สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

กรณี จาติกวณิช อภิปรายเรื่องการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาในห้องประชุมเพื่อตอบคำถามของสภา โดยวิพากษ์วิจารณ์แผนการใช้เงิน 350,000 ล้านบาท และการกู้ยืมเงิน 4,500 ล้านบาท ซึ่งผู้พูดระบุว่า มีการคัดค้านอย่างมาก และประชาชนไม่เห็นด้วยกับแผนการใช้เงินนี้ นอกจากนี้ยังชี้แจงว่า กรมชลประทานไม่ให้ความช่วยเหลือแก่จังหวัดอุบลราชธานี และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่า กรมชลประทานได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนหรือไม่

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีมีเจตนาที่จะตอบผู้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ก็ยินดีนะครับ เพราะว่าผมจะไม่ได้อภิปรายเกี่ยวกับท่านเลยนะครับ วันนี้ผมจะอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี แต่ท่านเดียว แล้วผมก็ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าด้วยความเหมาะสมทั้งปวงท่านควรที่จะ มาฟังพวกกระผมอภิปราย โดยเฉพาะผมได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้ยื่นรายชื่อในการเสนอถอดถอนท่านนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นท่านมีหน้าที่ จะต้องชี้แจงต่อสภา และท่านเองก็เป็นผู้ที่พูดอยู่ทุกวันนี้นะครับ ว่ามีปัญหาอะไรให้เอามา พูดกันในสภา วันนี้ปัญหานอกสภามีมากมาย พี่น้องประชาชนจํานวนมากไม่พอใจกับท่าที ของท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็นโอกาสที่สําคัญที่สุดโอกาสหนึ่งของพวกเราในสภาที่จะทํา หน้าที่ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็กับไม่มาฟังพวกเรา ทั้ง ๆ ที่การอภิปรายของพวกเรานั้นเป็น การอภิปรายต่อท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตทั้งประธานนะครับ ถ้านายกรัฐมนตรีอยู่ในสภากรุณาขอให้เข้าห้องประชุมครับ แล้วก็ขอให้มาฟังข้อกล่าวหาของ พวกผมด้วยตัวท่านเอง ลุกขึ้นตอบและชี้แจงข้อกล่าวหาของพวกผมด้วยตัวท่านเอง ให้เกียรติสภา ให้เกียรติผู้ที่เป็นผู้แทนของประชาชน มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจาก เหตุการณ์ความวุ่นวายข้างนอกสภานั้น ท่านจะโทษใครไม่ได้ครับ นอกจากตัวท่านเอง ผมจะไม่ให้เสียเวลาการประชุมของพวกเราในสภานะครับ จะเริ่มอภิปรายเลย แต่ขออนุญาต ท่านประธานครับ กรุณาทําหน้าที่เพื่อรักษาเกียรติของสภาแห่งนี้ ส่งสารไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เข้ามาในห้องประชุมได้เดี๋ยวนี้เลยครับ

ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งที่ได้เสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ได้ยื่นคําร้องถอดถอน ท่านนายกรัฐมนตีออกจากตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ มาด้วยแล้ว ข้อกล่าวหา ของผมวันนี้ตามญัตติคือกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าได้กระทําผิดกฎหมายซ้ําซาก วางแผนใช้อํานาจออกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการทุจริต รูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนแยบยล ผมอยากที่จะเรียนท่านประธานนะครับว่า การกระทําผิดของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ผมจะได้พูดถึงในวันนี้คือการกระทําผิดใช้อํานาจเกินขอบเขตกฎหมาย ตามพระราชกําหนดกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดที่สําเร็จแล้ว กลับไปแก้ไข ไม่ได้ สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เป็นการทําลายระบบการรักษาวินัยทางการคลัง แต่ก็เป็นข่าวดีสําหรับพี่น้องประชาชนจํานวนมากทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วย และไม่ได้ต้องการ โครงการตามแผนเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ รัฐบาลเองได้มีความพยายามที่จะจัดฉาก ชี้แจงให้กับประชาชนได้รับทราบ ทั้ง ๆ ที่นักวิชาการ ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนได้ออกมาต่อต้านทั้งขบวนการความคิด วิธีคิด แล้วก็ผลของความคิดของท่าน นายกรัฐมนตรีที่มีต่อการเสนอแผนใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาททุก ๆ ที่ที่รัฐบาลได้ไปจัดเวที เพื่อฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้มีการฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง มีประชาชนคัดค้านตั้งแต่เวทีแรกที่จังหวัดลําพูน ไล่มาจนถึงล่าสุดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีประชาชนนับหมื่นคนออกมาต่อต้านแผนสร้างฟลัดเวย์ของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และผมไม่ได้อภิปรายรัฐมนตรีท่านอื่น ท่านใดเลย ก็เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดและความรับผิดชอบทั้งหมดต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการใช้อํานาจเกินขอบเขตกฎหมายนั้น เกิดขึ้นโดยท่านนายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว และเกิดขึ้นด้วยอํานาจของท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง เริ่มต้นครับท่านประธาน ด้วยมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ปี ๒๕๕๕ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีนี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาล ได้ฉวยโอกาสโหนกระแสความหวาดกลัวของพี่น้องประชาชนต่ออุทกภัยที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง ปลายปี ๒๕๕๔ โหนกระแสความหวาดกลัวของพี่น้องประชาชน ฉวยโอกาสในการผลักดัน พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลของตนเองมีอํานาจที่จะใช้เงินส่วนนี้ มีการคัดค้านกันมากมายครับว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลไม่ได้มีความจําเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้ ไม่มีความพร้อมในการที่จะใช้เงินส่วนนี้ และถ้ามีความจําเป็นจริง ๆ ก็สามารถที่จะใช้เงิน จากระบบงบประมาณได้ แต่ผมก็จะชี้แจงให้ท่านประธานได้รับทราบครับ ว่าทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้หยิบคําอธิบายที่เป็นเท็จเพื่อมาอ้างกับทั้งพี่น้องประชาชน อ้างกับพวกเราในสภา และที่สําคัญที่สุดก็คืออ้างกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร แต่มติ ครม. วันที่ ๑๐ มกราคม เป็นมติที่อนุมัติให้มีการตราพระราชกําหนดฉบับนี้ และนําไปสู่การประกาศใช้ ในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ ๒๖ มกราคมต่อมา แน่นอนที่สุดครับ มติ ครม. นี้ผู้รับผิดชอบ สูงสุดคือท่านนายกรัฐมนตรี ต่อมาในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ํา และอุทกภัยแห่งชาติ ซึ่งนัยสําคัญของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์นี้ คือการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด คือคณะกรรมการนโยบายน้ําและอุทกภัยแห่งชาติ ที่ผมจะเรียกจากนี้ไปโดยย่อว่า กนอช. และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ําและอุทกภัย ที่เรียกกันว่า กบอ. แต่ที่สําคัญคือ กนอช. ครับ เพราะในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดถัดไปคือ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ลงนาม มีมติในคณะรัฐมนตรีนะครับ ที่จะยืนยัน ระเบียบแห่งนี้ ยืนยันการจัดตั้งคณะกรรมการ กนอช. และที่สําคัญก็คือได้มีมติแต่งตั้ง ตัวท่านเองให้เป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการ กนอช. ที่ว่า ซึ่งคณะกรรมการ กนอช. นี้ มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการกําหนดนโยบายเกี่ยวกับการดําเนินการในโครงการ ต่าง ๆ เพื่อป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ํา และมีหน้าที่สําคัญที่จะเป็นผู้เสนอ โครงการต่าง ๆที่จะนําไปสู่การใช้เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับคณะรัฐมนตรีได้พิจารณา เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกจากอนุมัติ การจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาแล้ว ได้แต่งตั้งตัวท่านเองให้เป็นประธานอีกด้วย จากนั้น ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ลงนามในเอกสารสําคัญชุดต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการ และการใช้จ่ายเงินกู้ ก็คือเงินกู้ในส่วนของ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในส่วนของ นัยสําคัญของการลงนามในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการยืนยันกระบวนการ และขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และขั้นตอนการดําเนินการโครงการ ความหมายก็คือเป็นการยืนยันว่าโครงการต่าง ๆ ต้องมีการเสนอให้กับทาง กนอช. ได้พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและอนุมัติต่อไป อันนี้เป็นการยืนยันขั้นตอนว่า โครงการทุกโครงการจะถึงคณะรัฐมนตรีได้ต้องผ่าน กนอช. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งทําหน้าที่ เป็นประธาน นอกเหนือจากนั้นในหมวดสามของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ก็ได้มี การพูดถึงการดําเนินโครงการ ซึ่งนัยสําคัญก็คือกําหนดในข้อ ๑๕ ไว้ชัดเจนครับ ว่าหลังจาก ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการแล้วมีขั้นตอนต่อไปอย่างไรโดยอัตโนมัติที่จะนําไปสู่ การกู้ยืมเงิน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนกับท่าน ประธานว่าการฉวยโอกาสในการตราพระราชกําหนดฉบับนี้เป็นเจตนาของรัฐบาลโดยชัดเจน ที่จะพยายามเลียนแบบแนววิธีการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโดยรัฐบาลของท่านอดีต นายกรัฐมนตรีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งที่เราได้ตราพระราชกําหนดไทยเข้มแข็ง แม้แต่ตัววงเงินของรัฐบาลนี้ที่กําหนดขึ้นมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นวงเงินเดียวกันของ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งที่ใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤติ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งเองจริงกู้ยืม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ได้ใช้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการชดใช้เงินคงคลัง เนื่องจากมีปัญหาในการ จัดเก็บภาษีสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปีนั้น และใช้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการ ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างเป็นธรรม ในโครงการต่าง ๆ ที่ได้มีการรออนุมัติงบประมาณสะสมมาแล้วหลายปี แต่ไม่เคยได้รับ การพิจารณาหรือการจัดสรร งบประมาณในส่วนของไทยเข้มแข็งไปทุกจังหวัดครับ ผมเอง ไปเปิดโครงการไทยเข้มแข็งที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นจังหวัดที่พรรคของกระผมไม่ได้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนเลย แต่การเลียนแบบในส่วนของ รัฐบาลนี้เป็นการเลียนแบบเพียงแค่ในกล่องเพื่อที่จะใช้เป็นข้ออ้างที่จะให้อํานาจตนเองกู้ยืม นอกระบบงบประมาณเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ไม่ได้มีความพร้อมในการใช้จ่าย ไม่เหมือนกับสมัยไทยเข้มแข็ง

ประเด็นแรกที่ไม่เหมือนก็คือไม่ได้มีความจําเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนจริง ซึ่งผมจะไม่พูดซ้ํา เพราะเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านชวนนท์ได้ชี้ให้พวกเราเห็นแล้วว่า ความจําเป็นเร่งด่วนในการใช้เงินสุดท้ายแล้วไม่มีจริง และจนถึงทุกวันนี้เวลาล่วงไปกว่า ๒ ปี รัฐบาลก็สามารถที่จะเบิกจ่ายวงเงินโดยรวมเพียงแค่ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากวงเงินที่อ้าง วันนั้นว่าเร่งด่วนอย่างมาก ถ้าไม่ได้มาน้ําอาจจะต้องท่วมแน่นอนถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท

