จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินตอบแทนพนักงานท้องถิ่น และการประเมินผลการปฏิบัติราชการขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนให้องค์การที่ดีได้รับเงินรางวัล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรองดองในประเทศไทย และการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีอํานาจและกระทบกระเทือนต่อการใช้พระมหากษัตริย์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ว่าหรอกครับ เพราะท่านเพิ่งกลับเข้ามาในห้อง อาจจะต่อไม่ติดก็ได้ ขออนุญาตต่อไปนะครับ เรื่องที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงาน ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งในเรื่องการดําเนินการเกี่ยวกับเงินผลประโยชน์ ตอบแทน เงินรางวัล สําหรับข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษ ที่ใคร ๆ ก็เรียกว่าเงินโบนัส เป็นเงินรางวัลประจําปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เงินตอบแทนนี้ มีลักษณะเป็นเงินประจําปีของสําหรับพนักงานท้องถิ่น ได้ดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ มาแล้ว และก็มีการจ่ายเงินกันในครั้งแรก เมื่อประมาณปี ๒๕๔๗ โดยมีขั้นตอนในการ ดําเนินการเกี่ยวกับเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นสําหรับพนักงานและพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นกรณีพิเศษ โดยมีคณะกรรมการ ข้าราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่น ที่เรียกว่า กถ. เป็นผู้วางกฎเกณฑ์ไว้ ซึ่งก็มีเกณฑ์ว่า ก. จังหวัดแต่ละจังหวัดดําเนินการออกประกาศ ก. จังหวัด เพื่อที่จะกําหนดเงื่อนไขและวิธีการ กําหนดประโยชน์ตอบแทนอื่นสําหรับ ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษ ตามแนวทางประกาศของ ก.กลาง คณะกรรมการกลางนะครับ เพื่อให้องค์การบริหารท้องถิ่นปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และอัตราการจ่ายเงินที่กําหนดไว้
๒. ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการมาประเมิน มีหน้าที่ตรวจสอบและประเมินผล การปฏิบัติราชการขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแบบประเมิน แล้วรายงานสรุปผล การประเมินให้กับคณะกรรมการจังหวัด เพื่อที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบ องค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นที่ผ่านการประเมิน ต้องได้รับคะแนนประเมินไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๗๕ จึงจะมีสิทธิ ที่จะได้รับเงินรางวัลประจําปี องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิที่จะได้รับเงินรางวัล ประจําปี ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ๑. ผ่านการประเมินการบริหารจัดการที่ดีของกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในปีงบประมาณที่แล้วไม่น้อยไปกว่าร้อยละ ๖๐ ๒. มีวงเงินคงเหลือจาก ค่าใช้จ่าย เงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นยังไม่ถึงร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณ รายจ่ายประจําปีที่ขอรับการประเมิน การประเมินผลขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ดําเนินการประเมินตามตัวชี้วัด ๔ มิติ และผลของการประเมินอยู่ในขั้นที่เรียกว่าได้คะแนน มาไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของจํานวนยอดเต็ม ๘๐ ให้หน่วยงานและสถาบันที่เป็นกลาง มาทําการสํารวจประเมินความพึงพอใจของประชาชนว่าผู้รับบริการในการจัดให้มีการบริการ สาธารณะของ อบต. ก็มีรายละเอียดมากละครับ แต่ก็ขอสรุปว่าต่อมาเมื่อมีการจ่ายเงิน เกิดสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. มีการทักท้วงในเรื่องสิทธิดังกล่าวว่ายังไม่มีระเบียบ ในการจ่ายเงินที่สมบูรณ์แบบ สตง. มีความเห็นว่ากรณีการจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่น ที่เป็นกรณีพิเศษขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีระเบียบกระทรวง มหาดไทยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท
ผลของการทําวิจัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้ทํายกร่างเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยมีการนําเอาข้อทักท้วงของ สตง. มาหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่ากฎหมาย ไม่มีบทบัญญัติที่กําหนดให้ใช้เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นสําหรับพนักงานท้องถิ่นเป็นกรณี พิเศษ จึงไม่อาจจะจ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการดังกล่าวได้ หากกระทรวง มหาดไทยเห็นว่ามีความจําเป็นและสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเงินผลประโยชน์ ตอบแทนอื่นสําหรับพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษแล้ว กระทรวงมหาดไทยต้องออก ระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยจึงได้ไปร่างออกระเบียบขึ้นมา แล้วก็นําเสนอเพื่อที่จะให้ทางกฤษฎีกาได้ดูแลต่อไป ผลการดําเนินการขณะนี้นะครับ อยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เสนอระเบียบดังกล่าวไปแล้วนะครับ แล้วก็มีการลงนามโดยท่าน มท. ๒ ไปเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ซึ่งเรื่องนี้ก็จะได้เร่งติดตามต่อไป ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ
ข้อต่อไปเป็นข้อที่พูดถึงเรื่องการปรองดอง ผมขออนุญาตพูดยาว ๆ หน่อย เรื่องนี้มีที่มาที่ไป คือเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเมื่อปี ๒๕๕๕ ในเรื่องเกี่ยวกับการที่ขอแก้ รัฐธรรมนูญว่า แนะนําว่าควรจะต้องมีการไปขอความเห็นจากประชาชนอีกรอบหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ ทางรัฐบาลเองก็ได้ตั้งงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อที่จะให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น นักวิชาการกลาง ๆ ได้นําเอาประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกของ สังคมไปพิจารณา โดยมีที่มาที่ไปจาก ข้อ ๑ ความเห็นของการวิจัย สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก็มีอยู่ประมาณ ๔๐-๕๐ หน้าในบทสรุป บวกด้วยข้อ ๒ ก็คือความเห็นของคณะกรรมการ อิสระในการค้นหาความจริง คือของท่านดอกเตอร์คณิต ณ นคร ซึ่งทางรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้แต่งตั้งขึ้น ข้อ ๓ ก็มีความเห็นสรุปของคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมาธิการ พิเศษซึ่งมี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธานกรรมการ ทางอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วก็ทําการรวบรวมเอาประเด็นปัญหาซึ่งเป็นเรื่องของ ความขัดแย้งของประเทศชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา มาเป็นเท็กซท์ (Text) เป็นเอกสารประมาณ ๔๐ หน้า แล้วก็มีการกําหนดหัวข้อซึ่งเป็นการศึกษาจาก ๓ สถาบันว่า มันมีปัจจัยสําคัญที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาอยู่ ๙ ประการด้วยกัน ซึ่งก็คงไม่ต้อง ไปอ่านให้หมดนะครับแล้วก็มอบหมายให้ทางกระทรวงมหาดไทยเป็นเพียงผู้อํานวย ความสะดวกโดยมีคณาจารย์ของสถาบันการศึกษาเป็นผู้ไปเชิญพี่น้องประชาชนมาพูดคุยกัน ที่เรียกว่าเวทีสนทนาหาทางออกประเทศไทยซึ่งมีทั้งหมด ๑๐๘ เวทีด้วยกัน ถามว่า ๑๐๘ เวที มาจากไหน ก็มาจากเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ เขตเลือกตั้งเก่าก็จะพยายามรวมเอา ๔ เขตเลือกตั้ง มาเป็น ๑ เวที แต่ไม่ห้าข้ามจังหวัด ดังนั้นเวทีแทนที่จะเป็น ๑๐๐ เวที ก็กลายเป็น ๑๐๘ เวที นี่คือที่มาที่ไปของคําว่า ๑๐๘ เวทีสนทนาหาทางออกประเทศไทย แล้วก็ทางคณาจารย์ก็เป็น ผู้ดําเนินการทั้งสิ้น ไม่ใช่ทางกระทรวงมหาดไทยเป็นแต่เพียงว่าการเบิกจ่ายงบประมาณผ่าน กระทรวงมหาดไทยเท่านั้น กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการที่จะ ชี้นําแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผลปรากฏว่าใน ๑๐๘ เวทีนี้ มีการประเมินกันไว้ว่าจะมีผู้เข้าร่วม ๗๘,๐๐๐ คน แต่เวลาเอาเข้าจริง ๆ ปรากฏว่าเข้ามาร่วมเกินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็เหมือนกรณีที่บริหารจัดการน้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ซึ่งขณะนี้ผู้เข้าร่วมสนทนาแสดงความคิดเห็น ก็มากกว่าประมาณเคยกําหนดเอาไว้ก็เป็นธรรมดาครับ แล้วก็ในจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เข้าร่วมนี้ ๒๘,๐๐๐ คนที่ได้ยืนขึ้นพูดอภิปรายทั้งเวทีวงใหญ่และเวทีที่แบ่งกลุ่มย่อย มีคนที่เสนอเป็นเอกสารความคิดเห็นทั้งหมดถึง ๕๘,๐๐๐ กว่าฉบับ คณาจารย์ที่เป็น กรรมการก็ได้รวบรวมเอาเรื่องปัญหาความแตกแยกในสังคมนี้มาเสนอต่อกรรมการใหญ่ ที่ตั้งขึ้น โดยมีผมนี้เป็นประธานนะครับ ในการที่จะสรุปออกมาว่าความแตกแยกของสังคมไทยนี้มันมีหลักใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๑๐ ข้อ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นรายละเอียดที่ทางอาจารย์เขาทําขึ้นมาทั้งหมดนี้ก็เป็นการชี้ให้เห็น ว่าสังคมไทยต้องการที่จะปรองดองกันลดความขัดแย้ง โดยที่มีเมตตา มีความปรารถนาดี ต่อกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อจะมองอนาคตข้างหน้าของประเทศไทยต่อไปด้วยเหตุนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยเองก็จึงได้มีแนวคิดจากการเสนอของประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ออกมาเพื่อที่จะบอกว่าต้องการให้คนไทยทุกคนก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่การปรองดองกัน ส่วนเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมก็ดี หรือการกระทําต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมนั้นก็เป็นรายละเอียด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ว่าท่านผู้อภิปรายก็ไปบอกบอกว่าทางกระผม ได้สั่งการ จริงครับ ในส่วนหนึ่งนี้กระผมได้มีการประชุมในที่ประชุมของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็ได้พูดกันถึงว่าทําอย่างไรที่จะทําหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยคือหน้าที่บําบัดทุกข์ บํารุงสุขและการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าบ้านเมืองสังคมมีความขัดแย้งกัน ก็เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดนายอําเภอที่จะต้องทํา ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในอําเภอของตน ในจังหวัดของตนเพื่อลดความขัดแย้งลง เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าในแต่ละจังหวัดนั้นก็มีคนกลุ่มสีต่าง ๆ อยู่เหมือนกัน ดังนั้นการที่มี การขึ้นคัทเอาท์ (Cutout) หรือป้ายที่บอกว่าก้าวข้ามความขัดแย้ง แล้วก็หันหน้าเข้า ปรองดองกันมีความเมตตา มีความปรารถนาดีต่อกันนั้นผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย เราได้น้อมนําเอาพระราชดํารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ บวกด้วยวันปีใหม่ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ มาสรุปว่าพระองค์ท่านก็บอกว่าถ้าสังคมไทยนี้มีความเมตตา มี ความปรารถนาดีต่อกันก็เชื่อว่าสังคมนี้ก็สามารถจะรุดหน้าเจริญไปได้แล้วก็มีความสงบสุข ที่ดี ดังนั้นเรื่องนี้ทางกระทรวงมหาดไทยเองก็ยืนยันว่าได้ทําอย่างถูกต้องไม่ได้มีอะไรที่จะ ไปทําให้เกิดผลเสียกับสังคมในภาพรวม แล้วก็เป็นพันธกิจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ที่สําคัญโดยแท้อีกข้อหนึ่งนะครับ
เรื่องต่อไป เรื่องของการทําหน้าที่ของหัวหน้าพรรคที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผมไปขึ้นเวทีเสื้อแดง ก็เรียนยืนยันครับว่า
๒. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอํานาจ คําวินิจฉัยจึงไม่ผูกพันกับผู้ยื่นที่คัดค้าน
๓. มาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้กับพวกคิดที่จะกบฏหรือว่า ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งตรงนี้เราพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่อยู่ในกรอบที่ทาง ส.ส. ได้ยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการพิจารณาและแก้ไข รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ นั้นเป็นอํานาจหน้าที่ของรัฐสภาโดยแท้ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของ การขัดกันของกฎหมายกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องการแก้ไข ไม่ใช่เรื่องการขัดกัน ของความหมายของรัฐธรรมนูญกับกฎหมายต่าง ๆ
๔. ก็คือว่ารัฐสภาได้ลงมติผ่านวาระที่สามแล้ว แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี ได้นําร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ว่าจะทรงเห็นชอบด้วยหรือไม่ จนกว่าจะพ้น ๙๐ วัน และเมื่อมิได้ พระราชทานคืนมา การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวโดยไม่มีอํานาจ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อการใช้ พระราชอํานาจ และการกระทําในพระปรมาภิไธย ทั้งนี้เพราะว่าประการแรก ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอํานาจวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเอง หรือไม่
