อลงกรณ์ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ชี้บริหารบกพร่อง-ทุจริตโครงการจำนำข้าว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยกล่าวหาว่าบริหารราชการแผ่นดินบกพร่องล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพและทุจริต ต่อมา อลงกรณ์ พลบุตร อภิปรายความล้มเหลวและปัญหาการทุจริตในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล โดยชี้ว่านโยบายประชานิยมสุดโต่งทำให้ขาดทุนมหาศาล กระทบระบบการเงินและการเกษตร ส่งผลให้ไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าว 30 ปี และทำลายระบบข้าวทั้งระบบ พร้อมทั้งวิจารณ์นโยบายรับจำนำข้าวที่ล้มเหลว สร้างหนี้สาธารณะ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องออกมายืนยันความรับผิดชอบ

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รวมกับท่านผู้นําฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์จํานวน ๑๔๖ คน กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อ่านญัตติประกอบการอภิปรายเพื่อให้อยู่ในกรอบ ของการเสนอญัตติดังกล่าวโดยสังเขป การขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๘ เนื่องจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินบกพร่องล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไร้ภาวะผู้นํา ไร้สํานึก ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งต่อสภาและต่อประชาชน ลอยตัวหนีปัญหา เลือกปฏิบัติ พูดอย่าง ทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ ทั้งมีพฤติกรรมฉ้อฉลทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริตและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ความไร้ประสิทธิภาพและความบกพร่องล้มเหลวผิดพลาดของนโยบายและการบริหาร ราชการได้ทําประเทศเสียหายตกต่ําอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นําความทุกข์ยากเดือดร้อนมาสู่ คนไทยทั้งแผ่นดิน หากปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีแต่จะ พาประเทศไปสู่ความวิบัติ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่สมควรดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีต่อไป

กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้เรียนว่าจากผมเป็นต้นไปนั้น จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๓ ท่านที่จะอภิปรายความล้มเหลวและปัญหาการทุจริต ในโครงการจํานําข้าวของรัฐบาล เพราะได้พิสูจน์แล้วว่านโยบายประชานิยมสุดโต่งโครงการ จํานําข้าวกําลังนําความหายนะมาสู่ประเทศอย่างชัดเจน เป็นการบริหารที่ล้มเหลว ขาดทุน มหาศาล กระทบสถานะการเงินการคลังและสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งยังเต็มไปด้วย การทุจริตทุกขั้นตอน เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ มิหนําซ้ํายังเพิ่มต้นทุน ดอกเบี้ย ค่าเช่า ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง ค่ารถไถ รถเกี่ยว เพราะ โครงการถังแตกจ่ายเงินล่าช้า ประกอบกับชาวนาขายไม่ได้ราคา ๑๕,๐๐๐ บาทสําหรับ ข้าวเจ้า และ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียนตามสัญญาจนสร้างภาระและหนี้สินชาวนาเพิ่มพูน มากกว่าเดิม ตลอดจนเปิดช่องให้มีการจํานําข้าวต่างด้าวมาสวมสิทธิหลายแสนตันต่อปี ความผิดพลาดของนโยบายจํานําข้าวที่ตั้งราคาจํานําสูงกว่าราคาที่เหมาะสม ประกอบกับ รัฐบาลไร้ความสามารถในการขายระบายข้าว ทําให้ประเทศสูญเสียแชมป์พันธุ์ข้าวดีที่สุด ในโลกและเสียแชมป์ส่งออกข้าว ๓๐ ปี เมื่อระบายข้าวขายไม่ออก ข้าวก็ล้นสต็อก (Stock) กดราคาข้าวในประเทศและตลาดโลก ขณะนี้ข้าวเริ่มเสื่อมสภาพและสูญเสียมูลค่า รวมทั้งมีการปลอมปนจนกระทบภาพลักษณ์ข้าวไทยและการสูญเสียตลาดในระยะยาว นโยบายประชานิยมสุดโต่งจํานําข้าวกําลังทําลายระบบข้าวทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา รวมทั้งทําลายขีดความสามารถในการแข่งขันของชาวนาไทยและข้าวไทยร้ายแรง ที่สุด จนไม่อาจไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ท่านประธานที่เคารพ กระผมต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้กรุณามารับฟังการอภิปรายในนโยบายที่อื้อฉาวที่สุด เป็นนโยบายที่ขาดทุนที่สุด ไม่เคยมี รัฐบาลใดในอดีตที่ดําเนินโครงการเพียงโครงการเดียวนั้นจะทําให้ประเทศชาตินั้นขาดทุน มากที่สุดในขณะนี้ และยังเป็นโครงการที่ล้มเหลวที่สุด มีความผิดพลาดตั้งแต่วิธีคิดจนมาถึงการบริหาร และท้ายที่สุดทําให้เป็นโครงการที่ขาดทุน แล้วก็ทําลายระบบข้าวไทย แล้วยังเป็นโครงการ ที่มีการทุจริตครบวงจร รวมไปถึงการที่เป็นญัตติถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในทุกครั้งที่มี การอภิปรายตั้งแต่ปีที่แล้วจนปีนี้ กระผมจะอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น หัวหน้าคณะรัฐมนตรีและเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งผมคาดหวังว่า ในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีดูแลรับผิดชอบจะได้แสดงภาวะความเป็นผู้นําและมีวิสัยทัศน์ แต่เปล่าเลย ๒ ปีกว่า เข้าปีที่ ๓ ท่านยังไม่สามารถที่จะแสดงความเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะฟื้นฟูและรักษาไว้ซึ่งระบบข้าวไทย ความจริงโครงการนี้นั้นกล่าวโดยสรุปก็คือว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี ๒๕๕๔ เป็นต้นมา ๒ ปี ๔ ฤดูการผลิต คือฤดูการผลิต ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ มีการจํานําข้าวเปลือกทั้งสิ้น ๔๔ ล้านตัน ใช้เงินจํานวน ๖๘๘,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์สามารถระบายข้าวออกไปได้คิดเป็นตัวเงิน ๑๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งที่มีเป้าจะต้องระบายให้ได้อย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้เกิดการขาดทุนกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือขาดทุนมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินในโครงการนี้ และหาก รวมวงเงินที่คณะรัฐมนตรีและกรรมการข้าวแห่งชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในฤดูการผลิต ปี ๒๕๕๖/๒๕๕๗ จะต้องใช้เงินอีก ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วจะเป็น ยอดวงเงินใน ๓ ปีการผลิตนั้นสูงถึง ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ การดําเนินโครงการ ดังกล่าวนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยทั้งในและต่างประเทศ ประการแรกก็คือว่า ได้ทําลายระบบข้าวของไทยทั้งระบบ ความจริงแล้วเราทุกคนมีความภูมิใจตลอดเวลาว่า ประเทศไทยนั้นเป็นแชมป์โลกข้าว ท่านนายกรัฐมนตรีเคยตอบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อปีที่แล้วในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ดูประหนึ่งว่าท่านไม่อินังขังขอบ บอกไม่สําคัญ หรอกที่จะเป็นแชมป์โลก ขอให้เราขายแล้วได้มูลค่ามากกว่า ความจริงน่าจะคิดว่า ถ้าเราสามารถที่จะส่งออกข้าวได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก แล้วก็ได้มูลค่าข้าว ได้ราคาข้าวที่ดี น่าจะเป็นวิธีคิดที่ถูกต้องมากกว่า แต่วันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าปัญหานี้มันลึกมากกว่าตัวเลข ที่เราเห็น มันไม่เพียงการขาดทุน โครงการ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเพียงแค่ ๒ ปี หรือ ๔ ฤดูการผลิต แต่มันทําให้รากฐานที่สําคัญในระยะยาวของประเทศซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่ได้คํานึงถึงมากนัก นั่นก็คือการเสียแชมป์โลกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดของโลก ความจริงที่ผมตั้งชาร์ทตรงนี้มาว่าแชมป์โลกข้าวเป็นเครื่องหมายคําถามนั้น เพราะต้องการ ที่จะเรียนท่านประธานว่าประเทศไทยนั้น เราเป็นแชมป์โลกของพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดตั้งแต่ ปี ๒๔๗๖ ๘๐ ปีที่ผ่านมาที่เรารักษาชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ศักยภาพของข้าวไทยและชาวนา ไทย เพราะหัวใจที่สําคัญที่สุดก็คือพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดในโลก ตั้งแต่ข้าวพันธุ์ปิ่นเกล้าที่เราได้ไป ชนะเลิศที่ประเทศแคนดาเมื่อ ๘๐ ปีที่แล้ว แต่เรากลับมาสูญเสียแชมป์โลกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุด ให้กับประเทศเมียนมาร์เมื่อปี ๒๕๕๔ และเสียแชมป์โลกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดให้กับประเทศ กัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ความจริงในแง่ของการที่เป็นแชมป์ส่งออกข้าวนั้นมันไม่ใช่ได้มาด้วยราคา หรือปริมาณของการผลิต แต่มันได้มาด้วยคุณภาพของข้าวไทย เรามีพันธุ์ข้าวหลากหลาย เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ไม่ว่าจะเป็นข้าว กข. ข้าวชัยนาท ข้าวสุพรรณ ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวพิษณุโลก ข้าวตาแห้ง ข้าวเจ๊กเชย ข้าวสังข์หยด ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวทําให้เราสามารถสนองตอบต่อลูกค้าในการที่สั่งซื้อ และนี่คือ ความพิเศษสุดของข้าวไทย เราจึงสามารถที่จะสร้างภาพลักษณ์ สร้างโพซิชั่น (Position) ของข้าวไทยอยู่ในระดับที่ทําให้ราคาข้าวของเราสูงกว่าข้าวของประเทศเวียดนามและ ประเทศอื่น ๆ แต่เราต้องมาสูญเสียแชมป์พันธุ์ข้าว เพราะภายใต้โครงการรับจํานําข้าวนั้น ได้สร้างพฤติกรรมใหม่และทําลายศักยภาพดั้งเดิมของชาวนาไทย ในอดีตที่ผ่านมานั้นชาวนา ที่ปลูกข้าวก็จะคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีสําหรับเป็นพันธุ์ในการที่จะปลูกในฤดูกาลต่อไป นั่นคือ สิ่งที่ได้สะท้อนให้เห็นว่าการดํารงคงไว้ซึ่งคุณภาพของพันธุ์ข้าวอยู่ในวิถีชีวิตของชาวนาไทย แล้วก็สามารถเชื่อมโยงจากต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ําไปสู่ตลาดโลก และรักษาแชมป์พันธุ์ข้าว ดีที่สุดในโลก ๘๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ แต่การที่แนวทางโครงการรับจํานําข้าวทุกเมล็ดที่เริ่มตั้งแต่ เดือนตุลาคมปี ๒๕๕๔ นั้นได้เปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องพูดถึงพันธุ์ข้าวที่ดี ทุกคนมุ่งแต่ที่จะผลิตข้าวอายุสั้น บางครั้งก็มีข้าวอายุต่ํากว่า ๑๐๐ วัน กระบวนการที่หละหลวม และสวมด้วยการทุจริตหวังผลประโยชน์ได้เกิดข้าวข้ามเขตปลอมปนจนน่าเสียดาย ความเป็นเอกลักษณ์และคุณภาพของข้าวไทยนั้น ต้องเรียนว่า ดอกเตอร์อนันต์ ดาโลดม ซึ่งท่านก็รู้จักดีนะครับ ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เป็นข้าราชการที่มี ความรู้ในเรื่องของข้าวดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ท่านได้กล่าวไว้ว่าเมื่อเอกลักษณ์ข้าวไทย ตกมาถึงยุครัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความโดดเด่นข้าวไทยที่สร้างสมมาได้หายลับ ไปกับตาที่เห็นได้ชัดเป็นที่รู้กัน ประเทศไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวให้ประเทศเวียดนามและประเทศอินเดีย ฉะนั้นไม่ต้อง แปลกใจทําไมประเทศไทยถึงเสียแชมป์ นอกจากพันธุ์ข้าว ปนกันมั่ว คุณภาพแย่ลงแล้ว ราคาตั้งไว้แพง ต่างชาติที่ไหนจะโง่มาซื้อของห่วยราคาแพง จะมีแต่พวกหลงตัวเองว่า ฉลาดคิดเข้าข้างตัวเองเท่านั้นถึงยังดันทุรังทําต่อทั้งที่ชาติกําลังจะพัง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็ต้องทราบว่านอกจากการสูญเสีย แชมป์พันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดของโลก และการที่มีนโยบายที่ไปเร่งรัดปริมาณมากกว่าคุณภาพ มันได้เปลี่ยนวิถีชีวิต ความเป็นอู่ข้าวอู่น้ํา เป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกเรากําลังเปลี่ยนจาก คุณภาพมาสู่ปริมาณ แล้วเรากําลังจะสูญเสียตลาดข้าวสําคัญ ๒ ตลาด ๑. ก็คือตลาด ข้าวหอมมะลิ ๒๐ ปีของการฟูมฟักพัฒนาข้าวหอมมะลิ จนเราสามารถที่จะสร้างมาตรฐาน ข้าวหอมมะลิ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็คงทราบดี ว่านั่นคือการสร้างมาตรฐานข้าวไทย ค่ามาตรฐานข้าวโลก เพราะเราเป็น แชมป์โลกส่งออกข้าว เราสามารถส่งออกข้าวได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของตลาดค้าข้าวทั้งหมด ใน ๓๐ ล้านตันที่มีการค้าข้าวนั้น ๑๐ ล้านตันมาจากประเทศไทย และข้าวไทยได้ชื่อว่า เป็นข้าวที่มีคุณภาพ ราคาเราจึงสูงกว่าข้าวจากเวียดนาม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีอย่าตอบ อีกนะครับ อย่างตอบแบบปีที่แล้วที่บอกว่าดูสิปริมาณส่งออกใกล้เคียงกัน แต่ว่ามูลค่าข้าว ของเรานั้นได้มากกว่า เพราะราคาข้าวเราสูงกว่าเขาครับ ราคาข้าวเราสูง ปริมาณเราส่งออก ได้น้อย ลดลง แต่มูลค่าของเราเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งก็ย่อมที่จะสูง