สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและเรียกร้องการควบคุมการประชุมให้มีประสิทธิภาพ โดยหารือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันและข้าว ซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้ไขเพื่อรักษาสมรรถภาพของรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร กระผมทําหน้าที่ในการที่จะนําเสนอการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนที่กระผมจะได้เข้าไปสู่เนื้อหาของการอภิปรายอยากจะกราบเรียน แล้วก็ซักซ้อมกับท่านประธานครับ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๒ ท่าน ได้มาพบกระผม แล้วก็ขอปรึกษาหารือเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงประเด็นที่ท่านประธานในขณะนั้นยังไม่ได้วินิจฉัยว่าญัตติมีปัญหาหรือไม่ แต่มาบอกกับกระผมว่าประสงค์จะให้การอภิปรายในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นบรรยากาศของการทํางานของสภาที่ดีเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีความมั่นใจ มีความนิยม มีความศรัทธาในการทํางานของพวกเรา ผมก็ได้เรียนท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่าน ว่าพวกกระผมก็ตั้งใจที่จะใช้เวทีนี้ในการทําหน้าที่ของพวกเราในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทย ในการให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผิดพลาด บกพร่อง และรวมถึงพฤติกรรมที่มีการทุจริตคอร์รัปชันเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ผมได้เสนอท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่าน ว่าเราได้มีการซักซ้อมจํานวนผู้อภิปราย ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ ๒๐ ท่าน แล้วก็คิดว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความตรึงเครียดใด ๆ ก็ขอท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่านว่าได้ช่วยนําความกราบเรียนท่านประธานว่า ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้พวกเราได้อภิปรายอย่างเต็มที่ในเวลาที่เหมาะสม โดยเสนอว่า ถ้าเราสามารถเริ่มต้นอภิปรายได้ตั้งแต่เมื่อวานครับ เราก็จะมีเวลา ๓ วัน บวกกับอีก ๑ วัน คือวันพฤหัสบดี ในการที่จะลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แล้วก็ให้วุฒิสภานั้น สามารถไปประชุมในวันพฤหัสบดีหลังจากที่พวกเราลงมติได้ ที่กราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ ว่าในที่สุดเราไม่ได้ดําเนินการอย่างนั้น สิ่งที่ผม จําเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ท่านประธานคงต้องช่วยกรุณาควบคุมไว้ ถ้าไม่มี การกระทําผิดข้อบังคับขอให้พวกเราได้ใช้สิทธิในการอภิปรายเนื้อหาการอภิปรายเมื่อเป็น การกล่าวหาการกระทําที่ไม่ชอบของรัฐบาล แน่นอนครับ อาจจะมีความรุนแรงเข้มข้นก็เป็น เรื่องปกติธรรมดา แต่ผู้ที่จะชี้แจงก็คือตัวผู้ถูกอภิปราย และผู้ถูกพาดพิง ที่สําคัญ ท่านประธานต้องกรุณาควบคุมเวลาในการชี้แจงด้วยว่าเป็นการชี้แจงในประเด็น มิฉะนั้นแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าเราจะไม่สามารถรักษาเวลากันได้ กระผมไม่ต้องการให้มีการมาบังคับ ว่าพวกกระผมต้องอภิปรายไปจนถึงตีสาม ตีสี่ ตีห้า แล้วก็เกิดปัญหาซึ่งมักจะเป็นบรรยากาศ ของความตรึงเครียด ฉะนั้นตรงนี้ผมขอกราบเรียนท่านประธานไว้ในเบื้องต้น เพื่อขอให้ ท่านประธานได้ช่วยควบคุมการประชุม ให้เราใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงตาม วัตถุประสงค์

