จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หารือเรื่องการทุจริตและการละเมิดรัฐธรรมนูญของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ โดยเรียกร้องให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของเธออย่างรุนแรง รวมถึงการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ไม่ผ่านการตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย การละเมิดรัฐธรรมนูญในการสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต และการชดเชยราคายางพาราที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขยายพื้นที่ที่ดินรัฐวิสาหกิจเพื่อเช่าหรือร่วมลงทุนกับเอกชน ซึ่งอาจมีพิรุธในการดำเนินการนี้
เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าผมพูด ในสิ่งที่เขาทําไม่ได้ มันไม่ใช่หรอกครับ แต่ผมไม่ต้องการที่จะเปิดประเด็นต่อแล้วครับ เพราะประสงค์ที่จะสรุปอภิปราย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะเถียงกันไปกันมา แต่ผมยืนยัน แต่เพียงว่านายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจอย่างใดก็ได้ในฐานะสมาชิก เป็นเอกสิทธิ์ตาม รัฐธรรมนูญ แค่นี้ละครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีเรียกร้องทุกฝ่ายให้มาใช้เวทีสภา แต่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับไม่ค่อยมาสภา มาวันไหนก็เลยกลายเป็นเรื่องแปลกอย่างไรครับ นักข่าวก็แตกตื่น เหมือนเห็นของแปลกเดินเข้าสภาครับ แม้แต่พวกผมนาน ๆ ถึงจะได้เห็น ท่านนายกรัฐมนตรีเข้าสภามาสักครั้งหนึ่ง นี่ด้วยความสัตย์จริงครับ นายกรัฐมนตรีจึงสอบตก วิชาสภา แล้วก็สอบตกวิชาวุฒิภาวะนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา นอกจากนั้นวิชาการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน นายกรัฐมนตรี ก็มีข้อบกพร่องมากมาย ทั้งการบริหารราชการแผ่นดิน ล้มเหลว ทุจริต ผิดกฎหมายในหลาย กรณี ๑ ปีแรก ท่านนายกรัฐมนตรีถูกยื่นถอดถอนข้อหาทุจริตผิดกฎหมาย ๓ เรื่อง
เรื่องแรก เรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผิด พ.ร.บ. ระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงกลาโหม ท่านประธานคงจําได้
เรื่องที่ ๒ พวกกระผมได้ไปยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี ทําผิดพระราชกําหนด การกู้เงินเพื่อไปแก้ปัญหาน้ําท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะศาลปกครองวินิจฉัยว่ากระทําผิด รัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ไปทําการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของผู้ได้รับ ผลกระทบเสียก่อน และ
เรื่องที่ ๓ ที่ยื่นไปคราวที่แล้ว ก็คือเรื่องที่นายกรัฐมนตรีทําผิดพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓/๗ ที่กําหนดให้คณะรัฐมนตรี จะต้องมีมติเห็นชอบเพื่อสั่งการให้หน่วยราชการทั่วประเทศไม่มียกเว้นประกาศราคากลาง และวิธีคิดคํานวณราคากลางไว้ในเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) หรือเว็บไซต์ ของหน่วยงานที่ทําการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งกรมบัญชีกลาง คู่กันทั้ง ๒ หน่วย เพื่อป้องกัน การทุจริต เพราะราคากลางเป็นปัญหาใหญ่ที่นําไปสู่การทุจริต มีการคิดราคากลางสูงเกิน ความเป็นจริง เพื่อให้เอาราคาที่มันสูงเกินจริงไปแบ่งปันหาผลประโยชน์กันระหว่างคนคิดกับ ผู้รับเหมาและส่วนอื่น ๆ
กฎหมายนี้จึงเป็นกฎหมายสําคัญและรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริตต้องปฏิบัติ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์โยกโย้ ใช้เวลาเนิ่นนาน จนในที่สุด พวกกระผมอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวที่แล้ว แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช. ตรงนั้นละครับ เมื่อ ป.ป.ช. สอบ นายกรัฐมนตรีจึงส่งคณะไปเจรจากับ ป.ป.ช. แล้วก็เป็นที่มาที่ต้องมาออกมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แล้วก็หลังจากนั้น ๑๘๐ วัน ก็ให้มีผล บังคับใช้ คือให้มีผลบังคับใช้ว่าต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วต้องขึ้นเว็บไซต์ประกาศราคากลาง และวิธีคํานวณราคากลาง มีผลวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ แต่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ทําผิดกฎหมายครั้งเดียว คราวที่แล้วความผิดสําเร็จ ไป ๑ รอบแล้ว สําหรับไม่มีมติ ครม. คราวนี้ผิดใหม่อีกครับ ที่ผิดใหม่เพราะว่าหลังจากมติ ครม. มีผลที่ให้หน่วยงานทุกหน่วยต้องปฏิบัตินั้น ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เขาทํา หนังสือกําชับไปทุกหน่วยงาน ๔๕๔ หน่วยงาน แล้วก็กําชับไปถึงแม้แต่สํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีกํากับดูแล รวมทั้งไม่เว้นแม้แต่สํานักพระราชวัง สํานักราชเลขาธิการ เพราะถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ ถ้าหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติก็หมายความว่าละเมิดกฎหมายและมีความผิด ปรากฏว่า ผลหลายหน่วยปฏิบัติ แต่มีอยู่หน่วยงานหนึ่งครับไม่ปฏิบัติ คือสํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้กํากับดูแล ถามว่านายกรัฐมนตรี รู้ไหมต้องปฏิบัติ รู้ครับ เพราะนายกรัฐมนตรีออกมติ ครม. ตามกฎหมาย ป.ป.ช. สั่งการให้ ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตั้งแต่ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ แล้วก็เคยปฏิบัติหรือไม่ เคยปฏิบัติครับ เพราะแม้แต่โครงการกําจัดปลวกที่ท่าน ส.