เพราะว่าราคาข้าว ต่อตันของเราสูงกว่า อย่างน้อยข้าวไทย ข้าวเวียดนามนั้น โดยเฉลี่ยในอดีตนั้น ๕๐ เหรียญ ต่อตัน แต่ว่าแนวโน้มจากนี้ไปท่านคงต้องทํางานเหนื่อยถ้าหากว่ายังอยู่ในตําแหน่งต่อไปได้ นะครับ เพราะว่าอินเดียได้กลับมาคว้าตําแหน่งแชมป์โลกส่งออกข้าวแทนประเทศไทย เวียดนามดัมพ์ (Dump) ราคา ได้เปรียบทั้งอัตราค่าเงิน แล้วก็ในส่วนของต้นทุนการผลิต และผลผลิตต่อไร่ของเขาก็สูงกว่าเรา ๓๐๐ กว่าเหรียญเท่านั้นละครับ จึงจะเป็นปัญหาใหญ่ ต่อไป และจะยิ่งซ้ําเติมโครงการจํานําข้าวให้ขาดทุนมากขึ้น และจะมีปัญหาการระบายข้าว ซึ่งกระผมจะได้พูดต่อไป ข้าวหอมมะลิที่เราเพียรสร้างขึ้นมา ๒๐ ปีนั้น มันได้เกิดปัญหาจาก โครงการจํานําข้าวนี่ละครับ ข้าวเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมปทุมธานี ๑๖,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่ามีการนําข้าวข้ามเขตเข้าไปในภาคอีสาน ไม่รู้ว่าข้าวหอมมะลิหรือข้าวปทุมธานี ทางกายภาพแยกยากมาก ทําให้ข้าวหอมมะลิของเรานั้นกําลังจะสูญเสียตลาด คุณกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้กล่าวไว้ชัดเจนยืนยันเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ไทยกําลัง เสียตลาดข้าวหอมมะลิให้เวียดนาม ซึ่งประเทศที่เคยซื้อข้าวหอมมะลิจากไทย เช่น ฮ่องกง จีน ตอนนี้หันมาซื้อข้าวจากเวียดนามเพิ่มขึ้น นั่นคือสิ่งที่มาจากมืออาชีพครับ มาจาก ผู้ส่งออก มาจากผู้ที่อยู่กับตลาดมาตลอดชีวิต ยิ่งกว่านั้นเรากําลังจะสูญเสียตลาดข้าวนึ่ง ตลาดข้าวนึ่งนั้นพยายามสร้างตลาดเพื่อที่จะเอาชนะประเทศอินเดียในตลาดแอฟริกา และตะวันออกกลาง ๔๐ ปีของความเพียรพยายามดังกล่าว ก็มาพ่ายแพ้และเสียโอกาส เสียตลาดในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ข้าวนึ่งนั้นก็คือการเอาข้าวเปลือกมานึ่งก่อน ไปสี แล้วก็ทําให้เราได้ราคาที่ดีกว่าข้าวธรรมดาอยู่ตันละกว่า ๑,๐๐๐ บาท หรือโดยประมาณ คือ ๓๕ เหรียญ แล้วราคาที่เราได้ก็อยู่ประมาณ ๕๖๗ เหรียญต่อตัน ปี ๒๕๕๓ ก่อนที่จะมา ใช้โครงการจํานําข้าว ตอนนั้นใช้โครงการประกันรายได้เกษตรกร เราสามารถส่งออกข้าวนึ่ง ได้คิดเป็นประมาณ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ๓.๒ ล้านตัน นํารายได้มากว่า ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเมื่อเปลี่ยนมาสู่ระบบรัฐผูกขาดการค้าข้าว มาสู่ระบบที่รัฐจํานําข้าวในราคา ที่สูงกว่าท้องตลาดและต้นทุนสูงกว่าราคาตลาดโลก เกิดปัญหาในการหาข้าวเปลือกมาทํา เป็นข้าวนึ่งของผู้ส่งออกเอกชน ตรงนี้เองคือการที่ทําให้เราสูญเสียตลาดข้าวนึ่งและตลาดข้าว หอมมะลิ และยิ่งการไม่สามารถระบายข้าวได้ตามกําหนด การเสื่อมสภาพของข้าวก็เกิดขึ้น ผมได้เก็บข้อมูลแล้วก็พยายามได้พูดคุยเพื่อที่จะดูถึงสถานการณ์ล่าสุดและความรู้จาก ผู้ประกอบการ ปีแรกถ้าระบายออกไปไม่ได้ข้าวจะเสื่อมสภาพ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมูลค่า ที่สูญเสียลงไป ปีที่ ๒ จะสูญเสีย ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๓ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้น ก็เอาไปทําอาหารสัตว์ เรื่องของข้าวนั้นเป็นเรื่องซึ่งมันใหญ่โตเกินกว่าที่แนวคิดที่จะให้รัฐ มาทําการผูกขาดการค้าข้าว ความจริงบ้านใกล้เรือนเคียงนี้ครับ ประเทศเมียนมาร์นั้นก่อนที่ เขาจะเกิดเหตุการณ์ ๑๙๘๘ ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นแชมป์โลก ๙,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่หลังจากที่ใช้แนวคิดแบบที่รัฐบาลนี้กําลังทําอยู่ คือการที่รัฐเข้าไป ผูกขาดการค้าข้าว เชื่อไหมครับว่าเมื่อ ๔ ปีที่แล้วตอนที่ผมเดินทางไปเยือนประเทศเมียนมาร์นั้น ส่งออกไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตัน แต่หลังจากที่เขาเปิดประเทศเพียง ๒ ปีเท่านั้นเอง เขาสามารถส่งออกพลิกตัวเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน และ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน และจนเป็น ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ภายใน ๕ ปีนี้ จะกลับมาอยู่ในระดับหนึ่งถึงสามของโลก เพราะเขาได้ปรับไปสู่การเปิดการค้าข้าวเสรี แทนการที่รัฐผูกขาด ประเด็นดังกล่าวนั้นคือสิ่งที่อยากจะเรียนว่า โครงการจํานําข้าวนั้น จะทําลายระบบข้าวทั้งระบบและมันได้ปรากฏผลแล้วว่าเราได้สูญเสียในเรื่องของแชมป์โลก พันธุ์ข้าว สูญเสียตลาดของข้าวหอมมะลิแล้วก็ข้าวนึ่ง แล้วเรายังเสียแชมป์โลกในการ ส่งออกข้าว ๒ ปีแล้ว ปีนี้จากการคาดการณ์ของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าเราจะเสีย แชมป์เป็นปีที่ ๓ ติดต่อกัน การเสียแชมป์ปี ๒๕๕๔ นั้นอาจจะมีผลส่วนหนึ่งให้ความ เป็นธรรมกับรัฐบาลก็คือว่าเกิดภาวะมหาอุทกภัย แต่ปีถัดมาคือปีที่แล้ว ๒๕๕๕ เราส่งออก ได้เพียง ๖.๙ ล้านตัน เสียแชมป์ให้กับอินเดียและเวียดนาม หลุดจากตําแหน่งแชมป์โลก มาสู่อันดับ ๓ ถามบอกว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร ตัวเลขอย่างเป็นทางการของสมาคมผู้ส่งออก ข้าวไทยนั้นระบุชัดเจนว่าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคมของปีนี้ส่งออกได้ ๔.๑๔ ล้านตัน ปริมาณลดลง ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่า ก็ลดลงไปด้วยจาก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่าลดไป ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่าปีนี้อินเดียจะสามารถส่งออกได้ไม่น้อยกว่า ๑๑ ล้านตัน ก็หมายความว่าเราจะเสียแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ ๓ การเสียแชมป์โลกในการส่งออกข้าวก็ดี การเสียแชมป์พันธุ์ข้าวที่ดีนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมาจากความผิดพลาดของแนวคิด ของโครงการจํานําข้าวที่รับจํานําสูงกว่าราคาตลาด ๔๐-๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และเป็น การจํานําทุกเม็ด ตรงนี้เองที่ทําให้กลไกตลาดทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาคส่วนกลาง และต่างประเทศนั้นเสียหายทั้งระบบ ยิ่งกว่านั้นในการบริหารจัดการโครงการดังกล่าวนี้ ยังปรากฏว่าทําให้เกิดภาวะขาดทุนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่มีรัฐบาล มีนโยบาย มีโครงการในการบริหารประเทศ ๒ ปีกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๓ ปี ไม่ใช่ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะกลายเป็น ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าข้าวที่ระบายไม่ออก ข้าวที่เสื่อมสภาพ มันจะทําให้ภาวะการขาดทุนสูงกว่าข้าวที่เราจํานําปีที่ ๑ ปีที่ ๒ เพราะ ในปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ มีทั้งนาปี นาปรัง รวมแล้ว ๒๑,๖๔๐,๐๐๐ เกวียน และในปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ฤดูกาลผลิตนี้มีการรับจํานํา ๒๓,๑๒๐,๐๐๐ เกวียน รวมแล้วขาดทุน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้มาจากการสูญเสียในโครงการจํานําข้าวใน ๒ ฤดูกาล ซึ่งแน่นอนที่สุดว่ารัฐบาลพยายามที่จะบอกว่าขาดทุนไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ขาดทุนแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ก็ต้องเรียนว่าคุณสุภา ปิยะจิตติ ประธานคณะกรรมการ ปิดบัญชีโครงการรับจํานําข้าวได้ยืนยัน แล้วก็ส่งรายงานถึงคณะรัฐมนตรี ถึงท่านรัฐมนตรี ที่ดูแลรับผิดชอบและกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ตัวเลขดังกล่าวนั้นใกล้เคียงกับตัวเลขที่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยคือ หม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ทําการศึกษาจ้างบริษัทอาชีพลงไป สํารวจ แล้วก็เก็บตัวเลข แล้วก็ทําการคํานวณออกมาบนฐานข้อมูลที่ใกล้เคียงกับ คณะกรรมการของกระทรวงการคลังที่ทําหน้าที่ในการปิดบัญชี นั่นก็คือขาดทุน ๔๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๒ ปี เฉลี่ยคือปีละ ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ การคํานวณดังกล่าวนั้น น่าสนใจมาก เพราะว่าจะทําให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจถึงสถานะที่แท้จริงของโครงการ ที่ผลาญงบประมาณขาดทุนอย่างมหาศาลอย่างนี้ จากรายงานของ ธ.ก.ส. นั้นได้ระบุว่า มีการจํานําข้าว ๔๔ ล้านตันหรือเท่ากับ ๒๗ ล้านตันข้าวสาร ใช้เงินไป ๖๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าดําเนินการ เช่น ค่าสีข้าว ค่าแปรสภาพ ค่าเก็บรักษา ค่าโกดัง ค่าตรวจสภาพของ เซอร์เวเยอร์ (Surveyor) รวมทั้งค่าดอกเบี้ยอีก ๘๙,๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้วรัฐบาลได้ ลงทุนไปกับโครงการจํานําข้าว ๗๗๒,๕๐๐ ล้านบาท เมื่อมาหารด้วยข้าวสาร ๒๗ ล้านตัน ต้นทุนจะอยู่ที่ตันละ ๒๘,๖๐๐ บาท รัฐบาลได้ขายไปแล้ว ๑๒ ล้านตัน ได้เงินมา ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือรายได้จากการขายข้าว ๑๒ ล้านตัน เอา ๑๒ ล้านตันมาคูณด้วยต้นทุนตันละ ๒๘,๖๐๐ ล้านบาท เป็นเงิน ๓๔๓,๒๐๐ ล้านบาท บวกลบง่าย ๆ เลย เอา ๓๔๓,๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนลบจากการขาย ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือการขาดทุนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับ ๑๒ ล้านตัน ถ้า ๑๕ ล้านตัน เอาตัวเลข ๑๕ ล้านตัน เพราะมี ๒๗ ล้านตัน ระบายไป ๑๒ ล้านตัน เหลือค้างสต็อกอยู่ ๑๕ ล้านตัน เอามาคูณด้วยราคาขายที่ท่านขายไป ๑๒ ล้านตัน ได้รายได้มา ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะตกตันละ ๑๑,๗๐๐ บาท ก็จะขาดทุนอีก ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปยอดก็คือว่า ๒๗ ล้านตันใน ๒ ปีฤดูกาลผลิต ๔ รอบการรับจํานําขาดทุนทั้งสิ้น ๔๕๖,๐๐๐ ล้านบาท หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ชี้ให้เห็นว่าถ้ายังดําเนินโครงการ รับจํานําเช่นนี้ต่อไป ภายใน ๗ ปีจะทําให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งขึ้นเกิน ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีและจากการตรวจสอบข้อมูลสรุปว่าการลงทุนมหาศาลดังกล่าว และขาดทุน อย่างมหาศาลดังกล่าวนั้นชาวนาได้ไม่ถึงครึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งหายไปเข้ากระเป๋าใคร ประเด็นดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นประเด็นที่มีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรก ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าบอกว่าหม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งเป็นอดีต รองนายกรัฐมนตรี เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นอดีตผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญทางบัญชี แล้วก็มีประสบการณ์ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของธนาคารพาณิชย์อันดับ ๒ ของประเทศ ท่านอาจจะรู้สึกขัดหูเมื่อได้ทราบข้อมูลดังกล่าว แต่อีกคนหนึ่งนั้นก็คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังคนแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ คือท่านธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ท่านบอกว่าเมื่อตรวจสอบดูว่าตัวเลขที่คณะกรรมการปิดบัญชีข้าว คือรองปลัดกระทรวง การคลัง คุณสุภา สรุปมาว่าขาดทุนฤดูกาลผลิต หรือปีละอย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒ ปี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้น ก็สอดคล้องกับตัวเลขที่หม่อมราชวงศ์ ปรีดียาธร เทวกุล ได้พูดถึงคือขาดทุนกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คุณธีระชัยบอกว่าหลักการคิดบัญชี กําไรขาดทุนของโครงการนั้น คุณสุภา และหม่อมราชวงศ์ ปรีดียาธร คิดในหลักบัญชีสากล ที่ถูกต้อง ส่วนรัฐบาลนั้นคิดผิด และท่านยังกล่าวว่าจริง ๆ แล้ว ๒ ปีนั้น ไม่ได้ขาดทุนแค่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรอกครับ มันมากกว่านั้นด้วยซ้ําไป เพราะว่าอะไร เพราะว่า การคิดบัญชีดังกล่าวของ ๒ ท่านนั้นคิดในสภาพของข้าวค้างสต็อกที่อยู่ในสภาพพร้อมขาย แต่ว่าโดยแท้ที่จริงก็คือความสามารถในการระบายข้าวของเรานั้นในปริมาณอย่างนี้ต้องใช้ เวลาร่วม ๑๐ ปีครับ แล้วความเสื่อมสภาพก็ทําให้มูลค่าของข้าวในสต็อกลดลงไปด้วย ตรงนี้ เองคือสิ่งที่เรียนให้เห็นว่า บุคคลที่มีประสบการณ์แล้วก็ไม่ได้เข้าใครออกใครหรอกครับ ไม่ได้มาสนับสนุนฝ่ายค้านหรือว่าจงเกลียดจงชังรัฐบาลก็ไม่ใช่ แต่เพราะความหวังดี ต่อประเทศชาติและไม่ต้องการเห็นโครงการเช่นนี้ทําลายระบบข้าวไทย ทําลายโอกาสของ ชาวนา ทําลายโอกาสของประเทศ และเป็นโครงการที่ขาดทุนเป็นประวัติศาสตร์ของ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา การลงทุนที่มากของโครงการดังกล่าวนี้นั้นทําท่าจะบานปลาย แต่ถ้า เป็นการที่ลงทุนแล้วชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ฝนตกทั่วฟ้า ผมก็คิดว่านั่นเป็น เหตุผลหนึ่งที่เราก็ไม่ขัดข้องถ้าหากว่าการบริหารมีประสิทธิภาพไม่ล้มเหลวอย่างที่เป็นอยู่ ผลการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือว่าทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้สรุป ผลวิจัยเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๖ คือไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ครับ บอกว่ารายได้ของเกษตรกรลดลง ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผลผลิตลดลง ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ เม็ดเงินไปถึงเกษตรกรเพียงร้อยละ ๓๗ และรายงานวิจัยดังกล่าวก็สอดคล้องตรงกับที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งทําการวิจัยเรื่องนี้ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่านได้รับทราบในเรื่องเหล่านี้ การขึ้นทะเบียน ชาวนาในการเข้าร่วมโครงการนั้นมีจํานวน ๓,๘๐๐,๐๐๐ ราย แต่ที่เข้าร่วมโครงการรับจํานํา ได้มีเพียง ๒.๑ ล้านรายในฤดูกาลผลิต แต่ในจํานวน ๒.๑ ล้านรายโดยประมาณ ใน ๑ ปีนั้นมันเป็นตัวเลขที่ซ้ําซ้อนของเกษตรกรที่ทํานาปีและนาปรัง ประมาณการขั้นต่ํา ๓๐๐,๐๐๐ ราย เท่ากับว่ามีเกษตรกรที่ได้ประโยชน์เข้าโครงการจํานําได้จริงประมาณ ๑.๘ ล้านราย นั่นแสดงว่าชาวนาที่ไม่ได้ประโยชน์คือ ๒.๑ ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ราย เปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้ในสมัยรัฐบาลที่แล้วมีเกษตรกร ชาวนาได้เกือบครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไม่ได้ทําลายกลไกตลาด และทําให้เราเป็นแชมป์ ส่งออกข้าวมากที่สุดเป็นปรากฏการณ์ในช่วงปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แต่เมื่อเปลี่ยนโครงการมา ทั้งที่เราใช้เงินมากมหาศาลขาดทุนมากมายอย่างนี้ แต่ชาวนากลับได้ประโยชน์เป็นส่วนน้อย และที่สําคัญก็คือว่าผลการวิจัยของทีดีอาร์ไอก็ออกมาว่าเกษตรกรรายใหญ่ ชาวนารายใหญ่ รายกลางนั้นได้ประโยชน์มากกว่ารายย่อย ความจริงผมก็ทราบว่าท่านจะชี้แจงอย่างไร เพราะว่ามันก็ชี้แจงแล้วทั้งในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ของสภา แต่มันตอบไม่ได้ตาม ข้อเท็จจริงครับ ตามข้อเท็จจริงคือชาวนาที่ทํานา ๒๐ ไร่ลงมา หรือ ๑๕ ไร่ลงมาแทบจะไม่ได้ เข้าร่วมโครงการเลย นอกจากนั้นแล้วยังมีข้อมูลผลการสํารวจปรากฏชัดเจนว่าชาวนา ในภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือเกือบทั้งหมดและภาคกลางบางส่วน ส่วนใหญ่เป็นชาวนา รายเล็ก ๆ ที่ปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเองก็ไม่เหลือข้าวที่จะไปจํานํา ยกเว้นจํานําแบบยุ้งฉาง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้วท่านเอาตัวเลขเหล่านี้มารวมแล้วทํามาเป็น สัดส่วนว่าชาวนาเหล่านี้ได้เข้าร่วมโครงการจํานวนมาก จริง ๆ ไม่ใช่ครับ นั่นคือภาพลวงตา แล้วนั่นคือสะท้อนคือความไม่รู้จริง เหมือนอย่างที่ตัวเลขได้ออกมาชัดเจนแล้วว่าชาวนากลุ่มนี้ ซึ่งเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งคิดตามตัวเลขของผลการวิจัย ของดอกเตอร์นิพนธ์ พัวพงศกร แห่งสถาบันทีดีอาร์ไอประมาณว่าอยู่ที่ประมาณ ๒.๖ ล้านครัวเรือน นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าการลงทุนโดยหวังว่าจะช่วยชาวนาทั้งหมดนั้นแท้ที่จริงช่วยได้ไม่ถึงครึ่ง และยังเป็นการช่วยที่ทําให้ชาวนารายย่อย รายเล็กนั้นเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรชาวนา ไม่ได้รับผลพวงของโครงการรับจํานําดังกล่าวเลย ซึ่งมันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับโครงการ ที่ทําในเรื่องของการประกันรายได้ นายกสมาคมชาวนาไทย คุณประสิทธิ์ บุญเฉย ได้พูดหลายประเด็น ก็อยากที่จะให้ได้เห็นถึงว่าชาวนาเขาคิดอย่างไร นายกสมาคมชาวนาไทย พูดไว้เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๖ ปีนี้ครับ บอกว่าแรกเริ่มโครงการไม่มีปัญหา ชาวนา ต่างดีใจแม้จะขายข้าวไม่ได้ราคา ๑๕,๐๐๐ บาท ตามที่โครงการประกาศจริง เนื่องจากถูกหัก ตามค่าความชื้นและสิ่งเจือปน กระทั่งโครงการดําเนินมารอบที่ ๒ และรอบที่ ๓ รัฐบาล เริ่มตุกติกและเคยเรียกผมไปคุยว่าจะขอลดราคาจํานําข้าวจาก ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน เหลือ ๑๒,๐๐๐ บาทต่อเกวียน เพราะว่าไม่มีเงิน แต่ขณะนั้นผมว่าชาวนาเขาคงไม่เอาด้วย ที่ผ่านมาโครงการรับจํานําข้าวใช้เงินไปหลายแสนล้านบาท แต่ถึงมือชาวนาเพียง ๘๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ผมถามว่าเงินที่เหลือหายไปอยู่ที่ไหน นี่คือคําพูดของ คุณประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย แล้วท่านก็ยังได้กล่าวต่อไปว่าเบื้องต้นต้อง ตั้งคําถามว่าทุกวันนี้ชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือยัง ก็พบว่าต้นทุนการทํานาของชาวนาเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ยังไม่ได้ขายข้าว ทั้งข้าวชาวนาตอนนี้ ๑,๐๐๕ บาทต่อรอบต่อไร่ ซึ่งมีชาวนา ๘๕ เปอร์เซ็นต์ที่เช่านาทํา ค่าฉีดยา ค่าแรง ๑๕-๒๐ คน จ้างรอบละ ๒ วัน ค่าปุ๋ย ค่ายา ต่างเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่นับรวมที่ต้องรับเคราะห์จากโรงสีบางโรงที่โก่งค่าความชื้น นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทําไมชาวนาไม่รวย ไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณประสิทธิ์ บุญเฉย ยังสรุปว่า ผมเคยพูดแต่แรกแล้วว่าโครงการรับจํานําเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ชาวนาได้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งแต่เสียหายมากกว่า หากรัฐบาลจะเดินหน้าต่อต้องปรับปรุงส่วนที่ทุจริต นั่นคือ สิ่งที่เป็นคํากล่าวสะท้อนภาพรวมของโครงการรับจํานําข้าวในสายตาของนายกสมาคม แต่น่าแปลกนะครับว่าเมื่อผมได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกับนายกสมาคม ชาวนาไทยซึ่งเป็นผู้นําของชาวนาทั่วทั้งประเทศ ท่านพูดมาประการหนึ่งซึ่งอยากจะเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกสมาคมชาวนาไทยบอกว่าท่านถูกรัฐบาลห้ามพูดครับ ถูกสั่ง ไม่ให้นําปัญหาโครงการรับจํานําออกไปพูดกับคนภายนอก นี่เป็นคําพูดที่ท่านพูดกับผม โดยตรงนะครับ แล้วก็ไปพูดในการบรรยาย การอภิปรายในปัญหาจํานําข้าวในช่วงระยะ หลายเดือนที่ผ่านมา แล้วท่านยังทวงว่าอยากถามกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลว่า เงิน ๔,๐๐๐ บาทที่ชาวนาควรได้นั้นอยู่ที่ไหน หลังจากราคาจํานําที่ผ่านมายืนอยู่ที่ ๑๑,๐๐๐ บาท ไม่ได้เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท จริง ๆ ตามที่เป็นราคาคุย ความจริงเราก็ทราบกันว่า เมื่อหักความชื้นไปแล้วก็จะต้องมีการได้ราคาที่ต่ํากว่าตัวเลข ๑๕,๐๐๐ บาท ในความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นจากมุมมองของผู้นําชาวนาของประเทศไทย ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่รัฐบาลซ้ําเติมชาวนายิ่งขึ้นก็คือว่าตั้งแต่ต้นปีจนมาถึงตอนนี้เป็นเวลา ๑๐ เดือนที่ชาวนาได้ใบประทวนแล้ว ธ.