อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ และวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเสนอกฎหมายในอดีต โดยอ้างว่าเขาไม่ทราบว่าจะมีการนิรโทษกรรมทุจริต และไม่ควรจะมีการบิดเบือนข้อเท็จจริง นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการของนายกรัฐมนตรีในเรื่องนิรโทษกรรม และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าตกลงเงิน 982 ล้านบาทนี้ของท่านหรือคุณทักษิณ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีเรื่องที่ พาดพิงถึงตัวกระผมและกรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นดังต่อไปนี้นะครับ ผมจะไล่เรียงชี้แจงเป็นประเด็น ๆ ไป
จากท่านนายกรัฐมนตรีก่อนนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาชี้แจง เมื่อสักครู่ ว่าที่ผมอภิปรายว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายร่างพระราชบัญญัติ คุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีหลายมาตรานําไปสู่ การเอื้อให้คนซึ่งเคยกระทําความผิด หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ท่านมาบอกว่า ป็นการดําเนินการตามที่รัฐบาลชุดที่แล้ว เคยมีมติไว้เมื่อปี ๒๕๕๓ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดเท็จครับ กฎหมายที่พวกผมเสนอเมื่อปี ๒๕๕๓ จะมีตรงกับกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีชุดท่านอนุมัติ เพียงมาตราเดียว เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะต้องห้ามของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะอนุญาตให้คนที่ถูกรอลงอาญามาเป็นได้ แต่ไม่อนุญาตให้คนที่พ้นโทษแล้วกลับมา แต่เคยรับโทษจําคุกจริงมาเป็นได้ มาตราเดียวครับ รัฐบาลที่แล้วไม่เคยเสนอกฎหมาย
ประการที่ ๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมามีอํานาจกําหนด หลักเกณฑ์ได้ว่าอะไรคือการมีส่วนได้เสียกับกิจการของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน
ประการที่ ๒ รัฐบาลชุดที่แล้วไม่เคยเสนอแก้ลักษณะต้องห้ามของคนที่จะมา ทํางานในรัฐวิสาหกิจที่จะไปอนุญาตให้คนที่ถูกจําคุกจริงแล้วพ้นโทษมาได้ครับ ข้อความ ไม่ตรงกันครับ
ประการที่ ๓ รัฐบาลที่แล้วไม่เคยเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถยกเว้นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามนี้ได้ด้วยครับ
ประการที่ ๔ รัฐบาลที่แล้วไม่เคยเสนอให้มีการดําเนินการในเรื่องของ การยกเว้นการมีกรรมการสรรหาหรือการจะไม่ใช้บัญชีของผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจครับ
เอกสารของฉบับที่พวกกระผมเสนอต่อสภาปรากฏอยู่ในระเบียบวาระ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉะนั้นขอกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือข้อเท็จจริงที่ท่านพาดพิงมาแล้ว ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนะครับ แล้วทําให้ผมเสียหาย