สําหรับการอภิปรายในครั้งนี้ กราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับ เป็นการ อภิปรายซึ่งกําลังเกิดขึ้นในภาวะความไม่ปกติของบ้านเมือง ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ ในห้องประชุมแห่งนี้ ถ้าเราไม่หลอกตัวเองนะครับ เราคงทราบดีว่าพี่น้องประชาชนกําลังมี ความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กําลังเกิดขึ้น ทําให้การทําหน้าที่ของพวกเราในครั้งนี้ ว่าไปแล้วอาจจะได้รับความสนใจจากประชาชนน้อยกว่าปกติ หรือถึงขั้นที่ว่ามีประชาชน ส่วนหนึ่งไม่คาดหวังอะไรกับการทํางานตรงนี้ไปเสียแล้ว กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ พวกกระผมก็ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทําหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ และจากนี้ไปพวกกระผม ก็จะชี้ให้เห็นว่าวิกฤติของประเทศชาติบ้านเมืองซึ่งกําลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มาจากประเด็น หลักประเด็นเดียว คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการโกงกินเอื้อประโยชน์ให้กับ ตนเอง ครอบครัว และพวกพ้องของผู้มีอํานาจ และการใช้อํานาจที่ไม่ชอบบิดเบือน เจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้มีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและ การมีส่วนร่วมของประชาชน และศูนย์กลางของปัญหา อย่างน้อยที่สุดในบรรดาบุคคล ในประเทศคือตัวนายกรัฐมนตรี ที่ทําให้การบริหารราชการแผ่นดินตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ผมจะเริ่มต้นเพื่อที่จะชี้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พวกเราไม่ปฏิเสธครับ มีทุกยุคทุกสมัย แต่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยในขณะนี้ได้เข้ามาสู่ระดับที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ผมไม่ได้พูดถึงเฉพาะการประเมินขององค์กรภายในประเทศที่เขา ต้องสัมผัสอยู่กับปัญหานี้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือภาคธุรกิจ หอการค้าไทยนี่ละครับ เขาจะเป็นคนสํารวจว่าสภาพความรุนแรงของการทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละปีนั้นเป็นอย่างไร ไม่มาถามความเห็น ไม่มาถามความรู้สึก แต่ถามประสบการณ์ตรงว่าการทุจรติคอร์รัปชัน ขณะนี้เข้าสู่ขั้นไหนแล้ว โดยสอบถามจากประสบการณ์ผู้ประกอบการนั่นเองครับ ว่าเขา จําเป็นจะต้องจ่ายเงินเป็นสินบน จ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือเสียผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เขา สามารถดําเนินการในการประกอบการหรือในการทํางานกับภาครัฐได้ เป็นที่ชัดเจนครับว่า มาถึงวันนี้ตัวเลขการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งสมัยก่อนพูดกันว่าร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ หรือหนักสุด เคยพูดกันไปถึงร้อยละ ๒๐ วันนี้หอการค้าไทยจะพูดว่าเข้าไปสู่ตัวเลขระดับร้อยละ ๓๐ ร้อยละ ๔๐ มีการประเมินจากทางหอการค้าครับ ว่าวันนี้ตัวเลขของการทุจริตคอร์รัปชันนั้น ทําให้เราสูญเสียเงินโดยประมาณ ๒๓๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี คํานวณจากเปอร์เซ็นต์ การทุจริตและจํานวนเงินที่มีการลงทุนทั้งในส่วนของราชการ ทั้งในส่วนของรัฐวิสาหกิจ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขมหาศาลครับ มันเท่ากับโครงการปรับปรุงรถไฟรางคู่ทั้งประเทศ มันเท่ากับการสร้างรถไฟฟ้า ๔ สายที่กําลังมีการดําเนินการอยู่ในขณะนี้ จะเป็นส่วนต่อขยาย บีทีเอส (BTS) จะเป็นสายสีฟ้าหรือสีน้ําเงินนะครับ หรือสายสีม่วง แล้วก็อีก ๑ สาย มันเป็น ตัวเลขงบประมาณที่สามารถใช้เพิ่มพื้นที่ชลประทานในประเทศนี้ได้เกือบเท่าตัว