สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อัญชลี วานิช เทพบุตร อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากมีพฤติกรรมทุจริตและขัดต่อรัฐธรรมนูญ และวิพากษ์วิจารณ์โครงการของรัฐบาลที่ไม่สมควรตามรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่เธอให้ไว้กับประชาชน

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร ภูเก็ต

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ได้มีการกล่าวหา นางสาวยิ่งลักษณ์ว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ เห็นแก่ประโยชน์พวกพ้อง ทําให้ประเทศชาติเสียหาย ซึ่งก็ได้มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไปหลายท่านแล้ว แต่สําหรับดิฉันเองนั้นขอตั้งข้อกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีว่ามีพฤติการณ์ อันส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๓๐ ค่ะท่านประธาน สําหรับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๓๐ นั้นได้บัญญัติเอาไว้ค่ะ ดิฉันขออนุญาตคลิปที่ดิฉันได้ขออนุญาตต่อ ท่านประธานแล้วค่ะ ขอสไลด์ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๐ บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอภาคกันและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ แต่ท่านประธานคะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้กระทําแล้วค่ะ กระทําอย่างไรคะ ดิฉันจะขออนุญาต ท่านประธานยกกรณีเฉพาะโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต และโครงการ ก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่เท่านั้นค่ะท่านประธาน โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุม และนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตนั้นได้รับอนุมัติให้มีการก่อสร้างได้ในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะค่ะ ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่ศูนย์ประชุม แห่งนี้ได้ถูกยกเลิกการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้าง ในสมัยของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ สําหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการอนุมัติให้มีการก่อสร้างได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ค่ะ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แต่ท่านประธานคะ แต่ศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นในสมัยของ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ค่ะ ต่อจากนี้ท่านประธานตามดิฉันไปดูว่าเจตนา พฤติกรรม หลักฐานที่ดิฉันได้กล่าวหา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีว่ามีพฤติการณ์อันส่อว่าจงใจ ใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๐ เพียงเพราะว่าพี่น้องประชาชนมีความเห็นต่างทางการเมืองนั้น เขาได้มีความประพฤติ อย่างไรบ้างคะท่านประธาน สําหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ต นั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ขอสไลด์ค่ะ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ นั้น ได้อนุมัติงบไทยเข้มแข็งค่ะ ให้กรมธนารักษ์ก่อสร้าง ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติจังหวัดภูเก็ต บนที่ดินราชพัสดุ ภก. ๑๕๓ ตําบลไม้ขาว อําเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ในเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๕๐ ไร่ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๖๐๐ ล้านบาท โดยจะต้องลงนามในสัญญาก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แล้วก็ ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๗ ค่ะ หลังจากนั้นกรมธนารักษ์โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเจ้าภาพก็ได้ไปจัดขั้นตอนของการดําเนินโครงการดังกล่าวอยู่ ๔ ขั้นตอนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนที่ ๑ ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่เขาเรียกกันว่า ไออีอี (IEE) แล้วก็ดําเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เขาเรียกกันว่า อีไอเอ (EIA) ต่อไป ได้มีการกําหนดขั้นตอนในการจ้างที่ปรึกษาจํานวน ๒ สัญญาด้วยกันเพื่อบริหารโครงการ แล้วก็เพื่อศึกษาทางด้านการตลาดและธุรกิจค่ะ ขั้นตอนที่ ๓ ก็ได้มีการจ้างออกแบบดีเทล ดีไซน์ (Detail Design) แล้วก็ดําเนินการควบคุมงานก่อสร้าง เหลือเพียงขั้นตอนที่ ๔ ค่ะ ท่านประธาน นั่นก็คือการลงนามก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต แต่ท่านประธานคะ ในระหว่างที่ได้มีการดําเนินการดังกล่าวนั้นได้มีการยุบสภาค่ะ และได้มีการเลือกตั้งใหม่ ในปี ๒๕๕๔ และหลังจากที่ได้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น แน่นอนค่ะ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมา ครม. ในยุคของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ดิฉันขออนุญาตขอสไลด์ต่อค่ะ สไลด์ที่ ๓ โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาที่จังหวัดภูเก็ตนะคะ ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ค่ะท่านประธาน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี รับทราบสถานการณ์ดําเนินโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัด ภูเก็ตนะคะ และคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงการคลังรับกลับไปทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า จะดําเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตต่อหรือไม่ และให้ นําเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการไทยเข้มแข็งโดยด่วนกลับไป ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕ ทางกรมธนารักษ์ได้มีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นยืนยันโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุม และนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ต ถึงประธานคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหาร โครงการ ปรากฏว่าวันที่ ๑๖ มีนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขออภัยที่ต้อง เอ่ยนามท่านค่ะ ท่านวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ก็ได้เกษียนหนังสือไปถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาลงนามยืนยันโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการ นานาชาติที่จังหวัดภูเก็ต กลับไปที่คณะกรรมการบริหารและกลั่นกรองงบไทยเข้มแข็ง ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าหนังสือฉบับนั้นเดินทางจากห้องของรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังไปอยู่หน้าห้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้เวลา ๒ เดือนกับอีก ๑๓ วันค่ะท่านประธาน วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นี่ละค่ะ ถึงเพิ่งเกษียนหนังสือตอบกลับไปยังอธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าให้อธิบดีกรมธนารักษ์นั้นนําผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไออีอี และอีไอเอ ฉบับสมบูรณ์กลับมาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดูก่อน แล้วเขาถึงจะพิจารณาว่า เขาจะยืนยันโครงการดังกล่าวนั้นกลับไปยังคณะกรรมการบริหารและกลั่นกรองโครงการ งบไทยเข้มแข็งหรือไม่ ดิฉันอยากจะเรียนต่อท่านประธานค่ะว่าดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตและ ข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าต้องการแตะถ่วงโครงการในการสร้าง ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาที่จังหวัดภูเก็ตนี้ขึ้น เพราะอะไรคะท่านประธาน มันมี เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันไปอีกค่ะ ว่าหลังจากนั้นกรมธนารักษ์ได้มีการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมไออีอีผิดปกตินะคะ เพราะใช้เวลาเกือบร่วม กับทาง สผ. คือสํานักงานนโยบาย และแผนของสิ่งแวดล้อมค่ะ ใช้เวลาก็ค่อนข้างเนิ่นนาน ๒ ปีค่ะในการพิจารณาไออีอีและ อีไอเอ ในขณะที่ไออีอีผ่านเรียบร้อยแล้วค่ะ กําลังทําอีไอเอฉบับสมบูรณ์ส่งกลับไปให้ยัง สผ. ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน วันนั้นทางสํานักบริหารคลังร่วมกับกรมธนารักษ์ได้มีการประชุม ร่วมกันว่า หากมีการส่งการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับอีไอเอไปให้กับ สผ. ในวันที่ ๑๙ มิถุนายนแล้วนั้น ย่อมหมายความว่าการลงนามในการจ้างผู้จะมาก่อสร้างโครงการ ศูนย์ประชุมให้ทันในวันที่ ๓๑ กรกฎาคมนั้นคงเป็นไปไม่ได้ค่ะ ทางกรมธนารักษ์จึงต้องการ ที่จะนําเรื่องนี้ไปปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังค่ะ ก็คือนายกิติรัตน์ ณ ระนอง นั่นละคะ เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือ และเพื่อจะทําหนังสือไปขอ ครม. ขยายระยะเวลา การลงนามก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตจากวันที่ ๓๑ กรกฎาคม เป็นวันที่ ๓๐ กันยายนค่ะ ในขณะนั้นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยท่านวิรุฬก็พยายามบอกให้ท่านอธิบดีได้ขอนัดทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับโครงการการสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ ที่จังหวัดภูเก็ต แต่ปรากฏว่าพฤติกรรมก็ยังเหมือนเดิมค่ะ เพิกเฉย นิ่ง ละเลย และสุดท้าย แน่นอนค่ะว่าในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ได้มีมติของคณะรัฐมนตรียกเลิกการจัดสรรเงิน ค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติของจังหวัดภูเก็ตในวงเงิน ๒,๔๒๘ ล้านบาท ท่านประธานคะ หลังจากที่ได้มีมติของ ครม. ชุดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว ในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ดิฉันเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นกระทู้ถามสด ถามนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ ในสภาแห่งนี้ของพวกเราค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมเช่นเคยค่ะ ไม่มาสภา ไม่มาตอบกระทู้สดค่ะ และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมาเป็นคนตอบกระทู้สด ในวันนั้นแทนค่ะ ดิฉันสรุปสั้น ๆ เพียงแต่ว่าวันนั้นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้บอกดิฉันว่า ในเมื่อกรมธนารักษ์เองไม่อาจสามารถที่จะลงนามในสัญญาก่อสร้าง ศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตได้ทันภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แล้ว จึงเป็นความชอบธรรม ที่ ครม. จะมีมติยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตได้ นั่นคือคําตอบ ดิฉันอยากจะเรียน ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้พูดเองค่ะว่า เมื่อวานนี้ท่านบอกว่าท่านจะเป็นคนที่โง่ หรือไม่โง่ก็ตาม ท่านไม่สามารถชี้แจงอธิบายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านคิดแล้วท่านคิดว่าท่านทําได้ ก็คือการดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ดูที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน และต้องตอบโจทย์ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้ แต่วันนี้มันไม่ใช่ค่ะ พฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี สวนทางกันโดยสิ้นเชิง วันนั้นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนปรากฏมากมายค่ะ และหนึ่งในโครงการนั้นก็คือโครงการสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ยังนิ่งเฉยและละเลย แต่ท่านประธานคะ ในที่สุดดิฉันไปหาหลักฐานชิ้นสําคัญได้ค่ะ ในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ไปพบหลักฐานชิ้นสําคัญจากการปราศรัยของนายปลอดประสพ สุรัสวดี ค่ะ ไปพูดบนเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ พูดว่าอย่างไรคะ ขออนุญาตเปิดคลิปค่ะท่านประธานคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานคะ ดิฉันไม่เคยคาดคิด มาก่อนเลยค่ะ ว่าคนที่เป็นถึงระดับรองนายกรัฐมนตรี คนที่เคยดํารงตําแหน่งข้าราชการ ระดับสูงในฐานะปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนที่เคยถือว่าตัวเอง มีชาติ มีตระกูล จะกล้าพูดจาเช่นนี้ต่อสาธารณชนได้ค่ะ ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานค่ะว่า คํากล่าวทั้งสิ้นของนายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นเท็จค่ะ เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่ว ใส่คนอื่น และข้อสําคัญที่สุดก็คือนายปลอดประสพเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนค่ะ นายปลอดประสพเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนคนภูเก็ต เพียงเพราะว่าเขาเหล่านั้น มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากพรรคเพื่อไทยค่ะ นายปลอดประสพเลือกปฏิบัติ ต่อพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตเพียงเพราะว่าเขาไม่ยอมก้มหัวให้พรรคเพื่อไทย ไม่ยอมเลือก ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยมาเป็นผู้แทนราษฎรของคนจังหวัดภูเก็ต ท่านใช้วิธีการแบ่งแยก ประชาชน เลือกปฏิบัติด้วยการกลั่นแกล้งพี่น้องประชาชน และตัดโครงการสร้างศูนย์ประชุม ที่จังหวัดภูเก็ตทิ้งไปค่ะท่านประธาน ข้อสําคัญที่สุดก็คือเวลาพูดจาปราศรัยแถมยังเอาดีใส่ตัว ว่าศูนย์ประชุมที่เชียงใหม่นั้นสร้างสําเร็จก็เพราะพรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันอยากให้ ท่านประธานตามดิฉันมาคะ แล้วก็มาดูว่าจับเท็จนายปลอดประสพว่าจริง ๆ แล้วศูนย์ประชุม ที่เชียงใหม่นั้นสําเร็จได้อย่างไร ขอสไลด์ต่อไปค่ะ โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัด เชียงใหม่ในช่วงรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๖ ได้มีมติ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ทาง ททท. ดําเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ในพื้นที่ ๓๓๕ ไร่ วงเงินทั้งสิ้น ๑,๙๐๐ ล้านบาท พอมาในปี ๒๕๔๘ ยังอยู่ในรัฐบาลของทักษิณนะคะ ได้มีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างผังแม่บทศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่และมอบหมายให้ คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ขออภัยค่ะ เป็นรองนายกรัฐมนตรีมาดูแล โครงการนี้ พอในปี ๒๕๔๙ วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ได้มีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติการขอขยาย ระยะเวลาดําเนินการก่อสร้าง นี่ขนาดยังไม่ได้ก่อสร้างนะคะ ขอมาว่าขอขยายระยะเวลา ดําเนินการก่อสร้างจาก ๑๕ เดือน เป็น ๒๔ เดือน หลังจากนั้นก็ได้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ในช่วงรัฐบาลของพลเอก สุรยุทธ์ ซึ่งเมื่อสักครู่นายปลอดประสพได้พูดในเวทีปราศรัยว่า สมัยรัฐบาลปฏิวัติก็จะยุบไนท์ซาฟารี ยุบศูนย์ประชุม แต่เขากลับยกเรื่องของการสร้าง ศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ขึ้นมาทบทวน ในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ได้มีการอนุมัติ ให้รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือท่านไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นคนกํากับดูแล แล้วก็ ไปดูถึงแผนการใช้งบประมาณในการเบิกจ่ายต่าง ๆ ก็ไปดูแลแล้วก็ขยายระยะเวลาให้มี การเบิกจ่ายได้ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ค่ะท่านประธาน คราวนี้กลับมาถึงช่วงสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เห็นชอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดําเนินโครงการก่อสร้าง ศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ในวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๒๑๙ ล้านบาท ท่านประธานคะ ถัดจากนั้นมาก็จะเป็นอยู่ช่วงรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรีคะ ในขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามคือท่านชุมพล ศิลปอาชา ท่านก็ได้ทําหนังสือเข้ามาสู่คณะรัฐมนตรีและขออนุญาตที่จะทบทวนในการ ก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ และในที่สุดในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้ลงนามก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ในวงเงิน งบประมาณทั้งสิ้น ๑,๘๖๗ ล้านบาทค่ะ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาโครงการศูนย์ประชุม ที่จังหวัดเชียงใหม่จึงได้มีการก่อสร้างแล้วก็ได้มีการดําเนินการจนแล้วเสร็จโดยโครงสร้าง ประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ เพราะในขณะนั้นท่านชุมพล ศิลปะอาชาได้ทําหนังสือ เข้ามาขออนุมัติเพิ่มเติมงบประมาณสําหรับการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่อีกคะ ท่านได้ให้เหตุผลในการขออนุมัติงบเพิ่มเติม เนื่องจากว่าโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เงิน งบประมาณไม่เพียงพอที่จะจัดการในเรื่องของระบบเสียง ในเรื่องของครุภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ ต่าง ๆ ทางรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม ให้อีก ๒๒๓ ล้านบาท จนกระทั่งมีการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วเสร็จ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายปลอดประสพพูดบนเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานั้นเป็นเท็จทั้งสิ้น