สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมทุจริตและปล่อยปละละเลยของนายกรัฐมนตรีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต การซื้อข้าวถุงจากภาคเอกชน และสัญญาเบิกข้าวที่มีช่องโหว่ในการเบิกข้าว และพูดเรื่องการแจกข้าวสารธงฟ้าให้พ่อแม่พี่น้องมุสลิมภาคใต้ โดยกล่าวหาว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าข้าวสารที่แจกจ่ายไปได้จริงหรือไม่

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

กราบเรียนท่านประสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ในเรื่องพฤติกรรมฉ้อฉลทุจริต ปล่อยปละละเลย ให้มีการทุจริต จงใจปกปิดข้อมูลเพื่อปิดบังการทุจริต อันนี้ข้อหาตามญัตตินะครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องการให้ท่านประธานได้เห็นภาพก่อนนะครับว่าช่วง ๒ ปี ที่ผ่านมานี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้รณรงค์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไว้อย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ

ภาพที่ ๑ ครับ นายกฯ ปูประกาศต้านคอร์รัปชัน สร้างภาพลักษณ์เชื่อมั่น ประเทศ น้อมนําพระราชดําริในหลวงนะครับ นี่เป็นกิจกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ล้วน ๆ ครับ ภาพที่ ๒ ครับ ย้อนรอยวาทกรรม "ต้านคอร์รัปชัน" ท่านนายกรัฐมนตรี นําคณะรัฐมนตรีหัวหน้าส่วนราชการร่วมประกาศเจตนารมณ์การบริหารประเทศเดินหน้า หยุดคอร์รัปชัน ภาพที่ ๓ ครับ ภาพนายกรัฐมนตรีเปิดตู้รับร้องเรียนทุจริตในงานรวมพล เครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ภาพถัดมาครับ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงานรณรงค์รวมพลัง ต่อต้านคอร์รัปชันที่สวนลุมพินีครับ ภาพถัดไป นายกรัฐมนตรีเดินรณรงค์รวมพลัง ต่อต้านคอร์รัปชัน ภาพถัดไปนะครับ เขาเขียนว่า ยิ่งลักษณ์ควงอภิสิทธิ์รณรงค์ต้านคอร์รัปชัน ผมแสดงพอสังเขปครับว่า ๖ ภาพที่ผมนําเสนอท่านประธานเพื่อให้เห็นว่าช่วงที่ผ่านมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สร้างภาพในการรณรงค์การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ของประเทศไทยไว้อย่างไร และภาพสุดท้ายที่ผมนําเสนอเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานจะเห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ควงอภิสิทธิ์ และประธานวุฒิสภาร่วมภาคีเครือข่ายต่อต้าน คอร์รัปชัน รวมพลังเดินรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน แต่วันนี้ท่านประธานจะเห็นครับคนที่เดิน ควงคู่กันไปต่อต้านการคอร์รัปชันอีกท่านหนึ่งมาเสนอญัตติเปิดอภิปรายยื่นญัตติอภิปราย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะในอดีตเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาไปร่วมเดินรณรงค์ มาพร้อม ๆ กัน แต่วันนี้ยืนคนละมุมครับ ทําหน้าที่ต่างกัน การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในมุมมองของผม ผมถือว่าเป็นแค่เพียงการแสดงละครปาหี่ ไม่มีผลทางปฏิบัติจริงนะครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกี่ยวกับเรื่องข้าวนะครับที่ผมจะเอาอภิปรายอยู่ ๓ ตําแหน่งครับ ตําแหน่งที่ ๑ ดํารง ตําแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ความจริงก็เกี่ยวทุกเรื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องข้าวท่านเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือซึ่งเราเรียกกันว่า กขช. ข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกี่ยวข้องทุกเมล็ด ตําแหน่งที่ ๓ ที่นายกรัฐมนตรีมาเกี่ยวกับข้าวที่ผมจะอภิปราย ในฐานะเป็นผู้อํานวยการ ศอ.