ส. จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ อภิปราย ก็ยังขึ้นเว็บไซต์ได้ แต่ปรากฏว่ามันมีอยู่โครงการหนึ่งที่ท่าน นายกรัฐมนตรีไม่ยอมขึ้นเว็บไซต์ นั่นก็คือ โครงการประชาสัมพันธ์สร้างอนาคตประเทศ หรือที่เรียกกันว่าโครงการประชาสัมพันธ์ โครงการจัดโฆษณา โครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะไม่ได้มีการนําไปขึ้นเว็บไซต์ เรื่องราคากลาง และวิธีคิดคํานวณราคากลางแต่อย่างใดทั้งสิ้น ที่สําคัญครับ พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในขั้นตอนที่มีการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร มีการลงคะแนนแทนกัน คลิปที่ ปรากฏต่อท่านประธานตอนช่วงเย็นชัดเจนยิ่งกว่าคลิปลงคะแนนแทนกันตอนแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. เพราะเที่ยวนี้เห็นหน้าชัดเจน พระราชบัญญัติฉบับนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ว่าเป็นกฎหมายใคร ถ้าไม่ใช่กฎหมาย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี นี่อย่างไรครับ ที่บอกว่าทําไมท่านนายกรัฐมนตรี จึงไม่สมควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีมาให้คําตอบชี้แจง ตอนช่วงสุดท้ายก่อนที่ผมจะขึ้นมาสรุปเมื่อสักครู่ว่าการจัดคาราวานโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือภาษาอังกฤษพวกเราเรียกกันเป็นที่เข้าใจว่าไปจัดอีเว้นท์ (Event) ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์โครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ไม่ได้จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างใดทั้งสิ้น ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่จริงครับ ที่บอก ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่จริงเพราะว่าถ้าไม่ใช่เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติ เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และทําไมเอาพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เส้นทางตรงเป๊ะตามที่กฎหมายกําหนดไปโฆษณาชวนเชื่อทุกจังหวัดที่ไปจัดนิทรรศการ ท่านนายกรัฐมนตรีโน่นก็ยอมรับเอง ผู้ชี้แจงก็ยอมรับเองว่ามีการบ่งบอกเส้นทางไปโน่นไปนี้ ๑. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ๒. กรุงเทพฯ-โคราช ๓. กรุงเทพฯ-ระยอง ๔. กรุงเทพฯ-หัวหิน ก็นี่มันอยู่ในพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาททั้งนั้น การจัดซื้อจัดจ้าง ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่ได้ละเลย แต่ทําตามกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่ละเลยได้อย่างไรครับ ก็เมื่อพวกกระผม ไปตรวจสอบเว็บไซต์ชัดเจนไม่มีการนําราคากลางและวิธีคิดคํานวณราคากลางไปขึ้นเว็บไซต์ แต่อย่างไรทั้งสิ้น ยกเว้นจะเพิ่งเอาไปขึ้นเมื่อสักครู่นี้ หลังจากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าการจัดซื้อจัดจ้าง เงิน ๒๔๐ ล้านบาทที่ไปจ้างบริษัททําอีเว้นท์ ที่ว่านั้น ใช้ระเบียบพัสดุทุกประการ จริงครับ แต่มันเป็นระเบียบพัสดุที่ใช้วิธีพิเศษอย่างไรครับ และท่านนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับกลางสภาเมื่อสักครู่ว่าใช้วิธีพิเศษ ที่สําคัญสะท้อนตัวตน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น ท่านตีกรรเชียงอีกแล้วครับ ท่านบอกว่าเรื่องนี้ท่าน มอบรองนายกรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล ไปแล้ว เอาอีกแล้วครับ ผมถึงบอกว่า มีนายกรัฐมนตรีก็เหมือนไม่มีอย่างไรครับประเทศไทยท่านไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ใครเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขึ้นกับใครครับ ก็ขึ้นกับ นายกรัฐมนตรี แล้วหน่วยงานนี้ไปดูครับ นายกรัฐมนตรีกํากับดูแลเอง ท่านบอกสุดท้ายครับ ว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย บรรจุไว้แล้วในพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่ทราบใครเขียนให้ท่านนายกรัฐมนตรีอ่าน หรือท่านนายกรัฐมนตรีจงใจบิดเบือน ข้อเท็จจริง เพราะในพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมันไม่มีเส้นทางกรุงเทพฯ- หนองคาย มันมีแค่กรุงเทพฯ-โคราช ท่านอย่าหลอกคนอีสานอีกเลยครับ อย่าโกหก คนจังหวัดหนองคายอีกเลย ท่านอาจจะบอกว่าท่านมีความคิดจะทํา นั่นอีกเรื่องหนึ่ง จะทําเมื่อไรก็สุดแท้แต่ ถ้าท่านยังเป็นรัฐบาล แต่ในพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคายแน่นอน ไปแค่โคราชครับ นี่คือสิ่งที่ขอทํา ความเข้าใจให้เกิดความชัดเจน
อีกเรื่องหนึ่งครับ พระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ วางระบบบริหารจัดการน้ําและสร้างอนาคตประเทศไทย ๒๕๕๕ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าพระราชกําหนดกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาน้ําท่วม เรื่องนี้นายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องอย่างไรครับ เกี่ยวข้องเพราะนั่งอยู่หัวโต๊ะ ครม. เห็นชอบพระราชกําหนด กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ กําหนดกู้ทั้งหมดไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ได้ไม่เกินภายในวันที่ ขีดเส้นใต้ ท่านประธานจํานิดหนึ่งครับ ไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ คือไม่เกิน ๓๐ มิถุนายน ปีนี้เกินแล้ว กู้ไม่ได้ ผิดพระราชกําหนด ผิดกฎหมาย ปัญหาก็คือว่า ๑ ปี ๕ เดือนท่านอ้างว่าต้องออกเป็น พระราชกําหนดเพราะจําเป็นเร่งด่วน ฉุกเฉิน จะเอาไปแก้ปัญหาน้ําท่วม แต่ปรากฏว่า ๑ ปี ๕ เดือนที่ผ่านมารัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้ทําอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยในเรื่องนี้ กู้ไปได้แค่ ๑๒,๗๕๐ ล้านบาท แล้วก็เบิกจริงแค่ ๑๑,๘๘๖ ล้านบาท ที่เหลือยังไม่ได้กู้ มัวแต่หาบริษัทรับเหมาครับ สุดท้ายไปได้ยักษ์ใหญ่มารายหนึ่ง บริษัท เค วอเตอร์ บริษัทนี้ เป็นอย่างไรครับ ๑. นายกรัฐมนตรีต้นน้ําที่อยู่เมืองนอกเคยไปเยี่ยมบริษัทนี้แล้ว ๒ ครั้ง ก่อนที่จะได้ประมูลเที่ยวนี้ มีภาพปรากฏฉายชัดเจนในตอนช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยคุณชวนนท์ ๒. ข้อพิรุธก็คือว่าประมูลเที่ยวนี้ฮั้วกันชัด ๆ ครับ ผมไม่อธิบายยาว แต่เอาผลก็แล้วกันว่าฮั้วกันแล้วผลเป็นอย่างไร ผลก็คือยกตัวอย่าง โครงการสร้างอ่างเก็บน้ํา ทั่วประเทศ ภายใต้เงินกู้ ๓๕๐,๐๐ ล้านบาท มีอยู่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องทําอ่างเก็บน้ํา ปรากฏว่าประมูลได้กี่สตางค์ทราบไหมครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ ๔๙,๙๙๙.๙๘ ล้านบาท แม่นอย่างกับจับวางเลยครับ อีกอันหนึ่งครับโครงการแก้มลิง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมูลได้ เท่าไรครับ ๙,๙๙๙ ล้านบาท สุดท้ายอีกสักตัวอย่าง ระบบทางน้ําหลาก บริษัท เค วอเตอร์ ได้ครับเที่ยวนี้ ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าประมูลได้ ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาทแป๊ะ อย่างกับ ดูข้อสอบมาก่อนเลย ที่สําคัญไปยกเว้นระเบียบจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วไปกําหนดระเบียบจัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาใหม่เอง แล้วก็ไม่ทําการประเมินศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย จนในที่สุดศาลปกครองถึงสั่งให้ไปทําเสียก่อน ไม่อย่างนั้นถือว่า ผิดรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ตอนนี้ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการสอบแล้วครับ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา เพราะพวกกระผมไปยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีและคณะ แต่ความผิดไม่ได้มีเท่านี้ครับ สําหรับกฎหมายฉบับนี้กลายเป็นผิดซ้ําสองที่ต้องมาไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ครับ ที่บอกว่า ผิดซ้ําสองก็เพราะว่ากฎหมายกําหนดไว้แล้วเมื่อสักครู่ว่าให้กู้เงินได้ไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ กู้หลังนี้ไม่ได้ เพราะพระราชกําหนดหมดอายุ ปรากฏว่าหลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ มีการไปกู้เงินอีกครับ ๙ ครั้ง ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ หลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ จนถึงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เบิกเงินกู้อีก ๙ ครั้ง ครั้งละ ๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๔,๕๐๐ ล้านบาท แค่นั้นยังไม่พอครับ ในจํานวน ๔,๕๐๐ ล้านบาทที่ว่า ยังกู้ไปทําโครงการที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติหลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ อีก คือ ครม. ไปอนุมัติวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ นี่ลักไก่ตัวเบ้อเริ่มเลยครับ ถ้าจับไม่ได้ก็เรียบร้อยโรงเรียน ครม. นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อีก เป็นโครงการซ่อมถนนทางหลวงปทุมธานี ๔๑.๑๔๓ ล้านบาท โดยไปใช้วงเงิน ๔,๕๐๐ ล้านบาทที่กู้มา พระราชกําหนดฉบับเดียวทําผิดกฎหมาย ๒ รอบ ผิดทั้งรัฐธรรมนูญ ผิดทั้งตัวพระราชกําหนดในตัวของมันเองที่ไปกู้หลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ตรงนี้อย่างไรครับถึงต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แล้วก็ต้องยื่น ถอดถอนท่านต่อประธานวุฒิสภาก่อนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ผิดรัฐธรรมนูญอีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านอาจจะมองว่าเรื่องเล็ก แต่พวกกระผม มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรื่องนี้ละที่จะแสดงความเป็นอารยะของประเทศได้ในระบอบ ประชาธิปไตย ท่านทําผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ระบุไว้ ชัดเจนว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง จะกระทํามิได้ ถ้าทําก็ผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าผิดรัฐธรรมนูญก็ต้องถูกยื่นถอดถอนและส่งศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และส่งมาถอดถอนที่วุฒิสภา ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพ สุรัสวดี ทําผิดรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เพราะ เลือกปฏิบัติใครไม่เลือกพรรคเพื่อไทย ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่ให้งบประมาณ เหมือนระบอบ ทักษิณในอดีตเลยครับ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด สร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อนุมัติวงเงินกู้ไทยเข้มแข็ง ๒,๖๐๐ ล้านบาท ให้สร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ จังหวัดภูเก็ตสร้าง บนที่ราชพัสดุที่ พก. ๑๕๓ ตําบลไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต บนพื้นที่ ๑๕๐ ไร่ คณะรัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ขยายเวลาให้ลงนาม ในสัญญาก่อสร้างเพื่อทําผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้จนถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่เผอิญ รัฐบาลท่านพ้นเสียก่อน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนหมดอายุ การลงนามสัญญาประมาณ ๑ ปีครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ปล่อยเวลาล่วงเลย จนในที่สุดครบกําหนดวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ จังหวัดภูเก็ตก็เลยถูกประหารชีวิต ตกไปครับ เหตุผลทําไมท่านไม่ทําครับ ทั้งที่เงินมันมี อยู่แล้ว ๒,๖๐๐ ล้านบาทจัดไว้ให้ครบตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คําตอบ มามีตอนที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพไปเฉลยข้อสอบที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพ ปราศรัยบนเวทีพรรคเพื่อไทย หัวข้อ เพื่อไทยเพื่ออนาคตประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่เรื่องศูนย์ประชุมนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต ท่านพูดอย่างนี้ครับ มัน ไม่ใช่มันสําปะหลังนะครับ มันแปลว่าคนภูเก็ตครับ ท่านพูดอย่างนั้น มันก็จะทวงทําไม ไม่สร้างให้ ก็ยังไม่สร้างให้ มีปัญหาไหมละ วันหน้าจะสร้างแน่นอน เมื่อภูเก็ตเห็นความดีของพวกเรา แล้วเลือกคนของเรา แปลว่าเลือกคนของพรรคเพื่อไทย วันนั้นจะทําให้ วันนี้ไม่มีอารมณ์จะทําให้โว้ย ไม่ใช่โว้ยผมนะครับ โว้ยท่านครับ นี่คือสิ่งที่ ท่านปราศรัย เฉลยคําตอบว่าคําถามทําไมถึงไม่ทํา เพราะท่านเลือกปฏิบัติ หลังจบ การอภิปราย ขอกราบเรียนเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพกับท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไปชี้แจงแค่ข้อกล่าวหากับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เกี่ยวข้องเพราะท่านรับทราบเรื่องนี้ดี ว่านี่คือการกระทําผิดรัฐธรรมนูญ แต่ท่านไม่แยแส ใส่ใจ หลังปรับคณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพยังนั่งดํารงตําแหน่งอยู่ จนกระทั่งขึ้นมาคุยบนเวทีสภานี้ครับ ว่าท่านอยู่ยาวนานที่สุด ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นดี เห็นงามกับการเลือกปฏิบัติสําหรับคนทั้งชาติที่นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องคุ้มครองดูแลเขา ใช่ไหมครับ ยังมีอีกครับ แต่ขออนุญาตที่จะไม่กราบเรียน รัฐมนตรีท่านหนึ่งครับเพิ่งไปพูด ที่สตูลโดนเป่านกหวีดครับ ท่านก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นงบประมาณภาคใต้ก็ต้องเลื่อน ไปก่อน ผมไม่ระบุแล้วครับ ไม่ต้องการพาดพิง ท่านนายกรัฐมนตรีรีบไปจัดการนะครับ วิธีคิด อย่างนี้ผิดรัฐธรรมนูญครับ แล้วผมจะรอดูท่านนายกรัฐมนตรีจะจัดการกับรัฐมนตรีท่านนี้ ไหมครับ แล้วก็เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีท่านนี้เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีด้วยครับ เข้าใจว่าอย่างนั้น
อีกเรื่องหนึ่งครับ ขอมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านรัฐมนตรี จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ต้องมาพูดตรงนี้เพราะเป็นเรื่องทํานองเดียวกัน ข้อกล่าวหาก็คือว่า ท่านรัฐมนตรีจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รับประโยชน์อันมิควรได้จาก บริษัท จัดการและพัฒนา ทรัพยากรน้ําภาคตะวันออก จํากัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียก ง่าย ๆ ว่าบริษัท อิสท์ วอเตอร์ รับเป็นค่าโดยสารไปต่างประเทศ ๒ ครั้ง คือไปจีน ๑ ครั้ง กับไปมาเลเซีย ๑ ครั้ง เฉพาะผลประโยชน์ค่าโดยสารที่ท่านจารุพงศ์ได้รับจากการไป ประเทศจีน ๓๙,๓๐๐ บาท ไปประเทศมาเลเซีย ๒๐,๗๘๐ บาท มีหลักฐานชัดเจนเป็นเช็ค ของธนาคารกสิกรไทย ของบริษัท อีสท์ วอเตอร์ เลขที่ ๕๔๕๔๑๘๗ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๐๑๓ ใช้ปี ค.ศ. ครับ จ่ายให้กับบริษัททัวร์เป็นค่าเดินทางไปประเทศจีน แล้วก็ มีใบเสร็จรับเงินจากบริษัททัวร์เล่มที่ ๑๔ เลขที่ ๔๐/๑๔ ออกให้บริษัท อีสท์ วอเตอร์ ว่าได้รับเงินค่าทัวร์ (Tour) ของมิสเตอร์ (Mister) เรืองสุวรรณ จารุพงศ์ แล้ว พร้อมกับอีก ๒ คนที่เดินทางไปด้วย ผมไม่ประสงค์จะพาดพิงครับ หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งกรณีไปประเทศมาเลเซียเป็นเช็คอีสท์ วอเตอร์ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ ๖๒๘๐๐๑๗ จ่ายบริษัททัวร์ไม่ประสงค์จะเอ่ยนามชื่อบริษัททัวร์ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ เป็นเงิน ๖๒,๓๔๐ บาท คิดเฉพาะของท่านจารุพงศ์ ไม่รวมอีก ๒ ท่าน แล้วก็ มีหนังสือจากบริษัททัวร์ออกให้เป็นหลักฐานส่งไปยังอีสท์ วอเตอร์ ว่าระบุได้รับค่าโดยสาร ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ ไปกัวลาลัมเปอร์แล้วจากนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กับอีก ๒ ท่าน ท่านจารุพงศ์มาชี้แจงเมื่อสักครู่ครับ ผมไม่ทราบใครเขียนให้ท่านนะครับ แต่ท่านก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างเดียวเลยครับในเรื่องการชี้แจงนี้ กลัวว่าจะผิดไปแม้แต่ ตัวอักษรเดียว แต่ว่าเนื้อหาทั้งหมดที่ท่านชี้แจงคือคําสารภาพว่าท่านไปประเทศจีน กับประเทศมาเลเซียจริงอย่างที่ท่านวิรัช ร่มเย็น กล่าวหา การประปาส่วนภูมิภาคอยู่ในกํากับ กระทรวงมหาดไทยจริงครับ แต่มันเป็นบริษัทมหาชนจํากัดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยเป็นบริษัทเอกชน ท่านชี้แจงอย่างนี้ครับ บอกว่าที่มีเช็คจากบริษัท อีสท์ วอเตอร์ ไปจ่ายให้กับบริษัททัวร์นั้น ความจริงก็คือว่าท่านเอาเงินของท่านไปจ่ายให้บริษัท อีสท์ วอเตอร์ แล้วบริษัทอีสท์ วอเตอร์ ก็เอาเช็คออกไปจ่ายให้บริษัททัวร์อีกต่อหนึ่ง ผมฟังแล้วเข้าใจว่า อย่างนั้น แต่ถ้าฟังว่าอย่างนั้นแล้วท่านชี้แจงอย่างนั้นจริง เพราะท่านพูดเร็วมาก ทําไมท่าน ไม่จ่ายตรงให้บริษัททัวร์ครับ ต้องเอาเงินของตัวเองไปจ่ายให้บริษัท อีสท์ วอเตอร์ แล้วให้ อีสท์ วอเตอร์ไปออกเช็คจ่ายให้บริษัททัวร์ คนที่ทําอย่างนี้ถ้าไม่ป่วยก็โกงทั้งนั้นครับ แล้วที่สําคัญ ทําไมต้องไปจ่ายให้อีก ๒ คนด้วย ต้องอธิบายว่าจ่ายให้อีก ๒ คน เพื่อจะคุ้มครอง อีกคนหนึ่ง ด้วยใช่ไหมครับ เพราะอีกคนหนึ่งก็เป็นข้าราชการการเมือง เป็นเลขานุการรัฐมนตรี ไม่อย่างนั้น เจอข้อหาเดียวกันครับ ผมคิดว่าที่รับเงินหรือรับทรัพย์สินในรูปของการเดินทาง ความผิด สําเร็จแล้วครับ ภารกิจต่อไปก็คือท่านต้องไปชี้แจงในคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครับ ขอเลยไป เรื่องอื่นนิดหนึ่งครับ เพราะมันพันกับท่านจารุพงศ์พอดี เมื่อสักครู่ท่านชี้แจงเรื่องยางพารา ท่านบอกว่ารัฐบาลบริหารจัดการแล้วจะช่วยให้เกษตรกรได้กิโลกรัมละ ๙๐ บาท โดยชดเชย ให้ไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท ซึ่งเทียบแล้วเป็นเงิน ๑๒ บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเติม ๑๒ บาท ต่อกิโลกรัมไปก็จะช่วยให้เกษตรกรขายได้เสมือนกิโลกรัมละ ๙๐ บาท แปลว่าถ้าเกษตรกร จะได้กิโลกรัมละ ๙๐ บาท ขณะนั้นราคายางพาราในตลาดต้องกิโลกรัมละ ๗๘ บาท ถ้าในตลาด กิโลกรัมละ ๗๘ บาท ท่านเติมให้กิโลกรัมละ ๑๒ บาท เขาก็จะได้ ๙๐ บาท แต่วันนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทราบไหมครับ ยางพารามันกิโลกรัมละ ๖๘ บาท ชดเชยให้ไปมันก็หายไปอีก ๑๐ สุดท้ายก็ยังได้แค่ ๘๐ บาทครับ ไม่ได้ ๙๐ บาทอย่างที่ท่านพูด
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าให้ได้เฉพาะคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เกษตรกร ชาวสวนยาง ผมเสียดายไม่ได้เอาตัวเลขมาครับ จํานวนมากทีเดียวมีสวนยางอยู่ในเขต ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่เพราะเขาผิดครับแต่เพราะเขาทําสวนยาง อยู่ในป่าสงวนแห่งชาตินานมาแล้ว อยู่ในที่ดินนั้นนานแล้ว วันดีคืนดีรัฐไปประกาศ เขตป่าสงวนแห่งชาติทับที่ดินของเขา สุดท้ายกลายเป็นเกษตรกรต้องไปอยู่ในป่าสงวน แห่งชาติ และวันนี้ไม่มีสิทธิมารับเงินชดเชยจากรัฐบาล ต้องเอายางพาราไปขายกิโลกรัมละ ๖๘ บาท ที่สําคัญ ๑ ครอบครัว ถ้ามีเกษตรกร ๓ คน ทําคนละผืน ได้คนเดียวครับเงินชดเชย ตรงนี้อย่างไรครับ มันถึงเป็นที่มาที่เกิดความโกลาหลแล้วก็ประท้วงกัน แล้วก็รัฐบาล ไม่ได้ลงไปแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในลักษณะที่ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลเกษตรกร ชาวสวนยางอย่างแท้จริง แล้วไม่ใช่แต่ภาคใต้นะครับ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคอีสาน มีหมดแล้ว ก็คือเกษตรกรสวนยางชาวไทยทั่วประเทศนั่นเอง
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญไม่แพ้เรื่องที่กระผม กราบเรียนต่อท่านประธานไปแล้ว ที่ว่าสําคัญก็เพราะว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควร แก่การไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ที่เป็น เช่นนั้นก็เพราะว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายรณรงค์ต่อต้านการทุจริตเป็นแค่ เพียงละครปาหี่ที่ไม่มีผลปฏิบัติจริง จนยุคนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี กลายเป็นยุคที่มีการคอร์รัปชันเบ่งบานที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้แยแสใส่ใจจัดการตามอํานาจหน้าที่แต่อย่างใด ซึ่งผมขออนุญาตขยายความ ที่ต้อง ขยายความก็เพราะว่าเพื่อนสมาชิกได้พูด เกือบจะเรียกว่าทุกท่านที่พูดถึงการทุจริต นั่นก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายชัดเจนว่าจะปราบปรามการทุจริต วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕ สร้างภาพ จัดงานรณรงค์ต่อต้านการทุจริตที่เวิลด์เทรด (World Trade) ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็คงจะจําได้ ท่านประธานกับพวกผมก็จําได้ครับ จากนั้น แค่ ๒ สัปดาห์คล้อยหลังเท่านั้นละครับ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในที่ประชุม ครม. ย้ายคนที่เขากําลังขุดคุ้ยเรื่องการทุจริต ที่กระผมพูดก็คือเลขาธิการ ป.ป.ท. ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ไม่ได้ทําให้ท่านเสียหาย คือ พันตํารวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ นายกรัฐมนตรีอ้างว่าย้ายให้ไปใหญ่ขึ้น คือไปเป็น รองปลัดกระทรวง แต่ที่จริงเขารู้กันทั้งประเทศว่าที่ย้ายนั่นต้องการย้ายไปให้พ้นทาง กลไก ปราบโกงในประเทศไทย หลักใหญ่มี ๒ อันครับ ๑. ป.ป.ช. ๒. ป.ป.ท. ป.ป.ช. ผมไม่ต้อง อธิบาย รู้จักกันทั้งประเทศ แต่ ป.ป.ท. ก็คือจัดการเฉพาะในองค์กรภาครัฐ ข้าราชการ ระดับ ๙ หรือระดับ ๑๐ ลงมา เพื่อให้อุดช่องว่าง ป.ป.ช. ที่อาจจะเข้าไปไม่ทั่วถึง ทําไม เลขาธิการ ป.ป.ท. ถูกย้ายครับ เลขาธิการ ป.ป.ท. ถูกย้ายเพราะไปขุดคุ้ยทุจริตเรื่องใหญ่ ๓ เรื่อง ๑. เรื่องน้ําท่วมที่ใช้งบกลางของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วคราวที่แล้วพวกผมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นละครับ ฮั้วกัน ๒๑ โครงการ ปรากฏว่าทุจริต เสีย ๒๐ ๒. เพราะไปขุดคุ้ยเรื่องการนําเข้ารถหรู ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี ๑ ใน ๓ ผมไม่ระบุละครับ เข้าไป มีส่วนเกี่ยวข้อง ๓. เพราะไปขุดคุ้ยเรื่องการออกกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ เรื่องน้ําท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ได้อภิปรายไปแล้วครับ ชัดเจน พวกผม อภิปรายคราวที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีข้อมูลทุจริตมาบอก ดิฉันจะไปจัดการ ปีนี้พวกผมถึงไปตามอย่างไรครับ ว่านายกรัฐมนตรีพูดจริงหรือพูดเท็จต่อสภา ไปตรวจสอบ ชัดเจนไม่ได้ทําอะไรเลยครับ ทุกอย่างยังเหมือนเดิมทุกประการ คนโกงยังอยู่ดีกินดี เหมือนเดิมทุกประการ เรื่องการออกกรรมสิทธิ์โดยมิชอบที่เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด ที่ท่านเจะอามิง โตะตาหยง เอามาอภิปรายนี่ละครับ เรื่องนี้ก็สะท้อนชัดเจนว่าประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีเหมือนไม่มีครับ ที่บอกว่าเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรื่องนี้ได้มีการทําหนังสือ แจ้งเตือนนายกรัฐมนตรีไว้ล่วงหน้าว่ากําลังจะมีการเอาป่าสงวนไปออกกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่จังหวัดภูเก็ต ๑ แปลง ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดย เลขาธิการ ป.