ดิฉันอยากจะเรียนต่อท่านประธาน ว่ารัฐบาล ๒ รัฐบาลที่ผ่านมาต่างปฏิบัติภารกิจบริหารราชการแผ่นดินด้วย ๒ มาตรฐาน อย่างชัดเจนคะ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้วาง ยุทธศาสตร์ของชาติไว้ว่าต้องการทํากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองหลวงของการท่องเที่ยว ในภูมิภาคอาเซียน แล้วก็ได้เลือกภูเก็ตให้เป็นฮับ (Hub) เป็นประตู่สู่การท่องเที่ยวโลก ทางภาคใต้ ทางภาคเหนือได้เลือกจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นฮับให้เป็นประตูสู่การท่องเที่ยวโลก ทางภาคเหนือ ส่วนทางภาคอีสานนั้นได้ตั้งใจว่าจะต่อเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีนคุนหมิง ซึ่งสร้างมาที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว แล้วก็มาเสียบปลั๊กต่อของเราคะ นั่นก็คือสร้างรถไฟความเร็วสูงสายหนองคาย-อุดรธานี-ขอนแก่น-โคราชและกรุงเทพมหานคร แล้วจากกรุงเทพมหานครเพื่อลงต่อปาดังเบซาร์เพื่อขนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่คุนหมิง นักท่องเที่ยวคนจีนนะคะท่านประธาน ไม่ใช่ขนผักค่ะเพื่อจะได้มาเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศไทย ยุทธศาสตร์เหล่านั้นเป็นยุทธศาสตร์ของชาติค่ะ และเราก็ได้เล็งเห็น ความสําคัญ จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดภูเก็ต ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของชาติ จังหวัดเชียงใหม่โชคดีค่ะที่ได้มีการก่อสร้างในสมัยของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตามเราเพียงแต่คาดคิดว่าเมื่อได้มีการวาง ยุทธศาสตร์ชาติแล้วนั้น ให้มีการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว รัฐบาลที่บอกตัวเอง ว่าจะต้องบริหารราชการแผ่นดินและรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนั้น คงจะไม่รังแกพี่น้องประชาชน เพียงเพราะว่าเขามีความเห็นแตกต่างทางการเมืองเท่านั้นค่ะ แต่ในที่สุดนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเองก็เป็นผู้มีมติ ครม. ยกเลิกการก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต สําหรับเจตนา พฤติกรรม หลักฐานชิ้นสําคัญนั้น สรุปอยู่ในคําพูด ในวาทกรรมของนายปลอดประสพ สุรัสวดี เรียบร้อยแล้ว ข้อสําคัญที่สุด ท่านประธานคะ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้บังคับบัญชา เป็นหัวหน้ารัฐบาล กลับไม่ได้คิดจะดําเนินการใด ๆ ทั้งสิ้นกับนายปลอดประสพเลย ยังคงให้ดํารงตําแหน่ง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีให้ดํารงตําแหน่งในการดูแลนโยบายสําคัญ ๆ ดิฉันอยากจะบอก ท่านประธานค่ะว่านายปลอดประสพนั้นเที่ยวท้าตีท้าต่อยกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดค่ะ ดิฉันทราบค่ะว่าท่านเองนั้นเคยได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ว่า คนอย่างนายปลอดประสพนั้น สะกดคําว่า กลัว ไม่เป็น วันนี้พี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตฝากดิฉันมาเรียนต่อท่านปลอดประสพ ว่าท่านสะกดคําว่า กลัว ไม่เป็น เรารับได้ค่ะ แต่สิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากจะให้ท่าน หัดสะกดก็คือคําว่า บาป ค่ะ เพราะผลบาปผลกรรมนั้นจะติดตัวท่านไปทั้งภพนี้และภพหน้า ค่ะท่านประธาน ข้อสําคัญที่สุดหลังจากที่นายปลอดประสพได้มีการปราศรัยบนเวทีที่จังหวัด เชียงใหม่แล้วนั้น ในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ปรากฏว่า นายเรวัต อารีรอบ ในฐานะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จังหวัดภูเก็ตเช่นกัน ได้ทําหนังสือตรงไปยัง นายกรัฐมนตรีค่ะ ขอให้ปลดนายปลอดประสพ สุรัสวดี ออกจากตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และในขณะนั้นก็ได้มีชมรมรักษ์ภูเก็ต พี่น้องประชาชนออกมาเคลื่อนไหวกันมากมายเกี่ยวกับ วาทกรรมของนายปลอดประสพต่อศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต และนอกจากนั้นก็ได้ไปยื่น หนังสือคัดค้านมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยค่ะ เพราะเขาต้องการสื่อให้นายกรัฐมนตรีรู้ว่าจังหวัด ภูเก็ตนั้นพี่น้องประชาชนอาบเหงื่อต่างน้ํา ทํางานหารายได้ให้กับประเทศ ท่านประธานคะ ภูเก็ตถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่ทําได้รายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยเป็นลําดับ ๒ รองจากกรุงเทพมหานครค่ะ รายได้จากการท่องเที่ยวในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ กรุงเทพมหานคร ทํารายได้จากการท่องเที่ยวได้ประมาณ ๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดภูเก็ตทํารายได้จาก การท่องเที่ยวเป็นลําดับ ๒ ประมาณ ๒๒๙,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดชลบุรี พัทยา ทํารายได้ จากการท่องเที่ยวได้ปีหนึ่งประมาณ ๙๕,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ จังหวัดเชียงใหม่ทํารายได้ จากการท่องเที่ยวได้ปี ๒๕๕๕ ได้อยู่ที่ประมาณ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดกระบี่ทํารายได้ จากการท่องเที่ยวได้ ๔๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานคะ หลังจากนั้นก็จะเป็นจังหวัด ต่าง ๆ ที่ทํารายได้ให้กับประเทศไทย พี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตทํารายได้เป็นลําดับ ๒ ของประเทศค่ะ เขาหารายได้มาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็หารายได้ มาเพื่อเสียภาษีอากร แล้วเป็นงบประมาณให้กับประเทศไทย การที่นายปลอดประสพ โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลค่ะ เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ นายปลอดประสพ ได้รู้พฤติกรรมของรองนายกรัฐมนตรีแล้วว่าเลือกปฏิบัติต่อพี่น้อง ประชาชนเพียงเพราะมีความเห็นต่างทางด้านการเมือง

๒๔๑/๑ แต่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ได้ดําเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานค่ะ ดิฉันอยากจะ เรียนว่าตัวดิฉันเองนั้นค่อนข้างไม่แปลกใจค่ะ แต่พยายามหาหลักฐานเพื่อมายืนยันถึงเจตนา พฤติกรรมของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะอะไรท่านประธานคะ เพราะว่าหัวหน้าพรรค ตัวจริงได้เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ในการแบ่งแยกประชาชนและเลือกปฏิบัติ ต่อประชาชนว่า จังหวัดไหนไว้วางใจเรา เลือกเรา เราต้องเข้าไปดูแลก่อน จังหวัดไหน ไม่เลือกเราเอาไว้ทีหลังค่ะ และนอกจากนั้นก็ได้มีการให้สัมภาษณ์ค่ะ ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ นอมินี (Nominee) แต่เรียกได้เลยว่าเป็นโคลนนิ่งของทักษิณ ผมโคลนนิง (Cloning) การบริหารให้ตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ สไตล์การทํางานเหมือนผม รับการบริหารจากผมได้ดี ที่สุด อีกข้อสําคัญหนึ่งก็คือการที่คุณยิ่งลักษณ์เป็นน้องสาวผมมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค สถานะนั้นสามารถตัดสินใจแทนผมได้เลย เยส ออร์ โน (Yes or No) นี่พูดแทนผมได้เลย ท่านประธานคะ ดิฉันถึงไม่แปลกใจว่าตรรก วิธีคิด และการเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนนั้น ได้ถูกโคลนนิงมาเป็นลําดับค่ะ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ยันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จนถึงนายกรัฐมนตรี โคลนนิ่ง และจากนายกรัฐมนตรีโคลนนิ่งก็สืบต่อไปทางลิ่วล้อบริวารต่าง ๆ ให้มีแนวความคิด และแนวทางปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนเฉกเช่นเดียวกัน ท่านประธานคะดิฉันคงต้องเรียนว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้สัญญาประชาคมต่อพี่น้องประชาชนวันที่มารับตําแหน่ง ใหม่ ๆ ค่ะ มารับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้สัญญาประชาคมไว้ ๓ ประการด้วยกันค่ะ ประการแรกก็คือจะแก้ไขไม่แก้แค้น ประการที่ ๒ ก็คือจะสร้างสุขสลายทุกข์ ประการที่ ๓ ก็คือจะไม่ทําประโยชน์เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ท่านประธานคะแต่ตลอดระยะเวลา ๒ ปี กับ ๓ เดือนของการบริหารราชการแผ่นดินของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะ นายกรัฐมนตรีนั้นมีพฤติกรรมที่กลับด้านเลยค่ะ กับสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับพี่น้อง ประชาชน คิดอย่าง ทําอีกอย่างหนึ่งค่ะ และพี่น้องประชาชนวันนี้นับล้านคนค่ะ ออกมา เรียกร้องสัญญาประชาคมต่อนายกรัฐมนตรีที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ดิฉันอยากจะเรียนว่า หมดเวลาสําหรับผู้หญิงที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปค่ะ ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อีกต่อไปค่ะท่านประธาน