บต. เพราะพื้นที่ ศอ.บต. ทุกท่านทราบ เป็นพื้นที่ของพ่อแม่พี่น้องที่หนาแน่นด้วย พ่อแม่พี่น้องที่เป็นชาวไทยมุสลิมนะครับ ที่กล่าวมาทั้ง ๓ ตําแหน่งนี้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว ทั้งสิ้นครับ ตําแหน่งที่ผมกราบเรียนผมคงนําเสนอภาพย่อ ๆ ว่า เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ลงนามในคําสั่งแต่งตั้งตัวเอง คือนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กขช. ในขณะนั้นแต่งตั้งเสร็จไม่กี่วันครับ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ท่านก็เรียกประชุม น้ํากําลังท่วมครับ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ ทุกท่านทราบ น้ํากําลังท่วมใหญ่ประเทศไทย ท่านก็ไปเรียก ประชุมคณะกรรมการ กขช. ณ ห้องประชุมชั้น ๓ อาคารสํานักงานท่าอากาศยานดอนเมือง ไปประชุมพื้นที่น้ําท่วมครับ แต่ไปประชุมเรื่องข้าวครับ ไปประชุมเพื่ออนุมัติการจัดทําข้าวถุง ธงฟ้าจําหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูกกว่าท้องตลาด จํานวนเท่าไรครับ จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัน หรือ ๒๐ ล้านถุง วันนั้นในช่วงเดือนตุลาคมท่านทํา ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ไปอนุมัติข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน

เรื่องที่ ๒ ห่างกันเพียงไม่กี่วันครับ ท่านก็ไปซื้อข้าวถุงจากภาคเอกชน เพื่อจัดทําถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตันที่ท่านทํา จะขายให้กับประชาชนราคาถูกถุงละ ๗๐ บาท แต่ในขณะเดียวกันท่านไปซื้อกลับมา ซื้อข้าวถุง ๕ กิโลกรัมเหมือนกัน จากประชาชน จากร้านค้า มาในราคาถุงละ ๑๙๒ บาท ขาย ๗๐ บาท ซื้อ ๑๙๒ บาท รายละเอียดเดี๋ยวผมจะนําเสนอต่อไป ท่านประธานครับ อคส. ทํางาน เร็วมากครับ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อนุมัติข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ไปทําข้าวถุง วันที่ ๑ พฤศจิกายน อคส. ทําสัญญาว่าจ้างบริษัทหนึ่งครับ เอ่ยชื่อเลยก็ได้ เพราะเป็นความจริงไม่ได้เสียหายอะไร ชื่อบริษัท เจียเม้ง จํากัด ปรับปรุงข้าวสาร ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ก็คือ ๒๐ ล้านถุง ถุงละ ๒๖ บาท เป็นเงิน ๕๒๐ ล้านบาท ตามนี้ครับ สัญญา ปรับปรุงนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าผมจะทําคอมพานี โปรไฟล์ (Company Profile) ให้กับบริษัท เจียเม้ง จํากัด ผมจะทําอย่างนี้ครับว่า บริษัท เจียเม้ง จํากัด ออกหนังสือรับรอง ของสํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ ต่อมาอีก ๘ วัน คือวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ กขช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็อนุมัติข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ไปทําข้าวถุงธงฟ้าถุงละ ๕ กิโลกรัม จํานวน ๒๐ ล้านถุง ต่อมาอีก ๒๑ วัน คือวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ บริษัท เจียเม้ง ก็ได้ทําสัญญาปรับปรุงข้าวกับ อคส. จํานวน ๒๐ ล้านถุง ถุงละ ๒๖ บาท เป็นเงิน ๕๒๐ ล้านบาท ท่านประธานลองคิดดูครับ ใช้เวลาเพียง ๒๙ วัน ตั้งแต่ออกหนังสือรับรอง กขช. อนุมัติและทําสัญญาปรับปรุงข้าวถุง ใช้เวลาเพียง ๒๙ วัน บริษัทนี้ได้งานไป ๕๒๐ ล้านบาท สัญญาที่ทําก็พิลึกพิลั่นครับ ไม่เคยพบไม่เคยเห็นสัญญาแบบนี้ หนังสือสัญญาทําวันที่ ๑ พฤศจิกายน ท่านประธานดูนะครับ หนังสือสัญญาทําวันที่ ๑ พฤศจิกายน แต่หนังสือค้ําประกันของสถาบันการเงิน ตามข้อ ๑๐ นี้นะครับ ข้อ ๑๐ หนังสือสัญญาค้ํา ประกัน ๕ ฉบับ เป็นเงิน ๘๙ ล้านบาท ออกวันที่ ๔ ครับ หนังสือสัญญาเซ็นกันวันที่ ๑ แต่หนังสือค้ําประกันในนี้ลงวันที่ ๔ ไม่เคยพบเคยเห็นหนังสือสัญญาแบบนี้ เขามีแต่หนังสือสัญญาค้ําประกันลงวันที่ ๔ สัญญา ก็ทําวันที่ ๔ หรือหนังสือสัญญาค้ําประกันลงวันที่ ๔ สัญญาทําวันที่ ๕ อย่างนี้เคยพบเห็น แต่อันนี้ทําสัญญาวันที่ ๑ หนังสือสัญญาค้ําประกันของสถาบันการเงินมาวันที่ ๔ มีหรือครับ หนังสือมอบอํานาจ ท่านประธานดูครับ บริษัท เจียเม้ง จํากัด โดยนางอัจฉรารัตน์ ธนะเจริญ ผู้รับมอบอํานาจตามหนังสือมอบอํานาจ ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน หนังสือมอบอํานาจ นี่เขามอบอํานาจให้คนมาลงนามครับ ลงวันที่ ๑ แต่ไปดูหนังสือมอบอํานาจสิครับ หนังสือมอบอํานาจฉบับนี้ หนังสือมอบอํานาจนี้ทําขึ้น ณ บริษัท เจียเม้ง จํากัด สํานักงานใหญ่ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน มีหรือครับสัญญาอย่างนี้ เซ็นวันที่ ๑ หนังสือมอบมาวันที่ ๙ เป็นไปได้หรือครับ อย่างนี้เขาเรียกว่าหนังสือสัญญานี้ ล็อก สเปค (Lock spec) ไว้แล้ว ใช่ไหมครับว่าให้บริษัท เจียเม้ง จํากัด ล็อก สเปค ไว้หมดแล้วใช่ไหมว่าให้บริษัท เจียเม้ง จํากัด หนังสือสัญญานี้ในมุมมองของผมนะครับ ผมเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กับคู่สัญญา หลายประการครับ

ประการที่ ๑ ไม่มีกรอบระยะเวลาการดําเนินการที่ชัดเจนว่าสัญญานี้ จะสิ้นสุดลงเมื่อไร ไม่มี มีแต่วันที่ ๑ จบสิ้นสัญญาวันไหน เดือนไหน ปีไหน ไม่ได้ระบุ ข้อ ๑๑ ของสัญญาเขียนไว้ว่า หากผู้รับจ้างปรับปรุงข้าวสารบรรจุถุงไม่สามารถส่งมอบข้าวสาร ให้องค์การคลังสินค้าภายในเวลาที่กําหนด เขียนไว้อย่างนี้ครับ สัญญาทั้งหมดในหนังสือ สัญญาฉบับนี้ปรับปรุงข้าวมีทั้งสิ้น ๑๖ ข้อ ไม่มีกําหนดเวลาว่าจะต้องส่งมอบข้าวสารภายใน เวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี นับตั้งแต่วันทําสัญญา ไม่มีครับ แต่ข้อ ๑๑ เขียนไว้ว่า ไม่สามารถ ส่งมอบข้าวสารภายในเวลาที่กําหนด แต่ไปดูสัญญาทั้งสิ้น ๑๖ ข้อ ไม่มีสักข้อที่มีกําหนด ระยะเวลาสิ้นสุด ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย มีหรือครับสัญญาอย่างนี้ แปลว่าสัญญานี้ ไม่มีวันหมดอายุสัญญาครับ เป็นสัญญาตลอดชีพครับ เปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เปิดช่องให้เกิดการเบิกข้าวแล้วไปขายก่อน ขายแล้วได้เงินมาแล้วเอาไปหมุนเองก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาทําข้าวถุงส่งได้ ไม่มีอะไรเป็นข้อกําหนด เบิกข้าวแล้วเวียนเทียนอีกก็ได้ เพราะไม่มีกําหนดว่าเบิกข้าวไปแล้วกี่วันต้องเอาข้าวบรรจุถุงเอามาส่งให้กับคลังไหน เวลาไหน ไม่มี ค่าปรับปรุงข้าวถุงละ ๒๖ บาท ตันละ ๕,๒๐๐ บาท แต่ราคาข้าวตันละ เอาราคาที่รัฐบาลตั้ง นะครับว่าราคากลาง ๑๕,๒๕๐ บาท ซึ่งความเป็นจริงต้นทุนของรัฐบาลอยู่ที่ ๒๒,๐๐๐ บาท ต่อตัน แต่ค่าปรับปรุงเพียง ๕,๒๐๐ บาท