ประเด็นที่ ๒ ที่สําคัญครับท่านประธาน ก็คือในสมัยไทยเข้มแข็งเราตระหนัก ว่าการออกพระราชกําหนดลักษณะนี้มันไม่มีการตรวจสอบโดยสภาในระดับเดียวกัน กับการตรวจสอบ พ.ร.บ. งบประมาณ ตรงนี้เป็นข้อจํากัดที่ปฏิเสธไม่ได้ในการออกกฎหมาย กู้เงินลักษณะนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทําไมจึงต้องมีเหตุการณ์ที่มีความจําเป็นเร่งด่วนจริง ๆ รัฐบาลถึงควรที่จะพิจารณาใช้การแก้ไขปัญหาด้วยการออก พ.ร.ก. แต่เมื่อเราตระหนักว่า มีความเสี่ยงในเรื่องของการตรวจสอบ รัฐบาลในสมัยคุณอภิสิทธิ์จึงได้ตั้งคณะกรรมการ กลั่นกรองโครงการขึ้นมา โดยที่ระบุชัดเจนครับว่าคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการนั้น ไม่ควรที่จะมีนักการเมืองไปยุ่งเกี่ยวด้วย และเราได้ตั้งท่านปลัดกระทรวงการคลังขึ้นมา ทําหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรอง ทุกโครงการที่จะมาอาศัยใช้เงินกู้ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งต้องผ่านคณะกรรมการชุดนี้ถึงจะได้รับการพิจารณาในชั้นคณะรัฐมนตรี รัฐบาล ยิ่งลักษณ์เดิมทีก็ทําเช่นเดียวกันครับ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานเหมือนกัน แต่นั่นคือการจัดฉากเพื่อให้ประชาชน และโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่าจะมีกระบวนการขั้นตอนการตรวจสอบ และการยืนยันว่ามีความโปร่งใสในการพิจารณาโครงการ แต่หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเห็นชอบการออกกฎหมายฉบับนี้ให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ทําอะไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๖ มีนาคม ปี ๒๕๕๕ ได้มีคําสั่งยุบคณะกรรมการนี้ ด้วยคําอธิบายที่ว่าการทํางานการพิจาณากลั่นกรองโครงการโดยคณะกรรมการชุดนี้ที่มี ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานนั้น ซ้ําซ้อนกับการทํางานของ กนอช. คณะกรรมการ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง ความหมายคืออะไรครับ ความหมายคือจากนี้ เป็นต้นไปจากวันที่ ๖ มีนาคม เป็นต้นไป การพิจารณากลั่นกรองโครงการนั้นดําเนินการ โดยคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมิได้ดําเนินการโดยคณะกรรมการที่จัดตั้ง ไว้ก่อนหน้านี้ที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นประธาน ตรงนี้จึงเป็นเหตุที่ผูกท่านนายกรัฐมนตรี อย่างปฏิเสธไม่ได้กับการพิจารณาและการเห็นชอบในระดับคณะรัฐมนตรีทุกโครงการที่ ได้มีการนําเสนอเพื่อพิจารณาใช้เงินกู้

และความแตกต่างประเด็นสุดท้ายในส่วนของ พ.ร.ก. น้ําของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์กับ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็คือขั้นตอนการกู้ยืมเงิน การลงนาม ในสัญญาเงินกู้และสุดท้ายการเบิกเงินกู้ ซึ่งประเด็นนี้คือหัวใจของการอภิปรายของผม ที่ผมจะชี้แจงให้ท่านประธานได้รับทราบในขั้นตอนต่อไป แต่ก่อนหน้านั้นครับ ผมจะขอ อนุญาตเรียนท่านประธานว่าความผิดในส่วนของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ วันที่ ๘ พฤษภาคม คือวันที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติโครงการ ที่จะใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรีรวมกันอีก ๗ ครั้ง อนุมัติโครงการกว่า ๓๐๐ โครงการที่ได้มีการนําเสนอโดยคณะกรรการ กนอช. ให้กับ ครม. ได้พิจารณา รวมถึงการนําเสนอให้ ครม. ได้พิจารณาโครงการหลังจากวัน เวลาที่ได้มีการกําหนดไว้ในแง่ของอายุของกฎหมายฉบับนี้ คือวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ เมื่อโครงการเหล่านี้ได้มีการอนุมัติ จึงได้นําไปสู่การกู้ยืมเงินตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกไว้เอง และการกู้ยืมเงินนั้นได้มีการลงนามในสัญญาหลายฉบับ ฉบับแรกมีการลงนามในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๖ ตรงนี้ไม่มีอะไรผิด เพราะว่าตามมาตรา ๓ ของพระราชกําหนดฉบับนี้ได้ระบุไว้ว่า จะต้องมีการดําเนินการการกู้ยืมให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ ๓๐ มิถุนายน เพราะฉะนั้นสัญญาแรกที่มีการลงนามกับสถาบันการเงินนั้น เป็นการลงนาม ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หลังจากนั้นที่น่าสนใจครับท่านประธาน ได้มีการลงนามในสัญญา เงินกู้ต่อไปอีก ๖ ฉบับ กับ ๔ ธนาคาร ๔ สถาบันการเงิน ซึ่งการลงนามนี้ได้มีการลงนาม ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ ๒๗ มิถุนายน คือวันพฤหัสบดี วันศุกร์คือวันที่ ๒๘ วันเสาร์ที่ ๒๙ วันอาทิตย์ที่ ๓๐ วันที่ ๓๐ คือวันที่กฎหมายนี้หมดอายุ วันที่กฎหมายที่รัฐบาลเป็นผู้ตราเอง กําหนดไว้ว่า เมื่อเกินวันนี้ไปแล้ว ไม่สามารถที่จะกู้ยืมผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้อีกต่อไป ดังนั้นวันที่ ๒๗ วันพฤหัสบดีที่รัฐบาลได้อนุมัติกระทรวงการคลังไปลงนามในสัญญาเงินกู้นั้น ทําให้กระทรวงการคลังมีวันทํางานราชการเหลืออีกเพียง ๑ วันที่จะปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าทําได้ภายใน ๑ วันก็เป็นสิทธิของรัฐบาล เป็นสิทธิของกระทรวง การคลัง แต่ที่เกิดขึ้นก็คือมีการลงนามในสัญญาเงินกู้จาก ๔ สถาบันการเงินนี้ ประเด็น ปัญหาคืออย่างนี้ครับ ในชั้นแรก ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เป็นคนลงนามเองระบุไว้ชัดเจนว่ากระทรวงการคลังจะไปจัดสรรเงินกู้ได้ จะกระทําได้ ก็ต่อเมื่อโครงการได้รับการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น ระบุไว้ชัดเจนครับ ข้อ ๑๕ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องของการดําเนินการตามพระราชกําหนดฉบับนี้ กระทรวงการคลังไปลงนามในสัญญากู้กับ ๔ ธนาคาร วันที่ ๒๗ มิถุนายน โดยอ้างถึง มติ ครม. ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน อนุมัติโครงการต่าง ๆ แต่ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน มีเหตุการณ์ สําคัญที่เกี่ยวกับพระราชกําหนดนี้อีก ๑ เหตุการณ์ เหตุการณ์นั้นคือคําสั่งโดยศาลปกครอง ระงับโครงการต่าง ๆ ที่ ครม. ได้อนุมัติไป และมีคําสั่งว่าทางรัฐบาลจะต้องกลับไปดําเนินการ ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ในการเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เมื่อเป็นเช่นนั้นความหมายก็คือ เมื่อรัฐบาลดําเนินการการทําประชาพิจารณ์ครบถ้วนแล้ว จึงจะต้องนําผลของการทําประชาพิจารณ์กลับมาเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติ อีกครั้งหนึ่ง ความหมายก็คือการอนุมัติในวันที่ ๑๘ นั้นถือเป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อคณะรัฐมนตรียังไม่ได้อนุมัติโครงการเหล่านี้กระทรวงการคลังก็ไม่มีสิทธิ เช่นเดียวกันในการที่จะไปดําเนินการกู้ยืม แต่กระทรวงการคลังไปลงนามใน ๔ สัญญา ฉบับนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นปัญหาที่รัฐบาลคงจะต้องชี้แจงให้กับศาลในอนาคตต่อไป แต่เรื่อง ควรจะจบเพียงแค่นี้นะครับ เพราะหลังจากนั้น ๑ วัน กฎหมายฉบับนี้ก็ถือว่าเป็นโมฆะ ไม่สามารถที่จะเบิกเงินกู้จากกฎหมายฉบับนี้ได้ต่อไป ณ วันนั้นคือวันที่ ๓๐ มิถุนายน รัฐบาล ได้กู้ยืมไปทั้งสิ้น ๑๒,๗๕๐ ล้านบาท ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงพ.ร.ก. ที่บอกว่าจําเป็นเร่งด่วน มากมาย ขออํานาจในการกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หมดอายุกฎหมาย สามารถกู้ยืม ไปได้เพียง ๑๒,๗๕๐ ล้านบาท และใช้ก็ยังไม่หมดเงินที่กู้ไปด้วยซ้ําไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีคําสั่งให้หยุดเพียงแค่นั้น แต่กลับเดินหน้าต่อ และนี่คือการกระทํา ที่ขัดต่อกฎหมาย เป็นการใช้อํานาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้กับนายกรัฐมนตรี กับรัฐบาล ผมขอตารางที่ ๑ เมื่อสักครู่ครับ ขึ้นเพื่อให้พี่น้องประชาชนและท่านประธานสภาได้พิจารณา

(เจ้าหน้าทีได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ตารางนี้ได้ชี้ให้เห็นครับ วันที่ ในรายละเอียดว่ารัฐบาลได้กู้ยืมโดยอาศัยอํานาจที่ได้รับจากพระราชกําหนด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นในวันใดบ้าง ผมต้องขอเรียนนะครับว่าข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่เป็น ข้อมูลทางการ ได้มีการชี้แจงโดยสํานักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังให้กับ คณะกรรมาธิการการเงินการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเป็น ๑ ในกรรมาธิการชุดนั้น ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยรองผู้อํานวยการสํานัก บริหารหนี้สาธารณะ รักษาราชการแทนผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ชี้แจง ไว้ชัดเจนครับในเอกสารที่ได้ให้กับทางกรรมาธิการว่ามีการกู้ยืมไปเท่าไร จนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ตามกฎหมาย แต่ประเด็นปัญหาก็คือหลังจากที่กฎหมายนี้หมดอายุไปแล้ว รัฐบาล ได้มีการกู้ยืมต่อเนื่อง ระหว่างเดือนกรกฎาคมกับเดือนกันยายนเบิกเงินกู้เพิ่มเติมไป ๓,๕๐๐ ล้านบาท แล้วสํานักหนี้ได้รายงานว่าระหว่างตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ได้มีเบิกเงินกู้เพิ่มเติมอีก ๕๐๐ ล้านบาท เป็นการกู้เถื่อน ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับถ้าดูจากสไลด์ที่นําเสนออยู่ ณ ขณะนี้ ก็คือลงรายละเอียดวันที่เบิกเลยครับ การเบิก ๔ ครั้งแรกบนตารางนี้เป็นการเบิกเงินกู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือเป็นการเบิก ก่อนกฎหมายหมดอายุวันที่ ๓๐ มิถุนายนแต่จากครั้งที่ ๕ ถึงครั้งที่ ๑๒ ก็คือการเบิกเงินกู้ ตามข้อมูลที่สํานักบริหารหนี้ได้ให้กับกรรมาธิการการเงินการคลัง ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๕๐๐ ล้านบาท วันที่ ๒๕ กรกฎาคม อีก ๕๐๐ ล้านบาท ไล่ลงไปเรื่อย ๆ แต่นอกเหนือจาก ข้อมูลที่ทางกรรมาธิการการเงินการคลังได้ให้กับพวกเราแล้ว ยังมีการเบิกเงินกู้ ล่าสุดเมื่อ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ที่เพิ่งผ่านมานี้เองครับ ลําดับที่ ๑๓ อีก ๕๐๐ ล้านบาท โดยสรุปก็คือ มีการเบิกเงินเกินเวลา เกินอํานาจ ตามกฎหมายที่ให้กับรัฐบาลไปแล้วถึง ๔,๕๐๐ ล้านบาท นี่คือความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นการใช้อํานาจเกินกฎหมายของท่านนายกรัฐมนตรี ผมขอโดยสรุปนะครับ ที่จะขึ้นแผ่นต่อไป เพื่อที่จะทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า การกระทํา ที่ใช้อํานาจเกินกฎหมายที่มีนั้นเป็นการกระทําที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบโดยตรง ขออนุญาตสไลด์ที่ ๒ ครับ ผมขอเท้าความนะครับ ให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธาน ได้เห็นว่าวันที่ ๑๐ มกราคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติการออกพระราชกําหนดฉบับนี้ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามด้วยมือท่านเอง ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตัวเองเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายอุทกภัย คือ กนอช. หลังจากนั้น ๑ เดือน วันที่ ๑๓ มีนาคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามอีกครั้งในการออก ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี นอกจากแต่งตั้งตัวเองเป็นประธาน กนอช. แล้ว ยังยืนยัน แนวทางที่จะนําไปสู่การกู้ยืมเงินหลังจากที่ กนอช. และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติ โครงการ วันที่ ๘ พฤษภาคม เป็นวันแรกที่รัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่อาศัยเงินจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ วันที่ ๑๘ มิถุนายน ก็มีการอนุมัติโครงการเพิ่มเติม ลงมาถึงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ครับ มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ตามเงื่อนไขที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้กําหนดในการออก ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน คือวันสิ้นสุดกําหนดเวลากู้ตามกฎหมาย แต่ก็มี