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าท่านดําเนินการปราบปรามการทุจริต ท่านยกกรณี การสร้างโรงพัก-เขาแพง หรืออาชีวะ ผมกราบเรียนท่านประธานเพียงสั้น ๆ ครับว่า กรณี อาชีวะ สมัยผมก็ตรวจสอบ ความต่างที่ท่านยกตัวอย่างมากับสิ่งที่พวกผมทําคือ พวกผม ตรวจสอบทุกโครงการ มีการร้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นพวกใคร แต่ที่ท่านยกมานี่ ผิดถูก ต้องไปพิสูจน์กัน เป็นความพยายามที่จะเล่นงานเฉพาะการกระทําผิดรัฐบาลที่แล้ว ที่ผมอภิปรายคือ ที่เขาร้อง ที่เขาอภิปรายเรื่องทุจริตน้ํา ทุจริตข้าว ทําไมท่านไม่ทําอะไร นี่ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านพาดพิงมา
ทีนี้ในส่วนที่เพื่อนสมาชิกพาดพิงมาถึงกฎหมายนิรโทษกรรม ประการแรก ที่บอกว่ากรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนเสนอกรอบเวลาปี ๒๕๔๗-๒๕๕๖ เขาเสนอในวันที่กฎหมายนี้ไม่มีเรื่องคดีทุจริต เขาเสนอในวันที่มาพูดคุยในกรรมาธิการกันว่า เหตุการณ์ความไม่สงบหรือการดําเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองนั้น ครอบคลุมระยะเวลาใดบ้าง เขาจึงเสนอปี ๒๕๔๗-๒๕๕๖ ถ้ารู้ว่าจะมีกรณีการนิรโทษกรรม ให้การทุจริต ไม่เสนอหรอกครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่ควรจะมีการบิดเบือน
ประการต่อมาครับ ที่บอกว่าพวกกระผมอภิปรายเรื่องนี้หลอกด่า นายกรัฐมนตรี ผมพูดให้ชัดครับ ที่ท่านบอกนายกรัฐมนตรีไม่เคยแทรกแซง ข้ออภิปราย ของพวกกระผมคือ นายกรัฐมนตรีรับรู้ แต่แสร้งทําเป็นไม่ทําอะไร ทั้ง ๆ ที่อยู่ในภาวะที่จะ แก้ปัญหาได้ ที่จะทําให้กฎหมายตายได้ แต่กลับเลือกให้กฎหมายมาแช่แข็ง แล้วก็ ดูเสียงข้างมากยังไม่หยุดความพยายามที่จะหาวิธีนิรโทษกรรมอีก มาตรา ๒๙๑ ผมไม่ทราบ ท่านประธานเห็นหรือยัง จะนัดประชุมอีกแล้ววันพฤหัสบดีนี้ นี่คือข้อกล่าวหาครับ ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องหลอกด่า แล้วประเด็นที่พวกกระผมก็ทําตัวไม่ถูกเหมือนกันว่า ถ้านายกรัฐมนตรี ไม่ยอมชี้แจงว่าตกลงเงิน ๙๘๒ ล้านบาทนี่ของท่านหรือคุณทักษิณ พวกผมก็กล่าวหา ไม่ถูกครับ เพราะถ้ายืนยันอย่างที่ไปยืนยันกับศาล ก็แปลว่าท่านต้องชี้แจงให้ได้ว่านาฬิกา หายไปไหน เงินต่าง ๆ เหล่านั้นหายไปไหน ทําไมจึงไม่อยู่ในบัญชีทรัพย์สิน แต่ถ้าท่านยืนยัน ว่าที่ท่านพูดไปนี่แล้วศาลไม่เชื่อ ที่ศาลเชื่อเป็นความจริง ก็ต้องตอบมาให้ได้ว่าท่านกําลัง ดําเนินการอย่างไรกับกรณีที่มีคนไปร้องเรียนกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าท่านเบิกความเท็จ ผมถึงกล่าวหาไม่ได้อย่างไรครับ ผมต้องมาถามท่านว่าตกลงท่านทําผิดเรื่องไหนกันแน่ แต่ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ของท่านเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับกฎหมายนิรโทษกรรม เป็นหรือไม่เป็นกฎหมายการเงิน อย่างมากที่สุดในกรรมาธิการที่ชี้แจงนี่ ก็คือบอกว่า ถ้าจะต้องจ่ายเงินต้องไปออกกฎหมายงบประมาณเอาเงินออกมา แต่ไม่มีใครกล้าชี้นะครับ เพราะผมก็เป็นกรรมาธิการ แล้วถามหลายครั้งว่าการทําเช่นนี้ก่อสิทธิใช่หรือไม่ เพราะพวกผมอ่านเหมือนที่คุณอรรถวิชช์อ่านในมาตรา ๕ จงใจเขียนชัดเจนว่า ไม่ก่อให้เกิด สิทธิเฉพาะผู้ชุมนุมและผู้แสดงออกทางการเมือง คนทั้งหลายที่ท่านบอกมาให้สู้เพื่อท่าน แล้วติดคุกนั้นไม่มีสิทธิ แต่นายใหญ่คดีทุจริตมีสิทธิ และจะรวมนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าท่านเบิกความเท็จหรือไม่ ขอบพระคุณครับ