อย่างนี้เขาเบิกข้าวทั้งคลังเลยครับ เบิกไปสัก ๕๐,๐๐๐ ตัน แล้วผมไปขายก่อนก็ได้ ผมไปขาย ๕๐,๐๐๐ ตัน คูณ ๑๕,๒๐๐ บาท ได้เงิน เท่าไรท่านประธาน แล้วผมก็ไปหมุน หมุนเสร็จแล้วผมค่อยมาปรับปรุงข้าวถุงส่งก็ได้ อย่างนี้ เป็นสัญญาที่สมยอมกัน ผมกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์สมยอมกับ คู่สัญญา ภาพที่ ๑๒ ครับ ท่านประธานดูครับสัญญานี้ สัญญานี้ทําขึ้น ๒ ฉบับ มีข้อความ ตรงกัน จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งประทับตรา ถ้ามี อคส. มีตราประทับไหมครับ ผู้รับจ้าง บริษัท เจียเม้ง จํากัด มีตราประทับไหมครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเคยเป็นปลัดกระทรวง อย่างนี้แต่ท่านไม่ต้องตอบนะครับ ผมไม่ได้ พาดพิงถึงท่านนะครับ อย่างนี้เป็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้กับคู่สัญญานะครับ เป็นการ ทําสัญญาที่ลุกลี้ลุกลนแล้วก็มีนัยแอบแฝงจะทํากันอย่างนี้ ทําแบบลุกลี้ลุกลน ทําแบบมีช่องว่าง ทําแบบมีช่องโหว่ ทําแบบเอื้อประโยชน์ให้กับคู่สัญญา ถ้าคิดลึกไปกว่านั้นก็ต้องบอกว่า มีผลประโยชน์ร่วมกันด้วยซ้ําไป อีก ๔ เดือนครึ่งต่อมาครับ ท่านก็มาทําบันทึกต่อท้าย นี่ครับ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ ท่านมาเพิ่มหลักประกัน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ข้อ ๑๐ ของสัญญาบอกว่าให้ใช้ ในอัตราร้อยละ ๕ ของมูลค่าค่าข้าวที่รับจ้าง ก็ท่านคิดเสร็จหมดแล้ว ไป ๘๙,๔๗๕,๐๐๐ บาท วันนี้เอาหลักประกันมาเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็หมายความว่าเบิกข้าวเกินสัญญาสิครับ ถึงต้องเพิ่มหลักประกัน เพราะวันที่ ๑ พฤศจิกายนท่านเขียนไว้ว่าถ้าข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ต้องใช้หลักประกัน ๘๙,๔๗๕,๐๐๐ บาท แต่พอวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านมาเพิ่ม หลักประกันอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท แปลว่าอะไรครับ แปลว่าท่านเบิกข้าวไปครบแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าเบิกข้าวไม่ครบทําไมถึงต้องเพิ่มหลักประกัน ถ้าเบิกข้าวไม่ครบท่านจะเพิ่ม หลักประกัน บริษัท เจียเม้ง เขาก็ต้องไม่ยอม จะเพิ่มทําไม แปลว่าเบิกข้าวเกินกว่าสัญญา เกินกว่าที่ กขช. อนุมัติไว้ใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ๔ เดือนผ่านไปยังไม่เห็นข้าวธงฟ้า ที่อนุมัติไว้ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน แม้แต่ถุงครับ ถุงเดียวไม่เคยเห็น ต่อมาวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ เวลา ๑๕.๓๐ น. นายกรัฐมนตรีเหมือนกันครับไปประชุมคณะกรรมการ กขช. ที่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมีมติบอกว่าให้ อคส. นําข้าวถุงธงฟ้าที่อนุมัติไว้ตอนน้ําท่วม ๑๐๐,๐๐๐ ตัน เอามาทํา ข้าวถุงธงฟ้าราคาถูกให้กับพี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ ๕๐,๐๐๐ ตัน ถุงละ ๕ กิโลกรัม เป็นจํานวน ๑๐ ล้านถุง นี่ที่ผมบอกว่าพูดถึงพี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ เพราะนายกรัฐมนตรี มีอีกตําแหน่งหนึ่งคือเป็น ผอ. ศอ.