านประธานปล่อยให้เขาเอาเรื่องโดยเฉพาะเอาเรื่องที่มันจบไปแล้ว โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งไม่มีผลแล้วท่านปล่อยให้เขาเอามาอภิปราย และยึดโยงให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสียหาย ท่านประธานต้องควบคุมสิครับ ยกร่างเหล่านั้น ร่างพระราชบัญญัติตัวนั้นมันจบไปแล้วนะครับ วุฒิสภาก็ปฏิเสธออกมาแล้วว่าไม่รับ ท่านก็ ให้เขาหยิบมาใช้ในการอภิปราย อย่างนี้ไม่ชอบครับ ผมถึงต้องประท้วงท่านประธาน ท่านต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ มันถึงเป็นเหตุให้การประชุมนี้ยืดเยื้ออย่างไรครับ ทางฝ่ายค้าน ก็มาพูดเพิ่งพูดได้ ๔ คน ก็ท่านไปพูดในสิ่งเหล่านี้ ผมต้องประท้วงท่านประธานว่าต่อไปนี้ ห้ามพูดถึงเรื่องพระราชยบัญญัติฉบับนี้ เพราะมันไม่มีผลทางกฎหมายนะครับ ปล่อยให้ อภิปรายตรงนี้จนกระทั่งเพื่อนสมาชิกบอกตีกินหรืออะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นดุลยพินิจ อยู่ที่ท่านประธาน โปรดปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานปล่อยให้พูด ในประเด็นนี้อีก ผมก็จะประท้วงอีก ครั้งแรกในชีวิตผมในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตครับท่านประธานโปรดปฏิบัติตามข้อบังคับครับ
ท่านบุญยอดเสียหายตรงไหนอีกเชิญ อาจารย์รัชฎาภรณ์นั่งลงก่อน ท่านบุญยอดก่อน ใจเย็น ๆ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหนึ่งในกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมด้วย ผมถูกกล่าวหาจากเพื่อนสมาชิกซึ่งท่านประธานได้เชิญออกจากห้องประชุมคือนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จากจังหวัดเชียงราย เขาบอกว่าผมเป็นคนเสนอปี ๒๕๔๗ ในมาตรา ๓ ผมต้องอธิบายครับ ท่านประธานครับ เพราะไปพูดกันหลายเวทีว่าผมเป็นคนเสนอเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง เรื่องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากว่าในมาตรา ๓ จะเริ่มต้นร่างเดิม จะเริ่มต้น เหตุการณ์ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันที่การปฏิวัติ ผมเป็นคนหนึ่งและกรรมาธิการ หลายคนก็เห็นด้วยว่าถ้าจะพูดเหตุการณ์นั้นต้องพูดก่อนเหตุการณ์นั้น มันไม่ได้อยู่ ๆ ก็เกิด เหตุการณ์นั้นขึ้นมา จึงต้องหาว่าก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นมีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้น ที่ควรจะ นิรโทษกรรมทางด้านการเมืองกับผู้ชุมนุมต่าง ๆ หรือว่าถูกรัฐบาลในขณะนั้นทําการ กลั่นแกล้งในการแจ้งความดําเนินคดีต่าง ๆ หรือไม่ ข้อตกลงหรือว่าข้อการอภิปรายยังไม่มี ข้อสรุปเลยครับ ท่านประธานครับ กรรมาธิการท่านหนึ่ง ในขณะนั้นมันมีเรื่องของ ปี ๒๕๔๗ ระยะเวลาที่จะเริ่มต้นกับอีกเรื่องหนึ่งก็คือคดีที่จะเกิดขึ้นว่าจะเกี่ยวกับคดี อะไรบ้าง ซึ่งท่านอภิสิทธิ์พยายามที่จะให้รวบรวมเป็นหมวด ยังไม่ทันจะได้เริ่มทําเลยครับ ท่านครับ ก็มีการเสนอของกรรมาธิการท่านหนึ่ง ท่านชื่อท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ครับ ก็เสนอบทของการแก้ไขในมาตราที่มีการแก้ไขจํานวนมากที่เกิดขึ้น มันจึงเกิดคําว่า ปี ๒๕๔๗ ขึ้น มันจึงเกิดเรื่องที่ตัดสิ่งที่เกิดขึ้นจากกรรมการต่าง ๆ หรือว่าคณะบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขึ้น ตรงนั้นละครับ จึงทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงขึ้น ท่านเห็นไหมครับว่าผมขอยืนยันนะครับ และเลิกพูดเสียทีว่าผม เป็นคนที่ทําให้เกิดคําว่าปี ๒๕๔๗ ไม่ใช่ผม ท่านประยุทธ์นี่ไปบวชเลยนะครับ หลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีปัญหา ผมต้องเรียนกับท่านประธานอีกนิดเดียวครับว่า การที่จะ มาบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องหรือไม่ ผู้อภิปรายนั้นอภิปรายตามญัตติว่านายกรัฐมนตรี มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง เห็นไหมว่าสิ่งที่พูดกันท่านประธานทําถูกแล้ว ก็คือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราพิจารณาไม่ได้หรอกครับ ว่าเป็นการเงิน ไม่การเงินอย่างไร เพราะในการประชุมที่แท้จริงในเรื่องพระราชบัญญัติฉบับนี้ประธานสมศักดิ์เองก็บอกว่าให้พ้น วาระ ๒ ก่อนจะมาพิจารณากันเรื่องนี้ว่าเกี่ยวกับการเงินหรือไม่ จะส่งประธานคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะหรือไม่ ท่านจําได้ไหมครับ ผมก็อยู่กันในคืนนั้น รอจนจบวาระ ๒ แล้วมีการพูด เรื่องนี้ต่อไหมครับ ไม่มีครับ สุดท้ายไปลงมติวาระ ๓ ทันที จึงเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น ผมโต้แย้ง ท่านวิทยาเมื่อสักครู่ว่าเรื่องนี้จบไปแล้วหรือไม่ ไม่จบหรอกครับ วันนี้มันยังเป็นแค่แช่แข็งอยู่
ท่านบุญยอดใช้สิทธิพาดพิงเฉพาะประเด็นเสียหาย ซึ่งท่านจะประท้วงอีกหลายท่าน และยังไม่ได้ ให้อภิปรายนะครับ จะไปกินเวลาทางท่านวัชระครึ่งชั่วโมง เหลืออีกหลายท่าน ก็จบแล้วครับ
พวกท่านกล่าวหาพวกผม ท่านอรรถวิชช์อภิปรายเวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมง พวกท่านลุกกันขึ้นมาคัดค้านหรือว่าโต้แย้ง อยู่ตลอดเวลา ๓-๔ ชั่วโมง ผมถามว่านี่เป็นความเป็นธรรมของสภาหรือครับ
ท่านบุญยอดพอแล้วครับ ท่านไปอภิปรายก็ยิ่งช้าไปอีก ท่านต้องประท้วงท่านเอง เห็นไหม พรรคท่านก็ประท้วงกันเอง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยองครับ ผมประท้วง ท่านประธานครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๘ แล้วก็การวินิจฉัยในข้อ ๖๑ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าการพาดพิงทําให้ผู้อื่นเสียหายมันมีคําวินิจฉัยของที่ประชุมแห่งนี้โดยท่านประธาน เคยวินิจฉัยไว้แล้วครับ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ยกตัวอย่างเช่น มีการอภิปรายพาดพิง ถึงพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ท่านประธานจะอนุญาตให้สมาชิกพรรคการเมืองนั้นลุกขึ้นมา ชี้แจงไม่ได้ ยกเว้นเป็นกรณีหัวหน้าพรรค กรณีองค์กรก็เช่นกันครับ ข้อ ๖๑ ใช้กรณีที่มี ผลเสียหายหรืออภิปรายกระทบตัวบุคคล ท่านประธานอนุญาตให้กรรมาธิการลุกขึ้นมาชี้แจง ว่าเสียหาย อย่างนี้ก็ไม่ได้ครับ ต้องเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งท่านประธานสมศักดิ์เคยวินิจฉัย ตัดสิทธิพวกผมในการลุกขึ้นมาเพื่อใช้สิทธิในการที่จะชี้แจง ใช้สิทธิตามข้อ ๖๑ ที่ว่าพาดพิง ทําให้เสียหาย อันนี้เป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ท่านควบคุมการประชุมแล้วทําให้การประชุมยืดเยื้อ
ท่านบุญยอดฟังนะครับว่าพวกเดียวกันด้วย
ไม่ใช่ครับ อันนี้เป็นหลักการทั่วไปที่มีวินิจฉัยไว้ อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ผมประท้วงท่านข้อ ๘ ประกอบกับข้อ ๖๑ ท่านประธาน ไม่มีสิทธิหรือเพื่อนสมาชิกไม่มีสิทธิที่จะลุกขึ้นมาบอกว่าเรื่องนี้จบไปแล้วหรือยังไม่จบ การอภิปรายในญัตติเขาพูดถึงอะไร โยงถึงสิ่งไหน และเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นพูดชี้แจงว่า คตส. ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านประธานก็เคยบอกว่าห้ามไม่ให้พวกผมอภิปรายถึงบุคคลอื่นโดยไม่ จําเป็นเพราะเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ คือการตัดสินแบบ ๒ มาตรฐานว่าเวลาพวกผมทําหน้าที่เอ่ยถึง บุคคลอื่นไม่ได้ แต่เวลาพวกท่านขึ้นมาชี้แจงบอกว่า คตส. เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ท่านบอกว่า ทําได้ นี่ก็เป็นคําวินิจฉัยของท่านตามข้อ ๖๑ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากไปยัง ท่านประธานด้วยความเคารพว่าท่านวินิจฉัยด้วยความเป็นกลางมาตลอด แต่ว่าสิ่งนี้ท่านต้อง ปฏิบัติต่อไปเพื่อให้การทําหน้าที่ราบรื่น และประเด็นที่บอกว่าอะไรจบแล้ว ไม่จบ ท่านพูดถูก แล้วครับว่าไม่มีใครรู้หรอกครับว่าอันไหนเท็จ อันไหนจริง ต้องเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายอย่างเต็มที่ แล้วเขาก็ไปรับผิดชอบในสิ่งที่เขาพูดครับ แค่นี้เองครับท่านประธาน
ผมก็ทําแบบที่คุณว่าทุกอย่างอยู่แล้ว ท่านบุญยอดจะสรุปใช่ไหมครับ สรุปจบ เชิญครับ
ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย ผมสรุป กับท่านประธานนะครับว่าท่านประธานต้องควบคุมในการอภิปรายในวันนี้เพราะว่าเป็นญัตติ ไม่ไว้วางใจ การไม่ไว้วางใจก็ระบุบุคคลชัดเจน ท่านก็จะเห็นว่ากระบวนการที่จะลุกขึ้นมา พิทักษ์หรือทําให้เสียเวลามันเกิดขึ้นมาก และประเด็นนั้นยังอยู่ในประเด็นครับว่าเรื่องที่พูดกัน ในเรื่องของการยึดทรัพย์หรือไม่ยึดทรัพย์ แล้วจะได้นิรโทษกรรมคืนมันยังอยู่ในประเด็น อยู่ในเรื่องของประโยชน์ส่วนตนครับ นายกรัฐมนตรีแน่จริงก็กลับเข้ามา
ท่านบุญยอด ท่านใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ท่านอภิปรายไม่ได้ พาดพิงตรงไหน ท่านเสียหาย ตรงไหนก็บอกมาแค่นั้น ผมยึดตามข้อ ๘ พอแล้ว ท่านนั่งลงได้แล้วครับ พอสมควรแล้ว ผมจะทําตามข้อ ๘ ผมก็โดนต่อว่ามาก ขออภัยเถอะครับ เชิญอาจารย์รัชฎาภรณ์อีกท่าน
ท่านประธานคะ สั้น ๆ ค่ะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกาฬสินธุ์ สั้น ๆ ค่ะท่านประธาน ประท้วงท่านข้อ ๘ ค่ะ ท่านต้องกํากับการอภิปรายครั้งนี้ เพราะว่า ต้องยึดว่านี่คือญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วท่านจะปล่อยให้คนลุกขึ้นมา เวลาเขาพูดถึง กฎหมายนิรโทษกรรมก็คือเขาตีความอย่างนั้นแล้วเขาก็โยงไป จะให้กรรมาธิการทั้งหลาย ใช้สิทธิกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อชี้แจงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นกฎหมายฉบับไหนก็ตามคนเคยเป็น กรรมาธิการก็จะต้องลุกขึ้นมาชี้แจงเพราะสภาพกรรมาธิการก็จบไปแล้ว ดิฉันก็เป็น กรรมาธิการถึงได้ลุกขึ้นมาเรียนท่านว่าทั้งหลายทั้งปวงที่จะบอกว่าคุณอรรถวิชช์คิดไปเอง แล้วก็อธิบายไปเอง ที่ท่านกรรมาธิการลุกขึ้นมาก็พูดไปเองค่ะ เพราะในกรรมาธิการไม่มีสิทธิ พูดอะไรเลยในระยะหลังพอเข้าสู่มาตรานะคะ ก็อยากจะเรียนให้ทราบ ไม่มีการพูดอะไรเลย เพราะฉะนั้นมาถึงตอนนี้ทางฝ่ายโน้นก็พูดเองเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นตําแหน่งไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องไม่ให้กรรมาธิการลุกขึ้นมาพูดในข้อกฎหมายที่เขาพูดแล้วก็ เกี่ยวข้องกันไป ไม่อย่างนั้นทุกฉบับค่ะที่เวลาใครพาดพิงถึง ดิฉันเป็นกรรมาธิการหลายฉบับ เหมือนกัน จะลุกขึ้นมาชี้แจงด้วยเหมือนกัน ท่านต้องควบคุมค่ะ
ควบคุมแล้วครับ อาจารย์ครับพอแล้ว ผมควบคุม อาจารย์ครับพอแล้ว กรรมาธิกา รก็เหมือนกัน พอแล้ว
ท่านก็อย่าให้คนอื่นพูดอีกสิคะ ในฐานะกรรมาธิการลุกขึ้นมาบอกว่าถูก ไม่ถูก อย่างนั้นไม่ได้ค่ะ
ไม่ให้คนอื่นพูดก็ไม่ให้อาจารย์พูดด้วย อาจารย์รัชฎาภรณ์นั่งลง พอแล้วครับ ทางนี้ประท้วง อีกแล้ว พอแล้วครับอาจารย์รัชฎาภรณ์ พอสมควรแล้วครับในฐานะกรรมาธิการพอสมควร แล้วครับ ผมจะให้ท่านอื่นอภิปรายแล้วครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านพิเชษฐ์ประท้วงผมเรื่องอะไร เชิญครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน ผมไม่เกเร หรอกครับท่านประธาน ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านบุญยอดได้พาดพิงถึงผมว่าได้ไปกล่าวหาท่านบุญยอดนะครับ คือผม ขอพูดความจริงว่าที่มาของการนิรโทษกรรม พ.ศ. ๒๕๔๗ มาจนถึง พ.ศ. ๒๕๕๖ อันนี้ก็ไป เปิดในบันทึกการประชุมได้ว่าท่านบุญยอดเป็นห่วงเป็นใยทางสื่อ แล้วไม่ให้ผมพูดหรือครับ
ก็คุณพาดพิงมา คุณประยุทธ์ ศิริพานิช เป็นคนเสนอเรื่องนี้
ท่านทั้งสองอย่าพูดกันเองครับ ท่านนั่งลงครับ
แล้วทําไมพูดได้ ผมกําลังถูก พาดพิงละครับ ผมใช้สิทธิพาดพิงครับ ไม่จบใช่ไหมครับ
ท่านนั่งลงครับ ใจเย็น ๆ ให้ผมได้วินิจฉัยสิครับ
ท่านอนุญาตให้เขาเข้ามาแล้วหรือครับ
ให้ผมได้วินิจฉัย ใจเย็น ๆ
ต้องเชิญออกไปอีกครั้งครับ
ท่านบุญยอดอย่าไปชี้หน้ากันมันไม่ดีครับ ใจเย็น ๆ ผมนี้เหนื่อยกว่าท่านหลายเท่าครับ ใจเย็น ๆ ครับ ท่านพิเชษฐ์ก็ไม่ต้องพาดพิงกลับมาอีกแล้วมันจะได้จบครับ ขอร้องนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่มาของปี ๒๕๔๗ มันต้องมีที่มา แล้วการจบสิ้นปี ๒๕๔๖
ถ้าประเด็นนี้พอแล้วครับ ตอบโต้กันพอสมควรแล้วครับ ทั้ง ๒ ฝ่าย อาจารย์รัชฎาภรณ์ ก็พอแล้ว ไม่ให้พูด อาจารย์รัชฎาภรณ์ผมก็ไม่ให้พูด พอแล้วครับ ประเด็นนี้พอแล้วครับ ท่านพิเชษฐ์ จะได้เดินหน้า ขอความกรุณาท่านครับ ด้วยความเคารพครับ ท่านนิยม เวชกามา เชิญ ท่านบุญยอดใจเย็น ๆ พูดกับประธาน ชี้หน้าผมนี่ไม่ต้องชี้หน้าเขา พอแล้วครับ ผมไม่ให้พูดแล้ว ผมไม่ให้พูดพอแล้วครับ เดี๋ยวจะให้ท่านนิยมต่อ
เขาจะจบไหม
ก็จบแล้ว ไม่ชี้กัน
(นายนิยม เวชกามา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านบุญยอดพอแล้วใจเย็น ๆ ท่านอย่าไปใจร้อน พอเถอะนั่งลง พอแล้วครับ เดี๋ยวจะไปเถียงกัน เหมือนเด็กไม่เอาทั้ง ๒ ฝ่าย เชิญท่าน นายนิยม เวชกามา ท่านพิเชษฐ์ไม่เอาขอร้องทั้งคู่ครับ ถ้าท่านทั้งคู่ไม่หยุดเดี๋ยวผมไม่หยุดบ้างนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ผมประท้วง ท่านประธานครับ บังเอิญว่าผมนั่งฟังอยู่นี่ ผมเลยอยากจะถามว่าทั้ง ๓ ท่านที่ประท้วงไป ก่อนนั้น ประท้วงด้วยข้อที่เท่าไรได้พูดยาวกว่าเพื่อนเลยครับ ตั้งแต่คุณสาธิต คุณบุญยอด แล้วท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ ทีซีกผมพูดนิดเดียวแล้วประท้วงคุณบุญยอดไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านควบคุมด้วยครับในสภานี้ เพราะว่าผมนั่งฟังตั้งนานแล้วพูดยาวติดต่อกันเลยครับ พอซีกผมนี้พูดนิดเดียวท่านก็ตัดแล้ว โทษประธานนะครับ ควบคุมด้วยครับ
เอาละ ผมเชิญท่านวัชระ ท่านอื่นพอแล้วครับ พอสมควรแล้ว เชิญท่านวัชระรอนานแล้วครับ กินน้ําหมดไป ๘ ขวดแล้วเชิญ
กระจกเงาเรามีไว้ส่องหน้า ให้รู้ว่าดีเด่นเป็นไฉน ปูอยากรู้ว่าปูเป็นเช่นไร จงน้อมใจฟังเสียงประชาชน จงแนบใจฟังเสียง ราชดําเนิน ท่านประธานผู้ไม่เคารพศาลรัฐธรรมนูญ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมไม่ไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เขากําลังจะพูด ประท้วงอะไรอีกท่านเกียรติ์อุดม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ให้ร้ายประธานนะครับ ผู้ที่จะอภิปรายนี้ต้องกล่าวคําว่า ประธานที่เคารพ ไม่ใช่ว่าประธานไม่เคารพศาลนะครับ อันนี้ต้องถอนคําพูด ถ้าอย่างนั้น ไม่ยอมนะครับท่านประธาน ให้ร้ายประธานไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านวัชระ ผมไม่ได้ว่าอะไรสักอย่างนะครับท่าน เดี๋ยวปรับ ๕,๐๐๐ บาทนะครับกล่าวหาผม อยู่นะครับ เชิญท่านวัชระครับ ผมไม่ได้เกี่ยวอะไรกับศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายขื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมยืนอภิปรายอยู่ กลางสภาผู้แทนราษฎรห้องแอร์เย็นฉ่ําครับ แต่หัวใจผมนั้นอยู่ที่ถนนราชดําเนิน ถ้าท่านใดว่างก็กราบเรียนเชิญ ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านประธานได้ยินได้ฟัง ใครรับใช้ใครก็ต้องทํางานให้กับคนนั้น ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับใช้พ่อแม่พี่น้อง ประชาชนไม่ทรยศต่อประชาชน และไม่รับใช้ทรราช ท่านประธานครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นอภิปรายไปหลายท่าน ล้วนแต่เป็นความจริงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งท่านนั้นได้นําภาพและเสียงของท่าน นายกรัฐมนตรีมาเปิดด้วย ถ้าท่านประธานจําได้ ในเรื่องของการนิรโทษกรรม ปรากฏว่า ก่อนหน้านี้ก่อนการเลือกตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยให้สัญญาประชาคมว่าจะไม่ นิรโทษกรรม แต่เป็นอย่างไรครับ ในที่สุดจะพยายามผลักดันออกมาเป็นพระราชบัญญัติ ภาษารัฐศาสตร์เขาบอกว่าตระบัดสัตย์หรือทรยศต่อสัญญาประชาคม ถ้าเป็นภาษาพระ เขาเรียกว่า มุสา แต่ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านธรรมดาต้องไปถามคุณลํายอง ท่านประธานครับ หรือเดินถามแม่ค้าตามตลาดดูก็ได้ว่าในขณะนี้ภาพพจน์การบริหารงานของท่าน นายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไร ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศหรือไม่ ท่านประธาน ที่ผมได้อภิปรายกราบเรียนท่านประธานนั้น เพราะต้องการที่จะบอก ท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าในการใช้อํานาจการบริหารราชการแผ่นดินของท่าน ไม่ส่งเสริมคนดี ไม่ส่งเสริมหลักธรรมาภิบาล มีการข่มขู่ คุกคาม ทําร้ายร่างกายถึงขั้นเสียชีวิต และมิหนําซ้ํายังส่งเสริมข้าราชการชั่วให้มีตําแหน่ง ท่านประธานครับ ผู้ที่มีความคิดเห็น แตกต่างจากรัฐบาลล้วนแต่ต้องถูกกระทํา ไม่ว่าจะเป็นคุณราเมศ รัตนะเชวง ถูกทําร้าย ร่างกายบาดเจ็บสาหัส และผมได้ขออนุญาตท่านประธานเพื่อได้แสดงภาพ แต่ปรากฏว่า คนของท่านประธานไม่อนุญาตให้แสดงภาพของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ท่านประธานครับ ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนั้นต้องเป็นแบบนี้เสมอไป
ท่านวัชระครับ ด้วยความเคารพ คืออย่างนี้ เมื่อเช้านี้มีการถกกันเรื่องประเด็นจะให้ใครมา พิจารณาเรื่องภาพ สุดท้ายก็ลงว่าให้ข้าราชการ ๗ ท่านครับ ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่า ๗ ท่าน คือใครบ้าง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านเข้าใจผิดว่าผมตั้งคนมาพิจารณาภาพ ผมไม่ได้พิจารณาเองนะ และนั่งข้างบนก็ไม่เห็นนะครับ ไม่ให้เซ็นอนุมัติ ผมก็อนุมัติตามนั้น ละครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน ต้องตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการเหล่านี้ครับ เพราะไม่มีความเป็นธรรม แม้กระทั่งคนที่ ตายไปแล้วเขาไม่มีสิทธิที่จะพูด ก็ไม่ให้แสดงภาพในที่ประชุม ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ภาพการเสียชีวิต แต่อย่างไร ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ท่านอนุญาต อยู่ตรงข้ามรัฐบาลต้องเป็นแบบนี้ ขอให้ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์นี่ ทําแบบนี้ถูกต้องครับ อยู่ตรงข้ามรัฐบาลต้องเป็นแบบนี้ มือมืดบุกยิง รถนักข่าวเอเอสทีวี ๔ คันรวด ไม่นับ เอเอสทีวีนะครับ รถนักข่าวอีกหลายสํานักก็ถูกกระทํา แบบเดียวกัน อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องเป็นแบบนี้ ภาพนี้ท่านประธานครับ คือภาพของ นายกสมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย ท่านภิญโญ พงศ์เจริญ ถูกทําร้ายร่างกาย แล้วคนของท่านประธานเอาสติ๊กเกอร์ (Sticker) สีดํามาปิดไว้อีก ปิดหน้าตาเขา ท่านประธานครับ ทําไมคลิปนายกรัฐมนตรีถึงไม่ปิดคาดดําบ้าง เอามาเปิดอยู่ได้อย่างไร และนี่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องเป็นแบบนี้ ถูกทําร้ายร่างกาย บาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกัน เหตุเกิดสด ๆ วันที่ ๒ พฤศจิกายน อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องโดนแบบนี้หรือครับ มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลต้องโดนแบบนี้หรือครับ ท่านประธานครับ และนี่ล่าสุด อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องโดนแบบนี้หรือครับ รถถูกสาดน้ํากรด นางเอกแตงโม
เดี๋ยวนะท่านวัชระ เชิญครับท่านนิยม เวชกามา ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับผมประท้วง ผู้อภิปราย ตามข้อ ๖๑ ผมดูแล้วมันไม่มีในญัตติที่ยื่นในวันนี้ ใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลตลอด ผมไม่ทราบว่า ท่านประธานต้องควบคุมนะครับ ไม่ได้ท่านประธานครับ ใส่ร้ายป้ายสีครับ ท่านพูดมาไม่มีในญัตติเลยครับ อยู่ตรงข้ามรัฐบาลถูกทําร้ายหมดนี่ ท่านรู้ได้อย่างไร
ท่านอภิปรายไม่ได้ ประท้วงได้ ท่านวัชระครับ ต้องเอาตามข้อที่เสนอมานี้ ท่านก็มี ผมก็เพิ่ง ได้วันนี้นะครับ ต้องเอาประเด็นเหล่านี้นะครับ เชิญครับ ประเด็นที่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ได้
ท่านประธานที่เคารพ ก็ขอให้ ท่านนิยมเตรียมเป็นรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ในญัตติไม่ไว้วางใจบอกชัดเจน ท่านอ่านสิครับ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล้มเหลว ล้มเหลวในการดูแลความสงบสุขเรียบร้อย ภายในสังคม ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม ไร้ภาวะผู้นํา ไร้สํานึก ไร้ความรับผิดชอบต่อประชาชน ประชาชนถูกทําร้ายอย่างนี้ ท่านประธานครับ แล้วจะไม่เกี่ยวได้อย่างไร ภาพนี้ท่านประธาน อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องโดนแบบนี้หรือครับ รถนางเอกแตงโมถูกสาดน้ํากรด
ท่านวัชระมีผู้ประท้วงนะครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านที่กําลังอภิปราย ข้อบังคับการประชุมข้อ ๖๑ ท่านประธานครับ ที่ท่านกําลัง อภิปรายแล้วก็บอกว่า คําเขียนการแปรญัตติในการยื่นถอดถอน ท่านอ่านมาครบหมดเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านกําลังพูดมันเป็นการใส่ร้าย ไม่ได้เกี่ยวกับญัตติครับ ใส่ร้ายรัฐบาล
ท่านประธานปล่อยให้เขาอภิปราย
ท่านฟังเขาประท้วง ท่านวัชระท่านกรุณาหยุดก่อนครับ ทั้งคู่คุยกับประธานครับ เอาอย่างนี้ ที่นี่ผมขอร้องท่านทั้งสองครับ คนที่ทําหน้าที่ประธานเป็นคนที่เหนื่อยที่สุดนะครับ ขอความเห็นใจทั้งคู่ครับ พูดกับผม เชิญครับ
ด้วยความเคารพนะครับ ตัวท่านวัชระเองกับผมไม่มีอะไร แต่เมื่อท่านอภิปรายในญัตติต้องอยู่ในญัตติครับ ไม่ใช่ ออกนอกญัตติแล้วไปกล่าวหารัฐบาล มันไม่เกี่ยว ส่วนคนที่ถูกทําร้าย ถูกยิงรถ ถูกอะไร ทั้งหมดนะครับ ต้องไปตรวจสอบกับกรมตํารวจ สถานีตํารวจที่เขาแจ้งความไว้ แต่กรณีอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องการทํางานของรัฐบาล ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ ถ้าท่านประธาน ปล่อยให้พูดว่า ถ้าอยู่ตรงข้ามรัฐบาลแล้วจะเกิดอย่างนี้ ผมคิดว่าท่านประธานไม่ควรอนุญาต คํานี้ ผมขอให้ถอน
พอแล้วครับ ท่านนั่งลงครับ ท่านวัชระท่านก็เป็นนักกฎหมาย อยู่กับนักกฎหมายด้วย ท่านก็รู้ ควรจะพูดคําไหน ไม่ควรจะพูดคําไหน แต่ว่าถ้าไม่ถูกต้องก็มีผู้ประท้วง ก็ขอความร่วมมือ จากท่าน เพราะว่าถ้าจะไปบอกว่ารัฐบาลทําร้ายมันไม่ใช่ ยังไม่ทราบว่าเป็นใครนะครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกสักคํา ว่ารัฐบาลทําร้าย ผมบอกว่าอยู่ตรงข้ามรัฐบาลต้องเป็นแบบนี้หรือครับ ท่านประธานครับ นางเอกแตงโมไปขึ้นเวทีที่ราชดําเนิน วิพากษ์วิจารณ์ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กลับไป รถถูกสาดน้ํากรดหมายความว่าอย่างไร มิหนําซ้ําท่านประธาน ขอแสดงภาพคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ข้าราชการสภาก็ไม่ให้และยังไม่ให้ได้แสดงบันทึกการประชุมของคณะอนุ กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการสื่อสารมวลชน ในกรณีที่ได้สอบสวนการเสียชีวิต ของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ทนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความ มาให้การต่อกรรมาธิการชัดเจนว่าคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ได้บอกกับทนายสุวัฒน์ตลอดมาว่า
ท่านวัชระครับ อภิปรายในประเด็นนี้ก็แล้วกันครับ อภิปรายในประเด็นนะครับ ผมพยายาม ฟังท่านครับ ผมให้ความยุติธรรมท่านนะครับ อยู่ในประเด็นด้วยครับ
ท่านประธานก็ต้องฟังสิครับ เหมือนกับท่านเปิดโอกาสให้ฝ่ายรัฐบาลได้พูดและท่านก็ฟัง ทนายสุวัฒน์ให้การว่า หากคุณเอกยุทธเป็นอะไรไปขอให้ทราบไว้ว่าคุณเอกยุทธนั้นบอกคุณสุวัฒน์มีอยู่เรื่องเดียวคือ เรื่องที่มีความขัดแย้งกับอดีตนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ว.๕
นี่สภานะครับ จะพูดจะจากันต้องระวังหน่อยนะครับ เชิญท่านสุภาพสตรีท่านอื่นนั่งลง
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันจะไม่ขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายตาม ข้อ ๖๑ แต่ดิฉันจะขอประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๘ นะคะ ท่านประธานปล่อยให้ผู้อภิปรายพูดจาแบบนี้ในสภา ได้อย่างไรคะ มีท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่านลุกขึ้นประท้วงแล้ว แต่เขาก็ยังไม่หยุดพูด ท่านประธาน ควรวินิจฉัยอย่างเคร่งครัดนะคะ ถ้าท่านขออนุญาตที่เอ่ยนามนะคะ ถ้าท่านวัชระไม่มีอะไร จะพูดแล้วหรือสิ่งที่เตรียมมานั้นไม่ได้เกี่ยวกับญัตติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและเป็นเรื่องที่ ไม่สร้างสรรค์เลย เชิญที่ราชดําเนินคะ ไม่ใช่ที่รัฐสภาแห่งนี้
คืออย่างนี้ท่านวัชระครับ ที่ท่านว่าเอกสารบันทึกการประชุมเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าให้นะครับ ไม่ได้ไม่ให้นะครับ นี่เอาตามเอกสารท่าน คืออย่างนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ เขาประท้วง ข้าราชการประท้วงมานี่ว่าเขาให้นี่ก็มีเอกสารชัดเจนว่าให้ท่าน ท่านต้องเอาตาม ข้อเท็จจริงนะครับ ที่ท่านบอกไม่ให้นี่เขาเสียหายนะครับ แล้วที่ว่าผมไปตั้งกรรมการสอบสวน ไม่มี เพราะฉะนั้นผมให้ความยุติธรรมกับข้าราชการที่เป็นฝ่ายกฎหมายของสภานะครับ ผมไม่ไปแทรกแซงเมื่อเช้าก็ได้คุยกับพรรคท่าน ๓ ท่านนะครับว่าให้ข้าราชการทํางาน อย่างอิสระ ผมในฐานะคนที่อนุมัติจะไม่เข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายโดยเด็ดขาด เมื่อสักครู่ ท่านวรงค์ก็มาพบผมเพื่อจะให้ขออุทธรณ์ ผมก็อุทธรณ์ให้นะครับ แต่เจ้าหน้าที่ตอบมา อย่างไรผมยึดตามเจ้าหน้าที่ ผมไม่ไปในห้องเขาเลยว่ามีใครจะต้องมาเกรงใจผม ผมยึดความถูกต้องและความเป็นธรรมนะครับ เพราะฉะนั้นวิธีอภิปรายของท่านขอให้อยู่ ในประเด็นคือถ้าอย่างนั้นมันไม่ได้ ท่านวัชระครับเห็นใจเถอะครับ ท่านรู้อยู่แล้วต้องอภิปราย เรื่องอะไรนะครับ ต้องเรื่องในญัตติที่ท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนะครับ เรื่องอื่นไม่ได้จริง ๆ ครับ เชิญท่านครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเจ้าหน้าที่สภานําภาพมาให้ผมเพียงเท่านี้ แล้วเอกสารนี้ ไม่ได้บอกว่าได้อนุญาต ฉะนั้นท่านก็ต้องไปกล่าวต่อเจ้าหน้าที่สภาที่มาบอกผมอย่างนั้นนะครับ ถ้าอนุญาตก็กรุณานํามาให้ผมด้วย ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าการตาย ของคุณเอกยุทธ์ อัญชันบุตร นั้น ทนายสุวัฒน์ อภัยพัฒน์ ได้ยืนยันในกรรมาธิการชัดเจนว่า เกิดจากความขัดแย้งกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
ท่านวัชระครับ เมื่อสักครู่ผมเตือนแล้วต้องในประเด็นเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การบริหารราชการแผ่นดิน เอาเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ คือถ้าไปนอกประเด็น มันไม่ได้ท่านวัชระ ท่านก็ต้องพูดให้ชัด ถ้าพูดไปอย่างนั้นไม่ได้ครับ มันไปบอกคนนั้นตาย เพราะคนนี้มันไม่ได้ครับ เดี๋ยว ๆ ผมจะอนุญาตให้ท่านวิชาญ ท่านอื่นนั่งลงครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับผมประท้วงท่านที่กําลังอภิปราย ข้อ ๖๑ ครับ หลายครั้งที่ท่านประธาน เตือนในสิ่งที่ห้ามแต่ก็พยายามที่จะพูด กรณีอย่างนี้ที่กําลังอภิปรายถึงตัวบุคคล ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ท่านประธานครับสมควรหรือเปล่า และคดีมันสิ้นสุดแล้วครับ คดีสิ้นสุดแล้ว ท่านประธานยังอนุญาตหรือครับ มีตัวบุคคลที่ฆาตกรรมทุกอย่างสรุปหมดแล้วท่านประธาน ทําไมไม่วินิจฉัยครับ
ผมก็พยายามทําเต็มที่ได้ตักเตือน ก็ผมพูดหลายครั้งแล้วท่านวิชาญครับ ทีนี้ต้องเห็นใจ ประธานนะครับ ทุกคนมาประท้วงก็ด่าประธานหมดทั้งซ้ายทั้งขวาครับ
ท่านประธานครับ ผมก็เบื่อ ลุกขึ้นประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่าน ข้อ ๘ และข้อ ๖๑ ที่ท่านพูดว่าคุณวัชระไม่ได้อภิปรายในประเด็นนะครับ ความจริงแล้วสิ่งที่ คุณวัชระกําลังจะชี้ให้ประธานเห็นให้กับที่ประชุมได้เห็น ก็อยู่ในญัตตินะครับที่บอกว่าบริหาร ราชการแผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ความไม่ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ถือว่าเป็นความล้มเหลวและบกพร่องในการบริหาร ราชการนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณวัชระพยายามชี้ให้เห็นก็คือความไม่ปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของคนบางคน ซึ่งปรากฏว่าเสียชีวิตไป แล้วตอนนี้คดีก็ไม่ถึงไหนนะครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นที่สมควรที่ท่านประธานจะรับฟังครับ
นายแพทย์สุกิจครับ ผมได้วินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความเคารพท่านวัชระครับ ขอความร่วมมือครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่รับใช้ทรราช ท่านประธานครับ สิ่งที่ผม ได้อภิปรายเป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดาในสังคม เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชน ตามที่ท่านได้แถลงนโยบายไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎร และผมจะอภิปราย ไม่ได้อย่างไร ท่านประธานครับ หรือมันเป็นความจริงอันเจ็บปวดสิ่งที่คุณเอกยุทธตาย ตายเพราะคนบางคน ตายเพราะคนที่มีอํานาจ ท่านประธานครับ นี่คือความจริงที่บันทึกไว้ ในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ต้องขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ไว้ ณ โอกาสนี้ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นก็ยังปรากฏว่าการตายของคุณเอกยุทธ ท่านประธานครับ แม้แต่ตํารวจก็ยังไม่ได้ภาพโทรทัศน์วงจรปิดแม้แต่ภาพเดียว หมายความ ว่าอย่างไรครับ มีตํารวจที่รับใช้ระบบทักษิณ
ท่านวัชระ เชิญท่านปรีชาพล เชิญครับ
เหนื่อยครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ผมขอประท้วงท่านประธานครับตามที่เพื่อนสมาชิกได้ประท้วงไปแล้ว แล้วท่านก็วินิจฉัยไป หลายรอบแล้ว แล้วผมก็ขอประท้วงท่านวัชระ เพชรทอง ที่จริง ๆ แล้วก็เคารพนับถือกัน นะครับ ท่านได้ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ อภิปรายอยู่นอกประเด็นกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้กล่าวใส่ร้าย กล่าวอ้างถึงบุคคลภายนอกในเรื่องของข้อหา ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงครับ เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ฉะนั้นท่านประธานครับ การกล่าวอ้างเช่นนี้ท่านอย่าได้เอา บรรทัดฐานรัฐบาลที่แล้วมาพูดกับรัฐบาลนี้นะครับ
แล้วเขาจะเอาไปประท้วงท่าน ประเด็นนี้ไม่ได้ ผมก็พยายามตักเตือนอย่างไรครับ ท่านถอน เมื่อสักครู่เขาจะได้ประท้วงต่อได้
คือผมถอนก็ได้ครับ ผมไม่มี พฤติกรรมที่จะเกเรนะครับ แต่ว่าถ้าใครอยากรู้ว่าใครเป็นฆาตกร รอดูวันที่ ๑๒ ธันวาคม ท่านประธานครับ
ท่านวัชระ ผมให้ถอน
ท่านให้ประท้วงอย่างนี้ใช่ไหมครับ
ผมให้ถอนแล้วนะครับ ทีนี้ท่านวัชระ ผมต้องขอความร่วมมือท่านจริง ๆ คือไม่ได้อยู่ใน ประเด็นมันไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านก็รู้ข้อบังคับ คืออย่างนี้ท่านก็ต้องพูดไปว่าไร้ประสิทธิภาพ อย่างไรในการบริหารความปลอดภัย ท่านก็ว่าไป แต่ว่าไปพูดว่าคนนั้นตาย ผมว่านายกรัฐมนตรี ไปห้ามใครตายไม่ได้หรอกท่านครับ เอาเถอะครับ ท่านก็ให้ความร่วมมือ คือเขาประท้วง ก็มีเหตุผล คืออย่างนี้ท่านวัชระกับผมที่ผ่านมาทํางานด้วยกันได้ดีในสภามาตลอด ต้องขอ ความร่วมมือจริง ๆ นะ ขอความกรุณาครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในสิ่งที่ท่านได้แถลงนโยบาย บอกว่าจะให้มีหลักธรรมาภิบาล จะให้ระบบราชการโปร่งใส จะสนับสนุนข้าราชการที่ดี ท่านประธานทราบไหมครับว่าจากการแต่งตั้งข้าราชการในรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แต่งตั้งเสร็จแล้วบินไปพบบุคคลบางคนที่ต่างประเทศ ไปพบทําไมครับ หรือผู้บัญชาการตํารวจนครบาลไปพบแล้วก็นําภาพมาติด แต่ในขณะเดียวกัน คนที่นําภาพ ไปถ่ายภาพกับคุณวัฒนา อัศวเหม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ บอกว่าจะรับเป็น คดีพิเศษ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านมีส่วนใน บางเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนยุติธรรม ถ้าไม่เชื่อไปถามอัยการที่ชื่อพี่กุ๊กครับ อัยการชื่อพี่กุ๊ก นายกรัฐมนตรีปูเรียก พี่กุ๊ก ๆ ทุกคํา พี่กุ๊กทําอะไรให้นายกปูต้องไปถามเอาเอง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมมาในประเด็นที่สําคัญ คือเรื่องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานบอกว่า ไม่เกี่ยวไม่ได้ครับ เพราะประธานโดยตําแหน่งคือนายกรัฐมนตรี และในที่สุดผลจาก การทํางานรับใช้รัฐบาลนายธาริตก็ได้รับการต่ออายุในตําแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวตรง ๆ กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านประธานครับ ในคดีที่คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล ได้โพสต์ภาพ เสือ สิงห์ กระทิง แล้วก็ภาพท่านนายกรัฐมนตรีปู นายธาริต เด้งรับเป็นคดีพิเศษทันใดครับ โดยบอกว่าเป็นการกล่าวหาประมุขของประเทศ แล้วทีภาพที่ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นายธาริตเคยรับเป็นคดีพิเศษไหมครับ ไม่มีครับท่านประธาน ตอบท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ โดยตําแหน่ง และไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ คดีที่มีการตัดต่อภาพหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ไม่เคยรับเป็นคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนี้ ในหลายเรื่องหลายราว เช่น เรื่องที่สําคัญที่สุด การทุจริตจํานําข้าว นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ตอบชัดเจนครับว่าไม่รับเป็นคดีพิเศษ แต่วันพรุ่งนี้ครับท่านประธาน เขาจะรับคดีพิเศษ ในเรื่องที่ไปกล่าวหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ก็รีบเด้งรับให้เป็นคดีพิเศษในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมการคดีพิเศษมีท่านชัยเกษม นิติสิริ บัดนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั่งอยู่ด้วย ท่านประธานครับ อาจารย์ชัยเกษม จะทําคุณงามความดีอะไรให้กับคุณทักษิณผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยไปล่วงรู้ประวัติท่าน แต่ท่านได้รับการปูนบําเหน็จให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลชุดนี้ ท่านคง ภาคภูมิใจ แต่ท่านคงรู้อยู่ในหัวใจว่า ต่อดุลยธรรม ต่ออุดมการณ์ของลูกองค์ระพีพัฒนศักดิ์ ท่านได้กระทําการเช่นไรกับประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ วันพรุ่งนี้คณะกรรมการ คดีพิเศษ โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ จะชงเรื่องการชุมนุมประท้วงของพี่น้องประชาชนให้เป็น คดีพิเศษ และชงเรื่องกรณีการกล่าวหาตัวการศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าพวกท่านใช้อํานาจ โดยมิชอบเป็นคดีพิเศษ ท่านประธานครับ แน่นอนครับ เขาต้องรับเป็นคดีพิเศษ ผมบอก ไว้ล่วงหน้า เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าเขายืนยันในที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณ ในปี ๒๕๕๖ ชัดเจนว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือของฝ่ายรัฐบาลอย่างแน่นอน และเขาก็ได้ทําการดังว่านั้น ท่านประธานครับ ถึงขั้นที่เป่านกหวีดก็ยังจะรับเป็นคดีพิเศษ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวพัน เกี่ยวข้องใด ๆ กับกรมสอบสวนคดีพิเศษเลย แต่เขาทําได้ทุกอย่าง เพื่ออะไรครับท่านประธาน ในที่สุดก็ได้รับการต่ออายุในตําแหน่งอธิบดีต่อไปอีก ๑ ปี โดยมติ คณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ข้าราชการที่ทํางานดี ๆ มีความรู้ มีคุณธรรม และมีความเป็นกลาง ทางการเมือง ไม่ก้าวหน้าในรัฐบาลชุดนี้ ในคดีเงินบริจาค ๒๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ พวกผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้หักเงินบํารุงพรรคคนละ ๒๐,๐๐๐ บาททุกเดือน และจนบัดนี้ก็ยังหักอยู่เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานทราบไหมครับว่าในคดีนี้ ไม่ควรที่จะเป็นคดีพิเศษ และไม่เข้าข้อกฎหมายที่จะเป็นคดีพิเศษเลยแม้แต่น้อย แต่กลับกลายเป็นคดีพิเศษ เพราะประธานในขณะนั้นคืออดีตรองนายกรัฐมนตรี ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง และมีท่านอาจารย์ชัยเกษม นิติสิริ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นั่งอยู่ด้วย ซึ่งอาจารย์ชัยเกษมนั้นถือว่าเป็นกลุ่มกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เพิ่งเข้าประชุม เป็นนัดแรก ท่านประธานครับ เรื่องดังกล่าวมีการชงโดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ มีการเสนอ เรื่องร้องเรียนโดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ซึ่งเป็นพิธีกรช่องเอเชียอัพเดท และไปกล่าวหา พวกกระผมว่าทําความผิดตาม พ.ร.บ. พรรคการเมืองท่านประธานที่เคารพ ในเรื่องนี้มีการ กล่าวหาว่ากระทําความผิดถึง ๓ เรื่องด้วยกัน แต่ในที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ถ้าอาจารย์ชัยเกษม นิติสิริ จําได้ เหตุผลในการรับเป็นคดีพิเศษนั้นกลับนํามาปนเปกัน ทั้ง ๓ เรื่อง และไม่มีเหตุผลใดที่เกี่ยวกับการที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ทุกคนได้ส่งเงินบํารุงพรรค ให้กับพรรคของตนเอง แต่ท่านกลับรับเป็นคดีพิเศษ ทั้ง ๆ ที่ในขั้นตอนการสืบสวน ก็ยังได้หลักฐานไม่ครบถ้วน ท่านประธานครับเขากล้าทําถึงขนาดนี้เพื่อที่จะรังแกฝ่ายค้าน เพื่อที่จะอาศัยอํานาจรัฐเอาเปรียบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากอาจารย์ชัยเกษม ซึ่งนั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ยังมีนายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ ซึ่งเป็นทนายความของ ๗ แกนนํา นปช. แล้วจะยุติธรรมตรงไหนท่านประธาน ท่านประธานครับ มีการนําเรื่องดังกล่าวมาแตกเป็นคดีพิเศษที่ ๑๖๑ คดีพิเศษที่ ๑๖๒ คดีพิเศษที่ ๑๖๓ คดีพิเศษที่ ๑๖๑ เป็นเรื่องสอบสวน ส.ส. พรรคภูมิใจไทยคดีพิเศษที่ ๑๖๒ เป็นเรื่อง ประชาธิปัตย์ และคดีพิเศษที่ ๑๖๓ เป็นเรื่องเงินบริจาคน้ําท่วม ท่านประธานครับ ไม่ใช่คดี ที่มีความสลับซับซ้อนแต่ประการใด และไม่ได้ทําให้ศีลธรรมหรือความสงบสุขของ พี่น้องประชาชนเสื่อมเสียลงแต่อย่างใด ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวแทนสภาทนายความ ก็ไม่เห็นด้วย และมิหนําซ้ําท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุด ซึ่งมาชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการ ก็ยืนยันในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง บอกว่าคดีนี้ ไม่สลับซับซ้อนผมจะเร่งรีบให้ความเป็นธรรมต่อไป แล้วความเป็นธรรมอยู่ที่ไหนครับ ท่านประธานครับมีการตั้งคณะทํางานสอบสวนขึ้นมา แต่งตั้งแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ธุรการ มาเป็นพนักงานสอบสวน มีที่ไหนครับในประมวลกฎหมายอาญา และทําผิดกฎหมาย ทําผิดจริยธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหา ท่านประธานครับ หัวหน้าชุดที่ทําเรื่องนี้คือ พันตํารวจเอก นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทํางาน โดยนายธาริตแต่งตั้งขึ้นมา พร้อมกับมีลูกทีมประมาณ ๓๐ คน ปรากฏว่าในขณะนี้ลูกทีม ลาออกเกือบจะหมดแล้ว เพราะไม่เห็นด้วยกับการสั่งคดีของ พันตํารวจเอก นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ และ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เพราะบรรดาข้าราชการดีเอสไอ ผู้รักความเป็นธรรม เหล่านั้นเขาเห็นว่าไม่เข้าข้อกฎหมายที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง ท่านประธานครับ และประการที่สําคัญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ มีอํานาจตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง ก็แถลงชัดเจนว่า ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. พรรคการเมืองดังกล่าวในทุกคดี แต่ท่านประธานครับ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษ ก็ยังเดินหน้าที่จะกลั่นแกล้งไม่ให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๔๔ คน ท่านประธานครับ ขนาดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาผู้แทนราษฎรยังถูก นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ให้ความเป็นธรรม แล้วพี่น้องประชาชน ตาดํา ๆ จะอยู่กันอย่างไร เพราะฉะนั้นผมไม่แปลกใจครับท่านประธาน ว่าเหตุใดนายธาริต เพ็งดิษฐ์ จึงได้รับการต่ออายุจากคณะรัฐมนตรี ตามภาพนี้ครับท่านประธาน คณะรัฐมนตรี ขอให้กล้องได้ซูม (Zoom) ให้ชัดเจนครับ เจ้าหน้าที่อย่าเพิ่งหลับครับ ท่านประธานครับ วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ คณะรัฐมนตรีได้มีมติต่อเวลาการดํารง ตําแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อไปอีก ๑ ปี ครั้งที่ ๑ ครับ ท่านอาจารย์ชัยเกษม เพราะท่านบอกว่าจะต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะง่อยเปลี้ยเสียขา เพราะเป็นคอหอย กับลูกกระเดือกกับท่าน ทํางานรับใช้รัฐบาลมาด้วยกัน เป็นที่น่าอดสูในบรรดาลูก องค์ระพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย เขาต่ออายุนายธาริตตั้งแต่วันที่ ๑๙ ตุลาคม ปีนี้ถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๗ ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ท่านประธานครับ คนเป็น ประธานคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษโดยตําแหน่ง คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวไหมครับ ต้องรับผิดชอบครับ เพราะท่านแต่งตั้งข้าราชการตามอําเภอใจ ใครที่เป็นพวกท่าน สนองตอบ รับใช้ ได้ดิบได้ดี ได้ต่ออายุ ได้ดํารงตําแหน่ง ได้เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นโน่น และมิหนําซ้ํายังไม่ได้เป็นบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตามที่รัฐบาลจะได้ แต่งตั้งให้ไปเป็น ซึ่งไม่เป็นธรรมกับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นกลางทางการเมือง เมื่อท่านใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการดําเนินการในเรื่องคดีกับฝ่ายตรงข้ามในทุกเรื่อง แม้กระทั่งพี่น้องประชาชน ไปเป่านกหวีดใส่นายธาริต ก็จะดําเนินคดีตามกฎหมาย โดยข่มขู่ว่ามีโทษจําคุก ๑ เดือน ท่านประธานครับ สิ่งนี้เป็นคดีลหุโทษ ไม่ใช่เป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่อย่างใด และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีหน้าที่ในการให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลให้เกิดความเกรงกลัว ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่ผม ได้อภิปรายไปนั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารราชการแผ่นดินในการแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการที่ตอบสนองทางการเมืองกับรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพ ในกรณีของคุณเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่ไปถ่ายรูปกับคุณวัฒนา อัศวเหม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ บอกว่าจะรับเป็นคดีพิเศษ แล้วกรณีของ พันตํารวจโท คํารณวิทย์ ธูปกระจ่าง ที่ถ่ายรูป กับนักโทษหลบหนีคดีอาญาเหมือนกับคุณวัฒนา ทําไมนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ถึงไม่รับเป็น คดีพิเศษด้วยมาตรฐานและข้อกล่าวหาอันเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ
เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๖๑ ผมนั่งฟังอยู่ตรงนี้ตั้งนาน ทําผิดกฎ ข้อบังคับมาโดยตลอดกล่าวชื่อบุคคลภายนอก และให้ร้ายเขา โดยที่เขาไม่มีโอกาสมาชี้แจง ข้อเท็จจริงเลย ท่านประธานต้องตักเตือนผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เขาทําหน้าที่ดี
ท่านประธานครับ เขาไม่มีสิทธิ อภิปรายนะครับ
ประท้วง อภิปรายไม่ได้
ช่วยแนะนํากําหนดตัวอย่างหน่อยครับ
เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ ญัตติ วันนี้เป็นญัตติการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แต่ฟังการอภิปราย ทั้งหมดเป็นการว่านายธาริตมาตลอดเลย ตกลงอภิปรายใครครับ ให้ประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านพายัพก็จะประท้วงด้วยใช่ไหมครับ
ถ้ากรุณาจะฟังสักนิดหนึ่งก็จะ เกิดประโยชน์ครับ ท่านประธานครับ กระผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออภัยท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้นะครับ กําลังฟังเพลินครับ แต่ว่าผิดข้อบังคับชัดเจน คือเราไปกล่าวหาบุคคลที่ ๓ และเป็นบุคคลภายนอก ลักษณะเป็น การเสียดสี ลักษณะเป็นการที่เขาถูกใส่ร้ายและไม่สามารถชี้แจงได้ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าประเด็นนี้ต้องระมัดระวังในการที่จะกล่าวถึงบุคคลภายนอก ถึงแม้จะใช้ เอกสิทธิใด ๆ ก็ตามแต่
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านประธานพอตรงนี้ เสร็จแล้ว ขอความกรุณาให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ชี้แจงประเด็นเหล่านี้ ให้ชัดเจนด้วย ขอบพระคุณครับ
ท่านจะชี้แจงหรือไม่ก็แล้วแต่ท่านจะใช้สิทธิพาดพิง ผมวินิจฉัยนะครับ การกล่าวถึง บุคคลภายนอกผมพูดวินิจฉัยไว้หลายครั้ง กล่าวตามข้อบังคับโดยไม่จําเป็น แต่ถ้าไปพาดพิง บุคคลภายนอกเสียหายจะต้องถูกดําเนินคดีเอง เพื่อไม่ให้มีการประท้วง ท่านวัชระขอความ ร่วมมือแล้วกัน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่รับใช้ทรราช ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอภิปรายนั้นเป็นความจริงทุกประการ ท่านใช้ข้าราชการแบบนี้ และท่านก็ปูนบําเหน็จแบบนั้น แล้วล่าสุดที่ท่านอาจารย์มานั่งอยู่ บนบัลลังก์รัฐมนตรีก็เป็นการตอบแทนชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน หรืออาจารย์ว่าไม่ใช่ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการใช้ข้าราชการอย่างน่าเกลียด แม้แต่การสั่งคดีของอัยการ สูงสุด สั่งไม่ฟ้องคดีก่อการร้าย พันตํารวจโท ทักษิณ แต่สั่งฟ้องท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หมายความว่าอย่างไร ถ้าอ่านหนังสือของ ท่านอาจารย์คณิต ณ นคร ท่านบอกชัดเจนครับ อัยการสูงสุดมีสิทธิใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง และดุลพินิจนั้นท่านใช้มาตรฐานใดมาตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ตํารวจ ดีเอสไอ ล้วนแต่เสื่อมประสิทธิภาพในการบังคับใช้ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องขององค์กร แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคล ท่านประธานครับ สิ่งนี้ต้องแก้ไข และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้องแก้ไข ไม่ใช่ทําเหมือนกับที่ผ่านมา ท่านประธาน ถ้าท่านได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ในขณะนี้นายสุรนันท์เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นคนแปล หนังสือจับเข่าคุยกับทักษิณ ชินวัตร ท่านประธานครับ เขาพูดชัดเจนว่าจะแบ่งแยกประเทศ จะไม่ให้ประเทศนี้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน ทักษิณพูดชัดเจน แต่ถามว่าหน่วยราชการทําอะไรบ้าง ดีเอสไอ ทําอะไรบ้าง
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับท่านปรีชาพล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ประท้วงท่านประธานหลายรอบแล้วครับ ข้อ ๘ แล้วก็ มีเพื่อนสมาชิกทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ฟังแล้วก็ไม่สบายใจครับท่านประธาน ขอให้ ท่านประธานได้ควบคุมด้วยครับ ถ้าเป็นลักษณะเช่นนี้ผมว่ามันไม่ราบรื่น ถ้าประสงค์จะ อภิปรายอย่างนี้ท่านประธานควรจะใช้ข้อ ๖๒ ให้เขายุติการอภิปรายแบบนี้ครับท่านประธาน
คือผมก็พยายามตักเตือนตลอด แล้วก็เวลาของท่านวัชระเท่าที่ฝ่ายค้านให้มาก็น่าจะหมดลง ตั้งนานแล้วท่านวัชระ ท่านต้องช่วยผมควบคุมเวลานะครับ อยู่ที่มือผมนี้ครับ
ท่านประธานดูนาฬิกาหน้าท่านประธาน เขาตั้งเวลาไว้อยู่
ไม่ ๆ ของท่านเขาฝากมาให้ผมแล้ว ท่านต้องสรุปแล้วครับ
กี่นาทีครับท่านประธาน
ท่านต้องสรุปแล้วครับ ท่านใช้เวลาของท่านหมดไปแล้ว ๓๐ นาทีของท่านหมดแล้วครับ
เขาจับเวลาอยู่ครับ ผมยังเหลือ ๔ นาที
ท่านเกินไป ๑๐ นาทีครับ
มิได้ครับท่านประธาน ผมเหลือ ๔ นาที ท่านดูสิครับ ผมเป็นคนเคารพเวลา และจริง ๆ แล้วผมจะไม่อภิปรายถึง ๓๐ นาที ด้วยซ้ําไป เพราะผมอยากให้ท่านอาจารย์ดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ได้อภิปรายต่อจากผม อย่างรวดเร็ว ท่านประธานครับ
ท่านต้องสรุปแล้วครับ สรุปแล้ว
สิ่งที่ผมพูดนั้นอยู่ในประเด็นและผม ก็รู้สึกสังเวชใจที่ฝ่ายรัฐบาลบางคนลุกขึ้นมาประท้วงอย่างไม่มีหลักการ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าทุกเรื่องที่ผมพูดนั้นเป็นความจริง และพี่น้องประชาชนสามารถ ที่จะติดตามและตรวจสอบได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะนี้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ท่านต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ถ้าคนเสื้อแดงชุมนุมได้ พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศก็ชุมนุมได้เช่นเดียวกัน เพราะอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน อย่า ๒ มาตรฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะจบให้ท่านก่อนเวลาด้วยซ้ํา เวลาของนายกรัฐมนตรี หมดแล้วครับ
ท่านประสิทธิ์ เขาจะสรุปแล้ว ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ผมรู้แล้ว พอแล้ว พอสมควรแล้ว จะจบแล้ว ๆ พอแล้วครับ จะจบแล้ว เชิญ เชิญ เชิญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายนะครับ ได้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ หลายครั้ง การชุมนุมของคนเสื้อแดงชุมนุมอย่างสงบสันติ ปราศจากอาวุธ พันตํารวจเอก ฤชากร นะครับ
ท่านประสิทธิ์ครับ ประท้วงข้อบังคับอะไรครับ เสื้อแดงประชุม มันไม่มีในข้อบังคับ ข้อบังคับ ข้อไหน ท่านบอกผมมาสิ
ผมบอกแล้วเมื่อกี้ว่า เขาอภิปรายผิดข้อ ๖๑ แล้วก็ท่านวัชระเชิญคนไปชุมนุม ตอนนี้ผู้ชุมนุมอยู่ที่มัฆวานรังสรรค์
พอแล้วครับ นั่งลงครับ ไม่ต้องบอก นั่งลงครับ ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา นั่งลงครับ เชิญท่านวัชระ ต่อครับ จะจบแล้ว หมดเวลาแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ แต่ถ้าท่านคิดว่าผมนั้นจิตใจ ไม่เป็นธรรม ขอให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเดินตลาดเถอะครับ ไปเดินตลาดครับ ฟังเสียงพี่น้องประชาชนว่าไว้วางใจท่านหรือไม่ ไปเลยครับตลาดไหนก็ได้ ตลาดบางกะปิ ตลาดหนองแขม ตลาดสันกําแพง ไปเดินได้ทุกตลาดแล้วฟังเสียงที่แท้จริงของพี่น้อง ประชาชนว่าเห็นอย่างไรกับการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาในการบริหารราชการแผ่นดินของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้หมดลงแล้ว ยิ่งอยู่ ยิ่งอัปลักษณ์ ยิ่งอยู่ยิ่งอัปลักษณ์ ยิ่งอยู่ยิ่งพังพินาศ ยิ่งอยู่ยิ่งพังพินาศ ยิ่งอยู่ยิ่งอัปลักษณ์ ยิ่งอยู่ยิ่งอัปลักษณ์ครับท่านประธาน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าไม่อาจที่จะไว้วางใจ ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
ท่านประธานครับ อันสตรีไม่มีศีลก็สิ้นสวย บุรุษด้วยไม่มีศีลก็สิ้นศรี แม้พระสงฆ์ไม่มีศีลก็สิ้นดี ถ้านายกฯ ไม่มีศีลก็สิ้นงาม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องการ ให้ประเทศชาติเดินหน้า และกราบเรียนพี่น้องประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยทุกท่าน ท่านมีสิทธิในการที่จะลุกขึ้นมาบอกกับรัฐบาลว่าท่านไม่ไว้วางใจรัฐบาล และท่านมีสิทธิที่จะ เดินไปที่ถนนราชดําเนิน และมีสิทธิเดินไปทุกที่ที่ท่านอยากจะเดินไป ท่านประธานที่เคารพ การชุมนุมของพี่น้องประชาชนเป็นไปโดยสงบ ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ และไม่ได้มีอาวุธใด ๆ ตามที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหา ท่านประธานครับ เพระฉะนั้นจึงต้อง คุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมไม่ว่าผู้ชุมนุมนั้นจะใส่เสื้อสีอะไร และเพื่อให้ท่านประธานได้มี ความภาคภูมิใจ ผมจบให้ท่านประธานก่อนเป็นเวลา ๓๙ วินาที ขอขอบคุณ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนะครับ ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทั้งหลายว่าวันนี้ผมโชคดีนะครับ โชคดีที่ได้มาฟังการอภิปราย ณ ที่นี้ ที่ว่าโชคดีก็คือผมนี้เคยคิดอยากจะไปฟังอภิปราย แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนะครับ แต่ไม่มีโอกาส วันนี้รู้สึกว่าบรรยากาศเหมือนไปนั่งอยู่ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ขอบคุณคุณวัชระ เพชรทองด้วยนะครับ ก็อยากจะเรียนว่ามีเรื่อง ที่พาดพิงมาถึงกระทรวงยุติธรรมและถึงตัวผมนี้อยู่ ๓-๔ เรื่องด้วยกัน ซึ่งอยากจะขอเรียน ชี้แจงให้ทราบนะครับ
ประการแรกคือท่านผู้อภิปรายนี้ได้กล่าวถึงการทํางานของดีเอสไอโดยเฉพาะ คณะกรรมการของดีเอสไอ ซึ่งมีตัวผมเคยร่วมอยู่และก็เรียนให้ทราบด้วยว่าปัจจุบัน ก็ยังร่วมอยู่ ผมเคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการชุดนี้ บัดนี้ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็เป็นรองประธานโดยตําแหน่งนะครับ แล้วก็จะเป็นคนที่พิจารณา แต่ผมเรียนว่าพรุ่งนี้ที่ท่านวัชระบอกว่าจะมีการรับคดีอะไรที่ว่านั้น ผมเองยังไม่ทราบเลย นะครับ ว่าพรุ่งนี้จะมีประชุมนะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านได้ข้อมูลมาจากไหนอย่างไรนะครับ ทีนี้ต้องเรียนให้ทราบว่าการทํางานของดีเอสไอนั้นมีกฎหมายควบคุมดูแลอยู่นะครับ คดีอะไร จะเป็นคดีที่ดีเอสไอจะทําได้อยู่ภายใต้กฎหมายโดยตรงหรือคดีใดที่จะมาขออนุญาต คณะกรรมการดีเอสไอเพื่อจะทําเป็นคดีพิเศษนะครับ ทีนี้ในการดําเนินการนี้นะครับ ถ้าอะไร ที่มีการเสนอเข้ามานี้นะครับ ดีเอสไอเขาจะต้องดําเนินการสืบสวนในเบื้องต้นก่อนนะครับ ก็ต้องมีแนวหลักฐานพอสมควรในการที่จะดําเนินการ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็จะไปรับเรื่องไหนเป็น คดีพิเศษได้ แล้วก็การทํางานของอธิบดีดีเอสไอนั้น ซึ่งผมขออนุญาตจะเรียกว่าแก้ต่าง แทนเขาก็ได้ เพราะเขาอาจถูกกล่าวหาโดยไม่มีโอกาสแก้ตัวอยู่ ณ ที่นี้ ผมเรียนว่าอธิบดี ดีเอสไอ คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ นั้นนะครับก็เป็นข้าราชการในรัฐบาลไทย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลนี้ นะครับ ผมก็เคยเป็นข้าราชการมาก่อน ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติไปตาม อํานาจและหน้าที่เพื่อสนองนโยบายที่ถูกต้องนะครับ แล้วเป็นธรรมของรัฐบาลแต่ละยุค ท่านคงจําได้ว่าท่านธาริตก็รับใช้รัฐบาลที่แล้ว ซึ่งเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มานะครับ ก็เป็นที่ถูกใจทํางานได้ดี มีประสิทธิภาพ ผมเข้ามารับตําแหน่งในรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรม ผมก็เรียนว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น เป็นกรมหนึ่งที่ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไร เขามากนัก เพราะว่าเขาสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมายที่มีอยู่ได้เป็นอย่างดี ผมไม่ได้มีความกังวลในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ต้องไปไกด์ (Guide) ไม่ต้องไปดูแล เพราะว่า เขารู้ว่าเขาควรทําอะไร และไม่ควรทําอะไร ก็อาจจะมีปัญหานิดหนึ่งว่าท่านอาจจะมี ความเดือดร้อนเนื่องจากว่าตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ท่านพูดถึงนะครับ ในคดีของ การบริจาคเงิน ก็เช่นเดียวกันนะครับ คดีนี้ต้องมีมูลถ้าไม่มีมูลนี้นะครับ คณะกรรมการ สอบสวนคดีพิเศษไม่สามารถจะรับเป็นคดีพิเศษได้ และรับไปนี้นะครับ ท่านก็คงไม่ปล่อย คณะกรรมการทิ้งไว้หรอกนะครับ ท่านคงจะไปแจ้งความดําเนินคดีอะไรของท่านว่าไปตาม กฎระเบียบแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ขอเรียนยืนยันว่าสิ่งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนะครับ และคุณธาริตได้ทํานั้นอยู่ในกรอบของกฎหมายที่สามารถจะทําได้ แล้วเมื่อมีการดําเนินการ โดยคุณธาริตที่ผมมองว่าเป็นผู้ที่ทําหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้เห็นผลงานมาแล้วตั้งแต่ สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลนี้ แล้วก็เขาหมดระยะเวลาในการ ดํารงตําแหน่ง ๔ ปี ผมเองนี่แหละครับ ผมรับว่าผมเป็นผู้ที่เสนอให้คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้ต่ออายุอีก ๑ ปี เพราะเหตุว่าเขามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด ถ้าผมหาคนใหม่มา แล้วก็ทํางานไม่ได้เป็นที่มีประสิทธิภาพนะครับ ผมเองก็คงเหนื่อยแล้วก็ลําบากใจนะครับ เหมือนกับบางกรมที่ผมอาจจะต้องลงไปดูแลเองในขณะนี้ เพื่อจะปรับปรุงให้ประสิทธิภาพ ในการดําเนินการดียิ่งขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ได้มีการต่ออายุและการต่ออายุนั้นก็เป็นไป ตามกติกา ก็มีมติคณะรัฐมนตรีได้ว่าสามารถที่จะต่ออายุจาก ๔ ปี ก็ได้อีก ๒ ครั้งนะครับ แล้วก็ครั้งละ ๑ ปีนะครับ ตัวท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมเองก็มีการต่ออายุมา ๑ ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ แล้วก็ ท่านจะอยู่ได้จนถึงเดือนพฤษภาคม ท่านก็จะหมดก็ยังหนักใจว่าผมจะหาใครมาดําเนินการ ให้มีประสิทธิภาพได้ นอกจากนั้นในสมัยที่ผ่านมาหลาย ๆ รัฐบาลก็มีการต่ออายุทั้งนั้นนะครับ ผมเรียนว่าเคยมีการต่ออายุคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ท่านอําพน กิตติอําพน ท่านทศพร ศิริสัมพันธ์ ก็มีอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ใครที่มีคุณภาพในการทํางานให้กับราชการก็สมควร ได้รับการต่ออายุแล้วก็ถ้าท่านธาริตท่านทําอะไรไม่มีอะไรบกพร่องผิดพลาดนะครับ แล้วถ้า ผมยังอยู่ในตําแหน่งผมก็อาจจะพิจารณาต่อให้ท่านในปีหน้า อาจจะพิจารณาก็ต้องดูผลงาน ของท่านด้วยนะครับ ก็ต้องเรียนว่าในเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เป็นสิ่งที่ผมได้ชี้แจงไป เป็นหลักการนะครับ ผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด ทีนี้ท่านบอกว่าผมมารับตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพราะมีการตอบแทนนะครับ เมื่อเช้านี้ความจริงผมก็ชี้แจง ไปครั้งหนึ่งแล้วนะครับว่าผมได้รับมา แล้วรับมา ผมยอมรับอย่างนี้ครับว่าผมรับตําแหน่งนี้มา ด้วยความเสียสละของตนเอง หลายท่านที่เป็นนักการเมืองโดยอาชีพนั้นท่านอาจจะมองว่า เป้าหมายของการเล่นการเมืองนั้นก็คือการเป็นรัฐมนตรี แต่สําหรับผมไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่เคยคาดหวังจะเป็นรัฐมนตรี ก่อนที่ผมจะรับตําแหน่งรัฐมนตรี ผมมีความสุขในการ ทํางาน ผมมีผลประโยชน์ตอบแทนมาก ผมยื่นใบลาออกทั้งหมด ๑๓ รายการ ผมงดสอนหนังสือ งดทําอะไรหลาย ๆ อย่าง สิ่งที่ผมคิดอยู่อย่างเดียวก็คือว่าเป็นโอกาส ที่ผมจะรับใช้บุญคุณของบ้านเมือง ทําสิ่งที่ดีที่สุดและผมยังคิดว่าผมยังสามารถที่จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่น่าจะดีกว่าคนอื่นเป็นนะครับ แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ก็คงอยู่ที่พวกท่านแล้วก็ราษฎรทั้งหลายจะเป็นผู้ที่ได้มองกันต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้น ผมปฏิเสธในเรื่องการตอบแทน
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งอันนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับกระทรวงยุติธรรมหรือผม โดยตรงนัก แต่ท่านได้พูดไปถึงหน่วยงาน ๓ หน่วยนะครับ ก็คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตํารวจแล้วก็อัยการว่าทํางานไม่มีประสิทธิภาพ ทํางานไม่ตรงไปตรงมาอะไรก็แล้วแต่ที่ท่าน จะว่า ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่ารัฐบาลนั้นไม่มีอํานาจอะไรไปยุ่งเกี่ยวกับอัยการได้นะครับ ถ้าท่านจะอภิปรายเรื่องอัยการนั้นคงจะต้องเป็นอีกเวทีหนึ่งนะครับ ไม่ใช่เวทีของรัฐบาล เพราะท่านเป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญที่มีการบริหารงานต่างหาก แยกออกไปจากรัฐบาล นะครับ คนในรัฐบาลก็ยังถูกอัยการดําเนินคดีสั่งฟ้องไปอยู่เป็นจํานวนหลายเรื่อง สําหรับ ตํารวจนั้นผมก็คงไม่เข้าไปแตะเพราะว่าไม่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม แต่ในส่วนของดีเอสไอนั้นผมเรียนให้ทราบแล้วว่าผมยังเห็นว่าเขาทํางานได้มีประสิทธิภาพ และตรงไปตรงมา ถ้ามีสิ่งใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ตรงไปตรงมานะครับ ท่านร้องเรียนมาที่ผมได้ แล้วก็ถ้ามันมีมูลหรือท่านเห็นว่าร้องเรียนที่ผมเดี๋ยวก็กระทรวงเดียวกันช่วยกัน ท่านก็ไปร้อง ที่ ป.ป.ช. ให้ดําเนินคดีได้ อันนี้ท่านมีสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว ผมขออนุญาตเรียนที่ประชุม เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ ประเด็นประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะมาตอบคําถามเอง แต่ไม่เป็นไรเมื่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมท่านว่าท่านเสียสละมารับตําแหน่งรัฐมนตรี เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย ในสภาแล้วชี้ให้ท่านเห็นว่าจากการดําเนินงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่รับเอากรณีที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ได้หักเงินบํารุงพรรคให้กับพรรคของตนเองเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นคดีพิเศษ แล้วได้อธิบายให้ท่านฟังแล้วว่าไม่เกิดความเป็นธรรม มีความไม่เป็นธรรม เกิดขึ้นจากคณะกรรมการคดีพิเศษ ท่านในฐานะซึ่งเป็นกรรมการโดยตําแหน่งท่านจะให้ ความเป็นธรรมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านี้อย่างไร เพราะเป็นอํานาจหน้าที่ของท่าน โดยตรง ท่านประธานครับและเมื่อท่านบอกว่ามีอะไรให้ไปร้องเรียนที่ท่านได้ ผมก็จะไป ร้องเรียนที่ท่านถึงพฤติการณ์ พฤติกรรมของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ไม่ให้ความ เป็นธรรมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะผมเชื่อว่าท่านจะให้ความเป็นธรรม แต่ถ้าท่าน ไม่ให้ความเป็นธรรมผมก็จะไปที่อื่น แต่ในชั้นนี้ท่านประธานครับ ท่านต้องตอบต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าท่านจะให้ ความเป็นธรรมอย่างไรกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเอาคดีที่ ส.ส. บริจาคเงินให้กับ พรรคของตนเองเป็นคดีพิเศษ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการสืบสวนมาก่อน และเหตุผลในการรับ เป็นคดีพิเศษก็เป็นเหตุผลของคดีอื่นคือคดีบริจาคเงินน้ําท่วม ไม่ใช่เป็นคดีหักเงินบํารุงพรรค แต่ประการใด ท่านต้องตอบคําถามกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอขอบคุณ
ท่านอาจารย์รัชดา ๓๐ นาทีนะครับ เชิญครับ ผมจะไม่ตัดนะครับ แต่หมายความว่าพอครบ ๓๐ นาทีจะบอกนะครับ เพราะว่าทางวิปกําชับมาให้รักษาเวลา ต่อไปหลังจากอาจารย์รัชดา แล้วจะเป็นดอกเตอร์สรรเสริญ ๔๕ นาที ท่านเตรียมไว้นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยเหตุผลดังจะกล่าว ต่อไปนี้ ท่านประธานคะ ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นก็คือผู้นําสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และส่งเสริม เกียรติภูมิของชาติ ผู้ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นบุคคลที่มีความเพียบพร้อม ไปด้วยความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ พร้อมที่จะทุ่มเทกําลังกายและกําลังใจ เพื่อรับใช้ประชาชน อีกทั้งจะต้องเป็นบุคคลที่ดํารงตนอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต มีจริยธรรม คุณธรรม เคารพกฎหมาย ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตนหรือผลประโยชน์ของ ครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของชาติ แต่ตลอดระยะเวลา ๒ ปีของการบริหารราชการ ของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นสิ่งที่ประจักษ์และสิ่งที่ประชาชนต้องทนทุกข์ ต้องรู้สึกขมขื่น ก็คือการมีนายกรัฐมนตรีซึ่งไร้ซึ่งสํานึกความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน เรามี นายกรัฐมนตรีที่ไร้ซึ่งความรู้ความสามารถในการบริหารราชการ อีกทั้งยังชอบพูดอย่างทําอย่าง ชอบอ้างประชาธิปไตยแต่ไม่ใส่ใจประชาชน เห็นประโยชน์ส่วนตนสําคัญกว่าประโยชน์ ของบ้านเมือง ในประเด็นแรกในเรื่องของการไร้สํานึกรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีชอบพูดอยู่เสมอ ๆ ว่าเคารพประชาธิปไตย มีอะไร ให้ไปคุยกันในสภา แต่ในความจริงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยปฏิบัติอย่างที่ท่านได้พูดไว้เลย ท่านปฏิเสธความรับผิดชอบที่จะมาร่วมประชุมสภาแห่งนี้ในวาระสําคัญ ๆ ท่านชิ่งสภา หนีการตรวจสอบ คนที่เคารพระบอบประชาธิปไตยเขาไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้หรอกค่ะ กลไกสําคัญของฝ่ายนิติบัญญัติเรามีการถามกระทู้ถามสดเพื่อเป็นเวทีให้ผู้แทนของปวงชน ชาวไทยได้นําเสนอปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชนสู่ท่านนายกรัฐมนตรี และเป็นเวทีให้ ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบว่าจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาของประชาชน ในช่วงเวลานั้น ๆ อย่างไร สภาแห่งนี้มีการถามกระทู้ถามสดไปยังท่านนายกรัฐมนตรีตลอด ระยะเวลา ๒ ปีกว่า ๆ รวมแล้ว ๑๒๕ กระทู้ เป็นกระทู้ที่ถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานทราบไหมคะว่านายกรัฐมนตรีที่บอกว่ามีอะไรให้ไปคุยกันในสภา นายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าเคารพประชาธิปไตย ท่านมาตอบกระทู้สดกี่ครั้ง จาก ๑๒๕ กระทู้สดที่ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบ ๒ กระทู้ค่ะ ซึ่งคิดเป็น ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นนักเรียนมีเวลาเรียนเพียงแค่ ๙๘ เปอร์เซ็นต์เขาไล่ออกแล้วค่ะ แต่นี่เป็นนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้สดเพียงแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ เขาเรียกว่าไม่มีสํานึกรับผิดชอบต่อสภา และต่อประชาชน ทําผิดซ้ําแล้วซ้ําเล่า ๒ ปี มาตอบ ๒ กระทู้ ทําผิดไม่รับผิดชอบโดยไม่มีความละอาย เพราะถ้าคนเขามีความละอายเขาไม่ทําผิดซ้ําแล้วซ้ําเล่าหรอกค่ะ หรือท่านนายกรัฐมนตรี จะบอกว่า แม้ว่าตัวท่านจะไม่ได้มาตอบกระทู้เองก็ได้มอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาตอบ กระทู้แล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีได้ติดตามหรือเปล่าคะว่าสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ได้ตอบผู้แทนของปวงชนชาวไทย แล้วผลลัพธ์มันเกิดอะไรขึ้น ๑๒๕ กระทู้ที่มีการถามไปนั้น มันเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน แล้ววันนี้เป็นอย่างไรคะ ของแพง เหมือนเดิม แก้หรือยังคะ ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามกระทู้สด กี่ครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีเคยแก้ไหมคะ ลงไปจังหวัดชายแดนภาคใต้กี่ครั้งคะ ไม่ ๒ ก็ ๓ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศนะคะ ปัญหาทุจริตโครงการรับจํานําข้าวพูดกี่ครั้ง ว่ามันมีการโกง มันมีการเวียนเทียน มันเป็นภาระทางการคลังของประเทศ ท่านก็ไม่สนใจ แล้ววันนี้เป็นอย่างไรคะ ธ.ก.ส. ไม่มีสตางค์จะจ่ายเงินรับจํานําข้าวลอท (Lot) ปี ๒๕๕๖ กับปี ๒๕๕๗ ต้องไปกู้ออกพันธบัตรและกู้จากธนาคารพาณิชย์ร่วม ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็แสดงว่าโครงการรับจํานําข้าวนี้ล้มเหลว ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาค้ามนุษย์ เรื่องมากมายต่าง ๆ ที่ถามในสภาแห่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาตอบเอง และไม่ใส่ใจ ที่จะติดตามผล หรือติดตามแล้วไม่มีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาคะ เพราะสิ่งเหล่านี้ ยังคงเป็นปัญหาในประเทศไทยของเรา ซ้ําร้ายนอกจากจะชอบชิ่งสภา หนีการตรวจสอบ ยังชอบหาเรื่องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเป็นเหตุให้ไม่ต้องอยู่สภา ท่านประธานคะ ดิฉันเข้าใจดีว่าผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมีความจําเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปร่วมประชุมในเวทีนานาชาติ หรือไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ไปเปิดตลาดการค้า ไปเปิดตลาดการลงทุน แต่มันต้องเลือก ภายใต้สถานการณ์ที่บ้านเมือง มีการขาดดุลการค้าถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้ครัวเรือนสูงที่สุดถึง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เวลานี้ โครงการรับจํานําข้าวมีปัญหา ปัญหาน้ําแล้ง ปัญหาน้ําท่วม ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าท่านเลือกที่จะไปต่างประเทศก็เท่ากับว่าท่านเสียโอกาสที่จะดูแลพี่น้องประชาชน และท่านกําลังใช้ภาษีของประชาชนอยู่ ดังนั้นการตัดสินใจที่จะเดินทางไปประเทศไหน เพื่อภารกิจอะไรมันต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านบอกว่าต้องไปทําการค้า ไปเปิดตลาดใหม่ ท่านประธานคะ ปีนี้เป็นปีที่ประเทศไทยขาดดุลเยอะที่สุดนะคะ ตัวเลขเมื่อเดือนสิงหาคม ก็ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปค้าขายอย่างไรคะ ไปประเทศญี่ปุ่น ๓ ครั้ง สินค้าไทยส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นลดลง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านับจาก ๒ ปีที่แล้ว ไปค้าขายอย่างไรคะ บอกยิ่งไปประเทศยิ่งมีเงินลงทุนเข้ามา ปีนี้จีดีพี (GDP) ก็อาจจะโตไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําไป ท่านบอกว่าท่านไปเมืองนอก ไปแล้วนักลงทุนเอาเงินมาให้ประเทศไทย ท่านประธานคะ ให้เหตุผลแบบนี้แสดงว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจระหว่างประเทศนะคะ คนต่างชาติที่เขา จะมาลงทุนในประเทศไทยนั้น เขาต้องศึกษาวิเคราะห์ความพร้อม ความเหมาะสม ของฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้ว มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่เขาพอได้ยลโฉม ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ตัดสินใจจะมาขอสิทธิพิเศษทางการลงทุนจากบีโอไอ (BOI) ทันที มันเป็นเรื่องสืบเนื่องที่เขาสนใจประเทศไทย แล้ว ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่มาลงทุน ในประเทศไทยมันก็คือมาจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศหลัก ๆ ก็คือ ฮ่องกง มาเลเซีย จีน ก็เป็นประเทศหลัก ๆ เดิม ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นตรรกะที่บอกว่ายิ่งไปมากยิ่งค้าขายได้มาก ก็ไม่ใช่ เพราะเราขาดดุลมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จีดีพีก็ไม่ได้เติบโตขึ้น ถามว่า ท่านไปทําไมคะ ๔๓ ประเทศ ๕๓ เที่ยวของการเดินทาง ทําไมมันต้องมากมายขนาดนี้ ๔๓ ประเทศ ๕๓ เที่ยวของการเดินทางใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้ว ๓๗๐ ล้านบาท นี่เป็นตัวเลขที่ได้มาจากการประชุมของกรรมาธิการเรื่องของงบประมาณในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ถ้าท่านอยู่ในประเทศไทยมากกว่านี้ท่านจะได้มีเวลาดูแลพี่น้องประชาชน แต่ถ้าท่านเลือก ที่จะเดินทางต่างประเทศ ก็ต้องตอบพี่น้องคนไทยให้ได้ว่าไปแล้วประเทศได้อะไร ท่านอาจจะ บอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่บอกว่าไปเปิดตลาดการค้าใหม่ อาจจะไปเปิดตลาดใหม่เพื่อขายสินค้า ที่เราส่งออกเป็นหลัก หรือนําเสนอสินค้าใหม่ หรือหาตลาดใหม่ในการค้าขายสินค้าไทย ถ้าไปเพื่อยุทธศาสตร์การค้าจริง ท่านต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความฉลาดในการเลือกประเทศ ที่จะไปกว่านี้ค่ะ แต่ที่ประเทศต่าง ๆ ที่ท่านเลือกนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีความรู้ในเรื่องธุรกิจ เรื่องเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ เลย บอกจะไปค้าขาย ท่านไปไหนคะ ท่านไปมัลดีฟส์ค่ะ มัลดีฟส์เป็นเกาะเล็ก ๆ ซึ่งมีจีดีพีเท่ากับจังหวัดภูเก็ต มีประชากรเพียงแค่ ๔๐๐,๐๐๐ คน ท่านจะไปขายอะไรกับเขาคะ สินค้าออกของเขาคือปลาทูน่า แต่ในขณะที่ ประเทศไทยจังหวัดภูเก็ตกําลังจะผลักดันให้เป็นฮับ (Hub) ของการค้าขายปลาทูน่า ท่านบอกว่าไปส่งเสริมการลงทุน เอกชนเขาไปลงทุนอยู่แล้ว เขาไปสร้างรีสอร์ทในมัลดีฟส์ อยู่แล้ว ประชากร ๔๐๐,๐๐๐ คน มีนักท่องเที่ยวมาไทยปีละ ๘,๐๐๐ คน ท่านเอาเวลานี้ ไปเยี่ยมเยือนประเทศที่มีศักยภาพ มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า ดิฉันจะไม่ว่าสักคํา ไปมัลดีฟส์ ให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีไปก็เพียงพอแล้ว เรามีผู้แทนการค้าไทย มีข้าราชการไทยที่ทําหน้าที่ ในเรื่องส่งเสริมการค้าการลงทุนอยู่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้อง ทิ้งประเทศ ไม่ต้องชิ่งสภาลงทุนขนาดนี้หรอกค่ะ ไปคนเดียวยังไม่พอ ไปเกาะเล็ก ๆ ที่มีประชากร ๔๐๐,๐๐๐ คน ท่านขนไปกี่คนท่านประธานทราบไหมคะ นอกจาก ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านก็ไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ไป ไปทําไมคะ เงินไม่มีที่จะใช้หรือคะ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนนี้เอง ดิฉัน จะไม่ว่าสักคํา ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะไปว่ายน้ํา ไปดําน้ํา ลาพักร้อนแล้วไปอยู่เลยค่ะ แต่นี่ท่านอ้างว่าจะไปราชการ ไปเปิดตลาด ไปหาช่องทางการลงทุน มิหนําซ้ําถ้าถามว่า ไปแล้วได้อะไรเป็นรูปธรรมบ้าง ท่านตอบว่าไปเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลง หรือที่เรียกว่าเอ็มโอยู (MOU) เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ ๓ ฉบับ เป็นของเอกชน ๔ ฉบับ ถ้าเรื่องแค่นี้ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เพียงพอแล้ว ท่านบอกว่า อยากจะไปเปิดตลาดการค้า แอฟริกาเป็นทวีปยุทธศาสตร์ เพราะว่ามีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ มีศักยภาพ ประชากรมีศักยภาพในการซื้อสินค้าจากประเทศไทย ดิฉันเห็นด้วยค่ะ ถ้าจะไปเปิดตลาดที่แอฟริกา ทําไมท่านไม่ไปประเทศเซาท์ แอฟริกาละคะ ที่มีจีดีพี (GDP) ถึง ๕๓๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ มีประชากร ๔๙ ล้านคน ทําไมไม่ไปประเทศไนจีเรียละคะ ที่มีจีดีพีใหญ่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประชากร ๑๕๕ ล้านคน เป็น ๒ ประเทศ ที่มีศักยภาพที่สุดในทวีปแอฟริกา แต่ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกอยากไป เปิดตลาด อยากไปลงทุน ประเทศใหญ่ ๆ มีศักยภาพไม่ไป แต่เลือกไปยูกันดาที่มีจีดีพีเพียงแค่ ๔๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประชากร ๓๕ ล้านคน ไปประเทศแทนซาเนีย ประเทศโมซัมบิก ๓ ประเทศนี้เอาจีดีพีมารวมกันยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของประเทศไนจีเรียเลยค่ะ นี่หรือคะบอกว่า อยากจะไปเปิดตลาด คนฉลาดเขาไม่เลือกทริป (Trip) แบบนี้หรอกค่ะ และในขณะที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนยูกันดา แทนซาเนีย โมซัมบิก ก็มีเหตุการณ์น้ํามันรั่วที่จังหวัด ระยองที่อ่าวพร้าว อาจจะไม่ใหญ่เท่ากับเหตุการณ์น้ํามันรั่วในประเทศอื่น ๆ แต่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ ที่มีน้ํามันรั่วใหญ่ที่สุด มากที่สุดในประเทศไทย พี่น้องประชาชนในจังหวัดระยองนั้นได้รับ ความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว การประมง ทุกคนเรียกร้องอยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีมาดูแล มาดูสถานที่จริง แต่ตั้งแต่น้ํามันรั่วจนถึงในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม จนถึงวันนี้ ท่านยังไม่ได้ไปอ่าวพร้าว ไม่ได้ไปดูสถานที่ ไม่ได้ไประยอง เพื่อใส่ใจไปตรวจสอบ ว่าการดําเนินการแก้ไขปัญหาน้ํามันรั่วนั้นเป็นอย่างไร ท่านยังไม่ได้ไปเลย นั่นตั้งแต่เดือน กรกฎาคมนะคะ แต่ท่านไม่ไปจังหวัดระยอง ไม่ไปดูว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร ท่านเลือกที่จะไปประเทศปากีสถาน ไปประเทศทาจิกิสถาน ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปประเทศอิตาลี ไปนครรัฐวาติกัน และต่อ ด้วยประเทศมอนเตเนโกร ทําไมคะ ๕ ประเทศท่านเดินทางได้ ท่านบินไปได้ แต่ไปจังหวัดระยอง ไปหาพี่น้องประชาชนคนไทยเหมือนกันท่านทําไม่ได้ นี่หรือคะคนที่บอกว่ารักประชาชน เคารพระบอบประชาธิปไตย นี่มันเข้าข่ายพวกประเภทพูดอย่างทําอย่าง แอบอ้าง ประชาธิปไตย ไม่มีความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน ถ้าท่านไปประเทศทาจิกิสถาน เพราะบอกว่าอยากจะไปเปิดตลาดที่กลุ่มอนุภูมิภาคเอเชียกลาง ไปทําไมล่ะคะประเทศทาจิกิสถาน มันเป็นประเทศที่น่าสนใจน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศที่แยกมาจากสหภาพโซเวียต ประเทศ ทาจิกิสถานนั้นเป็นประเทศที่มีจีดีพี เพียงแค่ ๑๗,๐๐๐ ล้าน มีประชากรเพียงแค่ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน คนฉลาด คนที่เขามีความรู้เรื่องเศรษฐกิจประเทศอื่น ถ้าเขาจะไปเปิด ตลาดเขาไม่ไปประเทศเล็ก ๆ ขนาดนี้เป็นประเทศแรกหรอกค่ะ ทําไมท่านไม่ไปประเทศ คาซัคสถานละคะ ก็เลยประเทศทาจิกิสถานไปอีกนิดเดียว ซึ่งเป็นประเทศที่มีจีดีพีใหญ่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนะคะ แต่ถ้าจะให้ดีทําไมท่านไม่ไปประเทศอุซเบกิสถาน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มประเทศซีไอเอส (CIS) หรือกลุ่มประเทศที่แยก มาจากสหภาพโซเวียต ท่านก็ไม่ไป มีประเทศเติร์กเมนิสถาน มีประเทศอื่นที่น่าสนใจกว่า ประเทศทาจิกิสถาน ก็อย่างที่บอกละค่ะ ถ้าท่านมีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อนบ้านหรือประเทศอื่น ๆ ในโลกแห่งนี้ท่านคงไม่เลือกทริป การเดินทางที่ไม่สามารถ ตอบได้ว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากการเดินทางเหล่านั้นอย่างเป็นรูปธรรม ท่านเลือกไป ประเทศมอนเตเนโกร หลังจากที่ท่านช้อปปิ้ง (Shopping) เสร็จแล้วที่ประเทศอิตาลี ท่านประธานคะ ถ้าท่านจะไปร่วมประชุมในเวทีนานาชาติ มีภารกิจที่ประเทศใดดิฉันไม่ติดใจ แต่ถ้าภารกิจนั้นเสร็จแล้วมันเป็นหน้าที่และเป็นสํานึกความรับผิดชอบว่าต้องบินกลับ ประเทศ ไม่ใช่ยกเลิกการประชุมแล้วไปซื้อของ ท่านประธานคะ การเดินทางไปประเทศ มอนเตเนโกร ดิฉันก็ต้องตั้งคําถามว่าไปแล้วคนไทยได้อะไร ประเทศมอนเตเนโกรก็เป็น อีกประเทศหนึ่งที่แยกมาจากยูโกสลาเวีย แต่ถามว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ไหม ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะถึงต้องหอบกันบินไป จ้างเครื่องบินส่วนตัวเหมาลําไปหมดเงินภาษีของประชาชน อีกหลายล้านบาท ไปทําไมคะประเทศมอนเตเนโกร จีดีพีแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ประชากร ๖๐๐,๐๐๐ คน ทั้งรองนายกรัฐมนตรี ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขนกันไป แล้วไหนจะเจ้าหน้าที่ที่ต้องติดตาม มันถึงผลาญงบประมาณไปตั้ง ๓๗๐ ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้นค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีอย่ามาบอกนะคะ ว่าใช้งบเพียงแค่ ๖๐ ล้านบาทที่บอกกับประชาชน เพราะแต่ละทริปของการเดินทาง ตัวท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก ๕-๖ คนหรืออาจจะ ๑๐ คน รวมถึงข้าราชการ ที่ติดตาม มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่มันจะเป็นเพียงแค่ ๖๐ ล้านบาท เพราะความจริงมันคือ ๓๗๐ ล้านบาทและบวกอื่น ๆ เข้าไปอีก ท่านขนกันไปประเทศมอนเตเนโกร บอกว่า ไปส่งเสริมการลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเทศที่มีประชากรเพียงแค่ ๖๐๐,๐๐๐ คน และมีรายได้เฉลี่ยถือว่าต่ํามากในภูมิภาคยุโรป เขาจะมีศักยภาพอะไรที่มาท่องเที่ยว ประเทศไทย ในขณะที่ท่านกําลังเดินทางไปประเทศมอนเตเนโกร คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้ ยกเว้นวีซ่า (Visa) ให้กับนักการทูตและข้าราชการของประเทศมอนเตเนโกรที่จะเดินทาง เข้าประเทศไทย ยกเว้นวีซ่าให้กับข้าราชการประเทศมอนเตเนโกร แล้วข้าราชการไทย ก็เดินทางไปประเทศมอนเตเนโกรได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า มันเป็นประโยชน์กับประเทศของเรา ตรงไหนคะ ท่านยอมที่จะบินผลาญเงินภาษีของประชาชน ขนรัฐมนตรี ขนข้าราชการไปทํา อะไรก็ไม่รู้ที่ประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพื่ออะไรละคะ เพื่อที่จะไปเอาใจประเทศเขาใช่ไหมคะ เพราะพี่ชายของท่านนายกรัฐมนตรีอาศัยแผ่นดินเขาอยู่ อาศัยหนังสือเดินทางของประเทศ มอนเตเนโกร ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันได้กล่าวไปนั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม ของความไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน ชิ่งสภา หนีการตรวจสอบ ไร้ความรู้ ความสามารถในเรื่องของการค้าขายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่มันมีเรื่องที่ดิฉัน ไม่สามารถไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอีกหลายประเด็นค่ะ
ประเด็นหนึ่งคือการที่ท่านไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ประเทศมองโกเลีย ดิฉัน ขออนุญาตเปิดคลิปนะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานคะ นั่นคือส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปกล่าวในเวทีประชาคมประชาธิปไตย ที่ประเทศมองโกเลีย ท่านบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่ชายของท่าน ท่านบอกว่า การเลือกตั้งถึง ๒ ครั้ง ๒ หน ด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงไปในปี ๒๐๐๖ ก็คือปี ๒๕๔๙ ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ ๑๐ ปี กว่าที่จะได้ เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา ท่านประธานคะ ปี ๒๕๔๙ หรือ ปี ๒๐๐๖ นั้นเป็นปี ที่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร แล้วท่านนายกรัฐมนตรีไปบอกว่าเสมือนรถไฟตกราง ตกราง ตรงไหนคะ มันมีการทํารัฐประหารเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ แต่หลังจากนั้น ๑ ปี ปี ๒๕๕๐ ปลายปีก็มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็มีรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร แล้วก็มีรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา มันก็มีประชาธิปไตยเกิดขึ้น มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น พรรคของท่าน ก็ลงแข่งเลือกตั้ง แล้วท่านพูดมาได้อย่างไรคะว่าคนไทยใช้เวลาเกือบ ๑๐ ปี กว่าจะได้ ประชาธิปไตยคืนมา ท่านบอกว่าประเทศไทยเสมือนรถไฟตกราง ในปี ๒๕๕๐ ที่อยู่ในช่วง ของรัฐบาลคณะรัฐประหารเกินดุลการค้า ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วงนั้นรถไฟตกรางแต่ทําไม ได้เกินดุลเศรษฐกิจละคะ ในขณะที่เวลานี้ที่ท่านบอกว่าเป็นรัฐบาลที่ส่งเสริมประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่ของสังคม ๑๕ ล้านเสียงเลือกท่านมา แต่ทําไม ขาดดุลการค้า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทละคะ มันไม่เป็นความจริงเลยที่บอกว่าประเทศไทย สูญเสียประชาธิปไตยไป ๑๐ ปี ประเทศไทยตกราง ท่านก็ไปพูดความจริงไม่หมด ไปพูดความเท็จในเวทีนานาชาติ ขอคลิปที่ ๒ ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานคะ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ท่านที่ท่านไปพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว พูดเอาดีเข้าตัว เอาความเสียหายเอาความเสื่อมเสียเข้าประเทศ ท่านบอกว่าครอบครัวดิฉันต้องเจ็บปวด แต่ฝ่ายเดียว ท่านเจ็บปวดอะไรคะ ท่านใช้คําว่าซัฟเฟอริง (Suffering) ก็เห็นพี่ชายท่าน บินไปบินมาอย่างมีความสุข สไกป์มาในการประชุมพรรคของท่านด้วยซ้ํา เจ็บปวดที่ไหนล่ะ ท่านบอกว่าประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ ท่านประธานคะ ในปีที่มีการกระทํารัฐประหารและปีหลังจากนั้น และในช่วงเวลาที่มีรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ขึ้นมา ท่านบอกว่าประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือ แต่ท่านทราบไหมคะว่าศักยภาพในการแข่งขันที่ประเมินโดยสถาบันไอเอ็มดี (IMD) ประเมินว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันอยู่ในอันดับที่ ๒๖ ในปี ๒๕๕๒ และในปี ๒๕๕๓ ก็อยู่ในอันดับที่ ๒๖ แต่ปี ๒๕๕๕ ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยหล่นมาอยู่ที่ ๓๐ เราสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวที นานาชาติตรงไหนคะ เราได้ดุลการค้ามากกว่าเวลานี้ด้วยซ้ํา ท่านเอาอะไรมาพูด ที่บอกว่า หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทําลาย ไม่มีใครทําลายอะไรหรอกค่ะ หลังจาก ที่มีการกระทํารัฐประหารก็มีการเลือกตั้ง คดีต่าง ๆ ก็นําสู่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา นักการเมือง ท่านพูดแบบนี้แสดงว่าท่านไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมไทยใช่ไหมคะ เหมือนที่ท่านและพรรคพวกของท่านปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมไทย ณ เวลานี้อยู่ หลักนิติธรรมและกระบวนการถูกทําลาย ตรงไหนคะ ทําไมท่านไม่พูดให้หมด ท่านบอกว่า โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิก ทําไมท่านไม่พูด ให้หมดว่าโครงการที่ถูกยกเลิกคือนโยบายฆ่าตัดตอนที่มีประชาชนเสียชีวิต ๒,๕๐๐ ศพ นโยบายโจรกระจอกที่ฆ่าพี่น้องประชาชนที่กรือเซะและตากใบ หวยบนดินที่ทุจริตคอร์รัปชัน ทําไมไม่พูด โครงการทุจริตบ้านเอื้ออาทรที่ถูกยกเลิกทําไมไม่พูดให้หมดละคะ คนเป็น นายกรัฐมนตรีพูดจาให้ประเทศเสียหายแบบนี้ มันไม่ใช่ว่าคนไม่รักชาติหรอกค่ะ มันต้อง ใช้คําที่รุนแรงกว่านั้น เกียรติภูมิของชาติท่านไม่ปกป้อง พูดจาเอาดีเข้าตัวเพื่อให้พี่ชาย ของท่านดูดี น่าสงสาร เพื่อนําไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมใช่ไหมคะ เรียกร้องให้ นานาชาติเขาเห็นใจและคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันในยุครัฐบาลพี่ชาย ของท่านนั้น มันเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มันไม่ดี ท่านดูถูกประเทศ มากเกินไปหรือเปล่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีทําไมถึงมีสํานึกรักชาติเพียงแค่นี้คะ ท่านทําลาย ศักดิ์ศรีของประเทศ ในขณะเดียวกันเกียรติภูมิของประเทศชาติท่านไม่ส่งเสริม กรณีการเสนอตัวให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป (World Expo) ปี ๒๐๒๐ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วเสนออยากให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เป็นเจ้าภาพ พอมายุครัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเดือนกุมภาพันธ์ท่านประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ มีมติ คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งานในการรณรงค์หาเสียง แต่นับตั้งแต่ วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติและให้ต้องมีคณะกรรมการรณรงค์ หาเสียงเพื่อที่จะไปล็อบบี้ (Lobby) กับประเทศอื่นให้เขาสนับสนุนประเทศไทย ความจริง ปรากฏมาว่าไม่ได้มีการดําเนินการอะไรใด ๆ เลย นี่หรือคะวาระแห่งชาติ นี่หรือคะมติ ครม. สั่งขี้มูกยังได้ขี้มูก แต่เป็นมติ ครม. สั่งแล้วไม่ได้อะไรเลย แล้วนี่มันเป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ถ้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ประโยชน์ที่จะ เกิดขึ้นก็คือเราจะได้กําไรจากการจัดงานครั้งนี้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ๓๐๐,๐๐๐ อัตรา จีดีพีจะโตขึ้นอีก ๑.๓๖ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นผลการศึกษาอย่างรอบคอบ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบเป็นอย่างดี เรายังมีเวลา ที่จะเตรียมความพร้อมให้กับประเทศเมื่อถึงปี ๒๐๒๐ แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือท่านไม่ทําอะไรเลย จนในเดือนเมษายนคณะกรรมการจัดงานเขาส่งหนังสือมาถามว่าประเทศไทยจะเอาอย่างไร เราอยากที่จะเสนอตัวเข้าสู่การตัดสินในรอบสุดท้ายที่มี ๕ ประเทศหรือไม่ คู่แข่งของเราก็คือ ประเทศรัสเซีย ประเทศตุรกี ประเทศบราซิล แล้วก็ประเทศดูไบ ปรากฏว่าประเทศไทย ไม่ส่งตัวเอง ไม่เสนอตัวเองเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการในรอบสุดท้าย เหตุผลที่ เราตกรอบ ไม่เข้าสู่รอบ ๕ คนสุดท้ายก็เป็นเพราะว่าเราส่งเอกสารไม่สมบูรณ์ ท่านประธานคะ นี่คือเรื่องของวาระแห่งชาติ ส่งเอกสารไม่สมบูรณ์มันเป็นไปได้อย่างไรคะ ท่านนายกรัฐมนตรี เดินทางไปตั้ง ๔๐ กว่าประเทศ ทําไมไม่ใช้โอกาสนั้นหาเสียงให้กับประเทศไทย มันคิดเป็นอื่น ไม่ได้หรอกค่ะเพราะว่ามันก็ชัดอยู่แล้ว ท่านไม่อยากให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัด งานครั้งนี้ เพราะเราอยากให้ดูไบเป็นเจ้าภาพมากกว่าใช่ไหมละคะ ในเมื่อมันก็มีแต่สิ่งดี ๆ ประเทศไทยก็มีความพร้อม แต่ท่านตั้งใจทําให้แพ้ตั้งแต่ต้น แล้วก็ อ้างว่าเป็นมติ ครม. แล้ว ถ้าท่านหวังดีกับประเทศไทยจริง ท่านนายกรัฐมนตรีคะ ท่านให้เป็น วาระแห่งชาติ ให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งานหลัก แต่สุดท้ายเราส่งเอกสารไปให้ คณะกรรมการจัดงานไม่ครบ ท่านต้องเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดูแลเรื่องนี้มาจัดการ เรื่องของชาติบ้านเมืองส่งเอกสารไปไม่ครบ แล้วเรื่องที่มันสําคัญกว่านี้จะไปทําได้หรือคะ ท่านประธานคะ อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วว่าศักดิ์ศรีไม่ปกป้อง ไม่ส่งเสริมประเทศ หากประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โปในปี ๒๐๒๐ จะเป็นประเทศแรก ในภูมิภาคอาเซียน ธีม (Theme) ที่จะจัดงานจะเป็นเกี่ยวข้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็หมายความว่าผู้ที่เดินทางมาร่วมงานเอ็กซ์โปหลายสิบล้านคนจะมีโอกาสได้เรียนรู้ หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธโอกาสนี้ไป เพราะอยากให้ดูไบเป็นเจ้าภาพ อีกประเด็นหนึ่งค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องของการเพิกเฉย ต่อการที่จะกํากับดูแลพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านประธานคะ มันเป็นประเด็นที่ ดิฉันได้เคยอภิปรายไปแล้วในปีที่แล้ว ในเรื่องของการคืนพาสปอร์ต (Passport) ให้กับ นักโทษชาย วันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทําหนังสือไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ทบทวน พฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใช้อํานาจในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงแล้วอนุมัติให้กระทรวง การต่างประเทศคืนพาสปอร์ตให้กับนักโทษชาย ให้กับบุคคลที่ต้องหมายศาลหลายคดี และเป็นบุคคลที่มีรายชื่อห้ามเดินทางออกนอกประเทศ คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้กระทรวง การต่างประเทศเขามีข้อบังคับว่าไม่ให้ให้พาสปอร์ตค่ะ ผู้ตรวจการแผ่นดินทําหนังสือมาถึง เจ้ากระทรวงการต่างประเทศแล้วให้ทบทวน เพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่เจ้ากระทรวงก็ยืนยันไปว่ามันทําได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ทําหนังสือกลับมายัง ท่านนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนเรื่องนี้เพราะเห็นว่ามันขัดด้วยระเบียบของกระทรวง การต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง เป็นการใช้อํานาจโดยมิชอบ คนเป็นนักโทษ คนที่ต้องหมายศาล คนที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อของผู้ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ เอาดุลยพินิจอะไร ไปคืนหนังสือเดินทางให้เขา มันผิดกฎหมายชัด ๆ มันใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็เฉยเมย เพราะอะไรละคะ ถ้าเป็นนาย ก นาย ข เป็นนักโทษหนีคุก แบบนี้ ต้องหมายศาลแบบนี้ดิฉันเชื่อว่าท่านก็คงเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาลงโทษแล้วละ แต่นี่เป็นพี่ชายของท่านใช่ไหมละคะ ท่านถึงสนับสนุนและไม่ดําเนินการใด ๆ กับ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใช้อํานาจไม่เหมาะสม
ท่านอาจารย์รัชดาครับ ประเด็นนี้ไม่ได้ยื่นถอดถอนไว้ว่าการใช้อํานาจมิชอบ ไม่มีนะครับ
ท่านประธานคะ มันอยู่ในประเด็นตรงที่ว่า
ถ้าใช้มิชอบ นี่ก็คือปฏิบัติหน้าที่มิชอบนะครับ ฉะนั้นไม่มีในประเด็นนี้
ดิฉันกําลังพูดอยู่ ในประเด็นที่ว่ามุ่งแก้ปัญหาของบุคคลในครอบครัวมากกว่าประชาชนค่ะ และดิฉัน ก็ยกตัวอย่าง ท่านประธานคะ ดิฉันจะจบแล้วค่ะ
เชิญครับ
ท่านประธานคะ ทั้งหลายทั้งปวงที่ดิฉันได้อภิปรายไปนั้นดิฉันไม่ได้อภิปรายบนความรู้สึกที่เคียดแค้น หรือเกลียดชังนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ดิฉันจดจําทุก ๆ พฤติกรรมที่นายกรัฐมนตรีชื่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กระทําต่อประเทศไทย ทั้งความไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสภา และต่อประชาชน ความไร้ซึ่งความรู้ความสามารถในการบริหารราชการ พฤติกรรมที่เป็น พวกชอบพูดอย่างทําอย่าง อ้างประชาธิปไตย และพฤติกรรมที่เห็นประโยชน์ของคน ในครอบครัวเหนือกว่ากฎหมายของบ้านเมือง เหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ พฤติกรรมแบบนี้ดิฉันรับไม่ได้ และนั่นก็คือเหตุผลที่ทําให้ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรให้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ลาออกเสียเถอะค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เอาประเด็นที่ท่านถูกพาดพิง ๔-๕ ประเด็นนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี แต่บังเอิญพาดพิงมาถึงกระทรวงการต่างประเทศ และถึงผมในหลายเรื่องด้วยกัน ต้องใช้เวลานิดหนึ่งครับท่านประธานเพื่อจะชี้แจงให้ ท่านสมาชิกได้เข้าใจ ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหายกับผมในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศและถูกกล่าวหาว่าไปเดินทางร่วมคณะกับท่านนายกรัฐมนตรี ไปต่างประเทศ เสียเงินเสียทองและไม่ได้ประโยชน์ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก่อนที่ท่านจะไปเยือนประเทศไหน ผมเอง เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้เตรียมการทั้งหมด ที่จะให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือน โดยเฉพาะที่เมื่อสักครู่ท่านพยายามจะหยิบยกประเทศเล็ก ๆ แถวแอฟริกา ไปหาว่าประเทศเขาเล็ก ไม่มีอะไร ท่านจะรู้อะไรครับ ผมถามว่าท่านรู้อะไร ท่านถึงไปกล่าวหาว่าประเทศเขาไม่มีอะไร ผมนี่นะครับ ที่ท่านพยายามบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ไปไนจีเรีย ไม่ไปเซาท์ แอฟริกา ผมไปมาเรียบร้อยแล้วครับ เตรียมการให้ท่านนายกรัฐมนตรี จะไปเยือน แต่การไปเยือนในประเทศต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาและจังหวะจะต้องได้กัน ระหว่างผู้นํา แต่สิ่งที่ผมภาคภูมิใจและท่านนายกรัฐมนตรีภาคภูมิใจมากที่สุด คนไทยควรจะภูมิใจ ก็คือการเยือนของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ ปี ๒ เดือน ท่านประธาน ท่านไปเยือนอย่างเป็นทางการ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายครับ ฝ่ายค้านนะครับ โดยดอกเตอร์รัชดา อภิปรายนายกรัฐมนตรี ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีชี้แจงในฐานะอะไรครับ ทําไม นายกรัฐมนตรีไม่มาตอบ ไม่มาชี้แจงเองละครับ พวกเรารอฟังอยู่ครับ
พาดพิงเสียหายครับ เสียหาย
ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้อง
เดี๋ยวนะครับ ๆ อย่าเพิ่งโต้เถียงกัน ผมจะวินิจฉัยก่อนนะครับ เอาประเด็นของท่านก่อน ผมอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงเพราะ ประเด็นแรก ที่ผู้อภิปรายกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่มีความรู้ในการ ไปค้าขายกับต่างประเทศ เดินทางไป ๕๓ เที่ยว ๔๓ ประเทศ ใช้เงิน ๓๗๓ ล้านบาท
ถูกต้อง
ประเด็นนี้เขาเสียหายว่าไม่มีความรู้ในการค้าขายนี้ต้องให้เขาชี้แจง ประเด็นแรกก่อนนะครับ
ประเด็นที่ ๒ อันนี้ก็ชัดเจน เรื่องที่ท่านบอกว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องพาสปอร์ตอันนี้ท่านก็ต้องชี้แจง เพราะกระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบ
ถูกต้อง
แล้วก็ประเด็นที่ ๓
เรื่องเอ็กซ์โป
ที่ท่านอาจารย์รัชดาบอกว่าการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป เรื่องของทางกระทรวงการต่างประเทศ จะต้องชี้แจงว่ามันเป็นเพราะอะไร ที่ท่านบอกว่าตั้งใจแพ้ตั้งแต่ต้น ปฏิเสธ ให้ดูไบ เป็นเจ้าภาพนะครับ อันนี้เขาจะต้องชี้แจง เดี๋ยวให้ชี้แจง ผมอนุญาตแล้ว เชิญครับนั่งลงครับ
ก็ขอให้แจงเท่าที่จําเป็นนะครับ
ใช่ ผมฟังอยู่ครับ ให้ชี้แจงก่อน
ท่านก็ให้ท่านนายกรัฐมนตรี มาชี้แจง
อันนี้เขาชี้แจงในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เขารับผิดชอบ ต้องฟัง เขาก่อนนะครับ เชิญ อนุญาตครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน เดี๋ยวผมจะชี้แจงว่า ๓๐๐ กว่าล้านบาท ที่กล่าวหาว่าผมกับท่านนายกรัฐมนตรีเอาไปเยือนต่างประเทศ ๔๐ กว่าประเทศนั้นเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดิน ๒ ปี ๒ เดือน ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือน อย่างเป็นทางการ ๔๐ ประเทศครับ ในขณะที่รัฐบาลที่แล้ว อดีตท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๒ ปี ๘ เดือน ไปเยือนอย่างเป็นทางการ ๑๕ ประเทศครับ แล้วมีผู้นําจากต่างประเทศ มาเยือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๒ ปี ๒ เดือน ผู้นําต่างประเทศมาทั้งหมด ๒๕ คนครับ แต่รัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ ๒ ปี ๘ เดือน มาเยือนอย่างเป็นทางการ ๘ คนครับ ต่างกันเยอะเลยครับ นอกจากนั้นครับการไปเยือนประเทศต่าง ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เราได้ เตรียมการทั้งหมดที่จะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือต่าง ๆ ๒ ปี ๒ เดือน ท่านประธาน ๙๔ ฉบับ ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์น้อยนิดครับ ๑๖ ฉบับ เป็น ๒ ปี ๘ เดือน ท่านประธาน อย่างนี้จะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความรู้ด้านการต่างประเทศ เอาเงิน ๓๓๐ กว่าล้านบาท ไปถลุง พูดอย่างนี้ได้อย่างไร เสียหายครับท่านประธาน ผมจะเปรียบเทียบครับ การค้ากับ ต่างประเทศ รัฐบาลอภิสิทธิ์ในระหว่างเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประทานโทษครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ๑๓,๐๓๙,๒๑๕.๙๖ บาท
ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๑๔,๓๓๖,๐๑๗ บาท
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วงก่อนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมต้อง ขอประทานโทษที่ต้องประท้วงผู้เป็นประธานนะครับ ผมคิดว่าท่านประธานและผม เราก็อยู่กันในสภามานาน วันนี้พวกผมก็ทําหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือการควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๑๕๘ แต่ว่าการกระทําของรัฐมนตรีที่ลุกขึ้นมาตอบ ไม่ได้ใช้สิทธิในการพาดพิงเลยครับ เพราะว่าการอภิปรายของท่านดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม มุ่งอภิปรายต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน การอภิปรายของรัฐมนตรีท่านนี้ ผมไม่แน่ใจ ว่าที่เขาบอกว่าท่านไม่มีความรู้ความเข้าใจนี่คงจริง แต่วันนี้ไม่ได้อภิปรายท่านนะครับ
เอานะครับ
อย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านจะไปเปรียบเทียบอย่างนี้ได้อย่างไรครับ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี โดยหลักแล้ว ในทางการทูตเขาก็จะเยี่ยมเยียนประเทศที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านก่อน หลังจากนั้นก็จะไป เยี่ยมเยียนประเทศมหาอํานาจหรือมีความสัมพันธ์ทางการทูต แต่นี่ของท่านไปเปรียบเทียบ โดยเอาบุคคล
เอาอย่างนี้ครับ คืออย่างนี้ครับ ท่านประท้วง เอาละครับ
ถ้าท่านให้รัฐมนตรีชุดนี้ อภิปรายเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน เท่ากับเป็นบรรทัดฐานให้กับรัฐมนตรีคนอื่น ต่อไป นายกรัฐมนตรีก็ไม่ต้องตอบสิครับ พอพูดถึงความล้มเหลวด้านอื่นรัฐมนตรีคนอื่นก็ขึ้นมา เปรียบเทียบกับรัฐบาลที่แล้วหมด ท่านประธานจะวางบรรทัดฐานอย่างนี้ไม่ได้ ผมไม่ยอมครับ
เอาอย่างนี้ครับ นั่งลงครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ ผมให้สิทธิท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศพาดพิงนะครับ ขอความกรุณาเอาเฉพาะประเด็นที่พาดพิงเสียหาย ท่านก็ชี้แจงไป ขอความกรุณาอย่าไปเปรียบเทียบนะครับ ประเด็นที่ผมได้เกริ่นไปแล้ว ก็คือ ๑. ที่กล่าวหาว่าไม่มีความรู้ในการไปต่างประเทศนะครับ มีท่านนายกรัฐมนตรีฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อันนี้ท่านก็ ชี้แจงไปว่าท่านไปอย่างไรก็เรื่องของท่านนะครับ ประเด็นที่ ๒ เรื่องของพาสปอร์ต ประเด็นที่ ๓ เรื่องการไม่ส่งเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ในการจัดงาน ๓ ประเด็นนะครับ เอาเฉพาะประเด็น ไม่ต้องไปเปรียบเทียบนะครับ ท่านก็ชี้แจงไป เอาที่พาดพิงแล้วกัน
ท่านประธานครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกไม่มาพาดพิงผม ผมก็เป็น ส.ส. มา นาน ๆ พอ ๆ กับท่านนะครับ ก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่สิ่งที่มาพาดพิงผม ผมจะต้อง สร้างความเข้าใจครับ ไม่อย่างนั้นผมเสียหายครับท่านประธาน มาดุ ๆ ผมได้อย่างไร ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
คืออย่างนี้ครับ ท่านชี้แจงเลยนะครับ ขอความกรุณานั่งฟังหน่อยครับท่านชินวรณ์
ก็ชี้แจงครับ เพราะว่าวันนี้จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีกับผม เดินทางไปต่างประเทศ ร่วมคณะกันมา มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีต่าง ๆ ไป ทําให้การค้าขายเจริญเติบโตมากครับท่านประธาน จะไม่พูดตัวเลขก็จะดูน่าเกลียด เอาง่าย ๆ ว่าเพิ่มจากรัฐบาลอภิสิทธิ์เยอะก็แล้วกัน การท่องเที่ยวจากเดิม ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้ ๒๔ ล้านบาท เพิ่มมาหมดครับ คิดง่าย ๆ ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวมันเพิ่มขึ้นมา เมื่อเทียบกับ ๓๐๐ กว่าล้านบาทที่ใช้จ่ายในการเดินทางมันคุ้มกันหรือไม่ โดยเฉพาะ มัลดีฟส์ครับ ประเทศเขาเป็นเกาะเล็ก ๆ เขามีความสวยงาม ท่านนายกรัฐมนตรีก็พา นักธุรกิจไทยไปเพื่อจะไปลงทุนในการท่องเที่ยวในประเทศนั้น ๆ จะหาว่าประเทศเขา เล็กน้อยได้อย่างไร ท่านมีอะไรจะรู้ว่าเขามีอาหารทะเลมากมาย มีสัตว์ทะเลน้ําเค็มที่จะมา ทําให้การส่งออกอาหารทะเลของประเทศไทยได้
มีผู้ประท้วงครับ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศที่ใช้สิทธิ คือท่านประธานวินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วว่าให้รัฐมนตรี ชี้แจงใช้สิทธิพาดพิง ๓ ประเด็น ประเด็นแรกก็เรื่องเกี่ยวกับการใช้เงิน ประเด็นที่ ๒ การทํา พาสปอร์ต ทีนี้การอภิปรายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศใช้สิทธิในการ พาดพิง แต่ว่าอภิปรายเสียดสี มีภูมิปัญญาเพียงแค่ประเมินเปรียบเทียบจํานวนครั้ง ผู้นําต่างประเทศมาเยือน เขามาเยือนเรา เราไปเยือนเขา มีภูมิปัญญาแค่นี้ครับท่านประธาน
เอาประเด็นที่ท่านประท้วงก่อน ผมจะได้รู้
ผมก็ประท้วงท่านประธานครับ แล้วก็ ประท้วงท่านรัฐมนตรีที่ใช้สิทธิ แล้วก็ใช้สิทธิเกินขอบเขตตามที่ท่านประธานอนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑
เดี๋ยวผมกําชับอีกทีหนึ่งนะครับ ได้ครับ
ผมจะสรุปให้ท่านประธานทราบว่า ท่านประธานวินิจฉัยไปแล้ว แล้วก็ยังใช้สิทธิฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ในการเสียดสี แล้วก็ มีภูมิปัญญาน้อยนิด
คืออย่าไปพูดภูมิปัญญาเดี๋ยวมันก็เสียดสีกันไป คือ ๓ ประเด็น เดี๋ยวผมอ่านประเด็นดีกว่า จะได้เข้าใจง่ายขึ้น เขากล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไป ๔๓ ประเทศ ๕๓ เที่ยว ใช้เงิน ๓๗๓ ล้านบาท ไม่มีความรู้ในการค้าขาย ท่านก็อธิบายไปประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เรื่องการจัดงานเวิล์ด เอ็กซ์โปว่าท่านส่งเอกสารไม่สมบูรณ์ แล้วก็ไม่ตั้งใจ ให้เกิดขึ้น แต่ให้อีกประเทศหนึ่งดําเนินการเป็นเจ้าภาพ อันนี้ท่านเสียหายละ ผมให้ชี้แจง และเรื่องการคืนพาสปอร์ต ท่านก็บอกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งมาแล้ว แต่ท่านไม่ดําเนินการ อันนี้ท่านก็ต้องชี้แจง เอา ๓ ประเด็นก่อนท่านอาจารย์ครับ เอาทีละประเด็นก่อน เชิญครับ
ท่านประธานคะ เพื่อให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ตอบการอภิปรายของดิฉันให้ตรงประเด็น ดิฉันเข้าใจว่า ท่านประธานจดผิดไปนิดหนึ่งนะคะ ดิฉันบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ ต่างประเทศ ท่านไปทําไมที่มัลดีฟส์ ขนคณะรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ดิฉันไม่ได้บอกว่าคณะรัฐมนตรี ที่ไปกับท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่มีความรู้ แต่ดิฉันบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความรู้ เรื่องการค้าขายต่างประเทศค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเวลาจะตอบ ตอบให้ตรงประเด็น
เอาละครับ ให้ท่านตอบก่อน
ท่านประธานคะ ดิฉันถามด้วยนะคะว่า ไปนี้ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรที่มันเป็นเนื้อเป็นหนังบ้าง ไม่ใช่ ไปเอ็มโอยูกี่ฉบับ เป็นร้อยฉบับก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ
ก็ท่านกําลังชี้แจงอยู่ครับ
ก็ให้ท่านตอบ ให้ตรงสิคะ จะมาบอกว่าเอ็มโอยู ๙๔ ฉบับ มันคิดเป็นอะไรได้บ้าง การค้าขายขาดดุลอยู่ทุกวันนี้ ยังจะมาอ้างอีกว่าเป็นผลงาน
เอาละครับ ตอบตรงประเด็นนะครับ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบนะครับ
คือท่านประธาน เขาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความรู้ เรื่องการค้าขายกับต่างประเทศใช่ไหมครับ เมื่อกี้พูดชัดนะครับ ก็ไปทั้งหมด ๔๑ ประเทศ ที่ไปเยือนอย่างเป็นทางการ ท่านนายกรัฐมนตรีค้าขายเก่งครับ วันนี้ต่างชาติก็มาค้าขาย กับประเทศไทย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปีนี้นะครับทํามาค้าขายได้ ๑๔ ล้านล้านบาท สมัยท่าน ๑๓ ล้านล้านบาท การลงทุนต่างประเทศสมัยท่าน ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ๖๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะหาว่าท่านค้าขายไม่เก่งได้อย่างไร นักลงทุนต่างชาติ วิ่งเข้ามาลงทุนกัน มาค้าขายกับเรา อันนี้จบประเด็นแรกนะท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ ครับ เรื่องเกี่ยวกับงานเอ๊กซ์โป ผมต้องบอกอย่างนี้ครับว่า เวิลด์เอ๊กซ์โปนั้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นคนเตรียมเอกสารทั้งหมด ผ่าน สสปน.