ป.ท. เพราะเขาไปตรวจสอบแล้ว บอกว่ากําลังจะมีการออกเอกสารสิทธิ ในที่ดินป่า และพบว่าคนที่กําลังจะไปออกเอกสารสิทธินี้เป็นแกนนําเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา แล้วก็ระบุชื่อชัดเจน ปรากฏว่าทําหนังสือไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ หลังจากนั้น ๑ เดือน ๔ วัน ออกโฉนดเรียบร้อยครับ สําเนาโฉนด อยู่นี่ครับ พื้นที่ ๕๗ ไร่ ๒ งาน ๑๘.๕ ตารางวา ออกวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ไหนท่าน นายกรัฐมนตรีบอกว่ามีนโยบายจะปราบโกงอย่างไรครับ โกงที่ดินของรัฐ โกงไหมครับ ทําไม ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทําอะไร ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเอาที่ดินหลวงไปออก กรรมสิทธิ์ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ทําไมพวกผมบอกว่า นายกรัฐมนตรีไม่สมควรดํารงตําแหน่ง ผู้นํารัฐบาลของประเทศต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งที่ดินเหมือนกันครับ เที่ยวนี้เป็นที่ดินรัฐวิสาหกิจที่ท่านจุติ ไกรฤกษ์ อภิปรายไป แต่ว่าไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียว ครั้งนี้เป็นที่ดินรัฐวิสาหกิจ ๘ แปลง เตรียมฮุบเพื่อเอาไป ให้เอกชนเช่าหรือร่วมลงทุน โคลนนิ่ง (Cloning) ฮุบที่ดินรัชดามาเป๊ะเลยครับ แต่แยบยลกว่า พฤติกรรมคืออะไรครับ วิธีการก็คือ ๑. นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์สั่งรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ไปสํารวจทรัพย์สิน ของรัฐวิสาหกิจเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ อ้างว่าเป็นโครงการที่สําคัญที่รัฐบาลจะดําเนินการ เรื่องนี้มีหลักฐานจากคําสัมภาษณ์ของท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ชัดเจนครับ เรื่องนี้มีหลักฐานจากคําสัมภาษณ์ของท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ชัดเจน วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์มีมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ใช้ ที่ดินรัฐวิสาหกิจ ๘ แปลง เอามาทําประโยชน์ ให้เช่าเกินกว่า ๑ ปี วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีมติ ครม. โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เห็นชอบ ๑. ให้รัฐวิสาหกิจ เจ้าของที่ดิน ๘ แปลงนั้น เอาที่ดินนี้มาใช้ประโยชน์ พื้นที่รวมกัน ๔,๕๖๙ ไร่ แล้วมีมติให้เช่าเกินกว่า ๑ ปี อ้างว่า เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยให้เสนอแผนงานและโครงการลงทุนมาให้คณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจอนุมัติก่อนเปิดให้เช่าพัฒนาที่ดิน จากนั้นมาออกพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ๒๕๕๗ ตั้งกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พวกผมตั้งคําถามในสภานี้ครับ ว่าตั้งมาทําไม ๑,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ถึงบางอ้อแล้วครับ ก็เพื่อเอาไปเจือผสมกับการลงทุน ของเอกชนที่จะเอาที่ดิน ๘ แปลงไปพัฒนาอย่างไรครับ ใครได้ประโยชน์ครับ คําตอบก็คือ ผมยังไม่อยากกล่าวหา แต่อย่างน้อยบริษัทเอกชนที่ทําอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับคัดเลือกจาก คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจให้มาร่วมเช่าร่วมโครงการก็จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ คําถาม โกงหรือยัง ยังครับ แต่ถามว่าจวนหรือยัง จวนแล้วครับ ถ้าพวกผมจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน สุดท้าย เรื่องนี้อ้อยเข้าปากช้างแน่นอน ท่านนายกรัฐมนตรีก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรีทําธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์มาใช่ไหมครับ พรรคพวกแวดล้อมนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ทําอสังหาริมทรัพย์ อยู่ใช่ไหมครับ พวกผมจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และจะไม่ปล่อยวางแล้วกราบเรียนกับ ท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้มันมีพิรุธ ไม่จําเป็นต้องโกงเสร็จจึงอภิปรายไม่ไว้วางใจ แค่นี้ก็ ชี้ชัดแล้วว่าสุดท้าย ๘ แปลงที่เอาออกมาจะเอาไปให้ใครเช่าบ้าง คงไม่ใช่พวกผมหรอกครับ แล้วพวกผมก็ไม่มีปัญญา ไม่มีเงินพอจะไปทํา แต่มันอยู่แถว ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่นละครับ ไม่เชื่อคอยดูครับ
