สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

รัชดา ธนาดิเรก อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีสํานึกรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน และชอบชิ่งสภา หนีการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังโต้แย้งคำพูดของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับประเทศไทยที่สูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ และกล่าวหาว่านโยบายของนายกรัฐมนตรีทำให้ประเทศเสียหาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยเหตุผลดังจะกล่าว ต่อไปนี้ ท่านประธานคะ ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นก็คือผู้นําสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และส่งเสริม เกียรติภูมิของชาติ ผู้ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นบุคคลที่มีความเพียบพร้อม ไปด้วยความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ พร้อมที่จะทุ่มเทกําลังกายและกําลังใจ เพื่อรับใช้ประชาชน อีกทั้งจะต้องเป็นบุคคลที่ดํารงตนอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต มีจริยธรรม คุณธรรม เคารพกฎหมาย ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตนหรือผลประโยชน์ของ ครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของชาติ แต่ตลอดระยะเวลา ๒ ปีของการบริหารราชการ ของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นสิ่งที่ประจักษ์และสิ่งที่ประชาชนต้องทนทุกข์ ต้องรู้สึกขมขื่น ก็คือการมีนายกรัฐมนตรีซึ่งไร้ซึ่งสํานึกความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน เรามี นายกรัฐมนตรีที่ไร้ซึ่งความรู้ความสามารถในการบริหารราชการ อีกทั้งยังชอบพูดอย่างทําอย่าง ชอบอ้างประชาธิปไตยแต่ไม่ใส่ใจประชาชน เห็นประโยชน์ส่วนตนสําคัญกว่าประโยชน์ ของบ้านเมือง ในประเด็นแรกในเรื่องของการไร้สํานึกรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีชอบพูดอยู่เสมอ ๆ ว่าเคารพประชาธิปไตย มีอะไร ให้ไปคุยกันในสภา แต่ในความจริงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยปฏิบัติอย่างที่ท่านได้พูดไว้เลย ท่านปฏิเสธความรับผิดชอบที่จะมาร่วมประชุมสภาแห่งนี้ในวาระสําคัญ ๆ ท่านชิ่งสภา หนีการตรวจสอบ คนที่เคารพระบอบประชาธิปไตยเขาไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้หรอกค่ะ กลไกสําคัญของฝ่ายนิติบัญญัติเรามีการถามกระทู้ถามสดเพื่อเป็นเวทีให้ผู้แทนของปวงชน ชาวไทยได้นําเสนอปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชนสู่ท่านนายกรัฐมนตรี และเป็นเวทีให้ ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบว่าจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาของประชาชน ในช่วงเวลานั้น ๆ อย่างไร สภาแห่งนี้มีการถามกระทู้ถามสดไปยังท่านนายกรัฐมนตรีตลอด ระยะเวลา ๒ ปีกว่า ๆ รวมแล้ว ๑๒๕ กระทู้ เป็นกระทู้ที่ถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานทราบไหมคะว่านายกรัฐมนตรีที่บอกว่ามีอะไรให้ไปคุยกันในสภา นายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าเคารพประชาธิปไตย ท่านมาตอบกระทู้สดกี่ครั้ง จาก ๑๒๕ กระทู้สดที่ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบ ๒ กระทู้ค่ะ ซึ่งคิดเป็น ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นนักเรียนมีเวลาเรียนเพียงแค่ ๙๘ เปอร์เซ็นต์เขาไล่ออกแล้วค่ะ แต่นี่เป็นนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้สดเพียงแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ เขาเรียกว่าไม่มีสํานึกรับผิดชอบต่อสภา และต่อประชาชน ทําผิดซ้ําแล้วซ้ําเล่า ๒ ปี มาตอบ ๒ กระทู้ ทําผิดไม่รับผิดชอบโดยไม่มีความละอาย เพราะถ้าคนเขามีความละอายเขาไม่ทําผิดซ้ําแล้วซ้ําเล่าหรอกค่ะ หรือท่านนายกรัฐมนตรี จะบอกว่า แม้ว่าตัวท่านจะไม่ได้มาตอบกระทู้เองก็ได้มอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาตอบ กระทู้แล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีได้ติดตามหรือเปล่าคะว่าสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ได้ตอบผู้แทนของปวงชนชาวไทย แล้วผลลัพธ์มันเกิดอะไรขึ้น ๑๒๕ กระทู้ที่มีการถามไปนั้น มันเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน แล้ววันนี้เป็นอย่างไรคะ ของแพง เหมือนเดิม แก้หรือยังคะ ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามกระทู้สด กี่ครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีเคยแก้ไหมคะ ลงไปจังหวัดชายแดนภาคใต้กี่ครั้งคะ ไม่ ๒ ก็ ๓ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศนะคะ ปัญหาทุจริตโครงการรับจํานําข้าวพูดกี่ครั้ง ว่ามันมีการโกง มันมีการเวียนเทียน มันเป็นภาระทางการคลังของประเทศ ท่านก็ไม่สนใจ แล้ววันนี้เป็นอย่างไรคะ ธ.ก.ส. ไม่มีสตางค์จะจ่ายเงินรับจํานําข้าวลอท (Lot) ปี ๒๕๕๖ กับปี ๒๕๕๗ ต้องไปกู้ออกพันธบัตรและกู้จากธนาคารพาณิชย์ร่วม ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็แสดงว่าโครงการรับจํานําข้าวนี้ล้มเหลว ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาค้ามนุษย์ เรื่องมากมายต่าง ๆ ที่ถามในสภาแห่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาตอบเอง และไม่ใส่ใจ ที่จะติดตามผล หรือติดตามแล้วไม่มีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาคะ เพราะสิ่งเหล่านี้ ยังคงเป็นปัญหาในประเทศไทยของเรา ซ้ําร้ายนอกจากจะชอบชิ่งสภา หนีการตรวจสอบ ยังชอบหาเรื่องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเป็นเหตุให้ไม่ต้องอยู่สภา ท่านประธานคะ ดิฉันเข้าใจดีว่าผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมีความจําเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปร่วมประชุมในเวทีนานาชาติ หรือไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ไปเปิดตลาดการค้า ไปเปิดตลาดการลงทุน แต่มันต้องเลือก ภายใต้สถานการณ์ที่บ้านเมือง มีการขาดดุลการค้าถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้ครัวเรือนสูงที่สุดถึง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เวลานี้ โครงการรับจํานําข้าวมีปัญหา ปัญหาน้ําแล้ง ปัญหาน้ําท่วม ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าท่านเลือกที่จะไปต่างประเทศก็เท่ากับว่าท่านเสียโอกาสที่จะดูแลพี่น้องประชาชน และท่านกําลังใช้ภาษีของประชาชนอยู่ ดังนั้นการตัดสินใจที่จะเดินทางไปประเทศไหน เพื่อภารกิจอะไรมันต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านบอกว่าต้องไปทําการค้า ไปเปิดตลาดใหม่ ท่านประธานคะ ปีนี้เป็นปีที่ประเทศไทยขาดดุลเยอะที่สุดนะคะ ตัวเลขเมื่อเดือนสิงหาคม ก็ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปค้าขายอย่างไรคะ ไปประเทศญี่ปุ่น ๓ ครั้ง สินค้าไทยส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นลดลง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านับจาก ๒ ปีที่แล้ว ไปค้าขายอย่างไรคะ บอกยิ่งไปประเทศยิ่งมีเงินลงทุนเข้ามา ปีนี้จีดีพี (GDP) ก็อาจจะโตไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําไป ท่านบอกว่าท่านไปเมืองนอก ไปแล้วนักลงทุนเอาเงินมาให้ประเทศไทย ท่านประธานคะ ให้เหตุผลแบบนี้แสดงว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจระหว่างประเทศนะคะ คนต่างชาติที่เขา จะมาลงทุนในประเทศไทยนั้น เขาต้องศึกษาวิเคราะห์ความพร้อม ความเหมาะสม ของฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้ว มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่เขาพอได้ยลโฉม ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ตัดสินใจจะมาขอสิทธิพิเศษทางการลงทุนจากบีโอไอ (BOI) ทันที มันเป็นเรื่องสืบเนื่องที่เขาสนใจประเทศไทย แล้ว ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่มาลงทุน ในประเทศไทยมันก็คือมาจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศหลัก ๆ ก็คือ ฮ่องกง มาเลเซีย จีน ก็เป็นประเทศหลัก ๆ เดิม ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นตรรกะที่บอกว่ายิ่งไปมากยิ่งค้าขายได้มาก ก็ไม่ใช่ เพราะเราขาดดุลมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จีดีพีก็ไม่ได้เติบโตขึ้น ถามว่า ท่านไปทําไมคะ ๔๓ ประเทศ ๕๓ เที่ยวของการเดินทาง ทําไมมันต้องมากมายขนาดนี้ ๔๓ ประเทศ ๕๓ เที่ยวของการเดินทางใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้ว ๓๗๐ ล้านบาท นี่เป็นตัวเลขที่ได้มาจากการประชุมของกรรมาธิการเรื่องของงบประมาณในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ถ้าท่านอยู่ในประเทศไทยมากกว่านี้ท่านจะได้มีเวลาดูแลพี่น้องประชาชน แต่ถ้าท่านเลือก ที่จะเดินทางต่างประเทศ ก็ต้องตอบพี่น้องคนไทยให้ได้ว่าไปแล้วประเทศได้อะไร ท่านอาจจะ บอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่บอกว่าไปเปิดตลาดการค้าใหม่ อาจจะไปเปิดตลาดใหม่เพื่อขายสินค้า ที่เราส่งออกเป็นหลัก หรือนําเสนอสินค้าใหม่ หรือหาตลาดใหม่ในการค้าขายสินค้าไทย ถ้าไปเพื่อยุทธศาสตร์การค้าจริง ท่านต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความฉลาดในการเลือกประเทศ ที่จะไปกว่านี้ค่ะ แต่ที่ประเทศต่าง ๆ ที่ท่านเลือกนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีความรู้ในเรื่องธุรกิจ เรื่องเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ เลย บอกจะไปค้าขาย ท่านไปไหนคะ ท่านไปมัลดีฟส์ค่ะ มัลดีฟส์เป็นเกาะเล็ก ๆ ซึ่งมีจีดีพีเท่ากับจังหวัดภูเก็ต มีประชากรเพียงแค่ ๔๐๐,๐๐๐ คน ท่านจะไปขายอะไรกับเขาคะ สินค้าออกของเขาคือปลาทูน่า แต่ในขณะที่ ประเทศไทยจังหวัดภูเก็ตกําลังจะผลักดันให้เป็นฮับ (Hub) ของการค้าขายปลาทูน่า ท่านบอกว่าไปส่งเสริมการลงทุน เอกชนเขาไปลงทุนอยู่แล้ว เขาไปสร้างรีสอร์ทในมัลดีฟส์ อยู่แล้ว ประชากร ๔๐๐,๐๐๐ คน มีนักท่องเที่ยวมาไทยปีละ ๘,๐๐๐ คน ท่านเอาเวลานี้ ไปเยี่ยมเยือนประเทศที่มีศักยภาพ มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า ดิฉันจะไม่ว่าสักคํา ไปมัลดีฟส์ ให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีไปก็เพียงพอแล้ว เรามีผู้แทนการค้าไทย มีข้าราชการไทยที่ทําหน้าที่ ในเรื่องส่งเสริมการค้าการลงทุนอยู่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้อง ทิ้งประเทศ ไม่ต้องชิ่งสภาลงทุนขนาดนี้หรอกค่ะ ไปคนเดียวยังไม่พอ ไปเกาะเล็ก ๆ ที่มีประชากร ๔๐๐,๐๐๐ คน ท่านขนไปกี่คนท่านประธานทราบไหมคะ นอกจาก ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านก็ไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ไป ไปทําไมคะ เงินไม่มีที่จะใช้หรือคะ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนนี้เอง ดิฉัน จะไม่ว่าสักคํา ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะไปว่ายน้ํา ไปดําน้ํา ลาพักร้อนแล้วไปอยู่เลยค่ะ แต่นี่ท่านอ้างว่าจะไปราชการ ไปเปิดตลาด ไปหาช่องทางการลงทุน มิหนําซ้ําถ้าถามว่า ไปแล้วได้อะไรเป็นรูปธรรมบ้าง