การกู้ยืมเพิ่มเติมจากกระบวนการทั้งหมดที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้กําหนดไว้และลงนาม อนุมัติ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม จนถึงครั้งล่าสุดวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน รวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง วงเงิน ๔,๕๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะลุกขึ้นหลังจากนี้นะครับ ที่จะชี้แจงว่า ท่านไม่ได้ทําผิดอะไร ท่านอาจจะบอกว่าการลงนามในสัญญากู้ ก่อนวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ก็ถือได้แล้วว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๓ ในพระราชกําหนดให้อํานาจรัฐบาลกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในมาตรา ๓ นี้ได้เขียนไว้นะครับว่า ให้กระทรวงคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจ กู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้นําไปใช้ ในการวางระบบบริหารจัดการน้ําและสร้างอนาคตประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรี เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนดําเนินการ และในวรรคสองเขียนว่า การกู้เงินตามวรรคหนึ่งให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้กระทําได้ภายในกําหนดเวลาไม่เกิน ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๖ ผมขอถาม ท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานครับ ว่าการลงนามว่าจะกู้นี่ ท่านประธานคิดว่า เป็นการกู้แล้วหรือยัง เราไปลงนามสัญญาว่าจะขอยืมเงิน แต่เรายังไม่ยืมเงิน ถือว่าเราเป็นหนี้ หรือยังครับ ถ้าเรายังไม่เป็นหนี้ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้กู้ ชาวบ้านฟังก็เข้าใจครับเรื่องง่าย ๆ ดังนั้นเมื่อกฎหมายบอกว่าต้องกู้ให้เสร็จภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน นั้น หมายถึงต้องเบิกเงินกู้ จากธนาคารมาแล้ว การเพียงแค่ไปลงนามในสัญญาบอกว่าจะกู้ เหมือนกับไปเปิดวงเงิน ไว้เฉย ๆ ไม่ได้ทําให้เราเป็นหนี้ เมื่อไม่เป็นหนี้ นิยามไหนก็อธิบายไม่ได้ครับว่าเรากู้เงิน เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ ผมคิดว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะชี้แจงนะครับ ตามข้อเสนอหรือคําแนะนําของข้าราชการว่าการลงนําในสัญญาเงินกู้ถือว่าเป็นการปฏิบัติ ตามมาตรานี้แล้ว ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีคงจะต้องหาคําอธิบายอื่น หรือท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะบอกว่าได้ปรึกษากับกฤษฎีกาแล้วที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลแล้วกฤษฎีกา ก็ได้ยืนยันว่าสามารถที่จะทําได้ ท่านนายกรัฐมนตรีแม้แต่อาจจะลุกขึ้นเพื่อที่จะอธิบายว่า ก็สมัยไทยเข้มแข็งก็ทําเหมือนกัน ผมจะขอชี้แจงเผื่อนายกรัฐมนตรีจะได้คิดคําอธิบายใหม่ นะครับว่าถ้าท่านพยายามที่จะชี้แจงใน ๓ แนวทางนี้ท่านไปไม่ได้ ในอันดับแรกผมอยากให้ ย้อนกลับไปดูครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ชี้แจงเหตุผลความจําเป็นที่จะต้องออก พระราชกําหนดฉบับนี้กับศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่าอย่างไร ในมือผมนะครับ คือคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นี่คือการวินิจฉัยหลังจากที่พวกกระผม ได้ไปยื่นร้องเรียนต่อศาลว่าที่รัฐบาลบอกว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนในการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่เป็นความจริง ที่รัฐบาลอ้างว่าต้องรีบดําเนินการเพื่อป้องกันน้ําท่วมในปี ๒๕๕๕ ไม่เป็นความจริงเพราะรัฐบาลไม่มีโครงการในมือและจะไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายเงิน ได้ทันท่วงที แต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทําหนังสือชี้แจงในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรีต่อศาล ในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ไว้ก็ชี้แจงไว้เยอะนะครับ แต่ผมขอเพื่อที่จะขอประหยัดเวลาพวกเรา และเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ทราบนะครับว่า ท่านเคยได้ชี้แจงกับศาลในครั้งนี้ คือศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร ในข้อ ๒.๓ หน้า ๑๕ ขอรายงานคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้อ้างว่า การใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่อาจตั้งไว้ ในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ เนื่องจากมีข้อจํากัด เกี่ยวกับวงเงินและเงื่อนเวลา ที่ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงกับศาลนี้ท่านกําลังจะบอกว่า ที่ฝ่ายค้านเสนอว่าทําไมไม่ออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๕๕ ก็คือทําไม ไม่หาวิธีที่จะใช้เงินในระบบงบประมาณ ท่านทําไม่ได้ เพราะถ้าทําด้วยวิธีนั้นเงินที่ได้มา จะไม่ทันเงื่อนเวลาในการใช้ตามแผนของรัฐบาล ขอเรียนอย่างนี้นะครับ ว่ารัฐบาลได้ ตราพระราชกําหนดนี้ในวันที่ ๑๐ มกราคม ถ้าในวันนั้นรัฐบาลเริ่มดําเนินการที่จะออก พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมตามกฎหมายคือระยะเวลาในชั้นนิติบัญญัติคือในสภานี้ เกิน ๑๒๕ วันไม่ได้ ผมบวกให้กับฝ่ายบริหารรัฐบาลใช้เวลาในการร่างพระราชบัญญัติ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๑ เดือน รวมทั้งสิ้น ๑๕๕ วัน เป็นระยะเวลาประมาณ ๕ เดือน ถ้าท่านได้ ดําเนินการตามนั้นท่านก็จะมีกฎหมายงบประมาณที่ถูกต้องทุกอย่าง ตรวจสอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้มีความโปร่งใสอยู่ในมือของท่านภายในสิ้นเดือนมิถุนายน อย่างช้าต้นเดือน กรกฎาคม แต่ท่านได้บอกกับศาลว่าถ้าทําวิธีนี้ทําไม่ได้ เนื่องจากมีข้อจํากัดทางด้าน เงื่อนเวลา เอาเข้าจริงนะครับท่านนายกรัฐมนตรี บาทแรกที่ท่านใช้ รัฐบาลของท่านใช้จาก พ.ร.ก. น้ําฉบับนี้คือเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังจากระยะเวลาที่ท่านต้องใช้ในการ ตราพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมด้วยซ้ําไป และที่ท่านชี้แจงกับศาลความหมายก็คือ เงินทั้งหมดนี้ต้องใช้ก่อนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ เพราะท่านบอกว่าถ้ารอ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมนี้ จะไม่ทัน ดังนั้นเจตนาของท่านนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลแต่แรกก็คือการใช้เงินนี้ก่อนกลางปี ปี ๒๕๕๕ นี่เขายังแถมให้อีกตั้งปีหนึ่งนะครับ เขาบอกเอาน่า กฎหมายนี้ให้ไปหมดอายุ เอากลางปี ปี ๒๕๕๖ ก็ได้ แต่ที่รัฐบาลอ้างนี้บอกว่าภายในกลางปี ๒๕๕๕ ก็ต้องใช้เงินนี้แล้ว รอวิธีอื่นที่มีความชอบธรรมทางกฎหมายมากกว่าไม่ได้