ทุจริตผิดกฎหมายอีกเรื่องหนึ่งครับ มหากาพย์มหาโกง เรื่องข้าวถุงครับ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะรัฐมนตรี เจ้าของนโยบายจํานําข้าว นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว หรือที่เรียก กขช. นายกรัฐมนตรีเป็น ผอ. ศอบต. ดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ปัญหาความไม่สงบ ข้อเท็จจริงก็คือว่า กขช. หรือคณะกรรมการ นโยบายข้าวที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมีมติ ๔ ครั้ง ตั้งแต่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ถึง ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๕ ให้เอาข้าว ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน มาทําข้าวถุง ที่อยู่ในสต็อกรัฐบาล ที่ขายไม่ออกนั่นละครับ ถุงละ ๕ กิโลกรัม กําหนดราคาถุงละ ๗๐ บาท อ้างว่าเอามาเพื่อทําข้าวถุงขายให้คนจนในราคาถูก เพราะมันแพงทั้งแผ่นดินแล้ว ขอให้ข้าวถุง มันถูกสักเรื่องก็ยังดี แต่สุดท้ายที่ให้ไปทํา ปรากฏว่าทําไปทั้งหมด ๓ ยี่ห้อ ๑. ตรา อคส. ๒. ตราถูกใจ ๓. ตราธงฟ้า พอพวกผมไปตรวจสอบ พบความจริงว่าที่อนุมัติให้ไปทํา ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ได้ทําจริงทั้งหมดครับ ข้อ ๑ ข้อ ๒ นอกจากไม่ได้ทําจริงแล้ว เอาข้าว ไปขายให้บริษัทคนใกล้ชิดกับคนมีอํานาจในรัฐบาลที่เป็นถึงอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ อื้อฉาว ที่เคยอภิปรายมาแล้ว สมคบรวมหัวกันบริหารจัดการ เอาข้าว ราคาถูกที่ซื้อมาจากสต็อกรัฐบาล อ้างว่าจะเอามาทําข้าวถุงราคาถูกขายให้คนจน ไม่ไปทํา ข้าวถุงครับ ๑. เอาไปเวียนเทียนจํานํารอบใหม่ ๒. เอาไปขายให้โรงสีกับพ่อค้าทํากําไร เดี๋ยวนั้นเลยครับ ๓. ทําข้าวเหมือนกัน แต่ทําข้าวถุงยี่ห้อตัวเองแล้วขายราคาแพงกว่า ๗๐ บาท ผล ข้าวถุงราคาถูกถึงไม่ถึงมือชาวบ้านครับ ถ้าถึงก็แพงเกินกว่าถุงละ ๗๐ บาทครับ สุดท้ายคนจนก็ไม่ได้ข้าวราคาถูกต้องซื้อราคาข้าวถุงแพงเหมือนเดิม พวกขี้โกงรวยครับ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นเจ้าของนโยบายจํานําข้าว สุดท้ายก็เหมือนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ชงคณะกรรมการ กขช. ก็รับ แล้วก็สุดท้ายพรรคพวกก็ร่ํารวยจากโครงการข้าวถุง หลักฐานที่ผมกราบเรียนคืออะไรครับ พวกผมไม่ได้พูดปากเปล่านะครับ ไม่มีพยานหลักฐาน หลักฐานก็คือว่า ๑. โครงการข้าวถุงที่ให้กับบริษัท ขออภัยที่เอ่ยนามครับ เจียเม้ง ระบุว่า ให้ไปทําทั้งหมด ๔๐ ล้านถุง ขายใน ๒๑ จังหวัดทุกภาคทั่วประเทศ รวมทั้งหมดขาย ในร้านค้า ๓๗ แห่ง โดยให้ใช้ยี่ห้อ อคส. เท่านั้น ปรากฏว่าโครงการนี้มี ๔๐ ล้านถุง ผมมอบหมายให้ ส.ส. รังสิมาไปตรวจ ไปหมดครับ ๒๑ จังหวัด ไปทุกแห่ง ๓๗ ร้าน บวกตัวเลขมาปรากฏว่าที่บอกว่าข้าวสารจะทํา ๔๐ ล้านถุง มีข้าวสารแค่ ๕๗,๓๐๐ ถุงครับ ๕๗,๓๐๐ ถุงจาก ๔๐ ล้านถุง ที่เอาไปขายคนจนจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ขายถุงละ ๗๐ บาท ราคาเฉลี่ยออกมาราคาถุงละ ๘๐ ถึง ๙๙ บาทครับ นี่อย่างไรครับข้าวถุงนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ โครงการที่ ๒ อัปลักษณ์ที่สุดไม่แพ้โครงการที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้ ผมมอบหมาย ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ไปตรวจสอบครับ โครงการข้าวถุงธงฟ้าเพื่อพี่น้องมุสลิม ภาคใต้ กําหนดไว้ ๕๐,๐๐๐ ตัน จะต้องมาทําข้าวถุง ๑๐ ล้านถุง ถุงละ ๗๐ บาท ขายมุสลิม ผู้มีรายได้น้อยในภาคใต้ ปรากฏว่าวิธีการคือให้ส่งข้าวถุงผ่านคณะกรรมการอิสลามจังหวัด ท่านประเสริฐไปตรวจสอบ ไม่มีคณะกรรมการอิสลามจังหวัดไหนที่ระบุได้รับข้าวถุงเลย แม้แต่ถุงเดียว ทั้งหมดหายไปกับสายลม ทั้งหมดพิสูจน์ว่าโครงการข้าวถุงของรัฐบาล นอกจากโกงคนจนทั้งประเทศ ยังโกงได้แม้แต่ ชาวมุสลิมภาคใต้รวมทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขากําลังทุกข์กําลังยากอยู่ เพราะฝีมือ การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์วันนี้ละครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์บอกว่าเรื่องข้าวถุงเป็นเรื่องระดับปฏิบัติการ เอาอีกแล้วครับ ผมไม่เคยเห็น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์รับผิดชอบอะไรแม้แต่เรื่องเดียวครับ โยนบาปให้ฝ่ายปฏิบัติการ อีกแล้ว ผมถามสิครับ ฝ่ายปฏิบัติการจะทําข้าวถุงโกงรอบนี้ได้ไหมครับ ถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรี ชื่อยิ่งลักษณ์ เพราะนี่มันคือที่มาต้นตอนโยบายจํานําข้าว ขายข้าว จํานําและเอาไปทิ้งไว้ในสต็อก ในสต็อกขายไม่ออกถึงต้องมาทําข้าวถุงแล้วก็มาโกงข้าวถุงอีกรอบหนึ่ง ถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เจ้าของนโยบายจํานําข้าวที่ยังยืนยันเมื่อสักครู่ว่าจะทําต่อ แล้วการทุจริตโครงการนี้ จะเกิดได้ไหมครับ ผมไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีปัดความรับผิดชอบซ้ําแล้วซ้ําเล่า ถ้าอย่างนั้น เลิกสิครับนโยบายจํานําข้าว และหันไปทําวิธีอื่น เช่น ประกันรายได้ช่วยเกษตรกรให้ชาวนา เขาได้เงินถึงมือผ่านบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส. จริง ๆ กําเงินสด ไม่ใช่ผ่านกระบวนการ ๑๕,๐๐๐ บาท ชาวนาได้ ๑๐,๐๐๐ บาท หายไป ๕,๐๐๐ บาท ท่านบอกว่าถ้ามีปัญหารั่วไหล ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์นะครับ ทุจริตเกิดขึ้นยินดีดําเนินการทุกขั้นตอน ไม่มีละเว้นค่ะ ผมไม่เชื่อ ท่านนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจําได้ไหมครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจคราวที่แล้ว พวกผมยิ่งกว่าบอกนายกรัฐมนตรีอีกครับ ถึงขนาดมาบอกในสภาเป็นหลักฐานต่อหน้า คนไทยทั้งประเทศ เรื่องจีทูจี ที่กลายเป็นจีทูเจี๊ยะ ท่านนายกรัฐมนตรีทําอะไรไปแล้วบ้าง จนวันนี้สัญญาขายข้าวจีทูจียังไม่ยอมเปิดเผยแม้แต่สัญญาเดียวครับ ท่านยังไม่บอกเลยว่า ขายไปกี่สัญญา ขายให้ใคร ราคาเท่าไร อ้างอย่างเดียว เป็นความลับ ทําไมอ้างเป็นความลับ เพราะยิ่งลับมันก็ยิ่งหวานคอแร้งอย่างไรครับ นี่คือสิ่งที่มันยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรี พูดก็พูดไปเท่านั้นละครับ พวกผมบอกวันนี้ท่านคอยดูนะครับ อีก ๒ เดือน ๓ เดือนข้างหน้า อะไรจะเกิดขึ้นกับการจัดการทุจริตข้าวถุง ผมคิดว่ามันคงเงียบหายไปกับสายลมอีกเหมือนเดิม ตรงนี้ถึงบอกว่านายกรัฐมนตรีพูดอย่างทําอย่าง
