จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะการซื้อจัดจ้างที่ไม่ใช่งานก่อสร้าง และเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด และวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการที่ตั้งโครงการรถไฟ โดยแสดงคลิปวิดีโอเพื่อเป็นหลักฐานว่าเงินที่ใช้สำหรับโครงการนี้ถูกใช้ไม่เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีข้อกล่าวหาทั้งหมด ๔ ข้อ
ข้อที่ ๑ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมาย คือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔
ข้อ ๒ จงใจที่จะกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ข้อ ๓ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๘ กล่าวคือ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องบริหารตามกฎหมายและนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภา ซึ่งได้ แถลงต่อสภาไว้ตามมาตรา ๑๗๖ ในข้อที่ ๑.๓ คือ นายกรัฐมนตรีจะป้องกันและปราบปราม การทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ ซึ่งได้แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ข้อ ๔ นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้บริหารราชการแผ่นดิน บกพร่อง ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งต่อสภาและต่อประชาชน พูดอย่างทําอย่าง ปากว่าตาขยิบ จงใจปกปิดข้อมูล ส่งเสริมปกป้องการฉ้อราษฎร์บังหลวง นโยบายรณรงค์ ต่อต้านการทุจริตเป็นเพียงแค่ละครปาหี่ ไม่มีผลปฏิบัติจริง โดยนายกรัฐมนตรีไม่แยแสใส่ใจ จัดการตามอํานาจหน้าที่แต่อย่างใด ทั้งยังกระทําผิดกฎหมายซ้ําซาก ไม่ใช่ครั้งแรกครับ วางแผนใช้อํานาจออกกฎหมายอันจะเป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อน แยบยลที่สุด โดยคนไทยจะกลายเป็นผู้รับภาระหนี้สินไปอีก ๕๐ ปี วันนี้ผมจะมาปลดหนี้ให้คนไทยทั้งชาติครับ ท่านประธานครับ ทั้ง ๔ ข้อหา ผมได้ยื่นถอดถอนไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญ ผมจะอภิปรายจาก ภาษากฎหมายเป็นภาษาชาวบ้าน ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้พอมีพื้นเข้าใจบ้าง เพราะเมื่อวานนี้ ท่านมาพูดในสภาแล้วว่าท่านเข้าใจ แต่ผมเรียนว่าท่านยังไม่เข้าใจครับ ท่านยิ้มอย่างนั้น ผมว่าท่านไม่เข้าใจแน่ครับ เพราะถ้าท่านเข้าใจท่านต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีโดนยื่นถอดถอนตามกฎหมายป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายของ ป.ป.ช. ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อปี ๒๕๕๔ เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีโดนยื่นถอดถอนเพราะอะไรครับ เพราะเตะถ่วง กฎหมายนี้ไว้ เตะถ่วงด้วยการไม่ยอมประกาศราคากลาง ไม่ยอมประกาศการคํานวณ ราคากลาง ไม่ยอมประกาศขึ้นเว็บไซต์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ สําคัญอย่างไรครับ สําคัญ ตรงที่ว่านายกรัฐมนตรีกําลังใช้งบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นภาษีอากรของคนไทยทั้งชาติ รัฐมนตรีทั้งคณะก็ใช้เงินภาษีอากรของคนไทยทั้งชาติ ดังนั้นเมื่อจะมีการจัดซื้อจัดจ้าง งบประมาณเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็จะต้องประกาศราคากลางให้ประชาชนเข้าตรวจสอบได้ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐๓/๗ ท่านประธานครับ ประชาชนมีสิทธิ รู้ครับว่าจะใช้เงินภาษีของเขาไปทําอะไร เช่น งบประมาณจะไปซื้อกระดาษเท่านี้ ๑๐๐ บาท ถ้านายกรัฐมนตรีไปซื้อ ๒๐๐ บาท แสดงว่าโกงไป ๑๐๐ บาท ประชาชนย่อมมีสิทธิเข้าไป ตรวจสอบได้ว่าโกงหรือไม่ ท่านประธานครับ หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว นายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิเตะถ่วง กฎหมายอันนี้อีกแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงได้เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับทาง ป.