ท่านตอบว่าไปเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลง หรือที่เรียกว่าเอ็มโอยู (MOU) เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ ๓ ฉบับ เป็นของเอกชน ๔ ฉบับ ถ้าเรื่องแค่นี้ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เพียงพอแล้ว ท่านบอกว่า อยากจะไปเปิดตลาดการค้า แอฟริกาเป็นทวีปยุทธศาสตร์ เพราะว่ามีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ มีศักยภาพ ประชากรมีศักยภาพในการซื้อสินค้าจากประเทศไทย ดิฉันเห็นด้วยค่ะ ถ้าจะไปเปิดตลาดที่แอฟริกา ทําไมท่านไม่ไปประเทศเซาท์ แอฟริกาละคะ ที่มีจีดีพี (GDP) ถึง ๕๓๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ มีประชากร ๔๙ ล้านคน ทําไมไม่ไปประเทศไนจีเรียละคะ ที่มีจีดีพีใหญ่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประชากร ๑๕๕ ล้านคน เป็น ๒ ประเทศ ที่มีศักยภาพที่สุดในทวีปแอฟริกา แต่ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกอยากไป เปิดตลาด อยากไปลงทุน ประเทศใหญ่ ๆ มีศักยภาพไม่ไป แต่เลือกไปยูกันดาที่มีจีดีพีเพียงแค่ ๔๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประชากร ๓๕ ล้านคน ไปประเทศแทนซาเนีย ประเทศโมซัมบิก ๓ ประเทศนี้เอาจีดีพีมารวมกันยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของประเทศไนจีเรียเลยค่ะ นี่หรือคะบอกว่า อยากจะไปเปิดตลาด คนฉลาดเขาไม่เลือกทริป (Trip) แบบนี้หรอกค่ะ และในขณะที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนยูกันดา แทนซาเนีย โมซัมบิก ก็มีเหตุการณ์น้ํามันรั่วที่จังหวัด ระยองที่อ่าวพร้าว อาจจะไม่ใหญ่เท่ากับเหตุการณ์น้ํามันรั่วในประเทศอื่น ๆ แต่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ ที่มีน้ํามันรั่วใหญ่ที่สุด มากที่สุดในประเทศไทย พี่น้องประชาชนในจังหวัดระยองนั้นได้รับ ความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว การประมง ทุกคนเรียกร้องอยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีมาดูแล มาดูสถานที่จริง แต่ตั้งแต่น้ํามันรั่วจนถึงในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม จนถึงวันนี้ ท่านยังไม่ได้ไปอ่าวพร้าว ไม่ได้ไปดูสถานที่ ไม่ได้ไประยอง เพื่อใส่ใจไปตรวจสอบ ว่าการดําเนินการแก้ไขปัญหาน้ํามันรั่วนั้นเป็นอย่างไร ท่านยังไม่ได้ไปเลย นั่นตั้งแต่เดือน กรกฎาคมนะคะ แต่ท่านไม่ไปจังหวัดระยอง ไม่ไปดูว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร ท่านเลือกที่จะไปประเทศปากีสถาน ไปประเทศทาจิกิสถาน ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปประเทศอิตาลี ไปนครรัฐวาติกัน และต่อ ด้วยประเทศมอนเตเนโกร ทําไมคะ ๕ ประเทศท่านเดินทางได้ ท่านบินไปได้ แต่ไปจังหวัดระยอง ไปหาพี่น้องประชาชนคนไทยเหมือนกันท่านทําไม่ได้ นี่หรือคะคนที่บอกว่ารักประชาชน เคารพระบอบประชาธิปไตย นี่มันเข้าข่ายพวกประเภทพูดอย่างทําอย่าง แอบอ้าง ประชาธิปไตย ไม่มีความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน ถ้าท่านไปประเทศทาจิกิสถาน เพราะบอกว่าอยากจะไปเปิดตลาดที่กลุ่มอนุภูมิภาคเอเชียกลาง ไปทําไมล่ะคะประเทศทาจิกิสถาน มันเป็นประเทศที่น่าสนใจน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศที่แยกมาจากสหภาพโซเวียต ประเทศ ทาจิกิสถานนั้นเป็นประเทศที่มีจีดีพี เพียงแค่ ๑๗,๐๐๐ ล้าน มีประชากรเพียงแค่ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน คนฉลาด คนที่เขามีความรู้เรื่องเศรษฐกิจประเทศอื่น ถ้าเขาจะไปเปิด ตลาดเขาไม่ไปประเทศเล็ก ๆ ขนาดนี้เป็นประเทศแรกหรอกค่ะ ทําไมท่านไม่ไปประเทศ คาซัคสถานละคะ ก็เลยประเทศทาจิกิสถานไปอีกนิดเดียว ซึ่งเป็นประเทศที่มีจีดีพีใหญ่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนะคะ แต่ถ้าจะให้ดีทําไมท่านไม่ไปประเทศอุซเบกิสถาน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มประเทศซีไอเอส (CIS) หรือกลุ่มประเทศที่แยก มาจากสหภาพโซเวียต ท่านก็ไม่ไป มีประเทศเติร์กเมนิสถาน มีประเทศอื่นที่น่าสนใจกว่า ประเทศทาจิกิสถาน ก็อย่างที่บอกละค่ะ ถ้าท่านมีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อนบ้านหรือประเทศอื่น ๆ ในโลกแห่งนี้ท่านคงไม่เลือกทริป การเดินทางที่ไม่สามารถ ตอบได้ว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากการเดินทางเหล่านั้นอย่างเป็นรูปธรรม ท่านเลือกไป ประเทศมอนเตเนโกร หลังจากที่ท่านช้อปปิ้ง (Shopping) เสร็จแล้วที่ประเทศอิตาลี ท่านประธานคะ ถ้าท่านจะไปร่วมประชุมในเวทีนานาชาติ มีภารกิจที่ประเทศใดดิฉันไม่ติดใจ แต่ถ้าภารกิจนั้นเสร็จแล้วมันเป็นหน้าที่และเป็นสํานึกความรับผิดชอบว่าต้องบินกลับ ประเทศ ไม่ใช่ยกเลิกการประชุมแล้วไปซื้อของ ท่านประธานคะ การเดินทางไปประเทศ มอนเตเนโกร ดิฉันก็ต้องตั้งคําถามว่าไปแล้วคนไทยได้อะไร ประเทศมอนเตเนโกรก็เป็น อีกประเทศหนึ่งที่แยกมาจากยูโกสลาเวีย แต่ถามว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ไหม ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะถึงต้องหอบกันบินไป จ้างเครื่องบินส่วนตัวเหมาลําไปหมดเงินภาษีของประชาชน อีกหลายล้านบาท ไปทําไมคะประเทศมอนเตเนโกร จีดีพีแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ประชากร ๖๐๐,๐๐๐ คน ทั้งรองนายกรัฐมนตรี ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขนกันไป แล้วไหนจะเจ้าหน้าที่ที่ต้องติดตาม มันถึงผลาญงบประมาณไปตั้ง ๓๗๐ ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้นค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีอย่ามาบอกนะคะ ว่าใช้งบเพียงแค่ ๖๐ ล้านบาทที่บอกกับประชาชน เพราะแต่ละทริปของการเดินทาง ตัวท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก ๕-๖ คนหรืออาจจะ ๑๐ คน รวมถึงข้าราชการ ที่ติดตาม มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่มันจะเป็นเพียงแค่ ๖๐ ล้านบาท เพราะความจริงมันคือ ๓๗๐ ล้านบาทและบวกอื่น ๆ เข้าไปอีก ท่านขนกันไปประเทศมอนเตเนโกร บอกว่า ไปส่งเสริมการลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเทศที่มีประชากรเพียงแค่ ๖๐๐,๐๐๐ คน และมีรายได้เฉลี่ยถือว่าต่ํามากในภูมิภาคยุโรป เขาจะมีศักยภาพอะไรที่มาท่องเที่ยว ประเทศไทย ในขณะที่ท่านกําลังเดินทางไปประเทศมอนเตเนโกร คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้ ยกเว้นวีซ่า (Visa) ให้กับนักการทูตและข้าราชการของประเทศมอนเตเนโกรที่จะเดินทาง เข้าประเทศไทย ยกเว้นวีซ่าให้กับข้าราชการประเทศมอนเตเนโกร แล้วข้าราชการไทย ก็เดินทางไปประเทศมอนเตเนโกรได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า มันเป็นประโยชน์กับประเทศของเรา ตรงไหนคะ ท่านยอมที่จะบินผลาญเงินภาษีของประชาชน ขนรัฐมนตรี ขนข้าราชการไปทํา อะไรก็ไม่รู้ที่ประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพื่ออะไรละคะ เพื่อที่จะไปเอาใจประเทศเขาใช่ไหมคะ เพราะพี่ชายของท่านนายกรัฐมนตรีอาศัยแผ่นดินเขาอยู่ อาศัยหนังสือเดินทางของประเทศ มอนเตเนโกร ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันได้กล่าวไปนั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม ของความไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน ชิ่งสภา หนีการตรวจสอบ ไร้ความรู้ ความสามารถในเรื่องของการค้าขายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่มันมีเรื่องที่ดิฉัน ไม่สามารถไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอีกหลายประเด็นค่ะ