ก.ส. จ่ายเงินช้า ไม่มีเงินจ่าย นี่เข้ารอบฤดูใหม่ ๑ ตุลาคมของปีนี้ผ่านมาจะ ๒ เดือนแล้วยังไม่มีเงินไปจ่าย แต่ที่มันน่าเจ็บใจมากกว่านั้น ก็คือว่าแทนที่รัฐบาลจะยอมรับตรงไปตรงมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กลับบอกว่าการที่ยังไม่จ่ายเงินให้ชาวนาที่จํานําข้าวนั้นเพราะว่ารัฐบาลจะต้องตรวจสอบ การสวมสิทธิของข้าวต่างด้าวเสียก่อน นี่ท่านได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ที่ผ่านมา ทําไมไม่ยอมรับตรง ๆ ครับ ปัญหาการสวมสิทธิซึ่งเดี๋ยวกระผมจะได้พูดต่อไปนั้นจะได้ ให้เห็นว่าปัญหานี้มันเริ่มมาตั้งแต่โครงการจํานําฟื้นคืนชีพ หลังจากนั้นกระบวนการทุจริต สวมสิทธิข้าวต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศ กัมพูชานั้นก็เติบโตเติบใหญ่ภายใต้การสมคบร่วมคิดทุจริตของเจ้าหน้าที่ ของฝ่ายการเมือง แล้วก็ของภาคเอกชนที่อยู่ตลอดแนวพรมแดน แต่ว่าพอรัฐบาลถังแตกขาดสภาพคล่อง กลับไปอ้างว่าจะต้องตรวจสอบ แต่การที่ไม่จ่ายเงิน หรือจ่ายล่าช้าเพราะว่าขาดสภาพคล่อง ระบายข้าวไม่ทัน ส่งเงินคืนให้ ธ.ก.ส. ไปหมุนเวียนซื้อข้าวรอบใหม่ไม่ทัน หรือจ่ายชําระหนี้ ค้างเก่าให้ชาวนาไม่ทันนั้นท่านก็มาอ้างเหตุผลซึ่งฟังดูแล้วรับไม่ได้เลยครับ เพราะว่าการ ไม่จ่ายหรือการจ่ายล่าช้ามันเกิดขึ้นทั่วประเทศ มันไม่ใช่อยู่แค่จังหวัดชายแดน ประการ สําคัญก็คือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ.ก.ส. ได้ออกมายอมรับว่าเวลานี้ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์หรือ ธ.ก.ส. กําลังเริ่มขาดเงินหมุนเวียนในโครงการจํานําข้าว เพราะที่ผ่านมาได้สํารองจ่ายไปแล้วกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคาร เพื่อเกษตรกรและสหกรณ์ ถ้าจําไม่ผิดมีทุนมีสินทรัพย์อยู่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เศษ ๆ รัฐบาลได้ใช้ให้ ธ.ก.ส. เป็นแม่งานหลักในโครงการจํานําข้าว จนกระทั่งเอาเงิน ทุนสํารอง เงินทุนหมุนเวียนของ ธ.ก.ส. มาจ่ายจนไม่ไหวแล้วครับ ซื้อทุกเม็ด แล้วก็ขาย ไม่ออก เงินมันก็จมครับ นี่คิดง่าย ๆ ในแง่ของพ่อค้านักธุรกิจ เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดปัญหาว่า เริ่มกระทบต่อสถานะของ ธ.ก.ส. ความจริงต้องเรียนว่าผู้จัดการใหญ่ ธ.ก.ส. ท่านได้ให้ สัมภาษณ์เมื่อต้นเดือนนี้ครับ หลังจากที่เกิดปัญหาสภาพคล่องของโครงการ ชาวนาก็ทวงข้าวทั้งฤดูผลิตที่แล้ว แล้วก็ฤดูใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้น ในที่สุดท่านก็บอกว่าในวันที่ ๗ พฤศจิกายน จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการ นโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาแนวทางการหาเงินทุน หมุนเวียนเพื่อใช้ในโครงการรับจํานําข้าวในฤดูการผลิตปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ ซึ่งจะต้องกู้ครับ จะต้องให้กระทรวงการคลังกู้อีกแล้ว อีก ๑.๔ แสนล้านบาท เป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าวันที่ ๗ พฤศจิกายน กรรมการ กขช. ก็ไม่มีการประชุม วันที่ ๘ พฤศจิกายน จึงมีการประชุม กรรมการบอร์ดของ ธ.ก.ส. เพื่อที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว ผมถามว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไปทําอะไรอยู่ ในขณะที่เกิดวิกฤติชาวนาทั่วประเทศเดือดร้อน ติดค้างจ่ายมา ๑๐ เดือนก็มี ล่าสุดเอาข้าวไป ลูกหนี้มารออยู่หน้าบ้าน มารออยู่ที่นา แต่ก็ไม่ประชุมครับ จนกระทั่ง ต้องหาทางออกโดย ธ.ก.ส. แล้วก็ไปอ้างมติคณะรัฐมนตรีเดิม ตรงนั้นเองคือสิ่งที่สะท้อน ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใส่ใจในการดูแลปัญหาโครงการจํานําข้าว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องเดือนมีนาคมปีนี้ครับเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นรัฐบาลเริ่มประสบ ปัญหา จนกระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับลดราคาจํานําข้าว จาก ๑๕,๐๐๐ บาท เหลือ ๑๒,๐๐๐ บาท และหลังจากนั้นชาวนาทั่วประเทศก็ลุกฮือขึ้น บอกว่าเมื่อรัฐบาล หาเสียง ทักษิณคิด เพื่อไทยทํา บอกว่าถ้าเลือกเป็นรัฐบาล ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน แต่หลังจากนั้นก็มาเบี้ยวชาวนา ฝ่ายค้านเราเองที่เคยทักท้วง ซึ่งถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ความสําคัญกับสภามาฟังกระทู้ มาตอบกระทู้ ท่านจะเข้าใจ สถานการณ์ความเดือดร้อนของชาวนา และนายกสมาคมชาวนาเขาก็บอกว่ารัฐบาล เป็นคนเสนอเอง ๑๕,๐๐๐ บาท ต้องทําให้ได้อย่างที่พูด และไปลดการทุจริตคอร์รัปชัน แต่อย่าไปลดผลประโยชน์ของชาวนา และนั่นคือเป็นประเด็นเดียวกับที่ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ เพราะเราก็ถือว่าเราเป็นตัวแทนปากเสียงของชาวนาทั่วทั้งประเทศ อะไรควรได้ พึงได้ ไม่ได้ไปร้องขอรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นคนเสนอมา แต่เมื่อบริหารผิดพลาด ล้มเหลว แล้วจะมาลงโทษชาวนา มาหักดิบชาวนา เขาก็ไม่ยอม ดังนั้นจึงได้เกิดการลุกฮือขึ้น บุกเข้าไปทําเนียบรัฐบาล ชั่วข้ามคืนครับ รัฐบาลก็ต้องกลับมา เดินหน้าต่อแบบล้มลุกคลุกคลานของโครงการนี้ การจ่ายล่าช้าให้กับชาวนานั้นเกิดผลเสีย อะไรบ้าง ถ้าท่านเข้าใจชีวิตชาวนา ผมเองมาจาก ส.ส. ต่างจังหวัดครับ บ้านผม เพชรบุรี หรือภาคกลางก็เป็นอู่ข้าวอู่น้ํา ชาวนานั้นถือได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ว่าส่วนใหญ่ยากจนครับ มีส่วนน้อยที่เป็น ชาวนาร่ํารวย มีที่นาของตัวเองจํานวนหลายสิบไร่หรือร้อยไร่ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เช่าที่นา ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวนารายเล็ก รายย่อย คนที่เข้าโครงการเขาก็หวังว่าเมื่อเอาข้าวไปจํานํา ได้ใบประทวน ธ.ก.ส. ก็จะจ่ายเงิน โอนเงินให้ แต่เปล่าเลยครับ ค้างมาเดือนที่ ๑ เดือนที่ ๒ เดือนที่ ๓ อะไรเกิดขึ้น มันไปเพิ่มพูนหนี้สินในวงจรหนี้สินของชาวนาครับ ชาวนาไม่มี ทุนมาก เป็นหนี้ ธ.ก.ส. เป็นหนี้สหกรณ์การเกษตร และเป็นหนี้นอกระบบ เป็นหนี้พ่อค้า คนกลาง เป็นหนี้โรงสี เราจึงมีเรื่องของการตกเขียว แต่ว่าอย่างไรก็ตามการที่ชาวนาหวังว่า จะได้เงินเมื่อขายข้าวหรือจํานําข้าวไปแล้ว เมื่อไม่ได้ เขาก็ต้องเข้าสู่วงจรหนี้สิน และคราวนี้ หนักขึ้น เพราะว่าชาวนาเองก็ต้องการที่จะผลิตมาก ๆ ครับ ต้นทุนปุ๋ยเพิ่มขึ้น อัดปุ๋ยเข้าไป อัดยาเข้าไป จ้างรถไถ จ้างรถเก็บเกี่ยว จ้างแรงงาน รอบละ ๑๕ คน ๒๐ คน แรงงานก็เจอ เข้าไป ๓๐๐ บาทต่อวัน ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น แล้วเขาก็เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่เบี้ยวครับ แต่ก็โดน เบี้ยวจนได้ครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเงินที่จะไปชําระทั้งค่าพันธุ์ แม้แต่การชําระหนี้ ธ.ก.ส. หรือกองทุนหมู่บ้าน ก็ต้องไปกู้นอกระบบเอามาจับแพะชนแกะ ก็ไปเพิ่มพูนภาระดอกเบี้ย ภาระต้นทุน ไหนจะค่าครองชีพ รายจ่ายประจําวัน ค่าเรียนหนังสือของลูกหลาน ตรงนี้เอง ที่มันเป็นการซ้ําเติมจากการบริหารที่ล้มเหลวผิดพลาด แล้วไปถามชาวนาทุกคนนะครับว่า ชีวิตของเขาเป็นอย่างนี้หรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งผมถือว่าท่านเป็นนักบริหารนะครับ ท่านเป็นนักบริหารในระดับประธานบริษัทที่มีมูลค่าการค้าหลายพันล้านบาท เป็นหมื่นล้าน เป็นซีอีโอ (CEO) ของบริษัท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านก็ผ่านการเป็น ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชน เพราะฉะนั้นท่านต้องเข้าใจถึงความล้มเหลวผิดพลาด ทั้งในปัญหาเรื่องขาดทุน ปัญหาในเรื่องของการสูญเสียตลาด และปัญหาในเรื่องของคุณภาพ ของสินค้า ว่าทุกอย่างมันเลวลงหมดเลย และเมื่อชาวนาไม่มีเงินจะไปพัฒนาคุณภาพ ได้อย่างไร คุณภาพชีวิตจะได้รับการยกระดับตามเป้าหมายของโครงการรับจํานําข้าว ได้อย่างไร นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เป็นความหวังอย่างมากก็คือการระบายข้าวครับ ผมเห็นใจ กระทรวงพาณิชย์ เห็นใจเพราะว่ามันยากครับที่จะขายข้าวซึ่งมีราคาต้นทุนประมาณ ๘๐๐ ล้านเหรียญ และราคาตลาดอยู่ที่ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านเหรียญ และคู่แข่งของเรา อย่างประเทศเวียดนามตอนนี้ก็ดัมพ์ลงมาต่ํากว่า ๔๐๐ เหรียญต่อตัน แล้วท่านจะขาย อย่างไร แล้วท่านจะขายอย่างไรล่ะครับ ทางเดียวที่ขายคือขาดทุน จะขาดทุนมาก หรือขาดทุนน้อย แต่เมื่อท่านได้ทําลายระบบกลไกตลาดในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเอกชนเป็นหัวจักรใหญ่สําคัญในอดีตที่ผ่านมา ท่านคิดว่าการค้าโดยรัฐนั้นจะไปรอด หรือครับ พม่าพิสูจน์แล้วว่าจากแชมป์โลก ๙,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เหลือไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตัน และการทุจริตมากมายเหลือเกิน ถ้าขายต่ําลงไปขาดทุนมากท่านก็โดนตรวจสอบอย่างที่ ฝ่ายค้านทํา เพราะถือว่าล้มเหลว ผิดพลาดตั้งแต่นโยบายและผิดพลาดล้มเหลวในการบริหาร การระบายข้าวของรัฐบาลนั้นมี ๕ วิธีครับ หลัก ๆ ก็คือจีทูจี คือการขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ ๒. ก็คือการขายให้ผู้ประกอบการเอกชนสําหรับการระบายออกไปต่างประเทศหรือระบาย ในประเทศ แล้ว ๓. ก็คือการขายผ่านตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าหรือเอเฟท (AFET) ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงนะครับ การประมูลผ่านเอเฟทซึ่งเป็น การประมูลครั้งแรกของฤดูกาลผลิตนี้ ปรากฏว่าตั้งเป้าที่จะประมูล ๑๔๐,๐๐๐ ตัน มีผู้มาประมูล ๔ ราย ขายได้เท่าไรรู้ไหมครับ ๑๔,๐๐๐ ครับ ประกาศขาย ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ขายได้ ๑๔,๐๐๐ ครับ นี่คือการประมูลผ่านตลาดเอเฟทซึ่งเป็น ๑ ในเป้าหมายที่บอกว่า จะต้องระบายให้ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เมื่อวานก็ประมูลรอบ ๒ ครับ ตั้งเป้าไว้ถ้าจําตัวเลข ไม่ผิดก็คือ ๑๓๐,๐๐๐ ตัน แล้วราคาคราวนี้เปิดประมูลด้วยราคาที่ขายต่ํากว่ารอบแรก เพราะรอบแรกมันไม่มีคนสนใจก็ต้องลดมาอีก การลดราคาลงมาก็ขาดทุนมากขึ้นก็ยังไม่รู้ว่า จะได้กี่หมื่นตันนะครับ ตรงนี้ละคือสิ่งที่อยากจะเรียนว่าเป็นประเด็นสําคัญ การใช้เงิน ไปจํานวนมหาศาลดังกล่าว แล้วก็มีข้าวค้างสต็อกและปัญหาข้าวค้างสต็อกมันเกิดอะไร หรือครับ มันก็คือการที่มากดราคาทั้งตลาดโลก แล้วตลาดในประเทศครับ ทั่วโลกเขารู้ว่า เรามีสต็อกประเทศที่เคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เขารู้ว่าเรามีสต็อกกว่า ๑๐ ล้านตัน หรือร่วมครึ่งหนึ่งของตลาดค้าข้าวของโลก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นปัญหาไปกดราคาในและ ต่างประเทศ โอกาสที่เราจะหวังว่าจะยกระดับต่อรองให้เกิดราคาที่สูงขึ้น มันก็เป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้นแล้วคือเรื่องของการทุจริตทุกขั้นตอนครบวงจรการโกงครับ ความจริงประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่จะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายอีก ๓ ท่าน ผมสรุปพอให้เห็นโดยสังเขปเท่านั้นว่า รูปแบบการโกงโกงอย่างไร ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา โกงข้าว โกงชาวนา โกงใบประทวน โกงน้ําหนักโกงตาชั่ง โกงสิ่งปลอมปน โกงความชื้น ๒. คือสวมสิทธิเกษตรกรที่เข้าร่วม โครงการ เกษตรกรรายย่อยมีที่นาบ้าง บางทีก็ทําบ่อปลา ทําบ่อกุ้ง ปรากฏสมรู้ร่วมคิดกัน กลายเป็นเข้าร่วมในโครงการ ๔๐-๕๐ ไร่ หรือว่าข้าวต่างด้าวสวมสิทธิ ข้าวต่างด้าวสวมสิทธิ มันน่าเจ็บปวดมากนะครับ ความจริงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทําไมรัฐบาลชุดที่แล้วต้องเปลี่ยน ระบบมาสู่การประกันรายได้ เพราะดูแล้วเราไม่สามารถที่จะป้องกันการทุจริตในการรับจํานํา