เดี๋ยวนะครับ ให้จบประเด็นนี้ก่อนได้ไหมครับ เดี๋ยวนะครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เชิญผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ครับ ท่านประธานครับ ท่านที่ยืนอยู่นั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการอภิปราย ไม่ไว้วางใจเลยนะครับ
ไม่ใช่ท่านประท้วงอะไรครับ เดี๋ยวนะครับ
ผมประท้วงว่ารัฐมนตรี ไม่มีหน้าที่มาแก้ตัวแทนนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานต้องสั่งให้หยุดการแถลง แล้วให้นายกรัฐมนตรีมาตอบแทนครับ
เอาละครับ ผมจะได้วินิจฉัย คืออย่างนี้ครับท่านไชยวัฒน์ครับ ผู้อภิปรายได้อภิปราย ส่วนจะ ตรงกันหรือไม่ผมไม่รู้ รู้แต่ว่าผมได้จดประเด็นว่าท่านไป ๕๓ เที่ยว ๔๓ ประเทศ ใช้เงิน ๓๗๓ ล้านบาท โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศ กลาโหม พาณิชย์ แล้วก็ขมวดกันบอกว่า ไม่มีความรู้และเข้าใจในการค้าขาย ท่านก็ชี้แจงไปแล้ว ก็เท่านั้นเอง
ก็ไม่ได้หรอกครับท่านประธานครับ
ผมวินิจฉัยไปแล้ว ไม่ได้ไม่ได้หรอกครับ ก็วินิจฉัยไปแล้วครับ
ไม่ได้ครับ เดี๋ยวรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมมาพูดอีก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาพูดอีก
วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ก็ท่านพาดพิงจะให้ผมทําอย่างไรครับ
ถ้าผิด ท่านก็วินิจฉัยใหม่สิครับ
วินิจฉัยไปแล้วจะวินิจฉัยใหม่ไม่ได้นะครับ เดี๋ยวเอาประเด็นที่ ๒ ก่อนนะครับ ไม่หรอกครับ พอวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็นที่ยุตินะครับ คือท่านจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของท่าน แต่ผมวินิจฉัย แล้วก็ถือว่าต้องยุตินะครับ อย่างนั้นมันเดินไม่ได้นะครับ
ท่านประธาน ให้ผมพูดให้จบสิครับ
คืออย่างนี้ พูดให้จบทุกคนมันก็ไม่จบนะครับ เปิดไมค์ให้ท่านหน่อย
ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัด เพชรบูรณ์ครับ มันจะจบเร็วขึ้นถ้าท่านประธานปฏิบัติตามข้อบังคับ ท่านบอกว่าวินิจฉัยผิด แล้วแก้ไขใหม่ไม่ได้
ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านจะมาต่อล้อต่อเถียง ไม่เอานะครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ เชิญท่านประเด็นที่ ๒ และที่ ๓ ให้จบนะครับ
ตกลงให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศแก้แทนนายกรัฐมนตรีหรือครับ
ผมก็เหมือนกับหลายท่านที่ท่าน
ท่านประธาน ท่านต้องบอก
เดี๋ยวนะครับ ไม่อนุญาตครับ ไม่โต้เถียงกันนะครับ ทีละท่าน ใจเย็น ๆ นะครับ ท่านนั่งลง ก่อนครับท่านไชยวัฒน์ครับ ผมให้นั่งลงก่อนนะครับ ก็เหมือนท่านหลายท่านที่ถูกพาดพิง นะครับ ผมก็ให้สิทธิท่านชี้แจงเท่าประเด็นที่ท่านเสียหายเท่านั้นเอง ส่วนประเด็นของ ท่านนายกรัฐมนตรียังมีอีกหลายประเด็นที่ผู้อภิปรายได้กล่าวหาท่าน อันนั้นเดี๋ยวให้เป็น หน้าที่ของท่านนะครับ เชิญเอาเฉพาะประเด็นที่กล่าวหาว่าเรื่องของเอกสารไม่สมบูรณ์ที่ท่าน รับผิดชอบกับประเด็นหนังสือเดินทางนะครับ ๒ ประเด็น เอาให้จบทีละท่าน
ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ครับ ถามก่อนว่าท่านอนุญาตให้พูด เสียหายตรงไหนครับ ต้องบอกก่อนว่าเสียหายตรงไหน ที่จะต้องพูด
ท่านนั่งลงสิครับ ผมบอกว่าให้เขาใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เขาต้องบอกว่าเขาเสียหายแล้วเขา ก็จะอธิบาย ท่านนั่งลงสิครับ ท่านมายืนเถียงกับประธานอย่างไรครับ เชิญครับ ใช้ประเด็น ที่ท่านเสียหายจากเรื่องการจัดงาน ท่านอธิบาย
ท่านประธาน ครับกรณีเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เมื่อสักครู่ ส.ส. อภิปรายกล่าวหาทําให้ผมเสียหายก็คือกล่าวหาว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่หาเสียง ในขณะที่เดินทางไปต่างประเทศร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรี อย่างนี้ชัดเจนไหม เสียหายไหมครับ และกล่าวหาว่าผมไปฮั้วให้ดูไบชนะ พูดได้อย่างไร ผลยังไม่ออกเลย กล่าวหาอย่างนี้เสียหาย ต้องให้ชี้แจงสิครับ ท่านต้องบอกคนของท่านเวลาอภิปราย อย่ามากล่าวหา
ท่านไชยวัฒน์ครับ อดทนนิดหนึ่ง เขาบอกว่าเขาเสียหายก็ให้เขาชี้แจงก็เท่านั้นเอง เขาก็พูด กับประธาน ทุกคนก็พูดกับประธานนั่นละครับ นั่งลงเถอะครับ เขาจะได้ชี้แจงเป็นเรื่อง ๆ ไม่อนุญาตแล้วครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกําลังชี้แจงเหลืออยู่ ๒ ประเด็น เท่านั้นเองก็จบแล้ว สั้น ๆ ท่านอาจารย์สรรเสริญท่านรออยู่ เชิญประเด็นที่ ๒ ก่อนนะครับ
ท่านประธานกรณีเวิลด์ เอ็กซ์โปนี้นะครับ จริงอยู่รัฐบาล ประกาศว่าเป็นวาระแห่งชาติ แต่ผู้ที่รับผิดชอบในการดําเนินการคือ สสปน. ซึ่งขึ้นอยู่กับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการเตรียมความพร้อมด้านเอกสารที่จะเตรียมให้ คณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบนั้นปรากฏว่า สสปน. เตรียมไม่พร้อมครับก็ทําให้ตกไป กรรมการเขามาดูเขาก็เห็นว่าประเทศไทยไม่พร้อมเขาก็ไม่ให้เข้ารอบ พูดง่าย ๆ ตกรอบ พอตกรอบแล้วจะให้ผมไปหาเสียงได้อย่างไร พูดกี่ครั้งท่านก็ไม่เข้าใจ ท่านก็พยายาม จะกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้พยายามที่จะให้ตกรอบเพื่อที่จะให้ดูไบชนะ พูดได้อย่างไร แล้วกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้เกี่ยว กระทรวงการต่างประเทศจะไปหาเสียงก็ต่อเมื่อ ได้เข้ารอบแล้ว ประเทศไทยได้เข้ารอบถึงจะไปหาเสียงนะครับ อันนี้จบนะครับท่านประธาน ชี้แจงแล้วนะครับ ประท้วงอีก
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ การชี้แจง ผู้ที่มีสิทธิอภิปรายชี้แจง ข้อ ๑๗๑ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภาเพื่อชี้แจงด้วยตนเอง หากมีเหตุจําเป็นอันมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ทําให้ไม่อาจชี้แจงต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อประธานสภาก่อน แล้วเมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีท่านตอบเองว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่เกี่ยว เมื่อไม่เกี่ยวท่านจะชี้แจง ทําไมละครับ ก็ให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงสิครับ
เอาละครับ คืออย่างนี้ท่านฉัตรพันธ์ครับ เดี๋ยวนะครับนั่งลงก่อนครับ ท่านผู้อภิปราย ท่านอภิปรายในเฉพาะประเด็นนี้นะครับ มีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องการจัดงานที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยามันไม่เกิดขึ้นนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นการจัดส่งเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ ในการจัดงานและไม่ไปประสานงานหรือล็อบบี้ให้มีการจัดงานที่ประเทศไทย แต่ให้ไปจัด ที่ต่างประเทศ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านก็บอกว่าท่านได้ชี้แจงแล้ว ในประเด็นนี้มันก็ยุติแล้วนะครับ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรผมไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าท่านพูดมาอีก ฝ่ายหนึ่งก็ตอบไปก็เท่านั้นเองนะครับ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรไม่รู้ เชิญประเด็นที่ ๓ เรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิน เชิญครับ ท่านประท้วงอยู่ใช่ไหม เชิญครับ
ผมประท้วงท่านประธานครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเมื่อสักครู่นี้ ท่านไชยวัฒน์ประท้วงท่านประธาน แล้วก็บอกท่านประธานว่าท่านรัฐมนตรีท่านไม่มีสิทธิ อภิปราย ท่านประธานก็บอกว่าเขาอภิปรายเพื่อใช้สิทธิพาดพิงถูกไหมครับ ทีนี้เมื่อใช้สิทธิ พาดพิง เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีท่านบอกชัดเจนว่าเรื่องเวิล์ด เอ็กซ์โป เป็นเรื่องที่ ทางกระทรวงการต่างประเทศไม่เกี่ยว แต่อภิปรายมาทั้งหมดก่อนหน้านี้คือการตอบแทน นายกรัฐมนตรีครับ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ไม่ได้ ต้องลบบันทึกรายงานการประชุม มาตอบแทนได้อย่างไร ข้อ ๑๗๑ เขาเขียนไว้ชัดเจนครับท่านประธาน
เอาละครับพอแล้วครับ ๆ
ท่านประธานวินิจฉัยครับ
ผมให้ชี้แจงแล้ว เชิญประเด็นที่ ๓ ครับ
ไม่ใช่ท่าน ผมขอให้ลบรายงานการประชุม ท่านบอกว่าที่เขาตอบแทนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเขาไปยุ่งอะไรครับ เขาไม่เกี่ยว ไปตอบ แทนเขาทําไม
คืออย่างนี้ครับ ถ้าท่านเป็นรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าท่านไม่ไปล็อบบี้เพื่อที่จะให้มีการจัดงาน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้อเท็จจริงผมก็ไม่ทราบ จะจริงเท็จไม่รู้ รัฐมนตรีผู้ที่รับ ดําเนินการเขาก็ชี้แจงไปแล้วก็เท่านั้นเอง เดี๋ยวเอาประเด็นที่ ๓ แล้วกัน เชิญผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องหนังสือเดินทาง ชี้แจงแล้วนะครับ เชิญต่อครับ
เรื่องหนังสือเดินทางที่พยายามจะกล่าวหาว่ากระทรวง การต่างประเทศไม่ดําเนินการยึดหนังสือเดินทาง ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน เรื่องของเรื่องนี่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไปยึดพาสปอร์ตของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณคืน โดยใช้ข้อบังคับของกระทรวงการต่างประเทศข้อ ๒๓ (๗) กล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ อยู่ต่างประเทศจะเป็นภัยต่อประเทศไทย ผมมารับตําแหน่งผมก็ใช้ข้อ ๒๓ (๗) เพราะผมมองว่า ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณอยู่ต่างประเทศไม่ได้เป็นภัยต่อประเทศไทย ก็แค่นั้น การคืนพาสปอร์ต หรือไม่ก็เป็นหน้าที่ เป็นดุลยพินิจของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
(นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ไม่ต้องยกมือหรอกครับ เดี๋ยวให้พูด ท่านประธานให้ผมจบก่อน พยายามที่จะกล่าวหาว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไปร้องกันมา ผู้ตรวจการแผ่นดินทําหนังสือ มาแล้วครับ มาถามที่กระทรวงผม โดยท่านปลัดกระทรวงก็ตอบไปว่ามันเป็นไป ตามกฎระเบียบของกระทรวง การคืนหรือไม่คืนเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ก็แค่นั้น จะเอาอะไรกันนักกันหนาครับ เดี๋ยวจะคืนเล่มแดงให้ท่านด้วย
พอแล้วครับ เดี๋ยวครับ มีท่านวิทยา มีอาจารย์รัชดา ทีละท่านก่อน ท่านรองนายกรัฐมนตรีก่อน ให้ทางนี้ก่อนนะครับ เอาประเด็นของท่านก่อน เดี๋ยวอีก ๒ ท่านฝั่งนี้นะครับ เดี๋ยวจะให้ ทุกท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมต้องขอประทานโทษท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่จะขึ้นตอบชี้แจง เนื่องจากว่ามีประเด็นพาดพิงถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของผม แล้วก็ จําเป็นใช้สิทธิพาดพิงครับ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย แล้วสิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญ ผมเองก็ได้ ถูกท่านองค์มนตรีเชิญ แล้วก็ฝากประเด็นนี้ แต่เมื่อมีท่านสมาชิกอภิปรายดูเสมือนว่า เป็นความบกพร่องของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีต่อเวิลด์ เอ็กซ์โปที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ผมเรียนด้วยความเคารพว่าประเด็นนี้ผมได้กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นก็คือ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ขณะที่ผมดํารงตําแหน่งเป็นรัฐมนตรี สิ่งสําคัญที่สุด ท่านสมาชิกอภิปรายว่าจะมีการสร้างงานเกิดขึ้น ๒๐,๐๐๐ ล้าน มีประชาชนหรือมีผู้ที่จะใช้ แรงงาน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าอัตรา ท่านนายกรัฐมนตรีตอบข้อเท็จจริงกับผมว่าถ้าเราจะต้อง ลงทุนอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านวิทยา เราก็จําเป็น ผมเองได้เป็นคนกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองครับ เป็นปีมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น เราไม่สบายใจ จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ว่าพี่น้องประชาชนที่นั่นก็อยากจะได้ แต่ทุกคนเข้าใจครับว่าถ้าจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยามันไม่ปลอดภัย ไม่คุ้มกับการลงทุนก็ยินดีที่จะต้องยอมรับ แต่ผมได้กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าถ้ามันมีโอกาสให้กับประเทศไทย ได้คํานวณ แล้วว่าลงทุนอีกประมาณ ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกกับผมเองว่า ท่านยินดี อันนี้เป็นสิ่งที่ข้อเท็จจริงนะครับ มันต่างกับที่ท่านสมาชิกที่ได้อภิปราย พยายาม บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองไม่ให้ความสนใจ ผมขอเรียนในฐานะที่เป็นผู้แทนจังหวัด พระนครศรีอยุธยาว่าผมอธิบายให้คนพระนครศรีอยุธยาได้เข้าใจเรื่องนี้ และผมยินดีว่า จังหวัดของผมยินดีว่าถึงแม้ไม่ได้รับการพิจารณา แต่ก็ขอบคุณรัฐบาลที่ผ่านมาว่าพยายามจะ ให้โอกาสจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่เรายอมรับความเป็นจริงครับ เพื่อไม่ให้เกิดความ เสียหายกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนะครับ ผมขออนุญาตชี้แจง และไม่ให้เกิดความเสียหาย กับจังหวัดของผมว่าทําไมถึงไม่ได้โอกาสนี้จากรัฐบาล ขอบคุณครับท่านประธาน
เอาอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวผมถามประเด็นท่านชวนนท์ก่อนมีประเด็นอะไร หนังสือเดินทางใช่ไหม เดี๋ยวครับ ผมให้จบประเด็นท่านรองนายกรัฐมนตรีก่อน เดี๋ยวหนังสือเดินทางค่อยว่ากัน อีกรอบหนึ่ง ท่านรองนายกรัฐมนตรีเชิญครับ เอาประเด็นของท่านก่อน หนังสือเดินทาง เดี๋ยวค่อยเอาจบทีเดียวเลย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวถึงโครงการหวยบนดิน แล้วก็พูด ในทํานองว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน ก็เป็นเรื่องที่ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ แล้วจะ ขออนุญาตใช้เวลาไม่มากครับท่านประธาน เนื่องจากกระผมเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาล ชุดนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดที่ได้อนุมัติโครงการหวยบนดิน แล้วกระผมก็เป็นคนหนึ่งครับที่เป็นจําเลยในคดีหวยบนดินร่วมกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งคณะ ท่านประธานครับ ที่มาของเรื่องหวยบนดินนี้ มาจากเหตุที่เกิดขึ้นในเมืองไทยมาเป็นเวลานานครับ ก็คือหวยใต้ดิน หวยใต้ดินซึ่งเป็นธุรกิจ ผิดกฎหมาย มีเงินหมุนเวียนแต่ละปีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเจ้ามือหวยใต้ดิน เยอะแยะเต็มไปหมด แล้วคนเหล่านี้ก็ทําธุรกิจผิดกฎหมาย มีเงินที่ได้จากการค้าหวยใต้ดิน ไม่เคยเสียภาษี คนเหล่านี้เขาใช้เงินในการที่ไปทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจํานวนหนึ่งเข้ามาร่วม กระบวนการก็เกิดผลเสียหายต่อการบังคับใช้กฎหมาย เกิดการเสื่อมประสิทธิภาพของการ บังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลในสมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็เลยเห็นว่าถ้าเราสามารถ นําหวยใต้ดินขึ้นมาเป็นธุรกิจที่ถูกต้อง เพราะเราไม่สามารถขจัดหวยใต้ดินได้ครับ ก็เลยให้ สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกสลากกินแบ่ง ๒ ตัว ๓ ตัวมาขายกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย หลวงก็ได้ภาษีด้วย เงินที่ได้จากการขายหวยสลากกินแบ่ง ๒ ตัว ๓ ตัวนี้ใช้เพื่อเป็น ทุนการศึกษาทั้งสิ้น ต่อมาหลังจากมีการยึดอํานาจเมื่อปี ๒๕๔๙ ก็มีการดําเนินคดีในเรื่องนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองครับท่านประธานได้ตัดสิน พวกผมถูกตัดสินยกฟ้อง มีจําเลย ๒-๓ คนครับที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด แต่ไม่ใช่การทุจริต คอร์รัปชัน การทุจริตคือการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับ ตนเองหรือผู้อื่น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ตัดสินชัดเจนครับ ว่าไม่มีการทุจริต ไม่มีใครได้ประโยชน์ตรงนี้เป็นส่วนตัวเลย เงินทุกบาททุกสตางค์ก็นําไปใช้ เป็นทุนการศึกษาให้นักเรียนทั้งสิ้น แต่ว่าศาลฎีกาท่านบอกว่าสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นั้นไม่มีอํานาจออกหวยแบบนี้ ก็เลยมีผู้ที่ถูกลงโทษเพราะว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองท่านบอกว่าออกสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้ ๒-๓ ท่าน แต่รับประกันได้ครับว่าไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันโดยเด็ดขาดครับท่านประธาน
ท่านชวนนท์ก่อน เดี๋ยวอาจารย์รัชดาสุดท้าย เอาประเด็นหนังสือเดินทางใช่ไหมครับ ท่านเกี่ยวข้องอย่างไร เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ใช้สิทธิพาดพิง เพราะว่าเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีพูดว่าการเพิกถอนหนังสือเดินทางในสมัยกระทรวง การต่างประเทศรัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งผมเป็นเลขานุการรัฐมนตรี สิ่งที่ต้องกราบเรียน ให้สภาแห่งนี้เข้าใจในกระบวนการเพิกถอนหนังสือเดินทางเพราะท่านรัฐมนตรีนั้น ท่านบิดเบือนข้อเท็จจริงครับ
คืออย่างนี้ได้ไหมครับ เวลาท่านชี้แจงอย่าไปกล่าวหา ท่านก็อธิบายของท่านไป มันจะเป็น การโต้วาที
เพราะว่าท่านรัฐมนตรีนั้น ท่านพูดอย่างนี้ครับ บอกว่ากระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ยกเลิกหนังสือเดินทางโดยใช้ระเบียบ ข้อ ๒๓ (๗) ซึ่งอยู่ในหมวดว่าด้วยการยกเลิก หนังสือเดินทาง อันนี้ถูกต้องครับ แต่เมื่อหนังสือเดินทางถูกยกเลิกไปแล้ว ถ้าท่านจะ พิจารณาให้หนังสือเดินทางกับผู้ที่ถูกยกเลิก เขาไม่มาดูหมวดยกเลิกหนังสือเดินทางครับ เขาก็ต้องไปดูหมวดว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง แต่ท่านมาบอกว่าท่านไม่เห็นตรงกับ รัฐบาลชุดที่แล้ว คือการอยู่เมืองนอกของคุณทักษิณไม่เป็นอันตราย ท่านก็บอกท่านยกเลิก ข้อ ๒๓ (๗) แปลว่าหนังสือทางกลับไปอยู่กับคุณทักษิณ ไม่ใช่ครับ ท่านใช้ตรรกะอะไรครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องใช้ข้อ ๒๑ ครับ แล้วข้อ ๒๑ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง (๒) (๓) (๔) เขาบอกครับว่าท่านต้องยับยั้งเมื่อทราบว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งกําลังรับโทษในคดีอาญา
เอาว่าท่านได้ชี้แจงแล้วละครับว่าในสมัยของท่านนี้ท่านระงับเพราะอะไรนะครับ ส่วนของ รัฐบาลปัจจุบันท่านจะให้เพราะอะไรก็เรื่องของท่านไปนะครับ จะไม่ไปโต้แย้งกันละครับ ฟังดู ผมอยากจะเอาเฉพาะประเด็นของท่านที่ท่านบอกว่ายกเลิก เท่านั้นเองนะครับ ท่านก็ ชี้แจงของท่านไปในประเด็นนี้นะครับ เชิญครับ
พูดถึงระเบียบครับท่าน เพราะฉะนั้น (๓) เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานสั่งห้ามไม่ให้เดินทางออก นอกราชอาณาจักร (๔) เมื่อผู้ร้องกระทําผิดกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติทางราชการ คุณทักษิณไม่เข้าข้อไหนครับ เข้าทั้ง ๓ ข้อครับ แล้วผู้ตรวจการแผ่นดินเขาก็ชี้ว่าทํา ท่านกระทําการขัดระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้นนี่เป็นข้อเท็จจริงครับ ท่านพูดหลายครั้งครับ ท่านยกเลิกคําสั่ง ยกเลิกไม่ได้แปลว่าหนังสือเดินทางจะกลับ
ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงใครเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็ต้องพาดพิงกระทรวงการต่างประเทศอีก เดี๋ยวให้จบประเด็นนี้ เดี๋ยวอาจารย์รัชดาค่อยขมวดทีเดียวเลยนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เพื่อความชัดเจน พอดีเจ้าหน้าที่ กระทรวงการต่างประเทศส่งข้อมูลที่มีการลงนามกันเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น นายกษิต ภิรมย์ ได้มีคําสั่งยกเลิก หนังสือเดินทางธรรมดาของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ตามมาตรา ๒๓ (๗) ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกและเรียกคืนหนังสือเดินทางได้เมื่อพิจารณา เห็นว่าหากให้ผู้ถือหนังสือเดินทางยังอยู่ในต่างประเทศต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ประเทศไทยหรือต่างประเทศได้ ดังนั้นนะครับเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการคงอยู่ ในต่างประเทศต่อไปของผู้หนังสือเดินทางรายนี้ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย หรือต่างประเทศตามข้อ ๒๓ (๗) ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือ เดินทาง จึงขอให้ยกเลิกคําสั่งของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายกษิต ภิรมย์ และอนุมัติให้ออกหนังสือเดินทางธรรมดาให้แก่ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร จากนั้น กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ใช้ดุลพินิจในการออกหนังสือเดินทางให้แก่ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยเห็นว่าเป็นการคืนสิทธิเดิมในการมีหนังสือเดินทางที่ถูกคําสั่งยกเลิก โดยรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งหนังสือเดินทางที่ถูกยกเลิกไม่สามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้อีก การคืนสิทธิจึงจําเป็นต้องออกหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้เท่านั้น กรณีพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลที่ได้มีการออกหมายจับ กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาตามระเบียบ ของกระทรวงแล้ว ไม่เข้าข่ายที่กระทรวงจะขอใช้ดุลยพินิจปฏิเสธหรือยับยั้งคําขอหนังสือ เดินทาง เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบตามระเบียบข้อ ๒๑ (๒) เนื่องจากศาลหรือตํารวจ ไม่ได้มีหนังสือแจ้งกระทรวงไม่ให้ออกหนังสือเดินทางแก่พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ทราบแล้วเปลี่ยนครับ ขอบคุณครับ
เชิญอาจารย์รัชดาครับ ไม่เอาแล้วครับ เพราะว่าท่านก็อ้างระเบียบข้อนี้ ทางฝั่งนี้ก็ข้อนี้นะครับ ถ้าอย่างนั้นไม่จบ อาจารย์รัชดาเชิญครับ ท่านมีประเด็นอะไรครับเชิญ
ท่านประธานคะ ดิฉันขอใช้สิทธิพาดพิงสักเล็กน้อยค่ะ เพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดว่าดิฉันทําไม พูดไม่รู้เรื่อง ชอบกล่าวหาท่าน ดิฉันก็ตัวแค่นี้ ไม่ได้คิดจะไปกล่าวหาหรือกลั่นแกล้งอะไรท่าน หรอกค่ะ แต่ประเด็นของดิฉันคือดิฉันอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็คาดหวัง ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมาตอบ ส่วนท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศจะช่วยท่านนายกรัฐมนตรีเขียนโพย เขียนสคริป (Scrip) ดิฉันไม่ติดใจ ในประเด็นแรกดิฉันถามว่าท่านไปต่างประเทศมากมายขนาดนี้ประเทศไทยได้อะไร ท่านก็ มาตอบว่าได้เอ็มโอยูกี่ฉบับ ดิฉันถามถึงสาระที่มันเป็นเนื้อเป็นหนัง แต่ไม่เป็นไรค่ะ เมื่อไม่มี ข้อมูลไม่ตอบก็ได้ แต่ท่านบอกว่าในสมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้นค้าขายเก่งกว่า ในสมัยที่แล้ว ดิฉันไม่อยากเปรียบเทียบ แต่ในขณะเดียวกันก็ทนเห็นท่านรองนายกรัฐมนตรี พูดในสิ่งที่มันไม่เป็นความจริงไม่ได้ เพราะถ้าตรรกะคือว่าถ้านายกรัฐมนตรีขายของเก่ง ทําไม วันนี้ประเทศไทยขาดดุลการค้านับในเดือนสิงหาคมถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ก็ขาดทุน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ในยุคสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เกินดุล อันนี้ก็เป็น ประเด็นหนึ่งที่ดิฉันทนไม่ได้ให้คนเป็นรองนายกรัฐมนตรีมาพูดความเท็จกับประชาชน
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โปนะคะ ฟังท่าน ตอบคําถามแล้วดิฉันคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ดิฉันน่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุรพงษ์อีกคนหนึ่ง เพราะอะไรคะท่านประธาน การที่ดิฉันได้อ้างถึง มติ ครม. ว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเสนอตัว เป็นเจ้าภาพจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ปี ๒๐๒๐ เป็นวาระแห่งชาติ ดิฉันอยากจะกราบเรียน ท่านประธานเพื่อผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่า เพื่อพิสูจน์ความจริงและพิสูจน์ความจริงใจ ของรัฐบาลชุดนี้ ไปตรวจสอบดูได้เลยค่ะว่ามติคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ รัฐบาลชุดนี้ให้เรื่องการเป็นเจ้าภาพเวิลด์ เอ็กซ์โปเป็นวาระแห่งชาติ และยังได้มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการรณรงค์หาเสียง นี่คือมติ ครม. ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ท่านประธานคะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีคะ ท่านกลับไปเช็กมติ ครม. มันเพิ่งปีที่แล้ว ถ้าท่านไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ท่านต้องจําได้ค่ะ ท่านประธานคะอีกนิดเดียวค่ะ เมื่อมติ ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพในการรณรงค์หาเสียง แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้น ดิฉันอยู่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศติดตามเรื่องนี้ ปรากฏว่าไม่มี คณะกรรมการรณรงค์หาเสียงแห่งชาติ ไม่มีการรณรงค์หาเสียงใด ๆ และเมื่อสักครู่นี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าการที่ประเทศไทยส่งหนังสือไม่ครบมันไม่ใช่เป็นความผิดของ กระทรวงการต่างประเทศ มันเป็นความผิดของ สสปน. คนที่รับผิดชอบที่ได้มอบหมาย จาก ครม. ให้เป็นแม่งานในการดูแลเรื่องนี้ทําบกพร่องแล้วยังไปโทษหน่วยงานอื่นอีก อย่างนี้มันน่าจะโดนไม่ไว้วางใจอีกสักคนหนึ่งนะคะ
ประเด็นสุดท้ายค่ะ ในเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิน ดิฉันไม่ได้อภิปรายว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้นมีอํานาจในการคืนพาสปอร์ตหรือเปล่า แต่ดิฉันกําลังพูดว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้นเขาได้ทําหนังสือมายัง ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าการคืนหนังสือเดินทางให้กับนักโทษชายคนที่มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ (List) ว่าห้ามเดินทางไปต่างประเทศ คนที่ต้องหมายศาลหลายคดี การที่กระทรวงการต่างประเทศ คืนหนังสือเดินทางให้นั้นมันเป็นการกระทําที่ไม่เหมาะสม อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณา มันไม่เกี่ยวอะไรกับท่านสุรพงษ์เลยแม้แต่นิดเดียว ดิฉันกําลังรอคําตอบจากท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ค่ะว่า ท่านมีความเห็นต่อคําชี้แจง ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างไร กรุณา มาตอบด้วยค่ะ
เอาละครับ อย่างนี้ก็พาดพิงกระทรวงการต่างประเทศ เชิญเอาประเด็นเรื่องเวิลด์ เอ็กซ์โป เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกบอกว่าผมกล่าวเท็จกรณีการค้าขาย ที่เกิดขึ้น ต้องขออนุญาตอย่างนี้ครับ เมื่อกี้จะอ่านตัวเลขว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือน กับทีมของผมไปเยือน การค้ากับต่างชาตินี่เพิ่มขึ้นเท่าไร ผมก็จะเอาตัวเลขมาอธิบายเพื่อจะ เปรียบเทียบให้เห็นชัดว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สมัยที่ท่านสุดท้าย ช่วงสุดท้าย ของท่านที่เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านทําการค้ากับต่างประเทศได้แค่ ๑๓ ล้านล้านบาท การค้า กับต่างประเทศมันเยอะ เยอะกว่ากันนะครับ แล้วก็การลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ทําเต็มที่แล้ว ๓๓๒,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๖๑๓,๐๐๐ ล้านบาท มันเยอะกว่ากันเท่าตัวครับ แล้วก็สมัยท่านตอนนั้นบ้านเมืองมันวุ่นวาย นักท่องเที่ยวมาเที่ยวน้อย ๑๘,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่าสุดนะครับ ๒๔,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน มันก็เยอะกว่ากันก็เห็นอยู่แล้วนะครับ แล้วก็กรณีเวิลด์ เอ็กซ์โปอีก พูดเท่าไรก็ไม่เข้าใจว่ากระทรวงการต่างประเทศถ้าเกิดเรา เข้ารอบ เขาให้เราเข้าประกวดเวิลด์ เอ็กซ์โป ผมก็จะช่วยหาเสียง ผมไม่ได้ต้องไปทําเอกสาร ให้คณะกรรมการเขามาตรวจ ผมจะช่วยหาเสียงแค่นั้นเอง ไปขอแลกเสียงกับเขา ต้องเข้าใจ เป็นหน้าที่ของ สสปน. ขอประทานอภัยนะครับ ท่านอรรคพล สรสุชาติ ท่านเป็นคนดูแล แค่นั้นเอง แล้วท่านก็ลาออกไปนะครับ ก็ให้มันชัดเจน เรื่องพาสปอร์ตอีก พูดกี่ครั้งแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาก็ถามมา ถ้าเขาจะจับไปขึ้นคอไปขึ้นเขียงก็เชิญครับ ไม่กลัวอยู่แล้ว เอามันเลย ให้มันถูกต้องนะครับ อะไรที่มันถูกก็ต้องว่ากันตามถูก อะไรที่ผิดก็ต้องว่ากัน ตามผิด อย่ามาโกหกประชาชนสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคมเลย วันนี้เขารู้แล้วว่า ใครมีพฤติกรรมอย่างไร ขอบคุณครับ
ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมีอะไรไหมครับ
ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธานครับ เพราะว่าการที่ท่านประธานอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีขึ้นมาชี้แจง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็มาพาดพิงกลับ มันทําให้เกิดความไม่เรียบร้อย ในการประชุม และทําให้ผมจําเป็นต้องมาใช้สิทธิพาดพิงครับ
ประการแรก ผมว่าท่านยืนยันแล้วว่าความรู้ทางเศรษฐกิจท่านมีเท่านี้จริง ๆ เอาตัวเลขการค้ามาพูด คือเอาตัวเลขการส่งออกบวกกับการนําเข้า ถ้าคนไปเจรจาเก่งจริง มันต้องทําให้ประเทศเกินดุลครับ ค้าขายสินค้าได้มากกว่าที่ไปซื้อจากเขา แต่ตัวเลข เอาตัวเลขนําเข้ากับส่งออกมาบวกกันแล้วบอกมันเพิ่มขึ้น กรุณาไปดูครับว่าสมัยรัฐบาลผม ที่อยู่ปีสุดท้ายเต็มปี ปี ๒๕๕๓ เกินดุลครับ มาขาดดุลปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ แล้วก็ขาดดุล ตลอดมา ซึ่งเราไม่ได้ขาดดุลอย่างนี้มานับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ นั่นประเด็นที่ ๑ ครับ ประเด็นที่ ๒ ตัวเลขลงทุนนั้นท่านเอาตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่เงินไหลเข้าและเงิน ลงทุนจริง ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานของรัฐและองค์กรระหว่างประเทศยืนยันครับว่าขณะนี้ ประเทศไทยไม่ได้รับการกระตุ้นจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผมจึงต้องชี้แจงเพราะผม ได้รับความเสียหาย
ประการถัดมาครับ ท่านอนุญาตให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงแทน ท่านนายกรัฐมนตรี ผู้อภิปรายเขาอภิปรายประเด็น
ท่านอภิสิทธิ์ครับ เดี๋ยวนะครับ เชิญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ท่านประธานอนุญาตให้ผู้ลุกขึ้นมา ประท้วงไม่อ้างข้อบังคับแล้วมาอภิปรายชี้แจงอย่างนี้ไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธาน ต้องยึดข้อบังคับเป็นมาตรฐาน ขอให้ท่านวินิจฉัยด้วยนะครับ เขาไม่ได้เสียหายตรงไหนครับ
๒ ประเด็นแรกท่านขอใช้สิทธิพาดพิง ผมอนุญาตนะครับ เอาประเด็นประท้วงผมก่อน นะครับ
ผมใช้สิทธิ พาดพิงครับ ผมกราบเรียนท่านประธานชัดเจน ส่วนที่ประท้วงก็คือ เนื่องจากว่าผู้อภิปราย เขาไม่ได้กล่าวหาในส่วนของขั้นตอนของกระทรวงการต่างประเทศต่อไป แล้วในเรื่องของ หนังสือเดินทาง เขาถามว่าหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงไป แล้วผู้ตรวจการ แผ่นดินมีคําวินิจฉัยสอบถามนายกรัฐมนตรีว่าการกระทําที่ไม่เหมาะสมนี้จะทําอย่างไร ก็ต้อง ให้นายกรัฐมนตรีมาตอบ หรือเรื่องเวิลด์ เอ็กซ์ครับ เขาก็บอกว่าเมื่อนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกําหนดแนวทางในการทํางานเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี ก็ต้องมาตอบ เพราะพอท่านให้คนซึ่งไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาตอบแล้วมาโยนความผิด ให้กับหน่วยงานอื่น ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ คนใน สสปน. จํานวนหนึ่งเขาเสียใจ จริง ๆ ครับ
เอาละครับ
เขาเสียใจจริง ๆ ว่าเขาพยายามทํางาน แล้วตอนที่คณะกรรมการเดินทางมาประเทศไทย เขาได้มีการชี้แจง ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่เป็นกรรมการมาพบผมครับ บอกหลังจากนี้เป็นหน้าที่กระทรวง การต่างประเทศในการไปหาเสียง ผู้อภิปรายเขาก็บอกนายกรัฐมนตรีเดินทางไป ๔๐ กว่าประเทศ ทําไมไม่หาเสียงเท่านั้นครับ ไม่ตอบตามข้อเท็จจริงเลยครับ
เอาละครับ ต่อไปท่านสรรเสริญ ๔๕ นาทีนะครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ ท่านสรรเสริญจะได้พูดหรือเปล่าไม่รู้คืนนี้ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ ผม นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ เมื่อพูดถึง เรื่องดุลการค้าก็ต้องพูดถึงสินค้าส่งออกและนําเข้า กระผมก็มีตัวเลขทั้ง ๒ แหล่ง มีทั้งของ กรมศุลกากรที่ท่านพูดถึงแล้วก็มีของธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าพูดถึงเรื่องส่งออกผมอยาก เรียนอย่างนี้ครับ การส่งออกของประเทศในปี ๒๕๕๔ เมื่อช่วงของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เข้ามาใหม่ ๆ ก็มีการส่งออกได้สูงกว่าปี ๒๕๕๓ คือปี ๒๕๕๔ ส่งออกที่ ๖.๗ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๕๓ นั้น ๖.๑ ล้านล้านบาทนะครับ ส่วนปี ๒๕๕๕ นั้นส่งออก ได้ดียิ่งขึ้นกว่านั้นอีกนะครับ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือส่งออก นําเข้านั้น ในช่วง ๒ ปี หลังนําเข้าเยอะอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือเรื่องเครื่องจักร พอน้ําท่วมต้องนําเครื่องจักรเข้ามาเยอะ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงน้ํามันนะครับ อันนั้นทําให้การนําเข้าเยอะขึ้น อันนี้ คือตัวเลขของกรมศุลกากรซึ่งมีวิธีการเก็บคํานวณแบบหนึ่ง อีกตัวเลขหนึ่งจากธนาคาร แห่งประเทศไทยนะครับ สั้น ๆ ครับ ดุลการค้าในปี ๒๕๕๕ เป็นบวก ๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ๒๕๕๖ เป็นบวกเช่นเดียวกัน ๔.๒ พันล้านเหรียญสหรัฐนะครับ และถ้าไม่รวมทองคํา ยิ่งมีดุลการค้าบวกถึง ๑๑ พันล้านเหรียญสหรัฐในปี ๒๕๕๕ และในปี ๒๕๕๖ ๑๓.๘ พันล้านเหรียญสหรัฐนะครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าเรื่องดุลการค้าจากตัวเลข ของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดเก็บตัวเลขทางด้านสถิติของ ประเทศนี้ก็จะเป็นดังนี้นะครับว่าดุลการค้าของทั้งปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ เป็นบวกครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสรรเสริญครับ ๔๕ นาทีนะครับ เชิญครับ ท่านมีเอกสารไหมครับ
ขออนุญาตไปแล้วนะครับ
เดี๋ยวนะครับผมแจ้งก่อน
ทราบว่าได้รับอนุมัติทั้งหมด
ท่านมีความประสงค์ที่จะนําเสนอคลิปวีดีโอจํานวน ๑ คลิปและภาพนิ่ง ๑๑ ภาพ เพื่อประกอบการอภิปรายนะครับ คณะกรรมการได้พิจารณาแล้วอนุญาตภาพนิ่ง และภาพที่ ๔ ภาพที่ ๕ ภาพที่ ๖ อนุญาตทั้งหมดใช่ไหม ภายหลังได้ตรวจสอบอนุญาต ทั้งหมดนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เพราะว่าท่านมีพฤติกรรม ในการนําผลประโยชน์ของประเทศไปแลกกับผลประโยชน์ของพี่ชายตัวเองก็คือ ท่านพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าในกรณีล่าสุดเมื่อประมาณ ๑ เดือนที่ผ่านมานี้ สภาของเราได้อนุมัติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วก็ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นหนึ่งในคนที่ลงมติอนุมัติในหลักการในวาระแรก สําหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ พวกเราก็คงทราบกันดีนะครับว่าเป็นเรื่องของ การทําสัญญาระหว่างประเทศ แก้ไขให้จากเดิมที่จะต้องผ่านรัฐสภามาเป็นการอนุมัติ โดยคณะรัฐมนตรีเกือบทั้งหมด ยกเว้นในเรื่องของการเปิดการค้า แล้วก็เปิดการลงทุน ทางด้านเสรี ประเด็นที่ผมอภิปรายในครั้งที่แล้วนะครับ ในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ แล้วก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนคนไทยหลายคนเป็นห่วงจะเป็นประเด็นเฉพาะ ในเรื่องของธุรกิจพลังงานครับ ต้องขอใช้เวลานี้เท้าความสักนิดหนึ่งครับ สําหรับ ท่านประธานเอง แล้วก็เพื่อนสมาชิกพวกเราทุกคน รวมถึงพี่น้องประชาชนครับที่ฟังแล้ว จะได้เข้าใจได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ทราบที่มาที่ไปในเรื่องของประเด็นทางด้านพลังงานครับ มันมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอยู่ที่หนึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศไทย ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันยังตกลงกันไม่ได้นะครับว่าเป็นเขตแดนของใคร อย่างไร แต่ว่าถ้าจะนําทรัพยากร ใต้พื้นที่นั้นมาใช้จะต้องผ่านการตกลงระหว่างประเทศ ทรัพยากรใต้พื้นที่นั้นมีมูลค่ามหาศาล นะครับ ธนาคารโลกประเมินไว้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีทั้งก๊าซ มีทั้งน้ํามัน แล้วก็การจะดึง ทรัพยากรมาใช้จะต้องผ่านการตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งก็หมายถึงข้อตกลงระหว่าง ประเทศไทย ประเทศกัมพูชา ซึ่งผลจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อตกลงนั้นจากการที่จะต้อง ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา ก็กลายมาเป็นการอนุมัติของ ครม. ผมต้องขอเท้าความไปอีก นิดหนึ่งครับ เสียเวลาสักหน่อย ถึงบุคคลคนหนึ่งซึ่งก็คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่มีความสนใจและต้องการจะลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานที่อยู่ตรงพื้นที่ ทับซ้อนนั้น ผมขอคลิปแรกครับ ขอเสียงดังหน่อยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ชัดเจนนะครับ ยืนยันจาก คําพูดของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เองว่าสนใจในธุรกิจน้ํามันและแก๊สและกําลังจะได้ สัมปทาน มีอีก ๒ ชิ้นที่ผมขอท่านประธานอนุญาตเอาไว้นะครับ ก็คือเป็นรายงานข่าว อันนี้เป็นการเท้าความจากการอภิปรายคราวที่แล้วสั้น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นภาคแรกของ การอภิปราย และเดี๋ยวผมจะต่อภาค ๒ ซึ่งเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ ขอสไลด์ (Slide) ชิ้นถัดไปนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชั่น)
พาดหัวข่าวว่า หลักฐานมัด ทักษิณทําธุรกิจน้ํามันในอ่าวไทยร่วมกับเขมร เนื้อความข่าวนะครับ พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศกัมพูชาเผยทักษิณเคย เสนออยากลงทุนโครงการพัฒนาพลังงานและรัฐบาลกรุงพนมเปญก็ยินดีเปิดรับ เป็นชิ้นแรก ครับ ขอชิ้นที่ ๒ ครับ ที่สุดมันก็เป็นเรื่องจริง ก่อนหน้านี้ พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปิดเผยข้อมูลว่า พันตํารวจโท ทักษิณ จะใช้ฐานที่เกาะกง เพื่อทําธุรกิจพลังงานดังกล่าวผ่านบริษัทเพิร์ล ออยล์ ที่มีผู้ถือหุ้นคือกลุ่มเทมาเส็กของ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งซื้อหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท จากตระกูลชินวัตร
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ นะครับ ทําผิดข้อบังคับ ประกอบกับ ผู้อภิปรายเคยนําเรื่องนี้มาอภิปรายในสภาแห่งนี้แล้ว แล้วก็วกวนซ้ําซากไม่เข้าญัตติที่ได้เสนอ ต่อสภา ผมไม่ทราบว่าสภาประเทศไทยมันเกิดอะไร ไม่พ้นทักษิณสักทีครับ ด่าทักษิณ เวลาเลือกตั้งแพ้ทักษิณทุกทีครับ
คืออย่างนี้ครับ ประเด็นท่านจะลงทุนอะไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านกําลังนําเสนอ แต่เอาอย่างนี้ครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับเดี๋ยวผมขอทราบประเด็นของท่านก่อนนะครับ เพราะท่านเกริ่นมาตั้ง ๗-๘ นาที ผมยังจับไม่ถูกเลยว่าประเด็นของท่านคืออะไรก่อนนะครับ บอกหัวข้อก่อนได้ไหมครับ
ผมได้บอกท่านแล้วครับว่า ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เพราะเอื้อผลประโยชน์ให้กับพี่ชาย และผมกําลังอธิบาย ต่อไปในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากอํานาจของสภา การอนุมัติพื้นที่ทับซ้อนจากที่เป็น อํานาจของสภามาเป็นอํานาจของคณะรัฐมนตรี
เอาว่าผ่านสภาไปแล้ว เอาอย่างไรเลยครับเพราะว่าสภาก็ลงมติไปแล้วนะครับ
ก็ใช่สิครับ แต่ก็ได้อธิบาย แล้วนี่ครับว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ลงมติเห็นชอบในร่างแก้ไขอันนั้น
คืออย่างนี้ครับ ผมก็ไม่อยากทักท้วงนะครับ รัฐธรรมนูญเขากําหนดไว้เลย การออกเสียง ลงคะแนนในสภาเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว ขอความกรุณาทุกท่านนะครับเวลาอภิปรายขอให้ ยึดหลักรัฐธรรมนูญเป็นหลักก็คือใครจะลงมติอย่างไรก็อย่าไปก้าวก่ายกันเลยนะครับ ขอให้เป็นสิทธิเฉพาะตัว เพราะกฎหมายเขาเขียนว่าเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวนะครับ
ก็ใช่ครับ เป็นเอกสิทธิ์ ของท่าน ก็ท่านลงไปเห็นชอบ
ฉะนั้นอย่าไปเดาว่าเขาจะลง ไม่ลง เขาก็เป็นสิทธิของท่านอยู่แล้วนะครับ เชิญต่อครับ
ก็ท่านลงเห็นชอบในเรื่องนี้ แล้วทําให้การอนุมัติการใช้ทรัพยากรจากอํานาจของสภามาเป็นอํานาจของ ครม. อันนี้ผม ชัดเจนนะครับ แล้วก็ตอบคําถามของท่านประสิทธิ์นะครับ ผมพูดอยู่ในญัตติ เพราะญัตติ เขียนไว้ว่าแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง ความร่ํารวยของครอบครัว วางแผน ใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบอันเป็นการทุจริตแบบใหม่ ที่ซับซ้อน แยบยล อันนี้ถูกไหมครับ ผมพูดอยู่ในญัตติ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมใช้สิทธิพาดพิง ถ้าเกิดไม่พูดเดี๋ยวผมเสียหายว่าผมไม่เข้าใจหรือไม่ตั้งใจฟัง
ประเด็นอะไรครับ เดี๋ยวผมถามประเด็นก่อน เสียหายอย่างไรท่านอธิบายก่อนครับ
เสียดสีผมครับ แล้วก็พาดพิง ว่าผมไม่เข้าใจญัตติ
ถ้าเสียดสีผิดข้อบังคับ ขณะนี้ท่านขอใช้สิทธิพาดพิงนี่ประเด็นอะไรครับที่เขาพาดพิงถึงท่าน แล้วเสียหาย
ประเด็นก็คือเดี๋ยวจะหาว่าผม ไม่เข้าใจในญัตติที่เขาพูด เพราะเขาได้ชี้แจงเรื่องญัตติให้ผมฟัง เรื่องญัตติที่คุณยื่นต่อสภา เพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ได้ยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อถอดถอน หรือเปล่าที่คุณอภิปรายในเรื่องประเด็นนี้ แล้วผมลุกขึ้นประท้วงผมประท้วงว่าสภานี้มันเป็นอะไร สภาประเทศไทยทําไมไม่พ้นทักษิณ
เอาเฉพาะประเด็นเสียดสีก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นจะไม่จบ
ผมว่าต้องฟังผมให้ชัดนะครับ
เอาประเด็นที่พาดพิงท่าน
เพราะผมพูดชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เอื้อผลประโยชน์ให้กับพี่ชาย
อย่าเพิ่งโต้กลับครับ ไม่อย่างนั้นมันไม่จบ จะคุมการประชุมลําบาก เสร็จหรือยังครับใช้สิทธิ พาดพิง ถ้าเสร็จแล้วนั่งลงครับ
ท่านทักษิณท่านชี้แจงชัดเจน
คืออย่างนี้ครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงว่าท่านเสียหายอะไรท่านก็ว่าของท่านไปนะครับ อย่าไป กล่าวถึงท่านทักษิณเลย ท่านเสียหายอะไรท่านก็ว่ามานะครับ
เสียหายเหมือนประหนึ่งว่า ผมไม่ได้ฟังเขาพูดเรื่องประเด็น แต่เรื่องการยื่นญัตติ ผมฟังอยู่แต่ผมประท้วงเขาในลักษณะ ที่ว่าเขาอภิปรายแล้วก็ใช้เอกสารซ้ําซาก ฟังมาหลายครั้งแล้ว แล้วบอกไม่เกี่ยวกับท่านทักษิณ
เอาละครับ ท่านได้ชี้แจงแล้ว คือเมื่อเช้าท่านประธานได้สําเนาหนังสือถอดถอนให้กับ ท่านสมาชิกทุกท่านแล้ว แล้วก็ญัตติไม่ไว้วางใจทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็ส่งให้กับท่านแล้ว ท่านดูเอาแล้วกันนะครับ ส่วนผมจะควบคุมการประชุมให้อยู่ในกรอบ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชิญต่อครับท่านสรรเสริญครับ
ประเด็นแรกผมเรียน ให้ทราบแล้วว่าผมต้องย้อนนิดหนึ่ง เพราะไม่อย่างนั้นพี่น้องประชาชนที่ฟังจะไม่เข้าใจครับ ว่าผมพูดถึงเรื่องอะไร ซึ่งผมก็เรียนท่านประธานแล้วว่าผมก็ขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น นั่นคือภาค ๑ ที่ผมพูดไป ก็คือว่า พันตํารวจโท ทักษิณ จะลงทุนทําธุรกิจพลังงาน ผ่านบริษัท เพิร์ล ออยล์ คําถามที่เป็นภาค ๒ ที่กําลังจะอธิบายต่อไปก็คือว่า แล้วบริษัท เพิร์ล ออยล์ นี้คืออะไร ขอสไลด์ชิ้นถัดไปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สไลด์ชิ้นนี้จะแสดงให้เห็น นะครับ อันนี้เป็นแผนที่ประเทศไทย ที่เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมหลาย ๆ จุดหลากสีนั้นคือบ่อน้ํามัน ครับ มีทั้งบนดิน มีทั้งบนทะเล หลายคนที่ยังไม่เห็นแผนที่นี้ก็อาจจะตกใจสักนิดหนึ่งนะครับ ว่าพื้นที่ที่เป็นบ่อน้ํามัน หรือทางศัพท์ของปิโตรเลียมเขาเรียกว่า แปลงสัมปทานน้ํามันและแก๊ส เยอะมากครับ สิ่งที่ผมจะเจาะจงลงไปก็คือพื้นที่ในสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เป็นขอบสีส้ม ขอสไลด์ ถัดไปครับ พื้นที่ในขอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีส้มเมื่อสักครู่ เมื่อขยายมาก็จะกลายเป็นภาพนี้ ที่เป็น สี่เหลี่ยมคล้าย ๆ สี่เหลี่ยมคางหมูอยู่ตรงกลาง อันนั้นคือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง ไทย-กัมพูชา อันนั้นพักไว้ก่อน แต่ว่าที่เป็นสีแดงนะครับ ทั้งแดงเข้ม แดงอ่อน เป็นแปลง สัมปทานของบริษัทเพิร์ล ออยล์ ดูเองครับว่าเยอะขนาดไหน เยอะมากนะครับ แถมไม่มี ในเฉพาะทางทะเลเท่านั้น บนผืนดินก็มี อยู่ข้างบนก็มี แต่ผมไม่ได้นํามาแสดงที่นี่ จุดประสงค์ ของสไลด์ชิ้นนี้ก็คือว่า จะบอกว่าเพิร์ล ออยล์ ได้รับแปลงสัมปทานในการขุดเจาะและสํารวจ เยอะมากสําหรับประเทศไทย แล้วเพิร์ล ออยล์ นี้คือใคร ขอภาพชิ้นถัดไปครับ เป็นบุคคล ๒ ท่าน ท่านแรกอยู่ทางด้านซ้ายมือ รู้จักกันดีอยู่แล้ว พันตํารวจโท ทักษิณ ท่านที่ ๒ ที่อยู่ทางด้านขวามือครับ เวลาท่านทักษิณไปอังกฤษท่านก็จะไปช็อปปิ้ง ที่ห้างสรรพสินค้า แฮร์รอดส์ (Harrods) บ่อย แล้วก็ท่านขวามือก็คือ โมฮัมหมัด อัล ฟาเยดเจ้าของห้างสรรพสินค้า แฮร์รอดส์ ทั้ง ๒ ท่านนี้มีประวัติกันมายาวนานนะครับ ในข่าวการทําธุรกิจด้วยกัน มีข่าวว่าท่านทักษิณเคยจะประกาศซื้อสโมสรฟุตบอลฟูลัม (Fulham) ซึ่งก็เป็นของโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด มีข่าวอีกว่าจะลงทุนทํารีสอร์ท (Resort) ร่วมกันที่เกาะกงทั้ง ๒ ท่านนี้ แล้วก็ ผมไม่ทราบว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า ท่านประธานจํากรณีทองในถ้ําลิเจียได้ไหมครับ ที่ท่านเชาวรินธร์ ลัทธศักดิ์ศิริ เคยพูดถึงว่าจะมีคนเอาดาวเทียมมาสํารวจว่ามีทองจริงหรือไม่ จะมาจากท่านนี้หรือเปล่า ผมก็เสียดายที่ท่านเชาวรินธร์ไม่ได้อยู่ที่นี่ จะได้ยืนยันกับผมว่า ท่านหมายถึงท่านโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด หรือเปล่า แต่ท่านประธานสบายใจนะครับ เวลาผมพูดถึงบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ทั้ง พันตํารวจโท ทักษิณ และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมจะไม่พูดถึงในทางที่เสีย จะพูดถึงในเรื่องของความสัมพันธ์ทางธุรกิจเท่านั้นสําหรับ ๒ คนนี้ เรื่องมันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ครับ ขอสไลด์ชิ้นถัดไป สไลด์ชิ้นถัดไปครับ ตัวเล็กสักนิดหนึ่งนะครับ แต่ผมจะพยายามอ่านให้ฟัง วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๔๑ โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด เจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ ก่อตั้ง แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์จี (Harrods Energy) ประเทศไทย ทําสัมปทานขุดเจาะน้ํามันร่วมกับ ปตท. สผ. ครับ มาลงทุนในเมืองไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ต่อมาบล็อก (Block) ต่อไปก็เขียนว่า วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๗ บริษัท เพิร์ล เอ็นเนอร์จี (Pearl Energy) ซื้อกิจการ แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์จี แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น เพิร์ล ออยล์ ประเทศไทย สรุป เพิร์ล ออยล์ ประเทศไทย กําเนิดมาจาก แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์จี นั่นเอง ต่อมาทางด้านบล็อกแถว ๓ ทางด้านซ้ายมือ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๑ มูบาดาลา ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของรัฐบาลอาบูดาบี หลายท่านอาจจะสงสัยนะครับว่าอาบูดาบีคืออะไร อาบูดาบีคือ ๑ ใน ๗ เมืองของสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีทั้งหมด ๗ เมือง ๑ ในนั้นคืออาบูดาบี และอีกหนึ่ง ก็คือดูไบครับ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๑ มูบาดาลา บริษัทลงทุนของรัฐบาลอาบูดาบีเข้ามาซื้อ กิจการของ เพิร์ล เอ็นเนอร์จีอีกทีหนึ่งในเดือนเดียวกันครับ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๑ พลเอก เตีย บัญ ให้สัมภาษณ์ว่าทักษิณจะลงทุนในธุรกิจพลังงาน
ท่านครับ เดี๋ยว มีผู้ประท้วง ที่จริงมันไกลไปแล้วนะครับ เชิญผู้ประท้วงก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ครับ ผมก็ไม่ได้ว่าผู้อภิปรายนี่อภิปรายไม่ดีนะครับ ผมประท้วง ข้อ ๖๑ คือในการอภิปรายครั้งนี้ จริง ๆ เป็นเรื่องที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนของท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณญัตติประเภทอย่างนี้ที่อภิปรายผมก็ฟังมาแล้วหลายรอบ แล้วก็จริง ๆ มันต้องทําเรื่อง ถอดถอนเป็นประเด็นที่ ๑ แล้วก็น่าจะมีระบุความผิด เพราะเรื่องนี้เดี๋ยวก็จะอภิปรายอีก ชาร์ท (Chart) นี้ผมก็เป็นหลายครั้งแล้ว ผมก็เลยอยากให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าได้ทําเรื่อง ถอดถอนหรือยังเกี่ยวกับวันนี้และมันทับซ้อนอย่างนี้
ท่านจะประท้วงอะไร
จริง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะไปตัด กระบวนการอภิปรายของเขาหรอกครับ แต่ผมสงสัยเท่านั้นเองครับ ผมอยากให้ ท่านประธานวินิจฉัยครับ
นั่งลงก่อนครับ ผมจึงถามท่านผู้อภิปรายครับ ประเด็นของท่านคือท่านบอกจุดมุ่งหมาย ของท่านก่อนได้ไหมครับ เพราะว่าเดี๋ยวมันจะเสียเวลาไปเยอะนะครับเหมือนกับคราวที่แล้ว ที่เราอภิปรายนะครับ ผมก็ให้ประท้วงจนเสียเวลาตั้ง ๔๕ นาทีสุดท้ายก็ไม่ได้อะไร
ไล่มาตั้งแต่แรกเลยครับ ผมบอกว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เอื้อผลประโยชน์ให้พี่ชายโดยการลงมติร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ทําให้อํานาจการอนุมัติการขุดเจาะน้ํามันหรือแบ่งผลประโยชน์ ในพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นของรัฐสภากลายไปเป็นของ ครม. แล้วจะไปเอื้อให้ใคร คราวที่แล้ว ทิ้งท้ายไว้ว่าเอื้อให้บริษัท เพิร์ล ออยล์ ครั้งนี้ผมจะมาพิสูจน์ว่าบริษัท เพิร์ล ออยล์ เกี่ยวกับ ท่านพันตํารวจโท ทักษิณ อย่างไร
เดี๋ยว ๆ ผมถามนิดหนึ่ง คําว่า เอื้อประโยชน์ คือหมายความว่าท่านต้องการประเด็นอะไรครับ ว่าออกกฎหมายให้ใช่ไหมครับ หรืออย่างไรครับ
ออกกฎหมายและทําให้ อํานาจการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนแทนที่จะอยู่กับรัฐสภา กลายเป็นอยู่ที่ ครม. ครับ
คืออย่างนี้ เดี๋ยวนะครับ ในเรื่องที่ ๒ ที่ท่านกล่าวหาถึงพฤติกรรม มันไม่มียื่นถอดถอนไว้ ซึ่งทําผิดกฎหมายนะครับ ท่านตรวจสอบก่อนได้ไหมครับ ให้มันชัดเจน ผมจึงนั่งฟังท่านอยู่ ผมก็นั่งฟังด้วยความตั้งใจนะครับ แต่ต้องทักท้วง เราไม่อยากให้เกิดบรรยากาศที่ผ่านมานะครับ ท่านกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าผิดกฎหมายนะครับว่าทุจริตต่อหน้าที่ ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๕๗ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วก็เรื่องกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๑๐๓/๗ แล้วก็เรื่องออกพระราชกําหนดเงินกู้ มันไม่มีที่ท่านกล่าวหานะครับ ท่านลองทบทวนดูก่อน ไหมครับ ผมปรึกษาท่านผู้อภิปรายก่อนนะครับ เดี๋ยวมันจะมีปัญหาเหมือนกับที่เราเคย เกิดขึ้นคราวที่แล้ว เชิญท่านสรรเสริญครับเอาประเด็นให้ชัดก่อน มีผู้ยืนประท้วงอยู่อย่างนี้ เราจะไม่เสียเวลานะครับ เดี๋ยวพูดไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์ถ้าเราไม่ได้ยื่นถอดถอน
ในญัตติก็เขียนไว้ชัดนะครับ ว่าวางแผนใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการทุจริต รูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนแยบยล อันนี้ก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ
ท่านไม่ได้ยื่นถอดถอนไว้ ถ้าทําผิดกฎหมาย การหาประโยชน์คือแสวงหาผลประโยชน์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย นายกรัฐมนตรีที่จะถูกถอดถอนได้มีอยู่ ๓ เรื่อง ๑. ร่ํารวยผิดปกติ ๒. ส่อไปในการทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ จงใจฝ่าฝืนแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เอาให้ชัดเจนนะครับ ท่านไม่ได้ยื่นนะครับประเด็นนี้ เดี๋ยวท่านดูก่อน
(นายพิเชษฐ์ เมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวผมให้ผู้ประท้วงก่อน ท่านจะได้มีเวลาดูนะครับ เชิญผู้ประท้วงก่อนครับ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ อภิปราย นอกประเด็นนะครับ ท่านเอาข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วหลักฐานว่าข้อมูล เหล่านี้จากแหล่งไหนให้ชัดเจนครับ ท่านเอามาขึ้นจอท่านบอกว่ามาจากอินเทอร์เน็ต ผมคิดว่าไม่สมควรที่จะเป็นข้อมูลที่จะมากล่าวหาในนี้นะครับ แล้วท่านไปกล่าวหาท่านทักษิณ แล้วก็มากล่าวหาโยงมาถึงท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งห่างไกลมากนะครับข้อมูลของท่าน
ประเด็นแรกผมวินิจฉัยประเด็นของท่านก่อนนะครับ ขณะนี้ท่านผู้อภิปรายเขากําลังอภิปราย ถึงการดําเนินการธุรกิจกันอยู่ ซึ่งผู้ที่ถูกอภิปรายไม่ได้เสียหายอะไร ท่านก็ลําดับถึงเรื่อง การทําธุรกิจ อันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
ท่านประธานครับ พูดถึงแต่เรื่อง ต่างประเทศ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศน่าจะตอบได้ในเรื่องนี้นะครับ
คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวให้ผมถามท่านผู้อภิปรายก่อน เพราะผมสงสัยประเด็นอยู่ เพราะว่า ท่านบอกว่าในการออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ ฉะนั้นเอื้อประโยชน์มันก็ต้องผิดกฎหมาย
คือเขาเอาข้อมูลว่าจากที่ไหน
คืออย่างนี้ นั่งลงก่อนครับ คือการอภิปรายนะครับข้อนําเสนอของผู้อภิปรายท่านก็มี ข้อเท็จจริงของท่าน แต่ข้อเท็จจริงจะยุติหรือเปล่า ประธานไม่ทราบหรอกครับ
ท่านประธานครับ คือมันมีบทเรียน สมัยท่านบรรหารนะครับ ล้วงเข้าล้วงออกนะครับ บอกว่าสัญชาติ ๆ
เอาละครับ เขาจึงแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วครับว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้อง ยื่นถอดถอนด้วย ก็เพราะประเด็นนี้ละครับ เชิญผู้ประท้วงข้างหลังครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมครูมานิตย์ ครับ จริง ๆ บังเอิญผมลุกขึ้นประท้วง เพราะว่าจริง ๆ ผมไม่ได้เจตนาอะไรกับผู้อภิปราย จริง ๆ ในเบื้องต้นท่านบอกว่าท่านจะปูพื้น แต่เอาไปเอามาผลประโยชน์ทับซ้อน มันไปผิด มาตรา ๑๕๗ กฎหมายอาญา แล้วก็เรื่องของการถอดถอน มันพันไปหมดเลยครับ ทั้งมาตรา ๒๗๑ ไปมาตรา ๑๕๘ วรรคสาม แล้วทีนี้ในเรื่องของการถอดถอน ท่านประธานครับ ก็ไม่ได้ยื่น คําร้องเรื่องนี้ ผลประโยชน์ทับซ้อน มันต้องระบุความผิดมาด้วย ผมเป็นห่วงว่าอภิปรายไป มันเสียเวลาเปล่า และจะต้องลบคําอีกครับ ท่านประธานต้องรีบวินิจฉัยครับ หรือไม่อย่างนั้น ก็พักก่อน ให้คนอื่นอภิปรายไปก่อน แล้วก็ไปเอากันขึ้นมาใหม่ จะฟัง เพราะเรื่องนี้ ฟังหลายรอบแล้วท่านประธาน ยินดีที่จะฟังครับ
เอาละครับ เดี๋ยวผมถามท่านผู้อภิปราย
ท่านประธาน อยากให้ผู้อภิปรายได้เกิด ความมั่นใจ ผมเห็นแกก็เลอะ ๆ ละ ๆ ถามไปข้างหลัง ผมเห็นใจครับ
คือท่านก็หยุดพูดบ้างสิครับ คนอื่นเขาจะได้พูดนะครับ อย่างนั้นเดี๋ยวเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศก่อนครับ จะได้ข้อยุติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จริงแล้วที่เพื่อนสมาชิก ได้พยายามอภิปรายเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันนั้น มันไม่มีตัวตนแล้วครับ สืบเนื่องจากรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์
ประเด็นนี้เดี๋ยวท่านค่อยชี้แจงได้ไหมครับ
อันนี้ผมจะอธิบายสักนิดเดียวท่านประธาน พื้นที่ทับซ้อน ทางทะเลหรือเอ็มโอยูที่ทําตั้งแต่สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้มีมติ ครม. โดยรัฐบาล อภิสิทธิ์ยกเลิกไปแล้วครับ วันนี้เอ็มโอยูไม่มีตัวตน ท่านอภิปรายอะไร มันยังไม่มีอะไร เกิดขึ้นเลย ผมรับผิดชอบอยู่ ท่านประธาน เอาของที่ไม่เป็นความจริงที่ยกเลิกสมัยเขามาแล้ว มานั่งอภิปรายเป็นตุเป็นตะ ถ้าคนฟังแล้วจะหลงเชื่อหมดเลยครับท่านประธาน อย่างนี้ ใช้ไม่ได้ครับท่านประธาน
เดี๋ยวนะครับ คือผู้อภิปรายท่านก็นําเสนอมา จริงเท็จประธานไม่ทราบ อันนี้ข้อเท็จจริงต้อง ยอมรับ ยกเว้นเฉพาะบางเรื่องซึ่งเป็นข้อกฎหมายซึ่งรัฐธรรมนูญเขากําหนดไว้ ที่ผมได้ชี้แจง แต่ประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีพูด เดี๋ยวให้ท่านพูดจบก่อน แล้วก็ท่านรัฐมนตรีก็ค่อยชี้แจงไปว่า มันไม่ถูกต้องเพราะอะไร และท่านสมาชิกที่นั่งอยู่นี่ท่านจะใช้ดุลพินิจเอง เอาประเด็น ที่ปรึกษาหารือกันกับท่านอยู่ เชิญครับท่านสรรเสริญครับ ผมวินิจฉัยแล้วนั่งลงครับ เหลือประเด็นของท่านสรรเสริญ
ประเด็นในเรื่องการยื่น ถอดถอนยื่นไว้ในเรื่องของการทุจริตนะครับ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นเพราะมันเป็น การเอื้อผลประโยชน์ไปสู่อนาคต เพราะฉะนั้นพูดได้ แต่ว่ามันไม่ใช่ประเด็นในการถอดถอน พูดได้ตามญัตตินะครับ มันเป็นการเอื้อประโยชน์ไปให้ผลประโยชน์ในอนาคต เพราะฉะนั้น การทุจริตยังไม่มีครับ ในญัตติก็เขียนไว้ว่า วางแผนใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มา ซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบ
เอาละครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านนั่งลงก่อนนะครับ ประเด็นของท่านจบแล้ว เชิญ ทีละท่านก่อน เดี๋ยวนะครับ ใจเย็น ๆ ทีละท่าน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องที่ ๑ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ในการทําหน้าที่ ท่านประธานหละหลวมมากครับ เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี้ครับท่านปล่อยให้มีการประท้วง ๒-๓ คนต่อเนื่องกัน และปล่อยให้ท่านรัฐมนตรีลุกขึ้นชี้แจงระหว่างผู้อภิปรายอภิปรายอยู่ นั่นคือเรื่องที่ ๑ ที่ท่านหละหลวมมากในข้อที่ ๘ ในการควบคุมการประชุมครั้งนี้
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานกําลังพยายามซักฟอกผู้อภิปรายด้วยตัวเองแทนว่า อภิปรายตรงตามญัตติหรือไม่ ซึ่งผู้อภิปรายก็ได้บอกแล้วว่าตรงตามญัตติ ที่ไม่ได้ยื่นถอดถอน ไว้ก่อนเพราะว่าไม่เข้าข่ายว่าทุจริตไปแล้ว แต่ออกกฎหมายเพื่อเอื้อให้ทุจริตในอนาคต เพราะฉะนั้นประเด็นนี้อภิปรายได้ ท่านประธานดูในย่อหน้าที่ ๔ ครับ วางแผนใช้อํานาจ ออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์อันมิชอบ ตรงตามญัตติทุกประการ แต่ไม่มี ในคําถอดถอนเพราะยังไม่ได้ทุจริตประเด็นนี้ นี่คือเรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ขอความกรุณาท่านประธานครับ เวลาที่เสียไปเป็นเวลาของฝ่ายค้านนะครับ เวลาที่เสียไป เป็นเวลาของฝ่ายค้านเรารับผิดชอบนะครับ
เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนครับ เชิญนั่งลงครับ ประเด็นแรกที่ท่านบอกว่าผมปล่อยให้ มีการประท้วง ก็ท่านใช้สิทธิเหมือนกับท่านนะครับ ตามข้อบังคับ
ประเด็นที่ ๒ ผมก็อ่านเหมือนกับท่านนะครับ แต่ผมพยายามทักท้วง ผู้อภิปรายอยู่ เพราะผมไม่อยากให้เสียเวลา ก็คือในย่อหน้าที่ ๔ ท่านบอกว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ยังกระทําผิดกฎหมายซ้ําซาก วางแผนใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ โดยมิชอบ อันเป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อน ผมก็สงสัย ผมก็ไปเปิดดูว่าท่านได้ยื่น ถอดถอนไหม เป็นการได้ผลประโยชน์มาโดยมิชอบ มิชอบก็คือมิชอบอะไร ที่ท่านกําลังพูดอยู่ ก็คือเป็นการทุจริตครับ ที่ท่านเขียนไว้เอง ผมจึงบอกว่าผมฟังอารัมภบทของท่านมานี้ ผมก็ อยากจะทราบว่าประเด็นของท่านคืออะไรนะครับ ท่านต้องพูดให้ชัดเจนก่อน ถ้าเป็น ประเด็นที่เกี่ยวกับผิดกฎหมายนี้นะครับมันไม่ได้ ท่านจะต้องยื่นถอดถอนนะครับ ฉะนั้น ผมจึงต้องถามผู้อภิปรายก่อนให้ชัดเจน แต่ท่านจะมาสรุปอย่างนี้แต่เวลาท่านนําเสนอนี้ มันคนละประเด็นนะครับ เอาละครับเดี๋ยวประเด็นของท่านจบก่อนนะครับ เดี๋ยวเอา ผู้ประท้วงก่อนให้จบทีละท่าน
ท่านประธานที่เคารพ ผมครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงผู้กําลังอภิปราย ผ่านท่านประธาน ข้อ ๖๑ ในเรื่องของการกล่าวหา แล้วก็ท้ายที่สุดพอฟังดูแล้ว ญัตติที่ อภิปรายวันนี้เป็นญัตติที่บอกว่าทุจริต แต่กลับเป็นญัตติจินตนาการว่าจะทุจริตในวันข้างหน้า เพราะผู้อภิปรายยอมรับกลางสภา เท่ากับเป็นญัตติเท็จนะครับท่านประธาน แล้วเรื่องที่กําลัง จั่วหัวมายาวนั้นนะครับ ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยครับ เพราะว่าผมฟังแล้วมันเป็น จินตนาการที่คาดว่าจะโกงครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
พอได้แล้วนะครับ ให้ท่านใช้สิทธิอภิปรายเถอะครับ เดี๋ยวประธานควบคุมกํากับไปเอง ถ้าอยู่ ในเรื่องของผิดกฎหมายเดี๋ยวประธานกํากับเองนะครับ ก็ประธานได้ชี้แจงแล้วท่านก็ไม่ฟัง ท่านจะฟังไหมครับ ถ้าไม่ฟังผมจะให้ออกจากห้องประชุมนะครับ ก็พูดไม่รู้กี่ครั้งแล้วนะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อนะครับ ขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ ถ้าท่านอยู่นอกประเด็นจะไม่ให้ อภิปรายนะครับ เพราะท่านต้องยื่นถอดถอนก่อนถ้าผิดกฎหมาย แต่ถ้าท่านบอกว่าแสวงหา ผลประโยชน์มิชอบมันเป็นเรื่องของการทุจริตนะครับ ผมเตือนไว้ก่อนนะครับ เชิญครับ
ก่อนอื่นต้องเรียน ท่านสุรพงษ์นะครับ ว่าที่ท่านบอกว่าพื้นที่ทับซ้อนนี้มันไม่มีตัวตนแล้ว มันไม่ใช่หรอกครับ มันยังมีอยู่ แล้วก็มีการให้สัมปทานทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ที่มันไม่มีตัวตนนี้ก็คือเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ (MOU 44) ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ยกเลิกไป เพราะการล่าเส้นเขตแดน ณ เวลานั้น คิดว่ามันไม่ยุติธรรมสําหรับประเทศไทย เอาละครับเดี๋ยวเอาไว้เราค่อยว่ากัน แต่ผมต้องพูดไว้ว่า อย่างนี้เพราะว่าเดี๋ยวกลัวท่านผู้ฟังทางบ้านจะเข้าใจผิด กลับไปที่ชาร์ทสักครู่นะครับ ที่เป็นสีแดงมีบล็อกสีดํา นั่นละครับ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๑ มูบาดาลาซึ่งเป็นบริษัท ลงทุนของอาบูดาบีซื้อกิจการเพิร์ล เอ็นเนอร์จี แล้วซึ่งผมก็ได้อธิบายไปแล้วว่าอาบูดาบี เป็นหนึ่งเมืองในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอีกหนึ่งเมืองในนั้นก็คือดูไบ ในเดือนเดียวกันครับ พลเอก เตีย บัญ ก็ให้สัมภาษณ์ว่าทักษิณจะลงทุนในธุรกิจพลังงาน เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น บริษัท เพิร์ล ออยล์ (ประเทศไทย) จํากัด ได้ย้ายสํานักงานจากไทยพาณิชย์ปาร์คพลาซ่าไปยัง อาคารชินวัตร ๓ คําถามคือว่ามูบาดาลาคือใครที่มาซื้อเพิร์ล ออยล์ ขอรูปถัดไปครับ รูปที่ท่านเห็นอยู่คือ ชีค โมฮัมหมัด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน เขาเป็นใครครับ ขอเรียกสั้น ๆ ว่า ชีค โมฮัมหมัด แล้วกัน เป็นชีคท่านหนึ่งในอาบูดาบี แล้วเป็นแชร์แมน (Chairman)
เชิญครับท่านจุลพันธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องประท้วง ท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ มีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น และดูแล้วนี่ผม ก็ไม่ทราบนะครับว่าเป็นใคร ประเทศอะไร แต่เรียกว่า ชีค นี่ก็เป็นผู้นําในชุมชนในประเทศ ประเภทหนึ่ง แล้วเราจะไปพาดพิงในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล (International) ในเรื่อง ประเภทนี้ เป็นเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจนในเนื้อหาและก็เป็นเรื่องที่คิดไปว่าจะเกิด การทุจริตได้ ผมว่าไม่เหมาะสมนะครับ ท่านประธานโปรดควบคุมการประชุมด้วยครับ
แสดงว่าท่านจุลพันธ์ไม่เคย ฟังผมเลย
คืออย่างนี้ ให้พูดไปก่อน เรื่องทุจริตยังไม่เข้าถึง ถ้าถึงประธานจะควบคุมเองนะครับ ผมก็ฟังอยู่ ตอนนี้ก็ยังไม่ถึง
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณหมอจะประท้วงเรื่องอะไรครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง ผู้ประท้วงฝ่ายรัฐบาลครับ ที่ประท้วงซ้ํา ๆ ซาก ๆ โดยที่ไม่ได้ฟังเลยนะครับว่าเขากําลัง จะพูดอะไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจธรรมดาครับมันก็ต้องพาดพิงไปถึงบุคคลภายนอก ซึ่งท่านประธานก็พยายามอธิบายตั้งหลายครั้งแล้วว่าเขาต้องรับผิดชอบในคําพูดของเขา เพราะฉะนั้นเขาก็พร้อมที่จะรับผิดชอบครับ แล้วเขาก็กําลังจะโยงเนื้อเรื่อง แต่ท่านไม่ฟัง ท่านลุกขึ้นมาในทํานองที่คล้าย ๆ กับจะตีรวนนะครับ
คืออย่างนี้ท่าน คุณหมอสุกิจครับ การประท้วงลุกขึ้นมาเหมือนท่านยกมือขึ้น ประธานก็ต้อง ฟังก่อนว่าประท้วงเรื่องอะไร แต่ประเด็นนี้ผมก็จะควบคุม ผมดูอยู่ ฟังอยู่ว่ายังไม่เข้าถึงอะไร สักอย่าง เพียงแต่เอ่ยชื่อ ก็ยังไม่ลงไปไหนสักที่ ถ้าเข้าข่ายทุจริตอะไรไม่ได้ยื่นถอดถอน ผมไม่อนุญาตอยู่แล้ว ท่านนั่งลงก่อนครับ ท่านพิเชษฐ์ประท้วงผมเรื่องอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมไม่ได้ ประท้วงท่านประธานนะครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เป็นครั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ ชาร์ทสีแดงที่ท่านเอาขึ้นมานี้ไม่มีแหล่งที่มานะครับ ท่านจะอ้างวันที่ เท่านั้นเท่านี้ แต่แหล่งที่มาข้อมูลจากตรงไหน แล้วท่านเอาภาพของชีค ซึ่งแต่งชุด ตะวันออกกลางนี่นะครับ มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางตะวันออกกลาง ท่านรับผิดชอบไม่ไหวหรอกครับถ้าเกิดความเสียหายระหว่างประเทศในโลกมุสลิม ภาพอยู่ ในอินเตอร์เน็ต ท่านดึงเอามาจากไหนก็ได้ ไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่าเป็นใคร ที่ไหน แต่ท่านจะมาพูด ทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหาย ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ ท่านไม่เห็นว่า มันจะทุจริตตรงไหน แต่ว่าการพูดทําให้สร้างความเสียหายระหว่างประเทศ ท่านประธาน ยอมรับได้หรือไม่ ท่านต้องให้ที่มาของแหล่งข้อมูลให้สําคัญด้วยนะครับ ท่านวินิจฉัยด้วยครับ
คืออย่างนี้ ผมได้สอบถามแล้วท่านพิเชษฐ์ เมื่อเช้านี้ก็ตั้งคณะกรรมการ ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล ได้ผ่านคณะกรรมการได้ตรวจสอบข้อมูล อนุญาตมาโดยพรรครัฐบาล ๓ ท่าน ฝ่ายค้าน ๓ ท่าน อนุญาตมา ตอนหลังนี่ในเมื่อทุกคนมีปัญหาก็เลยตั้งข้าราชการมา ๗ ท่าน มาพิจารณา แต่อันนี้ผมก็ถามท่านเลขาธิการก็บอกว่าท่านไม่อนุญาต อนุญาตมาก่อนหน้านั้น แล้ว เพราะฉะนั้นก็ถือว่าชาร์ทนี้ผ่านการอนุญาตตรวจสอบมาทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วนะครับ ท่านประท้วงอะไรต่ออีกครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ท่านประธานนิดหนึ่งว่าภาพนี้นะครับ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มันไปทั่วโลก กรรมการเข้าใจว่าอย่างไรครับ กรรมการช่วยส่งโน้ต (Note) ให้ผมด้วย กรรมการที่พิจารณา ว่าเข้าใจว่าข้อมูลนี้อย่างไร คือดูแล้วไม่มีอะไรครับ
เดี๋ยวท่านไปถามกรรมการพรรคเมื่อเช้ามีใครบ้างท่านไปถามนะครับ ที่พรรคเสนอขึ้นไป ๓ ท่าน ไปสอบถามกันเอาเอง มาถามผมผมตอบไม่ได้ เชิญท่านสรรเสริญต่อครับ เชิญครับ
ผมต้องขออนุญาตชี้แจงครับ
ให้ท่านสรรเสริญนะครับ อภิปรายต่อครับ ก็ประท้วง ท่านสรรเสริญก็ไม่ต้องได้พูดหรอกครับ หมดเวลาพอดี ไม่ต้องประท้วงแล้ว ผมก็ให้พูดแล้วอย่างไร ผมให้ท่านสรรเสริญได้พูดนะครับ ท่านประท้วงหรือครับท่านรัฐมนตรี เชิญท่านรัฐมนตรีประท้วง แล้วท่านวัชระต่อ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผมเป็นห่วง นิดเดียวครับ เพื่อนสมาชิกครับ เพราะว่าคนที่แสดงภาพ เมื่อกี้ผมตรวจสอบแล้วเป็น คราวน์ ปริ๊นซ์ (Crown Prince) ของอาบูดาบี เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง เพราะ การอภิปรายของท่านนั้นจะทําให้เกิดความเสียหาย ขอร้องนะครับ ถ้าท่านมีความรับผิดชอบ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา ท่านเป็นคราวน์ ปริ๊นซ์ ของอาบูดาบี ฝากไว้ แค่นั้นเองครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ผมได้ชี้แจงตั้งแต่แรก
ท่านสรรเสริญ ให้ท่านวัชระประท้วงก่อน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ครับ เนื่องจากท่านประธานมีอํานาจหน้าที่ ในการดําเนินการประชุม แล้วท่านประธานถ้าสังเกตจะเห็นว่าสมาชิกฝ่ายรัฐบาลจะได้ ประท้วงและเตะถ่วงการอภิปรายของฝ่ายค้านตลอดเวลา และอีกประการหนึ่งที่ผม กราบเรียนท่านประธาน ในขณะนี้มีรถตํารวจปราบจลาจลพร้อมอาวุธครบมือ ๓๐ คัน ท่านประธานกรุณาฟังสักนิดครับ อย่าเพิ่งตัดครับ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่ง
ท่านวัชระ ผมมีหน้าที่เฉพาะในที่ประชุม เรื่องนั้นผมไม่เอาด้วย ไม่เกี่ยวกับผม
เกี่ยวครับท่านประธาน
ไม่เกี่ยว ๆ ท่านวัชระ ให้ท่านสรรเสริญได้พูด
(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วง ประเด็นไหนอีก ถ้าซ้ําประเด็นเดิมผมไม่อนุญาตแล้ว เรื่องไหนครับ ถ้าซ้ําประเด็นเดิม ที่ท่านพิเชษฐ์ประท้วงผมไม่อนุญาต
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประท้วงท่านประธาน และผู้อภิปราย ท่านฟังก่อนนะครับ เมื่อเช้านี้ผมเป็นกรรมการตรวจคลิปของท่านดอกเตอร์ สรรเสริญ สมะลาภา คณะกรรมการมีความเห็นว่ามันเป็นรูปคู่ ๒ ท่าน แต่ปรากฏในห้องประชุม ในความเห็นบอกว่าไม่ควรให้ออกด้วย เพราะมีรูปประธานาธิบดีอีกท่านหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วก็มีชีคท่านนี้ เราก็บอกว่าจะกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงเอามาปรากฏในนี้ และมีการตัดภาพคนที่นั่งมองอยู่ทางด้านขวา ซึ่งถ้าปล่อยทั้งคู่นี้ ท่านประธานครับ งานเข้าประเทศเหมือนกัน เพราะฉะนั้นให้ท่านวินิจฉัย ด้วยครับว่าที่ประชุมในห้องนั้นบอกว่าไม่ควรให้ออกแล้วและทําไมยังมาปรากฏครับ
พอแล้วครับ คืออย่างนี้ท่านดอกเตอร์สรรเสริญครับ รูปเมื่อสักครู่นี้ไม่ต้องเอาขึ้นแล้ว รูปชีคอะไรนี้ผมกลัวจะมีปัญหา เอารูปชาร์ทขึ้นก็แล้วกัน รูปชีคเมื่อสักครู่ผมขออนุญาต ไม่อนุญาตแล้ว เชิญครับ
เคารพท่านประธานนะครับ แต่อย่างแรกต้องขอชี้แจงก่อนว่าเมื่อเช้านี้มีสไลด์ไม่ผ่าน ๓ แผ่น แล้วผมก็ได้ไปชี้แจงต่อ คณะกรรมการ ตามข้อเรียกร้องทั้งหมดทั้ง ๓ แผ่นเขาขอให้แสดงที่มา ๒ แผ่นแรก ซึ่งผม ก็แสดงที่มาให้เขาเห็นแล้วโดยมีลิงค์ (Link) อะไรชัดเจนครบ ก็ถึงว่าผ่านมา ๒ แผ่นแรก แผ่นที่ ๓ เป็นรูป เป็น ๒ บุคคลจริงครับ แล้วเขาก็บอกว่าคนทางด้านขวามือไม่ควรจะออก เพราะว่าไม่ได้เกี่ยวกับในเรื่องนี้ แล้วก็กลัวจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมก็ได้ตัดคนทางด้านขวามือออกไปแล้ว ก็เหลือคนทางด้านซ้ายมือที่เป็นชีคนั่น แต่ขอให้ ท่านประธานสบายใจนะครับ ผมได้บอกไปตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ก่อนอภิปรายว่าถ้าผม จะแสดงรูปใครหรืออภิปรายพาดพิงถึงใครที่ไม่ใช่พันตํารวจโท ทักษิณ และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์นั้นผมจะพูดเฉพาะความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่มีข้อเสียหายใด ๆ
คืออย่างนี้เมื่อกี้ท่านก็ยอมรับเหมือนที่ผมยอมรับ ถ้าเป็นเกี่ยวข้องด้านอย่างนี้ก็ไม่ควร คนไปแปลความหลาย ๆ อย่าง เพราะฉะนั้นเอาแต่ที่ผมอนุญาต รูปบุคคลไม่อนุญาตแล้ว นะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อ ท่านสรรเสริญเชิญครับ
เคารพท่านประธานนะครับ เพื่อให้การอภิปรายราบรื่นไปได้ ก็ต้องกลับมาที่สไลด์เดิมอีก อันสีแดงและเป็นบล็อกสีดํา ก็มีบริษัท มูบาดาลา เข้ามาซื้อกิจการเพิร์ล เอนเนอร์จี แล้วบริษัทนี้ก็เป็นหนึ่งในบริษัท ซึ่งอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ที่เมืองอาบูดีนะครับ หลังจากนั้น พลเอก เตีย บัญ ก็ให้สัมภาษณ์ว่าทักษิณจะลงทุนในธุรกิจพลังงาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบริษัท เพิร์ล ออยล์ ที่ถูก มูบาดาลาซื้อไปนั้นได้ย้ายสํานักงานจากไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่าไปยังอาคารชินวัตร ๓ คําถามก็คือว่า มูบาดาลา บริษัทนี้เป็นใคร เกี่ยวข้องอย่างไรกับพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ขอสไลด์ชิ้นถัดไปครับอันนี้ไม่ต้องครับ เป็นชาร์ทแสดงให้เห็นความเกี่ยวพันครับ มูบาดาลา เป็นบริษัทลงทุนของรัฐบาลอาบูดาบี มีแชร์แมน คือ ชีค โมฮัมหมัด แชร์แมน ท่านนี้ยังเป็น คณะมนตรีพลังงานของอาบูดาบี แล้วมีน้องชาย ๑ ท่านครับ เป็นน้องชายแท้ ๆ เลยที่จริง ชีคในอาบูดาบีนี้มีภรรยาหลายคนนะครับ แล้วก็จะมีลูกชายร่วมประมาณ ๓๐ คนด้วยกัน ก็จะมีน้องต่างแม่ แต่น้องชายคนนี้เป็นน้องชายแท้ ๆ ชื่อว่า ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน เป็นบล็อกทางด้านตรงกลางสีฟ้า ถามว่ามีตําแหน่งอะไรครับ มีตําแหน่งเป็น คณะมนตรีพลังงานของอาบูดาบีเช่นเดียวกันกับพี่ชาย อีกตําแหน่งหนึ่งก็คือเป็นเจ้าของ บริษัท อาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป เป็นตัวหนังสือสีขาวอยู่ข้างล่าง ซึ่งชีค มานซูร์ นี้ละครับ เป็นคนที่ซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ในราคา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ
ท่านดอกเตอร์สรรเสริญมีผู้ประท้วง เชิญดอกเตอร์นิติภูมิครับ เชิญครับ
ผม นิติภูมิ นวรัตน์ นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงตามข้อ ๖๑ นะครับ คือผมอยากจะเรียนว่าทุกวันนี้ปัญหาของบ้านเราก็มากอยู่แล้ว ไหนจะปัญหาแบบภาคใต้ ไหนจะปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับเพื่อนบ้าน ผมอยากจะขอความกรุณา ท่านผู้อภิปรายพยายามปิดประเด็น เพราะว่าผมกลัวมันจะขยายเหลือเกิน เอาเรื่องต่าง ๆ นานานี้นะครับ เพราะทุกวันนี้การสื่อสารคือมันไปไวเหลือเกิน ในขณะที่ท่านกําลังพูดอยู่ ผมก็เชื่อว่า ท่านพลเอก เตีย บัญ ซึ่งท่านพูดจาภาษไทยเข้าใจภาษาไทยแบบได้ดีนะ ท่านอาจจะฟังอยู่ อันนี้ก็เป็นความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน แล้วก็อีกอย่างหนึ่งนะครับ ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยนี้มันก็ยังปิดยังอยู่เฉพาะของประเทศไทย แต่ภาพอย่างนี้เมื่อมันกระจายขยายไป นั่นหมายความว่าท่านนําประเทศไทยไปเป็นศัตรู กับคนทั่วโลกอีก ๕๗ ประเทศนะครับ ผมเกรงปัญหาอย่างนี้ ผมจึงขอความเมตตากรุณา ท่านว่าท่านจะว่ารัฐบาลอย่างไรก็แล้วแต่ แต่อย่าเอาประเทศไทยไปเป็นเหยื่อเลยครับ ขอขอบพระคุณมากครับ
ผมควบคุมอยู่ ถ้าพูดเรื่องทุจริตไม่ได้ ห้ามพูดเรื่องทุจริตโดยเด็ดขาด ท่านดอกเตอร์สรรเสริญ ก็พยายามหลีกเลี่ยงนะครับ
ผมบอกแล้วครับว่าผมพูดถึง บุคคลอื่นนี้ผมไม่ได้พูดถึงในมุมทุจริตเลย ผมพูดในเชิงความสัมพันธ์ทางธุรกิจเท่านั้นเอง ให้เห็นความเชื่อมโยงว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์พยายามจะเอื้อประโยชน์ให้กับพี่ชายอย่างไร ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ทําความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปเสียหาย แล้วก็ผมคิดว่า ถ้าเกิดว่าห้ามพูดในเรื่องนี้ฝ่ายค้านก็คงไม่ต้องตรวจสอบกระมังครับ เอาละครับกลับไป ที่สไลด์เดิม ก็เป็นที่ชัดว่าชีค มานซูร์ ซึ่งเป็นน้องชายของชีค โมฮัมหมัด ซื้อสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ในราคา๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ สไลด์ถัดไปครับ อันนี้เป็นรูปชีค มานซูร์ กับพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร นะครับ
รูปนี้ไม่อนุญาตให้ออก รูปผมบอกแล้วไม่อนุญาต เชิญท่านจิรายุ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ด้วยความเคารพท่านผู้อภิปรายครับ แต่ผมว่าท่านตีวงล้อมอ้อมไปถึงตะวันออกกลาง แวะมาอินโดจีน เดี๋ยวจะมาเอเชีย ผมเกรงว่า เดี๋ยวจะยุ่งวุ่นวายไปใหญ่ครับ จริง ๆ แล้ววันนี้เป็นการอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่า ท่านพยายามจะอ้างถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ถ้าอย่างท่านยื่นญัตติเพิ่มครับว่า ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณด้วย เพราะฟังดูแล้วมันวนเวียนอยู่กับ ทักษิณ ทักษิณ อยู่นี่ละครับ เพราะฉะนั้นเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีงาม พี่น้อง มุสลิมหลายท่านก็โทรมาบอกว่าทําไมเดี๋ยวเอาชีคประเทศนั้น ชีคประเทศนี้มา ผมเกรงว่า จะไม่เหมาะ ให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ด้วยครับ
พอแล้วครับ ดอกเตอร์สรรเสริญก็อยู่ในประเด็น แต่อย่าไปพาดพิงบุคคลภายนอกบุคคลที่ ๓ ซึ่งผมดูแล้วจะเป็นปัญหานะครับ เอาประเด็นที่ท่านอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ นะครับ เพราะฟังมายังไม่เข้าสักคน ไปต่างประเทศหมดเลยครับ เอานายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านอภิปรายนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ เอาอยู่ในประเด็นนี้ก็แล้วกัน ถ้าไปพาดพิง ตะวันออกกลางมันก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนะครับ เอานายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กับที่ทับซ้อน อย่างไรท่านก็ว่ามาเลยครับ เอาอย่างนี้ดีกว่า
ผมพยายามจะแสดงให้เห็น ถึงเครือข่ายทางธุรกิจ
ท่านพิเชษฐ์ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ ประเด็นนี้หรือเปล่า หรือประเด็นไหนอีกครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ เป็นครั้งที่ ๓ ท่านประธานครับ ตัวท่านประธานเอง รู้จักท่านเหล่านี้ไหม รู้จักสักคนไหม การเล่านิยายเพื่อให้สมจริงแล้วทําลายคนอื่นนี่อันตราย มากครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ลําพังท่านสรรเสริญนี่รับผิดชอบไม่ได้นะครับ ความเสียหายระหว่างประเทศ ท่านเป็น ส.ส. ถึงท่านจะมีเงินมีทอง รับผิดชอบไม่ได้จริง ๆ ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ วินิจฉัยด้วยนะครับ
ผมวินิจฉัยแล้ว ท่านได้ฟังหรือเปล่าเมื่อสักครู่ ผมวินิจฉัยแล้วว่าไม่อนุญาตให้พูดถึงคนอื่น อีกแล้ว ให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปเลย เชิญครับ
ก็จะพยายามเคารพ ท่านประธาน เพราะว่าจะมุ่งสู่ประเด็น แต่ว่าสิ่งที่อธิบายมานี่จําเป็นจริง ๆ ครับ เพราะว่า จริง ๆ มันจะมีอีกหลายขั้นตอน แต่ผมได้ตัดออกเพื่อที่จะให้เรื่องราวมันง่ายขึ้น แต่ว่า ต้องยอมรับว่าเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศเป็นอย่างนี้จริง ๆ เชื่อมโยงกันเยอะแยะไปหมด
ท่านรัฐมนตรีประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จริงแล้วผม ไม่อยากจะประท้วงนะครับ พอดีเมื่อกี้ผมตรวจสอบมาอีกครับ ชีค มานซูร์ ที่ท่านพูดว่า ซื้อทีมฟุตบอล เป็นรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมอยากจะขอร้องเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับว่า
ผมไม่ได้ว่าเสียหายอะไรเลย ถ้าท่านซื้อก็ซื้อ
ไม่ครับ เพราะว่าการแปลความท่านอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือแกล้งโง่ สมมุตินะครับ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผมคิดว่าท่านรับแทนประเทศไทยไหวหรือไม่ ถ้าความเสียหายมันเกิดขึ้น ท่านอยู่พรรคประชาธิปัตย์
ท่านลองยกตัวอย่างมาว่า เสียหายอย่างไรครับ
ท่านอย่าไปเถียงกันครับ
ผมเป็นห่วงประเทศชาติครับ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศครับ
ท่านลองยกมาว่าเสียหาย อย่างไรครับ
ท่านอย่าไปเถียงกันครับ เดี๋ยวให้ผมวินิจฉัยครับท่านดอกเตอร์สรรเสริญ
ท่านประธาน ผมทํางานมา สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศ เพื่อนบ้าน วันนี้ประเทศซาอุดิอาระเบียก็เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างประเทศกัมพูชา กว่าจะพูดคุยกันรู้เรื่อง
เดี๋ยวนะครับ ผมวินิจฉัยได้แล้วครับ เอาอย่างนี้ท่านไม่ต้องเอ่ยบุคคลชีคอะไรแล้วครับ ผมไม่รู้จัก ท่านอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เลยก็แล้วกัน เอาเลยครับ
จริง ๆ ก็จะจบแล้วในเรื่อง ของความสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจ จริง ๆ มีอีกชาร์ทหนึ่ง แต่ว่าเพื่อที่จะเคารพท่านประธาน นะครับ เพื่อที่จะให้การอภิปรายต่อไปได้ แล้วก็ให้เวลาไม่กินจนล่วงเลยเกินไป ก็จะขอสรุป ตรงนี้เลยว่าเครือข่ายน้ํามันของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชัดเจนนะครับว่ามีจริง คนก่อตั้งบริษัท เพิร์ล ออยล์ ก็คือ โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด เราก็รู้อยู่ แล้วก็มีข่าวการทําธุรกิจกันมายาวนาน คนซื้อต่อบริษัท เพิร์ล ออยล์ ก็เป็นประธานของพี่ของคนที่ซื้อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยราคาที่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ท่านทักษิณตอนนั้นท่านซื้อมา ๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ชัดเจนครับ
ท่านครับ ประท้วงอีกแล้ว ท่านครูมานิตย์ เชิญครับ ประท้วงทีละท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม จริง ๆ แล้วผมไม่ได้มีเจตนานะครับ ผมก็ไม่สบายใจที่ฟังฝ่ายค้านบอกว่า พวกเราพยายามเจตนาเตะถ่วงเวลา ไม่ใช่นะครับ ผมเซ็นชื่อให้ตั้งแต่ตอนเช้าครับ แต่ว่า บังเอิญในการอภิปราย เหมือนสักครู่นี้เลียบ ๆ เคียง ๆ ขี่เรืออ้อยอิ่งติ่งต้อยอยู่ต่างประเทศ ปรากฏว่าเป็นทักษิณทั้งนั้น ที่ทับซ้อนนี้ผมก็ไม่เคยเห็นคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ไปทําธุรกิจ แล้วท่านก็เคยประกาศว่าถ้าทําตรงนี้ให้ตัดคอ ที่ประเทศเขมรนั่นละครับ ที่ประเทศกัมพูชา มันติดกับบ้านผม ผมก็ไปดูมาแล้วท่านประธานว่าเขาทําตรงไหน ผมไม่สบายใจที่ไปกล่าวหา บุคคลภายนอก วันนี้ท่านก็อยู่นอกวงการไปแล้ว เอาเถอะครับ พอจะกลับท่านก็ไม่ให้กลับ พวกเราก็ถอดออกหมดแล้ว วันนี้ผมคิดว่ายิ่งลักษณ์ไม่ถูกตรงไหน ตรงนี้ก็ไม่ได้ไปถอดถอน มาตรา ๑๕๗ ก็ไม่เขียน มาตรา ๒๗๑ ก็ไม่ทํา
เอาละครับ พอแล้วครับ ท่านอภิปรายไม่ได้ ท่านจิรายุให้ผมได้วินิจฉัยก่อนครับ คือผมก็ได้ ควบคุมแล้ว ไม่ให้เอ่ยชื่อถึงคนต่างประเทศแล้ว ได้แนะนําไปแล้วว่าให้อภิปรายท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ให้ท่านได้พูดก่อนนะครับ ได้อภิปรายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ตามที่เขียนมานี้ ก็ให้สิทธิท่าน ก็ไม่ให้พูดถึงบุคคลภายนอก ที่ตะวันออกกลางก็ขอร้องไม่ให้ พูดแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดมีปัญหา เชิญต่อครับ
ท่านครูมานิตย์บอกว่า ท่านทักษิณประกาศว่าถ้าลงทุนตรงนี้จะให้ตัดคอ ผมขอหลักฐานได้ไหมครับที่ท่านพูดมา เอามาแสดงให้ผมชัด ๆ
ว่าของท่านดีกว่าครับ ไม่โต้แย้งกัน ไม่เอาครับ เชิญครับ
เพราะว่าทุกคนก็ให้สัมภาษณ์ ว่าท่านสนใจจะลงทุน แต่ถ้าท่านยืนยันมาว่าท่านทักษิณพูดว่าถ้าลงทุนตรงนี้ให้ตัดคอเลย อยู่ที่ไหน
คือไม่ต้องตัดคอกันหรอกครับ ท่านว่าประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เชิญครูมานิตย์
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ ผมกลัวจะเสียหายว่าผมพูดแล้ว พวกเราก็นั่งดู นั่งตรวจสอบอยู่
ตอนนี้ท่านประท้วงประเด็นไหน
ประเด็นที่เขาพาดพิงถึงผมว่าจะให้ผม นั้นยืนยัน จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะประท้วงตั้งแต่เบื้องต้นที่เขาใช้อ้างอิง หนังสือพิมพ์ ผมอยากรู้ด้วยว่าหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ดีไม่ดีหนังสือพิมพ์ทํามาเอง แล้วมาบอกว่าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ขี่เรือต้อยติ่งอิ่งอ้อย
พอแล้วครับ พาดพิงก็พอแล้ว คืออภิปรายไม่ได้ ถ้าประท้วงได้ พอแล้วครับ ท่านครูมานิตย์ นั่งลงครับ ไม่อนุญาตแล้ว ไม่แถมอะไรครับ มันเสียเวลาไปนานแล้ว
(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประเสริฐ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ การปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน จริง ๆ วันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าเรา มีปัญหามากในการปฏิบัติหน้าที่ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเฉพาะอภิปราย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ วันนี้เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้เลย เพราะเหตุว่าท่านประธาน ทั้ง ๓ ท่าน ไม่ได้โทษท่านคนเดียว ไม่ได้ปฏิบัติเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมเลย ข้อบังคับ การประชุม ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับข้อ ๑๗๑ เท่านั้นครับ ในข้อบังคับเขาเขียนไว้ ในหมวด ๑๐ เลยครับ การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ข้อ ๑๗๑ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภาเพื่อชี้แจงด้วยตนเอง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหมวดเฉพาะผู้อภิปรายกับผู้ถูกอภิปรายเท่านั้นครับ คนอื่นไม่เกี่ยวเลย อันนี้พูด ๑ วรรค ประท้วง ๑ คน ไปได้ไหมครับ แล้วอย่างนี้พรุ่งนี้จะจบไหมครับ ถามจริง ๆ อยากให้จบไหมครับ หรือว่าอยากเอาไปลงโหวตกันสมัยประชุมถัดไปหรือว่าอย่างไรครับ ถ้าอย่างนี้ไม่จบครับ ไม่จบ เพราะว่าเราไม่ยึดข้อบังคับครับ ประท้วงทุกนัด ประท้วงทุกคํา ไปไหวหรือครับอย่างนี้ ไปไหวไหมครับ
ท่านประเสริฐคืออย่างนี้ การที่ให้ใช้สิทธิพาดพิงมันมีในข้อบังคับ ถ้าพาดพิงท่านรัฐมนตรี ท่านใดเสียหายท่านใช้สิทธิ แต่ทีนี้การประท้วงท่านก็ประท้วงก็ใช้สิทธินี้ ผมก็พยายาม ขอร้องว่าอย่าประท้วง ผมก็เต็มที่นะครับ ท่านก็เห็นเวลาทําหน้าที่ขอร้องอย่าประท้วง อันนี้ก็ขึ้นมาเป็นแผงอีกแล้ว ผมอนุญาตท่านเดียวครับท่านจิรายุ ท่านอื่นนั่งลงครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่อนุญาต ท่านสุดท้ายแล้วจะให้ท่านสรรเสริญต่อ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครครับ สีสันของระบอบ ประชาธิปไตยคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เอาละครับ เอาละครับว่ามาประท้วงข้อไหน
ผมกําลังประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ แล้วก็ขอให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจในข้อบังคับ ข้อ ๖๒ ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ครับ การที่ผู้อภิปรายผมตั้งใจฟังมาตั้งแต่ต้น แต่ท่านก็พยายามจะโยง ผู้นําหลากหลายประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมันเป็นการกระทําที่เราเรียกว่าการกระทําทุจริต ก็ไม่ใช่ แต่เป็นการกล่าวหาว่าละเลยในตําแหน่งหน้าที่ซึ่งขัดต่อ มาตรา ๑๕๗
เอาละ ๆ คือประเด็นเหล่านี้ผมได้วินิจฉัย ท่านจิรายุ ผมได้วินิจฉัยแล้วครับ เดี๋ยวก็จะมี ประท้วงเพิ่มอีก ผมบอกแล้วว่าต้องอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่อย่างนั้นผมก็ ไม่อนุญาตแล้ว ท่านนั่งลงครับ ไม่ละครับ พอแล้ว ก็ทางข้างหลังเขาประท้วงอีกเยอะแยะ ท่านก็ดูเถอะ พอแล้วครับ ประท้วงพอสมควรแล้ว ผมก็ควบคุมแล้ว ผมวินิจฉัยท่านก็ต้องฟัง ผมสิครับ ประธานวินิจฉัยท่านต้องฟังด้วยครับ ทุกคนจะให้ผมใช้ข้อ ๘ แล้วฟังผมบ้าง หรือเปล่าละครับ ก็ข้อ ๖๒ ผมฟังอยู่ มันเป็นสิทธิของประธานครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขอเวลาท่านประธานนิดเดียวครับ ด้วยความเป็นห่วง ท่านประธานเคยไปพบท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกับผม แล้วก็คุยกันว่าเราจะร่วมมือกันทําให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แล้วพวกกระผมก็ได้ทําหน้าที่ของกระผมในการตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างไร แต่ว่ามาถึงนาทีนี้ ผมกังวลแล้วครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าพวกกระผมมีผู้อภิปรายทั้งสิ้น ๒๔ ท่านครับ ก่อนหน้านี้เตรียมไว้ ๓๐ กว่าท่าน แต่ว่าเนื่องจากรัฐบาลให้เวลาแค่ ๒ วัน พวกกระผมจําเป็นต้องตัดคนออกไปประมาณ ๑๐ ท่านครับ แล้วก็ตอนนี้เหลือ ๒๔ ท่าน ที่เตรียมที่จะอภิปรายในช่วงเวลา ๒ วัน แบ่งว่าวันนี้ตั้งใจจะพูดให้ได้สัก ๑๒ ท่าน แล้วพรุ่งนี้ ก็ ๑๒ ท่านโดยประมาณ แต่ว่ามาถึงนาทีนี้ท่านประธานดูสิครับ ท่านสรรเสริญคือคนที่ ๖ ครับ ๔ ทุ่ม ๓๕ นาทีแล้วครับ ถ้าพวกผมพูดคํา ประท้วงคํา ขออภัยท่านประท้วงนะครับ เดี๋ยวท่านจะประท้วงผมเสียอีก แต่ว่าถ้าเป็นอย่างนี้มันจะเดินหน้าได้อย่างไรครับ แล้วพวกผมจะทําหน้าที่ของพวกผมในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลปีหนึ่งครั้งเดียว เท่านั้นครับ ได้อย่างไรท่านประธานกรุณาให้คําตอบที่เป็นรูปธรรม แล้วก็ถ้าพรุ่งนี้บังคับ พวกผมพูดก่อน ๒๔.๐๐ นาฬิกา มันจะเสร็จได้อย่างไรครับ ท่านประธานกรุณาแก้ปัญหา หน่อยครับ ไม่เช่นนั้นก็ต้องอภิปรายแล้วก็ไปลงมติในสมัยประชุมต่อ ๆ ไปอย่างที่ ท่านประเสริฐพูดจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ทางนี้ไม่ต้องประท้วงแล้ว คืออย่างนี้นะครับ อย่าประท้วงอีกเลยครับ ผมนี่ได้ไปขอร้อง ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วไปบอกว่าต้องขอให้เขียนเวลามาให้ผมด้วย เพื่อความสะดวกในการควบคุมการประชุม ก็ไปขอร้องจริง ก็ไปเจรจาจริงว่าการประชุมครั้ง นี้ขอให้มันเป็นแบบสร้างสรรค์ ประชาชนเห็นแล้วศรัทธาสภา รักษาสภาไว้ แล้วก็ขอร้องครับ ถ้าประธานได้วินิจฉัยแล้วท่านก็อย่าฝืนอีกเลยครับ ก็เพิ่งไป ๖ ท่านเอง เหมือนที่ผม ไปขอร้องว่าขอให้ ๒ วันนี้มันออกมาในภาพพจน์ที่ดี พอแล้วครับไม่ต้องประท้วง ผมควบคุมครับ พอแล้วครับ ผมควบคุม ถ้าผมผิดเดี๋ยวผมพิจารณาตัวเองครับ ท่านสุนัย ไม่เกี่ยวครับ ท่านสุนัยครับ กรุณารักษามารยาทด้วยครับ พอแล้วครับ ก็ฟังบ้างสิครับ เชิญท่านปรีชาพล ท่านอื่นนั่งลง ไม่เกี่ยวครับ ท่านสุนัย เดี๋ยวท่านพบผมหลังบัลลังก์ ถ้าพูดอย่างนี้
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น กราบเรียนท่านประธานครับว่า เมื่อสักครู่นี้มีการหารือจากท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ด้วยความเคารพครับ ซึ่งพวกกระผมเอง ก็พยายามทําหน้าที่ครับ เข้าใจดีว่าการตรวจสอบของฝ่ายค้านนั้นเป็นกระบวนการ ซึ่งสามารถทําได้ปีหนึ่ง ๑ ครั้ง แล้วก็เป็นกระบวนการซึ่งพี่น้องประชาชนก็ให้ความสนใจ ทีนี้ในประเด็นที่ท่านได้สอบถามเมื่อสักครู่นี้มา พวกผมเองก็ไม่มีเจตนาจะประท้วงครับ ท่านประธาน เพียงแต่ว่าการทําหน้าที่ก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับครับ ถึงแม้ว่าจะเป็น ๑ ครั้ง ใน ๑ ปี แต่ถ้าปล่อยปละละเลยให้มีการทําขัดข้อบังคับ การอภิปรายผิดมาตรา ๑๕๘ ผิดรัฐธรรมนูญนะครับ พวกกระผมก็ยอมไม่ได้ครับท่านประธานครับ ฉะนั้นถ้าหาก ให้การอภิปรายนั้นราบรื่นก็ต้องให้ความร่วมมือทั้งสองฝ่ายครับ พวกกระผมก็พยายามในการ ที่จะควบคุมพวกกระผม ท่านก็ต้องควบคุมพวกท่านเช่นกันครับ เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ซึ่งเราก็ทราบดีว่าการอภิปรายมีเวลาประมาณ ๒ วันเท่านั้นเอง เพราะว่าพระราชกฤษฎีกา ปิดสมัยประชุมนั้นวันที่ ๒๘ ดังนั้นวันที่ ๒๘ เราต้องมีการลงมติครับท่านประธานฉะนั้น ถ้าอยากให้การดําเนินการเรียบร้อยราบรื่นก็ต้องช่วยกันครับ ไม่ใช่มากล่าวหาว่า มีการประท้วงทําให้มีปัญหาครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมยกมือขึ้นประท้วงประธานตามข้อ ๘ ครับ แล้วก็ มีหลักฐานบันทึกการประชุม ณ เวลานี้ครับ ท่านประธานครับ ครั้งนี้เป็นการอภิปราย ไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านควรได้ทําหน้าที่ พูดมากกว่า นั่นคือประการที่ ๑ ผลครับ จนถึงเวลานี้ฝ่ายค้านได้พูด ๕ ชั่วโมง ๔๙ นาที มีการประท้วงเป็นเวลา ๕ ชั่วโมง ๔ นาที รัฐบาลตอบไปอีก ๑ ชั่วโมง ๑๓ นาที รวมแล้ว ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายประท้วงรวมกัน ๖ ชั่วโมงกว่าแล้ว ฝ่ายค้านเพิ่งได้พูด ๕ ชั่วโมง ๔๙ นาที ผมเลยบอกว่าประธานต้องทําหน้าที่ควบคุมการประชุม ไม่เช่นนั้นวันนี้เปิดอภิปรายประท้วง ไปเลยครับ ไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ท่านต้องทําหน้าที่ครับท่านประธาน ท่านทําหน้าที่ ตามข้อ ๘ วินิจฉัยว่าอันไหนซ้ําประเด็นท่านก็ปิดปากเลย คนไหนไม่เชื่อคําสั่งของ ท่านประธาน ท่านก็ให้ออกจากห้องประชุม เอาตํารวจมาลากไปเลยครับ ท่านต้องเด็ดขาด นะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ไม่ต้องประท้วงแล้ว ท่านสรรเสริญพูดต่อ ผมควบคุมเองครับ ผมจะควบคุมเองครับ ก็ให้ฟัง ผมก่อนสิครับ ท่านกรุณาให้ผมได้ทําหน้าที่เถอะครับ ไม่ยอม เดี๋ยวท่านต้องขึ้นมาทําหน้าที่ แทนผม เชิญ
ก็ขอสรุปประเด็นแรกครับ ว่าจากที่แสดงไปทั้งหมดก็คือความสัมพันธ์ระหว่าง พันตํารวจโท ทักษิณ กับบริษัทเพิร์ล ออยล์ มีจริง เพราะคนก่อตั้งก็คือโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด ซึ่งเป็นเจ้าของห้างแฮร์รอดส์ และมี ความสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจกันมายาวนาน คนที่ซื้อต่อเพิร์ล ออยล์ ประธานก็เป็นพี่ของคนที่ ซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แถมซื้อด้วยราคาที่เอื้อกัน ก็คือท่านทักษิณซื้อมา ๕,๐๐๐ ล้านบาท คนที่ซื้อต่อซื้อไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ผมยังไม่พูดถึงงบกําไรขาดทุน ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้นะครับ เพราะว่าพูดไปก็จะมีปัญหาขึ้นมาอีก แต่ว่าคร่าว ๆ ก็คือว่า ตลอด ๑ ปีที่ท่านทักษิณเข้ามาบริหารขาดทุนเพิ่ม เป็นหนี้เพิ่ม
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น
เชิญครับ ท่านพิเชษฐ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายเป็นครั้งที่ ๔ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ไม่เกี่ยวกับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เลย แล้วท่านไปบอกว่าท่านทักษิณซื้อ ๕,๐๐๐ ล้านบาท มีหลักฐานอะไรท่านทักษิณซื้อ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านปล่อยให้เขาโกหกกลางสภาได้อย่างไร
ประท้วงพอนะครับ ฟัง ผมจะได้วินิจฉัย ท่านประท้วงแล้วให้ผมวินิจฉัยหรือท่านจะวินิจฉัย แทนผม ท่านพิเชษฐ์นั่งลงครับให้ผมวินิจฉัยก่อนครับ อย่าได้วินิจฉัยแทนประธานครับ หน้าที่ใครหน้าที่มัน ท่านสรรเสริญครับต้องเข้าประเด็นว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทําอะไร ไม่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่อนุญาต ผมจะใช้ข้อ ๖๒ นะครับ เชิญครับ
เข้าแน่ครับ แต่ว่า ท่านพิเชษฐ์ต้องถอนก่อนว่า บอกว่าผมโกหกกลางสภา ลุกขึ้นมาถอนเลยครับ
ท่านพิเชษฐ์ว่าอย่างไร
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านสรรเสริญนะครับ ท่านเอาหลักฐานมาดูสิครับ
ท่านอย่าไปเถียงกันสิครับ อย่าไปคุยกันสิครับ ต้องคุยกับประธาน เขาประท้วงเขาขอให้ท่าน ถอนเรื่องโกหก ถอนเถอะครับ ลูกผู้ชายพูดได้ก็ถอนได้
ลูกผู้ชายนี่ละครับท่านประธาน มีกระดาษอยู่ ๒ แผ่น พูดเป็นคุ้งเป็นแคว
ท่านอย่าไปเถียงกันครับ ท่านพิเชษฐ์เอาประเด็นนี้ก่อน ท่านพิเชษฐ์ท่านอย่าเถียงประธานรับ
ท่านประธานต้องฟังว่าจริงหรือไม่
จริงไม่จริงผมไม่รู้เรื่องฟุตบอลผมจะไปรู้ได้อย่างไร ใครซื้อใครขายอย่างไร ฝ่ายค้านมีหน้าที่ กล่าวหา ผมก็บอกว่าต้องพูดถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านก็ถอนประเด็นของท่าน เชิญครับจะได้ต่อ
ท่านประธานครับ ท่านจะให้ผม ทําอย่างไร ผมลูกผู้ชายผมไม่ถอน จะให้เดินออกอีกใช่ไหมครับ
เชิญครับ ท่านสรรเสริญก็เอาในประเด็น ไม่อย่างนั้นผมจะใช้ข้อ ๖๒ ไม่อนุญาตให้ท่านพูด เชิญครับท่านพิเชษฐ์
ท่านประธาน ยังไม่ออกเลยครับ
เชิญครับ
ตกลงเชิญผมทําอะไรครับ
เมื่อสักครู่นี้ท่านจะออกเอง ท่านบอกว่าท่านไม่ถอนท่านจะเดินออกก็ตามใจท่าน เชิญครับ
เอาตํารวจมาเรียกผม
ผมไม่เอามา เสียเวลาตํารวจ ท่านสรรเสริญเชิญครับ บันทึกไว้ไม่ยอมออก เชิญต่อเลยครับ ถ้าไม่อย่างนั้นผมจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๒ แล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมยอม ไม่ได้ครับ ต้องถอนก่อน เพราะถ้าเขาบอกผมโกหกผมต้องขอหลักฐานก่อนว่าเขามีหลักฐาน อะไรว่าผมโกหก มากล่าวหากันอย่างนี้
คืออย่างนี้ครับ ผมได้วินิจฉัยประเด็นนั้นไปแล้วท่าน ท่านต้องอภิปราย ไม่อย่างนั้นก็ไปไม่ได้ครับ เขาไม่ถอนนะครับ ให้บันทึกไว้ ผมเชิญออก ๒ ครั้งแล้ว พอแล้ว ผมไม่เอาตํารวจมา เสียเวลา เชิญครับท่านสรรเสริญ
ก็สรุปว่าเครือข่ายก็ชัดก็คือ ทั้งคนก่อตั้ง ทั้งคนซื้อต่อบริษัท เพิร์ล ออยล์ แล้วหลังจากซื้อแล้ว เพิร์ล ออยล์ ก็ย้าย สํานักงานไปที่อาคารชินวัตร ๓ จากการที่พลเอก เตีย บัญ พูดว่าท่านทักษิณสนใจลงทุน ในธุรกิจน้ํามันหรือไม่ พูดได้เลยว่า ใช่ครับ เพราะปากตัวเองพูดว่าสนใจ และมีเครือข่าย อย่างที่ผมได้นํามาแสดงให้เห็น เพราะฉะนั้นจะปฏิเสธไม่ได้ และแหล่งที่สนใจจากปาก พลเอก เตีย บัญ ก็คือในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งการแบ่งผลประโยชน์เดิมตามมาตรา ๑๙๐ จะต้อง มาเข้าที่รัฐสภา แต่ ณ เวลานี้กลับกลายเป็นว่าไปเข้าแค่ ครม. เท่านั้น อันนี้ชัดไหมครับ อันนี้เป็นข้อแรกที่ผลจากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีลงมติรับหลักการในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทําให้ผลประโยชน์ของชาติมีสิทธิที่จะผ่องถ่ายไปสู่ผลประโยชน์ของพี่ชาย อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นผลพวงมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็เป็นกรณีของการเอื้อ คุณนพดล ปัทมะ ให้หลุดออกจากคดีกรณีเขาพระวิหาร เรื่องนี้ลึกครับ ผมต้องขอใช้เวลา อธิบายสักเล็กน้อย ซึ่งเห็นในนี้ก็มีอยู่ ๒๐ นาทีด้วยกัน ในคดีของคุณนพดล ปัทมะ ตั้งแต่ วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ครับ
ท่านจิรายุประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ และให้ท่านประธานช่วยกรุณาใช้ ข้อ ๖๒ ครับ เพราะว่ามันจะโกโซบิ๊ก (Go So Big) กันไปใหญ่แล้วครับท่านประธาน นี่ไปถึง ท่านนพดลอีกแล้ว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย มาตรา ๑๙๐ ก็เพิ่งผ่านไป ยังไม่ได้ประกาศ ใช้เลย ท่านพูดปานประหนึ่งเหมือนว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ทั้งหมดก็วนไปตะวันออกกลาง ไปกัมพูชา ไปสารพัดไป ท่านประธานวินิจฉัยได้แล้วครับ ท่านอื่นจะได้มีเนื้อหาสาระในการ ไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามข้อบังคับ ข้อ ๖๒ ท่านประธาน โปรดดําเนินการครับ
ท่านสรรเสริญ เป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ผมจําเป็นต้องใช้ข้อ ๖๒ ครับ ท่านต้องเข้าแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องอย่างไรอะไรครับ ที่ท่านอภิปราย ท่านไปหาแต่ท่านอื่นหมด เอาสักทีครับ
ไม่ได้โกโซบิ๊กอย่างที่ว่าเลย นะครับ ถ้าท่านตั้งใจฟังว่าเรื่องมันเชื่อมโยงกันอย่างไร และผมก็บอกแล้วว่าผลในการอนุมัติ มาตรา ๑๙๐ ๑. เอื้อผลประโยชน์ให้ พันตํารวจโท ทักษิณ อันนั้นพูดจบไปแล้ว ผ่านทาง เครือข่ายต่าง ๆ ที่ผมนํามาแสดงให้เห็น ๒. ที่กําลังจะพูดก็คือ เอื้อต่อคดีของนายนพดล ปัทมะ ให้หลุดคดี ผมยังไม่ทันจะพูดไปถึงไหนเลยครับประท้วงผมแล้ว แล้วผมจะอภิปราย ให้เข้าใจได้อย่างไร ท่านประธานต้องให้โอกาสผมอภิปรายก่อน ถึงจะรู้ว่าผมจะไปทางไหน กรณีของคุณนพดล ปัทมะ ครับ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน เขาพระวิหาร ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ครม. มีมติให้เขมรขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ต่อมา วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เพียงแค่ ๑ วันถัดมาครับ คุณนพดลลงนามในแถลงการณ์ร่วม โดยแถลงการณ์ร่วมนั้นไม่ผ่านสภา ผลของการลงนามในแถลงการณ์ร่วม อย่างที่เราทราบ กันอยู่ก็คือว่าจะสามารถนําไปจดทะเบียนเป็นมรดกโลก ทําให้กัมพูชามีสิทธิที่จะบริหาร เขาพระวิหารและพื้นที่ตรงนั้น ต่อมาวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ครับ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยคําแถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือที่อาจ ผมอยากให้ท่านประธานจําคํานี้ไว้แม่น ๆ อาจ นะครับ แถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือที่อาจเปลี่ยนอาณาเขตกระทบต่อความมั่นคง ทางสังคมอย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นเข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ จึงต้องนําไปผ่านรัฐสภา ดังนั้น การที่คุณนพดล ปัทมะ ลงนามในแถลงการณ์ร่วมโดยไม่ผ่านสภา เป็นความผิดครับ เรื่องนี้ ป.ป.ช. ก็ดําเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง รับฟ้องแล้ว เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๖ ท่านประธานจําคําผมไว้ให้ดีนะครับ คําว่า แถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือที่อาจเปลี่ยนอาณาเขต เน้นคําว่า อาจ ทีนี้เราลองมาดูว่า รัฐธรรมนูญแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ฉบับใหม่ ที่ออกมานี่รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เขียนไว้ อย่างนี้ครับ หนังสือสัญญาใดที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยโดยชัดแจ้ง ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา เมื่อสักครู่เน้นคําว่า อาจ นะครับ อันนี้เน้นคําว่า โดยชัดแจ้ง
เชิญนายแพทย์ชลน่าน เชิญครับ ท่านพิเชษฐ์นั่งลง ท่านอื่นนั่งลงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ในกรณีพูดนอกประเด็น ข้อบังคับ ข้อ ๒ คือข้อ ๑๖๘ ประเด็นที่จะต้องอภิปรายข้อ ๖๘ บอกชัดเจน ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๘ ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหาร ราชการแผ่นดิน การตรากฎหมายรัฐสภายังไม่แล้วเสร็จเลยครับ ยังไม่ได้เอาไปใช้เลย ก็กล่าวหาว่าเป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นการเอาเรื่องของสภามาอภิปรายกับ ฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ผิดข้อบังคับ ผิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ถึงแม้ผมไม่มีอํานาจ ไปวินิจฉัยเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญก็เขียนโยงไว้ ฝากท่านประธานช่วยเตือน ผู้อภิปรายด้วยครับ ให้อยู่ในข้อบังคับ ถ้าไม่เหมาะสมท่านประธานต้องห้ามครับ กราบขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ท่านสรรเสริญครับ ท่านอภิปรายเรื่องการบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่ากฎหมายมาตรา ๑๙๐ มันไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เชิญท่านสรรเสริญเอาเฉพาะประเด็น ที่เกี่ยวกับการบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ
ท่านประธานครับ อันนี้ ก็เป็นการลงมติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเองท่านก็ได้ลงมติรับไปแล้ว และผมก็ชี้แจงแล้วว่า ผลของการลงมตินั้นได้ช่วยพรรคพวกอย่างไร ในประเด็นนี้ละครับจะมีผลผูกพันทําให้ คดีของคุณนพดล ปัทมะ ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือพรรคพวกให้หลุดคดี
เชิญท่านจิรายุ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และผู้อภิปรายข้อ ๖๑ การแถลงของท่านนพดลตอนนั้นเพื่อไม่ให้ ประเทศกัมพูชาไปขึ้นมรดกโลก ท่านต้องขอบคุณเขานะครับ แล้วประเด็นต่อมาท่านอ่าน คําตัดสินศาลโลกไหมครับ ข้อ ๒๗ ศาลโลกก็ตัดสินแล้วว่าเราไม่มีอะไรกัน เสมอกัน ท่านจะมากล่าวหาโน่น นี่ นั่น เพื่ออะไรครับ ชักศึกเข้าบ้านหรืออย่างไรครับ
พอแล้วครับ พอแล้ว ท่านสรรเสริญต้องเอาเรื่องการบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรี หลายครั้งแล้วครับ หลายครั้งแล้ว หลายรอบแล้วครับ เอาเรื่องการบริหารงานของ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ก็เรื่องนี้จะสรุปจบอยู่แล้ว ผมขอเรียนว่ามันลึกหน่อยหนึ่ง เพราะว่าผลของคําว่าชัดแจ้งในมาตรา ๑๙๐ มันไปลบล้าง คําว่า อาจ ซึ่งเป็นคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ลึกหน่อยก็คือว่าอธิบายให้เข้าใจนิดหนึ่ง รัฐธรรมนูญเขียนว่า เปลี่ยนอาณาเขตโดยชัดแจ้ง ต้องเข้าสภา แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อาจเปลี่ยนอาณาเขต ต้องเข้าสภา เพราะฉะนั้นผลจากการที่ออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นผลให้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็คือการอาจเปลี่ยนอาณาเขตจากการที่ต้องเข้าสภา กลายเป็นไม่ต้องเข้าสภาครับ เพราะฉะนั้นก็คือผลจากการออกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ การช่วยพวกพ้องให้หลุดจากคดี
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ผมประท้วงท่านประธานเป็นรอบ ที่ ๓ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ แล้วก็ประท้วงเพื่อนสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ไม่ได้อยู่ ในประเด็นครับ แล้วการอภิปรายลักษณะนี้เป็นการกล่าว ผมถือว่าเป็นการใส่ร้ายรัฐสภา เพราะผมเป็นสมาชิกรัฐสภา แล้วการพูดลักษณะเช่นนี้เป็นการกล่าวจินตนาการไปอนาคต แล้วท่านไปก้าวล่วงพระราชอํานาจเพราะยังไม่ได้ลงพระปรมาภิไธยลงมา ท่านไปพูดลักษณะนี้ ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องประชุมลับครับ มาพูดลักษณะอย่างนี้ พวกผมคิดว่าเป็นการผิดข้อบังคับอย่างชัดเจน ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๒ ให้เพื่อนยุติการอภิปรายด้วยครับ
ท่านสรรเสริญครับ ก็ไม่เตือนอีกแล้วครับ ท่านต้องเข้าประเด็นว่านายกรัฐมนตรีบริหารงาน ผิดพลาดอย่างไร ท่านเอาประเด็นนี้ครับ ท่านออกไปไกลจะรอบโลกแล้ว เอาประเด็นนี้ ประเด็นเดียว นายกรัฐมนตรีบริหารงานผิดพลาดอย่างไร เอาอย่างนี้ครับ เรื่องแก้มาตรา ๑๙๐ ก็เรื่องของสภา ท่านว่ามาเลยครับ
ก็จบแล้วครับ จริง ๆ แล้ว มีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน ก็คืออย่างที่ได้เรียนให้ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทราบ ก็คือ การเอื้อผลประโยชน์ให้กับพี่ชายในเรื่องการลงทุนพลังงาน และก็เอื้อพรรคพวกที่จะทําให้ หลุดจากคดีจากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองได้ประทับรับฟ้องไว้แล้ว ก็ขอสรุปเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านอลงกรณ์ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะตอบ ใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นะครับ คือสิ่งที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งพยายามที่จะ กล่าวโยงเพื่อกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีว่าเอื้อผลประโยชน์ให้ท่านทักษิณ บังเอิญผมเป็น ผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเอ็มโอยู ๒๕๔๔ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลหรือบันทึกความเข้าใจ ระหว่างไทยกับกัมพูชานะครับ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า จริงอยู่ครับเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ฉบับนี้ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนะครับ ต่อมา ครม. สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ได้มีมติให้ยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แล้วผมก็มีมติ ครม. อยู่นี่ ลับมากนะครับ แต่ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ ตั้งแต่มีมติดังกล่าวก็ไม่ได้มีการแจ้งบอกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ไปยังประเทศกัมพูชาอย่างเป็น ทางการ แต่ปรากฏว่ามีการส่งคนไปกินแกงเลียงนะครับ แล้วก็ต่อมารัฐบาลนี้เห็นว่าปัญหานี้ คือปัญหาที่จะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นเช่นเดียวกับปราสาทพระวิหาร รัฐบาลนี้จึงไม่ได้ ดําเนินการอะไรเลยเกี่ยวกับเอ็มโอยู ๒๕๔๔ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกกําลังพยายาม จะกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น กล่าวถึงท่านอัล ฟาเยด ซึ่งมีสัญญาไปเมื่อปี ๒๕๔๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรู้เรื่องนี้ดีครับว่าความเป็นมาเป็นอย่างไร อยากจะให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเล่าความจริงให้กับพี่น้องประชาชนได้รับฟัง เพราะว่าสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกพูดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จริงครับ
นอกจากนั้นแล้วนะครับ กรณีปราสาทพระวิหาร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธาน เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนนะครับได้พยายาม หยิบประเด็นนี้มาโจมตีรัฐบาลท่านสมัคร และโจมตีท่านนพดล ซึ่งที่จริงแล้วการขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร รัฐบาลสมัยพลเอก สุรยุทธ์ ปี ๒๕๕๒ ยอมรับครับในการประชุมครั้งที่ ๓๑ มรดกโลก ที่ไครสต์เชิร์ช ประเทศไทยยอมรับให้ประเทศกัมพูชาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่ประเทศกัมพูชาต้องการขึ้นบริเวณใกล้เคียงด้วย ท่านสมัครขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๕๑ ท่านสมัครนี่ละครับคัดค้านไม่ให้ขึ้นบริเวณใกล้เคียง เอาเฉพาะตัวปราสาท มันจึงเป็นที่มา ของแถลงการณ์ร่วมระหว่างประเทศไทย ประเทศกัมพูชา ยูเนสโก ที่ท่านนพดลไปลงนามไว้ แล้วก็พวกท่านก็ประท้วงกัน เอาเรื่องที่ไม่เป็นจริงมาประท้วง
ท่านเอาประเด็นที่ท่านเสียหายพอแล้ว เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหาย อันอื่นไม่อนุญาต
ท่านประธาน ความเสียหายก็คือเกิดการประท้วง เกิดการรบ พุ่งกัน เสียชีวิต พี่น้องตามแนวชายแดน ทหารไทยเสียชีวิต
เอาประเด็นที่ท่านเสียหาย ที่ถูกพาดพิง ท่านไม่ต้องอภิปราย
สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่อยากให้หยิบประเด็นเหล่านี้มาเล่น เป็นประเด็นการเมือง เพราะการต่างประเทศนั้นไม่มีประเทศไหนหรอกครับที่เอาการเมือง มาเล่นเป็นการต่างประเทศ ความสัมพันธ์จะเสียหาย
พอแล้วครับ ผมว่าพอสมควรแล้ว
เอาอีกหน่อย
พอแล้วครับ ท่านพาดพิงหรือครับ เอาเฉพาะประเด็นเสียหาย ไม่เสียหายไม่ให้อภิปรายนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับเรื่องบริษัท เพิร์ล ออยล์ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปนะครับ เพิร์ล ออยล์ การก่อตั้งครั้งแรกเป็นการ ร่วมทุนระหว่างบริษัท แฮร์รอดส์ บริตี้ช แก๊ส (Harrods British Gas) และ ปตท.สผ. หลังจากได้สัมปทานแล้วปรากฏว่าเจาะรูสํารวจไม่ประสบความสําเร็จ จึงขายให้เพิร์ล ออยล์ ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ซื้อไป ตามที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายนั้นถูกต้องแล้วครับ ต่อมาก็มี การขายให้กับบริษัทแอบบาซื้อเพิร์ลออยล์ไป หลังจากนั้นบริษัทมูบาคาลา ซึ่งผู้ซื้อ เจ้าของ เป็นบุคคลสําคัญของประเทศยูเออีครับ ซึ่งไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือเอื้อ ต้องการสิทธิพิเศษจากประเทศไทยก็คือ ชีค โมฮัมหมัด นาห์ยาน ซึ่งเป็นคราวน์ปริ๊นซ์ (Crown Prince) ของประเทศอาบูดาบี ซึ่งผมต้องขอชี้แจงให้กับประเทศอาบูดาบีให้ทราบว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ก็เข้าใจดีว่าท่านลงทุนธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตครับ ประเทศไทยไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้อะไรทั้งสิ้น ต่อมาน้องชายของท่าน ชีค มานซูร์ ซึ่งซื้อ บริษัท แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นเรื่องจริง แต่การซื้อนั้นขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจ คนที่เป็นมหาเศรษฐีครับไม่มีใครโง่ครับที่จะดูว่าต้นทุนการซื้อของทักษิณซื้อมา ๕,๐๐๐ ล้านบาท จะซื้อ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้กําไร ๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่คนโง่ครับ หลังจากซื้อ ๑ ปี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงทุนซื้อนักฟุตบอลอีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าในปีถัดมาครับ ชีค มานซูร์ กําไรธุรกิจที่อังกฤษอีกประมาณ ๓ บิลเลียนปอนด์ (Billion Pound) ก็หลายแสนล้านบาท ท่านคิดดูครับ ฉะนั้นเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านไม่ใช่ความหมาย ความโยงเกี่ยวกับธุรกิจน้ํามัน ในประเทศกัมพูชา หมายความว่านายกรัฐมนตรีทักษิณจะเอื้อให้คราวน์ปริ๊นซ์หรือ รองนายกรัฐมนตรีของยูเออีนั้น ผมคิดว่าแม้ว่าผู้อภิปรายไม่ได้เอ่ยถึง แต่ความหมายนั้น มันก็เอ่ยถึง ทําให้ผู้ที่อยู่ต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศยูเออีนั้นอาจจะเสียความสัมพันธ์ ซึ่งผมขอให้ประชาชนคนไทยมีความเข้าใจให้ตรงกันว่าไม่มีผลประโยชน์ร่วม
ประการที่ ๒ เขตพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา ผมมีความระมัดระวัง มาก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็มีข่าวว่าทักษิณส่งมาเพื่อจะไปทําเรื่องธุรกิจ เจาะหลุมน้ํามัน ทําให้ผมไม่กล้าเดินทางไปประเทศกัมพูชา แม้ถ้ามีงานเพื่อน ลูกเพื่อนแต่งงาน ผมก็ไม่กล้าไป ท่านนะครับ ผมยืนยันว่าในพื้นที่เขตทับซ้อน พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีสัมปทาน และอนาคตก็ไม่มี ถ้ามีนะครับ ท่านเคยสั่งผมไว้ตั้งนานตั้งแต่เป็น รัฐมนตรีพลังงาน ตอนรับตําแหน่งผมก็ถาม เขาบอกถ้ามี พงษ์ศักดิ์ คุณประกาศไปเลย ใครค้นเจอให้ไป ๑๐๐ ล้านบาท เป็นข้อพิสูจน์ครับว่าท่านไปหามาเลยครับ ท่านหาข้อพิสูจน์ มาว่าดอกเตอร์ทักษิณไปลงทุนที่ไหนในเขตพื้นที่ในกัมพูชา พม่าด้วยครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า การพูดลอย ๆ นั้นมันกระทบต่อความเสียหาย แล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีของยูเออีนั้น ก็กระทําในเมืองไทย ก็ยังไม่มีการลงทุนในเมืองไทย มีแต่คราวน์ปริ๊นซ์ที่ลงทุนบริษัท เพิร์ลออยล์ ผมขอชี้แจงสั้น ๆ เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านอลงกรณ์ดีกว่าครับ ท่านอลงกรณ์ครับ ท่านสรรเสริญไม่มีอะไรครับ ท่านพีรพันธุ์ผม ว่าพอแล้วครับ พอแล้วครับ ทางนี้จะได้พูดบ้าง พอแล้วครับ
สรรเสริญ สมะลาภา ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ท่านพูดตั้งแต่แรกว่า ณ เวลานี้พื้นที่ทับซ้อนไม่มีตัวตนแล้ว และจากคําชี้แจงของท่านตอนหลัง มันขัดแย้งกันนะครับ ก็แสดงว่าท่านยอมรับว่ามันมีตัวตนอยู่ เพียงแต่ว่าสถานะอย่างที่เรา ทราบกัน ตั้งแต่สมัย ครม. ท่านอภิสิทธิ์ไม่ได้เรียกว่ายกเลิกหรอกครับ เรียกว่าแขวนไว้เฉย ๆ เพราะว่ามันเป็นการยกเลิกโดยมติ ครม. แต่ถ้าจะยกเลิกเอ็มยูโอ ๔๔ ซึ่งอนุมัติโดยรัฐสภานั้น จะต้องดําเนินการยกเลิกโดยรัฐสภาครับ เพราะฉะนั้นสถานะตอนนี้มันแขวนไว้ก็คือ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่เฉย ๆ แต่สิ่งที่ท่านชี้แจงมาตอนหลังก็ได้พิสูจน์ว่าที่ท่านบอกว่าพื้นที่ทับซ้อน ไม่มีตัวตนนั้น ไม่เป็นความจริง
อย่างที่ ๒ นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ท่านชี้แจงประวัติ เกี่ยวกับบริษัทเพิร์ลออยตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับผมเลยครับ ผมมีอยู่นี่ เหมือนอย่างที่ท่านมีนะครับ เพียงแต่ว่าผมเรียกหยิบมาพูดไม่ให้มันละเอียดจนเกินไป จนเพื่อนสมาชิกตามไม่ทัน แต่ผมมีหมดครับ ตั้งแต่ว่าออสติน กรุ๊ป (Austin Group) อินโดนีเซียก่อตั้งเพิร์ล เอ็นเนอร์จี นะครับ แล้วก็เพิร์ล เอ็นเนอร์จี ออสติน กรุ๊ป เพิร์ลเนอร์จี ก็มาซื้อแฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์จี จากโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด แล้วก็ตั้งชื่อเป็นเพิร์ล ออยล์ ต่อมา ก็เป็นของบริษัทอาบา อินเวสเมนท์ ต่อมาก็เป็นมูบาดาลา ซึ่งทั้งอาบาทั้งมูบาดาลาก็เป็น บริษัทของอาบูดาบีด้วยกัน ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลย ทีนี้ประเด็นที่ว่าจะลงทุนในพื้นที่ทับซ้อน หรือไม่
ท่านสรรเสริญครับ คือท่านจะต้องใช้สิทธิพาดพิงนะครับ อภิปรายซ้ําไม่ได้
ครับ ได้ครับ แต่ว่า เห็นท่านก็บอกว่าถ้าพิสูจน์ได้ว่า พันตํารวจโท ทักษิณมีการลงทุนในพื้นที่ทับซ้อนจริงจะให้ ๑๐๐ ล้านบาท ก็ต้องคอยดูกันต่อไปนะครับ แต่ผมคิดว่าการที่บริษัทระดับข้ามชาติ เขาจะลงทุนและต้องการปกปิดหุ้น มันไม่ใช่เรื่องยากหรอกครับ เซียนบริษัทข้ามชาติ เขารู้กันมีนอมินีมี (Nominee) อะไรครบ ตั้งแต่บริษัทที่บริติช เวอร์จิ้น มีอะไรเยอะแยะ เอามาถือเป็นนอมินี แล้วก็การจะคอนโทรล (Control) นอมินีก็มีสัญญากันอีกทอดหนึ่ง ก็เป็นอย่างนั้นนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนั่งลงครับ นั่งลงครับ ให้รัฐมนตรี ตอบนะครับ นั่งลงนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้พูดว่าผมเข้าใจผิดว่าพื้นที่ทับซ้อนนั้นตายไปแล้วนะครับ ผมพูดให้ท่านเข้าใจภาษาง่าย ๆ หลักการคือว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ที่ท่านอภิสิทธิ์ตอนเป็น นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ได้มีมติ ครม. ยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ พื้นที่ทับซ้อนมันยังคงอยู่อย่างนั้น แต่ว่าการแบ่งผลประโยชน์ตามเอ็มโอยู ๒๕๔๔ นั้น ไม่มีการดําเนินการต่อมาเลยนะครับ แล้วก็ตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ส่งท่านสุเทพ ไปที่กัมพูชา ไปที่ฮ่องกงไปแอบเจอเขา แล้วก็ไปกินแกงเลียง
เอาประเด็นที่ท่านเสียหาย ไม่ต้องอภิปรายถึงขนาดนั้นหรอกครับ ไม่เอา มันจะไม่จบ เดี๋ยวทางโน้นเขาก็ขึ้นมาอีกครับ
ผมเล่าความจริงนิดเดียว เมื่อสักครู่ความจริงครับ จบแล้ว ทีนี้ท่านประธานวันนี้เอ็มโอยู ๒๕๔๔ เรายังไม่ได้ทําอะไรเลย รัฐบาลนี้ได้มีการประชุมกัน เพื่อจะศึกษาดูว่าควรจะคงไว้หรือจะไม่เอา แล้วผมก็ตัดสินใจโดยปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ผมดูแล ผมบอกเราอย่าไปแตะต้องดีกว่า เราทิ้งไว้อย่างนี้ละ ประเทศไทย เราไม่จําเป็นต้องใช้พลังงานในตอนนี้ เพราะเรามีเงินเยอะเราซื้อไว้ก่อนก็ได้นะครับ
พอแล้วครับ พอแล้ว พอสมควรแล้วครับ มันไม่ได้ครับ พอแล้วครับ พอสมควรแล้ว
ท่านประธาน อันนี้คือนโยบายของรัฐบาลนี้ครับ ผมก็อยากจะ กราบเรียนไว้ พี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจ อย่าเอาเรื่องเหล่านั้นมาปะติดปะต่อ เพื่อจะ กล่าวหาคนนั้นคนนี้ มาตรา ๑๙๐ ก็ยังไม่เกิด จินตนาการไปไกล คิดเอาว่าคนไทยจะโง่ เหมือนท่านหรือครับ ขอบคุณครับ
พูดอย่างนั้นไม่ได้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับจะมีการประท้วง ผมว่าท่านถอนคําพูดเมื่อสักครู่ก่อนครับ ไม่ได้ครับ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องถอนครับ
ขออนุญาตถอนก็ได้ครับ คนโง่
ถอนแล้วครับ เชิญท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รวมกับท่านผู้นําฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์จํานวน ๑๔๖ คน กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อ่านญัตติประกอบการอภิปรายเพื่อให้อยู่ในกรอบ ของการเสนอญัตติดังกล่าวโดยสังเขป การขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๘ เนื่องจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินบกพร่องล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไร้ภาวะผู้นํา ไร้สํานึก ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งต่อสภาและต่อประชาชน ลอยตัวหนีปัญหา เลือกปฏิบัติ พูดอย่าง ทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ ทั้งมีพฤติกรรมฉ้อฉลทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ความไร้ประสิทธิภาพและความบกพร่องล้มเหลวผิดพลาดของนโยบายและการบริหาร ราชการได้ทําประเทศเสียหายตกต่ําอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นําความทุกข์ยากเดือดร้อนมาสู่ คนไทยทั้งแผ่นดิน หากปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีแต่จะ พาประเทศไปสู่ความวิบัติ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่สมควรดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีต่อไป
กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้เรียนว่าจากผมเป็นต้นไปนั้น จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๓ ท่านที่จะอภิปรายความล้มเหลวและปัญหาการทุจริต ในโครงการจํานําข้าวของรัฐบาล เพราะได้พิสูจน์แล้วว่านโยบายประชานิยมสุดโต่งโครงการ จํานําข้าวกําลังนําความหายนะมาสู่ประเทศอย่างชัดเจน เป็นการบริหารที่ล้มเหลว ขาดทุน มหาศาล กระทบสถานะการเงินการคลังและสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งยังเต็มไปด้วย การทุจริตทุกขั้นตอน เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ มิหนําซ้ํายังเพิ่มต้นทุน ดอกเบี้ย ค่าเช่า ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง ค่ารถไถ รถเกี่ยว เพราะ โครงการถังแตกจ่ายเงินล่าช้า ประกอบกับชาวนาขายไม่ได้ราคา ๑๕,๐๐๐ บาทสําหรับ ข้าวเจ้า และ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียนตามสัญญาจนสร้างภาระและหนี้สินชาวนาเพิ่มพูน มากกว่าเดิม ตลอดจนเปิดช่องให้มีการจํานําข้าวต่างด้าวมาสวมสิทธิหลายแสนตันต่อปี ความผิดพลาดของนโยบายจํานําข้าวที่ตั้งราคาจํานําสูงกว่าราคาที่เหมาะสม ประกอบกับ รัฐบาลไร้ความสามารถในการขายระบายข้าว ทําให้ประเทศสูญเสียแชมป์พันธุ์ข้าวดีที่สุด ในโลกและเสียแชมป์ส่งออกข้าว ๓๐ ปี เมื่อระบายข้าวขายไม่ออก ข้าวก็ล้นสต็อก (Stock) กดราคาข้าวในประเทศและตลาดโลก ขณะนี้ข้าวเริ่มเสื่อมสภาพและสูญเสียมูลค่า รวมทั้งมีการปลอมปนจนกระทบภาพลักษณ์ข้าวไทยและการสูญเสียตลาดในระยะยาว นโยบายประชานิยมสุดโต่งจํานําข้าวกําลังทําลายระบบข้าวทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา รวมทั้งทําลายขีดความสามารถในการแข่งขันของชาวนาไทยและข้าวไทยร้ายแรง ที่สุด จนไม่อาจไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ท่านประธานที่เคารพ กระผมต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้กรุณามารับฟังการอภิปรายในนโยบายที่อื้อฉาวที่สุด เป็นนโยบายที่ขาดทุนที่สุด ไม่เคยมี รัฐบาลใดในอดีตที่ดําเนินโครงการเพียงโครงการเดียวนั้นจะทําให้ประเทศชาตินั้นขาดทุน มากที่สุดในขณะนี้ และยังเป็นโครงการที่ล้มเหลวที่สุด มีความผิดพลาดตั้งแต่วิธีคิดจนมาถึงการบริหาร และท้ายที่สุดทําให้เป็นโครงการที่ขาดทุน แล้วก็ทําลายระบบข้าวไทย แล้วยังเป็นโครงการ ที่มีการทุจริตครบวงจร รวมไปถึงการที่เป็นญัตติถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในทุกครั้งที่มี การอภิปรายตั้งแต่ปีที่แล้วจนปีนี้ กระผมจะอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น หัวหน้าคณะรัฐมนตรีและเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งผมคาดหวังว่า ในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีดูแลรับผิดชอบจะได้แสดงภาวะความเป็นผู้นําและมีวิสัยทัศน์ แต่เปล่าเลย ๒ ปีกว่า เข้าปีที่ ๓ ท่านยังไม่สามารถที่จะแสดงความเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะฟื้นฟูและรักษาไว้ซึ่งระบบข้าวไทย ความจริงโครงการนี้นั้นกล่าวโดยสรุปก็คือว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี ๒๕๕๔ เป็นต้นมา ๒ ปี ๔ ฤดูการผลิต คือฤดูการผลิต ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ มีการจํานําข้าวเปลือกทั้งสิ้น ๔๔ ล้านตัน ใช้เงินจํานวน ๖๘๘,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์สามารถระบายข้าวออกไปได้คิดเป็นตัวเงิน ๑๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งที่มีเป้าจะต้องระบายให้ได้อย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้เกิดการขาดทุนกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือขาดทุนมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินในโครงการนี้ และหาก รวมวงเงินที่คณะรัฐมนตรีและกรรมการข้าวแห่งชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในฤดูการผลิต ปี ๒๕๕๖/๒๕๕๗ จะต้องใช้เงินอีก ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วจะเป็น ยอดวงเงินใน ๓ ปีการผลิตนั้นสูงถึง ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ การดําเนินโครงการ ดังกล่าวนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยทั้งในและต่างประเทศ ประการแรกก็คือว่า ได้ทําลายระบบข้าวของไทยทั้งระบบ ความจริงแล้วเราทุกคนมีความภูมิใจตลอดเวลาว่า ประเทศไทยนั้นเป็นแชมป์โลกข้าว ท่านนายกรัฐมนตรีเคยตอบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อปีที่แล้วในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ดูประหนึ่งว่าท่านไม่อินังขังขอบ บอกไม่สําคัญ หรอกที่จะเป็นแชมป์โลก ขอให้เราขายแล้วได้มูลค่ามากกว่า ความจริงน่าจะคิดว่า ถ้าเราสามารถที่จะส่งออกข้าวได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก แล้วก็ได้มูลค่าข้าว ได้ราคาข้าวที่ดี น่าจะเป็นวิธีคิดที่ถูกต้องมากกว่า แต่วันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าปัญหานี้มันลึกมากกว่าตัวเลข ที่เราเห็น มันไม่เพียงการขาดทุน โครงการ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเพียงแค่ ๒ ปี หรือ ๔ ฤดูการผลิต แต่มันทําให้รากฐานที่สําคัญในระยะยาวของประเทศซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่ได้คํานึงถึงมากนัก นั่นก็คือการเสียแชมป์โลกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดของโลก ความจริงที่ผมตั้งชาร์ทตรงนี้มาว่าแชมป์โลกข้าวเป็นเครื่องหมายคําถามนั้น เพราะต้องการ ที่จะเรียนท่านประธานว่าประเทศไทยนั้น เราเป็นแชมป์โลกของพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดตั้งแต่ ปี ๒๔๗๖ ๘๐ ปีที่ผ่านมาที่เรารักษาชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ศักยภาพของข้าวไทยและชาวนา ไทย เพราะหัวใจที่สําคัญที่สุดก็คือพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดในโลก ตั้งแต่ข้าวพันธุ์ปิ่นเกล้าที่เราได้ไป ชนะเลิศที่ประเทศแคนดาเมื่อ ๘๐ ปีที่แล้ว แต่เรากลับมาสูญเสียแชมป์โลกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุด ให้กับประเทศเมียนมาร์เมื่อปี ๒๕๕๔ และเสียแชมป์โลกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดให้กับประเทศ กัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ความจริงในแง่ของการที่เป็นแชมป์ส่งออกข้าวนั้นมันไม่ใช่ได้มาด้วยราคา หรือปริมาณของการผลิต แต่มันได้มาด้วยคุณภาพของข้าวไทย เรามีพันธุ์ข้าวหลากหลาย เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ไม่ว่าจะเป็นข้าว กข. ข้าวชัยนาท ข้าวสุพรรณ ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวพิษณุโลก ข้าวตาแห้ง ข้าวเจ๊กเชย ข้าวสังข์หยด ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวทําให้เราสามารถสนองตอบต่อลูกค้าในการที่สั่งซื้อ และนี่คือ ความพิเศษสุดของข้าวไทย เราจึงสามารถที่จะสร้างภาพลักษณ์ สร้างโพซิชั่น (Position) ของข้าวไทยอยู่ในระดับที่ทําให้ราคาข้าวของเราสูงกว่าข้าวของประเทศเวียดนามและ ประเทศอื่น ๆ แต่เราต้องมาสูญเสียแชมป์พันธุ์ข้าว เพราะภายใต้โครงการรับจํานําข้าวนั้น ได้สร้างพฤติกรรมใหม่และทําลายศักยภาพดั้งเดิมของชาวนาไทย ในอดีตที่ผ่านมานั้นชาวนา ที่ปลูกข้าวก็จะคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีสําหรับเป็นพันธุ์ในการที่จะปลูกในฤดูกาลต่อไป นั่นคือ สิ่งที่ได้สะท้อนให้เห็นว่าการดํารงคงไว้ซึ่งคุณภาพของพันธุ์ข้าวอยู่ในวิถีชีวิตของชาวนาไทย แล้วก็สามารถเชื่อมโยงจากต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ําไปสู่ตลาดโลก และรักษาแชมป์พันธุ์ข้าว ดีที่สุดในโลก ๘๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ แต่การที่แนวทางโครงการรับจํานําข้าวทุกเมล็ดที่เริ่มตั้งแต่ เดือนตุลาคมปี ๒๕๕๔ นั้นได้เปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องพูดถึงพันธุ์ข้าวที่ดี ทุกคนมุ่งแต่ที่จะผลิตข้าวอายุสั้น บางครั้งก็มีข้าวอายุต่ํากว่า ๑๐๐ วัน กระบวนการที่หละหลวม และสวมด้วยการทุจริตหวังผลประโยชน์ได้เกิดข้าวข้ามเขตปลอมปนจนน่าเสียดาย ความเป็นเอกลักษณ์และคุณภาพของข้าวไทยนั้น ต้องเรียนว่า ดอกเตอร์อนันต์ ดาโลดม ซึ่งท่านก็รู้จักดีนะครับ ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เป็นข้าราชการที่มี ความรู้ในเรื่องของข้าวดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ท่านได้กล่าวไว้ว่าเมื่อเอกลักษณ์ข้าวไทย ตกมาถึงยุครัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความโดดเด่นข้าวไทยที่สร้างสมมาได้หายลับ ไปกับตาที่เห็นได้ชัดเป็นที่รู้กัน ประเทศไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวให้ประเทศเวียดนามและประเทศอินเดีย ฉะนั้นไม่ต้อง แปลกใจทําไมประเทศไทยถึงเสียแชมป์ นอกจากพันธุ์ข้าว ปนกันมั่ว คุณภาพแย่ลงแล้ว ราคาตั้งไว้แพง ต่างชาติที่ไหนจะโง่มาซื้อของห่วยราคาแพง จะมีแต่พวกหลงตัวเองว่า ฉลาดคิดเข้าข้างตัวเองเท่านั้นถึงยังดันทุรังทําต่อทั้งที่ชาติกําลังจะพัง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็ต้องทราบว่านอกจากการสูญเสีย แชมป์พันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดของโลก และการที่มีนโยบายที่ไปเร่งรัดปริมาณมากกว่าคุณภาพ มันได้เปลี่ยนวิถีชีวิต ความเป็นอู่ข้าวอู่น้ํา เป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกเรากําลังเปลี่ยนจาก คุณภาพมาสู่ปริมาณ แล้วเรากําลังจะสูญเสียตลาดข้าวสําคัญ ๒ ตลาด ๑. ก็คือตลาด ข้าวหอมมะลิ ๒๐ ปีของการฟูมฟักพัฒนาข้าวหอมมะลิ จนเราสามารถที่จะสร้างมาตรฐาน ข้าวหอมมะลิ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็คงทราบดี ว่านั่นคือการสร้างมาตรฐานข้าวไทย ค่ามาตรฐานข้าวโลก เพราะเราเป็น แชมป์โลกส่งออกข้าว เราสามารถส่งออกข้าวได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของตลาดค้าข้าวทั้งหมด ใน ๓๐ ล้านตันที่มีการค้าข้าวนั้น ๑๐ ล้านตันมาจากประเทศไทย และข้าวไทยได้ชื่อว่า เป็นข้าวที่มีคุณภาพ ราคาเราจึงสูงกว่าข้าวจากเวียดนาม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีอย่าตอบ อีกนะครับ อย่างตอบแบบปีที่แล้วที่บอกว่าดูสิปริมาณส่งออกใกล้เคียงกัน แต่ว่ามูลค่าข้าว ของเรานั้นได้มากกว่า เพราะราคาข้าวเราสูงกว่าเขาครับ ราคาข้าวเราสูง ปริมาณเราส่งออก ได้น้อย ลดลง แต่มูลค่าของเราเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งก็ย่อมที่จะสูง เพราะว่าราคาข้าว ต่อตันของเราสูงกว่า อย่างน้อยข้าวไทย ข้าวเวียดนามนั้น โดยเฉลี่ยในอดีตนั้น ๕๐ เหรียญ ต่อตัน แต่ว่าแนวโน้มจากนี้ไปท่านคงต้องทํางานเหนื่อยถ้าหากว่ายังอยู่ในตําแหน่งต่อไปได้ นะครับ เพราะว่าอินเดียได้กลับมาคว้าตําแหน่งแชมป์โลกส่งออกข้าวแทนประเทศไทย เวียดนามดัมพ์ (Dump) ราคา ได้เปรียบทั้งอัตราค่าเงิน แล้วก็ในส่วนของต้นทุนการผลิต และผลผลิตต่อไร่ของเขาก็สูงกว่าเรา ๓๐๐ กว่าเหรียญเท่านั้นละครับ จึงจะเป็นปัญหาใหญ่ ต่อไป และจะยิ่งซ้ําเติมโครงการจํานําข้าวให้ขาดทุนมากขึ้น และจะมีปัญหาการระบายข้าว ซึ่งกระผมจะได้พูดต่อไป ข้าวหอมมะลิที่เราเพียรสร้างขึ้นมา ๒๐ ปีนั้น มันได้เกิดปัญหาจาก โครงการจํานําข้าวนี่ละครับ ข้าวเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมปทุมธานี ๑๖,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่ามีการนําข้าวข้ามเขตเข้าไปในภาคอีสาน ไม่รู้ว่าข้าวหอมมะลิหรือข้าวปทุมธานี ทางกายภาพแยกยากมาก ทําให้ข้าวหอมมะลิของเรานั้นกําลังจะสูญเสียตลาด คุณกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้กล่าวไว้ชัดเจนยืนยันเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ไทยกําลัง เสียตลาดข้าวหอมมะลิให้เวียดนาม ซึ่งประเทศที่เคยซื้อข้าวหอมมะลิจากไทย เช่น ฮ่องกง จีน ตอนนี้หันมาซื้อข้าวจากเวียดนามเพิ่มขึ้น นั่นคือสิ่งที่มาจากมืออาชีพครับ มาจาก ผู้ส่งออก มาจากผู้ที่อยู่กับตลาดมาตลอดชีวิต ยิ่งกว่านั้นเรากําลังจะสูญเสียตลาดข้าวนึ่ง ตลาดข้าวนึ่งนั้นพยายามสร้างตลาดเพื่อที่จะเอาชนะประเทศอินเดียในตลาดแอฟริกา และตะวันออกกลาง ๔๐ ปีของความเพียรพยายามดังกล่าว ก็มาพ่ายแพ้และเสียโอกาส เสียตลาดในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ข้าวนึ่งนั้นก็คือการเอาข้าวเปลือกมานึ่งก่อน ไปสี แล้วก็ทําให้เราได้ราคาที่ดีกว่าข้าวธรรมดาอยู่ตันละกว่า ๑,๐๐๐ บาท หรือโดยประมาณ คือ ๓๕ เหรียญ แล้วราคาที่เราได้ก็อยู่ประมาณ ๕๖๗ เหรียญต่อตัน ปี ๒๕๕๓ ก่อนที่จะมา ใช้โครงการจํานําข้าว ตอนนั้นใช้โครงการประกันรายได้เกษตรกร เราสามารถส่งออกข้าวนึ่ง ได้คิดเป็นประมาณ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ๓.๒ ล้านตัน นํารายได้มากว่า ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเมื่อเปลี่ยนมาสู่ระบบรัฐผูกขาดการค้าข้าว มาสู่ระบบที่รัฐจํานําข้าวในราคา ที่สูงกว่าท้องตลาดและต้นทุนสูงกว่าราคาตลาดโลก เกิดปัญหาในการหาข้าวเปลือกมาทํา เป็นข้าวนึ่งของผู้ส่งออกเอกชน ตรงนี้เองคือการที่ทําให้เราสูญเสียตลาดข้าวนึ่งและตลาดข้าว หอมมะลิ และยิ่งการไม่สามารถระบายข้าวได้ตามกําหนด การเสื่อมสภาพของข้าวก็เกิดขึ้น ผมได้เก็บข้อมูลแล้วก็พยายามได้พูดคุยเพื่อที่จะดูถึงสถานการณ์ล่าสุดและความรู้จาก ผู้ประกอบการ ปีแรกถ้าระบายออกไปไม่ได้ข้าวจะเสื่อมสภาพ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมูลค่า ที่สูญเสียลงไป ปีที่ ๒ จะสูญเสีย ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๓ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้น ก็เอาไปทําอาหารสัตว์ เรื่องของข้าวนั้นเป็นเรื่องซึ่งมันใหญ่โตเกินกว่าที่แนวคิดที่จะให้รัฐ มาทําการผูกขาดการค้าข้าว ความจริงบ้านใกล้เรือนเคียงนี้ครับ ประเทศเมียนมาร์นั้นก่อนที่ เขาจะเกิดเหตุการณ์ ๑๙๘๘ ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นแชมป์โลก ๙,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่หลังจากที่ใช้แนวคิดแบบที่รัฐบาลนี้กําลังทําอยู่ คือการที่รัฐเข้าไป ผูกขาดการค้าข้าว เชื่อไหมครับว่าเมื่อ ๔ ปีที่แล้วตอนที่ผมเดินทางไปเยือนประเทศเมียนมาร์นั้น ส่งออกไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตัน แต่หลังจากที่เขาเปิดประเทศเพียง ๒ ปีเท่านั้นเอง เขาสามารถส่งออกพลิกตัวเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน และ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน และจนเป็น ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ภายใน ๕ ปีนี้ จะกลับมาอยู่ในระดับหนึ่งถึงสามของโลก เพราะเขาได้ปรับไปสู่การเปิดการค้าข้าวเสรี แทนการที่รัฐผูกขาด ประเด็นดังกล่าวนั้นคือสิ่งที่อยากจะเรียนว่า โครงการจํานําข้าวนั้น จะทําลายระบบข้าวทั้งระบบและมันได้ปรากฏผลแล้วว่าเราได้สูญเสียในเรื่องของแชมป์โลก พันธุ์ข้าว สูญเสียตลาดของข้าวหอมมะลิแล้วก็ข้าวนึ่ง แล้วเรายังเสียแชมป์โลกในการ ส่งออกข้าว ๒ ปีแล้ว ปีนี้จากการคาดการณ์ของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าเราจะเสีย แชมป์เป็นปีที่ ๓ ติดต่อกัน การเสียแชมป์ปี ๒๕๕๔ นั้นอาจจะมีผลส่วนหนึ่งให้ความ เป็นธรรมกับรัฐบาลก็คือว่าเกิดภาวะมหาอุทกภัย แต่ปีถัดมาคือปีที่แล้ว ๒๕๕๕ เราส่งออก ได้เพียง ๖.๙ ล้านตัน เสียแชมป์ให้กับอินเดียและเวียดนาม หลุดจากตําแหน่งแชมป์โลก มาสู่อันดับ ๓ ถามบอกว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร ตัวเลขอย่างเป็นทางการของสมาคมผู้ส่งออก ข้าวไทยนั้นระบุชัดเจนว่าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคมของปีนี้ส่งออกได้ ๔.๑๔ ล้านตัน ปริมาณลดลง ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่า ก็ลดลงไปด้วยจาก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่าลดไป ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่าปีนี้อินเดียจะสามารถส่งออกได้ไม่น้อยกว่า ๑๑ ล้านตัน ก็หมายความว่าเราจะเสียแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ ๓ การเสียแชมป์โลกในการส่งออกข้าวก็ดี การเสียแชมป์พันธุ์ข้าวที่ดีนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมาจากความผิดพลาดของแนวคิด ของโครงการจํานําข้าวที่รับจํานําสูงกว่าราคาตลาด ๔๐-๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และเป็น การจํานําทุกเม็ด ตรงนี้เองที่ทําให้กลไกตลาดทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาคส่วนกลาง และต่างประเทศนั้นเสียหายทั้งระบบ ยิ่งกว่านั้นในการบริหารจัดการโครงการดังกล่าวนี้ ยังปรากฏว่าทําให้เกิดภาวะขาดทุนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่มีรัฐบาล มีนโยบาย มีโครงการในการบริหารประเทศ ๒ ปีกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๓ ปี ไม่ใช่ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะกลายเป็น ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าข้าวที่ระบายไม่ออก ข้าวที่เสื่อมสภาพ มันจะทําให้ภาวะการขาดทุนสูงกว่าข้าวที่เราจํานําปีที่ ๑ ปีที่ ๒ เพราะ ในปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ มีทั้งนาปี นาปรัง รวมแล้ว ๒๑,๖๔๐,๐๐๐ เกวียน และในปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ฤดูกาลผลิตนี้มีการรับจํานํา ๒๓,๑๒๐,๐๐๐ เกวียน รวมแล้วขาดทุน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้มาจากการสูญเสียในโครงการจํานําข้าวใน ๒ ฤดูกาล ซึ่งแน่นอนที่สุดว่ารัฐบาลพยายามที่จะบอกว่าขาดทุนไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ขาดทุนแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ก็ต้องเรียนว่าคุณสุภา ปิยะจิตติ ประธานคณะกรรมการ ปิดบัญชีโครงการรับจํานําข้าวได้ยืนยัน แล้วก็ส่งรายงานถึงคณะรัฐมนตรี ถึงท่านรัฐมนตรี ที่ดูแลรับผิดชอบและกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ตัวเลขดังกล่าวนั้นใกล้เคียงกับตัวเลขที่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยคือ หม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ทําการศึกษาจ้างบริษัทอาชีพลงไป สํารวจ แล้วก็เก็บตัวเลข แล้วก็ทําการคํานวณออกมาบนฐานข้อมูลที่ใกล้เคียงกับ คณะกรรมการของกระทรวงการคลังที่ทําหน้าที่ในการปิดบัญชี นั่นก็คือขาดทุน ๔๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๒ ปี เฉลี่ยคือปีละ ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ การคํานวณดังกล่าวนั้น น่าสนใจมาก เพราะว่าจะทําให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจถึงสถานะที่แท้จริงของโครงการ ที่ผลาญงบประมาณขาดทุนอย่างมหาศาลอย่างนี้ จากรายงานของ ธ.ก.ส. นั้นได้ระบุว่า มีการจํานําข้าว ๔๔ ล้านตันหรือเท่ากับ ๒๗ ล้านตันข้าวสาร ใช้เงินไป ๖๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าดําเนินการ เช่น ค่าสีข้าว ค่าแปรสภาพ ค่าเก็บรักษา ค่าโกดัง ค่าตรวจสภาพของ เซอร์เวเยอร์ (Surveyor) รวมทั้งค่าดอกเบี้ยอีก ๘๙,๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้วรัฐบาลได้ ลงทุนไปกับโครงการจํานําข้าว ๗๗๒,๕๐๐ ล้านบาท เมื่อมาหารด้วยข้าวสาร ๒๗ ล้านตัน ต้นทุนจะอยู่ที่ตันละ ๒๘,๖๐๐ บาท รัฐบาลได้ขายไปแล้ว ๑๒ ล้านตัน ได้เงินมา ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือรายได้จากการขายข้าว ๑๒ ล้านตัน เอา ๑๒ ล้านตันมาคูณด้วยต้นทุนตันละ ๒๘,๖๐๐ ล้านบาท เป็นเงิน ๓๔๓,๒๐๐ ล้านบาท บวกลบง่าย ๆ เลย เอา ๓๔๓,๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนลบจากการขาย ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือการขาดทุนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับ ๑๒ ล้านตัน ถ้า ๑๕ ล้านตัน เอาตัวเลข ๑๕ ล้านตัน เพราะมี ๒๗ ล้านตัน ระบายไป ๑๒ ล้านตัน เหลือค้างสต็อกอยู่ ๑๕ ล้านตัน เอามาคูณด้วยราคาขายที่ท่านขายไป ๑๒ ล้านตัน ได้รายได้มา ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะตกตันละ ๑๑,๗๐๐ บาท ก็จะขาดทุนอีก ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปยอดก็คือว่า ๒๗ ล้านตันใน ๒ ปีฤดูกาลผลิต ๔ รอบการรับจํานําขาดทุนทั้งสิ้น ๔๕๖,๐๐๐ ล้านบาท หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ชี้ให้เห็นว่าถ้ายังดําเนินโครงการ รับจํานําเช่นนี้ต่อไป ภายใน ๗ ปีจะทําให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งขึ้นเกิน ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีและจากการตรวจสอบข้อมูลสรุปว่าการลงทุนมหาศาลดังกล่าว และขาดทุน อย่างมหาศาลดังกล่าวนั้นชาวนาได้ไม่ถึงครึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งหายไปเข้ากระเป๋าใคร ประเด็นดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นประเด็นที่มีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรก ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าบอกว่าหม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งเป็นอดีต รองนายกรัฐมนตรี เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นอดีตผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญทางบัญชี แล้วก็มีประสบการณ์ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของธนาคารพาณิชย์อันดับ ๒ ของประเทศ ท่านอาจจะรู้สึกขัดหูเมื่อได้ทราบข้อมูลดังกล่าว แต่อีกคนหนึ่งนั้นก็คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังคนแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ คือท่านธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ท่านบอกว่าเมื่อตรวจสอบดูว่าตัวเลขที่คณะกรรมการปิดบัญชีข้าว คือรองปลัดกระทรวง การคลัง คุณสุภา สรุปมาว่าขาดทุนฤดูกาลผลิต หรือปีละอย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒ ปี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้น ก็สอดคล้องกับตัวเลขที่หม่อมราชวงศ์ ปรีดียาธร เทวกุล ได้พูดถึงคือขาดทุนกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คุณธีระชัยบอกว่าหลักการคิดบัญชี กําไรขาดทุนของโครงการนั้น คุณสุภา และหม่อมราชวงศ์ ปรีดียาธร คิดในหลักบัญชีสากล ที่ถูกต้อง ส่วนรัฐบาลนั้นคิดผิด และท่านยังกล่าวว่าจริง ๆ แล้ว ๒ ปีนั้น ไม่ได้ขาดทุนแค่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรอกครับ มันมากกว่านั้นด้วยซ้ําไป เพราะว่าอะไร เพราะว่า การคิดบัญชีดังกล่าวของ ๒ ท่านนั้นคิดในสภาพของข้าวค้างสต็อกที่อยู่ในสภาพพร้อมขาย แต่ว่าโดยแท้ที่จริงก็คือความสามารถในการระบายข้าวของเรานั้นในปริมาณอย่างนี้ต้องใช้ เวลาร่วม ๑๐ ปีครับ แล้วความเสื่อมสภาพก็ทําให้มูลค่าของข้าวในสต็อกลดลงไปด้วย ตรงนี้ เองคือสิ่งที่เรียนให้เห็นว่า บุคคลที่มีประสบการณ์แล้วก็ไม่ได้เข้าใครออกใครหรอกครับ ไม่ได้มาสนับสนุนฝ่ายค้านหรือว่าจงเกลียดจงชังรัฐบาลก็ไม่ใช่ แต่เพราะความหวังดี ต่อประเทศชาติและไม่ต้องการเห็นโครงการเช่นนี้ทําลายระบบข้าวไทย ทําลายโอกาสของ ชาวนา ทําลายโอกาสของประเทศ และเป็นโครงการที่ขาดทุนเป็นประวัติศาสตร์ของ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา การลงทุนที่มากของโครงการดังกล่าวนี้นั้นทําท่าจะบานปลาย แต่ถ้า เป็นการที่ลงทุนแล้วชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ฝนตกทั่วฟ้า ผมก็คิดว่านั่นเป็น เหตุผลหนึ่งที่เราก็ไม่ขัดข้องถ้าหากว่าการบริหารมีประสิทธิภาพไม่ล้มเหลวอย่างที่เป็นอยู่ ผลการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือว่าทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้สรุป ผลวิจัยเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๖ คือไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ครับ บอกว่ารายได้ของเกษตรกรลดลง ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผลผลิตลดลง ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ เม็ดเงินไปถึงเกษตรกรเพียงร้อยละ ๓๗ และรายงานวิจัยดังกล่าวก็สอดคล้องตรงกับที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งทําการวิจัยเรื่องนี้ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่านได้รับทราบในเรื่องเหล่านี้ การขึ้นทะเบียน ชาวนาในการเข้าร่วมโครงการนั้นมีจํานวน ๓,๘๐๐,๐๐๐ ราย แต่ที่เข้าร่วมโครงการรับจํานํา ได้มีเพียง ๒.๑ ล้านรายในฤดูกาลผลิต แต่ในจํานวน ๒.๑ ล้านรายโดยประมาณ ใน ๑ ปีนั้นมันเป็นตัวเลขที่ซ้ําซ้อนของเกษตรกรที่ทํานาปีและนาปรัง ประมาณการขั้นต่ํา ๓๐๐,๐๐๐ ราย เท่ากับว่ามีเกษตรกรที่ได้ประโยชน์เข้าโครงการจํานําได้จริงประมาณ ๑.๘ ล้านราย นั่นแสดงว่าชาวนาที่ไม่ได้ประโยชน์คือ ๒.๑ ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ราย เปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้ในสมัยรัฐบาลที่แล้วมีเกษตรกร ชาวนาได้เกือบครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไม่ได้ทําลายกลไกตลาด และทําให้เราเป็นแชมป์ ส่งออกข้าวมากที่สุดเป็นปรากฏการณ์ในช่วงปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แต่เมื่อเปลี่ยนโครงการมา ทั้งที่เราใช้เงินมากมหาศาลขาดทุนมากมายอย่างนี้ แต่ชาวนากลับได้ประโยชน์เป็นส่วนน้อย และที่สําคัญก็คือว่าผลการวิจัยของทีดีอาร์ไอก็ออกมาว่าเกษตรกรรายใหญ่ ชาวนารายใหญ่ รายกลางนั้นได้ประโยชน์มากกว่ารายย่อย ความจริงผมก็ทราบว่าท่านจะชี้แจงอย่างไร เพราะว่ามันก็ชี้แจงแล้วทั้งในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ของสภา แต่มันตอบไม่ได้ตาม ข้อเท็จจริงครับ ตามข้อเท็จจริงคือชาวนาที่ทํานา ๒๐ ไร่ลงมา หรือ ๑๕ ไร่ลงมาแทบจะไม่ได้ เข้าร่วมโครงการเลย นอกจากนั้นแล้วยังมีข้อมูลผลการสํารวจปรากฏชัดเจนว่าชาวนา ในภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือเกือบทั้งหมดและภาคกลางบางส่วน ส่วนใหญ่เป็นชาวนา รายเล็ก ๆ ที่ปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเองก็ไม่เหลือข้าวที่จะไปจํานํา ยกเว้นจํานําแบบยุ้งฉาง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้วท่านเอาตัวเลขเหล่านี้มารวมแล้วทํามาเป็น สัดส่วนว่าชาวนาเหล่านี้ได้เข้าร่วมโครงการจํานวนมาก จริง ๆ ไม่ใช่ครับ นั่นคือภาพลวงตา แล้วนั่นคือสะท้อนคือความไม่รู้จริง เหมือนอย่างที่ตัวเลขได้ออกมาชัดเจนแล้วว่าชาวนากลุ่มนี้ ซึ่งเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งคิดตามตัวเลขของผลการวิจัย ของดอกเตอร์นิพนธ์ พัวพงศกร แห่งสถาบันทีดีอาร์ไอประมาณว่าอยู่ที่ประมาณ ๒.๖ ล้านครัวเรือน นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าการลงทุนโดยหวังว่าจะช่วยชาวนาทั้งหมดนั้นแท้ที่จริงช่วยได้ไม่ถึงครึ่ง และยังเป็นการช่วยที่ทําให้ชาวนารายย่อย รายเล็กนั้นเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรชาวนา ไม่ได้รับผลพวงของโครงการรับจํานําดังกล่าวเลย ซึ่งมันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับโครงการ ที่ทําในเรื่องของการประกันรายได้ นายกสมาคมชาวนาไทย คุณประสิทธิ์ บุญเฉย ได้พูดหลายประเด็น ก็อยากที่จะให้ได้เห็นถึงว่าชาวนาเขาคิดอย่างไร นายกสมาคมชาวนาไทย พูดไว้เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๖ ปีนี้ครับ บอกว่าแรกเริ่มโครงการไม่มีปัญหา ชาวนา ต่างดีใจแม้จะขายข้าวไม่ได้ราคา ๑๕,๐๐๐ บาท ตามที่โครงการประกาศจริง เนื่องจากถูกหัก ตามค่าความชื้นและสิ่งเจือปน กระทั่งโครงการดําเนินมารอบที่ ๒ และรอบที่ ๓ รัฐบาล เริ่มตุกติกและเคยเรียกผมไปคุยว่าจะขอลดราคาจํานําข้าวจาก ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน เหลือ ๑๒,๐๐๐ บาทต่อเกวียน เพราะว่าไม่มีเงิน แต่ขณะนั้นผมว่าชาวนาเขาคงไม่เอาด้วย ที่ผ่านมาโครงการรับจํานําข้าวใช้เงินไปหลายแสนล้านบาท แต่ถึงมือชาวนาเพียง ๘๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ผมถามว่าเงินที่เหลือหายไปอยู่ที่ไหน นี่คือคําพูดของ คุณประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย แล้วท่านก็ยังได้กล่าวต่อไปว่าเบื้องต้นต้อง ตั้งคําถามว่าทุกวันนี้ชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือยัง ก็พบว่าต้นทุนการทํานาของชาวนาเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ยังไม่ได้ขายข้าว ทั้งข้าวชาวนาตอนนี้ ๑,๐๐๕ บาทต่อรอบต่อไร่ ซึ่งมีชาวนา ๘๕ เปอร์เซ็นต์ที่เช่านาทํา ค่าฉีดยา ค่าแรง ๑๕-๒๐ คน จ้างรอบละ ๒ วัน ค่าปุ๋ย ค่ายา ต่างเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่นับรวมที่ต้องรับเคราะห์จากโรงสีบางโรงที่โก่งค่าความชื้น นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทําไมชาวนาไม่รวย ไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณประสิทธิ์ บุญเฉย ยังสรุปว่า ผมเคยพูดแต่แรกแล้วว่าโครงการรับจํานําเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ชาวนาได้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งแต่เสียหายมากกว่า หากรัฐบาลจะเดินหน้าต่อต้องปรับปรุงส่วนที่ทุจริต นั่นคือ สิ่งที่เป็นคํากล่าวสะท้อนภาพรวมของโครงการรับจํานําข้าวในสายตาของนายกสมาคม แต่น่าแปลกนะครับว่าเมื่อผมได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกับนายกสมาคม ชาวนาไทยซึ่งเป็นผู้นําของชาวนาทั่วทั้งประเทศ ท่านพูดมาประการหนึ่งซึ่งอยากจะเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกสมาคมชาวนาไทยบอกว่าท่านถูกรัฐบาลห้ามพูดครับ ถูกสั่ง ไม่ให้นําปัญหาโครงการรับจํานําออกไปพูดกับคนภายนอก นี่เป็นคําพูดที่ท่านพูดกับผม โดยตรงนะครับ แล้วก็ไปพูดในการบรรยาย การอภิปรายในปัญหาจํานําข้าวในช่วงระยะ หลายเดือนที่ผ่านมา แล้วท่านยังทวงว่าอยากถามกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลว่า เงิน ๔,๐๐๐ บาทที่ชาวนาควรได้นั้นอยู่ที่ไหน หลังจากราคาจํานําที่ผ่านมายืนอยู่ที่ ๑๑,๐๐๐ บาท ไม่ได้เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท จริง ๆ ตามที่เป็นราคาคุย ความจริงเราก็ทราบกันว่า เมื่อหักความชื้นไปแล้วก็จะต้องมีการได้ราคาที่ต่ํากว่าตัวเลข ๑๕,๐๐๐ บาท ในความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นจากมุมมองของผู้นําชาวนาของประเทศไทย ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่รัฐบาลซ้ําเติมชาวนายิ่งขึ้นก็คือว่าตั้งแต่ต้นปีจนมาถึงตอนนี้เป็นเวลา ๑๐ เดือนที่ชาวนาได้ใบประทวนแล้ว ธ.ก.ส. จ่ายเงินช้า ไม่มีเงินจ่าย นี่เข้ารอบฤดูใหม่ ๑ ตุลาคมของปีนี้ผ่านมาจะ ๒ เดือนแล้วยังไม่มีเงินไปจ่าย แต่ที่มันน่าเจ็บใจมากกว่านั้น ก็คือว่าแทนที่รัฐบาลจะยอมรับตรงไปตรงมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กลับบอกว่าการที่ยังไม่จ่ายเงินให้ชาวนาที่จํานําข้าวนั้นเพราะว่ารัฐบาลจะต้องตรวจสอบ การสวมสิทธิของข้าวต่างด้าวเสียก่อน นี่ท่านได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ที่ผ่านมา ทําไมไม่ยอมรับตรง ๆ ครับ ปัญหาการสวมสิทธิซึ่งเดี๋ยวกระผมจะได้พูดต่อไปนั้นจะได้ ให้เห็นว่าปัญหานี้มันเริ่มมาตั้งแต่โครงการจํานําฟื้นคืนชีพ หลังจากนั้นกระบวนการทุจริต สวมสิทธิข้าวต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศ กัมพูชานั้นก็เติบโตเติบใหญ่ภายใต้การสมคบร่วมคิดทุจริตของเจ้าหน้าที่ ของฝ่ายการเมือง แล้วก็ของภาคเอกชนที่อยู่ตลอดแนวพรมแดน แต่ว่าพอรัฐบาลถังแตกขาดสภาพคล่อง กลับไปอ้างว่าจะต้องตรวจสอบ แต่การที่ไม่จ่ายเงิน หรือจ่ายล่าช้าเพราะว่าขาดสภาพคล่อง ระบายข้าวไม่ทัน ส่งเงินคืนให้ ธ.ก.ส. ไปหมุนเวียนซื้อข้าวรอบใหม่ไม่ทัน หรือจ่ายชําระหนี้ ค้างเก่าให้ชาวนาไม่ทันนั้นท่านก็มาอ้างเหตุผลซึ่งฟังดูแล้วรับไม่ได้เลยครับ เพราะว่าการ ไม่จ่ายหรือการจ่ายล่าช้ามันเกิดขึ้นทั่วประเทศ มันไม่ใช่อยู่แค่จังหวัดชายแดน ประการ สําคัญก็คือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ.ก.ส. ได้ออกมายอมรับว่าเวลานี้ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์หรือ ธ.ก.ส. กําลังเริ่มขาดเงินหมุนเวียนในโครงการจํานําข้าว เพราะที่ผ่านมาได้สํารองจ่ายไปแล้วกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคาร เพื่อเกษตรกรและสหกรณ์ ถ้าจําไม่ผิดมีทุนมีสินทรัพย์อยู่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เศษ ๆ รัฐบาลได้ใช้ให้ ธ.ก.ส. เป็นแม่งานหลักในโครงการจํานําข้าว จนกระทั่งเอาเงิน ทุนสํารอง เงินทุนหมุนเวียนของ ธ.ก.ส. มาจ่ายจนไม่ไหวแล้วครับ ซื้อทุกเม็ด แล้วก็ขาย ไม่ออก เงินมันก็จมครับ นี่คิดง่าย ๆ ในแง่ของพ่อค้านักธุรกิจ เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดปัญหาว่า เริ่มกระทบต่อสถานะของ ธ.ก.ส. ความจริงต้องเรียนว่าผู้จัดการใหญ่ ธ.ก.ส. ท่านได้ให้ สัมภาษณ์เมื่อต้นเดือนนี้ครับ หลังจากที่เกิดปัญหาสภาพคล่องของโครงการ ชาวนาก็ทวงข้าวทั้งฤดูผลิตที่แล้ว แล้วก็ฤดูใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้น ในที่สุดท่านก็บอกว่าในวันที่ ๗ พฤศจิกายน จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการ นโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาแนวทางการหาเงินทุน หมุนเวียนเพื่อใช้ในโครงการรับจํานําข้าวในฤดูการผลิตปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ ซึ่งจะต้องกู้ครับ จะต้องให้กระทรวงการคลังกู้อีกแล้ว อีก ๑.๔ แสนล้านบาท เป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าวันที่ ๗ พฤศจิกายน กรรมการ กขช. ก็ไม่มีการประชุม วันที่ ๘ พฤศจิกายน จึงมีการประชุม กรรมการบอร์ดของ ธ.ก.ส. เพื่อที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว ผมถามว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไปทําอะไรอยู่ ในขณะที่เกิดวิกฤติชาวนาทั่วประเทศเดือดร้อน ติดค้างจ่ายมา ๑๐ เดือนก็มี ล่าสุดเอาข้าวไป ลูกหนี้มารออยู่หน้าบ้าน มารออยู่ที่นา แต่ก็ไม่ประชุมครับ จนกระทั่ง ต้องหาทางออกโดย ธ.ก.ส. แล้วก็ไปอ้างมติคณะรัฐมนตรีเดิม ตรงนั้นเองคือสิ่งที่สะท้อน ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใส่ใจในการดูแลปัญหาโครงการจํานําข้าว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องเดือนมีนาคมปีนี้ครับเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นรัฐบาลเริ่มประสบ ปัญหา จนกระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับลดราคาจํานําข้าว จาก ๑๕,๐๐๐ บาท เหลือ ๑๒,๐๐๐ บาท และหลังจากนั้นชาวนาทั่วประเทศก็ลุกฮือขึ้น บอกว่าเมื่อรัฐบาล หาเสียง ทักษิณคิด เพื่อไทยทํา บอกว่าถ้าเลือกเป็นรัฐบาล ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน แต่หลังจากนั้นก็มาเบี้ยวชาวนา ฝ่ายค้านเราเองที่เคยทักท้วง ซึ่งถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ความสําคัญกับสภามาฟังกระทู้ มาตอบกระทู้ ท่านจะเข้าใจ สถานการณ์ความเดือดร้อนของชาวนา และนายกสมาคมชาวนาเขาก็บอกว่ารัฐบาล เป็นคนเสนอเอง ๑๕,๐๐๐ บาท ต้องทําให้ได้อย่างที่พูด และไปลดการทุจริตคอร์รัปชัน แต่อย่าไปลดผลประโยชน์ของชาวนา และนั่นคือเป็นประเด็นเดียวกับที่ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ เพราะเราก็ถือว่าเราเป็นตัวแทนปากเสียงของชาวนาทั่วทั้งประเทศ อะไรควรได้ พึงได้ ไม่ได้ไปร้องขอรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นคนเสนอมา แต่เมื่อบริหารผิดพลาด ล้มเหลว แล้วจะมาลงโทษชาวนา มาหักดิบชาวนา เขาก็ไม่ยอม ดังนั้นจึงได้เกิดการลุกฮือขึ้น บุกเข้าไปทําเนียบรัฐบาล ชั่วข้ามคืนครับ รัฐบาลก็ต้องกลับมา เดินหน้าต่อแบบล้มลุกคลุกคลานของโครงการนี้ การจ่ายล่าช้าให้กับชาวนานั้นเกิดผลเสีย อะไรบ้าง ถ้าท่านเข้าใจชีวิตชาวนา ผมเองมาจาก ส.ส. ต่างจังหวัดครับ บ้านผม เพชรบุรี หรือภาคกลางก็เป็นอู่ข้าวอู่น้ํา ชาวนานั้นถือได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ว่าส่วนใหญ่ยากจนครับ มีส่วนน้อยที่เป็น ชาวนาร่ํารวย มีที่นาของตัวเองจํานวนหลายสิบไร่หรือร้อยไร่ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เช่าที่นา ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวนารายเล็ก รายย่อย คนที่เข้าโครงการเขาก็หวังว่าเมื่อเอาข้าวไปจํานํา ได้ใบประทวน ธ.ก.ส. ก็จะจ่ายเงิน โอนเงินให้ แต่เปล่าเลยครับ ค้างมาเดือนที่ ๑ เดือนที่ ๒ เดือนที่ ๓ อะไรเกิดขึ้น มันไปเพิ่มพูนหนี้สินในวงจรหนี้สินของชาวนาครับ ชาวนาไม่มี ทุนมาก เป็นหนี้ ธ.ก.ส. เป็นหนี้สหกรณ์การเกษตร และเป็นหนี้นอกระบบ เป็นหนี้พ่อค้า คนกลาง เป็นหนี้โรงสี เราจึงมีเรื่องของการตกเขียว แต่ว่าอย่างไรก็ตามการที่ชาวนาหวังว่า จะได้เงินเมื่อขายข้าวหรือจํานําข้าวไปแล้ว เมื่อไม่ได้ เขาก็ต้องเข้าสู่วงจรหนี้สิน และคราวนี้ หนักขึ้น เพราะว่าชาวนาเองก็ต้องการที่จะผลิตมาก ๆ ครับ ต้นทุนปุ๋ยเพิ่มขึ้น อัดปุ๋ยเข้าไป อัดยาเข้าไป จ้างรถไถ จ้างรถเก็บเกี่ยว จ้างแรงงาน รอบละ ๑๕ คน ๒๐ คน แรงงานก็เจอ เข้าไป ๓๐๐ บาทต่อวัน ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น แล้วเขาก็เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่เบี้ยวครับ แต่ก็โดน เบี้ยวจนได้ครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเงินที่จะไปชําระทั้งค่าพันธุ์ แม้แต่การชําระหนี้ ธ.ก.ส. หรือกองทุนหมู่บ้าน ก็ต้องไปกู้นอกระบบเอามาจับแพะชนแกะ ก็ไปเพิ่มพูนภาระดอกเบี้ย ภาระต้นทุน ไหนจะค่าครองชีพ รายจ่ายประจําวัน ค่าเรียนหนังสือของลูกหลาน ตรงนี้เอง ที่มันเป็นการซ้ําเติมจากการบริหารที่ล้มเหลวผิดพลาด แล้วไปถามชาวนาทุกคนนะครับว่า ชีวิตของเขาเป็นอย่างนี้หรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งผมถือว่าท่านเป็นนักบริหารนะครับ ท่านเป็นนักบริหารในระดับประธานบริษัทที่มีมูลค่าการค้าหลายพันล้านบาท เป็นหมื่นล้าน เป็นซีอีโอ (CEO) ของบริษัท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านก็ผ่านการเป็น ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชน เพราะฉะนั้นท่านต้องเข้าใจถึงความล้มเหลวผิดพลาด ทั้งในปัญหาเรื่องขาดทุน ปัญหาในเรื่องของการสูญเสียตลาด และปัญหาในเรื่องของคุณภาพ ของสินค้า ว่าทุกอย่างมันเลวลงหมดเลย และเมื่อชาวนาไม่มีเงินจะไปพัฒนาคุณภาพ ได้อย่างไร คุณภาพชีวิตจะได้รับการยกระดับตามเป้าหมายของโครงการรับจํานําข้าว ได้อย่างไร นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เป็นความหวังอย่างมากก็คือการระบายข้าวครับ ผมเห็นใจ กระทรวงพาณิชย์ เห็นใจเพราะว่ามันยากครับที่จะขายข้าวซึ่งมีราคาต้นทุนประมาณ ๘๐๐ ล้านเหรียญ และราคาตลาดอยู่ที่ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านเหรียญ และคู่แข่งของเรา อย่างประเทศเวียดนามตอนนี้ก็ดัมพ์ลงมาต่ํากว่า ๔๐๐ เหรียญต่อตัน แล้วท่านจะขาย อย่างไร แล้วท่านจะขายอย่างไรล่ะครับ ทางเดียวที่ขายคือขาดทุน จะขาดทุนมาก หรือขาดทุนน้อย แต่เมื่อท่านได้ทําลายระบบกลไกตลาดในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเอกชนเป็นหัวจักรใหญ่สําคัญในอดีตที่ผ่านมา ท่านคิดว่าการค้าโดยรัฐนั้นจะไปรอด หรือครับ พม่าพิสูจน์แล้วว่าจากแชมป์โลก ๙,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เหลือไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตัน และการทุจริตมากมายเหลือเกิน ถ้าขายต่ําลงไปขาดทุนมากท่านก็โดนตรวจสอบอย่างที่ ฝ่ายค้านทํา เพราะถือว่าล้มเหลว ผิดพลาดตั้งแต่นโยบายและผิดพลาดล้มเหลวในการบริหาร การระบายข้าวของรัฐบาลนั้นมี ๕ วิธีครับ หลัก ๆ ก็คือจีทูจี คือการขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ ๒. ก็คือการขายให้ผู้ประกอบการเอกชนสําหรับการระบายออกไปต่างประเทศหรือระบาย ในประเทศ แล้ว ๓. ก็คือการขายผ่านตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าหรือเอเฟท (AFET) ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงนะครับ การประมูลผ่านเอเฟทซึ่งเป็น การประมูลครั้งแรกของฤดูกาลผลิตนี้ ปรากฏว่าตั้งเป้าที่จะประมูล ๑๔๐,๐๐๐ ตัน มีผู้มาประมูล ๔ ราย ขายได้เท่าไรรู้ไหมครับ ๑๔,๐๐๐ ครับ ประกาศขาย ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ขายได้ ๑๔,๐๐๐ ครับ นี่คือการประมูลผ่านตลาดเอเฟทซึ่งเป็น ๑ ในเป้าหมายที่บอกว่า จะต้องระบายให้ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เมื่อวานก็ประมูลรอบ ๒ ครับ ตั้งเป้าไว้ถ้าจําตัวเลข ไม่ผิดก็คือ ๑๓๐,๐๐๐ ตัน แล้วราคาคราวนี้เปิดประมูลด้วยราคาที่ขายต่ํากว่ารอบแรก เพราะรอบแรกมันไม่มีคนสนใจก็ต้องลดมาอีก การลดราคาลงมาก็ขาดทุนมากขึ้นก็ยังไม่รู้ว่า จะได้กี่หมื่นตันนะครับ ตรงนี้ละคือสิ่งที่อยากจะเรียนว่าเป็นประเด็นสําคัญ การใช้เงิน ไปจํานวนมหาศาลดังกล่าว แล้วก็มีข้าวค้างสต็อกและปัญหาข้าวค้างสต็อกมันเกิดอะไร หรือครับ มันก็คือการที่มากดราคาทั้งตลาดโลก แล้วตลาดในประเทศครับ ทั่วโลกเขารู้ว่า เรามีสต็อกประเทศที่เคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เขารู้ว่าเรามีสต็อกกว่า ๑๐ ล้านตัน หรือร่วมครึ่งหนึ่งของตลาดค้าข้าวของโลก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นปัญหาไปกดราคาในและ ต่างประเทศ โอกาสที่เราจะหวังว่าจะยกระดับต่อรองให้เกิดราคาที่สูงขึ้น มันก็เป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้นแล้วคือเรื่องของการทุจริตทุกขั้นตอนครบวงจรการโกงครับ ความจริงประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่จะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายอีก ๓ ท่าน ผมสรุปพอให้เห็นโดยสังเขปเท่านั้นว่า รูปแบบการโกงโกงอย่างไร ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา โกงข้าว โกงชาวนา โกงใบประทวน โกงน้ําหนักโกงตาชั่ง โกงสิ่งปลอมปน โกงความชื้น ๒. คือสวมสิทธิเกษตรกรที่เข้าร่วม โครงการ เกษตรกรรายย่อยมีที่นาบ้าง บางทีก็ทําบ่อปลา ทําบ่อกุ้ง ปรากฏสมรู้ร่วมคิดกัน กลายเป็นเข้าร่วมในโครงการ ๔๐-๕๐ ไร่ หรือว่าข้าวต่างด้าวสวมสิทธิ ข้าวต่างด้าวสวมสิทธิ มันน่าเจ็บปวดมากนะครับ ความจริงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทําไมรัฐบาลชุดที่แล้วต้องเปลี่ยน ระบบมาสู่การประกันรายได้ เพราะดูแล้วเราไม่สามารถที่จะป้องกันการทุจริตในการรับจํานํา ได้เลย ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา และที่สําคัญคือพรมแดนที่เราติด ๔ ประเทศ โดยเฉพาะ ๓ ประเทศ คือประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศพม่านั้น ล้วนแล้วแต่ มีต้นทุนการผลิตที่ต่ํา เกวียนหนึ่งก็ ๕,๐๐๐ ๖,๐๐๐ ๗,๐๐๐ แต่ขายข้ามแดนเท่านั้นเองได้ ๑๕,๐๐๐ เพราะฉะนั้นในการสืบสวนเชิงลึกของสํานักข่าวรอยเตอร์สนี้ครับ เขาได้เขียน รายงาน ซึ่งไปสอดคล้องกับรายงานขององค์การข้าวระหว่างประเทศ ว่าตั้งแต่มีการเริ่ม โครงการจํานําข้าวนั้น ปีหนึ่ง ๆ จะมีข้าวสวมสิทธิเข้ามา ๗๕,๐๐๐ ตันครับ ท่านคิดว่า ปริมาณเหล่านี้น้อยหรือครับ มีการตรวจจับได้ ไม่ว่าที่จังหวัดสระแก้ว ไม่ว่าจะเป็นแม่สอด ล้วนแล้วแต่มีการลักลอบ เพราะพรหมแดนของเรามันอยู่ติดหลายพันกิโลเมตร ตรงนี้เอง ที่เรียนว่าเป็นปัญหาที่กลายเป็นเอาภาษีของคนทั้งประเทศไปจ่ายให้กับกลุ่มทุจริตที่เอา ข้าวต่างด้าวมาสวมสิทธิเกษตรกร นายธอน วิรัก ผู้อํานวยการของกรีนเทรดนะครับ ซึ่งเป็น กิจการบริษัทส่งออกข้าวของรัฐบาลกัมพูชาประเมินว่าปีที่ผ่านมาคือปี ๒๕๕๔ เชื่อว่ามีการ ลักลอบข้าวจากประเทศกัมพูชาเข้ามาสวมโครงการรับจํานําในประเทศไทย ๓๐๐,๐๐๐ ตัน และปี ๒๕๕๕ ก็ตัวเลขใกล้เคียงกัน ๖๐๐,๐๐๐ ตัน นายอ่อง จอร์ทรู ผู้จัดการของบริษัท เอสซีจีเอสของพม่าครับ ก็บอกว่าอย่างน้อยที่สุดมีข้าวพม่าเข้ามา ๑๒๐,๐๐๐ ตัน ที่เข้ามา โดยการลักลอบ นี่คือปัญหาที่เป็นการทุจริตประเภทที่ ๓ ๔. คือการคงคุณภาพข้าวโดย เซอร์เวเยอร์ที่ตรวจสภาพข้าวก่อนเข้าโกดังเวลาส่งมอบข้าวสาร กระสอบหนึ่งเรียก ๗ บาท ๑๐ บาท ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิก็มีอัตราสูงไปถึงกระสอบละ ๕๐ บาท เอาข้าวคุณภาพต่ํา เข้าไปสวม วางกองเอาข้าวดีล้อมไส้ใน หรืออย่างแย่ที่สุดก็สต็อกลม มันรั่วไหลไปหมดครับ และ ๕. คือเวียนเทียนข้าว สุดท้ายก็คือการระบายข้าวให้กลุ่มเครือข่ายเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ซึ่งสักครู่แน่นอนที่สุดครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้อภิปรายเป็นคนแรกว่าการระบายข้าวนั้น เราได้ทําหน้าที่ในการตรวจสอบมา จีทูจี เป็น จีทูเจี๊ยะ แล้วเป็น จีทูเจ๊ ไป ตั้งแต่มีการอุปโลก บริษัทจีนว่าเป็นการค้าแบบรัฐต่อรัฐ แต่ท้ายที่สุดก็ปรากฏว่ามีผู้ช่วย ส.ส. ของพรรครัฐบาล แล้วก็วงศ์วานว่านเครือคือผู้อยู่หลังฉากและได้ผลประโยชน์ เรื่องก็อยู่ที่ ป.ป.ช. จะสรุป ภายในเดือนนี้ครับ ก็จะรู้ว่าใครบ้างที่กระทําผิดทุจริตต่อประเทศ การขายผ่านเอเฟทที่ผม พูดไว้แล้ว และการขายที่เป็นปัญหาใหญ่ขณะนี้ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านได้ตรวจสอบก็คือข้าวถุง ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน โดยให้ อคส. เป็นตัวกลางในการดําเนินงานในเรื่องนี้ ซึ่งจะไปเกี่ยวข้อง กับคนในรัฐบาลและเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ท่านอ้างข้าวค้างสต็อกที่จะระบายไปช่วยคนจน และชาวใต้ แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่ได้ถึงมือคนยากคนจนหรือประชาชนที่จะไปช่วยค่าครองชีพ เขา แต่ว่ามันกลับไปตกอยู่ในกลุ่มผลประโยชน์ วนเวียนข้าวไปแสวงกําไร เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติให้ขายข้าวจํานวนดังกล่าวให้ไปดําเนินการนั้นในราคา ต่ํากว่าตลาดครึ่งหนึ่ง ตรงนี้เองที่ทําให้เกิดการได้กําไรอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ ส.ส. อีก ๓ ท่านจะได้อภิปราย
ท่านประธานครับ สุดท้ายอยากจะถามท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่ร่วมคณะ รัฐบาล เผอิญว่าตอนนี้ท่านไม่อยู่ ถ้าท่านฟังอาจจะกลับมาตอบก็ได้ คือร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ท่านได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายนที่ทําเนียบรัฐบาล ท่านกล่าวถึงกรณี โครงการรับจํานําข้าวที่ทาง ป.ป.ช. กําลังตรวจสอบอยู่ว่ายืนยันได้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่เกี่ยวข้องด้วยเพราะไม่ได้ รับผิดชอบและไม่ได้ถูกร้อง เรื่องนี้มีรัฐมนตรี ๑ ถึง ๒ คนที่น่ากลัว ความจริงท่านก็ให้ สัมภาษณ์ผิดนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป็นแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้วย แต่สิ่งที่ ท่านระบุว่ามีรัฐมนตรี ๑ หรือ ๒ คนนี้อยากให้ท่านใช้ความกล้าหาญออกมายืนยันว่าเป็นใคร หรือท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็จะเป็นคุณต่อประเทศอย่างมาก ผมไม่สามารถไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี โครงการดังกล่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผลาญ งบประมาณ สร้างหนี้ ก่อหนี้สาธารณะ องค์กรระหว่างประเทศอย่างกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด และเห็นว่าประชานิยมสุดโต่ง โครงการรับจํานําข้าวนั้นได้สร้างภาระหนี้ในเชิงของงบประมาณและหนี้สาธารณะ เสนอให้ ถึงกับเลิกโครงการนี้ มูดี้ส์ (Moody’s) ซึ่งทําหน้าที่ในการจัดอันดับ รวมทั้งฟิตช์เรสติงส์ (Fitch Ratings) ก็เช่นกัน ได้แสดงความวิตกต่อโครงการดังกล่าวว่าจะเป็นปัญหาต่อวินัย การเงินการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมไปถึงอีกหลายท่านครับ ซึ่งกล่าวมาถึงไม่หมด แต่ว่าคนที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดนี้คงจะรู้จักดีก็คือ ดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ท่านได้กล่าวไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการรับจํานําข้าวว่าจะเป็นโครงการที่ล้มเหลว จะเป็นโครงการที่คอร์รัปชัน ท่านไม่เห็นด้วย แต่รัฐบาลไม่ฟัง ปัญหานี้มันเกิดขึ้นเพราะว่าการคิดนโยบายที่บอกว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทํา หรือทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทํา ข้าวไทยพังนั้นมันได้พิสูจน์ว่าความคิด ผิดตลอด ท่านทําลายระบบข้าว ทําลายแชมป์โลกของไทยในการส่งออก ทําลายพันธุ์ข้าว แล้วก็ขาดทุนมหาศาล ทุจริตมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์กว่าทุกโครงการ ดังนั้นผมไม่สามารถ ที่จะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีให้บริหารประเทศเพราะจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ จากการดํารงตําแหน่งของท่านต่อไป ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานรอสักคู่ ขอสแตนด์ (Stand) นิดหนึ่ง ท่านประธานต้องหาซื้อสแตนด์เพิ่มสักอัน มีอันเดียวเองทั้งห้อง เวลาจะอภิปรายต่อจะทําหน้าที่ไม่ได้
ได้ครับ เดี๋ยวจะให้ทางฝ่ายเลขาธิการจัดให้ ให้ท่านประเสริฐคนเดียวโดยเฉพาะ ท่านครึ่งชั่วโมง รักษาเวลาด้วยนะครับ ของท่านประเด็นข้าวไหมครับ รัฐบาลค่อยตอบ ทีเดียวนะครับ เรื่องข้าวให้จบเลยแล้วค่อยตอบนะครับ ท่านสาธิตมีอะไรไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประเสริฐพร้อมแล้วผมว่าไม่ต้องเสียเวลาของท่านประเสริฐ
นิดเดียวครับท่านประธาน ผมเดินผ่านมา เห็นที่ห้อง นายกรัฐมนตรียังอยู่นะครับ
อะไรนะครับ
ผมเดินผ่านมาเมื่อครู่เห็นนายกรัฐมนตรี ยังอยู่นะครับ ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ขณะนี้ผมได้รับข้อมูลจากหลายสายมาว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจหลายนายประจํากองกําลังล้อมกระทรวงการคลังอยู่
เอาเรื่องเราก่อน เดี๋ยวเรื่องนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลเขาแล้วกัน
ก็เรื่องของสภานะครับ เรื่องของ ประเทศชาตินะครับ
ไม่แล้วครับ เชิญท่านประเสริฐครับ เชิญเลยครับ อันนั้นก็เรื่องรัฐบาลเขาต้องรับผิดชอบ เราอภิปรายของเราก็แล้วกัน เขารับผิดชอบ หนีไม่ออกอยู่แล้วละครับ ความรับผิดชอบ รัฐบาลเขาต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ เชิญท่านประเสริฐครับ อยู่ระหว่าง เรื่องนี้อยู่ เดี๋ยวมันเป็นเรื่องอื่น เดี๋ยวญัตติท่านประเสริฐเขาจะตก เชิญครับ
กราบเรียนท่านประสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ในเรื่องพฤติกรรมฉ้อฉลทุจริต ปล่อยปละละเลย ให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริต อันนี้ข้อหาตามญัตตินะครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องการให้ท่านประธานได้เห็นภาพก่อนนะครับว่าช่วง ๒ ปี ที่ผ่านมานี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้รณรงค์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไว้อย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ
ภาพที่ ๑ ครับ นายกฯ ปูประกาศต้านคอร์รัปชัน สร้างภาพลักษณ์เชื่อมั่น ประเทศ น้อมนําพระราชดําริในหลวงนะครับ นี่เป็นกิจกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ล้วน ๆ ครับ ภาพที่ ๒ ครับ ย้อนรอยวาทกรรม "ต้านคอร์รัปชัน" ท่านนายกรัฐมนตรี นําคณะรัฐมนตรีหัวหน้าส่วนราชการร่วมประกาศเจตนารมณ์การบริหารประเทศเดินหน้า หยุดคอร์รัปชัน ภาพที่ ๓ ครับ ภาพนายกรัฐมนตรีเปิดตู้รับร้องเรียนทุจริตในงานรวมพล เครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ภาพถัดมาครับ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงานรณรงค์รวมพลัง ต่อต้านคอร์รัปชันที่สวนลุมพินีครับ ภาพถัดไป นายกรัฐมนตรีเดินรณรงค์รวมพลัง ต่อต้านคอร์รัปชัน ภาพถัดไปนะครับ เขาเขียนว่า ยิ่งลักษณ์ควงอภิสิทธิ์รณรงค์ต้านคอร์รัปชัน ผมแสดงพอสังเขปครับว่า ๖ ภาพที่ผมนําเสนอท่านประธานเพื่อให้เห็นว่าช่วงที่ผ่านมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สร้างภาพในการรณรงค์การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ของประเทศไทยไว้อย่างไร และภาพสุดท้ายที่ผมนําเสนอเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานจะเห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ควงอภิสิทธิ์ และประธานวุฒิสภาร่วมภาคีเครือข่ายต่อต้าน คอร์รัปชัน รวมพลังเดินรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน แต่วันนี้ท่านประธานจะเห็นครับคนที่เดิน ควงคู่กันไปต่อต้านการคอร์รัปชันอีกท่านหนึ่งมาเสนอญัตติเปิดอภิปรายยื่นญัตติอภิปราย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะในอดีตเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาไปร่วมเดินรณรงค์ มาพร้อม ๆ กัน แต่วันนี้ยืนคนละมุมครับ ทําหน้าที่ต่างกัน การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในมุมมองของผม ผมถือว่าเป็นแค่เพียงการแสดงละครปาหี่ ไม่มีผลทางปฏิบัติจริงนะครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกี่ยวกับเรื่องข้าวนะครับที่ผมจะเอาอภิปรายอยู่ ๓ ตําแหน่งครับ ตําแหน่งที่ ๑ ดํารง ตําแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ความจริงก็เกี่ยวทุกเรื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องข้าวท่านเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือซึ่งเราเรียกกันว่า กขช. ข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกี่ยวข้องทุกเมล็ด ตําแหน่งที่ ๓ ที่นายกรัฐมนตรีมาเกี่ยวกับข้าวที่ผมจะอภิปราย ในฐานะเป็นผู้อํานวยการ ศอ.บต. เพราะพื้นที่ ศอ.บต. ทุกท่านทราบ เป็นพื้นที่ของพ่อแม่พี่น้องที่หนาแน่นด้วย พ่อแม่พี่น้องที่เป็นชาวไทยมุสลิมนะครับ ที่กล่าวมาทั้ง ๓ ตําแหน่งนี้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว ทั้งสิ้นครับ ตําแหน่งที่ผมกราบเรียนผมคงนําเสนอภาพย่อ ๆ ว่า เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ลงนามในคําสั่งแต่งตั้งตัวเอง คือนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กขช. ในขณะนั้นแต่งตั้งเสร็จไม่กี่วันครับ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ท่านก็เรียกประชุม น้ํากําลังท่วมครับ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ ทุกท่านทราบ น้ํากําลังท่วมใหญ่ประเทศไทย ท่านก็ไปเรียก ประชุมคณะกรรมการ กขช. ณ ห้องประชุมชั้น ๓ อาคารสํานักงานท่าอากาศยานดอนเมือง ไปประชุมพื้นที่น้ําท่วมครับ แต่ไปประชุมเรื่องข้าวครับ ไปประชุมเพื่ออนุมัติการจัดทําข้าวถุง ธงฟ้าจําหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูกกว่าท้องตลาด จํานวนเท่าไรครับ จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัน หรือ ๒๐ ล้านถุง วันนั้นในช่วงเดือนตุลาคมท่านทํา ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ไปอนุมัติข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน
เรื่องที่ ๒ ห่างกันเพียงไม่กี่วันครับ ท่านก็ไปซื้อข้าวถุงจากภาคเอกชน เพื่อจัดทําถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตันที่ท่านทํา จะขายให้กับประชาชนราคาถูกถุงละ ๗๐ บาท แต่ในขณะเดียวกันท่านไปซื้อกลับมา ซื้อข้าวถุง ๕ กิโลกรัมเหมือนกัน จากประชาชน จากร้านค้า มาในราคาถุงละ ๑๙๒ บาท ขาย ๗๐ บาท ซื้อ ๑๙๒ บาท รายละเอียดเดี๋ยวผมจะนําเสนอต่อไป ท่านประธานครับ อคส. ทํางาน เร็วมากครับ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อนุมัติข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ไปทําข้าวถุง วันที่ ๑ พฤศจิกายน อคส. ทําสัญญาว่าจ้างบริษัทหนึ่งครับ เอ่ยชื่อเลยก็ได้ เพราะเป็นความจริงไม่ได้เสียหายอะไร ชื่อบริษัท เจียเม้ง จํากัด ปรับปรุงข้าวสาร ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ก็คือ ๒๐ ล้านถุง ถุงละ ๒๖ บาท เป็นเงิน ๕๒๐ ล้านบาท ตามนี้ครับ สัญญา ปรับปรุงนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าผมจะทําคอมพานี โปรไฟล์ (Company Profile) ให้กับบริษัท เจียเม้ง จํากัด ผมจะทําอย่างนี้ครับว่า บริษัท เจียเม้ง จํากัด ออกหนังสือรับรอง ของสํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ ต่อมาอีก ๘ วัน คือวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ กขช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็อนุมัติข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ไปทําข้าวถุงธงฟ้าถุงละ ๕ กิโลกรัม จํานวน ๒๐ ล้านถุง ต่อมาอีก ๒๑ วัน คือวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ บริษัท เจียเม้ง ก็ได้ทําสัญญาปรับปรุงข้าวกับ อคส. จํานวน ๒๐ ล้านถุง ถุงละ ๒๖ บาท เป็นเงิน ๕๒๐ ล้านบาท ท่านประธานลองคิดดูครับ ใช้เวลาเพียง ๒๙ วัน ตั้งแต่ออกหนังสือรับรอง กขช. อนุมัติและทําสัญญาปรับปรุงข้าวถุง ใช้เวลาเพียง ๒๙ วัน บริษัทนี้ได้งานไป ๕๒๐ ล้านบาท สัญญาที่ทําก็พิลึกพิลั่นครับ ไม่เคยพบไม่เคยเห็นสัญญาแบบนี้ หนังสือสัญญาทําวันที่ ๑ พฤศจิกายน ท่านประธานดูนะครับ หนังสือสัญญาทําวันที่ ๑ พฤศจิกายน แต่หนังสือค้ําประกันของสถาบันการเงิน ตามข้อ ๑๐ นี้นะครับ ข้อ ๑๐ หนังสือสัญญาค้ํา ประกัน ๕ ฉบับ เป็นเงิน ๘๙ ล้านบาท ออกวันที่ ๔ ครับ หนังสือสัญญาเซ็นกันวันที่ ๑ แต่หนังสือค้ําประกันในนี้ลงวันที่ ๔ ไม่เคยพบเคยเห็นหนังสือสัญญาแบบนี้ เขามีแต่หนังสือสัญญาค้ําประกันลงวันที่ ๔ สัญญา ก็ทําวันที่ ๔ หรือหนังสือสัญญาค้ําประกันลงวันที่ ๔ สัญญาทําวันที่ ๕ อย่างนี้เคยพบเห็น แต่อันนี้ทําสัญญาวันที่ ๑ หนังสือสัญญาค้ําประกันของสถาบันการเงินมาวันที่ ๔ มีหรือครับ หนังสือมอบอํานาจ ท่านประธานดูครับ บริษัท เจียเม้ง จํากัด โดยนางอัจฉรารัตน์ ธนะเจริญ ผู้รับมอบอํานาจตามหนังสือมอบอํานาจ ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน หนังสือมอบอํานาจ นี่เขามอบอํานาจให้คนมาลงนามครับ ลงวันที่ ๑ แต่ไปดูหนังสือมอบอํานาจสิครับ หนังสือมอบอํานาจฉบับนี้ หนังสือมอบอํานาจนี้ทําขึ้น ณ บริษัท เจียเม้ง จํากัด สํานักงานใหญ่ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน มีหรือครับสัญญาอย่างนี้ เซ็นวันที่ ๑ หนังสือมอบมาวันที่ ๙ เป็นไปได้หรือครับ อย่างนี้เขาเรียกว่าหนังสือสัญญานี้ ล็อก สเปค (Lock spec) ไว้แล้ว ใช่ไหมครับว่าให้บริษัท เจียเม้ง จํากัด ล็อก สเปค ไว้หมดแล้วใช่ไหมว่าให้บริษัท เจียเม้ง จํากัด หนังสือสัญญานี้ในมุมมองของผมนะครับ ผมเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กับคู่สัญญา หลายประการครับ
ประการที่ ๑ ไม่มีกรอบระยะเวลาการดําเนินการที่ชัดเจนว่าสัญญานี้ จะสิ้นสุดลงเมื่อไร ไม่มี มีแต่วันที่ ๑ จบสิ้นสัญญาวันไหน เดือนไหน ปีไหน ไม่ได้ระบุ ข้อ ๑๑ ของสัญญาเขียนไว้ว่า หากผู้รับจ้างปรับปรุงข้าวสารบรรจุถุงไม่สามารถส่งมอบข้าวสาร ให้องค์การคลังสินค้าภายในเวลาที่กําหนด เขียนไว้อย่างนี้ครับ สัญญาทั้งหมดในหนังสือ สัญญาฉบับนี้ปรับปรุงข้าวมีทั้งสิ้น ๑๖ ข้อ ไม่มีกําหนดเวลาว่าจะต้องส่งมอบข้าวสารภายใน เวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี นับตั้งแต่วันทําสัญญา ไม่มีครับ แต่ข้อ ๑๑ เขียนไว้ว่า ไม่สามารถ ส่งมอบข้าวสารภายในเวลาที่กําหนด แต่ไปดูสัญญาทั้งสิ้น ๑๖ ข้อ ไม่มีสักข้อที่มีกําหนด ระยะเวลาสิ้นสุด ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย มีหรือครับสัญญาอย่างนี้ แปลว่าสัญญานี้ ไม่มีวันหมดอายุสัญญาครับ เป็นสัญญาตลอดชีพครับ เปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เปิดช่องให้เกิดการเบิกข้าวแล้วไปขายก่อน ขายแล้วได้เงินมาแล้วเอาไปหมุนเองก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาทําข้าวถุงส่งได้ ไม่มีอะไรเป็นข้อกําหนด เบิกข้าวแล้วเวียนเทียนอีกก็ได้ เพราะไม่มีกําหนดว่าเบิกข้าวไปแล้วกี่วันต้องเอาข้าวบรรจุถุงเอามาส่งให้กับคลังไหน เวลาไหน ไม่มี ค่าปรับปรุงข้าวถุงละ ๒๖ บาท ตันละ ๕,๒๐๐ บาท แต่ราคาข้าวตันละ เอาราคาที่รัฐบาลตั้ง นะครับว่าราคากลาง ๑๕,๒๕๐ บาท ซึ่งความเป็นจริงต้นทุนของรัฐบาลอยู่ที่ ๒๒,๐๐๐ บาท ต่อตัน แต่ค่าปรับปรุงเพียง ๕,๒๐๐ บาท อย่างนี้เขาเบิกข้าวทั้งคลังเลยครับ เบิกไปสัก ๕๐,๐๐๐ ตัน แล้วผมไปขายก่อนก็ได้ ผมไปขาย ๕๐,๐๐๐ ตัน คูณ ๑๕,๒๐๐ บาท ได้เงิน เท่าไรท่านประธาน แล้วผมก็ไปหมุน หมุนเสร็จแล้วผมค่อยมาปรับปรุงข้าวถุงส่งก็ได้ อย่างนี้ เป็นสัญญาที่สมยอมกัน ผมกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์สมยอมกับ คู่สัญญา ภาพที่ ๑๒ ครับ ท่านประธานดูครับสัญญานี้ สัญญานี้ทําขึ้น ๒ ฉบับ มีข้อความ ตรงกัน จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งประทับตรา ถ้ามี อคส. มีตราประทับไหมครับ ผู้รับจ้าง บริษัท เจียเม้ง จํากัด มีตราประทับไหมครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเคยเป็นปลัดกระทรวง อย่างนี้แต่ท่านไม่ต้องตอบนะครับ ผมไม่ได้ พาดพิงถึงท่านนะครับ อย่างนี้เป็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้กับคู่สัญญานะครับ เป็นการ ทําสัญญาที่ลุกลี้ลุกลนแล้วก็มีนัยแอบแฝงจะทํากันอย่างนี้ ทําแบบลุกลี้ลุกลน ทําแบบมีช่องว่าง ทําแบบมีช่องโหว่ ทําแบบเอื้อประโยชน์ให้กับคู่สัญญา ถ้าคิดลึกไปกว่านั้นก็ต้องบอกว่า มีผลประโยชน์ร่วมกันด้วยซ้ําไป อีก ๔ เดือนครึ่งต่อมาครับ ท่านก็มาทําบันทึกต่อท้าย นี่ครับ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ ท่านมาเพิ่มหลักประกัน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ข้อ ๑๐ ของสัญญาบอกว่าให้ใช้ ในอัตราร้อยละ ๕ ของมูลค่าค่าข้าวที่รับจ้าง ก็ท่านคิดเสร็จหมดแล้ว ไป ๘๙,๔๗๕,๐๐๐ บาท วันนี้เอาหลักประกันมาเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็หมายความว่าเบิกข้าวเกินสัญญาสิครับ ถึงต้องเพิ่มหลักประกัน เพราะวันที่ ๑ พฤศจิกายนท่านเขียนไว้ว่าถ้าข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ต้องใช้หลักประกัน ๘๙,๔๗๕,๐๐๐ บาท แต่พอวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านมาเพิ่ม หลักประกันอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท แปลว่าอะไรครับ แปลว่าท่านเบิกข้าวไปครบแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าเบิกข้าวไม่ครบทําไมถึงต้องเพิ่มหลักประกัน ถ้าเบิกข้าวไม่ครบท่านจะเพิ่ม หลักประกัน บริษัท เจียเม้ง เขาก็ต้องไม่ยอม จะเพิ่มทําไม แปลว่าเบิกข้าวเกินกว่าสัญญา เกินกว่าที่ กขช. อนุมัติไว้ใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ๔ เดือนผ่านไปยังไม่เห็นข้าวธงฟ้า ที่อนุมัติไว้ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน แม้แต่ถุงครับ ถุงเดียวไม่เคยเห็น ต่อมาวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ เวลา ๑๕.๓๐ น. นายกรัฐมนตรีเหมือนกันครับไปประชุมคณะกรรมการ กขช. ที่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมีมติบอกว่าให้ อคส. นําข้าวถุงธงฟ้าที่อนุมัติไว้ตอนน้ําท่วม ๑๐๐,๐๐๐ ตัน เอามาทํา ข้าวถุงธงฟ้าราคาถูกให้กับพี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ ๕๐,๐๐๐ ตัน ถุงละ ๕ กิโลกรัม เป็นจํานวน ๑๐ ล้านถุง นี่ที่ผมบอกว่าพูดถึงพี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ เพราะนายกรัฐมนตรี มีอีกตําแหน่งหนึ่งคือเป็น ผอ. ศอ.บต. ทีนี้ท่านก็บอกต่อว่าราคาข้าวสารปกติถุงละ ๗๖ บาท ๒๕ สตางค์ คิด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๓๘ บาท แปลว่าลดให้พ่อแม่พี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ ลดราคาให้ครึ่งหนึ่งเลย ถุงหนึ่งเหลือ ๓๘ บาท ๑๒ สตางค์ครึ่ง และบวกค่าปรับปรุงถุงละ ๒๖ บาท แปลว่า อคส. มีต้นทุนถุงละ ๖๔ บาท ๑๒ สตางค์ครึ่ง แล้วก็บังคับให้ อคส. ไปขายส่ง และให้ผู้ที่รับช่วงต่อขายให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนถุงละไม่เกิน ๗๐ บาท ต่อมาวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ อคส. อนุมัติให้ขายข้าวถุง ๕ กิโลกรัม ถุงแดงตรา อคส. ไม่ใช่ถุงธงฟ้า นะครับ ถุงแดงตรา อคส. เมื่อสักครู่ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน คือถุงธงฟ้าและมาแปลงเป็น ๕๐,๐๐๐ ตัน ก็เป็นถุงธงฟ้าแต่เพื่อพ่อแม่พี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ แต่วันนี้ ๘ พฤษภาคม อคส. มาอนุมัติข้าวถุงแดงตรา อคส. ให้กับสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นครศรีธรรมราชจํานวน ๓,๑๕๐ ตัน ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ราคาขายให้กับประชาชนไม่เกินถุงละ ๗๐ บาท เหมือนกันครับ วันที่ ๑๐ มกราคม อคส. แจ้งอธิบดีกรมการค้าภายในบอกว่า อคส. ขอเรียนว่าได้ดําเนินการจําหน่ายข้าวสารบรรจุถุงครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ จํานวน ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ให้กับคณะกรรมการมุสลิมตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แปลว่า ๖๓๐,๐๐๐ ถุงนี้ท่านบอกว่าขายเรียบร้อยแล้วครับ ส่งไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แต่ท่านประธาน ลองดูครับ หลักฐานที่ อคส. ส่งไปให้กับสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นราธิวาสมีเพียง ๖,๖๐๐ ถุง แล้วก็เขียนบอกว่า อคส. ขอให้บริษัท เจียเม้ง จํากัด ดําเนินการจัดส่งข้าวสาร ๕ เปอร์เซ็นต์ ตรา อคส. ถุงแดง บรรจุ ๕ กิโลกรัม เพื่อส่งมอบ ให้แก่สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีรายละเอียดดังนี้ วันที่สั่งซื้อ ๒๗ กุมภาพันธ์ สถานที่ส่งมอบสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นราธิวาส ๖,๖๐๐ ถุง เขารับของวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ๖,๖๐๐ ถุง ตรงกัน แต่ประเด็น อยู่ตรงนี้ครับ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าท่านอนุมัติขายข้าว ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ท่านส่งไปให้ภาคใต้ เพียง ๖,๖๐๐ ถุง ข้าวหายไปไหนครับ ๖๒๓,๔๐๐ ถุง คิดส่วนลดที่ท่านลดให้กับ คนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของ ๖๓๐,๐๐๐ ถุงนี้เท่านั้นนะครับ ส่วนลด ๒๓,๗๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ข้าวหาย เงินก็หายครับ ที่เอาพ่อแม่พี่น้องคนมุสลิม จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอ้างเพื่อจะส่งข้าวนี้ออกไป แต่ข้าวนี้มันไม่ได้ไปถึงมือพ่อแม่พี่น้อง มุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านก็อ้างไป ข้าวก็หาย เงินของรัฐก็หายครับ
ต่อมาครับวันที่ ๔ มกราคม ทางสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจํา จังหวัดนครศรีธรรมราชเขาก็มีหนังสือมาอีกครับ มีหนังสือบอกว่า ขอให้คณะกรรมการ อิสลามประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ เขาขอซื้อข้าวครับ แล้วให้อิหม่าม ประจํามัสยิดแต่ละมัสยิด แต่ละอําเภอมารับสินค้าตามจุดนัดหมาย แล้วให้อิหม่าม ประจํามัสยิดเป็นผู้จําหน่ายแต่ละหมู่บ้าน แต่ละมัสยิดอย่างทั่วถึง เขาขอซื้อมาครับ ถุงละ ๖๖ บาท ๕๐ สตางค์ จํานวน ๔,๘๕๐ ตันนะครับ ลงชื่อ นายปราโมทย์ มะหมัด กรรมการอิสลามประจําจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วเขาก็แจกแจงครับ จังหวัดนราธิวาส ใครรับผิดชอบ จังหวัดปัตตานี ใครรับผิดชอบ จังหวัดยะลา ใครรับผิดชอบ จังหวัดสงขลา ใครรับผิดชอบ จังหวัดนครศรีธรรมราช ใครรับผิดชอบ เขาทํามาดีครับ แล้วเขาก็บอกต่อว่า แผนการจําหน่ายข้าวสารธงฟ้าราคาประหยัด พี่น้องมุสลิมภาคใต้ จังหวัดปัตตานีเขาจะ ไปขายอําเภออะไรบ้าง จํานวนเท่าไร จังหวัดปัตตานีรวมแล้ว ๑,๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดยะลา อําเภออะไรบ้าง จํานวนเท่าไร ก็ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดนราธิวาส รวมกัน ๑,๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดสงขลา ๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดนครศรีธรรมราช ๓๕๐,๐๐๐ กิโลกรัมนะครับ ผมเห็นผมก็ตกใจครับ เพราะท่านบอกว่าทาง อคส. แจ้งไปที่ อธิบดีกรมการค้าภายใน เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๖ เขาทําหนังสือมาวันที่ ๔ มกราคม นะครับ ท่านแจ้งไปวันที่ ๑๐ ท่านบอกว่า สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นครศรีธรรมราชได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ ขอจัดซื้อข้าวสารจาก อคส. ครั้งที่ ๒ จํานวน ๔,๘๕๐ ตัน ๙๗๐,๐๐๐ ถุง ล็อตแรกขอซื้อมา ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ครั้งที่ ๒ ขอซื้อมา ๙๗๐,๐๐๐ ถุง โดยให้ทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนนะครับ บอกพร้อมแนบรายละเอียดมา อคส. บอกว่า ขอให้กรมการค้าภายในได้กรุณาประสานงาน กับสํานักงานการค้าภายในจังหวัดเพื่อควบคุมการจําหน่ายข้าวสารที่ปลายทางไม่เกิน ถุงละ ๗๐ บาท แปลว่าท่านพร้อมจะจัดส่งให้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน และขอให้สํานักงาน กรมการค้าภายในไปควบคุม อย่าขายเกินถุงละ ๗๐ บาท ท่านว่าอย่างนั้นนะครับ หมดระยะเวลาของท่านแล้วครับ ผมก็ทําหนังสือถามไป เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ไม่กี่วันนี้ ถามไปที่จังหวัดยะลา คณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดยะลา ถามไปที่จังหวัดนราธิวาส ถามไปที่จังหวัดปัตตานี ถามไปจังหวัดสงขลา และนครโคกขัน แต่ที่จังหวัดนราธิวาส เขาตอบครับ เขาตอบว่าอย่างนี้ครับ ขอเรียนว่า ไม่เคยได้รับข้าวสารจากองค์การคลังสินค้าเลย และไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด นี่เขาตอบนะครับ เป็นหลักฐาน จังหวัดยะลา เขาบอกว่า ไม่ได้รับ ถ้าจะคุยเรื่องนี้ให้ไปคุยกับที่จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้วจะรู้รายละเอียด จังหวัด ปัตตานีเขาบอกว่า ข้าวก็ไม่มี บอกว่า อย่าบอกว่าไม่มีเลย จะบอกว่า แม้แต่ได้ยินยังไม่เคย ได้ยินเลยครับ จังหวัดสงขลาบอกว่า ไม่มีข้าวมา จังหวัดนครศรีธรรมราชบอกว่า ต้องโอนเงิน ไปก่อน ไม่ได้โอน เลยไม่ได้ส่งข้าวมา คําถามก็คือ ข้าวนี้หายอีกแล้วครับ ล็อตแรกเป็นข้าวถุงแดง นะครับ ข้าว ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ส่งไป ๖,๖๐๐ ถุง หาย ๖๒๓,๐๐๐ ถุง ล็อตที่ ๒ ๙๗๐,๐๐๐ ถุง หายทั้งล็อตครับ ๙๗๐,๐๐๐ ถุง ส่วนล็อตของรัฐบาลที่ลดให้กับพ่อแม่พี่น้องมุสลิม จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ ๑ ๒๓ ล้านบาท หายแล้วครับ ครั้งที่ ๒ ๓๖,๙๐๐,๐๐๐ บาท หายอีกแล้วครับ ทีนี้ตามมติ กขช. ท่านก็อ้างพ่อแม่พี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ อีก ๕๐,๐๐๐ ตัน ๑๐ ล้านถุง ส่วนลดถุงละ ๓๘ บาท ๑๒ สตางค์ครึ่งก็หายอีกแล้วครับ ๓๘๑ ล้านบาท หาย ๓ ล็อตเลยครับ ข้าวที่ท่านเอามาอ้างว่าจะช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องมุสลิมจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นคําอ้างทั้งสิ้นครับ เปรียบเสมือนว่าท่านก็เอาพี่น้องไทยมุสลิม ของพวกเรานี่แหละมาอ้าง ความเป็นจริงเราต้องยอมรับกันตรง ๆ ครับว่าถ้าทุกคน หรือแม้แต่รัฐบาลบอกว่าจะช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขาเดือดร้อน เรื่องสถานการณ์ความไม่สงบมา ๑๐ ปีแล้ว ผมคิดว่าไม่มีใครขัดข้องครับ ไม่มีใครโต้แย้ง อยากจะสนับสนุนให้ท่านทํา แต่เนื่องจากสิ่งที่ท่านทํามันไม่จริงครับ ท่านเพียงแต่ เอาพ่อแม่พี่น้องมุสลิมมาอ้าง ผมต้องใช้คํานี้เลยครับ ถ้ารุนแรงไปก็ต้องขออภัย เพราะมัน เป็นคําที่พอเราไปถามเขาพูดมาอย่างนี้จริงว่า ท่านก็เอาพ่อแม่พี่น้องมุสลิมมาอ้างเพื่อให้ท่าน ทํามาหาโกงกันได้ ต้องใช้คํานี้ เพราะคําอย่างนี้เป็นคําที่พอเราไปถามชาวบ้าน เขาก็จะพูด คําอย่างนี้ออกมา ซึ่งต่อจากผมวันพรุ่งนี้ วันนี้ก็จะมีคุณรังสิมาจะมาพูดต่อ แล้วพรุ่งนี้ ก็จะต่อด้วยคุณหมอวรงค์ที่จะมาพูดเรื่องข้าวให้ท่านฟังนะครับ รัฐบาลนี้มีมติให้นําข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตันไปทําข้าวถุง ถุงละ ๗๐ บาท เมื่อสักครู่นี้ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วครับว่า ในเดือนตุลาคมท่านทํา ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ท่านอนุมัติข้าวที่สนามบินดอนเมืองครับ เอา กขช. ไปประชุมที่สนามบินดอนเมือง ที่น้ํากําลังท่วมที่นั่น ไปอนุมัติเรื่องข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ทําข้าวถุงธงฟ้า ในขณะเดียวกันท่านก็ไปซื้อข้าวถุงครับ ถุงยังชีพของท่านซื้อ ข้าวร้านเอื้อธนพัฒน์ นี่อภิปรายตอนน้ําท่วมไม่ไว้วางใจครั้งที่ ๑ ครั้งนี้จริง ๆ อภิปรายรัฐบาลชุดนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๑ ตอนพวกเราอภิปราย ร้านเอื้อธนพัฒน์เสนอข้าวถุงยังชีพชุดละ ๘๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ ชุด ท่านซื้อครับ ข้าวสารชนิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขนาดบรรจุ ๕ กิโลกรัม ๑ ถุง ๑๙๒ บาท ท่านขาย ๗๐ บาท ซื้อ ๑๙๒ บาท ห่างกัน ๗ วัน เดือนตุลาคมเหมือนกัน อนุมัติ ข้าววันที่ ๑๑ ท่านซื้อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ห่างกัน ๗ วันเป็นไปได้อย่างไรครับ รัฐบาลขายข้าว ๗๐ บาท ซื้อกลับ ๑๙๒ บาท ห่างกัน ๗ วัน หจก. พูนเจริญพาณิชย์ นี่ก็อภิปรายไปก่อน ซื้อ ๖๐,๐๐๐ ถุงเหมือนกัน ถุงละ ๑๙๒ บาท ห่างกัน ๗ วันท่านซื้อ รัฐบาลขายข้าวถูก แล้วซื้อข้าวแพง ไอ้นี่ไม่ได้กล่าวหา เป็นความจริงไม่ได้เป็นความเท็จ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านมีมติ กขช. ครั้งที่ ๒/๒๕๕๔ ขาย ๗๐ บาท พอมาวันที่ ๑๙ ท่านซื้อข้าวสาร ๑๐๐,๐๐๐ ถุง ถุงละ ๑๙๒ บาท ราคาต่างกันถุงหนึ่ง ๑๒๒ บาท ๑๐๐,๐๐๐ ถุง ประเทศชาติ ขาดทุนอีกแล้วครับ เอาอัฐยายไปซื้อขนมยาย ประเทศชาติ อัฐยายหายไปอีกแล้ว ๑๒ ล้านบาท นี่ตัวอย่างน้อย ๆ นะครับ ท่านประธานครับ องค์การต่อต้านคอร์รัปชัน เขาบอกครับ ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยลดยากครับ เพราะอุปสรรคของการแก้ปัญหา คอร์รัปชันอันดับหนึ่งเลยครับมาจากความไม่จริงจังของรัฐบาล และฝ่ายบริหารที่จะป้องกัน และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน นี่ไม่ใช่ผมพูดนะครับ หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน ที่นายกรัฐมนตรีไปเดินรณณรงค์อยู่ทุกวัน เมื่อสักครู่ตอนต้นที่ผมนําเสนอ ท่านไปเดิน รณณรงค์กับองค์กรนี้ละครับ แล้วองค์กรนี้ก็มาบอกว่าปัญหาอุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น ปากว่าตาขยิบ เมื่อสักครู่ที่ผมกล่าวตั้งแต่ต้นนั่นละครับ ท่านดูครับ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยพูดไว้ครับ การโกงคือการคอร์รัปชันที่จับได้ ส่วนคอร์รัปชัน คือการโกงที่จับไม่ได้ วันนี้พูดคอร์รัปชันไม่ได้ เพราะวันนี้พวกผมกําลังจับผิดท่านครับ แล้วจับท่านได้อยู่ในสภาแห่งนี้ ต้องบอกว่าท่านเป็นการโกง ไม่ใช่เป็นการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะการโกงคือการคอร์รัปชันที่จับได้ ต้องว่ากันอย่างนี้เลยครับ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ภาพนี้ครับ ที่สุดของมหกรรมรวมพลังแห่งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ต้านโกง วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เราจะทําอย่างไรครับ ฝ่ายค้านอภิสิทธิ์วันนี้ไม่อาจควงคู่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้อีกต่อไปแล้ว นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ควงคู่ผู้นําฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเดิน วิ่ง ปั่น ต้านโกงไม่ได้ เพราะอภิสิทธิ์ไปเดิน วิ่ง ปั่น ต้านโกงได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไปต้องเปลี่ยนใหม่ เดิน วิ่ง ปั่น...โกง ต้องเป็นอย่างนั้นครับ เพราะวันนี้เราอยู่กันคนละมุม อภิปรายคนละด้าน ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี่นายกรัฐมนตรีทําตัวเสมือนเอาจริง กับการโกง แต่วันนี้เราเห็นแล้วครับว่านายกรัฐมนตรีฉวยโอกาสในขณะที่คนกําลังทุกข์ อยู่กับน้ําท่วม แล้วก็โกงประเทศไทยอีกแล้ว แล้วสุดท้ายนายกรัฐมนตรีก็หยิบยืมชื่อพ่อแม่พี่น้อง มุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ หยิบขึ้นมาอ้างเพื่อจะขอทําโครงการไปโกงประเทศไทยอีกแล้วครับ พฤติกรรมการโกงไม่ได้ลดลงครับ ต้องยอมรับว่ามากกว่าเก่า มากกว่าเดิม โกงเสร็จก็มาออก กฎหมายนิรโทษกรรมกันในสภาแห่งนี้ละครับ วันออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนายกรัฐมนตรี ก็ไม่อยู่ ลาไปไหว้พระครับ ชาวบ้านเขาก็ฝากถามมาครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปขออะไร มาจากพระ เขาตั้งคําถามว่า ๑. ไปขอให้ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมผ่านสภา ๒. ขอให้คนโกงได้รับ การนิรโทษกรรม ๓. ขอให้คําอ้างว่าเป็นเรื่องสภาได้ผล ๔. ขอให้ตัวเองทําผิดก็ชนะ ๕. ขอให้ฝ่ายค้านทําถูกก็แพ้พวกมาก ถ้านายกรัฐมนตรีรักประเทศไทยจริงนายกรัฐมนตรี ต้องทําสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อประเทศไทยครับ อย่าทําร้ายประเทศไทยเลยครับ ผมจึงเห็นว่า นายกรัฐมนตรีหมดความชอบธรรมการเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจึงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านรังสิมานะครับ ท่านขอคลิปภาพเคลื่อนไหว ๒ คลิป แล้วก็เพาเวอร์ พอยท์ ๖ ภาพ เกี่ยวกับข้อมูลของ อคส. ภาพนิ่งอีก ๑๘ ภาพ ข้าวสารถุงจํานวน ๖ ถุง ท่านเอามาด้วยใช่ไหม
เอามาค่ะ
ทางคณะกรรมการอนุญาตนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันจะไม่พูดพร่ําทําเพลงนะคะ ดิฉันจะชกเลยค่ะ จะได้ไม่ต้อง เสียเวลา เพราะว่าดิฉันขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะคะ เนื่องจาก นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็มีมติของ กขช. ในการจัดทําข้าวถุงให้กับคนจนในราคาถูก ๗๐ บาทต่อถุง ดิฉันขอคลิปที่ ๑ ไม่ใช่ค่ะ ภาพนิ่งค่ะ แผ่นที่ ๑ ข้อมูล อคส. ข้าวถุงที่จัดทําเป็นข้าวถุงมี ๓ ชนิด แผ่นที่ ๑ มีข้อมูล อคส. เขาทําข้าวถุง
เป็นคลิปใช่ไหมครับ
ภาพนิ่งแผ่นที่ ๑ ข้อมูล อคส. ข้าวถุงที่จัดทําเป็นถุง
อันนี้ไหมครับ
ใช่ค่ะ มี ๓ ชนิด คือมีธงฟ้า แล้วก็มีถูกใจ แล้วก็มีข้าว อคส. แต่ที่ดิฉันจะพูดนี่ดิฉันจะพูดเฉพาะข้าว อคส. เท่านั้น เพราะฉะนั้นดิฉันขอแผ่นที่ ๒ ภาพนิ่ง อันนี้ข้าวของ อคส. มันจะมีทั้งหมด ๗ บริษัท แต่ดิฉัน ก็จะขออภิปรายเฉพาะเจียเม้งเท่านั้นนะคะ คือเจียเม้งเขาเบิกข้าวไป ๓๒๕ ล้านตัน ถ้าทํา เป็นข้าวถุงแล้วเขาจะทําข้าวถุง ๒๓๓ ล้านตัน ถ้านับเป็นถุง ถุงละ ๕ กิโลกรัม ก็จะได้ ๔๖,๖๐๐,๐๐๐ ถุง แล้วก็ยังมีค้างอยู่อีก ๙๒,๐๐๐ ถุง เพราะฉะนั้นดิฉันก็จะเรียนกับ ท่านประธานว่าดิฉันจะขออภิปรายเฉพาะเจียเม้ง อันนี้ไม่ต้องแล้วปิดไปก่อนค่ะ ดูหน้ารังสิมาก่อนค่ะ คือดิฉันจะพูดเฉพาะเจียเม้ง เพราะว่าเจียเม้งได้มาชี้แจงในกรรมาธิการ แล้วก็ให้เอกสารมา แต่บริษัทอื่นไม่มาตอบแล้วก็ไม่ให้ข้อมูลอะไรเลย เหมือนกับว่าเขายอมรับแล้ว ว่าเขาผิดแล้ว แต่เจียเม้งเอาเอกสารมาให้ แล้วก็คิดว่าดิฉันคงจะไม่ไปตรวจสอบอะไร แต่ดิฉันคิดว่าเขาคงจะคิดผิดนะคะ ดิฉันเสียใจด้วยที่คนอย่างดิฉันจะต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ดิฉันก็ได้ลงไป ตามเอกสารที่ทางเจียเม้งได้ให้มา ขอภาพนิ่งที่ ๓ ๔ ๕ ๖ เลยค่ะ จะมีทั้งหมด ๓๗ แห่ง ดิฉันเดินทางไปทั้งหมด ๙ วันติดต่อกัน ไปครบหมดเลย ๓๗ แห่ง แต่ใน ๓๗ แห่ง ที่ดิฉันไปมีบางแห่งที่มันแจ้งมาแล้วมันไม่มีร้าน แล้วก็ดิฉันไปทั้งหมด ๙ วัน ก็ไปทั่วประเทศ ทั้ง ๔ ภาค เดี๋ยวจะหาว่าดิฉันลําเอียง ดิฉันไปอีสาน ไปจังหวัดขอนแก่น ไปจังหวัดอุดรธานี ไปโคราช แล้วก็ไปใต้ ทั้งหมดไปใต้มา ๘ จังหวัด มีจังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัด สุราษฎร์ธานี จังหวัดยะลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ แล้วก็ ในภาคกลางดิฉันไปจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชลบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี แล้วก็ภาคเหนือไปจังหวัดพิจิตร จังหวัด นครสวรรค์ รวมแล้ว ๒๑ จังหวัด ดิฉันอยากไปดู อยากไปเห็นนะคะว่ามันเป็นจริงหรือไม่ ที่ทางบริษัท เจียเม้ง ได้เอาเอกสารมาชี้แจง เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้เปิดคลิปก่อนค่ะ
เข้าใจครับ ท่านบอกหน่อยคลิปอันไหน เพราะเดี๋ยวว่าคนเปิด บอกคลิปหน่อย
คลิปที่ไม่ได้ซื้อข้าว อันนี้นะคะ อันนี้ที่จังหวัดสงขลา ชื่อร้านณรงค์ค้าข้าว อันนี้จังหวัดสงขลานะคะ จังหวัดสงขลา ๒ แห่ง เลยค่ะ อันนี้ที่ทุ่งลุงนะคะ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาค่ะ อันนี้จังหวัดกระบี่นะคะ อันนี้ที่คอหงส์ หาดใหญ่ ร้านอาเซียนค้าข้าวนะคะ อันนี้จังหวัดระนองค่ะ ร้านโกเล็กค้าข้าวค่ะ อันนี้ที่ดิฉัน ได้ฉายไปนี้นะคะจะเป็นร้านที่ทางบริษัทเจียเม้งได้แจ้งมาใน ๓๗ ร้าน แล้วก็ดิฉันก็ลงไป ทุกร้านเลยนะคะ อันนี้ดิฉันก็จะแยกกลุ่มมาให้ท่านดูว่าที่ดิฉันฉายให้ท่านดูทั้งหมดเป็นร้านที่ ไม่เคยซื้อข้าว คือซื้อเป็นลูกค้าของเจียเม้งจริง แต่ว่าไม่ได้ซื้อข้าว อคส. นะคะ คือเขาซื้อข้าว ตรานกกระเรียน แล้วบางร้านเขาก็ไม่เคยขายปลีก ถุงละ ๕ กิโลกรัมนี้ เขาไม่ได้ขาย เขาขาย เป็นถุงละ ๔๘ กิโลกรัม เป็นถุงใหญ่ ๆ นะคะ เป็นร้านขายส่ง ไม่ขายปลีกค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะเรียนท่านประธานอย่างไรคะว่า กลุ่มนี้มันจะมีอยู่อีกร้านหนึ่งนะ คะ เมื่อสักครู่นี้ที่ฉายไปที่หาดใหญ่ชื่อร้านเอเชียฟู้ด ฟาร์ม แต่มีแจ้งร้านอาเซียนค้าข้าว ดิฉัน ไปนอนอยู่ที่หาดใหญ่ ๓ คืน พยายามไปวนหาเท่าไรก็หาไม่เจอนะคะ แล้วก็ขึ้นไปที่เทศบาล ไปหาท่านนายกเทศมนตรีไฮว่ารู้จักร้านอาเซียนค้าข้าวไหม เพราะว่าหาเท่าไรหาไม่ได้ ถามร้านค้าข้าวทั้งหาดใหญ่เลยไม่มีใครรู้จักร้านนี้ ดิฉันก็เลยไปถามร้านรุ่งโรจน์ค้าข้าวซึ่งเป็น ร้านใหญ่ในหาดใหญ่ เผอิญดิฉันจบ มอ. หาดใหญ่นะคะ ดิฉันก็เลยไปติดต่อที่ร้านนี้ บังเอิญ ก็ไปดูเบอร์โทรศัพท์ เบอร์โทรศัพท์ของร้านรุ่งโรจน์ค้าข้าว มันกลายเป็นเบอร์เดียวกันกับ ร้านอาเซียนค้าข้าว แต่ร้านรุ่งโรจน์ค้าข้าวบอกว่าเขาไม่เคยซื้อข้าวกับบริษัท เจียเม้งเลย ในร้านของเขานะคะ แต่มามีชื่ออาเซียนค้าข้าวซึ่งเป็นเบอร์โทรศัพท์เดียวกันอีก แล้วก็ไม่มี ร้านนี้อยู่ในหาดใหญ่ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันแยกกลุ่มให้ท่านได้ดูนะคะ
ต่อไปกลุ่มที่ ๒ ค่ะ เปิดคลิปที่ ๒ เลยค่ะ อันนี้เป็นที่ซื้อนะคะ อันนี้ซื้อ เดี๋ยวดิฉันจะเรียนท่านประธานว่ามันแตกต่างกันอย่างไร อันนี้ที่ชุมพรนะคะ กรมหลวง ค้าข้าวค่ะ จังหวัดชุมพร อันนี้เสียงอาจจะไม่ชัด ดิฉันจะอธิบายนะคะ อันนี้เขาซื้อ ๗๕ บาท ขาย ๘๕ บาท อันนี้ขอนแก่นนะคะ ร้านเจียสินซุปเปอร์ อันนี้ที่จังหวัดอุดรธานีนะคะ ร้านธนวัฒน์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี อันนี้ดิฉันจะซักละเอียดหน่อยนะคะ เพราะจะมี ประเด็นกัน เดี๋ยวดิฉันจะอธิบายอีกทีนะคะ อันนี้โคราชค่ะ ที่จังหวัดนครราชสีมานะคะ ท่านประธานคะ อันนี้ดิฉันแยกให้ท่านประธานดูนะคะว่าร้านไหนที่เขาซื้อจริง ร้านไหน เขาไม่ได้ซื้อนะคะ ตอนนี้ที่ดิฉันถ่ายให้ท่านดูมันจะมีหลาย ๆ ประเด็นนะคะ คืออย่างนี้ ดิฉันก็ได้ซื้อข้าวตัวอย่างมาทุกร้านที่ดิฉันไป อันไหนที่มีข้าวที่เขาขาย ดิฉันก็จะซื้อมาให้ ท่านประธานดู อย่างเช่น ร้านเมื่อสักครู่นี้ สุดท้ายนะคะ ร้านคุณเขียวเขาอยู่ที่บ้านหนองแซง ที่โคราช เขาไปซื้อจากร้านโดมนะคะ ซึ่งเป็นโกดังของบริษัท เจียเม้ง เขาก็ขายในราคา ๘๐ บาท เขาซื้อ ๗๕ บาท เขาขาย ๘๐ บาท เขาเป็นร้านโชสวยโชห่วย โครงการของโชสวย โชห่วย ครั้งแรกเขาได้ข้าว อคส.ไปขาย แต่พอมาตอนหลังเขาไปซื้อที่บริษัท เจียเม้ง มันจะ เป็นข้าวที่ถุงนี้ค่ะ เป็นข้าวถูกใจ ท่านที่ดูบางทีท่านจะไม่เข้าใจ มันจะมีข้าวถูกใจกับข้าว อคส. นี่ ถุงนี้จะคล้ายคลึงกันแต่ที่มุมถุงนี้นะคะจะไม่เหมือนกัน คือตรงนี้มันจะเขียนว่า ข้าว อคส. แต่มุมถุงนี้จะเขียนว่า ข้าวถูกใจ เห็นไหมคะ เพราะฉะนั้นในโครงการที่รัฐบาลทํานี่มันจะมี ๒ อย่าง ครั้งแรกนี่ทางกรรมาธิการได้เรียก สอบถาม เขามาชี้แจงก็จะมีข้าว อคส. ออกไป แต่พอหลังจากที่ออกไปแล้วมันจะไม่มีข้าว อคส. ไป มันจะเป็นข้าวถูกใจ แต่ราคามันไม่ถูกใจนะคะ เดี๋ยวท่านลองดูนะ อันนี้ที่โคราช ในเมือง อันนี้ถูกใจ ดิฉันจดมาเลย ดิฉันซื้อมาจากร้านวงศ์มังกร อําเภอเมืองนครราชสีมา เขาบอกดิฉันว่าเขาซื้อ ๘๐ บาท แต่เขาขาย ๙๙ บาท อันนี้ถูกใจ ซื้อมาทั้ง ๒ อย่างเลยค่ะ ๙๙ บาททั้งคู่ ทั้งถูกใจแล้วก็ อคส. ด้วย ร้านเดียวกันนะคะ เขาบอกว่าครั้งแรก ๆ เขาสั่ง ๕,๐๐๐ ถุง แต่เขาได้มาแค่ ๕๐๐ ถุง แล้วก็เขาขายในราคาที่รัฐบาลกําหนดคือ เขาซื้อ ๖๖.๕๐ บาท แต่เขาไปขาย ๗๐ บาท แต่หลังจากนั้นสั่งอีกไม่มีให้เขา เขาก็เลยต้องไปเอา ข้าวถูกใจมาขาย แต่ขายในราคา ๙๙ บาทต่อถุง อันนี้ร้านธนวัฒน์ที่จังหวัดอุดรธานี เขาซื้อ ๗๕ บาท แล้วเขาต้องเสียค่าขนส่งถุงละ ๓ บาท เขาเลยต้องขาย ๘๕ บาท แต่ที่ดิฉันต้องให้ ท่านประธานดูเพราะว่าจริง ๆ แล้วนโยบายข้าว อคส. ขายในราคา ๗๐ บาท ถึงพี่น้อง ประชาชน มันรวมกับค่าขนส่งด้วยนะคะ ไม่ได้ให้ร้านค้าเขามาออกเอง อย่างเมื่อสักครู่นี้ ร้านกรมหลวงค้าข้าวที่จังหวัดชุมพรเขาต้องมาเสียค่าขนส่งอีกถุงละ ๔ บาท ดิฉันก็ซื้อข้าว มาให้ท่านดู เขาต้องขาย ๙๐ บาท เพราะว่าเขาต้องเสียค่าขนส่งอีกถุงละ ๔ บาท แล้วราคา ที่เขาซื้อ เขาก็ซื้อในราคาแพง แล้วต้องบวกค่าขนส่งเองด้วย เขาก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้น พอมาตอนหลังเขาเลยไปซื้อข้าวจังหวัดนครปฐม อันนี้ค่ะ ข้าวสารคัดพิเศษตราส้มมงคล ราคาขายเหมือนกันเลย ๕ กิโลกรัมเท่ากัน ขายราคาเดียวกัน เพราะฉะนั้นตอนหลัง ๆ ข้าว อคส. ไม่มีนะคะ ไม่มีในท้องตลาด เมื่อประชาชนคนยากจนเขามาซื้อแล้ว ตอนหลัง เขาก็มาขอซื้ออีก แต่มันไม่มีข้าวให้เขา เขาก็เลยต้องไปสั่งข้าวที่จังหวัดนครปฐมมาขาย ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าขายใส่ถุง ๕ กิโลกรัม ดิฉันก็ไปดูมาหลาย ๆ ร้าน ส่วนใหญ่อย่างร้านณรงค์ ค้าข้าว อําเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขาขายกิโลกรัมละ ๒๐ บาท แต่ว่าโครงการ ของท่านกิโลกรัมหนึ่งตก ๑๔ บาท แต่อันนี้เขาต้องขาย ๒๐ บาท เพราะว่าเขาต้องเสีย ค่าขนส่งเอง เขาต้องเสียค่าแบกกับคนแบกข้าว รวมแล้วค่าใช้จ่ายถ้าเขาขายตามราคาเขาก็ ขาดทุน แล้วเขาก็มาชั่งขายเป็นกิโลกรัม ๆ ดิฉันก็เลยซื้อมา ๒ กิโลกรัม เอามาให้ท่านประธานดู เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้นโครงการของรัฐบาลที่บอกว่าจะขายข้าวในราคาที่กําหนด มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ ดิฉันไปที่สหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี เขาบอกว่าเขาสั่งข้าวครั้งแรกเขาได้ข้าว ไปขาย แต่พอมาตอนหลังเขาซื้อไปขายต้นทุน ๖๖.๕๐ บาท เขาขาย ๗๐ บาท ได้กําไร ๓.๕๐ บาท เขาบอกไม่คุ้มเลย ดิฉันถามว่าทําไมไม่คุ้มละ เขาบอกว่าเอาไปคนมา เข้าแถวสมาชิกของสหกรณ์ตั้งหลายพันคน ได้ไปทีหนึ่ง ๓,๐๐๐ ถุง พอเสร็จแล้วมาเข้าแถวรอ พอถึงเวลาข้าวก็ไม่มี สั่งอีกก็ไม่มี แล้วพอได้กําไร ๓.๕๐ บาท มันไม่คุ้มตรงไหนรู้ไหมคะ เวลาเอาไปลงมันต้องเอาไปเก็บไว้ในโกดังก่อน เพราะว่าที่สหกรณ์ไม่มีที่เก็บ พอถึงเวลา จะเอามาขายก็ต้องจ้างคนไปแบกมาอีก เพราะฉะนั้นได้กําไร ๓.๕๐ บาท ก็ไม่คุ้มกัน แล้วก็ บางร้านสั่งเท่าไรก็บอกว่าไม่มีให้แล้ว เพราะว่าข้าวโครงการนี้มันหมดแล้ว ดิฉันก็เลยแปลกใจ ก็มานั่งคํานวณ ดิฉันก็มานั่งบวกว่าโครงการของเจียเม้งนี่ ๔๖,๖๐๐,๐๐๐ ถุง ที่ได้โครงการ ข้าว อคส. นี้ รวมแล้วบวกแล้ว ที่ดิฉันไป ๓๗ แห่งนี้ ได้ ๕๗,๓๐๐ ถุงเองที่คนซื้อไป แล้วมัน หายไปไหน ๔๖ ล้านถุง นี่ยังไม่แค่เศษ ๖๐๐,๐๐๐ ถุง นี่มันยังแค่ ๕๗,๓๐๐ ถุงเอง ท่านลอง คิดดูสิคะ ที่ดิฉันพูดนี่ ครั้งแรกที่ดิฉันฉายให้ดูนี้ไม่ได้ซื้อข้าวของ อคส. เลย เป็นลูกค้าของ เจียเม้ง เพราะฉะนั้นเจียเม้งนี่เอา ๓๗ ล้านถุงมาให้จริง เป็นลูกค้าของเจียเม้งจริง แต่ว่าไม่ได้ ซื้อข้าวเป็น อคส. ซื้อข้าวตรานกกระเรียน แล้วซื้อข้าวแบบถุงละ ๔๘ กิโลกรัม เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อยากจะเรียนท่านประธานนะคะว่าโครงการนโยบายของรัฐบาลนี้ให้ขาย ๗๐ บาท แต่มันไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลกําหนด ขาย ๘๐-๘๕-๙๐-๙๕ บาท ครั้งแรกมีอยู่ร้านหนึ่ง ดิฉันไป เขาบอกขายให้ดิฉันเท่าไรรู้ไหมคะ ๑๒๐ บาท เขาไม่รู้หรอกว่าดิฉันเป็นใคร ดิฉันก็ไป หลอกขอซื้อข้าวเขา พอเสร็จแล้วก็ถามว่ามีกี่ถุง เขาบอกมีอยู่ ๕ ถุง เขาถามว่าดิฉันจะเอา หมดไหม ดิฉันบอกไม่เอาหมดค่ะ เพราะเต็มรถแล้ว ซื้อมาทุกร้านเลย ร้านละถุง ร้านละถุง ร้านละถุง ดิฉันเอาถุงเดียวคิดเท่าไร เขาบอก ๑๒๐ บาท ดิฉันก็เลยแนะนําตัวว่าดิฉันเป็นใคร มาจากไหน ผลที่สุดเขาเลยลดให้ดิฉันเหลือ ๘๐ บาท ทีแรก ๑๒๐ บาทนะคะ ข้าวนี่ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างไรคะว่าข้าวตั้ง ๖๕ ล้านถุง บอกทําไปแล้ว ๔๖,๖๐๐,๐๐๐ ถุง แล้วก็ข้าวที่ดิฉันฉายคลิปให้ท่านดูนี้ก็ไม่ได้ซื้อข้าวของ อคส. ซื้อของเจียเม้งจริง แต่เป็นของตราอื่น ตรานกกระเรียน แล้วข้าวที่ซื้อของเจียเม้งนี้ ก็ไม่ได้ซื้อถุงละ ๕ กิโลกรัม ซื้อชนิด ๔๘ กิโลกรัม ฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนถามนะคะว่า ทําไมคนรวยอย่างท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีทรัพย์สินตั้งมากมายมหาศาลเป็น พัน ๆ ล้านบาท นาฬิกาก็เรือนหนึ่ง ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ปล่อยให้ลูกน้องทํานโยบายหากิน กับคนจนเรื่องข้าว ดิฉันเคยพูดตอนน้ําท่วมอย่างไรคะ จําได้ไหมคะ ข้าวกล่องนี่ที่ดิฉันบอก ทําไมคนเดือดร้อน ขนาดนี้ เดี๋ยวดิฉันถอนนะคะ ทําไมถึงได้มาแดกข้าว อันนั้นแดกข้าวสุก อันนี้มาแดกข้าวสาร อีกแล้ว ดิฉันขอถอนนะคะ แต่ดิฉันจะอธิบายความในใจให้ท่านฟังว่าทําไมถึงเป็นอย่างนี้ พี่น้องประชาชนยากจนแล้วนี่ ทําไมคุณยังไปโกงเขาอีก แล้วก็ดิฉันอยากจะเรียนถามว่า ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่เคยจนอย่างไร ใช่ไหม ถึงได้ไม่รู้เลยว่าความยากจน เป็นอย่างไร คนที่ไม่มีข้าวกิน คนจนเวลาเขาไม่มีข้าวกินเขาไม่มีจริง ๆ นะคะ แม้กระทั่ง จะซื้อน้ําปลาสักขวดหนึ่งเขายังไม่มีเลย เขายังต้องเอาเกลือไปละลายน้ํากิน เพราะดิฉัน เห็นคนไข้แล้วดิฉันนึกถึงอย่างไรว่าทําไมจะต้องมาทํากับคนยากจนขนาดนี้ ผักเขาก็ต้องเก็บ เขาไม่มีปัญญาที่จะไปซื้อ ผักต้องเก็บผักบุ้ง ผักกระถินข้างรั้วมากิน เพราะฉะนั้นรัฐบาล ยังปล่อยให้คน ลูกน้องทํามาหากินกับคนยากจนแล้วเอาประชานิยมมาบังหน้านะคะ หากินทุกโอกาสเลยกับคนยากจน ทุกคําก็อ้างว่าเพื่อประชาชน แต่พูดแล้วมันตรงกันข้าม หมดเลย ดิฉันไม่เข้าใจเลยว่าหัวใจของท่านนายกรัฐมนตรีทําด้วยอะไร ทําไมมันใจดําขนาดนี้ กับคนจนทําไมไปคิดขูดรีดกับเขา รีดเลือดกับปูนี่ ทําไมถึงได้ต้องทํากับเขา เพราะฉะนั้น ก็อยากจะบอกกับท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ ห้ามบอกนะคะว่าหนูไม่รู้ แล้วโครงการที่ดิฉันไป พอรัฐมนตรีจะไปข้าวถึงจะเอาไปลง ดิฉันก็อยากจะกราบเรียนนะคะ ที่จังหวัดสิงห์บุรี กับจังหวัดลพบุรี รัฐมนตรีจะไปตรวจ ไปเปิดโครงการโชสวย โชห่วย ก็เอาข้าวไปลง ๆ ไว้ให้ ร้านชัยแสง ร้านเติมเต็ม ดิฉันไปมานี่ แล้วก็บอกว่ารัฐมนตรีจะมาเปิดถึงจะเอามาลง พอรัฐมนตรีไปแล้วก็ไม่มีข้าว ก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นนโยบายและพฤติกรรมที่ผ่านมาของ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตแล้วก็ปิดบังการทุจริตด้วย ปล่อยให้ พวกพ้องแสวงหาผลประโยชน์เพื่อความร่ํารวยของพวกพ้องของท่านเอง แต่ประโยชน์ไม่เคย ตกถึงพี่น้องประชาชน ดิฉันจึงไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ให้อยู่ต่อไป เพราะว่า ถ้าอยู่ต่อไปมันจะยิ่งเละนะคะ ก็ไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไป ขอบคุณค่ะ
เดี๋ยวผมถามนิดหนึ่ง ถามทางวิปหน่อยว่า เฉพาะประเด็นข้าวยังเหลืออยู่อีกกี่ท่านครับ ท่านประเสริฐครับ เพราะเห็นส่งเอกสารมาบอกว่าเป็นท่านกรณ์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยวชี้แจงครับ
เชิญครับ
ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ พรุ่งนี้เช้ายังมีต่ออีกท่านหนึ่งครับ
เหลือใครครับ เหลือท่านใดครับ
เหลือคุณหมอวรงค์
หมอวรงค์ใช่ไหมครับ
ครับ
แล้วที่ส่งแจ้งมาบอกว่าท่านกรณ์นี้ต่อจากหมอวรงค์ถูกต้องไหม
วันพรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวจะส่งชื่อให้ใหม่ หมดเลยครับ วันนี้ถือว่ายุติ วันนี้เพียงแค่นี้
ถ้าอย่างนั้นก็เหลือคุณหมอวรงค์แล้วก็ให้ตอบประเด็นข้าว แล้วก็เริ่มท่านกรณ์ใหม่ ถูกต้องนะครับ
ครับ
ถ้าอย่างนั้น ผมพักการประชุมนะครับ ประชุมต่อตอนเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกานะครับ ขอพักการประชุมนะครับ
พักประชุมเวลา ๐๑.๓๔ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๓๕ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
ขอเปิดการประชุมครับ เอาไว้อาทิตย์หน้า จะหมดสมัยแล้ว ท่านถามเยอะแล้ว ไม่มีที่ถามแล้ว หมดแล้ว ถนนหนทางดีหมดแล้ว เชิญท่านนายแพทย์วรงค์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมขอปรึกษาท่านประธานนิดเดียวว่าขณะนี้การถ่ายทอดสดเริ่มหรือยังท่านประธาน เพราะ เนื่องจากว่าประเด็นมันต่อเนื่องกัน เดี๋ยวเกิดถ้าไม่ได้ถ่ายทอด เปิดมาแล้วคนไม่เข้าใจครับ ให้เลขาธิการช่วยเช็ก (Check) ครับ
เดี๋ยวผมสอบถามให้
ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะกราบเรียน เชิญท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้กว่าผมจะทําความเข้าใจได้ใช้เวลา หลายเดือนมากท่านประธาน มันยาก ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีหรือผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องช่วย ท่านนายกรัฐมนตรีได้ฟังจะได้ชี้แจงได้ถูกในประเด็นที่เราจะซักถามครับ
มาหมดครับ วันนี้อยู่สภาหมดครับ ให้ติดต่อไปช่อง ๑๑ นะครับ ช่วยดูแลด้วยนะครับ ต้องถ่ายทอดสดทันที เข้าหรือยังครับ เชิญครับ เรียบร้อยครับ ท่านนายแพทย์วรงค์ เชิญครับ เรียบร้อยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งวันนี้ขออนุญาต อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ผมต้องกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีประธาน กขช. กขช. จะต้องอนุมัติในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจํานําข้าว แต่ก่อนที่ผมจะเข้าสู่ประเด็นนี้ผมขออนุญาตขอบคุณ ผู้ที่เกี่ยวข้องครับ ซึ่งท่านแรกต้องขอขอบคุณท่านเลย คือท่าน พันตํารวจตรี ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ อดีตผู้อํานวยองค์การคลังสินค้า แล้วผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะรู้จักเขาในนามของ สารวัตรเหยิน ซึ่งบัดนี้ท่านผู้นี้เสียชีวิตไปแล้ว เราอยากจะกราบเรียนพี่น้องประชาชนว่า ช่วงหนึ่งของอดีตท่านสารวัตรเหยินจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา ผมเชื่อว่าเขาได้ทําคุณงามความดีให้กับสังคม อย่างน้อยเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับสังคม ในการตีแผ่ถึงการทุจริตของรัฐบาลชุดนี้มาให้กับพวกเราได้รับทราบ และท่านที่ ๒ ต้องขอ ขอบคุณท่านชนินทร์ รุ่งแสง ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และท่านที่ ๓ ก็คือท่าน พลตํารวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ การระบายข้าวของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ท่านที่ ๔ ก็คือหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจที่เราเข้าประชุมร่วมกับวุฒิสภาด้วยกันครับ และสุดท้ายพี่น้องประชาชน ในวงการค้าข้าวที่ได้ให้ข้อมูลแก่เรา
ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า วันนี้โครงการรับจํานําข้าวสร้างปัญหาเยอะ แล้วเพื่อจะเข้าสู่ประเด็นที่ผมต้องการจะตรวจสอบ ขออนุญาตปูภาพใหญ่ให้กับท่านประธาน และพี่น้องประชาชนได้เห็น ผมใช้ศัพท์ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ จะได้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือต้นน้ํา กลางน้ํา แล้วก็ปลายน้ํา ปัญหาต้นน้ํา ก็คือปัญหาที่เกษตรกรหรือชาวนา เอาข้าวเปลือกไปจํานําที่โรงสี ที่รัฐบาลได้ตกลงสัญญาเอาไว้ พูดง่าย ๆ คือชาวนาเอาข้าว ไปจํานําที่โรงสี ขั้นตอนนี้ทุจริตเยอะมากครับ พูดง่าย ๆ คือการโกงความชื้น การโกงตราชั่ง การโกงน้ําหนัก แล้วต้องย้ํากับผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับว่า เวลาโกงไปแล้วเขาตัดเนื้อข้าวออกไป เมื่อตัดเนื้อข้าวออกไป ข้าวส่วนที่เหลือนี้มันก็เลยมีปรับคํานวณราคาที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ทําให้ รัฐมนตรีหลาย ๆ ท่านบอกว่าเงินส่วนนี้เอาเข้าบัญชี ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้วในราคา ๑๕,๐๐๐ บาท เท่ากับพวกท่านโดนหลอก เพราะเนื้อข้าวเวลาถูกโรงสีโกงไปแล้วเขาแบ่ง เนื้อข้าวเปลือกออกไปเรียบร้อยแล้ว แล้วค่อยไปสวมสิทธิทีหลัง ปัญหาของต้นน้ํา อีกอย่างหนึ่งที่ขณะนี้เป็นความเดือดร้อนของชาวนาคือการได้รับเงินช้า เรียนท่านประธานว่า จนป่านนี้เกษตรกรชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่ได้เงินเลย แม้แต่รัฐมนตรีบางท่านบอกว่า เงินเริ่มจ่ายแล้วตั้งแต่กลางเดือนที่ผ่านมา เป็นการจ่ายแค่บางส่วน ฉะนั้นตรงนี้ต้องย้ํานะครับว่า ท่านต้องยอมรับกับสังคม ยอมรับกับประชาชนว่ารัฐบาล ถังแตกจริง การกู้เงินมาจ่ายเงินแค่โครงการจํานําข้าวท่านจะกู้ได้ตั้งแต่หลัง วันที่ ๑ มกราคม ไปแล้ว ดังนั้นผมเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ชาวนายังไม่ได้สตางค์รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขให้เขา ปัญหากลางน้ําก็คือข้าวเปลือกเมื่อสีเป็นข้าวสาร เอาข้าวสารไปเก็บในโกดังรัฐบาล มีการทุจริตเกิดขึ้น ท่านประธานคงเห็นข้าวเน่านะครับ ข้าวเขมร ข้าวพม่า ข้าวลาว หรือการเวียนเทียนเอาข้าวเสื่อมสภาพเข้าสู่โกดังรัฐบาล จึงไม่แปลกใจว่าเวลา รัฐบาลประกาศระบายข้าว มีพ่อค้าข้าวมาซื้อน้อยมาก เพราะเขาไม่เชื่อมั่น เพราะรับรู้ว่า มีข้าวเน่าผสมในโกดังเยอะมาก ปัญหาปลายน้ําคือขั้นตอนการระบายข้าว การระบายข้าว ตามวิธีการของทางรัฐบาลมีอยู่ ๕ วิธี ก็คือ ๑. จีทูจี ผมเคยกราบเรียนท่านประธานไปแล้ว เมื่อปีที่แล้ว ๒. การขายผ่านผู้ประกอบการ ก็เคยมีการอภิปรายไปแล้ว ที่ขาย ๕,๗๐๐ บาท แล้วไปขายต่อ ๑๒,๐๐๐ บาท อันนี้คือปัญหาข้อที่ ๒ วันนี้ที่จะมาคุยกันก็คือการขายให้ องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อไปทําข้าวถุง ในส่วนเรื่องที่ ๔ วิธีการที่ ๔ ก็คือการขายผ่าน เอเฟท ท่านเพิ่งจะเริ่มต้นในการขาย ก็ถือว่ายังไม่ประสบผลสําเร็จ เพราะครั้งแรกประกาศ ขาย ๑๒๐,๐๐๐ ตัน แต่ขายได้ประมาณ ๑๔,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นเอง ประมาณสักไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายคือการบริจาคซึ่งการบริจาค โดยเฉพาะการบริจาคในประเทศ โดยเฉพาะช่วงน้ําท่วมรับรู้อยู่แล้วว่ามีการทุจริต ก็คือเอาข้าวเสื่อมสภาพหรือข้าวเน่าไปแจก ชาวบ้าน เท่ากับว่าข้อที่ ๑ จีทูจีโกงแล้ว มีหลักฐานแล้ว ร้อง ป.ป.ช. ไปแล้ว รอ ป.ป.ช. สรุป วิธีการที่ ๒ ก็มีการโกงแล้วก็ร้อง ป.ป.ช. ไปแล้ว วิธีการที่ ๕ ก็โกงแล้ว แต่เหลือวิธีการที่ ๓ วันนี้จะมาเจาะรายละเอียด แต่ในส่วนเอเฟทอนาคตผมไม่แน่ใจว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้น หรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าโครงการรับจํานําข้าว เป็นโครงการที่มีการทุจริตทุกรูปแบบ ทุกกระบวนการ ทุกขั้นตอน และสร้างความเสื่อมเสีย กับสังคมและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และขณะเดียวกันไม่ได้ตอบสนองความต้องการ ของชาวนาอย่างแท้จริงเป็นการทําลายทุกอย่างในระบบข้าวไทย การอภิปรายในวันนี้ ผมจําเป็นต้องตั้งชื่อตอนนะครับท่านประธาน เพราะสื่อถามผมเยอะ ผมบอกบรรยากาศ อย่างนี้ไม่เหมาะในการตั้ง แต่วันนี้ขอตั้งชื่อตอนนี้ว่า จุดจบจํานําข้าวสู่อวสานรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ครับ ติดตามต่อไปว่าจะอวสานอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพราะว่าเนื่องจาก เรื่องนี้มันเป็นซีรีส์ (Series) มันเหมือนหนังยาวท่านประธาน ผมจําเป็นต้อเท้าความเดิมว่า ตอนที่แล้ว ผมขออนุญาตกล้องพยายามโคลส (Close) แผ่นของผมทุกครั้งจะได้เห็นภาพครับ
ความเดิมเมื่อตอนที่แล้วเรามีการอภิปราย ๒ ตอน ก็คือการขายข้าวแบบ จีทูจีกับการขายข้าวผ่านผู้ประกอบการ นี่คือตอนแรกครับ ตอนนั้นเราใช้ตอนว่า สู่หลักประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เนื่องจากว่ารัฐบาลนี้อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่หนา สักหน่อยหนึ่งก็เลยไม่มีปัญหาอะไร ตอนนั้นเรามีการเปิดตัวละครที่ชื่อว่าเสี่ยเปี๋ยง ท่านจําได้ นะครับ ผมไม่โยงรายละเอียดนะครับ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าเสี่ยงเปี๋ยงใกล้ชิดกับคนแดนไกล ภาพที่ยืนยันความใกล้ชิดคือการไปร่วมงานเลี้ยงสําหรับคนใกล้ชิดที่โรงแรมเพนนินซูล่า ย่านจิมซาจุ่ย ที่เกาะฮ่องกง ประมาณเดือนตุลาคมปี ๒๕๕๕ แล้วก็งานเลี้ยงในวันนั้นเฉพาะ คนใกล้ชิดครับ ส.ส. ทั่วไปไปเข้าร่วมไม่ได้ มันก็เป็นการตอบสนองว่าเขาใกล้ชิดกันจริง โดยที่ ณ ขณะนั้นท่านอ้างขายข้าวจีทูจี แต่เอาตัวละครของคนใกล้ชิดเสี่ยเปี๋ยงมาทํามาหากิน ผมเชื่อว่า ป.ป.ช. จะชี้มูลในเร็ว ๆ วันนี้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้คือตอนแรกจําชื่อไว้นะครับ เสี่ยเปี๋ยงกับคนแดนไกลครับ และตอนที่ ๒ เราตั้งชื่อตอนว่า ฉีกหน้ากากจอมบงการ เราเปิดตัวละครจอมบงการที่ชื่อว่าหมอโด่ง ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรี แล้วปรากฏว่าหมอโด่งก็มีความใกล้ชิดกับเสี่ยเปี๋ยงโดยเอารถโฟล์คสวาเกน (Volkswagen) สีดํา ทะเบียน ฮธ ๒๐ กรุงเทพมหานคร เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วเสี่ยเปี๋ยง ก็คนแดนไกล แต่ ณ ตอนนั้นเราเปิดตัวละครคือเสี่ยเปี๊ยก หรือโรงสีโชควรลักษณ์ จังหวัด ลพบุรี ผมขอให้ท่านประธานจําครับ เพราะว่าตัวละครพวกนี้จะถูกเอามาใช้อีก เนื่องจาก มันเป็นซีรี่ย์ยาวครับ ตอนนั้นเราบอกว่าหมอโด่งเป็นจอมบงการ แต่วันนี้ผมบอกท่านประธานนะครับ วันนี้เขา ไม่ใช่แล้วเขาเป็นแค่ผู้รับจ๊อบ (Job) หรือผู้รับงานจากฝ่ายการเมืองเพื่อมาทํามาหากิน ในโครงการเกี่ยวกับการระบายข้าวของทางรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่ผมเรียน ท่านประธานแล้วครับว่าผมกําลังจะเจาะลึกถึงการระบายข้าวเพื่อไปทําข้าวถุง โดยที่ ท่านขายให้ส่วนราชการ คือ อคส. เพื่อไปปรับปรุงทําข้าวถุง ขออนุญาตปูพื้นความรู้ นิดหนึ่งครับ รัฐบาลทําข้าวถุงอยู่ ๓ แบบ ๑. ข้าวถุงถูกใจ ๒. ข้าวถุงธงฟ้า และ ๓. ข้าวถุง ตรา อคส. ครับ ข้าวถุงจะมี ๓ แบบ โดยที่ข้าวถุงโดยส่วนใหญ่แล้วทําชนิด ๕ กิโลกรัม จริงอยู่ในสัญญาอาจจะมี ๑ กิโลกรัม และ ๕ กิโลกรัม แต่เท่าที่เราตรวจสอบส่วนใหญ่จะเป็น ข้าวถุง ๕ กิโลกรัม ดังนั้นข้าว ๑ ตัน ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ก็จะทําข้าวถุงได้ ๒๐๐ ถุง อันนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน ท่านจําติดตัวไว้เลยว่าถ้าพูดถึง ๑ ตันปุ๊บ คิดเป็นจํานวนถุงท่านเอา ๒๐๐ คูณ ๑ ตันทําได้ ๒๐๐ ถุง และเพื่อให้ประชาชน เห็นภาพนี่คือข้าวถูกใจ และนี่คือข้าวตรา อคส. ขอให้กล้องโคลส ได้เห็นภาพนี้ ในส่วนข้าวถุงธงฟ้าผมคิดว่าหลายท่านคงจะเห็นภาพมันเป็นถุงสีฟ้า ๆ ครับ นี่คือข้าว ที่รัฐบาลทําออกมา ข้าวถุงถูกใจและข้าวตรา อคส. ๒ แบบ
ต่อไปนี้จะเข้าสู่สาระและผมคิดว่าต้องใช้สมาธิในการฟัง ประเด็นของรัฐบาล คือการจัดทําข้าวถุง คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และมีอนุกรรมการระบายข้าว โดยอ้างว่ารับอํานาจมาจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ มีการอนุมัติจัดทําข้าวถุง มติใหญ่ ๆ ทั้งหมด ๔ ครั้ง ผมไม่เอามติย่อยครับ มติแรก คือ มติของคณะกรรมการนโยบาย ข้าวแห่งชาติ เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๔ มีมติในการจัดทําข้าวถุง ๑๐๐,๐๐๐ ตัน คิดแล้วเป็น ๒๐ ล้านถุง ในมตินี้ถ้าเชื่อมโยงก็คือสิ่งที่ท่านประเสริฐได้อภิปรายไปเมื่อคืนนี้และเชื่อมโยง ไปถึงบริษัท เจียเม้ง และถูกเชื่อมโยงไปถึงการทําข้าวถุงเพื่อไปขายพี่น้องมุสลิม จะอยู่ใน มติที่ ๑ เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ๒๐ ล้านถุง มติที่ ๒ ครั้งที่ ๒ ก็คือทําระบาย ข้าวตอนเดือนมีนาคม ก็คือห่างไปประมาณสัก ๕ เดือนอีก ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ๒๐ ล้านถุง หลังจากนั้นผ่านไปอีกประมาณสัก ๓ เดือน คือมติที่ ๓ เป็นมติของ กขช. เหมือนเดิมครับ คือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นประธาน เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ๑๐๐ ล้านถุงครับ และมติที่ ๔ ครับ เป็นมติที่ใหญ่มากครับท่านประธาน ตอนเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ ทําข้าวถุง ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตันนี้ ใน ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตันนี้ ในมติก็มีการซอยย่อยว่า ให้ทํา ๖ ครั้ง ๖ เดือน เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ก็คือเดือนมกราคม ๓๐๐,๐๐๐ ตัน เดือนกุมภาพันธ์ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน มีนาคม เมษายน พฤษภาคมและมิถุนายนของปี ๒๕๕๖ นี้ เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ในภาพรวมทั้งหมดท่านจะทําข้าวทั้งสิ้น ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าคิด เป็นเนื้อข้าวถุงประมาณ ๕๐๐ ล้านถุง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านประธานครับ ความเข้าใจของ สามัญชนเข้าใจว่าหลังจากมีมติที่ ๑ ทําข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ๒๐ ล้านถุง ท่านต้องทํา เสร็จแล้ว เมื่อทําเสร็จจบปุ๊บค่อยมามีมติที่ ๒ ทําเสร็จปุ๊บ มามีมติที่ ๓ ทําเสร็จถึงมามีมติที่ ๔ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าขณะนี้ กขช. และอนุกรรมการระบายข้าวอนุมัติการทําข้าวถุง แบบพร่ําเพรื่อ คําถามถามว่าทําไมพร่ําเพรื่อ จนป่านนี้มติที่ ๑ เดือนตุลาคมปี ๒๕๕๔ ที่ท่านประเสริฐพูดเมื่อคืนป่านนี้ข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตันนี้ยังทําไม่เสร็จเลย มติที่ ๒ ทราบข่าวว่า ทําเสร็จแล้วแต่มีปัญหา มติที่ ๓ ๑๐๐ ล้านถุงครับ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ยังทําไม่เสร็จครับ ท่านประธาน และมติที่ ๔ ทําได้แค่ ๒ เดือน คือเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์ก็ยังทําไม่เสร็จ เดือนมกราคมก็ยังทําไม่เสร็จ กุมภาพันธ์ก็ยังทําไม่เสร็จ คําถามที่ กขช. นายกรัฐมนตรี ต้องชี้แจงว่าทําไมถึงอนุมัติพร่ําเพรื่อ การอนุมัติพร่ําเพรื่อมันส่อเจตนาทุจริตบางอย่างเกิดขึ้น นี่คือประเด็นที่ท่านจะต้องตอบ และผมกราบเรียนท่านประธานครับ นี่ยังไม่สู่สาระของการ ไม่ไว้วางใจนะครับแค่น้ําจิ้มนะครับท่านประธาน จริงอยู่ว่าหลังจากเรื่องนี้แดงขึ้น พวกท่าน ก็เลยมีหนังสือให้ อคส. เวียนไปถึงบริษัทต่าง ๆ ในการจัดทําข้าวถุง เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา สั่งให้ทุกโรงสีหรือบริษัทที่ปรับปรุงข้าวถุง ให้ยุติการปรับปรุงข้าวถุง เพราะว่าเรื่องนี้มันเริ่มแดงออกมาแล้ว แต่กราบเรียนท่านประธาน ถึงจะยุติอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มีข้าวส่วนหนึ่งที่มันเสียหายไปแล้วครับท่านประธานครับ ผมต้องย้ํานะครับท่านประธาน เพื่อให้เป็นการทวนความจําว่ามี ๔ มติ มติแรก ๑๐๐,๐๐๐ ตัน มติที่ ๒ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน มติที่ ๓ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน และมติสุดท้าย ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน ตอนนี้มาดูกันครับ มติแรกใครได้ เจียเม้งครับท่านประธาน เจียเม้งได้ข้าวถุงมติที่ ๑ มติที่ ๒ ใครได้ เจียเม้งได้ไป มติที่ ๓ เนื่องจากว่า ๕๐๐,๐๐๐ ตัน เริ่มมีพันธมิตรเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเจียเม้ง มีโชควรลักษณ์ จากจังหวัดลพบุรี ท่านประธานจําได้ไหมครับเข้ามาตอนภาค ๒ มีตัวละครตัวใหม่คือสิงห์โตทอง จากจังหวัดกําแพงเพชรเข้ามาช่วยด้วยและมีบริษัทนครสวรรค์ค้าข้าวเข้ามาช่วยด้วย แต่นครสวรรค์ค้าข้าวทําไปสักระยะหนึ่งแล้วมีปัญหา ทําไปได้แค่ประมาณ ๓๐๐ กว่าตัน เท่านั้นเอง มีปัญหาก็เลยเอาโควตาแบ่งให้โชควรลักษณ์ และสิงห์โตทอง และมติสุดท้ายคือ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน เดือนแรก ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านมีทั้งหมด ๖ บริษัท และเดือนที่ ๒ ท่าน มีแค่ ๒ บริษัท และหลังจากนั้นโครงการก็ชะลอไป แต่ต้องขออนุญาตให้ท่านประธานจํา นะครับว่ามติที่ ๔ ครั้งที่ ๑ คือเดือนมกราคม มีเจียเม้งเจ้าเก่า มีโชควรลักษณ์เจ้าเก่า มีสิงห์โตทองที่เข้ามาใหม่และมีเอเชียโกลเด้นไรซ์ มีนครหลวงค้าข้าว และมีบริษัทพงษ์ลาภ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า อันนี้คือภาพรวมที่ผมปูพื้นเพื่อให้เกิด ความเข้าใจในการฟังคําอภิปราย และต้องย้ํานะครับท่านประธานครับ อยากจะให้ท่านจําชื่อ เจียเม้งไว้ จําชื่อโชควรลักษณ์ไว้ และจําชื่อบริษัทสิงห์โตทองไว้ แต่ในส่วนเอเชียโกลเด้นไรซ์ นครหลวงค้าข้าว พงษ์ลาภ จําก็ได้ ไม่จําก็ได้ นครหลวงค้าข้าว ผมถือว่าผมตัดไปแล้ว เนื่องจากว่าเขาทําไปแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบผม เมื่อสักครู่นี้ ผมบอกท่านประธานแล้วครับว่าทําไมอนุมัติพร่ําเพรื่อ เวลาท่านอนุมัติพร่ําเพรื่อมันเกิด ปัญหาแน่นอน เพราะของเก่ายังทําไม่หมด ประเด็นที่ตรวจสอบเจอคือ พวกนี้มันเป็นสัญญา ปลายเปิดครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับ ผมมีเอกสารสัญญา ทุกฉบับของ ๖ บริษัทที่มาทําโครงการรับจํานําข้าว พวกนี้มันเป็นสัญญาปลายเปิดไม่มี วันสิ้นสุด ก็เท่ากับว่าบริษัทต่าง ๆ เบิกข้าวมาแล้ว อย่างเจียเม้ง โครงการที่ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ตั้งแต่เดือนตุลาคม หรือมาเซ็นสัญญาตอนเดือนพฤศจิกายนก็แล้วแต่นี้ จนป่านนี้ผ่านมา เป็นปี ๆ ร่วม ๒ ปีแล้ว ข้าวยังทําไม่เสร็จเลยท่านประธาน แล้วท่านเอาข้าวมาให้เขาเบิกไป จริงอยู่ อคส. สั่งปรับปรุงข้าว เขาเอาข้าวนี้ไปปรับปรุง แต่ของส่วนหนึ่งที่เบิกมาแล้วเก็บไว้ เฉย ๆ ท่านคิดว่าเขาจะเก็บไว้เฉย ๆ หรือ มันเป็นกระบวนการฝากปลาย่างไว้กับแมว แล้วพวกนี้เป็นการส่อทุจริตอย่างชัดเจนในสัญญาครับ มีที่ไหนเป็นสัญญาปลายเปิด ไม่มี วันกําหนดว่าท่านจะต้องปรับปรุงข้าวถุงให้จบ วันที่เท่าไร เดือนอะไร ถ้าสัญญาที่ชัดเจน เคลียร์ (Clear) นี้ ท่านเบิกข้าวไป ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ระบุไปเลยทําให้จบภายใน ๖ เดือน ๘ เดือน ๑ ปี ไม่มีใครว่า แต่สัญญาณนี้ไม่มีวันสิ้นสุดครับ อีก ๑๐ ปีก็ไม่เป็นไร ตายเกิดชาติหน้า ก็ไม่เป็นไร ข้อนี้เป็นข้อที่ ๒ ต้องชี้แจง และประเด็นที่ ๓ คือในเอกสารสัญญาของ ๖ บริษัท ในมติที่ ๔ ผมย้ํามติที่ ๔ ก่อนครับ ปรากฏว่าการลงนามส่วนของรัฐ ตัวแทนรัฐไม่มีคนลงนาม ผมยืนยันว่าผมมีเอกสารครบ แต่เพื่อให้เห็นภาพ ผมถ่ายออกมาเป็นตัวอย่าง ๑ สัญญา ขอกล้องดึงเข้ามาใกล้ ๆ นิดหนึ่งครับ อันนี้เป็นตัวอย่างของบริษัทหนึ่ง ในที่นี้คือบริษัท สิงห์โตทองครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ ขอกล้องโคลส เข้ามาใกล้ ๆ นิดหนึ่งครับ มีการลงนามแสตมป์ (Stamp) ชื่อบริษัทครับ แล้วปรากฏว่าขณะนั้นผู้อํานวยการองค์การ คลังสินค้า คนนั้นคือสารวัตรเหยิน หรือพันตํารวจตรี ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ไม่ลงนามครับ ของเดือนมกราคม ผมย้ํานะครับ มติที่ ๔ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน เฉพาะเดือนมกราคม ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ซอยย่อยเป็น ๖ บริษัท บริษัทละ ๕๐,๐๐๐ ปรากฏว่าผู้อํานวยการองค์การ คลังสินค้า ณ ขณะนั้นไม่ยอมลงนาม เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง และหลังจากนั้นแล้วเขาถูกพักงาน เดือนกุมภาพันธ์เหลือแค่ ๒ บริษัทรับงาน คือสิงห์โตทอง กับโชควรลักษณ์ คือตัวแทนจาก จังหวัดกําแพงเพชรกับลพบุรีรับงาน แบ่งเป็นบริษัทละ ๑๕๐,๐๐๐ ตัน คนที่มารักษาการ ผู้อํานวยการองค์การคลังสินค้า คือคุณชนุตร์ปกรณ์ ซึ่งเป็นผู้อํานวยการองค์การคลังสินค้า คนปัจจุบัน เขาก็ไม่เซ็น ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าแล้วมันเป็นสัญญาได้อย่างไร ท่านประธาน เบิกข้าวออกไปได้อย่างไรในเมื่อตัวแทนฝ่ายรัฐไม่มีคนลงนามในสัญญา แต่ปรากฏว่าข้าวก็เบิกกันรึ่มร่ํา ๆ ไปหมดครับ ผมโชคดีมากที่ได้มีโอกาสได้คุยกับสารวัตรเหยิน เขาเล่าให้ผมฟังว่าเขาทํางานในฐานะผู้อํานวยการองค์การคลังสินค้า การระบายข้าว แต่ละอย่างมีการทุจริตกันเยอะ แล้วเขาบอกคุณหมอต้องเข้าใจผมนะ ผมอยู่ในทีมเขา อันไหนที่ยอมได้ผมก็ต้องเซ็น การเซ็นข้าวถุงในมติอื่นเขามีลายเซ็นเขาอยู่ แต่มตินี้ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตันมันเยอะมาก เขาบอกว่าถ้าติดคุกผู้อํานวยการองค์การคลังสินค้าติดคุก คนเดียว เพราะฝ่ายการเมืองเอาตัวรอดได้ เขาเลยบอกผมว่าเขาไม่เซ็น ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าหลังจากนั้นไม่นานเขาเสียชีวิตครับ แล้วก็ต้องการจะชี้กับท่านประธานว่า เฉพาะแค่ภาพรวมในการปูพื้น ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบาย ข้าวแห่งชาติต้องตอบผม ๓ ข้อ
ข้อที่ ๑. ทําไมอนุมัติข้าวแบบพร่ําเพรื่อ ไม่รู้จักทําให้เสร็จเป็นสัญญา ๆ
ข้อที่ ๒ สัญญาที่เขียนนี้มันเป็นสัญญาที่เอื้อให้กับโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว แล้วเป็นการเอาปลาย่างไปฝากไว้กับแมวเพื่อเอาข้าวมาเวียนเทียนได้ เพราะช่วงนั้นข้าวราคา แพงมาก ทําไมถึงเป็นสัญญาปลายเปิด ไม่มีวันสิ้นสุดสัญญา และ
ข้อที่ ๓ สัญญาที่ไม่มีการลงนามโดยตัวแทนฝ่ายรัฐมันเกิดขึ้นได้อย่างไร จนป่านนี้ผ่านมาเป็นปีแล้ว โดยที่ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น
เฉพาะ ๓ ข้อนี้ท่านนายกรัฐมนตรีประธาน กขช. ต้องชี้แจง ลําพังแค่นี้ ยังไม่เข้าสาระหลัก ผมว่านายกรัฐมนตรีถือว่าไปไม่รอดแล้ว ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรี ส่อเจตนาทุจริตอย่างชัดเจนในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ดูต่อนะครับ ท่านประธาน จากนี้ไปที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้มีการพูดถึงการจัดทําข้าวถุง แล้วก็ผมได้พูดถึงการจัดทําข้าวถุงอยู่ ๓ รูปแบบ ตัวเลขการจัดทําข้าวถุง ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าข้าวธงฟ้าที่เวลากระทรวงพาณิชย์ไปตั้งบูธ (Booth) ธงฟ้าตัวเลขการจัดทํา ประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดรวมที่มีการปรับปรุง ข้าวถูกใจมีตัวเลขในการปรับปรุง ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ แต่ข้าวตรา อคส. มีตัวเลขในการปรับปรุงประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน แค่ดูสัดส่วนของตัวเลขพวกนี้เราก็จะเห็นชัดเจนว่า มันเจตนาทุจริตชัดเจน ท่านต้องการช่วยเหลือคนจนทําข้าวถุงราคาถุงละ ๗๐ บาท ถ้าท่าน ทําข้าวถูกใจเยอะ ๆ เพราะประชาชนเข้าถึงได้ ท่านมีร้านถูกใจทั่วประเทศตั้ง ๑๐,๐๐๐ ร้าน ท่านทําถูกใจเยอะ ๆ แล้วส่งต่อไปทั่วประเทศ อย่างนี้โอเคครับ ทําถูกใจหรือทําข้าวถุง ตราถุงฟ้าเรายังคิดว่ายังโอเค แต่ข้าวส่วนใหญ่ไปทําเป็นข้าวตรา อคส. ซึ่งในสังคมไม่ค่อย มีคนรู้จัก กว่าจะหาเจอสักถุงหนึ่งแทบแย่เหมือนกันท่านประธาน วันนี้กราบเรียน ท่านประธานว่าเรากําลังตามหาข้าวถุงตรา อคส. เราไม่ได้ตามหาข้าวถุงถูกใจ ไม่ได้ตามหา ข้าวถุงตราธงฟ้า เรามาช่วยกันตามว่าข้าวตรา อคส. นี้คือข้าวอย่างนี้มันหายไปไหน นี่คือตรา อคส. นะครับ ผมมีตัวเลขในการปรับปรุงข้าวท่านประธาน ผมขออนุญาตยํา ๔ มติรวมกัน มีทั้งหมด ๗ บริษัท ท่านประธานเห็นไหมครับว่าบริษัท เจียเม้งทําข้าวถุงไปแล้วประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน แต่ประเด็นที่ผมต้องการมาโชว์คือเนื่องจากว่าข้อมูลต่าง ๆ มันซับซ้อนมาก ข้อมูลมันไม่ตรงกัน หลักฐานที่ผมจะเอามาโชว์คือแม้แต่ข้อมูลขององค์การคลังสินค้า คือฝ่ายรัฐก็ไม่ถูกต้อง วันนี้ผมให้ดูตัวอย่าง ๒ ตัวอย่าง ลองดูสิงห์โตทองที่เบิกข้าวไปแล้ว แล้วไปทําข้าวถุง เขาอ้างว่าทําไปแล้ว ๒๑๕,๐๐๐ ตัน ๔๓ ล้านถุง ๒๑๕,๐๐๐ ตัน คูณ ๒๐๐ ๔๓ ล้านถุง แต่ของโชควรลักษณ์จากจังหวัดลพบุรี ๑๙๖,๐๐๐ ตัน ประมาณ ๓๙ ล้านถุง อันนี้เป็นการตรวจสอบของอนุกรรมาธิการ ลองดูต่อนะครับ ปรากฏว่าข้อมูลของสิงห์โตทอง จริง ๆ จากจังหวัดกําแพงเพชร จาก ๔๓ ล้านถุง แต่ข้อมูลจริง ๆ ผมขอกล้องเข้ามาใกล้ ๆ เป็น ๔๘ ล้านถุง อันนี้เป็นข้อมูลของสิงห์โตทอง บังเอิญมีคนแอบถ่ายขณะที่เขากางดู เอามาให้ผม แล้วปรากฏว่าตัวเลขของเขาที่เขาชี้แจงกรรมาธิการ ของเขามากกว่า ของกรรมาธิการ ตอนชี้แจงกรรมาธิการ ๔๓ ล้านถุง แต่ตัวเลขในมือเขามัน ๔๘ ล้านถุง ของโชควรลักษณ์ จังหวัดลพบุรีที่ชี้แจงกรรมาธิการประมาณ ๓๙ ล้านถุงที่ทําไปแล้ว แต่ตัวเลขในมือเขา กล้องช่วยโคลส ๔๓ ล้านถุงครับท่านประธาน ผมเอาตัวเลขนี้มาโชว์ ต้องการสื่อว่าข้อมูลมันเชื่อถือไม่ได้ เรามาดูตัวเลขขององค์การคลังสินค้าครับ ประเด็นหลัก อยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ตัวเลขของบริษัทผู้ปรับปรุงเองตัวเลขมันเยอะ ของคณะอนุ กรรมาธิการที่ตรวจสอบตัวเลขกลาง ๆ แต่ตัวเลข อคส. บอกว่าปรับปรุงแล้วประมาณแค่ ๕๙๐,๐๐๐ ตัน แต่ตัวเลขของกรรมาธิการตรวจสอบคือ ๖๖๐,๐๐๐ ตัน แต่ตัวเลขของบริษัท นี้มันมากกว่านั้น วันนี้ผมจึงขออนุญาตใช้ตัวเลขกลาง ๆ คือตัวเลขของอนุกรรมาธิการ ที่มีการตรวจสอบ ท่านประธานครับ เราเพื่อเกิดความเข้าใจผมขอทวนตัวเลขอีกทีนะครับ อันนี้คือข้อมูลขององค์การคลังสินค้าที่ผมเอาข้อมูลของอนุกรรมาธิการมาปรับปรุงร่วมกัน สัดส่วนการทําข้าวธงฟ้า ทําแค่ ๒,๒๐๐ ตัน ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ถุงเศษ ๆ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ขอภาพนิ่งเมื่อสักครู่ครับ และสัดส่วนของข้าวถูกใจ ๕๗,๐๐๐ ตันเศษ ๆ ก็ตกประมาณสัก ๑๑ ล้านถุง แต่ดูข้าวตรา อคส. ๖๐๐,๐๐๐ ตัน ๑๒๐ ล้านถุง ภาพรวมข้าวถุงก่อนที่จะปิดโครงการคือคําสั่งระงับ การทํา ทั้งหมด ๑๓๒ ล้านถุง แต่ปรากฏว่าน้ําหนักข้าวมาทําที่ข้าวตรา อคส. ในขณะที่สังคม ไม่มีใครรู้จักข้าวตรา อคส. เจอข้าวตรา อคส. บ้างแต่น้อยมาก แต่ข้าวส่วนใหญ่ที่ประชาชน เจอคือข้าวถูกใจกับข้าวธงฟ้า แต่สัดส่วนถูกใจกับธงฟ้ารวมแล้วไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คําถามที่ผมย้ํากับท่านประธานคือ ข้าวตรา อคส. หายไปไหน ถ้าต้องการรู้ว่าหายไปไหน ติดตามต่อนะครับ รัฐบาลให้ข้าวตรา อคส. ขายผ่านตัวแทน ๓ บริษัท นั่นคือบริษัทสยามรัฐ บริษัทคอนไซน์ และบริษัทร่มทอง จํากัด มีแค่ ๓ บริษัทนี้เป็นตัวแทนจําหน่ายครับ ถ้าขั้นตอนการขายข้าวปกติ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ขอซีน (Seen) ภาพนี้ไว้ก็ได้นะครับ ท่านจะสังเกตนะครับว่าองค์การคลังสินค้ารับนโยบายมาจากมติคณะกรรมการนโยบายข้าว หรือ กขช. และมีมติของอนุกรรมการระบายข้าวบางส่วนที่อ้างว่าได้อํานาจมาจาก กขช. คือองค์การคลังสินค้า องค์การคลังสินค้าก็หาผู้ปรับปรุงข้าว ก็คือโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว ที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่ามีโรงสีเจียเม้ง โรงสีโชควรลักษณ์ โรงสีสิงห์โตทอง และมีโรงสี เอเชียโกลเด้นไรซ์โรงสีนครหลวงค้าข้าว โรงสีพงษ์ลาภ แต่ผมไม่เอา ๓ บริษัทนั้นใส่ เข้ามาเนื่องจากว่าผมตรวจสอบดูแล้วเขาได้มีเจตนาทุจริต ต่อนะครับ ประเด็นก็คือองค์การ คลังสินค้าจ้างปรับปรุงข้าวถุงโดยเฉลี่ยราคาตั้งแต่ประมาณ ๒๒ บาทเศษ ๆ ถึง ๒๖ บาท ต่อ ๑ ถุง ต้นทุนในการผลิต ถ้าผมขออนุญาตคิดตัวเลขกลม ๆ ก็ตกประมาณ ๒๔ บาท นี่คือ สายปรับปรุง สายตัวแทนจําหน่าย เนื่องจากว่าองค์การคลังสินค้าหาบริษัทจําหน่ายได้ ๓ บริษัท คือ บริษัทสยามรัฐ บริษัทคอนไซน์ และบริษัทร่มทอง บริษัทสยามรักษ์ บริษัทคอนไซน์ และบริษัทร่มทองก็จะซื้อข้าว อคส. โดยชําระเงินค่าข้าวถุงละ ๖๕.๖๐ บาท และเอาไปขาย ประชาชน ๗๐ บาท นี่คือถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ โดยที่ อคส. ออกใบเบิกข้าว ให้กับตัวแทนจําหน่ายมาเบิกที่โรงสี โรงสีต้องจัดส่งข้าวไปยังเป้าหมายปลายทางที่ตัวแทน จําหน่ายต้องการตามเงื่อนไขสัญญาและไปขายต่อประชาชนถุงละ ๗๐ บาท ท่านประธาน คิดดูนะครับว่าข้าวเป็น ๑๐๐ กว่าล้านถุง ประชาชนหาไม่เจอ มันหายไปไหนท่านประธาน คําตอบมันอยู่ว่า เราตรวจสอบพบว่าตัวแทนจําหน่วย ๓ บริษัท คือ บริษัทสยามรักษ์ บริษัทคอนไซน์ และบริษัทร่มทอง ส่วนใหญ่ไม่ได้เอาข้าวไปขายประชาขนตามเจตนาของ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กขช. ท่านมีเจตนาจะช่วยคนจน เอาข้าวไปขายถุงละ ๗๐ บาท แต่ข้าวส่วนใหญ่ไม่ถึงมือประชาชน แต่ข้าวเหล่านี้กลับถูกขายคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุง แล้วท่านประธานลองคิดดูนะครับว่าข้าวส่วนใหญ่ถูกขายคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุงก็คือ โรงสีเจียเม้ง โรงสีโชควรลักษณ์ โรงสีสิงห์โตทอง แล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน ถ้าบริษัทเหล่านี้เบิกข้าวมาเป็นกระสอบ ตัวแทนจําหน่วยเวลาชําระเงินค่าข้าวถุงละ ๖๐ กว่าบาท โรงสีผู้ปรับปรุงออกเงินให้ แล้วให้พวกนี้จ่าย อคส. เมื่อจ่าย อคส. เสร็จ อคส. ออกใบเบิก ข้าว เขาเอาใบเบิกข้าวมามอบให้ทุกอย่างจบครับ เมื่อทุกอย่างจบก็ไม่ต้องทําอะไรเลย ข้าวก็อยู่เป็นกระสอบอย่างนั้น มันถึงไม่แปลกใจว่าข้าวตรา อคส. มันหายไปไหนอันนี้ เป็นการโกงแบบหน้าด้าน ๆ ท่านประธาน มันง่ายมากเลย แต่เนื่องจากกว่าจับได้มันยาก เนื่องจากว่าข้าวมันเยอะมันเต็มตลาดไปหมด วันนี้จะกล่าวหาว่าผมปรักปรําไม่ได้ ผมมีหลักฐานหมดครับ ผมต้องย้ํากับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตขอคลิปเลยครับ เป็นการตรวจสอบจากคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ มีท่านประธานชนินทร์ รุ่งแสง เป็นประธาน มีตัวแทนของบริษัทคอนไซน์และบริษัทร่มทอง มาให้ปากคํากับคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตขอคลิปเลยนะครับ เจ้าหน้าที่ครับ คลิปเสียงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานและฟ้องไปยังสื่อมวลชน พี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่ามีเจตนาในการรับงานที่ไม่ยอมให้เปิดคลิป เพราะว่าขนาดผมไปอุทธรณ์ ท่านประธานแล้ว แล้วก็เขาเรียกผมไปชี้แจงในประเด็น ผมชี้แจงทุกข้อตามที่เขากังวลใจ เช่น ข้อแรก เขาถามบอกว่าคลิปนี้ไม่มีที่มาที่ไป ผมก็บอกว่าคลิปนี้เป็นการประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ มีที่มาที่ไป สุดท้ายก็ไม่ยอมอ้างว่ากลัวถูกฟ้องร้อง ผมบอกถ้าถูกฟ้องร้องต้องฟ้องผม เจ้าหน้าที่สภา ไม่มีใครเขามาฟ้อง เอกสิทธิ์คุ้มครองก็คุ้มครองพวกคุณแต่ไม่คุ้มครองผม ก็ตีความบอกว่า เขากลัวถูกฟ้องร้องไม่ยอมให้เปิด จนกระทั่งตอนหลังผมไปอุทธรณ์กับท่านประธาน แล้วตอนหลังมีการเจรจาว่าขอปิดหน้าคนชี้แจง ผมก็ยอม ผ่านไปประมาณชั่วโมงเศษ ก็ไม่ยอมผมอีก ผมถามเขาว่าเพราะอะไรหรือ เขาบอกว่าไม่รู้ประธานกรรมาธิการอนุญาต หรือไม่ ผมก็โทรศัพท์หาประธานชนินทร์ รุ่งแสง ผมให้ประธานชนินทร์ รุ่งแสง คุยกับ ตัวแทนของเจ้าหน้าที่ที่ตรวจคลิป คุยกันเคลียร์แล้ว ทุกอย่างลงตัวแล้วก็กลับกลายเป็น ไม่ยอมอีก ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาถามผมว่าผมได้ถามตัวแทนที่มาชี้แจงหรือยังว่าจะยอม ให้ผมเปิดเสียงเขาในที่ประชุมสภาหรือไม่ ผมบอกอะไรผมจะจับโจรนะ จะต้องให้ผมไปขอ อนุญาตจากโจรอีกหรือ ผมว่ามันไม่ถูกต้องท่านประธาน ผมเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่บางท่าน ที่ผมดูแล้วมีเจตนาที่ไม่โปร่งใส คลิปของคุณรังสิมาเขาถามละเอียดลึกกว่าของผมอีก คลิปนี้ ไม่มีปัญหาอะไรเลย เป็นคําชี้แจงว่าวิธีการที่เขาเอาข้าวมาเขาไปขายต่ออย่างไร ผมเรียน ท่านประธานนะครับว่าวันนี้สภาเรามันมีปัญหาในกระบวนการตรวจสอบครับท่านประธาน ผมต้องร้องเรียนท่านประธานโดยตรงเพราะผมไปพบท่านมาครั้งหนึ่งแล้ว แล้วคลิปนี้ไม่มี อะไรเลยครับ
เมื่อวานท่านไปพบผมจริง และผมก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าท่านอุทธรณ์ ให้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ก็ได้บอกเจ้าหน้าที่ไป แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็มีหนังสือตอบกลับมาที่ผมอย่างนี้นะครับ
ท่านลองอ่านเหตุผลหน่อยครับ
ผมต้องเรียนท่านวรงค์นะครับ ด้วยความสัตย์จริงว่าผมไม่มีไปแทรกแซง และเมื่อวานนี้ ต่อหน้าพรรคของท่าน ผมก็สั่งข้าราชการว่าห้ามฝ่ายรัฐบาลไปแทรกแซงหรือแม้แต่ผมเอง ไปแทรกแซงไม่ได้ เพราะตรงนี้ผมต้องการให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทุกเรื่องต้องโปร่งใส ท่านก็เห็นผมทําหน้าที่ ผมไม่มีเอียง ไม่มีเข้าข้างใคร ผมตรงไปตรงมานะครับ ตลอดเวลาที่ ทําหน้าที่ผมขอยืนยันได้ แล้วก็เขาตอบมาเป็นลายลักษณ์อักษรนี่ครับ ผมก็เพิ่งเห็น
ท่านประธานที่เคารพครับ เขาให้ เหตุผลกับท่านครั้งสุดท้ายอย่างไรครับ เหตุผลที่เขียนมา เพราะว่าหลังจากเขาให้ผม ไปชี้แจงหลายรอบแล้ว
ก็ตอบมายาวนะครับ ผมส่งให้ท่านดีกว่า ให้ท่านได้ไปอ่านเองครับ ให้เจ้าหน้าที่เอาไปมอบ ให้ท่านหน่อยครับ หนังสือที่ส่งมาให้ผม
จริง ๆ ท่านประธานก็อ่านได้ครับ ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน อ่านให้เข้าใจนิดหนึ่งว่าเพราะอะไร ขนาดผมไปชี้แจง ๔ รอบ แล้วนะ จนกระทั่งรอบสุดท้ายแล้วนี่
เอามา ๆ ให้ผมอ่านให้ก็ได้
ท่านประธานช่วยอ่านนิดหนึ่งครับ
เรื่องที่ได้มีการอุทธรณ์กรณีคณะกรรมการไม่อนุญาตให้เปิดคลิปนั้น คณะกรรมการ ได้พิจารณาสอบถามนายแพทย์วรงค์แล้วปรากฏว่าคลิปดังกล่าวเป็นการให้ถ้อยคําของ บุคคลภายนอกที่มาชี้แจงคณะกรรมาธิการ แม้ว่านายแพทย์วรงค์และประธานกรรมาธิการ จะแจ้งต่อคณะกรรมการว่าให้สามารถเปิดเผยได้ แต่ในถ้อยคําซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ควรให้ การยินยอมก่อน เพราะหากเกิดความเสียหาย ไปฟ้องร้องคดีในศาลต่อไปได้ ประกอบกับ ภาพนิ่งที่นํามาเสนอมีเสียงประกอบซึ่งไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นคําพูดของผู้ให้ถ้อยคําจริง การเผยแพร่ในการประชุมสภาในขณะที่มีการถ่ายทอดสดและการประชุมทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์จะไม่ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ส่งผลให้ผู้ถ่ายทอด การประชุมต้องตกเป็นจําเลยร่วมในคดีได้ นี่เขาตอบมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็ยุติธรรมครับ ผมไม่ไปแทรกแซงเหมือนเมื่อวานมาคุยก็ตรงไปตรงมา ไม่มีไปแทรกแซง
(นายสุทัศน์ เงินหมื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ด้วยความจําเป็นที่จะต้องประท้วง ท่านประธานครับ กรณีที่คลิปผมขอเรียนว่า ท่านประธานวินิจฉัยเช่นตามที่เจ้าหน้าที่รายงานนั้นน่าจะยังไม่ชอบ อย่าเพิ่งวินิจฉัยครับ ท่านประธานครับ การประชุมกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร หรือคลิป หรือรายงาน การประชุม ท่านประธานกรรมาธิการอนุญาตให้เผยแพร่ได้ ย่อมสามารถเผยแพร่ได้ กรณีนี้ ประธานกรรมาธิการคือท่านชนินทร์ รุ่งแสง ได้อนุญาตให้เผยแพร่แล้ว
ประการที่ ๒ กรณีที่บอกว่าไม่มีที่ไปที่มา ชัดเจนว่ามาจากการประชุม กรรมาธิการ ผู้นํามาเสนอคือคุณหมอวรงค์ ซึ่งพร้อมจะรับผิดชอบต่อถ้อยคําและเอกสาร รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ประการที่ ๓ ถ้าจะอ้างว่าเป็นเรื่องของบุคคลภายนอก เกี่ยวข้องกับ บุคคลภายนอก แน่นอนที่สุดครับ ผู้ที่เขากล่าวถึง และผู้ที่อภิปรายก็พร้อมจะรับผิดชอบต่อ บุคคลภายนอกอยู่แล้ว ประโยชน์ของการเผยแพร่คลิปนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา อย่างยิ่ง ท่านประธานน่าจะกรุณาอนุญาตให้มีการเผยแพร่ได้ เพราะผู้นํามาและผู้อภิปราย พร้อมจะรับผิดชอบ และถ้าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก เขาก็มีสิทธิที่จะชี้แจง เป็นเอกสารมายังท่านประธานได้ ท่านประธานกรุณาอนุญาตให้คุณหมอวรงค์ได้อภิปราย และแสดงคลิปนี้ด้วยครับ
คืออย่างนี้ครับท่านสุทัศน์ครับ ด้วยความเคารพ เมื่อวานนี้ในที่ประชุมก็ถกเถียง ทีแรกจะตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งละ ๓ ท่าน ก็ปรากฏว่าทั้ง ๓ ท่าน ไปทํางานก็มีปัญหาในการ ถกเถียง สุดท้ายก็บอกว่าให้เอาข้าราชการ ๗ ท่าน ถ้า ๔ ใน ๗ อนุมัติ ก็ให้อนุมัติตามนั้น ก็ว่ากันตามเสียงข้างมากนะ ๔ ใน ๗ แต่ในเมื่อเจ้าหน้าที่บันทึกมาให้ผม ลงชื่อมา ๖ ใน ๗ ไม่ควรจะนําเสนอ ผมก็ยึดตามข้าราชการที่เสนอมา ซึ่งก็เป็นฝ่ายกฎหมายของสภา ผมก็เคารพนะครับว่า ถ้าผมไปชี้เอง ยุติธรรมไม่ยุติธรรมผมก็ไม่มีเวลาไปดู ท่านก็เห็นนะครับ ผมไม่สามารถไปนั่งดูคลิปได้เลย ผมก็ทําหน้าที่บนบัลลังก์อยู่กับท่านนะครับ แต่พอมีบันทึก กับเสียงมาบอกว่าไม่อนุญาตตามที่คณะกรรมการเสนอ ผมก็ต้องเซ็นตามนั้นนะครับ เพราะผมไม่มีโอกาสได้ไปดูเลยว่าของใครเป็นอย่างไร อันนี้ต้องขอชี้แจงท่าน ต้องยึดหลัก อย่างนี้ครับ ถ้าผมกลับไปกลับมาเดี๋ยวก็ว่าวันนี้เอาอย่างอีกวันเอาอย่าง มันก็ไม่ยุติธรรมครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อมั่นว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่นี่หลาย ๆ ท่าน ก็คงจะให้ความเป็นธรรมละครับ ไม่มีอยู่ฝั่งไหน และผมยังไม่สนิทมักคุ้นกับทุกคนที่เป็นคณะกรรมการ ผมไม่ได้เกี่ยวข้อง และเมื่อวานผมก็สําทับเจ้าหน้าที่ที่ไปประสานบอกว่าขอให้ยึดความเป็นกลางมากที่สุด อย่าไปเอียงข้าง เข้าข้างใดข้างหนึ่ง ผมไม่ยอมนะ ผมก็บอกไปอย่างนั้นนะครับ อันนี้ผมถือว่า ยุติธรรมแล้วนะครับ ท่านวรงค์ต่อเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่านี่คือ ความเสื่อมของสภาผู้แทนราษฎร ผมทําหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กระบวนการตรวจสอบ ของพวกผมก็ใช้กระบวนการที่ปกติ ก็คือเชิญมาในคณะกรรมาธิการ และผมก็ตรวจสอบแบบ โปร่งใส่เปิดเผย เป็นการประชุมที่เปิดเผย เพราะวันนั้นมีตัวแทนสื่อมวลชนเข้าไปนั่งด้วย สื่อมวลชนก็เอาบันทึกก็ไปบันทึกเรียบร้อย เขาก็มีการลงข่าวเรียบร้อย แต่ผมสังหรณ์ใจ ที่กราบเรียนท่านประธาน ผมต้องชื่นชมท่านประธานนะครับ บอกกับพี่น้องประชาชนว่า ท่านประธานวิสุทธิ์ไม่เกี่ยวครับ เพียงแต่ว่าผมไปอุทธรณ์ท่านประธานวิสุทธิ์ เพราะผมมี ความรู้สึกว่า คําชี้แจงผมแต่ละครั้งผมชี้แจงเสร็จ ตกประเด็นไป กลับกลายเป็นมีปัญหามา ตลอด อย่างครั้งแรกที่กราบเรียนไปแล้วว่าไม่มีที่มาที่ไป ผมก็ชี้แจงว่ามาจากที่ประชุม กรรมาธิการ ก็จบ ตอนหลังบอกว่าอ้างการคุ้มครองเอกสิทธิ์ ผมก็บอกกระบวนการ ตรวจสอบไม่ต้องกลัวผมรับผิดชอบอยู่แล้ว ผมตรวจสอบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรอก เขาไม่ได้มีปัญหา แต่เขาบอกเขาตีความกฎหมายถือว่าถ้ามีหมิ่นเหม่ต่อการฟ้องร้อง เขาจะไม่ให้ออก และท่านประธานครับ เรื่องคดีตรวจสอบการทุจริตมันมีหมิ่นเหม่ต่อ การฟ้องร้องทั้งสิ้น หลังจากนั้นแล้ว หลังจากที่ผมไปอุทธรณ์ต่อท่าน ก็กลายเป็นการเจรจา ขอคาดหน้า ก็จบแล้วผมไป ก็ไม่ได้อีก กลับมาอีกทีถามว่าประธานกรรมาธิการอนุญาต หรือยัง ผมโทรศัพท์หาประธานคณะกรรมาธิการคุยเสร็จก็นึกว่าจบ ไปแล้วก็นึกว่าจบ ปรากฏกลับมามีปัญหาอีก ถามว่าเจ้าตัวคนที่ชี้แจงเขาอนุญาตหรือยัง ผมถามว่าตรวจสอบ การโกงการทุจริตคุยเสร็จก็นึกว่าจบ ไปแล้วก็นึกว่าจบ ปรากฏว่ากลับมามีปัญหาอีก ถามว่า เจ้าตัวคนที่ชี้แจงเขาอนุญาตหรือยัง ผมถามว่าตรวจสอบการโกง การทุจริต จะต้องไปขอ อนุญาตจากโจรด้วยหรือ นี่คือความล้มเหลวของระบบสภาไทยครับท่านประธาน และวันนี้ กราบเรียนพี่น้องสื่อมวลชน พี่น้องประชาชน วันนี้สภาเป็นที่พึ่งไม่ได้ครับ เราทํางานเชิงลึก ตรวจสอบมาอย่างดีพร้อมเหตุพร้อมผล
มีผู้ประท้วง เชิญครับท่านปรีชาพล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ประท้วงท่านประธานข้อ ๘ ครับ ไม่ควบคุมการประชุม และประท้วงเพื่อนสมาชิกครับตามข้อ ๖๑ ท่านกล่าวร้าย ใส่ร้ายสภา แห่งนี้ ทําให้เกิดความเสื่อมเสีย ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมอดทนนะครับ ไม่อยากจะพูด การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมกรรมาธิการเหมือนกันครับ จะมาบอกว่าประธาน กรรมาธิการอนุญาตให้ใครมาเผยแพร่คลิปหรือเอาข้อความมาพูดมันไม่ได้ มันต้องขออนุญาต เจ้าตัวครับ เหมือนกับว่าถ้าผมจะขอคุณจิรายุอภิปรายนี่ผมต้องขอคุณจิรายุครับ ไม่ใช่ ขอประธานสภาครับ ฉะนั้นเข้าใจให้ถูกต้องนะครับ ไม่ใช่มาพูดลักษณะเช่นนี้ มันทําให้สภา เสื่อมเสียครับท่านประธาน ขอให้ท่านวินิจฉัยให้ดําเนินการต่อด้วยครับ
เดี๋ยวนะครับ คืออย่างนี้ ท่านฉัตรพันธ์นั่งลง ให้ผมได้วินิจฉัยก่อน เมื่อวานนี้หลังจาก ที่ท่านเจริญได้ตั้งข้าราชการ ๗ ท่านเป็นกรรมการแล้ว ก็ยังมี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอีก ๒ ท่าน ไปหาผมนะครับ เพื่อจะขอเป็นกรรมการอีก ผมก็บอกว่าท่านเจริญได้วินิจฉัยไปแล้ว เขาบอก ไม่ได้ ขอเป็นกรรมการอีก ผมบอกว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามานี่มันจะเกิดความไม่ยุติธรรม แล้วก็มาขอบอกให้ผม แม้กระทั้งฝ่ายละ ๒ ผมถือว่ามันจะเป็นเหตุการณ์บานปลาย ผมบอกว่า ประธานเจริญได้วินิจฉัยผมถือว่าถูกต้องแล้ว และเห็นด้วยที่เป็นข้าราชการ อย่าให้ ฝ่ายการเมืองไปยุ่ง เพราะว่าฝ่ายใดเข้าไปก็จะคิดว่าตัวเองถูกต้อง ผมก็ยึดเอาข้าราชการ ผมไม่ทราบ ๗ ท่านเป็นใคร ผมถือว่าเป็นกลางที่สุดแล้ว และผมก็ได้วินิจฉัย ผมก็ไม่ยอม นะครับ เมื่อวานก็ไปถกเถียงกันเรื่องนี้ มี ๒ ท่านที่ไปหาผม ล็อบบี้ (Lobby) ผมไม่ยอม ผมบอกผมเอาข้าราชการ ผมเชื่อถือว่าเป็นกลางที่สุด เพราะฉะนั้นผมไม่ยอมเรื่องนี้ ท่านหมอวรงค์เชิญครับ ต่อเลยครับ ไม่เอาแล้ว
ท่านประธานที่เคารพครับ เพียงแต่ ต้องเปรยให้ท่านประธานได้รับทราบว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ไม่ต้องกลัวครับท่านประธาน หลังจากผมอภิปรายเสร็จแล้วจะขอลงไปแถลงข่าว และจะเปิดให้สื่อ แล้วก็เชิญชวน พี่น้องประชาชนได้ติดตามการรับสารภาพในการมีส่วนร่วมในการทุจริตโครงการระบายข้าวถุง ตรา อคส. ของ ๒ บริษัท ซึ่ง ๒ บริษัทนี้เป็นบริษัทเอามาเป็นพระอันดับนะครับ บริษัท หลัก ๆ คือบริษัทสยามรักษ์ เดี๋ยวคุยรายละเอียด แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า สาระในคลิปตัวแทน ๒ บริษัทออกมายอมรับและยืนยันในที่ประชุมกรรมาธิการว่าเขาไม่มี ประสบการณ์ในการขายข้าวถุงหรอก เขาเลยจําเป็นต้องเอามาขายให้กับโรงสีผู้ปรับปรุง ผมก็ถามเขาว่าท่านขายให้บริษัทใดบ้าง ก็มีเจียเม้ง มีสยามรักษ์ ขอโทษครับ มีเจียเม้ง มีโชควรลักษณ์ แล้วก็มีสิงห์โตทอง คือคลิปนี้จะเป็นคํายืนยันว่าข้าวเหล่านี้มันไม่ได้ไปถึง ประชาชน แต่มันเวียนมายังโรงสีผู้ปรับปรุง และผมก็ถามว่าดีล (Deal) นี้เกิดขึ้นที่ไหน เขาบอกเกิดขึ้นที่ อคส. ถ้าดีลนี้เกิดขึ้นที่ อคส. ก็เท่ากับว่าทั้ง อคส. ทั้งโรงสีผู้ปรับปรุง และตัวแทนจําหน่ายมันต้องสมรู้ร่วมคิดกัน ผมจึงมีหน้าที่ในการไปสืบดูว่า ๓ ส่วนนี้มันสมรู้ ร่วมคิดกันจริงหรือไม่ ทั้ง อคส. ทั้งบริษัทปรับปรุงข้าวและตัวแทนจําหน่าย ๓ ส่วนนี้ผมต้อง โยงให้ได้ว่าสมรู้ร่วมคิดและใกล้ชิดกับนักการเมือง นี่เป็นหน้าที่ของผมจะต้องสืบต่อ
และอีกอย่างหนึ่งท่านประธานครับ บังเอิญผมถูกฝึกเรื่องความรอบคอบ และผมก็สังหรณ์ใจเหมือนกัน เอ๊ะ คลิปนี้ถึงจะเป็นคําเปิดเผยเฉย ๆ ไม่ได้มีการกล่าวหาใส่ร้าย ใครทั้งสิ้น เป็นคํายอมรับสารภาพแต่โดยดี ก็มีบางส่วนไม่ยอมให้ผมมาเปิด ผมมีความรู้สึกว่า เหมือนกับจะรับงาน ผมก็เลยเกิดลางสังหรณ์ บอกให้บริษัทคอนไซน์กับบริษัท ร่มทองให้คุณทําหนังสือชี้แจงผม ชี้แจงประธานกรรมาธิการมา แล้วประธานกรรมาธิการ ก็ได้ถ่ายเอกสารให้ผม อย่างน้อยถึงคลิปไม่ได้เปิดก็มีเอกสารยืนยันครับว่าบริษัทนี้ได้ทํา หน้าที่ในการขายข้าวคืนให้กับบริษัท ๓ บริษัทนี้ที่ผมถือว่ามีส่วนในการทุจริต และต้องย้ํา ท่านประธานนะครับว่า ๒ บริษัทนี้ ร่มทองกับคอนไซน์เป็นพระอันดับนะครับ ต้องย้ํานะครับ ของจริงอยู่นี่ครับท่านประธาน คือบริษัทสยามรักษ์ ขออนุญาตให้ เพื่อนสมาชิกช่วยจะได้เห็นภาพ จะได้ไม่งงครับ เพราะขณะนี้เรากําลังพูดถึงการทํางานของ ๓ ประสาน ก็คือ อคส. บริษัทปรับปรุงข้าว และตัวแทนจําหน่าย บริษัทปรับปรุงข้าวคือเจียเม้ง โชควรลักษณ์ สิงห์โตทอง ผมต้องให้พี่น้องรับรู้ว่ามีเอเชียโกลเด้นไรซ์ มีพงษ์ลาภ และมี นครหลวงค้าข้าว แต่ ๓ บริษัทหลังนี้ที่ไม่เอามาใส่เพราะเขาสุจริตครับในความเชื่อของผม แล้วก็ตัวแทนจําหน่าย ขอภาพเมื่อสักครู่อีกทีครับเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตัวแทนจําหน่ายคือ สยามรักษ์ คอนไซน์ และร่มทอง ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนจําหน่าย แต่ปรากฏว่าเอาเงินของโรงสี ผู้ปรับปรุงข้าวไปชําระให้ อคส. วิธีการชําระก็คือออกเป็นแคชเชียร์ เช็ค เอาไปจ่ายที่ อคส. เลย ดิวนี้เกิดที่ อคส. เมื่อ อคส.ออกใบเบิกข้าวให้กับตัวแทนจําหน่าย ตัวแทนจําหน่ายก็เอา ใบเบิกข้าวคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุงทุกอย่างก็จบ เอากระดาษมาค้าขายกันเท่านั้น และข้าวถุง ไม่เห็นในตลาด และประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์ครับ และเมื่อสักครู่ผมบอกแล้วว่าร่มทอง คอนไซน์ ผมโชว์ เอกสารเรียบร้อยแล้วว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นเป็นคําหนังสือยืนยัน และอันนี้ เป็นเอกสารยืนยันของบริษัทสยามรักษ์ครับ บริษัทสยามรักษ์ไปยืนยันในที่ประชุมของ อนุกรรมาธิการวุฒิสภาที่ผมมีโอกาสได้เข้ามาไปตั้งสังเกตการณ์ด้วย มีลายเซ็นออกมา ยอมรับชัดเจนโดยผู้จัดการของบริษัทสยามรักษ์คือคุณทวีศักดิ์ หิรัญรักษ์ และมีลายเซ็นการ รับซื้อข้าว ก็คือมีสัญญาชัดเจน อันนี้คือของโรงสีสิงห์โตทอง ที่จังหวัดกําแพงเพชรและมี ใบมอบอํานาจ ใบมอบอํานาจให้กับโรงสีสิงห์โตทองที่จังหวัดกําแพงเพชรในการเบิกข้าว ก็ในเมื่อตัวเองเป็นคนปรับปรุงข้าว ตัวเองซื้อข้าวเสร็จมีใบมอบอํานาจมาทุกอย่างก็จบ ไม่ต้องทําอะไรต่อไป อันนี้ของโรงสีสิงห์โตทอง ผมย้ําแล้วนะครับว่าให้จําชื่อ ๓ บริษัท โรงสี สิงห์โตทองอยู่จังหวัดกําแพงเพชร โรงสีโชควรลักษณ์อยู่ที่จังหวัดลพบุรี บริษัท บริษัท เจียเม้ง อยู่ที่โคราช แล้วก็มีโรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันนี้คือสัญญา ที่ชัดเจนว่าบริษัทสยามรักษ์ได้ขายข้าวคืนให้กับโรงสีเหล่านี้
อันนี้ก็เป็นอีก ๑ สัญญาที่บริษัทสยามรักษ์ โดยนายทวีศักดิ หิรัญรักษ์ ได้ลงนาม สัญญาซื้อขายข้าวถุงให้กับนายเอนก ฉัตรไชยศิริ หรือเสี่ยเปี๊ยกแห่งโรงสีโชควรลักษณ์ จังหวัดลพบุรี เมื่อสักครู่จังหวัดกําแพงเพชร อันนี้จังหวัดลพบุรี และใบนี้คือใบมอบอํานาจ ก็อย่างที่เรียนไปแล้วว่าขายข้าวเอาเงินเสี่ยเปี๊ยกที่เช็คจ่าย ธ.ก.ส. แคชเชียร์เช็ค อคส. ออกใบรับข้าวให้กับบริษัทสยามรักษ์ บริษัทสยามรักษ์มอบอํานาจให้กับโรงสีเสี่ยเปี๊ยก ทุกอย่างก็จบ ข้าวไม่ถึงมือประชาชน ต่อนะครับ
อันนี้เป็นของบริษัท เจียเม้ง ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าบริษัทเจียเม้ง เป็นผู้ค้าข้าวที่ทําข้าวถุงรายใหญ่ของประเทศ ประสบการณ์ในการทําข้าวถุงนี้สูงมาก ดังนั้น บริษัทเจียเม้งจะมีประสบการณ์เยอะ เมื่อบริษัทเจียเม้งมีประสบการณ์เยอะ บริษัทเจียเม้ง เลยไม่ลงนามในสัญญารับซื้อข้าวคืนจากบริษัทสยามรักษ์โดยตรง เลยมีตัวละครที่เป็น ตัวแทนชื่อว่านายศุภกร แซ่เฮ้ง มารับซื้อข้าวจากสยามรักษ์แทน แต่เราตรวจสอบได้ว่า เงินที่ศุภกร แซ่เฮ้ง มาชําระเงินค่าข้าวให้กับ อคส. ผ่านสยามรักษ์คือเงินของบริษัทเจียเม้ง นี่คือนายศุภกร แซ่เฮ้ง ท่านประธาน เป็นการชี้แจงในที่ประชุมกรรมาธิการเหมือนกัน แล้วก็ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ถ้าท่านต้องการจะเอาคลิปคําแถลงของนายศุภกร แซ่เฮ้ง ไปฟังได้ครับมันนานตั้ง ๓ ชั่วโมง ท่านประธาน ผมก็เลยขี้เกียจไปตัดต่อ เพราะตัดต่อก็คง ไม่ได้ออกอีก แต่มีคลิปยืนยันคําชี้แจงแถลงของนายศุภกร แซ่เฮ้ง ว่าใช้เงินบริษัท เจียเม้ง ในการซื้อข้าวคืนจากบริษัทสยามรักษ์ ท่านประธานที่เคารพครับ สรุปแล้ว สมการนี้ก็เกิดขึ้น จริงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านมีมติ กขช. ในการปรับปรุงข้าวถุงเพื่อไปขายให้ประชาชน คนจนครับ ถุงละ ๗๐ บาท ท่านทราบไหมว่ามติที่ท่านออกมานี้ข้าวไม่ถึงมือคนจน เมื่อข้าว ไม่ถึงมือคนจนคําถาม ถามว่าข้าวไปไหน ปรากฏว่าข้าวเหล่านี้ถูกไปขายคืนให้กับโรงสี ผู้ปรับปรุงแล้วหลักฐานผมได้โชว์ท่านชัดเจนแล้ว ท่านจะได้มีความเข้าใจมากขึ้นว่าทําไม คนจนยังลําบากอยู่ แม้แต่ข้าวถุงธงฟ้า ข้าวถุงถูกใจก็ไปทําน้อย แต่มาทําข้าวตรา อคส. เยอะตั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของข้าวพวกนี้แทนที่จะไปถึงมือคนจนเราก็ ไม่ว่าแต่กลับกลายเป็นว่าขายคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุง มันคือการโกงกันแบบหน้าด้าน ๆ ท่านประธาน แต่วิธีการมันยาก เพราะมันซับซ้อน แต่กว่าจะศึกษาจนกระทั่งได้ข้อสรุป พร้อมเอกสารหลักฐานมันใช้เวลาหลายเดือน คําถาม ถามว่าแล้วท่านจะแก้อย่างไร ผมคิดว่าผมเชื่อจากใจผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วทําไมผมถึงกล่าวหา ท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่อไปในทางทุจริตและประพฤติมิชอบ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ผมไม่กล่าวหาท่านลอย ๆ ครับ วันนี้ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมจะโยงตัวละคร ให้ท่านดูว่าเพราะอะไร ผมคิดว่าท่านต้องรับผิดชอบกับสิ่งเหล่านี้ ท่านต้องตั้งใจฟังนะครับ เพราะว่าตัวละครมันเยอะ แล้วท่านมาสายด้วย เดี๋ยวท่านจําตัวละครได้ไม่หมด ท่านรองนายกรัฐมนตรีอาจจะช่วยบรีฟ (Brief) ตัวละครให้ฟัง ผมต่อนะครับ ผมจะขอ อนุญาต เนื่องจากว่าชาร์ต นี้จะเป็นชาร์ตหลัก เพื่อจะเชื่อมโยงให้เห็นว่าทําไมถึงเกิด เหตุการณ์ว่าทั้งผู้ตัวแทนจําหน่าย ทั้งโรงสีผู้ปรับปรุงข้าวและ อคส. ไปดีลกันที่ อคส. ผมถาม แล้วหลักฐานชัดเจน เขายืนยันว่าการเซ็นสัญญา การขายข้าวต่อกัน การชําระเงิน ไปทํา ร่วมกันที่ อคส. หมด ถ้าไปทําที่ อคส. หมดก็เท่ากับว่า ๓ ส่วนนี้รู้เห็นเป็นใจกันทั้งสิ้น ท่านประธานฟังต่อนะครับ ถ้า อคส. เรามาดูตัวละครที่ อสค. ว่าเป็นใคร นี่คือโฉมหน้าบอร์ด องค์การคลังสินค้า ผมขออนุญาตให้เพื่อนถือไว้อย่างนี้ตลอด เพราะว่าภาพนี่เป็นภาพหลัก ในการโยงตัวละคร นี่คือบอร์ดองค์การคลังสินค้าท่านประธาน ประธานบอร์ดคือ พันตํารวจโท ไพโรจน์ ปัญจประทีป เป็นประธานกรรมการ ในวงการรู้กันดีครับ เขาบอกว่าเป็นเด็กนายใหญ่ แต่ผมไม่ถึงขนาดปรักปรําเขาแรงขนาดนั้นครับ ผมเอาตัวอื่นมาเชื่อมให้ฟังดีกว่า จะมี คณะกรรมการทั้งหมด คนล่างสุดคือผู้อํานวยการองค์การคลังสินค้า อย่างน้อย ๆ ต้องเป็น คนใกล้ชิดกับพวกท่าน อดีตที่ผ่านมาคือสารวัตรเหยิน แต่อาจจะมีความขัดใจอะไรบางอย่าง ถึงมีการถูกพักงานและปลดไป แล้วเอาคุณชนุตร์ปกรณ์เข้ามา แต่ท่านดูรองประธานครับ รองประธานคือคุณหมอเกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ ขออนุญาตให้ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีและพี่น้องประชาชนจดชื่อ เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ และจดนามสกุลนี้ไว้ และท่านจะอ๋อเลยว่า อคส. นี่เขาดําเนินการกันอย่างไร แต่กําลังจะชี้ให้เห็นว่า อคส. ก็รับจ๊อบมาร่วมกับอีก ๒ ส่วนนี้ ผมให้ท่านประธาน พี่น้องประชาชนจดชื่อคุณหมอเกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ ในฐานะรองประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า จากการตรวจสอบสถาบัน การแพทย์แห่งหนึ่ง พบว่าคุณหมอเกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เป็นศัลยแพทย์ทรวงอก เป็นศิษย์เก่านักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกันกับคุณหมอวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหมอโด่งครับ คืออย่างน้อยตรงนี้ตัวละครตรงนี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกัน และเอามาช่วยกันดูแลในบอร์ดขององค์การคลังสินค้า อย่างน้อยฝ่ายการเมืองพวกท่านเวลา มีอะไรอนุมัติออกมา มือรับงาน จอมรับงานจะได้รับงานไปทําได้ถูก อคส. จะได้สนอง นโยบายได้ถูก เพราะว่า ผอ.อคส. ก็ต้องขึ้นตรงต่อบอร์ด อคส. ดังนี้จุดนี้ผมเชื่อม ให้เห็นแล้วนะครับว่ามีคุณหมอเกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ นามสกุล ประสงค์สุกาญจน์ จดไว้นะครับ เดี๋ยวจะมีตัวละคนตัวอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกจะได้ไม่งง อันนี้คือส่วนของบอร์ด องค์การคลังสินค้า ท่านประธานครับ ขออนุญาตทวนภาพนี้อีกทีครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวงง ตัวละคนเยอะมาก เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงเชื่อมถึงบอร์ดถึง อคส. แล้ว อคส. นี้ผมเชื่อม คุณหมอเกรียงชัยและตัวประธานบอร์ด โดยเฉพาะคุณหมอเกรียงชัย เป็นนักเรียนแพทย์ รุ่นเดียวกับคุณหมอโด่ง หรือจอมบงการในภาคที่แล้ว แต่ภาคนี้ผมตั้งตําแหน่งแค่เป็นจอมรับ งานเท่านั้น เรามาดูต่อครับ ขอดูในสายของโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว ซึ่งผมเรียนท่านประธาน แล้วครับว่า ผมเอามา ๓ บริษัท อีก ๓ บริษัทผมถือว่าเขาสุจริต ท่านประธานครับ นี่คือโรงสี โชควรลักษณ์จากจังหวัดลพบุรี โรงสีโชควรลักษณ์จากจังหวัดลพบุรีเมื่อตอนที่แล้วตอนที่ผม มีการอภิปราย
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๖๑ วรรคสุดท้าย แล้วประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๘ ด้วย เนื่องจากการอภิปรายของท่านผู้อภิปรายผมนี่ ผมเห็นด้วยนะครับ ในการดูแล ในฐานะ ท่านเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เนื่องจากตัวละคนที่ท่านเชื่อมโยงมาทั้งหมดนี่ ไม่ทราบว่า ท่านไปขออนุญาตเขา หรือไม่ขออนุญาตก็แล้วแต่ แต่ว่ามันเป็นการทําให้เสียหายแก่เขาด้วย ถ้าจะเอามาแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ชื่อนาย ก นาย ข เพราะท่านเอารูปมาท่านก็ยังปิดหน้า เลยครับ บางทีมันละเมิดลิขสิทธิ์เขาที่บางทีเขาไม่รู้เรื่อง แล้วเขาไม่มีโอกาสที่จะชี้แจงในสภา แห่งนี้ ท่านบอกท่านรับผิดชอบก็จริงอยู่ แต่มันก็เสียหายแล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ ท่านประธานระมัดระวังด้วยการควบคุมด้วยว่าอย่าเอามา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านอาจจะ ปิดบ้าง อะไรบ้าง เพราะในการเสนอสื่อจริง ๆ เขาก็ไม่ได้เสนอชื่อแบบนี้ทั้งหมดครับ ผมก็ฝากท่านประธานว่า ไม่ใช่เปิดทุกอย่าง เขียนซ้ําเติมอะไรเขาทั้งหมด ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมประท้วงเลยจุดนี้ ให้ท่านควบคุมด้วยครับ
คือได้บอกแล้วอย่างไรว่าคลิปทุกคลิป เอกสารทุกอย่างมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เอกสาร บางอย่างทางฝั่งหนึ่งก็บอกว่าไม่ค่อยยุติธรรม พออีกฝั่งหนึ่งมาเห็นก็บอกว่าไม่ยุติธรรม เหมือนกัน ผมว่าเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบดีแล้ว เขาใช้ฝ่ายกฎหมายของสภา เขาให้ปิดหน้า ไปแล้ว ส่วนไปพาดพิงใครเสียชื่ออย่างไร เสียหาย ตามข้อบังคับเขาถูกฟ้องร้องเอาเอง ก็ต้องดําเนินการต่อตามนี้ละครับ หมอวรงค์ต้องรับผิดชอบผลทางกฎหมายเอง