ข้อ ๒ เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีการตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติใด มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้วนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๔ ได้ให้ตรวจสอบได้ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ หากมี การทูลเกล้าฯ แล้วย่อมจะอยู่ในพระบรมราชวินิจฉัยไม่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด เรื่องนี้ทางพรรคเพื่อไทยก็ได้แถลงมีรายละเอียดทั้งหมด ๙ ข้อด้วยกัน ซึ่งก็ได้ แจกจ่ายไปหมดแล้วนะครับ ส่วนที่กระผมขึ้นที่เวทีประชาธิปไตยนั้น ก็ด้วยเหตุที่ว่าอํานาจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตามมาตรา ๒๙๑ เป็นอํานาจของรัฐสภาโดยแท้ กระผมในฐานะ หัวหน้าพรรคและเป็นอดีต ส.ส. อย่างที่ท่านว่า ผมคิดว่าก็เป็นหน้าที่ของผมส่วนหนึ่งที่จะต้อง พิทักษ์รักษาศักดิ์ศรี เกียติยศ ของสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ของสถาบันหลักของ ประเทศ ดังนั้นการที่ได้ออกมาแถลงการณ์นั้น กระผมทําในนามของหัวหน้าพรรคครับ ไม่ได้ ทําในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็อยากจะกราบเรียนไว้ให้ทราบ
ส่วนเรื่องต่อไปเกี่ยวกับเรื่องอีสวอเตอร์นะครับ คือการไปดูงานของบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ําภาคตะวันออก อีสท์วอเตอร์ กระผมใคร่ขอเรียนว่าผมได้รับ การประสานงานจากบอร์ดของบริษัท อีสท์วอเตอร์ ในการเดินทางไปดูงาน ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๐-๒๑ ธันวาคม ที่ประเทศจีนนะครับ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒-๓ กุมภาพันธ์ ที่ประเทศมาเลเซีย บริษัท อีสท์วอเตอร์เป็นบริษัทที่การประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้นใหญ่ และการประปาส่วนภูมิภาคอยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวงมหาดไทย กระผมเห็นว่า การเดินทางไปดูงานในระบบบริหารจัดการน้ําดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการบริหารงาน ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่มีการประปาส่วนภูมิภาคเป็น หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด จึงได้ตอบรับร่วมเดินทาง โดยที่ข้าพเจ้าเองยินดีที่จะออก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด หลักฐานก็คือว่ามีการจ่ายเงิน โดยผมเองจ่ายเงินไปด้วยเงินส่วนตัว ของตัวเอง ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ เป็นเงิน ๑๑๘,๐๐๐ บาท ในการเดินทางไปที่ประเทศจีน เป็นค่าเครื่องบินและค่าที่พัก ซึ่งเป็นหนังสือและเอกสาร แสดงการรับมอบเงิน วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ คือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ยอดเงิน ๙๒,๐๐๐ บาทในการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ ๒-๓ กุมภาพันธ์ เป็นค่า เครื่องบินแล้วก็ค่าที่พัก ปรากฏตามหนังสือแสดงรายการรับมอบเงินในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ก่อนการเดินทางไปต่างประเทศทั้ง ๒ ครั้งกระผมก็ได้ขออนุมัติต่อท่านนายกรัฐมนตรี แล้วได้รับ การอนุมัติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้ง ๒ ครั้ง กระผมขอปฏิเสธว่ามิได้มีความจงใจฝ่าฝืนที่จะ รับทรัพย์และประโยชน์อื่นใดจากบุคคล หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ อันมิควรได้ตามกฎหมาย อันเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ ประกอบมาตรา ๒๖๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๓ ประกอบมาตรา ๑๑๒ ตรงกันข้ามกับข้อกล่าวหา กระผมได้ จ่ายเงินจํานวน ๑๑๘,๐๐๐ บาท และ ๙๒,๐๐๐ บาท รวม ๒๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผมพร้อมที่จะ มอบหลักฐานนี้ให้กับท่านประธานต่อไปนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เงินยอดนี้ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องที่จะมากมายอะไร แต่ว่าผมก็ยืนยันว่าตลอดเวลาที่รับราชการอยู่นั้นผมรู้ดีเรื่อง กฎเกณฑ์ ระเบียบ เพราะฉะนั้นผมจึงได้ทําตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ก็ขอยืนยันว่ากระผมเอง ไม่ได้มีความจงใจหรือว่าเข้าข้อหาที่ว่าฝ่าฝืน รับทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใดจากบุคคล หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจอันมิควรได้ตามกฎหมายแต่ประการใด แล้วยืนยันว่าด้วยเกียรติยศแล้วไม่ได้มีความคิดว่าจะเบียดบังต่อทรัพย์สินนี้ กราบขอบคุณครับ