ได้เลย ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา และที่สําคัญคือพรมแดนที่เราติด ๔ ประเทศ โดยเฉพาะ ๓ ประเทศ คือประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศพม่านั้น ล้วนแล้วแต่ มีต้นทุนการผลิตที่ต่ํา เกวียนหนึ่งก็ ๕,๐๐๐ ๖,๐๐๐ ๗,๐๐๐ แต่ขายข้ามแดนเท่านั้นเองได้ ๑๕,๐๐๐ เพราะฉะนั้นในการสืบสวนเชิงลึกของสํานักข่าวรอยเตอร์สนี้ครับ เขาได้เขียน รายงาน ซึ่งไปสอดคล้องกับรายงานขององค์การข้าวระหว่างประเทศ ว่าตั้งแต่มีการเริ่ม โครงการจํานําข้าวนั้น ปีหนึ่ง ๆ จะมีข้าวสวมสิทธิเข้ามา ๗๕,๐๐๐ ตันครับ ท่านคิดว่า ปริมาณเหล่านี้น้อยหรือครับ มีการตรวจจับได้ ไม่ว่าที่จังหวัดสระแก้ว ไม่ว่าจะเป็นแม่สอด ล้วนแล้วแต่มีการลักลอบ เพราะพรหมแดนของเรามันอยู่ติดหลายพันกิโลเมตร ตรงนี้เอง ที่เรียนว่าเป็นปัญหาที่กลายเป็นเอาภาษีของคนทั้งประเทศไปจ่ายให้กับกลุ่มทุจริตที่เอา ข้าวต่างด้าวมาสวมสิทธิเกษตรกร นายธอน วิรัก ผู้อํานวยการของกรีนเทรดนะครับ ซึ่งเป็น กิจการบริษัทส่งออกข้าวของรัฐบาลกัมพูชาประเมินว่าปีที่ผ่านมาคือปี ๒๕๕๔ เชื่อว่ามีการ ลักลอบข้าวจากประเทศกัมพูชาเข้ามาสวมโครงการรับจํานําในประเทศไทย ๓๐๐,๐๐๐ ตัน และปี ๒๕๕๕ ก็ตัวเลขใกล้เคียงกัน ๖๐๐,๐๐๐ ตัน นายอ่อง จอร์ทรู ผู้จัดการของบริษัท เอสซีจีเอสของพม่าครับ ก็บอกว่าอย่างน้อยที่สุดมีข้าวพม่าเข้ามา ๑๒๐,๐๐๐ ตัน ที่เข้ามา โดยการลักลอบ นี่คือปัญหาที่เป็นการทุจริตประเภทที่ ๓ ๔. คือการคงคุณภาพข้าวโดย เซอร์เวเยอร์ที่ตรวจสภาพข้าวก่อนเข้าโกดังเวลาส่งมอบข้าวสาร กระสอบหนึ่งเรียก ๗ บาท ๑๐ บาท ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิก็มีอัตราสูงไปถึงกระสอบละ ๕๐ บาท เอาข้าวคุณภาพต่ํา เข้าไปสวม วางกองเอาข้าวดีล้อมไส้ใน หรืออย่างแย่ที่สุดก็สต็อกลม มันรั่วไหลไปหมดครับ และ ๕. คือเวียนเทียนข้าว สุดท้ายก็คือการระบายข้าวให้กลุ่มเครือข่ายเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ซึ่งสักครู่แน่นอนที่สุดครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้อภิปรายเป็นคนแรกว่าการระบายข้าวนั้น เราได้ทําหน้าที่ในการตรวจสอบมา จีทูจี เป็น จีทูเจี๊ยะ แล้วเป็น จีทูเจ๊ ไป ตั้งแต่มีการอุปโลก บริษัทจีนว่าเป็นการค้าแบบรัฐต่อรัฐ แต่ท้ายที่สุดก็ปรากฏว่ามีผู้ช่วย ส.ส. ของพรรครัฐบาล แล้วก็วงศ์วานว่านเครือคือผู้อยู่หลังฉากและได้ผลประโยชน์ เรื่องก็อยู่ที่ ป.ป.ช. จะสรุป ภายในเดือนนี้ครับ ก็จะรู้ว่าใครบ้างที่กระทําผิดทุจริตต่อประเทศ การขายผ่านเอเฟทที่ผม พูดไว้แล้ว และการขายที่เป็นปัญหาใหญ่ขณะนี้ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านได้ตรวจสอบก็คือข้าวถุง ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน โดยให้ อคส. เป็นตัวกลางในการดําเนินงานในเรื่องนี้ ซึ่งจะไปเกี่ยวข้อง กับคนในรัฐบาลและเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ท่านอ้างข้าวค้างสต็อกที่จะระบายไปช่วยคนจน และชาวใต้ แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่ได้ถึงมือคนยากคนจนหรือประชาชนที่จะไปช่วยค่าครองชีพ เขา แต่ว่ามันกลับไปตกอยู่ในกลุ่มผลประโยชน์ วนเวียนข้าวไปแสวงกําไร เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติให้ขายข้าวจํานวนดังกล่าวให้ไปดําเนินการนั้นในราคา ต่ํากว่าตลาดครึ่งหนึ่ง ตรงนี้เองที่ทําให้เกิดการได้กําไรอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ ส.ส. อีก ๓ ท่านจะได้อภิปราย

ท่านประธานครับ สุดท้ายอยากจะถามท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่ร่วมคณะ รัฐบาล เผอิญว่าตอนนี้ท่านไม่อยู่ ถ้าท่านฟังอาจจะกลับมาตอบก็ได้ คือร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ท่านได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายนที่ทําเนียบรัฐบาล ท่านกล่าวถึงกรณี โครงการรับจํานําข้าวที่ทาง ป.ป.ช. กําลังตรวจสอบอยู่ว่ายืนยันได้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่เกี่ยวข้องด้วยเพราะไม่ได้ รับผิดชอบและไม่ได้ถูกร้อง เรื่องนี้มีรัฐมนตรี ๑ ถึง ๒ คนที่น่ากลัว ความจริงท่านก็ให้ สัมภาษณ์ผิดนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป็นแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้วย แต่สิ่งที่ ท่านระบุว่ามีรัฐมนตรี ๑ หรือ ๒ คนนี้อยากให้ท่านใช้ความกล้าหาญออกมายืนยันว่าเป็นใคร หรือท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็จะเป็นคุณต่อประเทศอย่างมาก ผมไม่สามารถไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี โครงการดังกล่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผลาญ งบประมาณ สร้างหนี้ ก่อหนี้สาธารณะ องค์กรระหว่างประเทศอย่างกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด และเห็นว่าประชานิยมสุดโต่ง โครงการรับจํานําข้าวนั้นได้สร้างภาระหนี้ในเชิงของงบประมาณและหนี้สาธารณะ เสนอให้ ถึงกับเลิกโครงการนี้ มูดี้ส์ (Moody’s) ซึ่งทําหน้าที่ในการจัดอันดับ รวมทั้งฟิตช์เรสติงส์ (Fitch Ratings) ก็เช่นกัน ได้แสดงความวิตกต่อโครงการดังกล่าวว่าจะเป็นปัญหาต่อวินัย การเงินการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมไปถึงอีกหลายท่านครับ ซึ่งกล่าวมาถึงไม่หมด แต่ว่าคนที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดนี้คงจะรู้จักดีก็คือ ดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ท่านได้กล่าวไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการรับจํานําข้าวว่าจะเป็นโครงการที่ล้มเหลว จะเป็นโครงการที่คอร์รัปชัน ท่านไม่เห็นด้วย แต่รัฐบาลไม่ฟัง ปัญหานี้มันเกิดขึ้นเพราะว่าการคิดนโยบายที่บอกว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทํา หรือทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทํา ข้าวไทยพังนั้นมันได้พิสูจน์ว่าความคิด ผิดตลอด ท่านทําลายระบบข้าว ทําลายแชมป์โลกของไทยในการส่งออก ทําลายพันธุ์ข้าว แล้วก็ขาดทุนมหาศาล ทุจริตมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์กว่าทุกโครงการ ดังนั้นผมไม่สามารถ ที่จะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีให้บริหารประเทศเพราะจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ จากการดํารงตําแหน่งของท่านต่อไป ขอบพระคุณครับ