ประเด็นที่ ๒ ถัดไปเลยนะครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับทาง ศาลรัฐธรรมนูญก็คือท่านบอกว่า ทั้งการดําเนินการแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้าง อนาคตประเทศ จําเป็นต้องเริ่มดําเนินการโดยด่วนภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็น เรื่องที่ต้องดําเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะดําเนินการได้ ๖ เดือนแรกครับ วันนี้สักบาทยังไม่ได้ ใช้เลยครับกับยุทธศาสตร์นั้น แต่นี่คือสิ่งที่ท่านายกรัฐมนตรี ด้วยตัวท่านเองเลยนะครับ ได้อ้างกับทางศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหตุผลว่าทําไม พ.ร.ก. นี้ถึงเข้าเกณฑ์รัฐธรรมนูญที่กําหนดว่า จะออก พ.ร.ก. ต้องมีความจําเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงด้วยวิธีอื่นไม่ได้ ท่านบอกว่า ๖ เดือน แรกต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นนั่นคือบริบทที่มาอันดับแรกว่าท่านเองนั้นได้มีเจตนา หรืออย่างน้อยได้อ้างเจตนาว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นจะมาอ้างวันนี้ ว่าความจริงเงินกู้ที่จะใช้ไม่ได้อาจจะต้องใช้ภายในปี ๒๕๕๖ นะ แต่ว่าตามสัญญาเงินกู้ ที่รัฐบาลนี้ได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังไปลงนาม ท่านประธานทราบไหมครับว่าเบิกจ่ายได้ถึง เมื่อไร เบิกเงินกู้ได้ถึงเมื่อไร เบิกเงินกู้ได้ถึงปี ๒๕๖๑ ครับ อีก ๕ ปีจากนี้ ซึ่งถ้านึกย้อนหลัง ไปถึงวันที่ท่านได้ไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญ เดือนมกราคมปี ๒๕๕๕ เป็นเวลาทั้งสิ้น โดยรวม ๖ ปี ๖ ปีครับในการใช้เงินพระราชกําหนดที่ท่านบอกว่าจําเป็นเร่งด่วนเหลือเกิน รอแม้แต่การออก พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมในปี ๒๕๕๕ ยังไม่ได้เลย มันไม่ใช่หรหรอกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีลองคิดดูนะครับว่าถ้าวันนั้นท่านได้ไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญ แทนที่จะ บอกว่าต้องใช้เงินภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕ ท่านบอกว่าออก พ.ร.ก. นี้ต้องใช้เงิน อาจจะถึงปี ๒๕๖๑ นะ ทางศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าอย่างไรครับว่ายังมีความจําเป็น เร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้ครับ นี่คือสาเหตุที่ความหมายของอายุของ กฎหมายฉบับนี้ที่ระบุไว้ชัดว่าหมดสิ้นอายุวันที่ ๓๐ มิถุนายนนั้น หมายถึงว่าภายในวันที่นั้น รัฐบาลอย่างน้อยที่สุดต้องเบิกเงินกู้มาให้หมด ยังใช้ไม่หมดยังไม่เป็นอะไรนะครับ แต่อํานาจ ตามกฎหมายนี้คือให้กู้ ดังนั้นภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายนท่านนายกรัฐมนตรีต้องกู้มาให้หมด แต่ข้อเท็จจริงคือไม่ได้ทําตามนั้น เพียงแค่ไปลงนามในสัญญาว่าจะกู้ นอกเหนือจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะบอกว่าก็สํานักบริหารหนี้เขาอ้าง พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ เขาอ้างว่าการลงนามในสัญญานี้เพียงพอต่อการปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย ผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเราไปดู พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ในมาตรา ๑๖ เขียนไว้ชัดว่า หนึ่งในภาระหน้าที่สําคัญของกระทรวงการคลังก็คือทุก ๆ ๖๐ วันหลังจากสิ้นเดือนมีนาคม แล้วก็เดือนกันยายน ทางกระทรวงการคลังต้องประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาถึงสถานะ หนี้สาธารณะของประเทศ อันนี้ก็เพื่อที่ประชาชนจะได้รับทราบว่าภาระหนี้โดยรวมของ ประเทศทุก ๆ ครึ่งปีนั้นเป็นอย่างไร และในมาตรา ๑๖ นี้ได้เขียนไว้ชัดเจนครับว่า สิ่งที่ กระทรวงการคลังและรัฐบาลต้องรายงานให้ประชาชนรับทราบผ่านราชกิจจานุเบกษานั้น คือรวมรายการกู้เงินและการค้ําประกันที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าว รวมการกู้เงินครับ รวมการกู้เงินครับ ดังนั้นทางกระทรวงการคลังก็ปฏิบัติตามนี้มาโดยตลอด ลงนามไว้ว่ากู้เงิน มาเท่าไร โดยรวมเราจะได้รับทราบสถานะหนี้สาธารณะ ถามว่าหลังจากวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ กระทรวงการคลังเขาลงไว้หรือเปล่าครับ ว่ารัฐบาลได้กู้เงินไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามสัญญาว่าจะกู้ ผมตอบให้แทนครับ เขาไม่ได้ลงหรอกครับ เพราะกระทรวงการคลังเอง ยังไม่ถือว่าภาระตามสัญญาว่าจะกู้นั้นเป็นภาระหนี้สาธารณะ ก็มันจะเป็นหนี้สาธารณะ ได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่ได้มีการเบิกเงินกู้จากธนาคาร ถ้าไม่เชื่อนะครับ ขอให้ท่านประธาน ลองไปดูแผนบริหารหนี้ของกระทรวงการคลังที่เขาต้องทํา เดี๋ยวนี้รู้สึกจะทุก ๖ เดือน สมัยก่อนทุก ๓ เดือนนะครับ แผนบริหารหนี้ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ก็คือหลังจากที่ กฎหมายนี้หมดอายุไปแล้ว วันที่ ๓๐ มิถุนายน นะครับ ไปดูสิครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันปรากฏตามรายงานแผนบริหารหนี้สาธารณะว่าเป็นหนี้สาธารณะแล้วหรือยัง ยังครับ และนอกเหนือจากนั้นระบุไว้อีกต่างหากว่าจะเป็นหนี้สาธารณะในปี ๒๕๕๖ เท่าไร ก็คือ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่กู้ไปแล้ว ในปี ๒๕๕๗ อีกเท่าไร ประมาณ ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท คือตามแผนการเบิกจ่ายของรัฐบาลตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปี ๒๕๕๘ อีกเท่าไร ปี ๒๕๕๙ อีกเท่าไร ไล่ไปถึงปี ๒๕๖๑ เพราะสํานักบริหารหนี้เขาเป็นผู้ไปลงนามในสัญญากู้เอง เขารู้ครับ ว่ากว่าจะกู้ก้อนสุดท้ายนี้มันปี ๒๕๖๑ เขาก็เขียนไว้ว่ามันจะมาเป็นภาระหนี้ สาธารณะจํานวนเท่านี้ในปี ๒๕๖๑ ยังไม่ได้เป็นครับในปี ๒๕๕๖ ยังไม่ได้เป็นครับวันนี้ เพราะเขายังไม่ได้กู้ เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าการลงนามในสัญญากู้เป็นการปฏิบัติตาม มาตรา ๓ พระราชกําหนดให้อํานาจกู้ยืม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทได้อย่างไร