เรื่องจํานําข้าวสุดท้ายครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมครับ เจ๊งไปแล้ว เท่าไร ตัวเลขล่าสุดเป็นตัวเลข ธ.ก.ส. แท้ ๆ ครับ ณ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ไม่กี่วัน มานี้ครับ ๒ ปี ๔ ฤดูการผลิตที่ทํามาแล้ว ถ้ารัฐบาลบังคับให้ ธ.ก.ส. จ่ายเงินจํานําข้าวไปแล้ว ๖๘๘,๗๗๖ ล้านบาทครับ ตัวเลขกลม ๆ ๖๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าที่คุยกันว่าไปขายให้จีนเท่านั้น ขายเท่านี้ ปีนี้จะขายข้าวแล้วเอาไปคืน ธ.ก.ส. เท่านั้น รวมแล้วทั้งหมดไปคืนเขาแค่ ๑๓๖,๖๗๕ ล้านบาท ยังเป็นหนี้ ธ.ก.ส. อยู่ ๕๕๒,๑๐๑ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บริหารราชการแผ่นดินโครงการจํานําข้าว วันนี้ยังเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เท่ากับเงินงบประมาณในการลงทุนของ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ๑ ปีเลยครับ สําคัญที่สุดฤดูใหม่เริ่มอีกแล้วครับ ธ.ก.ส. เขาไป รับจํานําข้าวจากชาวนามาแล้ว ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีสตางค์จ่าย ปรากฏว่าจ่ายให้ชาวนา จาก ๔๔,๐๐๐ ล้านบาทไปแค่ ๒๙๘ ล้านบาท เป็นหนี้เขาอยู่อีก ๔๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เขาถึงโวยกันทั้งประเทศตอนนี้อย่างไรครับ วันนี้คงได้คําตอบว่าทําไมชาวนามาจํานําข้าวแล้ว ไม่ได้เงิน ก็เพราะรัฐบาลทําโครงการจํานําข้าวเจ๊งจนถังแตกแล้วอย่างไรครับ แล้วท่าน ก็ยังยืนยันที่จะพาประเทศดิ่งลงเหวต่อไปอีก ไม่ได้ช่วยชาวนาครับ แต่หวัง ๕,๐๐๐ บาทไป เข้าพุงใครไม่ทราบนั่นละครับ ต่อตัน ผลสุดท้ายวันนี้ประเทศไทยเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าวแล้วครับ เพราะส่งออกข้าวไม่ได้ มันไปกองอยู่ในสต็อก ๑๗ ล้านตันครับวันนี้ ขาดทุน ๒ ปี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จํานําเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ชาวนาได้ ๑๐,๐๐๐ บาท คนโกงรวยเพราะนโยบายจํานําข้าวนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ผมจําเป็นต้องใช้เวลาให้ครบถ้วนครับ สําหรับ การไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี คือความรับผิดชอบต่อประชาชนของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีไปให้สัญญาและไม่ปฏิบัติตาม กี่เรื่องท่านนายกรัฐมนตรีจําได้ ไหมครับ ถ้าจําไม่ได้ผมจะทบทวนให้นายกรัฐมนตรีฟังครับ
เรื่องแรก ท่านนายกรัฐมนตรีสัญญากับประชาชนว่าจะแก้ไขไม่แก้แค้น ท่านจําได้ใช่ไหมครับ เรื่องแก้ไขท่านนายกรัฐมนตรีทําจริงเรื่องเดียว แก้ไขรัฐธรรมนูญครับ แต่แก้ไขไม่แก้แค้น ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทําอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดครับ นายกรัฐมนตรีใช้กลไกอํานาจรัฐเป็นเครื่องมือให้ท้ายทําลายฝ่ายเห็นต่างทางการเมืองมาก โดยลําดับ รวมทั้งใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือ พวกกระผมไม่อยากยกตัวอย่างนะครับ จะประหยัดเวลา ขออ่านแต่หัวข้อให้ท่านประธานฟัง ๑. เรื่องที่พวกกระผมสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์เป็นผู้แทนราษฎร ประสงค์บริจาคเงินเข้าพรรคคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท กฎหมาย พรรคการเมืองเขียนว่าถ้าใครบริจาคเกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ต้องจ่ายเป็นเช็คเท่านั้นเพื่อจะได้รู้ ที่มาที่ไปของเงิน พวกผมก็เลยทําหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ช่วยหักเงินเดือน พวกผมคนละ ๒๐,๐๐๐ บาทด้วย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็หักเงินเดือนของพวกผม คนละสองหมื่น ๆ แล้วก็ออกเป็นเช็คใบเดียวรวมกันส่งมาที่พรรคเป็นเงินบริจาค ดีเอสไอ ดําเนินคดีครับ บอกว่าผิดกฎหมาย ต้องออกเช็คคนละใบ ๆ ประธานคณะกรรมการ กกต. คือกรรมการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียน เขาตรวจสอบแล้วมีมติให้ยุติเรื่องนี้ บอกว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทําอะไรผิด ถูกต้อง ยุติเรื่อง แต่ดีเอสไอไม่ยอมยุติครับ เพราะ นโยบายแก้ไขไม่แก้แค้นหรือครับ มันนโยบายแก้แค้นไม่แก้ไขอย่างไรครับ เพราะพวกผม เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ไปโพสต์เสือ สิงห์ กระทิง แล้วก็ รูปนายกรัฐมนตรี ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษครับ ใครเป่านกหวีดต่อไปนี้ดีเอสไอจะรับเป็น คดีพิเศษครับ นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ร่มเงานายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล่าสุดปล่อยให้คุณสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ทําไมผมต้องพูดเรื่องนี้ เพราะคุณสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นถึงรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และขึ้นกับนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ไม่ได้ไปทําอะไรผิด ที่บ้าน แต่บังอาจใช้ทําเนียบรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีครับ แถลงข่าวใส่ร้ายผู้ชุมนุมที่เขา มีสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ว่ามีการขนสไนเปอร์มาให้ผู้ชุมนุม