ป.ช. เพื่ออะไร เพื่อบอกว่าจะทําก็ได้ แต่ขอเวลา ที่สุดนายกรัฐมนตรีก็นําเรื่องดังกล่าว คือนํากฎหมาย ป.ป.ช. เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นําเข้าสู่ ครม. นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเองครับ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีต้องทราบดีว่ากฎหมายนี้ ต้องทําอย่างไร นายกรัฐมนตรีขอเวลา ๑๘๐ วัน ต้องทราบดีว่ากฎหมายนี้ต้องทําอย่างไร นายกรัฐมนตรีขอเวลา ๑๘๐ วัน หรือครึ่งปีในการเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติตาม กฎหมาย ป.ป.ช. เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่สุดครับท่านประธานครับ ก่อนครบกําหนดครึ่งปี วันที่ ๖ สิงหาคม นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ออกหนังสือด่วนที่สุด นี่ครับ เซ็นกํากับเรียบร้อยครับ หน้าสุดท้ายอนุมัติ มีลายเซ็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อย อนุมัติ เรื่องอะไรครับ อนุมัติเรื่องให้ทุกหน่วยงานดําเนินการจัดทําหลักเกณฑ์การคํานวณราคากลาง ของทางราชการให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ ผมไม่ติดใจครับ ตอนแรกรับปากว่า ๑๑ เลื่อนมา ๑๓ ๒ วัน ไม่ติดใจครับ หลังจากท่านนายกรัฐมนตรีทําหนังสือดังกล่าวแล้ว ป.ป.ช. ก็รับทราบว่า คณะรัฐมนตรีจะดําเนินการดังกล่าวแล้ว ทาง ป.ป.ช. จึงได้มีหนังสือเมื่อวันที่ ๔ กันยายน แจ้งไปยังหน่วยงานทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ทั้งหมด ๔๕๔ หน่วยงาน หน่วยงานมีอะไรบ้าง เช่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันอุดมศึกษา กระทั่งสมุหราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์ ป.ป.ช. ก็แจ้งไปครับ กรมราชองครักษ์ก็ต้องทําตามกฎหมาย ป.ป.ช. นี้ คือต้องประกาศราคากลางให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ (Website) ของ หน่วยงานนั้น ๆ และต้องประกาศที่กรมบัญชีกลางด้วยอีกที่หนึ่ง ทําไมต้องประกาศ ๒ ที่ครับ ที่ประกาศหน่วยงานเพราะหน่วยงานนั้นเป็นคนขอเงินใช้ ที่ต้องไปประกาศกรมบัญชีกลางด้วย เพราะกรมบัญชีกลางเป็นคนให้เงินหน่วยงานนั้นไปใช้ จึงต้องประกาศทั้ง ๒ ที่ เพื่อความ รอบคอบและป้องกันการทุจริตว่าราคาไม่ตรงกัน
ท่านประธานครับ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่ ป.ป.ช. แจ้งไปได้แจ้งไปที่สํานักงาน เลขาธิการนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธว่าหนูไม่รู้ไม่ได้ เพราะตัวเองทําหนังสือออกเอง ๑ นั่งประชุม ครม. นั่งเป็นประธานเอง ๑ สําคัญที่สุด เมื่อวานรับปากในสภา มาสารภาพแล้วว่ารู้แล้วเรื่องกฎหมาย ป.ป.ช. ได้ทําแล้ว แต่เดี๋ยวผม จะบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ทําเลยครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นอีก ๒ สัปดาห์ต่อมา ป.ป.ช. ยังสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๗๗ จังหวัดว่าต้องดําเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. นี้หน่วยงานทุกจังหวัด รวมไปถึงเมืองนายกเมืองพัทยาด้วย แสดงว่า ป.ป.ช. รอบคอบ ละเอียด สั่งทุกหน่วยงานต้องดําเนินการทันที สิ่งที่หน่วยงานต่าง ๆ ต้องประกาศราคากลาง ขึ้นในเว็บไซต์ มีทั้งหมด ๗ เรื่องครับท่านประธาน