บต. ทีนี้ท่านก็บอกต่อว่าราคาข้าวสารปกติถุงละ ๗๖ บาท ๒๕ สตางค์ คิด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๓๘ บาท แปลว่าลดให้พ่อแม่พี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ ลดราคาให้ครึ่งหนึ่งเลย ถุงหนึ่งเหลือ ๓๘ บาท ๑๒ สตางค์ครึ่ง และบวกค่าปรับปรุงถุงละ ๒๖ บาท แปลว่า อคส. มีต้นทุนถุงละ ๖๔ บาท ๑๒ สตางค์ครึ่ง แล้วก็บังคับให้ อคส. ไปขายส่ง และให้ผู้ที่รับช่วงต่อขายให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนถุงละไม่เกิน ๗๐ บาท ต่อมาวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ อคส. อนุมัติให้ขายข้าวถุง ๕ กิโลกรัม ถุงแดงตรา อคส. ไม่ใช่ถุงธงฟ้า นะครับ ถุงแดงตรา อคส. เมื่อสักครู่ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน คือถุงธงฟ้าและมาแปลงเป็น ๕๐,๐๐๐ ตัน ก็เป็นถุงธงฟ้าแต่เพื่อพ่อแม่พี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ แต่วันนี้ ๘ พฤษภาคม อคส. มาอนุมัติข้าวถุงแดงตรา อคส. ให้กับสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นครศรีธรรมราชจํานวน ๓,๑๕๐ ตัน ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ราคาขายให้กับประชาชนไม่เกินถุงละ ๗๐ บาท เหมือนกันครับ วันที่ ๑๐ มกราคม อคส. แจ้งอธิบดีกรมการค้าภายในบอกว่า อคส. ขอเรียนว่าได้ดําเนินการจําหน่ายข้าวสารบรรจุถุงครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ จํานวน ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ให้กับคณะกรรมการมุสลิมตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แปลว่า ๖๓๐,๐๐๐ ถุงนี้ท่านบอกว่าขายเรียบร้อยแล้วครับ ส่งไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แต่ท่านประธาน ลองดูครับ หลักฐานที่ อคส. ส่งไปให้กับสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นราธิวาสมีเพียง ๖,๖๐๐ ถุง แล้วก็เขียนบอกว่า อคส. ขอให้บริษัท เจียเม้ง จํากัด ดําเนินการจัดส่งข้าวสาร ๕ เปอร์เซ็นต์ ตรา อคส. ถุงแดง บรรจุ ๕ กิโลกรัม เพื่อส่งมอบ ให้แก่สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีรายละเอียดดังนี้ วันที่สั่งซื้อ ๒๗ กุมภาพันธ์ สถานที่ส่งมอบสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นราธิวาส ๖,๖๐๐ ถุง เขารับของวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ๖,๖๐๐ ถุง ตรงกัน แต่ประเด็น อยู่ตรงนี้ครับ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าท่านอนุมัติขายข้าว ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ท่านส่งไปให้ภาคใต้ เพียง ๖,๖๐๐ ถุง ข้าวหายไปไหนครับ ๖๒๓,๔๐๐ ถุง คิดส่วนลดที่ท่านลดให้กับ คนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของ ๖๓๐,๐๐๐ ถุงนี้เท่านั้นนะครับ ส่วนลด ๒๓,๗๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ข้าวหาย เงินก็หายครับ ที่เอาพ่อแม่พี่น้องคนมุสลิม จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอ้างเพื่อจะส่งข้าวนี้ออกไป แต่ข้าวนี้มันไม่ได้ไปถึงมือพ่อแม่พี่น้อง มุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านก็อ้างไป ข้าวก็หาย เงินของรัฐก็หายครับ