ส่วนกฤษฎีกา ทางสํานักบริหารหนี้สาธารณะก็ได้ทําจดหมายไปขอ ความคิดเห็นจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาเหตุเพราะอะไรครับ เพราะว่าผมต้อง เรียนท่านประธานว่า พวกเรามีเจตนาที่จะช่วยรัฐบาลในเรื่องนี้มาแต่แรก ผมได้พูดไว้ มาโดยตลอดว่ารัฐบาลเหลือเวลาอีกไม่มากในการที่จะต้องเบิกเงินกู้ตามข้อบัญญัติ ในพระราชกําหนด ผมพูดจนกระทั่งสํานักบริหารหนี้เขาเริ่มอาจจะไม่ค่อยมั่นใจ ก็ทํา จดหมายไปถึงกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๕ กฤษฎีกาตอบมาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ผมจะไม่อ่าน เพราะมันจะเสียเวลานะครับ แต่เอกสาร มีอยู่ตรงนี้จริง กฤษฎีกาเขาตอบว่า ปัญหาข้อกฎหมายนั้นจะมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น ต้องมี ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นก่อน ความหมายก็คือ เขาไม่ให้ความคิดเห็นจนกว่าปัญหามันเกิดขึ้น และเขาก็พูดด้วยครับต่อไปว่า ก็สํานักบริหารหนี้เองบอกว่าทําได้ก็ทําไปสิ มาถามอะไรเขา ไม่ได้ชี้แจงหรือฟันธงเลยครับว่าเมื่อเลยวันที่ ๓๐ มิถุนายนไปแล้ว รัฐบาลจะสามารถกู้ยืมเงิน ได้หรือไม่ และความจริงไม่ว่ากฤษฎีกาจะพูดอะไรมาก็แล้วแต่ก็ไม่มีผลละครับ สุดท้ายแล้วก็ เป็นเรื่องของการพิจารณาโดยศาล และผมยืนยันว่าตามหลักฐานทั้งหมดชัดเจนว่ารัฐบาล ไม่ได้มีอํานาจเลยครับในการที่จะไปเบิกเงินกู้หลังจากวันที่ ๓๐ มิถุนายน นอกเหนือจากนั้น ไม่ใช่เพียงแค่พวกกระผมที่มีความกังวลในประเด็นนี้ แต่คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินของวุฒิสภาเขาก็มีความกังวลในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ปี ๒๕๕๖ เดือนที่แล้วนี้เองนะครับ เขาได้เชิญ ๔ ธนาคารคู่สัญญาของรัฐบาล มาชี้แจง ๔ ธนาคารที่ว่าคือธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน เขาก็ถามนะครับว่า ๔ ธนาคารนี้ มีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.ก. และอํานาจของรัฐบาลในการกู้ยืมต่อเนื่อง โดยอาศัย พระราชกําหนดฉบับนี้ คําถามที่ตรงที่สุดนะครับ ก็คือคําถามว่า เมื่อยังไม่มีการส่งมอบเงินกู้ ตามสัญญานี่ สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวถือว่ามีความสมบูรณ์ บังคับใช้ได้หรือไม่เพียงใด ความหมายของคําถามนี้ก็คือในเมื่อรัฐบาลเพียงแค่ไปลงนามในสัญญากู้ แต่ยังไม่ได้เบิกเงินกู้ มาจากธนาคาร ถือว่าสัญญานี้สมบูรณ์แล้วหรือยัง คําตอบชัดเจนนะครับ ผมขออ่านเลย เนื่องจากกระทรวงการคลังยังไม่มีการเบิกรับเงินกู้ และธนาคารยังไม่ได้ ส่งมอบเงินกู้ให้กับกระทรวงการคลัง สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงยังไม่สมบูรณ์ (การกู้ยืมเงิน เป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง) นี่คือภาษาที่ใช้ตาม พ.ร.บ. แพ่งและพาณิชย์ สัญญากู้ย่อมบริบูรณ์ ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ วรรคสอง ความหมายก็คือ เมื่อทรัพย์สินยังไม่ได้มีการโอนตามสัญญา สัญญานี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นสัญญา ที่สมบูรณ์ นี่คือคําชี้แจงของ ๓ ธนาคารครับ ที่มีให้กับทางกรรมาธิการของวุฒิสภา มีอยู่ ๑ ธนาคารครับ ที่ตอบในลักษณะที่อาจจะทําให้รัฐบาลมีความรู้สึกว่าดําเนินการต่อไปได้ คือธนาคารออมสิน แต่โดยบังเอิญธนาคารออมสินเป็นของใครครับ ก็คือของรัฐบาล แต่อีก ๓ ธนาคารที่เป็นธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารกรุงไทยด้วย ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ เขาบอกว่าสัญญานี้ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์ มันจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการมอบทรัพย์สิน ก็คือเงินกู้ นอกจากนั้นทางกรรมาธิการวุฒิสภาเขาถามตรงกว่านั้นอีกครับ เขาถามว่า เอาละ ให้เข้าใจ กันง่าย ๆ สมมุติวันนี้กระทรวงการคลังมาขอเบิกเงินกู้ตามสัญญา คุณจะให้เขากู้ไหม ท่านประธานครับ ธนาคารพาณิชย์ ๓ ธนาคารตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ สั้น ๆ เลยก็คือ บอกว่าไม่ให้ นอกเหนือจากว่ากระทรวงการคลังมีเอกสารหนังสือหรือหลักประกันที่ชัดเจน ว่ายังมีอํานาจอยู่ที่จะกู้ยืมเงิน และเขาขยายความเพิ่มเติมครับว่าหลักประกันที่เขาต้องการ นี่คือคําสั่งของศาล ความหมายคือเขาบอกว่าสัญญานี้มีจริง เขาไม่เถียง และลงนามวันที่ ๒๗ มิถุนายนก็ไม่มีอะไรผิด เพราะว่าอายุกฎหมายมีถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ปี ๒๕๕๖ แต่เมื่อ มันเลยวันที่ ๓๐ มิถุนายน มาแล้ว จะมาเบิกเงินกู้จากเขา ขอให้ไปฟ้องศาลก่อน แล้วให้ศาล มีคําสั่งต่อธนาคารให้เบิกเงินกู้ให้กับทางกระทรวงการคลัง ให้กับรัฐบาล นี่ละครับ คู่สัญญา ของรัฐบาลเองยังมีความคิดอย่างนี้กับอํานาจของรัฐบาลในการเบิกเงินกู้ตามสัญญาต่อไป แล้วท่านนายกรัฐมนตรียังจะดําเนินการต่อไปได้อย่างไร แต่ท่านก็ดําเนินการต่อไปครับ เพราะท่านไปอาศัยการกู้ยืมจากธนาคารออมสิน ธนาคารอื่นเขาไม่ให้ ก็เลยไปที่ธนาคาร ออมสินซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ แล้วก็ได้กู้ยืมมา ๔,๕๐๐ ล้านบาท เป็นการใช้อํานาจเกินกว่า ที่ท่านมี และเป็นความผิดตามที่ผมเรียนไว้ตั้งแต่ต้นที่สําเร็จแล้ว