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา พรรคเพื่อไทย จังหวัดสกลนคร เขต ๑ ขอเพิ่มเติมนิดเดียวท่านประธาน เนื่องจากการที่ นําในของคณะอนุกรรมาธิการมาชี้แจงอะไรก็ดี ผมเคยมีประสบการณ์แล้วในสมัยที่เป็น กรรมาธิการเรื่องน้ํา เรื่องของ ปภ. พอเป็นขัดแย้งในหน่วยงาน พอเขาไปฟ้องในศาลเขาก็ ลากเอาคณะกรรมาธิการไปเป็นจําเลยหมดเหมือนกัน ท่านสมิทธผมจําได้ มีความขัดแย้ง ในหน่วยอุตุนิยมวิทยาของท่าน ท่านไปฟ้องข้าราชการในหน่วยงานของท่าน กรรมาธิการ ก็ต้องเป็นจําเลยด้วย ท่านสรวงศ์ เทียนทอง เป็นประธานกรรมาธิการ ผมจําได้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าเรื่องที่ทําได้ทุกเรื่อง ถึงแม้ข้าราชการเราจะมีสิทธิที่จะพิจารณา แต่ประเด็นนั้น เป็นส่วนบุคคลนะครับ แต่ในส่วนตัวเขาเสียหายเขาก็ฟ้องได้ เพราะฉะนั้นในลักษณะแบบนี้ ผมนั่งฟังแต่เช้าแล้วครับ
เอาละครับ ท่านประท้วงได้ อภิปรายไม่ได้ ผมได้วินิจฉัยแล้ว ถือว่าถูกต้อง ก็ไม่ถูกใจทั้ง ๒ ฝ่าย เชิญหมอวรงค์ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าการตรวจสอบ การทุจริตผมเชื่อว่าวันนี้มันล้าสมัยแล้วที่ฝ่ายการเมืองคือนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี จะมานั่งเซ็นแล้วโกงเอง ทําเอง โกงเอง มันต้องโยนให้คนรับงานไปทํา ผมจึงมีหน้าที่ ในการเชื่อมโยงคนรับงานมาถึงตัวฝ่ายการเมืองให้ได้ว่า นี่คือการร่วมกันในการทุจริต คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผมไปขออนุญาตจากโจรครับท่านประธาน แล้วก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานนะครับ เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนสับสน ผมขอเท้าความใหม่นะครับ
ประท้วงเรื่องอะไรอีกครับ ต้องบอกข้อประท้วงมาก่อน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ถ้าท่านประธานฟังอยู่ท่านประธานจะเห็นว่า ไปกล่าวหาบุคคลเขาว่าเป็นโจรตลอด ๒. ไปกล่าวให้ร้ายนายกรัฐมนตรี
คืออย่างนี้ ประเด็นนี้ได้วินิจฉัยแล้ว ประท้วงซ้ําประเด็นกันไม่ได้ ประท้วงต้องประเด็นใหม่ ประเด็นนี้ไม่อนุญาต ประธานวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด ผมได้วินิจฉัยประเด็นนี้แล้ว ท่านต้องประท้วงข้ออื่น
ประเด็นอื่นครับท่านประธาน ท่านจะเห็นว่าผู้อภิปรายกล่าวให้ร้ายนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าท่านนั่งอยู่ตรงนี้
เอาละ เมื่อวานก็วินิจฉัยประเด็นเหล่านี้ไปแล้วว่าเขากล่าวหา ฝ่ายค้านมีหน้าที่กล่าวหา ท่านนั่งลงครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจต้องกล่าวหา นั่งลงครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่า สิ่งที่ผมต้องการมาชี้แจงให้กับท่านประธานและพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ถ้าฟังแล้วเข้าใจ จะได้รับรู้ว่าทําไมโครงการรับจํานําข้าวมันถึงเจ๊งเยอะขนาดนี้ จนป่านนี้ยังไม่มีเงินไปจ่าย ชาวนา ชาวนาเอาข้าวไปโครงการจํานํา ๒ เดือน ๓ เดือนยังไม่ได้เงินก็เพราะว่าท่านระบาย ข้าวมีการทุจริต เมื่อมีการโกงมากขึ้นเงินก็น้อยลง เงินน้อยลงก็ไม่มีเงินไปจ่ายชาวนา เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเรียกร้องไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเราต้องทํา หน้าที่ปกป้องประโยชน์ชาติ อย่าไปปกป้องประโยชน์ของนายทุน และกราบเรียนพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านให้สังเกตพวกเราทุกคน ใครทําตัวไม่เหมาะสมท่านก็ต้องตราหน้า ถ้าใครทําดี ก็สรรเสริญเขาไป ผมขอทวนนิดหนึ่งครับท่านประธาน เพราะว่ามันสับสนมาก ตัวละครเยอะ ขณะนี้ผมชี้ให้เห็นแล้วว่ามีองค์การคลังสินค้า มีบริษัทปรับปรุงข้าวหรือโรงสีปรับปรุงข้าว และมีตัวแทนจําหน่าย เมื่อสักครู่ผมได้เชื่อมโยงให้เห็นแล้วว่าตัวแทนจําหน่ายเอาเงิน จากโรงสีปรับปรุงข้าวมาจ่ายที่ อคส. และข้าวเหล่านี้ไม่ได้ไปขายประชาชน เอามาขายคืน อันนี้ผมเชื่อมโยงไปแล้ว แล้วก็เมื่อสักครู่ผมได้พูดถึงตัวละครผู้เกี่ยวข้อง ก็คือสายโรงสีผู้ปรับปรุง ข้าว ซึ่งผมบอกว่าให้จําแค่ ๒ บริษัท บริษัทแรก ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตภาพ สักครู่อีกทีครับจะได้ไม่งงกัน ขออนุญาตเอาภาพนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้ อคส. เราเปิดตัวละครมา เรียบร้อยแล้วในการเชื่อมโยงกับคนที่มีอํานาจในการรับจ๊อบจากฝ่ายการเมืองมาทํางาน นั่นคือตัวประธานบอร์ด และตัวสําคัญคือที่มีหลักฐานชัดเจนคือรองประธานบอร์ด ซึ่งถือว่า เป็นคณะทํางานชุดเดียวกัน เรามาดูสายผู้ปรับปรุงข้าว ก็คือโรงสี บริษัทแรกคือโรงสีโชควรลักษณ์ คือถ้าพูดถึงโรงสีโชควรลักษณ์หรือเสี่ยเปี๋ยง ทุกคนรับรู้ อ๋อเลยครับ ผมได้พาดพิงไปถึง ความเดิมเมื่อตอนที่แล้วเรียบร้อยแล้ว ความเติมเมื่อตอนที่แล้วตอนที่มีการขายข้าวผ่าน ผู้ประกอบการ ท่านก็อ้างว่ามีการเปิดประมูลแบบชอบธรรม แต่ราคาขายไปประมาณ ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน หลังจากนั้น ๑ วัน โรงสีนี้ก็ขายข้าวต่อราคา ๑๒,๐๐๐ บาท กําไรทีหนึ่ง ๖,๓๐๐ บาทต่อตัน นั่นคือโรงสีโชควรลักษณ์ที่จังหวัดลพบุรี วันนี้ตัวละครในภาคที่ ๒ ก็มาปรากฏในภาคที่ ๓ ก็คือภาคจุดจบจํานําข้าวสู่อวสานรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และนี่คือตัวละคร โรงสีโชควรลักษณ์ซึ่งมีความชัดเจน ดังนั้นตัวนี้เมื่อเคยกล่าวถึงตอนภาคที่ ๒ แล้ว ไม่จําเป็นต้องมากล่าวถึงในภาคนี้ เพราะตัวละครตัวนี้ใกล้ชิดเสี่ยเปี๋ยง ตัวละครตัวนี้ เคยมีการเอาไซโลของเสี่ยเปี๋ยงมารับข้าวรัฐบาลซึ่งถือว่ามีความใกล้ชิดกันแล้ว เสี่ยเปี๋ยง ชัดเจนครับ ก็ใกล้ชิดนายใหญ่ ไปเจอกันบ่อยที่ต่างประเทศ ฉะนั้นคน ๆ นี้ก็เป็นนอมินี (Nominee) ที่หาผลประโยชน์ให้คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ตัวละครตัวนี้เป็นตัวใหม่ครับ ค่อนข้างจะใหม่ล่าสุด และถือว่ามาแรงมากในวงการค้าข้าว อิทธิพลจะมีมากในพื้นที่ ภาคเหนือถึงภาคเหนือตอนล่าง แต่ตัวละครเมื่อสักครู่ก็คือโรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจจะมี อิทธิพลในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างเป็นรอยเชื่อมต่อ บริษัท สิงห์โตทองไรซ์ อยู่ที่จังหวัดกําแพงเพชร ชื่อเสี่ยหรั่งครับ หรือชื่อคุณมนต์ชัย ถ้าพูดถึงจังหวัดกําแพงเพชร ผมเห็นรัฐมนตรีบางคนยิ้มเลยนะครับ ถ้าท่านประธานโทรศัพท์ ณ ตอนนี้ รัฐมนตรีคนไหน ก็ได้ หรือเพื่อนสมาชิกใครมีเพื่อนที่อยู่ในวงการโรงสีโทรศัพท์ไปในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ถามว่าบริษัท สิงห์โตทองไรซ์ เป็นใคร มาจากไหน ใครเป็นแบ็ค (Baek) เขา ทุกคนก็พูดถึง รัฐมนตรี ว. คนหนึ่งครับ อันนี้คือสายตรงเจ๊ ด. เลยครับท่านประธาน แล้วก็ใจถึงมาก ๒ บริษัทนี้ใจถึงมากครับ โรงสีโชควรลักษณ์ลพบุรี กับสิงห์โตทองไรซ์ เพิ่งเข้ามาใหม่ในการ ทําข้าวถุง เพราะมติที่ ๑ เป็น เจียเม้งจําได้นะครับ มติที่ ๒ เจียเม้ง มติที่ ๓ โรงสีโชควรลักษณ์ และบริษัท สิงห์โตทองไรซ์ เพิ่งเข้ามา โดยมีบริษัท เจียเม้ง ด้วย แต่บริษัท นครสวรรค์ค้าข้าว ถูกปรับออก เอาข้าวที่เหลือแบ่งให้บริษัท สิงห์โตทองไรซ์ และโรงสีโชควรลักษณ์ มติที่ ๔ ที่ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน แบ่ง ๖ เดือน เดือนที่ ๑ ๓ แสนตัน อันนี้เป็นนําร่อง บริษัทละ ๕๐,๐๐๐ ตัน แต่มาเดือนที่ ๒ เจียเม้ง จํากัด เฟด (Fade) ตัวเองออกไป บริษัทอื่นก็ไม่ได้ข้าว เดือนที่ ๒ คือเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่าสิงห์โตทองไรซ์ จังหวัดกําแพงเพชร ได้ไป ๑๕๐,๐๐๐ ตัน โชควรลักษณ์ จังหวัดลพบุรีได้ไปอีก ๑๕๐,๐๐๐ ตัน โดยที่บริษัทอื่นไม่ได้แล้ว ผมถึงบอกว่า ๒ บริษัทนี้ เข้ามาทีหลังแต่ใจถึงมากที่จะกล้าทํา แต่ผมว่าบริษัท เจียเม้ง จํากัด เข้ารู้ทิศทางลม เขากําลังเฟดตัวเองออกไป เพราะฉะนั้นขอย้ํานะครับว่าบริษัท สิงห์โตทองไรซ์ มีนักการเมือง ที่ชื่อ ว. เป็นแบ็คอัพ (Back up) เขาบอกสายตรงเจ๊ ด. จึงเข้ามาและแรงมาก ท่านประธาน และสิ่งเหล่านี้ผมถือว่าใกล้ชิดท่านนายกรัฐมนตรีทั้งหมด วันนี้กราบเรียน ท่านประธานครับ การโกงสมัยนี้มันซับซ้อนขึ้น ฝ่ายการเมืองไม่โกงเอง เซ็นเอง กินเอง ทําเองทันที มันต้องมีจอมรับงาน จอมรับงานเมื่อรับงานมาแล้วก็จะหาเครือข่าย แล้วหลังจากเสร็จแล้วค่อยมาแบ่งสรรผลประโยชน์กัน เรามาดู เจียเม้ง ครับ เจียเม้ง เป็นตัว ละครตัวใหม่ที่เราเพิ่งเปิดเผยให้กับท่านประธานตั้งแต่เมื่อคืนนี้ เท่าที่พูดคุยในวงการค้าข้าว เป็นยักษ์ใหญ่ในการทําข้าวถุง โดยเฉพาะข้าวถุงตราหงษ์ทอง เราถือว่าเก่าแก่ครับท่าน ประธาน และอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมพยายามถามคนในวงการค้าข้าวว่า นักการเมืองคนไหนเป็นแบ็ค เจียเม้ง เขาบอกว่าไม่มีนะ แต่ เจียเม้ง ใจถึงเหมือนกัน ตอบสนองฝ่ายการเมืองได้ดีมาก ถ้าต้องการอะไร เราจึงได้หลักฐานสําคัญอยู่ชิ้นหนึ่งครับ ท่านประธาน นี่คือข้าวถูกใจ เพราะผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่ามีข้าวถูกใจ ข้าวธงฟ้า และข้าวตรา อคส. ข้าวถูกใจนี่ครับท่านประธานครับ คณะรัฐมนตรีมีการอนุมัติโครงการ เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม นี่คือข้าวถูกใจ ครม. อนุมัติโครงการถูกใจ วันที่ ๒๐ เดือน มีนาคม แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับ นี่เป็นข้อมูลของเจียเม้งเองครับ เจียเม้งยอมรับ พร้อมเอกสารชัดเจนว่า สั่งทําถุงข้าวถูกใจวันที่ ๖ เดือนมีนาคม ครม. อนุมัติวันที่ ๒๐ มีนาคม แต่เจียเม้งสั่งทําถุงถูกใจวันที่ ๖ เดือนมีนาคม เท่ากับสั่งทําถุงถูกใจก่อนที่ ครม. อนุมัติถึงประมาณครึ่งเดือน ก็แสดงว่าเจียเม้งก็ต้องรู้กลไกของโครงการข้าวถูกใจก่อนแล้ว จึงไม่แปลกครับท่านประธาน ผมถือว่าเจียเม้งมีส่วนในการคิดโครงการวิธีแยบยลในการ เอาข้าวอ้างมาทําข้าวถุง แต่ระบายออกมาเพื่อหาผลประโยชน์กับบริษัทผู้ใกล้ชิด เพราะสังเกตดูเจียเม้งในมติที่ ๑ เจียเม้งได้เต็ม ๆ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน มติที่ ๒ เจียเม้งได้เต็ม ๆ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน มติที่ ๓ มีการซอยย่อยประมาณ ๗๕,๐๐๐ ตัน เจียเม้งก็ได้ และมติที่ ๔ เดือนมกราคมเจียเม้งได้ไป ๕๐,๐๐๐ ตัน และผมเชื่อว่าเจียเม้งฉลาดพอครับ เพราะเขาอยู่ในวงการ ข้าวถุง เดือนกุมภาพันธ์ก็กลายเป็นสิงห์โตทองจังหวัดกําแพงเพชรกับจังหวัดลพบุรี โชควรลักษณ์รับไปฝ่ายละ ๑๕๐,๐๐๐ ตัน เจียเม้งไม่รับ เพราะเจียเม้งกําลังเฟด ตัวเอง ออกไป เมื่อเฟสตัวเองออกไปนึกว่าตัวเองจะรอด แล้วเวลาชี้แจงก็บอกว่ามีการไปขาย หลังจาก รับซื้อคืนจากบริษัท สยามรักษ์ คอนไซน์ และร่มทอง ก็มีการเอาไปขาย คุณรังสิมาถึงไป ตรวจสอบเอง ปรากฏไปตรวจสอบดูแล้วมีข้าวถึงมือประชาชนแค่ ๕๐,๐๐๐ กว่าถุง เท่านั้นเอง จากยอดที่เขาทําตั้ง ๔๐ ล้านถุง ฉะนั้นข้าวมันหายไปไหนหมด นี่คือผลงานของ เจียเม้ง สรุปแล้วเขาก็คือนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดเข้าหานักการเมืองได้ และสามารถ ตอบสนองได้ และผมเชื่อว่านี่คือการคิดนวัตกรรมใหม่ในการทุจริตโดยการอ้างว่าทําข้าวถุง แต่สุดท้ายแอบเอาข้าวมาขายให้กับพรรคพวกในราคาถูก ๆ ๓ บริษัทนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตขยายความอีกนิดหนึ่งคือ อีก ๓ บริษัทที่ผมไม่ได้เอาขึ้นมา ก็คือบริษัท นครหลวงค้าข้าว จํากัด บริษัท เอเชีย โกลเด้นไรซ์ จํากัด และบริษัท พงษ์ลาภ จํากัด สิ่งเหล่านี้คือคําชี้แจงของนครหลวงค้าข้าว ของพงษ์ลาภ และของ เอเชีย โกลเด้นไรซ์ ว่าได้ร่วมโครงการครั้งเดียวตอนเดือนมกราคม และปรากฏว่าองค์การคลังสินค้าสั่งปรับปรุง บริษัทเหล่านี้ให้ทําเฉพาะข้าวตราถูกใจเท่านั้น ย้ํานะครับ เฉพาะถูกใจ ไม่ได้ทําข้าวตรา อคส. ที่เราตรวจสอบเราติดตาม คือเราติดตามข้าวตรา อคส. ที่ทําไป ๖๐๐,๐๐๐ ตัน หรือประมาณ ๑๒๐ ล้านถุง แต่ ๓ บริษัทนี้ทําแค่ข้าวถูกใจ และเขายืนยันกับเราพร้อม ถ่ายรูปเป็นเอกสาร ผมเอามาแค่รูปเดียว นี่คือข้าวถูกใจ ขอโคลสภาพหน่อยครับ นี่คือข้าว ถูกใจที่ถูกทิ้งขว้างในโกดังของบริษัท ๓ บริษัทนี้ครับ เพราะเขาบอกว่าเขาก็ดําเนินการ ปรับปรุงข้าว แต่ไม่เห็น อคส. สั่งเบิกข้าวไปขายให้กับร้านถูกใจ ในขณะความเป็นจริงแล้ว ร้านถูกใจต้องการข้าวเยอะมาก แต่ไม่มีข้าวส่งไปถึงเขา ก็เท่ากับว่าพวกท่านเอา ๓ บริษัทนี้ ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทท็อปไฟว์ (Top Five) ของประเทศในวงการค้าขาย เอามาเป็นพระอันดับ เพื่อให้รู้สึกว่ามีบิ๊กเนม (Big Name) บริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดูแล้วน่าจะโปร่งใส แต่เท่ากับพวกท่านเอา ๓ บริษัทนี้เข้ามาเป็นพระอันดับเฉย ๆ และหลังจากนั้นแล้วเขาก็ ไม่ได้ทําอะไร เพราะในครั้งที่ ๒ ก็กลายเป็นจังหวัดกําแพงเพชรกับจังหวัดลพบุรีได้ข้าวไป ท่านประธานครับ ผมได้พยายามเชื่อมตัวละครให้ท่านประธานเห็นแล้วนะครับว่า อคส. มีใคร สายผู้ปรับปรุงข้าวมีใคร มีคนใกล้ชิดทั้งเจ๊ ด. มีคนใกล้ชิดเสี่ยเปี๋ยงนายใหญ่วนอยู่ ทางด้านขวามือ ด้านบนก็มีตัวละครที่เราเชื่อมโยงกับคุณหมอวีระวุฒิ เรามาดูด้านนี้ครับ ท่านประธาน ก็คือตัวแทนจําหน่าย เพราะมันจะต้องมีความเชื่อมโยง ไม่อย่างนั้นสมการนี้ มันไม่เกิด แล้วยิ่งไปจัดกรรมการนี้ที่องค์การคลังสินค้าด้วย ๓ ส่วนนี้ต้องรู้เห็นเป็นใจร่วมกัน โดยที่ฝ่ายการเมืองเป็นคนนั่งเอาตาไปมองที่อื่นและรอรับผลประโยชน์อย่างเดียว นี่คือบริษัท คอนไซน์ เทรดดิ้ง จํากัด ครับท่านประธาน ผมไปตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตรวจสอบออกมา พบว่า บริษัท คอนไซน์ เทรดดิ้ง จํากัด ทําธุรกิจ ทางด้านการซื้อขายและดําเนินการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลประกอบการของบริษัทนี้ ขาดทุนติดต่อกันมา ๒ ปี แต่มาเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนขายข้าวให้กับรัฐบาล แล้วสุดท้ายขายไม่เป็น เมื่อขายไม่เป็นก็ไปขายคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุง ผมก็เชื่อว่าเขาก็เป็นตัวละครที่ใกล้ชิดกัน และเอามาช่วย เพื่อให้มีความรู้สึกว่ามีการแข่งขัน เพราะมิฉะนั้นแล้วข้าวตั้ง ๖๐๐,๐๐๐ ตัน มีแค่สยามรักษ์บริษัทเดียวมันไม่ได้ คือสยามรักษ์เข้ามาตั้งแต่ต้น ๆ โครงการครับ ต้น ๆ โครงการก็ประมาณสักเดือนมีนาคม เดือนเมษายน ของปี ๒๕๕๖ และอีก ๒ บริษัท คือคอนไซน์และร่มทอง ๒ บริษัทนี้เหมือนคู่แฝดกันครับ ไปไหนไปด้วยกัน เอกสาร ทําเหมือนกันทุกอย่าง เพิ่งเข้ามาตอนปลาย ๆ ปี แต่จากการตรวจสอบบริษัทนี้ฐานะทาง การเงินเจ๊งติดต่อกันมา ๒ ปี ไม่เคยค้าข้าว แต่เอามาประกอบรับซื้อข้าวรัฐบาลไปขาย ประชาชน ข้าวจึงไม่ถึงมือประชาชน นี่คือบริษัทร่มทองครับ ร่มทองนี่ตลกมากท่านประธาน เนื่องจากอยู่ที่ตําบลสันเปา อําเภอสันกําแพง จังหวัดเชียงใหม่ ทีมงานที่ไปเสาะแสวงหาที่ตั้ง ของบริษัทนี้ ปรากฏว่าท่านประธานเห็นไหมครับ ป้ายที่วง ๆ นั้นคือป้ายของบริษัท ป้ายลูกศรว่าบริษัทร่มทองอยู่ทางไหน ตอนนี้กลายเป็นป้ายบอกซอยไปเรียบร้อยแล้ว แล้วอยู่ในหมู่บ้านโทรม ๆ แล้วตามหาตัวที่ตั้งบริษัทไม่เจอ แต่มีแต่ป้ายที่เขียนคําว่า ร่มทอง อยู่ตรงไหน แล้วตอนนี้มาเป็นป้ายบอกซอย นี่ครับนี่คือบริษัทนี้ แล้วจากการตรวจสอบกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าข้อมูลตรวจสอบพบว่าบริษัทร่มทองทําธุรกิจให้เช่า การขาย การซื้อ และการดําเนินงานอสังหาริมทรัพย์ และผลประกอบการของบริษัทนี้เจ๊ง ขาดทุน ๒ ปี ติดต่อกันครับ เหมือนกันเป๊ะเลยท่านประธาน แล้วนี่หรือมาเป็นคู่สัญญากับรัฐบาล มันจึง ไม่แปลกเพราะนี่เป็นนอมินี ทั้งสิ้น เอามาประกอบ เรามาเจอพระเอกดีกว่าครับ อันนี้ ตัวประกอบเฉย ๆ ครับ พระเอกคือบริษัทนี้ครับท่านประธาน พระเอกคือบริษัทสยามรักษ์ เพราะสยามรักษ์เป็นบิ๊กเนม ในวงการตรงนี้ แต่ถามว่าทําธุรกิจค้าขายข้าวไหม ไม่ครับ นี่คือ ผลของการดําเนินกิจการของสยามรักษ์ ทําพวกดอกไม้แห้ง พวกสมุนไพรส่งออก กิจการ ไปได้ แต่เข้ามาเป็นตัวแทนจําหน่ายข้าวถุงตั้งแต่โครงการนี้เริ่มต้นขึ้น และจากการตรวจสอบ ครับท่านประธาน เราก็แปลกใจว่าทําไมสยามรักษ์เข้ามาได้ตั้งแต่ต้น ๆ จนกระทั่งเอาอีก ๒ บริษัทเข้ามาตอนหลัง แล้วเข้ามานิดเดียวแล้วก็ออกไป แต่สยามรักษ์นี่ทํามาตลอดพบว่า นี่คือหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเหมือนเดิม รายชื่อกรรมการบริษัทก่อน วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ มีรายชื่อของนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ ท่านประธาน จําได้ไหมครับ เมื่อสักครู่ผมบอกให้จดชื่อรองประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้าที่เป็น นักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกับคุณหมอวีระวุฒินั้นชื่อ เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ จากหลักฐานนี้ ก็ส่อให้เห็นว่าคู่นี้เป็นพี่น้องกัน แล้วก็มาทําธุรกิจที่บริษัทสยามรักษ์ด้วย และมีตัวละคร ที่สําคัญก็คือนายวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ จากเอกสารครับเป็นกรรมการของบริษัทสยามรักษ์ และได้ทําเรื่องลาออกตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ เพราะเดือนสิงหาคมจะมารับ ตําแหน่งทางการเมือง มาเป็นเลขานุการรัฐมนตรี ก็เท่ากับว่าถ้าอย่างนี้แล้วนี่คือคุณหมอโด่ง ที่ว่าเป็นกรรมการของสยามรักษ์และลาออกไป ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ เพราะ หลังจากนั้นมารับตําแหน่งทางการเมือง ฉะนั้นถ้าเราผูกโยงความสัมพันธ์ในสมการ ๓ กับ ๓ ขอกล้องจับเข้ามาอีกทีครับ ท่านเห็น อคส. ไหมครับ ทั้งประธานบอร์ดและ รองประธานบอร์ด ยิ่งรองประธานบอร์ดเป็นนักเรียนแพทย์เป็นรุ่นเดียวกัน เอามาช่วยดูแล ที่ฝั่ง อคส. ดูแลนโยบาย บริษัทปรับปรุงข้าว ทั้งลพบุรี เสี่ยเปี๊ยก รู้เลยใกล้ชิดกันดี ทั้งสิงโต ทองรู้เลยใกล้ชิด โดยเฉพาะมีเจ๊ ด. อยู่เป็นแบ็คอัพ แต่เจียเม้งเป็นคนช่วยคิดโครงการแล้วก็ ดูฝั่งตัวแทนจําหน่ายครับท่านประธาน ขอภาพอีกทีครับ คอนไซน์กับร่มทองเอามาประกอบ เฉย ๆ เพราะรับข้าวไปประมาณสัก ๑๐ กว่าล้านถุง ข้อมูลที่ผมมี แต่ส่วนใหญ่เป็นสยามรักษ์ สยามรักษ์ของใครท่านประธานก็ของหมอโด่งอีกแล้วท่านประธาน แล้วก็กลายเป็นว่า หมอโด่งแทนที่จะเป็นจอมบงการก็กลายเป็นจอมรับงานที่รับจ๊อบจากฝ่ายการเมือง เอามา ทํามาหากินท่านประธาน แล้วคนที่ได้รับผลประโยชน์เป็นใครท่านประธานครับ เราก็เห็น ตัวละครที่ผมโยงไปแล้วนะครับ เป็นคนใกล้ชิดญาติพี่น้องของท่านนายกรัฐมนตรีครับ แล้วอย่างนี้หรือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไม่รับผิดชอบ ผมอยากจะถามใจ พวกท่าน ใจท่านทําด้วยอะไรครับ โครงการรับจํานําข้าวล้มเหลว เจ๊ง ก็เพราะว่าพวกท่าน ทุจริตทุกขั้นตอน จีทูจี ท่านก็โกง เดี๋ยว ป.ป.ช. ก็ชี้มูล แล้วจีทูจีก็เป็นการโกงส่วนใหญ่ เพราะข้าวออกไปได้เยอะมาก เกือบ ๑๐ ล้านตันที่ท่านแถลงมา การขายผ่านผู้ประกอบการ ท่านก็โกง ยกเว้นการเปิดประมูลแบบโปร่งใส ซึ่งท่านขายข้าวไม่ได้ ประกาศขาย ๗๖๐,๐๐๐ ตัน ขายได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน อันนั้นขายแบบโปร่งใส จุดที่มิหนําซ้ําเจ็บใจมากที่สุดคือ อ้างทําข้าวถุงขายคนจนราคา ๗๐ บาท พวกท่านก็โกง ข้าวถุง ๗๐ บาท เฉพาะตรา อคส. ไปอยู่ไหน ถ้าต้องการช่วยคนจนจริงทําไมไม่ทําข้าวธงฟ้าหรือข้าวถูกใจ แล้วทําตรา อคส. สุดท้ายวนไปเวียนมาอยู่ในกลุ่มที่ใกล้ชิดกับพวกท่าน ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ต้องหนีไปไหนนะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นชนักติดตัวท่าน แล้วท่านต้องเป็นคนชี้แจง เองด้วยเพราะผมอภิปรายท่าน เนื่องจากว่าผมเชื่อว่าคนใกล้ชิดท่าน คนใกล้ชิดญาติท่านเป็นคนได้รับผลประโยชน์พวกนี้ พวกท่านจึงมีหน้าที่ใช้มติ กขช. ในการอนุมัติ รู้บ้างไม่รู้บ้าง ตอนแรก ๆ ท่านประธาน เชื่อไหมครับ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่รู้คงอยู่ในฐานะแค่พายเรือให้โจรนั่ง และมองไปมองมาเห็นท่านนายกรัฐมนตรีอะไรก็หนูไม่รู้ ๆ หรือว่านายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่อง อะไรเลย อยู่ในฐานะนั่งเรือที่โจรพาย แต่เอาเข้าจริง ๆ มันโกงทุกแบบท่านประธาน ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา จีทูจีทําข้าวถุงทุกอย่างโกงหมด ผมเชื่อว่าท่านพายเรือร่วมกับโจร ฉะนั้น วันนี้นายกรัฐมนตรีต้องชี้แจงครับ แล้วพี่น้องประชาชนจะได้รับรู้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายใต้หลักคิด ทักษิณคิด เพื่อไทยทํา ที่บอกจะช่วยคนจนไม่ได้ช่วยคนจน แต่เอาคนจน มาทํามาหากิน มีท่านประธานวิปถามผมว่าความรู้สึกทางการเมืองผม การอภิปรายครั้งนี้ กับอภิปรายปีที่แล้วผมคิดอย่างไร ผมบอกว่าความรู้สึกทางการเมืองของผมครั้งนี้หนักกว่า ประธานก็ถามผมว่าทําไมถึงคิดว่าครั้งนี้หนักกว่า ผมบอกตอนจีทูจีเป็นเรื่องไกลตัวประชาชน เป็นเรื่องของรัฐบาลมันไกลตัวถึงจะโกง แต่ไกลตัว การประมูลผ่านผู้ประกอบการ ๕,๗๐๐ บาท ไปขายต่อ ๑๒,๐๐๐ บาท มันก็จะเป็นระดับพ่อค้าชาวบ้าน แต่ข้าวถุงท่านเอา คนจนมาอ้าง เอาข้าวราคา ๗๐ บาทไปขายคนจน คนจนพอใจ คนจนมีความสุขมาก ท่านจะ ขายเท่าไรเราไม่เคยตรวจสอบ เราไม่เคยว่า แต่สุดท้ายท่านเอาข้าวพวกนี้แอบอ้างว่ามาทํา ข้าวถุง แต่สุดท้ายไปขายให้พวกราคาถูก ๆ อย่างนี้เจ็บใจมากท่านประธาน ผมถึงบอกว่า ครั้งนี้หนักที่สุดครับ แล้วผมว่าถึงเวลาแล้วที่พี่น้องเกษตรกรชาวนาที่ท่านยังไม่ได้สตางค์ เพราะส่วนหนึ่งเขาระบายข้าวมันโกงกันเยอะ จึงไม่มีเงินมาจ่าย ชาวนา แล้วพี่น้องชาวนา จะนั่งอยู่เฉย ๆ หรือครับ รัฐบาลพวกนี้ พวกท่านเลือกเข้ามา พี่น้องประชาชนเลือกเข้ามา หวังว่าจะช่วยคนจน แล้ววันนี้ทรยศคนจนเพราะว่าโกง เอาคนจนมาอ้าง
มีผู้ประท้วง เชิญท่านชูวิทย์
ท่านประธานครับ ผมขอ ประท้วงผู้อภิปราย มาตรา ๖๑ ครับ ทรยศคนจน ซึ่งวันนี้นโยบายจํานําข้าวนี้จ่ายเงินไม่ได้ เพราะไม่ใช่รัฐบาลมีการทุจริตนะครับ เพราะเขาไปปิดกระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ จ่ายเงินไม่ได้
อย่าโห่ครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย ให้ประธานฟัง ผมจะเป็นคนวินิจฉัย เรื่องนี้ท่านชูวิทย์ เดี๋ยวให้ ท่านรัฐมนตรีตอบ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ พาดพิงใครคนนั้นตอบ ท่านไม่ต้องตอบแทน เชิญนายแพทย์วรงค์ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ
ท่านจุติประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก กระผมประท้วงท่านประธาน ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ คือประท้วงผู้ประท้วงครับ เพราะว่าธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์ ธ.ก.ส. ตั้งอยู่ตรงนางเลิ้งครับ ไม่ได้ตั้งอยู่ที่กระทรวงการคลังครับ ฉะนั้นไม่มีข้อเกี่ยวข้อง อย่าป้ายสีอย่างนี้ครับ ไม่ยุติธรรมครับ
คืออย่างนี้ท่านจุติ คนยกมือประท้วง ผมก็ต้องให้ประท้วง ท่านไม่ประท้วงผมเรื่อง ข้อ ๘ หรอกครับ ผมไม่ทราบว่าเขาจะพูดอะไร เชิญท่านวรงค์ต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนฝากท่านประธานไปยังพี่น้องชาวนา ชาวนาไม่ได้เงินมาหลายเดือนแล้ว ท่านประธาน ๓ เดือนไปแล้วไม่ใช่เพิ่งไม่ได้เงินมาวัน ๒ วันนี้ ท่านต้องยอมรับความเป็นจริง ว่าท่านขายข้าวไม่ได้ ส่วนที่ขายได้ท่านก็โกง แล้วส่วนที่จะกู้ได้ก็ต้องเป็นหลังปีใหม่ไปแล้ว ฉะนั้นผมประเมินแล้วประมาณ ๒ เดือนถึงจะได้ครบหมดทุกคน อย่างน้อยอีก ๒ เดือน เป็นต้นไปถึงจะได้ครบหมดทุกคน ฉะนั้นตอนนี้ถ้ามีเศษเงินใดออกมาได้ พอขายได้เล็กน้อย ก็พอโอนไปบ้าง พอเป็นกษัยให้รู้สึกว่าเงินเริ่มมา แต่ข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่าวันนี้ยังกู้เงิน ไม่ได้ เพราะยังปิดบัญชีไม่ลงกว่าจะปิดบัญชีได้ก็ต้องสิ้นไปแล้ว ฉะนั้นพี่น้องชาวนาที่รัก ทุกท่านอย่างน้อยอีกประมาณ ๒ เดือนท่านถึงจะได้สตางค์ นี่คือนโยบายรับจํานําของรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ภายใต้หลักทักษิณคิด เพื่อไทยทํา ผมต่อนะท่านประธาน ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีก ๑ ประเด็นครับตามที่สมการที่ผมชี้ให้เห็นว่าข้าวพวกนี้ เนื่องจากว่า อคส. ขายผ่านตัวแทน ราคาถุงละ ๖๕.๖๐ บาท ในเมื่อถ้าข้าวมันไม่ได้ขาย ข้าวสารอยู่ที่โรงสีผู้ปรับปรุง ผมจะคิดตัวเลขคร่าว ๆ ให้ท่านดู แล้วท่านเห็นแล้วท่านจะมี ความรู้สึกว่ามันแย่ขนาดนี้เชียวหรือ ท่านประธานควรมีความรู้สึก เพื่อน ๆ ท่านแย่ขนาดนี้ แล้วเรียกร้องไปยังเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาล เรามาช่วยกันตรวจสอบ ถ้าเขาทุจริต เขาโกง ท่านก็อย่าไปปกป้องเขา ถ้าท่านปกป้องเดี๋ยวประชาชนจะลงโทษ ผมจะเอาตัวเลขมาคูณให้ ท่านดูนะครับว่า อคส. ขายข้าวถุง ถุงละ ๖๕.๖๐ บาท ถ้าข้าวเหล่านี้ขายคืนให้โรงสี ผู้ปรับปรุง ขอภาพใกล้ ๆ หน่อยครับ ใกล้กว่านี้อีกหน่อยได้ไหมครับจะได้เห็นภาพ ขอโคลส มาใกล้อีกนิดหนึ่งครับ ๑ ตัน ๒๐๐ ถุง ก็เท่ากับว่าถุงละ ๖๕.๖๐ โรงสีผู้ปรับปรุงเป็นคน จ่ายเงินถูกไหมครับ ถุงละ ๖๕.๖๐ บาท ต้องจ่ายเงินค่าข้าว คิดเป็นปริมาณข้าว ๑ ตัน ๑๓,๑๒๐ บาท แต่เนื่องจากว่ารัฐบาลโดย อคส. มีการจ่ายเงินค่าปรับปรุงข้าวให้กับโรงสี เหล่านี้ มันไม่มีความจําเป็นต้องทําอะไรแล้วเพราะทุกอย่างมันครบวงจรแล้ว เท่ากับท่าน ได้เงินค่าปรับปรุงข้าวแถมไปฟรี ๆ ตัวเลขมันตั้งแต่ ๒๒ บาทเศษ ๆ ถึง ๒๖ บาท ผมขอ ตัวเลขกลาง ๆ ในการคํานวณ ไม่เอารายละเอียดมาก ก็คือ ๒๔ บาทต่อถุง ขอภาพใกล้ ๆ ครับ
ฉะนั้น ๑ ตัน ท่านจะได้เงินค่าปรับปรุงข้าวคืน ๔,๘๐๐ บาท หักลบกันแล้ว ต้นทุนข้าวของบริษัทผู้ใกล้ชิดของท่านทั้งกําแพงเพชร ทั้งลพบุรี และเจียเม้ง จะได้ข้าวไป ในต้นทุนแค่ ๘,๓๒๐ บาทต่อตันเท่านั้น ท่านรู้ไหมครับว่าปีที่แล้วหรือแม้แต่ต้นปี ข้าวสาร ในตลาดตันละเท่าไร ตันหนึ่งประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาท มีบางช่วง ๑๗,๐๐๐ บาท อย่างแย่ ๆ เลยก็เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท บ้าง แต่ส่วนใหญ่ประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาท ถึง ๑๗,๐๐๐ บาท เท่ากับ ๓ บริษัทนี้ได้ข้าวสารไปตันละ ๘,๓๒๐ บาทต่อตันเท่านั้น มันจึงไม่แปลกที่คน ในวงการค้าข้าวว่า ทําไมโชควรลักษณ์ ลพบุรี กําแพงเพชร หรือแม้แต่เจียเม้ง มีวงการอ้างว่า มีการเอาข้าวไปเปาเกามีการเอาข้าวไปเวียนเทียน ผมก็ถามคนในวงการว่ายุคนั้นเขา เวียนเทียนหรือเปาเกากันตันละเท่าไร คําว่า เปาเกา ก็คือไม่ต้องเอาข้าวส่งรัฐบาล เดี๋ยวเขา ส่งแทน ท่านดูตัวเลขต่อนะครับ ผมคิดตัวเลขเฉลี่ยที่ในวงการโรงสีบอกผมว่า การเวียนเทียน หรือการทําเปาเกา เขาคิดตันละ ๑๔,๐๐๐ บาท กระสอบละ ๑,๔๐๐ บาท ในขณะที่ตอนนั้น ข้าวในตลาดประมาณ ๑,๖๐๐-๑,๗๐๐ บาท ดังนั้นถ้าท่านทําโครงการนี้กัน โดยสมรู้ร่วมคิด กันอย่างนี้ท่านจะได้กําไรตันละประมาณ ๕,๖๘๐ บาท เฉพาะมติที่ ๔ ครับ โครงการ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน เฉพาะมติที่ ๔ นะครับ เพราะมติที่ ๔ มันล่าสุด มันตรวจสอบข้อมูลได้เยอะ ท่านจะมีกําไรสูงถึงประมาณ ๘,๕๒๐ ล้านบาท โดยที่ผมตั้งสมมุติฐานว่า ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน ให้ทําข้าวถุงเสีย ๓๐๐,๐๐๐ ตัน มันก็จะเหลือ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน ที่ไปทํามาหากินกัน แต่ในความเป็นจริงผมว่าท่านอาจจะไปทํามาหากินมากกว่านั้น เพราะข้าวตรา อคส. คนไม่ค่อยรู้จัก ท่านประธานที่เคารพครับ มันจึงไม่แปลกที่คนในวงการข้าวเขากระซิบบอก ผมว่าเฉพาะมติที่ ๔ ฝ่ายการเมืองขอ ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ส่วนที่เหลือ ให้พวกคุณไปแบ่งกันเอง เฉพาะมติที่ ๔ ครับ ฝ่ายการเมืองต้องการ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับ มติที่ ๑ ไม่นับมติที่ ๒ และไม่นับมติที่ ๓ ท่านลองคิดดู ถ้าคิดสัดส่วนง่าย ๆ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน ฝ่ายการเมืองขอ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ปีก่อนที่ท่านพูดถึง จีทูจี ๗.๓๒ ล้านตัน เท่ากับเอา ๔ คูณ ตอนนั้นฝ่ายการเมืองก็ไม่ต่ํากว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันโกงกันเยอะท่านประธาน ระบายข้าวก็มีการโกง มันถึงไม่แปลกที่ชาวนายังไม่ได้สตางค์ครับท่านประธาน ผมจะคํานวณ ความเสียหายให้ท่านประธานฟังครับ เนื่องจากว่าข้าวเปลือกรับจํานํา ๑๕,๐๐๐ บาท เวลาแปลงเป็นข้าวสาร ต้นทุนข้าวสารเราจะกลายเป็น ๒๔,๐๐๐ บาท และนักวิชาการ คํานวณว่าถ้ามีค่าบริหารจัดการ ค่าดอกเบี้ย ใด ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ต้นทุนข้าวสารรัฐบาล จะตกตันละ ๒๘,๖๐๐ บาท อันนี้คือข้อมูลนักวิชาการ ก็ในเมื่อต้นทุนข้าวของท่านประมาณ ๘,๐๐๐ บาท หักลบแล้วท่านจะเสียหายตกตันละประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าโครงการนี้ จับไม่ได้ โชคดีโครงการนี้มันเริ่มระแคะระคายมาท่านก็มีการสั่งระงับโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนกรกฎาคม ถ้าโครงการนี้จับไม่ได้ ทุกอย่างดําเนินการไปด้วยดี เท่ากับว่าความสูญเสีย ของชาติจะตกประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ตอนนี้โครงการนี้ถูกจับได้ก่อน ท่านเอาข้าว มาทําประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ความสูญเสียก็ประมาณสัก ๑๒,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ ล้านบาท มันสูญเสียไปแล้ว แต่ประโยชน์ไม่ถึงมือคนจนครับ ผมถึงอยากจะกราบเรียนนะครับว่า นี่หรือรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชน อ้างว่าเสียงข้างมาก และผมเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิด เหล่านี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคนที่ใกล้ชิดท่านทั้งนั้น ในการหาผลประโยชน์สิ่งเหล่านี้ และมันเกิดซ้ําแล้วซ้ําเล่า ตั้งแต่จีทูจีขายผ่านผู้ประกอบการ หรือแม้แต่การบริจาคทําข้าวถุงก็มีข้าวเน่าไปแจกประชาชน และจะให้พวกผมไปไว้วางใจ พวกท่านได้อย่างไร ฉะนั้นต้องกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องชี้แจงด้วยตัวท่านเอง เพราะว่าวันนี้มันมีหลายประเด็นมากที่ท่านจะต้องชี้แจง ท่านห้ามหนีนะครับ ท่านต้องชี้แจง ด้วยใจบริสุทธิ์ของท่านเลย ถ้าท่านมีความบริสุทธิ์ใจท่านยืนยิ้มชี้แจงไปเลย แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า ผมเชื่อว่าขณะนี้สื่อมวลชนและประชาชน ติดตามการอภิปรายเรื่องข้าว เพราะข้าวมันเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มาก ถ้าท่านชี้แจง ไม่สมเหตุสมผลผมเชื่อว่าสังคมก็จะโห่ท่าน ให้ท่านต้องชี้แจงอธิบายให้ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ผม เอามาอ้างอย่างนี้ท่านจะชี้แจงหรือตอบผมอย่างไร อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ประเทศจะอยู่ได้อย่างไรท่านประธาน มันโกงกันเยอะ มันจึงไม่แปลกมีประชาชนออกมา ขับไล่ครับ คือวันนี้การเมืองเรามันแย่มาก มันมีการทุจริตทุกรูปแบบ ทุกขั้นตอน แม้แต่โครงการรับจํานําที่อ้างชาวนา โครงการทําข้าวถุงที่อ้างคนจน มันกลายเป็นระบบ การเมืองน้ําเน่าท่านประธาน คือผมมานึกแล้วในวงการละครน้ําเน่ามีลํายองครับ การเมือง น้ําเน่าก็มียิ่งลักษณ์ มันก็เลยไม่แปลกที่คนจะพูดว่า อีลํายองกินเหล้า ยิ่งลักษณ์กินเมืองครับ ท่านประธาน
เชิญประท้วง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ รวมทั้งทําผิดจริยธรรมของ นักการเมือง ข้อ ๑๕ ท่านประธานที่เคารพ การอภิปรายใช้วาจาไม่สุภาพ ใส่ร้ายเสียดสีบุคคล
แผ่นภาพนี้ไม่ได้ขออนุญาตนะครับนายแพทย์ ท่านไม่ได้ขออนุญาตครับแผ่นนี้
ท่านประธานครับ ผมจบแล้วครับ แผ่นสุดท้ายแล้วครับ
เดี๋ยวเชิญต่อ ประท้วงต่อ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านผู้อภิปรายได้ทําผิดจริยธรรม ข้อ ๑๕ มีลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท เสียดสีใส่ร้ายบุคคล โดยไม่มีพยานหลักฐานแล้วเอาเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปราย รวมถึงการที่บอกว่า ลํายองแล้วก็ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นการไม่สุภาพ ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยให้ ผู้อภิปรายได้ถอนคําพูดด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านวรงค์ครับ ที่กินเมืองนี้ผมว่าถอนไปเถอะจะได้ต่อได้ มันแรงไปครับ
ลํายองกินเหล้า ยิ่งลักษณ์กินเมือง
มันไม่ค่อยดีท่านถอนนะครับ มีคนเขาประท้วง ท่านจะได้ต่อได้ ท่านอภิปรายด้วยความสุภาพ เป็นนายแพทย์ของท่านก็ดีอยู่แล้วครับ ถอนเสียเถอะ
ไม่เป็นอะไรครับ ผมกล่าวหาว่า ท่านทุจริตแล้วกัน ทุจริตบ้านเมืองแล้วกัน
ถอนไปนะครับ
ก็ถอนครับท่านประธาน ถอนแล้วครับ ผมจบแล้วครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเอาคําพูดของท่านคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ที่บอกว่า การโกงคือคอร์รัปชันที่จับได้ ขณะเดียวกันการคอร์รัปชันคือการโกงที่จับไม่ได้ วันนี้การ คอร์รัปชันที่ท่านพูดถึงผมจับได้เรียบร้อยแล้วพร้อมเอกสารและหลักฐาน เท่ากับว่าขณะนี้ พวกท่านคือโกงครับ รัฐมนตรีขี้โกงครับท่านประธาน ผมจึงไม่ไว้วางใจครับ ขอบคุณครับ
ท่านชวนนท์ครับ มีพาดพิงครับ เดี๋ยวท่านชวนนท์นั่งสักครู่ ท่านพาดพิงประเด็นไหนครับ เอาเฉพาะเสียหายนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ขอใช้สิทธิพาดพิง ซึ่งท่านประธานก็คงได้ยินแล้วว่าเจตนาของผู้อภิปราย คือนายแพทย์วรงค์ระบุชัดเจนเรื่องของการที่บอกว่ารัฐมนตรี ว แหวนซึ่งท่านได้พยายาม ที่จะพยายามพูดจังหวัดกําแพงเพชร ผมเชื่อมั่นว่าท่านไม่คิดเป็นอย่างอื่นหรอกครับ แต่ท่าน ไม่กล้าที่จะพูดระบุชื่อให้ชัดเจน เพราะกลัวจะลุกขึ้นมาตอบ ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมใช้สิทธิ พาดพิงได้ เพราะเสียหายแน่นอนครับ เพราะท่านกล่าวหาว่า
ให้ฟังสักนิดหนึ่งก่อนครับ คุณหมอครับอย่าเพิ่งประท้วง เขายังไม่ได้พูดอะไรเลย เดี๋ยวให้ฟัง ก่อนว่าเข้าประเด็นไหน ผมวินิจฉัย ท่านนั่งลงก่อนเดี๋ยวให้เขาได้พูดก่อน ไม่ให้พูดสักนิดก็ไม่รู้ ท่านจะใช้สิทธิชี้แจงประเด็นไหน ผมต้องฟัง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าอย่าพูดถึงแต่ พวกเราในนี้เลยครับว่าได้ยินแล้วมีเจตนาเข้าใจได้ไหมครับว่า
คืออย่างนี้ ท่านรัฐมนตรีครับมีผู้ประท้วง ให้ผู้ประท้วงก่อน เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๖๓ ครับ การจะให้สิทธิใครในการเป็นสิทธิพาดพิงนะครับ ต้องเป็นความเสียหาย เป็นเรื่องส่วนตัวหรือว่าเป็นเรื่องที่เสียหายอย่างชัดเจน ซึ่งอันนี้ไม่ปรากฏให้เป็นที่ชัดเจน ผมอยู่ในห้องประชุมตลอด ผู้อภิปรายเรื่องข้าวทั้ง ๓-๔ คนของเราที่ผ่านมานี้ไม่มีใครพาดพิง รัฐมนตรีเลยครับ แล้วอีกข้อหนึ่งครับท่านประธาน ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๑๗๑ ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภาเพื่อชี้แจงด้วยตนเอง ผมอ่าน แค่นี้นะครับเป็นที่เข้าใจ เพราะว่าหมวดนี้เป็นหมวดที่เกี่ยวกับเรื่องของการอภิปราย ไม่ไว้วางใจโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นข้อบังคับข้ออื่นจะมาหักล้างไม่ได้ ที่ผ่านมานะครับ ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายถือโอกาสใช้สิทธิพาดพิง แล้วก็อภิปรายชี้แจง ซึ่งผมถือว่านี่เป็นการ ฉ้อฉลนะครับ วันนี้อภิปรายนายกรัฐมนตรี เรื่องข้าวนี้เป็นเรื่องสําคัญของประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กขช. และเป็นนโยบายสําคัญของรัฐบาลที่ทําให้ประเทศชาติ ขาดทุนแล้วก็ทําให้เสียงบประมาณไปอย่างมหาศาล
ท่านประท้วงเฉย ๆ นายแพทย์สุกิจ ผมรู้แล้วครับ เพราะผมดูทั้งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ประเด็นที่ท่านพูดครับ เพราะฉะนั้นผมให้ความเป็นธรรม ผมต้องฟังทุกฝ่ายที่ว่าพาดพิงแล้ว ไม่ให้ว่าพาดพิงอะไรไม่ได้ต้องฟังเหตุผลก่อน ท่านต้องสรุปท่านอภิปรายไม่ได้ตามข้อบังคับ
ท่านประธานอีกนิดเดียวครับ หมอวรงค์ ก็ยืนยันนะครับว่าท่านไม่ได้เอ่ยถึงรัฐมนตรีวราเทพครับ
ผมเป็นคนวินิจฉัย ท่านนั่งลงครับ ผมเป็นคนวินิจฉัย ต้องฟังก่อน ท่านบอกว่า ท่านเสียหาย ไม่ฟังเลยบอกท่านไม่เสียหาย ผมไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมต้องฟังก่อน ว่าเสียหายประเด็นใดประธานจะเป็นคนวินิจฉัยนะครับ เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรม ทุกฝ่ายครับ เชิญท่านรัฐมนตรีวราเทพครับ
ท่านประธานครับ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมยืนยันว่า คุณหมอวรงค์ผู้อภิปรายมีเจตนาที่จะกล่าวถึงผมอย่างชัดแจ้ง ท่านประธานก็ได้ยินนะครับว่า เขาพยายามเน้นในชื่อบริษัทแล้วก็พูด กําแพงเพชร โดยตลอด แล้วก็ยังอ้างอิงว่าพูด กําแพงเพชรแล้วมีรัฐมนตรียิ้ม แล้วสุดท้ายก็มาลงท้ายด้วยว่ารัฐมนตรี ว แหวนเป็นแบ็คอัพ ท่านประธานครับเสียหายผมคิดว่าผมมีสิทธิใช้สิทธิพาดพิงครับ ผมไม่ทราบว่า คุณหมอวรงค์จะเอาเรื่องที่ไหนมาแล้วก็มาอภิปรายนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าหมอวรงค์ ได้กล่าวเท็จก็คือเรื่องพยายามผูกเรื่องให้ผมเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ โดยเอาประเด็นว่ามีผู้ประกอบการโรงสีที่ชื่อสิงห์โตทองไรซ์ ซึ่งอยู่กําแพงเพชรแล้วก็อ้างว่า มีรัฐมนตรีในรัฐบาลชื่อ ว แหวน เป็นแบ็คอัพ ตรงนี้ผมขอชี้แจงว่าเสียหายตรงที่ว่า ผมไม่ทราบว่าการกระทําที่คุณหมอวรงค์อ้างทั้งเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร จะจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่สําหรับผมยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นหรือทราบเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้นกับเหตุการณ์ที่คุณหมอวรงค์เอามาพูดในสภา ผมยืนยันได้ว่าถ้าคุณหมอวรงค์ มีหลักฐานว่าผมเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งรับรู้รับทราบ หรือแม้กระทั่งให้ลักษณะ การสนับสนุนผมยินดีจะไปพิสูจน์ทุกรูปแบบ และผมเชื่อมั่นว่าการกล่าวหานักการเมือง ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตมันเป็นเรื่องสําคัญ ผมเล่นการเมืองมา ๒๐ ปี และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่เราจะต้องรักษาไว้ในอาชีพของนักการเมือง เราจะต้อง รักษาไว้ในอาชีพของนักการเมือง เพราะฉะนั้นการจะกล่าวหาใครควรจะกล่าวหาที่มันมี หลักฐานครับ ถ้ากล่าวหาอย่างนี้เป็นการกล่าวหาลอย ๆ ครับว่าบริษัทหนึ่งซึ่งอยู่ในจังหวัด ของนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนที่สุดก็จะต้องรู้จักกันเป็นธรรมดา แต่การรู้จักไม่ใช่ หมายความว่าการไปร่วมรับรู้รับเห็นการกระทํา ซึ่งจะถูกหรือผิดผมก็ยังไม่ทราบ ฉะนั้น ผมคิดว่าคุณหมอวรงค์ผมไม่เรียกร้องให้ถอนนะครับ ผมยืนยันว่าเป็นกล่าวความเท็จทั้งสิ้น ที่เกี่ยวข้องกับผมครับ ขอบพระคุณครับ
พาดพิงไปมาอีกแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมไม่คิดว่าท่านวราเทพจะกินปูร้อนท้องขนาดนี้นะครับ เพียงแต่ต้องการจะสื่อให้เห็นว่า ถ้าไม่ใช่ท่าน คือท่านก็สามารถที่จะชี้แจงได้ เราไม่ว่าอะไร แต่ผมยืนยันว่าข้อมูลที่ผมตรวจสอบ ผมใช้ว่าเป็นบารมีของรัฐมนตรี ว. คนหนึ่งในสายเจ๊ ด. ผมพูดแค่นี้ครับ ผมไม่ได้กล่าวหาชื่อใครนะครับ ยังยืนยันข้อมูลผมอยู่ครับ ขอบคุณครับ
พาดพิงก็ให้ชี้แจงได้ เชิญท่านชวนนท์ ต่ออีก พาดกันไปพาดกันมาไม่ต้องไปไหนแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมจะไม่ลุกขึ้นมาเลย ถ้าคุณหมอวรงค์จะไม่พูดในลักษณะที่จะทําให้เสียหาย แล้วก็ให้ผมต้องขึ้นมาพูดอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดไม่ผิดนะครับ ท่านจะต้องพูดคําว่า กินปูร้อนท้อง เพราะท่านใช้ลักษณะของการล่อ ใช้ชื่อมาก่อนแล้วก็ให้ขึ้นมาพูด แล้วผมก็ยืนยันอีกครั้งนะครับว่าเป็นลักษณะของใช้เกมฉ้อฉล เพื่อจะผูกเรื่องนี้ให้มีความน่าเชื่อถือครับท่านประธาน
เอาละครับ ท่านชวนนท์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่จะให้โอกาสผมในการ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในญัตติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพฤติกรรมที่มีการฉ้อฉล ทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและ ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน กรณีที่จะได้มีการอภิปรายในวันนี้จะเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ํา โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการออกพระราชกําหนดเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุการณ์อุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ซึ่งพวกเราทราบกันดี และเรียกกันว่าเป็นมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทยนั้น เป็นวิกฤติของประเทศครับ แต่ด้วยวิกฤติของประเทศและประชาชนในครั้งนั้นรัฐบาลได้พลิก มาเป็นโอกาสของนักการเมืองในการหาช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชันโดยเฉพาะกับเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมย้อนความจําท่านประธานนิดหนึ่งครับ เหตุการณ์น้ําท่วม ในปี ๒๕๕๔ ซึ่งขณะนั้นท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เพิ่งเข้ามารับตําแหน่งประมาณเดือน สิงหาคม หลายคนพูดครับบอกว่าน้ําท่วมครั้งนั้นเกิดจากรัฐบาลชุดที่แล้วไปกลั่นแกล้ง ตั้งใจจะเก็บน้ําเหมือนกับว่ารู้ว่าจะแพ้เลือกตั้งจะโทษคุณยิ่งลักษณ์เมื่อเกิดน้ําท่วม ผมจะนํากราฟ (Grape) เพื่อเตือนความจํานิดหนึ่งครับ น้ําในเขื่อนภูมิพลในปี ๒๕๕๔ ซึ่งถ้าท่านประธานจะเห็นบนจอนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
วันที่ ๘ วันที่ ๙ สิงหาคม ซึ่งมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี น้ําในเขื่อนอยู่ประมาณ ร้อยละ ๗๐ เท่านั้น นั่นหมายความว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วถ้าท่านจะได้ลงมาดูแลแก้ไขและป้องกันโดยการระบายน้ําออกจากเขื่อนก่อนที่จะมีพายุ อีก ๓ ลูกเข้ามาหลังจากนั้น ก็คือพายุไห่ถางในวันที่ ๒๘ กันยายน พายุเนสาดในวันที่ ๒๘ กันยายน และนาลแกวันที่ ๖ ตุลาคม แต่เพราะท่านไม่ได้ปล่อยน้ําครับ จึงเป็นเหตุให้น้ํา ในเขื่อนใหญ่ทั้ง ๒ เขื่อน คือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์นั้นเกินความจุหรือปริมาตรสูงสุด ที่จะรับได้ หลายคนก็ยังถกเถียงครับว่าตกลงเป็นความประมาทเลินเล่อ หรือความจงใจ ของรัฐบาลผมก็จึงไปค้นข่าวในขณะนั้น เพราะมีคนพูดครับว่ารัฐบาลเองก็รู้ว่าน้ํามันจะ เต็มเขื่อนถ้ามีพายุอีก ๓ ลูกเข้ามา แต่ปรากฏว่าขณะนั้นโครงการจํานําข้าว ซึ่งเป็นโครงการ ที่รัฐบาลให้ความสําคัญเป็นอันดับ ๑ ท่านจึงจําเป็นที่จะต้องให้ชาวนานั้นเก็บเกี่ยวข้าว ได้มากที่สุด จึงเป็นเหตุครับที่มีข่าวว่าหนังสือพิมพ์บ้านเมืองวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ผู้ว่าราชการจังหวัด พระนครศรีอยุธยาในขณะนั้นให้สัมภาษณ์ว่าข้อร้องให้กรมชลประทานอย่าปล่อยน้ํา ไม่อย่างนั้นจังหวัดพระนครศรีอยุธยานาจะล่มทั้งหมด แล้วมากไปกว่านั้นครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้นเช่นเดียวกัน ให้สัมภาษณ์ ลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในวันที่ ๖ กันยายน พูดชัดว่า ขอให้ กฟผ. ชะลอน้ําจาก ๒ เขื่อน เพื่อให้ชาวนาเกี่ยวข้าวทัน กรณีนี้ละครับ เป็นเหตุให้มีการไปอั้นน้ําไว้ในเขื่อน แล้วเมื่อ มันไม่สามารถจะเก็บกักได้ต่อไป มันจึงเป็นการลักษณะของเขื่อนแตก และไม่มีความสามารถ ในการที่จะไปดูแลแก้ไขได้ทันท่วงที นั่นประการที่ ๑ ครับ ที่ผมจะเตือนความจํา แต่เมื่อ ประเทศเกิดวิกฤติจากเหตุการณ์น้ําท่วมแล้ว ท่านประธานคงจําได้ สิ่งที่รัฐบาลออกมากระทํา อย่างแรกหลังจากน้ําลด คือท่านบอกว่าจําเป็นต้องหาเงินเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเหตุการณ์ น้ําท่วมจะไม่เกิดขึ้นอีก เป็นที่มาขอการออกพระราชกําหนดเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนั้นครับ พวกกระผมเองก็ไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยว่าไม่ควรจะป้องกันหรือสร้าง โครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันอุทกภัย แต่เราบอกว่ามันมีความจําเป็นเร่งด่วนถึงขนาดต้อง ออกเป็นพระราชกําหนด ไม่ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาหรือ วันนั้นถกเถียงกันครับ สุดท้ายพวกผมก็ไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผมไปถามศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ แล้วก็ยืนยันครับ การป้องกันน้ําท่วม การสร้างเขื่อน สร้างทางน้ําหลาก ฟลัดเวย์ (Floodway) ต่าง ๆ ท่านไม่สามารถสร้างได้ภายใน ๓ เดือน ๖ เดือน แต่เอาละครับ วันนั้น ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นคุณกับพวกท่าน ศาลพิพากษาในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ บอกว่า เป็นความจําเป็นและรัฐบาลมีสิทธิที่จะออกเป็นพระราชกําหนด พวกผมไม่เห็นด้วยหรอกครับ แต่ผมก็เคารพคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พวกผมไม่เคยออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าจะไม่ รับอํานาจศาล หลังจากนั้นเมื่อท่านมีเงินแล้ว ท่านก็มีอํานาจมีเงินแล้วก็อ้างว่าจะเอาเงินนี้ ไปเร่งรีบแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ พวกผมก็ตั้งความหวังครับว่า ปี ๒๕๕๕ น่าจะเห็นอะไรใหม่ ๆ ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ําของประเทศไทย และปี ๒๕๕๖ ประเทศไทยก็คงไม่ต้องประสบกับภาวะน้ําท่วมอีก แต่ปรากฏว่าท่านได้เงินไป ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๕ ครับ จนถึงบัดนี้ยังไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน นี้ ซึ่งเป็นโครงสร้าง ใหม่ ๆจากเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งท่านได้อํานาจจากประชาชนไป เพราะอะไรครับ ท่านประธาน เพราะท่านมัวแต่วุ่นวายกับการหาผู้ที่จะมาดําเนินโครงการ ประมูลโครงการ พูดง่าย ๆ ว่า ผู้ที่จะมารับเหมา แล้วก็ใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา หลายชุดครับ กนย. กบอ. สุดท้ายประเด็นสําคัญก็คือว่าเมื่อจะมีการออกระเบียบในการที่จะ จัดซื้อจัดจ้างผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้รับเหมาทําโครงการต่าง ๆ ซึ่งท่านจะกําหนดไว้ อ่างเก็บน้ําเอย เขื่อนเอย ทางน้ําไหล ทางน้ําหลากปรากฏว่าท่านบอกว่ามันเป็นเรื่องใหม่ มีความจําเป็นต้อง ยกเว้นระเบียบพัสดุของสํานักนายกรัฐมนตรี ระเบียบพัสดุของสํานักนายกรัฐมนตรีคืออะไร ก็คือกฎเกณฑ์ วิธีการละครับ ที่เวลาพวกท่านจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ ท่านจะต้อง เปิดให้มีการประมูลโครงการ ต้องทําให้เกิดความโปร่งใส ต้องมีการกําหนดราคากลาง แล้วก็ มีขั้นตอนมากมายครับที่ข้าราชการหรือฝ่ายประจําเขากําหนดไว้ว่าถ้าฝ่ายการเมืองจะเข้ามา ใช้เงินของพี่น้องประชาชนจะต้องทําอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน แต่นี่อะไรครับ ท่านได้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไป ขอออกเป็น พ.ร.ก. อ้างความจําเป็นเร่งด่วน สุดท้ายมาทลายกําแพงป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านออกระเบียบเองเลยครับ บอกเลยครับว่ายกเว้นระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ แล้วกําหนดระเบียบ ขึ้นมาใหม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เรื่องด่วน ท่านอ้างอยู่อย่างนี้ละครับ แล้วระเบียบ ที่ท่านไปยกขึ้นมาใหม่ท่านกําหนดให้โครงการเหล่านี้ให้ผู้รับเหมามีอํานาจในการประมูล โครงการในลักษณะดีไซน์แอนด์บิลด์ (Design and Build) ดีไซน์แอนด์บิลด์คืออะไรครับ ถ้าภาษาไทยก็แปลว่าออกแบบและสร้าง กรณีอย่างนี้ท่านยกอํานาจจ้างเหมาเบ็ดเสร็จให้กับ ผู้ดําเนินการ หมายความว่าถ้าท่านเลือกใคร ไม่ต้องผ่านการประมูล ไม่ต้องมีราคากลาง แล้วกําหนดไปเลยว่าจะเอานาย ก นาย ข บริษัท เอ บริษัท บี แล้วให้เขาไปกําหนดมาว่า เขาจะสร้างอะไร ที่ไหน บริษัทผู้รับเหมามีหน้าที่ทั้งศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบสุขภาพ ผู้รับเหมามีหน้าที่ไปประเมินความคุ้มค่า ด้านเศรษฐกิจและการเงิน ออกแบบรายละเอียด จัดหาที่ดินก่อสร้าง และทํากระบวนการ มีส่วนร่วมของประชาชน หมายความว่าเขาทําเองหมดเลยครับ ผมถามท่านประธานว่า แล้วท่านคิดว่าโครงการที่เราได้มันจะเหมือนโครงการที่เวลาเราเปิดประมูลไหมครับ ในเมื่อ ท่านยกอํานาจให้เขาเบ็ดเสร็จเลยครับ ทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเอง จัดหาที่ดินเอง มีส่วนร่วมกับประชาชนเอง นี่คือวิธีการอย่างไรครับ ซึ่งท่านไปยกเว้นระเบียบทุกอย่าง แล้วก็ โยนอํานาจให้กับคนที่ท่านคิดว่าจะจ้างเขา มากไปกว่านั้นท่านยังกําหนดวิธีการประมูลที่เขา เรียกว่าเป็นการการันตี แมกซิมัม ไพรซ์ (Guarantee Maximum Price) คือหมายความว่า ท่านกําหนดวงเงินไว้สูงสุด แล้วให้ผู้รับเหมาไปออกแบบไปทําอย่างไรก็ได้ แต่สุดท้ายท่านจะ ไม่เกินราคานี้ ฟังดูเหมือนดีครับ แต่ว่ามันแปลว่าท่านเปิดเผยให้เขาเห็นว่าท่านมีหน้าตัก มีทุนอยู่เท่านี้ คุณไปออกแบบมาอย่างไรไม่ให้เกินราคานี้ ก็หวานหมูเขาสิครับ เขาออกแบบ ได้ครับ ออกแบบคํานวณได้เลยครับว่าลงทุนเท่าไร ใช้เงินเท่าไร กําไรเท่าไรบอกได้เลยครับ และวิธีอย่างนี้ ป.ป.ช. เขาก็เตือนท่านแล้ว ไม่ใช่ผมเตือนครับ และรายละเอียดที่ผมจะ กราบเรียนท่านประธานต่อไปเป็นความเห็นของ ป.ป.ช. เขาบอกครับ วิธีการดีไซน์ แอนด์บิลด์ท่านจะไม่ได้โครงการที่มีเทคนิคและราคาที่ดีที่สุด เพราะผู้รับเหมาจะเป็นคน ออกแบบกําหนดสเปค (Spec) ถ้าเขาทํางานไปเกิดปัญหาไป เพราะเขาต้องไปจัดหาที่ดินเอง ไปเวนคืนที่ดิน หรือไปทํากระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชน ถ้าต้นทุนเขาเพิ่มมากขึ้น เพิ่มมากขึ้น ตามเวลา สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเขาก็ลดสเปคโครงการครับ ผมทราบว่า ท่านประธานก็คงทราบดีว่าถ้าเราปล่อยโอกาสให้มีการประมูลงานหรือทํางานในลักษณะนี้ สุดท้ายโครงการก็จะเล็กลง ๆ พนังเขื่อนประมูลวันแรกอาจจะหนาเป็นเมตร เสนอไปวันแรก แต่พอเข้าไปรับงานจริงแล้วเขาเป็นผู้รับเหมาเบ็ดเสร็จ มีต้นทุนของเขาเพิ่มสูงขึ้น ๆ เขาสามารถที่จะไปลดสเปค โครงการได้ตลอดเวลา ได้เงินเท่าเดิมครับ กําไรเท่าเดิม แต่คนที่ เสียหายมีคนเดียวคือประเทศไทยและประชาชน นี่เป็นสิ่งที่ผมถึงกราบเรียนว่าทําไมท่านต้อง ไปยกเว้นระเบียบ ท่านอ้างอย่างนี้ครับ ท่านบอกว่าท่านอยากไปชอปปิ้ง ไอเดีย (Shopping Idea) ของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ท่านอยากรู้ว่าเขามีความคิดดี ๆ อย่างไรกับประเทศไทย ที่จะป้องกันน้ําท่วม เลยไปประมูลอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่อยากจะไปกําหนดให้มันชัดเจน ตายตัว ที่ผมถามท่านประธานละครับ วันนี้ที่มีข่าวจะใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็น การรวบรวมโครงการเก่า ๆ ของกรมชลประทานทั้งนั้นนะครับ เขื่อนแม่วงก์นี่อย่างไรครับ ที่เดินกันมาจากพื้นที่มาที่กรุงเทพฯ นี้นะครับ เกาหลีคิด ญี่ปุ่นคิดหรือครับ ไม่ใช่ครับ สุดท้ายท่านเพียงต้องการจะมีเงินกู้ที่ไม่มีการตรวจสอบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อ้างความ เร่งด่วน อ้างความจําเป็น แล้วก็จัดหีบห่อโครงการที่อยู่ในสต็อก (Stock) ของรัฐบาลมาทํา ป.ป.ช. เขาเตือนแล้วครับ แล้วเขาก็บอกว่าโครงการแบบนี้ใช้เงินมากขนาดนี้ แต่ท่านกลับ ไม่มีราคากลาง ปรากฏเขาทําอย่างไรทราบไหมครับท่านประธาน รัฐบาลคงกลัวจะมีปัญหาก่อนจะมีการ เสนอราคา ท่านไปกําหนดราคากลางครับ วันเดียวครับ แต่ราคากลางที่ท่านกําหนดเท่ากับ จํานวนเงินงบประมาณในแต่ละแผนงานของท่าน อ่างเก็บน้ํา ท่านจะใช้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็เปิดเผยราคากลางว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีรายละเอียดอื่น ท่านทําเพราะ ท่านจําเป็น ท่านทําเพราะท่านกลัวว่าสุดท้ายท่านจะไม่ได้ใช้เงิน แล้วมันก็อาจจะเป็น อย่างนั้นละครับ เบื้องต้นครับ มี ๖ กลุ่มบริษัท ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาร่วมในแต่ละโมดูล (Module) หรือแผนงานของท่านตั้งแต่ เอ ๑-เอ ๕ (A1-A5) บี ๑-บี ๔ (B1-B4) บริษัทที่ได้ เค วอเตอร์ (K-Water) ร่วมค้าไทยญี่ปุ่น อิตาเลียน-ไทย ล็อกซเล่ย์ ทีมไทยแลนด์ ซัมมิท เอสยูที วงเงินที่ท่านประธานเห็นอยู่บนหน้าจอครับ คือวงเงินในแต่ละแผนงาน อ่างเก็บน้ํา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผังเมืองพื้นที่ปิดล้อม ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท แก้มลิง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรับปรุงลําน้ํา ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท จัดทําทางน้ําหลาก ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาท อ่างเก็บน้ํา ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ไล่ลงมาครับ อันนี้คือสิ่งที่ท่านอ้างว่าเป็นราคากลาง แล้วท่านก็เปิดโอกาส ให้แต่ละบริษัทเสนอแผนหรือไอเดีย (Idea) ของแต่ละคน แต่อย่างที่ผมกราบเรียน ท่านไม่ได้ ให้มีการแข่งขันครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีคนผ่านการคัดเลือก ๖ บริษัท แล้ววิธีการจัดซื้อ จัดจ้างก็ไม่ต้องเปิดเผย ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องมีรายละเอียด สุดท้ายครับ มี ๒ บริษัท เขาอยู่ ไม่ไหว เขาขอถอนตัวออกไปเหลือ ๔ บริษัท ประมูลงาน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่ทราบ ท่านประธานเคยเห็นไหมครับ ตัวเลขที่เขาประมูลกันมาได้ ที่เขาจัดซื้อจัดจ้างกันได้ นี่ครับ อ่างเก็บน้ํา เขื่อน เพดานเงินอยู่ที่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาเสนอมา ๔๙,๙๙๙.๙๘ ล้านบาท ผังเมืองพื้นที่ปิดล้อมเพดาน ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท เสนอ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาทเป๊ะเลยครับ พื้นที่แก้มลิง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เกาหลีกรุณาเรามากครับ ลดให้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๙,๙๙๙ ล้านบาท ปรับปรุงลําน้ํา ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท จัดทําทางน้ําหลาก ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เค วอเตอร์จากเกาหลี ที่คุณยิ่งลักษณ์ไปเยือน แล้วก็มีบุคคลที่มีบารมีของประเทศไทย ที่มีบารมีของประเทศไทย บุคคลที่มีบารมีเบื้องหลังรัฐบาลชุดนี้ไปยืนนั้นไม่ลดให้เราเลยครับ อุตส่าห์ไปตั้งหลายครั้ง ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับวงเงินเพดาน เพราะฉะนั้นรวมมาแล้ว ในวันที่ท่านไปรับบริษัทกันตรงนี้ ๒๙๑,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงมาไม่ถึงหลัก ๑๐๐ ล้านบาท นะครับ ลดลงมา ๗๓ ล้านบาท ผมถามท่านประธานฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ท่านทําธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ของท่านในอดีต แล้วท่านไปหาผู้รับเหมาสร้างคอนโดมิเนียม สร้างหมู่บ้านจัดสรร ท่านกําหนดวงเงินให้เขา ๒,๐๐๐ ล้านบาท เขาเสนอมา ๒,๐๐๐ ล้านพร้อมกับลูกน้องของ ท่าน ท่านคิดว่ามีอะไรผิดปกติไหมครับ หรือท่านคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะกําหนดวงเงินเท่าไร เขาก็จะเอาเท่านั้น เพราะฉะนั้นนี่เป็นเหตุผลและเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนครับ ว่าทําไมโครงการ นี้ผมถึงได้พูดว่าเป็นการเอาวิกฤติของประเทศมาเป็นโอกาสของรัฐบาล และสุดท้ายเดี๋ยว ท่านรัฐมนตรีที่จะขึ้นมาตอบก็จะบอกว่ามีการไปต่อรองกันภายหลัง ซึ่งยิ่งเป็นเรื่องแปลก ครับ เพราะบอกว่าราคาที่เปิดมาเมื่อสักครู่นี้ไม่เป็นไร ถ้าไม่พอใจเดี๋ยวเรียกมาคุยได้ทีละเจ้า เอาเจ้าที่ประมูลคนแรกมาก่อน ถ้าเจรจาต่อรอง ไม่ยอมลดให้ เดี๋ยวจะไปคุยกับคนที่ ๒ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าโครงการนี้ผู้มีอํานาจ มีอํานาจจริง ๆ กําหนดได้ด้วย คนไหน โครงการดีที่สุด เงินดีที่สุด ไม่เอาก็ได้ อยู่ที่ผม อยู่ที่ผู้มีบารมีจะเลือก แล้วทีนี้ใช้วิธีอะไร ไปต่อรองละครับ บริษัทเอกชนทําอย่างไรดีละครับถึงจะได้งาน ผมคิดว่าท่านประธาน ก็ทราบว่าทําอย่างไร เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวง นี่เป็นภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไปเยือนที่ เค วอเตอร์ เป็นเรื่องจริงครับ ผมไม่ได้ใส่ร้าย ไปในปี ๒๕๕๕ เค วอเตอร์ ได้งาน เดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ เรื่องอย่างนี้ครับท่านประธาน เมื่อมันมีปัญหามากมายขนาดนี้ มันจึงมีคนไปร้องที่ศาลปกครอง นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนเขาไปยื่นว่ากระบวนการ ทํางานทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ของโครงการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมันมีปัญหา เขาไปขอให้ศาลปกครองระงับโครงการนี้ครับ คุ้มครองชั่วคราว เพราะโครงการนี้มีหลาย ประการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประการที่เห็นชัดเจนก็คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๖๗ วรรคสอง มาตรา ๖๗ วรรคสอง ว่าด้วยการจัดทํารายงานผลกระทบ สิ่งแวดล้อมครับ ท่านประธานครับ เพราะมันไม่มีรายละเอียดโครงการอย่างไรครับ เขาก็ไม่รู้ จะทํารายละเอียดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไร แต่หมายความว่าอ่างเก็บน้ํา ยกตัวอย่างว่า อยากได้ความจุกี่ลูกบาศก์เมตร ไปเลือกเอาเลยครับจะทําตรงไหน จะผ่านบ้านใคร ตําบลใคร อําเภอใคร เป็นเรื่องที่ต่างชาติจะมาเลือกให้ มันถึงไม่มีรายละเอียดโครงการ มันถึง ไม่สามารถจะทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบสิ่งสุขภาพ และผลกระทบ ต่อชุมชน
ประการต่อมา มาตรา ๕๗ วรรคสอง ท่านไม่มีกระบวนการจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ ผมก็เสียดายครับ ผมก็เสียดายว่า ถ้าท่านได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าขณะนี้เราจะเห็นเสาเข็มแรก ของอ่างเก็บน้ําที่จะมาแก้ไขปัญหาป้องกันอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าท่านปฏิบัติ ตามกฎหมายของประเทศ ท่านได้เงินไปตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ อ้างความเร่งด่วนออกเป็น พระราชกําหนด แต่ถึงวันที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๕๕๖ วันที่สัญญาหมดอายุท่านยังไม่ได้เอาเงินก้อนนี้ ไปทําอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย อยากจะออกเร่งด่วน อยากจะหลีกหนีการตรวจสอบ สุดท้ายประเทศเสียหาย ประชาชนเสียโอกาส แล้ววันนี้ท่านทําอะไรครับ ก็เห็นกันหลายครั้ง ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องมาทําตามคําสั่งศาล ทําไมท่านไม่คิดกัน ก่อน วันนี้ต้องออกไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ต้องเอารายงานอีไอเอ (EIA) ของเขื่อนแม่วงก์ขึ้นมาปัดฝุ่นพิจารณากันแล้วพยายามที่จะผลักดัน ที่เขาเรียกอีเอชไอเอ (EHIA) ให้ผ่านให้ได้เพื่อที่จะเอาเงินก้อนนี้ออกมาใช้อย่างไรครับ แล้วท่านก็ไปมาหลายที่ครับ ไปหลายจังหวัด และช่วงนี้ก็มีข่าวครับ ที่มีคนไม่เห็นด้วย คนต่อต้าน เพราะกระบวนการไป รับฟังความคิดเห็นของท่าน ท่านก็จัดตั้งครับ ท่านจะทําเขื่อนอําเภอหนึ่ง ไปรับฟังความ คิดเห็นอีกอําเภอหนึ่ง จะทําทางน้ําไหลอีกจังหวัดหนึ่ง ไปถามความเห็นคนจังหวัดข้าง ๆ แล้วก็ปล่อยให้มีการจัดตั้งคนเข้ามาจากอําเภอนี้เท่านี้ ตําบลนี้เท่านี้ แล้วต้องรับฟังพวกท่าน อย่างเดียว มันจึงเป็นข่าวอย่างไรครับว่าทําไมการรับฟังความคิดเห็นของท่านไม่สําเร็จสักครั้ง แล้วกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของท่านก็ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การประชาพิจารณ์ เดี๋ยวท่านก็อ้างว่าท่านจะไม่ทําอย่างนั้น เพราะท่านจะรับฟังข้างเดียว เขาจะว่าอย่างไรท่านไม่รู้ ท่านจะไปบอกศาลว่าท่านได้ทําเสร็จแล้วครบถ้วนสิบกว่าจังหวัด แล้วขอใช้เงิน และนี่คือความล้มเหลวชัดเจนครับ พวกผมก็อยากเห็นครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยจะน้ําไม่ท่วมอีกแล้ว แต่ปรากฏว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีครึ่งไม่มีอะไรขยับ แล้วเป็นอย่างไรครับ ปี ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ น้ําท่วมประเทศไทย ๔๗ จังหวัด ๑,๒๑๔,๕๒๑ ครัวเรือนต้องตกระกําลําบากเพราะน้ําท่วมอีกครั้งหนึ่ง คนลําบากอีก ๔ ล้านคน ตายอีก ๘๖ คนครับ ไหนละครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไหนละครับความเร่งด่วน ไหนละครับ ความจําเป็นที่จะต้องดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ผมเห็นมีแต่เค วอเตอร์นี่ละครับ ที่มีความสุขจากการประมูลงานได้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นความจริงครับท่านประธาน เป็นความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการจงใจปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งเหล่านี้เดี๋ยวสักครู่เพื่อนสมาชิกของผมจะได้พูดต่อว่าท่านไม่ได้ล้มเหลวแค่เรื่องการใช้เงิน และการบริหารเรื่องน้ํา แต่โครงการนี้เป็นหมันไปแล้วครับ เพราะสัญญาสิ้นสุดวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ท่านยังไม่ได้เบิกจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่ง สัญญาฉบับนี้จบแล้ว เป็นโมฆะแล้ว ท่านจะทําอย่างไรละครับ นี่ละครับ สาเหตุที่พวกผมได้กราบเรียนว่า ถ้าพวกท่านคํานึงถึงประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ วันนั้นเกิดวิกฤติของประเทศไม่เอามา เล่นเป็นเกมการเมือง ออกมาบอกกับสภาว่าต้องการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็น พระราชบัญญัติ พวกผมยินดีสนับสนุนดูแลรายละเอียดโครงการแล้วร่วมเดินหน้าไปด้วยกัน ปี ๒๕๕๖ เราจะไม่เสียหายมากมายขนาดนี้ วันนี้คนถามผมเยอะครับ ตกลง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลเอาไปทําอะไร ตกลงรัฐบาลเขามีเงินไหม เขามีอํานาจไหม ผมตอบ เขามีหมดละครับ อย่างเดียวที่เขาไม่มี คือความสามารถ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยัน ชัดเจนว่าการทํางานของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอกจากสร้างวิกฤติให้กับ ประเทศแล้วยังนําวิกฤติมาเป็นโอกาส ทํางานโดยไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ สุดท้าย ทรัพยากรของชาติเสียหาย โอกาสของประเทศถูกทําลายและประชาชนเดือดร้อนอีกครั้ง เป็นสาเหตุที่ผมไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้อีกต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านจะตอบเลยหรือครับ หรือรอฟังท่านกรณ์ไหมครับ เชิญท่านกรณ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีมีเจตนาที่จะตอบผู้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ก็ยินดีนะครับ เพราะว่าผมจะไม่ได้อภิปรายเกี่ยวกับท่านเลยนะครับ วันนี้ผมจะอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี แต่ท่านเดียว แล้วผมก็ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าด้วยความเหมาะสมทั้งปวงท่านควรที่จะ มาฟังพวกกระผมอภิปราย โดยเฉพาะผมได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้ยื่นรายชื่อในการเสนอถอดถอนท่านนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นท่านมีหน้าที่ จะต้องชี้แจงต่อสภา และท่านเองก็เป็นผู้ที่พูดอยู่ทุกวันนี้นะครับ ว่ามีปัญหาอะไรให้เอามา พูดกันในสภา วันนี้ปัญหานอกสภามีมากมาย พี่น้องประชาชนจํานวนมากไม่พอใจกับท่าที ของท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็นโอกาสที่สําคัญที่สุดโอกาสหนึ่งของพวกเราในสภาที่จะทํา หน้าที่ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็กับไม่มาฟังพวกเรา ทั้ง ๆ ที่การอภิปรายของพวกเรานั้นเป็น การอภิปรายต่อท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตทั้งประธานนะครับ ถ้านายกรัฐมนตรีอยู่ในสภากรุณาขอให้เข้าห้องประชุมครับ แล้วก็ขอให้มาฟังข้อกล่าวหาของ พวกผมด้วยตัวท่านเอง ลุกขึ้นตอบและชี้แจงข้อกล่าวหาของพวกผมด้วยตัวท่านเอง ให้เกียรติสภา ให้เกียรติผู้ที่เป็นผู้แทนของประชาชน มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจาก เหตุการณ์ความวุ่นวายข้างนอกสภานั้น ท่านจะโทษใครไม่ได้ครับ นอกจากตัวท่านเอง ผมจะไม่ให้เสียเวลาการประชุมของพวกเราในสภานะครับ จะเริ่มอภิปรายเลย แต่ขออนุญาต ท่านประธานครับ กรุณาทําหน้าที่เพื่อรักษาเกียรติของสภาแห่งนี้ ส่งสารไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เข้ามาในห้องประชุมได้เดี๋ยวนี้เลยครับ
ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งที่ได้เสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ได้ยื่นคําร้องถอดถอน ท่านนายกรัฐมนตีออกจากตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ มาด้วยแล้ว ข้อกล่าวหา ของผมวันนี้ตามญัตติคือกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าได้กระทําผิดกฎหมายซ้ําซาก วางแผนใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการทุจริต รูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนแยบยล ผมอยากที่จะเรียนท่านประธานนะครับว่า การกระทําผิดของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ผมจะได้พูดถึงในวันนี้คือการกระทําผิดใช้อํานาจเกินขอบเขตกฎหมาย ตามพระราชกําหนดกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดที่สําเร็จแล้ว กลับไปแก้ไข ไม่ได้ สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เป็นการทําลายระบบการรักษาวินัยทางการคลัง แต่ก็เป็นข่าวดีสําหรับพี่น้องประชาชนจํานวนมากทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วย และไม่ได้ต้องการ โครงการตามแผนเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ รัฐบาลเองได้มีความพยายามที่จะจัดฉาก ชี้แจงให้กับประชาชนได้รับทราบ ทั้ง ๆ ที่นักวิชาการ ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนได้ออกมาต่อต้านทั้งขบวนการความคิด วิธีคิด แล้วก็ผลของความคิดของท่าน นายกรัฐมนตรีที่มีต่อการเสนอแผนใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาททุก ๆ ที่ที่รัฐบาลได้ไปจัดเวที เพื่อฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้มีการฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง มีประชาชนคัดค้านตั้งแต่เวทีแรกที่จังหวัดลําพูน ไล่มาจนถึงล่าสุดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีประชาชนนับหมื่นคนออกมาต่อต้านแผนสร้างฟลัดเวย์ของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และผมไม่ได้อภิปรายรัฐมนตรีท่านอื่น ท่านใดเลย ก็เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดและความรับผิดชอบทั้งหมดต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการใช้อํานาจเกินขอบเขตกฎหมายนั้น เกิดขึ้นโดยท่านนายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว และเกิดขึ้นด้วยอํานาจของท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง เริ่มต้นครับท่านประธาน ด้วยมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ปี ๒๕๕๕ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีนี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาล ได้ฉวยโอกาสโหนกระแสความหวาดกลัวของพี่น้องประชาชนต่ออุทกภัยที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง ปลายปี ๒๕๕๔ โหนกระแสความหวาดกลัวของพี่น้องประชาชน ฉวยโอกาสในการผลักดัน พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลของตนเองมีอํานาจที่จะใช้เงินส่วนนี้ มีการคัดค้านกันมากมายครับว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลไม่ได้มีความจําเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้ ไม่มีความพร้อมในการที่จะใช้เงินส่วนนี้ และถ้ามีความจําเป็นจริง ๆ ก็สามารถที่จะใช้เงิน จากระบบงบประมาณได้ แต่ผมก็จะชี้แจงให้ท่านประธานได้รับทราบครับ ว่าทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้หยิบคําอธิบายที่เป็นเท็จเพื่อมาอ้างกับทั้งพี่น้องประชาชน อ้างกับพวกเราในสภา และที่สําคัญที่สุดก็คืออ้างกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร แต่มติ ครม. วันที่ ๑๐ มกราคม เป็นมติที่อนุมัติให้มีการตราพระราชกําหนดฉบับนี้ และนําไปสู่การประกาศใช้ ในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ ๒๖ มกราคมต่อมา แน่นอนที่สุดครับ มติ ครม. นี้ผู้รับผิดชอบ สูงสุดคือท่านนายกรัฐมนตรี ต่อมาในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ํา และอุทกภัยแห่งชาติ ซึ่งนัยสําคัญของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์นี้ คือการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด คือคณะกรรมการนโยบายน้ําและอุทกภัยแห่งชาติ ที่ผมจะเรียกจากนี้ไปโดยย่อว่า กนอช. และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ําและอุทกภัย ที่เรียกกันว่า กบอ. แต่ที่สําคัญคือ กนอช. ครับ เพราะในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดถัดไปคือ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ลงนาม มีมติในคณะรัฐมนตรีนะครับ ที่จะยืนยัน ระเบียบแห่งนี้ ยืนยันการจัดตั้งคณะกรรมการ กนอช. และที่สําคัญก็คือได้มีมติแต่งตั้ง ตัวท่านเองให้เป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการ กนอช. ที่ว่า ซึ่งคณะกรรมการ กนอช. นี้ มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการกําหนดนโยบายเกี่ยวกับการดําเนินการในโครงการ ต่าง ๆ เพื่อป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ํา และมีหน้าที่สําคัญที่จะเป็นผู้เสนอ โครงการต่าง ๆที่จะนําไปสู่การใช้เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับคณะรัฐมนตรีได้พิจารณา เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกจากอนุมัติ การจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาแล้ว ได้แต่งตั้งตัวท่านเองให้เป็นประธานอีกด้วย จากนั้น ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ลงนามในเอกสารสําคัญชุดต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการ และการใช้จ่ายเงินกู้ ก็คือเงินกู้ในส่วนของ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในส่วนของ นัยสําคัญของการลงนามในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการยืนยันกระบวนการ และขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และขั้นตอนการดําเนินการโครงการ ความหมายก็คือเป็นการยืนยันว่าโครงการต่าง ๆ ต้องมีการเสนอให้กับทาง กนอช. ได้พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและอนุมัติต่อไป อันนี้เป็นการยืนยันขั้นตอนว่า โครงการทุกโครงการจะถึงคณะรัฐมนตรีได้ต้องผ่าน กนอช. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งทําหน้าที่ เป็นประธาน นอกเหนือจากนั้นในหมวดสามของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ก็ได้มี การพูดถึงการดําเนินโครงการ ซึ่งนัยสําคัญก็คือกําหนดในข้อ ๑๕ ไว้ชัดเจนครับ ว่าหลังจาก ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการแล้วมีขั้นตอนต่อไปอย่างไรโดยอัตโนมัติที่จะนําไปสู่ การกู้ยืมเงิน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนกับท่าน ประธานว่าการฉวยโอกาสในการตราพระราชกําหนดฉบับนี้เป็นเจตนาของรัฐบาลโดยชัดเจน ที่จะพยายามเลียนแบบแนววิธีการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโดยรัฐบาลของท่านอดีต นายกรัฐมนตรีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งที่เราได้ตราพระราชกําหนดไทยเข้มแข็ง แม้แต่ตัววงเงินของรัฐบาลนี้ที่กําหนดขึ้นมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นวงเงินเดียวกันของ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งที่ใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤติ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งเองจริงกู้ยืม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ได้ใช้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการชดใช้เงินคงคลัง เนื่องจากมีปัญหาในการ จัดเก็บภาษีสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปีนั้น และใช้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการ ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างเป็นธรรม ในโครงการต่าง ๆ ที่ได้มีการรออนุมัติงบประมาณสะสมมาแล้วหลายปี แต่ไม่เคยได้รับ การพิจารณาหรือการจัดสรร งบประมาณในส่วนของไทยเข้มแข็งไปทุกจังหวัดครับ ผมเอง ไปเปิดโครงการไทยเข้มแข็งที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นจังหวัดที่พรรคของกระผมไม่ได้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนเลย แต่การเลียนแบบในส่วนของ รัฐบาลนี้เป็นการเลียนแบบเพียงแค่ในกล่องเพื่อที่จะใช้เป็นข้ออ้างที่จะให้อํานาจตนเองกู้ยืม นอกระบบงบประมาณเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ไม่ได้มีความพร้อมในการใช้จ่าย ไม่เหมือนกับสมัยไทยเข้มแข็ง
ประเด็นแรกที่ไม่เหมือนก็คือไม่ได้มีความจําเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนจริง ซึ่งผมจะไม่พูดซ้ํา เพราะเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านชวนนท์ได้ชี้ให้พวกเราเห็นแล้วว่า ความจําเป็นเร่งด่วนในการใช้เงินสุดท้ายแล้วไม่มีจริง และจนถึงทุกวันนี้เวลาล่วงไปกว่า ๒ ปี รัฐบาลก็สามารถที่จะเบิกจ่ายวงเงินโดยรวมเพียงแค่ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากวงเงินที่อ้าง วันนั้นว่าเร่งด่วนอย่างมาก ถ้าไม่ได้มาน้ําอาจจะต้องท่วมแน่นอนถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท
ประเด็นที่ ๒ ที่สําคัญครับท่านประธาน ก็คือในสมัยไทยเข้มแข็งเราตระหนัก ว่าการออกพระราชกําหนดลักษณะนี้มันไม่มีการตรวจสอบโดยสภาในระดับเดียวกัน กับการตรวจสอบ พ.ร.บ. งบประมาณ ตรงนี้เป็นข้อจํากัดที่ปฏิเสธไม่ได้ในการออกกฎหมาย กู้เงินลักษณะนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทําไมจึงต้องมีเหตุการณ์ที่มีความจําเป็นเร่งด่วนจริง ๆ รัฐบาลถึงควรที่จะพิจารณาใช้การแก้ไขปัญหาด้วยการออก พ.ร.ก. แต่เมื่อเราตระหนักว่า มีความเสี่ยงในเรื่องของการตรวจสอบ รัฐบาลในสมัยคุณอภิสิทธิ์จึงได้ตั้งคณะกรรมการ กลั่นกรองโครงการขึ้นมา โดยที่ระบุชัดเจนครับว่าคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการนั้น ไม่ควรที่จะมีนักการเมืองไปยุ่งเกี่ยวด้วย และเราได้ตั้งท่านปลัดกระทรวงการคลังขึ้นมา ทําหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรอง ทุกโครงการที่จะมาอาศัยใช้เงินกู้ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งต้องผ่านคณะกรรมการชุดนี้ถึงจะได้รับการพิจารณาในชั้นคณะรัฐมนตรี รัฐบาล ยิ่งลักษณ์เดิมทีก็ทําเช่นเดียวกันครับ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานเหมือนกัน แต่นั่นคือการจัดฉากเพื่อให้ประชาชน และโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่าจะมีกระบวนการขั้นตอนการตรวจสอบ และการยืนยันว่ามีความโปร่งใสในการพิจารณาโครงการ แต่หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเห็นชอบการออกกฎหมายฉบับนี้ให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ทําอะไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๖ มีนาคม ปี ๒๕๕๕ ได้มีคําสั่งยุบคณะกรรมการนี้ ด้วยคําอธิบายที่ว่าการทํางานการพิจาณากลั่นกรองโครงการโดยคณะกรรมการชุดนี้ที่มี ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานนั้น ซ้ําซ้อนกับการทํางานของ กนอช. คณะกรรมการ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง ความหมายคืออะไรครับ ความหมายคือจากนี้ เป็นต้นไปจากวันที่ ๖ มีนาคม เป็นต้นไป การพิจารณากลั่นกรองโครงการนั้นดําเนินการ โดยคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมิได้ดําเนินการโดยคณะกรรมการที่จัดตั้ง ไว้ก่อนหน้านี้ที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นประธาน ตรงนี้จึงเป็นเหตุที่ผูกท่านนายกรัฐมนตรี อย่างปฏิเสธไม่ได้กับการพิจารณาและการเห็นชอบในระดับคณะรัฐมนตรีทุกโครงการที่ ได้มีการนําเสนอเพื่อพิจารณาใช้เงินกู้
และความแตกต่างประเด็นสุดท้ายในส่วนของ พ.ร.ก. น้ําของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์กับ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็คือขั้นตอนการกู้ยืมเงิน การลงนาม ในสัญญาเงินกู้และสุดท้ายการเบิกเงินกู้ ซึ่งประเด็นนี้คือหัวใจของการอภิปรายของผม ที่ผมจะชี้แจงให้ท่านประธานได้รับทราบในขั้นตอนต่อไป แต่ก่อนหน้านั้นครับ ผมจะขอ อนุญาตเรียนท่านประธานว่าความผิดในส่วนของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ วันที่ ๘ พฤษภาคม คือวันที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติโครงการ ที่จะใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรีรวมกันอีก ๗ ครั้ง อนุมัติโครงการกว่า ๓๐๐ โครงการที่ได้มีการนําเสนอโดยคณะกรรการ กนอช. ให้กับ ครม. ได้พิจารณา รวมถึงการนําเสนอให้ ครม. ได้พิจารณาโครงการหลังจากวัน เวลาที่ได้มีการกําหนดไว้ในแง่ของอายุของกฎหมายฉบับนี้ คือวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ เมื่อโครงการเหล่านี้ได้มีการอนุมัติ จึงได้นําไปสู่การกู้ยืมเงินตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกไว้เอง และการกู้ยืมเงินนั้นได้มีการลงนามในสัญญาหลายฉบับ ฉบับแรกมีการลงนามในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๖ ตรงนี้ไม่มีอะไรผิด เพราะว่าตามมาตรา ๓ ของพระราชกําหนดฉบับนี้ได้ระบุไว้ว่า จะต้องมีการดําเนินการการกู้ยืมให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ ๓๐ มิถุนายน เพราะฉะนั้นสัญญาแรกที่มีการลงนามกับสถาบันการเงินนั้น เป็นการลงนาม ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หลังจากนั้นที่น่าสนใจครับท่านประธาน ได้มีการลงนามในสัญญา เงินกู้ต่อไปอีก ๖ ฉบับ กับ ๔ ธนาคาร ๔ สถาบันการเงิน ซึ่งการลงนามนี้ได้มีการลงนาม ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ ๒๗ มิถุนายน คือวันพฤหัสบดี วันศุกร์คือวันที่ ๒๘ วันเสาร์ที่ ๒๙ วันอาทิตย์ที่ ๓๐ วันที่ ๓๐ คือวันที่กฎหมายนี้หมดอายุ วันที่กฎหมายที่รัฐบาลเป็นผู้ตราเอง กําหนดไว้ว่า เมื่อเกินวันนี้ไปแล้ว ไม่สามารถที่จะกู้ยืมผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้อีกต่อไป ดังนั้นวันที่ ๒๗ วันพฤหัสบดีที่รัฐบาลได้อนุมัติกระทรวงการคลังไปลงนามในสัญญาเงินกู้นั้น ทําให้กระทรวงการคลังมีวันทํางานราชการเหลืออีกเพียง ๑ วันที่จะปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าทําได้ภายใน ๑ วันก็เป็นสิทธิของรัฐบาล เป็นสิทธิของกระทรวง การคลัง แต่ที่เกิดขึ้นก็คือมีการลงนามในสัญญาเงินกู้จาก ๔ สถาบันการเงินนี้ ประเด็น ปัญหาคืออย่างนี้ครับ ในชั้นแรก ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เป็นคนลงนามเองระบุไว้ชัดเจนว่ากระทรวงการคลังจะไปจัดสรรเงินกู้ได้ จะกระทําได้ ก็ต่อเมื่อโครงการได้รับการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น ระบุไว้ชัดเจนครับ ข้อ ๑๕ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องของการดําเนินการตามพระราชกําหนดฉบับนี้ กระทรวงการคลังไปลงนามในสัญญากู้กับ ๔ ธนาคาร วันที่ ๒๗ มิถุนายน โดยอ้างถึง มติ ครม. ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน อนุมัติโครงการต่าง ๆ แต่ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน มีเหตุการณ์ สําคัญที่เกี่ยวกับพระราชกําหนดนี้อีก ๑ เหตุการณ์ เหตุการณ์นั้นคือคําสั่งโดยศาลปกครอง ระงับโครงการต่าง ๆ ที่ ครม. ได้อนุมัติไป และมีคําสั่งว่าทางรัฐบาลจะต้องกลับไปดําเนินการ ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ในการเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เมื่อเป็นเช่นนั้นความหมายก็คือ เมื่อรัฐบาลดําเนินการการทําประชาพิจารณ์ครบถ้วนแล้ว จึงจะต้องนําผลของการทําประชาพิจารณ์กลับมาเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติ อีกครั้งหนึ่ง ความหมายก็คือการอนุมัติในวันที่ ๑๘ นั้นถือเป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อคณะรัฐมนตรียังไม่ได้อนุมัติโครงการเหล่านี้กระทรวงการคลังก็ไม่มีสิทธิ เช่นเดียวกันในการที่จะไปดําเนินการกู้ยืม แต่กระทรวงการคลังไปลงนามใน ๔ สัญญา ฉบับนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นปัญหาที่รัฐบาลคงจะต้องชี้แจงให้กับศาลในอนาคตต่อไป แต่เรื่อง ควรจะจบเพียงแค่นี้นะครับ เพราะหลังจากนั้น ๑ วัน กฎหมายฉบับนี้ก็ถือว่าเป็นโมฆะ ไม่สามารถที่จะเบิกเงินกู้จากกฎหมายฉบับนี้ได้ต่อไป ณ วันนั้นคือวันที่ ๓๐ มิถุนายน รัฐบาล ได้กู้ยืมไปทั้งสิ้น ๑๒,๗๕๐ ล้านบาท ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงพ.ร.ก. ที่บอกว่าจําเป็นเร่งด่วน มากมาย ขออํานาจในการกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หมดอายุกฎหมาย สามารถกู้ยืม ไปได้เพียง ๑๒,๗๕๐ ล้านบาท และใช้ก็ยังไม่หมดเงินที่กู้ไปด้วยซ้ําไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีคําสั่งให้หยุดเพียงแค่นั้น แต่กลับเดินหน้าต่อ และนี่คือการกระทํา ที่ขัดต่อกฎหมาย เป็นการใช้อํานาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้กับนายกรัฐมนตรี กับรัฐบาล ผมขอตารางที่ ๑ เมื่อสักครู่ครับ ขึ้นเพื่อให้พี่น้องประชาชนและท่านประธานสภาได้พิจารณา
(เจ้าหน้าทีได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ตารางนี้ได้ชี้ให้เห็นครับ วันที่ ในรายละเอียดว่ารัฐบาลได้กู้ยืมโดยอาศัยอํานาจที่ได้รับจากพระราชกําหนด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นในวันใดบ้าง ผมต้องขอเรียนนะครับว่าข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่เป็น ข้อมูลทางการ ได้มีการชี้แจงโดยสํานักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังให้กับ คณะกรรมาธิการการเงินการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเป็น ๑ ในกรรมาธิการชุดนั้น ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยรองผู้อํานวยการสํานัก บริหารหนี้สาธารณะ รักษาราชการแทนผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ชี้แจง ไว้ชัดเจนครับในเอกสารที่ได้ให้กับทางกรรมาธิการว่ามีการกู้ยืมไปเท่าไร จนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ตามกฎหมาย แต่ประเด็นปัญหาก็คือหลังจากที่กฎหมายนี้หมดอายุไปแล้ว รัฐบาล ได้มีการกู้ยืมต่อเนื่อง ระหว่างเดือนกรกฎาคมกับเดือนกันยายนเบิกเงินกู้เพิ่มเติมไป ๓,๕๐๐ ล้านบาท แล้วสํานักหนี้ได้รายงานว่าระหว่างตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ได้มีเบิกเงินกู้เพิ่มเติมอีก ๕๐๐ ล้านบาท เป็นการกู้เถื่อน ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับถ้าดูจากสไลด์ที่นําเสนออยู่ ณ ขณะนี้ ก็คือลงรายละเอียดวันที่เบิกเลยครับ การเบิก ๔ ครั้งแรกบนตารางนี้เป็นการเบิกเงินกู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือเป็นการเบิก ก่อนกฎหมายหมดอายุวันที่ ๓๐ มิถุนายนแต่จากครั้งที่ ๕ ถึงครั้งที่ ๑๒ ก็คือการเบิกเงินกู้ ตามข้อมูลที่สํานักบริหารหนี้ได้ให้กับกรรมาธิการการเงินการคลัง ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๕๐๐ ล้านบาท วันที่ ๒๕ กรกฎาคม อีก ๕๐๐ ล้านบาท ไล่ลงไปเรื่อย ๆ แต่นอกเหนือจาก ข้อมูลที่ทางกรรมาธิการการเงินการคลังได้ให้กับพวกเราแล้ว ยังมีการเบิกเงินกู้ ล่าสุดเมื่อ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ที่เพิ่งผ่านมานี้เองครับ ลําดับที่ ๑๓ อีก ๕๐๐ ล้านบาท โดยสรุปก็คือ มีการเบิกเงินเกินเวลา เกินอํานาจ ตามกฎหมายที่ให้กับรัฐบาลไปแล้วถึง ๔,๕๐๐ ล้านบาท นี่คือความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นการใช้อํานาจเกินกฎหมายของท่านนายกรัฐมนตรี ผมขอโดยสรุปนะครับ ที่จะขึ้นแผ่นต่อไป เพื่อที่จะทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า การกระทํา ที่ใช้อํานาจเกินกฎหมายที่มีนั้นเป็นการกระทําที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบโดยตรง ขออนุญาตสไลด์ที่ ๒ ครับ ผมขอเท้าความนะครับ ให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธาน ได้เห็นว่าวันที่ ๑๐ มกราคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติการออกพระราชกําหนดฉบับนี้ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามด้วยมือท่านเอง ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตัวเองเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายอุทกภัย คือ กนอช. หลังจากนั้น ๑ เดือน วันที่ ๑๓ มีนาคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามอีกครั้งในการออก ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี นอกจากแต่งตั้งตัวเองเป็นประธาน กนอช. แล้ว ยังยืนยัน แนวทางที่จะนําไปสู่การกู้ยืมเงินหลังจากที่ กนอช. และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติ โครงการ วันที่ ๘ พฤษภาคม เป็นวันแรกที่รัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่อาศัยเงินจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ วันที่ ๑๘ มิถุนายน ก็มีการอนุมัติโครงการเพิ่มเติม ลงมาถึงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ครับ มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ตามเงื่อนไขที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้กําหนดในการออก ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน คือวันสิ้นสุดกําหนดเวลากู้ตามกฎหมาย แต่ก็มี การกู้ยืมเพิ่มเติมจากกระบวนการทั้งหมดที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้กําหนดไว้และลงนาม อนุมัติ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม จนถึงครั้งล่าสุดวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน รวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง วงเงิน ๔,๕๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะลุกขึ้นหลังจากนี้นะครับ ที่จะชี้แจงว่า ท่านไม่ได้ทําผิดอะไร ท่านอาจจะบอกว่าการลงนามในสัญญากู้ ก่อนวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ก็ถือได้แล้วว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๓ ในพระราชกําหนดให้อํานาจรัฐบาลกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในมาตรา ๓ นี้ได้เขียนไว้นะครับว่า ให้กระทรวงคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจ กู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้นําไปใช้ ในการวางระบบบริหารจัดการน้ําและสร้างอนาคตประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรี เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนดําเนินการ และในวรรคสองเขียนว่า การกู้เงินตามวรรคหนึ่งให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้กระทําได้ภายในกําหนดเวลาไม่เกิน ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๖ ผมขอถาม ท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานครับ ว่าการลงนามว่าจะกู้นี่ ท่านประธานคิดว่า เป็นการกู้แล้วหรือยัง เราไปลงนามสัญญาว่าจะขอยืมเงิน แต่เรายังไม่ยืมเงิน ถือว่าเราเป็นหนี้ หรือยังครับ ถ้าเรายังไม่เป็นหนี้ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้กู้ ชาวบ้านฟังก็เข้าใจครับเรื่องง่าย ๆ ดังนั้นเมื่อกฎหมายบอกว่าต้องกู้ให้เสร็จภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน นั้น หมายถึงต้องเบิกเงินกู้ จากธนาคารมาแล้ว การเพียงแค่ไปลงนามในสัญญาบอกว่าจะกู้ เหมือนกับไปเปิดวงเงิน ไว้เฉย ๆ ไม่ได้ทําให้เราเป็นหนี้ เมื่อไม่เป็นหนี้ นิยามไหนก็อธิบายไม่ได้ครับว่าเรากู้เงิน เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ ผมคิดว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะชี้แจงนะครับ ตามข้อเสนอหรือคําแนะนําของข้าราชการว่าการลงนําในสัญญาเงินกู้ถือว่าเป็นการปฏิบัติ ตามมาตรานี้แล้ว ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีคงจะต้องหาคําอธิบายอื่น หรือท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะบอกว่าได้ปรึกษากับกฤษฎีกาแล้วที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลแล้วกฤษฎีกา ก็ได้ยืนยันว่าสามารถที่จะทําได้ ท่านนายกรัฐมนตรีแม้แต่อาจจะลุกขึ้นเพื่อที่จะอธิบายว่า ก็สมัยไทยเข้มแข็งก็ทําเหมือนกัน ผมจะขอชี้แจงเผื่อนายกรัฐมนตรีจะได้คิดคําอธิบายใหม่ นะครับว่าถ้าท่านพยายามที่จะชี้แจงใน ๓ แนวทางนี้ท่านไปไม่ได้ ในอันดับแรกผมอยากให้ ย้อนกลับไปดูครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ชี้แจงเหตุผลความจําเป็นที่จะต้องออก พระราชกําหนดฉบับนี้กับศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่าอย่างไร ในมือผมนะครับ คือคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นี่คือการวินิจฉัยหลังจากที่พวกกระผม ได้ไปยื่นร้องเรียนต่อศาลว่าที่รัฐบาลบอกว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนในการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่เป็นความจริง ที่รัฐบาลอ้างว่าต้องรีบดําเนินการเพื่อป้องกันน้ําท่วมในปี ๒๕๕๕ ไม่เป็นความจริงเพราะรัฐบาลไม่มีโครงการในมือและจะไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายเงิน ได้ทันท่วงที แต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทําหนังสือชี้แจงในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรีต่อศาล ในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ไว้ก็ชี้แจงไว้เยอะนะครับ แต่ผมขอเพื่อที่จะขอประหยัดเวลาพวกเรา และเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ทราบนะครับว่า ท่านเคยได้ชี้แจงกับศาลในครั้งนี้ คือศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร ในข้อ ๒.๓ หน้า ๑๕ ขอรายงานคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้อ้างว่า การใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่อาจตั้งไว้ ในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ เนื่องจากมีข้อจํากัด เกี่ยวกับวงเงินและเงื่อนเวลา ที่ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงกับศาลนี้ท่านกําลังจะบอกว่า ที่ฝ่ายค้านเสนอว่าทําไมไม่ออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๕๕ ก็คือทําไม ไม่หาวิธีที่จะใช้เงินในระบบงบประมาณ ท่านทําไม่ได้ เพราะถ้าทําด้วยวิธีนั้นเงินที่ได้มา จะไม่ทันเงื่อนเวลาในการใช้ตามแผนของรัฐบาล ขอเรียนอย่างนี้นะครับ ว่ารัฐบาลได้ ตราพระราชกําหนดนี้ในวันที่ ๑๐ มกราคม ถ้าในวันนั้นรัฐบาลเริ่มดําเนินการที่จะออก พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมตามกฎหมายคือระยะเวลาในชั้นนิติบัญญัติคือในสภานี้ เกิน ๑๒๕ วันไม่ได้ ผมบวกให้กับฝ่ายบริหารรัฐบาลใช้เวลาในการร่างพระราชบัญญัติ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๑ เดือน รวมทั้งสิ้น ๑๕๕ วัน เป็นระยะเวลาประมาณ ๕ เดือน ถ้าท่านได้ ดําเนินการตามนั้นท่านก็จะมีกฎหมายงบประมาณที่ถูกต้องทุกอย่าง ตรวจสอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้มีความโปร่งใสอยู่ในมือของท่านภายในสิ้นเดือนมิถุนายน อย่างช้าต้นเดือน กรกฎาคม แต่ท่านได้บอกกับศาลว่าถ้าทําวิธีนี้ทําไม่ได้ เนื่องจากมีข้อจํากัดทางด้าน เงื่อนเวลา เอาเข้าจริงนะครับท่านนายกรัฐมนตรี บาทแรกที่ท่านใช้ รัฐบาลของท่านใช้จาก พ.ร.ก. น้ําฉบับนี้คือเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังจากระยะเวลาที่ท่านต้องใช้ในการ ตราพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมด้วยซ้ําไป และที่ท่านชี้แจงกับศาลความหมายก็คือ เงินทั้งหมดนี้ต้องใช้ก่อนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ เพราะท่านบอกว่าถ้ารอ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมนี้ จะไม่ทัน ดังนั้นเจตนาของท่านนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลแต่แรกก็คือการใช้เงินนี้ก่อนกลางปี ปี ๒๕๕๕ นี่เขายังแถมให้อีกตั้งปีหนึ่งนะครับ เขาบอกเอาน่า กฎหมายนี้ให้ไปหมดอายุ เอากลางปี ปี ๒๕๕๖ ก็ได้ แต่ที่รัฐบาลอ้างนี้บอกว่าภายในกลางปี ๒๕๕๕ ก็ต้องใช้เงินนี้แล้ว รอวิธีอื่นที่มีความชอบธรรมทางกฎหมายมากกว่าไม่ได้
ประเด็นที่ ๒ ถัดไปเลยนะครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับทาง ศาลรัฐธรรมนูญก็คือท่านบอกว่า ทั้งการดําเนินการแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้าง อนาคตประเทศ จําเป็นต้องเริ่มดําเนินการโดยด่วนภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็น เรื่องที่ต้องดําเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะดําเนินการได้ ๖ เดือนแรกครับ วันนี้สักบาทยังไม่ได้ ใช้เลยครับกับยุทธศาสตร์นั้น แต่นี่คือสิ่งที่ท่านายกรัฐมนตรี ด้วยตัวท่านเองเลยนะครับ ได้อ้างกับทางศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหตุผลว่าทําไม พ.ร.ก. นี้ถึงเข้าเกณฑ์รัฐธรรมนูญที่กําหนดว่า จะออก พ.ร.ก. ต้องมีความจําเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงด้วยวิธีอื่นไม่ได้ ท่านบอกว่า ๖ เดือน แรกต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นนั่นคือบริบทที่มาอันดับแรกว่าท่านเองนั้นได้มีเจตนา หรืออย่างน้อยได้อ้างเจตนาว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นจะมาอ้างวันนี้ ว่าความจริงเงินกู้ที่จะใช้ไม่ได้อาจจะต้องใช้ภายในปี ๒๕๕๖ นะ แต่ว่าตามสัญญาเงินกู้ ที่รัฐบาลนี้ได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังไปลงนาม ท่านประธานทราบไหมครับว่าเบิกจ่ายได้ถึง เมื่อไร เบิกเงินกู้ได้ถึงเมื่อไร เบิกเงินกู้ได้ถึงปี ๒๕๖๑ ครับ อีก ๕ ปีจากนี้ ซึ่งถ้านึกย้อนหลัง ไปถึงวันที่ท่านได้ไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญ เดือนมกราคมปี ๒๕๕๕ เป็นเวลาทั้งสิ้น โดยรวม ๖ ปี ๖ ปีครับในการใช้เงินพระราชกําหนดที่ท่านบอกว่าจําเป็นเร่งด่วนเหลือเกิน รอแม้แต่การออก พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมในปี ๒๕๕๕ ยังไม่ได้เลย มันไม่ใช่หรหรอกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีลองคิดดูนะครับว่าถ้าวันนั้นท่านได้ไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญ แทนที่จะ บอกว่าต้องใช้เงินภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕ ท่านบอกว่าออก พ.ร.ก. นี้ต้องใช้เงิน อาจจะถึงปี ๒๕๖๑ นะ ทางศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าอย่างไรครับว่ายังมีความจําเป็น เร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้ครับ นี่คือสาเหตุที่ความหมายของอายุของ กฎหมายฉบับนี้ที่ระบุไว้ชัดว่าหมดสิ้นอายุวันที่ ๓๐ มิถุนายนนั้น หมายถึงว่าภายในวันที่นั้น รัฐบาลอย่างน้อยที่สุดต้องเบิกเงินกู้มาให้หมด ยังใช้ไม่หมดยังไม่เป็นอะไรนะครับ แต่อํานาจ ตามกฎหมายนี้คือให้กู้ ดังนั้นภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายนท่านนายกรัฐมนตรีต้องกู้มาให้หมด แต่ข้อเท็จจริงคือไม่ได้ทําตามนั้น เพียงแค่ไปลงนามในสัญญาว่าจะกู้ นอกเหนือจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะบอกว่าก็สํานักบริหารหนี้เขาอ้าง พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ เขาอ้างว่าการลงนามในสัญญานี้เพียงพอต่อการปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย ผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเราไปดู พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ในมาตรา ๑๖ เขียนไว้ชัดว่า หนึ่งในภาระหน้าที่สําคัญของกระทรวงการคลังก็คือทุก ๆ ๖๐ วันหลังจากสิ้นเดือนมีนาคม แล้วก็เดือนกันยายน ทางกระทรวงการคลังต้องประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาถึงสถานะ หนี้สาธารณะของประเทศ อันนี้ก็เพื่อที่ประชาชนจะได้รับทราบว่าภาระหนี้โดยรวมของ ประเทศทุก ๆ ครึ่งปีนั้นเป็นอย่างไร และในมาตรา ๑๖ นี้ได้เขียนไว้ชัดเจนครับว่า สิ่งที่ กระทรวงการคลังและรัฐบาลต้องรายงานให้ประชาชนรับทราบผ่านราชกิจจานุเบกษานั้น คือรวมรายการกู้เงินและการค้ําประกันที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าว รวมการกู้เงินครับ รวมการกู้เงินครับ ดังนั้นทางกระทรวงการคลังก็ปฏิบัติตามนี้มาโดยตลอด ลงนามไว้ว่ากู้เงิน มาเท่าไร โดยรวมเราจะได้รับทราบสถานะหนี้สาธารณะ ถามว่าหลังจากวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ กระทรวงการคลังเขาลงไว้หรือเปล่าครับ ว่ารัฐบาลได้กู้เงินไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามสัญญาว่าจะกู้ ผมตอบให้แทนครับ เขาไม่ได้ลงหรอกครับ เพราะกระทรวงการคลังเอง ยังไม่ถือว่าภาระตามสัญญาว่าจะกู้นั้นเป็นภาระหนี้สาธารณะ ก็มันจะเป็นหนี้สาธารณะ ได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่ได้มีการเบิกเงินกู้จากธนาคาร ถ้าไม่เชื่อนะครับ ขอให้ท่านประธาน ลองไปดูแผนบริหารหนี้ของกระทรวงการคลังที่เขาต้องทํา เดี๋ยวนี้รู้สึกจะทุก ๖ เดือน สมัยก่อนทุก ๓ เดือนนะครับ แผนบริหารหนี้ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ก็คือหลังจากที่ กฎหมายนี้หมดอายุไปแล้ว วันที่ ๓๐ มิถุนายน นะครับ ไปดูสิครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันปรากฏตามรายงานแผนบริหารหนี้สาธารณะว่าเป็นหนี้สาธารณะแล้วหรือยัง ยังครับ และนอกเหนือจากนั้นระบุไว้อีกต่างหากว่าจะเป็นหนี้สาธารณะในปี ๒๕๕๖ เท่าไร ก็คือ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่กู้ไปแล้ว ในปี ๒๕๕๗ อีกเท่าไร ประมาณ ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท คือตามแผนการเบิกจ่ายของรัฐบาลตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปี ๒๕๕๘ อีกเท่าไร ปี ๒๕๕๙ อีกเท่าไร ไล่ไปถึงปี ๒๕๖๑ เพราะสํานักบริหารหนี้เขาเป็นผู้ไปลงนามในสัญญากู้เอง เขารู้ครับ ว่ากว่าจะกู้ก้อนสุดท้ายนี้มันปี ๒๕๖๑ เขาก็เขียนไว้ว่ามันจะมาเป็นภาระหนี้ สาธารณะจํานวนเท่านี้ในปี ๒๕๖๑ ยังไม่ได้เป็นครับในปี ๒๕๕๖ ยังไม่ได้เป็นครับวันนี้ เพราะเขายังไม่ได้กู้ เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าการลงนามในสัญญากู้เป็นการปฏิบัติตาม มาตรา ๓ พระราชกําหนดให้อํานาจกู้ยืม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทได้อย่างไร
ส่วนกฤษฎีกา ทางสํานักบริหารหนี้สาธารณะก็ได้ทําจดหมายไปขอ ความคิดเห็นจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาเหตุเพราะอะไรครับ เพราะว่าผมต้อง เรียนท่านประธานว่า พวกเรามีเจตนาที่จะช่วยรัฐบาลในเรื่องนี้มาแต่แรก ผมได้พูดไว้ มาโดยตลอดว่ารัฐบาลเหลือเวลาอีกไม่มากในการที่จะต้องเบิกเงินกู้ตามข้อบัญญัติ ในพระราชกําหนด ผมพูดจนกระทั่งสํานักบริหารหนี้เขาเริ่มอาจจะไม่ค่อยมั่นใจ ก็ทํา จดหมายไปถึงกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๕ กฤษฎีกาตอบมาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ผมจะไม่อ่าน เพราะมันจะเสียเวลานะครับ แต่เอกสาร มีอยู่ตรงนี้จริง กฤษฎีกาเขาตอบว่า ปัญหาข้อกฎหมายนั้นจะมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น ต้องมี ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นก่อน ความหมายก็คือ เขาไม่ให้ความคิดเห็นจนกว่าปัญหามันเกิดขึ้น และเขาก็พูดด้วยครับต่อไปว่า ก็สํานักบริหารหนี้เองบอกว่าทําได้ก็ทําไปสิ มาถามอะไรเขา ไม่ได้ชี้แจงหรือฟันธงเลยครับว่าเมื่อเลยวันที่ ๓๐ มิถุนายนไปแล้ว รัฐบาลจะสามารถกู้ยืมเงิน ได้หรือไม่ และความจริงไม่ว่ากฤษฎีกาจะพูดอะไรมาก็แล้วแต่ก็ไม่มีผลละครับ สุดท้ายแล้วก็ เป็นเรื่องของการพิจารณาโดยศาล และผมยืนยันว่าตามหลักฐานทั้งหมดชัดเจนว่ารัฐบาล ไม่ได้มีอํานาจเลยครับในการที่จะไปเบิกเงินกู้หลังจากวันที่ ๓๐ มิถุนายน นอกเหนือจากนั้น ไม่ใช่เพียงแค่พวกกระผมที่มีความกังวลในประเด็นนี้ แต่คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินของวุฒิสภาเขาก็มีความกังวลในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ปี ๒๕๕๖ เดือนที่แล้วนี้เองนะครับ เขาได้เชิญ ๔ ธนาคารคู่สัญญาของรัฐบาล มาชี้แจง ๔ ธนาคารที่ว่าคือธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน เขาก็ถามนะครับว่า ๔ ธนาคารนี้ มีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.ก. และอํานาจของรัฐบาลในการกู้ยืมต่อเนื่อง โดยอาศัย พระราชกําหนดฉบับนี้ คําถามที่ตรงที่สุดนะครับ ก็คือคําถามว่า เมื่อยังไม่มีการส่งมอบเงินกู้ ตามสัญญานี่ สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวถือว่ามีความสมบูรณ์ บังคับใช้ได้หรือไม่เพียงใด ความหมายของคําถามนี้ก็คือในเมื่อรัฐบาลเพียงแค่ไปลงนามในสัญญากู้ แต่ยังไม่ได้เบิกเงินกู้ มาจากธนาคาร ถือว่าสัญญานี้สมบูรณ์แล้วหรือยัง คําตอบชัดเจนนะครับ ผมขออ่านเลย เนื่องจากกระทรวงการคลังยังไม่มีการเบิกรับเงินกู้ และธนาคารยังไม่ได้ ส่งมอบเงินกู้ให้กับกระทรวงการคลัง สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงยังไม่สมบูรณ์ (การกู้ยืมเงิน เป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง) นี่คือภาษาที่ใช้ตาม พ.ร.บ. แพ่งและพาณิชย์ สัญญากู้ย่อมบริบูรณ์ ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ วรรคสอง ความหมายก็คือ เมื่อทรัพย์สินยังไม่ได้มีการโอนตามสัญญา สัญญานี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นสัญญา ที่สมบูรณ์ นี่คือคําชี้แจงของ ๓ ธนาคารครับ ที่มีให้กับทางกรรมาธิการของวุฒิสภา มีอยู่ ๑ ธนาคารครับ ที่ตอบในลักษณะที่อาจจะทําให้รัฐบาลมีความรู้สึกว่าดําเนินการต่อไปได้ คือธนาคารออมสิน แต่โดยบังเอิญธนาคารออมสินเป็นของใครครับ ก็คือของรัฐบาล แต่อีก ๓ ธนาคารที่เป็นธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารกรุงไทยด้วย ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ เขาบอกว่าสัญญานี้ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์ มันจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการมอบทรัพย์สิน ก็คือเงินกู้ นอกจากนั้นทางกรรมาธิการวุฒิสภาเขาถามตรงกว่านั้นอีกครับ เขาถามว่า เอาละ ให้เข้าใจ กันง่าย ๆ สมมุติวันนี้กระทรวงการคลังมาขอเบิกเงินกู้ตามสัญญา คุณจะให้เขากู้ไหม ท่านประธานครับ ธนาคารพาณิชย์ ๓ ธนาคารตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ สั้น ๆ เลยก็คือ บอกว่าไม่ให้ นอกเหนือจากว่ากระทรวงการคลังมีเอกสารหนังสือหรือหลักประกันที่ชัดเจน ว่ายังมีอํานาจอยู่ที่จะกู้ยืมเงิน และเขาขยายความเพิ่มเติมครับว่าหลักประกันที่เขาต้องการ นี่คือคําสั่งของศาล ความหมายคือเขาบอกว่าสัญญานี้มีจริง เขาไม่เถียง และลงนามวันที่ ๒๗ มิถุนายนก็ไม่มีอะไรผิด เพราะว่าอายุกฎหมายมีถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ปี ๒๕๕๖ แต่เมื่อ มันเลยวันที่ ๓๐ มิถุนายน มาแล้ว จะมาเบิกเงินกู้จากเขา ขอให้ไปฟ้องศาลก่อน แล้วให้ศาล มีคําสั่งต่อธนาคารให้เบิกเงินกู้ให้กับทางกระทรวงการคลัง ให้กับรัฐบาล นี่ละครับ คู่สัญญา ของรัฐบาลเองยังมีความคิดอย่างนี้กับอํานาจของรัฐบาลในการเบิกเงินกู้ตามสัญญาต่อไป แล้วท่านนายกรัฐมนตรียังจะดําเนินการต่อไปได้อย่างไร แต่ท่านก็ดําเนินการต่อไปครับ เพราะท่านไปอาศัยการกู้ยืมจากธนาคารออมสิน ธนาคารอื่นเขาไม่ให้ ก็เลยไปที่ธนาคาร ออมสินซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ แล้วก็ได้กู้ยืมมา ๔,๕๐๐ ล้านบาท เป็นการใช้อํานาจเกินกว่า ที่ท่านมี และเป็นความผิดตามที่ผมเรียนไว้ตั้งแต่ต้นที่สําเร็จแล้ว
คราวนี้สุดท้ายครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะมีเจตนาที่จะลุกขึ้นใช้คําอธิบาย เป็นที่นิยมของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือบอกว่า ก็ทีคุณยังทําเลย ทีคุณออกพระราชกําหนด ไทยเข้มแข็งคุณก็ไปลงนามในสัญญา จะกู้เงินจาก ๔ ธนาคารเหมือนกัน จริงครับ แต่ท่าน นายกรัฐมนตรีต้องย้อนกลับไปดูนะครับ มติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๔ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ ของรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนี่ออกมา ในปี ๒๕๕๒ มีเงื่อนไขเวลาเหมือนกับ พ.ร.ก. น้ําของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ มีเงื่อนไขว่าต้องกู้ให้แล้วเสร็จมาตราเดียวกันคือมาตรา ๓ ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๕๓ คราวนี้ความแตกต่างนี้ก็คือโครงการของไทยเข้มแข็ง มันมีความพร้อมจริง เราได้ เบิกจ่ายไปเรื่อย ๆ นะครับ ปี ๒๕๕๒ แล้วก็ปี ๒๕๕๓ ทั้งปี แต่เราก็ยังเบิกจ่ายไม่หมด เมื่อใกล้สิ้นปี ๒๕๕๓ ผมก็ตระหนักในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ณ เวลานั้น ว่ามันกําลังจะหมดอายุของกฎหมาย เราก็จึงได้นําเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อขอมติอนุมัติให้ กระทรวงการคลังไปลงนามในสัญญากู้กับ ๔ ธนาคาร เหมือนกับที่ท่านได้ไปทํามาเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายนปี ๒๕๕๖ ความแตกต่างนี้ก็คือผมเข้าใจ ว่าการเบิกเงินกู้นี้มันเป็นสิ่งที่ต้องมี การกระทําสัญญานั้นถึงจะสมบูรณ์ ดังนั้นในมติ ครม. วันที่ ๔ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ จึงได้ ระบุไว้ชัดเจนด้วยครับ นอกจากว่าจะไปลงนามในสัญญากับธนาคารไหน ระบุไว้ชัดเจนว่า ระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ต้องดําเนินการภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๕๓ และเราก็ ดําเนินการตามนั้น หลังจากสิ้นปี ๒๕๕๓ ไม่ได้มีการเบิกเงินกู้ครับ มีแต่การเบิกจ่ายจากเงิน ที่กู้มาแล้ว ซึ่งต่างกัน เพราะฉะนั้นในส่วนของไทยเข้มแข็ง ผมถึงได้เรียนไว้ตั้งแต่แรกนะครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็รัฐบาลนี้ก็พยายามที่จะเลียนแบบในทุกอย่าง เม็ดเงินวงเงิน ก็เท่ากัน มาตราแต่ละมาตราก็เขียนออกมาเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วในทางปฏิบัตินี้ ท่านทําไม่ได้ท่านทําไม่เป็นหรือท่านมีเจตนาแต่แรกที่จะไม่ทํา โครงการท่านก็ไม่ได้พร้อม ความสามารถในการเบิกเงินกู้ ในการเบิกจ่ายไม่มี พิสูจน์ด้วยตัวเลขครับ ผมไม่ได้กล่าวหา ลอย ๆ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านใช้มาถึงวันนี้จาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านได้พูดไว้ว่า ถ้าไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเอย ประชาธิปัตย์เอยต้องรับผิดชอบกับประชาชนถ้าน้ําท่วม ท่านอ้างว่าท่านไม่มีเศรษฐกิจจะไม่ฟื้น เศรษฐกิจปี ๒๕๕๕ ก็ฟื้นได้ โดยไม่ได้มีการเบิกจ่าย จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ และที่สําคัญที่สุดก็คือท่านได้ลอกมาแม้แต่หลักการที่ถูกต้องว่าการออก พระราชกําหนดฉุกเฉินจําเป็นเร่งด่วนมันมีความจําเป็นต้องมีเวลาจํากัด ปีครึ่งโดยประมาณ ทั้ง ๒ ฉบับครับ ไทยเข้มแข็งก็ปีครึ่ง อันนี้ก็ปีครึ่ง แต่ที่ท่านได้ดําเนินการนี้ท่านได้ดําเนินการ เบิกเงินกู้ล่วงเวลานั้น และเป็นการกระทําที่ขัดต่อกฎหมาย เกินต่ออํานาจที่ท่านมี เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในวันนี้ผมจึงต้องขอสรุปว่ามันไม่ใช่เรื่องหรอกครับว่าผมจะ ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คนที่ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้มีมากมาย แล้วตามข้อเท็จจริงมีพี่น้องประชาชนจํานวนมากชุมนุมอยู่ข้างนอกในสถานที่ต่าง ๆ ที่เขา ประกาศว่าเขาไม่รับแม้แต่สถานะการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อไป แต่ในส่วนของกระผมนี้ ผมขอเรียนว่าตามหลักฐานที่ผมได้ชี้ให้ท่านประธาน เพื่อนสมาชิก แล้วก็ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายได้เห็นนี้ มันเป็นตัวพิสูจน์ครับว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ ท่านได้ใช้อํานาจเกินต่อกฎหมายที่สภาแห่งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบให้กับท่าน สร้างความเสียหายที่สําเร็จแล้ว แล้วก็เอื้อต่อแนววิธีการ ประมูลตามที่เพื่อนสมาชิกผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ที่เป็นการเอื้อต่อการทําทุจริต ครั้งใหญ่หลวง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อวานนี้เองเวลา ๐๔.๓๘ นาฬิกา ท่านได้ลุกขึ้น ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ แล้วท่านได้พูดไว้อย่างนี้นะครับ มีดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี คือท่านกําลัง อธิบายว่าท่านไม่ได้เป็นหุ่นเชิด เป็นตัวตนของท่านเอง มีดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเรียนว่า ดิฉันเป็นตัวของตัวเอง ๒ ปีกว่า ดิฉันบริหารงานในฐานะหัวหน้ารัฐบาลด้วยตัวเอง ในฐานะ นายกรัฐมนตรีก็ขอรับผิดชอบโดยกฎหมาย ถูกต้องครับ แล้ววันนี้ผมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ทุกขั้นตอนที่นําไปสู่การกู้ยืมเงินที่เกินต่ออํานาจที่ท่านมีนั้น ท่านมีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกเอกสาร ที่นําไปสู่การกู้ยืมเงินมีลายมือของท่านปรากฏอยู่บนกระดาษทุกแผ่นดังนั้นที่ท่านพูดไว้ เมื่อวานนี้ถูกต้องแล้วครับ ในฐานะนายกรัฐมนตรีท่านต้องรับผิดชอบโดยกฎหมาย และผม จะขอดําเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอนในเรื่องนี้ต่อไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาติ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิก จะใช้เวลาช่วงนี้ในการที่จะตอบคําถามของท่านสมาชิก ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของกรณีโครงการรับจํานําข้าว แล้วต้องเรียนว่าในส่วนของ โครงการรับจํานําข้าวนั้น ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้มีความห่วงใยว่านโยบายจํานําข้าวนั้น เอื้อต่อการทุจริตหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่านโยบายโครงการรับจํานําข้าวนั้นเป็นโครงการที่ อย่างไรก็คงต้องขออนุญาตเรียนเหมือนเดิมว่าเป็นโครงการที่ต้องการที่จะเห็นการลดช่องว่าง ความยากจนของพี่น้องประชาชนแล้วก็การดูแลช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เพราะว่าจะเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปีแล้วราคาข้าวเปลือกก็ไม่ได้มีระดับที่สูงขึ้น ในขณะที่ ค่าใช้จ่ายของพี่น้องเกษตรกรก็สูงขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุนการปลูกข้าวต่าง ๆ แล้วก็ ประกอบกับในเรื่องของปัญหาอุทกภัยความผันผวนต่าง ๆ ก็มีผลทําให้ผลผลิตข้าวนั้น ก็อาจจะไม่ได้ตามที่คาดหวังนะคะ เราจึงต้องมีทั้งในเรื่องของการดูแลรายได้ของพี่น้อง เกษตรกร การบริหารจัดการน้ําที่ต้องให้น้ํานั้น นอกจากจะไม่ไปทําความเสียหายในเรื่องของ บ้านเรือนแล้วจะสามารถที่จะใช้ในเรื่องของระบบชลประทาน แล้วก็การดูแลช่วยเหลือ เกษตรกรเพื่อไปสู่ระดับของความมั่นคงเกี่ยวกับเรื่องของน้ํา ก็เรียนว่าในส่วนของนโยบายนี้ ก็เรียนว่าเราก็ได้มีการพิจารณาว่าในส่วนของการแก้ปัญหานั้น จากเดิมที่เราเห็นในระบบเดิม ที่เป็นระบบประกันรายได้นั้นก็จะเห็นว่าระบบประกันจะเป็นลักษณะของการที่ประกัน รายได้ขั้นต่ํา ซึ่งในส่วนของการประกันรายได้ขั้นต่ํานั้น ก็จะทําให้กลไกนี้ไม่สามารถที่จะจูงใจ ให้กับพ่อค้าในการที่จะทําให้ราคาสูงได้ ก็แน่นอนก็กลับมาหาต้นทุนที่สูง ในขณะที่ราคา ไม่สูงขึ้น รายได้ต่าง ๆ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการวัดค่าปัญหาต่าง ๆ เรื่องของ การวัดค่าความชื้น การชั่งน้ําหนัก ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล แล้วนอกจากนั้น ในเรื่องของระบบนี้ก็ยังเปิดโอกาสในเรื่องของให้เกิดการทุจริตด้วย เพราะว่าเนื่องจากในช่อง การช่วยเหลือต่าง ๆ นั้นไม่ได้มีการส่งมอบข้าว ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบในรายละเอียด เรื่องของการจ่ายประกันกับพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งก็ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติเช่นกัน แล้วก็ในส่วนขององค์การข้าวนั้นเป็น เรียกว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศไทย เราก็ไม่ได้มีการส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพข้าว ดังนั้นโครงการ รับจํานํานั้นก็จะทําให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีประโยชน์ในการที่จะจูงใจให้พี่น้องเกษตรกร ปลูกข้าวมากขึ้น แล้วก็หมายถึงการพัฒนาส่งเสริมคุณภาพข้าวที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงเรียนว่า โครงการรับจํานําข้าวนั้นเป็นโครงการที่ให้ประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรโดยตรง แล้วก็ทําให้ ชาวนานั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วที่สําคัญก็ทําให้ระบบเศรษฐกิจต่าง ๆ หมุนเวียน จากการ เติบโตทางเศรษฐกิจจากที่เราเก็บตัวเลขมาก็จะพบว่า จีดีพี เพิ่มขึ้นปีละ ๑.๖ แสนล้านบาท แล้วก็ในอนาคตนั้นเราก็มีการพัฒนาในเรื่องขององค์การเกษตรโซนนิ่ง (Zoning) ก็คือ การเพาะปลูกพื้นที่โดยการที่จะวิเคราะห์ในเรื่องของความเหมาะสมพื้นที่ดิน น้ํา แล้วก็เรื่อง ของระบบชลประทานให้มีความเหมาะสมเพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีขึ้น เพื่อที่จะได้แก้ปัญหา ในเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าวหรือผลิตข้าวนั้นให้เพียงพอ แล้วก็สามารถที่จะไปสู่ระดับ ที่มีคุณภาพดีด้วยนะคะ ด้วยผลของโครงการรับจํานําข้าวก็จะทําให้พี่น้องเกษตรกรนั้นได้รับ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ต้องเรียนว่าจากที่ผ่านมานั้นชาวนาก็มีเงินออมเพิ่มขึ้น ๑๘ ถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วหลาย ๆ คนก็เริ่มสามารถที่จะมีความสามารถในการชําระหนี้ได้ แล้วก็ เป็นการช่วยเหลือทางด้านของความมั่นคง ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนด้วย แต่แน่นอนค่ะ ในส่วนของโครงการนี้ เราก็ได้มีการสั่งการย้ําให้มีการดูแลทุกขั้นตอน ไม่ให้เกิดการรั่วไหล แล้วก็ทุจริต เกิดการรั่วไหลแล้วก็ทุจริต จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ก็ได้มีการสั่งการในระดับปฏิบัติการในการ ป้องกันแล้วก็แก้ปัญหาในการตรวจสอบ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการ ท่านคงทราบดี คณะกรรมการอํานวยการในเรื่องของการตรวจสอบทุจริตจํานําข้าว เราไม่ได้ตรวจสอบ เลือกปฏิบัติ แต่เราตรวจสอบโครงการของรัฐบาลด้วย ซึ่งในส่วนนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ก็เป็นประธาน แล้วก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการ ถึง ๑๑ ชุด แล้วก็ยังมีการปรับปรุงขั้นตอนในการปฏิบัติหลายขั้นตอนทีเดียวตั้งแต่เรื่องของ การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การรับจํานําที่โรงสี หรือการส่งมอบข้าวเข้าคลังกลาง การเก็บรักษา การระบายข้าว แล้วก็มีการนําเรื่องของระบบซีซีทีวี (CCTV) มาติดตั้งแล้วก็เข้มงวด ในส่วนของการทํางาน แล้วก็ในคณะกรรมการ กขช. ก็จะมีการเข้มงวดในทุก ๆ ขั้นตอน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิแล้วก็รักษาคุณภาพข้าวค่ะ ก็ขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกที่เคารพ ว่าในส่วนนี้การทํางานของนโยบายของรัฐบาลเรื่องของการจํานําข้าวนั้นท่านสมาชิกก็ได้มี การกล่าวถึงในหลาย ๆ ระดับด้วยกัน ดิฉันเองก็ขออนุญาตเรียนเพื่อทําความเข้าใจได้ตรงกัน นะคะว่าวิธีการทํางานนั้นมีในหลาย ๆ ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ขั้นแรกนะคะ ในฐานะที่เป็นประธาน กขช. โดยตําแหน่งโดยคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีนั้น กขช. ก็คือ เป็นคณะกรรมการในระดับที่เรียกว่าระดับนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ใช่ค่ะ แต่ว่าในการทํางานนั้นดิฉันได้มอบหมายให้กับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เป็นประธานทุกครั้งค่ะ แล้วจากคณะกรรมการของ กขช. นี้ คณะกรรมการ กชช. จะเป็นผู้ที่กําหนดนโยบายและแนวทางในการทํางาน และกําหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการรั่วไหลแล้วก็ทุจริตคอร์รัปชันให้กับคณะอนุกรรมการ ซึ่งคณะอนุกรรมการ ในที่นี้มีทั้ง ๑๒ คณะค่ะ ก็จะมีรายละเอียดต่าง ๆ มากมายนะคะ ตั้งแต่ในเรื่องของ คณะอนุกรรมการ ตั้งแต่ด้านการผลิต การตลาด การดูแลรับจํานํา การระบายข้าว ซึ่งก็มีระดับรัฐมนตรีหรือระดับปลัดกระทรวง อธิบดี เป็นประธานอนุกรรมการในแต่ละ คณะอนุกรรมการซึ่งมีทั้งหมด ๑๒ อนุกรรมการนะคะ แล้วระดับที่ ๓ ต่อมาก็คือระดับ ปฏิบัติการ ระดับปฏิบัติการนี้ก็จะปฏิบัติการภายใต้การทํางานของอนุกรรมการ ซึ่งจากชาร์ต จะเห็นว่าอันนี้คือในรายละเอียดของระดับปฏิบัติของคณะอนุกรรมการ แต่ละอนุกรรมการ ก็จะมีแต่ละเรื่อง ดังนั้นการทํางานในเรื่องของนโยบายโครงการรับจํานําข้าวนั้นจะทําในรูปแบบ ของคณะทํางาน รูปแบบของคณะบุคคล กรมส่งเสริมการเกษตรนะคะ ซึ่งก็กํากับจากระดับ ปฏิบัติก็จะมาถึงหน่วยปฏิบัติ หน่วยปฏิบัติก็มีหลาย ๆ หน่วยด้วยกัน หน่วยแรกก็คือโดย ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าภายใน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ยังมี ธ.ก.ส. ซึ่งกํากับโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็มี อ.ต.ก. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะดูแล เพราะว่า เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ แล้วก็องค์การคลังสินค้า อคส. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเห็นว่านี่คือระดับการทํางาน ๓ ระดับ การตรวจสอบหรือการจ่ายเงินนั้นก็มาจาก กระทรวงการคลัง จ่ายโดยผ่านสํานักงบประมาณเข้ามายังหน่วยงาน ๓ หน่วยงานค่ะ และโดยเฉพาะเงินที่เป็นเงินของพี่น้องเกษตรกรนั้นจ่ายผ่าน ธ.ก.ส. ทุกบาททุกสตางค์ค่ะ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนให้ทราบในเรื่องของแนวทางการปฏิบัติ ซึ่งเรามีการพูดถึงกันนั้นอยู่ใน หลาย ๆ ระดับ แล้วสําหรับประเด็นที่ท่านสมาชิกพูดถึงก็คือในเรื่องของประเด็นข้าวถุงค่ะ ก็เรียนยืนยันค่ะว่าดิฉันไม่รู้จักตามชื่อหรือบริษัทที่ได้เอ่ยเลย แล้วไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง ๒. ปัญหาเรื่องข้าวถุงที่ท่านกล่าวถึงนั้นอยู่ในขั้นตอนของระดับปฏิบัติค่ะ แล้วก็แต่ละขั้นตอน ก็ต้องเรียนว่าถ้ามีปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องทุจริตการรั่วไหล ยินดีที่จะดําเนินการ ตามขั้นตอน ไม่มีละเว้น ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง ถูกพาดพิงทําให้เกิดความเสียหาย แล้วก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ซึ่งกระผมกํากับ ดูแลอยู่ ถ้าไม่ได้ชี้แจงก็จะทําให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงว่าทําไมเพิกเฉย ไม่ดูแล การบริหารงานครับ
เชิญท่านประท้วงอะไรครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ไม่ใช่เป็นการอภิปรายธรรมดา เพราะฉะนั้นต้องทําตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ ครับ คือนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ต้องชี้แจงด้วยตนเองครับ ท่านอื่นถ้าใช้สิทธิพาดพิง ท่านประธานต้องดูข้อ ๖๓ ให้ชัดเจนว่า พาดพิงในทางเสียหายโดยตรงหรือเปล่า ถ้าแบบนี้มันเป็นการใช้สิทธิพาดพิงเพื่อจะมา ชี้แจงแทน ฉ้อฉลนะครับอย่างนี้ ไม่ตรงไปตรงมา
คือมันไม่ได้เกี่ยวกับฉ้อฉลนะครับ ผมให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี
แล้วพวกเรายังมีผู้อภิปรายอีกมาก
ผมให้ท่านขึ้นมานี่นะครับ ผมกําลังฟังประเด็นอยู่ ท่านก็ลุกขึ้นประท้วงอย่างไรนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเด็นที่ท่านเสียหาย อะไรครับ เชิญครับ
ถ้าผมไม่อธิบายให้เป็นที่ชัดเจนนี้ครับ กรณีข้าวถุงนี้ ในฐานะที่ผมดูแล อยู่นี้ก็จะทําให้เกิดความเสียหายกับชื่อเสียงที่ผมในฐานะผู้ดูแลนี้นะครับ ก็จําเป็นที่จะต้อง ขึ้นมาชี้แจงครับ ที่ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงมี ๒-๓ ประเด็น
เดี๋ยวนะครับ ท่านรับผิดชอบงานด้านนี้ก็ต้องให้ท่านชี้แจง เชิญ
อภิปรายนายกรัฐมนตรีครับ แล้วนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับผิดชอบเรื่องนี้หรือครับ
ผมให้สิทธิพาดพิงแล้ว เชิญท่านนั่งลงเถอะครับ
ผมไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยของ ท่านประธานครับ
ไม่เป็นเป็นไรครับ เชิญครับ หลายท่านก็ใช้สิทธิพาดพิง
ท่านประธาน ท่านทําผิดมาเยอะแล้วนะ
หลายท่านก็ใช้สิทธิพาดพิงผมก็ให้นะครับ อันนี้ท่านรับผิดชอบโดยตรงนะครับ ตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้บอกว่าท่านเป็นประธานอนุกรรมการที่ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ หลายคณะ มี ๑๒ คณะที่ผมนั่งฟังอยู่ ๑ ใน ๑๒ คณะคือกรรมการในการที่ท่านรับผิดชอบ ในการระบายข้าว ฟังท่านชี้แจงก่อนครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ
กระผมทําหน้าที่เป็นประธาน กขช. ตามที่ท่านได้นายกรัฐมนตรี มอบหมาย แล้วก็เป็นประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าวนะครับ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวถุง โดยตรงนะครับ ต้องขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ วิธีการบริหารจัดการนี้นะครับ กขช. นี้ ให้นโยบายก็จะมีบางครั้งที่ท่านได้พูดถึงว่า กขช. ได้อนุมัตินะครับ อันนี้อนุมัติแล้ว ฝ่ายเขลานุการก็ส่งไปให้ อคส. ดําเนินการเป็นฝ่ายปฏิบัติอีกที ให้นโยบายอย่างเดียว ส่วนอนุกรรมการระบายข้าวนั้นก็เช่นเดียวกันนะครับ ได้พิจารณาอนุมัติแล้วก็แจ้งให้ ทางฝ่ายเลขานุการของอนุกรรมการก็ให้ อคส. ดําเนินการไปจัดการ อคส. เป็นหน่วยปฏิบัติ เป็นรัฐวิสาหกิจนะครับ
เชิญประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมประท้วงท่านประธาน ในข้อบังคับ ข้อ ๘ ครับ ท่านอนุญาตให้ใช้สิทธิพาดพิง ประเด็นคือพาดพิงนี่ไม่ได้เสียหาย อะไรเลย นี่ข้อที่ ๑ นะครับ
ข้อที่ ๒ ญัตติก็ชัดเจนครับว่า อภิปรายท่านนายรัฐมนตรี ท่านไม่ได้เป็น นายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านอยากเป็นนายกรัฐมนตรีหรือครับ เดี๋ยวคอยได้ครับ
เดี๋ยวนะครับ เวลาประท้วงก็ขอความกรุณานะครับ ก็เอาเฉพาะประเด็นประท้วง อย่าไปกระทบกระทั่งนะครับ อย่างนั้นอีกฝั่งหนึ่งก็จะขอใช้สิทธิอย่างนี้นะครับ ฉะนั้น เดี๋ยวท่านก็บอกว่าประธานไม่ควบคุม ประธานนั้นไม่ทราบหรอกครับว่าท่านจะประท้วงอะไร พอประท้วงนี้ผมขอความร่วมมือ เพราะว่าได้คุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งฝั่งนี้แล้วนะครับ ผมก็จะ วินิจฉัย ท่านนั่งลงครับขณะนี้ ข้อ ๘ ที่ท่านบอกว่าควบคุม คืออย่างนี้ครับ เหตุผลที่ผมให้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงเพราะท่าน กล่าวหานะครับ ท่านคุณหมอวรงค์ เมื่อเช้านี้ว่าได้พูดถึงขบวนการในการกระจายข้าวสาร ที่ใส่ถุงไปนี้นะครับ มีการทุจริต หาผลประโยชน์ ทีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ชี้แจงว่า ท่านรับผิดชอบงานด้านนโยบาย แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านก็ชี้แจง ผมนั่งฟังเหมือนกับท่านนั่งฟัง ได้แบ่งคณะอนุกรรมการรับผิดชอบไป ๑๒ อนุกรรมการ ในส่วนหนึ่งก็คือท่านรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบ ท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจง ผมจึงอนุญาตให้ชี้แจงเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ท่านเท่านั้นเองนะครับ เดี๋ยวเชิญฝั่งนี้ประท้วงก่อนครับ ท่านอาจารย์พีรพันธุ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ผมขอประท้วงท่านประธานที่ท่านประธานอนุญาตให้รัฐมนตรี อภิปรายเฉพาะในประเด็นที่ถูกพาดพิง ท่านประธานครับ ที่จริงนายกรัฐมนตรีตามระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินเป็นผู้กํากับนโยบายทั่วไป และในฐานะรัฐมนตรีกํากับดูแลสํานัก นายกรัฐมนตรี ส่วนกระทรวงอื่นมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอยู่ที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ฉะนั้น ในฐานะเป็นผู้กํากับนโยบายทั่วไป เมื่อท่านอภิปรายไปถึงกระทรวงไหน ท่านนายกรัฐมนตรี สามารถที่จะมอบให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบแทน ชี้แจงได้ตามพระราชบัญญัติบริหาร ราชการแผ่นดินครับ
เดี๋ยวทีละท่าน คุณหมอวรงค์ประท้วง เอาประเด็นประท้วงก่อนครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะกราบเรียนว่า ประเด็นที่ผมกล่าวหานี้ ผมกล่าวหานายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กําหนดนโยบายนะครับ ผมไม่ได้ กล่าวหาท่านรัฐมนตรี ไม่ได้กล่าวหาอนุกรรมการอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าพยายามไม่แตะต้อง กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นคนกําหนดนโยบาย
คืออย่างนี้ครับ
เดี๋ยวท่านฟังผมให้จบสิครับ
คุณหมอวรงค์ไม่ประท้วง แล้วคุณหมอวรงค์ก็ไปอภิปรายในประเด็นของคุณหมอพูด มันจบไปแล้วนะครับ คราวนี้เหลือแต่ผู้ชี้แจงเท่านั้นเอง เขาจะชี้แจงนะครับ ท่านต้องอดทน เดี๋ยวท่านนั่งลงครับ ประเด็นนี้ผมจะไม่อนุญาต ถ้าท่านจะมาพูดอย่างนี้นะครับ พอแล้วครับ
(นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านไชยวัฒน์ครับ ถ้าท่านไชยวัฒน์ไม่ประท้วง เดี๋ยวผมให้ฝั่งนี้ เชิญท่านไชยวัฒน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานครับ สักครู่นี้ผมได้ยินนักกฎหมายของพรรคเพื่อไทย อ้างระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวง ของสํานักนายกรัฐมนตรี แต่บังเอิญตรงนี้ เป็นอํานาจนิติบัญญัติ ณ ห้องแห่งนี้ท่านประธานเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้เล็กกว่า นายกรัฐมนตรีครับ ระเบียบที่ใช้ในสภาแห่งนี้คือข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมถืออยู่ในมือ
เดี๋ยวท่านท้วงอะไรครับ
ประท้วงครับ ท่านเปิดข้อบังคับ หน้า ๗๐ ครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวท่านก็ไม่รู้อีก
ท่านประท้วงเลยครับ ผมจะได้วินิจฉัย
ประท้วงว่าท่านประธานทําผิด กฎข้อบังคับให้อํานาจคนที่ไม่มีสิทธิอภิปรายพูดในสภาแห่งนี้ไม่ได้ ไปใหญ่ที่ฝ่ายบริหาร ที่นี่เราใหญ่กว่า เราเป็นอํานาจนิติบัญญัติ ท่านประธานเป็นประมุขของผม ท่านต้องปฏิบัติ ตามระเบียบของรัฐสภา ท่านเปิดข้อบังคับ หน้า ๗๐ ครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ ด้านซ้ายมือ เขียนว่า ผู้มีสิทธิอภิปรายชี้แจง ท่านดูให้ละเอียดนะครับ อย่าให้ฝ่ายบริหารมาอ้างอํานาจ บริหารกับนิติบัญญัติ ผมขออนุญาตอ่านครับ ข้อ ๑๗๑ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเข้า มาร่วมประชุมสภาเพื่อชี้แจงด้วยตนเอง ชัดหรือยังครับ ด้านซ้ายเป็นหมายเหตุไว้ให้ชัดเจน เกรงว่าคนที่ไม่รู้กฎหมายจริงจะวินิจฉัยผิด จึงเขียนไว้ว่า ผู้มีสิทธิอภิปรายชี้แจงเท่านั้น ท่านจะใหญ่ในอํานาจฝ่ายบริหารท่านไปใหญ่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี ท่านอยู่กระทรวงพาณิชย์ ท่านใหญ่ที่กระทรวงพาณิชย์ แต่ที่นี่นิติบัญญัติ
เอาละครับ คือท่านประท้วงก็ประท้วงไป อย่าไปรําพึงรําพันนะครับ
ไม่ใช่รําพึงรําพันนะครับ
ถ้าท่านบอกว่าผมต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ท่านนั่งลงผมจะได้วินิจฉัยครับ เชิญนั่งลงครับ ถ้าจะอ่านข้อบังคับมันต้องอ่านทั้งหมดนะครับ ก็รู้กันอยู่ แล้วก็ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วก็ให้มี การใช้สิทธิพาดพิงทั้ง ๒ ฝ่ายอยู่แล้วนะครับ ก็ทราบกันนะครับ เรื่องนี้ท่านกล่าวหาทั้งท่าน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุจริตนี้นะครับ ตั้งแต่ที่ผมบันทึกมานี่นะครับ ฉะนั้นก็ต้องให้ โอกาสเขานะครับ แต่ผมให้เฉพาะที่พาดพิงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านนั่งลง ท่านนั่งลงครับ ก็ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ
(นายขจิตร ชัยนิคม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านผู้ประท้วงครับ เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงผู้ประท้วงทั้ง ๓ ท่าน เริ่มจากคุณหมอสุกิจ แล้วคุณจุติ แล้วคุณไชยวัฒน์ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ วรรคแรก คําวินิจฉัยของประธานถือว่าเป็นเด็ดขาด เมื่อสักครู่ประธานวินิจฉัยถูกแล้วครับ การอภิปราย ท่านกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่ากระบวนการทํางานมีใคร เกี่ยวข้องบ้างก็ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เขาปฏิบัติ เวลาท่านอภิปรายท่านก็อภิปราย ทั้งกระบวนการ เวลาจะชี้แจงท่านกลับสกัดกั้นไม่ให้บุคคลที่ทําหน้าที่โดยตรงชี้แจง ไม่ถูกต้องครับ ไม่ต้องอาศัยอะไร อาศัยความคิดปกติของคนธรรมดานี้ก็ได้ครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีทั้งศักดิ์และสิทธิ์ ถ้าไม่ฟังประธานก็ให้ออกไป
ท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๘ แล้วก็สั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ ครับ คุณหมอวรงค์อภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีมิได้พาดพิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แม้แต่น้อย แต่คนที่พาดพิงรัฐมนตรีคือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีแค่อธิบายว่าแบ่งให้อนุกรรมการชุดไหนทํางานบ้าง แต่ไม่ได้กล่าวให้ อนุกรรมการชุดไหนเสียหาย นายกรัฐมนตรีไม่ได้กล่าวให้รัฐมนตรีเสียหาย เพราะฉะนั้น ท่านประธานจะให้สิทธิในการอภิปรายพาดพิงนายกรัฐมนตรีต้องพูดให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เสียหาย ซึ่งเมื่อสักครู่ไม่เสียหาย ที่สําคัญถ้าท่านจะพาดพิงกันเอง นอกห้องประชุมได้ครับ ไม่ต้องมาพาดพิงในห้องประชุมนะครับเลยขอบอกว่าท่านประธานครับ ตามข้อ ๘ ให้ท่านควบคุมการประชุมนะครับ ถ้าคุณหมอวรงค์พาดพิงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เมื่อไรลุกขึ้นมา
เชิญนั่งลงครับ เชิญฝั่งนี้อีกครับ เชิญท่านปรีชาพลครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น กระผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๘ ท่านไม่ได้ควบคุมการประชุมให้เป็นที่เรียบร้อยตามข้อบังคับ เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกฝั่งโน้นกับฝั่งนี้อยู่ในห้องประชุมเดียวกัน พวกกระผมฟังก็ฟังเหมือน ท่านประธานครับ มีการกล่าวหาว่ามีการทุจริตพาดพิงถึงท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็สามารถ กระทําได้ตามญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะท่านยื่นถอดถอน แล้วท่านก็กล่าวหาถึง คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้กํากับดูแล ด้วย ซึ่งทําให้ท่านเสียหายท่านประธานครับท่านมีสิทธิที่จะใช้สิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๒๓ และ ข้อ ๖๓ อย่างชัดเจน และคําวินิจฉัยท่านประธานนั้นถือเป็นที่สิ้นสุดครับ ไม่ใช่ว่าจะมาบอก ว่าอะไรพอท่านวินิจฉัยถูกตามเข้าใจแล้วถูกต้อง พวกผมไม่สามารถทําได้
เอาละครับ ท่านสมาชิกครับ เห็นไหม ๒ ฝ่ายประท้วงประธานอยู่ฝั่งเดียวนะครับ ก็ไม่สามารถที่จะถูกใจทุกฝ่ายได้นะครับ คือบางอย่างเราก็ต้องให้ท่านชี้แจงนะครับ เพราะมันไปพาดพิงเขา แล้วก็ถ้าจะอธิบายผมก็ไม่อยากไปอธิบายมากนะครับ เพราะว่า ตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๑๑ นายกรัฐมนตรีเขาก็มีอํานาจ ฉะนั้น ผมให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใช้สิทธิเอาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้อง
(นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนนท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ขอความร่วมมือท่านไชยวัฒน์นะครับ เชิญท่านประท้วงให้จบเลยครับ เอาประเด็นที่ประท้วง นะครับ แล้วท่านต้องยอมรับว่าประธานวินิจฉัยท่านก็ต้องยุตินะครับ
ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เดี๋ยวทีละท่านครับ ให้ท่านประท้วงจบก่อนแล้วก็เดี๋ยวถึงคิวท่านใจเย็น ๆ เดี๋ยวให้ท่านก่อน นะครับ ทีละท่านครับ เชิญท่านไชยวัฒน์ แค่ท่านจะลุกขึ้นฝั่งโน้นก็ประท้วงอีกแล้ว เห็นไหมครับ
ท่านใช้อํานาจท่านสิครับ
ท่านไชยวัฒน์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ครับ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยสงบนะครับท่านประธาน ท่านประธานดูข้อบังคับ ซ้ําอีกทีครับ ผมใช้เวลาน้อยที่สุดเพื่อประหยัดเวลาของสภาครับ ท่านประธานอ่านให้จบครับ ข้อ ๑๗๑ มีเจตนาชัดเจนไม่ใช่เอาอํานาจการบริหารราชการแผ่นดินจากสํานักนายกหรือระเบียบ ราชการแผ่นดินในกระทรวงอื่น ๆ มาใช้บังคับในห้องประชุมแห่งนี้ครับ ในห้องประชุมแห่งนี้ ฉบับนี้ใหญ่ที่สุด ข้อ ๑๗๑ เขียนไว้ชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุม เพื่อชี้แจงด้วยตนเอง ไม่เห็นจะต้องเข้าใจความหมายเป็นอย่างอื่น แล้วต่อไปครับ หากมีเหตุ จําเป็นให้โอกาสนะครับ เหตุจําเป็นอันนี้ท่านมีอํานาจวินิจฉัยว่าจําเป็นแค่ไหน ทําอย่างไร อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ชัดเจน เจ็บป่วย หนีไปต่างประเทศ กลัวจะถูกประชาทัณฑ์ ไม่อาจ หลีกเลี่ยง ฟังให้จบครับ
ท่านกําลังจะประท้วงว่าอะไรครับ ท่านจะประท้วงหรือท่านจะสอนข้อบังคับครับ
ท่านฟังให้หมดครับ ประท้วงว่า ท่านประธานทําผิดข้อบังคับ ต้องเอาข้อบังคับมาพูดกันครับ
เอาละครับ ท่านบอกว่าผมทําผิดข้อบังคับ ท่านนั่งลงผมจะวินิจฉัยครับ
ยังครับยังไม่จบครับ
นั่งลงครับ ท่านจะนั่งไหมครับ ผมเตือนครั้งที่ ๒ นะครับ ถ้าไม่นั่งก็เชิญออกจากนอกห้องประชุม เชิญออกจากนอกห้องประชุมครับ ๒ ครั้งแล้วนะครับ เดี๋ยวครับ ท่านสมบูรณ์ใจเย็น ๆ ครับ อย่างนั้นเชิญเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเชิญท่านไชยวัฒน์ออกนอกห้องประชุมก่อนครับ เดี๋ยวครับใจเย็น ๆ ครับ ทีละท่านถ้าท่านไม่ฟังท่านประธานก็ต้องเชิญออกนอกห้องประชุม ไปก่อน เจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่องหรือครับ เอาออกไปก่อนครับ เดี๋ยวค่อยวินิจฉัยอื่นนะครับ เพื่อความสงบเรียบร้อยครับ เชิญครับ
(นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทน คนที่หนึ่ง ได้มีคําสั่งให้ เจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภา เชิญนายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ออกจากที่ประชุม)
กรุณาอยู่ในความเรียบร้อยครับ ออกแล้วนะ ขอความกรุณานั่งครับ เมื่อออกไปแล้วเดี๋ยวจะ ได้ดําเนินการต่อครับ นั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวให้นั่งลงให้เรียบร้อยทุกฝ่ายก่อนครับ นั่งลงก่อน ท่านเรวัตครับ เดี๋ยวจะให้ท่านพูด ทุกคนอยู่ในความเรียบร้อย ก็ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ มาโต้เถียงกัน ท่านไม่ฟังก็ต้องออกไปอย่างนั้นนะครับ มันก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ท่านจะใช้ สิทธิอะไรเดี๋ยวค่อยยกมือ นั่งให้เรียบร้อยทุกท่านก่อน ใจเย็น ๆ ครับ นั่งให้เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวท่านประเสริฐนั่งให้เรียบร้อยทุกท่านก่อน ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่าผมให้ใช้สิทธิพาดพิง เท่านั้นเองนะครับ ฉะนั้นมันมีประเด็นเท่านี้ แล้วก็เกิดข้อโต้เถียงในเรื่องข้อบังคับ แล้วผมก็ ได้วินิจฉัยไปแล้ว แล้วท่านไม่ฟัง ก็ใช้ ๒-๓ ครั้ง ข้อนั้นไป จะไม่โต้เถียงกันแล้วครับ นั่งลงก่อนครับ นั่งลงทุกฝ่ายก่อนครับ แล้วท่านค่อยยกมือนะครับ เอาทีละท่านนะครับ เชิญท่านประเสริฐก่อนครับ เชิญครับ ทุกท่านนั่งลงก่อน เดี๋ยวท่านประเสริฐก่อน ทีละท่าน ใจเย็น ๆ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ความเป็นจริงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ มันไม่น่าจะเกิดครับ เมื่อวานจริง ๆ ผมก็ทักท้วง ขอประทานโทษนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่อยู่เมื่อวาน ตอนที่ท่านประธานวิสุทธิ์นั่งปฏิบัติหน้าที่ ผมเห็นการประท้วงในสภานี้ วุ่นวายมาก ผมก็เป็นผู้แทนราษฎรมาสมัยที่ ๖ ครับ แล้วอภิปรายไม่ไว้วางใจผมก็เห็น มาทุกครั้งครับ โดยสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการอภิปรายครั้งนี้ครั้งที่ ๓ ผมเป็นผู้หนึ่งที่อภิปรายทั้ง ๓ ครั้งครับ แต่ผมไม่เคยเจอ ครั้งนี้ วุ่นวายเท่ากับครั้งที่ผ่าน ๆ มาครับ สาเหตุที่ครั้งนี้วุ่นวายมากกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา เมื่อวาน ผมเตือนไว้แล้ว เพราะประธานทั้ง ๓ ท่าน ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ จริง ๆ เรื่องนี้ เป็นเรื่องของผู้อภิปรายกับผู้ถูกอภิปรายเท่านั้นครับ ถ้าอ่านข้อบังคับไม่ชัดเจน ปิดการประชุมแล้วไปอ่านใหม่ มาอภิปรายกันต่อสมัยหน้าก็ได้ ขยายวาระ ขายออกไป เอาให้กันถึงที่เลย เราไม่ยอมรับข้อบังคับ ประธานทําหน้าที่ ๒ วันนี้ผิดพลาดมาโดยตลอด ปล่อยปละให้มีการประท้วง คนพูด ๑ คํา ประท้วง ๑ คน มีหรือครับ คนที่ถูกญัตติ ไม่ไว้วางใจต้องเป็นผู้ตอบเท่านั้น ขอประทานโทษนายกรัฐมนตรี ว่านายกรัฐมนตรีนี่ อยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีกรุณาตอบเองเถอะครับ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจเรื่องนั้น หลายเรื่อง เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ให้รัฐมนตรีที่ยืนตอบแทนเขียนโน้ต (Note) ให้นายกรัฐมนตรีตอบ จะได้จบครับ สภานี้จะได้ ไม่วุ่นวาย นายกรัฐมนตรี นั่งลงเถอะครับ ปฏิบัติตามข้อบังคับ ตามหมวด ๑๐ การเปิด อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจเท่านั้นครับ อย่าใช้หมวดอื่น หมวดนี้เป็นหมวดวาระ พิเศษครับ อย่าฝืนเลยครับ เราสภานี้ทําให้ข้างนอกวุ่นวายมากี่ครั้งแล้วครับ วันที่มี พ.ร.ก. นิรโทษกรรม
นั่งลงครับ เอาเฉพาะประเด็นที่เรากําลังปรึกษากันอยู่นะครับ พอแล้วครับ เดี๋ยวฝั่งนี้เขาก็ ประท้วงผมอยู่ เดี๋ยวมีประท้วง
คุยให้เข้าใจ ผมก็อยากให้ การอภิปรายมันราบรื่น จบด้วยดีนะครับ วันที่มี พ.ร.บ. นิรโทษกรรมก็ไม่ใช่ท่านประธานสมศักดิ์ หรือครับว่าจะเอาให้จบ แล้วท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่าน ก็ลุกขึ้นมานั่งปกป้องอยู่ทั้ง ๒ ม้านั่ง ๓ ตัวเต็มพรึบไปหมด จนทําให้ข้างนอกวุ่นวายไม่ใช่หรือครับ มาจากพวกเราเองใช่ ไหม ใช่ไหมท่านประธาน ยอมรับเถอะครับ วันนี้ท่านประธานยึดข้อบังคับเถอะครับ ใช้ข้อ ๑๗๑ บอกให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั่งลงเถอะครับ อย่าฝืนเลยครับ แล้วให้ การอภิปรายดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งฟังผมพูดทุกคํา ทุกประโยค นายกรัฐมนตรียกมือ ตอบเลยครับ แล้วบอกให้รัฐมนตรีทุกคนนั่งลง
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉันได้ตอบในเนื้อหาที่ดิฉัน ตอบแล้วนะคะ แต่ประเด็นที่ดิฉันได้ตอบนั้นต้องขอเรียนท่านสมาชิกเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้เป็นประธาน กขช. นั้น ๑. ดิฉันได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี นิวัฒน์ธํารงในการที่จะเป็นประธานในการประชุมทุกครั้ง และปัญหาที่ถูกท่านสมาชิกได้ กล่าวถึงนั้นเป็นขั้นตอนในการปฏิบัติ ซึ่งถือว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็น ประธาน กขช. และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่กํากับ อคส. ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามที่ท่านกล่าว ถ้าท่านกล่าวหาในประเด็นทุจริต ดังนั้นจึงต้อง ขออนุญาตเรียนว่าในเนื้อหาของนโยบายก็คือกํากับทุกขั้นตอนไม่ให้มีการทุจริต และดิฉัน ก็ได้ตอบคําถามต่าง ๆ เหล่านี้หมดแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านพายัพครับ คุณหมอชลน่านก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานได้ประท้วงท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติท่านประเสริฐ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ผมเข้าใจครับว่าข้อประท้วงท่าน ท่านใช้หมวด ๑๐ ในการอภิปรายอ้างข้อ ๑๗๗ แต่ผมอยากให้ท่านไปดูข้อ ๑๗๒ ด้วยนะครับ ข้อ ๑๗๒ ถ้าท่านไม่ดูท่านจะทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ วรรคสองเขาเขียนชัดเจนครับ การอภิปรายตามวรรคหนึ่งนอกจากที่กําหนดไว้ในส่วนนี้แล้ว ให้นําความในหมวด ๓ คือการอภิปรายในส่วนที่ ๓ ครับ หมวด ๓ ว่าด้วยเรื่องของการประชุม ส่วนที่ ๓ คือการอภิปรายมาใช้บังคับโดยอนุโลม ยกเว้นข้อ ๕๙ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกรณีพาดพิง ถ้าประธานวินิจฉัยว่าจําเป็นให้ก็ให้ได้ครับ ข้อ ๑๗๒ เขียนให้อํานาจอยู่แล้วท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ
เดี๋ยวทีละท่านนะครับ ต่อไปคุณหมอสุกิจก่อนนะครับ เดี๋ยวคุณหมอสุกิจ มาที่ฝั่งนี้ ท่านพายัพนะครับ ท่านจะได้ทราบ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง คุณหมอชลน่านท่านอ่านแล้วก็ไม่รู้ว่าแกล้งไม่เข้าใจหรืออะไร ที่ท่านชี้ข้อ ๑๗๒ วรรคสอง เขาเขียนชัดเจนใช่ไหมครับว่าการอภิปรายตามวรรคหนึ่งนอกจากที่กําหนดไว้ในส่วนนี้แล้ว ถึงจะเอาหมวด ๓ ส่วนที่ ๓ มาใช้ แต่อันนี้มันกําหนดอยู่ชัดเจนในข้อ ๑๗๑ ท่านดูสิครับ กําหนดชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องมาตอบด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นมันกําหนด ในส่วนนี้แล้ว จะเอาส่วนอื่นมาใช้ให้เหนือกว่าส่วนนี้ไม่ได้ เพราะอันนี้คือส่วนของหมวดของ การอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเฉพาะ แล้วท่านประธานก็ไม่ต้องให้ใครชี้แจงหรอกครับ เพราะเมื่อกี้ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านตอบหมดแล้ว ก็จบครับ คนอื่นไม่ต้องชี้แจง เพิ่มแล้วครับ ท่านได้ยินไหมครับเมื่อสักครู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านตอบหมดแล้ว
ท่านนั่งลงครับ ท่านประท้วงท่านนั่งลงครับ ท่านไม่ต้องอธิบายนะครับ เชิญฝั่งนี้ประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับการประชุมสภา ในการทําหน้าที่ของท่าน ข้อที่ ๘ ในสมาชิกสภาแห่งนี้ ใช้การบังคับการประชุมสภาเล่มเดียวกัน อ่านไปทุกหน้าก็หน้าเดียวกัน คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นี้ ในเวลาที่ประชุมก็ใช้ข้อบังคับเช่นเดียวกัน ต่างคน ต่างมีความเห็นในเนื้อหาข้อบังคับการประชุมสภาเช่นเดียวกัน เมื่อมีความเห็นต่างกัน คนทําหน้าที่ในการวินิจฉัยตัดสินขั้นสุดท้าย คือ ประธานสภา ในเวลาท่านตัดสินอย่างไร เราก็ฟังท่าน เมื่อวานนี้ท่านตัดสิน สมาชิกคัดค้านไม่เห็นด้วย ประธานสภาเมื่อวานนี้ ไล่นายพิเชษฐ์ออกนอกสภา ๓ ครั้ง เอาตํารวจมาไล่ ๓ ครั้ง หน้าตาอย่างนายพิเชษฐ์มันไม่มี เลยหรืออย่างไร หน้าตาอย่างคนเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงรายมันไม่มีหรืออย่างไร เราต่างมีความเห็นในสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานครับ ทําไมกล่าวหาคนอื่นได้ ทําไม กล่าวหาคนอื่นได้ละครับ
เอาอย่างนี้ครับ คือ อย่าไป
มีความคิดเหมือนกันครับ ในสภาแห่งนี้
เชิญอาจารย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมประท้วง ท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ การรักษาความเรียบร้อยในที่ประชุม ท่านประธาน ครับ ก่อนที่สมาชิกจะประท้วงท่านต้องถามก่อนนะครับว่า ท่านผิดข้อไหน จะประท้วง ตามข้อไหน ไม่ใช่ปล่อยให้สมาชิกมาพูดเพ้อเจ้ออย่างนี้ไม่ได้ ท่านประธานต้องเคร่งครัด
เอาละครับ ขอบคุณอาจารย์ประกอบครับ เชิญประธานวิปรัฐบาล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ต้องด้วยความเคารพท่านผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายไปเบื้องต้นเมื่อสักครู่นั้น ผมอยากจะเสนอ หาทางออก โดยเฉพาะในการประชุมในวันนี้ เพื่อให้เป็นไปตามที่ผมได้คุยกับทางซีกฝ่ายค้าน ว่าจะให้กําหนดในช่วงปิดประชุมให้ได้ตามกําหนดเวลาที่ได้กําหนดไว้ ผมอยากจะให้ ท่านประธาน ขออนุญาตได้ใช้วรรคท้าย การชี้แจงตามวรรคหนึ่งจะชี้แจงด้วยคําอภิปราย ของสมาชิกทีละคนเป็นลําดับไป หรือจะรอรวมชี้แจงครั้งละหลายคนก็ได้นะครับ ดังนั้นวันนี้ ผมอยากจะขอให้ท่านสมาชิก ท่านผู้ทรงเกียรติที่จะอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องจํานําข้าวที่จะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบนั้น ได้สอบถามให้หมดทุกคนแล้วให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบ ครั้งเดียว ผมสามารถเชื่อมั่นเลยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถตอบได้ครับ ผมอยากจะให้ ในที่ประชุมได้พิจารณาตรงนี้ด้วยความเคารพครับท่าน ท่านประธานครับ ก็ขอให้ซีกฝ่ายค้าน ได้อภิปรายในเรื่องของจํานําข้าวให้หมดเลย แล้วให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนั้นได้ตอบ ครั้งเดียวเลยครับ เอาเรื่องจํานําเขาให้จบเลย ขอความร่วมมือจากทางซีกฝ่ายค้านด้วยครับ ขอบคุณครับ
คือท่านสมาชิก เป็นอย่างนี้ครับ ใจเย็น ๆ ครับ คือข้อบังคับมันใช้ก็รู้กันอยู่ทุกท่านนะครับ ประธานเองก็ไม่อยากพูดหรอกครับ ก็ไม่เป็นอะไรครับ ท่านจะพูดอย่างไรก็สุดแล้วท่านเถอะ ทุกอยากก็ยึดถือตามข้อบังคับ โดยหลักการอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้ที่ถูกอภิปรายต้องมาชี้แจง ด้วยตนเองหลักมันเป็นอย่างนี้นะครับ เว้นนะครับเขาก็มีอยู่อย่างที่ท่านผู้อาวุโสพูดนี่ละ แต่ถ้าท่านต้องอ่านไปให้หมดจนถึงข้อ ๑๗๒ เขาก็ยังมีอนุโลมว่าเอาหมวด ๓ มาใช้ เว้นเฉพาะข้อ ๕๙ คือข้อบังคับก็เท่านั้นเอง ฉะนั้นประเด็นมันอยู่ที่ว่าผู้ถูกอภิปรายนอกจาก ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีท่านอื่นโดนพาดพิงประธานมีสิทธิไหม ก็มีสิทธิให้ท่าน ชี้แจงได้ ก็เหมือนหลายท่านถูกอภิปรายนี่ละ ก็เป็นปกติเท่านั้นเอง เพียงแต่ท่านไม่ต้องการ ให้พวกนี้มาชี้แจงแทนท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง มันก็เท่านั้น เอาให้เป็นธรรมทุกฝ่าย ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ขณะนี้ผมถูกต่อว่าทั้ง ๒ ฝ่าย เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเรียนท่านประธานเรื่องเนื้อหาที่พวกกระผมอภิปรายครับ เพื่อจะได้ ข้อยุติในเรื่องนี้นะครับ ที่จริงเมื่อวานนี้ถ้าท่านประธานจะได้ฟังตอนที่ผมนําเสนอในการ อภิปรายเรื่องของการจํานําข้าว ประเด็นแรกที่กระผมได้กราบเรียนต่อที่ประชุมก็คือว่า พวกกระผมเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ออกแบบนโยบายผิด จึงนํามาสู่ความเสียหาย และการทุจริต ผมย้ําหลายครั้งว่าการทุจริตในโครงการจํานําข้าวพวกกระผมไม่ได้มองว่า เป็นการทุจริตในทางปฏิบัติ แต่เกิดจากปัญหาการออกแบบนโยบาย ซึ่งผู้ที่จะต้องรับผิดชอบ คือประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และในญัตติพวกกระผมอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่าท่านปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและท่านลอยตัวหนี ปัญหา นี่คือข้อกล่าวหาครับ ถ้าเป็นกรณีอย่างเช่นเมื่อวานนี้นะครับ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่าน ส.ส. นิพิฏฐ์ อภิปรายนายกรัฐมนตรี แต่บังเอิญไปพาดพิงคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีหลายท่านลุกขึ้นมาชี้แจงก็ไม่มีปัญหาครับ เป็นไปตามข้อบังคับ แต่ผู้ที่อภิปราย เรื่องข้าววันนี้ไม่ได้อภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กําลังบอกว่านโยบายข้าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นข่าวการการทุจริตเอื้อฉาวมาเป็นภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๓ หัวหน้ารัฐบาล ทําไมจึงยังละเลย หรือยังไม่รู้เรื่อง หรือไม่ทําอะไรอีก ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบชี้แจง อย่างที่ท่านตอบแล้วบอกท่านตอบหมดแล้วก็จบครับ เราก็ไปประเด็นอื่นต่อ เพราะเรื่องนี้ ผมย้ําอีกครั้งญัตติชัดครับ ถ้าพวกผมไปกล่าวหาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงว่าทุจริตผมก็ อภิปรายไม่ได้สิครับ เพราะไม่ได้ยื่นถอดถอนท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ไว้ท่านต้องประท้วงไปแล้ว แต่พวกผมไม่ได้มีใครอภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เลย เพราะผมย้ํานะครับ มันไม่ใช่การทุจริตในทางปฏิบัติในเรื่องนี้อีกต่อไปครับ จะเป็นรัฐมนตรีบุญทรง หรือรัฐมนตรี บุญทรงไพศาล ก็ไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นอยู่ที่ว่าวันนี้หัวหน้ารัฐบาลรู้หรือยัง ยังลอยตัวอยู่ หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องข้าวจบแล้วครับ ท่านประธานกรุณาให้เราเดินหน้า อภิปรายในเรื่องอื่นต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวเชิญท่านวราเทพครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ถ้าเป็นไปอย่างที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดนะครับ ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีเกือบทุกคนละครับมีสิทธิพูด เมื่อสักครู่ คุณหมอวรงค์อภิปรายโยงประเด็นการทุจริตว่าเกิดจากการออกแบบของคณะกรรมการ กขช. มีมติ คณะกรรมการ กขช. รองนายกรัฐมนตรี ทําหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น นั่นคือข้อหาที่ ๑ ว่าท่านกล่าวหาว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารงทุจริตแล้ว แต่ตรงนั้น ถ้าไม่สําคัญ สําคัญประโยคใกล้ ๆ การอภิปรายตอนสุดท้ายหมอวรงค์ครับ ใกล้ ๆ การอภิปราย ตอนสุดท้ายหมอวรงค์ครับ หมอวรงค์บอกว่ามีการแบ่งกัน ผลประโยชน์ รัฐมนตรีพวกท่าน ตรงนี้ครับ ผมว่าเสียหายครับ คุณหมอวรงค์ยอมรับสิครับว่าไม่ได้พูด ท่านพูดชัดเจนครับ ผมนั่งอยู่เมื่อสักครู่ เพราะว่าจะต้องตอบคําถามรอท่านอภิปราย ผมไม่อยากประท้วง ท่านพูดชัดเจน คนฟังทางบ้านเขาก็ทราบดี โยงไปว่ามีรัฐมนตรีได้รับผลประโยชน์ครับ ผมว่า รัฐมนตรีเสียหายครับ ท่านลุกออกมาพูดบอกว่าไม่ใช่ ก็ต้องไปถอนคําพูดแล้วครับ
คือผมก็ได้บันทึกไว้แล้วนะ ท่านก็ไปพูดขมวดตอนท้ายอย่างไร เดี๋ยวคุณหมอวรงค์ก่อน เอาเรื่องต่อเนื่องกันก่อน เดี๋ยวจะให้ฝั่งโน้นประท้วงครับ เดี๋ยวให้ต่อเนื่องกันก่อน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะที่เสียหาย ที่ทางท่านวราเทพ ได้กล่าวมา คําว่า ที่ผมบอกว่า ผลประโยชน์อยู่ในกลุ่มพวกท่าน ผมก็ได้โยงตัวละครให้เห็นแล้ว ผมไม่ได้บอกว่ารัฐมนตรีคนไหน แต่หมายความว่าท่านก็เห็นตัวละครเสี่ยเปี๊ยก เสี่ยเปี๋ยง เสี่ยอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร ท่านประธาน ฉะนั้นท่านต้องฟังให้ครบ
เดี๋ยวถ้าเกี่ยวข้องเดี๋ยวผู้ที่เกี่ยวข้องเขาชี้แจง อดทนหน่อยครับ อดทนทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ละ
ประเด็นก็คือ คนรับผิดชอบ ผมอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธาน กขช. ที่ต้องรับผิดชอบโดยตําแหน่ง ท่านจะต้องชี้แจงผมเท่านั้น ผมไม่ได้พาดพิงถึงคนอื่น ไม่ได้ว่าคนอื่น ว่านายกรัฐมนตรี คนเดียว ทําไมปล่อยปละให้เป็นอย่างนี้ ผมถือว่าท่านส่อเจตนาทุจริต ผมถึงย้ําแล้วย้ําอีก ว่าท่านส่อเจตนาทุจริต ท่านต้องชี้แจงผม แค่นี้เอง
เอาละครับ เดี๋ยวฟังโน้นประท้วงก่อนครับ ให้จบผู้ประท้วงก่อน เชิญ ข้างหลังครับ ไม่ใช่ ข้างหน้านะครับ ด้านหลัง ด้านหน้าพอแล้ว จะเดินหน้าได้ครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยครับ ขอกราบเรียนประท้วงท่านประธานด้วยความเคารพ ในข้อ ๘ ที่ถือว่า ท่านได้วินิจฉัยเสร็จสิ้นเด็ดขาดแล้วนะครับ เหตุผลผมมีอย่างนี้ครับ ท่านครับ เหตุผลผมคือ ญัตติอภิปรายในวันนี้ที่เรื่องควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อในมาตรา ๒๗๑ นี้ได้ระบุ ความผิดเป็นข้อ ๆ ชัดเจน ตามญัตตินะครับ ถ้าตรวจสอบจากเอกสารญัตตินี้นะครับ บอกว่า กระบวนการทุจริตทุกขั้นตอน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทํางานทุกขั้นตอนได้ไหมครับ และสิ่งที่ อภิปรายนี่ก็โยงว่าทุจริตในชั้น อคส. เพราะฉะนั้นใครที่กํากับ อคส. และเกิดการทุจริตนี้ นะครับ คนนั้นก็ถือว่าถูกพาดพิงอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นเหตุผลผมก็คือว่าโดยเอกสาร ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ และสิ่งที่อภิปรายนี่ได้โยงการทุจริต ในแต่ละขั้นตอนที่ไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น ผู้ที่ถูกพาดพิงคือท่านนิวัฒน์ธํารง และก็รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ยรรยงนี่ ถือว่าตอบได้ครับ
เอาละครับ คืออย่างนี้ครับ ผมก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ส่วนจะถูกใจไม่ถูกใจอีกเรื่องหนึ่ง ท่านก็ใช้สิทธิกันตั้งแต่เมื่อวานนี้ ก็ให้ใช้สิทธิกันพาดพิงกันไปนะครับ แต่ไม่ให้เป็นการโต้เถียงกัน นะครับ ผมก็จะให้ใช้สิทธิพาดพิง
(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านประท้วงก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อ ๘ นะครับ ทุกครั้งที่ทางฝ่ายค้านยืนขึ้นประท้วง ท่านจะถามว่าประท้วงข้ออะไร ให้บอกถึงข้อบังคับ แล้วก็จะ
ท่านยืนผมยังไม่ได้ถามเลย ท่านมาพูดได้อย่างไรครับ
นั่นทุกครั้ง นี่ครั้งนี้ครับ ผมกําลัง จะประท้วงว่าท่านไม่ถามเขาว่าเขาประท้วงข้ออะไร
เชิญ ๆ เชิญครับ เชิญท่านประท้วงครับ
ท่านอย่าค้านผมสิครับ ฟังผมหน่อย ทุกครั้งที่ผมประท้วงท่านต้องจี้ผมอย่างนี้ทุกที ให้คนอื่นเขาทําหน้าที่
เชิญประท้วงเลยครับ เชิญประท้วงครับ
ผมกําลังจะประท้วงนี้ครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ครับ ให้ควบคุมการประชุมตามข้อบังคับครับ ไม่ใช่ว่า พอฝ่ายค้านประท้วงต้องถามว่าข้อบังคับข้อไหนทําอะไร ถ้าฟังไม่ได้ก็ผมว่าให้คนอื่น ขึ้นทําเถอะครับ
ถ้าไม่ประท้วงท่านนั่งลงครับ มีผู้อื่นประท้วง นั่งลง บางทีก็ต้องทําให้หน้ายักษ์เหมือนกัน นะครับ เดี๋ยวอาจารย์รัชฎาภรณ์ เพราะว่าเห็นเมื่อวานท่านผู้นําฝ่ายค้านบอกว่าต้องให้ท่าน เชิญครับ
ท่านประธานสภาคะ
เดี๋ยวทีละท่านครับ ใจเย็น ๆ ครับ ทีละท่านครับ เอาอาจารย์รัชฎาภรณ์ก่อน
ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ก็กราบเรียนท่านประธานค่ะ บรรยากาศอย่างนี้มันเริ่มมาอีกเหมือนเมื่อวาน ดิฉันประท้วงข้อ ๘ นะคะ ท่านต้องควบคุม การประชุม แล้วก็เวลาอภิปรายท่านไม่ต้องให้ใครมาทําตัวเป็นทนายหน้าหอ แล้วก็มาชี้แจง ข้อประชุม ข้อประท้วงอะไรทั้งหลาย
เอาประท้วงดีกว่าครับ อย่าเพิ่งไป
ก็ประท้วงค่ะ ก็ประท้วงว่าอย่าให้ มีทนายหน้าหออยู่ในที่ประชุม แล้วก็ปล่อยให้ท่านนายกรัฐมนตรี มีหลายท่านมาชี้แจงแทน ท่านนายกรัฐมนตรี ปกป้อง
เอาว่าใครฝ่าฝืนเรื่องอะไรนะครับอย่าไปพาดพิง เดี๋ยวไม่จบครับ
ไม่พาดพิง ท่านประธานคะ ก็เพื่อที่จะให้นี่เป็นการอภิปรายนายกรัฐมนตรี ให้ท่านชี้แจงเองสิคะ ท่านก็ลุกขึ้นพูดได้ ทุกครั้ง เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องควบคุมการประชุมว่าผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องก็อย่าให้ลุกขึ้น ปกป้อง หรือชี้แจงแทนมากนัก ไม่อย่างนั้นมันก็กลายเป็นการดูถูกท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านสุณีย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ การควบคุมการประชุม ดําเนินไปให้เกิดความเรียบร้อย ซึ่งเมื่อสักครู่ต้องขอบคุณที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้เรียนแล้วว่า เมื่อการอภิปรายในวาระเรื่องข้าว และท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนขึ้นมาตอบแล้วว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบหมดแล้ว ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็บอกว่าประเด็นนี้ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีตอบแล้ว ก็ให้เปิดประเด็นเรื่องอื่นต่อไปได้เลย บรรยากาศมันจะได้ ไปได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านประธานก็เดินต่อไม่ได้ การอภิปรายก็จะไม่จบ ดิฉันเองก็รอฟังอยู่ ตลอดท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็อุตส่าห์บอกแล้วว่าประเด็น ส่วนนายกรัฐมนตรี ตอบไปแล้วใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อมั่นเป็นสิทธิของผู้ฟังที่จะตัดสินใจ เดินต่อหน้าเถอะค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณค่ะ
เชิญข้างหลังครับ ยังไม่จบ เชิญด้านหลังให้จบเลยครับ จะได้เดินหน้าได้ครับ
ท่านประธานครับ ผม ปวีณ แซ่จึง ครับ ศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ แล้วข้อบังคับการประชุมได้ให้อํานาจท่านประธาน อยู่แล้ว ตามข้อ ๘ นะครับ ที่ประท้วงกันบ่อย ๆ แล้วก็ข้อ ๑๗๑ ที่เราอ้างถึงนะครับว่า นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงด้วยตนเอง ตอนนี้คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีทีถูกอภิปรายได้เข้าประชุมพร้อมคณะรัฐมนตรี ทีนี้เราจะต้องมาดู ข้อ ๑๗๒ วรรคสุดท้าย ตอนสอง ก็คือการอภิปรายตามวรรคหนึ่งนอกจากที่กําหนดไว้ ในส่วนนี้แล้ว ให้นําความในมาตรา ๓ ส่วนที่ ๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ถ้าเราจะมาดูส่วนที่ ๓ ก็คือการอภิปราย เวลาอ่านข้อบังคับการประชุมต้องอ่านให้มันจบ เพราะว่าข้อบังคับ การประชุมเขียนเพื่อให้สอดคล้องและให้ต่อเนื่องเกี่ยวเนื่องกัน เพราะฉะนั้นในการอภิปรายในส่วนที่ ๓ เขาเขียนไว้ว่า ในข้อ ๖๘ ประธานอาจอนุญาตให้ รัฐมนตรีมอบหมายให้บุคคลอื่นใดชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมประกอบการอภิปรายของ รัฐมนตรีก็ได้ มันได้ไหมครับถ้าอ่านง่าย ๆ อย่างนี้ ผมว่าพยายามตีความให้มันง่าย ท่านจะ อภิปรายอภิปรายไป และผมขอร้องพรรคเพื่อไทยเรานะครับให้ท่านอภิปรายไปเถอะ ข้อเท็จจริงมันมีอยู่ ส่วนรัฐมนตรีนี่ผมว่าน่าจะเอาไว้ตอบตอนท้าย ๆ ให้ท่านอภิปรายไปก่อน แล้วจะได้ตอบ มันจะได้กระชับเข้า เวลาท่านถามก็จดไว้ ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรี มีอํานาจที่จะมอบหมายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถ้าดูตามข้อบังคับ ข้อ ๖๘ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ โปรดพิจารณาครับ
พอแล้วครับ เดี๋ยวเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่ เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมขอใช้ เวลาเพียง ๒-๓ นาที เพื่อพูดถึงเรื่องที่พาดพิงทําให้กระผมเสียหายนะครับ
ข้อที่ ๑ เรื่องเกี่ยวกับการทุจริตที่บอกว่ามีการทุจริตแล้วก็พวกท่านทั้งหลาย รัฐมนตรีทั้งหลายนี้ได้รับส่วนแบ่งไปด้วยนี้นะครับ ต้องขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ต้องขอ ชี้แจงนะครับ ไม่อย่างนั้นจะเสียหายนะครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับว่าการดําเนินงาน ของเรานี้นะครับ เรามีขั้นตอน เรามีระดับในการทํา ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในส่วนนโยบาย ผมก็อยู่ในส่วนนโยบายบ้างบางส่วน แต่ก็มีส่วนปฏิบัติอยู่ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ต้องแยกแยะ ต้องขอเรียนว่ากรณีข้าวถุงนี้นะครับ เป็นเรื่องของเท่าที่ฟังตั้งแต่เช้าตั้งแต่ เมื่อวานนี้นะครับ เป็นเรื่องของการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นถ้ามีการทุจริตก็อย่ามาโทษ อย่ามากล่าวหาต้องขอปฏิเสธนะครับว่าทางกระผมเอง ทางท่านนายกรัฐมนตรีเอง ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตนะครับ เป็นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ที่กล่าวหาว่ามีการทุจริตหลายร้อยล้านบาท จากการนําข้าว ๒.๕ ล้านตัน ไปทําข้าวถุงนี้นะครับ ต้องขอเรียนอย่างนี้ครับว่า โครงการเป็นเช่นนั้นจริง แต่เบิกไปทําเพียงน้อยนิดนะครับ เพียง ๕๙๐,๐๐๐ ตัน ที่เหลือไปไหนครับ คืนคลังทั้งหมดครับ ผมเป็นคนสั่งการให้นํามาคืนคลังทั้งหมดนะครับ ต้องขอเรียนว่าตัวเลขที่ท่านกล่าวถึงว่า เอาข้าวไป ๒.๕ ล้านตันนั้น ไม่จริงนะครับ เอาไปเพียง ๕๙๐,๐๐๐ ตัน หรือว่า ๖๐๐,๐๐๐ ตัน เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะไปทําข้าวถุงนะครับ ต้องขอปฏิเสธว่าตัวเลข ที่นําไปใช้ ๒.๕ ล้านตันนั้น ไม่ใช่นะครับ เป็นประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นความเสียหายถ้ามีก็จะมีประมาณนั้นนะครับ
เรื่องที่ ๓ อยากเรียนว่า ท่านได้ข้อมูลจากสารวัตรเหยินนะครับ ต้องเรียนว่า สารวัตรเหยินนั้นได้ถูกมีความผิดได้ถูกไล่ออกจาก อคส. นะครับ เรื่องนี้ อคส. ทราบการ ทุจริต โดยกรรมการตรวจสอบของ อคส. หรือออดิท คอมมิทตี (Audit Committee) อคส. เป็นรัฐวิสาหกิจนะครับ มีคณะกรรมการตรวจสอบได้ทราบข้อมูลอย่างนั้น ได้มีการตรวจสอบ ข้อมูล สารวัตรเหยินถูกไล่ออกไปนะครับ มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว อันนี้ก็อยากเรียนเพิ่มเติมว่าเรื่องทุจริตทั้งหลายถ้ามีจริงนะครับ ตอนนี้การตรวจสอบ ยังไม่สําเร็จลุล่วงนะครับ ถ้ามีจริงก็จะอยู่ในระดับนั้น ขอเรียนเพิ่มเติมว่าหากท่านมีข้อมูล ที่เราจะให้ดําเนินการ ถ้าท่านเห็นว่ามีการทุจริต ขอให้นําส่งข้อมูลให้เราด้วย เราจะได้นําไป ดําเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านอัญชลีครับ เดี๋ยวนะครับท่านอัญชลีขอดูเอกสารนิดหนึ่ง ของท่านอัญชลีมีเอกสารไหม
มีค่ะ แล้วก็ได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้วค่ะ
ได้รับอนุญาตนะครับ ของท่าน ๒๐ นาที ใช่ไหมครับ ถูกต้องไหมครับ
๒๐ ถึง ๒๕ นาทีค่ะ
ยังไม่เห็นเอกสารที่ทางวิปแจ้งมาเลยนะครับ กี่นาทีครับทางวิป เดี๋ยวนะครับ ให้ท่านอัญชลี พูดก่อนได้ไหมครับ พอเห็นท่านเฉลิมขึ้นฝั่งนี้ก็มาแล้วนะครับ ท่านอัญชลี ๒๕ นาทีนะครับ ท่านอัญชลีประเด็นข้าวไหมครับ ไม่เกี่ยวใช่ไหมนะครับ อย่างนั้นเอาประเด็นพาดพิงก่อน แล้วกันนะครับ เอาให้จบเรื่องข้าวก่อนนะครับ เอาทีละฝ่ายนะครับ เดี๋ยวท่านวัชระ ท่านประท้วงใช่ไหมครับ เชิญท่านรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมถูก พาดพิงเต็ม ๆ
บอกประเด็นครับ ท่านครับบอกประเด็น แล้วท่านเสียหายอย่างไรก่อนนะครับ เชิญครับ แล้วท่านจะได้ ผมจะอนุญาตครับ ท่านตอบประเด็นก่อน
คืออย่างนี้ครับ ผมไม่ชอบพูดอยู่แล้ว เว้นแต่เป็นหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมไม่เคยเปรอะ ในสภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปรายพาดพิงว่าการโกงเรื่องจํานําข้าว รัฐมนตรีมีส่วนร่วม มีส่วนได้ ฝ่ายค้านไม่รู้ มติ ครม. ที่จังหวัดชลบุรี นายกรัฐมนตรีนี่ละครับ มอบหมายให้ผม ตั้งคณะตํารวจหลายพันคนเพื่อตรวจสอบการรับจํานํา นั่นแสดงว่ารัฐบาลมีเจตนาไม่ทุจริต แล้วคุณไปบอกว่าผมไปได้ด้วย ผมไม่ได้ ไม่มี ตอนหลังเปลี่ยนหน้าที่ให้ผมไปเน้นปราบปราม ยาเสพติด ผมไปทําหน้าที่นั้น เรื่องที่ ๒ ผมเรียนท่านประธานว่าการรับจํานําข้าว
เดี๋ยวท่านไปนั่งครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ การรับจํานําข้าวเป็นนโยบายพรรคเพื่อไทย ผมปราศรัยทั่วประเทศ แล้วเราก็รู้ว่ามันขาดทุน แต่ประชาชนได้ประโยชน์ มันก็จะไปพิสูจน์กันในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป การบริหารราชการ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะให้รัฐมนตรีบางคน เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับผิดชอบทั้งหมด
เอาละครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิง และเดี๋ยวมีผู้ประท้วงอีก
ท่านครับ อีกครึ่งนาที ไม่เหมือนกับรัฐบาลบางรัฐบาล
เอาละครับ ถ้าไปกระทบเดี๋ยวก็ได้เรื่องอีกนะครับ ไม่อนุญาต นั่งลงครับ เดี๋ยวคุณวัชระก่อน เมื่อสักครู่บอกให้รอ คุณวัชระ เชิญท่านวัชระ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี นิวัฒน์ธํารงได้ชี้แจง กรุณาสารวัตรเหยินว่าถูกไล่ออกจาก อคส. แม้ว่าสารวัตรเหยินนั้น จะเป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล แต่ผมเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการงบประมาณพิจารณา รายจ่ายประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ขออนุญาตชี้แจงในกรณีนี้ครับท่านประธานครับ
เดี๋ยวเอาใหม่สิครับ ประเด็นใหม่สิครับ
ประเด็นนี้ครับ ท่านประธานครับ คือสารวัตรเหยินนี่ไม่ได้ถูกไล่ออกจาก อคส. ครับ เพราะสารวัตรเหยิน คือ พันตํารวจตรี ศรายุทธ สกุลมีฤทธิ์
ไม่ได้หรอกครับประเด็นนี้ ให้ประเด็นประท้วงครับ แต่จะไปชี้แจงแทนเขาไม่เอา เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ และผม กราบเรียนท่านประธานครับ คือเนื่องจากว่าท่าน พันตํารวจตรี ศรายุทธ สกุลมีฤทธิ์ ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านชี้แจงในกรรมาธิการงบประมาณว่าท่านลาออกครับ ลาออกจาก ผู้อํานวยการ อคส. และผมขอใช้สิทธิพาดพิงตามที่ท่านเฉลิมได้พูด
เอาละครับ เท่านี้ พอแล้วครับ ไม่ได้พาดพิงเกี่ยวกับท่านเลย ไม่มีหรอกครับ เชิญนั่งลง ท่านวัชระ เชิญนั่งลงก่อน มันนิดเดียวไม่ได้ เดี๋ยวทุกคนก็นิดเดียวทั้งสภา เพื่อที่ให้ การดําเนินการดําเนินต่อไปได้ ผมจะไม่อนุญาตแล้ว จะให้ท่านอัญชลี วานิช เทพบุตร เชิญครับ ท่านครับ ๒๕ นาทีครับ เชิญครับ ขอบคุณมากครับ ไม่อนุญาตครับ ส่วนหลังจาก ท่านอัญชลีแล้วท่านจะใช้สิทธิเดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ ให้อภิปรายเสร็จ ผมขอลําดับอย่างนี้ หลังจากท่านอัญชลีแล้วนะครับ จะได้เตรียมตัว จะเป็นท่านจุติ ไกรฤกษ์ แล้วก็ท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ นะครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ได้มีการกล่าวหา นางสาวยิ่งลักษณ์ว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ เห็นแก่ประโยชน์พวกพ้อง ทําให้ประเทศชาติเสียหาย ซึ่งก็ได้มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไปหลายท่านแล้ว แต่สําหรับดิฉันเองนั้นขอตั้งข้อกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีว่ามีพฤติการณ์ อันส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๓๐ ค่ะท่านประธาน สําหรับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๓๐ นั้นได้บัญญัติเอาไว้ค่ะ ดิฉันขออนุญาตคลิปที่ดิฉันได้ขออนุญาตต่อ ท่านประธานแล้วค่ะ ขอสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๐ บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอภาคกันและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ แต่ท่านประธานคะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้กระทําแล้วค่ะ กระทําอย่างไรคะ ดิฉันจะขออนุญาต ท่านประธานยกกรณีเฉพาะโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต และโครงการ ก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่เท่านั้นค่ะท่านประธาน โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุม และนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตนั้นได้รับอนุมัติให้มีการก่อสร้างได้ในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะค่ะ ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่ศูนย์ประชุม แห่งนี้ได้ถูกยกเลิกการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้าง ในสมัยของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ สําหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการอนุมัติให้มีการก่อสร้างได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ค่ะ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แต่ท่านประธานคะ แต่ศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นในสมัยของ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ค่ะ ต่อจากนี้ท่านประธานตามดิฉันไปดูว่าเจตนา พฤติกรรม หลักฐานที่ดิฉันได้กล่าวหา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีว่ามีพฤติการณ์อันส่อว่าจงใจ ใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๐ เพียงเพราะว่าพี่น้องประชาชนมีความเห็นต่างทางการเมืองนั้น เขาได้มีความประพฤติ อย่างไรบ้างคะท่านประธาน สําหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ต นั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ขอสไลด์ค่ะ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ นั้น ได้อนุมัติงบไทยเข้มแข็งค่ะ ให้กรมธนารักษ์ก่อสร้าง ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติจังหวัดภูเก็ต บนที่ดินราชพัสดุ ภก. ๑๕๓ ตําบลไม้ขาว อําเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ในเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๕๐ ไร่ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๖๐๐ ล้านบาท โดยจะต้องลงนามในสัญญาก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แล้วก็ ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๗ ค่ะ หลังจากนั้นกรมธนารักษ์โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเจ้าภาพก็ได้ไปจัดขั้นตอนของการดําเนินโครงการดังกล่าวอยู่ ๔ ขั้นตอนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนที่ ๑ ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่เขาเรียกกันว่า ไออีอี (IEE) แล้วก็ดําเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เขาเรียกกันว่า อีไอเอ (EIA) ต่อไป ได้มีการกําหนดขั้นตอนในการจ้างที่ปรึกษาจํานวน ๒ สัญญาด้วยกันเพื่อบริหารโครงการ แล้วก็เพื่อศึกษาทางด้านการตลาดและธุรกิจค่ะ ขั้นตอนที่ ๓ ก็ได้มีการจ้างออกแบบดีเทล ดีไซน์ (Detail Design) แล้วก็ดําเนินการควบคุมงานก่อสร้าง เหลือเพียงขั้นตอนที่ ๔ ค่ะ ท่านประธาน นั่นก็คือการลงนามก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต แต่ท่านประธานคะ ในระหว่างที่ได้มีการดําเนินการดังกล่าวนั้นได้มีการยุบสภาค่ะ และได้มีการเลือกตั้งใหม่ ในปี ๒๕๕๔ และหลังจากที่ได้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น แน่นอนค่ะ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมา ครม. ในยุคของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ดิฉันขออนุญาตขอสไลด์ต่อค่ะ สไลด์ที่ ๓ โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาที่จังหวัดภูเก็ตนะคะ ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ค่ะท่านประธาน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี รับทราบสถานการณ์ดําเนินโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัด ภูเก็ตนะคะ และคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงการคลังรับกลับไปทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า จะดําเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตต่อหรือไม่ และให้ นําเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการไทยเข้มแข็งโดยด่วนกลับไป ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕ ทางกรมธนารักษ์ได้มีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นยืนยันโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุม และนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ต ถึงประธานคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหาร โครงการ ปรากฏว่าวันที่ ๑๖ มีนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขออภัยที่ต้อง เอ่ยนามท่านค่ะ ท่านวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ก็ได้เกษียนหนังสือไปถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาลงนามยืนยันโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการ นานาชาติที่จังหวัดภูเก็ต กลับไปที่คณะกรรมการบริหารและกลั่นกรองงบไทยเข้มแข็ง ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าหนังสือฉบับนั้นเดินทางจากห้องของรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังไปอยู่หน้าห้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้เวลา ๒ เดือนกับอีก ๑๓ วันค่ะท่านประธาน วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นี่ละค่ะ ถึงเพิ่งเกษียนหนังสือตอบกลับไปยังอธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าให้อธิบดีกรมธนารักษ์นั้นนําผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไออีอี และอีไอเอ ฉบับสมบูรณ์กลับมาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดูก่อน แล้วเขาถึงจะพิจารณาว่า เขาจะยืนยันโครงการดังกล่าวนั้นกลับไปยังคณะกรรมการบริหารและกลั่นกรองโครงการ งบไทยเข้มแข็งหรือไม่ ดิฉันอยากจะเรียนต่อท่านประธานค่ะว่าดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตและ ข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าต้องการแตะถ่วงโครงการในการสร้าง ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาที่จังหวัดภูเก็ตนี้ขึ้น เพราะอะไรคะท่านประธาน มันมี เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันไปอีกค่ะ ว่าหลังจากนั้นกรมธนารักษ์ได้มีการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมไออีอีผิดปกตินะคะ เพราะใช้เวลาเกือบร่วม กับทาง สผ. คือสํานักงานนโยบาย และแผนของสิ่งแวดล้อมค่ะ ใช้เวลาก็ค่อนข้างเนิ่นนาน ๒ ปีค่ะในการพิจารณาไออีอีและ อีไอเอ ในขณะที่ไออีอีผ่านเรียบร้อยแล้วค่ะ กําลังทําอีไอเอฉบับสมบูรณ์ส่งกลับไปให้ยัง สผ. ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน วันนั้นทางสํานักบริหารคลังร่วมกับกรมธนารักษ์ได้มีการประชุม ร่วมกันว่า หากมีการส่งการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับอีไอเอไปให้กับ สผ. ในวันที่ ๑๙ มิถุนายนแล้วนั้น ย่อมหมายความว่าการลงนามในการจ้างผู้จะมาก่อสร้างโครงการ ศูนย์ประชุมให้ทันในวันที่ ๓๑ กรกฎาคมนั้นคงเป็นไปไม่ได้ค่ะ ทางกรมธนารักษ์จึงต้องการ ที่จะนําเรื่องนี้ไปปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังค่ะ ก็คือนายกิติรัตน์ ณ ระนอง นั่นละคะ เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือ และเพื่อจะทําหนังสือไปขอ ครม. ขยายระยะเวลา การลงนามก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตจากวันที่ ๓๑ กรกฎาคม เป็นวันที่ ๓๐ กันยายนค่ะ ในขณะนั้นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยท่านวิรุฬก็พยายามบอกให้ท่านอธิบดีได้ขอนัดทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับโครงการการสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ ที่จังหวัดภูเก็ต แต่ปรากฏว่าพฤติกรรมก็ยังเหมือนเดิมค่ะ เพิกเฉย นิ่ง ละเลย และสุดท้าย แน่นอนค่ะว่าในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ได้มีมติของคณะรัฐมนตรียกเลิกการจัดสรรเงิน ค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติของจังหวัดภูเก็ตในวงเงิน ๒,๔๒๘ ล้านบาท ท่านประธานคะ หลังจากที่ได้มีมติของ ครม. ชุดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว ในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ดิฉันเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นกระทู้ถามสด ถามนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ ในสภาแห่งนี้ของพวกเราค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมเช่นเคยค่ะ ไม่มาสภา ไม่มาตอบกระทู้สดค่ะ และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมาเป็นคนตอบกระทู้สด ในวันนั้นแทนค่ะ ดิฉันสรุปสั้น ๆ เพียงแต่ว่าวันนั้นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้บอกดิฉันว่า ในเมื่อกรมธนารักษ์เองไม่อาจสามารถที่จะลงนามในสัญญาก่อสร้าง ศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตได้ทันภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แล้ว จึงเป็นความชอบธรรม ที่ ครม. จะมีมติยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตได้ นั่นคือคําตอบ ดิฉันอยากจะเรียน ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้พูดเองค่ะว่า เมื่อวานนี้ท่านบอกว่าท่านจะเป็นคนที่โง่ หรือไม่โง่ก็ตาม ท่านไม่สามารถชี้แจงอธิบายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านคิดแล้วท่านคิดว่าท่านทําได้ ก็คือการดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ดูที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน และต้องตอบโจทย์ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้ แต่วันนี้มันไม่ใช่ค่ะ พฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี สวนทางกันโดยสิ้นเชิง วันนั้นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนปรากฏมากมายค่ะ และหนึ่งในโครงการนั้นก็คือโครงการสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ยังนิ่งเฉยและละเลย แต่ท่านประธานคะ ในที่สุดดิฉันไปหาหลักฐานชิ้นสําคัญได้ค่ะ ในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ไปพบหลักฐานชิ้นสําคัญจากการปราศรัยของนายปลอดประสพ สุรัสวดี ค่ะ ไปพูดบนเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ พูดว่าอย่างไรคะ ขออนุญาตเปิดคลิปค่ะท่านประธานคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานคะ ดิฉันไม่เคยคาดคิด มาก่อนเลยค่ะ ว่าคนที่เป็นถึงระดับรองนายกรัฐมนตรี คนที่เคยดํารงตําแหน่งข้าราชการ ระดับสูงในฐานะปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนที่เคยถือว่าตัวเอง มีชาติ มีตระกูล จะกล้าพูดจาเช่นนี้ต่อสาธารณชนได้ค่ะ ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานค่ะว่า คํากล่าวทั้งสิ้นของนายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นเท็จค่ะ เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่ว ใส่คนอื่น และข้อสําคัญที่สุดก็คือนายปลอดประสพเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนค่ะ นายปลอดประสพเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนคนภูเก็ต เพียงเพราะว่าเขาเหล่านั้น มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากพรรคเพื่อไทยค่ะ นายปลอดประสพเลือกปฏิบัติ ต่อพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตเพียงเพราะว่าเขาไม่ยอมก้มหัวให้พรรคเพื่อไทย ไม่ยอมเลือก ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยมาเป็นผู้แทนราษฎรของคนจังหวัดภูเก็ต ท่านใช้วิธีการแบ่งแยก ประชาชน เลือกปฏิบัติด้วยการกลั่นแกล้งพี่น้องประชาชน และตัดโครงการสร้างศูนย์ประชุม ที่จังหวัดภูเก็ตทิ้งไปค่ะท่านประธาน ข้อสําคัญที่สุดก็คือเวลาพูดจาปราศรัยแถมยังเอาดีใส่ตัว ว่าศูนย์ประชุมที่เชียงใหม่นั้นสร้างสําเร็จก็เพราะพรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันอยากให้ ท่านประธานตามดิฉันมาคะ แล้วก็มาดูว่าจับเท็จนายปลอดประสพว่าจริง ๆ แล้วศูนย์ประชุม ที่เชียงใหม่นั้นสําเร็จได้อย่างไร ขอสไลด์ต่อไปค่ะ โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัด เชียงใหม่ในช่วงรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๖ ได้มีมติ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ทาง ททท. ดําเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ในพื้นที่ ๓๓๕ ไร่ วงเงินทั้งสิ้น ๑,๙๐๐ ล้านบาท พอมาในปี ๒๕๔๘ ยังอยู่ในรัฐบาลของทักษิณนะคะ ได้มีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างผังแม่บทศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่และมอบหมายให้ คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ขออภัยค่ะ เป็นรองนายกรัฐมนตรีมาดูแล โครงการนี้ พอในปี ๒๕๔๙ วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ได้มีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติการขอขยาย ระยะเวลาดําเนินการก่อสร้าง นี่ขนาดยังไม่ได้ก่อสร้างนะคะ ขอมาว่าขอขยายระยะเวลา ดําเนินการก่อสร้างจาก ๑๕ เดือน เป็น ๒๔ เดือน หลังจากนั้นก็ได้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ในช่วงรัฐบาลของพลเอก สุรยุทธ์ ซึ่งเมื่อสักครู่นายปลอดประสพได้พูดในเวทีปราศรัยว่า สมัยรัฐบาลปฏิวัติก็จะยุบไนท์ซาฟารี ยุบศูนย์ประชุม แต่เขากลับยกเรื่องของการสร้าง ศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ขึ้นมาทบทวน ในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ได้มีการอนุมัติ ให้รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือท่านไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นคนกํากับดูแล แล้วก็ ไปดูถึงแผนการใช้งบประมาณในการเบิกจ่ายต่าง ๆ ก็ไปดูแลแล้วก็ขยายระยะเวลาให้มี การเบิกจ่ายได้ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ค่ะท่านประธาน คราวนี้กลับมาถึงช่วงสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เห็นชอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดําเนินโครงการก่อสร้าง ศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ในวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๒๑๙ ล้านบาท ท่านประธานคะ ถัดจากนั้นมาก็จะเป็นอยู่ช่วงรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรีคะ ในขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามคือท่านชุมพล ศิลปอาชา ท่านก็ได้ทําหนังสือเข้ามาสู่คณะรัฐมนตรีและขออนุญาตที่จะทบทวนในการ ก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ และในที่สุดในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้ลงนามก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ในวงเงิน งบประมาณทั้งสิ้น ๑,๘๖๗ ล้านบาทค่ะ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาโครงการศูนย์ประชุม ที่จังหวัดเชียงใหม่จึงได้มีการก่อสร้างแล้วก็ได้มีการดําเนินการจนแล้วเสร็จโดยโครงสร้าง ประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ เพราะในขณะนั้นท่านชุมพล ศิลปะอาชาได้ทําหนังสือ เข้ามาขออนุมัติเพิ่มเติมงบประมาณสําหรับการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่อีกคะ ท่านได้ให้เหตุผลในการขออนุมัติงบเพิ่มเติม เนื่องจากว่าโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เงิน งบประมาณไม่เพียงพอที่จะจัดการในเรื่องของระบบเสียง ในเรื่องของครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ ต่าง ๆ ทางรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม ให้อีก ๒๒๓ ล้านบาท จนกระทั่งมีการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วเสร็จ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายปลอดประสพพูดบนเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานั้นเป็นเท็จทั้งสิ้น ดิฉันอยากจะเรียนต่อท่านประธาน ว่ารัฐบาล ๒ รัฐบาลที่ผ่านมาต่างปฏิบัติภารกิจบริหารราชการแผ่นดินด้วย ๒ มาตรฐาน อย่างชัดเจนคะ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้วาง ยุทธศาสตร์ของชาติไว้ว่าต้องการทํากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองหลวงของการท่องเที่ยว ในภูมิภาคอาเซียน แล้วก็ได้เลือกภูเก็ตให้เป็นฮับ (Hub) เป็นประตู่สู่การท่องเที่ยวโลก ทางภาคใต้ ทางภาคเหนือได้เลือกจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นฮับให้เป็นประตูสู่การท่องเที่ยวโลก ทางภาคเหนือ ส่วนทางภาคอีสานนั้นได้ตั้งใจว่าจะต่อเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีนคุนหมิง ซึ่งสร้างมาที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว แล้วก็มาเสียบปลั๊กต่อของเราคะ นั่นก็คือสร้างรถไฟความเร็วสูงสายหนองคาย-อุดรธานี-ขอนแก่น-โคราชและกรุงเทพมหานคร แล้วจากกรุงเทพมหานครเพื่อลงต่อปาดังเบซาร์เพื่อขนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่คุนหมิง นักท่องเที่ยวคนจีนนะคะท่านประธาน ไม่ใช่ขนผักค่ะเพื่อจะได้มาเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศไทย ยุทธศาสตร์เหล่านั้นเป็นยุทธศาสตร์ของชาติค่ะ และเราก็ได้เล็งเห็น ความสําคัญ จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดภูเก็ต ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของชาติ จังหวัดเชียงใหม่โชคดีค่ะที่ได้มีการก่อสร้างในสมัยของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตามเราเพียงแต่คาดคิดว่าเมื่อได้มีการวาง ยุทธศาสตร์ชาติแล้วนั้น ให้มีการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว รัฐบาลที่บอกตัวเอง ว่าจะต้องบริหารราชการแผ่นดินและรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนั้น คงจะไม่รังแกพี่น้องประชาชน เพียงเพราะว่าเขามีความเห็นแตกต่างทางการเมืองเท่านั้นค่ะ แต่ในที่สุดนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเองก็เป็นผู้มีมติ ครม. ยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต สําหรับเจตนา พฤติกรรม หลักฐานชิ้นสําคัญนั้น สรุปอยู่ในคําพูด ในวาทกรรมของนายปลอดประสพ สุรัสวดี เรียบร้อยแล้ว ข้อสําคัญที่สุด ท่านประธานคะ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้บังคับบัญชา เป็นหัวหน้ารัฐบาล กลับไม่ได้คิดจะดําเนินการใด ๆ ทั้งสิ้นกับนายปลอดประสพเลย ยังคงให้ดํารงตําแหน่ง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีให้ดํารงตําแหน่งในการดูแลนโยบายสําคัญ ๆ ดิฉันอยากจะบอก ท่านประธานค่ะว่านายปลอดประสพนั้นเที่ยวท้าตีท้าต่อยกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดค่ะ ดิฉันทราบค่ะว่าท่านเองนั้นเคยได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ว่า คนอย่างนายปลอดประสพนั้น สะกดคําว่า กลัว ไม่เป็น วันนี้พี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตฝากดิฉันมาเรียนต่อท่านปลอดประสพ ว่าท่านสะกดคําว่า กลัว ไม่เป็น เรารับได้ค่ะ แต่สิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากจะให้ท่าน หัดสะกดก็คือคําว่า บาป ค่ะ เพราะผลบาปผลกรรมนั้นจะติดตัวท่านไปทั้งภพนี้และภพหน้า ค่ะท่านประธาน ข้อสําคัญที่สุดหลังจากที่นายปลอดประสพได้มีการปราศรัยบนเวทีที่จังหวัด เชียงใหม่แล้วนั้น ในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ปรากฏว่า นายเรวัต อารีรอบ ในฐานะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จังหวัดภูเก็ตเช่นกัน ได้ทําหนังสือตรงไปยัง นายกรัฐมนตรีค่ะ ขอให้ปลดนายปลอดประสพ สุรัสวดี ออกจากตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และในขณะนั้นก็ได้มีชมรมรักษ์ภูเก็ต พี่น้องประชาชนออกมาเคลื่อนไหวกันมากมายเกี่ยวกับ วาทกรรมของนายปลอดประสพต่อศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต และนอกจากนั้นก็ได้ไปยื่น หนังสือคัดค้านมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยค่ะ เพราะเขาต้องการสื่อให้นายกรัฐมนตรีรู้ว่าจังหวัด ภูเก็ตนั้นพี่น้องประชาชนอาบเหงื่อต่างน้ํา ทํางานหารายได้ให้กับประเทศ ท่านประธานคะ ภูเก็ตถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่ทําได้รายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยเป็นลําดับ ๒ รองจากกรุงเทพมหานครค่ะ รายได้จากการท่องเที่ยวในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ กรุงเทพมหานคร ทํารายได้จากการท่องเที่ยวได้ประมาณ ๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดภูเก็ตทํารายได้จาก การท่องเที่ยวเป็นลําดับ ๒ ประมาณ ๒๒๙,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดชลบุรี พัทยา ทํารายได้ จากการท่องเที่ยวได้ปีหนึ่งประมาณ ๙๕,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ จังหวัดเชียงใหม่ทํารายได้ จากการท่องเที่ยวได้ปี ๒๕๕๕ ได้อยู่ที่ประมาณ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดกระบี่ทํารายได้ จากการท่องเที่ยวได้ ๔๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานคะ หลังจากนั้นก็จะเป็นจังหวัด ต่าง ๆ ที่ทํารายได้ให้กับประเทศไทย พี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตทํารายได้เป็นลําดับ ๒ ของประเทศค่ะ เขาหารายได้มาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็หารายได้ มาเพื่อเสียภาษีอากร แล้วเป็นงบประมาณให้กับประเทศไทย การที่นายปลอดประสพ โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลค่ะ เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ นายปลอดประสพ ได้รู้พฤติกรรมของรองนายกรัฐมนตรีแล้วว่าเลือกปฏิบัติต่อพี่น้อง ประชาชนเพียงเพราะมีความเห็นต่างทางด้านการเมือง
๒๔๑/๑ แต่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ได้ดําเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานค่ะ ดิฉันอยากจะ เรียนว่าตัวดิฉันเองนั้นค่อนข้างไม่แปลกใจค่ะ แต่พยายามหาหลักฐานเพื่อมายืนยันถึงเจตนา พฤติกรรมของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะอะไรท่านประธานคะ เพราะว่าหัวหน้าพรรค ตัวจริงได้เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ในการแบ่งแยกประชาชนและเลือกปฏิบัติ ต่อประชาชนว่า จังหวัดไหนไว้วางใจเรา เลือกเรา เราต้องเข้าไปดูแลก่อน จังหวัดไหน ไม่เลือกเราเอาไว้ทีหลังค่ะ และนอกจากนั้นก็ได้มีการให้สัมภาษณ์ค่ะ ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ นอมินี (Nominee) แต่เรียกได้เลยว่าเป็นโคลนนิ่งของทักษิณ ผมโคลนนิง (Cloning) การบริหารให้ตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ สไตล์การทํางานเหมือนผม รับการบริหารจากผมได้ดี ที่สุด อีกข้อสําคัญหนึ่งก็คือการที่คุณยิ่งลักษณ์เป็นน้องสาวผมมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค สถานะนั้นสามารถตัดสินใจแทนผมได้เลย เยส ออร์ โน (Yes or No) นี่พูดแทนผมได้เลย ท่านประธานคะ ดิฉันถึงไม่แปลกใจว่าตรรก วิธีคิด และการเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนนั้น ได้ถูกโคลนนิงมาเป็นลําดับค่ะ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ยันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จนถึงนายกรัฐมนตรี โคลนนิ่ง และจากนายกรัฐมนตรีโคลนนิ่งก็สืบต่อไปทางลิ่วล้อบริวารต่าง ๆ ให้มีแนวความคิด และแนวทางปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนเฉกเช่นเดียวกัน ท่านประธานคะดิฉันคงต้องเรียนว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้สัญญาประชาคมต่อพี่น้องประชาชนวันที่มารับตําแหน่ง ใหม่ ๆ ค่ะ มารับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้สัญญาประชาคมไว้ ๓ ประการด้วยกันค่ะ ประการแรกก็คือจะแก้ไขไม่แก้แค้น ประการที่ ๒ ก็คือจะสร้างสุขสลายทุกข์ ประการที่ ๓ ก็คือจะไม่ทําประโยชน์เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ท่านประธานคะแต่ตลอดระยะเวลา ๒ ปี กับ ๓ เดือนของการบริหารราชการแผ่นดินของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะ นายกรัฐมนตรีนั้นมีพฤติกรรมที่กลับด้านเลยค่ะ กับสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับพี่น้อง ประชาชน คิดอย่าง ทําอีกอย่างหนึ่งค่ะ และพี่น้องประชาชนวันนี้นับล้านคนค่ะ ออกมา เรียกร้องสัญญาประชาคมต่อนายกรัฐมนตรีที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ดิฉันอยากจะเรียนว่า หมดเวลาสําหรับผู้หญิงที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปค่ะ ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อีกต่อไปค่ะท่านประธาน
มี ๒ ท่าน ท่านกิตติรัตน์จะใช้เลยไหมครับ ให้ท่านปลอดประสพ ตอบเลย
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน โดยเฉพาะท่านอัญชลี ที่ผมเคารพนะครับ ที่ท่านพูดมาทั้งหมดนะครับ ที่ท่านได้แนะนําทั้งหมด ที่ท่านได้ติติง ทั้งหมดผมรับคําพูดท่านได้ ขอบคุณนะครับที่ท่านพูด แต่ว่าถ้าผมไม่อธิบายเสียเลยนะครับ ผมคงจะเสียหายเยอะเพราะว่าที่จริงมันมีส่วนจริงที่ผมพูดอยู่บ้าง แต่ส่วนที่ไม่จริงที่ผมไม่ได้ พูดแต่ท่านอัญชลีอธิบายเสียเองค่อนข้างเยอะ ขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียวครับเพราะว่า เรื่องยาว ๆ ท่านก็มีการไปถอดถอนผม อย่างไรผมก็ต้องไปชี้แจงกับ ป.ป.ช. ผมจะพูดมากที่นี่ ก็คงจะไม่ดีนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องของเอกสารที่ผมจะต้องส่ง ผมอยากเรียนท่านอัญชลี อย่างนี้ครับ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตเลย แม้แต่น้อย ผมไม่ได้คุมกระทรวงท่องเที่ยว ไม่ได้คุมกระทรวงการคลัง ไม่ได้คุมสํานัก งบประมาณ นี่ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เหตุที่พูดขึ้นมา อยากเรียนว่าวันที่ ๒ มิถุนายน เป็นวันอาทิตย์ บังเอิญผมไปกับภรรยาแล้วก็ครอบครัว พาหลานคนเล็กไปจังหวัดแพร่ ไปไหว้บรรพบุรุษของ เขาเพราะภรรยาผมเป็นหลานของจ้าวที่ครองนครแพร่คนสุดท้าย แล้วก็นั่งรถยนต์กลับมาที่ เชียงใหม่มาขึ้นเครื่องบินก็เกิดมีการเลี้ยงสังสรรค์ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดแพร่ อย่างที่เห็นในรูปนะครับ ก็มีคนมาโทรศัพท์บอกผมว่าให้มาพูดหน่อยสิ มีคนอยากเห็นหน้า เพราะช่วงนั้นมันมีการจัดงานน้ําที่เชียงใหม่ แล้วผมก็ไปเล่นละครก็ถูกด่า จัดงานน้ําก็ถูกด่า แล้วผมก็ด่าเขาว่าขยะ ทุกคนก็อยากเจอผมนะครับ เขาบอกให้ผมมาพูดหน่อย ผมก็บอก มาพูดก็ได้แต่แป๊บเดียวนะครับ เพราะว่าผมจะต้องไปขึ้นเครื่องบิน ผมก็ไปพูดแป๊บเดียว ที่หอประชุม ๗๐๐ ปี ก็มีคนอยู่สัก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย นอกเวลา ราชการกลางคืนผมไปก็ไม่ได้ไปขออนุญาตท่านนายกรัฐมนตรี กลับไปก็ไม่เคยรายงาน ท่านนายกรัฐมนตรีเพราะมันไม่เกี่ยวกับราชการ ที่ผมพูดก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องการบริหารราชการ แผ่นดินอะไรเลยทั้งสิ้น แล้วก็ถ้าเอาเทปส่วนใหญ่มา คือเขาอัดเอาไว้ ผมจะเล่าว่าตั้งแต่ต้น ที่ผมไปทะเลาะแล้วผมไปเรียกใครเขาว่าขยะแล้วเขาก็โกรธผม โกรธก็โกรธก็ไม่ว่าอะไร ผมก็อธิบายว่าขยะของผมแปลว่าการ์เบจ (Garbage) เพราะพูดเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง เพราะ ผู้นําประเทศเขาจะไม่มาเอาถ้าไปเดินขบวน แล้วก็ไม่มาจริง ๆ ๒ ประเทศ ก็คือ ประเทศ อิสราเอลกับประเทศอิหร่าน จากนั้นเขามาพูดเรื่องของเวียงกุมกามที่ผมไปเล่นละครก็หาว่า ผมไปชี้ฟ้าชี้ดินอะไรก็ไม่รู้ ผมก็พยายามเล่นแล้วก็เล่นได้ อันนี้ขออนุญาตนะครับ ก็เล่นได้ดี ก็ท่านเห็นว่าเล่นไม่ดีก็ไม่ว่าอะไรท่าน เห็นท่านหัวหน้าพรรคส่ายหน้า หรือส่ายหน้าว่าดีก็ไม่รู้ นะครับ ผมก็บ่นบอกอะไรก็ไม่ดี อะไรก็ไม่ดีสักอย่างหนึ่ง ก็มีคนมาถามอีกว่าศูนย์ประชุมนี่ ไปใช้เงินอีกตั้ง ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท ก็ไหนว่าเสร็จ ผมก็อธิบายมันเสร็จแต่เปลือกยังประชุม ไม่ได้ แล้วก็มีคนมาถามอีกซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่าเป็นท่านอัญชลีว่ามีการทวงศูนย์ที่จังหวัดภูเก็ต มันเป็นอย่างไร ด้วยความที่ผมบ่นว่าผมน้อยใจอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ผมก็เล่าให้ฟัง เพราะบังเอิญเรื่องศูนย์ภูเก็ตท่านก็พอจะจําได้นิด ๆ ในสมัยที่ผมเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีก็ไปช่วย หาที่ตั้งแต่จะไปเลือกที่ในเมืองก็ว่าติดที่เทศบาล ในอ่าวไม่สะดวก อะไรอย่างนี้นะครับ ผมก็ถึงขั้นเสนอบอกเอาไหมเอาอุทยานที่เกาะในยางรู้แล้วรู้รอดไปเลยมันจะได้ติดสนามบิน เครื่องบินลงมาก็เดินไปหอประชุมเลย แล้วก็ผ่านไปไม่ได้มีอะไร สุดท้ายผมก็ยังบอกว่าเกิด สึนามิก็ไปทําที่เขาหลัก-ลํารู่ แต่ว่าเป็นอนุสรณ์สถานเราก็ไม่ได้ทํา ผมก็เล่าของผมไป ท่านลองฟังดูให้ดีสิครับ ผมพูดในที่นี้ถึง ๒ ครั้ง บอกว่าอยากจะสร้าง แล้วก็พูดไปอีกยาว แล้วก็บอกจะสร้าง ด้วยใจที่ฝักใฝ่ ท่านอัญชลีก็รู้ดี รู้จักผมดี ผมถึงเรียกท่านตลอดเวลา เพราะผมไปจังหวัดภูเก็ตมานาน ทํางานในจังหวัดภูเก็ตมานาน ในสมัยที่ทํางานอยู่ กรมประมงสิ่งก่อสร้างของกรมประมงเอ่ยชื่อมาได้ ๗-๘ แห่ง ก็โดยน้ํามือผม สิ่งก่อสร้างของ กรมป่าไม้ก็ด้วยน้ํามือผม สุดท้ายที่กูกู้ติดสนามบินที่เรียกได้ที่คืนมาทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของผม ผมก็ยังไปหาเรื่องเอามาจนได้ก็ได้ที่คืนมา เพราะฉะนั้นผมเรียนตรง ๆ ผมก็หวั่นไหวแล้วก็ รู้สึกเสียใจว่า ต่อไปนี้คนภูเก็ตจะนึกถึงผมอย่างไร รวมถึงคุณอัญชลีด้วยจะนึกถึงผมอย่างไร เพราะผมไม่อยากเป็นคนไม่ดี ในสายตา ท่านเลยจริง ๆ ผมอาจจะพูดแรงไปซึ่งขออภัย เป็นนิสัยผม ผมเป็นนักการเมืองนาน ๆ ก็ชักจะพูดหยาบขึ้นท่าน ท่านอย่ามาด่าผมเลยครับ ผมก็พูดตรง ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรียนตรง ๆ ย้ําอีกทีเพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ ผมไม่มี อํานาจหน้าที่ใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้างนี้ไม่ว่าจะสร้างหรือว่าจะไม่สร้าง ไม่ใช่โอกาส ของการหาเสียงใด ๆ เลย เพราะพูดเมื่อปีหนึ่งมาแล้วซึ่งเป็นปีแรกของการเลือกตั้ง อย่างเลือกตั้งข้างหน้าอีกตั้ง ๒ ปี ถ้าพูดถึงตอนนั้นก็เรียกว่า ๓ ปี พูดที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใช่จังหวัดภูเก็ต คนฟังก็ไม่ใช่คนภูเก็ตเลย เพราะฉะนั้นมันไม่ส่วนใดที่จะไปเกี่ยวข้องว่า ทําแล้วใครจะมาเลือก ใครจะไม่เลือกอะไร ไม่มีจริง ๆ ครับ วันหน้าถ้าจะให้ผมใช้เวรใช้กรรม อย่างที่ท่านอัญชลีอุตส่าห์ให้พรให้ผมไปทํา ถ้าบังเอิญมันมีโอกาสทําไปเป็นคนงานทําไป ขุดดินทําที่จังหวัดภูเก็ตผมยินดี เมื่อวานผมยังมีโอกาสคุยกับท่านหัวหน้าท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ว่าผมเป็นห่วงเรื่องน้ําจริง ๆ วันที่ ๒๗-๒๘ พายุจะมา แต่ผมก็ไม่รู้จะไปอย่างไร ทําอย่างไรดีที่จะให้ทางปักษ์ใต้ได้เกิดพ้นภัย ท่านก็ยังแนะนําผมบอกอย่าเพิ่งไปเลยตอนนี้ ทางแถวนั้นเขายังตุ่น ๆ ผมอยู่ ถามท่านสิครับ เมื่อวานผมก็ห่วงนะครับอยากทํา สุดท้าย ก็เอาเป็นว่าถ้าเรื่องของศูนย์ประชุมภูเก็ตถูกยุติไปอันนี้ไม่เกี่ยวกับผมแน่ ๒. คําพูดของผม ในปัจจุบันหรือในอนาคตก็ไม่เกี่ยวกับการจะสร้างอะไรที่จังหวัดภูเก็ตค่อนข้างแน่นอน อันนี้ผมเรียนยืนยันได้ แต่เทปที่ท่านเอามาออกเป็นจริงทุกประการครับ แต่ไม่ได้มีความหมายอย่างที่ท่านอัญชลี อธิบายในส่วนท้ายว่าผมไปพูดแล้วไปเกี่ยวพันนโยบายพรรค ท่านกรุณานิดเถอะครับ ในช่วง ปีแรกที่เรามาทํางานหมายถึงพวกผมนะครับ ก็เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ก็เป็น งบประมาณเดิมที่ท่านตั้งเอาไว้ ปีต่อไปทั้งปีไม่ได้เป็นผู้ตั้งงบประมาณก็ไม่มีงบประมาณอะไร นะครับ ไม่ว่าจะจังหวัดภูเก็ตหรือไม่จังหวัดภูเก็ต ก็เพิ่งจะปีนี้ได้ตั้งงบประมาณด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าตั้งงบประมาณให้ใครหรือไม่ให้ใครก็เป็นเรื่องของปีนี้ไม่ใช่เรื่อง ในเมื่อสักครู่นี้ ผมก็ขออนุญาตเรียนไว้แต่เพียงเท่านี้ อย่างน้อยผมก็ได้สบายใจที่ได้มีโอกาส พูด ก็ขอบคุณครับ ไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจจริง ๆ ครับ
ท่านกิตติรัตน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ จะขออนุญาตได้กราบเรียนอภิปรายในส่วนที่ เกี่ยวข้องจากประเด็นที่ถูกพาดพิงสั้น ๆ นะครับ
ประการแรก ผมก็ขออนุญาตยืนยันว่าคําพูดของท่านรองนายกรัฐมนตรี ปลอดประสพถูกต้องนะครับ เพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพไม่ได้มีหน้าที่ ใด ๆ อยู่ในกระบวนการในการพิจารณาในเรื่องของโครงการศูนย์การประชุมนานาชาติ ที่จังหวัดภูเก็ตแต่อย่างไรนะครับ กระผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะมาเทียบเคียง ระหว่างศูนย์การประชุมนานาชาติที่จังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดภูเก็ตเนื่องจากมีที่มาที่ไป ต่างกัน มีแหล่งเงินแตกต่างกัน การดําเนินการในโครงการที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นใช้งบประมาณ ที่เป็นแหล่งที่มาคนละแหล่งที่มาและได้มีการดําเนินการไปก่อนหน้านั้นดังที่ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาอภิปรายไปแล้วนะครับ แต่กรณีของโครงการศูนย์ประชุมนานาชาติ ที่จังหวัดภูเก็ตนั้นได้อิงแหล่งที่มาของเงินคือโครงการเงินกู้ไทยเข้มแข็ง ซึ่งท่านคงจําได้ นะครับว่าวัตถุประสงค์ของการกู้เงินในโครงการนี้โดยการออกกฎหมายนั้นระบุเป็นเรื่องของ การฟื้นฟูเศรษฐกิจและเป็นเรื่องของการนําเงินส่งคลัง ดังนั้นผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช ได้อภิปรายถึงความจําเป็นในการออกเป็น พ.ร.ก. ก็หมายถึงเป็นโครงการซึ่งจะนําไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะที่มาภาวะถดถอย ในเวลานั้น อย่างไรก็ตามขออนุญาตเรียนว่าโครงการนี้มีความเน้นนานมาแม้กระทั่งได้เลย
ท่านจุติให้ท่านอัญชลีหน่อยครับ เชิญครับ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์นะคะ ดิฉัน ขอตอบที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้กรุณาตอบ ในที่ประชุมสภา ดิฉันคงต้องเรียนยืนยันนะคะว่าการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาบอกบอกว่ามติของคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ นั้นมายกเลิกโครงการดังกล่าว ก็จะเป็นคําตอบคล้าย ๆ กับที่รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมาตอบนั่นละค่ะ ว่าเนื่องจากไม่สามารถที่จะลงนามในสัญญาก่อสร้างได้ทันภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่ข้อมูลและความเป็นจริงที่ดิฉันได้อภิปรายไปแล้วค่ะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังรู้ดีค่ะ รู้ดีว่าวันที่ทาง ครม. ขอให้ท่านกลับมาทบทวนแล้วก็ยืนยันโครงการ ก่อสร้างศูนย์ประชุมไปในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ นั้น ถ้าท่านยืนยันโครงการดังกล่าวนั้น ไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการงบไทยเข้มแข็งเป็นเบื้องต้น ก็จะแสดง ให้เห็นค่ะว่านโยบายของกระทรวงการคลังโดยรัฐมนตรีคนใหม่นั้นมีนโยบายที่สร้าง ศูนย์ประชุมภูเก็ตนั้นต่อ สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ทุกคนก็รู้กันดีอยู่ในกระทรวงอยู่แล้วค่ะ แต่ในเมื่อท่านยืดเยื้อค่ะ กว่าจะตอบเขามาใช้เวลา ๒ เดือนกับอีก ๑๙ วัน อย่างที่ดิฉัน ได้เรียนแล้ว แล้วก็ตอบอีกว่าไปหาไออีอีกับอีไอเอมาก่อน ก็ท่านรู้อยู่แล้วว่ามันอยู่ในระหว่าง การดําเนินการ โครงการไออีอีเสร็จแล้วค่ะ รอว่าจะต้องถามต่อกับ สผ. แล้วก็ทําผลกระทบ สิ่งแวดล้อมกลับไปเรื่องของอีไอเอฉบับสมบูรณ์ เขาก็แจ้งท่านไปค่ะ แต่ปรากฏว่าอีไอเอนั้น ฉบับสมบูรณ์ส่งไปให้ที่ สผ. วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๕ เขาก็วิ่งมาเพื่อจะปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะเจ้ากระทรวงค่ะว่าถ้าท่านจริงใจฉะนั้นขอความ กรุณาได้ไหม บอกไปที่ ครม. ที่ว่าขอขยายระยะเวลาการลงนามสัญญาจากวันที่ ๓๑ กรกฎาคมเป็นวันที่ ๓๐ กันยายน ๒ เดือนเท่านั้นค่ะ อีไอเอมันก็แล้วเสร็จแล้ว คาอยู่หน้า ห้องของ สผ. แต่ท่านก็ไม่คิดที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นให้เขาเลย ท่านเพิกเฉยค่ะ แล้ววันที่ ๒ ตุลาคมท่านก็มีมติร่วมกับ ครม. ชุดนั้นค่ะ ที่ให้ยกเลิกโครงการดังกล่าวมันเป็น มติคณะรัฐมนตรีนะคะ แล้วต้องขอภัยท่านปลอดประสพในฐานะรองนายกรัฐมนตรีค่ะ ว่าท่านบอกว่าท่านไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการยกเลิกก่อสร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตแต่อย่างใด วันั้นท่านยังนั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ใน ครม. ที่เขามีมติยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุม ที่จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ แล้วดิฉันยังไม่เห็นคําตอบของท่านปลอดประสพ ว่าท่านพูดพาดพิงไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในขณะนั้นว่าจะไปยุบไนท์ซาฟารี แล้วก็ ไปเรียกร้องว่าให้ท่านไปสร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตนั้นท่านไปพาดพิงท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันเป็นความเท็จต่อสาธารณชนอย่างนั้นได้อย่างไร ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ท่านจุติอย่าเลยครับ พอแล้ว
(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านอภิสิทธิ์ถูกพาดพิง เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สั้น ๆ นะครับ เมื่อกี้ท่านพาดพิงผมเรื่องที่มาหารือเมื่อวานนี้ เพื่อความชัดเจนนะครับ ผมก็กราบเรียนว่าผมก็เป็นห่วงท่านจริง ๆ ถ้าท่านจะไปลงพื้นที่ แต่ผมก็บอกว่าท่านก็ต้อง แก้ปัญหา เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้วิธีการประชุมทางไกลหรืออะไรก็ตาม เพื่อช่วยพี่น้อง ประชาชนในภาคใต้
ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมไม่อยากให้เสียเวลาจริง ๆ ครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผมเกี่ยวกับเรื่องศูนย์ประชุมเชียงใหม่เป็นเท็จ ถ้าไม่อยากให้ เสียเวลาของสภาวันนี้ท่านลุกขึ้นยืนสิครับ ท่านทราบข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่ท่านพูดเป็นเท็จครับ ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องใช้เวลาในการอธิบายอีกครับ เสียเวลา ยืนยันไหมครับ ท่านปลอดประสพ ยืนยันไหมครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีครับ ผมเล่าให้ฟังนิดหนึ่งครับ แล้วก็เดี๋ยวจะมาตอบที่ท่านพูด ในขณะปฏิวัติผมย้อนนิดเดียวครับ รัฐมนตรีที่คุมไนท์ซาฟารีคือหม่อมอุ๋ย บังเอิญเป็นเพื่อน ที่จริงแล้วผมปฏิเสธที่จะทําไนท์ซาฟารี หม่อมอุ๋ยเนื่องจากเป็นเพื่อนบอกว่าอย่าเพิ่งทิ้ง แล้วก็ ดูเหมือนจะมีศูนย์เตือนภัยด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ไปด้วยตนเอง ผมก็ไป ไปชี้แจง บังเอิญผมก็รู้จักกับท่าน ผมก็ชี้แจงว่าโครงการนี้มันดีอย่างไร แล้วมันเสร็จมาแล้ว จากนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีอะไรที่ท่านสิ้นไปแล้ว เมื่อสักครู่ท่านอัญชลีก็พูดถึงนะครับ ก็ไปอีก นะครับ ท่านก็สิ้นไปแล้วผมไม่อยากจะพูด แต่ว่าโดยเนื้อหาก็คือไม่เอา ก็จบลงด้วยการเสนอ ให้ไปขึ้นกับสวนสัตว์เชียงใหม่ เป็นมติ ครม. ค้างไว้ ขึ้นไปถึงรัฐบาลท่านสมัคร มติ ครม. ก็ค้างอยู่ก็เอาเข้ามา ผมก็ไปเรียนท่านสมัคร ตอนนั้นผมเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก็เป็นอันว่ายกเลิก ไม่เอาแล้วให้มันอยู่อย่างนี้ ผมจําได้ว่าท่านสมัครพูด ผมขอโคลสท่าน ท่านก็สิ้นแล้ว ท่านบอกว่าคุณสร้างมันหรือถึงจะโอนไป หมายความว่าโอนไปขึ้นกับ สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์เชียงใหม่ขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นั่นคืออดีตของความพยายามที่จะโอนหรือจะทําลายอะไรก็สุดแล้วแต่นะครับ พอมาถึงสมัย ท่านนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ก็คืออีกพรรคหนึ่ง ก็มีปัญหาอีก แต่ปัญหานั้นจะโยงถึง ท่านมากน้อยเพียงใดแค่ไหนผมไม่มั่นใจ แต่วันนี้ผมเอ่ยชื่อท่าน เพราะท่านเป็นคนสั่งให้เลิก ผมขอโทษ แต่ว่าความพยายามในขณะนั้น ในขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มที่ ไปบริหาร เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ จนกระทั่งประชาชนโดยรอบของพื้นที่นั้นต้องถึงขั้น เดินขบวน ไม่ยอมให้มีการยกเลิกหรือย้ายไปขึ้นกับสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่ผมเรียนท่านทั้งหมดนี้ เป็นความจริงนะครับ ท่านให้สาบานผมก็คงสาบานได้ ไม่ได้มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านอัญชลีหรือท่านนายกรัฐมนตรีขอให้ผมถอนตัวชื่อท่านออกครับ
ให้ประเด็นนี้จบก่อนครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีให้ประเด็นนี้จบก่อนได้ไหมครับ เชิญท่าน ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ มีนิดเดียวครับ คือถ้าฟังสิ่งที่ท่านพูดกับสิ่งที่พี่น้องชาวเชียงใหม่ เขาจะเข้าใจว่าผมพยายามขัดขวางศูนย์ประชุม แล้วไปสร้างที่จังหวัดภูเก็ตแทนครับ ผมกราบเรียนว่าไม่เป็นความจริงเลย ผมพยายามแก้ปัญหาจนกระทั่งศูนย์ประชุมเชียงใหม่ เดินไปจนเสร็จครับ แล้วก็ส่วนที่จังหวัดภูเก็ตผมก็สนับสนุนเช่นเดียวกัน แล้วไม่เคยให้เลือก เลยครับว่า ถ้ามีจังหวัดเชียงใหม่ไม่มีจังหวัดภูเก็ต ถ้ามีจังหวัดภูเก็ตไม่มีจังหวัดเชียงใหม่ ตรงนี้ครับ ที่ผมติดใจ เพราะว่าฟังกี่ครั้งคลิปนั้น พี่น้องชาวเชียงใหม่ต้องเข้าใจว่าผมพยายาม ไม่ใช่ศูนย์ประชุมไปเกิดที่นั่นเพื่อจะเอาไปอยู่จังหวัดภูเก็ตครับ
ท่านกิตติรัตน์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ผมจะขออนุญาตได้กราบเรียนให้ข้อมูล เพิ่มเติมกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า โครงการที่มี การกู้เงินตามพระราชกําหนดไทยเข้มแข็ง ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีถึงวัตถุประสงค์ในเวลานั้น นะครับ ซึ่งท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้กรุณาอภิปรายในแง่มุมอื่น เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายกู้เงินฉบับอื่นของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ว่าผมคงไม่มี โอกาสได้ชี้แจงในส่วนที่เป็นเรื่องของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ว่าท่านได้พูดถึงความจําเป็นเร่งด่วน อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในเวลานั้นนะครับ ซึ่งเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งผมเองขออนุญาตเรียนว่า ก็เห็นด้วย แล้วก็เข้าใจดีกว่าการที่จะต้องกู้เงินจํานวนพอสมควรนี้นะครับ แล้วก็นําไปใช้จ่าย โดยทันทีเพื่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวนะครับ
อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่านั่นเป็นคําอธิบายที่เหตุใดจึงมีโครงการจํานวนมาก แล้วก็โครงการหลายโครงการนั้นอาจจะมีขนาดย่อย ๆ จํานวนไม่เกิน ๕ ล้านบาท ต่อโครงการจํานวนถึงกว่า ๑๐,๐๐๐ โครงการ โครงการศูนย์ประชุมนานาชาติภูเก็ต เป็นโครงการซึ่งมีลักษณะแตกต่าง ถ้าหากว่านับเอาวันสิ้นสุดของการกู้เงินคือวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติโครงการนี้ไว้ระบุว่าให้ดําเนินการลงนาม ในสัญญาภายใน ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ก็น่าจะนับรวมได้ถึง ๑๙ เดือนหลังจากสิ้นอายุ สัญญาเงินกู้ และถ้าหากว่ารวมถึงตั้งแต่ต้นสัญญา ต้นของกฎหมายมีผลของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ นะครับ ก็คงจะหมายถึงระยะเวลา ๓๐ กว่าเดือน ซึ่งก็เป็นลักษณะพิเศษนะครับ อย่างไร ก็ตามผมได้กราบเรียนยืนยันไปแล้วว่าคณะรัฐมนตรีนี้ในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ได้รับทราบ สถานะ แล้วก็ได้สั่งการให้ติดตามว่าจะสามารถลงนามในสัญญาก่อสร้างได้ภายใน ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ได้หรือไม่ การลงนามในสัญญาก่อสร้างจะสามารถดําเนินการได้ ก็ต่อเมื่อรายการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้รับความเห็นชอบจาก สผ. โดยความเห็น ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กกวล.) แล้วเท่านั้น ดังนั้นการที่รัฐบาลปัจจุบัน พยายามจะยึดในหลักที่ได้มีการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีเดิม แม้ว่าจะกังวลหรือสงสัย นิดหน่อยนะครับในเจตนารมณ์ของโครงการนี้ว่าสอดคล้องกับหลักการของพระราชกําหนด ไทยเข้มแข็งหรือไม่ แต่ก็พร้อมที่จะดําเนินการให้เป็นไปตามนั้น
ดังนั้นเมื่อไม่สามารถมีการดําเนินการให้เป็นไปตามเวลานั้น คณะรัฐมนตรี ในปัจจุบันจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะไปขยายระยะเวลานี้ให้นะครับ แต่ว่าการที่เราได้ขยาย โครงการอื่น ๆ ท่านอาจจะบอกว่ายังมีการขยายอยู่ เป็นการขยายโครงการซึ่งได้มีการเริ่มต้น ในการดําเนินการเป็นไปตามกรอบเดิม แล้วก็มีความล่าช้าในการส่งมอบงาน ดังนั้นจึงเรียนว่า มิได้มีเจตนาในการที่จะไปไม่ดําเนินการในโครงการนี้นะครับ ขออนุญาตได้กราบเรียนยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่าไม่ได้มีความพยายามในการเตะถ่วงใด ๆ การมารออยู่ที่หน้าห้องรัฐมนตรี ผมก็ได้ใช้คําว่า รอแล้วรอเล่า หากได้รับคํายืนยันว่าได้มีการดําเนินการจนผ่าน การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กกวล.) แล้ว การลงนามในสัญญา สามารถดําเนินการได้ทันทีภายใน ๓๑ กรกฎาคม ก็คงจะมีการเดินหน้าไปตามกําหนด ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงครับ
ท่านกรณ์ ท่านจุติ ๔ รอบแล้วนะครับ เรียกชื่อแล้วไม่ลุกสักทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง สั้น ๆ นะครับ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์อาจจะเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของไทยเข้มแข็ง และแนวทางการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อน ท่านได้พูดไว้เมื่อสักครู่นะครับว่าไทยเข้มแข้งนั้น เป็นพระราชกําหนดที่มีวัตถุประสงค์ตราขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนนั้นถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงครับก็คือ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งเป็นแหล่งที่มาของเม็ดเงินเพื่อมาสนับสนุน โครงการที่ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่มีความจําเป็นและความต้องการอย่างแท้จริง ของประชาชนทั้งสิ้น ไม่ได้มีการเนรมิตโครงการขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้เงิน แต่ล้วนแล้วแต่ เป็นโครงการตามที่ผมได้ชี้แจงไปเมื่อเช้าครับที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ มีประโยชน์ต่อสังคม เพียงแต่ไม่เคยได้รับการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ ดังนั้นเมื่อวัตถุประสงค์ของการกระตุ้น เศรษฐกิจผ่านไปไม่ได้หมายความว่าความจําเป็นหรือความเหมาะสมของโครงการเหล่านั้น ตกไปด้วย เมื่อถึงเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาตัดสินใจในชั้นสุดท้ายก็คือช่วงเดือน กรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ ถ้าท่านประเมิน ณ วันนั้นว่าการใช้แหล่งเงินจาก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ไม่เหมาะสมแล้ว ก็เป็นสิทธิของท่านครับ เป็นสิทธิของท่าน และผมอาจจะเสริมด้วยว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ท่านควรจะทําและท่านทําได้ก็คือหาแหล่งเงินจากระบบ งบประมาณปกติมาสนับสนุนโครงการ เพราะฉะนั้นถ้าท่านคิดว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ และผมขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพนะครับ เป็นโครงการที่ ส.ส. เรวัต ส.ส. อัญชลี ที่เป็น ส.ส. ภูเก็ตนั้นได้ติดตามมาโดยตลอด และพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตก็ได้เรียกร้อง โครงการนี้มาโดยตลอด ผมเองได้ลงไปพบกับพี่น้องชาวภูเก็ตเพื่อได้รับฟังความต้องการ และความคิดเห็นในรายละเอียด เพราะฉะนั้นประโยชน์ของโครงการนี้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เพียงแต่แหล่งเงินจะมาที่ไหนนี้ พวกเราไม่ได้ติดใจครับ ผมเชื่อว่าท่านอัญชลีก็ไม่ได้ติดใจ มาจากไทยเข้มแข็งไม่ได้ก็ออกเป็นงบประมาณแทน เพราะฉะนั้นการที่ท่านกิตติรัตน์นะครับ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านอ้างเหตุผลว่า พ.ร.บ. ไทยเข้มแข็งนั้นมันหมดอายุไปแล้ว ดังนั้น ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อกับโครงการที่ศูนย์ประชุมภูเก็ตได้นั้นเป็นคํากล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้อง ถ้าท่านเห็นตรงกันกับชาวภูเก็ตว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อภูเก็ตและประเทศชาติ ท่านมี หน้าที่จัดสรรเงินจากระบบงบประมาณมารองรับครับ ขอบคุณครับ
เอานิดหนึ่งนะครับ ท่านจุติลุกครั้งที่ ๕ แล้วยังไม่ได้พูดเลย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ จะขออนุญาตได้กราบเรียนสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือประเด็นที่ได้ถูกพาดพิงคือประเด็นที่ว่าผมได้ไปเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่จะไม่ใช้ แหล่งเงินกู้ไทยเข้มแข็งเพื่อดําเนินการโครงการนี้ ผมจึงได้กราบเรียนอธิบายเท่านี้ แต่ถ้าท่าน บอกว่าเป็นเรื่องโครงการที่มีความเหมาะสม แล้วก็ควรจะใช้แหล่งเงินงบประมาณอื่นนี้ ท่านเองก็ทราบดีว่าการเสนองบประมาณนั้น จะดําเนินการโดยผ่านส่วนราชการที่รับผิดชอบ ในโครงการด้านนั้น ๆ เป็นทางตรง ผมเรียนในประเด็นนี้ไม่ได้มีเจตนาจะโยนไปที่จุดอื่น นะครับ แต่ว่าผมเองมีหน้าที่ที่จะต้องตอบตามการที่ได้ถูกพาดพิงถึง แล้วในส่วนที่จะมี การพิจารณาเป็นโครงการในอนาคตหรือไม่อย่างไรนั้น กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็น่าจะ ยังอยู่ในฐานะที่จะพิจารณาทบทวนเรื่องนี้นะครับ แล้วผมก็สัญญาว่าจะไม่ได้ไปดําเนินการ ที่จะเกิดความลําเอียงทั้งในทางส่งเสริมหรือในทางกีดกันโครงการลักษณะนี้แต่อย่างใด ขอกราบเรียนครับ
ท่านจุตินะครับ คนอื่นไม่อนุญาตแล้ว เชิญเลยครับ รอบที่ ๕
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมได้เสนอญัตติเปิดอภิปราย ทั่วไปไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็กราบเรียนท่านประธานว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ปลอดประสพแมนมากที่เป็นลูกผู้ชายที่กล่าวขอโทษ แล้วอยากจะไปไถ่บาป ผมกราบเรียน ท่านว่าถ้าท่านไถ่บาปได้จริง ๆ เอาศูนย์ประชุมไปคืนให้เขา ผมเชื่อว่าเขาจะอภัยให้ท่านหมด นะครับ ท่านประธานครับ ผมนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมอภิปรายทั้งหมดนี้จะ ไม่เกี่ยวข้องกับท่านรองนายกรัฐมนตรีทุกท่านเลย ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายก็ไม่เกี่ยวข้องเลย นะครับ ท่านดีแสนดีทุกท่านนะครับ ดีไม่มีที่ติ ผมนี่ท่านนายกรัฐมนตรีที่ผมจะอภิปราย ไม่ไว้วางใจนะครับ ในญัตติของผมนั้นผมไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของท่าน นายกรัฐมนตรีที่บกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญาไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม ไร้ภาวะผู้นํา ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ส่งเสริมปกป้องการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการ แสวงหาผลประโยชน์ ความร่ํารวยของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือ ในขณะที่ประชาชน นั้นกลับจนลงได้รับการเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส นโยบายรณรงค์การต่อต้านการทุจริต ของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นนางเอกเป็นละครปาหี่ไม่มีผลในการ ปฏิบัติจริง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเสียดาย ผมอยากจะขอเชิญท่านนายกรัฐมนตรี มาฟังคําอภิปรายข้อกล่าวหาของสภาครับ ไม่ต้องให้เกียรติผมหรอกครับ ให้เกียรติสภาครับ มาฟังว่าพวกกระผมนั้นจะสะท้อนปัญหาให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟัง ท่านจะได้แก้ได้ถูกจุด นะครับ ท่านจะได้ไม่ต้องสงสัยว่าทําไมคนหลายล้านคนเกลียดท่านเหลือเกิน ถ้าเผื่อท่าน ฟังแล้วผมว่าท่านไปแก้แล้ว ผมเชื่อว่าท่านสามารถกลับได้นะครับ
ประการต่อมาครับท่านประธาน นอกจากการไม่ไว้วางใจแล้วผมนั้นต้องบอก กับท่านประธานว่าวันนี้ผมได้รับมอบหมายจากพี่น้องประชาชนตามรัฐธรรมนูญว่าผมนั้น มาทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีอะไรอคติไม่รู้จักท่าน เป็นการส่วนตัว ทําหน้าที่ก็คือเป็นกระจกส่องเงาที่ไม่เฉลี่ยแต่จริงใจอยากให้ท่านแก้ปัญหา เพื่อประเทศนั้นจะได้หลุดพ้นภาวะวิกฤติ ผมมาทวงศักดิ์ศรีของข้าราชการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ผมพูดเพราะว่าที่ผ่านมานั้นการบริหารราชการของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ไร้คุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการที่กระทรวงการต่างประเทศและข้าราชการของกระทรวง การคลัง ๒ กระทรวงนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการโยกย้ายแต่งตั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นหัวโต๊ะอนุมัตินั้น เปรียบเสมือนหนึ่งข้าราชการเหล่านี้เป็นเพียงแค่พนักงานในบริษัท เขามีจิตใจ เขาทําดี แต่ไม่มีใครเห็นด้วย ผมมาทวงคืนท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาฟังด้วยว่า ผมมาทวงคืนศักดิ์ศรีของข้าราชการทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ยกเว้นครับ ศักดิ์ศรีของประเภทที่ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย ใช่ครับท่าน ผมไม่ทวงคืน เพราะสิ่งที่ผมห่วงก็คือว่าวันนี้ข้าราชการทั้งหลายกําลังตั้งคําถามกับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ตั้งคําถามกับวิธีการบริหารของท่านนายกรัฐมนตรีครับว่ายุคนี้หรือเป็นยุคที่ทําดีได้ดีมีที่ไหน ทําชั่วได้ดีมีถมไป ดูได้ที่พฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ข้อดีของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น มีนะครับ ท่านเป็นคนอึด อดทน ผมนั้นนับถือในความอึดและความอดทนของท่านมาก สิ่งที่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานคือว่าวันนี้จะต้องบอกด้วยนะครับว่า ผมมาทวงสัญญา ให้กับประชาชน พี่น้องประชาชนที่จ่ายเงินเดือนให้กับผมทุก ๆ เดือน ๆ ทุก ๆ ปี โดยเฉพาะ อย่างยิ่งชาวนาทั้งประเทศครับ วันนี้รอเงินจํานําข้าวจากรัฐบาลครับ รอมาแล้ว ๒ เดือน แล้วก็เลิกให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้นายอําเภอไปโกหกได้แล้วว่าเงินข้าวที่ไม่มานั้น เพราะเดินขบวนในกรุงเทพฯ บอกไว้เลยนะครับว่า ธ.ก.ส. นั้นไม่ได้ถูกใครปิดล้อมเลย ธ.ก.ส. ไม่มีสตางค์ถังแตกต่างหาก รัฐบาลไม่กู้เงินมาเพิ่มให้ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ขยายเพดาน หนี้ให้ ธ.ก.ส. จึงไม่มีเงินไปจ่ายชาวนา แล้วชาวนานั้นจะต้องคอยอีก ๒ เดือนครับ ท่านประธานครับ กว่าจะได้สตางค์ ท่านประธานเห็นแล้วว่าอดีตผู้นําเกษตร นายกสมาคม ชาวนาไทยบอกแล้วว่าเวลา ธ.ก.ส. ไปจ่ายสตางค์ก็จ่ายเฉพาะผู้นํา แกนนําของชุมชน เพื่อไม่ให้มาเดินขบวนทวงหนี้ค่าจํานําข้าว ผมมาทวงให้แล้วนะครับ
ประการต่อมาครับท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าวันนี้ถ้าท่านประธานดูครับ ที่ผมบอกว่าหลักเกณฑ์การโยกย้าย ที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนี้ ท่านประธานจะเห็นว่าใครก็ตามที่มีส่วนในการออกพาสปอร์ต (Passport) คืนพาสปอร์ต หนังสือเดินทางให้พี่ชายท่านนายกรัฐมนตรี ทุกคนได้รับการปูนบําเหน็จหมด แต่คนที่ทําหน้าที่ขึงขัง รับใช้ประเทศในหน้าที่อื่น กลับถูกมองข้ามไป นโยบายเร่งด่วน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านพูดไว้เลยครับว่า ท่านเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อแก้ไขกฎหมายการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ท่านจะเสริมสร้าง มาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล ของบุคลากรภาครัฐ นี่คือคําสัญญาของท่าน อันหนึ่งตอนท่านแถลงนโยบาย
อีกประการหนึ่งครับ คืออะไรครับท่านประธาน คือเรื่องของเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ผมอยากจะให้ท่านประธานได้เห็นครับ ว่าวันนี้ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ของเกษตรกรของคนทั้งประเทศเป็นอย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มาฟัง ไม่มาดู เพราะท่านเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ รูปถ่าย ดูนี่ครับแล้วจะเข้าใจง่าย ว่าคนที่ ได้เงิน ๓๐๐ บาท ค่าแรงวันนี้ เมื่อก่อนนี้ท่านชวนบอกผมว่าเงินเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุนั้น ไว้ซื้อไข่กิน ให้สุขภาพดี เงิน ๓๐๐ บาท เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมาซื้อไข่ไก่ได้ ๑๑๔ ฟอง วันนี้เหลือ ๘๒ ฟองครับ เงินมันหายไปครับ ไข่มันหายไปครับ เพราะของมันแพง เนื้อไก่ ก็หายไปครับ เกือบ ๑ กิโลกรัม จากเงิน ๓๐๐ บาท วันที่ท่านเข้ามา กับวันนี้ที่มันมีปัญหา นอกจากนั้นแล้วถามว่าประชาชนได้อะไรจากท่านบ้างวันนี้ หนี้ครับ หนี้ที่มันมีนะครับ ผมบอกท่านประธานได้เลยว่าหนี้ต่าง ๆ เหล่านี้ หนี้รัฐบาลสร้าง หนี้ที่ให้ประชาชนนั้น มีบัตรเครดิตชาวนาไปกู้เงินนอกระบบ ให้มากู้ในระบบ ธ.ก.ส. ให้เงินเพิ่ม ธนาคารของรัฐ ให้เงินเพิ่ม วันนี้หนี้เน่านั้นจาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๓,๑๕๕ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จากผลงานและพฤติกรรมการบริหารของท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง นอกจากนั้นแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้เป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ แล้วถ้าเผื่อ กู้เพิ่มผมบอกท่านได้เลยว่าคนไทยนั้นต้องใช้หนี้ตายอย่างเขียด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ การบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ประการต่อมาครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นชอบ ครม. สัญจร เหมือนพี่ชาย ท่านเดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งหมดหลายครั้งนะครับ ๑๑ ครั้ง ท่านบอกว่าเอกสารของสํานักนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานมีทั้งหมด ๒,๔๗๔ โครงการใน ๖๕ จังหวัด วงเงินที่อนุมัติให้พี่น้องประชาชนนะครับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๑๐ แสนล้านบาท แต่พร้อมดําเนินการทันทีจาก ๒,๔๗๔ โครงการเพียงแค่ ๓๐๒ โครงการเท่านั้น วันนี้ผมมาทวง ท่านประธานครับ ครม. สัญจรที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแห่งแรกที่ท่านไป ครม. นั้นท่านนั่งเป็นประธานอนุมัติโครงการ ๑๒๘ โครงการ วงเงิน ๓๘๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านอนุมัติไปได้เพียงแค่ ๑,๖๕๐ ล้านบาทเท่านั้น จังหวัดอุดรธานี ๑๙๐ โครงการ วงเงิน ๑๘๗,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติงบกลางแค่ ๑,๕๙๗ ล้านบาท จังหวัด ภูเก็ตมี ๑๑๗ โครงการ วงเงิน ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่อนุมัติงบกลางจริงแค่ ๖๒๘ ล้านบาท เท่านั้น จังหวัดกาญจนบุรี ๒๐๓ โครงการ ๓๓,๑๐๐ ล้านบาท อนุมัติงบกลางเพียงแค่ ๑,๐๔๑ ล้านบาทเท่านั้น จังหวัดชลบุรีครับ อนุมัติ ๑๑๕ โครงการ ท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานเหมือนกัน อนุมัติ ๑๗,๖๐๐ ล้านบาท อนุมัติงบกลางให้เพียง ๕๑๖ ล้านบาท เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วจังหวัดสุรินทร์ ภาคอีสาน อนุมัติ ๓๔๔ โครงการ ท่านประธานครับ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติ โครงการมีความพร้อมเพียงแค่ ๑,๐๒๐ ล้านบาท จาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคใต้ ท่านอนุมัติโครงการทั้งหมด ๙๖ โครงการ มูลค่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติงบกลางให้ทําเพียงแค่ ๕๑๗ ล้านบาทเท่านั้น จังหวัดอุตรดิตถ์ ๗๘ โครงการ ๕๑,๓๐๐ ล้านบาทท่านอนุมัติไป แต่มีเงินให้ใช้จริง ๖๑๗ ล้านบาทเท่านั้น จังหวัดฉะเชิงเทรา ๒๐๓ โครงการ มูลค่าโครงการ ๙๑,๗๐๐ ล้านบาท อนุมัติงบกลาง เพียงแค่ ๕๒๒ ล้านบาทเท่านั้น จังหวัดกําแพงเพชรครับท่านประธาน ๑๙๙ โครงการ ๗๒,๒๗๐ ล้านบาท มูลค่าโครงการ ท่านอนุมัติเพียงแค่ ๒๒ โครงการ ๕๒๒ ล้านบาท ทั้งหมดเป็นเงินที่ท่านไปบอกกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศทุกภาคว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ให้แล้วนะโครงการนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกคนก็ดีใจนะครับ แต่สิ่งที่เขาได้คือทันที ๘,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้า เราพูดกันบอกว่าพี่น้องประชาชนต้องตื่นได้แล้ว เพราะว่าอนุมัติเม็ดเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ได้แค่ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ถึงเศษสตางค์ของที่ท่านอนุมัติเลย แล้วถ้าบอกว่าเป็นงบประมาณ ประจําปี งบลงทุนทุกปี ปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๕ ปีโดยไม่ทํา อย่างอื่นเลย เพื่อรักษาคํามั่นสัญญาอย่างนี้ นี่คือเหตุผลที่พวกกระผมบอกกับท่านประธานว่า นี่ละคือเหตุผลที่พวกผมไม่ไว้วางใจว่าท่านพูดอย่างทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเอกของประเทศนี้วันนี้คือการป้องกันการทุจริต ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นพูดทุกโอกาสที่มี ผมเสียดาย ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่มาฟังข้อกล่าวหาของกระผมเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะอาย ไม่กล้าฟังสิ่งที่ท่านได้พูดไว้ ออกมาเถอะครับ ออกมาจากห้องเถอะครับ ผมเป็น ตัวแทนประชาชน ท่านต้องกล้าสู้หน้าประชาชน กล้าสู้หน้าความจริง กล้าสู้หน้าคํากล่าวหา เหล่านี้เพราะท่านจะต้องเป็นผู้ตอบเองครับ ไม่เกี่ยวกับคนอื่นเลย เพราะวาทกรรมคอร์รัปชัน ที่ท่านพูดนั้นคนไทยเคลิ้มเชื่อหมดนะครับ ครั้งแรกครับท่านประธาน คือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ คือวันแถลงนโยบายรัฐบาล ท่านบอกว่าจะป้องกันปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบ ในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลที่เป็นสากล นั่นเป็น ครั้งแรกครับท่านประธาน ครั้งที่ ๒ ครับ วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ ท่านกล่าวนําปฏิญาณคนไทยที่สวนลุมพินีครับ ถ่ายภาพมาสวยมากเลย สาวพริตตี้ยังแพ้ แล้วกล่าวนําปฏิญาณว่าอย่างไรครับว่าเราคนไทย ผู้รักชาติขอปฏิญาณว่าจะไม่ยอมเป็นเหยื่อของค่านิยมในการติดสินบน ไม่ใช้อํานาจหน้าที่ มาคดโกงและต่อต้านการโกงทุกรูปแบบเพื่อนําประเทศสู่ความเจริญ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มาฟังเถอะครับ ท่านจะต้องมาตอบว่าทําไมท่านทําไม่ได้ ครั้งที่ ๓ ครับ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ท่านประชุมที่ห้องประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการ มอบงานให้กับ ๑๕๙ ส่วนราชการ แล้วบอกว่าให้ทุกหน่วยงานนั้นเสนอโครงการ ๑ กรม ๑ ปราบโกง วันนี้ครับคุณหมอวรงค์ พูดถึงเรื่องของรับจํานําข้าว ผมยังไม่เห็นแม้กระทั่งสุนัขสักตัวที่โดนจับได้จากการทุจริต จํานําข้าว ครั้งที่ ๔ วันที่ ๖ มิถุนายน ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษบทบาทภาครัฐ ต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ท่านคงอ่านโพยนะครับ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น รัฐบาลได้น้อมนําการทํางานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือต้องระเบิด จากข้างในที่ต้องเริ่มจากภายในองค์กรก่อน โดยรัฐบาลให้มีการจัดทํา๑ หน่วยงาน ๑ ข้อเสนอ จากในองค์กรในการปรับระบบลดการทุจริต เท่ห์มากเลยครับคํานี้โพยนี้เท่ห์มากเลย แต่ยังทําไม่ได้ ครั้งที่ ๕ วันที่ ๔๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ครม. มีมติเห็นชอบ มีการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในสํานักงานปลัดสํานักสํานักนายกรัฐมนตรี และสํานักงานปลัดทุกกระทรวง ครั้งที่ ๖ วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า อันนี้ท่านประธานจะเห็นนะครับใส่เสื้อขาว สวย ยืนเขียนครับว่า หยุดคอร์รัปชัน ท่านกล่าวว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาของประเทศ ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หากหยุดยั้ง ปัญหานี้ได้ก็จะสร้างความเชื่อมั่น และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ วันนี้นะครับ ท่านประธานภาพลักษณ์ประเทศก็คือสถาบันที่ให้เรื่องความโปร่งใส ประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๕๔ อยู่อันดับ ๗๘ ครับ ปี ๒๕๕๕ อยู่อันดับที่ ๘๐ ปี ๒๕๕๖ อยู่อันที่ ๘๘ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องแก้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องทํามากกว่านี้ ทํามากกว่าที่พูดครับ ครั้งที่ ๗ วันที่ ๔ กันยายน สโมสรทหารบกครับ ท่านบอกว่าเห็นด้วยว่าทําให้ปราศจาก การทุจริตทําคอร์รัปชันนั้น ต้องร่วมกัน ๓ ฝ่าย ฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ และนักธุรกิจ ต้องไม่ให้วงจรนี้กลับมาตั้งแต่เรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือการซื้อขายตําแหน่ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านกล่าวครั้ง ๙ ว่าอย่างไรไหมครับ วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ นี้เองครับไม่อยากเห็น การทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติงาน อย่าให้พบว่ามีเจ้าหน้าที่เป็นหูเป็นตา ให้เกิดช่องการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็วันที่ ๒ กรกฎาคม ก็พูดอีกครับ ยืนยันว่ารัฐบาล จะต้านทุจริต เน้นการกระทําเพื่อให้บังเกิดผลอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร มีอิทธิพลเพียงใดหากทุจริตคอร์รัปชันรัฐบาลจะดําเนินการตามกฎหมาย อย่างไม่ละเว้น แค่ผมอ่านนี้ยังไม่จบนะครับ มีอีกครับ ผมก็เหนื่อยแล้ว เหนื่อยแล้วก็ยังไม่ได้ ปราบเลย แล้วบอกด้วยบอกว่าไม่ว่าหน้าไหนก็จะไม่ละเว้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ได้ครับว่า วันนี้สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นกับบ้านเมืองนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานได้เลยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้ทําสิ่งที่ท่านพูด ท่านพูดทุกโอกาสที่มี ผมก็ไม่ทราบว่าเพื่อ สร้างภาพหรือว่าท่านต้องการทําจริง ๆ วันนี้ผมได้ไปติดตามตรวจสอบท่านนายกรัฐมนตรีนั้น โดยตําแหน่งเลยคือหัวหน้าคณะรัฐมนตรี นั่งอยู่หัวโต๊ะ สิ่งที่เข้าคณะรัฐมนตรีนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรู้ ต้องทราบ สิ่งที่อนุมัตินั้น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรู้ ต้องทราบ วันนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ทราบเชียวหรือ ผมยกตัวอย่างให้ฟังครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ทําตามสัญญาครับ คือ ลดภาษีนิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ลดภาษี บุคคลธรรมดา แต่ผมถามว่าลดภาษีแล้วประชาชนตาดํา ๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ เป็นลูกจ้างเขาได้อะไร นักธุรกิจทุกคนก็ต้องดีใจหมดครับ กําไร ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาษีลดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องได้เงินเพิ่ม ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมถามว่าประชาชนที่จ่ายภาษีให้ท่านด้วยเขาได้อะไร จากท่านครับ ผมยกตัวอย่างให้ฟังตัวอย่างเดียวครับ ท่านประธานครับ น้ําท่วมประชาชนนั้น ได้เงินชดเชยครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาท แต่รัฐบาลนั้นมีโครงการให้นักธุรกิจกู้ กู้ดอกเบี้ยต่ํา ผมก็ไม่ว่านะครับ ดีใจช่วยลดต้นทุนให้เขาด้วย แต่ประเด็นก็คือว่าเงินที่เขาลดกู้ไปป้องกัน น้ําท่วมนั้น เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขาจ่ายดอกเบี้ยเพียงแค่ ๑,๐๐๐ บาทต่อปีนะครับ ทุก ๆ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายเพียงแค่ ๑,๐๐๐ บาทต่อปี แต่ชาวนา ชาวไร่ของพวกกระผม นะครับ ธ.ก.ส. ท่านประธานทราบใช่ไหมครับ เงินกู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้น จ่ายดอกเบี้ย ปีละ ๗๐,๐๐๐ บาทครับ คนจนจ่ายดอกเบี้ยในโครงการของท่านนายกรัฐมนตรีแพงกว่า ๗๐ เท่า วันนี้ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่ารัฐวิสาหกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานโดยตําแหน่งเลยนะครับ รัฐวิสาหกิจนั้นคือทรัพย์สินประชาชนครับท่านประธาน วันนี้ประชาชนนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น ทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ของรัฐบาล ไม่ใช่ของราชการ ทรัพย์สินนั้นเป็นของประชาชน เขามอบให้เรานั้นมาดูแลให้เกิดประโยชน์ไม่ให้เสียหาย ได้รับการบริการที่ดี ผมถามว่าวันนี้ที่ท่านตั้งข้าราชการทั้งหลายไปสู่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ท่านได้ดูแลไหมว่าแต่ละคนไปนั่งในนั้น เขาดูแลประโยชน์ เพื่อประชาชนหรือดูแลประโยชน์ให้ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยัง ไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แล้วก็ชวนให้พวกผมนั้นว่าอย่าไปพูด ข้างนอกเลย มีอะไรให้มาพูดในสภา แต่พอถึงในสภาท่านก็หายทุกที ผมเชื่อว่าถ้าเผื่อท่าน เข้าห้องน้ําคงไม่นานขนาดนั้นครับ สินทรัพย์รัฐวิสาหกิจที่มีทั้งประเทศมูลค่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานครับ เราบอกว่าวันนี้เรามีรายได้จากรัฐวิสาหกิจที่เราให้ไปทํานั้น เพียงแค่ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่มาตรฐานสากลนั้นต้องให้ได้อย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานทราบไหมครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราได้ทุกปี เรานั้นจะไม่ต้องกู้เงินเลย แล้วสําคัญที่สุดทุกครั้งที่มาชี้แจงกันทุกคน ก็บอกว่ารัฐวิสาหกิจจ่ายเงินได้น้อย เพราะว่า ขสมก. ก็ขาดทุน ต้องช่วยคนจน ไฟฟ้า ประปา ก็ต้องดูแลประชาชนก็ต้องขาดทุน รถไฟฟ้าก็ต้องดูแลไม่ให้แพงเกินไป การรถไฟแห่งประเทศไทย วันนี้ก็ขาดทุน เพราะว่าวิ่งรถไฟฟ้าขาดทุน ปตท. ก็บอกว่าวันนี้คนไทยต้องจ่ายเงินค่าก๊าซเพิ่ม อันนี้ผมคาใจมากครับ คาใจมากท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นประธาน คณะกรรมการข้าวแห่งชาติ รั่วไหลมากที่สุดกว่าทุกโครงการในประวัติศาสตร์ชาติไทย เจ๊งมากที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วั นนี้คนไทยต้องจ่ายค่าก๊าซเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่ก๊าซนั้นเป็นของคนไทยเอง แล้วบอกด้วยนะครับว่า ก๊าซที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่จากราคาตลาดโลกนะครับ มาจากนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ อนุมัติให้ชาวบ้านนั้นต้องแบกรับ ค่าก๊าซขึ้นทุกเดือนเป็นเวลา ๑๒ เดือน เดือนละ ๗.๕๐ บาท สําหรับถัง ๑๕ กิโลกรัม แต่เงิน ไปถึงชาวบ้าน ชาวบ้านไม่ได้จ่าย ๗.๕๐ บาทหรอกครับ ต่อถัง ๑๐ บาทครับ ถ้า ๑ ปี จ่าย ครบ ๑๒ ครั้ง คือ ๑๒๐ บาทครับ นี่ละครับคือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกกับประชาชนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นจะลดรายจ่ายให้กับประชาชน แต่ท่านกลับเป็นคนกําหนดนโยบายเอง นั่งเป็นประธานเอง แล้วก็บอกให้ประชาชนนั้นแบกรับภาระนี้ไปเถอะ ถามว่าเพื่อใคร เพื่อใครครับ คนทั้งประเทศ ๖๐ ล้านคน ต้องจ่ายค่าก๊าซแพง ท่านนายกรัฐมนตรีทํากับเขา อย่างนี้ได้อย่างไร ผมอยากจะเห็นหน้าท่านนายกรัฐมนตรีว่าใจดําขนาดนั้นหรือ ค่าไฟฟ้า คนจนเคยไม่ต้องเสียเพราะจนมาก ๆ วันนี้ก็ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่ม เขาทําอะไรผิดหรือครับ ที่เกิดมาจน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกจะอุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจนอย่างนั้นใช่ไหมครับ จะบอก กับประชาชนอย่างนั้นใช่ไหม ผมจะได้ไปบอกเขาต่อ แล้ววันนี้ในคณะกรรมการผมกราบเรียน ท่านประธานได้เลยว่า ในคณะกรรมการนั้นผมอยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ เกี่ยวกับท่านรองนายกรัฐมนตรีเลย ไม่เกี่ยวกับรัฐมนตรีเลย ผมอยากจะถามว่าเวลาที่ท่าน ตั้งคนไปนั่งรัฐวิสาหกิจนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีรู้บ้างไหมว่าท่านตั้งใครเข้าไป รู้บ้างไหม แต่ละคนมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมไปดู รัฐวิสาหกิจนั้น มี ๕๖ แห่งครับ ใน ๕๖ แห่งนั้น ผมบอกกับท่านประธานได้เลยว่ามี ๓ หมวดใหญ่ ๆ ธุรกิจใหญ่ ๆ ที่อยู่ ในความสนใจของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็เป็นประธานนั่งอนุมัติในวันที่คณะรัฐมนตรี มีมติ ท่านหนีความรับผิดชอบไม่พ้นหรอกครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าธุรกิจกลุ่มไหน คงไม่ต้องเดาให้คนไทยครับโทรคมนาคม กลุ่มที่ ๒ อะไรครับ กลุ่มพลังงาน ดอกเตอร์สรรเสริญ เมื่อคืนพูดแล้ว ถูกประท้วงแทบตาย เพราะไปแอบรู้ว่าเขาทํามาหากินอย่างไรกับกลุ่มพลังงาน ส่งใครเข้าไปคุมเดี๋ยวผมจะแฉให้ดู อันที่ ๓ คือกลุ่มธนาคารธนาคารของรัฐนี่ละครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าธนาคารของรัฐทําไมมันสําคัญ เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นในอดีตก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรีเคยเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัทโทรคมนาคมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเคยเป็นผู้บริหาร บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครับ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องใช้เงินทุน ต้องใช้ทุน จากรัฐ ต้องคุมธนาคารรัฐให้ได้
ท่านประธานกรุณาตามผมมา ผมไปดูนะครับว่าในกลุ่มของคนที่แต่งตั้งนี่ ผมบอกท่านประธานครับว่าทุกคนที่ถูกแต่งตั้งไปทุกคนดีหมดครับ คุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีที่ติ ผมไม่ตําหนิคนถูกแต่งตั้งเลย เพราะว่าคนแต่งตั้งนั้นเขาต้องเห็นแล้วว่าเหมาะสม เขาถึงใช้ ข้าราชการหลายคนมีความรู้มีความสามารถในนั้นเขาก็ไปทําหน้าที่ แต่ผมไปดูว่า มีสิ่งที่มันเป็นแพทเทิร์น (Pattern) หรือรูปแบบที่มันจะดูได้ คือ ๑. ผมถามว่าทําไม ในคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านั้นต้องมีทหารเยอะนัก ทหารนี่รบเก่งนะครับ แต่ทหารทํา ธุรกิจไม่เป็นครับท่านประธาน แล้วทหารนั้นมีเป็นแสนคน ทําไมทหารต้องเป็นเฉพาะอยู่ เกือบจะรุ่นเดียวกันครับ รุ่นเตรียม ทบ. ๑๐ รุ่นเดียวกับพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรีครับ ทําไม คนที่เป็นกรรมการเฉพาะรุ่นนี้ที่มีความรู้ความสามารถ รุ่นอื่นไม่มีหรือครับ หรือรุ่นนี้ฉลาด ที่สุดเพราะว่าเคยเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยแล้ว ผมมีข้อสงสัยเหมือนกับพี่น้องประชาชน ทุกคนครับ นี่คือกลุ่มที่ ๑ ที่ผมพบครับ
กลุ่มที่ ๒ คือไปเอาผู้บริหารของภาคเอกชนมา ก็ดีอีกครับ ไม่ว่าเขานะครับ ดีอีกครับ เพราะเขาบริหารเอกชนจนเจริญ แต่ถามว่าเอกชนมีครบหมดนี่ ทําไมที่สําคัญ ๆ ต้องมาให้กลุ่มเฉพาะโทรคมนาคมที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยบริหารที่ครอบครัวท่านเคยมีหุ้น ถามว่าทําไมเฉพาะกลุ่มนี้ครับ กลุ่มอื่นเป็นไม่ได้หรือครับ
กลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มนักกฎหมายครับ นักกฎหมายท่านครับ ทนายความ ประเทศนี้มีอยู่ ๖๐,๐๐๐ กว่าคน เรามีอัยการสูงสุดเก่ง ๆ มีอดีตผู้พิพากษาเก่ง ๆ อดีตกฤษฎีกาเก่ง ๆ รู้กฎหมาย ทําไมไม่ใช้เขาอยู่ในบอร์ดละครับ ทําไมนักกฎหมายส่วนใหญ่ แล้วผมเห็นเป็นแต่นักกฎหมายมือดี ไม่ใช่ไม่ดี เก่งนะครับ แต่ต้องมียี่ห้อว่าเคยเป็นทนาย ให้กับตระกูลชินวัตรเท่านั้นที่ไปอยู่ในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ นักกฎหมายอื่นทําได้ ไหมครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่านี่ละครับคือข้อสงสัย
ประการต่อมา อันนี้ก็คงไม่ว่ากันนะครับ แจกจ่ายตําแหน่งให้กับอดีต ส.ส. อดีต ส.ส. ไทยรักไทย อดีต ส.ส. พลังประชาชน อดีต ส.ส. เพื่อไทย อดีตผู้สมัครพรรคเพื่อไทย อดีตผู้สมัครพรรคพลังประชาชน แจกผมไม่ว่าครับ ถามว่าใส่เขาให้ถูกจุดหรือเปล่า
อีกกลุ่มหนึ่งครับ คือข้าราชการที่รับใช้ใกล้ชิดท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ นี่ละครับ ข้าราชการที่รับใช้ใกล้ชิดพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ ท่านข้าราชการ ที่รับใช้ใกล้ชิดอดีตพี่สะใภ้ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ เข้าสู่ตําแหน่งเกือบทุกคน เกือบทุกคน ผมไล่ให้ท่านประธานมาครับ เรียนทัพบกรุ่น ๑๐ ผู้บริหารโทรคมนาคม ทนายความ ตระกูลชินวัตร อดีต ส.ส. อดีตผู้บริหาร ข้าราชการรับใช้ใกล้ชิด ขาดไปคนหนึ่งครับ และประชาชนเจ้าของยืนอยู่ตรงไหนครับในรัฐวิสาหกิจ ประชาชนเจ้าของยืนอยู่ตรงไหนครับ ท่านประธาน ในรัฐวิสาหกิจ มีที่ให้เจ้าของยืนไหมครับ ไม่มีครับ และท่านประธานถ้าท่าน ดูนะครับ ผมอยากจะบอกท่านประธานวันนี้ว่าภารกิจอีกอันหนึ่ง ผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าวันนี้ผมขอเป็นวันเริ่มต้นที่จะขอทวงรัฐวิสาหกิจของประชาชนคืนมา ผมอยากเรียกร้องท่านนายกรัฐมนตรีให้มานั่งฟังผมครับ ไปแก้ไขวิธีบริหารท่านนายกรัฐมนตรีเสีย รัฐมนตรีไม่เกี่ยวหรอก รองนายกรัฐมนตรีก็ไม่เกี่ยว ท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียวสั่งได้ทุกคน ให้ไปสังคายนากรรมการผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ไปสังคายนาใหม่เลย รื้อใหม่เลย ผมรู้ ท่านเป็นยายิ้ม เพราะว่าถูกใจท่าน ท่านอยากให้รัฐวิสาหกิจนั้นส่งเงินได้เยอะ ๆ ท่านจะได้ ไม่ต้องรีดภาษีประชาชน ผมก็บอกท่านเลยว่า วันนี้ต้องไปบอกรัฐวิสาหกิจให้ส่งรายได้ให้กับ ประชาชน ท่านประธานครับผมให้ท่านประธานดูตัวอย่างประชาชนพี่น้องจะได้รู้ ตาสว่าง คณะกรรมการที่เกี่ยวกับพลังงานครับท่านประธาน ปตท.นี่ถือเป็นบริษัทหลักเลย ของประเทศไทย ปตท. ท่านประธานครับ ท่านผู้ที่ทําหน้าที่เป็นกรรมการก็มีความรู้ ความสามารถนะครับท่านประธาน เป็นนักกฎหมายครับ แต่ประเด็นก็คือว่าคนก็สงสัย เหมือนกันว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นให้ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ลงมติ ให้ท่านผู้นี้ได้เป็นผู้บริหาร ซึ่งจริง ๆ เป็นก่อนเกษียณนะครับ แล้วท่านก็มีคนที่มีความรู้ ความสามารถด้วย ท่านคืออดีตอัยการสูงสุด แต่ท่านผู้นี้เป็นคนที่ไม่สั่งฟ้องคดีภาษีของ ครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีครับ สั่งไม่ฟ้องครับ ผมมีสิทธิสงสัยไหมครับ ว่าอดีตอัยการ สูงสุดนั่งอยู่ตรงนี้เคยนั่งที่อื่นผมมีสิทธิสงสัยนะครับ ผมมีสิทธินะครับ อีกท่านหนึ่งก็เป็น ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ พูดได้ครับอดีตปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงปัจจุบัน ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็เป็นคนมีความรู้ความสามารถครับ แต่ผมถามท่านนะครับ ท่านสีหศักดิ์มีความรู้ความชํานาญเรื่องน้ํามันไหม เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไหมครับ เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ไหมครับ ท่านอดีตอัยการนั้นท่านจุลสิงห์ผมเข้าใจเป็นคน มีความรู้ ความชํานาญเรื่องการร่างกฎหมายสัญญา ปตท. ต้องเป็นที่ปรึกษาให้ แต่ผมถาม ท่านประธานว่าอดีต ส.ส. ท่านหนึ่ง อดีต ส.ส. เชียงใหม่พูดได้ครับเพราะเป็นกรรมการ อินสอน บัวเขียวครับเป็นเพื่อนพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรีครับ ส.ส. เชียงใหม่ครับ ท่านเก่ง เรื่องการเมืองนะครับ แต่ผมถามว่าท่านรู้เรื่องน้ํามันไหม ธุรกิจน้ํามันไหม ท่านรู้เรื่องธุรกิจ โลจิสติกส์ไหม ท่านรู้เรื่องการแลกเงินอัตราต่างประเทศไหม อัตราแลกเปลี่ยนไหม อีกท่านหนึ่งในนี้บอกผมไม่สบายใจเลยเป็นคนมีความรู้ความสามารถอีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ท่านดีนะครับผมไม่ได้บอกไม่ดีนะครับ แต่ผมถาม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนั่งหัวโต๊ะแล้วบอกบอกว่าท่านประเสริฐ บุญสัมพันธ์ เป็นกรรมการอิสระ ผมถามว่าอิสระจากใครครับ อิสระจากผู้ถือหุ้น อิสระจากการตรวจสอบ จากสภา อิสระจากท่านนายกรัฐมนตรี อิสระอะไรครับ แต่ปัญหาก็คือว่าท่านก็ไม่ได้ปิดบัง เพราะไม่ได้เป็นความเลวร้ายอะไร ท่านก็เป็นกรรมการของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น กรรมการ บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นครับ ผมถามว่าท่านรู้เรื่องน้ํามันไหม รู้ดีมาก แต่ผมถามว่าท่านต้อง ระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ประการต่อมาครับท่านประธานครับ ในคณะกรรมการ ปตท. สผ. บริษัทลูก ผมจะไม่ไปหมดครับท่านประธานครับ เพราะว่ามีเยอะมากเยอะจริง ๆ คนที่เป็นกรรมการนี้ ก็เตรียม ทบ.๑๐ นี่แหละครับ เพื่อนท่านอดีตนายกรัฐมนตรีพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเวลานั่งอยู่หัวโต๊ะแล้วตั้งคนเหล่านี้เข้าสู่ ตําแหน่ง ผมถามจริง ๆ ครับ แล้วเท่านั้นไม่พอครับท่านประธาน ผมจะต้องรีบสรุป ให้ทันเวลาก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้สั่งบัญชาการเองกับรองนายกรัฐมนตรีบอกว่า ให้ไปดูทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจสิที่ไหนบ้างที่จะเอามาทําประโยชน์เพื่อให้รัฐนั้นได้ประโยชน์ สูงสุด ฟังดูดีนะครับ ดีมาก ๆ เลย ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ต้องทําตามนายกรัฐมนตรีสั่ง เพราะนายกรัฐมนตรีสั่งนี่ครับไม่ทําเขาก็ปลดถึงแม้จะเป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตร อย่างไรก็คงถ้าไม่ทําก็โดนปลดแน่นอน แล้วแถมตอนที่มีคดีภาษีหุ้นก็เป็นกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ด้วย ก็ต้องทํานะครับ ทรัพย์สินที่บอกว่าให้เอามาทํานั้นไปดูมาเลย รัฐวิสาหกิจ ๕๖ แห่งมีที่ไหนบ้าง ผมจะฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังช่วยดู อย่าให้เล็ดลอดไปแม้แต่บาทเดียว ก็ไปดูปรากฏว่ามีอยู่ ๘ แห่ง ท่านประธานครับ ทรัพย์สินนั้น มีอยู่ ๘ แห่งครับ ใน ๘ แห่งนั้นถ้าเผื่อดูแล้วผมก็ตกใจ เอ๊ะ ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ดี ๆ เป็นอดีตผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ บอกว่าให้เอารัฐวิสาหกิจนั้นมาหารายได้ ท่านมี วิสัยทัศน์ครับ แต่ผมกําลังจะถามว่าวิสัยทัศน์ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นผมตั้งขอสงสัยครับ วิสัยทัศน์เพื่อ พวกพ้องหรือวิสัยทัศน์เพื่อประชาชน ปรากฏว่าท่านสั่งรองนายกรัฐมนตรีไปแล้วทุกคน เป็นลูกน้องนายกรัฐมนตรีเสนอมาหมด การรถไฟแห่งประเทศไทยที่มักกะสัน ๔๙๘ ไร่ มูลค่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมดีใจนะครับ ดีใจว่ารัฐวิสาหกิจนั้นรวย จะได้ หลุดหนี้สักทีหนึ่ง พนักงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฟังไว้นะครับ ท่านมีส่วนในการที่ดูแลรักษา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ดินของเสด็จล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ พระราชทานให้คนไทยทั้งประเทศ นอกจากนั้นมีอะไรครับ สถานีแม่น้ําช่องนนทรีอีก ๒๗๐ ไร่ นี่ภายใต้การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ดิน อสมท. ที่ห้วยขวาง มีแปลงงามมากท่านประธานครับ ๕๐ ไร่ วันนี้ในข่าวผู้บริหารบอกว่า มูลค่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเบญจาอย่าไปเชื่อนะครับ มันขั้นต่ํา ๔,๐๐๐ ครับ นั่นคือราคา ตลาดไม่ใช่ราคาประเมินราคาประเมินอาจจะ ๒,๐๐๐ ราคาตลาด ๔,๐๐๐ แล้วถามว่าที่ดิน อสมท. ห้วยขวางนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอนุมัติให้ใครเป็นประธาน ก็มีความรู้ความสามารถ ด้านกฎหมายนะครับ เพื่อนรักผมนะครับ ท่านสุธรรม แสงปทุม อดีต ส.ส. ไทยรักไทยครับ อดีตรองประธานสภา เป็นคนมีความรู้ความสามารถนะครับ แต่ผมถามว่าหาคนอื่นได้อีกไหม ที่นอกจากเพื่อนผม อีกท่านหนึ่งครับก็เคยเป็นอดีตเพื่อนผมเหมือนกันครับ ปัจจุบันก็เป็น อดีต ส.ส. ประชาธิปัตย์ อดีต ส.ส. ไทยรักไทยครับ ท่านจักรพันธ์ ยมจินดา ครับ นี่จะไปดูแล เรื่องการพัฒนาที่อสังหาริมทรัพย์ ท่านประธานทราบไหมครับ ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า เขากะตั้งโครงการนี้สูง สร้างตึกสูง ๕๙ ชั้น พื้นที่ใช้สอย ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร เยอะแยะ ไปหมดเลยครับ นี่คือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีคิดดีให้กับคนไทยนะครับจะได้มีเงินเอามา บริหารประเทศ เลิกยากจนเสียทีหนึ่ง แต่ผมถามว่าจับตาดูบริษัทอสังหาริมทรัพย์ให้ดี เดี๋ยวผมจะตามไปที่ไหน
ต่อมาครับ เงียบ ๆ จะยุบอยู่แล้ว องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นเจ้าของ บริษัทไม้อัดไทยครับ พี่น้องประชาชนฟังไว้ ที่ไม่เล็กครับ สรรพาวุธบางนา ๑๓๑ ไร่ ๓ งาน ๖๓ ตารางวา มูลค่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท และส่วนดีนี้ครับคือนอกเขต สามารถสร้างอาคารสูง ได้ขนาดใหญ่พิเศษ นี่คือมูลค่าของมัน ต่อมาครับที่ดินบริษัทอู่กรุงเทพ อู่ต่อเรือของ กองทัพเรือ สังกัดกระทรวงกลาโหม ติดวัดยานนาวา วันนี้ย้ายไปแล้วครับเพราะว่ารัฐบาลนี้ ให้สตางค์ย้ายไป เขาจะเอาที่นี้มาทําพัฒนาที่ดินใหม่ครับ
ต่อมาครับท่านประธาน ที่ดินการท่าเรือแห่งประเทศไทย โอโฮ ท่าเรือคลองเตย ท่านประธานครับ นึกภาพออกไหมครับกี่แสนล้านตรงนั้น น้ําลายไหลทุกคนนะครับ เจ้าของ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ แล้วถัดมาท่านประธานครับ ที่ดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ศูนย์ซ่อม บํารุงพระรามเก้า พระรามเก้าตารางวาละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ๑,๐๐๐ ไร่ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วผมก็อยากได้มือดีไปบริหารครับ แต่ผมถามว่าผู้บริหารของรถไฟฟ้ามหานคร รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรียกว่า ผู้ว่าการ ผมก็ขอบคุณพนักงานบริษัทรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยนะครับที่ออกมา เป่านกหวีดกันนะครับ ผมชื่นชมมาก แต่ปัญหาคืออย่างนี้ครับ ผมถามว่าจําเป็นไหมที่ท่าน นายกรัฐมนตรีหาผู้บริหารเก่ง ๆ คนนี้ก็เก่งนะครับ ที่เก่งเพราะว่าการันตีได้ว่าเคยทํางาน บริษัทชินแซทเทิลไรท์ ในกลุ่มชินคอร์เปอเรชัน ทํางานตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ลูกหม้อเลยครับ วันนี้ ให้มาคุมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทีนี้พอมาดูอย่างนี้ท่านประธานครับผมถาม ท่านประธานว่าทําไมพวกนี้ทิศทางมันจะไปได้อย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานได้เลยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้น ท่าเรือคลองเตยแพงนะครับท่านประธาน ผมถามว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั่งอยู่หัว โต๊ะหนีไม่พ้นความรับผิดชอบครับ ตั้งเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ มติคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั่งเป็นประธานผมเช็ก (Check) แล้ว นั่งเป็นประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ออกมาสู้หน้าผมเถอะครับ ผมจะเล่าให้ฟังอีกเยอะครับ ออกมา เถอะครับ ออกจากห้องนะครับ มาสู้หน้าประชาชนนะครับ ผมทําในนามประชาชนครับ ประธานการท่าเรือแห่งประเทศไทยรู้จักกันทั้งบ้านทั้งเมืองวันนี้ ดังมากครับ พลตํารวจโท คํารณวิทย์ ธูปกระจ่าง นอกจากมีวันนี้เพราะพี่ให้แล้ว ก็บอกว่ามีวันนี้เพราะน้องของพี่ ให้เหมือนกัน เป็นประธานกรรมการครับ แล้วถามว่าอะไรครับ ปลัดกระทรวงไม่ต้องพูดถึง นะครับ ไม่ทําเมื่อไรก็ไปเหมือนกับปลัดอารีพงศ์แล้วนะครับ ไปไหนครับ ไปนั่ง ก.พ.ร. ถ้าไม่ทําก็เป็นแบบปลัดอารีพงศ์เขาทําให้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนต้องจัดแถว เข้าแถว ครับปลัดกระทรวง แต่ที่ผมตกใจก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้เลยหรือว่าวันที่แต่งตั้งหนึ่งใน คณะกรรมการนี้คือพี่น้องคนสนิทของพี่สะใภ้ท่าน พี่น้องคนสนิทของพี่สะใภ้ท่านครับ นายทหารเรือมีเยอะทั้งกองทัพ กองทัพเรือท่านไม่ตั้ง ท่านจะตั้งคนนี้ใครจะทําไม มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ นอกจากนั้นท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ท่านประธานต้องดูนะครับว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทยนั้น ผู้ว่าการการรถไฟคือใคร เมื่อสักครู่บอกชินแซทเทลไลท์ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็เป็นคนดีมีความสามารถเกือบจะเป็นผู้ว่า กทม. ท่านประภัสร์ จงสงวน ท่านเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่า กทม. ของพรรคเพื่อไทยเมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมา ท่านประธาน จําได้ไหมครับ ผมถามว่าท่านเก่งไหม เก่งมากสุดยอด แต่ผมถามท่านประธานว่าวันนี้พวกผม เรื่องข้อสงสัย ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่านี่คือสิ่งที่ผมกําลังบอกท่านประธานว่า ทุกอย่างผมเกรงเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ผมมาถึงตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ สุดท้าย แล้วท่านประธานครับ ปัญหาก็คือว่าวันนี้ถามว่ามีที่ดินแล้วจะพัฒนามันต้องมีธนาคารเข้าไป สนับสนุนไม่อย่างนั้นโครงการไม่สําเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างทําต้องมีทุนครับ ผมกําลังจะบอกกับ ท่านประธานว่านี่คือสิ่งที่คนไทยควรฟังไว้นะครับ หนาว ผมเห็นผมก็หนาว หนาวว่า เสียวมาก ถ้าดูดีเอ็นเอ (DNA) ที่ผ่านมาแล้วไม่น่าไว้ใจเลยดีเอ็นเอ ไม่น่าไว้ใจเลยครับ คตส. ตั้งกี่คดีครับ แล้วก็จะนิรโทษกรรมให้หมดด้วย เอ็กซ์ซิมแบงก์ (Exim bank) ธนาคารเพื่อ การส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย เคยมีคดีจาก คตส. เรื่องปล่อยกู้เงินประเทศพม่า ท่านประธานจําได้ไหมครับ ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้งครับ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน อย่าบอกว่าไม่รู้คนที่ตั้งนี่คือใคร คนที่ตั้งนี้เคยเป็นผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมด้วย แล้วก็โด่งดังทั้งประเทศ เด็ก ๆ คนไทยรู้จักหมดเลย เพราะข้อสอบมันรั่ว ข้อสอบเอ็นทรานซ์ (Entrance) มันรั่วครับ เด็กจําจนตายเลยครับ ข้อสอบเอ็นทรานซ์รั่ว ถึงบอกข้อสอบรั่วถึงปริญญารั่ว ผมถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีตั้งไป ได้อย่างไร ไม่ใช่ท่านไม่ดีนะครับ ท่านดีครับ เอาท่านไปทําที่อื่นได้ไหมครับ ท่านเก่ง เรื่องการศึกษาก็ไปทําการศึกษาสิครับ มาทําไมธนาคารครับ แล้วท่านก็เป็นนักเรียน รุ่นเดียวกับพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรี เว้นไว้สักคนได้ไหมครับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าธนาคารนี้มีปัญหา มากครับ ท่านประธานครับ ถามว่ามีปัญหาเพราะอะไร มีปัญหาเพราะว่าหนี้เน่า หนี้เน่าครับ ท่านประธานครับ แล้วก็ตั้งผู้บริหาร ก็อย่าไปพูด มันจะเจ๊งอยู่แล้วครับ มีหนี้เน่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ปล่อยกันไปได้อย่างไร ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หลายหมื่นล้านบาทนะครับ แล้ววันนี้ก็กําลังซุกกันอยู่ ซุกหนี้กันอยู่ ประนอมหนี้กันอยู่ เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังก็ได้ว่าอดีตผู้บริหารที่เขาลาออกไป แล้วเขามาเขียนไว้ว่าอย่างไร นี่อีกอันนะครับ ต่อมาผมเสียใจมาก นี่คือธนาคารของชาวเกษตรกร เกษตรกร นี่ ธ.ก.ส. ครับ ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี จริง ๆ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้งเป็นประธานเหมือนกันครับ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ก็เช็กเหมือนกัน ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน อนุมัติให้แต่งตั้ง มันมีกรรมการ โดยตําแหน่งกับกรรมการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี คนแรกก็เคยเป็นผู้บริหารบริษัท เอ็มลิงค์ วินโค้ช บริษัทของพี่สาวท่านครับ ไม่ผิดนะครับ ไม่ผิด แต่อยู่ใน ธ.ก.ส. นะครับท่านต่อมา เป็นทนายความของคนเสื้อแดง ก็ต้องใช้ทนายเหมือนกันนะครับ ทุกแบงก์ แล้วถามว่า ทนายความมี ๖๐,๐๐๐ คน อดีตกฤษฎีกา อดีตอัยการ ทําไมไม่ใช้ครับ ผมถามว่าทําไม แล้วก็อีกท่านหนึ่งก็คือเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคเพื่อไทยครับอีกท่านหนึ่ง ก็บอกว่าเคยเป็นที่ปรึกษา ส.ส. พรรคเพื่อไทย ส.ส. ภาคเหนือนี้ครับ ทั้งหมดนี้นะครับ ท่านประธาน ๖ คน แต่ไม่ได้อิสระจากการเมืองเลย ธนาคารอิสลาม อันนี้เรื่องใหญ่ นี่ธนาคารรัฐนะครับ ปัญหาคือประธานกรรมการธนาคารนี้ก็เป็นนักกฎหมายเหมือนกันครับ คงไม่ต้องให้ผมบอกนะครับ ทนายของตระกูลไหน ไม่ต้องให้บอกนะครับ แต่ปัญหาคือว่า ผู้บริหารนี่มาจากบริษัท แคปปิตอล โอเค ของกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น มาบริษัทได้สักพักหนึ่ง แล้วก็ต้องลาออกไปเพราะว่าหนี้เน่ามันเพิ่ม นี่อดีตรักษาการกรรมการผู้จัดการพูดนะครับ กระทรวงการคลังให้ข่าวเท็จ หนี้ไอแบงก์แก้ไขไปได้มากกว่าเป้าหมาย จากเป้าหมายตาม แผนฟื้นฟูปีละ ๖,๕๐๐ ล้านบาท แต่ยังแก้ไขได้ไม่ถึงปี มากกว่า ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่หนี้เสียมีปริมาณหนี้เสียเพิ่มเกิดจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากนาย จุด จุด จุด จุด ที่รัฐมนตรี จุด จุด จุด จุด ส่งมาบริหารงานเป็นกรรมการผู้จัดการ ทําให้หนี้เสียเพิ่มจาก ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ มาเป็น ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ในเดือนมิถุนายน
ท่านจุติสักครู่ครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ขอประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๖๑ ใช้วาจาไม่สุภาพ เสียดสี ท่านใช้คําพูดว่า รัฐบาลยังจับสุนัขแม้แต่ตัวเดียวไม่ได้ คํานี้ต้องถอน
ท่านประธานครับ ผมถอนครับ ผมถอนครับ
ไม่ได้นะครับท่านประธาน ท่านประธานต้องพูด
เขาถอนแล้ว เขาถอนแล้วอย่างไร เขาถอนแล้ว นั่งลง เขาถอนแล้ว เชิญต่อครับ
ผมถอนนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อนผม เพิ่งตื่นเขามาสะกิดถึงเวลาประท้วงแล้ว ท่านประธานครับ เขาบอกว่าหนี้เสียมีประมาณหนี้ เสียเพิ่มเกิดจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากกรรมการ จุด จุด จุด จุด ที่คนเป็นรัฐมนตรีส่งมา จุด จุด จุด จุด ส่งมาบริหารงานเป็นกรรมการผู้จัดการ ทําให้หนี้เสียเพิ่มจาก ๒๔,๐๐๐ ล้านบาทในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ มาเป็น ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๖ เดือน ตรงนี้ทําไมไม่พูด ถึงกํากับดูแลอย่างไรปล่อยให้หนี้เสีย เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว นอกจากนั้นแล้วท่านอดีตรักษาการผู้นี้ยังมาบอกว่า ธนาคารนั้นเข้าชื่อกัน ขับผู้บริหารท่านหนึ่งออกไป พนักงาน ๑,๔๐๐ คนครับท่านประธาน แต่รัฐมนตรีไม่เอาผิด แล้วยังมีคําสั่งไม่ให้ผมซึ่งเป็นประธานอนุกรรมการบริหาร ไม่ให้สอบสวนลงโทษอีกด้วย เป็นการช่วยเหลือปกปิดความผิดให้กัน แล้วกลับมาให้ข่าวว่าไอแบงก์แก้หนี้เสียได้น้อย ผมไม่มีผลงาน ซึ่งไม่ตรงกับความจริง นี่คือไอแบงก์นะครับ ยังมีอีกครับ แต่ว่าเวลาผมไม่พอ ผมไปอีกอันหนึ่งครับท่านประธาน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก็อย่างว่านะครับ คนซื้อบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียม ก็ต้องซื้อจากนี่นะครับ ประเด็นก็คือว่าธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นของรัฐ เป็นของประชาชน ปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ปี ๒๕๕๕ ครับท่านประธาน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นก็คือว่า มติคณะรัฐมนตรีที่ตั้งผมก็แปลกใจนะครับ ผมแปลกใจว่าคนที่บริหารเก่งจากธนาคารรัฐอื่น นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเคย เขาลาออกมาปั๊บท่านนายกรัฐมนตรีตั้งปุ๊บ เขาลาออกจาก ธนาคารแห่งหนึ่ง ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ท่านนายกรัฐมนตรีคอย ตั้งเลยวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ให้เป็นกรรมการธนาคารนี้ อีกท่านหนึ่งครับผมก็ไม่รู้ตั้งมาทําไมแต่เก่งครับ น่าจะไป สอนหนังสือต่อไป เป็นรองคณะบดีมหาวิทยาลัยชินวัตรครับ แต่เก่งอีกเหมือนกันครับ ผมก็สงสัยอีกเหมือนกัน อีกท่านหนึ่งตั้งเมื่อมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เท่าไรครับ เป็นอดีตผู้บริหาร เอไอเอส (AIS) ในกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น ก็เก่งนะครับมาเป็นกรรมการแบงก์ ชื่อคุณอาภัทรา นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือธนาคารอาคารสงเคราะห์ จะจบแล้ว ท่านประธานครับ ธนาคารออมสินครับ ประเด็นคือว่าธนาคารออมสินกับธนาคารกรุงไทย (มหาชน) จํากัด กราบเรียนท่านประธานได้เลยว่าวันนี้มีปัญหาครับ มีปัญหาที่ท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมบอกว่าเมื่อวานนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นหัวหน้าคณะ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๖ อนุมัติให้แก้กฎหมายคุณสมบัติของ กรรมการรัฐวิสาหกิจ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบว่าท่านอภิสิทธิ์เองเป็นคนแก้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จริงครับ หัวหน้าพรรคผมแก้เมื่อปี ๒๕๕๔ แล้วแก้ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกคือกฎหมายเดิมบอกว่าใครก็ตามที่มีโทษจําคุกหรือรอลงอาญา แต่ผ่านพ้นมาแล้ว ๕ ปีให้เป็นพนักงานได้ ท่านนายกรัฐมนตรีตอนนั้นท่านอภิสิทธิ์ผมก็แก้ บอกว่าห้ามคนมีประวัติมาเป็นพนักงานเลย ทรัพย์สินของแผ่นดินต้องสะอาดบริสุทธิ์ก็ไป แก้ว่าไม่ให้มีคือให้เข้มข้นขึ้น ส่วนผู้บริหารกรรมการก็ให้เข้มข้นขึ้นคือปราศจากมลทินถึงจะ มาเป็นแล้วก็ส่งเข้าสภามาอันดับที่ ๑๐๘ สภายุบไปไม่ได้แก้ เมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรี มาบอกว่าก็ลอกมาจากท่านอภิสิทธิ์นั่นละ ลอกมาแค่ครึ่งเดียวครับ ตอนพวกผมมาถาม ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้บอกเลยว่าสมัยที่ท่านมาแก้ท่านแก้ตามท่านอภิสิทธิ์ใช่ครับ ทําไมไม่ยืนยัน พ.ร.บ. นั้นเสียละครับ ไม่เอาครับท่านแก้เหมือนท่านอภิสิทธิ์แต่เติมไป อีกหลายประเด็นครับ ประเด็นแรกที่เติมก็คือบอกว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนเขาร้องมา พนักงานเคยมีโทษแล้วเกิน ๕ ปีให้เขากลับเข้าไปทํางานเถอะ แก้จากขาวสะอาดก็เป็นสีเทา ๆ อภัยให้ทํางานได้ ผู้บริหารก็ต้องสะอาดเหมือนเดิมขอบคุณมาก แต่ผมไม่สบายใจอีก ๒ ข้อ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานอนุมัติได้อย่างไร อันแรกบอกว่าอย่างไรครับ คํานิยาม มอบอํานาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปแก้ได้ในกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฉบับเดิมบอกห้ามผู้มีส่วนได้เสียมาเป็นกรรมการ ท่านบอกว่าให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังไปแก้คํานิยามได้ใหม่ มันดีที่สุดแล้วครับ ห้ามผู้มีส่วนได้เสียจะไปให้นิยาม ว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ
ประการต่อมาก็แก้เพิ่มจากที่ท่านอภิสิทธิ์แก้ไว้ อะไรก็ตามที่เป็นข้อยกเว้นให้ กรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นใช้ดุลยพินิจยกเว้นได้หมด แปลเป็นไทยภาษาชาวบ้านก็คือว่า ชั่วดีถี่ห่างอย่างไร มีข้อบังคับห้ามอย่างไรยกเว้นได้หมด ไม่ต้องเป็นกรรมการสรรหา ไม่ต้อง มาจากบัญชีสรรหาก็ได้เป็นได้หมด นี่คือที่มาครับว่า พวกผมสงสัยว่าท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ดี ๆ มาจับรัฐวิสาหกิจพวกผมแล้วบอกว่ามีที่ดิน ๘ แปลง ดีมาก แต่ท่านกําลังจะทํา คุณสมบัติของกรรมการของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจนั้นให้มีมาตรฐานที่ต่ําลง เราต้องให้ มาตรฐานนั้นสูงขึ้นสะอาดปราศจากการแทรกแซงไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน กรรมการอิสระ ที่บอกอิสระนั้นเป็นกรรมการชิน คอร์ปอเรชั่นก็ไม่ต้องมาเป็นห้าม ห้ามมีผลประโยชน์ ทับซ้อน คนที่เป็นเพื่อนเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องของผู้บริหารของท่านนายกรัฐมนตรี เขาต้องห้ามให้มาเป็น แต่ท่านกําลังจะเปิดช่องให้แก้ได้ สิ่งที่ผมกลัวก็คือว่าธนาคาร ๒ ธนาคารสุดท้ายครับท่านประธานครับ ธนาคารออมสิน ผมคิดว่าธนาคารออมสินไม่มีอะไร เลยง่าย ๆ ธนาคารออมสินนั้นก็ต้องบอกนะครับเหมือนกับรถไฟไทย ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ พระราชทาน ให้คนไทยนะครับ ท่านพระราชทานชื่อว่าลีฟอร์เทีย เมื่อปี ๒๔๕๐ และให้ตั้งเป็นธนาคาร เมื่อปี ๒๔๕๖ ครบ ๑๐๐ ปี พอดี นี่คือเด็ก เงินเด็กฝากของคนไทย คนไทยมีนิสัยออม จากธนาคารออมสิน ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือสิ่งที่พวกผม ไม่สบายใจ ธนาคารออมสินนั้นปล่อยสินเชื่อเรื่องของอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมาก มากผิดปกติ และถามว่าวันนี้ใครเป็นประธานกรรมการ มีความรู้ความสามารถนะครับ เป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตอธิบดี แต่ที่มีคุณสมบัติเพิ่มก็คือว่าสามีท่านเป็นเพื่อนสนิทอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านหนึ่ง ก็คืออดีตนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ท่านมีความรู้ความสามารถนะครับ ก็อาจจะไว้ใจเป็นพิเศษให้นั่ง อีกท่านหนึ่งผมก็สงสัยครับ เป็นผู้บริหารผู้อํานวยการใหญ่ การตลาดบริษัทไทยคมครับ ไทยคมครับท่านประธานครับ นางสาวนงลักษณ์ พินัยนิติศาสตร์ ท่านก็เก่งนะครับ ไทยคมอยู่เครือชินคอร์เปอเรชัน แล้วท่านก็มีความรู้ความสามารถนะครับ แต่ผมถามว่านี่มันเรื่องธนาคารมันจะเกี่ยวไหม นี่คือสิ่งที่ผมกังวลครับท่านประธานครับว่า สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีตัดสินใจสรุปแล้วเอาคนที่สนิท สนิทกันมานั่ง กรรมการผู้จัดการ ผมก็ไม่ไปพูดนะครับ มีความรู้ความสามารถมาจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกคนก็บอกว่า ให้ไปเถอะเป็นเด็กเจ๊ ด. ผมไม่ต้องเฉลยเลยครับว่าเด็กเจ๊ ด. คือใคร แต่ผมบอกท่านประธาน ว่าธนาคารออมสินปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยนะครับ ๑๖๖,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเป็น ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมกลัวครับ สุดท้ายก็คือว่าธนาคารออมสินนั้นปล่อยกู้ให้กับโครงการน้ําที่ท่านกรณ์ว่าครับ ๔,๕๐๐ ล้านบาท มีธนาคาร ๔ ธนาคารนะครับ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ไม่เสี่ยงปล่อยกู้ครับ ธนาคารออมสินปล่อยครับ ๔,๕๐๐ ล้านบาท จะได้เงินคือหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมถามท่านประธานว่านี่เป็นเพราะว่านโยบายสั่งมาหรือเปล่า สุดท้ายครับ ธนาคารกรุงไทยครับท่านประธานครับ ธนาคารกรุงไทยผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมก็ห่วงอยู่เหมือนกันครับ แต่งตั้งคนมีความรู้ความสามารถหมดนะครับ ก็มาอีกแล้วครับ ยาสามัญประจําบ้าน ผู้บริหาร จากเครือชินคอร์เปอเรชัน ท่านประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ครับ เก่งครับ รอบรู้ทุกอย่าง นั่งเป็นธนาคารกรุงไทยอีกตําแหน่งหนึ่ง อีกท่านหนึ่งครับ ก็เป็น ผู้หญิงเก่งเหมือนกัน แต่ก็มาจากอดีตผู้บริหารเอไอเอส เครือชินคอร์เปอเรชันเหมือนกัน อีกท่านหนึ่งก็คือทนายอีกละครับทนายความตระกูลชินวัตรอีกแล้วครับ ก็เก่งนะครับ แต่นักกฎหมายตั้ง ๖๐,๐๐๐ กว่าคนทั้งประเทศ หาที่อื่นได้ไหม นี่นั่ง ๒ ตําแหน่งนะครับ มีสํานักงานสลากกินแบ่งอีกแห่งนะครับ สุดท้ายครับ ผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีเลยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ที่ส่งกรรมการมา ๑ ท่าน โดยท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ตรวจสอบ ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ ๙,๙๐๐ ล้านบาท คตส. สอบแล้ว อัยการสั่งฟ้อง มีจําเลย ๒๗ คน หนึ่งใน ๒๗ คนนั้นคือท่านพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ ท่านทักษิณ ชินวัตร แล้วก็ในนั้นก็มีเงินโอนไปถึงนักการเมืองถึงลูกนักการเมืองอีกด้วย เขาคืนเงินไปให้ แต่ประเด็นที่ผมกําลังจะบอกท่านประธานก็คือว่าธนาคารกรุงไทยเสียหาย จากปล่อยกู้นี้ ๔,๕๐๐ ล้านบาท ๔,๕๐๐ ล้านบาทคือเงินคนไทยที่ต้องไปอุดรูรั่ว ของธนาคารกรุงไทยที่ปล่อยสินเชื่อ แล้วเสียหาย แล้ววันนี้ธนาคารกรุงไทยจะต้องไปฟ้อง เรียกค่าเสียหายคืนให้กับธนาคารกรุงไทย แต่รัฐบาลชุดนี้ตั้งประธานบริหารของบริษัทที่กําลัง ถูกฟ้องมาเป็นกรรมการธนาคารกรุงไทย ทําได้อย่างไรครับ ผลประโยชน์ทับซ้อนชัด ๆ เงิน ๔,๕๐๐ ล้านบาท ทําได้อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีตอบผมสิ ท่านนายกรัฐมนตรี มานั่งข้างหน้าเถอะครับ ท่านมีส่วนรู้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ท่านเป็นหนูไม่รู้มา ๒ ปีแล้ว แล้วหนูไม่รู้ เขาบอกว่าหนูไม่รู้คือสูตรสําเร็จของความหายนะของประเทศ เพราะทําตัวเป็น หนูไม่รู้ ไม่รู้ไม่ได้แล้วครับ เพราะจะมีที่ดินของราชการอีก ๘ แปลง เกือบล้านล้านนะครับ ที่จะต้องมาประมูลให้เอกชน และทุกคนก็รําป้อเลยผู้บริหาร จะให้บริหารแค่บริษัทเดียว ประมูลนะ บริษัทเดียวประมูลทั้งโครงการนะ ท่านประธานครับ ผมสงสัยเรื่องผลประโยชน์ ทับซ้อน ผมสงสัยเรื่องความเชื่อมของการเมือง ดีเอ็นเอมันไม่สะอาดครับท่านประธานครับ ประวัติดีเอ็นเอมันก็ไม่ดีครับ และท่านปล่อยมาได้อย่างไร และผมถามว่าวันนี้คนเป็น ธนาคารกรุงไทย ต่อให้ทําหน้าที่ดีที่สุด ไม่ไปยุ่งเกี่ยวเลย พนักงานก็ต้องเกรงใจเพราะเป็น บอร์ดกรุงไทย ผมไม่ตําหนิคนถูกแต่งตั้งนะครับ ผมตําหนิคนตั้งครับ สมองใช้ส่วนไหนคิด ประโยชน์เพื่อประชาชนหรือประโยชน์เพื่อพวกพ้อง เงินต้องเรียก ๔,๕๐๐ ล้านบาท ต้องเรียกคืน และมันจะได้คืนไหม ถ้าเผื่ออีกฝ่ายรู้สํานวนจะฟ้องหมดมันจะชนะคดีไหมครับ ไม่ชนะหรอกครับ ทํากับสมบัติบ้านเมืองอย่างนี้ได้อย่างไร ผมถึงไว้วางใจไม่ได้ แล้วแค่นั้น ไม่พอท่านประธานครับ ผมไม่ตําหนิหรอก แต่ผมกําลังจะบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีมาฟังผม เถอะครับ ท่านตั้งคนไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่ดูความเหมาะสมเลย ผมถามท่านประธานครับ ผมเสียใจจริง ๆ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่น่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ผมขอพูดหน่อยเถอะครับ มติแต่งตั้งบุคคลไปดํารงตําแหน่ง ที่องค์การเภสัชกรรม องค์การเภสัชกรรมนั้นมีปัญหา ปลดอดีตผู้บริหาร มีปัญหา หาคน ไปแทน ตั้งกรรมการไปแทน ผมต้องการถามท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งหน้าครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานวันนั้นมองหน้า ครม. ติดไหม ครม. ก้มหน้าหมดไหม ตั้งใครครับ พี่เขยครับ ตั้งพี่เขยไม่ผิดหรอกครับ แต่ควรจะเอาพี่เขยท่านเป็นคนดี คนเก่ง เอาไปไว้ที่อื่นได้ไหม เพราะในหนังสือพิมพ์รายงานว่าท่านเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ฮัวถอ (ประเทศไทย) ซึ่งประกอบธุรกิจนําเข้าอุปกรณ์การแพทย์จากประเทศจีน ท่านไม่ใช่ คนชั่ว คนเลว เป็นนายแพทย์ เก่งดีครับ ผมโทษคนตั้งครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี ทําให้เขาเสื่อมเสียได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธานครับ แล้วแค่นั้นยังไม่พอ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พลังงาน มีอีกเยอะครับท่านประธานครับ ตั้งอดีต ส.ส. อดีตทนาย อะไรไปหมดเลย ผมกําลังจะบอกว่าวันนี้อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีมาฟังว่าวันนี้ท่าน นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีพฤติกรรมแจกตําแหน่ง ข้าราชการคนไหนไม่เห็นด้วย ย้ายเข้า เสมือนพนักงานบริษัท เปลี่ยนแปลงเขาเหมือนเขาไม่มีเกียรติเลยข้าราชการ แล้ววันนี้ ทําอะไร เอาคนมีคดีเผาบ้านเผาเมือง จาบจ้วงสถาบัน เก็บมาเลี้ยงดูอุ้มชู ให้ข้าวให้น้ํา ให้เงินเดือน เงินเดือนใคร เงินเดือนท่านนายกรัฐมนตรีหรือครับ เงินเดือนจากภาษีประชาชน เงินเดือนจากภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินของท่าน แล้วคนที่เสียภาษี คนที่ถูกเผาบ้านเผาเมือง เสียภาษีให้มาจ่ายเงินเดือนคนพวกนี้มันเจ็บปวดไหมครับ มันเจ็บปวดนะครับ ผมจึงกล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นมีพฤติกรรมแม่นมทายาทอสูร แม่นมทายาทอสูร ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านกรุณามาตอบผมหน่อยว่าท่านไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ท่านไม่ได้ตั้งคนพวกนี้เพราะ ข้อกล่าวหาผม คนที่ท่านตั้งไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเลย คนที่ท่านตั้งไม่เกี่ยวกับพี่ชาย ของท่านเลย ไม่เกี่ยวกับบริษัทของท่านเลย สุดท้ายครับ ผมอยากจะให้ท่านดูในใบแผ่นครับ ทําไมรู้ไหมครับท่านประธานครับ วันนี้คนไทยมีหนี้เพิ่มทุกคนจากหนี้ท่านนายกกู้ คนไทย มีหนี้ครัวเรือนเพิ่ม ท่านนายกรัฐมนตรีไปดูไหมครับว่า หลานท่านที่ถือหุ้นบริษัทในสาขา ริมทรัพย์นี้ มีเงินปันผลมีราคาเพิ่ม จากนโยบายบ้านหลังแรกลดภาษีวันนี้รวยขึ้น ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท
เดี๋ยวนะครับ ท่านจุติ เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ แล้วก็ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ท่านประธานปล่อยให้ผู้อภิปราย อภิปรายใช้คําเสียดสีว่านายกรัฐมนตรีไม่มีสมอง ว่าไปตั้ง คนเผาบ้านเผาเมืองมาทําหน้าที่ ตรงนี้ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
โอ้โฮ หมิ่นประมาทท่านน่ายกรัฐมนตรีเอง
คืออย่างนี้ ท่านนั่งลง เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านจุตินี่เป็นผู้อภิปรายกล่าวหา ท่านกล่าวหานี้ ท่านจะกล่าวหาก็เป็นสิทธิท่านกล่าวหานะครับ กล่าวหาเดี๋ยวจะมีผู้มาตอบนะครับ เพราะฉะนั้นกล่าวหานี้ยังไม่เห็นใครกล่าวหาในทางดีเลยท่าน ก็ไม่ต้องลุกมาประท้วงอีกแล้ว นั่งลงท่านประสิทธิ์ เขากําลังจะจบแล้วนี้ วันนี้เหตุการณ์ก็ดีแล้ว เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่เคย กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีโง่ ผมไม่เคยครับ ท่านพูดเองนะครับ ผมนั้นให้ความเคารพคนเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศครับท่านประธานครับถ้าประชาชน ดูถูกแล้ว เราดูถูกกันเองแล้ว นายกรัฐมนตรีจะมีเกียรติได้อย่างไรครับ ผมไม่เคยกล่าวหาท่าน นายกรัฐมนตรีว่าโง่นะครับ แต่พ่อผมท่านสอนผมไว้ ไหน ๆ ก็พูดแล้ว ว่าให้ขยันอ่านหนังสือ ความไม่รู้ไม่ใช่ความโง่ แต่เมื่อไรที่รู้ว่าโง่แล้วยังไม่ขวนขวายหาความรู้นั้นคือมึงดื้อแล้วโง่ พ่อด่าผม อย่างนั้นผมจะไม่โง่ ผมจะไม่ดื้อ ผมจะขยันอ่านหนังสือผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า งานนี้ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง รัฐมนตรีคนอื่นไม่เกี่ยว ท่านรองนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยว ท่านไม่มีส่วนในการนั่งเป็นประธาน ที่ประชุมเลย เพราะคนนั่งเป็นประธานที่ประชุมคือท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น สําคัญก็คือว่าถ้าท่านอยากจะตอบ ท่านคงอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ลาออกหรือเปล่า แล้วสําคัญก็คือว่าคนไม่ได้เป็นแฟนทําแทนกัน ไม่ได้ครับ คนไม่ได้เป็นแฟนทําแทนกันไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ด้วยเหตุผลที่ผมได้ไปเสาะหามา ผมนั้นกราบเรียนท่านประธานว่า ผมมีความสุจริตใจ เป็นที่ตั้งว่าฝากข้าราชการกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรีทุกคนดูแลทรัพย์สินของบ้านเมือง ประโยชน์จากที่ดิน ๘ แปลง เป็นล้านล้านบาทครับ อย่าให้เสียหายอย่าให้ใครมาฉกเอาไปกิน เป็นของคนไทยทั้งประเทศ แล้วผมบอกเลยครับ ใครจะภาพดีขนาดไหน เลิกคิดนะครับ มาบอกว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พี่น้องรัฐวิสาหกิจ สมาชิกฟังไว้ บอกว่าวันนี้รถไฟไทย มีหนี้อยู่ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีหนี้อยู่ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จะล้างหนี้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ขอเอาที่ดิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาหากิน ๕๐-๑๐๐ ปี วันนี้มัน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วครับ ท่านประธานครับ อีก ๕๐ ปี มันไม่ใช่แล้ว ฉะนั้นคนการรถไฟแห่งประเทศไทย อย่าไปโง่ยอมเขาหนี้แค่ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทมีสินทรัพย์ตั้ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หารายได้ ไปจ่ายได้เอง อย่าไปเป็นเหยื่อของคนชั่วเอามาล่อ
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมตําหนิท่านนายกรัฐมนตรี นอกจากที่ทํา ไร้คุณธรรม เป็นหนูไม่รู้มา ๒ ปี ทั้ง ๆ ที่รู้ แล้วท่านก็ไม่ยอมแก้อะไรเลย ผมไม่ได้ขอเลยครับ ผมเป็นคนไม่มีเกียรติอะไร แต่ว่าอย่างน้อยน่าจะให้เกียรติสภาผู้แทนราษฎรที่กล่าวหาท่าน ท่านบอกกับพวกผมเสมอว่ามีอะไรให้มาพูดในสภา ผมนี้รักษาครับ ผมไม่เคยขึ้นเวทีไปด่า นายกรัฐมนตรีข้างนอกแม้แต่คําเดียว ผมคอยมาพูดในสภา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่มาฟัง ผมเสียใจมากว่าคนอย่างนายกรัฐมนตรีนั้นไม่รักษาคําพูดไม่มีเกียรติยศอะไรเหลืออีกแล้ว แล้วรู้หรือยังว่าทําไมคนทั้งประเทศถึงได้เกลียด ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านกิตติรัตน์ เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เนื่องจาก ตัวกระผมเองคงจะเป็นรัฐมนตรีคนที่ถูกอ้างว่าเป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตร ซึ่งท่านผู้อภิปรายได้พูดถึงตอนที่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์จํานวน ๘ แปลง
เดี๋ยวฟังท่านก่อนครับ ให้เขาพูดนิดหนึ่งก่อน ยังไม่ได้ไปไหนเลย แล้วท่านค่อยว่า เชิญครับ
ความจริงกระผมเห็นว่าการอภิปรายของท่านผู้อภิปรายก็ดูจะครอบคลุมนะครับ แล้วก็เป็นประเด็นซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ แต่ผมคิดว่าในส่วนที่ท่านได้พูดพาดพิงถึงกระผม และอาจจะพาดพิงถึงคนอื่นอีกจํานวนหลายคนนั้น มีลักษณะของการกล่าวที่สร้าง เครื่องหมายคําถามว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติควรทําหน้าที่ดังกล่าวหรือไม่ แม้ในทางการกล่าวท่านจะกล่าวว่าซ้ําแล้วซ้ําเล่านะครับว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ แต่ท่านก็บอกว่าไม่ได้ตําหนิคนเหล่านั้น แต่พยายามจะอิงไปตําหนิถึงท่านนายกรัฐมนตรี กระผมขออนุญาตได้เรียนว่าประเด็นในการอภิปรายที่เกี่ยวกับผมเท่านั้น ผมจึงจะขออนุญาต ชี้แจง แม้ผมจะเห็นว่าข้ออภิปรายของท่านนั้นมีประเด็นที่เป็นเท็จอยู่หลายกรณี และจะ ไม่ขออนุญาตใช้สิทธิในส่วนนั้นเพราะว่าไม่ได้พาดพิงถึงตัวกระผมเอง และถ้าหากว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องก็คงจะเป็นผู้ที่มาแก้ไขในประเด็นเหล่านั้นด้วยตัวเอง ในกรณีของ อสังหาริมทรัพย์ ๘ แปลงนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ชิ้นสําคัญของรัฐวิสาหกิจจํานวนหนึ่ง จากจํานวน ๕๖ แห่ง ในการดําเนินการในอดีตการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ของ รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถที่จะให้คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งดําเนินการ ได้ภายในกรอบของรัฐวิสาหกิจแห่งนั้น ๆ ยกเว้นจํานวนหรือมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์จะมี ขนาดที่เกินกว่าที่กําหนดไว้ การดําเนินการที่ได้นําเข้าเสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่ จะทําให้เกิดความรอบคอบยิ่งขึ้น เพราะมิฉะนั้นรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเหล่านั้นจะมั่วแต่ให้ ความสําคัญกับการบริหารอสังหาริมทรัพย์จนไม่เป็นอันทําหน้าที่ทางด้านรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น สิ่งที่ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี คือจะต้องดําเนินการขอผ่านคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเสียก่อน ผมจึงขออนุญาต ได้เรียนชี้แจงกับท่าน แล้วก็ความจําของท่านอาจจะคลาดเคลื่อนนะครับ กลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) นั้น เท่าที่ผมทราบครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีและ สมาชิกในครอบครัวได้ขายหุ้นจํานวนที่ท่านเคยถือครอง
ท่านครับ มีคนประท้วง เชิญท่านจุฤทธิ์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณะวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านรัฐมนตรี นะครับ เพื่อให้กฎ กติกาเป็นไปอย่างเรียบร้อย ท่านชี้แจงเฉพาะส่วนที่พาดพิงทําให้ท่าน เสียหาย เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าเป็นเรื่องมหาวิทยาลัยชินวัตร เอาเท่านั้นครับ ท่านอย่าไป ๘ แปลง เดี๋ยวลามไป ๕๖ แปลงอีก เอาเท่าที่ท่านเสียหายครับ แล้วท่านก็นั่งลง พวกผมมีจะ อภิปรายอีกเยอะครับ และท่านมีโอกาสชี้แจงอีกหลายครั้งถ้าเกี่ยวกับท่าน ถ้าไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านก็ไม่ต้องชี้แจง ให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงนะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
ท่านลองบอกว่าท่านเสียหายประเด็นไหนบ้างก่อน เดี๋ยวผมจะได้บอกได้ วินิจฉัยได้
ก็ขออนุญาตอธิบายสั่น ๆ นะครับ เพราะว่าการเป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย ชินวัตรนั้นคงไม่ทําให้ได้เป็นรัฐมนตรีคลังทุกคนหรอกครับ ความจริงท่านผู้อภิปรายก็ทราบดี ว่าผมเคยนําหน้าที่เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการเศรษฐกิจและการคลัง ในยุคที่ท่านเป็นประธาน ซึ่งเป็นเวลานานกว่า ๒ ทศวรรษมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นส่วนที่ท่านอภิปรายจํานวนมาก เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงการคลัง การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิไปดํารงรงตําแหน่งต่าง ๆ ผ่านกระทรวงการคลัง คนที่ท่านหยิบยกขึ้นมาเป็นคําถามท่านก็ทราบประเทศมีขนาดเล็ก ขนาดไหน ความเกี่ยวพันเป็นอย่างไร จํานวนบุคคลที่ท่านหยิบยกขึ้นมาไม่ถึง ๕๐-๖๐ คน ซึ่งจํานวนกรรมการรัฐวิสาหกิจมีมากกว่า ๖๐๐ คน ผมจึงขออนุญาตได้เรียนชี้แจงและก็ขอ ยืนยันวิงวอนต่อท่านผู้อภิปรายนะครับว่า การที่ท่านจะอภิปรายได้ระมัดระวังส่วนที่จะเกิด ผลเสียต่อผู้อื่นด้วย แล้วก็อาจจะนําไปสู่ท่านที่ได้ฟังคําอภิปรายและก็มีความเข้าใจ คลาดเคลื่อน จึงขออนุญาตได้กราบเรียนว่าผลประกอบการของวิสาหกิจที่ท่านอ้างว่าทําได้ น้อย ในช่วงเวลาของรัฐบาลก่อนนี้ที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาไม่เคยมีปีไหนเลยที่ทําได้เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลนี้ทําได้เกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเนื่องตลอดทุกปี ตั้งแต่เข้ามาทําหน้าที่ครับ
ท่านจุติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก กระผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ว่าผมไม่ได้ตําหนิกรรมการท่านใดเลย ผมตําหนิคือผู้แต่งตั้ง แล้วผมก็บอกแล้วว่าคนไม่ใช่แฟน ทําแทนกันไม่ได้ ท่านเป็นแฟนท่านนายกรัฐมนตรีหรือครับ
ไปพูดอย่างนั้นไม่ได้ ท่านจุติ คืออย่างนี้ท่านต้องถอนเดี๋ยวนี้
ผมแค่สงสัยครับ
สงสัยก็ไม่ได้ ถอนครับ ท่านเป็นสุภาพบุรุษ ถอนนะครับ
ถอนทุกคําพูดที่เกี่ยวกับคําว่า คนไม่ใช่แฟน ทําแทนกันไม่ได้ ถอนครับ
ทีนี้ผมต้องฟังว่าพาดพิงเสียหายตรงไหน อย่าเพิ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทางนี้ครับ ที่ยกมือว่าพาดพิง ว่ามา
กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน เบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ความจริง เรื่องรัฐวิสาหกิจเมื่อวานดิฉันได้ชี้แจงไปคร่าว ๆ แล้ว แล้วก็ต้องกราบเรียนท่านสมาชิก ที่เมื่อกี้ท่านกล่าวอ้างว่าดิฉันยิ้มทําไม ความจริงที่ยิ้มก็ชื่นชม เพราะดิฉันเองก็รู้จักท่าน ในคณะกรรมาธิการมาบ้างแล้ว ที่ท่านมีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลในรัฐวิสาหกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งคิดว่าทางกระทรวงการคลังก็จะรับข้อมูลนี้ไว้นะคะ ส่วนสําหรับในประเด็นของการตั้ง กรรมการในรัฐวิสาหกิจก็อยากจะขอชี้แจงนิดหนึ่งว่าในกรณีของกิจการโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันที่เป็นรัฐวิสาหกิจมี ๒ แห่ง แต่เนื่องจากเป็นบริษัทมหาชนแล้ว เพราะฉะนั้น การตั้งกรรมการเป็นไปตามมติของผู้ถือหุ้นนะคะ กับอีกกรณีหนึ่งก็คือกรณีของกลุ่มพลังงาน ซึ่งกลุ่มพลังงานก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การแต่งตั้งกรรมการก็เป็นไป ตามที่ประชุมผู้ถือหุ้นเหมือนกัน สําหรับอีกประเด็นหนึ่งก็คือกรณีธนาคารกรุงไทย ดิฉันก็ยัง นึกไม่ออกในฐานะที่เคยเป็นประธานว่ากรรมการที่ท่านกล่าวถึงนี้คือใคร แต่ต้องขอกราบเรียนว่า ๑. การแต่งตั้งกรรมการซึ่งธนาคารกรุงไทยก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งก็เป็นไปตามมติของผู้ถือหุ้นนะคะ อีกประเด็นหนึ่งในกรณีของ กรรมการธนาคารจะต้องผ่านการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เพราะฉะนั้น อย่างไรก็ดีกรรมการทุกท่านที่เข้าไปเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการเงินจะต้องได้รับ การตรวจสอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
พาดพิงอะไรต้องบอกก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในกรณีที่เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ได้อภิปรายเรื่องการแต่งตั้ง ข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศที่กล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง และคนที่ช่วยเหลือท่านทักษิณก็ได้ดิบได้ดี ที่จริงแล้วการแต่งตั้งข้าราชการของกระทรวง การต่างประเทศนั้นปลัดกระทรวงการต่างประเทศเสนอมาที่ผม และผมก็ได้เซ็นเอกสาร ส่งเข้า ครม. ครม. เป็นผู้แต่งตั้งครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยแต่งตั้งข้าราชการ คนใดเลย คณะรัฐมนตรีครับ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของพวกผมที่นั่งอยู่ด้วยครับ ขอบคุณครับ
โอเค พอแล้วครับท่านจุติ ให้ท่านอื่นครับ เวลาน้อย ช่วยกันครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ ท่านดอกเตอร์สามารถ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่ง ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่ผม ขอคัดค้านการแสวงหาผลประโยชน์จากเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยการใช้ ความสามารถในการแข่งขันด้านคมนาคมขนส่งของประเทศมาเป็นฉากบังหน้า ท่านประธานคงแปลกใจว่าเหตุใดผมจึงหยิบเรื่องกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เพราะยังไม่มีการใช้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเลย ผมขอบอกว่าถ้าผมรอให้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ใช้เงินหมดก่อนจึงจะอภิปรายก็จะ กลายเป็นวัวหายล้อมคอก ไม่ทันการณ์ ยิ่งมีข่าวว่าจะมีเงินทอนถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเงินจํานวนมหาศาลถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยแล้ว ผมจึงจําเป็นต้องหาทางป้องกันไม่ให้มีการกินคําโต ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา และปลายน้ํา อย่างบูรณาการ ท่านประธานครับคนเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่มีพฤติกรรมเอื้อหรือปูทางให้ มีการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผมจึงจําเป็นต้อง อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ โดยการตั้งข้อกล่าวหา๔ ข้อหาดังนี้ ข้อหาที่ ๑ เตรียมการโกง ข้อหาที่ ๒ โยงบ้านตัวเอง ข้อหาที่ ๓ ไม่เกรงสภา และข้อหาที่ ๔ ตบตา ประชาชน
สําหรับข้อหาที่ ๑ นั้น เป็นการเตรียมการโกง ผมขอกล่าวหานายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ว่า มีพฤติกรรมเอื้อให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน โดยการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แทนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจําปี ซึ่งสามารถใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน คมนาคมขนส่งของประเทศได้ครบทุกโครงการตามที่บรรจุอยู่ในแผนการก่อสร้างภายใต้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่จําเป็นต้องกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมกล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะว่าผมได้ตรวจสอบแผนการใช้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตลอดระยะเวลา ๗ ปี แล้วพบว่าไม่ได้สร้างภาระหนักให้กับงบประมาณรายจ่ายประจําปีเลย โดยเฉพาะปีแรกที่ใช้ แค่เพียง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยิ่งดูเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงยิ่งไม่น่าห่วง เพราะใช้ เงินปีแรกแค่เพียง ๓๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ผมจึงมั่นใจว่าสามารถใช้งบประมาณรายจ่าย ประจําปีได้ โดยไม่ต้องกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เหตุที่มีการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพราะว่าโกงได้ง่าย เพราะการใช้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ต้องมีเอกสารมากมาย โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งต้องใช้เงินกู้สูงถึงเกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเอกสารเพียงไม่กี่แผ่น ก็สามารถทําให้สภาเห็นชอบได้ ต่างกับการใช้งบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ต้องมีเอกสาร มากมายหลายกล่อง ทั้งการศึกษาความเหมาะสม การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีแบบละเอียด ซึ่งสามารถใช้ในการคํานวณค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดิน และค่าจ้างที่ปรึกษา ได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุที่เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่มีรายละเอียดเป็นการเลี่ยง การตรวจสอบ จึงนําไปสู่การโกง ท่านประธานครับ การเตรียมการโกงเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มี ๓ วิธี เตรียมการโกงวิธีที่ ๑ เพิ่มเงินลงทุน โดยการบวกเพิ่มราคาค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดิน และค่าจ้างที่ปรึกษา เฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเพียงโครงการเดียว มีเงินลงทุนโครงการแพงกว่าสมัยท่านนายกรัฐมนรีอภิสิทธิ์ถึง ๓๐๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เงินจํานวนมากมหาศาลนี้จะไปอยู่ในกระเป๋าของใครจะต้อง ติดตาม ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ผมได้พยายามขอให้รัฐบาลคิดเงินลงทุนโครงการรถไฟ ความเร็วสูงให้ถูกลง ด้วยยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ รัฐบาลไม่ยอมลดแม้แต่บาทเดียว แต่กับคิด ราคาเพิ่มขึ้นอีก ๓๒๒ ล้านบาท ขอให้ลดแต่กับเพิ่มเป็นอย่างนั้นไป เพราะฉะนั้นที่พูดกันว่า จะมีเงินทอน ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จึงมีความเป็นไปได้ เพราะแค่โครงการรถไฟความเร็วสูงเพียงโครงการเดียว เท่านั้นก็ปาเข้าไปถึง ๓๐๓,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อาจจะแก้ตัวว่า เหตุที่เงินลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงแพงกว่าสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มาก เพราะต้องสร้างเป็นทางยกระดับเพื่อหนีน้ําท่วม ผมขอแย้งว่าช่วงที่สร้างเป็นทางยกระดับนั้นมีไม่มาก ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาจึงไม่ควร เพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ อีกทั้งในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้สร้างเป็นทางบนระดับ พื้นดินทั้งหมด ช่วงที่อยู่ในเมืองก็ยกระดับ ช่วงข้ามแม่น้ําลําคลองก็ต้องสร้างสะพาน ช่วงผ่านภูเขาก็ต้องเจาะอุโมงค์ และช่วงที่อยู่บนดินอ่อนก็ต้องตอกเสาเข็ม ด้วยเหตุนี้ เงินลงทุนจึงไม่ควรเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ หากเป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ กล่าวอ้างจริงก็ไม่จําเป็นต้องสร้างทางยกระดับเพื่อหนีน้ําท่วม เพราะท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์มีเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการป้องกันน้ําท่วมอยู่แล้ว จึงไม่จําเป็นต้อง สร้างรถไฟความเร็วสูงเป็นทางยกระดับเพื่อหนีน้ําท่วมอีกเป็นการใช้เงินซ้ําซ้อน อีกทั้ง โครงการอื่น เช่นโครงการรถไฟทางคู่ ก็ไม่ได้สร้างเป็นทางยกระดับเพื่อหนีน้ําท่วม ท่านประธานครับ ต่อไปเป็นการเตรียมการโกงวิธีที่ ๒ ปิดโอกาสไม่ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ต้องการลงทุนเองทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ท่านประธานครับ อภิมหาโครงการดังเช่นโครงการรถไฟความเร็วสูง ไม่ว่าที่ไหนในโลกเขาจะให้เอกชนเข้าร่วม ลงทุน
ท่านดอกเตอร์สามารถครับ เดี๋ยวถามท่านนิดหนึ่ง ผมตรวจดูญัตติยื่นถอดถอนไม่มีใน ประเด็นนี้นะครับ เรื่องการทุจริต ท่านอภิปรายไม่ได้นะครับ
ท่านประธานครับ ในเอกสาร ให้หนังสือที่ยื่นถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ผมลงนามด้วยนะครับ มีข้อความหนึ่ง ท่านประธานดูสิครับ มีพฤติกรรมฉ้อฉล ทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิด ข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริต
ใช่ คือเวลายื่นในกรณีทุจริตนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญเขาวางไว้ ๓ เรื่อง ก็คือ ๑. เรื่องมี พฤติกรรมร่ํารวยผิดปกติ ๒. เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนกฎหมายนะครับ ฉะนั้นประเด็นของท่าน ท่านบอกว่ามีการทุจริต เรื่องนี้ผมจึงมาเปิดดูหนังสือของท่านยื่น มันไม่มีนะครับ ฉะนั้นท่านลําดับเรื่องมาทั้งหมดนี่คือเป็นเรื่องของทุจริต ฉะนั้นท่านจะ อภิปรายประเด็นทุจริตไม่ได้
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวให้ผมคุยกับเจ้าของร่างเขาก่อน คุณหมอนั่งลงก่อนนะครับ เดี๋ยวท่านนั่งลง ก่อนครับ ผมสอบถามทางเจ้าของร่างท่านก่อน มันไม่มีนะครับ แล้วก็ไม่เป็นไปตาม ท่านจะ อภิปรายประเด็นนี้ไม่ได้นะครับ เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธานครับ ที่จริงเมื่อวานนั้น ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เกริ่นเรื่องนี้ไว้แล้ว เป็นการนําไปแล้วเมื่อวานครับ
มันไม่มี ท่านอภิปรายไม่ได้ครับ คราวนี้ถ้าไม่มี เดี๋ยวผมจะให้คุณหมอสุกิจ เชิญครับ เดี๋ยวครับ ให้คุณหมอสุกิจก่อน คือผมไม่อยากให้เสียเวลาเหมือนกับคราวที่แล้วที่เราอภิปรายจนจบ แล้วก็มาทักท้วงกันภายหลัง แล้วมันจะเสียเวลาพวกเรา เชิญคุณหมอสุกิจก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานเราก็ได้ พูดกันแล้วนะครับว่ากรณีบางกรณียังไม่ได้ทุจริต แต่มันส่อแวว ซึ่งมันจะอยู่ในญัตติของเรา นะครับ ที่เราเขียนว่าวางแผนใช้อํานาจออกกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์อันมิชอบ อันเป็นการทุจริตรูปแบบใหม่อะไรอย่างนั้นนะครับ แต่จริง ๆ แล้วมันยังไม่ได้มีการทุจริต เพียงแต่ว่ามีการออกกฎหมายที่พยายามที่จะนําไปสู่เรื่องนั้น เพราะฉะนั้นที่ดอกเตอร์สามารถ อภิปรายผมว่าชอบแล้วครับ ก็คือการทุจริตยังไม่ได้เกิดขึ้น เพียงแต่มีการกระทําที่ส่อเจตนา ไปตรงนั้น พวกเรายังยื่นถอดถอนท่านไม่ได้ครับ เพราะยังไม่มีการทุจริตแล้วเราจะยื่นถอดถอน ได้อย่างไรครับ ใช่ไหมครับท่านประธานครับ แต่ญัตติเขียนไว้ เรามีสิทธิที่จะอภิปราย
คือเรื่องอภิปรายผมไม่ติดใจนะครับท่านอภิปรายได้ แต่ที่จะไปกล่าวหาว่าเขาทุจริตนั้น มันไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ยื่นประเด็นผมอยู่ตรงนี้
ยังไม่ได้กล่าวหาว่าอาจจะเป็นการวางแผน เพื่อที่จะไปสู่การทุจริต อันนี้ท่านประธานครับมันแตกต่างจากการกล่าวหา
เอาละครับ ผมว่าอย่าไปถึงขั้นนั้นเลยนะครับ ผมจะให้ท่านสามารถพูดในประเด็นที่ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วกันนะครับ แต่ถ้าท่านเกินนอกจากนี้ ผมจะเตือนท่าน เชิญครับ
ได้ครับ
เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจกันนะครับ เชิญครับ เดี๋ยวผมขอเตือนส่วนประเด็นเรื่องของสภา เพื่อที่ไม่ให้ท่านสมาชิกมาประท้วงผม แล้วก็ไม่เสียเวลาท่าน คือการออกกฎหมาย วิธีการออกกฎหมายเป็นเรื่องของสภานะครับ เอาเรื่องของรัฐบาลที่บริหารนะครับ แต่ไม่เอาเรื่องของสภา สภาจะออกกฎหมายอย่างไรเป็นเรื่องของสภา เดี๋ยวก็มาประท้วงผมอีก จะเสียเวลาท่าน เชิญครับ
ท่านประธานครับ อภิมหาโครงการดังเช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง ไม่ว่าที่ไหนในโลกเขาจะให้เอกชน เข้าร่วมลงทุนหรือลงทุนเองทั้งหมด เพื่อลงเงินลงทุนของรัฐบาล เพื่อลดอัตราความเสี่ยง ของภาครัฐ แต่นี่ที่ประเทศไทยประเทศที่ยังไม่รวยกลับเลือกที่จะลงทุนเองทั้งหมด เพราะ ๑. ถ้าให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนจะทําให้เงินลงทุนลดลงเงินทอนก็จะลดตามลงด้วย ๒. ถ้าเอกชนตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนเขาจะต้องตรวจสอบเงินลงทุนทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดินและค่าจ้างที่ปรึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ให้ผิด ไม่ให้เพี้ยน ไม่ให้มีเงินทอน เพราะเขาไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการจ่ายเงินทอน ท่านประธานครับ โครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยแม้กระทั่งขบวนรถไฟที่ปกติจะมอบให้เอกชน เป็นผู้ลงทุนจัดหามา แต่นี่จะซื้อเองทั้งหมดใช้เงินถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เตรียมที่จะซื้อขบวนรถไฟความเร็วสูงก่อนการก่อสร้างทางรถไฟ และสถานี ถ้าการก่อสร้างทางรถไฟและสถานีมีปัญหาสร้างไม่ได้หรือสร้างไม่เสร็จ ขบวนรถไฟที่ซื้อมาแล้วก็จะถูกทิ้งเป็นเศษเหล็กดังที่เกิดขึ้นแล้วกับขบวนรถไฟโครงการ โฮปเวลล์ที่ทิ้งเป็นเศษเหล็กอยู่แถวชลบุรี ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อาจจะแย้งว่า การจัดซื้อขบวนรถไฟความเร็วสูงมาก่อนถือเป็นข้อดีที่จะออกแบบชานชาลาให้พอดีกับ ขบวนรถไฟความเร็วสูงได้ ต่างจากอดีตที่ออกแบบชานชาลาก่อนทําให้มีปัญหาขบวนรถไฟ ความเร็วสูงห่างจากพื้นชานชาลา นั่นเป็นเหตุผลของผู้ที่อยู่เบื้องหลังท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมขอชี้แจงว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่จําเป็นต้องซื้อขบวนรถไฟความเร็วสูง มาล่วงหน้า ก็สามารถออกแบบชานชาลาไม่ให้มีปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งทั่วโลกก็ทําเช่นนั้น ท่านประธานครับการจัดซื้อขบวนรถไฟความเร็วสูงจะนําไปสู่การล็อคสเปค (spec) ระบบ การซ่อมบํารุงรักษา การจัดหาอะไหล่ ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบสื่อสารและระบบควบคุม การเดินรถเป็นการผูกขาดวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ พูดได้ว่าการจัดซื้อขบวนรถไฟความเร็วสูง มูลค่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจะนําไปสู่การกินคําโตอีกคําหนึ่ง ท่านประธานครับ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยได้เสนอรัฐบาลว่ารัฐบาลควรให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนโดยเฉพาะโครงการ รถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะทําให้รัฐบาลใช้เงินกู้น้อยกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อาจจะชี้แจงว่ารัฐบาลจะให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟ ความเร็วสูงเส้นทางที่ด้วนอยู่ เช่น จากนครราชสีมาถึงหนองคาย หรือจากหัวหินถึง ปาดังเบซาร์ เป็นต้น ผมขอแย้งว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีแนวทางเช่นนั้นจริง ก็จะต้องเริ่มเสียแต่วันนี้โดยการให้เอกชนร่วมลงทุนทั้ง ๔ เส้นทาง คือจากกรุงเทพมหานคร ไปเชียงใหม่ กรุงเทพมหานครไปนครราชสีมา กรุงเทพมหานครไปหัวหิน และจาก กรุงเทพมหานครไปสู่ระยองเพื่อจะได้ลดเงินลงทุนลงจะทําให้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ต้องกู้เงินถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับต่อไปเป็นการเตรียมการโกงวิธีที่ ๓
อย่างนี้ไม่ได้
เตรียมการเป็นการส่อครับ
นี่นะครับเรื่องการผิดกฎหมายนะครับ ท่านพยายามหลีกเลี่ยงแล้วกันนะครับที่ท่านพูดมา ๒-๓ ครั้งนี่นะครับ เรื่องที่มีส่วนต่าง เรื่องที่ทอนคืนอันนี้มันเป็นเรื่องของการผิดกฎหมาย อยู่แล้ว ผมพยายามเตือน ท่านเอาอย่างนี้ท่านบอกว่าผิดพลาด บกพร่อง เสียหายอย่างไร ท่านว่ามานะครับผมพยายามจะไม่ทักท้วงนะครับ ท่านสามารถก็รู้ดีนะครับ ท่านไม่ไว้วางใจ ในประเด็นอะไรท่านว่ามา แต่เรื่องผิดกฎหมายเรื่องทุจริตท่านไม่ได้ยื่นผมก็มีความจําเป็นว่า จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ อย่างนั้นทางที่ประชุมก็ต้องทักท้วง ผมอีกนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ต่อไปเป็นการ เตรียมการโกงวิธีที่ ๓ ไม่ให้เจ้าของโครงการกู้เงินเองตามที่เคยปฏิบัติ ที่ผ่านมาหน่วยงาน เจ้าของโครงการจะกู้เงินเอง ผมขอยกตัวอย่างเช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ที่กู้เงินมาก่อสร้างรถไฟฟ้าจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า (JICA) ด้วยดอกเบี้ยราคาถูก เช่น ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีสําหรับรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ําเงินช่วงหัวลําโพงถึงบางซื่อ และ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์สําหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางซื่อ ถึงบางใหญ่ แต่เหตุที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ยอมให้หน่วยงานเจ้าของโครงการกู้เงิน จากไจก้าตามที่เคยปฏิบัติแต่ให้ใช้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแทน เพราะ ๑. ไจก้า จะตรวจสอบผลการศึกษาอย่างละเอียด ถ้าเห็นว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุนก็จะไม่ให้กู้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็รู้ดีว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้นไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงหลีกเลี่ยงที่จะกู้เงินจากไจก้าหันมากู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแทน เพราะหวังที่จะใช้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงให้ได้ ๒.ไจก้าจะคุมเข้มไม่ให้มี การทุจริต เขาจะตรวจสอบการดําเนินโครงการทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส เขาจะ ตรวจสอบราคาค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดินและค่าจ้างที่ปรึกษา ถ้าพบว่ามีเงินทอนก็จะไม่ให้กู้ ท่านประธานครับ นั่นคือข้อกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ข้อหาที่ ๑ เตรียมการโกง เพราะมีพฤติกรรมเอื้อให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน
ต่อไปเป็นข้อหาที่ ๒ โยงบ้านตัวเอง ท่านประธานทราบดีว่าบ้านเกิดเมืองนอน ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าเหตุใดทันทีที่รับ ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จึงประกาศก้องว่าจะสร้างรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เต็มสายเป็นสายแรก ทั้ง ๆ ที่ขัดแย้งกับผลการศึกษาของสํานักงาน นโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ที่ทําการศึกษาไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ผลว่าจะต้องสร้างสายกรุงเทพฯ-หนองคายเป็นสายแรก เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่า สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ให้ประเทศจีน ทบทวนการศึกษาความเหมาะสม ปรากฏว่าได้ผลเหมือนเดิม นั่นคือสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ให้ผลตอบแทนดีกว่าสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ๒ ครั้งแล้วนะครับที่สายกรุงเทพฯ-หนองคาย ให้ผลตอบแทนดีกว่าสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ยังมีอีกครับเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จัดนิทรรศการไทยแลนด์ ๒๐๒๐ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ แนะนําโครงการภายใต้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้ให้ สนข. ทําการศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าได้ผลเหมือนเดิมนั่นคือสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ให้ผลตอบแทนดีกว่า สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ รวม ๓ ครั้ง ที่สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แพ้สายกรุงเทพฯ-หนองคาย ผมได้พยายามทักท้วงว่าเหตุใดจึงจะสร้างสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ก่อนสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ทั้ง ๆ ที่สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ถามหลายครั้งแต่ไม่มีคําตอบ สุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ มีการแก้ตัวเลขเพื่อทําให้ สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ชนะสายกรุงเทพฯ-หนองคาย แก้กันอย่างง่าย ๆ ไม่ใช้หลักวิชาการ ทําทุกอย่างเพื่อต้องการสร้างสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นสายแรกให้ได้ ท่านประธานครับ รถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หนองคายจะเชื่อมโลกได้ดีกว่าสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทั้งประเทศจีนและประเทศลาวก็ต้องการให้สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมประเทศของเขา ผ่านจังหวัดหนองคาย เมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖ รองนายกรัฐมนตรีของลาว ได้เข้าพบ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ขอให้รัฐบาลไทยเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงจากจีนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ เส้นทางคมนาคมในภูมิภาคนี้ และเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของจีนได้มา เยือนไทย ท่านได้แสดงความสนใจที่จะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิง ผ่านลาวมาที่ จังหวัดหนองคาย แต่อย่างไรก็ตามท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ยังยืนยันที่จะก่อสร้างรถไฟ ความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ก่อนสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ท่านประธานทราบไหมว่า รถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ช่วงที่อยู่นอกเขตทางรถไฟเขามีการลากเส้นไว้ หลายเส้นทาง มีหลายทางเลือก แต่สุดท้ายพรรคพวกที่บริษัทที่ปรึกษา ที่ทําการศึกษา โครงการนี้บอกผมว่าเขาจําเป็นต้องเลือกเส้นทางที่ผ่านพื้นที่ที่มีการกว้านซื้อที่ดินไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตําแหน่งที่ตั้งของสถานีก็เลือกทําเลที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอํานาจและพวกพ้อง จึงมีข่าวว่ามีนักลงทุนอักษรย่อ ศ กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกําไรและกินหัวคิวกับนักการเมือง อักษรย่อ ด แต่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ยืนยันว่าขั้นตอนต่าง ๆ โปร่งใส วันนี้จะมีการ กักตุนได้อย่างไร เมื่อเส้นทางยังไม่ได้ประกาศเลย วันนี้ใครเก็งพื้นที่เอาไว้อาจจะผิดด้วยซ้ํา ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ทราบจริง ๆ หรือว่าก่อนที่นักเก็งกําไรที่ดิน จะกว้านซื้อที่ดินที่ใดที่หนึ่งนั้นเขาจําเป็นจะต้องมีข้อมูลภายในที่แม่นยํา และการที่จะได้ ข้อมูลเช่นนั้นเขาจําเป็นจะต้องมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับรัฐบาล เขาไม่ยอมขาดทุน หรอกครับ โดยสรุปข้อหาที่ ๒ โยงบ้านตัวเองก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง
ท่านประธานครับมาถึงข้อหาที่ ๓ ไม่เกรงสภา ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ คงคิดว่าฝ่ายค้านโง่จึงมั่วตัวเลขมา ไม่คิดว่าจะมีคนจับได้ไล่ทัน ผมมีข้อมูลล่าสุดของ ผลการศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาทําการศึกษา ความเหมาะสม ปรากฏว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนทุกเส้นทาง สํานักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์กําหนดไว้ว่าโครงการที่รัฐบาลจะก่อสร้างนั้น จะต้องมีผลตอบแทนทางเศรษฐ หรือ อีไออาร์อาร์ (EIRR) มากกว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ผลการศึกษาพบว่าทุกสายได้ อีไออาร์อาร์ น้อยกว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ อีไออาร์อาร์คืออะไร ครับท่านประธาน อีไออาร์อาร์เป็นผลประโยชน์ที่เกิดจากการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง อันเนื่องมาจากการประหยัดเวลา ประหยัดน้ํามันเชื้อเพลิง ลดอุบัติเหตุ และลดมลภาวะ เปรียบเทียบกับเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในโครงการ ผลประโยชน์เหล่านี้เป็นผลประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนหรือประเทศชาติโดยส่วนรวม โดยไม่คํานึงว่าผู้ลงทุนจะได้กําไรหรือ ขาดทุน ท่านประธานครับ เมื่อรถไฟความเร็วสูงทุกสายมีอีไออาร์อาร์ต่ํากว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ต่ํากว่าเกณฑ์ของสภาพัฒน์ ก็มีปัญหาจะไม่ได้ก่อสร้าง จึงมีคําสั่งจากผู้มีอํานาจไปถึงบริษัท ที่ปรึกษา ทําอย่างไรก็ได้ขอให้อีไออาร์อาร์มากกว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะสาย กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ปรากฏว่ามีการเพิ่มรายการผลประโยชน์จากการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง อีก ๑ รายการ นอกเหนือจาก ๔ รายการเดิมอันประกอบด้วย ๑. ประโยชน์จากการ ประหยัดเวลา ๒. ประโยชน์จากการประหยัดน้ํามันเชื้อเพลิง ๓. ประโยชน์จากการ ลดอุบัติเหตุจราจร และ ๔. ประโยชน์จากการลดมลภาวะ ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นเป็นรายการที่ ๕ ก็คือประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้นไม่เคยใช้ มาก่อนในประเทศไทย ผมถามหลายครั้งว่าผลประโยชน์ที่ว่านั้นคืออะไร คํานวณได้อย่างไร ก็ไม่เคยตอบได้ ท่านประธานครับ สุดท้ายด้วยคําสั่งของผู้มีอํานาจ ในที่สุดได้ผลครับ ทําให้อีไออาร์อาร์ สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เพิ่มขึ้นจาก ๗.๕๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๒.๕๖ เปอร์เซ็นต์ ผ่านเกณฑ์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของสภาพัฒน์อย่างฉิวเฉียด สภาพัฒน์กําหนดไว้ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เดิมนั้น สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ได้แค่ ๗.๕๔ เปอร์เซ็นต์ พอมีการเล่นแร่แปรธาตุแล้วอีไออาร์อาร์ ก็เพิ่มขึ้นเป็น ๑๒.๕๖ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามสายอื่นสอบตกทั้งหมด เช่น สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมาได้อีไออาร์อาร์ ๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ต่ํากว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ สายกรุงเทพฯ-หัวหิน มีอีไออาร์อาร์ ๘.๑๑ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่บวกผลประโยชน์จาก การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคเข้าไปด้วยแล้ว โดยสรุปข้อกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ข้อหาที่ ๓ ไม่เกรงสภา ก็เพื่อต้องการที่จะใช้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก่อสร้าง รถไฟความเร็วสูงให้ได้ ทั้ง ๆ ที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหรืออีไออาร์อาร์น้อยกว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่เป็นไปตามข้อกําหนดของสภาพัฒน์
ท่านประธานครับ มาถึงข้อหาที่ ๔ คือตบตาประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์จัดนิทรรศการไทยแลนด์ ๒๐๒๐ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติแจ้งวัฒนะ เมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ ประกาศว่าจะสร้างรถไฟความเร็วสูง ๔ สาย จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครราชสีมา กรุงเทพฯ ไปหัวหิน และจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดระยอง ระยะทางรวมทั้งหมด ๑,๔๔๗ กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนโครงการทั้งหมด ๗๘๓,๕๕๒.๗๓ ล้านบาท ต่อมาในปลายเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสู่สภา มีการแก้ข้อความอย่างมี นัยสําคัญ โดยการแก้จุดหมายปลายทางของโครงการรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ ถึงโคราช แก้เป็น ถึงจังหวัดหนองคาย จากกรุงเทพฯ ถึงหัวหิน แก้เป็นถึง ปาดังเบซาร์ โดยที่เงินลงทุนยังเท่าเดิม นั่นคือ ๗๘๓,๕๕๒.๗๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะระยะทาง ยาวขึ้นนับพันกิโลเมตร แต่เงินค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดิน ค่าจ้างที่ปรึกษายังเท่าเดิม เป็นการตบตา ส.ส. ฝ่ายค้าน แต่เงินค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดิน ค่าจ้างที่ปรึกษายังเท่าเดิม เป็นการตบตา ส.ส. ฝ่ายค้าน หลังจากนั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้คือต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์พร้อมคณะไปจัดโรดโชว์ (Roadshow) เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จังหวัดหนองคาย ให้ความหวังพี่น้องชาวหนองคายว่าจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูง ภายใน ๗ ปี แถมยังคุยว่าจะใช้รถไฟความเร็วสูงขนแหนมเนืองไปที่คุนหมิงแทนการขนส่ง ด้วยเครื่องบิน ท่านประธานครับ การคุยว่าชาวจังหวัดหนองคายจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูง ภายใน ๗ ปีนั้นเป็นการตบตาหรือหลอกลวงประชาชนคนจังหวัดหนองคาย เพราะเป็นไป ไม่ได้ที่จะสร้างเส้นทางนี้จากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดหนองคายเสร็จภายในปี ๒๕๖๓ เนื่องจาก ๑. ยังไม่ได้ศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ๒. ยังไม่ได้ออกแบบรายละเอียด และ ๓. ไม่มีเงินค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดินและค่าจ้างที่ปรึกษา เพราะเอาเงินไปสร้างสาย กรุงเทพฯ-เชียงใหม่หมด ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ หยุดหลอกลวง หยุดโกหกพี่น้อง ประชาชนคนจังหวัดหนองคายเสียทีเถอะครับ การโกหกเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่งด้วย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อาจจะชี้แจงว่าไม่ได้โกหกหรือหลอกลวงชาวจังหวัดหนองคาย เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยู ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟในประเทศไทย โดยแลกเปลี่ยน กับสินค้าเกษตรจากประเทศไทย
เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ
ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย (หนองคาย) ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านที่กําลังอภิปรายนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์ สามารถ เมื่อสักครู่ท่านได้กล่าวพาดพิงไปถึงจังหวัดหนองคาย ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลมีนโยบาย ที่ชัดเจน แล้วก็ได้บอกกล่าวกับพี่น้องชาวหนองคายอย่างชัดเจนว่ารถไฟความเร็วสูง ถึงจังหวัดหนองคายแน่นอน เพราะฉะนั้นคํากล่าวที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดนี้จึงเป็นคํากล่าว ที่ไม่ถูกต้องนะครับ
เดี๋ยวนะครับ ท่านประท้วงประเด็นอะไรก่อนครับ
ประเด็นที่ทําให้พี่น้อง จังหวัดชาวหนองคายเข้าใจผิด
เอาอย่างนี้ครับ มันไม่อยู่ในประเด็นประท้วงนะครับ นั่งลงครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเองนะครับ เหลืออยู่ ๑ นาที เพราะว่าวิปของฝ่ายค้านประสานผมมาขอให้กําชับ ผู้อภิปรายด้วยต่อไปนี้นะครับ เชิญครับ เหลืออยู่ ๑ นาที ท่านดอกเตอร์สามารถสรุปเลยครับ
เรื่องเวลาไม่ต้องห่วงครับ เวลาผมยังมีครับ ผมใช้เวลาไม่นานครับ
เหลือ ๑ นาที เพราะวิปมาประสานผมแล้วขอร้องให้ช่วยเตือนท่าน ทุกท่านเลยนะครับ
ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีการเตือนเลยนะครับ แล้วผมใช้เวลาไม่นานครับ พอผมพูดทุกครั้งท่านประธานจะมี ปัญหากับผมตลอดเลย
มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมได้รับการขอร้องจากทางวิปฝ่ายค้านให้เร่งรัดเรื่องเวลาเพราะว่า มีอีกหลายท่านนะครับ ผมจึงบอกว่าเหลืออยู่ ๑ นาที ท่านสรุปเลยนะครับ
เพื่อนสมาชิกไม่สบายใจที่ผมใช้ คําว่าจังหวัดหนองคาย ผมขอเปลี่ยนเป็นชาวอีสาน ไม่ใช่ชาวจังหวัดหนองคายครับ ครอบคลุมอีกหลายจังหวัด ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านว่าเอ็มโอยูดังกล่าวนั้น เป็นข้อตกลงอย่างกว้าง ๆ ไม่มีรายละเอียดของโครงการ ไม่มีรายละเอียดการแลกเปลี่ยน สินค้าเกษตร และที่สําคัญไม่มีข้อตกลงเรื่องรถไฟความเร็วสูง ยิ่งกว่านั้นมีการกล่าวว่า การแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นเพียงการหารือยังไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ในการลงทุน ยืนยันว่า จะต้องมีการเปิดประกวดราคานานาชาติเพื่อดําเนินการโครงการนี้ นั่นหมายความว่ายังเชื่อ ไม่ได้ว่าจะมีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยการแลกเปลี่ยนสินค้า เกษตรกับเงินลงทุนของรัฐบาลจีน สินค้าเกษตรของไทยนะครับ ที่สําคัญในอดีตที่ผ่านมานั้น มีแนวคิดที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรของไทยกับการพัฒนารถไฟไทย แต่ไม่เคยประสบ ผลสําเร็จ ผมขอยกตัวอย่างในสมัยรัฐบาลทักษิณมีการ
เอาสรุปได้ไหมครับท่าน ขอสรุปเลยนะครับ เชิญครับ
กําลังจะจบครับ มีการตกลงที่จะ ซื้อหัวรถจักรจากประเทศจีนโดยแลกเปลี่ยนกับลําไยสุดท้ายก็ล้มเหลว ไม่สามารถ แลกเปลี่ยนลําไยกับหัวรถจักรได้ นอกเหนือจากนี้มีการกล่าวว่าโครงการถไฟความเร็วสูงจีน ประเทศลาวที่มาจ่อชายแดนที่จังหวัดหนองคายมีทีท่าว่าจะลากยาวอีกหลายปีกว่าจะพอ สร้างได้ ดังนั้นการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไปถึงจังหวัดหนองคายยังรอได้ เพราะฉะนั้น ชาวจังหวัดหนองคายอย่าคาดหวังว่าจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูงภายใน ๗ ปีด้วยเหตุผลที่ผม อภิปรายมาแล้ว โดยสรุปข้อกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ข้อหาที่ ๔ ตบตา ประชาชนก็เพื่อสร้างคะแนนนิยมหวังตอบโจทย์ทางการเมือง ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนา ประเทศ ท่านประธานครับ กําลังสรุปนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่สมควร เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพราะมีพฤติกรรมดังนี้
๑. เอื้อให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน
๒. ทําเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง
๓. สร้างหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนจากเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกับ ดอกเบี้ยอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นเงินจํานวนมหาศาลถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเวลายาวนานถึง ๕๐ ปี และ
๔. ตบตาประชาชนเพื่อสร้างคะแนนนิยมหวังผลทางการเมือง ด้วยเหตุผล ดังกล่าวผมจึงไม่อาจไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทยต่อไปได้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่าน เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก่อน เอาให้จบประเด็นของท่านก่อน เชิญครับท่านขอให้สิทธิประเด็นอะไรบอกเลยนะครับ
ประเด็น พาดพิงครับ ขออนุญาตอธิบายนิดเดียวครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ สั้น ๆ ที่ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวว่ามีผู้มีอํานาจมาสั่งการให้บริษัทที่ปรึกษาเปลี่ยนข้อมูลนะครับ เนื่องจากว่าผู้มีอํานาจนี้ครับที่ปรึกษาอยู่ใต้กระทรวงการคมนาคมผมเป็นมีอํานาจกํากับดูแล ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้กํากับดูแลโดยตรงครับ เพราะฉะนั้นถ้าผู้มีอํานาจผมว่าควรจะคิดถึง ผมเป็นหลักครับ
เชิญชี้แจงครับ
ก็ต้อง กราบเรียนครับว่าการทําโครงการที่ปรึกษาทั้งหมดของรถไฟฟ้าความเร็วสูงมีเป็นไปตามหลัก วิชาการครับ มีตัวเลขทางวิชาการ มีแนวการคิด แล้วก็เปิดให้ดูได้หมดครับ สุดท้ายก็ต้อง ไปผ่านสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติในการดูอีกทีหนึ่ง มันไม่มีทางหมกเม็ดได้ครับ เพราะฉะนั้นการที่จะไปฟังเพื่อนท่านเล่ามา ไปฟังคนบอกมาแล้วมาเป็นข้อมูลว่าจะมี การเตรียมการทุจริต ผมคิดว่าอันนี้ไม่เป็นข้อเท็จจริงครับ ยืนยันว่าทุกอย่างทําด้วย ความโปร่งใสแล้วก็ตรวจสอบได้ ถ้าท่านมีข้อมูลว่ามีใครทุจริต หรือมีใครจะไปเก็งที่ดินบังคับ ที่ปรึกษาตรงไหนขอให้แจ้งผมโดยตรงเลยครับ ผมจะจัดการเลยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ๓๐ นาทีครับ ท่านประเสริฐมีอะไรไหม ถึงเวลาแล้วผมจะ กําชับทุกท่านนะครับ เพราะว่าได้รับการประสานงานมา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ท่านประธานดําริพอครบตามที่วิปส่งเวลา ท่านประธานก็เตือนได้ แต่หลังจากนั้นพวกผมก็จะพยายามเร่งรัด เร่งรัดกันเองว่าให้จบ เพียงแต่ท่านประธานก็ส่งสัญญาณว่าเวลาของท่านครบแล้ว แล้วหลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของ พวกผมที่ผมจะเร่งรัดต่อนะครับ ผมจะพิจารณาต่อไปนะครับ
หมายความว่าให้ผมแจ้งใช่ไหม แล้วก็แจ้งว่าครบแล้วใช่ไหมครับ ท่านเร่งรัดกันเองนะครับ
เอาอย่างนี้ก็ได้ครับ เดี๋ยวพวกผม เร่งรัดกันเองก็แล้วกัน
จะแจ้งว่าเวลาเท่าไรใช่ไหม
ท่านตั้งเวลาให้พวกผมนะครับ ขอบคุณครับ
ได้ครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ ๓๐ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีข้อกล่าวหาทั้งหมด ๔ ข้อ
ข้อที่ ๑ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมาย คือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔
ข้อ ๒ จงใจที่จะกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ข้อ ๓ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๘ กล่าวคือ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องบริหารตามกฎหมายและนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภา ซึ่งได้ แถลงต่อสภาไว้ตามมาตรา ๑๗๖ ในข้อที่ ๑.๓ คือ นายกรัฐมนตรีจะป้องกันและปราบปราม การทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ ซึ่งได้แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ข้อ ๔ นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้บริหารราชการแผ่นดิน บกพร่อง ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งต่อสภาและต่อประชาชน พูดอย่างทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ จงใจปกปิดข้อมูล ส่งเสริมปกป้องการฉ้อราษฎร์บังหลวง นโยบายรณรงค์ ต่อต้านการทุจริตเป็นเพียงแค่ละครปาหี่ ไม่มีผลปฏิบัติจริง โดยนายกรัฐมนตรีไม่แยแสใส่ใจ จัดการตามอํานาจหน้าที่แต่อย่างใด ทั้งยังกระทําผิดกฎหมายซ้ําซาก ไม่ใช่ครั้งแรกครับ วางแผนใช้อํานาจออกกฎหมายอันจะเป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อน แยบยลที่สุด โดยคนไทยจะกลายเป็นผู้รับภาระหนี้สินไปอีก ๕๐ ปี วันนี้ผมจะมาปลดหนี้ให้คนไทยทั้งชาติครับ ท่านประธานครับ ทั้ง ๔ ข้อหา ผมได้ยื่นถอดถอนไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญ ผมจะอภิปรายจาก ภาษากฎหมายเป็นภาษาชาวบ้าน ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้พอมีพื้นเข้าใจบ้าง เพราะเมื่อวานนี้ ท่านมาพูดในสภาแล้วว่าท่านเข้าใจ แต่ผมเรียนว่าท่านยังไม่เข้าใจครับ ท่านยิ้มอย่างนั้น ผมว่าท่านไม่เข้าใจแน่ครับ เพราะถ้าท่านเข้าใจท่านต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีโดนยื่นถอดถอนตามกฎหมายป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายของ ป.ป.ช. ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อปี ๒๕๕๔ เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีโดนยื่นถอดถอนเพราะอะไรครับ เพราะเตะถ่วง กฎหมายนี้ไว้ เตะถ่วงด้วยการไม่ยอมประกาศราคากลาง ไม่ยอมประกาศการคํานวณ ราคากลาง ไม่ยอมประกาศขึ้นเว็บไซต์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ สําคัญอย่างไรครับ สําคัญ ตรงที่ว่านายกรัฐมนตรีกําลังใช้งบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นภาษีอากรของคนไทยทั้งชาติ รัฐมนตรีทั้งคณะก็ใช้เงินภาษีอากรของคนไทยทั้งชาติ ดังนั้นเมื่อจะมีการจัดซื้อจัดจ้าง งบประมาณเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็จะต้องประกาศราคากลางให้ประชาชนเข้าตรวจสอบได้ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐๓/๗ ท่านประธานครับ ประชาชนมีสิทธิ รู้ครับว่าจะใช้เงินภาษีของเขาไปทําอะไร เช่น งบประมาณจะไปซื้อกระดาษเท่านี้ ๑๐๐ บาท ถ้านายกรัฐมนตรีไปซื้อ ๒๐๐ บาท แสดงว่าโกงไป ๑๐๐ บาท ประชาชนย่อมมีสิทธิเข้าไป ตรวจสอบได้ว่าโกงหรือไม่ ท่านประธานครับ หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว นายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิเตะถ่วง กฎหมายอันนี้อีกแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงได้เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับทาง ป.ป.ช. เพื่ออะไร เพื่อบอกว่าจะทําก็ได้ แต่ขอเวลา ที่สุดนายกรัฐมนตรีก็นําเรื่องดังกล่าว คือนํากฎหมาย ป.ป.ช. เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นําเข้าสู่ ครม. นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเองครับ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีต้องทราบดีว่ากฎหมายนี้ ต้องทําอย่างไร นายกรัฐมนตรีขอเวลา ๑๘๐ วัน ต้องทราบดีว่ากฎหมายนี้ต้องทําอย่างไร นายกรัฐมนตรีขอเวลา ๑๘๐ วัน หรือครึ่งปีในการเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติตาม กฎหมาย ป.ป.ช. เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่สุดครับท่านประธานครับ ก่อนครบกําหนดครึ่งปี วันที่ ๖ สิงหาคม นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ออกหนังสือด่วนที่สุด นี่ครับ เซ็นกํากับเรียบร้อยครับ หน้าสุดท้ายอนุมัติ มีลายเซ็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อย อนุมัติ เรื่องอะไรครับ อนุมัติเรื่องให้ทุกหน่วยงานดําเนินการจัดทําหลักเกณฑ์การคํานวณราคากลาง ของทางราชการให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ ผมไม่ติดใจครับ ตอนแรกรับปากว่า ๑๑ เลื่อนมา ๑๓ ๒ วัน ไม่ติดใจครับ หลังจากท่านนายกรัฐมนตรีทําหนังสือดังกล่าวแล้ว ป.ป.ช. ก็รับทราบว่า คณะรัฐมนตรีจะดําเนินการดังกล่าวแล้ว ทาง ป.ป.ช. จึงได้มีหนังสือเมื่อวันที่ ๔ กันยายน แจ้งไปยังหน่วยงานทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ทั้งหมด ๔๕๔ หน่วยงาน หน่วยงานมีอะไรบ้าง เช่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันอุดมศึกษา กระทั่งสมุหราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์ ป.ป.ช. ก็แจ้งไปครับ กรมราชองครักษ์ก็ต้องทําตามกฎหมาย ป.ป.ช. นี้ คือต้องประกาศราคากลางให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ (Website) ของ หน่วยงานนั้น ๆ และต้องประกาศที่กรมบัญชีกลางด้วยอีกที่หนึ่ง ทําไมต้องประกาศ ๒ ที่ครับ ที่ประกาศหน่วยงานเพราะหน่วยงานนั้นเป็นคนขอเงินใช้ ที่ต้องไปประกาศกรมบัญชีกลางด้วย เพราะกรมบัญชีกลางเป็นคนให้เงินหน่วยงานนั้นไปใช้ จึงต้องประกาศทั้ง ๒ ที่ เพื่อความ รอบคอบและป้องกันการทุจริตว่าราคาไม่ตรงกัน
ท่านประธานครับ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่ ป.ป.ช. แจ้งไปได้แจ้งไปที่สํานักงาน เลขาธิการนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธว่าหนูไม่รู้ไม่ได้ เพราะตัวเองทําหนังสือออกเอง ๑ นั่งประชุม ครม. นั่งเป็นประธานเอง ๑ สําคัญที่สุด เมื่อวานรับปากในสภา มาสารภาพแล้วว่ารู้แล้วเรื่องกฎหมาย ป.ป.ช. ได้ทําแล้ว แต่เดี๋ยวผม จะบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ทําเลยครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นอีก ๒ สัปดาห์ต่อมา ป.ป.ช. ยังสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๗๗ จังหวัดว่าต้องดําเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. นี้หน่วยงานทุกจังหวัด รวมไปถึงเมืองนายกเมืองพัทยาด้วย แสดงว่า ป.ป.ช. รอบคอบ ละเอียด สั่งทุกหน่วยงานต้องดําเนินการทันที สิ่งที่หน่วยงานต่าง ๆ ต้องประกาศราคากลาง ขึ้นในเว็บไซต์ มีทั้งหมด ๗ เรื่องครับท่านประธาน
เรื่องแรก การจ้างงานก่อสร้างอาคาร อันนี้ต้องขึ้นเว็บไซต์ครับ ซึ่งที่ผ่านมา ขึ้นกันอยู่แล้ว ๒. การจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง อันนี้จําไว้นะครับ เดี๋ยวผมจะอภิปราย ๓. การควบคุมงาน ๔. การจ้างออกแบบ ๕. การจ้างที่ปรึกษา ๖. การจ้างงานวิจัย หรือเงิน สนับสนุนให้ทุนการวิจัย ๗. การจ้างที่ปรึกษาพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ เหล่านี้ต้องมีประกาศ ราคากลางขึ้นเว็บไซต์หมดครับ ทั้ง ๗ เรื่อง
คราวนี้มาเรื่องที่ ๒ ที่ผมได้เอ่ยถึง คือการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง ในเรื่องนี้ ป.ป.ช. ได้จัดทําคู่มือขึ้นมา ๑ ฉบับ ปกสีเขียวอ่อน เรียกว่าแนวทางการเปิดเผย รายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างราคากลางและการคํานวณราคากลาง ออกวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ พร้อมที่มติ ครม. บังคับให้ใช้หลังจากนั้น ๑๘๐ วันครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ ป.ป.ช. สั่งให้งานที่ต้องขึ้นเว็บไซต์ คือในหน้า ๒๒ ครับ ในหมายเหตุ กรณีการจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง การจ้างให้จัดทํากิจกรรม หรืองาน อีเวนท์ (Event) อาจระบุราคาในแต่ละรายการตามขอบเขตการดําเนินงานดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ ๑. งานเวทีแสง สี เสียง และการแสดง ๒. งานสถานที่พร้อมการตกแต่งสถานที่ ๓. งานออกแบบติดตั้งบูธ (Booth) บอร์ด (Board) นิทรรศการ ๔. งานประชาสัมพันธ์ ๕. งานอภิปรายเสวนา ๖. งานบันทึกภาพและเสียง ๗. ค่าเอกสารประกอบการจัดกิจกรรม ๘. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม พูดง่าย ๆ ว่า หลังจากนี้ใครจัด อีเวนท์ เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต้องประกาศราคากลางในเว็บไซต์ด้วย สาระคือเท่านี้ครับ คราวนี้ถามว่าอีเวนท์นั้นคืออะไร อีเวนท์ที่ผมจะพูดถึงการจัดงานแสง สี เสียง ที่ผมจะพูดถึงก็คือโครงการสร้างอนาคตไทย ๒๐๒๐ หรือโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างอนาคต ประเทศไทยหรืองานโฆษณาโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นงานอีเวนท์ขนาดใหญ่ตกลงจัดซื้อจัดจ้างหลังจาก วันที่ ๑๑ สิงหาคม แล้วมีการใช้ งบประมาณจํานวนมาก นายกรัฐมนตรีบอกไม่รู้ก็ไม่ได้อีก เพราะอะไรครับ คําสั่งสํานัก นายกรัฐมนตรี ที่ ๒๔๒/๒๕๕๖ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเองครับ แต่งตั้งใครครับ แต่งตั้งสํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการดูแลโครงการนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เซ็นเอง เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ นายกรัฐมนตรีไม่รู้ไม่ได้ครับ เซ็นเองครับ ไม่ใช่การให้นโยบายนะครับ อันนี้ออกคําสั่งเองต้องดูเอง โครงการที่ว่าต้องทํา อย่างไรครับ ให้จัดนิทรรศการ ๑๒ จังหวัด เริ่มวันที่ ๔-๑ ธันวาคม ถ้ามองผิวเผินไม่มีอะไร แต่ถ้ามองให้ลึกผิดปกติ ๓ เรื่อง ๑. เรื่องเงิน๒. ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะไม่ประกาศ ในเว็บไซต์ให้รู้ราคากลาง แอบมุบมิบทํากันไม่กี่คน ๓. พฤติกรรมผิดปกติ ท่านประธานครับ ผิดเรื่องที่ ๑ เรื่องเงิน มีการใช้เงินมากผิดปกติเตรียมการมาเป็นอย่างดี เพราะอะไรครับ เพราะเดิมทีแต่ละปีนี้นะครับ ตั้งแต่มีงบประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘-๒๕๕๖ รัฐบาลใช้เงินประชาสัมพันธ์โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งสิ้น แค่ ๖๖ ล้านบาท ๙ ปี ใช้ ๖๖ ล้านบาท มาถึงคราวนี้ครับ มีการเตรียมการเป็นอย่างดีเดือนเดียวใช้ ๒๐๐ ล้านบาท ใช้งบกลางปี ๒๕๕๖ แอบไปจิบมาอีก ๔๐ ล้านบาท เป็น ๒๔๐ ล้านบาท อยู่ในนี้ครับ เอกสารงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมท่านนายกรัฐมนตรีไปเปิดดูนะครับ ฝากงบไว้ที่ไหนครับ ฝากงบไว้ที่งบรายจ่ายอื่น ๆ ในข้อ ๔ เป็นค่าใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ๕๐๐ ล้านบาทครับ เดือนเดียวใช้ไปแล้ว ๒๐๐ ล้านบาท ยังเหลืออีก ๓๐๐ ล้านบาท จะใช้ทําอะไรต่อครับ ใช้ไปแล้ว ๒๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยให้ ๑๒ จังหวัด จังหวัดละเท่าไรครับ มี ๔๐ งบกลางนี้เอามาด้วยเป็น ๒๔๐ ล้านบาท ๑๒ จังหวัด เฉลี่ยจังหวัดละ ๒๐ ล้านบาท เอาไปทําอะไรครับ ไปจัดอีเวนท์โฆษณาชวนเชื่อโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ที่ต้องโฆษณาชวนเชื่อเพราะว่าอะไรครับ เพราะเกรงว่าเวลาทําประชาพิจารณ์ว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทยจะทับบ้านใคร โดนยึด ที่ใครกลัวเขาไม่เห็นด้วยเหมือนโครงการน้ําอย่างไรครับ วันนี้ไปจัดเชียงใหม่ ชาวบ้านยังประท้วงเลยครับ ขนาดบ้านนายกรัฐมนตรีเองนะครับ นายกรัฐมนตรีจึงเกรงว่าคนจะไม่เห็นด้วยจึงต้องไปทําอีเวนท์มอมเมาคนทั้งชาติเสียก่อน
อีกเรื่องหนึ่งมันกู้มากครับ เป็นหนี้ ๕๐ ปี เกรงจะเสียคะแนนนิยมเลยต้อง โฆษณามอมเมาคนทั้งชาติให้เชื่อว่าโครงการนี้ดี โครงการนี้วิเศษ ท่านประธานครับ โครงการนี้ ตั้งเป้าว่าให้คนเข้าชมทั้งหมด ๕๖๔,๓๗๔ คน เฉลี่ยวันละ ๒๖,๘๗๕ คน เมื่อเช้าผมมาขอเปิด คลิปภาพไว้แล้วครับ ขอภาพที่ ๑ เลยครับ เจ้าหน้าที่ครับ ขอภาพที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่อย่างไรครับ วันละ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านนายกรัฐมนตรีดูสิครับ
ภาพที่ ๒ ครับ ๒๐,๐๐๐ กว่าคนหรือครับนี่วันหนึ่ง ใช้งบ ๒๐ ล้านบาทครับ ผมไปถ่ายด้วยตัวเองครับ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ เก้าอี้มีไม่ถึง ๑,๐๐๐ ตัว คน ๒๐,๐๐๐ คนจะไปนั่งได้อย่างไรครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไปดูไหมครับ วันเปิดงาน ท่านเกณฑ์คนให้ไป พอท่านกลับคนก็กลับ ท่านกําลังใช้ภาษีของประชาชน
ภาพที่ ๓ ครับ ว่างครับ เอ็มซี (MC) คนโฆษณาโครงการ ๒๐๒๐ คนของท่าน ยืนคุยโทรศัพท์ตั้งแต่ผมไปจนกลับยังคุยโทรศัพท์ไม่เสร็จครับ เพราะไม่มีคนไปถาม ไม่มีคน ไปดู ไม่มีคนไปคุยด้วย
ภาพที่ ๔ ครับ เป็นการสารภาพกลางสภาของรัฐบาลชุดนี้ ที่เมื่อสักครู่ สมาชิกเถียงว่าไปถึงหนองคายหรือเปล่า ผมขอบอกเลยว่าภาพนี้ชี้เจตนาของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในฐานะประธานและตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ในการประชาสัมพันธ์ลักษณะนี้ เขาเขียนว่าอะไรครับ อันซ้ายครับ เบลออาจจะมองไม่เห็น ผมจะอ่านให้ฟังครับ พี่ไปเชียงใหม่ น้องชายไปหัวหิน พ่อแม่ไปโคราช เย็นกลับมากินข้าว ด้วยกัน อีกคนไปเชียงใหม่ อีกคนไปหัวหิน อีกคนไปโคราช เย็นกลับมากินข้าวด้วยกัน ครอบครัวนี้ต้องมีรายได้เดือนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ ไม่อย่างนั้นไม่มีปัญญานั่งรถไฟ ความเร็วสูง วิ่งไปวิ่งมามากินข้าวเย็นด้วยกัน สําคัญที่สุดครับ แสดงว่าภาคเหนือไปถึง เชียงใหม่ครับ ภาคใต้ไปแค่หัวหินครับ ภาคอีสานไปแค่โคราช ไม่ถึงจังหวัดหนองคายครับ เพราะถ้าถึงหนองคายต้องบอกว่าพ่อแม่ไปหนองคายแล้วเย็นกลับมากินข้าวด้วยกัน แสดงว่า ไปแค่โคราชจริง ๆ นิทรรศการนี้สารภาพว่านายกรัฐมนตรีคิดอะไรอยู่ เลิกหลอกลวงคน ได้แล้วครับ
ภาพถัดไปครับ ภาพนี้ครับ อุ่นใจขึ้นเยอะถึงมาทํางานไกลแต่ก็ยังได้กลับไป หาครอบครัวทุกวัน ถ้าอยู่หนองคายได้กลับไหมครับ ในเมื่อรถไฟไปแค่โคราช อยู่จังหวัด เพชรบุรีได้กลับไหมครับ อยู่จังหวัดชุมพรได้กลับไหมครับ ในเมื่อมันไปได้แค่หัวหินนะครับ รถไฟ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นว่าโครงการนี้ดี ดูภาพถัดไปครับ เป็นคลิปครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านจะได้รู้ว่าเงิน ๒๐ ล้านบาทเขาเอาไปผลาญ อะไรบ้าง เปิดคลิปครับ
มีคอนเสิร์ต (Concert) เข้าข่าย ครบตาม ป.ป.ช. กําหนดว่าต้องมีการประกาศราคากลาง มีคนนิดเดียวครับ อนาคตประเทศไทย ดูคําพูดสิครับ พอครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ยินไหมครับ หนูไม่ใช่นางฟ้าแต่ก็พาขึ้นสวรรค์ได้ นี่หรือครับโครงการสร้างอนาคตประเทศไทย ๒๐๒๐ ไม่ใช่นางฟ้าพาขึ้นสวรรค์ได้ จ่ายค่าตัว เท่าไรครับ ผมไม่โทษศิลปินครับ และมีคนดูคุ้มไหมครับ แล้วก็เล่นตลกโปกฮากันไปอย่างนั้น ภาพถัดไปครับ อันนี้เป็นหน้าจอที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าให้คนมาเขียนแสดงความเห็นว่า รู้สึกอย่างไรกับโครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นายกรัฐมนตรีก็เขียนว่ามาร่วมกัน สร้างอนาคตไทย ๒๐๒๐ ท่านเขียนที่เดียวครับ จากนั้นก็แบกตู้นั้นไปเรื่อย ๆ ครับ ย้ายไป ทุกจังหวัดครับ แล้วเดี๋ยวผมจะให้ดูภาพถัดไปครับ
ภาพถัดไปเป็นบริษัทที่รับงานนี้ ต้องดูป้ายเล็กข้างในครับ หลังสตาฟรูม (Staff Room) ท่านมองเห็นไหมครับ ผมว่าท่านไม่ต้องมองเห็นท่านก็รู้ว่าบริษัทไหน
ภาพถัดไปครับ ภาพถัดไปนี่ตลกที่สุดครับ นี่คือรถไฟความเร็วสูง ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าให้คนได้ทดสอบนั่ง ทั้งขบวนนั่งได้ ๓๖ ที่นั่ง ท่านบอกว่ามีคนเข้าชม วันละ ๒๖,๘๗๕ คน ให้ลองนั่ง วันหนึ่งนั่งได้กี่คนครับ เข้าไปลองนั่งอย่างนั้นครับ นั่งได้ ครั้งละ ๓๖ คน เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ท่านบอกว่า ๒๖,๘๗๕ คนต่อวันนั้นโกหกครับ ผลาญ งบประมาณโดยใช่เหตุ ภาพถัดไปครับ นายกรัฐมนตรียิ้มแป้นเลยครับ ขบวนเดียวกันครับ ขบวนแรกนายกรัฐมนตรีไปที่จังหวัดหนองคาย ที่ผมถ่ายเมื่อสักครู่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นี่คือการผลาญงบด้วยการเอากล่องนี้ย้ายที่ไปเรื่อย ๆ บริษัทรับเหมาจึงกําไรมาก สร้างตู้นี้ ขึ้นมาลงทุนไม่กี่แสนบาทพาย้ายไปเรื่อย ๆ แต่กินงบที่ละ ๒๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ย้ายไปเรื่อย ๆ ผมไม่มีสิทธิคิดเป็นอื่นครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจัดจ้างด้วย วิธีพิเศษด้วย ให้ ๒ บริษัท ให้กับบริษัทที่เป็นสื่อเชียร์รัฐบาล เป็นการตอบแทนทางการเมือง ด้วยวิธีพิเศษ กําไรมากทั้ง ๒ บริษัท ไม่คุ้มค่าการลงทุน ท่านอื่นไม่ต้องตอบแทนนะครับ นายกรัฐมนตรีต้องตอบเอง ท่านเซ็นคําสั่งเอง แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้เอง สําคัญ เป็นสํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อยู่ภายใต้การกํากับของท่านโดยตรง อยู่ใกล้ท่าน มากที่สุด งบประมาณท่านก็ตั้งผ่านงบประมาณของหน่วยงานนี้เอง ท่านต้องตอบครับ นั่นคือผิดเรื่องที่ ๑ ใช้เงินมาก
ผิดเรื่องที่ ๒ คือผิดกฎหมาย นายกรัฐมนตรีบอกแล้ว ทราบแล้ว ป.ป.ช. สั่งให้ทําอะไรบ้างต้องทําอย่างนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีกดเว็บไซต์สํานักงานเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีสิครับ มีไหมครับ ขึ้นเว็บไซต์ว่าโครงการนี้ ๒๔๐ ล้านบาท ราคากลางเท่าไร ทีโออาร์ (TOR) คืออะไร ค่าแสงสีเสียงคืออะไร ค่าเอกสารเท่าไร เอกสารที่แจกคืออะไรครับ นี่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีมาเอาจากผมได้นะครับ ผมมีหมดครับ ผมไปดูมาด้วยตัวเอง แจกสมุดโน้ต (Note) เล่มเล็ก เล่มละ ๔-๕ บาทอีกเล่มหนึ่ง แจกปากกาอีกแท่งหนึ่งครับ ไว้สร้างอนาคตไทยครับ ไม่มีโต๊ะจีนเลี้ยงนะครับ ไปหากินเอาเองเพราะข้างนอกจัดโอทอป (OTOP) อาศัยอันอื่นมาช่วยอีก ไม่ลงทุนอะไรเลยครับ ในอาคารนั้นแทบไม่มีคนเลย เหมือนภาพที่ผมแสดงให้ดูเมื่อสักครู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านผิดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓/๗ เพราะโครงการสร้างอนาคตไทย ปี ๒๐๒๐ เข้าข่ายการจัดจ้างที่ไม่ใช่ งานก่อสร้างทุกประการ ท่านไม่มีสิทธิปฏิเสธเป็นอย่างอื่น ในเว็บไซต์สํานักงานเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีไม่มีแน่นอนครับ ในเว็บไซต์กรมบัญชีกลางก็ไม่มีครับ เปิดหลายรอบแล้วครับ ผมเปิดดูหลายครั้งแล้ว ไม่มีครับ ที่มีคืออะไรครับ ยกตัวอย่างให้ท่านนายกรัฐมนตรีดูครับ อันอื่นก็มี แต่โครงการนี้ไม่เพราะจัดจ้างพิเศษ และตอบแทนทางการเมืองแบบพิเศษ โครงการที่มี เช่น เช่ารถยนต์ส่วนกลางและรถยนต์ประจําตําแหน่ง ที่ท่านขึ้นนะครับ เช่ารถยนต์ขึ้นได้ครับ ๑๗ ล้านบาท รับเหมาทําความสะอาดสํานักงาน ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท ท่านก็ขึ้นเว็บไซต์ครับ นายกรัฐมนตรีเปิดดูไหมครับ ท่านจะได้รู้ว่าพนักงานทําความสะอาด ของท่าน ๓,๔๐๐,๐๐๐ ครับ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่อย่างน้อยขอเปิดให้ดูราคากลาง ให้ตรวจสอบได้ ย้อนหลังไปอีกครับ บางเรื่อง ปี ๒๕๕๕ ก็ยังเปิดโชว์ให้ดูครับ สอบราคา จ้างเหมาบริการกําจัดปลวก กําจัดปลวกขึ้นครับ กล้าขึ้นครับ จ้างเหมาทีมคํากล่าว นายกรัฐมนตรี ขึ้นครับ ท่านไปพูดประเทศมองโกเลียแล้วจัดพิมพ์ใหม่เขาก็ขึ้นให้ดูครับ แต่ทําไมโครงการสร้างอนาคตไทย ๒๐๒๐ ไม่ขึ้นครับ ท่านบอกแล้วท่านรู้กฎหมาย ป.ป.ช. ทําไมท่านไม่ทําครับ ในฐานะผู้นํา ในฐานะผู้นําครับ ฐานะนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า รณรงค์ ให้มีการต่อต้านการทุจริต ทําไมท่านไม่ทําครับท่านประธานครับ โครงการนี้ผิดกฎหมาย ทั้งหมด ๔ เรื่อง ๑. ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. ๒. ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นคนออกคําสั่งโครงการนี้ แล้วไม่ยอมทําตามกฎหมาย ป.ป.ช. ในฐานะเจ้าพนักงาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ๓. ผิดต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านแถลงนโยบาย ไว้แล้วครับว่าท่านจะขจัดคอร์รัปชัน ท่านแถลงไว้แล้วว่าจะทําตัวเป็นตัวอย่างที่ดีในการ ปราบทุจริต แต่วันนี้ท่านแอบมุบมิบไม่ทํา ๔. ผิดมติ ครม. ตัวเอง ท่านนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ ในการประชุม ครม. วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ บอกให้คนทั้งประเทศทํา ทุกหน่วยงานทํา ผู้ว่าราชการจังหวัดทํา ทุกมหาวิทยาลัยต้องทํา แต่ท่านเองกับไม่ทํา นี่อย่างไรครับปากว่า ตาขยิบ พูดอย่างทําอย่างที่เขาตั้งข้อหาไม่ผิดละครับ ไม่ใช่กล่าวหากันลอย ๆ ครับ ถ้าท่านจะ อ้างว่าเป็นการจัดจ้างโดยพลัน จึงต้องจัดจ้างพิเศษ ป.ป.ช. กําหนดไว้ครับ ถ้าเป็นการจัดจ้าง โดยพลัน นายกรัฐมนตรีมีเวลาขึ้น ๓๐ วันครับ แต่นายกรัฐมนตรีเริ่มทําโครงการ เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ตอนนี้เลย ๓๐ วันแล้วครับ เลยวันที่ ๓ วันที่ ๔ พฤศจิกายน มาแล้วครับ ถ้าท่าน มาทําตามหลังถือว่าความผิดได้บรรลุไปแล้ว นายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิปฏิเสธเป็นอย่างอื่นครับ ท่านประธานครับ
ผิดเรื่องที่ ๓ คือเรื่องพฤติกรรมผิดปกติ ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีการ ออกร่างพระราชบัญญัติแต่ละครั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกครับ ร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... หรือเรียกง่าย ๆ ว่า พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พฤติกรรมผิดอย่างไรครับ พ.ร.บ. ดังกล่าวนี่ครับ ยังไม่ทันผ่านวุฒิสภา ยังไม่ทันเริ่มประกาศใช้ ยังไม่รู้จะผ่านหรือเปล่า แต่นายกรัฐมนตรีกลับใช้อํานาจในการอนุมัติงบประมาณประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ผมถาม ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างนี้ครับ ถ้า พ.ร.บ. นี้ไม่ผ่านท่านจะรับผิดชอบอย่างไรครับ เงิน ๒๔๐ ล้านบาท ที่เสียไปแล้ว เงิน ๒๔๐ ล้านบาทสร้างโรงพยาบาลขนาด ๑๒๐ เตียง ได้ ๒ หลังครับ เงิน ๒๔๐ ล้านบาท ซื้อรถเบนซ์ป้ายแดงได้ ๑๐๐ คันครับ เงิน ๒๔๐ ล้านบาท มากพอที่จะทําอะไรอย่างอื่นอีกเยอะครับ โรงเรียนต่าง ๆ ยังขาดแคลนอยู่ครับ นายกรัฐมนตรี จะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าถ้าพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวไม่ผ่านนี่ นายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะมันมี ความหมายครับ ประเด็นสําคัญก็คือผมอยากจะทําความเข้าใจกับคนไทยทั้งประเทศว่า ผมไม่ได้มาคัดค้านความเจริญ ผมไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาการรถไฟของประเทศไทย ผมไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการทําถนน ๔ เลน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่การพัฒนาดังกล่าว การจะต้องการเงินกู้ดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา มิใช่มีความไม่ปกติตั้งแต่ การออกพระราชบัญญัติ ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เดี๋ยวผมมีของดีให้ท่านดู ท่านเตรียมดูดี ๆ ท่านประธานก็ดูนะครับ สําคัญที่สุด ถ้าเป็นท่านรองประธานวิสุทธิ์จะดีมาก เพราะท่านจะจําเสียงของตัวท่านเองได้ ท่านประธานครับ ในระหว่างพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ ระหว่างนับองค์ประชุมเพื่อ ลงมติมาตรา ๖ ผมมีคลิปครับ เป็นคลิปการลงคะแนนแทนกัน คนเดิมครับ มุมเดิมครับ โกงแบบเดิมครับ เสียบบัตรแบบเดิมครับ แต่คนมาเยี่ยมหน้าไมโครโฟนเอาบัตรไว้ในลิ้นชัก ข้างใต้นี้ครับ เขาไว้เก็บเอกสารเวลาทํางานในสภาครับ แต่นี่เอาไว้เก็บบัตรครับ แล้วก็ เสียบแทนกันครับ เปิดคลิปครับ
กี่ใบแล้วครับ ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตร ท่านรองวิสุทธิ์ถามครับ เก็บในลิ้นชักครับ มันเยอะเกินครับ ๓๑๐ ท่าน ครบองค์ประชุม เสียบอยู่นะครับ ระหว่างนั้นสลับอยู่นะครับ เล่นไพ่นี่กินเรียบเลยครับ คนเยี่ยมหน้าใหม่ครับ ปิดคลิปครับ ดูนะครับ ในลิ้นชักที่บอกให้เก็บเอกสารนะครับ เนียนมากครับ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นไหมครับ เห็นนะครับ ประเด็นก็คือพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปยื่นต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้วครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ หลังจากกฎหมาย ผ่านวุฒิสภาตอนดึก ๆ ชอบมากครับ ลักหลับกลางคืนครับ เรื่อง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญ
เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ประท้วงท่านประธานครับ ข้อ ๘ ควบคุมการประชุม ท่านปล่อยให้เพื่อนสมาชิกทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับ การอภิปรายนั้นไม่ได้อยู่ในญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเอาเพื่อนสมาชิกหรือใครก็ตามมา ท่านอภิปราย ท่านรองวิสุทธิ์หรือครับ ท่านอภิปรายเพื่อนสมาชิกหรือครับ เป็นการกระทําผิดข้อบังคับ อย่างชัดเจน ท่านประธานต้องควบคุมครับ ท่านประธานครับ ขอความกรุณาด้วยครับ
คือเมื่อสักครู่ผมสอบถามทางเจ้าหน้าที่ พอดูเรื่องเอกสารที่จะให้มาปรากฏของท่านจุฤทธิ์ ผมก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่าการจะเอาพฤติกรรมที่ท่านอ้างเสียบบัตรแทนกันมาอภิปรายในสภานี้ ผมเลยถามว่าไปเกี่ยวอะไรกับการบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็เลยบอกว่า เมื่อคณะกรรมการอนุญาต ผมก็นั่งฟังอยู่ว่าท่านจะโยงอย่างไรกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านต้องโยงแล้วครับ แต่ถ้าท่านอภิปรายทิ้งไว้อย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของสภา ท่านต้องโยงให้เห็นก่อน เอาประเด็นโยงก่อนนะครับ แล้วค่อยอธิบายต่อนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ใจเย็น ๆ ครับ ใจไม่เย็นทานน้ําเย็นครับท่านประธาน ผมบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปยื่นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวว่ากฎหมายเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีกระบวนการตราที่ไม่ถูกต้อง กฎหมายนี้เป็นกฎหมายของรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นํารัฐบาลเป็นคนมาขอกู้กับสภา นอกจากนายกรัฐมนตรีขอกู้แล้ว กลัวคนจะ ไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็เลยไปตั้งงบโครงการอีเวนต์ไปโฆษณาชวนเชื่อให้คนทั้งประเทศเชื่ออีกว่ากู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วดี สําหรับเรื่องเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ สําหรับเรื่องเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ครับ เมื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว ประธานสภาจะต้อง แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า เพื่อให้นายกรัฐมนตรีระงับการทูลเกล้าฯ ไว้ก่อน ผมจึงจะเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ทราบ ประธานยังไม่ส่งเรื่องมา ท่านต้องทราบแล้วครับตอนนี้ ท่านจะส่ง พ.ร.บ. เงินกู้ดังกล่าวไปทูลเกล้าฯ ไม่ได้ ท่านได้รับ เรื่องหรือยังครับ เดี๋ยวท่านมีโอกาสตอบในสภาครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจึงต้องมาถาม ความรับผิดชอบของท่านนายกรัฐมนตรีว่าถ้าโครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ผ่าน เงิน ๒๔๐ ล้านบาท ที่ผลาญไปแล้วซึ่งไม่เป็นผลกับโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเลย เพราะที่สุดโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเกิดไม่ได้ เพราะกระบวนการตรากฎหมาย มันมิชอบ ท่านนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบอย่างไร พฤติกรรมของสมาชิกท่านนั้นทําผิด รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๒ วรรคสาม คือ สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีหนึ่งเสียงลงคะแนน ไม่ใช่ สมาชิกคนหนึ่งเสียบบัตรแทนกันได้ อันนั้นขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมจึงมีคําถามผ่านไป ยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยให้พระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญกระบวนการตราไม่ชอบ ผมถามอย่างนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี จะไม่รับอํานาจศาลอีกหรือเปล่า ท่านยังจะฝืนประกาศใช้หรือเปล่า ท่านจะนําไปทูลเกล้าฯ หรือเปล่า ผมจึงเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้เวลานับถอยหลังแล้วครับ ท่านจะต้องแสดง ความรับผิดชอบแล้วครับ แล้วเรื่องนี้ท่านต้องตอบเองครับ ไม่มีท่านใดตอบแทนท่านได้ครับ
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญข้างหลังก่อนครับยืนตั้งนานแล้ว
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๘ ประเด็นก็คือคลิป ที่ผู้อภิปรายนํามาเสนอในสภาวันนี้ยังไม่เห็นตรงไหนเลยที่เกี่ยวข้องกับญัตติยื่นอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แล้วก็ร่างที่ลงมติก็ยังไม่เห็นตรงไหนเชื่อมเลยว่าเป็นเรื่องของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ตรงนี้ท่านประธานต้องวินิจฉัยแล้วให้ผู้อภิปรายหยุดพูดนะครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวนะครับ ประท้วงท่านที่ ๒ ก่อน
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ผมได้ประท้วงท่านประธาน ไปแล้วนะครับตาม ข้อ ๘ และเมื่อได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายเป็นการทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ไม่อยู่ในประเด็นและที่สําคัญก็คือเรื่องนี้ท่านบอกเองว่าท่านร้องไปศาลรัฐธรรมนูญแล้ว การที่ท่านนํามาอภิปรายอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าท่านพยายามที่จะแทรกแซงกระบวนการ พิจารณาของศาล ฉะนั้นท่านประธานต้องควบคุมครับ ปล่อยอย่างนี้มันไม่ใช่ครับ ท่านประธาน
ท่านประธานครับ ผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมกําลังจะสรุปครับ เพราะสิ่งที่ต้องการบอกท่านนายกรัฐมนตรีผมได้บอกไปหมดแล้ว ผมได้บอกผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรไปหมดแล้ว ที่เหลือทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรีครับ อยู่ที่การตัดสินใจของท่านว่าในการปราบทุจริตคอร์รัปชันท่านจะจริงจังทําอย่างตรงไปตรงมา หรือไม่ หรือสุดท้ายท่านก็ปล่อยให้ผิดได้สุดซอยแล้วที่สุดก็ค่อยมาออกกฎหมายนิรโทษกรรม แบบสุดซอยแก้ผิดกันอีก อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจครับ แต่สําหรับตัวกระผมเอง ผมตัดสินใจแล้วครับ ผมไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้อีกต่อไป เพราะท่านไม่ทําตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ท่านบอกว่ารู้ดี ท่านก็ไม่ทําตาม ผมไม่ไว้วางใจท่านอีกแล้ว เพราะท่านทําขัดมติคณะรัฐมนตรีตัวเองขนาดตัวเองนั่งเป็น ประธานอยู่ ผมไม่ไว้วางใจท่านอีกแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ท่านหยุดการปฏิบัติหน้าที่ เถอะครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านศุภชัย ศรีหล้า ๓๐ นาทีนะครับ ฝ่ายเลขามีเอกสารไหมของท่าน ขอส่งแจ้งก่อน ของท่านมีเอกสารไหม มีภาพไหม
ไม่มี ผมได้รับอนุมัติทุกอย่างแล้วครับ
เรื่องยังไม่แจ้งมาที่ประธานเลย
เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องตามเองครับ ไม่ใช่หน้าที่ผม ท่านต้องตามเองครับท่านเป็นประธานในที่ประชุม
ไม่ใช่ครับ ถ้าท่านไม่ส่งเข้ามาผมก็ไม่อนุญาตนะครับ
ผมไปยื่นแล้ว เขาอนุมัติแล้ว ท่านต้อง ตามเองสิครับ ผมก็ทําหน้าที่ของผม ท่านก็ทําหน้าที่ของท่านนะครับ ขี้เกียจฟังไปข้างนอกครับ
ยังไม่อภิปรายอย่าเพิ่ง ใจเย็น ๆ ครับ ผมตรวจดูผมจะได้แจ้งให้ท่านทราบนะครับ ท่านขอมา ๔ รายการ จะมีแผ่นภาพ ๓๒ ภาพ แล้วก็คลิปข่าวจํานวน ๒ คลิป คลิปสมาชิกลงพื้นที่ ๔ คลิป พาวเวอร์ พ้อยท์ (Power point) ๒ ภาพ ทางคณะกรรมการอนุญาตนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ผมได้ลุกขึ้นทําหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ เมื่อปีที่แล้ว ผมลุกขึ้นทําหน้าที่ในลักษณะเดียวกันนี้ที่นี่ บนไมโครโฟน (Microphone) ตัวนี้ เมื่อปีที่แล้ว ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี กรณีการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตหอมแดง มูลค่าความเสียหายเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมมาทวงถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีดําเนินการ อย่างไร หรือไม่ กับความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งประเทศ ๑ ปีแล้วนะครับ กับการปล่อยปละ ละเลยของท่าน ผมจึงมาทวงท่านอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะอภิปรายในเนื้อหาสาระต่อไป ๑ ปีที่ผ่านมานั้นมีบุคคลผู้รับผิดชอบท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามแม้ท่านจะเสียชีวิตแล้วคือ สารวัตรเหยิน พันตํารวจตรี ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสภาแห่งนี้ เอ่ยชื่อท่านหลายวาระ ผู้ที่ทําหน้าที่ในการรับผิดชอบก็บอกว่าท่านถูกไล่ออก ผมย้ําในที่ประชุม อีกครั้งหนึ่งครับ ท่านลาออก และขอความกรุณาว่าอย่าโยนบาปให้คนตายเลยครับ หากินกับ ซากศพมาสู่อํานาจก็เพียงพอแล้ว จากนี้ไปอย่าโยนบาปให้คนตายเลย ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่ผูกโยงกับการอภิปรายในครั้งนี้ นั่นคือการทํางานของ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตทบทวนความจําท่านนายกรัฐมนตรีสักนิดหนึ่งครับ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการสําคัญที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนและมีเพื่อน สมาชิกอภิปรายในสภานี้แล้วครั้งที่แล้ว นั่นคือโครงการฟื้นฟูเยียวยามหาอุทกภัย ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอภาพที่ ๑ ครับ ภาพจากห้องครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะจําภาพนี้ได้นะครับ พี่น้องของเรานั่งอยู่บนหลังคาบ้าน น้ําท่วมเกือบมิดหลังคา นั่งอยู่ในสภาพนี้คงนั่งได้ไม่นาน แต่เขาคือพี่น้องของเรา ขอภาพต่อมาครับ นี่ก็พี่น้องของเรานะครับ เดือดร้อนแสนสาหัส จากมหาอุทกภัยคราวนั้น นี่คือที่นอนของคนไทยหรือครับ ความเดือดร้อนของเขานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีใส่ใจกับแก้ปัญหามากเพียงใด เดี๋ยวคอยดูภาพต่อไปครับ จากที่เคยอยู่ ในบ้านวันนี้ต้องมาอยู่บนหลังคาบ้านชั้นที่ ๒ ถ้าท่านดูภาพนี้ให้ชัดจะเห็นว่ามีคนคนหนึ่ง อยู่ด้านหลังนะครับ พยุงกันมาเพื่อใช้ชายคาบ้านชั้นที่ ๒ เป็นที่พักอาศัย ขออีกภาพหนึ่งครับ นี่คือแววตาของคนที่ทุกข์ยากแสนสาหัสกับมหาอุทกภัยคราวนั้น ผมเอา ๔ ภาพมา กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ท่านทบทวนความจําว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่าน ใช้ไปนั้นมีประสิทธิภาพ มีคุณค่าอย่างไรหรือไม่ ขออีกสักภาพเถอะครับ ท่านเห็นน้ําตาเขา ไหมครับ เป็นน้ําตาแห่งความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน น้ําตาของเขาได้รับการเยียวยา จากท่านไหมครับ เดี๋ยวผมจะเอาให้ท่านดูว่าท่านไม่ได้เยียวยาเขาเลย แต่ท่านใช้วิกฤตินําไปสู่ การทุจริตคอร์รัปชั่น ขอภาพต่อไปครับ ท่านจําแววตา ๒ คู่นี้ไว้นะครับ แววตา ๒ คู่นี้จะเป็น แววตาที่ทวงถามความรับผิดชอบของท่านนายกรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน บริหารเงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔ ภาพนี้ที่ผมนํามาเรียนท่านและแววตา ๒ คู่นี้ มีความหมายอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี มีความสําคัญมาก ถ้าท่านยังไม่ทราบว่าท่านมีความหมายอย่างไรกับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตเอาความหมายจากพจนานุกรมมาเรียนซ้ําให้ท่านได้ทราบว่านายกรัฐมนตรี มีความหมายอย่างไร นายกรัฐมนตรี หมายถึง ผู้นํา ผู้เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีที่มีอํานาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นํา ผู้เป็นหัวหน้า คณะรัฐมนตรีซึ่งมีอํานาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านบริหารราชการแผ่นดินนะครับ ท่านไม่ได้เป็นตัวแทนของใครบางคนมาบริหารกิจการภายในครอบครัว ถ้าอย่างนั้นผลการ ทํางานของท่านเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตเปิดวิดีโอเพื่อนําเรียนให้ท่านได้ทราบว่า วันนี้ ผลจากการบริหารงาน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั่วทั้งประเทศเกิดปัญหาอย่างไร ขอคลิปแรกครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานที่เคารพครับ ๒ ช่อง ซึ่งเป็นสื่อใหญ่ของประเทศ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ ๒๕ กันยายน ช่อง ๗ ออกอากาศประเด็นเด็ดเจ็ดสีเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะปฏิเสธ ว่าท่านไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่ได้ เราจึงมีญัตติกราบเรียนท่านในวันนี้บอกว่า ท่านมีพฤติกรรม ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต นโยบายรณรงค์ต่อต้านการทุจริตเป็นแค่เพียงละครปาหี่ที่ไม่ มีผลปฏิบัติจริง จนยุคนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี กลายเป็นยุคที่มี การคอร์รัปชันเบ่งบานที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้แยแส ใส่ใจ จัดการ ตามอํานาจที่มีแต่อย่างใด ท่านประธานที่เคารพครับ กว่า ๖๐๐ โครงการที่ ป.ป.ท. บอกว่ามีการทุจริต ท่านนายกรัฐมนตรีทําอะไรอยู่ครับ คนเข้าคุกกี่คนครับ คนต้องอาญา กบินทร์เมืองต้องอาญาแผ่นดินกี่คนครับ ขออีกสักคลิปหนึ่งเป็นคลิปจากช่อง ๓ เชิญครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
พอครับ ขอบคุณห้องโสตทัศนูปกรณ์ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประจักษ์พยานผ่านสื่อมวลชนผมยังไม่วางใจ ผมอยากจะกราบ เรียนซ้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตามญัตติของเรา นายกรัฐมนตรีกลายเป็นผู้สร้างปัญหา เป็นตัวปัญหาของประเทศ การทุจริตแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า กระทบทั้งระบบ คุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรม ค่านิยมแห่งความถูกต้องดีงามของสังคมไทย เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความไร้ประสิทธิภาพและความบกพร่อง ล้มเหลว ผิดพลาด ของนโยบาย และการบริหารราชการได้ทําประเทศเสียหายตกต่ําอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นําความทุกข์ยาก เดือดร้อนมาสู่คนไทยทั้งแผ่นดิน หากปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีแต่จะพาประเทศไปสู่ความวิบัติ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่สมควรดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่สมควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ภาพที่ผมกราบเรียนท่านไม่พอ ผมลงไปในพื้นที่ ไปลงในพื้นที่จริงเพื่อดูว่าข้อเท็จจริงเป็น อย่างไร ขอคลิปแรกครับ เสียงครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
เป็นภาษาอีสานนะครับ ขอบคุณ ห้องโสตครับ ผมจะช่วยแปล ภาพนี้ผมไปที่บ้านโนนเสถียร หมู่ ๗ ไปคุยกับพี่น้องโนนเสถียร และคุยกับพี่น้องที่โนนชัยศรี ตําบลโนนศิลา จังหวัดบึงกาฬ พี่น้องพูดอีสานกับผมครับ ผมคนอีสานครับ พูดคุยกับพี่น้องแล้วสาระสําคัญที่สรุปได้ภายใต้บรรยากาศอย่างนั้น เขากําลังจะนวดข้าวกัน ผมสอบถามว่าถนนสายนี้มีการดําเนินการอย่างไรไหม เขาบอกว่ามี แค่เอารถเกรดมาเกรดเท่านั้น ผมถามว่า เอาดินลูกรังมาลงถึง ๑๐๐ รถ ไหม เขาบอกว่า อย่าว่าแต่ ๑๐๐ รถ เลยเอามากลบหลุมเพียงบางจุดเท่านั้น ภาพนี้ชัดเจน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจึงอยากจะเอาภาพชัด ๆ มาให้ท่านประธานได้ดู นี่คือสภาพถนนที่ทํา ท่านประธานอย่าลืมนะครับ หลักเกณฑ์ที่เรากําหนดกันในโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย มีหลักเกณฑ์ ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ ต้องช่วยเหลือฟื้นฟูแก้ไขปัญหาของเดิมที่ชํารุดเสียหาย อันเกิดจากอุทกภัย ข้อที่ ๒ ต้องไม่ซ้ําซ้อน ข้อที่ ๓ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจพื้นที่ ที่ประสบปัญหาอุทกภัย และข้อที่ ๔ สามารถดําเนินการได้โดยใช้งบประมาณปกติ นั่นแปลว่า ถ้าใช้งบประมาณปกติไม่ต้องเอางบนี้ไป ๔ ข้อนี้ท่านประธาน ดูภาพสิครับ สวนยางครับ พี่น้องบึงกาฬผมทําสวนยางพารามากครับ สอบถามแล้วครับน้ําไม่ท่วมครับ ถ้าน้ําไม่ท่วมได้เงินไปอย่างไรครับ พี่น้องผมที่หลั่งน้ําตาเมื่อสักครู่เขาควรจะได้รับเงิน ต้องแก้ปัญหาให้เขา แล้วนี่แก้ปัญหาให้ใครครับ แก้ปัญหาให้ใครครับท่านประธาน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทใช้อย่างนี้หรือครับ พี่น้องได้ถนนดีใจ แต่ข้อสําคัญแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ไม่พอ อนุมัติเงินไปแล้วยังหากินบนความทุกข์ยากของประชาชนอีก ไม่ทําตามเม็ดเงินที่ควร จะทํา ผมดูเส้นทางนี้ปรากฏว่าปกปิดรายละเอียดโครงการ ไม่ทําโครงการให้เป็นไปตาม ปริมาณงาน เขียนโครงการซ่อมแซมปรับปรุงโครงการที่ไม่มีการชํารุดจริง ผู้ควบคุมงาน ไม่ควบคุมงาน การตรวจรับงานไม่เป็นไปตามปริมาณของวัสดุ นําวัสดุที่ไม่เป็นไปตามแบบ และมาตรฐานมาใช้ ดูต่อครับ ขอคลิปต่อไปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ขอบคุณห้องโสตฯ ครับ ท่านประธาน ครับ สายที่ ๒ บึงกาฬเช่นเดียวกัน จากบ้านชัยพรไปโนนชัยศรี วนอยู่นี้ละครับ ผมสอบถาม คุณลุงคนหนึ่ง หน้าบ้านเขาทําสวนยาง ๓ ไร่ หลังบ้านทําสวนแตง ด้านหลังเป็นนา คุยกัน เขาพูดคําหนึ่งผมสะท้อนใจมาก เขาบอกว่าเขาเสียใจที่โครงการนี้บอกว่าจะมาทําถนนให้ดี ๆ แต่ปรากฏว่าเอารถเกรดมาเกรดเท่านั้นแล้วก็เบิกเงินไป สําคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ สวนยางพาราเหมือนกันครับ น้ําท่วมได้หรือครับท่านประธาน เข้าตามเงื่อนไขท่านหรือครับ เงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เราไปใช้กับอย่างนี้หรือครับ สภาพเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน สวนยางพาราทั้งนั้นครับ ผมถึงทวงถามแววตาคู่นี้อย่างไรครับ ทวงถามอีกครั้งหนึ่งครับ แววตาคู่นี้ครับ ขอคลิปต่อไปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปวิดีโอ)
นี่ก็เช่นเดียวกันครับ จากห้วยนาโพธิ์ ไปโนนเสถียร ปากคาด บึงกาฬ สอบถามจากพี่น้องไม่ต่างกันครับ และที่สําคัญสวนยางพารา เหมือนกันครับท่านประธาน น้ําไม่ท่วมครับ ผมสอบถามครับว่าน้ําท่วมครั้งสุดท้ายปีไหน ผมจําแม่นเลยครับเป็นปีเดียวกับที่ผมเกิดครับ คือปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ เขาตอบว่าน้ําท่วม ปีเดียวครับที่จังหวัดบึงกาฬ นอกนั้นน้ําไม่ท่วมครับ แล้วเราอนุมัติงบไปให้เขาทําอย่างไรครับ ความเสียหาย ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีนี้ชัดเจนปกปิดรายละเอียดโครงการ ไม่ทําโครงการให้เป็นไปตามประมาณการ เขียนโครงการซ่อมแซมปรับปรุงในโครงการที่ ไม่มีการชํารุดจริง ผู้ควบคุมไม่คุมงานให้เป็นไปตามสัญญา ตรวจรับงานไม่เป็นไปตามปริมาณ วัสดุ นําวัสดุที่ไม่เป็นไปตามและมาตรฐานมาใช้ในการก่อสร้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใส่ใจความเสียหายจากการโกง ไม่สนใจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าท่านใส่ใจความเสียหายจากการโกง ปัญหาบ้านเมืองจะไม่เป็นอย่างนี้ครับ หลายคนจะต้องติดคุกไปแล้ว แต่ท่านไม่ใส่ใจ ท่านไม่สนใจ ท่านไม่สนใจเม็ดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจากจังหวัดบึงกาฬ ขออนุญาต พาท่านมาที่จังหวัดขอนแก่นครับ ย้ํากับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ หากิน บนความทุกข์ยากของประชาชนบาปหนาที่สุด หากินบินความทุกข์ยากของประชาชน บาปหนาที่สุด มาดูที่จังหวัดขอนแก่นครับ อําเภอชุมแพ ทีมงานผมไปลงพื้นที่ที่อําเภอชุมแพ เอาภาพนี้มาให้ดู ภาพนี้เป็นภาพเขียนไว้ชัดเจน โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินอุทกภัยเป็นโครงการขุดลอกลําห้วยแย้ หมู่ที่ ๑ ตําบลหนองเขียด อําเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น บอกชัดเจนว่ากว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒ กิโลเมตร ลึก ๕ เมตร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ดูด้วยตาก็ได้นะครับ ไม่ถึง ๑๐ เมตรแน่ครับ อย่างนี้หรือครับลึก ๕ เมตร ผมชี้ให้ดูตรงนี้เพื่อให้ท่านประธานได้ดูมันเป็นไม้ไผ่ที่เอาไปเฉียบลงไป ถ้าไม้ไผ่ลํานี้ยาว ๕ เมตรนะครับประเทศไทยรวยเพราะไม้ไผ่แน่ ๆ เลยครับ กว้างก็ไม่ได้ ลึกก็ไม่ได้ ยาวก็ไม่ถึง ๒ กิโลเมตรครับ ในขณะที่กว้างไม่ได้ลึกไม่ได้ คนตรวจรับงานนี้สาหัสครับ คนตรวจการจ้าง ผอ.ชลประทาน เป็นประธาน นายอําเภอ เป็นกรรมการ นายก อบต. เป็นกรรมการ ผมเรียน ประเด็นนี้เพื่อที่จะกราบเรียนกับท่านประธานว่าโครงการนี้ไม่ทําโครงการให้เป็นไปตาม ประมาณการวัสดุ ผู้ควบคุมไม่ควบคุมงานให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง การตรวจรับไม่เป็นไป ตามปริมาณวัสดุ ปริมาณการขุดลอกมีปริมาณงานไม่ครบตามสัญญา นี่ก็เป็นอีก ๑ โครงการ ที่ไปดําเนินการภายใต้งบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท
ขออีกสักโครงการครับที่จังหวัดขอนแก่น ท่านประธานที่เคารพครับ ขุดลอก ลําห้วยบุ่งก้านเหลือง ตําบลหนองเขียด อําเภอชุมแพ เช่นเดียวกัน พื้นที่นี้บอกว่าขุดกว้าง ๑๐ เมตร ยาวกิโลเมตรครึ่ง ลึกเฉลี่ย ๔ เมตร ท่านประธานดูสิครับ ๑๐ เมตรหรือครับ อย่างนี้ ๑๐ เมตรหรือครับ อย่างนี้หรือครับลึก ๔ เมตร ผมกราบเรียนท่านประธานเรื่องนี้ เพื่อที่จะกราบเรียนว่า ๖๐๐ โครงการมีลักษณะใกล้เคียงกับที่ผมกราบเรียน ป.ป.ท. ไปตรวจ จึงมีข้อมูลชัดเจนว่าไม่ทําโครงการให้เป็นไปตามปริมาณงานวัสดุ ผู้ควบคุมไม่ควบคุมงาน การตรวจรับงานไม่เป็นไปตามปริมาณวัสดุ มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ด้วย ไม่มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการกําหนดราคากลาง ปริมาณการขุดลอก ปริมาณงานไม่ครบตามสัญญา นี่บุ่งก้านเหลืองครับ
ไปดูต่อสิครับ ขอไปดูเมืองหลวงของเสื้อแดงที่จังหวัดอุดรธานีหน่อยครับ รักพี่น้องประชาชนต้องทําเพื่อพี่น้องประชาชนสิครับ อย่าหากินกับพี่น้องประชาชน อย่าเอา พี่น้องประชาชนมาบังหน้า และมีการทุจริตคอรัปชัน แล้วเราปล่อยปละละเลย ถ้าทําอย่างนั้นแปลว่ารักพี่น้องประชาชนไม่จริงครับ โครงการนี้เป็นโครงการซ่อมแซม ถนนลาดยางเชื่อมระหว่างบ้านหนองม่วง ตําบลโคกกลาง อําเภอโนนสะอาด ที่จังหวัด อุดรธานี มีรูปคนที่เป็นหัวใจของคนเสื้อแดงอยู่ตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะตรงนี้เป็นหมู่บ้าน เสื้อแดง ท่านประธานที่เคารพครับ ถนนสายนี้ทําแล้วเป็นอย่างไรครับ การทํางานไม่มีการ ระบุความกว้างความยาว ความหนาปริมาณงานของผิวการจราจรโดยรวม ไม่มีการระบุ จุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุดโครงการ ถ้าพูดง่าย ๆ เหมือนกับไม่ได้ทําเลยครับ ที่จังหวัดอุดรธานีครับ
ดูอีกโครงการสิครับ จากจังหวัดอุดรธานีครับ เป็นโครงการซ่อมถนนลูกรัง สายบ้านแสงสว่าง ตําบลแสงสว่าง ถึงโนนดินแดง หมู่ ๓ ตําบลหนองแสง ผมเอาภาพให้ ท่านประธานดูก่อนครับ อย่างนี้หรือครับน้ําท่วมครับ ไร่อ้อยท่านประธาน ท่านประธาน เคยเป็นนายกสมาคมไร่อ้อย ท่านรู้ว่าปลูกอ้อยแล้วจุดที่ปลูกอ้อยไม่มีทางที่น้ําจะท่วมถึง แน่นอน เข้าหลักเกณฑ์การอนุมัติหรือครับ เท่านั้นไม่พอ ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการนี้งบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอยู่ในเงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังพบว่าไม่มี การระบุความกว้างความยาวความหนาปริมาณงานของพื้นผิวแต่อย่างใด ไม่มีคําสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการกําหนดราคากลาง การปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายของทาง ราชการด้านงานวัสดุ ผิดทั้งหมดครับ สอบถามพี่น้องบอกว่าเอารถมาเกรดหน่อยหนึ่ง เท่านั้นเองครับ เอาใบไถ่เกลี่ยด้านข้างให้เป็นร่องเท่านั้นเอง ร่องเท่านั้นเอง ไม่มีอย่างอื่น อีกเลย แล้วก็เบิกเงิน ๒,๔๙๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานเพื่อที่จะเรียนต่อไปว่า ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนวันนี้เป็นความ เดือดร้อนที่แสนสาหัส เงินที่พวกเราอนุมัติผ่านสภานี้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นความ เดือดร้อนที่แสนสาหัส เงินที่พวกเราอนุมัติผ่านสภานี้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เราหวังจะ เห็นเม็ดเงินจํานวนนี้ไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ อย่าเปลี่ยนวิกฤติ เป็นทุจริตสิครับ ถ้าไห่เยี่ยนเข้าประเทศไทยนะครับ ผมคิดว่าคนไทยบางคนจะรวยขึ้นกว่านี้ อีกมหาศาล ดีที่ไห่เยี่ยนมันเข้าประเทศฟิลิปปินส์ครับ มีคําพูดของเพื่อนผมคนหนึ่งมาเล่า ให้ผมฟัง บอกว่าคนในซีกรัฐบาลพูดคํานี้ แต่ป้าย ๆ นี้ผมขออนุญาตใส่เครื่องหมายคําถามไว้ คนในซีกรัฐบาลบอกว่าน้ําท่วม จุด จุด รวย แต่คําพูดที่แท้จริงเขาบอกว่าน้ําท่วมกูรวย คนในซีกรัฐบาลพูดครับ น้ําท่วมกูรวย รวยบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมอภิปรายกับท่านประธานในวันนี้เพื่อที่จะ กราบเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าปาหี่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้คนไทยรู้ ทั้งประเทศแล้วละครับ ผมอภิปรายไม่ได้หวังว่านายกรัฐมนตรีจะรู้สึกหรอกครับ ต่อมความรู้สึกของท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะชํารุดครับ แต่ผมอภิปรายเพื่อฟ้องกับพี่น้อง ประชาชนว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะไม่เอาคนโกงไว้ แล้วจะไม่เอาคนที่ทําเฉยให้มี การโกง ผมจึงต่อต้านการโกงด้วยป้าย ๆ นี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ตรงเวลาพอดีนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีมีอะไรครับ เชิญประเด็นของ ท่านก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมถูกพาดพิงนะครับ แล้วก็เสียหาย แล้วก็พูดพาดพิง ระบุชื่อ ระบุตําแหน่งผมว่า รองนายกรัฐมนตรีคนนั้นที่ทําน้ํา ผมหมายถึงคุณชวนนท์เมื่อสัก ๓-๔ ชั่วโมงนี้
คือไม่เกี่ยวกับท่าน เอาประเด็นของท่านชวนนท์ก่อน เชิญครับ เอาสั้น ๆ นะครับ
ผมจะพยายามให้สั้นที่สุด แต่ว่าผมจะไม่ตอบคุณศุภชัยนะครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่เท่าที่ผมฟังดูเหมือนท่านจะอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายก อบต. นะครับ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีไทยนะครับ
ผมว่าเอาประเด็นของท่านดีกว่าครับ ท่านกําลังบรรยายถึงเรื่องการปล่อยปละละเลยครับ เชิญประเด็นของท่านนะครับ เดี๋ยวมันจะต่อความยาวกัน
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ปลอดประสพดูแคลนนะครับ ท่านยังไม่สํานึกอีกหรือครับว่าเงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านอนุมัติ ท่านยังไม่สํานึกแล้วไปครับ ถ้าต่อมสํานึกของท่านชํารุดผมไม่ว่าครับ แต่ถ้าดู แคลนอย่างนี้ไม่ได้ ผมพูดเพื่อจะบอกว่างบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นงบที่รัฐบาลนี้ ได้รับไป ต้องติดตามดูแล ก็ท่านเป็นอย่างนี้ครับ
เอาละครับ ท่านดอกเตอร์นั่งก่อน เอาประเด็นที่ท่านจะชี้แจงท่านชวนนท์ก่อนนะครับ ของท่านชวนนท์พาดพิงท่านเมื่อตอนบ่ายนี้
ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีมหาดไทยบอกของท่านศุภชัย เดี๋ยวท่านจะตอบเองนะครับ ผมจะขออนุญาต เอาเฉพาะเรื่องของผมก่อนก็แล้วกันนะครับ ท่านพาดพิงทําให้ผมเสียหาย ๑๓ เรื่อง โดยระบุ ตําแหน่งผม เรื่องที่ ๑ ท่านพูดเมื่อ ๓-๔ ชั่วโมงมาว่าเมื่อรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์มาเป็นรัฐบาล คือเดือนสิงหาคม น้ําในเขื่อน เข้าใจว่าท่านคงหมายถึงเขื่อนใหญ่ คือเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์มี ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทําไมรัฐบาล คือรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไม่รู้จักระบายน้ําเพื่อรอรับพายุ เพราะพายุทําให้น้ําท่วม อันนี้ถ้าใครเชื่อท่าน นะครับ พวกผมก็จะเสียหาย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า พวกท่านนั่นละครับ จะต้อง รับผิดชอบ เพราะท่านไม่ระบายน้ําล่วงหน้า ที่ท่านไม่ระบายน้ําล่วงหน้าเพราะท่านไม่มี ความสามารถที่จะพยากรณ์ล่วงหน้า ทีนี้ถามว่าทําไมผมถึงไปเหมาให้ท่านต้องระบายน้ํา ล่วงหน้านะครับ พวกผมมาเป็นรัฐบาลเดือนสิงหาคม สิงหาคมท่านก็บอกแล้วนะครับว่ามีน้ํา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ น้ํา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเขื่อนภูมิพลก็หมายความว่ามีน้ํา ๗,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเขื่อนสิริกิติ์ก็คือมีน้ํา ๗,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร คือ ๗,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ การระบายน้ํา มีน้ํา ๗,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของเขื่อนสิริกิติ์ก็คือมีน้ํา ๗,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร คือ ๗,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นะครับ การระบายน้ําไม่ใช่ระบายวันเดียวออกไปนะครับ เขื่อนภูมิพล เต็มที่คือ ๑๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์เต็มที่คือ ๑๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นก็แปลว่าเขื่อนภูมิพลนี้นะครับ ที่มีปัญหาก็คือมีเกินออกมาทั้งหมดนี้ ๓,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ก็ ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ปัญหาคือ ๓,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร กับ ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมแล้วก็ ๖,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร คํากล่าวหาของท่านก็คือว่าทําไมพวกผมไม่ระบายพร่องเอาไว้ ๖,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร มันระบายไม่ได้ครับ เพราะการระบายออกน้ําจากเขื่อน ระบายได้อย่างไร อย่างไรก็ไม่เกิน วันละ ๒๕-๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน การจะระบายน้ํา ๖,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร จะต้องระบาย ๒-๓ เดือนครับ ซึ่ง ๒ เดือนและ ๓ เดือนล่วงหน้านี้ท่านเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ผมเป็นรัฐบาล ถ้าผมบ้าเลือดนะครับ เป็นรัฐบาลระบายออกให้หมดเลยก็ท่วมหมดครับ เพราะลําน้ําปิง ลําน้ําน่านรับน้ําได้อย่างไรก็ไม่เกิน ๑๐๐ ล้านคิว อย่างไรก็ไม่เกินประมาณ ๓๐๐ คิวแซกนะครับ ก็ท่วมหมด เพราะฉะนั้นเราจึงทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นรวมความแล้ว นะครับในข้อนี้ก็คือว่า ที่ท่านว่าพวกผมไม่ระบายความจริงไม่ใช่หรอกครับ ท่านไม่ระบาย นะครับ แล้วที่พวกผมไม่ระบายก็เพราะว่าเห็นแก่ประเทศชาติกับประชาชน ถ้าขืนระบายมา ก็น้ําท่วมใหญ่ นี่ข้อ ๑ นะครับ ผมต้องตอบเพราะว่าท่านหาว่าผมนะ เพราะว่าผมเป็นคน สั่งการเรื่องนี้
ข้อ ๒ ท่านบอกว่าไม่เห็นทําอะไรเลยนะครับ มานี่ก็ ๒ ปีแล้ว ใช้เวลา ผู้รับเหมา ผมอยากให้ท่านดูนะครับ ขออนุญาตท่านประธานแล้ว ท่านดูท่านก็คงงง ๆ ๑ ปีครึ่งนะครับ ทํางานที่ท่านเห็นอยู่บนนั้นแหละครับ เริ่มต้นตั้งแต่ตั้งคณะกรรมการ รับผิดชอบหลาย ๆ เรื่องนะครับ ซึ่งประเดี๋ยวผมจะอธิบาย เพราะจะมีเรื่องที่ท่านหาว่า พวกผมไปออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีนะครับ จากนั้นก็ทําแผนแม่บทก็ใช้เวลานะครับ จากนั้นก็ทําทีโออาร์ ทําชอร์ทลิสต์ (Short list) คอนเซปชวลแพลน (Conceptual Plan) ทํา เดฟฟินิทีฟ ดีไซน์ (Definitive Design) คัดเลือกทํามายาวเหยียดนะครับ ผมไม่ได้อธิบาย ผมทําทั้งหมดให้ท่านเห็นว่าเราทําอย่างละเอียดตามขั้นตอนนะครับ ที่เป็นมาตรฐานที่พึงทํา สําหรับวงเงินขนาดนี้ครับ ไม่ใช่ว่าไม่ทําอะไรเลย ไม่ใช่ว่าวิ่งไปหาผู้รับเหมาไม่ใช่หรอกครับ เราประกาศไปทั่วโลกนะครับ มีผู้รับเหมาเข้ามาถ้าผมจําไม่ผิด ๓๐๐ เศษ ๆ บริษัท จากนั้นเขาก็รวมตัวกันเป็น ๒๐ กว่ากลุ่ม จากนั้นก็ลดจํานวนลงมาเท่าที่มีคุณสมบัติ แล้วก็ ต่อสู้กันมาเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นวิ่งไปหาผู้รับเหมานี่มันไม่ใช่พวกผมหรอกครับ ผมก็ไม่กล้า จะว่าว่าท่านเอาตัวอย่างแถว ๆ พรรคพวกท่านหรือเปล่า แต่เมื่อท่านหาว่าผม ผมวิ่งไปหา ผู้รับเหมา ผมก็ว่าท่านนั่นแหละครับ อยากจะวิ่งไปหาผู้รับเหมาล่ะ อย่ามาโกรธผมนะ ท่านว่าผมก่อนนะจะบอกให้นะครับ
ข้อต่อไปนะครับ ท่านก็หาว่าพวกผมไปยกเว้นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี สมัยไทยเข้มแข็งของท่านนะครับ ท่านก็ออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีมาครับ นี่ผมถือ อยู่ในมือผมนี่นะครับ อ่านว่าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตาม แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๒ พวกผมก็ออกนะครับ ถามว่าออกทําไม ออกเพราะมันเป็นเงินพิเศษผมจะอธิบายให้ท่านฟัง ที่เราออกมานี้นะครับ ออกมานี้ ๑๑ ข้อ เท่านั้น นอกนั้นใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ปี ๒๕๓๕ ทุกประการเหมือนกับท่าน ผมก็เหมือนท่าน ก็คือใช้ระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๓๕ อันนี้ท่านก็คงจะสงสัยว่า ๑๑ ข้อ ที่พวกผมออกนี่ละครับ เอื้อทั้งนั้นไม่ใช่ครับ
อันที่ ๑ ออกบอกว่า อันนี้แล้วก็เงินกู้ แล้วก็ใส่ชื่อโครงการ ท่านก็ทําอย่างนี้ ท่านก็ใส่ คําว่า เงินกู้ แล้วก็ชื่อโครงการท่านก็ทําอย่างนี้แล้วก็ใส่ คําว่า เงินกู้ แล้วก็ชื่อ โครงการผมเอาตกลงว่าเราเหมือนกัน
ข้อ ๒ พวกผมให้คําจํากัดความกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องท่านก็ให้ คําจํากัดความ เพียงแต่คณะกรรมการของผมมี ๔ ชุด มีมากกว่าท่านนะครับ ผมจะไม่พูด นะครับว่าใครมากใครน้อย แล้วมันดีกว่าใครหรือไม่ดีกว่าใคร ๔ ชุด ของผมอันหนึ่ง ทําทางนโยบาย อันหนึ่งทําทางปฏิบัติการ อันหนึ่งทําทางยุทธศาสตร์ อีกอันหนึ่งทําธุรการ
ข้อ ๓ นะครับ ระเบียบของพวกผมก็บอกว่าเป็นโครงการปกติ แต่ประสงค์จะ ทําการต่อด้วยเงินกู้ หมายความว่ามันจะมีโครงการปกติอยู่ เราคาดการณ์ว่าอาจจะมี เงินเหลือ ก็อาจจะมีคนอาจที่จะเอาเงินกู้ไปใช้ เราก็อนุญาตระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็จะอนุญาตให้โครงการปกติมาใช้โครงการเงินกู้ได้ ต่อไปเราก็บอกว่าให้กรมบัญชีกลาง รับฝากเงินกู้ไว้ในบัญชีเงินฝาก ผิดตรงไหนท่านก็เขียนอย่างนี้ จากนั้นเราบอกว่าให้สํานักงาน บริหารหนี้ไปจัดหาเงินกู้ ก็ไม่เห็นผิดอะไรนะครับ จากนั้นเราก็บอกว่าให้ กบอ. ซึ่งเป็นหน่วย ปฏิบัติการซึ่งผมเป็นประธาน ทุกคนจะต้องเสนอรายละเอียดมายังผม ก็ไม่เห็นจะกินโกง อะไรกันตรงไหนเลย ต่อไปให้อํานาจ กยน. พิจารณาโครงการใหม่และเสนอ ครม. คือเข้า กยน. เป็นต้นเรื่องของการกู้เงินครั้งนี้ น แปลว่า นโยบาย
ข้อที่ ๘ กรณีแหล่งเงินกู้ ให้กําหนดหลักเกณฑ์ที่ระเบียบปี ๒๕๓๕ ไม่กําหนด จากนั้นก็ไม่มีอะไร ความแตกต่างระหว่าง ๒ ระเบียบนี้คืออะไรท่านรู้ไหมครับ อันที่ ๑ ก็คือ ว่าระเบียบของพวกผมให้มีหน่วยกลางก็คือ กบอ. ถามว่าหน่วยกลางที่เรียก กบอ. เราก็อปปี้ (Copy) มาจากอะไร ก็อปปี้มาจาก อีสเทิร์นซีบอร์ดในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีเปรม แล้วรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ตลอดเวลาที่ดูแลอีสเทิร์นซีบอร์ดซึ่งมีดอกเตอร์สาวิตต์ซึ่งเป็น เพื่อนสนิทกับผมเป็นคนดูแลก็ใช้ระบบนี้ ผมนี่คุยกับดอกเตอร์สาวิตต์ สาวิตต์ช่วยแนะนํา หน่อยสิเพื่อน ก็ตกลงให้ใช้ระบบบริหารกลาง ก็เกิด กบอ. ขณะที่อีสเทิร์นซีบอร์ด ใช้สภาพัฒน์ แต่แยกหน่วยมา ข้อ ๒ ก็คือว่าของเราไม่ให้อํานาจกระทรวง แต่ให้อํานาจ กบอ. เพราะใน กบอ. มีรัฐมนตรีอยู่แล้ว ของท่านแจกไปตามกระทรวง ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์ แบบนักการเมืองท่านแจกตามกระทรวง เพราะว่าท่านเป็นรัฐบาลผสมมีหลายพรรค แต่ละพรรคก็อาจจะมีสิทธิขาดเป็นของตัวเอง แต่ของผมนี่ถึงจะมีหลายพรรค แต่ก็พูดกัน รู้เรื่อง ก็มาอยู่กับรัฐบาลอันเดียว สุดท้ายความแตกต่างอีกอันหนึ่งก็คือว่าคณะกรรมการ ของท่านใช้ข้าราชการประจําเป็นประธาน แต่ของพวกผมนี่ใช้นักการเมือง คือตัวผม เป็นประธาน เท่านี้เองครับ ที่ท่านกล่าวหาว่าจะคอร์รัปชัน วางแผนจะคอร์รัปชัน จึงไปออก ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีมา ของตัวท่านเองท่านก็ไม่อ่าน ของผมท่านก็ไม่อ่าน แต่ขอให้ ได้พูดเถอะ
มีผู้ประท้วงครับ ท่านพอหรือยังครับ ท่านหมดประเด็นของท่านแล้วใช่ไหมครับ
ผมไปได้เยอะแล้วครับ ได้ ๓ ข้อใน ๑๓ ข้อครับ
เดี๋ยวอย่างนั้นท่านฉัตรพันธ์ก่อนครับ เชิญ
ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านใช้ สิทธิพาดพิง แต่ผมว่าท่านชี้แจงยาวเกินไปแล้วครับท่าน เพราะเราอภิปรายนายกรัฐมนตรี และพรรคฝ่ายค้านยังเหลือผู้อภิปรายอีกหลายท่านครับ แล้วมันจะจบไหมครับ ท่านประธานครับ ผมว่าท่านต้องกระชับแล้วนะครับ
เอาอย่างนี้ครับ ท่านตอบเป็นข้อ ๆ ไม่ต้องไปพาดพิงกัน เขาพาดพิงท่านประเด็นนี้ก็อธิบายไป ประเด็นนี้อธิบายไปนะครับ ข้อต่อไปเลยครับ เอาสั้น ๆ เลยครับ
ผมจะพูดให้สั้นนะครับ แล้วก็จะพูดให้เร็วขึ้น เมื่อสักครู่นี้ผมพยายามพูดช้า ตอนนี้ผมจะพูดเร็วเลย ต่อไปเลยนะครับ ท่านบอกว่ายกอํานาจให้ผู้รับเหมา ไม่มีราคากลาง ผู้รับเหมาทําอีไอเอ ไม่เป็นความจริงครับ อํานาจผู้รับเหมาอยู่ที่ไหนครับ ไม่มีครับ อํานาจก็อยู่กับรัฐบาล ผู้รับเหมาทําอีไอเอ ไม่ใช่ครับ ผู้รับเหมากับราชการทําร่วมกันครับ ราชการทําได้อย่างไรก็เขาเป็นคนเขียนแบบ เราทําได้ อย่างไร เราไม่ได้คนเขียนแบบ ก็ต้องร่วมกันทํา อันนี้เป็นระเบียบปกตินะครับ ต่อไปอีก ท่านบอกว่าทําแบบนี้ผู้รับเหมาสามารถออกแบบให้เกิดราคาสูงสุด ไม่ได้หรอกครับ ท่านไป ตีความว่าการันตี แม็กซิมั่ม ไพร์ซ (Guarantee maximum price) แต่ว่าเปิดโอกาสให้ ผู้รับเหมาออกแบบสูงสุด ไม่ใช่หรอกครับ ท่านไม่เข้าใจ ซึ่งก็เห็นใจ อันนี้มันเป็นของใหม่ หมายความว่าผู้รับเหมาเสนอมานี่ยู (You) จะมาเสนอราคาสูงกว่านี้อีกไม่ได้ ต่ํากว่านี้ได้ ห้ามมั่ว ก็เท่านั้นเอง ท่านบอกว่า ป.ป.ช. อ้าง ป.ป.ช. บอกว่าทําแบบนี้บริษัทลดสเปกได้ โครงการจะเล็กลง ไม่ได้หรอกครับ เพราะในโครงการที่เขียนมาให้เรามันมีเดฟฟินีซีฟ ดีไซน์ คือการออกแบบเบื้องต้นไว้เรียบร้อยแล้วจะมาเล็กอย่างนั้นไม่ได้ครับ ต่อไปนะครับ ท่านบอกว่า เอาโครงเก่า อันนี้สําคัญนะ ท่านเน้น ไหนว่าแน่ เอาโครงการเก่า ๆ มารวมกัน เอาความคิด ของต่างชาติมา ผมขอแยกอธิบายอย่างนี้ครับ ไม่เถียง เอาโครงการเก่า ๆ มา คือเลือก โครงการเก่า ๆ ที่ดีแล้วยังไม่ได้ทํา ถามเอามาจากไหนละครับ เอามาจากโครงการที่ได้ ทรงพระราชทานแนะนําเอาไว้ ท่านว่าผิดไหม เอามาจากของกรมชลประทานที่ไม่ได้ งบประมาณ ท่านว่าเสียหายอะไร เอาความคิดต่างชาติมาใช้ เราจะเก่งคนเดียวได้อย่างไรครับ เราเก่งคนเดียวน้ําก็ไม่ท่วม ไปรับฟังความเห็นจากคนอื่นเขาเสียหายอะไร ในห้องนี้ คนไปเรียนหนังสือต่างประเทศตั้งเยอะตั้งแยะ ถ้าพูดแบบนี้ก็ไม่ต้องไปหรอกครับ ต่อไป นะครับ ท่านบอกไม่แข่งขัน ไม่เปิดเผย มีการถอนตัว มีการแข่งขันครับ ขี้เกียจอธิบาย เปิดเผยนะครับ มีเว็บไซต์ มีการถอนตัว ถอนครับ ไม่เถียงเพราะสู้ราคาไม่ได้ จะจบแล้วครับ ใจเย็น ๆ จะจบแล้วนะครับ สําคัญที่สุดท่านบอกว่าต่อรองได้ราคานิดเดียว ท่านก็พูดไปเรื่อย ต่อรองลดไป ๖,๒๔๕ ล้านบาท
ท่านต้องสรุปแล้ว เขาประท้วงอีกแล้ว เอาละครับ ผมว่าพอสมควรแล้ว ท่านสรุปเลยครับ เพราะว่ามีผู้ประท้วง
นาทีเดียว นิดเดียวครับ
อนุญาต ๑ นาที
ขอเรียนว่า ๖,๒๔๕ ล้านบาท ๒.๑๕ เปอร์เซ็นต์ และโครงการนี้ไม่มีค่าเค (K) สุดท้ายท่านบอกศาลสั่งให้ระงับ ไม่ใช่ครับ ศาลไม่ได้บอกให้ระงับ ศาลบอกว่าให้ไปทําเฮียริ่ง (Hearing) ซึ่งเราก็บอกศาลนะครับ บอกว่าทํา ครม. สั่งอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็อุทธรณ์ศาลไป และขณะนี้ศาลอุทธรณ์ก็ยังไม่ได้ ตอบมา ถึงกระนั้นความคิดทั้งหมดที่ศาลให้คําแนะนําเราก็ทําทุกอย่าง แล้วก็บอกว่า มีคนค้านเยอะแยะเฮียริ่ง ท่านอย่าเพิ่งสรุปครับ ผมยังไม่กล้าสรุปเลย อีก ๑๐ วันจะสรุป ว่ามีคนมากี่คน ใครพูดว่าอะไร อย่างไร แล้วก็จะนํามาประกอบทั้งหมด คือทั้งหมดนี้ เรียนท่านชวนนท์ด้วยความสัตย์จริงนะครับ คือท่านไม่ได้คนทําในแอเรีย (Area) นี้นะครับ ท่านก็คงจะรวบรวมโน้น รวบรวมนี้ ใครเขียนมาให้ท่าน แล้วท่านก็เอามาพูดแทนเขาเพราะ ท่านพูดเก่ง มันถึงไม่ตรงอย่างไร ท่านออกทีวีกับผมไหม ช่องไหนก็ได้
เอาละท่านครับ พอแล้ว ไม่อนุญาตแล้ว ท่านศิริโชค เชิญครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านใช้สิทธิ พาดพิง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ชวนนท์ อินทรมาลย์สุต แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรี ก่อนนะครับว่า ผมยินดีรับคําเชิญท่านนะครับ แต่ว่าผมไม่มีอํานาจในการไปบอกให้ช่องไหน กําหนดให้ผมไปออกกับท่านได้ เพราะฉะนั้นผมเรียนเชิญทุกเวลา ผมรับถ้าท่านจะเชิญผม ไปเมื่อไร ท่านประธานสภาช่วยเป็นพยานด้วยนะครับ
เอาละครับ ไม่เอาครับประเด็นนี้
ท่านถามผม ประเด็นที่ ๒ ผมเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาตินะท่าน แล้วท่านตอบผมท่านไม่ต้องใช้ อารมณ์ครับ ผมจะเล่าให้ท่านฟังทีละประเด็น สิ่งที่ท่านพูดตรงกับที่ผมพูดครับ เพียงแต่ท่าน พยายามที่จะพูดอีกลักษณะหนึ่งให้คนเข้าใจว่าที่ผมพูดไม่ตรง ท่านพูดว่าศาลไม่ได้ระงับ แต่ศาลให้ไปทําเฮียริ่ง ความหมายเหมือนกันครับท่าน ท่านต้องทําให้เสร็จก่อน ท่านถึงจะไป เดินหน้าต่อได้
ประการที่ ๒ ท่านพูดถึงเรื่องการประกันราคาสูงสุด หรือการันตี แมกซิมัม ไพรซ์ (Guarantee Maximum Price) ที่ท่านบอกว่าเป็นประโยชน์ เพราะว่าอย่างไรจะจ่าย มากกว่านี้ไมได้ ท่านไปอ่านข้อเสนอ ป.ป.ช. หรือยังครับ เขาบอกว่าวิธีแบบนี้มันก็ ทําให้ผู้รับเหมาเสนอราคาที่ใกล้เคียงสูงสุด เพราะท่านบอกเขาแล้วนี่ครับว่าท่านมีต้นทุน อยู่เท่าไร ท่านมีหน้าตักเท่าไร ท่านตอบได้ไหมล่ะครับว่าทําไมผลการคัดเลือกของท่าน ในรอบแรกที่ท่านคัดเลือกมาทั้งหมด ๒๙๑,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประหยัดเงินให้ประเทศ ไปได้แค่ ๗๓ ล้านบาท วิธีของท่านนี่ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมดจริง ๆ ท่านก็ พูดถูกนะครับ แต่ท่านพูดความจริงอีกด้านหนึ่งเท่านั้นเอง กรณีอีไอเอครับ ผมพูดว่า ท่านโยนไปให้ผู้รับเหมาทํา ท่านก็บอกไม่จริง มีราชการเอาไปทําด้วย แน่นอนครับ ราชการ เป็นคนตรวจอีไอเอครับ สผ. ผมเคยทํางานที่นั่นครับ พอดีผมไปไม่ทันตอนท่านเป็นปลัด เท่านั้นเอง ผมเคยรับราชการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ เพราะฉะนั้นเรียนให้ท่านทราบว่าพวกผมพูดอะไรผมพูดด้วยหลักด้วยฐาน ผมหวังปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศครับ แล้วผมไม่จําเป็นต้องมาใช้วาทกรรมในการไปโจมตีรัฐบาล ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง
ประการต่อมา ท่านพูดกับตัวท่านเองครับว่าตอนที่พวกกระผมไปยื่นเรื่องนี้ ให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ท่านบอกท่านเร่งด่วน ท่านจําเป็น ถ้าน้ําท่วมปีนี้อีกให้โทษ พรรคประชาธิปัตย์ ป่านนี้ผ่านมาอีก ๒ ปีท่านทําอะไรครับสิ่งเหล่านี้มันชี้ให้เห็นว่าวันที่ ท่านอยากได้เงินท่านเร่งรีบ ท่านขอออกเป็นพระราชกําหนด แต่เวลาท่านได้เงินไปแล้ว ท่านใช้เวลาของท่านเต็มที่ครับ แต่ประชาชนรอไม่ได้ ปีที่ผ่านมาน้ําท่วมความเสียหายเกิด อีกเท่าไรครับ เพราะฉะนั้นผมจึงจําเป็นต้องมาถามท่านในฐานะผู้แทนของประชาชน แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ผมไม่ได้ถามท่านเลยนะครับ มีเรื่องเดียวที่ผมเอ่ยชื่อท่านก็คือ เรื่องของ การจัดทําการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพราะท่านเป็นคนไป จริง ๆ ผมอยากถาม เรื่องนี้กับท่านนายกรัฐมนตรี แต่เผอิญท่านตอบมา ผมก็ต้องชี้แจงท่านอย่างนี้ ผมแล้วยัง ยืนยันอีกครั้งว่าผมยินดีรับคําเชิญของท่าน ทุกช่องครับ ทุกสถานีถ้าท่านจะให้โอกาสผมครับ
เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนะครับ
ประเด็นแรก ท่านย้อนกลับไปในเรื่องของการระบายน้ําปี ๒๕๕๔ ที่ท่านบอกว่า เป็นเรื่องของพวกผมที่ไม่ระบาย ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ณ วันที่ผมอยู่ในตําแหน่งนี้ระดับน้ํา อยู่ระดับที่ปกติครับ ส่วนท่านจะระบายไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรเรื่องของท่านครับ แล้วก็ที่เขา วิจารณ์กันก็คือว่า มันมีคําสั่งของท่านนั่นละที่ตัดสินใจไม่ระบาย เมื่อสักครู่ท่านอธิบายคือ ไม่สามารถระบายหมดได้นะครับ แต่ที่ท่านตัดสินใจคือไม่ระบายเลย นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ นะครับ อยู่ดี ๆ ท่านก็มาบอกว่านิสัยวิ่งหาผู้รับเหมาเป็นพวกผม หรือเปล่า ไม่มีรูปผมไปอยู่เค-วอเตอร์นะครับ ไม่มีคนในครอบครัวของคนที่รับผิดชอบไปโผล่ ในประเทศต่าง ๆ แล้วก็มีข่าวว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ในสมัยรัฐบาลผม อันนี้จะได้ ทราบนะครับว่ามันเป็นอย่างไร
ประเด็นที่ ๓ ที่ท่านบอกว่าการเว้นระเบียบ ก็คล้าย ๆ กับที่ผมทํา ประเด็น ไม่ใช่ครับ ประเด็นที่พวกผมพูดคือท่านออกแบบระบบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ ซึ่งท่านยอมรับเอง เมื่อสักครู่ท่านพูดเองว่าเป็นเรื่องใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าไปเบี่ยงเบนประเด็นที่มี การพูดในเรื่องนี้
สุดท้ายครับ เมื่อสักครู่ผมไม่ทราบว่าท่านตอบโต้ท่าน ส.ส. ศุภชัยหรือผม เพราะผมก็พูดในประเด็นเรื่องการตรวจสอบการทุจริตที่ท่านบอกอภิปรายนายก อบต. หรือเปล่า ไม่หรอกครับ ผมอภิปรายนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เพราะการตรวจสอบการทุจริต โครงการทั้งหลายเกิดขึ้นโดยหน่วยงาน ป.ป.ท. แล้วคนที่เขาตรวจสอบเรื่องนี้ถูกสอบวินัย ต่อมาถูกย้าย นายกรัฐมนตรีบอกกับประชาชนว่าไม่ได้ย้ายไปไหนให้รับผิดชอบงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตต่อ ซึ่งเป็นเท็จ เพราะไม่ได้มอบหมายให้ ไม่มีนายก อบต. ที่ไหน มาสั่ง ป.ป.ท ได้ครับ นายกรัฐมนตรีเท่านั้น แล้วไม่ต้องมากล่าวหาพวกผมหรอกครับว่า ใครเขียนอะไรมาให้อ่าน ของจริงท่านรอดูคืนนี้ครับ
ตอบโต้กันไปมา ผมอนุญาตท่าน ๑ นาทีพอแล้วครับ เดี๋ยวท่านจะไปประเด็นอื่นไม่ได้แล้ว
กราบเรียนท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านศุภชัยครับ ผมตอบท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรก่อนแล้วกันนะครับ
เรื่องที่หาว่าผมเป็นคนไม่ระบาย ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ ผมอยู่ที่ดอนเมือง ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ท่านสามารถเรียกมาได้นะครับ โทรมาว่าจะขอ ระบายน้ําจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เดี๋ยวนี้ ผมบอกว่าไม่ได้เพราะตอนนี้ฝนมันตกนะครับ ใต้เขื่อนมากกว่าปกติถึง ๔๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ให้ระบาย เขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นท่านต้อง รับผิดชอบนะครับ เพราะตอนนี้น้ํามันล้นอีเมอร์เจนซี สปิลเวย์ (Emergency Spillway) มาเรียบร้อยแล้ว เขื่อนไม่เคยทดสอบนะครับ เขื่อนใหญ่ขนาดนี้ไม่เคยทดสอบปล่อยให้ น้ําล้น อีเมอร์เจนซี่ สปิลเวย์ ผมถามว่าทั้ง ๒ เขื่อนสถานะเท่ากันไหม เขาบอกว่าเขื่อนภูมิพล พอรอได้นิด ๆ แต่เขื่อนสิริกิติ์ไม่ไหว ผมบอก ถ้าเขื่อนสิริกิติ์ไม่ไหวคุณก็ทําตามหน้าที่คุณ แต่ทุกครั้งที่ระบายคุณต้องบอกผม เพราะฉะนั้นผมเป็นคนสั่งระงับไม่ให้ระบายนะครับ ผมไม่โกหกท่านหรอกนะครับ
เรื่องต่อไป เรื่องรูปที่เค-วอเตอร์ (K-water) อะไรนี้ ผมก็ไม่รู้ใครส่ง ใครถ่าย แต่ก็มีรูปผมแน่นอนนะครับ เพราะเค-วอเตอร์นี้มันเป็นรัฐวิสาหกิจ แล้วเขาก็เชิญไป เขาก็ ถ่ายรูป ก็ไม่เห็นเป็นอะไรครับ ถ่ายก็ถ่าย แต่ว่าไม่มีคอร์รัปชันหรอกครับ วันนี้ยังไม่ได้ เซ็นสัญญาเลยครับท่าน
เรื่องต่อไปเรื่องดีไซน์ บิวท์ (Design built) อันนี้เรื่องยาวมาก ผมกราบเรียน ท่านสั้น ๆ อย่างนี้ครับ คือดีไซน์ บิวด์ นี้เราก็คิดเยอะนะครับ ปกติมันดีไซน์ บิด บิ้วด์ (Design Bid Build) ออกแบบให้เสร็จเอาไปประมูล แล้วก็ไปหาผู้รับจ้างอีกทีหนึ่ง มันจะยาว กว่าปกติเยอะ ถ้าดีไซน์ บิวท์มันจะสั้นกว่าเก่าครึ่งหนึ่งกับมันอํานวยประโยชน์ให้กับ การแก้ไขในพื้นที่สนามโดยไม่ต้องเข้ากรรมการอีกนะครับกับอํานวยประโยชน์ให้กับ การแก้ไขในพื้นที่สนามโดยที่ไม่ต้องเข้ากรรมการอีก มันก็เหมือนกับสายไฟฟ้าแรงสูง ท่านจะเห็นว่ามันไม่ได้วิ่งตรงนะครับ มันวิ่งเลี้ยวไปเลี้ยวมา เพราะบางทีมันก็ไปเจออุปสรรค ถ้าทําเป็นดีไซน์ บิวท์ มันทําให้แก้อุปสรรคในพื้นที่ได้ ผมอธิบายสั้น ๆ แค่นี้นะครับ
ทีนี้เรื่องเร่งด่วนแล้วก็ไปออก พ.ร.ฎ. ความจริงทางกระทรวงการคลังจะเป็น คนอธิบาย แต่ผมไม่เห็นใครนะครับ ผมก็อธิบายแทนสั้น ๆ เท่าที่ผมมีความรู้ก็แล้วกัน ก็คือว่าเรื่องของความเชื่อมั่นกับเรื่องของ
ผมว่าพอสมควรแล้วนะครับ เดี๋ยวก็ตอบโต้กันอย่างนี้ประเด็นเดียวไม่จบเสียที
ผมขอครึ่งนาที นิดเดียวครับ เพราะเมื่อกี้ท่านพูดเรื่อง
ทางนี้ประท้วง เดี๋ยวให้พูดครึ่งนาทีก่อน จบแล้วท่านว่าเลย
ท่านประธานครับ ท่านมองหาคนจะอธิบาย คนที่ต้องมาตอบคือนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคน ไปบอกศาลครับ เรื่องความเร่งด่วน
เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต อันนี้ก็เอาไว้ท่านอื่นแล้วกัน เอาที่ผมนะครับเรื่องการันตี แม็กซิมัม ไพรส์ นะครับ ท่านบอก ว่า ป.ป.ช. บอกว่าทําให้ผู้รับเหมา เราเสนอราคาอย่างนี้ ผู้รับเหมาก็ต้องเกาะตามราคา อย่างนี้ ไม่ใช่ครับ การันตี แม็กซิมัม ไพรส์ ให้ผู้รับเหมาเป็นคนเสนอครับว่า ในการออกแบบ ของคุณที่เรียกว่าเดฟฟินิทีฟ ดีไซน์ คือการออกแบบคร่าว ๆ นี้ ราคาคุณเท่าไร เพราะฉะนั้น แต่ละบริษัทจะไม่มีเท่ากันครับ ถ้าท่านสงสัยมาอ่านที่ผมได้ เพราะว่าทั้งหมดนี้มันไม่มีอะไร ปิดบังนะครับ ส่วนที่เรานัดกันผมจะเป็น
พอแล้วครับ เดี๋ยวจะตอบโต้กันไม่จบ เอาอย่างนี้ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ นิดเดียวครับท่านรองนายกรัฐมนตรี ด้วยความเคารพ ถ้าท่านจะกรุณาได้อ่านข้อเสนอของ ป.ป.ช. ผมคิดว่าวันนี้เราเถียงกัน ในเวทีนี้คงไม่จบครับ ถ้าท่านกรุณาให้ผมกับท่านได้พบกันทางทีวี แล้วเอาข้อเสนอ ป.ป.ช. ไปเปิดเผย จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและประเทศไทยครับ ขอบคุณครับ
ห้ามท้าทายอีกแล้วนะครับ ท่านเกี่ยวข้องอย่างไรครับ เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานสภาครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายครับ ผมขออนุญาต คือเรื่องนี้ ผมเรียนท่านประธานว่า ผมขอใช้สิทธิที่ถูกพาดพิงในฐานะที่มีการกล่าวถึง ป.ป.ท. ความจริง ท่านผู้นําฝ่ายค้านนั้นได้กล่าวถึงเรื่อง ป.ป.ท. และเรื่องการโยกย้าย ป.ป.ท. มาตั้งแต่ตอนที่ ท่านเปิดในครั้งแรกแล้ว แล้วเมื่อกี้ท่านก็พาดพิงมาอีกครั้งหนึ่ง เดิมผมก็ว่าผมจะไม่ได้พูด อะไร แต่ว่าผมอยากจะเรียนให้ทราบ เพราะว่าเป็นการพาดพิงมาเป็นครั้งที่ ๒ แล้ว ในเรื่อง ของการโยกย้าย ป.ป.ท. เมื่อกี้ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้บอกว่าการโยกย้าย ป.ป.ท. เพราะว่ามี การไปเปิดเผยข้อมูลในเรื่องของการทุจริต ผมเรียนว่าผลงานในการเปิดเผยที่มีการพูดถึง
ก็เห็นว่า ป.ป.ท. อย่างไร เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้าน ท่านดอกเตอร์นั่งลงครับ
เอาละครับ ก็จะขยายวงท่านครับ