มันเป็นตัวเลขงบประมาณที่สามารถใช้เพิ่มพื้นที่ชลประทานในประเทศนี้ได้เกือบเท่าตัว มันเป็นตัวเลขของเงินที่สามารถจ้างครูได้อีกประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนครับ สภาพความรุนแรงและจํานวนเงินที่สูญเสียมหาศาลจากการทุจริตคอร์รัปชันอย่างนี้คือที่มา ของวิกฤติศรัทธาที่กําลังเกิดขึ้น แต่ที่มันเลวร้ายไปกว่าตัวเลข ไปกว่าการสูญเสียโอกาสของ พี่น้องประชาชนที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้ในแง่ของการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม ก็คือปัญหานี้ได้ทําลายระบบคุณธรรมและรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ปล่อยปละละเลย และมีส่วนสําคัญในกระบวนการนี้กําลังเป็นผู้ทําลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม พึงพอใจกับการที่ ประเทศจมอยู่กับสภาพเช่นนี้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจและเพื่อประโยชน์ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ละครับ คือสิ่งที่เป็นมาของการต่อต้านจากประชาชน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่มีประชาชนเรือนล้านคนออกมาสู่ท้องถนน ผมยืนยันเลยครับ ไม่ใช่การแสดงออกเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่การแสดงออกที่บอกว่าคนนั้นคนนี้ถูก คนนั้นคนนี้ผิด แต่เป็นการแสดงออกว่าไม่ยอมรับการกระทําที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชันและ การใช้อํานาจที่ไม่ชอบ ใครก็ตาม พรรคไหนก็ตาม สีไหนก็ตาม และปรากฏการณ์นี้บวกกับ การที่นายกรัฐมนตรีเพิกเฉยกับการประกาศของผู้คนในฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งท่านประธานด้วย ว่าไม่ยอมรับอํานาจของศาลคือศาลรัฐธรรมนูญ และความพยายามก่อนหน้านี้ที่จะออก กฎหมายนิรโทษกรรมลบล้างอํานาจของศาลที่พิพากษาในคดีทุจริตคอร์รัปชัน คือที่มาของ วิกฤติศรัทธาที่กําลังลุกลามไปสู่การประท้วงในรูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบัน ถ้าเราปล่อยสภาวะ เช่นนี้ต่อไปครับ ที่ทุกคนเริ่มบอกว่าแม้แต่รัฐบาลเองยังไม่ยอมรับอํานาจศาล ไม่ยอมรับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ สภาวะความไร้ระเบียบ ไร้กฎหมาย บ้านเมืองที่ไม่มีขื่อมีแปรก็จะนําไปสู่ สภาวะที่รัฐล้มเหลวครับ และความเดือดร้อนทั้งหลายก็จะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทั้งที่พี่น้องประชาชนไม่ได้มีส่วนในการที่จะก่อปัญหานี้ขึ้น คะแนนเสียงทุกคะแนนเสียง เขาจะลงให้กับพรรคการเมืองใดก็ตาม ผมไม่เชื่อว่ามีคะแนนเสียงไหนลงให้เพื่อมาเป็น ใบอนุญาตในการทุจริตคอร์รัปชัน ปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ไม่มีคะแนนเสียงไหนที่เป็น ใบอนุญาตให้รัฐบาลดําเนินการในลักษณะของการข่มขู่ คุกคาม ปิดปากผู้ที่เห็นแตกต่าง นี่คือประเด็นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และตอบคําถาม ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า วันนี้พวกกระผมจะลําดับให้เห็นว่า ที่นายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์กลางของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อํานาจที่ไม่ชอบ ทําอย่างเป็นระบบครบทุกขั้นตอน บูรณาการต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ตั้งแต่ยอดเขาจนสู่ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล มีผลประโยชน์แอบแฝง มีการทุจริต มีการใช้อํานาจที่ไม่ชอบ และการกระทําทั้งหลายมักจะอ้างความเป็นรัฐบาลที่ได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง อ้างความเดือดร้อนของประชาชน และหลายครั้งมีพฤติกรรมในลักษณะจับประเทศ เป็นตัวประกัน จับประชาชนเป็นตัวประกัน การทุจริตคอร์รัปชันที่พวกกระผมจะได้อภิปรายต่อไปมีหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับ นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การปล่อยปละละเลยให้บุคคลในกลไกของรัฐทําการทุจริตคอร์รัปชัน หลายกรณีเอื้อพวกเอื้อพ้องครับ ตั้งแต่ผู้สนับสนุนทางการเมืองหรือแกนนํามวลชน ฝ่ายตนเองอย่างนี้เป็นต้น แต่ที่สําคัญก็คือว่าในทุกขั้นตอนที่ประเทศนี้พยายามวางกลไก ในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้พฤติกรรมของรัฐบาลนี้ภายใต้การนําของ นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดําเนินการในการทําลายกลไกเหล่านั้น การทุจริตจึงมีตั้งแต่ ๑. การทุจริตในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ๒. การทุจริตในเชิงนโยบาย ๓. การทุจริตที่กําลังมีการดําเนินการเตรียมการโดยการเลี่ยงระบบงบประมาณ ๔. การทุจริต ที่มีการวางแผน โดยการทําลายกลไกการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช ป.ป.ท. ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม และ ๕. คือการดําเนินการในการที่จะ ตรากฎหมายเพื่อเอื้อให้มีการทุจริตคอร์รัปชันมากยิ่งขึ้น ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ในการอภิปรายเพื่อเสนอญัตติของกระผมนั้น ยังไม่ลงรายละเอียดทั้งหมดครับ ท่านนายกรัฐมนตรี หรือท่านรัฐมนตรียังไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมาตอบในประเด็นเฉพาะ ในโครงการต่าง ๆ เพราะจะมีเพื่อนสมาชิกที่จะได้ใช้เวลาในการลงรายละเอียด กระผม เพียงแต่จะให้ท่านได้รับทราบถึงพฤติกรรมทั้ง ๕ ข้อที่กระผมได้กล่าวมา โดยยกเอาประเด็น ที่มีการอภิปรายมาเป็นตัวอย่างประกอบ กระผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าที่จริงแล้ว กระผมเสียดายมากที่นายกรัฐมนตรีมีโอกาสดียิ่งใน ๒ ปีที่ผ่านมา หลังจากการเลือกตั้ง ที่ตัวกระผมเองโดยส่วนตัวหวังว่าจะทําให้ประเทศคืนสู่ความสงบสุข แม้ไม่เห็นด้วยกับท่าน ในนโยบายหลายเรื่องก็ถือว่าเป็นสิทธิ เป็นความชอบธรรมของท่านที่จะดําเนินนโยบาย ตามคํามั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาชน ความจริงนโยบายเหล่านั้นวันนี้หลายเรื่องล้มเหลวครับ แต่เพราะเวลาที่จํากัดพวกกระผมจึงจะต้องมาเน้นในเรื่องการอภิปรายการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีเวลามาโต้เถียงหรอกครับ เรื่องสภาวะเศรษฐกิจ เรื่องความยากลําบากของพี่น้อง ประชาชน เพราะผมเห็นว่าจะเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะพี่น้องประชาชนรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเอง เดือดร้อนจากภาวะความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ให้ประชาชน เขาตัดสินเองครับ ไม่ต้องมาเถียงกันว่าเขาไปตลาดแล้วของแพงไหม ให้ประชาชนเขาตัดสิน เองครับว่าในภาวะปัจจุบันที่ท่านบอกเศรษฐกิจดี คนอื่นบอกเศรษฐกิจไม่ดี กําลังซื้อเขาเป็น อย่างไร ภาวะหนี้สินเขาเป็นอย่างไร ให้ตัวเลขทางการเองหรือตัวเลขขององค์กรที่น่าเชื่อถือ บ่งบอกเองครับว่า ท่านกําลังสะสมหนี้ให้กับประเทศหรือไม่ นั่นคือความเสียโอกาส จากความล้มเหลว แต่เสียโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการทุจริตที่ผมกราบเรียนต่อไป ที่กําลังทําให้ประเทศเข้าสู่วิกฤติที่รุนแรงสุ่มเสี่ยงต่อการก้าวสู่การเป็นภาวะรัฐที่ล้มเหลว ผมเริ่มจากข้อแรกครับ ข้อแรกการทุจริตในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง และนี่เป็นตัวอย่าง ที่ดีครับ ว่าการทุจริตและทําผิดกฎหมายที่เกิดขึ้น เรื่องของการทุจริตเรื่องน้ําเป็นตัวสะท้อน วิธีคิด วิธีทํางานของรัฐบาลภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นอย่างดี เริ่มต้นเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาบังหน้า เอาปัญหาความล้มเหลวในการจัดการการบริหารน้ําเมื่อปี ๒๕๕๔ ซึ่งทําให้เกิด ความเดือดร้อนไปทั่วประเทศมาเป็นข้ออ้างในการบริหารจัดการระบบจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับ เรื่องน้ําที่นําไปสู่การทุจริต แต่ไม่ได้นําไปสู่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เอามาอ้าง เอามาบังหน้าหลังจากเวลา ๒ ปีผ่านไป ท่านประธานคงนึกออกครับ น้ําท่วมรัฐบาลก็มาขอ ขอสภาแห่งนี้ในระบบงบประมาณ ตั้งงบประมาณที่ไม่มีรายละเอียด ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับงบกลางอีกหลายหมื่นล้านบาทของรัฐบาล สัญญากับภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ว่าเขาจะเข้ามาตรวจสอบได้ สุดท้ายไม่แม้แต่ให้ข้อมูลเขาที่จะตรวจสอบ จนเกิดการทุจริต อย่างกว้างขวางเหมือนอย่างที่พวกกระผมได้เคยกราบเรียนไปตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปีที่แล้ว แล้วก็เดินหน้ารวบรวมบรรดาโครงการที่เกี่ยวกับน้ําเข้าสู่กระบวนการ โดยเริ่มต้น จากการตราพระราชกําหนดให้รัฐบาลกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาบริหารจัดการ เรื่องน้ํา ท่านประธานทราบดีว่าการออกพระราชกําหนดหมายความว่าเป็นเรื่องที่มีความ เร่งด่วนฉุกเฉิน พวกกระผมเห็นตั้งแต่ต้นว่าเจตนาของรัฐบาลที่ออก พ.ร.ก. ฉบับนั้น ที่จริงไม่ใช่ เพื่อจะให้การแก้ปัญหาน้ํามีประสิทธิภาพ แต่เป็นการเลี่ยงกระบวนการของการตรวจสอบ และเราไม่เชื่อว่ารัฐบาลสามารถที่จะใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างเร่งด่วนได้ตามที่อ้าง เป็นเหตุผลในพระราชกําหนด พวกกระผมจึงได้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก. ที่ท่าน ตราขึ้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าเร่งด่วนฉุกเฉิน วันนั้นนายกรัฐมนตรี ไปบอกกับศาลว่ามันเร่งด่วนฉุกเฉินเพราะท่านจะต้องใช้เงินภายใน ๖ เดือน ก่อนฝนจะตก ปี ๒๕๕๕ พวกกระผมไม่เชื่อครับ บังเอิญศาลรัฐธรรมนูญเชื่อท่าน ตัดสินเป็นคุณกับท่าน ผมไม่เห็นวันนั้นท่านออกมาบอกว่าปฏิเสธอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ พวกผมไม่เห็นด้วยกับศาล ผมก็ต้องยอมรับคําตัดสิน กฎหมายก็ออกมา กฎหมายออกมาเสร็จบรรดาโครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบริหารน้ํา ซึ่งมีการศึกษามาก่อนหลายลุ่มน้ํา หลายพื้นที่ ทั่วประเทศ แทนที่จะเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ ซึ่งมีกลไกการตรวจสอบโดยลําดับ และปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ให้ครบถ้วน สามารถเดินหน้าได้แม้จะไม่พร้อมกันทั้งหมด แต่ก็จะมีหลายโครงการซึ่งดําเนินการได้ลุล่วง เพื่อที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน แต่พอ พ.ร.ก. ออกมา ท่านเปลี่ยนกลไกตรงนี้หมดเลยครับ ทุกโครงการ ต้องมารวมอยู่ในเงินก้อนนี้ แล้วแทนที่จะเข้าสู่กระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีตามปกติ ก็ใช้วิธีออกรูปแบบใหม่ เริ่มต้นจากใช้วิธีการที่บอกกับชาวโลก ว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลหนูไม่รู้ ไม่รู้ต้องทําอะไรบ้างในโครงการนี้ ไปเชิญให้ต่างประเทศ ให้ผู้เชี่ยวชาญมาบอกว่าจะต้องทําโครงการอะไรเพื่อแก้ปัญหาน้ําท่วม ดังนั้นเอกชนที่ไป รวมกลุ่มกันมีต่างชาติเป็นแกนก็จะเป็นคนมาบอกว่าจะทําอะไร แทนที่จะใช้การศึกษา ในอดีตที่มีการทํากันมาโดยหน่วยราชการต่าง ๆ ว่าจะสามารถเดินหน้าโครงการไหน อย่างไร ที่สําคัญที่สุด สุดท้ายเมื่อประกาศว่าใครจะเป็นกลุ่มที่เข้ามาจัดการในกลุ่มงานต่าง ๆ รัฐบาล ก็มีเพียงแค่วงเงิน ต้องเชื่อเขาว่างานแต่ละกลุ่ม ๆ จะทําโครงการอะไร ใช้เงินเท่าไร แล้วซ้ําร้ายก็คือว่าไปยกอํานาจให้เขาในการที่จะไปจัดทําโครงการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสังคม ในที่สุดศาลปกครองก็ชี้ครับว่าทําเช่นนั้นไม่ได้ ผิดกฎหมาย ในที่สุดวันที่มีการประกาศ เปิดซองมาก็พบว่าแต่ละกลุ่มที่เสนองานเข้ามาลดราคาจากวงเงินเป็นเพียงเศษเงินน้อยนิด แล้วจนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครนึกออกครับว่า ถ้ามี การเดินหน้าทํางานจริงจะตรวจสอบกันอย่างไร ในเรื่องของต้นทุน เดี๋ยวจะมีสมาชิกมาอภิปรายในรายละเอียดของตรงนี้ แต่ว่าทําผิดตรงนี้ ไม่พอครับ สุดท้ายนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและหัวหน้า รัฐบาลทําผิดกฎหมายที่ตัวเองตราขึ้น คือทําผิดกฎหมายกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะกฎหมายฉบับนั้นระบุเอาไว้ชัดเจนว่า การกู้เงินเนื่องจากเป็นพระราชกําหนดตราขึ้น โดยไม่ต้องมาผ่านการตรวจสอบของสภาตามปกติมีความจําเป็นเร่งด่วนเหมือนที่ นายกรัฐมนตรีไปบอกศาลเอาไว้ว่าจะใช้เงินภายใน ๖ เดือน เขาจึงบอกว่าให้กู้ได้ไม่เกิน วันที่ ๓๐ มิถุนายนที่ผ่านมา แต่เพราะไปทําระบบจัดซื้อจัดจ้างที่พิสดารที่ได้กราบเรียนแล้ว มันไม่เสร็จครับ ตัวโครงการต่าง ๆ ที่จะเห็นชอบมันไม่เสร็จ รัฐบาลใช้วิธีอะไรครับ ไปเปิด วงเงินไว้กับธนาคาร ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ตามกฎหมายเมื่อถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ท่านไม่สามารถกู้เงินได้แล้ว เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สัญญาการกู้เงิน จะบริบูรณ์นั้นต้องมีการส่งมอบสินทรัพย์ ทรัพย์สิน แต่คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการไปเบิกเงินหลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน กระผมกราบเรียน ท่านประธานครับ พวกผมไม่คัดค้านการทําโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ําท่วม แต่พูดตั้งแต่ต้น ว่าถ้าท่านใช้วิธีออกเป็นงบประมาณทุกอย่างมันเดินไปได้หมดแล้ว แต่วันนี้ทั้ง ๆ ที่ท่านอ้าง ความเร่งด่วน ไม่อยากจะบอกว่าไปกล่าวเท็จต่อศาล เพราะเหตุการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า ท่านไม่ได้ใช้เงินในระยะเวลาที่กําหนดไว้ตามที่ไปอ้างความจําเป็นเร่งด่วนในการตรา กฎหมายนี้ สุดท้ายท่านทําผิดกฎหมายเสียเอง และถ้าเดินหน้าต่อก็จะทั้งผิดกฎหมาย ในเรื่องนี้ และกระผมมั่นใจด้วยว่าจะเปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยเหตุผลที่กระผมได้กราบเรียนมา นี่ตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องเดียวครับ ที่ผมชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมตั้งแต่อ้างความเดือดร้อนของประชาชน พูดเท็จต่อศาล สุดท้ายทําผิดกฎหมาย สุดท้ายเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นจากเรื่องน้ํา นี่กรณีที่ผมชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างไร

ข้อที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนว่าเอานโยบายออกแบบนโยบายมาเอื้อต่อ การทุจริต นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องที่ ๒ ที่เกิดขึ้นคือการโกงในการจํานําข้าวเป็นโครงการ