ต่อมาครับวันที่ ๔ มกราคม ทางสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจํา จังหวัดนครศรีธรรมราชเขาก็มีหนังสือมาอีกครับ มีหนังสือบอกว่า ขอให้คณะกรรมการ อิสลามประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ เขาขอซื้อข้าวครับ แล้วให้อิหม่าม ประจํามัสยิดแต่ละมัสยิด แต่ละอําเภอมารับสินค้าตามจุดนัดหมาย แล้วให้อิหม่าม ประจํามัสยิดเป็นผู้จําหน่ายแต่ละหมู่บ้าน แต่ละมัสยิดอย่างทั่วถึง เขาขอซื้อมาครับ ถุงละ ๖๖ บาท ๕๐ สตางค์ จํานวน ๔,๘๕๐ ตันนะครับ ลงชื่อ นายปราโมทย์ มะหมัด กรรมการอิสลามประจําจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วเขาก็แจกแจงครับ จังหวัดนราธิวาส ใครรับผิดชอบ จังหวัดปัตตานี ใครรับผิดชอบ จังหวัดยะลา ใครรับผิดชอบ จังหวัดสงขลา ใครรับผิดชอบ จังหวัดนครศรีธรรมราช ใครรับผิดชอบ เขาทํามาดีครับ แล้วเขาก็บอกต่อว่า แผนการจําหน่ายข้าวสารธงฟ้าราคาประหยัด พี่น้องมุสลิมภาคใต้ จังหวัดปัตตานีเขาจะ ไปขายอําเภออะไรบ้าง จํานวนเท่าไร จังหวัดปัตตานีรวมแล้ว ๑,๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดยะลา อําเภออะไรบ้าง จํานวนเท่าไร ก็ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดนราธิวาส รวมกัน ๑,๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดสงขลา ๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม จังหวัดนครศรีธรรมราช ๓๕๐,๐๐๐ กิโลกรัมนะครับ ผมเห็นผมก็ตกใจครับ เพราะท่านบอกว่าทาง อคส. แจ้งไปที่ อธิบดีกรมการค้าภายใน เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๖ เขาทําหนังสือมาวันที่ ๔ มกราคม นะครับ ท่านแจ้งไปวันที่ ๑๐ ท่านบอกว่า สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด นครศรีธรรมราชได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ ขอจัดซื้อข้าวสารจาก อคส. ครั้งที่ ๒ จํานวน ๔,๘๕๐ ตัน ๙๗๐,๐๐๐ ถุง ล็อตแรกขอซื้อมา ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ครั้งที่ ๒ ขอซื้อมา ๙๗๐,๐๐๐ ถุง โดยให้ทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนนะครับ บอกพร้อมแนบรายละเอียดมา อคส. บอกว่า ขอให้กรมการค้าภายในได้กรุณาประสานงาน กับสํานักงานการค้าภายในจังหวัดเพื่อควบคุมการจําหน่ายข้าวสารที่ปลายทางไม่เกิน ถุงละ ๗๐ บาท แปลว่าท่านพร้อมจะจัดส่งให้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน และขอให้สํานักงาน กรมการค้าภายในไปควบคุม อย่าขายเกินถุงละ ๗๐ บาท ท่านว่าอย่างนั้นนะครับ หมดระยะเวลาของท่านแล้วครับ ผมก็ทําหนังสือถามไป เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ไม่กี่วันนี้ ถามไปที่จังหวัดยะลา คณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดยะลา ถามไปที่จังหวัดนราธิวาส ถามไปที่จังหวัดปัตตานี ถามไปจังหวัดสงขลา และนครโคกขัน แต่ที่จังหวัดนราธิวาส เขาตอบครับ เขาตอบว่าอย่างนี้ครับ ขอเรียนว่า ไม่เคยได้รับข้าวสารจากองค์การคลังสินค้าเลย และไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด นี่เขาตอบนะครับ เป็นหลักฐาน จังหวัดยะลา เขาบอกว่า ไม่ได้รับ ถ้าจะคุยเรื่องนี้ให้ไปคุยกับที่จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้วจะรู้รายละเอียด จังหวัด ปัตตานีเขาบอกว่า ข้าวก็ไม่มี บอกว่า อย่าบอกว่าไม่มีเลย จะบอกว่า แม้แต่ได้ยินยังไม่เคย ได้ยินเลยครับ จังหวัดสงขลาบอกว่า ไม่มีข้าวมา จังหวัดนครศรีธรรมราชบอกว่า ต้องโอนเงิน ไปก่อน ไม่ได้โอน เลยไม่ได้ส่งข้าวมา คําถามก็คือ ข้าวนี้หายอีกแล้วครับ ล็อตแรกเป็นข้าวถุงแดง นะครับ ข้าว ๖๓๐,๐๐๐ ถุง ส่งไป ๖,๖๐๐ ถุง หาย ๖๒๓,๐๐๐ ถุง ล็อตที่ ๒ ๙๗๐,๐๐๐ ถุง หายทั้งล็อตครับ ๙๗๐,๐๐๐ ถุง ส่วนล็อตของรัฐบาลที่ลดให้กับพ่อแม่พี่น้องมุสลิม จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ ๑ ๒๓ ล้านบาท หายแล้วครับ ครั้งที่ ๒ ๓๖,๙๐๐,๐๐๐ บาท หายอีกแล้วครับ ทีนี้ตามมติ กขช. ท่านก็อ้างพ่อแม่พี่น้องไทยมุสลิมภาคใต้ อีก ๕๐,๐๐๐ ตัน ๑๐ ล้านถุง ส่วนลดถุงละ ๓๘ บาท ๑๒ สตางค์ครึ่งก็หายอีกแล้วครับ ๓๘๑ ล้านบาท หาย ๓ ล็อตเลยครับ ข้าวที่ท่านเอามาอ้างว่าจะช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องมุสลิมจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นคําอ้างทั้งสิ้นครับ เปรียบเสมือนว่าท่านก็เอาพี่น้องไทยมุสลิม ของพวกเรานี่แหละมาอ้าง ความเป็นจริงเราต้องยอมรับกันตรง ๆ ครับว่าถ้าทุกคน หรือแม้แต่รัฐบาลบอกว่าจะช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขาเดือดร้อน เรื่องสถานการณ์ความไม่สงบมา ๑๐ ปีแล้ว ผมคิดว่าไม่มีใครขัดข้องครับ ไม่มีใครโต้แย้ง อยากจะสนับสนุนให้ท่านทํา แต่เนื่องจากสิ่งที่ท่านทํามันไม่จริงครับ ท่านเพียงแต่ เอาพ่อแม่พี่น้องมุสลิมมาอ้าง ผมต้องใช้คํานี้เลยครับ ถ้ารุนแรงไปก็ต้องขออภัย เพราะมัน เป็นคําที่พอเราไปถามเขาพูดมาอย่างนี้จริงว่า ท่านก็เอาพ่อแม่พี่น้องมุสลิมมาอ้างเพื่อให้ท่าน ทํามาหาโกงกันได้ ต้องใช้คํานี้ เพราะคําอย่างนี้เป็นคําที่พอเราไปถามชาวบ้าน เขาก็จะพูด คําอย่างนี้ออกมา ซึ่งต่อจากผมวันพรุ่งนี้ วันนี้ก็จะมีคุณรังสิมาจะมาพูดต่อ แล้วพรุ่งนี้ ก็จะต่อด้วยคุณหมอวรงค์ที่จะมาพูดเรื่องข้าวให้ท่านฟังนะครับ รัฐบาลนี้มีมติให้นําข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตันไปทําข้าวถุง ถุงละ ๗๐ บาท เมื่อสักครู่นี้ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วครับว่า ในเดือนตุลาคมท่านทํา ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ท่านอนุมัติข้าวที่สนามบินดอนเมืองครับ เอา กขช. ไปประชุมที่สนามบินดอนเมือง ที่น้ํากําลังท่วมที่นั่น ไปอนุมัติเรื่องข้าว ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ทําข้าวถุงธงฟ้า ในขณะเดียวกันท่านก็ไปซื้อข้าวถุงครับ ถุงยังชีพของท่านซื้อ ข้าวร้านเอื้อธนพัฒน์ นี่อภิปรายตอนน้ําท่วมไม่ไว้วางใจครั้งที่ ๑ ครั้งนี้จริง ๆ อภิปรายรัฐบาลชุดนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๑ ตอนพวกเราอภิปราย ร้านเอื้อธนพัฒน์เสนอข้าวถุงยังชีพชุดละ ๘๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ ชุด ท่านซื้อครับ ข้าวสารชนิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขนาดบรรจุ ๕ กิโลกรัม ๑ ถุง ๑๙๒ บาท ท่านขาย ๗๐ บาท ซื้อ ๑๙๒ บาท ห่างกัน ๗ วัน เดือนตุลาคมเหมือนกัน อนุมัติ ข้าววันที่ ๑๑ ท่านซื้อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ห่างกัน ๗ วันเป็นไปได้อย่างไรครับ รัฐบาลขายข้าว ๗๐ บาท ซื้อกลับ ๑๙๒ บาท ห่างกัน ๗ วัน หจก. พูนเจริญพาณิชย์ นี่ก็อภิปรายไปก่อน ซื้อ ๖๐,๐๐๐ ถุงเหมือนกัน ถุงละ ๑๙๒ บาท ห่างกัน ๗ วันท่านซื้อ รัฐบาลขายข้าวถูก แล้วซื้อข้าวแพง ไอ้นี่ไม่ได้กล่าวหา เป็นความจริงไม่ได้เป็นความเท็จ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านมีมติ กขช. ครั้งที่ ๒/๒๕๕๔ ขาย ๗๐ บาท พอมาวันที่ ๑๙ ท่านซื้อข้าวสาร ๑๐๐,๐๐๐ ถุง ถุงละ ๑๙๒ บาท ราคาต่างกันถุงหนึ่ง ๑๒๒ บาท ๑๐๐,๐๐๐ ถุง ประเทศชาติ ขาดทุนอีกแล้วครับ เอาอัฐยายไปซื้อขนมยาย ประเทศชาติ อัฐยายหายไปอีกแล้ว ๑๒ ล้านบาท นี่ตัวอย่างน้อย ๆ นะครับ ท่านประธานครับ องค์การต่อต้านคอร์รัปชัน เขาบอกครับ ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยลดยากครับ เพราะอุปสรรคของการแก้ปัญหา คอร์รัปชันอันดับหนึ่งเลยครับมาจากความไม่จริงจังของรัฐบาล และฝ่ายบริหารที่จะป้องกัน และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน นี่ไม่ใช่ผมพูดนะครับ หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน ที่นายกรัฐมนตรีไปเดินรณณรงค์อยู่ทุกวัน เมื่อสักครู่ตอนต้นที่ผมนําเสนอ ท่านไปเดิน รณณรงค์กับองค์กรนี้ละครับ แล้วองค์กรนี้ก็มาบอกว่าปัญหาอุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น ปากว่าตาขยิบ เมื่อสักครู่ที่ผมกล่าวตั้งแต่ต้นนั่นละครับ ท่านดูครับ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยพูดไว้ครับ การโกงคือการคอร์รัปชันที่จับได้ ส่วนคอร์รัปชัน คือการโกงที่จับไม่ได้ วันนี้พูดคอร์รัปชันไม่ได้ เพราะวันนี้พวกผมกําลังจับผิดท่านครับ แล้วจับท่านได้อยู่ในสภาแห่งนี้ ต้องบอกว่าท่านเป็นการโกง ไม่ใช่เป็นการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะการโกงคือการคอร์รัปชันที่จับได้ ต้องว่ากันอย่างนี้เลยครับ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ภาพนี้ครับ ที่สุดของมหกรรมรวมพลังแห่งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ต้านโกง วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เราจะทําอย่างไรครับ ฝ่ายค้านอภิสิทธิ์วันนี้ไม่อาจควงคู่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้อีกต่อไปแล้ว นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ควงคู่ผู้นําฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเดิน วิ่ง ปั่น ต้านโกงไม่ได้ เพราะอภิสิทธิ์ไปเดิน วิ่ง ปั่น ต้านโกงได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไปต้องเปลี่ยนใหม่ เดิน วิ่ง ปั่น...โกง ต้องเป็นอย่างนั้นครับ เพราะวันนี้เราอยู่กันคนละมุม อภิปรายคนละด้าน ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี่นายกรัฐมนตรีทําตัวเสมือนเอาจริง กับการโกง แต่วันนี้เราเห็นแล้วครับว่านายกรัฐมนตรีฉวยโอกาสในขณะที่คนกําลังทุกข์ อยู่กับน้ําท่วม แล้วก็โกงประเทศไทยอีกแล้ว แล้วสุดท้ายนายกรัฐมนตรีก็หยิบยืมชื่อพ่อแม่พี่น้อง มุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ หยิบขึ้นมาอ้างเพื่อจะขอทําโครงการไปโกงประเทศไทยอีกแล้วครับ พฤติกรรมการโกงไม่ได้ลดลงครับ ต้องยอมรับว่ามากกว่าเก่า มากกว่าเดิม โกงเสร็จก็มาออก กฎหมายนิรโทษกรรมกันในสภาแห่งนี้ละครับ วันออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนายกรัฐมนตรี ก็ไม่อยู่ ลาไปไหว้พระครับ ชาวบ้านเขาก็ฝากถามมาครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปขออะไร มาจากพระ เขาตั้งคําถามว่า ๑. ไปขอให้ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมผ่านสภา ๒. ขอให้คนโกงได้รับ การนิรโทษกรรม ๓. ขอให้คําอ้างว่าเป็นเรื่องสภาได้ผล ๔. ขอให้ตัวเองทําผิดก็ชนะ ๕. ขอให้ฝ่ายค้านทําถูกก็แพ้พวกมาก ถ้านายกรัฐมนตรีรักประเทศไทยจริงนายกรัฐมนตรี ต้องทําสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อประเทศไทยครับ อย่าทําร้ายประเทศไทยเลยครับ ผมจึงเห็นว่า นายกรัฐมนตรีหมดความชอบธรรมการเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจึงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ ขอบคุณครับ