ประเด็นหนึ่งคือการที่ท่านไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ประเทศมองโกเลีย ดิฉัน ขออนุญาตเปิดคลิปนะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานคะ นั่นคือส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปกล่าวในเวทีประชาคมประชาธิปไตย ที่ประเทศมองโกเลีย ท่านบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่ชายของท่าน ท่านบอกว่า การเลือกตั้งถึง ๒ ครั้ง ๒ หน ด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงไปในปี ๒๐๐๖ ก็คือปี ๒๕๔๙ ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ ๑๐ ปี กว่าที่จะได้ เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา ท่านประธานคะ ปี ๒๕๔๙ หรือ ปี ๒๐๐๖ นั้นเป็นปี ที่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร แล้วท่านนายกรัฐมนตรีไปบอกว่าเสมือนรถไฟตกราง ตกราง ตรงไหนคะ มันมีการทํารัฐประหารเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ แต่หลังจากนั้น ๑ ปี ปี ๒๕๕๐ ปลายปีก็มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็มีรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร แล้วก็มีรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา มันก็มีประชาธิปไตยเกิดขึ้น มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น พรรคของท่าน ก็ลงแข่งเลือกตั้ง แล้วท่านพูดมาได้อย่างไรคะว่าคนไทยใช้เวลาเกือบ ๑๐ ปี กว่าจะได้ ประชาธิปไตยคืนมา ท่านบอกว่าประเทศไทยเสมือนรถไฟตกราง ในปี ๒๕๕๐ ที่อยู่ในช่วง ของรัฐบาลคณะรัฐประหารเกินดุลการค้า ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วงนั้นรถไฟตกรางแต่ทําไม ได้เกินดุลเศรษฐกิจละคะ ในขณะที่เวลานี้ที่ท่านบอกว่าเป็นรัฐบาลที่ส่งเสริมประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่ของสังคม ๑๕ ล้านเสียงเลือกท่านมา แต่ทําไม ขาดดุลการค้า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทละคะ มันไม่เป็นความจริงเลยที่บอกว่าประเทศไทย สูญเสียประชาธิปไตยไป ๑๐ ปี ประเทศไทยตกราง ท่านก็ไปพูดความจริงไม่หมด ไปพูดความเท็จในเวทีนานาชาติ ขอคลิปที่ ๒ ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานคะ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ท่านที่ท่านไปพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว พูดเอาดีเข้าตัว เอาความเสียหายเอาความเสื่อมเสียเข้าประเทศ ท่านบอกว่าครอบครัวดิฉันต้องเจ็บปวด แต่ฝ่ายเดียว ท่านเจ็บปวดอะไรคะ ท่านใช้คําว่าซัฟเฟอริง (Suffering) ก็เห็นพี่ชายท่าน บินไปบินมาอย่างมีความสุข สไกป์มาในการประชุมพรรคของท่านด้วยซ้ํา เจ็บปวดที่ไหนล่ะ ท่านบอกว่าประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ ท่านประธานคะ ในปีที่มีการกระทํารัฐประหารและปีหลังจากนั้น และในช่วงเวลาที่มีรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ขึ้นมา ท่านบอกว่าประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือ แต่ท่านทราบไหมคะว่าศักยภาพในการแข่งขันที่ประเมินโดยสถาบันไอเอ็มดี (IMD) ประเมินว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันอยู่ในอันดับที่ ๒๖ ในปี ๒๕๕๒ และในปี ๒๕๕๓ ก็อยู่ในอันดับที่ ๒๖ แต่ปี ๒๕๕๕ ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยหล่นมาอยู่ที่ ๓๐ เราสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวที นานาชาติตรงไหนคะ เราได้ดุลการค้ามากกว่าเวลานี้ด้วยซ้ํา ท่านเอาอะไรมาพูด ที่บอกว่า หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทําลาย ไม่มีใครทําลายอะไรหรอกค่ะ หลังจาก ที่มีการกระทํารัฐประหารก็มีการเลือกตั้ง คดีต่าง ๆ ก็นําสู่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา นักการเมือง ท่านพูดแบบนี้แสดงว่าท่านไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมไทยใช่ไหมคะ เหมือนที่ท่านและพรรคพวกของท่านปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมไทย ณ เวลานี้อยู่ หลักนิติธรรมและกระบวนการถูกทําลาย ตรงไหนคะ ทําไมท่านไม่พูดให้หมด ท่านบอกว่า โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิก ทําไมท่านไม่พูด ให้หมดว่าโครงการที่ถูกยกเลิกคือนโยบายฆ่าตัดตอนที่มีประชาชนเสียชีวิต ๒,๕๐๐ ศพ นโยบายโจรกระจอกที่ฆ่าพี่น้องประชาชนที่กรือเซะและตากใบ หวยบนดินที่ทุจริตคอร์รัปชัน ทําไมไม่พูด โครงการทุจริตบ้านเอื้ออาทรที่ถูกยกเลิกทําไมไม่พูดให้หมดละคะ คนเป็น นายกรัฐมนตรีพูดจาให้ประเทศเสียหายแบบนี้ มันไม่ใช่ว่าคนไม่รักชาติหรอกค่ะ มันต้อง ใช้คําที่รุนแรงกว่านั้น เกียรติภูมิของชาติท่านไม่ปกป้อง พูดจาเอาดีเข้าตัวเพื่อให้พี่ชาย ของท่านดูดี น่าสงสาร เพื่อนําไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมใช่ไหมคะ เรียกร้องให้ นานาชาติเขาเห็นใจและคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันในยุครัฐบาลพี่ชาย ของท่านนั้น มันเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มันไม่ดี ท่านดูถูกประเทศ มากเกินไปหรือเปล่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีทําไมถึงมีสํานึกรักชาติเพียงแค่นี้คะ ท่านทําลาย ศักดิ์ศรีของประเทศ ในขณะเดียวกันเกียรติภูมิของประเทศชาติท่านไม่ส่งเสริม กรณีการเสนอตัวให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป (World Expo) ปี ๒๐๒๐ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วเสนออยากให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เป็นเจ้าภาพ พอมายุครัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเดือนกุมภาพันธ์ท่านประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ มีมติ คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งานในการรณรงค์หาเสียง แต่นับตั้งแต่ วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติและให้ต้องมีคณะกรรมการรณรงค์ หาเสียงเพื่อที่จะไปล็อบบี้ (Lobby) กับประเทศอื่นให้เขาสนับสนุนประเทศไทย ความจริง ปรากฏมาว่าไม่ได้มีการดําเนินการอะไรใด ๆ เลย นี่หรือคะวาระแห่งชาติ นี่หรือคะมติ ครม. สั่งขี้มูกยังได้ขี้มูก แต่เป็นมติ ครม. สั่งแล้วไม่ได้อะไรเลย แล้วนี่มันเป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ถ้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ประโยชน์ที่จะ เกิดขึ้นก็คือเราจะได้กําไรจากการจัดงานครั้งนี้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ๓๐๐,๐๐๐ อัตรา จีดีพีจะโตขึ้นอีก ๑.๓๖ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นผลการศึกษาอย่างรอบคอบ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบเป็นอย่างดี เรายังมีเวลา ที่จะเตรียมความพร้อมให้กับประเทศเมื่อถึงปี ๒๐๒๐ แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือท่านไม่ทําอะไรเลย จนในเดือนเมษายนคณะกรรมการจัดงานเขาส่งหนังสือมาถามว่าประเทศไทยจะเอาอย่างไร เราอยากที่จะเสนอตัวเข้าสู่การตัดสินในรอบสุดท้ายที่มี ๕ ประเทศหรือไม่ คู่แข่งของเราก็คือ ประเทศรัสเซีย ประเทศตุรกี ประเทศบราซิล แล้วก็ประเทศดูไบ ปรากฏว่าประเทศไทย ไม่ส่งตัวเอง ไม่เสนอตัวเองเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการในรอบสุดท้าย เหตุผลที่ เราตกรอบ ไม่เข้าสู่รอบ ๕ คนสุดท้ายก็เป็นเพราะว่าเราส่งเอกสารไม่สมบูรณ์ ท่านประธานคะ นี่คือเรื่องของวาระแห่งชาติ ส่งเอกสารไม่สมบูรณ์มันเป็นไปได้อย่างไรคะ ท่านนายกรัฐมนตรี เดินทางไปตั้ง ๔๐ กว่าประเทศ ทําไมไม่ใช้โอกาสนั้นหาเสียงให้กับประเทศไทย มันคิดเป็นอื่น ไม่ได้หรอกค่ะเพราะว่ามันก็ชัดอยู่แล้ว ท่านไม่อยากให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัด งานครั้งนี้ เพราะเราอยากให้ดูไบเป็นเจ้าภาพมากกว่าใช่ไหมละคะ ในเมื่อมันก็มีแต่สิ่งดี ๆ ประเทศไทยก็มีความพร้อม แต่ท่านตั้งใจทําให้แพ้ตั้งแต่ต้น แล้วก็ อ้างว่าเป็นมติ ครม. แล้ว ถ้าท่านหวังดีกับประเทศไทยจริง ท่านนายกรัฐมนตรีคะ ท่านให้เป็น วาระแห่งชาติ ให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งานหลัก แต่สุดท้ายเราส่งเอกสารไปให้ คณะกรรมการจัดงานไม่ครบ ท่านต้องเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดูแลเรื่องนี้มาจัดการ เรื่องของชาติบ้านเมืองส่งเอกสารไปไม่ครบ แล้วเรื่องที่มันสําคัญกว่านี้จะไปทําได้หรือคะ ท่านประธานคะ อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วว่าศักดิ์ศรีไม่ปกป้อง ไม่ส่งเสริมประเทศ หากประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โปในปี ๒๐๒๐ จะเป็นประเทศแรก ในภูมิภาคอาเซียน ธีม (Theme) ที่จะจัดงานจะเป็นเกี่ยวข้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็หมายความว่าผู้ที่เดินทางมาร่วมงานเอ็กซ์โปหลายสิบล้านคนจะมีโอกาสได้เรียนรู้ หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธโอกาสนี้ไป เพราะอยากให้ดูไบเป็นเจ้าภาพ อีกประเด็นหนึ่งค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องของการเพิกเฉย ต่อการที่จะกํากับดูแลพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านประธานคะ มันเป็นประเด็นที่ ดิฉันได้เคยอภิปรายไปแล้วในปีที่แล้ว ในเรื่องของการคืนพาสปอร์ต (Passport) ให้กับ นักโทษชาย วันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทําหนังสือไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ทบทวน พฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใช้อํานาจในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงแล้วอนุมัติให้กระทรวง การต่างประเทศคืนพาสปอร์ตให้กับนักโทษชาย ให้กับบุคคลที่ต้องหมายศาลหลายคดี และเป็นบุคคลที่มีรายชื่อห้ามเดินทางออกนอกประเทศ คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้กระทรวง การต่างประเทศเขามีข้อบังคับว่าไม่ให้ให้พาสปอร์ตค่ะ ผู้ตรวจการแผ่นดินทําหนังสือมาถึง เจ้ากระทรวงการต่างประเทศแล้วให้ทบทวน เพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่เจ้ากระทรวงก็ยืนยันไปว่ามันทําได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ทําหนังสือกลับมายัง ท่านนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนเรื่องนี้เพราะเห็นว่ามันขัดด้วยระเบียบของกระทรวง การต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง เป็นการใช้อํานาจโดยมิชอบ คนเป็นนักโทษ คนที่ต้องหมายศาล คนที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อของผู้ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ เอาดุลยพินิจอะไร ไปคืนหนังสือเดินทางให้เขา มันผิดกฎหมายชัด ๆ มันใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็เฉยเมย เพราะอะไรละคะ ถ้าเป็นนาย ก นาย ข เป็นนักโทษหนีคุก แบบนี้ ต้องหมายศาลแบบนี้ดิฉันเชื่อว่าท่านก็คงเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาลงโทษแล้วละ แต่นี่เป็นพี่ชายของท่านใช่ไหมละคะ ท่านถึงสนับสนุนและไม่ดําเนินการใด ๆ กับ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใช้อํานาจไม่เหมาะสม