เรื่องแรก การจ้างงานก่อสร้างอาคาร อันนี้ต้องขึ้นเว็บไซต์ครับ ซึ่งที่ผ่านมา ขึ้นกันอยู่แล้ว ๒. การจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง อันนี้จําไว้นะครับ เดี๋ยวผมจะอภิปราย ๓. การควบคุมงาน ๔. การจ้างออกแบบ ๕. การจ้างที่ปรึกษา ๖. การจ้างงานวิจัย หรือเงิน สนับสนุนให้ทุนการวิจัย ๗. การจ้างที่ปรึกษาพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ เหล่านี้ต้องมีประกาศ ราคากลางขึ้นเว็บไซต์หมดครับ ทั้ง ๗ เรื่อง
คราวนี้มาเรื่องที่ ๒ ที่ผมได้เอ่ยถึง คือการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง ในเรื่องนี้ ป.ป.ช. ได้จัดทําคู่มือขึ้นมา ๑ ฉบับ ปกสีเขียวอ่อน เรียกว่าแนวทางการเปิดเผย รายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างราคากลางและการคํานวณราคากลาง ออกวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ พร้อมที่มติ ครม. บังคับให้ใช้หลังจากนั้น ๑๘๐ วันครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ ป.ป.ช. สั่งให้งานที่ต้องขึ้นเว็บไซต์ คือในหน้า ๒๒ ครับ ในหมายเหตุ กรณีการจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง การจ้างให้จัดทํากิจกรรม หรืองาน อีเวนท์ (Event) อาจระบุราคาในแต่ละรายการตามขอบเขตการดําเนินงานดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ ๑. งานเวทีแสง สี เสียง และการแสดง ๒. งานสถานที่พร้อมการตกแต่งสถานที่ ๓. งานออกแบบติดตั้งบูธ (Booth) บอร์ด (Board) นิทรรศการ ๔. งานประชาสัมพันธ์ ๕. งานอภิปรายเสวนา ๖. งานบันทึกภาพและเสียง ๗. ค่าเอกสารประกอบการจัดกิจกรรม ๘. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม พูดง่าย ๆ ว่า หลังจากนี้ใครจัด อีเวนท์ เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต้องประกาศราคากลางในเว็บไซต์ด้วย สาระคือเท่านี้ครับ คราวนี้ถามว่าอีเวนท์นั้นคืออะไร อีเวนท์ที่ผมจะพูดถึงการจัดงานแสง สี เสียง ที่ผมจะพูดถึงก็คือโครงการสร้างอนาคตไทย ๒๐๒๐ หรือโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างอนาคต ประเทศไทยหรืองานโฆษณาโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นงานอีเวนท์ขนาดใหญ่ตกลงจัดซื้อจัดจ้างหลังจาก วันที่ ๑๑ สิงหาคม แล้วมีการใช้ งบประมาณจํานวนมาก นายกรัฐมนตรีบอกไม่รู้ก็ไม่ได้อีก เพราะอะไรครับ คําสั่งสํานัก นายกรัฐมนตรี ที่ ๒๔๒/๒๕๕๖ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเองครับ แต่งตั้งใครครับ แต่งตั้งสํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการดูแลโครงการนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เซ็นเอง เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ นายกรัฐมนตรีไม่รู้ไม่ได้ครับ เซ็นเองครับ ไม่ใช่การให้นโยบายนะครับ อันนี้ออกคําสั่งเองต้องดูเอง โครงการที่ว่าต้องทํา อย่างไรครับ ให้จัดนิทรรศการ ๑๒ จังหวัด เริ่มวันที่ ๔-๑ ธันวาคม ถ้ามองผิวเผินไม่มีอะไร แต่ถ้ามองให้ลึกผิดปกติ ๓ เรื่อง ๑. เรื่องเงิน๒. ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะไม่ประกาศ ในเว็บไซต์ให้รู้ราคากลาง แอบมุบมิบทํากันไม่กี่คน ๓. พฤติกรรมผิดปกติ ท่านประธานครับ ผิดเรื่องที่ ๑ เรื่องเงิน มีการใช้เงินมากผิดปกติเตรียมการมาเป็นอย่างดี เพราะอะไรครับ เพราะเดิมทีแต่ละปีนี้นะครับ ตั้งแต่มีงบประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘-๒๕๕๖ รัฐบาลใช้เงินประชาสัมพันธ์โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งสิ้น แค่ ๖๖ ล้านบาท ๙ ปี ใช้ ๖๖ ล้านบาท มาถึงคราวนี้ครับ มีการเตรียมการเป็นอย่างดีเดือนเดียวใช้ ๒๐๐ ล้านบาท ใช้งบกลางปี ๒๕๕๖ แอบไปจิบมาอีก ๔๐ ล้านบาท เป็น ๒๔๐ ล้านบาท อยู่ในนี้ครับ เอกสารงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมท่านนายกรัฐมนตรีไปเปิดดูนะครับ ฝากงบไว้ที่ไหนครับ ฝากงบไว้ที่งบรายจ่ายอื่น ๆ ในข้อ ๔ เป็นค่าใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ๕๐๐ ล้านบาทครับ เดือนเดียวใช้ไปแล้ว ๒๐๐ ล้านบาท ยังเหลืออีก ๓๐๐ ล้านบาท จะใช้ทําอะไรต่อครับ ใช้ไปแล้ว ๒๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยให้ ๑๒ จังหวัด จังหวัดละเท่าไรครับ มี ๔๐ งบกลางนี้เอามาด้วยเป็น ๒๔๐ ล้านบาท ๑๒ จังหวัด เฉลี่ยจังหวัดละ ๒๐ ล้านบาท เอาไปทําอะไรครับ ไปจัดอีเวนท์โฆษณาชวนเชื่อโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ที่ต้องโฆษณาชวนเชื่อเพราะว่าอะไรครับ เพราะเกรงว่าเวลาทําประชาพิจารณ์ว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทยจะทับบ้านใคร โดนยึด ที่ใครกลัวเขาไม่เห็นด้วยเหมือนโครงการน้ําอย่างไรครับ วันนี้ไปจัดเชียงใหม่ ชาวบ้านยังประท้วงเลยครับ ขนาดบ้านนายกรัฐมนตรีเองนะครับ นายกรัฐมนตรีจึงเกรงว่าคนจะไม่เห็นด้วยจึงต้องไปทําอีเวนท์มอมเมาคนทั้งชาติเสียก่อน
อีกเรื่องหนึ่งมันกู้มากครับ เป็นหนี้ ๕๐ ปี เกรงจะเสียคะแนนนิยมเลยต้อง โฆษณามอมเมาคนทั้งชาติให้เชื่อว่าโครงการนี้ดี โครงการนี้วิเศษ ท่านประธานครับ โครงการนี้ ตั้งเป้าว่าให้คนเข้าชมทั้งหมด ๕๖๔,๓๗๔ คน เฉลี่ยวันละ ๒๖,๘๗๕ คน เมื่อเช้าผมมาขอเปิด คลิปภาพไว้แล้วครับ ขอภาพที่ ๑ เลยครับ เจ้าหน้าที่ครับ ขอภาพที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่อย่างไรครับ วันละ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านนายกรัฐมนตรีดูสิครับ
ภาพที่ ๒ ครับ ๒๐,๐๐๐ กว่าคนหรือครับนี่วันหนึ่ง ใช้งบ ๒๐ ล้านบาทครับ ผมไปถ่ายด้วยตัวเองครับ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ เก้าอี้มีไม่ถึง ๑,๐๐๐ ตัว คน ๒๐,๐๐๐ คนจะไปนั่งได้อย่างไรครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไปดูไหมครับ วันเปิดงาน ท่านเกณฑ์คนให้ไป พอท่านกลับคนก็กลับ ท่านกําลังใช้ภาษีของประชาชน
ภาพที่ ๓ ครับ ว่างครับ เอ็มซี (MC) คนโฆษณาโครงการ ๒๐๒๐ คนของท่าน ยืนคุยโทรศัพท์ตั้งแต่ผมไปจนกลับยังคุยโทรศัพท์ไม่เสร็จครับ เพราะไม่มีคนไปถาม ไม่มีคน ไปดู ไม่มีคนไปคุยด้วย
ภาพที่ ๔ ครับ เป็นการสารภาพกลางสภาของรัฐบาลชุดนี้ ที่เมื่อสักครู่ สมาชิกเถียงว่าไปถึงหนองคายหรือเปล่า ผมขอบอกเลยว่าภาพนี้ชี้เจตนาของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในฐานะประธานและตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ในการประชาสัมพันธ์ลักษณะนี้ เขาเขียนว่าอะไรครับ อันซ้ายครับ เบลออาจจะมองไม่เห็น ผมจะอ่านให้ฟังครับ พี่ไปเชียงใหม่ น้องชายไปหัวหิน พ่อแม่ไปโคราช เย็นกลับมากินข้าว ด้วยกัน อีกคนไปเชียงใหม่ อีกคนไปหัวหิน อีกคนไปโคราช เย็นกลับมากินข้าวด้วยกัน ครอบครัวนี้ต้องมีรายได้เดือนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ ไม่อย่างนั้นไม่มีปัญญานั่งรถไฟ ความเร็วสูง วิ่งไปวิ่งมามากินข้าวเย็นด้วยกัน สําคัญที่สุดครับ แสดงว่าภาคเหนือไปถึง เชียงใหม่ครับ ภาคใต้ไปแค่หัวหินครับ ภาคอีสานไปแค่โคราช ไม่ถึงจังหวัดหนองคายครับ เพราะถ้าถึงหนองคายต้องบอกว่าพ่อแม่ไปหนองคายแล้วเย็นกลับมากินข้าวด้วยกัน แสดงว่า ไปแค่โคราชจริง ๆ นิทรรศการนี้สารภาพว่านายกรัฐมนตรีคิดอะไรอยู่ เลิกหลอกลวงคน ได้แล้วครับ
ภาพถัดไปครับ ภาพนี้ครับ อุ่นใจขึ้นเยอะถึงมาทํางานไกลแต่ก็ยังได้กลับไป หาครอบครัวทุกวัน ถ้าอยู่หนองคายได้กลับไหมครับ ในเมื่อรถไฟไปแค่โคราช อยู่จังหวัด เพชรบุรีได้กลับไหมครับ อยู่จังหวัดชุมพรได้กลับไหมครับ ในเมื่อมันไปได้แค่หัวหินนะครับ รถไฟ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นว่าโครงการนี้ดี ดูภาพถัดไปครับ เป็นคลิปครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านจะได้รู้ว่าเงิน ๒๐ ล้านบาทเขาเอาไปผลาญ อะไรบ้าง เปิดคลิปครับ