ผมยอมรับครับว่า ในขณะนั้นผมยังไม่ได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ว่าท่านเกี่ยวข้องกับ ตําแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและสํานักงาน ป.ป.ท. ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแล ของผม แล้วเมื่อกี้คลิปวิดีโอ (Clip VDO) ที่พูดถึง มีการเปิดในเรื่องของการไปดูแลเรื่อง การทุจริตในถนนที่จังหวัดอุดรธานี ที่จังหวัดขอนแก่น และที่จังหวัดบึงกาฬ ในคลิปนั้น ก็พูดถึงสํานักงาน ป.ป.ท. ซึ่งอยู่ในความดูแลของผม คือผมก็ยังมองไม่เห็นว่า ถ้าผมชี้แจง แล้วมันจะทําให้เสียหายอะไร ถ้าทําให้ประชาชนและทําให้ท่านผู้แทนในสภานี้ได้รู้ดียิ่งขึ้น แต่ว่าถ้าท่านประธานชี้ว่าผมไม่เกี่ยวข้อง ผมก็ยินดีที่จะยุติการชี้แจงในเรื่องนี้ครับ
คือผมต้องฟังท่านนิดหนึ่ง ท่านดอกเตอร์ใจเย็น ๆ คืออย่างนี้ ยกมือ ผมก็ต้องฟังว่าเรื่องอะไร แต่ผมจะต้องวินิจฉัยก่อนสิครับ ท่านอย่าวินิจฉัยแทนผม คือผมฟังยังไม่สุดฟังได้นิดเดียว ผมก็ยังไม่รู้เมื่อสักครู่ผมขึ้นมาเปลี่ยน ผมไม่ได้นั่งข้างบน ผมเพิ่งขึ้นมาผมก็ต้องฟังเขาว่าอะไร เพราะฉะนั้นเดี๋ยวว่าผมไม่ให้สิทธิ เอาอย่างนี้ เอาละครับเข้าใจแล้วท่านนั่งลงเถอะ ท่านรัฐมนตรี เชิญท่านศิริโชคเลย เชิญครับ เอาคนละนิดคนละหน่อยเชิญครับ พอแล้ว ท่านรัฐมนตรีไม่ต้องแล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ผมได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ซึ่งก็เป็นกิจกรรม ที่ผมทําเสมอมาโดยตลอดครับ วันนี้ก็ถือโอกาสทําอีกครั้งหนึ่งครับ แล้วก็เป็นความภูมิใจ ที่มีโอกาสได้รับใช้ประเทศในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันนี้ผมมีความจําเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ต้องอภิปรายนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมอ่านตามญัตติเลยนะครับ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและความล้มเหลว ในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งเสริมปกป้องการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการแสวงหา ประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง ความร่ํารวยของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือนะครับ นี่คือข้อกล่าวหาที่ผมกําลังจะอภิปรายต่อไป แต่ถ้าเกิดผมบอกกับท่านประธานว่าผมกล่าวหา นายกรัฐมนตรีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ท่านก็ต้องถามผมว่าแล้วที่ทุจริตนี่ มันทุจริตอะไร ผมก็มีความจําเป็นที่ต้องบรรยายท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิก แล้วก็ พี่น้องประชาชนได้รับทราบเป็นข้อเท็จจริงว่าที่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้มีการทุจริตนั้นคือ อะไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิก พี่น้องประชาชน แล้วก็ สื่อมวลชนได้โปรดฟังข้อมูลข้อเท็จจริง เพราะสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้จะเป็นสิ่งที่ใหม่ครับ ไม่เคยปรากฏในสื่อไม่เคยปรากฏในโซเชียล มีเดีย (Social Media) ท่านประธานที่เคารพ ครับ ความจริงการจับการทุจริตเป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ ครับ เพราะถ้าเขาไม่ทะเลาะกัน เขาไม่โกรธกัน เขาไม่แก้แค้นกัน โอกาสที่พวกผมได้รับข้อมูลนี่ยากจริง ๆ ครับ โดยเฉพาะสมัยนี้ แต่เดชะบุญกรณีนี้มันเกิดขึ้นเพราะมันทะเลาะกันครับ เมื่อทะเลาะกันแล้วก็มีหลักฐาน ออกมาให้พวกผมได้รับทราบ หลักฐานที่ผมพูดถึงนี้อยู่ในมือผมนี่ครับ เป็นหลักฐาน การแจ้งความที่โรงพักบางพลัด กรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรีครับ แจ้งความเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๖ ครับ แม้ตอนหลังจะมีอํานาจลึกลับ อํานาจพิเศษ ขู่เข็ญ บังคับต่าง ๆ นานา จนสุดท้ายต้องมีการถอนคดีนี้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงมันได้ปรากฏแล้วครับ เพราะหลักฐานที่ยื่นให้โรงพักมันเป็นหลักฐานที่เป็นเท็จไม่ได้ครับ เพราะมันมีลายเซ็นรับรอง ทั้งของเจ้าตัว ลายเซ็นของตํารวจที่รับเรื่องครับ ถ้าแจ้งความเท็จมันเป็นคดีอาญาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคนสนิท คนใกล้ชิดในแวดวงของ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เรื่องนี้เมื่อแจ้งความไปแล้วนายกรัฐมนตรีต้องรับทราบครับ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ต.ช. ดูแลสํานักงานตํารวจแห่งชาติครับ ผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีก็เป็นคนตั้งครับ ถ้าฝ่ายค้านรู้โดยที่นายกรัฐมนตรีไม่รู้ ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ครับ และเมื่อมันมีอํานาจพิเศษสามารถเสกให้คดีนี้มันหายไป ผมต้องตั้งข้อสันนิษฐานว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องรับทราบ ต้องรับรู้ เมื่อท่านรับทราบและท่านรับรู้ แล้วเหตุไฉนท่านถึงปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต นี่คือ คําถาม นี่คือหัวใจที่วันนี้ผมจึงจําเป็นต้องอภิปรายครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอ อนุญาตใช้เอกสารนะครับ ซึ่งก็มีฟิวเจอร์ บอร์ด (Feature board) อยู่ประมาณ ๒๑ แผ่น แล้วก็มีพาวเวอร์ พ้อยท์ (Power point) นะครับ ๒๑ ภาพเช่นกันครับ ได้ผ่านการตรวจสอบ โดยคณะกรรมการมาเรียบร้อยแล้วครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ ภาพที่ ๑ ผมขึ้นบนจอ นะครับ แต่ถ้าไม่ชัดก็สามารถซูม (Zoom) ที่นี่ได้ครับ ผมจะพยายามเอ่ยถึงบริษัทข้างนอก ให้น้อยที่สุดครับ บริษัท ม ม้าครับ จําหน่ายปุ๋ยเคมีและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พูดง่าย ๆ ครับต้องติดต่อกับกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์แน่นอน ผู้ที่ไปร้องที่โรงพักบางพลัดก็คือ นางภัทราพัฒน์ รุ่งเรืองโรจน์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นหุ้นส่วนสามัญแบบไม่จดทะเบียน โดยดํารงตําแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายการตลาดและยุทธศาสตร์การขายครับ ภาพต่อมาครับ ท่านประธานครับ อันนี้คือหนังสือรับรองของบริษัท ม ม้านะครับ แล้วก็หนังสือรับรอง การเป็นหุ้นส่วนและนามบัตรแสดงตําแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง พูดง่าย ๆ คือผู้หญิงคนนี้ มีตัวตนจริงและไปแจ้งความจริงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ภาพที่ ๓ ครับ ผู้หญิงคนนี้ ดํารงตําแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายการตลาดและยุทธศาสตร์การขายครับ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คือการทําสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์การเกษตร ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชกับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ครับ โดยนางภัทราพัฒน์ รุ่งเรืองโรจน์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ได้ระบุ ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่ยื่นต่อผู้กํากับสถานีตํารวจนครบาลบางพลัดว่า ผมสรุป คร่าว ๆ นะครับว่า หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด ม ม้าครับ มอบหมายให้ข้าทํา ทุกวิธีการเพื่อให้ หจก. ม ม้า ได้เข้าทําสัญญาซื้อขายปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และได้ออกเงิน ให้แก่ข้าเพื่อส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนําไปซื้อบ้านและที่ดินให้กับผู้มีอํานาจ โอ้โห ท่านประธานครับ ข้อกล่าวหานี้รุนแรง หนักหนาสาหัส เพราะผู้ร้องอ้างถึงว่าได้นําเงินไปให้ผู้มีอํานาจ และผู้มีอํานาจนี่เอาเงินนี้ ไปซื้อบ้านและที่ดินครับ แต่ถ้าเอ่ยแค่นี้ครับมันไม่เพียงพอครับ มันไม่ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นครับท่านประธานตามผมมาครับ ผมนี่มีนิสัยชอบเป็นนักสืบอยู่แล้วครับ ไม่พลาดสายตาทีมงานสายล่อฟ้าครับ ผมได้ติดตามเบื้องต้นครับ ดูแลต ลอง (Lat/Long) ของที่อยู่บ้านและที่ดินที่นี่ว่าอยู่ตรงไหนครับ ก็ต้องพึ่งกูเกิ้ล แมพส์ (Google map) ครับ แมพดาวเทียมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือภาพดาวเทียมนะครับ จะเห็นว่า บริเวณที่ผมกําลังจะพูดถึงนี้ครับ อยู่ที่ตําบลท่าทราย สนามบินน้ําครับ และที่เห็นจุดแดง ๆ อยู่ ๒ จุดคงเห็นไม่ชัดนะครับ เดี๋ยวให้กล้องซูมมาที่ผมถือดีกว่าจะชัดกว่าครับ นี่นะครับ ดูทางนี้นะครับ นี่ก็คือบ้านสนามบินน้ํา แล้วก็บ้านเป้าหมายของเรา อยู่บ้านเลขที่นี้ครับ ๓๓๗/๔๗ นี่ครับ ซึ่งผู้ร้องอ้างว่านี่เป็นบ้านและที่ดินที่เขาซื้อให้กับผู้ที่มีอํานาจ ซึ่งเป็น คนใกล้ชิดสนิทสนมกับบริวารของท่านนายกรัฐมนตรี เป็นข้อหาที่ผมบอก มันร้ายกาจมาก เพราะฉะนั้นผมต้องสืบเสาะข้อเท็จจริงว่ามันไปอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ท่านประธานครับ ตามผมมาครับ ไกลกว่านี้ผมลงทุนครับจ้างคนไปถ่ายรูปครับ เดี๋ยวท่านประธานจะไม่เชื่อ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกจะไม่เชื่อครับ เราไปที่คฤหาสน์แห่งนี้ครับ บ้านเศรษฐสิริครับ สนามบินน้ํา ผมมีดวงต้องพาดพิงถึงกลุ่มแสนสิริเป็นประจําครับ แต่วันนี้พาดพิงไปในแง่ที่ดีครับ นี่คือ หมู่บ้านเศรษฐสิริครับ สนามบินน้ํา เป็นหมู่บ้านซึ่งมีการถูกกล่าวหาว่ามีการซื้อบ้านและที่ดิน ให้กับผู้มีอํานาจในทีนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ภาพต่อไปก็คือที่ดินและบ้านซึ่งถูกกล่าวหา ว่าเป็นของกํานัลให้กับผู้มีอํานาจโดยการจ่ายสินบนที่ได้มีการแจ้งความไว้ที่โรงพักบางพลัด ท่านประธานครับ ผมให้คนแอบเข้าไป เพราะเป็นหมู่บ้านครับ ตื่นเต้นมากครับ ต้องผ่านยาม เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา สุดท้ายรีบถ่ายรูปครับ บ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ ครับ ที่ผมวงเอาไว้ จริง ๆ ผมเข้าใจว่าเจ้าของเดิมก็คงจะรู้มาบ้างนะครับ เพราะว่ามีการแจ้งความที่โรงพักก็เลยทําเป็น ติดขายว่าบ้านใหม่ให้เช่าครับ มีติดป้ายไว้ แต่ว่าถ้าท่านประธานดูให้ดีครับบ้านใหม่ให้เช่า แต่ไฉนถึงมีรถอยู่ในนั้นครับ ยังทําไม่เนียนครับ ไม่ผ่านสายตานักสืบแบบผม แต่ที่น่าแปลกใจ ครับท่านประธานพอคิดถึงหมู่บ้านเศรษฐสิริผมก็คิดว่าชื่อนี้มันคุ้นครับ เคยเห็นที่ไหน มีใครเคยพูดถึงหรือเปล่า ผมเป็นคนที่ติดตามทีวีแดงมาโดยตลอดครับ เพราะเพื่อนสมาชิก เราหลายคนเป็นพิธีกร เอเชียอัพเดท หรือที่ผมเรียกว่าเอเชียอาบแดดครับ ผมเคยดู หลายรายการนะครับ มีพาไปดูบ้านคนโน้นคนนี้ เดี๋ยวพาไปดูบ้านคุณจตุพร บ้านคนโน้น คนนี้ผมก็จําได้ว่ามันมีคนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่บริเวณนี้ครับ ก็เลยให้นักสืบของผมลอง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูสิบ้านใครที่ใหญ่ ๆ โต ๆ อยู่แถวนั้นครับ ปรากฏว่าแจ็คพอท (Jackpot) บ้านคนคนนั้นเต็มไปด้วยตํารวจ นักสืบที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตกใจครับ ถามผมให้ผมไปหาบ้านใคร ผมบอกไม่เป็นไร ถ่ายรูปมา เขาบอกถ่ายยากเหลือเกินตํารวจ อยู่เต็มเลย ผมบอกพยายามหน่อยปรากฏเขาทําสําเร็จครับ นี่ครับ คือบ้านหลังนี้ครับ ท่านประธาน เดี๋ยวขึ้นจอให้เห็นชัด ๆ ครับ ๓๓๗/๗๒ ครับ หมู่บ้านเศรษฐสิริ สนามบินน้ํา เจ้าของบ้านเดินมาพอดีครับ บ้านสวยครับ ผมเห็นแล้วยังอิจฉาครับ อยากให้สถาปนิก มาออกแบบบ้านอย่างนี้ครับ แล้วก็รักษาความเป็นเอกลักษณ์ของคนเสื้อแดงครับเพราะเป็น แกนนําเสื้อแดง มีมอเตอร์ไซค์สีแดง ๒ คันจอดอยู่หน้าบ้านครับ คือถ้าผมบอกว่านี่เป็นบ้าน ของคุณณัฐวุฒิ คุณก็อาจจะไม่เชื่อผมก็ไปดูบัญชีทรัพย์สินครับว่าบ้านหลังนี้มันใช่ของ รัฐมนตรีณัฐวุฒิหรือเปล่า ปรากฏว่ามีทรัพย์สิน ท่านประธานดูครับ ลงไว้ว่าคู่สมรส ชื่อ และชื่อสกุล นางสิริสกุล ใสยเกื้อ เลขบัตรประจําตัวซอย ๓ ถนนนนทบุรี ตําบลท่าทราย อําเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ครับ ปรากฏว่าประชาชน ที่อยู่ครับ เลขที่ ๓๓๗/๗๒ หมู่บ้านเศรษฐสิริ บ้านทั้ง ๒ หลังอยู่ใกล้เคียงกันครับ ท่านประธานดูกูเกิล แม็ปดาวเทียม ท่านประธานเห็นไหมครับ บ้านของรัฐมนตรีอํามาตย์เต้น ขอเรียกนะครับ เลขที่ ๓๓๗/๗๒ ส่วนบ้านหลังที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรับเงินและมีการซื้อบ้านให้ อยู่ที่บ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ ครับ
มีผู้ประท้วง เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ บอกข้อบังคับด้วย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับข้อที่ ๖๑ เสียดสี ใช้คําพูดกล่าวหาว่า อํามาตย์เต้น ผมเป็นอดีตตํารวจมาก่อน เรื่องที่จะเล่าผมรู้หมดแล้ว เพราะผมเคยเป็นตํารวจ มาก่อน จะให้ผมพูดก่อนก็ได้ครับ ประเด็นอย่างนี้
พอแล้ว เดี๋ยวผมวินิจฉัย นั่งลงครับ พอแล้ว ไม่เป็นไรครับ นั่งลงครับ ท่านเต้นก็อยู่ข้างบน เดี๋ยวให้ท่านตอบกันเอง คุณไม่ต้องยุ่ง เชิญท่านศิริโชคครับ
ท่านประธานครับ อํามาตย์เต้นเขารับผิดชอบ เองครับ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมบอกบ้านนี้อยู่ใกล้เคียงกันครับ พูดง่าย ๆ นะครับ ผมก็พยายามคิดจินตนาการว่าถ้าเราอยากได้บ้านสักหลัง โดยจิตวิญญาณของคนทั่วไป ก็มักจะซื้อบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านของตัวเองครับ เพราะรู้จักคุ้นเคยอยู่ในละแวกนั้น อันนี้คือตั้งข้อสังเกตของนักสืบที่ดี อยู่ดี ๆ อยู่หมู่บ้านเศรษฐสิริแต่ไปซื้ออยู่ที่หมู่บ้าน แถวหนองแขมมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ก็ต้องมีบ้านสวย ๆ แถวนั้นประกาศขายหรือไม่ ก็น่าสนใจครับ เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องตามให้มันลึกลงไปกว่านั้นครับ เพราะถ้าแค่นี้ เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกบอกว่าอย่างนี้ผมก็รู้ กระจอก ผมยืนยันครับว่าทีมงานสายล่อฟ้า ไม่กระจอกครับ เราเจาะลึกครับ นี่ครับโฉนดที่ดิน
ท่านพิเชษฐ์ประท้วงเรื่องอะไรอีกครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านอภิปรายไม่ได้อยู่ในญัตติ แล้วถ้าท่าน อภิปรายต่อไปท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิก็จะต้องลุกขึ้นมาตอบนะครับ เพราะว่าพาดพิงไปถึงบ้าน ถึงเคหะสถานซึ่งอาศัยอยู่ จริง ๆ แล้วก็อาจจะชักนําให้เกิดอันตรายต่อท่านณัฐวุฒิก็ได้ ทีนี้ผมคิดว่าการที่ท่านอภิปรายตรงนี้มันจะทําให้เสียเวลาท่านผู้อภิปรายท่านอื่น ขอให้ท่าน เข้าประเด็นด้วยนะครับ เดี๋ยวจะมาหาว่าเวลาไม่มี คนอื่นไม่ได้พูดเดี๋ยวมีปัญหาประท้วงกัน ตอนท้าย ๆ อยากให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยและบอกให้กระชับเข้าประเด็นด้วยครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับท่านประธาน
เขาได้เวลามา ๔๕ นาที ให้เขาใช้เวลาเขา เขาพาดพิงนี้ก็ดีแล้ว ท่านเต้นจะได้ตอบได้เต็มที่ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าผมอยู่ ในประเด็นครับ เพราะว่าญัตติของอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้เขาบอกว่านายกรัฐมนตรีปล่อยปละ ละเลยให้มีการทุจริต ผมกําลังชี้ให้เห็นว่าการทุจริตมันเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร ใจเย็น ๆ ครับ อันนี้มันเป็นหนังนักสืบ มันต้องค่อย ๆ เปิดทีละปม เปิดทีละปม เพื่อท่านจะได้เกิดความเข้าใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ไปหาโฉนดที่ดินมาครับว่าโฉนดที่ดินมันเป็นชื่อใคร เขามี ความเกี่ยวข้องอย่างไร ก็ไปได้โฉนดที่ดินมาครับ ท่านประธานดูนะครับ ผมถ่ายทั้งหน้าทั้ งหลังให้ดู โฉนดที่ดินนี้คร่าว ๆ นะครับก็คือ บริษัท แสนสิริ ขายให้กับ นางเอื้อมพร หนูรอด เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๘ ต่อมา นางเอื้อมพร หนูรอด ก็ขายให้ นางเพ็ญแข เจตประสิทธิ์ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เมื่อไม่นานมานี้เอง ท่านจําชื่อ เพ็ญแข เจตประสิทธิ์ ให้ดีนะครับ ผมพูดชื่อนี้รู้สึกว่าจะได้รับปฏิกิริยาจากท่านอํามาตย์เต้นพอสมควรนะครับ ท่านประธานครับ ตามผมมาครับ นี่คือหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเมื่อปี ๒๕๔๘ ผมมันต้อง เจาะลึกครับ ให้มันลึกไปจนถึงต้นตอว่ามันเกิดอย่างไร นี่คือหนังสือซื้อขายที่ดินเมื่อปี ๒๕๔๘ บริษัท แสนสิริ ขายให้กับ นางเอื้อมพร หนูรอด โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทําสัญญากัน ดังต่อไปนี้ครับ
ข้อ ๑ ผู้ขายยอมขายที่ดินแปลงที่ดังกล่าวข้างบนนี้ทั้งแปลงแก่ผู้ซื้อเป็นราคา ๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท ครับ ท่านประธานจําราคาให้ดี ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ต่อมาครับ เวลาไปซื้อขายที่ดินมันต้องมีการประเมินราคาทรัพย์สินกรมที่ดินในขณะนั้นก็ประเมินราคา ทรัพย์สินตามที่ผู้ซื้อได้แจ้งเอาไว้ครับ เพราะถือว่าเป็นราคาที่ถูกต้อง ก็คือ ๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท พูดง่าย ๆ เราก็สันนิษฐานได้ว่าถ้าเขาไม่โกงภาษีนี้ครับ ก็คือว่าก็มีการซื้อขายกันที่ราคา ๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท และการซื้อขายที่ดินราคา๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐-๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทนี้ ธรรมดาเขาก็ไม่ซื้อเงินสดกันครับ เพราะใครจะไปถือเงินสด ผมเชื่อว่าท่านประธาน ก็มีการซื้อขายที่ดิน ส่วนใหญ่ก็ทําแคชเชียร์เช็ค (Cashier Cheque) ครับ อันนี้ก็จะเห็น แคชเชียร์เช็คนะครับ ๑๔ มีนาคม๒๕๔๘ จ่ายให้บริษัท แสนสิริ นะครับ แคชเชียร์เช็ค ตอนสมัยปี ๒๕๔๘ นะครับ ทีนี้สิ่งที่ตื่นเต้นกําลังจะเกิดขึ้นครับ ปี ๒๕๕๕ ที่ดินแปลงนี้ มีการโอนขายกันครับ เมื่อวันที่ ๑๘ธันวาคม ปี ๒๕๕๕ ที่มีคนไปร้องที่โรงพักครับ บอกว่า ได้เอาเงินนี้มาเพื่อจ่ายให้กับคนสนิทเพื่อที่จะได้มาซึ่งสัญญาซื้อขาย ปุ๋ยครับ ท่านประธาน ที่เคารพ หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินครับระหว่างนางเอื้อมพร หนูรอด กับ นางเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ ข้อ ๑. ผู้ขายยอมขายที่ดินแปลงที่กล่าวข้างบน
เดี๋ยวครับมีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วง ท่านผู้กําลังอภิปรายตามข้อ ๖๑ นะครับ ท่านเองได้กล่าวพาดพิงบุคคลที่สามในทางที่น่าจะ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งผมเองก็รู้จักบุคคลนี้และเป็นคนที่มีฐานะ เป็นนักธุรกิจ ด้วย มีเงินหลายร้อยล้านบาทนะครับ ฉะนั้นการที่ท่านได้กล่าวพาดพิงบุคคลที่สาม ทําให้ เขาเสียหายนั้นท่านประธานกรุณาควบคุมด้วย
และประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังตั้งแต่นาทีแรกจนถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวพันกับท่านนายกรัฐมนตรีเลย ถ้าหากว่าท่านเองพุ่งเป้าที่จะอภิปราย ไม่ไว้วางใจคุณณัฐวุฒิ ทําไมไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณณัฐวุฒิเสียเลยละครับ ท่านจะได้มี โอกาสชี้แจงอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าซัดเขาเต็มที่แล้วก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ชี้แจง เวลาเขาจะเอ่ย หรือชี้แจงเรื่องพาดพิงท่านก็ประท้วงอีก
เดี๋ยวผมวินิจฉัยครับ คือ ได้เคยวินิจฉัยในสภาหลายครั้งว่าไม่ควรกล่าวถึงบุคคลภายนอก โดยไม่จําเป็น แต่ถ้าไปกล่าวหาเขานี่ ถูกฟ้องร้องต้องรับผิดชอบทางคดีเอาเองนะครับ ก็พูด ทุกครั้งก็เหมือนเดิมทุกครั้งนี่ครับ ส่วนที่ได้พาดพิงท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ ก็จะปฏิเสธไม่ได้ ไม่ให้เขาใช้สิทธิพาดพิง ก็ต้องใช้เต็มที่ ผมควบคุมอยู่ครับ ต้องให้ชี้แจงอยู่แล้วครับ เพราะพาดพิง ผมจดทุกประเด็นไม่ต้องห่วงครับ ผมควบคุมอยู่ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ฟังผมต่อนะครับ เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะสับสนนะครับ เมื่อปี ๒๕๔๘ ที่ดินแปลงนี้พร้อมบ้านขายในราคา ๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท พอมาปี ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ไฉนราคามันลดลงเหลือ ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาทครับ ต้องมีอํานาจจริง ๆ นะครับ สามารถบังคับให้กรมที่ดินประเมินราคา ที่ต่ํากว่าที่เคยประเมินไว้เมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วครับ ผมถามท่านประธานครับ ที่ดินแถว สนามบินน้ํานี่ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ นี่ ๘ ปีให้หลังนี้ราคามันลดลงหรือครับ ถ้าลดลงนี่ผมจะขอซื้อ บ้านท่านณัฐวุฒินะครับ ขายไหมครับ ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผมถึงบอกท่านนะครับว่ามันมี ความผิดปกติเกิดขึ้นครับ ที่ดินแปลงนี้ครับ ขายเมื่อปี ๒๕๔๘ ผมย้ําอีกทีหนึ่งครับ ๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท พอมาปี ๒๕๕๕ ครับ ที่ดินแปลงนี้ราคาลดลงเหลือ ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน มีอํานาจจากไหนครับ ที่สามารถเกลี้ยกล่อมให้เจ้าหน้าที่ ที่ดินยอมประเมินราคาที่มันต่ํากว่าปกติ แล้วก็แทบเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะมันมีแลนด์มาร์ค (Land Mark) มาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ว่าจะต้องอยู่ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินครับ ท่านประธานดูสิครับ เขียนชัดครับว่า ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท มันเกิดอะไรขึ้นละครับ ทําไมราคามันลดได้ครับ ไหนท่านนายกรัฐมนตรีเชี่ยวชาญเรื่องอสังหาริมทรัพย์ บอกพวกเราตลอดว่าราคาที่ดิน เศรษฐกิจดีมันก็แพงขึ้น แพงขึ้น แพงขึ้น แต่ไฉนรายการนี้มันลดลง ลดลง ลดลงครับ ๘ ปี จาก ๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท เหลือ ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผมตั้งข้อสังเกตเป็นการแสดงราคาที่มันต่ําเพื่อที่จะประหยัดภาษีหรือไม่ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นของการอภิปรายวันนี้อยู่ตรงนี้ครับ เส้นทางการคอร์รัปชันโอนย้าย บ้านและที่ดินครับ หมู่บ้านเศรษฐศิริ สัญญาซื้อขายกับนางเอื้อมพร หนูรอด นางเอื้อมพร หนูรอด สัญญาซื้อขายกับเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ ครับ เพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ เป็นตัวแทน ของใครครับ อันนี้คือคําถามที่เราต้องถามครับ แล้วเป็นคําถามที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ต้องการคําตอบ เมื่อพี่น้องประชาชนต้องการคําตอบ ก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องหาคําตอบ ครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปตามว่าบุคคลที่ชื่อเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ นี้เขาคือใครครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ มีภาพคุณเพ็ญแขอยู่ครับ แต่ว่ากรรมการบอกให้ปิดหน้า ผมก็ปิดครับ แต่ว่าหลัก ๆ นะครับ มาดูที่บอร์ดที่ผมถือดีกว่าครับจะได้ชัดกว่า นางเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ อันนี้ก็คือเพิ่งไปคัดมานะครับ อยู่บ้านเลขที่ ๕๒ สุขสวัสดิ์ ๒๖ แยก ๙ บางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ นางเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ ๕๒ สุขสวัสดิ์ ๒๖ แยก ๙ บางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร แต่บอกแค่นี้คนก็ยังงงครับ แล้วเขาคือใครละครับ ผมก็ต้องเฉลยให้ท่านประธานดูนะครับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานคงรู้จักคน ๆ นี้ดีครับ ผมเชื่อว่า ท่านอํามาตย์เต้นก็รู้จักดีครับ นายสมหวัง อัสราษี รู้จักไหมครับ ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พูดง่าย ๆ คือเป็นเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ครับ บุคคลคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับ นางเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ เพราะคนละนามสกุลกัน นึกว่าจะตบตาผมได้หรือครับ คนละนามสกุลกัน ไม่ได้หรอกครับ นายสมหวัง อัสราษี บ้านอยู่ที่ไหนครับ ๕๒ สุขสวัสดิ์ ๒๖ แยก ๙ บางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กทม. บิงโก (Bingo) ครับ ที่อยู่เดียวกันเลยครับ เพ็ญแขกับสมหวัง อยู่บ้านเลขที่เดียวกัน ๕๒ สุขสวัสดิ์ ๒๖ แยก ๙ บางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กทม. นายสมหวัง อัสราษี แกนนํา นปช. ครับ นายทุนใหญ่ สมัยท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ เป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เป็นเลขานุการ พอย้ายมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ก็มาเป็นเลขานุการเหมือน ทีนี้ท่านประธานคงสงสัย อ้าว แล้วเขา อยู่ด้วยกันแล้วนามสกุลมันไม่เหมือนกันมันแปลว่าอะไรครับ ถ้าผมปล่อยให้มันเป็นข้อกังขา แบบนี้ก็เรียกว่าทํางานไม่สุดซอย ก็เลยต้องทําให้มันสุดซอยเหมือนกันครับ ท่านประธานครับ ด้วยความยากลําบาก แต่นักสืบทีมสายล่อฟ้าเก่งครับ นี่ครับ ไปคัดเอา ทะเบียนการหย่าครับ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่แปลกมากครับ คุณสมหวัง อัสราษี สมรสกับคุณเพ็ญแข อัสราษี เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๓๐ ที่แปลกเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะหลังจากที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ปรากฏว่าสามีภรรยาคู่นี้อยู่กันมาเป็นเวลา ๓๐ กว่าปีครับ อยู่ดี ๆ เกิดหย่ากัน หลังจากที่คุณยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีครับ และไม่นานต่อมาครับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรืออํามาตย์เต้น ก็มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมตั้งข้อสังเกต อย่างแบบแปลก ๆ แต่ไม่เป็นไรครับ เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องตัดสินครับ แต่พูดแค่นี้มันก็ ยังโยงไม่ถึงว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรครับ ผมก็เลยต้องเรียนท่านประธานครับว่า ในบันทึก แจ้งความนะครับ ที่ผู้ร้องได้ร้องไปที่โรงพัก ผมขออนุญาตอ่าน เมื่อข้าได้รับมอบหมาย ดังกล่าว ข้าได้นําเงินสดไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง และได้นําไปซื้อทรัพย์สิน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตามความประสงค์ของนายเขา นะครับ จะไม่เอ่ยชื่อว่าเป็นใคร และในวันที่ ๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ ได้นําเงินไป ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๗๗๖ ซึ่งผมได้แสดงให้ท่านประธานได้เห็นแล้ว ตําบลท่าทราย อําเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ ๓๓๗/๔๗ หมู่บ้านเศรษฐสิริ ถนนนนทบุรี ตําบลท่าทราย อําเภอนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้แก่นางสิริสกุล หรือแก้ม ใสยเกื้อ เกี่ยวข้องเป็นภรรยาของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่ระบุชื่อนางเพ็ญแข อัสราษี หรือเจตน์ประสิทธิ์ เป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินไว้แทน โอ้โฮ ท่านประธานครับ เริ่มเห็นความโยงใย ความเกี่ยวเนื่องกันหรือยังครับ แต่ถ้าพูดแค่นี้เขาก็บอกว่ามันก็กล่าวอ้างกันได้ เลขานุการ อาจจะต้องการอยู่ใกล้ ๆ กับรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นเราต้องตามลึกไปกว่านั้นครับท่านประธาน เพราะหลังจากที่มีการโอนขายบ้านในวันที่ ๑๘ ธันวาคมครับ น้องแก้มได้ไปสั่งซื้อแอร์ ผมขอ อนุญาตท่านประธานครับ เพราะว่าน้องแก้มได้ไปสั่งซื้อแอร์ที่ห้างหุ้นส่วนจํากัด เอสพีแอร์ มีเบอร์โทรศัพท์พร้อมนะครับ ในนามคุณแก้มครับ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ นามคุณแก้ม ที่อยู่ ๓๓๗/๔๗ หมู่บ้านเศรษฐสิริ ถนนสนามบินน้ํา นนทบุรี ๒ ชุด แอร์มิตซูบิชิเบอร์ ๕ ขนาด ๑๒,๕๐๐ บีทียู ราคา ๑๙,๕๐๐ บาท ๒ ยูนิต ก็เป็น ๓๙,๐๐๐ บาท ๑ ชุด แอร์มิตซูบิชิ เบอร์ ๕ ๑๘,๐๐๐ บีทียู ๒๘,๐๐๐ บาท ๒ ชุด แอร์มิตซูบิชิเบอร์ ๕ ๒,๔๐๐ บีทียู ๔๑,๐๐๐ บาท เป็น ๘๒,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้นครับ ๑๔๙,๐๐๐ บาทถ้วน ส่งในนามคุณแก้มครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานถ้าถามคุณณัฐวุฒิว่าน้องแก้มคือใคร คือชื่อเล่นของภรรยาของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ท่านประธานครับ บิลแอร์นี้ระบุว่าเป็นบ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ ครับ ที่บอกว่า เป็นโฉนดที่ดินของคุณเพ็ญแขครับ แต่เวลาเขาส่งแอร์เขาส่งให้คุณแก้มครับ ชัดไหมครับ ถ้าไม่ชัดมีมากกว่านี้ครับ ตามผมมาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกําลังกล่าวหาว่า ท่านนายกรัฐมนตรีบกพร่องในหน้าที่ครับ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน เกิดขึ้น มีหลักฐานโยงใยชัดเจนครับ และผมกล้าพูดว่ารัฐมนตรีณัฐวุฒิก็รับทราบเรื่องนี้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะหลังจากที่มีการติดตั้งแอร์ไปแล้วมีการต่อเติมบ้าน ไม่ต้องยิ้มครับ เรื่องจริงครับ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม วันที่ ๒๔ ซื้อแอร์ วันที่ ๒๖ ธันวาคม ก่อสร้างเพิ่มเติม ท่านประธานดูเลยครับ บริษัท วัฒโนชา การก่อสร้าง จํากัด เลขที่ ๕๕/๑๘๖ หมู่ ๖ ถนนงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐ โทรศัพท์มีพร้อมครับ ขอเบิกเงินงวดที่ ๓ ครับ หน่วยงานครับ ให้มันชัดครับ บ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ หมู่บ้าน เศรษฐศิริ สนามบินน้ําครับ วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ รายการที่ ๑ ครับ งานสีฝ้าภายใน และภายนอกอาคาร ๑ งาน ๖๐,๐๐๐ บาทครับ ๒. งานจัดสวนครับ ๑ งาน ๕๐,๐๐๐ บาท ๓. ค่าวอลล์เปเปอร์ (Wallpaper) ๑ งาน ๕๐,๐๐๐ บาท ๔. ค่าแรงรื้อวอลล์เปเปอร์เก่า ๑ งาน ๓๐,๐๐๐ บาทครับ ๕. งานติดตั้งม่านทั้งหลัง ๑ งาน ๕๐,๐๐๐ บาท ๖. งานติดตั้ง มุ้งลวด ๑ งาน ๗๐,๐๐๐ บาท ๗. ค่าทําสีพื้นบันได ๑ งาน ๔๕,๐๐๐ บาทครับ และ ๘. ครับ ค่าแรงเก็บทําความสะอาด ๑ งาน ๑๕,๐๐๐ บาท ๙. ค่าแรงพนักงานและควบคุมงาน ๑ งานครับ ๑๒,๐๐๐ บาท และ ๑๐. ครับ ผมต้องเรียกว่าบิงโกครับ ค่าแรงทําสวนที่บ้าน คุณณัฐวุฒิครับ ๑ งาน ๒๕,๐๐๐ บาท ทั้งหมดเขาบอกว่าเป็นงานบ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ หมู่บ้านเศรษฐศิริครับ อย่ามาอ้างผมนะครับว่าบิลนี้หมายถึงบ้านของอีกหลังหนึ่งนะครับ เพราะบิลนี้มันชัดเจนครับว่าเป็นบิลที่ออกให้บ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ ซึ่งเป็นบ้านที่มีคนกล่าวหา แล้วได้ไปแจ้งความไว้ที่โรงพักที่บางพลัดครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้นะครับท่านรัฐมนตรี ต้องรับทราบครับ แต่ท่านอาจจะไม่ได้ทําเองครับ แต่ท่านรับทราบครับ ทั้งหมดท่านประธาน ที่เคารพครับ นายกรัฐมนตรีพูดกับพี่น้องประชาชน ต่อต้านคอร์รัปชัน ถ้าที่ไหนมีการทุจริต มีการคอร์รัปชันจะดําเนินการครับ เรื่องนี้ครับมันเกิดกับบุคคลใกล้ตัวครับ เกิดกับคนสนิท ใกล้ตัวครับ เป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาครับ อยู่ในคณะรัฐมนตรีเดียวกันครับ จะบอกว่า ไม่เห็นได้อย่างไรครับ จะบอกว่าไม่รู้ได้อย่างไรครับ อยู่ใต้ตําตาครับ หลักฐานทั้งหมดที่ผม นํามานี้ครับไม่ใช่หลักฐานที่มันเมค (Make) ขึ้นมาครับ เป็นหลักฐานที่เขาเอาไปแจ้งความ ไว้แล้วครับ เพียงแต่ท่านได้มีการเจรจายอมความกัน และเป็นหลักฐานที่เราไปคัดมาจาก สํานักงานที่ดินครับ มีการไปถ่ายรูป มีการไปดูร่องรอยต่าง ๆ จนสุดท้ายสามารถสรุปได้ว่า ข้อเท็จจริงก็ได้ปรากฏตามที่ผมได้นําเสนอให้ท่านประธานได้เห็นครับ เพราะฉะนั้นผมถึงกล้า บอกกับท่านประธานว่าญัตติที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นําเสนอนี้ครับเป็นญัตติที่อภิปราย ไม่ไว้วางใจตัวนายกรัฐมนตรีครับ เพราะเมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กทช. เป็นผู้บริหาร สูงสุดที่ดูแลสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เรื่องนี้ได้มีการแจ้งความไว้แล้ว ไฉนนายกรัฐมนตรี จะไม่รู้ครับ แล้วถ้านายกรัฐมนตรีรู้แล้วทําไมถึงปล่อยปละละเลยครับ เมื่อเห็นเช่นนี้ครับ ทําไมไม่ดําเนินการ ทําไมไม่จัดการ ปล่อยให้พี่จตุพรของผมเศร้าหงอยอยู่ครับ เพราะฉะนั้น ครับท่านประธาน กระผมก็จะไม่ใช้เวลามากกว่านี้ครับ เพราะถือว่าข้อมูลที่อภิปรายไปนั้น คงจะทําให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นข้อเท็จจริงว่าท่านได้ปล่อยปละละเลยจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นกระผมจึงไม่สามารถที่จะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นะครับ ให้บริหารราชการแผ่นดินได้อีกต่อไปเนื่องจากท่านปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งเสริม ปกป้องการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง ความร่ํารวยของครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือ อีกทั้งครับ การทุจริตยังแพร่กระจายไป ทุกหย่อมหญ้า กระทบทั้งระบบคุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรม ค่านิยมแห่งความถูกต้อง ดีงามของสังคมไทย ขอบคุณครับ
ท่านถูกพาดพิง เชิญเต็มที่
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมต้อง ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง แล้วก็คาดหวังว่าท่านประธานจะได้กรุณาให้เวลาผมตามสมควร สําหรับเรื่องนี้ เพราะว่านี่เป็นการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แต่ตลอดระยะเวลาของการอภิปรายเพื่อนสมาชิกก็ได้กรุณาอภิปรายภรรยาผม อภิปราย ภรรยาของนายสมหวัง อัสราษี ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผมยินดีที่จะรับการตรวจนะครับ เป็นแต่เพียงผมไม่นึกว่าท่านจะใช้วิธีการแบบนี้ แต่ก็เอาละครับเมื่อท่านใช้สิทธิแล้วก็พร้อม ที่จะรับผิดชอบทุกอย่างผมก็มีหน้าที่ชี้แจงอธิบายข้อเท็จจริง จริง ๆ เพื่อนสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์มาป้วนเปี้ยนกับเมียผม เมียคุณสมหวัง ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าไรครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าผมก็มีความจําเป็นละครับ ในเมื่อท่านป้วนเปี้ยนแล้วผมก็ต้อง ปกป้องความบริสุทธิ์ ความโปร่งใสของครอบครัว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรานั่งฟัง เมื่อสักครู่ก็อาจจะไปเข้าใจว่านี่เป็นนิยายนักสืบอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาอภิปราย ซึ่งแน่นอนครับคนอย่างผมบนเส้นทางการเมืองนี้ ถูกตรวจสอบ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ชอนไช มาแล้วครบถ้วนก็ยังยืนอยู่เวลานี้นะครับ แน่นอนท่านเป็นนักการเมืองก็เหมือนกันนะครับ คนเขาก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลังจากท่านเข้ามาดํารงตําแหน่ง พ้นจากตําแหน่งไปแล้ว หนี้หายไป ๑๕๐ วาระ ท่านก็เคยถูกตรวจสอบก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านก็มีหน้าที่อธิบาย เหมือนที่ผมกําลังทําหน้าที่ผมอยู่วันนี้
ประการแรก ท่านประธานที่เคารพครับ บ้านเลขที่ ๓๓๗/๗๒ ที่ท่านบอกว่า ได้มอบหมายนักสืบสายล่อฟ้าแอบถ่าย ลึกลับตื่นเต้น จริง ๆ มันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย คนรู้กันทั้งโลกครับว่าบ้านผมอยู่ตรงนั้น ผมยื่นบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช. เขาเปิดตั้งแต่ รับตําแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ผมซื้อบ้านหลังนี้ด้วยน้ําพักน้ําแรงของผมเมื่อต้นปี ๒๕๔๘ เงินดาวน์ (Down) นี้ตอนนั้นผมขับรถเบนซ์ (Benz) เป็นนักพูด เป็นอาจารย์ เป็นวิทยากร บรรยายครับ หาสตางค์เองได้ตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี อายุ ๒๐ ปีปลาย ๆ ก็ซื้อบ้านได้ เอาเงินนั้น ละครับไปรีไฟแนนซ์ (Refinance) มาดาวน์บ้าน แล้วก็ผ่อนบ้านเ ดี๋ยวนี้ก็ยังผ่อนอยู่ครับ ชัดเจนนะครับท่านประธานครับ นั่นบ้านผม แล้วทีหลังจะไปถ่ายภาพอย่าให้เด็กไปเที่ยวทําลึกลับ ผู้สื่อเขาไปแล้วเกือบทุกสํานัก พรรคพวก เพื่อนฝูงพี่น้องก็เขาไปเยี่ยมกันทั่ว เขาเห็นกันหมดครับ นี่ผมไม่สบายใจจริง ๆ เลยครับ เพราะว่ากลางวันบางทีภรรยาผมก็อยู่บ้านกับลูก แล้วท่านไปป้วนเปี้ยนลึกลับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเรียนต่อนะครับ ว่าบ้านหลังนั้นผมอยู่มาจนปัจจุบัน ตอนที่ผมเคลื่อนไหว ต่อสู้ร่วมกับพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงมีหน่วยข่าวของรัฐไปแอบถ่ายภาพไปดักหน้าหมู่บ้าน ก็หลังนี้ครับ ส่วนประเด็นที่ท่านหยิบยกมาอภิปรายว่าเป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง ๓๓๗/๔๗ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนให้นางเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ ประการใดอย่างไรนี้ ผมไม่ต้องอธิบาย ให้ตื่นเต้นนะครับ แต่ผมจะอธิบายชัด ๆ ตรงไปตรงมา ผมไม่ทราบว่าบ้านหลังที่พูดถึงกันนี้ เป็นของใครมาก่อน ภายหลังเมื่อประมาณสักต้นปี ๒๕๕๖ หรือว่าปลายปี ๒๕๕๕ แถวนี้ครับ ผมถึงได้ทราบว่าคุณเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ ท่านมาซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้ เท้าความนิดหน่อย ท่านประธานครับ ผมกับคุณสมหวัง อัสราษี คบหากันมา ๑๐ กว่าปี มีอุดมการณ์เดียวกัน ทางการเมืองกอดคอต่อสู้มาด้วยกัน ก็แน่นอนครับ เมื่อสามีรักใคร่ชอบพอกัน ภรรยาก็ สนิทสนมคุ้นเคย บ้านคุณสมหวังหลังใหญ่ ลูก ๆ ผมไปเล่นที่นั่นบ่อยครั้ง บ้านผมหลังเล็กกว่า แต่คุณสมหวังและครอบครัวก็มาเยี่ยมมาหาอย่างนี้เป็นปกติตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้าการเมือง ด้วยซ้ําไป ทีนี้เรื่องนี้มันมีความจําเป็นที่ผมจะต้องพูด ทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูด และเป็นเรื่องที่ผมลําบากใจที่จะพูดเพราะว่ามันเป็นเรื่องของพี่น้องผม คือครอบครัวของ คุณสมหวังท่านมีครอบครัว ๒ ครั้งครับ ท่านมีภรรยาคนแรก มีบุตรกับภรรยาคนแรก ๓ คน หลังจากนั้นมาใช้ชีวิตคู่สร้างเนื้อสร้างตัวกับคุณเพ็ญแข คนนี้ครับ มีบุตรอีก ๒ คน มันเป็น ประเด็นภายในครอบครัวที่คุณเพ็ญแขนี่ ซึ่งสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกันมากับคุณสมหวัง แล้วก็ ดูแลบริหารกิจการอย่างที่ทุกท่านทราบครับ ว่ามูลค่ากิจการของเขาหลายร้อยล้านบาทถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท เขาก็เดินชีวิตของเขามา ทีนี้เมื่อมันเกิดเป็น ๒ ครอบครัว เป็นพี่น้อง ร่วมพ่อแต่ต่างแม่ มันก็มีเรื่องภายในเขาครับ คุณเพ็ญแขเธอก็พยายามเก็บหอมรอมริบ ในส่วนที่เธอพึงมีพึงได้ แล้วก็ไปสร้างสมบัติอสังหาริมทรัพย์หรืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม ผมไม่ทราบ เอาไว้ให้ลูกของเธอทั้ง ๒ คน ผมขออนุญาตพูดเรื่องของพี่น้องซึ่งเป็นเรื่องภายใน เท่านี้ครับ เพียงแต่ฐานะแบบคุณเพ็ญแข เจตน์ประสิทธิ์ นี่ อย่าว่าแต่บ้านหลังนี้เลยครับ บ้านใหญ่กว่านี้ มูลค่ามากกว่านี้เธอก็ซื้อได้ ต่อมาครับท่านประธานครับ คุณเพ็ญแข กับภรรยาผมนี่สนิทสนมกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ไปมาหาสู่กันมาหลายปีดีดัก วันหนึ่ง มีการประกาศขายบ้านในหมู่บ้านเศรษฐสิริ ซึ่งเธอไปมาจนคุ้นเคยอยู่แล้ว ประกอบกับว่า มีโครงการรถไฟฟ้าจะแล่นผ่านถนนรัตนาธิเบศร์ จากบางซื่อไปบางใหญ่ เธอก็คาดคิดเอาว่า ซื้อเอาไว้ถ้ามีคนเช่าหรือขาย ต่อไปน่าจะได้ราคา ก็ไปตกลงซื้อ ขั้นตอนการตัดสินใจพิจารณา ไปดูไปหา ผมไม่ทราบเรื่องเลยครับ นี่เป็นความสัตย์จริง ขั้นตอนเขาไปซื้อไปโอน ผมก็ไม่รู้ เรื่อง เพราะผมก็ทํางานของผม แล้วผมก็ไม่นึกว่ามันจะเป็นประเด็นมาถึงขั้นอภิปราย ไม่ไว้วางใจในญัตติที่ท่านจะถอดถอนนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการไปซื้อบ้านหลังนี้ ราคาประเมิน เป็นประการใดอย่างไรนี่ผมตรวจสอบไม่ทัน เพราะว่าผมไม่ทราบและไม่นึกว่าท่านจะหยิบ เรื่องนี้มาอภิปรายครับ แต่เดี๋ยวตอนท้ายถ้าท่านประสงค์ที่จะคุยเรื่องนี้กันต่อนี่ ผมมีช่องทาง ที่เราจะไปพิสูจน์กัน ท่านประธานที่เคารพ พอเขาซื้อบ้านก็อย่างที่ทราบ บ้านคุณเพ็ญแขนี้ อยู่แถวทุ่งครุ แถวราษฎร์บูรณะ แถวโน้นนะครับ แล้วมาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับผม แล้วคนเราเป็นเพื่อนรักใคร่สนิทสนมกันมันจะประหลาดอะไรละครับ ถ้าจะมอบหมาย ไหว้วานให้เพื่อนสนิทช่วยดูแลตกแต่ง ช่วยดูแลในการประสานงานคนที่เขามีอาชีพนี้นี่เข้ามา ปรับปรุงสภาพให้ เงินเขาก็จ่าย แต่ว่าภรรยาผมก็บอกว่ามีกิจการอยู่ตรงนี้ บริษัทแอร์นี่เขา มาติดแอร์บ้านผมด้วยครับ รู้จักคุ้นเคยกัน บริษัทปรับปรุงเขาก็ทํามาหากินอยู่ในละแวกนั้น เขาก็มาครับ แล้วมางานนี่มันอยู่ที่บ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ เขาเป็นคนปกติดีครับ เขาทํางาน บ้านเลขที่ ๓๓๗/๔๗ เขาจะมาลงบ้านเลขที่ ๓๓๗/๗๒ ซึ่งเป็นบ้านผมได้อย่างไรละครับ ก็ลงไปตรงนั้น แล้วภรรยาผมเป็นคนติดต่อมา เขาก็เขียนชื่อลงไปว่าเป็นงานที่ใครติดต่อ ก็เท่านั้นละครับ ส่วนการทําสวนบ้านผมนี่ เดิมบ้านผมนี่หญ้านี่เป็นหญ้าธรรมชาติ เป็นหญ้า ใบใหญ่ ๆ ภาษาราชการเขาอาจจะเรียก หญ้ามาเลเซีย แต่ว่าภาษาบ้านผม คนปักษ์ใต้ เขาเรียกหญ้าปากควาย ก็มีการปลูกเอาไว้ครับ แต่ว่าฝนตกแล้วพรรคพวกไปเยี่ยมไปหา บ้านผมเยอะ นี่ในสภานี่ครับ ส.ส. พรรคเพื่อไทยไปบ้านผมนี่ ผมว่าเกือบครึ่งแล้ว ก็ตกลงกับ ภรรยาว่าเราจะเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งเป็นบ้านเล็ก ๆ ขนาด ๑๐๐ ตารางวา รวมตัวบ้านเท่านั้นนะครับบ้านผมก็เปลี่ยนจากหญ้าธรรมชาติเป็นหญ้าเทียม ภรรยาผมก็เลย บอกว่าไหน ๆ เขามาทําบ้านให้คุณเพ็ญแขแล้วก็มาทําสวนที่บ้านผมเสียด้วย เขาก็เลยรวม ในบิลเรียกเก็บเงินบิลเดียวกัน หลังจากนั้นครับท่านประธาน คนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวละคร ที่ท่านบอกว่าเข้ามาเป็นผู้ร้องเรียน เป็นคนแจ้งความอย่างที่ท่านพยายามจะแสดงเอกสาร ไปอย่างไรมาอย่างไรผมจะเล่าให้ฟัง คุณเพ็ญแขกับคุณสมรจะไปหย่ากันอย่างไร แต่งงานกัน เมื่อไรผมไม่ทราบนะครับ และผมก็ไม่คิดว่าเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทราบ ส่วนที่ท่านจะตั้งเป็น ประเด็นข้อสังเกตว่าอยู่บ้านเดียวกันแล้วทําไมนามสกุลไม่เหมือนกัน ผมว่าถ้าท่านมอง รอบ ๆ ตัวในพรรคท่านแบบนี้ก็มีมาก ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรกระมังครับ นางภัทราภัทร รุ่งเรืองโรจน์ ที่ท่านพูดถึงว่าเป็นคนร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตํารวจแล้วบอกว่าไปเอาเงินมาจาก บริษัทแห่งหนึ่งเอามาซื้อบ้านให้ผมเพื่อเรียกให้ผมหาประโยชน์ให้บริษัทเอกชนแห่งนั้น โดยใช้อํานาจหน้าที่ ท่านไปดูให้ดีสิครับว่าเรื่องนี้ใครแจ้งความใคร ใครเป็นโจทก์ ใครเป็น จําเลย ใครเป็นผู้เสียหาย ใครเป็นคนเอาเอกสารนี้มาให้ท่าน ท่านไม่ทราบหรือครับว่า นางภัทราภัทร รุ่งเรืองโรจน์ คนนี้ประวัติมีคดีฉ้อโกงถูกจับกุมมาแล้วยาวเป็นหางว่าว ท่านไม่ได้ดูเลยหรือครับว่าไปอย่างไรมาอย่างไร ไม่ได้ดูหรือครับว่าเป็นโจทก์หรือจําเลย คนที่ท่านอุ้มชูอยู่นี่ ท่านประธานครับ นางภัทราภัทรคนนี้เข้ามาพบผมโดยที่ผมไม่เคย รู้จักมาก่อน ผ่านทางคนใกล้ชิดของพรรคพวกคนหนึ่งบอกว่ามีเรื่องเดือดร้อน ผมนี่ คนพบง่ายครับ แล้วไปไหนต่อไหนคนก็พบกันทั่ว ก็มาคุยกัน ผมก็บอกว่ามีปัญหาอะไร ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป ช่วยไม่ได้ก็ต้องเข้าใจกัน หลังจากนั้นก็ไปมาหาสู่ แล้วก็ไปพาเจ้าของ บริษัท บริษัทนี้ครับ มาพบผมเข้าด้วย บอกว่าเป็นหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน อะไรก็ตาม มีหน้าที่เหมือนที่ท่านพูดครับ ทําการตลาด จัดหางาน จัดหาการจ้างของบริษัทนี้ ก็ไป ๆ มา ๆ คบหากันผมเริ่มเห็นแปลกว่าทําไมหุ้นส่วนบริษัทนี้ดูแล้วเวลาคุย คุยคนละเรื่อง เวลาพูดคุยเหมือนกับคนไม่ค่อยรู้จักสนิทสนมกัน วันหนึ่งผมก็เลยถามเจ้าของบริษัทว่านี่ท่าน ร่วมงานกันมานานหรือยัง หุ้นกันมานานหรือไม่ เจ้าของบริษัทบอกว่าไม่ได้หุ้นกัน เพิ่งรู้จัก กันไม่นาน ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ แล้วที่มาพบผมเพราะว่าเธอไปบอกว่าเป็นเลขานุการส่วนตัว ของผมจึงมาพบ ผมก็บอกว่าไม่ใช่ นับเวลาแล้วผมว่าน่าจะรู้จักใกล้เคียงกันด้วยซ้ําไป ผมก็เลยบอกว่าแล้วถ้าอย่างนี้อ้างอิงถึงผมนี่ไปพูดคุยกันอย่างไร เลยได้ทราบความถึงบางอ้อ ว่ามีการจ่ายเงิน จ่ายทอง จ่ายผลประโยชน์กันอยู่บ้าง รายละเอียดตรงนี้ผมไม่ลงลึกเพราะ เขาเป็นคดีความกันอยู่ ผมก็เลยบอกว่าผมไม่ทราบเรื่องและผมไม่เกี่ยวข้อง แนะนําให้เจ้าของ บริษัทนี้ละครับไปแจ้งความดําเนินคดี เขาเป็นโจทก์ เขาเป็นผู้เสียหาย หลังจากไปแจ้งความ ดําเนินคดีแล้วกระบวนการจะเป็นอย่างไรผมก็ไม่ได้ติดตาม ไม่ได้เข้าไปยุ่ง ไม่ได้เข้าไป ก้าวก่าย ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ คุณภัทราภัทรที่ว่าเธอจะยืนยันความบริสุทธิ์อย่างไร เรื่องของเธอ เจ้าของบริษัทนี้จะยืนยันความเสียหายอย่างไรก็เรื่องของเขา สู้กันไปตาม พยานหลักฐาน เท่านี้ละครับท่านประธาน แล้วผมเรียนท่านประธานต่อนะครับว่ากรณี ที่เกิดขึ้นนี้ถ้าหากจะเอามาอธิบายว่าเป็นการจ่ายสินบนจิ้มกล้องต่างตอบแทนให้ผม เพื่อหาประโยชน์ให้กับบริษัทนี้ เพื่อหาประโยชน์ให้กับบริษัทบริษัทนี้ เป็นบริษัทชื่อย่อ ม ผมยืนยันนะครับ หลักฐานในมือท่านชื่อบริษัทก็อยู่ในมือท่านว่าตั้งแต่ผมเข้ามามีตําแหน่ง ทางการเมืองนับจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นรองโฆษกรัฐบาล รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นโฆษกรัฐบาล รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ผมไม่เคยใช้อํานาจหน้าที่ตําแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจใด ๆ ให้กับบริษัทนี้แม้แต่สักสตางค์แดงเดียว ถ้าท่านมีหลักฐานไปหามาได้ว่าผมไปเอื้อประโยชน์ ใด ๆ ให้กับบริษัทนี้ ให้กับบุคคลที่จดทะเบียนเป็นกรรมการของบริษัทนี้ อย่าว่าแต่ผม จะลาออกจากตําแหน่งรัฐมนตรี ผมจะลาออกจาก ส.ส. ผมจะเลิกเล่นการเมืองชั่วชีวิต แต่ถ้าท่านหาไม่ได้ รับเดิมพันผมไหมครับ มันพูดกันให้ชัดสิครับท่านประธานว่าอะไรมันเป็น อะไร ตรวจสอบได้ครับ ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอะไรบ้าง ที่ผมเอื้อประโยชน์ให้ใครเขาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มีอะไรบ้างที่ผม เอื้อประโยชน์ให้ใครเขา ชี้มาชัด ๆ สิครับ จะได้สู้กัน แล้วเรื่องนี้อย่างที่ผมเรียนนะครับว่า เขาเป็นคดีความกันอยู่ในศาล เขาก็ว่ากันไปอยู่ในนั้น แต่ถ้าท่านประสงค์จะยืนยันให้ได้ว่า ผมไปเกี่ยวข้อง ไปฉ้อโกงอะไรใครเขาด้วย ผมก็พร้อมจะสู้กับท่านในศาล ผมก็พร้อมจะ ปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของผม เกียรติยศศักดิ์ศรีของครอบครัวผมอย่างถึงที่สุด ตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านศิริโชค
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฟังท่านณัฐวุฒิ นะครับ อํามาตย์เต้นนี้ก็พยายามบรรยายอธิบายนะครับ แล้วก็พยายามแสดงตลกโปกฮา ไปนะครับ เพื่อที่จะกลบเกลื่อนบางสิ่งบางอย่าง ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ที่กล่าวหาว่าผมไปหยิบเอกสารมา โดยไม่ดูข้อเท็จจริง ไม่ใช่ครับ ผมมีเอกสารที่ทั้ง ๒ คน ฟ้องร้องซึ่งกันและกันครับ ผมมีเอกสารที่บริษัทเขาฟ้องร้องผู้หญิงคนนี้ผมก็มีครับ แล้วผมก็มีเอกสารที่ผู้หญิงคนนี้ฟ้องร้องบริษัทก็มีครับ ท่านประธานฟังผมอภิปราย ก็ชัดเจนว่าเหตุผลที่มันมีการหักหลังกัน เพราะมันไม่ได้งานครับ ถ้าได้งานป่านนี้ ผมจะมาอภิปรายหรือครับ กล้วยเข้าท้องเข้าปากช้างแล้วใครจะมาบอกละครับ ที่มันเป็นเรื่องขึ้นมาเพราะมันเกิดความผิดพลาดอย่างไรครับ รัฐมนตรีถึงกล้าท้าอย่างไรครับ ผมคิดว่าท่านเคยสาบานไว้ครั้งหนึ่งแล้วบนเวทีหาเสียง กทม. ครับ แล้วผลจากการที่ ท่านสาบานก็เป็นอย่างไรละครับ นอกจากนี้ท่านยังพูดเท็จครับ ท่านนึกว่าผมไม่มีเอกสาร ที่เมื่อกี้ท่านถาม ท่านอ้างว่าท่านถามเจ้าของบริษัท ม แล้วเจ้าของบริษัท ม เขาอ้างว่าผู้หญิง คนนี้เขาเป็นเลขานุการของท่าน ก็ไม่จริงครับ เขาให้การกับตํารวจว่าผู้หญิงคนนี้อ้างตนว่า เลขานุการของผู้อํานวยการกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางครับ แค่นี้ก็โกหกแล้วครับ ผมมีเอกสารที่เขาไปกล่าวโทษร้องทุกข์ครับ เพราะฉะนั้นผมบอกท่านประธานอย่างนี้ครับ เลิกเล่าเรื่องเท็จเถอะครับ ท่านอาจจะพูดบนเวทีปราศรัย เพราะพูดอยู่คนเดียว ท่านอาจจะออกอากาศเอเชียอาบแดบ เพราะพูดอยู่คนเดียวครับ เวทีสภาผู้แทนราษฎร มีหลักฐานครับ มีเอกสารครับ ผมมีเอกสารอย่างที่ผมบอกทั้งหมดละครับ ท่านประธาน ลองคิดดูว่าคนดี ๆ เขาจะไปทุจริตหรือครับ ก็ต้องเอาคนที่เขาฉ้อโกง คนที่เขามีประวัติไม่ดี เขาถึงจะมาทําทุจริตสิครับ ท่านก็แปลกครับ ถ้าคนดีเขาคงไม่มาติดต่อเพื่อจะจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรอกครับ เขาต้องเป็นคนที่ไม่ดีสิครับเขาถึงมีประวัติที่ไม่ดีอย่างไรครับ แล้วท่านรัฐมนตรี ก็ยอมรับสารภาพกลางสภาผู้แทนราษฎรว่าเคยเจอผู้หญิงคนนี้ เคยคบมาหาสู่กัน ผมไม่รู้ว่าความหมายนั่นคืออะไรนะครับ จนสุดท้ายแบบว่าสังเกตพฤติกรรมแปลก ๆ ครับ ก็ยอมรับสารภาพกลางสภาไปแล้วครับ ว่ารู้จักผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงคนนี้มีตัวตนจริง เคยคบมาหาสู่กัน แต่ตอนหลังออกตัวครับ แล้วทั้งหมดนี้ที่ผมพูดครับ ผมก็พูดชัดเจน ไม่รู้ว่า ท่านฟังหรือเปล่าหรือว่าตกใจครับ ผมพูดชัดเจนมาตลอดครับ ไม่ได้ปิดบังอะไรเลย
มีผู้ประท้วงเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาต ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ขอความกรุณาท่านประธานช่วยควบคุมการประชุมให้ไป อย่างเร่งด่วนด้วยนะครับ เพราะว่าผู้อภิปรายก็กําลังโต้แย้งในประเด็นที่ผมมองว่ามันไม่มี ประโยชน์ เพราะว่าถ้าท่านบอกว่าท่านมีหลักฐานท่านก็ไปยื่น ป.ป.ช. สิครับ แล้วท่านบอกว่า มีการจ่ายเงินโดยไม่ได้งาน อ้ายนี่มันก็เป็นเรื่องที่แปลกนะครับ ใครบ้าที่จ่ายเงินโดยไม่ได้งาน
เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมวินิจฉัย คืออย่างนี้ท่านก่อแก้ว คือผมให้โอกาสทั้งคู่ครับ เอาไปเป็นวิธี สู่สาธารณชนนะครับ ท่านพาดพิงมา ทางนี้ก็ให้พาดพิงไป สภาก็เป็นอย่างนี้ครับ วันนี้ก็ให้ โอกาสทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ได้รับความร่วมมือจากท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างดี ผมว่าวันนี้ก็มาในทางที่ดีแล้วนะครับ ท่านศิริโชคจบหรือยังครับ หรือจะเอาต่ออีกหน่อย เชิญครับ เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีตอบเอง
เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีครับว่า ผมก็ทําหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านครับ แล้วรสนิยมผมไม่เกี่ยวพันไปถึง ภรรยาท่านหรอกครับ คนละรสนิยมกันครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปดูถูกผมเลยครับ ผมเลือก ที่จะคบใครครับ ท่านอาจจะชอบของท่าน แต่ผมไม่ชอบสิ่งที่ท่านชอบหรอกครับ เพราะเรา มันคนละอุดมการณ์กันครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า จะมาพยายามดิสเครดิต (Discredit) เล่าเรื่องตลกต่าง ๆ นานา อย่ามาเล่าเลยครับ เราดูบนเนื้อหาสาระข้อเท็จจริงครับ แล้วผมเรียนท่านประธานว่าท่านรัฐมนตรีหรืออํามาตย์เต้นคงจะไม่ได้อ่านข้อบังคับครับ เวลาเราถกเถียงกันในสภาท่านจะฟ้องผมได้อย่างไรครับ เรามีเอกสิทธิ์กันครับ ระหว่างเรา ๒ คน ท่านตกใจถึงขั้นขู่จะฟ้องผมนะครับ ท่านประธานครับ ชีวิตผมนี่ผมไม่กลัว การถูกฟ้องหรอก อย่ามาขู่ผมเลยครับ ผมนี่ถูกฟ้องมาหลายครั้งแล้วก็ชนะทุกคดีมาตลอดครับ ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าเราพูดกันในสภาแต่มีเหตุมีผล ไม่ต้องขู่หรอกครับ ถ้าอยากขู่ท่านก็ฟ้อง ผมก็สู้ครับ ไม่มีปัญหาหรอกครับ วันนี้ผมทําหน้าที่ในส่วนของฝ่ายค้าน อภิปรายข้อเท็จจริงที่มีคนเขาไปแจ้งความครับ เขาแจ้งความเป็นแบบนี้ ผมก็นํามาอภิปราย แล้วผมก็ได้อภิปรายไป ท่านก็ยอมรับสารภาพกลางสภาอยู่แล้วครับว่าท่านรู้จักผู้หญิงคนนี้ ท่านใช้คําว่าคบค้าไปมาหาสู่กัน แล้วมาเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ ตอนหลัง เพราะฉะนั้นผู้หญิง คนนี้มีตัวตนจริง ไปหาท่านจริง พบท่านจริง บริษัทมาหาท่านจริง แล้วท่านจะปฏิเสธอะไร ละครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับว่า อ้ายที่พยายามมาบาร์ค (Bark) พยายามมาขู่นี่ ก็งานมันไม่เกิดครับ หลาย ๆ โครงการที่มันมีปัญหา มีการเบี้ยวกันก็แบบนี้อย่างไรครับ มันถึงร้องกันอย่างไรครับ ถ้าไม่เบี้ยว จ่ายกันตรง ให้งานกัน มันก็จะมีใครมาร้องละครับ เพราะฉะนั้นโปรดเถอะครับ เอาคําพูดที่มาท้าทาย ถ้าเจอผมอย่างนั้นอย่างนี้ ผมยอมลาออก ยังไม่เข็ดอีกหรือครับ แพ้เลือกตั้ง กทม. เพราะคําสาบานของท่านยังไม่เข็ดหรือครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมยืนยันข้อเท็จจริงตามเอกสารที่มี แล้วเอกสารนี้ผมศึกษามาอย่างรอบคอบครับ แล้วผมเรียนท่านประธานครับว่า บ้านของ คุณณัฐวุฒินี่ท่านคงสําคัญตัวผิดแล้วครับ คิดว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์ (Superstar) มวยหลัก รู้จักกันทั้งโลก ขอโทษทีครับ เพื่อนผมยังไม่รู้จักท่านเลยครับ อย่าสําคัญตัวเองผิดเลยครับ ขอบพระคุณครับ
พาดพิง ตอบกันไปคนละครั้งพอแล้วละครับ เดี๋ยวท่านเจะอามิงต้องออกทีวีด้วยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมพยายาม เข้าใจในความพยายามของเพื่อนสมาชิกนะครับว่าจะต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่เป็น การกล่าวหาให้สังคมเชื่อให้ได้ว่าผมมีการไปทุจริตประพฤติมิชอบ ไปเรียกรับผลประโยชน์ บริษัทเอกชนเขา ผมไม่เคยเจรจาผลประโยชน์ใด ๆ กับบริษัทดังกล่าว ท่านไปหามาสิครับ ว่ามันมีงานไหนบ้างที่ผมไปคุยกับบริษัทดังกล่าวแล้วตั้งท่ากันแล้ว แล้วมันไม่จบถ้ามันมีงาน มีโครงการ ไม่จบกับบริษัทนี้ก็จะต้องมีบริษัทอื่นรับงานต่อครับ มันมีไหมครับ แล้วบ้านหลังนี้ ท่านก็บอกว่าเขาซื้อกันเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ ผมได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ในการปรับ ครม. ย้ายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาตั้งแต่เดือนตุลาคม แล้วมาเดือน ธันวาคมนี่ผมอยู่กระทรวงพาณิชย์แล้ว แล้วท่านยังมาคิดว่าบริษัทเอกชนเขายินดีจะจ่าย ผลประโยชน์ให้ผม ในงานที่ผมไม่ได้มีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบอีกต่อไปแล้วอย่างนั้นหรือ เพราะถ้ามีการพูดคุยกันนี่ มันต้องพูดคุยกันตั้งแต่อยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะผมเพิ่งมากระทรวงพาณิชย์ได้ไม่กี่วันเดือนเศษ ๆ มันจะมี ฤทธิ์เดชหาประโยชน์อะไรใด ๆ คนที่เขาอยู่กันมานาน ๆ เขาก็ยังทํางานตรงไปตรงมา แล้วหน่วยงานที่ผมได้รับมอบหมายให้กํากับดูแลที่กระทรวงพาณิชย์คือกรมพัฒนาธุรกิจ การค้า ทําหน้าที่จดทะเบียน ตั้งบริษัท เลิกบริษัทครับ กรมทรัพย์สินทางปัญญาดูแล เรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทะเบียนการค้า มันจะหาประโยชน์ไหนเอาไปล่อตา ล่อใจภาคเอกชนจนเขาถึงกับต้องควักกระเป๋าก้อนใหญ่ ๆ ให้ละครับ ท่านประธานครับ ผมย้ําอีกทีนะครับ ว่านอกจากให้ท่านไปหามาว่าบริษัทนี้เคยได้งานอะไรในเครือข่าย อํานาจ หน้าที่ของผม ของรัฐบาลหรือไม่แล้วไปหาเพิ่มเถอะครับว่าบริษัทนี้เคยมาตกลง เคยจ่อ เคยคั่ว งานโครงการใด ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ของรัฐในช่วงเวลาที่ผมรับผิดชอบอํานาจหน้าที่ ในฐานะรัฐมนตรีหรือไม่ ชัด ๆ อย่างนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนตัดสินใจได้ครับ
พอสมควรแล้ว เชิญท่านเจ็ะอามิงเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมอีกคนหนึ่ง ครับท่านประธานที่ได้ยื่นอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี ผมได้ตั้งข้อหาท่านนายกรัฐมนตรี อย่างนี้ครับท่านประธาน ว่าท่านมีพฤติกรรมฉ้อฉล ทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งเสริม ปกป้อง ฉ้อฉล ฉ้อราษฎร์บังหลวง และการแสวงหาผลประโยชน์ และนโยบายรณรงค์ ต่อต้านทุจริตเป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งครับท่านประธาน ในทางปฏิบัติจริง ๆ ในรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์วันนี้ไม่มีผลครับ ความจริงของรัฐบาลวันนี้มีการทุจริต อย่างต่อเนื่อง ทุกโครงการ ทุกเรื่อง เกิดการทุจริตทั้งนั้นละครับ ถึงเป็นข้อครหาของสังคม ในประเทศนี้ว่ารัฐบาลภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์วันนี้เป็นประวัติศาสตร์ แห่งการทุจริต เริ่มตั้งแต่การตั้งโครงการขึ้นมา ก็มีการทุจริต เวลามีโครงการอะไรต่าง ๆ ก็เพื่อพวกพ้อง ของตัวเอง แม้กระทั่งการทุจริตในเชิงนโยบายท่านประธานครับ มันไม่เป็นไปตามที่ นายกรัฐมนตรีได้เคยให้ไว้ต่อสังคมว่าเวลาท่านได้เคยพูด พูดดีครับท่านประธาน เวลานายกรัฐมนตรีพูดนี่ดี ดูดี เพราะว่าหน้าตาแกดี แต่ในความเป็นจริง ในเนื้อหาสาระ ในการนําไปสู่ในการปฏิบัติเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาติและบ้านเมืองนี่มันไม่มีครับท่านประธาน ผมอยากขออนุญาตประธานยกคําพูดของนายกรัฐมนตรีที่ได้ไปพูดในแผนงานของ การปราบปรามการทุจริต ท่านนายกรัฐมนตรียังได้เคยพูดด้วยว่า ท่านมีนโยบายเร่งด่วน เป็นแผนงานเชิงรุกการต่อต้านการทุจริตการคอร์รัปชัน ๔ แผนงาน แต่ ๔ แผนงาน ที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงนี้มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เดี๋ยวผมมีเอกสารและหลักฐานจะให้ ท่านประธานได้แลเห็น ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะปลุกจิตสํานึก สร้างความตระหนัก ไม่รับสินบนและคอร์รัปชันทุกรูปแบบอันนี้ก็เท็จ ท่านสมาชิกซึ่งก่อนหน้า ที่ผมได้ขึ้นมาอภิปรายก็มีหลักฐานข้อมูล ทั้งเรื่องของข้าวเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็นําไปสู่ในการ ทุจริตอยู่แล้วครับท่านประธาน มาถึงแผนงานที่ ๒ บอกว่าจะพัฒนาองค์กร สร้างความ โปร่งใส ท่านประธานครับ ถ้าได้แลเห็นในองค์กรต่าง ๆ สิ่งที่ได้ชัดเจนมากที่สุดวันนี้คือว่า เกือบทุกองค์กรภายใต้การนําของรัฐบาลนี้มีการกล่าวหาว่ามีการทุจริต มาแผนงานที่ ๓ ก็คือตรวจสอบและเฝ้าระวังเชิงรุก ตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุจริตเชื่อมโยงข้อมูล รายงานผลไปยัง ศูนย์บัญชาการนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ตั้งศูนย์บัญชาการขึ้นมาเพื่อรับว่า จะมีการปกป้องในการดูแลเรื่องการทุจริต นี่ก็คือความล้มเหลวอีกประเด็นหนึ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดแล้วมันไม่เป็นจริง การปราบปรามการทุจริตบอกว่าต้องเป็นไป อย่างจริงจังและจะลงโทษอย่างเข้มงวดแก่ผู้ที่ได้กระทําความผิด ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะมีในเนื้อหาสาระที่จะให้ท่านประธานได้แลเห็นว่าภายใต้การนํารัฐบาลของ ท่านยิ่งลักษณ์ มันมิได้เป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดแต่ประการใด เมื่อวาน ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดในสภา บอกว่าในการทุจริตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในขณะนี้ จะพยายามทําลายกลไกการตรวจสอบเพื่อให้มีการตรวจสอบในการทุจริตให้มีประสิทธิภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงพอไปดูในเนื้อหาสาระ ไปดูในเนื้องานบางเรื่องที่ผมได้ตาม ขึ้นมานี้ครับท่านประธาน ผู้ที่รับผิดชอบเวลาไปตรวจสอบในการทุจริตของหน่วยงานและ กลไกของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขององค์กรอิสระหรือของหน่วยงานของรัฐบาลเอง หน่วยงาน ของกลไกของรัฐเอง ท่านประธานเชื่อไหมครับ ว่ากลไกและองค์กรอิสระถูกแทรกแซงจาก ฝ่ายการเมือง ใช้อํานาจทางการเมือง ข่มขู่จนผู้ที่มีความรับผิดชอบ คนที่มีความรับผิดชอบ เกิดความเกรงกลัว ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้แลเห็นว่าสิ่งที่ผมได้พูดนี้ เนื้อหาสาระมันจะอยู่ในประเด็นที่ผมได้ไปตามมาอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมได้ไปตามดู ในเนื้อหาสาระในการติดตามว่ามันเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้พูดคุยหรือไม่ ไม่เลยครับท่านประธาน ผมขอยกท่านประธานไปดูในกรณีที่ดิน มีการทุจริตและในการ กระทําการทุจริตร่วมกับนักการเมืองและพรรคพวกของฝ่ายการเมือง และราชการชั้นผู้ใหญ่ ในกรณีที่ดินที่ภูเก็ตครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้ท่านประธาน ผมได้ขอเอกสาร ผมขออนุญาตท่านประธาน ขอเอกสารที่ผมได้ขอเอกสารเพื่อประกอบการ อภิปรายครับท่านประธาน อยากจะให้ท่านประธานได้แลเห็นว่า ผมขออนุญาตภาพที่ ๑ ครับ ในขณะนี้ในการทุจริตทรัพยากรธรรมชาติของชาติวันนี้อย่างรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะ ในจังหวัดภูเก็ต ผมขออนุญาตภาพที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานจะแลเห็นว่า นี่คือธรรมชาติของจังหวัดภูเก็ต ณ วันนี้เป็นที่หมายป้องตาป้องใจของผู้คน เพราะเป็น สถานที่ท่องเที่ยวอันดับ ๑ ของประเทศ ท่านประธานครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ที่ดินเหล่านี้ วันนี้ถูกนักลงทุน โดยอาศัยฝ่ายการเมืองเข้าไปควบคลุมครอบงําร่วมกับราชการ ท่านประธานผมขออนุญาตท่านประธานไปดูในการทุจริตในที่ดิน ผมขอภาพที่ ๔ ครับ ท่านประธานดูภาพที่ ๔ครับท่านประธาน นี่คือส่วนหนึ่งที่มีการทุจริต ซึ่งเป็นที่ดิน ท่านประธานจะแลเห็นว่า สีเขียว ๆ อันข้างสุดจะเห็นว่าป่าไม้สมบูรณ์และเป็นสถานที่ ที่มีความลาดชัน ๓๕ องศา ราชการไม่สามารถที่จะออกโฉนดที่ดินได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอีกภาพหนึ่งไปดู ขอภาพที่ ๖ ท่านประธานดูที่เส้นแดง ๆ นะครับ เส้นแดง ๆ นี้คือความลาดชันของภูเขา แต่ว่ามีการออกโฉนดเป็นโฉนดออกด้วยหนังสือที่ ทส ๑๖๑๘๔๗/๕๖๒๗ ขอประทานโทษครับท่านประธาน เป็นโฉนดเลขที่ ๙๘๔๑๔ และโฉนดเลขที่ ๙๘๔๑๕ ที่หาดฟรีด้อม ตําบลกระรน อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ท่านประธานเชื่อไหมครับ ภาพที่ผมโชว์ให้ท่านประธานและท่านสมาชิกได้แลเห็นในขณะนี้ คนที่ได้โฉนดนี้คือ มีนามสกุลท้ายว่า ณ ระนอง เนื้อที่ ๖๐ กว่าไร่ครับท่านประธาน มูลค่า ของเนื้อที่ ๖๕ ไร่ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน ท่านประธานครับ จนมีหนังสือจากอธิบดีกรมป่าไม้ได้ยืนยันครับว่า โฉนดเอกสารตามที่ผม ได้อ้างถึง ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านครับว่า การออกโฉนด เลขที่ที่ผมกล่าวอ้างต่อสภา เมื่อสักครู่ครับ เป็นที่ดินที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนนะครับท่านประธาน พื้นที่ที่อยู่ในเขต ป่าสงวน หมายถึง คือไม่สามารถที่จะออกโฉนดได้ แต่อาจจะเป็นเพราะนามสกุลใหญ่ ถึงสามารถออกโฉนด นี่คือส่วนหนึ่งในการทุจริตในเชิงนโยบายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พูดถึงว่า จะไม่ให้มีการคอร์รัปชันการทุจริต ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าพื้นที่ ที่น่าสนใจ ณ วันนี้คือ ท่านลองดู เวลามีการตรวจสอบ เนื้อที่ที่มีการทุจริตของที่ดินนี้ครับ เจ้าหน้าที่และองค์กรอิสระที่ไปตรวจสอบ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าถูกรังแกครับ ถูกรังแก จากคนที่มีอํานาจ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกํากับการดูแล ท่านประธานผมได้เอกสารมาชิ้นหนึ่งครับ ขออนุญาตท่านประธาน ที่ ยถ ๑๒๒๖.๓/๑๕๐๗ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ ท่านประธานเชื่อไหมครับ เป็นเอกสารที่เลขาธิการ ป.ป.ท. ได้ทําหนังสือโดยไม่ผ่านรัฐมนตรี ของตัวเอง ผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านใครครับ โดยผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านประธานเชื่อไหมครับ ความผิดปกติตรงนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไรครับ มันเกิดขึ้นเพราะว่า มันมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยนั้นไปมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง มีผลประโยชน์ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เลยทําให้ผู้ที่มีอํานาจรับผิดชอบไม่กล้าและไม่ไว้วางใจที่จะนําเสนอ รัฐมนตรีตัวเอง เพราะรัฐมนตรีตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในที่ดิน ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่สําคัญมีการข่มขู่และที่ดินในจังหวัดภูเก็ต มีการทุจริต โดยมีราชการ และนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากมาย เป็นที่มาที่ผมไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีการปราบปรามการทุจริตในขณะนี้ในขณะที่มีการทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ปล่อยปละละเลยไม่สนใจนี่ประเด็นปัญหาว่าการบริหารบ้านเมืองของ นายกรัฐมนตรีในขณะนี้มันเป็นอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วที่สําคัญ ประเด็นสําคัญ เพื่อพวกพ้องของรัฐบาล ท่านประธานดู ผมได้ไปติดตาม ผมขอเอกสารให้ท่านประธานดู ขอเอกสารโฉนดที่ดินหมายเลข ๑๐ ครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับ หมายเลข ๑๐ เป็นเอกสารที่ดิน ขออนุญาตท่านประธาน จะได้อ่านเลขที่เพื่อให้ชัดเจนนะครับว่า มันมีส่วน เกี่ยวข้องว่าเป็นพวกพ้องและพวกเดียวกัน เลยไม่ใส่ใจอย่างไรท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีของที่ดินนี้มันมีส่วนเกี่ยวข้อง เขาบอกว่า เอกสารที่ดิน เหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มพรรคพวกของตัวเอง คือเป็นพวกเสื้อแดงครับท่านประธาน กลุ่มเสื้อแดงไปสร้างนอมินี ผมขออนุญาตว่าเอกสารโฉนดนี้ใช้อักษร ป ปลา ท่านประธานครับ เลขโฉนด เลขที่ ๑๕๑๘๖ ออกเมื่อวันที่ ๑๙ เดือนกันยายน ๒๕๕๕ นี้เองครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ใช้นอมินี ใช้อักษรย่อว่า ป ปลา แล้วนอมินี คนที่ไปทําตัวจริงเป็นเจ้าของ ตัวจริงตามที่ได้สอบถามมานะครับท่านประธาน เป็นใครครับ เป็นแกนนําเสื้อแดงในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ขอใช้ชื่อว่าม ม้า เพราะเป็นบุคคลที่สามครับท่านประธาน ผมขอให้ดู อย่างนี้ครับแล้วมีการข่มขู่เจ้าหน้าที่นะครับท่านประธาน มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่ว่า ถ้าไม่ไป ออกโฉนดที่ดินเหล่านี้จะย้ายเจ้าหน้าที่ให้ไปอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ็บไหมครับ มันเจ็บปวดไหมครับมันมีความยิ่งใหญ่ถึงกับไปข่มขู่เจ้าหน้าที่ของรัฐท่านประธาน ผมขอ อนุญาตท่านประธานอีกภาพหนึ่งครับท่านประธาน ขออนุญาตภาพที่ ๙ ครับ ท่านประธาน จะได้แลเห็นครับว่าผมขออนุญาตภาพที่ ๙ ครับ ว่าจะได้เชื่อมโยงว่า ภาพนี้ครับ ท่านประธาน ท่านประธานได้แลเห็นไหมครับว่าอักษรย่อ ม ม้า ไปกอดคน ณ ดูไบ ท่านประธานครับ นี่คือตัวจริง แต่คนที่มีอักษรย่อ ป ปลา ในโฉนดนี่มันเป็นตัวฉากตัวละคร เท่านั้นเองครับ ท่านประธานจะเห็นว่ามีความสนิทสนม มีความแนบแน่นจนกระบวนการ เหล่านี้ครับท่านประธานว่า การทุจริตวันนี้ของกระบวนการภายใต้รัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ วันนี้ไม่มีทางครับที่จะไปแก้ไขปัญหาตามที่นายกรัฐมนตรีได้เคยแถลงต่อสังคมและต่อพี่น้อง ประชาชน วันนี้ท่านประธาน เวลาเราไปดูกันให้ชัดอย่างนี้ว่ากระบวนการการทุจริตวันนี้ นอกจากหน่วยงานราชการ และเพื่อพวกพ้องของตัวเองแล้ว การแก้ไขของนายกรัฐมนตรี วันนี้ก็ยังไม่มีการตอบอย่างชัดเจนสร้างภาพ เป็นการสร้างภาพพูดดี หน้าตาดี แต่การ บริหารงาน การจัดการของนายกรัฐมนตรีวันนี้ยอมรับว่าล้มเหลว ผมถึงตั้งข้อกล่าวหา นายกรัฐมนตรีอย่างไรครับว่าผมถึงไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมถึง ต้องอภิปรายว่าวันนี้ในการทุจริตอย่างมโหฬารเป็นประวัติศาสตร์ในประเทศไทยวันนี้ เพราะ เกิดจากนโยบายและความไม่ใส่ใจของนายกรัฐมนตรีต่อการแก้ไขปัญหาในด้านทุจริต ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านบุญยอดไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านผู้ปฏิบัติหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขออนุญาตเริ่มต้นการอภิปรายของผมในวันนี้ ด้วยความรู้สึกแปลกใจหรือว่าไม่เข้าใจนะครับว่าเรากําลังทําอะไรกันอยู่ หลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่มาของ ส.ว. ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา วันนี้ ๗ วันพอดีแลยครับ คําพิพากษาหรือว่าคําวินิจฉัย ของศาลนั้นชัดเจนนะครับว่ากระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ถูกต้อง รวมทั้งเนื้อหาที่เกิดขึ้นก็มิได้เป็นไปตามที่ถูกต้องนะครับ ก็คือ ทําให้มีการได้มาซึ่งอํานาจ ในการปกครองด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง คําวินิจฉัยของศาลนั้นในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ อนุมาตรา ๕ ระบุชัดเจนว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญครับ ๗ วันแล้วนะครับ ผมยังไม่เห็นความรับผิดชอบใด ๆ จากคณะรัฐมนตรี และแน่นอนต้องถามว่าความรับผิดชอบต่อรัฐสภาคืออะไร คืออะไรครับ ต้องถามประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภาครับว่าท่านได้แสดงความรับผิดชอบ เป็นคนแรกแล้วหรือยัง แต่ ๗ วันผ่านไป วันนี้เราก็มาถึงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และอีกท่านหนึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากทางวิปฝ่ายค้านให้ได้อภิปรายในวันนี้ ผมต้องกราบ ขอบพระคุณทั้งพรรคประชาธิปัตย์และวิปฝ่ายค้านที่ให้ผมได้มีโอกาสทําหน้าที่ ซึ่งอาจจะเป็น ครั้งสุดท้ายก็ได้ครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่า สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้นะครับ ผมจะ กระชับอยู่ในประเด็น ในเรื่องของญัตติที่ได้กล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าได้บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภาวะผู้นํา ลอยตัว หนีปัญหา เลือกปฏิบัติ พูดอย่างทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ ชอบแอบอ้างประชาธิปไตย ซึ่งวันนี้ ก็ต้องบันทึกในการประชุมด้วยว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในห้องประชุมนะครับ จะฟังอยู่ ที่ใดผมไม่ทราบ นอกจากนั้นครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ผมจะอภิปรายอยู่ในกรอบของญัตติที่พูดว่า มีพฤติกรรมการบริหารราชการ แผ่นดินบกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ลุแก่อํานาจขาดคุณธรรมจริยธรรม เล่นพรรคเล่นพวก เลือกปฏิบัติ มุ่งสนองผลประโยชน์ส่วนตนพวกพ้อง และผลประโยชน์ ทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริงของประชาชนครับ
ท่านประธานครับ ประเด็นแรกที่ผมต้องขอนําเสนอก็คือกรณีของ ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งท่านจะต้องดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งในส่วนของท่านเองและก็รวมถึงคณะรัฐมนตรีอื่น ๆ นะครับ ผมขอยกเหตุการณ์ สักเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้นเองครับ ให้ท่านได้ฟังว่าทําไมนายกรัฐมนตรีไม่ไปจัดการเรื่องนี้ เรื่องนี้เกิดขึ้นจากรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม แล้วผมจะพูดถึง พฤติกรรมของเขาโดยที่ไม่มีอะไรที่กระทบกระทั่งเขานะครับ ชื่อนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ได้ใช้ตึกนารีสโมสร ทําเนียบรัฐบาล เป็นที่แถลงข่าว ในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ครับ เขาได้อ้างบุคคลบุคคลหนึ่ง ชื่อว่า นายเต้ย จักราช โดยอ้างว่าเป็น อาสาสมัครทหารพราน อยู่ในสังกัดกรมทหารพรานที่ ๔๒ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คําอ้าง นั้นก็คือว่า ได้อ้างว่า เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องจริง ไม่ได้กุข่าว มีข้อมูลที่เป็นพยานบุคคลชัดเจน คือบุคคลคนนี้ มีการสั่งเตรียมอาวุธ เหมือนที่ทหารพรานได้ยินชัดเจนว่าอาวุธสไนเปอร์ (Sniper) ถูกขนไปให้กับนายหัวคนหนึ่ง คําอธิบายที่เกิดขึ้นในการแถลงข่าวนี้นะครับ ซึ่งรองเลขาธิการคนนี้อยู่ด้วย นายเต้ยนั้นอธิบายบอกว่าเขาเองได้ไปช่วยกันขนอาวุธครับ ในห้องประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่ามีสไนเปอร์ (Sniper) เกิดขึ้นเป็นคนยกกล่องสไนเปอร์ เข้าไปในห้องประชุมเอง ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณเห็นหรือเปล่าว่าเป็นสไนเปอร์จริง เขาอธิบายว่า ใส่ลังมาลังละ ๑ กระบอก ความยาวประมาณ ๑ เมตรครึ่งถึง ๒ เมตร ผมอาจจะอ่าน ไม่ชัดเจนขออภัย เป็นสไนเปอร์ รุ่นชีแทค เอ็ม ๒๐๐ (Chey Tac M200) เขาบอกว่าวันแรก ยก ๒ กล่อง วันที่ ๒ ยก ๕ กล่อง รวมเป็น ๗ กล่อง รองเลขาธิการคนนี้ยังยืนยันด้วยนะครับ บอกว่าได้แจ้งเรื่องนี้ไปยัง พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีแล้วได้คุยกับ พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติแล้ว แล้วได้พูดคุยกับ พลตํารวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติแล้วครับ รวมทั้งเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีด้วย แต่หลังจากนั้นครับท่านประธานครับ สิ่งที่ได้มีคําอธิบายตามมาจาก แม่ทัพภาคที่ ๔ พลโท สกล ชื่นตระกูล อธิบายชัดเจนนะครับว่าได้ตรวจสอบในสาระบบ เรียบร้อยครับ นายเต้ย จักราช วัย ๒๓ ปี ที่ถูกอ้างว่าเป็นอาสาสมัครทหารพรานนั้น ไม่มีในสังกัดทางกรมทหารพรานที่ ๔๒ แต่อย่างใด ไม่พบเลยว่าอาสาสมัครทหารพราน ที่ชื่อว่า นายเต้ย หรือนายจักราชนั้นมีอยู่ที่ใด เรื่องที่เกิดขึ้นทําให้เกิดความเสียหาย ต่อกองทัพ ผมจึงต้องขออภิปรายว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีตําแหน่งที่ควบอีกตําแหน่งหนึ่งคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยนะครับ ขณะนี้ท่านทําอะไรบ้าง ท่านได้สอบสวนทวน ความเรื่องนี้อย่างไร เพราะคนที่เป็นถึงรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นได้พูดในสิ่งที่เป็นเท็จ แล้วถูกปฏิเสธโดยแม่ทัพภาคที่ ๔ อย่างนี้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจะอยู่ตรงไหนครับ ความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีจะไปพูดอะไรต่อได้อีกละครับ ผมไม่เคยเห็นว่า นายกรัฐมนตรีได้กระทําการอย่างไรเพื่อที่จะได้จัดการกับเรื่องนี้ การแต่งตั้งบุคคล นายกรัฐมนตรีก็ต้องระมัดระวัง อย่างที่ได้เคยมีคําตัดสินของผู้ตรวจการแผ่นดินมาแล้ว การจะตั้งใครนั้นต้องดูประวัติ ต้องดูความน่าเชื่อถือ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีผมเชื่อว่า มีเงินเดือนเกือบแสนบาทครับ เงินเดือนเหล่านั้นมาจากภาษีประชาชนครับ นี่คือผลงาน ที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วม เพราะเป็นผลงานที่น่าอายอย่างยิ่งที่ได้กล่าวคําเท็จ ในทําเนียบรัฐบาล ผมขออนุญาตมาที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ ก่อนที่ผม จะลงไปถึงพฤติกรรมของท่านนี้นะครับ ผมก็ต้องไปดูว่าพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช ๒๕๔๕ ของกระทรวงมหาดไทย พูดไว้ชัดเจนว่ากระทรวงม หาดไทยตั้งไปเพื่ออะไร มีอํานาจหน้าที่อย่างไร อํานาจหน้าที่แรกครับ บําบัดทุกข์ บํารุงสุข รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน อํานวยความเป็นธรรมของสังคม ส่งเสริมและพัฒนา การเมืองการปกครอง การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และพัฒนาชุมชน การทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน กิจการสาธารณภัย และการพัฒนาการเมือง รวมถึงราชการอื่นตามที่กฎหมายกําหนด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านนี้ครับ ผมไปดูประวัติท่านนะครับ จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาธรรมศาสตร์ จบปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทํางานที่ ก.พ. เป็นที่แรก เป็นปลัดอําเภอ แล้วเป็นนายอําเภอ คนแรกของอําเภอเสิงสาง หลังจากนั้นท่านก็เติบโตทางราชการมาเป็นลําดับ เคยอยู่ที่ กทม. ด้วย ตําแหน่งสูงสุดของท่านก็คือรองปลัดกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นท่านก็อยู่ไปอีกหลาย กระทรวง จนกระทั่งมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวันนี้ ประเด็นแรกที่ผมขอถาม ท่านครับ ท่านมีความเห็นอย่างไร หรือท่านปฏิบัติราชการอย่างไรต่อคนที่อยู่ในกระทรวง ของท่าน ท่านประชา เตรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคมครับ เกี่ยวกับนโยบายการปราบปรามยาเสพติด บอกว่าเป็นนโยบาย สําคัญของกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีการสั่งการให้ สปส. จังหวัดทุกจังหวัดนะครับ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ นี้เองครับ ข้อความสรุปง่าย ๆ ก็คือว่า ปัญหายาเสพติดนี้เป็นปัญหาเร่งด่วนให้เอาใจใส่อย่างจริงจัง ปฏิบัติให้ถือผลงานเชิงคุณภาพ เป็นสําคัญ ให้มีการกําหนดเป้าหมาย ให้จังหวัดต่าง ๆ นั้นประเมินผลการดําเนินงาน ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาสังคมครับ ลูกน้องของท่านอธิบายอย่างไรต่อครับ สําคัญที่สุด คือบอกว่าการจะปราบปรามยาเสพติดนั้นยิ่งปราบก็ยิ่งมีมาก คิดว่าต้องเอาทฤษฎีปี ๒๕๔๖ และปี ๒๕๔๗ กลับมาใช้อีก จึงจะทําให้ผู้ค้ายาเสพติดและผู้เสพนั้นลดน้อยลงก็เป็นไปได้ ทฤษฏีปี ๒๕๔๖ และปี ๒๕๔๗ คือการฆ่าตัดตอนครับ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันโดยทั่วไป ในสมัยรัฐบาลขณะนั้น มีคนเสียชีวิตทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยว ๒,๐๐๐ กว่าศพ กระทรวง มหาดไทยยุคนี้จะทําอย่างนี้หรือครับ ผมไม่เคยเห็นคําปฏิเสธของท่านรัฐมนตรีท่านนี้นะครับ ว่าท่านจะทําอย่างไรกับเรื่องนี้ ปล่อยให้มีการฆ่าตัดตอนกันต่อไปในปี ๒๕๕๖ หรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ผมไปอย่างรวดเร็วครับ ที่ผมต้องถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยท่านจารุพงศ์ก็คือว่าท่านพูดเองนะครับ ในคําให้สัมภาษณ์วันที่ ๑๘ กันยายน เกี่ยวกับเรื่องของม็อบสวนยางที่อําเภอควนหงส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช สี่แยกควนหงส์ จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ ที่นั่นมีม็อบเกษตรกรเกิดขึ้น เนื่องจากว่าราคา ยางตกต่ํา และการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรนั้นก็ไม่พอใจใช่ไหมครับ ประเด็นที่ผมต้องถาม ท่านก็คือท่านไปรายงานท่านไปให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนนะครับ ตัวผู้อยู่เบื้องหลังการ ชุมนุมขณะนี้ทราบตัวหมดแล้ว ใครครับ จับตัวได้หรือยังครับ ผู้ต้องหาชื่ออะไรครับ ท่านกําลังดีสเครดิต (Discredit) กลุ่มเกษตรกรซึ่งเขาทุกข์ยาก การทําสวนยางไม่ใช่การแบ่ง ผลประโยชน์กันอย่างง่าย ๆ มันเป็นระบบที่ซับซ้อน และข้อสรุปก็คือว่ารัฐบาลก็ไม่สามารถ จะตอบปัญหาของทั้งเจ้าของสวนยาง และผู้ที่เป็นแรงงานสวนยางได้ว่าเขาจะแบ่ง ผลประโยชน์กันอย่างไร ในขณะที่ราคากําลังตกต่ําอยู่ในขณะนี้ เขาจึงเดือดร้อนที่จะต้อง ออกมาเรียกร้องหาความเป็นธรรมในการสนับสนุนของทางรัฐบาล แต่ท่านไปบอกว่าเขามี ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เป็นใครละครับ สมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด แห่งประเทศไทย ออกมาเรียกร้องประเด็นปัญหาของเขาเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน มากกว่า ๑,๕๐๐ คนครับ ประเด็นปัญหาก็คือว่า สตง. นั้นไปเรียกคืนเงินและผลประโยชน์ตอบแทน ที่เรียกกันว่าเงินรางวัลประจําปี การจ่ายเงินทุนการศึกษาให้กับผู้บริหารและข้าราชการ ประจํา การเบิกจ่ายเงินประกันสังคมให้กับพนักงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวม ๑๒ รายการ เขายังไม่ได้คําตอบเลยครับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะช่วย เขาได้อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทบกับขวัญและกําลังใจในการทํางาน ทําให้ไม่มี ความเชื่อมั่นในหนังสือคําสั่งของกระทรวงมหาดไทยที่บอกว่าจะมีการทบทวน วันที่ ๒๗ กันยายน จนถึงวันนี้ครับ ๒ เดือนแล้วครับ เขาจึงไปร่วมการชุมนุมกับประชาชนอย่างไรครับ ในการไปทวงถามเรื่องนี้ที่กระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยท่านนี้ได้ตอบคําถามของคนในกระทรวงของท่าน ลูกน้องของท่าน ที่ทํางานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย และไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างที่ว่าได้หรือครับ ท่านไม่ได้ ตอบครับ นอกจากนั้นครับท่านประธานครับ ประเด็นที่สําคัญที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านเอง สับสนในตําแหน่งของท่านคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และการเป็นหัวหน้าพรรค การเมืองพรรคหนึ่ง ผมไม่เอ่ยชื่อพรรคนะครับ จะได้ไม่ต้องประท้วง และผมไม่พาดพิงถึง เรื่องของพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคครับ ผมขออนุญาตอภิปรายเฉพาะจารุพงศ์เอง ซึ่งดํารงตําแหน่งทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง นะครับ ท่านเองได้ให้สัมภาษณ์วันที่ ๒๔ กรกฎาคม เรื่องของพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ร่างนี้กําลังจะเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็มีการเข้ามาในวาระแรกวันที่ ๗ และวันที่ ๘ สิงหาคม ท่านให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครับ ว่าได้มีการตกลงปรึกษาหารือ สมัยนั้นก็คือ ท่านประธานวิปรัฐบาลในขณะนั้น ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอุดมเดช รัตนเสถียร ตั้งแต่ยุคนั้น นะครับ ท่านก็บอกว่าจําเป็นที่จะต้องนําเอาร่างนี้เข้ามาพิจารณา ประเด็นที่ผมจะถามท่าน ก็คือว่าท่านอ้างอิงครับ ท่านอ้างว่าได้มีการไปทําสํารวจความคิดเห็นของประชาชน โดยกระทรวงมหาดไทย ๗๕,๐๐๐ ตัวอย่าง ตกลงเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลหรือเป็นเรื่อง ของสมาชิกของพรรคละครับ ที่เป็นคนยื่นร่างนี้เข้ามาในสภา และทําให้เกิดปัญหานับตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมา นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็พูดว่าเป็นเรื่องของสภาให้มาพูดในสภา ท่านเอง เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ ท่านกลับเอางานนี้ไปเป็นงานของรัฐบาลครับ ท่านให้สัมภาษณ์เอง สอบถามความคิดเห็นประชาชน ๗๕,๐๐๐ ตัวอย่าง รวมถึงการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ต่าง ๆ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เห็นสมควรโดยภาพรวมครับ เห็นสมควรให้มีการนิรโทษกรรม คนเขาถามเยอะครับ ๑. ใครเป็นคนทําเรื่องนี้ ความน่าเชื่อถือของคนทําวิจัย ท่านเรียน ปริญญาโท ผมก็เรียนปริญญาโท การทําวิจัยต้องมีความน่าเชื่อถือครับ คนไปทําวิจัย น่าเชื่อถือหรือครับ ถ้าเป็นกระทรวงมหาดไทยแล้วไปถามพี่น้องประชาชน คําถามที่ถามว่า นิรโทษกรรมจะเอาหรือไม่ ใคร ๆ ก็ต้องตอบว่าเอาครับ ดีครับ แล้วเนื้อหาละครับ บอกเขาไหมว่าจะนิรโทษกรรมกัน อย่างไร ซุกซ่อนไหม แก้ไขในชั้นต่าง ๆ ไหม ท่านบอกเขาไหมครับ ผมไม่แปลกใจครับว่า สุดท้ายมาก็ต้องบอกว่าเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม แต่ ๗๕,๐๐๐ ตัวอย่างผมถามว่าท่านใช้ งบประมาณใครครับ ถ้าเป็นงบประมาณของรัฐบาลท่านเอาเงินมาคืนนะครับ เพราะเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลครับ นั่นคือภาษีของประชาชนนะครับ และสุดท้ายก็ล้มไม่เป็นท่า ในตอนสุดท้าย ความรับผิดชอบของท่านคืออะไรครับ นอกจากนั้นระหว่างทางครับ ท่านประธาน รายงานจากกระทรวงมหาดไทยนะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทําหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ มีเนื้อหาว่าช่วงเดือนสิงหาคมจะมีการเปิด ประชุมสภา ๑. ให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองและกลุ่มต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ๒. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการนายอําเภอให้ประสานกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ติดตามความเคลื่อนไหว ของกลุ่มมวลชนและแกนนํา ๓. ชี้แจง ทําความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาล และการหาทางออกโดยใช้กลไกรัฐสภา ๔. รายงานความเคลื่อนไหวให้กระทรวงทราบ เป็นระยะ รายงานเข้าศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทยทุกวัน ๕. นําข้อมูลการแก้ไขปัญหา ส่งกระทรวงมหาดไทยในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ชัดไหมครับ งานของสภา แต่ท่านเอาไปให้ กระทรวงมหาดไทยทํา ทําไมไม่ให้พรรคของท่านทําละครับ ทําไมไม่ให้รายงานตรงกับท่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคละครับ แล้วท่านก็เอาเรื่องนั้นเข้ามาสู่สภา ก็จะไม่มีปัญหาในวันนี้
นอกจากนั้นนะครับ ๒๓ ตุลาคม หลังจากที่เรื่องนี้เข้าสู่กรรมาธิการแล้ว และ กรรมาธิการไปแก้ไขอย่างมาก ก็มีเสียงคัดค้านตามมาในสังคม ท่านก็บอกว่าจะเดินหน้า นิรโทษกรรมต่อไป แต่ถ้าทําไม่ได้ท่านทําอย่างไรครับ ท่านก็บอกว่าท่านจะเสนอเป็น พระราชกําหนดให้รัฐบาลเป็นคนออกเอง เห็นไหมครับว่าสิ่งที่สับสนระหว่างความเป็น รัฐมนตรีมหาดไทยกับการเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองของท่านสับสนมาโดยตลอด ตลอด ระยะทางที่เกิดขึ้นครับ ทุกครั้งที่ท่านให้สัมภาษณ์ เป็นความสับสนที่ส่งสัญญาณไปยัง ทั้งประชาชนและข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยนะครับว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนั้น จะมีนโยบายอย่างไร ถ้าไม่สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติได้ การอออกกฎหมายดังกล่าว เป็นพระราชกําหนดก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เป็นคําให้สัมภาษณ์ ของท่านครับ กระทรวงมหาดไทยตั้งวอร์รูม (War Room) ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้ อย่างใกล้ชิด เห็นไหมครับ เห็นไหมครับว่าทําไมท่านต้องทําอย่างนั้น
ขออนุญาตไปภาพที่ขออนุญาตท่านประธานไว้แล้ว เป็นภาพที่ ๑ นะครับ เป็นคําสั่งของกรมการปกครองที่ไปยังทุกอําเภอที่จะให้ขึ้นป้ายสนับสนุน หนังสือนี้ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ครับ ๓๑ ตุลาคม ท่านประธานก็คงจําได้ว่าเป็นวันที่เรากําลังพิจารณา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในวาระที่ ๒ กันอย่างเข้มข้นจนถึงตีสี่ครึ่ง แต่คําสั่งนี้ออก ๓๑ ตุลาคม และไปปรากฏในสื่อมวลชนต่าง ๆ และโซเชียล มีเดีย (Social Media) เป็นเรื่อง ที่น่าตกใจนะครับ ขออนุญาตขึ้นภาพให้ดูว่ามีคําสั่งนี้จริง ๆ ครับ เป็นคําสั่งด่วนที่สุดนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ข้อมูลนี้มากหนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ (Post Today) นะครับ คําสั่งนี้ก็บอกนะครับ ลงนามโดยอธิบดีกรมการปกครอง ที่บอกว่าขอให้จังหวัดแจ้งขอความร่วมมือกับทุกอําเภอให้ขึ้นป้ายคัตเอาท์ (Cutout) หรือป้ายไวนิล (Vinyl) มีข้อความสนับสนุนการปรองดองของชาติโดยการออก พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ให้ถ่ายภาพมาด้วยนะครับ ส่งที่กรมการปกครองในวันศุกร์ที่ ๘ พฤศจิกายน ข้อความก็คือ อําเภอ จุด จุด จุด ขอสนับสนุนการปรองดองของคนในชาติ โดยการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม สามัคคีคือพลังปรองดอง แม้มุมมองต่างความคิด สร้างความสมานฉันท์ ร่วมกันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม อําเภอ จุด จุด จุด ไปเติมเอา ขอเชิญพี่น้องประชาชนร่วมสนับสนุนความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ สนับสนุนพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมครับ นี่เป็นข้อความที่ส่ง ๓๑ ตุลาคม หลังจากสื่อ ออกมาเผยแพร่เรียบร้อย ท่านก็คงจะอายนะครับ คนของท่านคงจะอาย ก็เลยมีคําสั่งวันที่ ๑ พฤศจิกายน จากกรมการปกครองเดิมนี้นะครับให้ระงับเรื่องนี้ไว้ขอดูภาพที่ ๒ ครับ นี่คือ คําสั่งที่ระงับ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ระงับการดําเนินการตามหนังสือที่ มท. ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ที่ผ่านมาที่ผมให้ท่านประธานได้ดูเมื่อสักครู่ คําสั่งนี้ก็บอกว่ามีข้อความคลาดเคลื่อน จากแนวนโยบายของกรมการปกครองที่จะประสงค์ให้ ท่านดูภาพต่อไปครับว่ามันเกิดอะไร ขึ้นครับ แม้จะมีคําสั่งยกเลิกไปแล้ว แต่สุดท้ายป้ายทํานองเดียวก็ระบาดไปทั่วประเทศครับ ท่านเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ท่านเห็นความคิดที่แตกแยกแบบนี้ท่านไม่บําบัดทุกข์บํารุงสุข พี่น้องประชาชนหรือครับ ท่านไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยที่ถูกต้องหรือครับ ขอดูภาพต่อเลยครับ มีภาพอีกจํานวนหนึ่งป้ายทํานองอย่างนี้ครับ เกิดขึ้นมากมายในทุกชุมชน ใช่ครับ อาจจะ สุดท้ายบอกว่า กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออําเภอไม่ได้ทํา แต่สุดท้ายท่านต้องเห็นครับ คนทุกคนเขาเห็นเขารู้เขาไม่สบายใจ ท่านรัฐมนตรีนั่งทํางานอยู่ได้อย่างไรครับในแต่ละวัน ผมก็ถึงบอกว่าท่านก็เลยบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่นะครับ ตามญัตติที่เสนอไว้ นอกจากนั้นท่านไปดูอีกคําสั่งหนึ่งนะครับ คําสั่งนี้นะครับ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ได้ทําการสั่งการนะครับ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ให้โรงเรียนในสังกัดนะครับ พูดง่าย ๆ ให้ไปทําความเข้าใจกับบุคลากรนักเรียน นักศึกษาในสังกัดให้ทราบ แล้วก็ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นจริงยึดมั่นในแนวทางระบอบประชาธิปไตย ใช้หลักเหตุและ ผลภายใต้กรอบกฎหมาย เชิญชวนให้ทุกฝ่ายยุติการชุมนุม หนังสือ ลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ซึ่งเกิดหลังจากที่มี ดูเหมือนว่าจะมีการถอนร่างอื่น ๆ ไปแล้ว แต่ว่าร่างตัวจริงก็ยังอยู่ เพราะว่า ขออภัยครับ ร่างนี้ยังไม่ถึงนะครับ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นมีการยับยั้งร่างนี้ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน แต่ท่ามกลางในขณะนั้นก็พูดในทํานองว่าจะต้องยุติเรื่องนี้ แต่หนังสือ ลงวันที่ ๑๐ ก็เป็นตัวที่ชี้ชัดนะครับว่าในขณะที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่งนี้ ยังมีหนังสือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่สังกัด ท่านไม่เห็นเรื่องนี้หรือครับว่า มันจะกลายเป็น ชนวนที่เกิดขึ้นต่อความสงสัยหรือความสับสนที่เกิดขึ้น ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยนะครับ ท่านก็น่าจะต้องลุกขึ้นมาห้ามหรืออย่างน้อยที่สุดนะครับ ก็ต้องทําคําอธิบายให้เข้าใจว่าจะไม่ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยมาเป็นเครื่องมือ ทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการเมืองของท่านเอง มีคําให้สัมภาษณ์นะครับ ของท่าน ในขณะที่ ส.ว. ยังไม่ได้รับด้วยเหมือนกัน ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ครับ ท่านจารุพงศ์บอกว่า หลัง ๑๘๐ วัน ที่ร่างพระบัญญัตินิรโทษกรรม ส.ว. พิจารณาคว่ําตามที่แถลงต่อสื่อมวลชนนั้น ร่างก็จะกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งนะครับ มีแนวโน้มที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีผล ในการนํากลับหรือไม่ นักข่าวถาม ท่านจารุพงศ์ตอบว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดขณะนี้เราต้อง ดําเนินการไปตามวุฒิสภาและขั้นตอนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ หนังสือพิมพ์ เขาถึงโค้ด (Code) ไว้ข้างหน้าครับว่าจารุพงศ์โยน ส.ว. ตัดสินคว่ํานิรโทษกั๊กรัฐบาล เดินหน้าต่อ ไทยรัฐนะครับ รัฐบาลกั๊กครับ จะเดินหน้าต่ออีก อะไรคือความจริง อะไรคือความชัดเจนที่คนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องทําให้ประจักษ์ต่อสังคม ผมถามท่านนะครับ ผมเชื่อว่าให้ท่านตอบวันนี้อีกท่านก็สับสนอีกละครับว่าตกลง จะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ นอกจากนั้นนะครับ ขออนุญาตไปดูอีกภาพหนึ่งครับ ภาพนี้ ชัดเจนครับ ในขณะที่มีการชุมนุมของประชาชนกลุ่มหนึ่งก็มีการชุมนุมของประชาชน อีกกลุ่มหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใส่เสื้อสีแดงแขนยาวชูมือหราบนเวที ท่านจะไม่ให้คนที่เป็นกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการกระทรวงหรือคนที่เกี่ยวข้องสับสน ได้อย่างไรครับว่าท่านจะทําอย่างไร ท่านให้สัมภาษณ์แล้วก็รวมทั้งการพูดบนเวทีนี้เป็นเรื่องที่ เวทีเลยนะครับ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าท่านเองสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไปนะครับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่ง ขึ้นเวทีปราศรัยบอกว่า พรรคพร้อมจะเดินเคียงคู่กับกลุ่ม นปช. จนกว่าจะได้รับชัยชนะ จะร่วมต่อสู้เพื่อไม่ให้เกิดการสองมาตรฐาน วันนี้เราได้ออกมาคัดค้านการตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญทั้งที่ไม่ได้มีอํานาจ มีอํานาจหรือไม่มีอํานาจเขาวินิจฉัยไปแล้ว ๖:๓ ครับ คิดอย่างท่านอยู่ ๓ ครับ เสียงข้างน้อย เสียงข้างมากเขาบอกว่าเขามีอํานาจที่จะวินิจฉัย เรื่องนี้ พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ได้ยึดเอาอํานาจเป็นของตัวเองไม่ให้ประชาชนได้เลือกตั้ง แต่ต้องทําเป็นการลากตั้งอยู่เสมอ หากลองดูให้ดีศาลรัฐธรรมนูญมาจากการแต่งตั้งของ คมช. ที่แปลว่า คนมันชั่ว ขอยืนยันการตัดสินของศาลเป็นการดูถูกคนไทยว่าไม่มีความรู้ ความเข้าใจ สู้คนที่ศาลสรรหามา ๗ คนไม่ได้ จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้ ๑.เดินหน้าโหวตวาระสามต่อไป วาระสามก็คือการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ที่ค้างอยู่ครับ ๒. รัฐสภาจะต้องมีการเรียกประชุมมีมติยืนยันว่าไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาก้าวก่ายอํานาจของรัฐสภา ผมขอยืนยันว่าพรรคและ นปช. จะร่วมมือยืนยัดต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยที่กินได้ นายจารุพงศ์กล่าวครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ อ่านคําวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งให้ท่านประธานได้ฟัง ผมอ่านสั้น ๆ เองครับ วินิจฉัยโดยมติเสียง ข้างมาก ๖:๓ ว่าการดําเนินการพิจารณาและลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผู้ร้องถูกร้อง ทั้งหมดในคดีนี้เป็นการกระทําที่ไม่ชอบโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมายมาตรา ๑๒๒ มาตรา ๑๒๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง มาตรา ๑๒๖ วรรคสาม มาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๓ วรรคสอง และวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก ๕:๔ ว่ามีเนื้อความเป็นสาระสําคัญ ขัดแย้งต่อ หลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ อันเป็น การทําให้ผู้ที่ถูกร้องได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ท่านยังไปให้สัมภาษณ์อีกหลายที่ครับ แล้วก็บอก อย่างชัดว่า ไม่ขัดมาตรา ๖๘ ก็คําตัดสินวินิจฉัย ๕ : ๔ เสียงข้างมากบอกว่าขัด ท่านก็เป็น เสียงข้างน้อยครับ ท่านคิดเหมือนเสียงข้างน้อยครับ ทําไมต้องสร้างความสับสนอีกละครับ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ท่านประธานครับ การชุมนุมที่เกิดขึ้น ของอีกกลุ่มหนึ่งนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างดีเลยครับ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก นะครับ คนมาชุมนุมกลุ่มหนึ่งเดินทางมาอย่างยากลําบาก ขึ้นรถบัส รถทัวร์ รถตู้มา โดนตะปู เรือใบ โดนปาก้อนหิน โดนตํารวจข้างทางบอกให้ไปอีกข้างหนึ่ง น้ําท่วมบ้างอะไรบ้าง เขามาอย่างยากลําบาก เขาต่อสู้มาจนถึงได้ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งมีรถตํารวจนําด้วยซ้ํา มีการ ดูแลอย่างดี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปขึ้นเวที ผมถามว่าท่านเวลาท่านเดินทาง ไปนี่ท่านเดินทางรถประจําตําแหน่งหรือเปล่าครับ ท่านเดินทางไป ท่านมีเลขานุการ มีคนขับรถ มีผู้ติดตามท่าน มี รปภ. ท่าน ในตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปไหมครับ ผมเชื่อว่าท่านไป ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะท่านก็คงไม่ต้องคิดอะไรละเอียดมาก หรอกครับ ผมคิดว่าท่านสับสน นอกจากนั้นยังมีรายงานของตํารวจภูธรภาค ๑ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าอ่านสั้น ๆ เพราะว่าทางฝ่ายกรรมการบอกว่าไม่อยากให้โชว์ ไม่อยากให้แสดงนะครับ เพราะเป็นเรื่องของชั้นความลับ แต่ผมขออนุญาตที่จะอธิบายว่า ตํารวจภูธรภาค ๑ มีคําที่สั่ง เป็นรายงานสั่งการกันนะครับ ถ้าพบกลุ่มบุคคลหรือมวลชนที่ให้ การสนับสนุนหรือมีความคิดเห็นพรรคประชาธิปัตย์ในด้านต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มบุคคลที่มี ความคิดเห็นคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่จะระดมมวลชนหรือจ้างมวลชน ให้เข้าร่วมให้รายงานผู้บังคับทราบ กรณีนี้ถ้าไม่ให้ความสนใจในการปฏิบัติหน้าที่หรือ ปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายจะถือเป็นความบกพร่อง ข้อความประมาณอย่างนี้ครับ ผมถามว่าแล้วตํารวจภูธรภาค ๑ ดูแลกลุ่มการชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งที่สนามกีฬาแห่งนั้นอย่างนี้ ไหมครับ มีจดหมายทํานองอย่างนี้ไหมครับ เป็นข้อสั่งการ เป็นความสั่งการที่บอกว่าให้ดูแล การชุมนุมที่มีการขนคนมาเกินกว่า ๑๐๐ คน อย่างนี้ไหมครับ ถ้าไม่มีก็แสดงว่ารัฐบาลนี้ สองมาตรฐานครับ นายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลตํารวจก็ต้องไปดูนะครับ ว่าการดูแลกลุ่มการชุมนุม ทางการเมือง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลประกาศพระราชบัญญัติความมั่นคงแล้ว ก็ต้องดูแลให้ทั่วถึง ทั้งกรุงเทพมหานคร และไม่น่าเชื่อนะครับไปสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น และจังหวัดปทุมธานี ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น รัฐบาลนี้ก็ประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคง ครอบคลุมไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร ไม่ต้องมาบอกว่าเขาเช่าสนามกีฬา การชุมนุมภายใต้ พ.ร.บ. ความมั่นคงท่านก็ต้องดูแลทุกคนครับ ถ้าเขาชุมนุมโดยการเช่าโรงแรม เช่าโรงเรียน เช่าสนามกีฬาก็ตาม ต้องดูแลครับ อย่าอ้างว่าเช่าสนามกีฬาแล้วทําอะไรก็ได้ เพราะเราอยู่ ภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคง กฎหมายเดียวกัน ท่านต้องดูแลอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ถ้าท่านไม่ทําท่านจึงบกพร่องต่อหน้าที่อย่างไรครับ
ท่านประธานครับ สุดท้ายที่ผมอยากจะต้องขอเรียนถึงท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในญัตติที่อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินแล้ว นายกรัฐมนตรีตอบเมื่อวันที่ ๒๐ ว่าให้รอกฤษฎีกาตีความก่อน ๗ วันแล้วครับ ภาวะผู้นําของท่านอยู่ที่ไหนครับ กฤษฎีกาเขาเป็นข้าราชการประจํา แต่คนเป็นนักการเมือง คนเป็นผู้ที่กุมบังเหียนของรัฐบาล สูงสุดในฝ่ายบริหาร ต้องให้ถามหาคุณธรรมจริยธรรม หรือครับ ต้องให้ถามหาความรับผิดชอบหรือครับ ๗ วันแล้วครับ นายกรัฐมนตรียังนอนหลับ สบายดีอยู่หรือครับ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีคําวินิจฉัยซึ่งผูกพันต่อคณะรัฐมนตรี ๗ วัน แล้วยังหาคําตอบไม่ได้เลยครับว่าควรจะทําอย่างไร ในฐานะที่ตัวเองมีอํานาจ ส่วนท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ สิ่งที่ผมอภิปรายมาคือความสับสนของท่านในการใช้อํานาจ ของกระทรวงมหาดไทยเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองของท่านให้เป็นไปในแนวทาง เดียวกัน ผมไม่เรียกร้องให้ท่านไปตายหรอกนะครับ อย่างที่ท่านเคยเรียกร้องผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งของอําเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเคยมีปัญหาในบัตรประชาชน ลงวันที่ ๓๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ ท่านบอกว่าเรื่องอย่างนี้ขอพูดแบบนักเลงเลยว่า แบบนี้ สมควรตาย เพราะไม่อย่างนั้นผมคุมลูกน้องไม่อยู่ เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นผิดแน่ ๆ อยู่แล้วเอามาโพนทะนาทําไมให้ใหญ่โต เรื่องแค่นี้ท่านยังให้ไปสมควรตายเลยครับ เรื่องที่ ท่านใช้อํานาจของท่านโดยมิชอบ ไร้ภาวะของความรับผิดชอบต่อการเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ผมไม่ต้องการให้ท่านไปตายครับ ไม่มีใครต้องสมควรตายหรอกครับ แต่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านพิจารณาตัวเองบ้างเถอะครับ พิจารณาถึงความรับผิดชอบและ การอยู่ในตําแหน่งของท่าน ถ้าท่านอยากทําการเมือง ออกไปจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยเสีย แล้วไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองให้สง่างาม ให้คนเขาจําได้ว่าหัวหน้าพรรค การเมืองพรรคนี้ชื่ออะไร ลองไปถามคําถามกับประชาชนดูครับ เขาตอบไม่ได้หรอกครับว่า พรรคนี้มีหัวหน้าพรรคชื่ออะไร ผมจึงอภิปรายทั้งหมดด้วยการที่ไม่เห็นด้วยและไม่เห็นชอบ และไม่ไว้วางใจที่จะให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปแม้วันเดียว และไม่เห็นด้วย และไม่เห็นชอบ ไม่ไว้วางใจให้ท่านจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยต่อแม้แต่ไปแม้แต่เพียงวันเดียว ขอให้ท่านพิจารณาตัวเองครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านวิรัช ร่มเย็น ๔๐ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ท่านประธานครับ ผมทําตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และผมเคารพรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยประการใดผมเคารพ เพราะฉะนั้นผมก็เคารพกฎหมาย รัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้ ทั้งเล่มนี้ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่าผมเองกับเพื่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยท่านนี้โดยทําการอย่างถูกต้องทุกประการ นั่นคือเมื่อเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกาของวันเดียวกัน ได้ไปยื่นถอดถอนกับประธานวุฒิสภาเป็นที่เรียบร้อย ถูกต้องทุกประการ ท่านประธาน ผมไม่แปลกใจครับที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจพร้อมกับ ถอดถอนท่านรัฐมนตรี มท. ๑ ในวันนี้ เมื่อไม่กี่วันนี้เห็นชัดกันทั่วประเทศว่ารัฐมนตรีท่านนี้ ไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยออกมา ท่านเองนําขบวน ท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยครับ พรรคแกนนํารัฐบาล พรรคแกนนํารัฐบาลสําคัญ ท่านบอกไม่เห็นด้วย ผมเสียใจครับ ท่านประธานครับ นอกจากท่านจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ คือไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งนํามาซึ่งการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านยังทําผิดกฎหมายอื่นอีก นั่นคือกฎหมาย ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ย่อ ๆ คือ ป.ป.ช. เต็ม ๆ ก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านประธานครับ ชาร์ตของผมนั้น เล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ใหญ่ก็เผื่อให้รัฐมนตรีซึ่งอายุมากแล้ว ชราภาพแล้วได้เห็นชัด ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติของผมอย่างนี้ครับ เนื่องจากรัฐมนตรีท่านนี้ครับ ท่านอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทยท่านนี้ละครับได้มีพฤติกรรมบริหารราชการแผ่นดิน บกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิที่ภาพ ลุแก่อํานาจ ขาดคุณธรรมจริยธรรม เล่นพรรคเล่นพวก เลือก ปฏิบัติ มุ่งสนองผลประโยชน์ส่วนตนพวกพ้องและผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่า ผลประโยชน์สวนรวมที่แท้จริงของประชาชน มีพฤติกรรมทุจริตจงใจกระทําผิดกฎหมาย หลายบท หลายมาตรา หากว่าปล่อยให้ท่าน มท. ๑ ท่านนี้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ก็รังแต่จะเกิดความเสียหายกับประเทศชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีวัน สิ้นสุด ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ท่าน มท. ๑ ได้ทําผิดกฎหมาย หลายฉบับ หลายมาตราครับท่านประธาน ขออนุญาตนําเรียนว่ากรณีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ต้องยอมรับก่อนนะครับว่าท่านเองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมไม่ได้พูดเอง นะครับ กฎหมายพูดครับ ท่านประธานที่เคารพกฎหมาย ป.ป.ช. ผมขอเรียกสั้น ๆ เพื่อประหยัดเวลา กฎหมาย ป.ป.ช. เขาให้คําจํากัดความครับท่านประธาน นั่นก็คือ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญคือ ป.ป.ช. นี้ เขาบอกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วมาดูครับท่านประธาน เขาก็คํานิยาม ก็เช่นเดียวกันในมาตราเดียวกันนี้ก็บอกว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหมายความว่า (๑) นายกรัฐมนตรี (๒) รัฐมนตรี (๓) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๔) สมาชิกวุฒิสภา วันนี้ ท่านเป็นอดีต ส.ส. ลาออกเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แต่ท่านยังมีหัวโขนอยู่ ๒ หัว นั่นก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยิ่งกว่านั้นท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าทั้งหมดทั้งหลายนี้ก็เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผมบอก แล้วถ้าพูดยาวเสียเวลา ขออนุญาต ป.ป.ช. นะครับ อย่างนี้ครับผมจะวางกฎหมายก่อน เพราะฉะนั้นวางบทกฎหมายก่อน เพราะฉะนั้นใครที่ฟังแล้วบอกทําไมยังไม่ถึงบทยังไม่ถึง จุดไคลแมกซ์ (Climax) ผมเด็กบ้านนอกครับเลยจําเขามาพูด ท่านประธานครับ ท่าน มท. ๑ ทําผิดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๐๓ เขาบัญญัติอย่างนี้ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล ก็ชัดเจนครับ บุคคล เดี๋ยวจะบอกว่ารับจากใคร ท่านประธาน ขออนุญาตครับ อาจจะเสียเวลานิดหนึ่งในการที่จะเรียบเรียงนะครับ แล้วก็บอกเสียเลยเพื่อ ผู้ที่ติดตามจะได้ทราบว่านอกจากผิดกฎหมาย ป.ป.ช. แล้ว ท่านผิดกฎหมายสําคัญที่สุดของ ประเทศ ซึ่งผมบอกเมื่อสักครู่ว่าไม่แปลกใจ เพราะท่านได้ยื่นออกมาแถลงกันเต็มพรรคเลย บอกไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่าท่านไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นก็คือท่านกระทําผิดมาตรา ๒๖๕ ครับ เป็นส่วนที่ ๒ เป็นการกระทําที่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ มาตรา ๒๖๕ บอกอย่างไรครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาต้อง (๑) ผ่านไป (๒) ผ่านไป ไปดู (๓) ครับ ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จาก หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานปกติ ท่านประธานครับ พูดแค่นี้ท่านผู้อาวุโสท่านรัฐมนตรีอาจจะบอกก็ลาออกจาก ส.ส. แล้วนี่ ไม่น่าจะเข้า นี่ละ อ่านกฎหมายอ่านให้หมด ท่านประธานครับ มาตรา ๒๖๗ ในส่วนเดียวกันนี้ ในบทที่บอกว่า การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์มาตรา ๒๖๗ เขาว่าอย่างนี้ครับ ท่านยิ้มท่านก็ ต้องหุบยิ้ม ให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๒๖๕ มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย ท่านประธานครับ ผมวางกฎหมายว่าท่านทําผิดกฎหมาย ๒ มาตรา แล้ว ๒ ประเภท กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตอธิบาย แล้วบอกเลยว่าเรื่องนี้ต้องเอ่ยถึงบุคคลภายนอก ทั้งบุคคลและนิติบุคคล ท่านประธานอย่าได้ ทักว่าเดี๋ยวเขาจะเสียหาย ผมจะพยายามไม่ให้เขาเสียหาย ท่านประธานครับ ถ้าไม่เอ่ยนี่ ไม่ได้ ข้อบังคับก็ดี รัฐธรรมนูญก็ดี บอกครับว่าไม่จําเป็นอย่าเอ่ย ผมจําเป็นครับ ผมเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ผมจําเป็นต้องเอ่ย ท่านประธานครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย มท. ๑ ท่านนี้ ท่านกํากับดูแลการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องบอกว่าท่านดูแลอะไรบ้าง จริง ๆ มีหลายเรื่อง มีหลายกรม เอาเป็นว่าการประปาส่วนภูมิภาค แล้วการประปาส่วนภูมิภาคนี้ครับ ตามมติ ครม. ที่ผ่านมาตั้งแต่แรกเริ่ม มติ ครม. บอกว่า ให้การประปาส่วนภูมิภาคไปดําเนินการ ในการจัดตั้งบริษัท เอาสั้น ๆ ภาษาอังกฤษอีกสักครั้ง อีสท์ วอเตอร์ (East Water) ท่านประธานครับ เป็นที่รู้กันว่าอีสท์ วอเตอร์ ทีนี้ถ้าบอกว่าอีสท์ วอเตอร์นี่ เดี๋ยวบอกว่า วิรัชดัดจริต เอาภาษาไทยก็ได้ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ําภาคตะวันออก จํากัด ท่านประธานครับ อีสท์ วอเตอร์ กับบริษัทที่ว่านี้อันเดียวกันนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ ครม. สมัยนั้นให้การประปาส่วนภูมิภาคเป็นหุ้นส่วนใหญ่ แปลว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย หลังจากนั้นมติ ครม. ก็ออกมาเรื่อย ๆ ในที่สุดวันนี้บริษัทนี้ มีสินทรัพย์หรือว่ามีหุ้น มีเงินทุนว่าอย่างนั้นเถอะ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า โชว์สักนิดหนึ่ง ในกรณีที่ท่าน มท. ๑ เป็นผู้กํากับดูแล การประปาส่วนภูมิภาคครับ กล้องก็ช่วยกรุณาหน่อยนะครับ หลังจากนั้นท่านประธานครับ ดูอีกหน่อย อีสท์ วอเตอร์ มีเอกสารเยอะ เดี๋ยวใบเสร็จจะตามมา ท่านประธานครับ ที่บอกว่า จําเป็นต้องเอ่ยนามนี่ เอ่ยชื่อนี่ เอ่ยนามสกุลนี่ ของบุคคลและนิติบุคคล ตรงนี้ไม่เอ่ยไม่ได้ ครับท่านประธาน แต่ผมจะเรียนว่าอีสท์ วอเตอร์ ที่ว่านี้มีอดีตกรรมการ เรียกว่าบอร์ด ก็แล้วกัน ชื่อมีหลายคนนะครับ เอาที่ว่าเป็นคนสนิทของท่าน มท. ๑ ก็แล้วกัน คุณชินวัฒน์ อัศวโภคี นี่นะครับ ตอนนั้นเป็นกรรมการ แปลว่าเป็นบอร์ด ขณะนี้ล่าสุดไม่ได้เป็น เหตุเกิด ตอนนั้นท่านประธานครับ ท่านนี้ ขอประทานอภัย เป็นเพื่อนที่รักกันกับบุตรชายของท่าน ไม่เอ่ยชื่อ ท่านรู้ดี ท่านเองก็เป็นคนสนิท เขาเป็นคนสนิทของท่านนี่ ท่านประธานครับ บริษัท เหล่านี้มีเงินเยอะก็มักจะพาลูกค้าไปดูงาน เรียกภาษาชาวบ้านว่า ไปเที่ยวเมืองนอก เรื่องนี้ ถ้าท่านรัฐมนตรี มท. ๑ ไม่เป็นคนขี้เหนียวนะ มันก็ไม่เกิดเรื่อง ผมเด็กบ้านนอกพูดภาษา บ้านนอก ท่านขี้เหนียว เงินไม่เท่าไรท่านประธาน อีสท์ วอเตอร์ ก็สมนาคุณท่าน นั่นก็คือ นําท่านไปสู่มาเลเซีย ใกล้ ๆ นี่ครับ ควักเงินเลี้ยงคนสัก ๑๐ คนยังได้เลย พาลูกน้องไป แต่นี่ไม่ครับ ปรากฏว่าท่านก็นําไปนะครับ ผมเรียนท่านประธานครับ อีสท์ วอเตอร์ ก็ไปจัดหาทัวร์ ทัวร์ที่ว่านี้ผมก็พยายามไม่ให้เขาเสียหายครับ เขาไม่เกี่ยวนะครับ แต่ต้องพูด เดี๋ยวจะบอกว่า อ้าว ไหนว่ามีใบเสร็จ บริษัท แอร์โรว์ อินเตอร์เนชั่นแนล ภาษาอังกฤษ อีกแล้ว นี่ถ้าจบอ๊อกซฟอร์ดแบบหัวหน้าผม ผมไม่กลัวเลย แอร์โรว์ที่ว่านี้เป็นบริษัททัวร์ นี่เห็นชัดเลยมีบิล (Bill) เรียกเก็บเงิน ท่านประธานครับ มีบิลเรียกเก็บเงินแล้วก็มีใบสําคัญ การวางบิลเมื่อสักครู่นี้ สนนราคา ไม่ได้คนเดียวน ไป ๓ คนครับ ใครไปบ้างครับท่านประธาน คนที่ ๑ ที่ไปด้วย นายชินวัฒน์ อัศวโภคี คนสนิท ผมไม่รู้เป็นอะไรกับท่าน คนที่ ๒ รู้จักกันดี เมื่อหลายปีก่อนชื่อดังมากกว่านี้ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการของท่าน มท.๑ นี่ละ คนที่ ๓ คือตัวท่านครับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เท่าไรครับ ๖๒,๓๔๐ บาท ๓ คนนะครับ ฉะนั้นเฉลี่ยแล้วคนละ ๒๐,๗๘๐ บาท หลายท่านที่ฟังบอก มท.๑ มีสตางค์ เยอะแยะอยู่พรรคร่ํารวยเป็นไปได้หรือ กฎหมายก็คือกฎหมายอย่าว่าแต่ ๒๐,๐๐๐ บาทเลย ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ถ้ากฎหมายบัญญัติว่าผิดก็ต้องผิดถ้าเราเคารพกฎหมาย ท่านประธานครับ เดินทางไปมาเลเซียหลักฐานมีชัด แบงค็อค-กัวลาลัมเปอร์ง่าย ๆ พูดได้ ไฟลท์ (Flight) ไหนละ เอ็มเอช ๐๗๘๓ (MH-0783) พาสบี (Pass B) วันที่ไป ๒ กุมภาพันธ์ แล้วกลับละกัวลาลัมเปอร์-แบงค็อค ไฟลท์ไหน เอ็มเอช ๐๗๘๓ พาสบี วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปีนี้ละครับ หลักฐานมี ใบเสร็จมีท่านประธาน แล้วแถมประทับตราว่าจ่ายแล้ว ก็แปลว่า อีสท์วอเตอร์จ่ายเงินให้กับแอร์โรว์แล้วบริษัททัวร์แล้วเรียบร้อย ต่อไปท่านประธานครับ เพื่อให้สมจริงสมจังเอกสารชิ้นนี้บอกว่าขออนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในกิจการของบริษัท โดยมีรายละเอียดดังนี้ลําดับ ๑ ค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางไป-กลับประเทศมาเลเซียเพื่อรับรอง ลูกค้าบริษัท ท่าน มท. ๑ เป็นลูกค้าของอีสท์วอเตอร์นะครับ จํานวนเงิน ๖๒,๓๔๐ บาท ผมได้มาก็มาเสนอเก็บไว้เฉย ๆ ก็ไม่ดีถึงแม้ว่าตัวเลขอาจจะหลายใบนะครับ ต่อไป ท่านประธานครับหลายท่านบอกก็มีแต่ใบเสร็จใครก็ทําได้ ไหนละหลักฐานชิ้นสําคัญที่บอกว่า ใบเสร็จ ๆ นี่ครับ เป็นเช็ค (Cheque) เช็คท่านประธานรู้จักไหมเช็ค ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางเขน จ่ายบริษัทแอร์โรว์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด ๖๒,๓๔๐ บาทถ้วน แล้วประทับตราว่าจ่ายแล้วแปลว่าในระบบของเขา อีสท์ วอเตอร์ ในฐานะผู้ว่าจ้างกับทัวร์ เขาจัดการเรียบร้อย ต่อไปครับท่านประธานครับ เพียงเท่านี้ผมก็คิดว่าพอเพียงแล้วแต่เวลา ยังเหลือท่านประธานเอาอีกสักประเทศนะครับ ท่านไปมาเลเซียนี่มันใกล้ฮ่องกง ฮ่องกง มันใกล้ดูไบ ไปทําอะไรไม่ต้องพูด เอาเป็นว่านี่ไป ๓ คนนะเมื่อสักครู่ ทีนี้เอาอีกประเทศหนึ่ง ประเทศจีนครับท่านประธาน นี่ไปจีน ไปจีนไม่ใช่แอร์โรว์แล้ว บริษัทจัดการน้ําและพัฒนา ทรัพยากรน้ํา แล้วก็บริษัททัวร์ก็คือมีบริษัททัวร์เช่นเดียว เดี๋ยวจะบอกตอนนี้ตัวละครนี้ ยังไม่ออก เอาเป็นว่าเอกสารชิ้นนี้จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อันนี้แพงหน่อยท่านประธาน คนละ ๓๙,๓๕๐ บาท ท่านประธานครับ อีกฉบับ มีหลายฉบับ ใบเสร็จเยอะนะครับ บริษัทเดียว ขอกราบเรียนว่ามีใบเสร็จเหมือนกันนี่เหมือนกันหามาได้เยอะ หามาได้เยอะ ต่อไปเป็นบิลเงินสดนะครับ ก็ทํานองเดียวกันมีกี่ฉบับ มีกี่ใบก็นํามาเสนอ ท่านประธานครับ แล้วนี่ครับออกมาแล้วชื่อตัวนะครับท่านประธานบริษัทเอ็มแอนด์พีฮอลิเดย์ทัวร์ จํากัด ขอประทานอภัยสําหรับบริษัททัวร์ทั้งสองบริษัท ท่านไม่ได้เสียหายอะไร ตรงกันข้ามบริษัท ท่านได้รับการไว้วางใจ อีสท์ วอเตอร์ใช้บริการท่านครับ นี่ครับ ในนี้บอกว่าต้นฉบับใบแจ้งหนี้ ลงวันที่ ๗ เดือนสิบสอง ๗ ธันวาคม ท่านประธานครับไปกัน ๓ คน คนแรกจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ คนที่ ๒ เช่นเดิม ชินวัฒน์ อัศวโภคี คนที่ ๓ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์เท่าไรครับรอบนี้ ๓ คน ๑๑๗,๙๐๐ บาท ใครฟังก็บอกสําหรับเงินจํานวนนี้หรือสําหรับ มท. ๑ จิ๊บจ๊อย ขนหน้าแข้งไม่ร่วง ขนอะไรร่วงไม่รู้ แต่ขนหน้าแข้งไม่ร่วง อันนี้เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เป็นเครื่องยืนยันว่าประทับตราจ่ายแล้ว แปลว่าระบบของอีสท์ วอเตอร์กับบริษัทเอ็มแอนด์พี ฮอลเดย์ทัวร์ เขาจัดการกันเรียบร้อยถึงได้บอกว่าประทับตราว่าจ่ายแล้ว สุดท้ายก็ถามอีกว่า แล้วมีไหมละเช็คที่จ่าย มีอีกเหมือนกันครับท่านประธาน เช็คธนาคารกสิกรไทยเหมือนเดิม สาขาบางเขน จ่ายบริษัทเอ็มแอนด์พีฮอลิเดย์ทัวร์ จํากัด ๑๑๗,๙๐๐ บาทถ้วน เช็คลงวันที่ ๓๑ เดือนมกราคม ๒๐๑๓ แปลว่า ๒๕๕๖ นี่ละครับท่านประธานครับ จ่ายแล้วเช่นเดียวกัน ท่านประธาน ท่านประธานครับภาพยนตร์เรื่องนี้ใกล้จะอวสานแล้วครับ ก็ขออนุญาต นําเรียนท่านประธานท่านว่าเรื่องของการทําผิดกฎหมายนี่ ผมย้ําอีกทีนะครับ นั่นก็คือ กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดจากบุคคลนะครับ ในขณะเดียวกันกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๒๒ ครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ และ/หรือมาตรา ๑๐๓ ต้องระวังโทษจําคุก ไม่เกิน ๓ ปีหรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ท่านประธานครับในกรณี รัฐมนตรีเป็นผู้กระทําผิดจะหมดสภาพการเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากการรับโทษทางอาญาตาม มาตรา ๑๗๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ กรณีเป็นกรรมการบริหารพรรค ก็ต้องหมดสภาพการเป็นกรรมการบริหารพรรคตามมาตรา ๑๑ กฎหมายพรรคการเมือง ท่านประธานครับ นอกจากนั้นยังมีระเบียบกฎ กติกาของ ก.ก.ต. บอกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดรับเงินเกิน ๓,๐๐๐ บาท ก็มีความผิดอีกท่านประธาน แต่ผมถือหลักใหญ่ ก็คือกฎหมาย รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช. ทีนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒๒ เมื่อสักครู่บอกท่านแล้วมาตรา ๑๒๒ บัญญัติรองรับมาตรา ๑๐๓ ท่านประธานครับ ผมนําเรียนท่านประธานว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีบางครั้งท่านก็คิดว่ากฎหมายไม่สําคัญ เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ๑๐,๐๐๐ บาท๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท รัฐมนตรีบางท่านบอกว่าเงินล้านเรื่องเล็ก แต่สําหรับกฎหมายในประเทศไทยครับ เราต้องคง ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไว้ เราไม่สามารถที่จะปฏิบัติผิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ถ้าท่าน คิดว่ากฎกติกาของกฎหมายไม่ต้องนําพา ท่านหย่อนยานผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๗๗ จังหวัด ท่านประธานครับ เขาก็กล้าคิดอย่างท่าน ปฏิบัติอย่างท่านบ้านเมืองก็ไปไม่รอดอยู่ไม่ได้ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้นและข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจารุพงศ์ อดีต ส.ส. บอกให้ท่านได้รับทราบหน่อย ท่านลาออกจาก ส.ส. แล้ว แต่ว่า ท่านก็ยังมีความผิดอยู่ครับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ไม่สมควรที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยต่อไป และไม่สมควรจะเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจะกระทรวงไหน และจะมี การถอดถอนตามกฎกติกาของกฎหมายโดย ป.ป.ช. จะเป็นผู้ดําเนินการ สุดท้ายขอบคุณ ท่าน ส.ส. ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ส.ส. จังหวัดชุมพร ที่กรุณาให้ความสะดวกกับผม ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีก่อนครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม นะครับ ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ได้อภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยในเรื่องของการ ออกเอกสารสิทธิที่จังหวัดภูเก็ต โดยได้กล่าวถึงผู้ที่อาจจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์แล้วระบุว่า เป็นผู้มีนามสกุล ณ ระนอง ถ้าหากว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส ได้อยู่ในที่ประชุม กระผมอยากจะขออนุญาตได้เรียนถามท่านเพื่อความชัดเจนว่าการที่ ท่านได้เอ่ยถึงสกุล ณ ระนอง นั้น ท่านมีความประสงค์ที่จะหมายความถึงความเกี่ยวข้อง ของตัวกระผมซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งในคณะรัฐบาล ซึ่งใช้นามสกุล ณ ระนอง หรือไม่ ถ้าหากว่าท่านยังอยู่ในช่วงเวลาที่พินิจพิเคราะห์อยู่ว่าตามข้อมูลของท่านนั้นมีความเกี่ยวข้อง หรือว่าท่านทราบชื่อของบุคคลที่ท่านมีความสงสัยว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์และใช้นามสกุล ณ ระนอง หรือไม่นั้น ผมจะขออนุญาตได้กราบเรียนว่าในช่วงเวลาหลังจากการอภิปราย ซึ่งท่านได้เอ่ยถึงนามสกุล ณ ระนอง และตัวกระผมเองมีความไม่สบายใจเพราะว่าก็มีผู้ที่ได้ สอบถามเข้ามาว่าตัวผมมีที่ดินขนาดไหนอยู่ในจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ซึ่งขออนุญาตยืนยันว่า แม้ว่าเป็นผู้ที่ใช้สกุล ณ ระนอง แล้วก็บรรพบุรุษอาจจะได้เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หรือสมุหเทศภิบาลในพื้นที่แถบนั้น ตัวผมเองไม่เคยมีที่ดินใด ๆ นะครับ อย่างไรก็ตามได้ พยายามใช้เวลาในการค้นหาข้อมูล ก็พบว่าดูเหมือนจะมีการดําเนินการของส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ ซึ่งอาจจะไม่เป็นที่เรียบร้อย มีการพูดถึงการดําเนินการ ของสํานักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในเอกสารสิทธิ์ที่มีประเภท ส.ป.ก. และได้มีข่าวสารระบุว่าอาจจะมีจํานวนถึง ๑๐๐ แปลง โดยมีสกุลดัง ๆ อาจจะเป็น ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์นะครับ ผมได้ใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลจากสื่อมวลชนแล้วก็ได้พบว่ามี การอ้างถึงผู้ที่ใช้นามสกุลต่าง ๆ ไม่พบว่าในข้อมูลอันเป็นสาธารณะได้มีการอ้างถึงนามสกุล ณ ระนอง ในที่ดิน ส.ป.ก. จํานวนประมาณ ๑๐๐ แปลงดังกล่าวแต่อย่างใด นอกจากนั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิ์ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของโฉนดที่ดินนะครับ ซึ่งกระผม ก็ไม่แน่ใจว่าที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาสได้อภิปรายนั้นหมายถึง แปลงใดนะครับ แต่ว่าถ้าดูตามข้อมูลที่ปรากฏในส่วนที่เป็นข้อมูลจากสื่อมวลชนและรวมทั้ง การรายงานของส่วนราชการต่าง ๆ ก็พบว่ามีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งครับ มีจํานวนประมาณ ๖๕ ไร่ มีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการปลอมโฉนดที่ดินโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องและได้มีการ ดําเนินการออกเอกสารสิทธิที่เป็นประเภทโฉนดที่ดินในพื้นที่ตําบลกะรน อําเภอเมือง จังหวัด ภูเก็ต จํานวน ๑๕ ไร่ อย่างที่ผมได้กราบเรียนไป อย่างไรก็ตามก็พบว่าจากข้อมูลที่มีการ กล่าวหาซึ่งยังไม่ได้มีการดําเนินการให้เป็นที่ยุติ เอกสารสิทธิประเภทโฉนดดังกล่าวได้มีการ ออกเอกสารสิทธิกันในวันที่ ๑๒ เมษายน ปี ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรวมทั้งของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ถูกอภิปรายในครั้งนี้ยังไม่ได้เป็นผู้ที่รับหน้าที่แต่อย่างใด แล้วก็ได้พบว่าผู้ที่มีชื่อตามเอกสารสิทธิประเภทโฉนดดังกล่าวนั้นมิได้เป็นบุคคลที่ใช้นามสกุล ว่า ณ ระนอง แต่อย่างใด กระผมจึงขออนุญาตได้ใช้โอกาสนี้นะครับ ที่จะได้เรียนอธิบายว่า ตัวผมเองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องใด ๆ ที่ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ และมีความสงสัย ว่าเจตนารมณ์ของท่านที่ได้กล่าวถึงผู้ที่อาจจะได้รับประโยชน์โดยเป็นผู้ใช้สกุลว่า ณ ระนอง นั้นมีความประสงค์อย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนว่าสกุล ณ ระยอง ได้มาตั้งรากฐานอยู่ใน ประเทศไทยกว่า ๑๐๐ ปีนะครับ กระผมเป็น ณ ระนอง รุ่นที่ ๕ และมีจํานวนสมาชิก ในครอบครัวที่ใช้นามสกุลว่า ณ ระนอง มากมายหลายท่าน มีฐานะแตกต่างกัน มีหน้าที่ ต่าง ๆ กัน มีความคิดทางการเมืองก็แตกต่างกันด้วยดังที่ท่านอาจจะได้พบตามข้อมูลข่าวสาร จากสื่อมวลชน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีผู้ที่เป็นสมาชิกในสกุล ณ ระนอง และมีความคิดเห็น ในทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ ดังนั้นจึงขออนุญาตได้ใช้เวลานี้ที่จะได้กราบเรียนกับ ท่านประธานนะครับ ผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ซึ่งได้กรุณาอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ในลักษณะของ การทั้งชี้แจง และรวมทั้งอาจจะขออนุญาตได้ใช้โอกาสนี้กราบเรียนถาม ซึ่งถ้าหากว่าท่าน ได้กรุณาให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุมแห่งนี้นะครับ แล้วผมก็ เชื่อว่าสังคมก็จะมีความสบายใจมากขึ้นว่า ณ ระนอง ที่อยู่ในคณะรัฐบาลปัจจุบันนั้นมิได้มี ความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ท่านอภิปรายรวมทั้งการดําเนินการที่เกี่ยวกับเอกสารสิทธิ ดังกล่าว ถ้ามีก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามารับหน้าที่นะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเจะอามิง เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าท่านรัฐมนตรีได้อยู่ในห้องประชุมตลอดเวลาคงจะเข้าใจว่าสิ่งที่ผมได้ตรวจสอบ ตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามการทุจริต และสิ่งที่ผมนําเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรวันนี้เป็นการนําเสนอในการทุจริต ในพื้นที่ภูเก็ต โดยเฉพาะที่ดิน แล้วมี คนที่นามสกุล ณ ระนอง และได้มีเอกสาร ซึ่งจากกรมป่าไม้ได้สั่งให้เพิกถอนนะครับ ซึ่งเลขที่ โฉนดที่ดินนี่ ความหมายของผมคือการทุจริตในการร่วมกับราชการและนักการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ท่านก็ได้ อาจจะใช่ท่านก็ได้ แต่สิ่งที่ผมพยายามจะบอกว่าวันนี้มีการทุจริต เชิงนโยบายและก็ใช้อํานาจ และเช่นที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะปราบการทุจริต มันเป็นไป ไม่ได้ ก็ที่ผมตามไปมันมีการทุจริตนะครับ และก็กรมที่ดินได้สั่งให้มีการเพิกถอน โดยออก หนังสือที่ ทส. ๑๖๑๘๔๗/๕๖/๒๗ ๒ เมษายน ๒๕๕๕ นะครับท่านประธาน เป็นเอกสาร ผมอ่านได้ไหม ผมจะอ่านให้ท่านได้ไหมครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมไม่เอ่ยชื่อนะครับ บุคคลที่สาม ที่ผมพูดถึงคือพูดในภาพรวมนะครับ แม้กระทั่งที่ดินที่ผมพูดถึงมีการใช้อํานาจ การข่มขู่ โดยแกนนําของเสื้อแดง ก็ไปมีผลประโยชน์ในที่ดินนะครับ ที่ภูเก็ตก็มี ผมก็ไม่ได้ อ้างชื่อว่าเป็นชื่อใคร แต่ว่าผมใช้อักษรย่อนะครับ แล้วก็มีการข่มขู่ อย่างกรณีของเสื้อแดงนี่ มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่ด้วยว่าถ้าไม่ให้ความสะดวกก็จะย้ายเจ้าหน้าที่ลงไปจังหวัดชายแดน ภาคใต้นะครับ ผมก็เอาภาพว่าคนที่อ้าง คนที่ใช้ ผมมีเอกสารที่มีการติดตามและมีเอกสาร ข้อมูลอย่างชัดเจนครับท่านประธาน ผมขออนุญาตกลับไปที่ของท่านรัฐมนตรี เผอิญไปเจอ ในเอกสารที่มีการเพิกถอนสิทธิ ขอให้มีการเพิกถอนสิทธิโฉนดที่ดิน เลขที่ที่ผมได้อ้างสักครู่ โฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๘๔๑๔ และ ๙๘๔๑๕ ที่หาดฟรีด้อม ตําบลกะรน อําเภอเมือง จังหวัด ภูเก็ต ไม่ว่าใครหรอกครับ ผมทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องตรวจสอบ เพราะนโยบายของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ท่านให้ความสนใจ ในการทุจริตในการคอร์รัปชัน แต่วันนี้มันเกิดขึ้นอย่างไร แล้วท่านก็ปล่อยปละละเลย นี่ประเด็นเหล่านี้ต่างหากครับ ผมไม่ได้เอ่ยถึงท่านรัฐมนตรีเลยนะครับ ใครก็ได้ที่มีหลักฐาน มีเอกสารพยานหลักฐานชัดเจน นี่ผมก็ต้องอ้าง เพราะว่ามันไม่ได้เป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาลได้พูดไว้ ที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมขออนุญาตได้ใช้สิทธิพาดพิงอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ผมได้กราบเรียนตามข้อมูลที่ผมมีอยู่ทั้งหมด แล้วผมก็ไม่พบว่า มีการดําเนินการในส่วนใดที่เป็นการเกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิที่มีบุคคลที่ใช้นามสกุล ณ ระนอง อยู่ตามข้อมูลของผมนะครับ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนราธิวาส ท่านเจะอามิงนะครับ ที่ได้กรุณาตอบข้อซักถามผมแต่ผมยังไม่สบายใจ อยู่สักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าในการตอบของท่านนั้น ท่านบอกว่าท่านตรวจสอบเป็นการ ทั่วไป ซึ่งอาจจะหมายถึงไม่ใช่ตัวผมก็ได้ หรืออาจจะหมายถึงตัวผมก็ได้ ผมคิดว่าการพูด ในลักษณะนี้มันมีความกํากวมครับ ถ้าท่านพบว่ามีผู้ที่ได้ใช้นามสกุลณ ระนอง และเป็นผู้ที่ ถูกกล่าวหา เป็นผู้ต้องสงสัย ผมคิดว่าท่านน่าจะพร้อมที่จะพูดว่าบุคคลนั้นชื่ออะไรในการเป็น นามสกุล ณ ระนอง แต่ถ้าหากท่านไม่สะดวกที่จะเอ่ยชื่อนะครับผมจึงมีคําถามว่าแล้วเหตุใด จึงเอ่ยนามสกุลมาในชั้นอภิปรายในครั้งแรก เพราะการเอ่ยชื่อนั้นกระทบกับบุคคลคนเดียว ที่อาจจะเป็นผู้ที่ใช้นามสกุล ณ ระนอง แต่การเอ่ยที่เกี่ยวข้องกับนามสกุล ณ ระนอง นั้น อาจจะเกี่ยวข้องกับบุคคลจํานวนหลายร้อยหรืออาจจะหลายพันคนเพราะว่าอย่างที่ผม กราบเรียนไปนะครับ ผมเป็น ณ ระนอง รุ่นที่ ๕ และเท่าที่ทราบปัจจุบันนี้มี ณ ระนอง รุ่นที่ ๖ และรุ่นที่ ๗ แล้วด้วย ดังนั้นผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรที่ผมจะต้องขอให้ท่านได้ ระบุให้ชัดหรือไม่ก็ท่านควรจะถอนในสิ่งที่ท่านพูดไปถ้าหากว่าท่านไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่อย่างใด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการ ตามข้อมูลผม เป็นที่ดินที่ตําบลกะรน ซึ่งน่าจะหมายถึงผืนเดียวกับที่ท่านพูด แล้วผมได้กราบเรียนข้อมูลไปแล้วว่าการออกเอกสาร สิทธิได้เกิดขึ้นในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ ซึ่งในเวลานั้นเป็นนายกรัฐมนตรีท่านอื่น ที่รับผิดชอบประเทศอยู่ ดังนั้นจะเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ท่านอภิปราย ในครั้งนี้ได้อย่างไร และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการหลังจากที่ได้มีการ ดําเนินการแล้ว ทั้งหมดก็อยู่ในกระบวนการของทางราชการอยู่ จึงขออนุญาตได้กราบเรียน ถามท่านผู้อภิปรายอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านจะกรุณาระบุให้ชัดได้หรือไม่ ถ้าระบุไม่ได้ ผมคิดว่า ท่านควรจะถอนการอภิปรายของท่านที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับสกุล ณ ระนอง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผมยืนยัน ว่าสิ่งที่ผมพูดในสภาผู้แทนราษฎรนี้เป็นเรื่องจริง เป็นรองนายกรัฐมนตรียังไม่มีปัญญาไปหา หรือ ป.ป.ช. ไปตรวจสอบสิครับ นายกรัฐมนตรีไปตรวจสอบสิครับ ตามเอกสารที่ผมได้ยื่น ไปตรวจสอบสิครับว่ามันจริงไม่จริง เวลาผมจะพูดเรื่องจริง เวลาจะพูดชื่อทุกคนที่มีอยู่นี่ เป็นบุคคลที่สาม
เอาละครับ ถ้าท่านไม่พูดก็ไม่เป็นไรนะครับ
ทันเป็นรองนายกรัฐมนตรีให้มี ปัญญาไปหาสิครับ ถ้าไม่มีปัญหาไปหามาเอาที่ผมสิ ผมขอสิผมจะให้ จะเซ็นกํากับให้ด้วย
ใจเย็นครับ อย่างนั้นจะไม่จบนะครับ ท่านไม่ตอบก็ไม่ตอบครับ เชิญครับเอาสั้น ๆ ครับ เดี๋ยว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านจะได้ตอบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองนายกรัฐมนตรีมีปัญญาหาข้อมูลครับ และข้อมูลที่ได้หาก็พบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสกุล ณ ระนอง แล้วก็พบว่าถ้าเกี่ยวกับพื้นที่ ที่มีการดําเนินการตามเอกสารสิทธิที่เรียกว่าโฉนดที่ตําบลกะรน มีพื้นที่อยู่แปลงเดียวที่เป็น ปัญหาอยู่ มีขนาด ๖๕ ไร่ การออกเอกสารที่เป็นโฉนดนั้นออกเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ และบุคคลที่เป็นผู้รับโฉนดนั้นเป็นผู้ที่มิได้ใช้นามสกุล ณ ระนอง แต่อย่างใด ถ้าท่านมีข้อมูล อยู่ในมือนะครับ
ผมว่าอย่าไปท้าทายกันถ้าท่านชี้แจงไปแล้ว เอาละครับพอแล้วครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เชิญครับ ต่างฝ่ายต่างชี้แจงพอแล้ว เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ใคร่ขออนุญาตตอบข้อซักถามเป็นประเด็น ๆ ซึ่งก็จดมาได้มากพอสมควร
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของนโยบายการปราบปรามยาเสพติดในการดูแล รับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเน้นในเรื่องการเยียวยาแก้ไขอบรมเพื่อคืนคนดีสู่สังคม ตามที่ถูกกล่าวหาว่าในหนังสือเวียนที่ทางรองปลัดได้เสนอว่าควรที่จะต้องปฏิบัติงานตามที่ เคยปฏิบัติมาในปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๕ นั้น ขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าไม่ใช่เรื่องการฆ่า ตัดตอนนะครับ แต่เป็นเรื่องที่ต้องการจะย้ําว่าการที่มีนโยบายคืนคนดีสู่สังคมนั้นจะต้องแยก จากคนที่เสพก็จะต้องเอาไปบําบัดรักษา ส่วนผู้ค้าก็จะดําเนินคดีเพื่อให้ติดคุกติดตะราง กันต่อไป ก็กราบเรียนว่าตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลนี้ได้มีการเร่งรัดในการ ฝึกอบรมผู้ที่เสพติดแล้วก็เข้าสู่การบําบัดซึ่งมี ๒ ระดับ คือระดับที่สมัครใจ กับอีกระดับหนึ่ง ก็คือบังคับ โดยร่วมมือกันทุกภาคส่วนนะครับ ฉะนั้นก็ขอยืนยันสั้น ๆ ว่าไม่ต้องเท้าความ เรื่องเกี่ยวกับการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการฆ่าตัดตอนในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ที่กล่าวทั้งสิ้น ก็ยืนยันนะครับว่าเราจะต้องพยายามที่จะเอาชนะสงครามยาเสพติดให้ได้
เรื่องที่ ๒ ที่กล่าวถึงเรื่องม็อบสวนยางบริเวณควนหนองหงส์ จังหวัด นครศรีธรรมราช ขอเรียนให้ทราบว่าปัญหายางพาราตกต่ําเป็นปัญหาที่รัฐบาลก็พยายามจะ แก้ไขแล้วก็สรุปออกมาว่ารัฐบาลจะดูแลเฉลี่ยออกมาราคายางประมาณ ๘๐ บาท แต่ว่าทาง เกษตรกรสวนยางก็เรียกร้องเป็น ๑๐๐ บาท และที่สุดก็มาปรับกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น ๙๐ บาท ซึ่งตรงนี้ทุกจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือก็ตกลงยินยอม ในส่วนภาคใต้ เองส่วนใหญ่ก็ตกลงยินยอมโดยการมาลงนามเพื่อขอรับเงินส่วนที่ได้รับการเยียวยาแก้ไข แล้วก็ปัญหาของม็อบตรงนี้มันก็น่าจะจบไปได้แต่ที่ไม่จบ ประเด็นสําคัญข้อที่ ๑ ก็คือว่า เกษตรกรบางส่วนเขาปลูกยางลงในที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งตรงนี้เราก็จําเป็นที่จะไม่สามารถ ที่จะให้เงินเยียวยาได้ ก็เลยเป็นปัญหาที่ต่อรองกันอยู่นะครับ ส่วนเรื่องม็อบที่เข้ามาเราก็ ทราบดีครับว่ามีผู้ที่อยู่หนุนหลัง จะเห็นได้ว่ากลุ่มที่ท่านถามว่าเป็นใคร เราก็ทราบนะครับ แต่ก็ยังพยายามที่จะรวบรวมหลักฐานอยู่ แล้วก็แน่นอนว่าการข่าวเราก็รู้ดีว่า ม็อบกลุ่มนี้ วันนี้ ๒ วันนี้ก็อยู่แถวในกรุงเทพฯ นี้ละครับ ก็ไม่รู้ว่าใครสนับสนุนนะครับ
เรื่องที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้ง ๓ แห่ง คือในระดับ เทศบาล อบจ. และ อบต.