คราวนี้สุดท้ายครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะมีเจตนาที่จะลุกขึ้นใช้คําอธิบาย เป็นที่นิยมของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือบอกว่า ก็ทีคุณยังทําเลย ทีคุณออกพระราชกําหนด ไทยเข้มแข็งคุณก็ไปลงนามในสัญญา จะกู้เงินจาก ๔ ธนาคารเหมือนกัน จริงครับ แต่ท่าน นายกรัฐมนตรีต้องย้อนกลับไปดูนะครับ มติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๔ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ ของรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนี่ออกมา ในปี ๒๕๕๒ มีเงื่อนไขเวลาเหมือนกับ พ.ร.ก. น้ําของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ มีเงื่อนไขว่าต้องกู้ให้แล้วเสร็จมาตราเดียวกันคือมาตรา ๓ ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๕๓ คราวนี้ความแตกต่างนี้ก็คือโครงการของไทยเข้มแข็ง มันมีความพร้อมจริง เราได้ เบิกจ่ายไปเรื่อย ๆ นะครับ ปี ๒๕๕๒ แล้วก็ปี ๒๕๕๓ ทั้งปี แต่เราก็ยังเบิกจ่ายไม่หมด เมื่อใกล้สิ้นปี ๒๕๕๓ ผมก็ตระหนักในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ณ เวลานั้น ว่ามันกําลังจะหมดอายุของกฎหมาย เราก็จึงได้นําเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อขอมติอนุมัติให้ กระทรวงการคลังไปลงนามในสัญญากู้กับ ๔ ธนาคาร เหมือนกับที่ท่านได้ไปทํามาเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายนปี ๒๕๕๖ ความแตกต่างนี้ก็คือผมเข้าใจ ว่าการเบิกเงินกู้นี้มันเป็นสิ่งที่ต้องมี การกระทําสัญญานั้นถึงจะสมบูรณ์ ดังนั้นในมติ ครม. วันที่ ๔ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ จึงได้ ระบุไว้ชัดเจนด้วยครับ นอกจากว่าจะไปลงนามในสัญญากับธนาคารไหน ระบุไว้ชัดเจนว่า ระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ต้องดําเนินการภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๕๓ และเราก็ ดําเนินการตามนั้น หลังจากสิ้นปี ๒๕๕๓ ไม่ได้มีการเบิกเงินกู้ครับ มีแต่การเบิกจ่ายจากเงิน ที่กู้มาแล้ว ซึ่งต่างกัน เพราะฉะนั้นในส่วนของไทยเข้มแข็ง ผมถึงได้เรียนไว้ตั้งแต่แรกนะครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็รัฐบาลนี้ก็พยายามที่จะเลียนแบบในทุกอย่าง เม็ดเงินวงเงิน ก็เท่ากัน มาตราแต่ละมาตราก็เขียนออกมาเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วในทางปฏิบัตินี้ ท่านทําไม่ได้ท่านทําไม่เป็นหรือท่านมีเจตนาแต่แรกที่จะไม่ทํา โครงการท่านก็ไม่ได้พร้อม ความสามารถในการเบิกเงินกู้ ในการเบิกจ่ายไม่มี พิสูจน์ด้วยตัวเลขครับ ผมไม่ได้กล่าวหา ลอย ๆ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านใช้มาถึงวันนี้จาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านได้พูดไว้ว่า ถ้าไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเอย ประชาธิปัตย์เอยต้องรับผิดชอบกับประชาชนถ้าน้ําท่วม ท่านอ้างว่าท่านไม่มีเศรษฐกิจจะไม่ฟื้น เศรษฐกิจปี ๒๕๕๕ ก็ฟื้นได้ โดยไม่ได้มีการเบิกจ่าย จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ และที่สําคัญที่สุดก็คือท่านได้ลอกมาแม้แต่หลักการที่ถูกต้องว่าการออก พระราชกําหนดฉุกเฉินจําเป็นเร่งด่วนมันมีความจําเป็นต้องมีเวลาจํากัด ปีครึ่งโดยประมาณ ทั้ง ๒ ฉบับครับ ไทยเข้มแข็งก็ปีครึ่ง อันนี้ก็ปีครึ่ง แต่ที่ท่านได้ดําเนินการนี้ท่านได้ดําเนินการ เบิกเงินกู้ล่วงเวลานั้น และเป็นการกระทําที่ขัดต่อกฎหมาย เกินต่ออํานาจที่ท่านมี เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในวันนี้ผมจึงต้องขอสรุปว่ามันไม่ใช่เรื่องหรอกครับว่าผมจะ ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คนที่ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้มีมากมาย แล้วตามข้อเท็จจริงมีพี่น้องประชาชนจํานวนมากชุมนุมอยู่ข้างนอกในสถานที่ต่าง ๆ ที่เขา ประกาศว่าเขาไม่รับแม้แต่สถานะการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อไป แต่ในส่วนของกระผมนี้ ผมขอเรียนว่าตามหลักฐานที่ผมได้ชี้ให้ท่านประธาน เพื่อนสมาชิก แล้วก็ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายได้เห็นนี้ มันเป็นตัวพิสูจน์ครับว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ ท่านได้ใช้อํานาจเกินต่อกฎหมายที่สภาแห่งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบให้กับท่าน สร้างความเสียหายที่สําเร็จแล้ว แล้วก็เอื้อต่อแนววิธีการ ประมูลตามที่เพื่อนสมาชิกผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ที่เป็นการเอื้อต่อการทําทุจริต ครั้งใหญ่หลวง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อวานนี้เองเวลา ๐๔.๓๘ นาฬิกา ท่านได้ลุกขึ้น ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ แล้วท่านได้พูดไว้อย่างนี้นะครับ มีดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี คือท่านกําลัง อธิบายว่าท่านไม่ได้เป็นหุ่นเชิด เป็นตัวตนของท่านเอง มีดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเรียนว่า ดิฉันเป็นตัวของตัวเอง ๒ ปีกว่า ดิฉันบริหารงานในฐานะหัวหน้ารัฐบาลด้วยตัวเอง ในฐานะ นายกรัฐมนตรีก็ขอรับผิดชอบโดยกฎหมาย ถูกต้องครับ แล้ววันนี้ผมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ทุกขั้นตอนที่นําไปสู่การกู้ยืมเงินที่เกินต่ออํานาจที่ท่านมีนั้น ท่านมีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกเอกสาร ที่นําไปสู่การกู้ยืมเงินมีลายมือของท่านปรากฏอยู่บนกระดาษทุกแผ่นดังนั้นที่ท่านพูดไว้ เมื่อวานนี้ถูกต้องแล้วครับ ในฐานะนายกรัฐมนตรีท่านต้องรับผิดชอบโดยกฎหมาย และผม จะขอดําเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอนในเรื่องนี้ต่อไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาติ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