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ท่านควรจะชี้แจงเฉพาะในส่วนที่ ท่านเสียหาย ไม่ต้องไปพาดพิงเรื่องเมื่อสักครู่นะครับ เอาที่ท่านเสียหายนะครับ
คืออย่างนี้ครับ ท่านถูกไม่ไว้วางใจนะครับ ก็ต้องให้ท่านอธิบายนะครับ ท่านไม่ใช่ถูกพาดพิง นะครับ ท่านถูกกล่าวหาว่ามีท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญท่านชี้แจงต่อเลยครับ เชิญนั่งลงท่านฉัตรพันธ์ วินิจฉัยแล้ว ยังอยู่ในหัวข้ออยู่ครับ เชิญนั่งลงครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ว่าหรอกครับ เพราะท่านเพิ่งกลับเข้ามาในห้อง อาจจะต่อไม่ติดก็ได้ ขออนุญาตต่อไปนะครับ เรื่องที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงาน ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งในเรื่องการดําเนินการเกี่ยวกับเงินผลประโยชน์ ตอบแทน เงินรางวัล สําหรับข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษ ที่ใคร ๆ ก็เรียกว่าเงินโบนัส เป็นเงินรางวัลประจําปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เงินตอบแทนนี้ มีลักษณะเป็นเงินประจําปีของสําหรับพนักงานท้องถิ่น ได้ดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ มาแล้ว และก็มีการจ่ายเงินกันในครั้งแรก เมื่อประมาณปี ๒๕๔๗ โดยมีขั้นตอนในการ ดําเนินการเกี่ยวกับเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นสําหรับพนักงานและพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นกรณีพิเศษ โดยมีคณะกรรมการ ข้าราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่น ที่เรียกว่า กถ. เป็นผู้วางกฎเกณฑ์ไว้ ซึ่งก็มีเกณฑ์ว่า ก. จังหวัดแต่ละจังหวัดดําเนินการออกประกาศ ก. จังหวัด เพื่อที่จะกําหนดเงื่อนไขและวิธีการ กําหนดประโยชน์ตอบแทนอื่นสําหรับ ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษ ตามแนวทางประกาศของ ก.กลาง คณะกรรมการกลางนะครับ เพื่อให้องค์การบริหารท้องถิ่นปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และอัตราการจ่ายเงินที่กําหนดไว้
๒. ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการมาประเมิน มีหน้าที่ตรวจสอบและประเมินผล การปฏิบัติราชการขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแบบประเมิน แล้วรายงานสรุปผล การประเมินให้กับคณะกรรมการจังหวัด เพื่อที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบ องค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นที่ผ่านการประเมิน ต้องได้รับคะแนนประเมินไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๗๕ จึงจะมีสิทธิ ที่จะได้รับเงินรางวัลประจําปี องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิที่จะได้รับเงินรางวัล ประจําปี ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ๑. ผ่านการประเมินการบริหารจัดการที่ดีของกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในปีงบประมาณที่แล้วไม่น้อยไปกว่าร้อยละ ๖๐ ๒. มีวงเงินคงเหลือจาก ค่าใช้จ่าย เงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นยังไม่ถึงร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณ รายจ่ายประจําปีที่ขอรับการประเมิน การประเมินผลขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ดําเนินการประเมินตามตัวชี้วัด ๔ มิติ และผลของการประเมินอยู่ในขั้นที่เรียกว่าได้คะแนน มาไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของจํานวนยอดเต็ม ๘๐ ให้หน่วยงานและสถาบันที่เป็นกลาง มาทําการสํารวจประเมินความพึงพอใจของประชาชนว่าผู้รับบริการในการจัดให้มีการบริการ สาธารณะของ อบต. ก็มีรายละเอียดมากละครับ แต่ก็ขอสรุปว่าต่อมาเมื่อมีการจ่ายเงิน เกิดสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. มีการทักท้วงในเรื่องสิทธิดังกล่าวว่ายังไม่มีระเบียบ ในการจ่ายเงินที่สมบูรณ์แบบ สตง. มีความเห็นว่ากรณีการจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่น ที่เป็นกรณีพิเศษขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีระเบียบกระทรวง มหาดไทยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท
ผลของการทําวิจัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้ทํายกร่างเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยมีการนําเอาข้อทักท้วงของ สตง. มาหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่ากฎหมาย ไม่มีบทบัญญัติที่กําหนดให้ใช้เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นสําหรับพนักงานท้องถิ่นเป็นกรณี พิเศษ จึงไม่อาจจะจ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการดังกล่าวได้ หากกระทรวง มหาดไทยเห็นว่ามีความจําเป็นและสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเงินผลประโยชน์ ตอบแทนอื่นสําหรับพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษแล้ว กระทรวงมหาดไทยต้องออก ระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยจึงได้ไปร่างออกระเบียบขึ้นมา แล้วก็นําเสนอเพื่อที่จะให้ทางกฤษฎีกาได้ดูแลต่อไป ผลการดําเนินการขณะนี้นะครับ อยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เสนอระเบียบดังกล่าวไปแล้วนะครับ แล้วก็มีการลงนามโดยท่าน มท. ๒ ไปเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ซึ่งเรื่องนี้ก็จะได้เร่งติดตามต่อไป ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ
ข้อต่อไปเป็นข้อที่พูดถึงเรื่องการปรองดอง ผมขออนุญาตพูดยาว ๆ หน่อย เรื่องนี้มีที่มาที่ไป คือเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเมื่อปี ๒๕๕๕ ในเรื่องเกี่ยวกับการที่ขอแก้ รัฐธรรมนูญว่า แนะนําว่าควรจะต้องมีการไปขอความเห็นจากประชาชนอีกรอบหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ ทางรัฐบาลเองก็ได้ตั้งงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อที่จะให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น นักวิชาการกลาง ๆ ได้นําเอาประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกของ สังคมไปพิจารณา โดยมีที่มาที่ไปจาก ข้อ ๑ ความเห็นของการวิจัย สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก็มีอยู่ประมาณ ๔๐-๕๐ หน้าในบทสรุป บวกด้วยข้อ ๒ ก็คือความเห็นของคณะกรรมการ อิสระในการค้นหาความจริง คือของท่านดอกเตอร์คณิต ณ นคร ซึ่งทางรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้แต่งตั้งขึ้น ข้อ ๓ ก็มีความเห็นสรุปของคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมาธิการ พิเศษซึ่งมี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธานกรรมการ ทางอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วก็ทําการรวบรวมเอาประเด็นปัญหาซึ่งเป็นเรื่องของ ความขัดแย้งของประเทศชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา มาเป็นเท็กซท์ (Text) เป็นเอกสารประมาณ ๔๐ หน้า แล้วก็มีการกําหนดหัวข้อซึ่งเป็นการศึกษาจาก ๓ สถาบันว่า มันมีปัจจัยสําคัญที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาอยู่ ๙ ประการด้วยกัน ซึ่งก็คงไม่ต้อง ไปอ่านให้หมดนะครับแล้วก็มอบหมายให้ทางกระทรวงมหาดไทยเป็นเพียงผู้อํานวย ความสะดวกโดยมีคณาจารย์ของสถาบันการศึกษาเป็นผู้ไปเชิญพี่น้องประชาชนมาพูดคุยกัน ที่เรียกว่าเวทีสนทนาหาทางออกประเทศไทยซึ่งมีทั้งหมด ๑๐๘ เวทีด้วยกัน ถามว่า ๑๐๘ เวที มาจากไหน ก็มาจากเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ เขตเลือกตั้งเก่าก็จะพยายามรวมเอา ๔ เขตเลือกตั้ง มาเป็น ๑ เวที แต่ไม่ห้าข้ามจังหวัด ดังนั้นเวทีแทนที่จะเป็น ๑๐๐ เวที ก็กลายเป็น ๑๐๘ เวที นี่คือที่มาที่ไปของคําว่า ๑๐๘ เวทีสนทนาหาทางออกประเทศไทย แล้วก็ทางคณาจารย์ก็เป็น ผู้ดําเนินการทั้งสิ้น ไม่ใช่ทางกระทรวงมหาดไทยเป็นแต่เพียงว่าการเบิกจ่ายงบประมาณผ่าน กระทรวงมหาดไทยเท่านั้น กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการที่จะ ชี้นําแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผลปรากฏว่าใน ๑๐๘ เวทีนี้ มีการประเมินกันไว้ว่าจะมีผู้เข้าร่วม ๗๘,๐๐๐ คน แต่เวลาเอาเข้าจริง ๆ ปรากฏว่าเข้ามาร่วมเกินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็เหมือนกรณีที่บริหารจัดการน้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ซึ่งขณะนี้ผู้เข้าร่วมสนทนาแสดงความคิดเห็น ก็มากกว่าประมาณเคยกําหนดเอาไว้ก็เป็นธรรมดาครับ แล้วก็ในจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เข้าร่วมนี้ ๒๘,๐๐๐ คนที่ได้ยืนขึ้นพูดอภิปรายทั้งเวทีวงใหญ่และเวทีที่แบ่งกลุ่มย่อย มีคนที่เสนอเป็นเอกสารความคิดเห็นทั้งหมดถึง ๕๘,๐๐๐ กว่าฉบับ คณาจารย์ที่เป็น กรรมการก็ได้รวบรวมเอาเรื่องปัญหาความแตกแยกในสังคมนี้มาเสนอต่อกรรมการใหญ่ ที่ตั้งขึ้น โดยมีผมนี้เป็นประธานนะครับ ในการที่จะสรุปออกมาว่าความแตกแยกของสังคมไทยนี้มันมีหลักใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๑๐ ข้อ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นรายละเอียดที่ทางอาจารย์เขาทําขึ้นมาทั้งหมดนี้ก็เป็นการชี้ให้เห็น ว่าสังคมไทยต้องการที่จะปรองดองกันลดความขัดแย้ง โดยที่มีเมตตา มีความปรารถนาดี ต่อกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อจะมองอนาคตข้างหน้าของประเทศไทยต่อไปด้วยเหตุนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยเองก็จึงได้มีแนวคิดจากการเสนอของประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ออกมาเพื่อที่จะบอกว่าต้องการให้คนไทยทุกคนก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่การปรองดองกัน ส่วนเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมก็ดี หรือการกระทําต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมนั้นก็เป็นรายละเอียด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ว่าท่านผู้อภิปรายก็ไปบอกบอกว่าทางกระผม ได้สั่งการ จริงครับ ในส่วนหนึ่งนี้กระผมได้มีการประชุมในที่ประชุมของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็ได้พูดกันถึงว่าทําอย่างไรที่จะทําหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยคือหน้าที่บําบัดทุกข์ บํารุงสุขและการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าบ้านเมืองสังคมมีความขัดแย้งกัน ก็เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดนายอําเภอที่จะต้องทํา ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในอําเภอของตน ในจังหวัดของตนเพื่อลดความขัดแย้งลง เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าในแต่ละจังหวัดนั้นก็มีคนกลุ่มสีต่าง ๆ อยู่เหมือนกัน ดังนั้นการที่มี การขึ้นคัทเอาท์ (Cutout) หรือป้ายที่บอกว่าก้าวข้ามความขัดแย้ง แล้วก็หันหน้าเข้า ปรองดองกันมีความเมตตา มีความปรารถนาดีต่อกันนั้นผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย เราได้น้อมนําเอาพระราชดํารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ บวกด้วยวันปีใหม่ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ มาสรุปว่าพระองค์ท่านก็บอกว่าถ้าสังคมไทยนี้มีความเมตตา มี ความปรารถนาดีต่อกันก็เชื่อว่าสังคมนี้ก็สามารถจะรุดหน้าเจริญไปได้แล้วก็มีความสงบสุข ที่ดี ดังนั้นเรื่องนี้ทางกระทรวงมหาดไทยเองก็ยืนยันว่าได้ทําอย่างถูกต้องไม่ได้มีอะไรที่จะ ไปทําให้เกิดผลเสียกับสังคมในภาพรวม แล้วก็เป็นพันธกิจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ที่สําคัญโดยแท้อีกข้อหนึ่งนะครับ
เรื่องต่อไป เรื่องของการทําหน้าที่ของหัวหน้าพรรคที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผมไปขึ้นเวทีเสื้อแดง ก็เรียนยืนยันครับว่า
๒. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอํานาจ คําวินิจฉัยจึงไม่ผูกพันกับผู้ยื่นที่คัดค้าน
๓. มาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้กับพวกคิดที่จะกบฏหรือว่า ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งตรงนี้เราพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่อยู่ในกรอบที่ทาง ส.ส. ได้ยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการพิจารณาและแก้ไข รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ นั้นเป็นอํานาจหน้าที่ของรัฐสภาโดยแท้ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของ การขัดกันของกฎหมายกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องการแก้ไข ไม่ใช่เรื่องการขัดกัน ของความหมายของรัฐธรรมนูญกับกฎหมายต่าง ๆ
๔. ก็คือว่ารัฐสภาได้ลงมติผ่านวาระที่สามแล้ว แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี ได้นําร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ว่าจะทรงเห็นชอบด้วยหรือไม่ จนกว่าจะพ้น ๙๐ วัน และเมื่อมิได้ พระราชทานคืนมา การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวโดยไม่มีอํานาจ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อการใช้ พระราชอํานาจ และการกระทําในพระปรมาภิไธย ทั้งนี้เพราะว่าประการแรก ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอํานาจวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเอง หรือไม่
ข้อ ๒ เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีการตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติใด มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้วนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๔ ได้ให้ตรวจสอบได้ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ หากมี การทูลเกล้าฯ แล้วย่อมจะอยู่ในพระบรมราชวินิจฉัยไม่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด เรื่องนี้ทางพรรคเพื่อไทยก็ได้แถลงมีรายละเอียดทั้งหมด ๙ ข้อด้วยกัน ซึ่งก็ได้ แจกจ่ายไปหมดแล้วนะครับ ส่วนที่กระผมขึ้นที่เวทีประชาธิปไตยนั้น ก็ด้วยเหตุที่ว่าอํานาจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตามมาตรา ๒๙๑ เป็นอํานาจของรัฐสภาโดยแท้ กระผมในฐานะ หัวหน้าพรรคและเป็นอดีต ส.ส. อย่างที่ท่านว่า ผมคิดว่าก็เป็นหน้าที่ของผมส่วนหนึ่งที่จะต้อง พิทักษ์รักษาศักดิ์ศรี เกียติยศ ของสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ของสถาบันหลักของ ประเทศ ดังนั้นการที่ได้ออกมาแถลงการณ์นั้น กระผมทําในนามของหัวหน้าพรรคครับ ไม่ได้ ทําในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็อยากจะกราบเรียนไว้ให้ทราบ
ส่วนเรื่องต่อไปเกี่ยวกับเรื่องอีสวอเตอร์นะครับ คือการไปดูงานของบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ําภาคตะวันออก อีสท์วอเตอร์ กระผมใคร่ขอเรียนว่าผมได้รับ การประสานงานจากบอร์ดของบริษัท อีสท์วอเตอร์ ในการเดินทางไปดูงาน ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๐-๒๑ ธันวาคม ที่ประเทศจีนนะครับ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒-๓ กุมภาพันธ์ ที่ประเทศมาเลเซีย บริษัท อีสท์วอเตอร์เป็นบริษัทที่การประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้นใหญ่ และการประปาส่วนภูมิภาคอยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวงมหาดไทย กระผมเห็นว่า การเดินทางไปดูงานในระบบบริหารจัดการน้ําดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการบริหารงาน ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่มีการประปาส่วนภูมิภาคเป็น หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด จึงได้ตอบรับร่วมเดินทาง โดยที่ข้าพเจ้าเองยินดีที่จะออก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด หลักฐานก็คือว่ามีการจ่ายเงิน โดยผมเองจ่ายเงินไปด้วยเงินส่วนตัว ของตัวเอง ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ เป็นเงิน ๑๑๘,๐๐๐ บาท ในการเดินทางไปที่ประเทศจีน เป็นค่าเครื่องบินและค่าที่พัก ซึ่งเป็นหนังสือและเอกสาร แสดงการรับมอบเงิน วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ คือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ยอดเงิน ๙๒,๐๐๐ บาทในการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ ๒-๓ กุมภาพันธ์ เป็นค่า เครื่องบินแล้วก็ค่าที่พัก ปรากฏตามหนังสือแสดงรายการรับมอบเงินในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ก่อนการเดินทางไปต่างประเทศทั้ง ๒ ครั้งกระผมก็ได้ขออนุมัติต่อท่านนายกรัฐมนตรี แล้วได้รับ การอนุมัติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้ง ๒ ครั้ง กระผมขอปฏิเสธว่ามิได้มีความจงใจฝ่าฝืนที่จะ รับทรัพย์และประโยชน์อื่นใดจากบุคคล หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ อันมิควรได้ตามกฎหมาย อันเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ ประกอบมาตรา ๒๖๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๓ ประกอบมาตรา ๑๑๒ ตรงกันข้ามกับข้อกล่าวหา กระผมได้ จ่ายเงินจํานวน ๑๑๘,๐๐๐ บาท และ ๙๒,๐๐๐ บาท รวม ๒๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผมพร้อมที่จะ มอบหลักฐานนี้ให้กับท่านประธานต่อไปนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เงินยอดนี้ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องที่จะมากมายอะไร แต่ว่าผมก็ยืนยันว่าตลอดเวลาที่รับราชการอยู่นั้นผมรู้ดีเรื่อง กฎเกณฑ์ ระเบียบ เพราะฉะนั้นผมจึงได้ทําตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ก็ขอยืนยันว่ากระผมเอง ไม่ได้มีความจงใจหรือว่าเข้าข้อหาที่ว่าฝ่าฝืน รับทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใดจากบุคคล หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจอันมิควรได้ตามกฎหมายแต่ประการใด แล้วยืนยันว่าด้วยเกียรติยศแล้วไม่ได้มีความคิดว่าจะเบียดบังต่อทรัพย์สินนี้ กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงไหมครับ คือหลังจากเสร็จแล้วผมก็ จะขอปิดอภิปรายแล้วก็จะให้ท่านผู้เสนอญัตติได้สรุปนะครับ เดี๋ยวท่านบุญยอดก่อนครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตสั้นนิดเดียวครับ ตามที่ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ
ประเด็นที่ ๑ การทําวิจัยเป็นเรื่องของการปรองดอง สุดท้ายท่านเอาผลวิจัย มาสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ประชาชนตัดสินได้ครับว่าท่านทําถูกหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ท่านก็พูดถึงเรื่องอํานาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ที่จะไปอธิบายเรื่องนิรโทษกรรม ผมก็บอกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของท่าน มันเป็นการใช้ กระทรวงมหาดไทยเป็นเครื่องมือทางการเมืองก็ให้พี่น้องประชาชนช่วยตัดสิน
ประเด็นที่ ๓ สุดท้ายครับ ก็ขอบคุณท่านที่ได้อธิบายอย่างสับสนเช่นเคยว่า ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ท่านมายืนอยู่ในสภาแห่งนี้ พูดในนาม หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้วก็บอกว่าพรรคเพื่อไทยได้ปฏิเสธทั้งอํานาจวินิจฉัย และคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดผมจะขอคัดบันทึกไปส่ง ป.ป.ช. ต่อไปครับ ขอบพระคุณ ที่ท่านให้พูดครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เอาประเด็นที่พาดพิงกันครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี กระผมใคร่ขอที่จะตอบในคําอภิปรายพาดพิงโดย ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พาดพิงถึงในกรณีที่มีการย้ายข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งขณะนั้นผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนะครับ ใคร่ที่จะนําเรียนเป็นประเด็น สําคัญว่าในกรณีการย้าย พันตํารวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ จากตําแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท. ไปดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ใคร่นําเรียนว่าเป็นการโยกย้ายในวาระ ประจําปี ซึ่งในขณะโยกย้ายนั้น ก็มีตําแหน่งว่างลง เนื่องจากมีเกษียณอายุราชการนะครับ และในการเกษียณอายุราชการของรองปลัดในตําแหน่งนั้น บังเอิญเป็นรองปลัดที่รับผิดชอบ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งรับผิดชอบโดยกระทรวงยุติธรรม ก็ได้มีการพิจารณา ตัวคนที่จะขึ้นมาดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรมแทนผู้ที่เกษียณไปแล้วนะครับ ก็ได้พิจารณากันรอบคอบร่วมกับทางปลัดนะครับ ก็พิจารณาเห็นว่า พันตํารวจเอก ดุษฎี นั้น มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ความสามารถในการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด โดยเฉพาะสมัยที่เป็นตํารวจอยู่ก็ได้รับเกียรติยศในเรื่องนี้หลายครั้ง แล้วก็เมื่อ พิจารณาว่ามีความสามารถที่จะดูแลปัญหายาเสพติด ซึ่งแพร่ระบาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ ยาเสพติดในเรือนจํา ยาเสพติดในส่วนทั่ว ๆ ไปนะครับ ก็ได้เห็นว่า พันตํารวจเอก ดุษฎี นี้ เหมาะสมกับตําแหน่งนี้ และประกอบกับว่าวัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงยุติธรรมนั้น ก็ใคร่ขอเรียนว่าก็มีวัฒนธรรมที่ว่ารองปลัดกระทรวงนั้นมีศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าระดับ ๑๐ ธรรมดา คือระดับ ๑๐ ที่เป็นอธิบดีนะครับ ก็จึงได้ให้พันตํารวจเอก ดุษฎี นั้น ลงครอง ในตําแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และก็ได้มอบหมายให้ดูแลในเรื่องของยาเสพติด ในภาพรวมของกระทรวงยุติธรรมนะครับ และส่วนในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน พันตํารวจเอก ดุษฎี นั้น กระผมใคร่ขอเรียนว่ามันก็มีสาเหตุมีที่มาที่ไปครับ สาเหตุทั้งหมดนี้ มีอยู่ ๓ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ ก็คือ พันตํารวจเอก ดุษฎี นั้น ได้ทํารายงานผลการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงจากการตรวจเอกสารสิทธิที่ดินจังหวัดภูเก็ต ฝั่งทะเลอันดามัน และกรณี การเลี่ยงภาษีนําเข้ารถยนต์ใหม่ แต่การเสนอเรื่องราวนั้น ได้นําเสนอนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยข้ามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่จะต้องดูแลและกลั่นกรอง งานนี้นะครับ ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ผิดระเบียบราชการนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือ พันตํารวจเอก ดุษฎี ได้นําข้อมูลของทางราชการ ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ท. ไปเปิดเผยกับบุคคลภายนอก แล้วต่อมา บุคคลภายนอกได้ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนไปในลักษณะที่ทําให้เกิดความเสื่อมเสียของ การปฏิบัติงานในด้านการตรวจสอบการทุจริต และ พันตํารวจเอก ดุษฎี ก็ได้ให้ข่าวต่อ สื่อมวลชนเพิ่มว่าตนเองเป็นคนให้ข่าวนั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม
ประการที่ ๓ พันตํารวจเอก ดุษฎี ก็มีความประสงค์ที่จะจัดตั้งศูนย์ข้อมูล ข่าวสารของ ป.ป.ท. ได้มีการของบประมาณจากกองสลาก ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปเพื่อ ดําเนินการการจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเป็นเครื่องดักฟังโทรศัพท์ เมื่อได้ ดําเนินการไปแล้วก็นําไปใช้เป็นส่วนตัวนะครับ ไม่ได้มอบให้กับทางราชการนะครับ การรายงาน การส่งมอบพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนั้น ก็ไม่ได้นําส่งเป็นครุภัณฑ์ ของหลวงแต่ประการใด อันนี้คือเหตุผลที่ต้องตั้งกรรมการสอบสวน แต่ก็เป็นการตั้งกรรมการ สอบสวนที่ไม่ร้ายแรงนะครับ เป็นการตั้งกรรมการสอบสวนธรรมดา เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง ว่าเป็นอย่างไร ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการดําเนินงานของคณะกรรมการ ส่วนผลจะออกมา อย่างไรนั้นก็คงจะต้องรอฟังคณะกรรมการไหมครับ
ประเด็นที่ ๒ ในคําอภิปรายของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็คือ กรณีโยกย้ายคุณถวิล เปลี่ยนศรี ทางผมมีสิทธิตอบนะครับ
เอาละครับ พอแล้วครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ ก็ประเด็นที่คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้พูดถึงในเรื่องของคุณสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ได้เอ่ยถึง นายเต้ย จักราช ที่มาให้ถ้อยคําเกี่ยวกับว่าเป็นทหารพราน มีการพบอาวุธอะไรทั้งหลายทั้งปวง อันนี้ต้องขอเรียนว่า นายเต้ย จักราช ก็เป็นพลเมืองดีคนหนึ่งที่มาให้ข้อมูลต่อทางราชการ ว่ามีการพบเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น ส่วนในเรื่องของการดําเนินการที่จะตรวจสอบนั้น ก็เป็นเรื่องของทางราชการที่จะต้องดําเนินการตรวจสอบต่อไป ซึ่งจากการตรวจสอบนั้น เมื่อไม่พบก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ก็ถือว่านายเต้ยนั้นเป็นพลเมืองดีคนหนึ่งที่มีความประสงค์ ในการที่จะให้การชุมนุมนั้นเป็นไปด้วยความที่สงบ ปราศจากอาวุธ อันนี้ก็เป็นการให้ข้อมูลที่ ปรารถนาดีนะครับ
ส่วนเหตุผลท่านบุญยอดที่ขอทราบเหตุผลว่า ทําไมจึงขยาย พ.ร.บ. ไปที่ จังหวัดปทุมธานีที่อําเภอลาดหลุมแก้ว ก็เนื่องจากตรงนั้นเป็นที่ตั้งสถานีดาวเทียมไทยคม แล้วที่ขยายไปทางอําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ก็เนื่องจากว่าที่นั่นเป็นที่ตั้งสนามบิน นานาชาติสุวรรณภูมิครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับที่ชี้แจง แต่ว่าอยากทําความเข้าใจ สักนิดนะครับ ประการแรก ความจริงที่ท่านชี้แจงเรื่องของคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนนี้ ผมก็ได้อ่านในส่วนที่เกี่ยวข้องให้ที่ประชุมฟังก็ตรงกันนะครับ แต่เกรงว่าที่ท่าน เพิ่มข้อ ๓ มานี้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผมอภิปราย ผมก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงนะครับ แต่ดูแล้วท่านอ่านไม่ตรงนะครับ ในนี้กล่าวหาเพียงแค่ว่าเครื่องที่เขาจะซื้อนี้ดักฟังข้อมูลได้ แต่ ป.ป.ท. ไม่มีอํานาจกระทําการดังกล่าว ไม่ได้เขียนอย่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ว่าเขาเอาไป ใช้เป็นการส่วนตัว ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา เท่านั้นเองนะครับ แต่ประเด็นสําคัญที่ผมอภิปรายก็คือว่า การตั้งกรรมการสอบสวนแล้วก็ เกี่ยวพันกับเรื่องการโยกย้ายนี้ ที่ผมให้ความสําคัญเป็นพิเศษคือข้อ ๑ กับข้อ ๒ ว่าบุคคลคนนี้ ตรวจสอบการทุจริต ไปให้ข้อมูลและเป็นข่าวสารออกไป กับไปรายงานนายกรัฐมนตรี โดยไม่ผ่านท่าน ผมก็เพียงแต่ถามว่าคนที่มีนโยบายปราบปรามการทุจริตนี้จะพิจารณาเรื่องนี้ อย่างไร ถ้าศัพท์ทางเทคนิคนี้ สิ่งที่เขาทํานี้เหมือนกับเขาเป่านกหวีด เป็นวิสเซิล โบลเวอร์ (Whistle blower) แต่ไม่ได้รับการคุ้มครอง กลับถูกลงโทษ ที่สําคัญที่สุดที่ผมต้องถาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ถามท่านนะครับ ก็คือว่าเมื่อมีการโยกย้าย แล้วสื่อมวลชนก็เลยไปถาม ท่านนายกรัฐมนตรี บอกมันเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า นายกรัฐมนตรีตอบกับประชาชนว่า ไม่ต้องห่วงจะมอบหมายให้เขาดูแลเรื่องการทุจริตต่อไป ผมขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่มายืนยันว่าเขาไปดูเรื่องยาเสพติดครับ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวเท็จกับประชาชน ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวเอาประเด็นนี้ให้จบก่อน เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ผมต้องขอโต้แย้ง ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านบอกว่าผมโกหก ขออภัยครับ
ประท้วงอะไรครับท่านบุญยอดครับ
ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมถูกพาดพิงให้เสียหายในเรื่องข้อมูลครับ
เดี๋ยวประเด็นก่อนครับ
ประเด็นก็คือว่า ท่าน พลตํารวจเอก ประชา บอกว่า นายเต้ย จักราช เป็นพลเมืองดี ผมไม่สนใจ นายเต้ย จักราช หรอกนะครับ ผมสนใจว่ารองเลขาธิการสุภรณ์ อัตถาวงศ์ มากล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในทําเนียบรัฐบาล ได้อย่างไร
อันนั้นมันคนละเรื่องกันครับ ท่านได้สอบสวนไปแล้วคนละประเด็นครับ ท่านก็ได้ชี้แจง
ประเด็นเดียวกันครับ ท่านครับ
อันนั้นเป็นเรื่องของท่านสุภรณ์ อันนี้ท่านก็สอบสวนไปแล้ว
ก็ท่านตอบนี่ครับ ท่านจะรู้สึก อย่างไรครับ บอกว่าเต้ย จักราช เป็นพลเมืองดี
ก็จบไปแล้วครับ ประเด็นนี้จบไปแล้วครับ
ก็ผมต้องอธิบายอย่างไรครับว่า ประเด็นที่ผมนําเสนอก็คือประเด็นของ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่พูดแล้วถูกจับโกหกได้ว่า นายเต้ย จักราช ไม่ได้เป็นทหารพราน ถ้าท่านมีทัศนคติแบบนี้ครับ เรียนท่านนายกรัฐมนตรี ว่าปลดท่านรองนายกรัฐมนตรีคนนี้ออกไปเถอะครับ
เอาละครับ พอแล้ว เดี่ยวท่านผู้ประท้วงเอาท่านชินวรณ์ประท้วงใช่ไหมครับ ฝั่งนี้ก็มี ท่านวิทยาก็ประท้วงอยู่นะครับ เชิญทีละท่านก่อน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราชนะครับ ผมขอประเด็นนิดเดียวเพราะเป็นประเด็นที่ผมได้อภิปราย
ประเด็นอะไรครับ บอกก่อนครับ
ที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยท่านจารุพงศ์ได้ออกมาพูดถึงการแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ได้กําหนด ไว้ในราคาที่ ๗๘ บาท จะให้เพิ่ม ๑๒ บาท เป็น ๙๐ บาท
เอาเฉพาะประเด็นท่านชี้แจงแล้วกันนะครับ
ผมกําลังจะชี้แจงว่าพาดพิง แล้วมันเสียหายนะครับ เพราะผมได้อภิปรายไว้ว่าที่รัฐบาลจะให้เงินชดเชยกิโลกรัมละ ๑๒ บาท เป็น ๙๐ บาทนั้น วันนี้ยังไม่ได้รับเลย และที่สําคัญก็คือท่านบอกว่าชาวบ้านที่ไม่ได้ ไปปลูกยางในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงครับ อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญครับ เพราะวันนี้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่ได้รับเงินค่าชดเชย นอกจากว่าไม่มีเอกสารสิทธิ์ แล้วพี่น้องชาวสวนยางที่มีอยู่ในครอบครัวเดียวกันก็ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงิน ส่วนที่จะได้ชดเชยไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท แล้วท่านก็ไปสร้างภาพเฉพาะในประเด็นไปให้ครั้งแรก ที่อําเภอร่อนพิบูลย์ หลังจากนั้นยังไม่มีใครได้รับเลยครับ
ครับ เอาละท่าน
และที่พาดพิงเสียหายมาก มีประเด็นสุดท้ายก็คือว่าท่านบอกว่าม็อบชาวสวนยางนั้นมีผู้หนุนหลัง และขณะนี้ม็อบกลุ่มนี้ มาอยู่ที่ราชดําเนิน ผมคิดว่าถ้าคนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวใส่ร้าย พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางบ้านผมแบบนี้เสียหายมากครับ
เอาละครับ
ท่านมองอย่างนี้ละครับ ท่านจึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการตํารวจไปใช้กําลังในการปราบปรามม็อบ นี่ละครับ
เอาละครับ ประเด็นนี้ไม่ได้พาดพิงถึงท่านละครับ เอาละครับเชิญได้นั่งลงครับ ท่านได้ชี้แจงแล้ว เชิญนั่งลงครับ จบแล้วนะครับ เชิญนายกรัฐมนตรีท่านจะชี้แจงเชิญครับ ท่านได้ชี้แจงเสร็จแล้วเชิญนั่งลงครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ เชิญท่านประชาครับ
ขออนุญาต ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมขอเพิ่มเติมในเรื่องของ พันตํารวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ นะครับว่าก็ได้รับผิดชอบทั้งในเรื่องของยาเสพติดด้วยแล้วก็ปราบปรามทุจริตด้วยครับ อันนี้ ขอยืนยันครับ
เอาละครับ ผมว่าการอภิปรายพอสมควรนะครับ ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ฝ่ายค้าน จะสรุปไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีใช่ไหมครับ เชิญครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตชี้แจงในบางประเด็นที่ยังไม่ได้ตอบท่านผู้อภิปราย โดยเฉพาะในประเด็น ที่กล่าวหาในเรื่องของดิฉันทําผิดกฎหมาย ป.ป.ช. ในประเด็นเรื่องของโครงการสร้าง อนาคตไทย ๒๐๒๐ ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงดังนี้ว่า
การพัฒนาระบบรางเพื่อขนส่งแล้วก็การบริหารจัดการขนส่งสินค้าและ บริการนั้นเป็นนโยบายในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แล้วก็ถือว่าเป็นนโยบายหนึ่ง ของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา แล้วก็ในนโยบายนี้ตรงกับนโยบายที่ได้แถลงไว้ในหัวข้อที่ ๓.๔ จึงเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องพัฒนาขีดความสามารถของประเทศให้ทัดเทียมกัน ดังนั้นการที่รัฐบาลก็ต้องมีการเตรียมการในการที่จะสื่อสารให้ความเข้าใจกับประชาชน แล้วก็การเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ ทางภูมิภาค แล้วก็ภาคเอกชนเพื่อให้มี การเตรียมตัวแล้วก็พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันนะคะ
สําหรับโครงการสร้างอนาคตไทยนั้น ก็ต้องเรียนว่าเป็นโครงการที่เป็น โครงการที่พูดถึงการพัฒนาระบบรางเพื่อการขนส่ง ระบบการบริหารการจัดการขนส่ง สินค้าโลจิสติกส์ (Logistics) ระบบบริการต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของถนน รถไฟความเร็วสูง ในทุก ๆ เรื่อง แล้วนอกจากนั้นยังได้มีการพูดในการอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของ ว่านอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้วระบบบริหารจัดการน้ําจะเข้ามาทําให้อนาคตของประเทศ ไทยนั้นเปลี่ยนไปอย่างไรจากโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็นอกจากนั้นก็ได้มีการพูดถึงยุทธศาสตร์ ของกลุ่มจังหวัด แล้วก็ยุทธศาสตร์ของจังหวัดด้วย เพื่อที่จะเสริมสร้างความเข้าใจให้กับ ประชาชนในพื้นที่ว่าในอนาคตประเทศไทยนั้นถ้ามีการพัฒนาต่าง ๆ แล้วเราจะรองรับ การพัฒนานี้ในส่วนของต่างจังหวัดอย่างไรและพี่น้องประชาชนหรือภาคเอกชน จะมีการเตรียมพร้อมอย่างไร นี่เป็นลักษณะของโครงการนี้ จึงเรียนยืนยันว่าโครงการนี้นะคะ ไม่ใช่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อค่ะ แต่เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจแล้วก็เตรียมการต่าง ๆ ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการของโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารราชการ แผ่นดิน แล้วก็เรียนว่าโครงการที่ถูกกล่าวหานี้นะคะเป็นการทํางานตามนโยบายของรัฐบาล และไม่ใช่เป็นการทําตามร่างพระราชบัญญัติที่ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แล้วก็เรียนว่าในส่วนนี้อย่างที่เรียนว่าในโครงการนิทรรศการนี้ มีการพูดถึงมากกว่าในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แล้วก็วิถีชีวิตต่าง ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงไปนะคะ แล้วนอกจากนั้นแม้ว่าไม่มีร่างพระราชบัญญัติโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลก็สามารถที่จะต้องดําเนินในนโยบายนี้ เพราะว่าเนื่องจากในโครงการการบริหาร ในเรื่องของการพัฒนาในกลุ่มจังหวัดหรือพื้นที่นั้นก็ต้องมีการพัฒนาต่าง ๆ การสร้าง ความเข้าใจควบคู่กันไป ที่สําคัญเราอยากให้ภาคเอกชน หรืออยากให้จังหวัดนั้นในการที่จะ เตรียมตัวค่ะ ไม่ได้เตรียมตัวแค่ว่าถ้าประเทศในการพัฒนาไปข้างหน้า ขีดความสามารถ ในการแข่งขันแล้ว เราจะพัฒนาคุณภาพชีวิตต่าง ๆ การศึกษา สังคมในอนาคตอย่างไรค่ะ ก็จึงเป็นที่มาของโครงการนี้นะคะ สําหรับโครงการนี้ก็ยังมีประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อสงสัย เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างนะคะว่าเป็นไปตามระเบียบของทางคณะรัฐมนตรีหรือไม่ หรือเป็นไปตามของ ป.ป.ช. หรือไม่ ก็ต้องเรียนยืนยันอีกค่ะว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยในการที่จะ ปฏิบัติตามข้อแนะนําของ ป.ป.ช. และไม่มีนโยบายที่จะเอื้อเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันค่ะ ดังนั้นถ้าสิ่งที่เรียนนะคะ ดิฉันเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งค่ะว่าตามที่ทาง ป.ป.ช. ได้มีข้อแนะนํา วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ คณะรัฐมนตรีมีมติสั่งการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นปฏิบัติตามแนวทางในการเปิดเผยราคากลาง ของค่าก่อสร้างของราชการตามที่กําหนด และเปิดเผยราคากลางที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ประเภทอื่นที่ไม่ใช่งานก่อสร้าง ให้เป็นไปตามมติของการหารือระหว่างกระทรวงการคลัง กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องภายใน ๑๘๐ วัน ยังคงยืนยันตามนั้นค่ะ แล้วระเบียบที่ท่าน พูดถึงนะคะ สําหรับการจัดโครงการสร้างอนาคตไทยนั้นก็ได้มีการทําตามระเบียบแล้วนะคะ แล้วก็ได้มีการประกาศเผยแพร่ราคากลางตามที่ ป.ป.ช. แนะนําเรียบร้อยแล้วในเว็บไซต์ (Web site) สามารถกดดูได้นะคะ ซึ่งเป็นไปตามมติของ ครม. แล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้องนะคะ แล้วก็การปฏิบัติงานในสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นก็มีกระบวนการแล้วก็ขั้นตอน ในการพิจารณาโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ซึ่งใช้ระเบียบพัสดุ ซึ่งในการปฏิบัติงานในขั้นตอนต่าง ๆ นั้นผู้เสนองานดังกล่าวสามารถ ที่จะดําเนินการได้โดยไม่ต้องนําเสนอร่างนั้นต่อดิฉันค่ะ เพราะว่ากระบวนการนี้ได้มอบหมาย ให้อยู่ในการกํากับดูแลของท่านรองนายกรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารงอยู่แล้ว ซึ่งท่านก็ได้กํากับ ในส่วนของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และขอเรียนอีกครั้งหนึ่งค่ะว่าโครงการนี้ ณ ปัจจุบันยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณแต่ใด ๆ ค่ะ และที่สําคัญการเบิกจ่ายนั้นจะต้อง เป็นไปตามระเบียบนะคะ แล้วก็เป็นไปตามการเบิกจ่ายตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด นะคะ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ๒ วันที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นวันสําคัญ แล้วก็เป็นอีกครั้ง หนึ่งค่ะที่รัฐสภาแห่งนี้ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบการทํางาน แล้วก็ถือว่าเป็นการถ่วงดุลอํานาจ ของฝ่ายบริหารในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลค่ะ ในโอกาสนี้ดิฉันก็ขอถือโอกาส ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านค่ะที่ได้ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างทุ่มเทตลอด ๒ วันเต็ม ๆ ในการที่จะอภิปรายประเด็นต่าง ๆ ซึ่งก็เชื่อว่าดิฉันก็ได้ทําหน้าที่ชี้แจง ในประเด็นครอบคลุมที่สมาชิกสงสัยไปแล้วนะคะ ก็เรียนย้ําว่าอย่างไรก็ตามในระหว่าง การอภิปรายก็มีหลายประเด็นที่เป็นประเด็นที่เรียกว่านอกจากนอกประเด็นหรือพาดพิงไปถึง บุคคลที่สาม จึงเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งค่ะว่าในตอนเบื้องต้นที่ดิฉันได้กราบเรียนท่านสมาชิก ว่ามีความจําเป็นเพื่อให้การอํานวยความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูกอภิปรายในการที่อย่างน้อยได้ รับทราบหัวข้อที่จะอภิปรายเพื่อให้ประธานนั้นได้ควบคุมการประชุมเป็นไปอย่างถูกต้อง นะคะ ซึ่งในประเด็นต่าง ๆ นั้นเราเองก็ขอขอบคุณว่าท่านสมาชิกทุกท่านก็พยายามที่จะ ช่วยกันอดกลั้นแล้วก็รักษาบรรยากาศต่าง ๆ ให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจของรัฐบาลในครั้งนี้ ผ่านพ้นไปด้วยดีค่ะ ดิฉันก็เรียนในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินนะคะ ก็ต้องเรียนว่า เป็นไปไม่ได้ค่ะที่นายกรัฐมนตรีจะลอยตัวเหนือปัญหาค่ะ เพราะว่าหน้าที่สําคัญของ ผู้บริหารนั้นก็คือการตัดสินใจ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งท่านก็จะเห็นว่าตลอดช่วงที่วิกฤติต่าง ๆ นั้น ดิฉันก็ได้ลงพื้นที่ เข้าไปรับฟังปัญหาแล้วก็แก้ไขปัญหาวิกฤติ แล้วก็การแก้ไขปัญหาของ พี่น้องประชาชน ดิฉันเดินทางไปประมาณ ๕๘ จังหวัดแล้วค่ะ แล้วก็มีหลายครั้งที่ลงไป เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย หลายครั้งลงไปให้กําลังใจและรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน และในเรื่องของการเดินทางไปสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ในฐานะของตัวแทน ประเทศไทย ดิฉันก็ได้พบปะกับผู้นําหลายประเทศซึ่งก็ต้องใช้การตัดสินใจและการติดต่อ เช่นกันนะคะ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเรียนว่าไม่ได้ลอยตัวเหนือปัญหาแต่อย่างใดนะคะ แล้ว ก็การผลักดันปัญหาต่าง ๆ ในการพัฒนาก็ได้มีการผลักดันแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นไปตาม นโยบายนะคะ และการทํางานของรัฐบาลนะคะก็เรียนอีกครั้งหนึ่งค่ะว่ารัฐบาลนั้น เน้นการทํางานแบบบูรณาการ เน้นในการทํางานในรูปแบบของคณะบุคคล ซึ่งการทํางาน ต่าง ๆ นั้นก็มีขั้นตอนตั้งแต่ระดับนโยบาย แล้วก็ระดับปฏิบัตินะคะ ซึ่งก็ถือว่าการทํางาน ต่าง ๆ นั้นเราก็ต้องให้และผู้เชี่ยวชาญในการทํางานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่นะคะ สิ่งที่ผู้อภิปรายได้มีการอภิปรายต่าง ๆ นั้นดิฉันก็เชื่อว่าในหลาย ๆ ประเด็นค่ะ แม้ว่าจะเป็น การอภิปรายในประเด็นส่วนตัวหรือประเด็นต่าง ๆ นานา แล้วมีการประกอบด้วยการ จินตนาการต่าง ๆ ก็ขอเรียนยืนยันว่าไม่ได้เป็นตามที่กล่าวหานะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจง ใจ เจตนาในการที่จะวางแผนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันค่ะ ก็เรียนว่าทุกขั้นตอน เรามีการเข้มงวด เรามีการปฏิบัติตามคําแนะนําของ ป.ป.ช. เรามีการเน้นย้ําในระดับ นโยบายไปสู่ระดับปฏิบัติการให้มีการตรวจสอบต่าง ๆ ในทุก ๆ นโยบาย ถ้าหากว่านโยบาย ต่าง ๆ มีปัญหา ก็พร้อมในการที่จะตรวจสอบ และถ้าพบว่ามีการกระทําความผิดก็ต้อง ลงโทษตามขั้นตอนเช่นกันค่ะ และเป็นไปไม่ได้ค่ะที่ผู้ที่ถือนโยบายนี้จะทําผิดเสียเอง
สําหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นนะคะ หลายท่านก็มีข้อสงสัยอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างนะคะ ก็เรียนว่าการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการนี้นะคะก็จะเป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามระเบียบอย่างเคร่งครัดค่ะ แล้วก็หน่วยงานของรัฐที่กํากับดูแล ทั้งหมดจะไม่มีการยกเว้นการปฏิบัติของระเบียบพัสดุ แล้วก็ยังคงให้นโยบายต่าง ๆ นั้น เป็นไปตามกลไกและให้มีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดนะคะ
สําหรับประเด็นในเรื่องของกรณีโครงสร้างพื้นฐาน และยังมีประเด็นที่กล่าวว่า ดิฉันหลอกพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดหนองคาย เรียนยืนยันค่ะว่าประเด็นนี้ไม่เป็นความจริง เพราะว่ารถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย นั้นได้บรรจุไว้ เรียนยืนยันค่ะว่าประเด็นนี้ ไม่เป็นความจริงนะคะ เพราะว่ารถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย นั้น ได้บรรจุไว้ใน ร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน คมนาคมของประเทศอยู่แล้วค่ะ ฉะนั้นในส่วนนี้มีชัดเจนแล้วนะคะ
สําหรับกรณีเรื่องของโครงการบริหารจัดการน้ํานะคะ โครงการบริหารจัดการ น้ํานั้นก็เป็นการลงทุนของประเทศเพื่อความมั่นคงในเรื่องของน้ําในระยะยาว รัฐบาลไม่เคย ที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องของการตรวจสอบนะคะ แล้วก็กับในเรื่องของการทํางานนั้นต้องมีการวาง ในเรื่องของการสร้างการแก้ปัญหาต่าง ๆ แล้วก็ให้เกิดการติดตามความโปร่งใสต่าง ๆ และก็ ที่สําคัญมีลักษณะพิเศษที่จะระดมความคิดเห็นจากทุกประเทศ จากผู้เชี่ยวชาญค่ะ เพราะว่า ในส่วนของการบริหารจัดการน้ํานั้นเป็นการรวมการบริหารจัดการน้ําในทุก ๆ ประเด็นค่ะ อย่างเมื่อก่อนเราอาจจะบอกว่า เรามีเรื่องของน้ําในเขื่อน ระดับน้ําในทะเล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องได้ผู้เชี่ยวชาญที่มาช่วยเรา ดังนั้นจึงมีลักษณะพิเศษ ซึ่งระเบียบพัสดุนั้นไม่ได้รองรับ ซึ่งลักษณะนี้ก็เป็นไปตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพได้เรียนแล้วนะคะ ดังนั้น โครงการนี้เรายังคงยืนยันค่ะว่าเราได้วางระบบการตรวจสอบที่ดี สร้างความโปร่งใส แล้วก็ ให้ดําเนินการตามระเบียบราชการอย่างเคร่งครัดค่ะ
สําหรับประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องของโครงการ รับจํานําข้าว ตัวดิฉันก็เรียนยืนยันว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจง ไปแล้วนะคะ ก็เรียนว่า นโยบายรับจํานําข้าวนั้นเป็นนโยบายที่ดีค่ะ และเป็นเจตนารมณ์ ที่จะยกระดับรายได้ของเกษตรกร ไม่ได้มีการทุจริตในระดับนโนบายแต่ใด ๆ ค่ะ อย่างที่ได้มี หลาย ๆ ท่านได้จินตนาการไปนะคะ ก็เรียนยืนยันว่าไม่เป็นความจริงค่ะ แต่ประเด็นในเรื่อง ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในระดับปฏิบัติการนั้น ดิฉันได้ให้มีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดค่ะ ถ้ามีการพบว่ามีการกระทําความผิดจริงก็จะลงโทษตามขั้นตอนทุกอย่างค่ะ
ในโอกาสนี้ดิฉันก็คงจะใช้เวลากับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ไปมากแล้วนะคะ ดิฉันเองก็ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านค่ะ ที่ได้ร่วมกันในการที่จะให้การอภิปรายวันนี้ผ่านไปอย่างสร้างสรรค์ ดิฉันก็เรียนยืนยันว่า สําหรับนโยบายต่าง ๆ ข้อเสนอที่สร้างสรรค์นั้นดิฉันก็รับไปในการที่นําไปใช้เพื่อประโยชน์ ในส่วนของการบริหารประเทศต่อไป แล้วก็เรียนยืนยันว่าในฐานะที่สภาแห่งนี้เป็นหนึ่ง ในเสาหลักที่ถูกต้องในการที่จะตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล และเป็นไปตามระบอบและ วิถีทางของประชาธิปไตยขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ เชิญสรุปนะครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ ท่านจุรินทร์เชิญครับ คือท่านอภิปรายแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงนะครับ ท่านบอกว่าไม่มี ท่านนายกรัฐมนตรี บอกมี มันก็จบนะครับ เอาเชิญนั่งก่อนครับ เชิญนั่งก่อน เดี๋ยวผมให้ผู้นําฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร แล้วเดี๋ยวท่านจะมอบให้ผู้ใดสรุปครับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานครับ ผมก็จริง ๆ ไม่อยากจะประท้วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีใช้คําว่า จินตนาการ แต่ผมต้องการ ชี้แจงสั้น ๆ นะครับว่าพวกกระผมอภิปรายนี่มีเอกสารหลักฐาน ตัวเลข มีหลัก แล้วก็เอามา ให้ท่านดู ท่านจะไม่ตอบก็เป็นสิทธิของท่านครับ แต่ไม่ใช่ที่พวกผมจินตนาการ จินตนาการ ต้อง เช่น รถไฟ กรุงเทพฯ-โคราช กับรถไฟ กรุงเทพฯ-หนองคาย ใช้เงินเท่ากันอย่างนี้ จินตนาการครับ
เชิญท่านจุรินทร์อภิปรายสรุปครับ เชิญครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ เมื่อสักครู่ผมปิดการอภิปรายแล้ว เหลือสรุปอย่างเดียวนะครับ ขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ เชิญท่านครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตใช้สิทธิสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ และญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ โดยการสรุปญัตติ นี้กระผมกระทําภายใต้ข้อบังคับ ข้อ ๖๗ แทนเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จํานวนทั้งสิ้น ๑๔๖ ท่าน โดยได้รับมอบหมายจากท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กระผม ขออนุญาตสรุปรวมกันไปทั้งในส่วนที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ โดยขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธาน ว่าในระหว่างการอภิปรายสรุป กระผมจะไม่แสดงเอกสาร หลักฐาน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเหตุว่าเพื่อนสมาชิกได้แสดงหลักฐานเอกสารมาตลอด ระยะเวลา ๒ วันเสร็จสิ้นแล้ว และที่สําคัญก็เพื่อเป็นการประหยัดเวลา แต่ไม่ได้หมายความ ว่าสิ่งที่กระผมจะกราบเรียนสรุปกับท่านประธานนั้นไม่มีเอกสารหลักฐานแต่อย่างใด ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนต่อที่ประชุม เพิ่งนั่งลงไปหยก ๆ เมื่อสักครู่ละครับ ว่าขอบคุณที่ เพื่อนสมาชิกได้ให้ความอดกลั้น แต่ว่าท่านไม่ได้หันมาทางพวกผมนะครับ ขออนุญาตกราบ เรียนว่าสมาชิกที่ต้องอดกลั้นเป็นพิเศษในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้อย่างน้อยที่สุด ก็มีพวกกระผมรวมอยู่ด้วยครับ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าตลอดระยะเวลา ๒ วัน การอภิปราย ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีได้ติดตามคงจะเห็นว่าพวกกระผมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลําบาก อย่างยิ่ง เพราะเพื่อนสมาชิกหลายคนลุกขึ้นอภิปรายแล้วก็ต้องถูกสกัดกั้นด้วยการประท้วง บางท่านอภิปราย ๒ คํา ประท้วง ๓ คนครับ ระยะเวลาในการอภิปรายเมื่อวานนี้ ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานครับ วันแรกเมื่อวานนี้พวกกระผมใช้เวลาไป ๘ ชั่วโมง ๒๐ นาที แต่ว่าโดนประท้วงเสีย ๕ ชั่วโมง ๒๗ นาที นี่คือสิ่งที่อยากเริ่มต้นกราบเรียนกับท่านประธาน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง เหตุที่จะต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ครับว่าสภาพของประเทศไทยเราทุกวันนี้มีนายกรัฐมนตรี ก็เกือบจะพูดได้ว่าเสมือนไม่มี หรือถ้าจะคิดว่ามีก็มีปริมาณจํานวนเกินกฎหมายกําหนด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าวันนี้ประเทศไทยทําสถิติชนะประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาเคยมี นายกรัฐมนตรีพร้อมกันทีเดียว ๒ คน ประเทศไทยวันนี้ถ้าท่านประธานไม่ปฏิเสธความเป็นจริง ท่านจะทราบได้ทันทีประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีอย่างน้อย ๓ คนครับ คนที่ ๑ อยู่ต้นน้ํา คอยกดปุ่มสั่งการอยู่เมืองนอก คนที่ ๒ อยู่กลางน้ํา ตรงนี้อย่างไรครับที่เขาถึงบอกว่าทําไม ถึงชอบตีกรรเชียงหนีความรับผิดชอบ คนที่ ๓ อยู่ปลายน้ํา คอยอ้าปากรับน้ํา อิ่มหมีพีมัน จนอ้วนเอาอ้วนเอา ขณะที่คนไทยทั้งประเทศผอมลง เพราะอะไรครับ เพราะต้องรับภาวะ เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองข้าวของราคาแพง พืชผลการเกษตรตกต่ํา หนี้สินเพิ่มขึ้นทุกครอบครัว ตัวเลขมันบอกชัด นายกรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นมาตอบข้ออภิปรายของพวกกระผมเมื่อวาน เป็นการตอบครั้งแรกตอนสี่โมงเย็นเศษ ๆ ท่านบอกว่า ท่านขอยืนยันว่าคณะรัฐมนตรี มีคณะเดียว โดยมีท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อครับ คณะรัฐมนตรีมีคณะเดียวแต่ว่า นายกรัฐมนตรีมีหลายคนแน่นอน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนเลือก รัฐมนตรีเอง ยิ่งพูดท่านนายกรัฐมนตรียิ่งทําร้ายตัวเอง เพราะไม่มีใครเชื่อครับ และโดย ความเป็นจริงท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะเลือกคนรอบข้างเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีได้บ้าง ๕ คน ๗ คน แต่จํานวนไม่น้อยนําเข้าจากต่างประเทศ จนวันนี้คนไทยจํานวนไม่น้อย ในประเทศต้องการให้ส่งออกคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ท่านเป็นตัวของตัวเอง ถ้าไม่เป็นตัวของตัวเองท่านคงอยู่ไม่ได้มาจนถึงวันนี้ครบ ๒ ปี ผมเคารพคําตอบท่านนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีได้กลับย้อนไปคิดในทาง กลับกันมันอาจจะไม่เป็นอย่างท่านนายกรัฐมนตรีพูดก็ได้ เพราะถ้าท่านนายกรัฐมนตรี เป็นตัวของตัวเองท่านอาจจะไม่ได้อยู่ถึง ๒ ปีก็ได้ ผมเชื่อว่าในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านนายกรัฐมนตรีทราบว่าการบริหารประเทศนั้นจะต้องบริหารราชการแผ่นดินโดยความ รับผิดชอบต่อใครบ้าง อย่างน้อยที่สุด
๑. นายกรัฐมนตรีต้องบริหารราชการแผ่นดินโดยความรับผิดชอบต่อ ประชาชนในฐานะที่ไปสัญญากับประชาชนไว้ตอนหาเสียง
๒. นายกรัฐมนตรีจะต้องบริหารราชการแผ่นดินโดยความรับผิดชอบต่อสภา อย่างน้อยที่สุดเพราะเหตุผลประการที่ ๑ นายกรัฐมนตรีมาจากสภา ก่อนเข้าบริหารราชการ แผ่นดิน นายกรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อสภา และเมื่อบริหารราชการครบ ๑ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องแถลงผลการดําเนินการพร้อมปัญหาอุปสรรคต่อสภา อย่างน้อย ปีละ ๑ ครั้งตามรัฐธรรมนูญ ที่สําคัญท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องถูกสภาตรวจสอบได้ ไม่ว่า จะโดยการตั้งกระทู้ถาม หรือโดยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างเช่นที่พวกกระผม ได้ทําอยู่ในวันนี้
๓. อย่างน้อยที่สุดนายกรัฐมนตรีจะต้องบริหารราชการแผ่นดิน โดยความ รับผิดชอบต่อคําถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ และนอกจากนั้นนายกรัฐมนตรี ก็มีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญต้องบริหารราชการ แผ่นดินภายใต้ประมวลจริยธรรม แปลง่าย ๆ ว่าอย่างน้อยนายกรัฐมนตรีต้องมีจริยธรรม เพราะมีประมวลจริยธรรมทั้งจากสํานักนายกรัฐมนตรีและประมวลจริยธรรมของ สภาผู้แทนราษฎรที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้แทนอยู่ กํากับ นายกรัฐมนตรีจะต้องบริหาร ราชการภายใต้กรอบของนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา และที่สําคัญนายกรัฐมนตรีจะต้อง บริหารราชการแผ่นดินโดยสํานึกแห่งความรู้ผิดชอบชั่วดี นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศ วันแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ว่า การทํางานก็เหมือนทําข้อสอบ คงไม่มี ใครบอกว่าจะทําข้อสอบถูกทุกข้อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านนายกรัฐมนตรีคงจําได้นะครับ แต่มั่นใจว่าจะสอบผ่านทุกวิชา กินไม่ได้แต่เท่ห์ครับ แต่หลายคนบอกว่า ๒ ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเกือบจะเรียกว่าสอบผ่านไม่มีสักวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาสภา ที่ผมกราบเรียน อย่างนั้นก็เพราะว่านายกรัฐมนตรีสอบตกตั้งแต่ยังไม่ได้ตรวจข้อสอบ ที่สอบตกตั้งแต่ไม่ได้ ตรวจข้อสอบก็เพราะว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมเข้าห้องสอบ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหนีการสอบ ตลอด มีกระบวนการพาหนีสภาอย่างเป็นระบบ ถึงขนาดมีผู้บริหารจัดการเป็นองค์คณะ เพื่อให้ทุกวันพฤหัสบดีนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาสภา นี่เป็นความจริงครับ แถมสําคัญจะเข้าสอบตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ นายกรัฐมนตรียังจะมาบังคับขอดู ข้อสอบอีก กระทู้ถามสด ท่านประธานนั่งอยู่ตรงนั้นบนบัลลังก์ คงทราบเช่นเดียวกับผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งจากซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี ๒ ปี ที่ผ่านมา ๑๒๕ กระทู้ นายกรัฐมนตรีมาตอบกี่กระทู้ ท่านประธานทราบไหมครับ ๑๒๕ กระทู้ มาตอบกระทู้สมาชิก ๒ กระทู้ครับ นี่คือความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ปีที่ ๒ พวกเราต้องหารือกันกับกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ว่าทําไมนายกรัฐมนตรี ไม่มาสภา แล้วประชาชน ผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนคนทั้งประเทศจะไปพบนายกรัฐมนตรี ได้ที่ไหน เพราะไปพบทําเนียบนายกรัฐมนตรีก็ไม่ให้พบ หนีปัญหาเรื่องยาง ไปขอความ ร่วมมือท่านนายกรัฐมนตรี ขอพบ แจ้งปัญหาความเดือดร้อน นายกรัฐมนตรีก็ไม่ให้พบ ถ้าไม่มาพบที่สภาแล้วจะพบที่ไหน สุดท้ายวิปรัฐบาลบอกว่าจะทําหนังสือแจ้งวิปฝ่ายค้าน ทุกสัปดาห์ ว่าวันพฤหัสบดีหรือสัปดาห์ไหนนายกรัฐมนตรีติดราชการ จะได้ไม่ต้องตั้งกระทู้ ถามนายกรัฐมนตรี แต่ท่านทราบไหมครับ ปีที่ ๒ เพราะมันเริ่มทํากันปีที่ ๒ มีการแจ้ง รายงานมา ๓๐ ครั้ง แจ้งว่านายกรัฐมนตรีติดภารกิจราชการ ๑๐ ครั้ง แปลว่าอีก ๒๐ ครั้งไม่ติด แต่ท่านประธานทราบไหมครับ ๒๐ ครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีก็ไม่มาตอบกระทู้ถามสมาชิก เช่นเดิม นี่คือข้อเท็จจริงที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าท่านนายกรัฐมนตรี สอบตกวิชาสภา อย่างน้อยก็วิชาแรก แม้แต่กฎหมายสําคัญของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรี อ้างว่าสําคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีเอง พระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ๒๕๕๗ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ ต้องเอาเงินหลายล้านล้านบาท ไปใช้กับคนทั้งประเทศ ท่านประธานทราบไหมครับ นายกรัฐมนตรีไม่มาลงคะแนนตั้งแต่ วาระหนึ่งจนวาระสามครับ พระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่นายกรัฐมนตรี โฆษณาอยู่นี้ครับ ท่านบอกก็ไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อ ทุกคนก็รู้ว่ามันโฆษณาชวนเชื่อ เพราะ กฎหมายยังไม่ทันผ่าน นายกรัฐมนตรีไปเอาเงิน ๒๔๐ ล้านบาทไปโฆษณาแล้ว นายกรัฐมนตรี ก็ไม่มาลงมติครับ ให้ความเห็นชอบกฎหมาย
เดี๋ยวนะครับ มีอะไรครับ นายแพทย์ชลน่าน สักครู่ครับท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตประท้วงท่านผู้สรุปอภิปรายที่ทําผิด ข้อบังคับ ข้อที่ ๖๑ ที่ท่านใช้เอง กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีไม่ลงคะแนน เป็นการใส่ร้าย ตามข้อ ๖๑ ด้วย เกี่ยวกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่ว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเองลงคะแนนไม่ได้ เป็นการเปิดประเด็นใหม่ ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ไม่มีสิทธิตอบด้วยท่านประธานครับ โปรดพิจารณาให้ท่านผู้สรุปอภิปรายได้ถอน ประเด็นนี้ด้วย โปรดพิจารณาครับ
ท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ เรื่องลงคะแนนท่านก็ทราบ ทุกคนก็ทราบในสภานี้ ท่านต่ออีก สักหน่อยก็ได้ เรื่องลงคะแนนงบประมาณ
ผมพูดผิดตรงไหนครับ ผมกราบเรียนชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ลงคะแนนครับ ผมพูดตรงไหนผิดครับ เมื่อสักครู่ ที่ลุกขึ้นพูดก็คือสารภาพแล้วว่าจริง แต่ท่านจะไม่ลงด้วยเหตุผลใดก็เป็นเหตุผลเฉพาะตัว ของท่านนายกรัฐมนตรี
กรุณาอยู่ในความสงบครับ อย่าไปใช้กริยาอย่างนั้นไม่ดีครับ ไม่ได้ครับ เชิญหมอชลน่านครับ ท่านอย่าส่งเสียงดังครับ ไม่เอา
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ประเด็นที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเพื่อพิจารณา ให้ท่านถอน เพราะว่าท่านเป็นการกล่าวหา ไม่ใช่สรุปครับ เป็นการกล่าวหาใหม่เลย เป็นการกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีหนีสภาและไม่สนใจสภา ไม่ลงคะแนนให้กับกฎหมาย สําคัญ นี่คือการกล่าวหาครับ ถ้าท่านสรุปโดยเพื่อนสมาชิกอภิปราย ไม่มีใครว่าครับ เพราะเป็นสิทธิของท่าน ไม่มีใครอภิปรายประเด็นนี้เลยครับ เรื่องการไม่ลงคะแนน เพราะฉะนั้นท่านประธานพิจารณาครับ โดยเฉพาะประเด็นพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีครับ พระราชบัญญัติอื่นผมไม่ว่า แต่งบประมาณรายจ่ายประจําปีนี้ ไม่มีการอภิปราย ไปค้นดู เปิดประเด็นใหม่ กล่าวหา ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ ท่านประธานครับ โปรดพิจารณาให้ผู้สรุปได้ถอนประเด็นนี้ด้วยครับ
ท่านชินวรณ์ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ถ้าท่านประธาน จะจําได้ ผมเป็นคนอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี ๔ ประเด็น ๑ ในนั้นคือผมอภิปรายว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์หนีการตรวจสอบ หนีสภา และผมก็เอาตัวเลขมาให้เห็นชัดเจน ว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้หนีสภากี่ครั้ง ตั้งกระทู้ถาม ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาตอบ แม้แต่กระผมเองตั้งกระทู้ถามเรื่องยางพารา ท่านนายกรัฐมนตรีก็หนีไปเที่ยว ไปต่างประเทศ
เอาประเด็นนี้ครับ ไม่ให้อภิปรายใหม่ ไม่ครับ เอาเรื่องการลงคะแนนเรื่องงบประมาณครับ
สรุปว่าได้มีการอภิปรายครับ เพราะฉะนั้นผู้สรุปดําเนินการถูกต้องตามข้อบังคับทุกประการครับ ไม่ต้องปกป้องแล้วครับ ไม่ต้องสอพลอแล้วครับ วินาทีสุดท้ายแล้ว เป็นอํานาจ
เชิญท่านนายแพทย์ชลน่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องประท้วงท่านผู้ที่ได้กรุณาพูดเมื่อสักครู่นะครับ จริง ๆ เคารพท่านมาก แต่ว่าในสิ่งที่ท่านบอกว่าผมสอพลอ ทําผิดข้อบังคับครับ ใส่ร้าย พาดพิง ท่านต้องถอนคําพูดประเด็นนี้ ผมไม่เคยบอกท่านไม่ให้อภิปรายเรื่องหนีสภา ท่านอภิปรายครับ ผมจําได้ฟังตลอด แต่ประเด็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ลงคะแนนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ท่านไม่พูดครับ และใส่ร้ายบอกนายกรัฐมนตรีไม่ลงคะแนน ทั้ง ๆ ที่ท่าน ก็รู้อยู่ว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ลงคะแนน เพราะท่านบอกว่ามันเป็นผลประโยชน์ขัดกันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทุกคนรู้ครับ เพราะฉะนั้นเวลาท่านสรุปท่านต้องสรุปประเด็นที่ขออภิปราย อย่าเพิ่มเติม ประเด็นข้อกล่าวหา ถ้ากล่าวหาถือว่าเป็นประเด็นใหม่ครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ในประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นใหม่ ท่านประธานโปรดวินิจฉัย
คืออย่างนี้ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ผมว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่าสรุปต้องในประเด็นเท่านั้น ในการอภิปราย แต่เรื่องการลงคะแนนก็เป็นที่รู้กันทั้งประเทศละครับว่าฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีลงไม่ได้ คนอื่นเป็นก็ลงไม่ได้นะครับ ไม่ว่าท่านไหนมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคณะรัฐมนตรีก็ลงไม่ได้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านจุรินทร์ครับ ต่อเลยครับ แต่ว่าประเด็นอย่างนี้ไม่ให้เปิดใหม่นะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ยังไม่ให้ถอนเลย สอพลอ
ไม่แล้วครับ มันเสียเวลา เขาเป็นที่รู้กันอยู่แล้วนะครับ ไม่เสียหายหรอก รู้ เป็นที่รู้กันทุกคน ท่านไม่ให้เปิดประเด็นใหม่ ก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลงไม่ได้ ก็ทราบกันอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ เชิญต่อครับ
เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าผมพูด ในสิ่งที่เขาทําไม่ได้ มันไม่ใช่หรอกครับ แต่ผมไม่ต้องการที่จะเปิดประเด็นต่อแล้วครับ เพราะประสงค์ที่จะสรุปอภิปราย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะเถียงกันไปกันมา แต่ผมยืนยัน แต่เพียงว่านายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจอย่างใดก็ได้ในฐานะสมาชิก เป็นเอกสิทธิ์ตาม รัฐธรรมนูญ แค่นี้ละครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีเรียกร้องทุกฝ่ายให้มาใช้เวทีสภา แต่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับไม่ค่อยมาสภา มาวันไหนก็เลยกลายเป็นเรื่องแปลกอย่างไรครับ นักข่าวก็แตกตื่น เหมือนเห็นของแปลกเดินเข้าสภาครับ แม้แต่พวกผมนาน ๆ ถึงจะได้เห็น ท่านนายกรัฐมนตรีเข้าสภามาสักครั้งหนึ่ง นี่ด้วยความสัตย์จริงครับ นายกรัฐมนตรีจึงสอบตก วิชาสภา แล้วก็สอบตกวิชาวุฒิภาวะนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา นอกจากนั้นวิชาการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน นายกรัฐมนตรี ก็มีข้อบกพร่องมากมาย ทั้งการบริหารราชการแผ่นดิน ล้มเหลว ทุจริต ผิดกฎหมายในหลาย กรณี ๑ ปีแรก ท่านนายกรัฐมนตรีถูกยื่นถอดถอนข้อหาทุจริตผิดกฎหมาย ๓ เรื่อง
เรื่องแรก เรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผิด พ.ร.บ. ระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงกลาโหม ท่านประธานคงจําได้
เรื่องที่ ๒ พวกกระผมได้ไปยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี ทําผิดพระราชกําหนด การกู้เงินเพื่อไปแก้ปัญหาน้ําท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะศาลปกครองวินิจฉัยว่ากระทําผิด รัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ไปทําการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของผู้ได้รับ ผลกระทบเสียก่อน และ
เรื่องที่ ๓ ที่ยื่นไปคราวที่แล้ว ก็คือเรื่องที่นายกรัฐมนตรีทําผิดพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓/๗ ที่กําหนดให้คณะรัฐมนตรี จะต้องมีมติเห็นชอบเพื่อสั่งการให้หน่วยราชการทั่วประเทศไม่มียกเว้นประกาศราคากลาง และวิธีคิดคํานวณราคากลางไว้ในเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) หรือเว็บไซต์ ของหน่วยงานที่ทําการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งกรมบัญชีกลาง คู่กันทั้ง ๒ หน่วย เพื่อป้องกัน การทุจริต เพราะราคากลางเป็นปัญหาใหญ่ที่นําไปสู่การทุจริต มีการคิดราคากลางสูงเกิน ความเป็นจริง เพื่อให้เอาราคาที่มันสูงเกินจริงไปแบ่งปันหาผลประโยชน์กันระหว่างคนคิดกับ ผู้รับเหมาและส่วนอื่น ๆ
กฎหมายนี้จึงเป็นกฎหมายสําคัญและรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริตต้องปฏิบัติ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์โยกโย้ ใช้เวลาเนิ่นนาน จนในที่สุด พวกกระผมอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวที่แล้ว แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช. ตรงนั้นละครับ เมื่อ ป.ป.ช. สอบ นายกรัฐมนตรีจึงส่งคณะไปเจรจากับ ป.ป.ช. แล้วก็เป็นที่มาที่ต้องมาออกมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แล้วก็หลังจากนั้น ๑๘๐ วัน ก็ให้มีผล บังคับใช้ คือให้มีผลบังคับใช้ว่าต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วต้องขึ้นเว็บไซต์ประกาศราคากลาง และวิธีคํานวณราคากลาง มีผลวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ แต่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ทําผิดกฎหมายครั้งเดียว คราวที่แล้วความผิดสําเร็จ ไป ๑ รอบแล้ว สําหรับไม่มีมติ ครม. คราวนี้ผิดใหม่อีกครับ ที่ผิดใหม่เพราะว่าหลังจากมติ ครม. มีผลที่ให้หน่วยงานทุกหน่วยต้องปฏิบัตินั้น ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เขาทํา หนังสือกําชับไปทุกหน่วยงาน ๔๕๔ หน่วยงาน แล้วก็กําชับไปถึงแม้แต่สํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีกํากับดูแล รวมทั้งไม่เว้นแม้แต่สํานักพระราชวัง สํานักราชเลขาธิการ เพราะถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ ถ้าหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติก็หมายความว่าละเมิดกฎหมายและมีความผิด ปรากฏว่า ผลหลายหน่วยปฏิบัติ แต่มีอยู่หน่วยงานหนึ่งครับไม่ปฏิบัติ คือสํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้กํากับดูแล ถามว่านายกรัฐมนตรี รู้ไหมต้องปฏิบัติ รู้ครับ เพราะนายกรัฐมนตรีออกมติ ครม. ตามกฎหมาย ป.ป.ช. สั่งการให้ ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตั้งแต่ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ แล้วก็เคยปฏิบัติหรือไม่ เคยปฏิบัติครับ เพราะแม้แต่โครงการกําจัดปลวกที่ท่าน ส.ส. จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ อภิปราย ก็ยังขึ้นเว็บไซต์ได้ แต่ปรากฏว่ามันมีอยู่โครงการหนึ่งที่ท่าน นายกรัฐมนตรีไม่ยอมขึ้นเว็บไซต์ นั่นก็คือ โครงการประชาสัมพันธ์สร้างอนาคตประเทศ หรือที่เรียกกันว่าโครงการประชาสัมพันธ์ โครงการจัดโฆษณา โครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะไม่ได้มีการนําไปขึ้นเว็บไซต์ เรื่องราคากลาง และวิธีคิดคํานวณราคากลางแต่อย่างใดทั้งสิ้น ที่สําคัญครับ พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในขั้นตอนที่มีการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร มีการลงคะแนนแทนกัน คลิปที่ ปรากฏต่อท่านประธานตอนช่วงเย็นชัดเจนยิ่งกว่าคลิปลงคะแนนแทนกันตอนแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. เพราะเที่ยวนี้เห็นหน้าชัดเจน พระราชบัญญัติฉบับนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ว่าเป็นกฎหมายใคร ถ้าไม่ใช่กฎหมาย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี นี่อย่างไรครับ ที่บอกว่าทําไมท่านนายกรัฐมนตรี จึงไม่สมควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีมาให้คําตอบชี้แจง ตอนช่วงสุดท้ายก่อนที่ผมจะขึ้นมาสรุปเมื่อสักครู่ว่าการจัดคาราวานโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือภาษาอังกฤษพวกเราเรียกกันเป็นที่เข้าใจว่าไปจัดอีเว้นท์ (Event) ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์โครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ไม่ได้จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างใดทั้งสิ้น ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่จริงครับ ที่บอก ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่จริงเพราะว่าถ้าไม่ใช่เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติ เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และทําไมเอาพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เส้นทางตรงเป๊ะตามที่กฎหมายกําหนดไปโฆษณาชวนเชื่อทุกจังหวัดที่ไปจัดนิทรรศการ ท่านนายกรัฐมนตรีโน่นก็ยอมรับเอง ผู้ชี้แจงก็ยอมรับเองว่ามีการบ่งบอกเส้นทางไปโน่นไปนี้ ๑. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ๒. กรุงเทพฯ-โคราช ๓. กรุงเทพฯ-ระยอง ๔. กรุงเทพฯ-หัวหิน ก็นี่มันอยู่ในพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาททั้งนั้น การจัดซื้อจัดจ้าง ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่ได้ละเลย แต่ทําตามกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่ละเลยได้อย่างไรครับ ก็เมื่อพวกกระผม ไปตรวจสอบเว็บไซต์ชัดเจนไม่มีการนําราคากลางและวิธีคิดคํานวณราคากลางไปขึ้นเว็บไซต์ แต่อย่างไรทั้งสิ้น ยกเว้นจะเพิ่งเอาไปขึ้นเมื่อสักครู่นี้ หลังจากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าการจัดซื้อจัดจ้าง เงิน ๒๔๐ ล้านบาทที่ไปจ้างบริษัททําอีเว้นท์ ที่ว่านั้น ใช้ระเบียบพัสดุทุกประการ จริงครับ แต่มันเป็นระเบียบพัสดุที่ใช้วิธีพิเศษอย่างไรครับ และท่านนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับกลางสภาเมื่อสักครู่ว่าใช้วิธีพิเศษ ที่สําคัญสะท้อนตัวตน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น ท่านตีกรรเชียงอีกแล้วครับ ท่านบอกว่าเรื่องนี้ท่าน มอบรองนายกรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล ไปแล้ว เอาอีกแล้วครับ ผมถึงบอกว่า มีนายกรัฐมนตรีก็เหมือนไม่มีอย่างไรครับประเทศไทยท่านไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ใครเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขึ้นกับใครครับ ก็ขึ้นกับ นายกรัฐมนตรี แล้วหน่วยงานนี้ไปดูครับ นายกรัฐมนตรีกํากับดูแลเอง ท่านบอกสุดท้ายครับ ว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย บรรจุไว้แล้วในพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่ทราบใครเขียนให้ท่านนายกรัฐมนตรีอ่าน หรือท่านนายกรัฐมนตรีจงใจบิดเบือน ข้อเท็จจริง เพราะในพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมันไม่มีเส้นทางกรุงเทพฯ- หนองคาย มันมีแค่กรุงเทพฯ-โคราช ท่านอย่าหลอกคนอีสานอีกเลยครับ อย่าโกหก คนจังหวัดหนองคายอีกเลย ท่านอาจจะบอกว่าท่านมีความคิดจะทํา นั่นอีกเรื่องหนึ่ง จะทําเมื่อไรก็สุดแท้แต่ ถ้าท่านยังเป็นรัฐบาล แต่ในพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคายแน่นอน ไปแค่โคราชครับ นี่คือสิ่งที่ขอทํา ความเข้าใจให้เกิดความชัดเจน
อีกเรื่องหนึ่งครับ พระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ วางระบบบริหารจัดการน้ําและสร้างอนาคตประเทศไทย ๒๕๕๕ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าพระราชกําหนดกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาน้ําท่วม เรื่องนี้นายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องอย่างไรครับ เกี่ยวข้องเพราะนั่งอยู่หัวโต๊ะ ครม. เห็นชอบพระราชกําหนด กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ กําหนดกู้ทั้งหมดไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ได้ไม่เกินภายในวันที่ ขีดเส้นใต้ ท่านประธานจํานิดหนึ่งครับ ไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ คือไม่เกิน ๓๐ มิถุนายน ปีนี้เกินแล้ว กู้ไม่ได้ ผิดพระราชกําหนด ผิดกฎหมาย ปัญหาก็คือว่า ๑ ปี ๕ เดือนท่านอ้างว่าต้องออกเป็น พระราชกําหนดเพราะจําเป็นเร่งด่วน ฉุกเฉิน จะเอาไปแก้ปัญหาน้ําท่วม แต่ปรากฏว่า ๑ ปี ๕ เดือนที่ผ่านมารัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้ทําอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยในเรื่องนี้ กู้ไปได้แค่ ๑๒,๗๕๐ ล้านบาท แล้วก็เบิกจริงแค่ ๑๑,๘๘๖ ล้านบาท ที่เหลือยังไม่ได้กู้ มัวแต่หาบริษัทรับเหมาครับ สุดท้ายไปได้ยักษ์ใหญ่มารายหนึ่ง บริษัท เค วอเตอร์ บริษัทนี้ เป็นอย่างไรครับ ๑. นายกรัฐมนตรีต้นน้ําที่อยู่เมืองนอกเคยไปเยี่ยมบริษัทนี้แล้ว ๒ ครั้ง ก่อนที่จะได้ประมูลเที่ยวนี้ มีภาพปรากฏฉายชัดเจนในตอนช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยคุณชวนนท์ ๒. ข้อพิรุธก็คือว่าประมูลเที่ยวนี้ฮั้วกันชัด ๆ ครับ ผมไม่อธิบายยาว แต่เอาผลก็แล้วกันว่าฮั้วกันแล้วผลเป็นอย่างไร ผลก็คือยกตัวอย่าง โครงการสร้างอ่างเก็บน้ํา ทั่วประเทศ ภายใต้เงินกู้ ๓๕๐,๐๐ ล้านบาท มีอยู่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องทําอ่างเก็บน้ํา ปรากฏว่าประมูลได้กี่สตางค์ทราบไหมครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ ๔๙,๙๙๙.๙๘ ล้านบาท แม่นอย่างกับจับวางเลยครับ อีกอันหนึ่งครับโครงการแก้มลิง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมูลได้ เท่าไรครับ ๙,๙๙๙ ล้านบาท สุดท้ายอีกสักตัวอย่าง ระบบทางน้ําหลาก บริษัท เค วอเตอร์ ได้ครับเที่ยวนี้ ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าประมูลได้ ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาทแป๊ะ อย่างกับ ดูข้อสอบมาก่อนเลย ที่สําคัญไปยกเว้นระเบียบจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วไปกําหนดระเบียบจัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาใหม่เอง แล้วก็ไม่ทําการประเมินศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย จนในที่สุดศาลปกครองถึงสั่งให้ไปทําเสียก่อน ไม่อย่างนั้นถือว่า ผิดรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ตอนนี้ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการสอบแล้วครับ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา เพราะพวกกระผมไปยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีและคณะ แต่ความผิดไม่ได้มีเท่านี้ครับ สําหรับกฎหมายฉบับนี้กลายเป็นผิดซ้ําสองที่ต้องมาไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ครับ ที่บอกว่า ผิดซ้ําสองก็เพราะว่ากฎหมายกําหนดไว้แล้วเมื่อสักครู่ว่าให้กู้เงินได้ไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ กู้หลังนี้ไม่ได้ เพราะพระราชกําหนดหมดอายุ ปรากฏว่าหลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ มีการไปกู้เงินอีกครับ ๙ ครั้ง ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ หลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ จนถึงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เบิกเงินกู้อีก ๙ ครั้ง ครั้งละ ๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๔,๕๐๐ ล้านบาท แค่นั้นยังไม่พอครับ ในจํานวน ๔,๕๐๐ ล้านบาทที่ว่า ยังกู้ไปทําโครงการที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติหลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ อีก คือ ครม. ไปอนุมัติวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ นี่ลักไก่ตัวเบ้อเริ่มเลยครับ ถ้าจับไม่ได้ก็เรียบร้อยโรงเรียน ครม. นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อีก เป็นโครงการซ่อมถนนทางหลวงปทุมธานี ๔๑.๑๔๓ ล้านบาท โดยไปใช้วงเงิน ๔,๕๐๐ ล้านบาทที่กู้มา พระราชกําหนดฉบับเดียวทําผิดกฎหมาย ๒ รอบ ผิดทั้งรัฐธรรมนูญ ผิดทั้งตัวพระราชกําหนดในตัวของมันเองที่ไปกู้หลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ตรงนี้อย่างไรครับถึงต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แล้วก็ต้องยื่น ถอดถอนท่านต่อประธานวุฒิสภาก่อนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ผิดรัฐธรรมนูญอีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านอาจจะมองว่าเรื่องเล็ก แต่พวกกระผม มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรื่องนี้ละที่จะแสดงความเป็นอารยะของประเทศได้ในระบอบ ประชาธิปไตย ท่านทําผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ระบุไว้ ชัดเจนว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง จะกระทํามิได้ ถ้าทําก็ผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าผิดรัฐธรรมนูญก็ต้องถูกยื่นถอดถอนและส่งศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และส่งมาถอดถอนที่วุฒิสภา ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพ สุรัสวดี ทําผิดรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เพราะ เลือกปฏิบัติใครไม่เลือกพรรคเพื่อไทย ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่ให้งบประมาณ เหมือนระบอบ ทักษิณในอดีตเลยครับ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด สร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อนุมัติวงเงินกู้ไทยเข้มแข็ง ๒,๖๐๐ ล้านบาท ให้สร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ จังหวัดภูเก็ตสร้าง บนที่ราชพัสดุที่ พก. ๑๕๓ ตําบลไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต บนพื้นที่ ๑๕๐ ไร่ คณะรัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ขยายเวลาให้ลงนาม ในสัญญาก่อสร้างเพื่อทําผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้จนถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่เผอิญ รัฐบาลท่านพ้นเสียก่อน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนหมดอายุ การลงนามสัญญาประมาณ ๑ ปีครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ปล่อยเวลาล่วงเลย จนในที่สุดครบกําหนดวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ จังหวัดภูเก็ตก็เลยถูกประหารชีวิต ตกไปครับ เหตุผลทําไมท่านไม่ทําครับ ทั้งที่เงินมันมี อยู่แล้ว ๒,๖๐๐ ล้านบาทจัดไว้ให้ครบตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คําตอบ มามีตอนที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพไปเฉลยข้อสอบที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพ ปราศรัยบนเวทีพรรคเพื่อไทย หัวข้อ เพื่อไทยเพื่ออนาคตประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่เรื่องศูนย์ประชุมนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต ท่านพูดอย่างนี้ครับ มัน ไม่ใช่มันสําปะหลังนะครับ มันแปลว่าคนภูเก็ตครับ ท่านพูดอย่างนั้น มันก็จะทวงทําไม ไม่สร้างให้ ก็ยังไม่สร้างให้ มีปัญหาไหมละ วันหน้าจะสร้างแน่นอน เมื่อภูเก็ตเห็นความดีของพวกเรา แล้วเลือกคนของเรา แปลว่าเลือกคนของพรรคเพื่อไทย วันนั้นจะทําให้ วันนี้ไม่มีอารมณ์จะทําให้โว้ย ไม่ใช่โว้ยผมนะครับ โว้ยท่านครับ นี่คือสิ่งที่ ท่านปราศรัย เฉลยคําตอบว่าคําถามทําไมถึงไม่ทํา เพราะท่านเลือกปฏิบัติ หลังจบ การอภิปราย ขอกราบเรียนเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพกับท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไปชี้แจงแค่ข้อกล่าวหากับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เกี่ยวข้องเพราะท่านรับทราบเรื่องนี้ดี ว่านี่คือการกระทําผิดรัฐธรรมนูญ แต่ท่านไม่แยแส ใส่ใจ หลังปรับคณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพยังนั่งดํารงตําแหน่งอยู่ จนกระทั่งขึ้นมาคุยบนเวทีสภานี้ครับ ว่าท่านอยู่ยาวนานที่สุด ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นดี เห็นงามกับการเลือกปฏิบัติสําหรับคนทั้งชาติที่นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องคุ้มครองดูแลเขา ใช่ไหมครับ ยังมีอีกครับ แต่ขออนุญาตที่จะไม่กราบเรียน รัฐมนตรีท่านหนึ่งครับเพิ่งไปพูด ที่สตูลโดนเป่านกหวีดครับ ท่านก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นงบประมาณภาคใต้ก็ต้องเลื่อน ไปก่อน ผมไม่ระบุแล้วครับ ไม่ต้องการพาดพิง ท่านนายกรัฐมนตรีรีบไปจัดการนะครับ วิธีคิด อย่างนี้ผิดรัฐธรรมนูญครับ แล้วผมจะรอดูท่านนายกรัฐมนตรีจะจัดการกับรัฐมนตรีท่านนี้ ไหมครับ แล้วก็เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีท่านนี้เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีด้วยครับ เข้าใจว่าอย่างนั้น
อีกเรื่องหนึ่งครับ ขอมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านรัฐมนตรี จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ต้องมาพูดตรงนี้เพราะเป็นเรื่องทํานองเดียวกัน ข้อกล่าวหาก็คือว่า ท่านรัฐมนตรีจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รับประโยชน์อันมิควรได้จาก บริษัท จัดการและพัฒนา ทรัพยากรน้ําภาคตะวันออก จํากัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียก ง่าย ๆ ว่าบริษัท อิสท์ วอเตอร์ รับเป็นค่าโดยสารไปต่างประเทศ ๒ ครั้ง คือไปจีน ๑ ครั้ง กับไปมาเลเซีย ๑ ครั้ง เฉพาะผลประโยชน์ค่าโดยสารที่ท่านจารุพงศ์ได้รับจากการไป ประเทศจีน ๓๙,๓๐๐ บาท ไปประเทศมาเลเซีย ๒๐,๗๘๐ บาท มีหลักฐานชัดเจนเป็นเช็ค ของธนาคารกสิกรไทย ของบริษัท อีสท์ วอเตอร์ เลขที่ ๕๔๕๔๑๘๗ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๐๑๓ ใช้ปี ค.ศ. ครับ จ่ายให้กับบริษัททัวร์เป็นค่าเดินทางไปประเทศจีน แล้วก็ มีใบเสร็จรับเงินจากบริษัททัวร์เล่มที่ ๑๔ เลขที่ ๔๐/๑๔ ออกให้บริษัท อีสท์ วอเตอร์ ว่าได้รับเงินค่าทัวร์ (Tour) ของมิสเตอร์ (Mister) เรืองสุวรรณ จารุพงศ์ แล้ว พร้อมกับอีก ๒ คนที่เดินทางไปด้วย ผมไม่ประสงค์จะพาดพิงครับ หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งกรณีไปประเทศมาเลเซียเป็นเช็คอีสท์ วอเตอร์ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ ๖๒๘๐๐๑๗ จ่ายบริษัททัวร์ไม่ประสงค์จะเอ่ยนามชื่อบริษัททัวร์ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ เป็นเงิน ๖๒,๓๔๐ บาท คิดเฉพาะของท่านจารุพงศ์ ไม่รวมอีก ๒ ท่าน แล้วก็ มีหนังสือจากบริษัททัวร์ออกให้เป็นหลักฐานส่งไปยังอีสท์ วอเตอร์ ว่าระบุได้รับค่าโดยสาร ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ ไปกัวลาลัมเปอร์แล้วจากนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กับอีก ๒ ท่าน ท่านจารุพงศ์มาชี้แจงเมื่อสักครู่ครับ ผมไม่ทราบใครเขียนให้ท่านนะครับ แต่ท่านก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างเดียวเลยครับในเรื่องการชี้แจงนี้ กลัวว่าจะผิดไปแม้แต่ ตัวอักษรเดียว แต่ว่าเนื้อหาทั้งหมดที่ท่านชี้แจงคือคําสารภาพว่าท่านไปประเทศจีน กับประเทศมาเลเซียจริงอย่างที่ท่านวิรัช ร่มเย็น กล่าวหา การประปาส่วนภูมิภาคอยู่ในกํากับ กระทรวงมหาดไทยจริงครับ แต่มันเป็นบริษัทมหาชนจํากัดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยเป็นบริษัทเอกชน ท่านชี้แจงอย่างนี้ครับ บอกว่าที่มีเช็คจากบริษัท อีสท์ วอเตอร์ ไปจ่ายให้กับบริษัททัวร์นั้น ความจริงก็คือว่าท่านเอาเงินของท่านไปจ่ายให้บริษัท อีสท์ วอเตอร์ แล้วบริษัทอีสท์ วอเตอร์ ก็เอาเช็คออกไปจ่ายให้บริษัททัวร์อีกต่อหนึ่ง ผมฟังแล้วเข้าใจว่า อย่างนั้น แต่ถ้าฟังว่าอย่างนั้นแล้วท่านชี้แจงอย่างนั้นจริง เพราะท่านพูดเร็วมาก ทําไมท่าน ไม่จ่ายตรงให้บริษัททัวร์ครับ ต้องเอาเงินของตัวเองไปจ่ายให้บริษัท อีสท์ วอเตอร์ แล้วให้ อีสท์ วอเตอร์ไปออกเช็คจ่ายให้บริษัททัวร์ คนที่ทําอย่างนี้ถ้าไม่ป่วยก็โกงทั้งนั้นครับ แล้วที่สําคัญ ทําไมต้องไปจ่ายให้อีก ๒ คนด้วย ต้องอธิบายว่าจ่ายให้อีก ๒ คน เพื่อจะคุ้มครอง อีกคนหนึ่ง ด้วยใช่ไหมครับ เพราะอีกคนหนึ่งก็เป็นข้าราชการการเมือง เป็นเลขานุการรัฐมนตรี ไม่อย่างนั้น เจอข้อหาเดียวกันครับ ผมคิดว่าที่รับเงินหรือรับทรัพย์สินในรูปของการเดินทาง ความผิด สําเร็จแล้วครับ ภารกิจต่อไปก็คือท่านต้องไปชี้แจงในคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครับ ขอเลยไป เรื่องอื่นนิดหนึ่งครับ เพราะมันพันกับท่านจารุพงศ์พอดี เมื่อสักครู่ท่านชี้แจงเรื่องยางพารา ท่านบอกว่ารัฐบาลบริหารจัดการแล้วจะช่วยให้เกษตรกรได้กิโลกรัมละ ๙๐ บาท โดยชดเชย ให้ไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท ซึ่งเทียบแล้วเป็นเงิน ๑๒ บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเติม ๑๒ บาท ต่อกิโลกรัมไปก็จะช่วยให้เกษตรกรขายได้เสมือนกิโลกรัมละ ๙๐ บาท แปลว่าถ้าเกษตรกร จะได้กิโลกรัมละ ๙๐ บาท ขณะนั้นราคายางพาราในตลาดต้องกิโลกรัมละ ๗๘ บาท ถ้าในตลาด กิโลกรัมละ ๗๘ บาท ท่านเติมให้กิโลกรัมละ ๑๒ บาท เขาก็จะได้ ๙๐ บาท แต่วันนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทราบไหมครับ ยางพารามันกิโลกรัมละ ๖๘ บาท ชดเชยให้ไปมันก็หายไปอีก ๑๐ สุดท้ายก็ยังได้แค่ ๘๐ บาทครับ ไม่ได้ ๙๐ บาทอย่างที่ท่านพูด
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าให้ได้เฉพาะคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เกษตรกร ชาวสวนยาง ผมเสียดายไม่ได้เอาตัวเลขมาครับ จํานวนมากทีเดียวมีสวนยางอยู่ในเขต ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่เพราะเขาผิดครับแต่เพราะเขาทําสวนยาง อยู่ในป่าสงวนแห่งชาตินานมาแล้ว อยู่ในที่ดินนั้นนานแล้ว วันดีคืนดีรัฐไปประกาศ เขตป่าสงวนแห่งชาติทับที่ดินของเขา สุดท้ายกลายเป็นเกษตรกรต้องไปอยู่ในป่าสงวน แห่งชาติ และวันนี้ไม่มีสิทธิมารับเงินชดเชยจากรัฐบาล ต้องเอายางพาราไปขายกิโลกรัมละ ๖๘ บาท ที่สําคัญ ๑ ครอบครัว ถ้ามีเกษตรกร ๓ คน ทําคนละผืน ได้คนเดียวครับเงินชดเชย ตรงนี้อย่างไรครับ มันถึงเป็นที่มาที่เกิดความโกลาหลแล้วก็ประท้วงกัน แล้วก็รัฐบาล ไม่ได้ลงไปแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในลักษณะที่ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลเกษตรกร ชาวสวนยางอย่างแท้จริง แล้วไม่ใช่แต่ภาคใต้นะครับ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคอีสาน มีหมดแล้ว ก็คือเกษตรกรสวนยางชาวไทยทั่วประเทศนั่นเอง
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญไม่แพ้เรื่องที่กระผม กราบเรียนต่อท่านประธานไปแล้ว ที่ว่าสําคัญก็เพราะว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควร แก่การไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ที่เป็น เช่นนั้นก็เพราะว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายรณรงค์ต่อต้านการทุจริตเป็นแค่ เพียงละครปาหี่ที่ไม่มีผลปฏิบัติจริง จนยุคนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี กลายเป็นยุคที่มีการคอร์รัปชันเบ่งบานที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้แยแสใส่ใจจัดการตามอํานาจหน้าที่แต่อย่างใด ซึ่งผมขออนุญาตขยายความ ที่ต้อง ขยายความก็เพราะว่าเพื่อนสมาชิกได้พูด เกือบจะเรียกว่าทุกท่านที่พูดถึงการทุจริต นั่นก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายชัดเจนว่าจะปราบปรามการทุจริต วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕ สร้างภาพ จัดงานรณรงค์ต่อต้านการทุจริตที่เวิลด์เทรด (World Trade) ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็คงจะจําได้ ท่านประธานกับพวกผมก็จําได้ครับ จากนั้น แค่ ๒ สัปดาห์คล้อยหลังเท่านั้นละครับ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในที่ประชุม ครม. ย้ายคนที่เขากําลังขุดคุ้ยเรื่องการทุจริต ที่กระผมพูดก็คือเลขาธิการ ป.ป.ท. ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ไม่ได้ทําให้ท่านเสียหาย คือ พันตํารวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ นายกรัฐมนตรีอ้างว่าย้ายให้ไปใหญ่ขึ้น คือไปเป็น รองปลัดกระทรวง แต่ที่จริงเขารู้กันทั้งประเทศว่าที่ย้ายนั่นต้องการย้ายไปให้พ้นทาง กลไก ปราบโกงในประเทศไทย หลักใหญ่มี ๒ อันครับ ๑. ป.ป.ช. ๒. ป.ป.ท. ป.ป.ช. ผมไม่ต้อง อธิบาย รู้จักกันทั้งประเทศ แต่ ป.ป.ท. ก็คือจัดการเฉพาะในองค์กรภาครัฐ ข้าราชการ ระดับ ๙ หรือระดับ ๑๐ ลงมา เพื่อให้อุดช่องว่าง ป.ป.ช. ที่อาจจะเข้าไปไม่ทั่วถึง ทําไม เลขาธิการ ป.ป.ท. ถูกย้ายครับ เลขาธิการ ป.ป.ท. ถูกย้ายเพราะไปขุดคุ้ยทุจริตเรื่องใหญ่ ๓ เรื่อง ๑. เรื่องน้ําท่วมที่ใช้งบกลางของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วคราวที่แล้วพวกผมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นละครับ ฮั้วกัน ๒๑ โครงการ ปรากฏว่าทุจริต เสีย ๒๐ ๒. เพราะไปขุดคุ้ยเรื่องการนําเข้ารถหรู ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี ๑ ใน ๓ ผมไม่ระบุละครับ เข้าไป มีส่วนเกี่ยวข้อง ๓. เพราะไปขุดคุ้ยเรื่องการออกกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ เรื่องน้ําท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ได้อภิปรายไปแล้วครับ ชัดเจน พวกผม อภิปรายคราวที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีข้อมูลทุจริตมาบอก ดิฉันจะไปจัดการ ปีนี้พวกผมถึงไปตามอย่างไรครับ ว่านายกรัฐมนตรีพูดจริงหรือพูดเท็จต่อสภา ไปตรวจสอบ ชัดเจนไม่ได้ทําอะไรเลยครับ ทุกอย่างยังเหมือนเดิมทุกประการ คนโกงยังอยู่ดีกินดี เหมือนเดิมทุกประการ เรื่องการออกกรรมสิทธิ์โดยมิชอบที่เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด ที่ท่านเจะอามิง โตะตาหยง เอามาอภิปรายนี่ละครับ เรื่องนี้ก็สะท้อนชัดเจนว่าประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีเหมือนไม่มีครับ ที่บอกว่าเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรื่องนี้ได้มีการทําหนังสือ แจ้งเตือนนายกรัฐมนตรีไว้ล่วงหน้าว่ากําลังจะมีการเอาป่าสงวนไปออกกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่จังหวัดภูเก็ต ๑ แปลง ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดย เลขาธิการ ป.ป.ท. เพราะเขาไปตรวจสอบแล้ว บอกว่ากําลังจะมีการออกเอกสารสิทธิ ในที่ดินป่า และพบว่าคนที่กําลังจะไปออกเอกสารสิทธินี้เป็นแกนนําเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา แล้วก็ระบุชื่อชัดเจน ปรากฏว่าทําหนังสือไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ หลังจากนั้น ๑ เดือน ๔ วัน ออกโฉนดเรียบร้อยครับ สําเนาโฉนด อยู่นี่ครับ พื้นที่ ๕๗ ไร่ ๒ งาน ๑๘.๕ ตารางวา ออกวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ไหนท่าน นายกรัฐมนตรีบอกว่ามีนโยบายจะปราบโกงอย่างไรครับ โกงที่ดินของรัฐ โกงไหมครับ ทําไม ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทําอะไร ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเอาที่ดินหลวงไปออก กรรมสิทธิ์ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ทําไมพวกผมบอกว่า นายกรัฐมนตรีไม่สมควรดํารงตําแหน่ง ผู้นํารัฐบาลของประเทศต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งที่ดินเหมือนกันครับ เที่ยวนี้เป็นที่ดินรัฐวิสาหกิจที่ท่านจุติ ไกรฤกษ์ อภิปรายไป แต่ว่าไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียว ครั้งนี้เป็นที่ดินรัฐวิสาหกิจ ๘ แปลง เตรียมฮุบเพื่อเอาไป ให้เอกชนเช่าหรือร่วมลงทุน โคลนนิ่ง (Cloning) ฮุบที่ดินรัชดามาเป๊ะเลยครับ แต่แยบยลกว่า พฤติกรรมคืออะไรครับ วิธีการก็คือ ๑. นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์สั่งรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ไปสํารวจทรัพย์สิน ของรัฐวิสาหกิจเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ อ้างว่าเป็นโครงการที่สําคัญที่รัฐบาลจะดําเนินการ เรื่องนี้มีหลักฐานจากคําสัมภาษณ์ของท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ชัดเจนครับ เรื่องนี้มีหลักฐานจากคําสัมภาษณ์ของท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ชัดเจน วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์มีมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ใช้ ที่ดินรัฐวิสาหกิจ ๘ แปลง เอามาทําประโยชน์ ให้เช่าเกินกว่า ๑ ปี วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีมติ ครม. โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เห็นชอบ ๑. ให้รัฐวิสาหกิจ เจ้าของที่ดิน ๘ แปลงนั้น เอาที่ดินนี้มาใช้ประโยชน์ พื้นที่รวมกัน ๔,๕๖๙ ไร่ แล้วมีมติให้เช่าเกินกว่า ๑ ปี อ้างว่า เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยให้เสนอแผนงานและโครงการลงทุนมาให้คณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจอนุมัติก่อนเปิดให้เช่าพัฒนาที่ดิน จากนั้นมาออกพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ๒๕๕๗ ตั้งกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พวกผมตั้งคําถามในสภานี้ครับ ว่าตั้งมาทําไม ๑,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ถึงบางอ้อแล้วครับ ก็เพื่อเอาไปเจือผสมกับการลงทุน ของเอกชนที่จะเอาที่ดิน ๘ แปลงไปพัฒนาอย่างไรครับ ใครได้ประโยชน์ครับ คําตอบก็คือ ผมยังไม่อยากกล่าวหา แต่อย่างน้อยบริษัทเอกชนที่ทําอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับคัดเลือกจาก คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจให้มาร่วมเช่าร่วมโครงการก็จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ คําถาม โกงหรือยัง ยังครับ แต่ถามว่าจวนหรือยัง จวนแล้วครับ ถ้าพวกผมจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน สุดท้าย เรื่องนี้อ้อยเข้าปากช้างแน่นอน ท่านนายกรัฐมนตรีก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรีทําธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์มาใช่ไหมครับ พรรคพวกแวดล้อมนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ทําอสังหาริมทรัพย์ อยู่ใช่ไหมครับ พวกผมจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และจะไม่ปล่อยวางแล้วกราบเรียนกับ ท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้มันมีพิรุธ ไม่จําเป็นต้องโกงเสร็จจึงอภิปรายไม่ไว้วางใจ แค่นี้ก็ ชี้ชัดแล้วว่าสุดท้าย ๘ แปลงที่เอาออกมาจะเอาไปให้ใครเช่าบ้าง คงไม่ใช่พวกผมหรอกครับ แล้วพวกผมก็ไม่มีปัญญา ไม่มีเงินพอจะไปทํา แต่มันอยู่แถว ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่นละครับ ไม่เชื่อคอยดูครับ
ทุจริตผิดกฎหมายอีกเรื่องหนึ่งครับ มหากาพย์มหาโกง เรื่องข้าวถุงครับ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะรัฐมนตรี เจ้าของนโยบายจํานําข้าว นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว หรือที่เรียก กขช. นายกรัฐมนตรีเป็น ผอ. ศอบต. ดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ปัญหาความไม่สงบ ข้อเท็จจริงก็คือว่า กขช. หรือคณะกรรมการ นโยบายข้าวที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมีมติ ๔ ครั้ง ตั้งแต่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ถึง ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๕ ให้เอาข้าว ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน มาทําข้าวถุง ที่อยู่ในสต็อกรัฐบาล ที่ขายไม่ออกนั่นละครับ ถุงละ ๕ กิโลกรัม กําหนดราคาถุงละ ๗๐ บาท อ้างว่าเอามาเพื่อทําข้าวถุงขายให้คนจนในราคาถูก เพราะมันแพงทั้งแผ่นดินแล้ว ขอให้ข้าวถุง มันถูกสักเรื่องก็ยังดี แต่สุดท้ายที่ให้ไปทํา ปรากฏว่าทําไปทั้งหมด ๓ ยี่ห้อ ๑. ตรา อคส. ๒. ตราถูกใจ ๓. ตราธงฟ้า พอพวกผมไปตรวจสอบ พบความจริงว่าที่อนุมัติให้ไปทํา ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ได้ทําจริงทั้งหมดครับ ข้อ ๑ ข้อ ๒ นอกจากไม่ได้ทําจริงแล้ว เอาข้าว ไปขายให้บริษัทคนใกล้ชิดกับคนมีอํานาจในรัฐบาลที่เป็นถึงอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ อื้อฉาว ที่เคยอภิปรายมาแล้ว สมคบรวมหัวกันบริหารจัดการ เอาข้าว ราคาถูกที่ซื้อมาจากสต็อกรัฐบาล อ้างว่าจะเอามาทําข้าวถุงราคาถูกขายให้คนจน ไม่ไปทํา ข้าวถุงครับ ๑. เอาไปเวียนเทียนจํานํารอบใหม่ ๒. เอาไปขายให้โรงสีกับพ่อค้าทํากําไร เดี๋ยวนั้นเลยครับ ๓. ทําข้าวเหมือนกัน แต่ทําข้าวถุงยี่ห้อตัวเองแล้วขายราคาแพงกว่า ๗๐ บาท ผล ข้าวถุงราคาถูกถึงไม่ถึงมือชาวบ้านครับ ถ้าถึงก็แพงเกินกว่าถุงละ ๗๐ บาทครับ สุดท้ายคนจนก็ไม่ได้ข้าวราคาถูกต้องซื้อราคาข้าวถุงแพงเหมือนเดิม พวกขี้โกงรวยครับ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นเจ้าของนโยบายจํานําข้าว สุดท้ายก็เหมือนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ชงคณะกรรมการ กขช. ก็รับ แล้วก็สุดท้ายพรรคพวกก็ร่ํารวยจากโครงการข้าวถุง หลักฐานที่ผมกราบเรียนคืออะไรครับ พวกผมไม่ได้พูดปากเปล่านะครับ ไม่มีพยานหลักฐาน หลักฐานก็คือว่า ๑. โครงการข้าวถุงที่ให้กับบริษัท ขออภัยที่เอ่ยนามครับ เจียเม้ง ระบุว่า ให้ไปทําทั้งหมด ๔๐ ล้านถุง ขายใน ๒๑ จังหวัดทุกภาคทั่วประเทศ รวมทั้งหมดขาย ในร้านค้า ๓๗ แห่ง โดยให้ใช้ยี่ห้อ อคส. เท่านั้น ปรากฏว่าโครงการนี้มี ๔๐ ล้านถุง ผมมอบหมายให้ ส.ส. รังสิมาไปตรวจ ไปหมดครับ ๒๑ จังหวัด ไปทุกแห่ง ๓๗ ร้าน บวกตัวเลขมาปรากฏว่าที่บอกว่าข้าวสารจะทํา ๔๐ ล้านถุง มีข้าวสารแค่ ๕๗,๓๐๐ ถุงครับ ๕๗,๓๐๐ ถุงจาก ๔๐ ล้านถุง ที่เอาไปขายคนจนจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ขายถุงละ ๗๐ บาท ราคาเฉลี่ยออกมาราคาถุงละ ๘๐ ถึง ๙๙ บาทครับ นี่อย่างไรครับข้าวถุงนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ โครงการที่ ๒ อัปลักษณ์ที่สุดไม่แพ้โครงการที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้ ผมมอบหมาย ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ไปตรวจสอบครับ โครงการข้าวถุงธงฟ้าเพื่อพี่น้องมุสลิม ภาคใต้ กําหนดไว้ ๕๐,๐๐๐ ตัน จะต้องมาทําข้าวถุง ๑๐ ล้านถุง ถุงละ ๗๐ บาท ขายมุสลิม ผู้มีรายได้น้อยในภาคใต้ ปรากฏว่าวิธีการคือให้ส่งข้าวถุงผ่านคณะกรรมการอิสลามจังหวัด ท่านประเสริฐไปตรวจสอบ ไม่มีคณะกรรมการอิสลามจังหวัดไหนที่ระบุได้รับข้าวถุงเลย แม้แต่ถุงเดียว ทั้งหมดหายไปกับสายลม ทั้งหมดพิสูจน์ว่าโครงการข้าวถุงของรัฐบาล นอกจากโกงคนจนทั้งประเทศ ยังโกงได้แม้แต่ ชาวมุสลิมภาคใต้รวมทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขากําลังทุกข์กําลังยากอยู่ เพราะฝีมือ การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์วันนี้ละครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์บอกว่าเรื่องข้าวถุงเป็นเรื่องระดับปฏิบัติการ เอาอีกแล้วครับ ผมไม่เคยเห็น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์รับผิดชอบอะไรแม้แต่เรื่องเดียวครับ โยนบาปให้ฝ่ายปฏิบัติการ อีกแล้ว ผมถามสิครับ ฝ่ายปฏิบัติการจะทําข้าวถุงโกงรอบนี้ได้ไหมครับ ถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรี ชื่อยิ่งลักษณ์ เพราะนี่มันคือที่มาต้นตอนโยบายจํานําข้าว ขายข้าว จํานําและเอาไปทิ้งไว้ในสต็อก ในสต็อกขายไม่ออกถึงต้องมาทําข้าวถุงแล้วก็มาโกงข้าวถุงอีกรอบหนึ่ง ถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เจ้าของนโยบายจํานําข้าวที่ยังยืนยันเมื่อสักครู่ว่าจะทําต่อ แล้วการทุจริตโครงการนี้ จะเกิดได้ไหมครับ ผมไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีปัดความรับผิดชอบซ้ําแล้วซ้ําเล่า ถ้าอย่างนั้น เลิกสิครับนโยบายจํานําข้าว และหันไปทําวิธีอื่น เช่น ประกันรายได้ช่วยเกษตรกรให้ชาวนา เขาได้เงินถึงมือผ่านบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส. จริง ๆ กําเงินสด ไม่ใช่ผ่านกระบวนการ ๑๕,๐๐๐ บาท ชาวนาได้ ๑๐,๐๐๐ บาท หายไป ๕,๐๐๐ บาท ท่านบอกว่าถ้ามีปัญหารั่วไหล ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์นะครับ ทุจริตเกิดขึ้นยินดีดําเนินการทุกขั้นตอน ไม่มีละเว้นค่ะ ผมไม่เชื่อ ท่านนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจําได้ไหมครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจคราวที่แล้ว พวกผมยิ่งกว่าบอกนายกรัฐมนตรีอีกครับ ถึงขนาดมาบอกในสภาเป็นหลักฐานต่อหน้า คนไทยทั้งประเทศ เรื่องจีทูจี ที่กลายเป็นจีทูเจี๊ยะ ท่านนายกรัฐมนตรีทําอะไรไปแล้วบ้าง จนวันนี้สัญญาขายข้าวจีทูจียังไม่ยอมเปิดเผยแม้แต่สัญญาเดียวครับ ท่านยังไม่บอกเลยว่า ขายไปกี่สัญญา ขายให้ใคร ราคาเท่าไร อ้างอย่างเดียว เป็นความลับ ทําไมอ้างเป็นความลับ เพราะยิ่งลับมันก็ยิ่งหวานคอแร้งอย่างไรครับ นี่คือสิ่งที่มันยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรี พูดก็พูดไปเท่านั้นละครับ พวกผมบอกวันนี้ท่านคอยดูนะครับ อีก ๒ เดือน ๓ เดือนข้างหน้า อะไรจะเกิดขึ้นกับการจัดการทุจริตข้าวถุง ผมคิดว่ามันคงเงียบหายไปกับสายลมอีกเหมือนเดิม ตรงนี้ถึงบอกว่านายกรัฐมนตรีพูดอย่างทําอย่าง
เรื่องจํานําข้าวสุดท้ายครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมครับ เจ๊งไปแล้ว เท่าไร ตัวเลขล่าสุดเป็นตัวเลข ธ.ก.ส. แท้ ๆ ครับ ณ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ไม่กี่วัน มานี้ครับ ๒ ปี ๔ ฤดูการผลิตที่ทํามาแล้ว ถ้ารัฐบาลบังคับให้ ธ.ก.ส. จ่ายเงินจํานําข้าวไปแล้ว ๖๘๘,๗๗๖ ล้านบาทครับ ตัวเลขกลม ๆ ๖๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าที่คุยกันว่าไปขายให้จีนเท่านั้น ขายเท่านี้ ปีนี้จะขายข้าวแล้วเอาไปคืน ธ.ก.ส. เท่านั้น รวมแล้วทั้งหมดไปคืนเขาแค่ ๑๓๖,๖๗๕ ล้านบาท ยังเป็นหนี้ ธ.ก.ส. อยู่ ๕๕๒,๑๐๑ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บริหารราชการแผ่นดินโครงการจํานําข้าว วันนี้ยังเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เท่ากับเงินงบประมาณในการลงทุนของ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ๑ ปีเลยครับ สําคัญที่สุดฤดูใหม่เริ่มอีกแล้วครับ ธ.ก.ส. เขาไป รับจํานําข้าวจากชาวนามาแล้ว ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีสตางค์จ่าย ปรากฏว่าจ่ายให้ชาวนา จาก ๔๔,๐๐๐ ล้านบาทไปแค่ ๒๙๘ ล้านบาท เป็นหนี้เขาอยู่อีก ๔๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เขาถึงโวยกันทั้งประเทศตอนนี้อย่างไรครับ วันนี้คงได้คําตอบว่าทําไมชาวนามาจํานําข้าวแล้ว ไม่ได้เงิน ก็เพราะรัฐบาลทําโครงการจํานําข้าวเจ๊งจนถังแตกแล้วอย่างไรครับ แล้วท่าน ก็ยังยืนยันที่จะพาประเทศดิ่งลงเหวต่อไปอีก ไม่ได้ช่วยชาวนาครับ แต่หวัง ๕,๐๐๐ บาทไป เข้าพุงใครไม่ทราบนั่นละครับ ต่อตัน ผลสุดท้ายวันนี้ประเทศไทยเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าวแล้วครับ เพราะส่งออกข้าวไม่ได้ มันไปกองอยู่ในสต็อก ๑๗ ล้านตันครับวันนี้ ขาดทุน ๒ ปี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จํานําเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ชาวนาได้ ๑๐,๐๐๐ บาท คนโกงรวยเพราะนโยบายจํานําข้าวนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ผมจําเป็นต้องใช้เวลาให้ครบถ้วนครับ สําหรับ การไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี คือความรับผิดชอบต่อประชาชนของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีไปให้สัญญาและไม่ปฏิบัติตาม กี่เรื่องท่านนายกรัฐมนตรีจําได้ ไหมครับ ถ้าจําไม่ได้ผมจะทบทวนให้นายกรัฐมนตรีฟังครับ
เรื่องแรก ท่านนายกรัฐมนตรีสัญญากับประชาชนว่าจะแก้ไขไม่แก้แค้น ท่านจําได้ใช่ไหมครับ เรื่องแก้ไขท่านนายกรัฐมนตรีทําจริงเรื่องเดียว แก้ไขรัฐธรรมนูญครับ แต่แก้ไขไม่แก้แค้น ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทําอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดครับ นายกรัฐมนตรีใช้กลไกอํานาจรัฐเป็นเครื่องมือให้ท้ายทําลายฝ่ายเห็นต่างทางการเมืองมาก โดยลําดับ รวมทั้งใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือ พวกกระผมไม่อยากยกตัวอย่างนะครับ จะประหยัดเวลา ขออ่านแต่หัวข้อให้ท่านประธานฟัง ๑. เรื่องที่พวกกระผมสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์เป็นผู้แทนราษฎร ประสงค์บริจาคเงินเข้าพรรคคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท กฎหมาย พรรคการเมืองเขียนว่าถ้าใครบริจาคเกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ต้องจ่ายเป็นเช็คเท่านั้นเพื่อจะได้รู้ ที่มาที่ไปของเงิน พวกผมก็เลยทําหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ช่วยหักเงินเดือน พวกผมคนละ ๒๐,๐๐๐ บาทด้วย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็หักเงินเดือนของพวกผม คนละสองหมื่น ๆ แล้วก็ออกเป็นเช็คใบเดียวรวมกันส่งมาที่พรรคเป็นเงินบริจาค ดีเอสไอ ดําเนินคดีครับ บอกว่าผิดกฎหมาย ต้องออกเช็คคนละใบ ๆ ประธานคณะกรรมการ กกต. คือกรรมการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียน เขาตรวจสอบแล้วมีมติให้ยุติเรื่องนี้ บอกว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทําอะไรผิด ถูกต้อง ยุติเรื่อง แต่ดีเอสไอไม่ยอมยุติครับ เพราะ นโยบายแก้ไขไม่แก้แค้นหรือครับ มันนโยบายแก้แค้นไม่แก้ไขอย่างไรครับ เพราะพวกผม เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ไปโพสต์เสือ สิงห์ กระทิง แล้วก็ รูปนายกรัฐมนตรี ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษครับ ใครเป่านกหวีดต่อไปนี้ดีเอสไอจะรับเป็น คดีพิเศษครับ นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ร่มเงานายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล่าสุดปล่อยให้คุณสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ทําไมผมต้องพูดเรื่องนี้ เพราะคุณสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นถึงรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และขึ้นกับนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ไม่ได้ไปทําอะไรผิด ที่บ้าน แต่บังอาจใช้ทําเนียบรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีครับ แถลงข่าวใส่ร้ายผู้ชุมนุมที่เขา มีสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ว่ามีการขนสไนเปอร์มาให้ผู้ชุมนุม
เดี๋ยวนะครับ
สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าไม่จริง นายกรัฐมนตรีจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ
ท่านจุรินทร์ครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านใกล้จะจบแล้ว เชิญ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพท่านที่สรุปประเด็นนะครับ ผมประท้วงท่านในข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เรื่องของ การแก้ไขไม่แก้แค้น ซึ่งก็เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เขาจะดําเนินการนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เกี่ยวข้องนะครับ
เอาละครับ
ผมคิดว่าท่านไม่น่าจะเปิดประเด็น ใหม่นะครับ ไม่มีในญัตติด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
ประเด็นนี้ท่านสมาชิกมีการอภิปรายอยู่นะครับ เชิญต่อครับ ตามข้อตกลงของท่านจุรินทร์ เหลืออยู่ ๕ นาทีนะครับ เชิญครับ
ที่สําคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ที่กระผมไม่พูดไม่ได้ครับ เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม นายกรัฐมนตรีสัญญาไว้กับคนไทย ทั้งประเทศว่าอย่างไรครับ ท่านบอกว่า เรื่องนิรโทษกรรม พรรคเพื่อไทยคงไม่ยอมให้ดิฉัน ทําอะไรเพื่อคน ๆ เดียวหรอกค่ะ คําถามหรือข้อเท็จจริงก็คือ ๒ ปี ๓ เดือนที่ผ่านมา มันพิสูจน์แล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีโกหกครับ เรื่องบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประชาชน นายกรัฐมนตรีล้มเหลว ทุจริต ผิดกฎหมาย แต่เรื่องเพื่อคนคนเดียวก้าวหน้าตลอด ท่านนายกรัฐมนตรีจําเรื่องคืนพาสปอร์ตได้ใช่ไหมครับ ทําเพื่อใครครับวันนั้นถ้าไม่ใช่ คนคนเดียว ไม่ถอดยศ ไม่ถอดยศใครครับ ถ้าไม่ใช่คนคนเดียว ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ออกเพื่อใครครับ สุดท้ายการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นอีกเรื่องที่พิสูจน์ว่าท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เพราะท่าน นายกรัฐมนตรีตระบัดสัตย์ต่อประชาชน นายกรัฐมนตรีอาจแก้ตัวว่าเป็นเรื่องสภาเหมือนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีแก้ตัวมาตลอดครับ แต่กราบเรียนกับท่านประธานว่าไม่มีใครเชื่อ นายกรัฐมนตรีแล้วครับ ที่บอกว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่ารู้กันทั้งหมดว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือตัวการ รับงาน รับตําแหน่งมาดําเนินการเรื่องนี้เพื่อล้างผิดการทุจริต หลักฐานครับ เริ่มต้นตั้งแต่ตอนเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ท่านประธานจําได้ไหมครับ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษที่เป็นที่มาของคําว่า สับขาหลอก ครับ วันนั้นนายกรัฐมนตรีไปสิงห์บุรี ยอมลงทุนค้างคืน กองทัพบกเอา ฮ. ไปรับก็ไม่ยอมกลับ จะค้างคืนให้ได้ ทําไมต้องค้างคืน ให้ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นวันอังคารมีการประชุม ครม. เขาจะพิจารณาพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ให้คนคนเดียวอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรีถึงหนีความรับผิดชอบ ลอยตัว จะได้อ้างว่าไม่รู้ แล้วให้คนอื่นเป็นประธานแทน และสุดท้ายความแตก ก็เลยต้องระงับเรื่องนี้ไป ไม่จบเท่านั้นครับ ความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรียังมีต่อมาอีกครับ พระราชบัญญัติปรองดองครับ เสนอเข้าสภา ๕ ฉบับ เนื้อหาล้างผิด คืนเงิน คืนสิทธิคนทุจริต เหมือน พ.ร.บ นิรโทษกรรมนี่ ทุกประการครับ ก่อนเสนอสภาพิจารณากฎหมายปรองดอง ก่อนที่จะมีการเสนอกฎหมาย ฉบับนี้มีการพิจารณาของกรรมาธิการปรองดองแห่งชาติในสภา แล้วก็มีมติให้ส่งรัฐบาลว่า ถ้าหากจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะต้องมีการจัดทําสานเสวนาก่อน ตรงนี้อย่างไรครับ จึงเป็นที่มาที่มีการออกมติคณะรัฐมนตรี ๒ ครั้งให้จัดเวทีประชาเสวนาที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยชี้แจงเมื่อสักครู่ ๑๐๘ เวทีนั่นละครับ แล้วก็ไปใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน งบฉุกเฉิน ๙๐.๒๖ ล้านบาท เพื่อจะเอาผลการเสวนาที่ว่ามาเป็นเครื่องมือออกกฎหมาย นิรโทษกรรมตามเป้าหมายท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านบอกว่าเป็นเรื่องสภาท่านไม่เกี่ยว นี่ละครับมติครม. คือใบเสร็จตรง ๆ ว่าท่านมีความพยายามจะผลักดันการนิรโทษกรรม แต่สุดท้ายผลการเสวนามันออกมาชัด คนเขาเห็นด้วยกับการปรองดองเหมือน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพูดเมื่อกี้จริงครับ แต่เขาเห็นด้วยแค่ควรปรองดอง หันหน้าเข้าหากัน แต่เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีปรองดองโดยการออกกฎหมายล้างผิดครับ สุดท้ายเรื่องนี้มันก็เลยต่อไม่ได้ครับ จึงเป็นที่มาที่นายกรัฐมนตรีต้องไปมองโกเลีย ท่านไปมองโกเลียทําไมครับ ลงทุนเอาเงินภาษีอากรประชาชนคนไทยทั้งประเทศไปปูทาง เตรียมออกกฎหมายล้างผิดคนโกงอย่างไรครับ ไปลงทุนกล่าวหาทําร้ายประเทศไทย ด้วยตัวของผู้นําประเทศไทยเอง กล่าวหาว่าประเทศไทยไม่เป็นนิติรัฐ ประเทศไทย ไม่มีระบบนิติธรรม ไม่มีหลักนิติธรรม ประเทศไทยยังไม่ได้ประชาธิปไตยคืนมา ทั้งที่ตัวเอง เป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่สร้างเสริมประชาธิปไตย ทําไมไม่เอาประชาธิปไตยคืนมาครับ แต่ขณะที่ทําร้ายประเทศไทยก็ไปแก้ต่างให้คนในครอบครัว บอกว่าพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรี ชนะเลือกตั้ง ๒ สมัย แต่ถูกรัฐประหาร ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่กลับไม่บอกว่าทําไมถึงถูก รัฐประหาร ครอบครัวนายกรัฐมนตรีต้องอยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน แต่ไม่บอกว่าทุกข์ทรมาน อยู่บนกองเงินกองทอง นี่คือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดที่มองโกเลียเพื่อปูทางให้โลก เห็นด้วยถ้าจะมีการออกกฎหมายล้างผิดการทุจริต ข้อสังเกตก็คือว่านายกรัฐมนตรีไม่เคย ห้ามปรามคนในพรรค และคนในรัฐบาลที่ร่วมคณะรัฐมนตรีด้วย ไม่ให้ออกมาสนับสนุน พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพราะอะไรครับ เพราะนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยแต่ไม่พูดเพราะเรื่องนี้ถ้าออกกฎหมายล้างผิดคืนเงิน คือสิทธิ สําเร็จ ผู้รับประโยชน์รายใหญ่ มี ๒ คนคนที่ ๑ พี่ชายท่านนายกรัฐมนตรี ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท คนที่ ๒ คือตัวนายกรัฐมนตรีเองมีอยู่ในจํานวน ๔๖,๙๘๒,๓๖๕,๑๒๕ ล้านบาท ทําไมพวกผม ต้องย้ําเรื่องนี้อีก เพราะนายกรัฐมนตรีเคยไปให้การคัดค้านไว้ในฐานะผู้คัดค้านที่ ๔ ตอนพิจารณาคดียึดทรัพย์ว่า ๙๘๒ ล้านบาทนี้ เป็นของนายกรัฐมนตรี หลักฐานอีกอันหนึ่ง ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีคือตัวการในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็คือว่าปรับ ครม. ครั้งล่าสุดถึงขั้นนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลฯ เพื่อแต่งตั้งตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม เป็นเพื่ออะไรครับ อ้างว่าเพื่อไปแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่จนวันนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ลงไปเลยครับ ที่ต้องการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะต้องการไปเป็นประธานสภากลาโหม กับเป็นประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็จะใช้ทั้งสภากลาโหมและสภาความมั่นคงผลักดันพระราชกําหนด นิรโทษกรรมอย่างไรครับ โดยใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ ผมไม่ได้ใส่ร้ายแต่คลิปถั่งเช่าที่ท่าน นิพิฏฐ์เอามาเปิด ชัดเจนระบุ ความพยายามที่จะร่วมมือกันระหว่างนายกรัฐมนตรีเมืองนอก นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม แต่สุดท้ายพระสยามเทวาธิราช มีจริงครับ คลิปแตก ความแตก เรื่องนี้จึงต้องระงับไป แล้วก็เป็นที่มาของพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมฉบับที่คนออกมาเต็มถนนอยู่ทุกวันนี้ครับ เริ่มต้นจากนิรโทษกรรมคดีปล้น คดีฆ่า คดีเผา คดีหมิ่น ที่เรียกว่านิรโทษกรรมครึ่งเข่งสุดท้ายกลายพันธุ์ไปเป็นนิรโทษกรรม คดีปล้น คดีฆ่า คดีเผา แล้วก็ไปถึงคดีโกง แล้วก็ถึงคืนทรัพย์ กลายเป็นฉบับสุดซอยเหมาเข่ง ที่ถูกคนออกมาต่อต้านทั่วประเทศนี้ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลหลักฐานที่พิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์มีส่วนสมรู้ร่วมคิดผลักดันและได้รับประโยชน์จากการออกพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมมาโดยตลอด เมื่อคนออกมาเต็มท้องถนน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ออกมาแถลง ๓ รอบ ถึงไม่มีใครเชื่ออย่างไรครับ แล้วก็ไม่มีใครฟัง เพราะนายกรัฐมนตรีโกหกหลายเรื่อง มาตลอดจนกลายเป็นโกหกสะสม และหมดความน่าเชื่อถือล้มละลายทางความน่าเชื่อถือ มาจนถึงวันนี้ แม้ประกาศว่าจะถอน ๖ ร่างออกไปก็ไม่มีคนไว้วางใจว่าแม้จะถอน ๖ ร่างออกไป แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาลมาลงสัตยาบันว่าถ้าพ้น ๑๘๐ วัน ร่างที่วุฒิสภาได้คว่ําไปแล้วนั้น จะไม่หยิบยกขึ้นมายืนยันอีกก็ไม่มีใครเชื่อ ที่สําคัญท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาแถลงยืนยันว่า เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ทําเนียบรัฐบาล ด้วยข้อความว่าอยากยืนยันเพื่อให้พี่น้องประชาชน ทุกท่านได้สบายใจว่า วันนี้ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนั้นจบลงแล้วนะคะ ทุกอย่าง ได้ถอนแล้ว อยากกราบเรียนพี่น้องประชาชนว่าเรื่องทั้งหมดนั้น น่าจะเรียกว่าจบสิ้นจริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีตรงนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยังยืนยันคําพูดนี้อยู่ไหมครับว่าถอนออกทั้งหมดแล้ว จบสิ้นแล้วจริง ๆ เพราะผมยังเชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีโกหกครับ ถอนไป ๖ ร่างมันยังไม่จบสิ้นหรอกครับ มันยังมีอยู่อีกร่างหนึ่ง ค้างอยู่ที่สภา รอบรรจุระเบียบวาระ อาจจะอ้างว่าเป็นร่างประชาชน แต่คนเสนอคนแรกก็คือ สมาชิกร่วมรัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีนั่นละครับ มีตําแหน่งเป็นข้าราชการการเมืองด้วย เลิกโกหกประชาชนเถอะครับ ผมถึงบอกว่าทั้งหมดมันสะท้อนชัดว่านายกรัฐมนตรีพูดอย่าง ทําอย่าง เห็นประโยชน์ตัวเองและคนในครอบครัวเหนือความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง สมควรไม่ไว้วางใจอย่างไรครับ ผมไม่อยากหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เอกสารมันอยู่ในมือผมนี่ครับ ท่านประธานก็คงรู้อยู่เต็มอกมันมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งรอบรรจุระเบียบวาระ ตรวจสอบ รายชื่อเสร็จแล้วส่งกลับไปยังต่างจังหวัด
ท่านจุรินทร์ครับ ประเด็นนี้ยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายนะครับ สรุปไม่ได้นะครับ ประเด็นนี้นะครับ
ได้ครับ ผมยินดีที่จะไม่พูดเรื่องนี้ แต่ขอกราบเรียนให้ได้ทราบว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าถอนหมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว ไม่จริง นายกรัฐมนตรีโกหกคนไทยทั้งประเทศ ยกเว้นท่านไม่รู้ข้อมูลท่านก็ขออภัยต่อคนไทยเสีย ท่านประธานครับ ผมเคยเตือนท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานคงจําได้ว่าเหตุแห่ง ความเสื่อมของนายกรัฐมนตรีมีอยู่ ๕ ประการ หากนายกรัฐมนตรีปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก็จะสร้างคุณูปการให้กับบ้านเมืองได้มากมายกว่าที่เป็นอยู่ เหตุแห่งความเสื่อมของ นายกรัฐมนตรี ๕ ประการที่ว่าก็คือ
๑. การปล่อยปละละเลยและการทุจริต กระทําผิดกฎหมาย ปล่อยปละละเลย ให้มีการทุจริต
๒. วุฒิภาวะความเป็นนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภาของท่านนายกรัฐมนตรี
๓. พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินแบบลอยตัว หนีปัญหา หนีความ รับผิดชอบ พูดอย่างทําอย่างของท่านนายกรัฐมนตรี
๔. การปล่อยให้คนในครอบครัว ไม่ว่าหญิงหรือชายลักลอบเข้ามาล้วงลูก ควบคุมกํากับการบริหารราชการแผ่นดินโดยมิชอบ และ
๕. การจมปลักอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตนและของคนในครอบครัว
แต่ดูเหมือนท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้แยแสใส่ใจความเสื่อมของท่าน นายกรัฐมนตรีจึงพอกพูนขึ้นแล้วก็กลายเป็นความเสื่อมสะสมยิ่งขึ้นในช่วงระยะเวลา ๒ ปี ๓ เดือนที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะคิดว่าท่านมี ๓๐๐ เสียงครับ แค่พรรคเพื่อไทย พรรคเดียวก็มีถึง ๒๖๔ เกินกว่า ๒๕๐ คือครึ่งหนึ่งแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนจะถอนตัว ท่านก็ยังอยู่ได้ จะถอนหมดทุกพรรคเหลือแต่พรรคเพื่อไทยอย่างเดียวท่านก็ยังเป็น นายกรัฐมนตรีอยู่ได้ ตรงนี้อย่างไรครับ จึงเป็นที่มาแห่งความเป็นรัฐบาลที่ลุแก่อํานาจ คิดว่า เมื่อมี ๑๕ ล้านเสียงแล้วจะทําอะไรก็ได้ตามใจชอบ ผลก็คือสุดท้ายนายกรัฐมนตรี ๓ คน แข่งกันใช้อํานาจภายใต้การรู้เห็นเป็นใจของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร การทุจริต กระจายไปทุกหย่อมหญ้าจนเอกชนเขาต้องออกมาเรียกร้องว่าเขาทนจ่ายใต้โต๊ะ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นายกรัฐมนตรีกล้าหาญชาญชัยกระทําผิดกฎหมายซ้ําซาก กล้าใช้อํานาจ อาศัยเสียงข้างมากเพื่อตนเองและเพียงเพื่อประโยชน์ของคนในครอบครัว จนวันนี้ท่านประธานครับ ปัญหาของประเทศไทยมันลุกลามแล้วก็ยากแก่การเยียวยาแก้ไข โดยง่ายแล้วครับ เพราะ ๑. นายกรัฐมนตรีกลายเป็นตัวปัญหาใหญ่สุดของประเทศ ทั้งที่ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ที่จะต้องแก้ปัญหา ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นแก่บ้านเมือง เห็นแก่ความ สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีควรจะได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่โดย วิธีใดก็วิธีหนึ่ง แต่ถ้านายกรัฐมนตรียังไม่คิดจะทํา ยังลังเล แล้วก็ยังเสียดายอํานาจ สุดท้าย นายกรัฐมนตรีอาจจะเสียยิ่งกว่าอํานาจก็ได้ วันพรุ่งนี้ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับ พวกผมรู้ดีครับ พวกผมต้องเป็นฝ่ายแพ้แน่นอน แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าวันพรุ่งนี้นายกรัฐมนตรี จะชนะนะครับ เพราะ ๒ ปี นายกรัฐมนตรีได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองจนประมาณ ค่ามิได้ อย่างน้อยเลวร้ายน้อยที่สุดก็ทําให้ประเทศไทยของเราเสียโอกาส เสียโอกาสที่จะมี คนที่มีสํานึก ความสามารถ ความรับผิดชอบ และวุฒิภาวะความเป็นนายกรัฐมนตรีในระบบ รัฐสภาที่จะนําพาประเทศไทยของเรา คนที่กล้าแม้แต่ทรยศต่อคําถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่บอกว่า ข้าพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน และจะปฏิบัติตาม และรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกประการ มีอันเป็นไปให้เห็นไปแล้วครับ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จําวันที่นําคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณได้หรือไม่ครับ ทรงรับสั่งว่าอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีจําได้ไหมครับ ทรงรับสั่งเสมือนรู้การณ์ล่วงหน้า ขอให้ในประเทศไทย มีความเรียบร้อยสักแห่งหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีรับใส่เกล้าหรือยังครับ ถ้ายัง นายกรัฐมนตรี อาจเป็นคิวต่อไป เพราะนายกรัฐมนตรีคือต้นเหตุหนึ่งของความไม่เรียบร้อย นายกรัฐมนตรี อาจหนีสภาได้
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ผมประท้วงท่านประธานครับ ให้ท่านประธานควบคุมนะครับ นี่ไม่ใช่วิธีการสรุป ถ้าท่านสรุปแบบนี้ท่านไม่สมควร ท่านนั่งหลับหรือเปล่าครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ครับ ช่วยกรุณาบอก ท่านประธานวิปฝ่ายค้านด้วยนะครับ ผมด้วยความเคารพนะครับ จริง ๆ มีวิธีสรุปที่ดีกว่านี้ ไม่พึงอ่านแบบนี้ครับ
อย่าไปถึงขั้นนั้นเลยครับ ท่านประธานวิปครับ อย่าไปกล่าวหาใส่กันถึงขนาดนั้นเลยนะครับ เชิญต่อครับ สรุปนะครับ จบแล้ว เพราะว่านัดกัน ตอนนี้ ๑ ชั่วโมง ท่านเกินมาประมาณ ๑๕ นาที
ผมสรุปอีกคําเดียวเท่านั้น นะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอาจหนีสภาได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีหนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น แน่นอนครับ ขอบคุณครับ
อย่าใช้เสียงสิครับ เงียบก่อนครับ จบการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ พรุ่งนี้ผมนัดเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา เพื่อลงมตินะครับ ขอปิดประชุมครับ