รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกมาเข้าชื่อประชุม ๒๕๑ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดการประชุม แล้วก็ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
- ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เป็นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง โดยผมจะให้คณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้ที่แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้สงวน คำแปรญัตติไว้จะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจนจบแล้วจะเป็นการลงมติในมาตรานั้น ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ นะครับ ต่อไปเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ วิสามัญ ขอเสนอรายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ต่อท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังนี้
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เสนอ และได้ มีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ และมีมติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ นั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้เสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านแล้ว กระผมขอเรียนสรุปสาระสำคัญ ของผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ต่อที่ประชุมดังนี้ครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตั้งแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ จนแล้วเสร็จในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๗ โดยได้ร่วมกันพิจารณา รายละเอียดงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ รวมทั้งสิ้น ๒,๙๘๗ หน่วยรับงบประมาณ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ที่ประชาชนจะได้รับจากการ ใช้จ่ายงบประมาณที่มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยรับงบประมาณสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความจำเป็นความต้องการในพื้นที่ และแผนพัฒนาพื้นที่ ตามความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพความคุ้มค่าในการใช้จ่าย งบประมาณ และผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน หน่วยรับงบประมาณ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม โดยมีข้อเสนอ ในภาพรวมที่สำคัญ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับการออกมาตรการควบคุมระดับหนี้ สาธารณะให้ลดลง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ และกำหนดนิยามของ รายจ่ายลงทุนให้มีความชัดเจน หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับเงินสะสม เพื่อให้การใช้งบประมาณ การเก็บรายได้สะท้อนกับความเป็นจริง หน่วยรับงบประมาณควรมีการบูรณาการข้อมูลรวมกัน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลของ ทุกหน่วยรับงบประมาณ โดยสามารถแสดงข้อมูลในมิติด้านรายรับ และมิติด้านรายจ่าย ตลอดจนภาระหนี้ ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในภาพรวมได้อย่าง มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ จำนวน ๙ คณะ และคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปรับลด งบประมาณ จำนวน ๗,๘๒๔,๓๙๘,๕๐๐ บาท โดยได้พิจารณาจากความสอดคล้องกับ สถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายและผลดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ความพร้อม ในการดำเนินงาน และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนให้ความสำคัญ กับเงินนอกงบประมาณ หรือรายได้ที่จัดเก็บเองของหน่วยรับงบประมาณ เป็นข้อมูล ประกอบการพิจารณา อาทิเช่น
๑. รายการที่สามารถปรับลดเป้าหมาย หรือปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความประหยัด เช่น การฝึกอบรมสัมมนา การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา การประชาสัมพันธ์ การเดินทางไปราชการต่างประเทศ เป็นต้น
๒. รายการที่มีผลดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนการที่กำหนดไว้ และคาดว่า ไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันภายในปีงบประมาณ หรือรายการผูกพันงบประมาณเดิม ที่ผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่เสนอไว้
๓. รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยใช้จ่ายจากการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณหรือการปรับแผนการปฏิบัติงาน
๔. รายการที่ยกเลิกโครงการหรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกเหนือจาก งบประมาณได้ เช่น เงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเองหรือเงินสะสมคงเหลือ
สำหรับการเพิ่มงบประมาณนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเพิ่ม งบประมาณตามความเหมาะสมจำเป็นให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานดังนี้
๑. งบกลาง เป็นค่าใช้จ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น
๒. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมกิจการผู้สูงอายุ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิเงินอุดหนุนที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้สูงอายุแบบครอบคลุมอุปถัมภ์
๓. กระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ในการชำระเงินสมทบตามแผนงบประมาณรายจ่ายระยะปานกลาง สำหรับเงินสมทบกองทุน ประกันสังคมในส่วนที่รัฐค้างชำระ
๔. กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้าสำหรับโรงเรียนที่ขาดแคลน
๕. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข การก่อสร้าง อาคารทางการแพทย์และหอพักสถาบันพระบรมราชชนก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการผลิต นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล นักศึกษาด้านสาธารณสุข ผู้ช่วยพยาบาล และผู้ช่วย สาธารณสุข
๖. สถาบันพระปกเกล้า เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงห้อง Data Center เพื่อให้เป็นศูนย์ข้อมูลกลางรวบรวมฐานข้อมูลที่สำคัญ ห้องเรียนอัจฉริยะสำหรับฝึกอบรม และประชุมทางไกล
๗. หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล และหน่วยงานขององค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของ หน่วยงานให้เพียงพอ
๘. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็น ค่าใช้จ่ายตามสิทธิที่เกิดขึ้น เนื่องจากการสนับสนุนการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล
๙. ทุนหมุนเวียน กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จ่ายให้กู้ยืมสำหรับผู้กู้ยืม รายเก่าซึ่งมีสัญญาให้กู้ยืมตามกฎหมายแล้ว และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรายการบริการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าบริการทางการแพทย์
๑๐. แผนงานบูรณาการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อชุดทดสอบสารเสพติด รวมทั้งสิ้น ๗,๘๒๔,๓๙๘,๕๐๐ บาทถ้วน วงเงินตามจำนวนที่ปรับลดงบประมาณได้
นอกจากนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณาอนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ จำนวน ๒ รายการ ประกอบด้วย
๑. การเปลี่ยนแปลงงบประมาณของรัฐวิสาหกิจ ๕ แห่ง ได้แก่ ๑. ธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ๒. ธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร ๓. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ๔. ธนาคารออมสิน และ ๕. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้พิจารณาทบทวนปรับลด งบประมาณ ในส่วนที่หมดความจำเป็นหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ เพื่อไป ดำเนินการในงบกลางรายการค่าใช้จ่าย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของ ระบบเศรษฐกิจ จำนวน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทถ้วน
๒. การเปลี่ยนแปลงงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แผนงานบุคลากรภาครัฐรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน ๕๐๑,๕๓๐,๙๐๐ บาทถ้วน ไปเป็น งบประมาณรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นเงินอุดหนุนสำหรับการ สนับสนุนการถ่ายโอนบุคลากร สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๔๗ แห่ง ซึ่งเป็นไป ตามประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒
ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนว่า การพิจารณารายละเอียดงบประมาณ ทั้งการปรับลด การเพิ่ม และการเปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าวของคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนการกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน และประโยชน์ต่อ ประชาชนโดยตรงเป็นสำคัญ รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและมีความเข้มแข็ง รองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้ สามารถดำเนินการภายในกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวน ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาทถ้วน
สำหรับรายละเอียดผลการพิจารณารวมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ปรากฏตามเอกสารรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้แจกจ่ายให้กับสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แล้วรวม ๔ เล่ม คือเล่มที่ ๑ เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เล่มที่ ๒ เป็น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ เล่มที่ ๓ เป็นรายงานผลการพิจารณารายการปรับลดงบประมาณ และเล่มที่ ๔ เป็นรายงานผล การพิจารณารายการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอถือโอกาสนี้ในการขอบคุณท่าน กรรมาธิการวิสามัญทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญเสียสละเวลาและร่วมมือกันในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๘ อย่างเต็มที่ จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี พร้อมทั้งขอขอบคุณท่านหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณทุกท่าน ที่ได้ให้ความร่วมมือในการชี้แจงรายละเอียด และจัดเตรียมเอกสารให้คณะกรรมาธิการ วิสามัญเป็นอย่างดี รวมถึงสำนักงบประมาณที่ได้สนับสนุนข้อมูลประกอบการพิจารณาตลอด การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วยเช่นกัน
สุดท้ายนี้กระผมและคณะกรรมาธิการวิสามัญยินดีและพร้อมที่จะชี้แจง ข้อซักถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในแต่ละมาตราต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านเลขาธิการดำเนินการต่อเลยครับ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑ บททั่วไป ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
เชิญผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติอภิปราย ไม่มีนะครับ กรรมาธิการก็ไม่ต้องชี้แจง นะครับ ต่อไปผู้แปรญัตติที่ขอสงวนความเห็น ขอสงวนคำแปรญัตติ มีท่านใดติดใจไหมครับ ในหมวด ๑ ถ้าไม่มีใครติดใจนะครับ ต่อไปเลขาธิการครับ
มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ
เชิญคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นได้อภิปรายนะครับ ท่านแรก ท่านศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันเป็น กรรมาธิการที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในมาตรา ๔ ดิฉันได้สงวนความเห็นที่จะขอ ปรับลดงบประมาณของปี ๒๕๖๘ ลงอีกราว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๓.๕ ล้านบาทเศษ ด้วยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ค่ะ
ประการแรก เดี๋ยวเราไปดูกันก่อนว่าที่กรรมาธิการได้ทำหน้าที่มา ๒ เดือนกว่า ที่ผ่านมาได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงในงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ไปบ้างนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ขอหน้าต่อไปเลยค่ะ ๕ อันดับ กระทรวงที่ถูกตัดงบสูงสุด จะมีรัฐวิสาหกิจที่ถูกปรับลดไปครึ่งหนึ่งจากที่ได้ ขอมานะคะ ในบางหน่วยงานถูกตัดลดหมดเลยเหลือศูนย์นะคะ ก็คือ ธ.ก.ส. เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ต้องขอ Footnote เอาไว้ก่อนว่า ธ.ก.ส. มีของบมา ๒ ส่วน ส่วนที่อยู่ในแผนบริหาร ชำระหนี้ไม่ได้ถูกตัด แต่ว่าแผนที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์กลับถูกตัดลงเกลี้ยงไม่เหลือเลยนะคะ นอกจากนี้ยังมีอีก ๔ รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ถูกตัดลดงบประมาณลงไปด้วย รวมแล้วสำหรับรัฐวิสาหกิจที่เป็นธนาคารของรัฐถูกปรับลดลงไป ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ กระทรวงอุตสาหกรรมตัดลดไปเกือบ ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ตัดไปเป็นโครงการ ๑ หมู่บ้าน ๑ เชฟ ตัดไปประมาณ ๑๒๐ ล้านบาท กระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์คืนค่าเช่าค่ะ ไม่มีการตัดลด อะไร มอบตัวเองนะคะ ก็คือคืนค่าเช่าศูนย์ราชการ โซน C ๖๐๐ ล้านบาท กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เราพบว่ามีการตั้งงบซ้ำซ้อน ก็คือ Cell Broadcast ที่จะช่วยเป็น ระบบเตือนภัย ตัดไป ๒๐๐ ล้านบาท เนื่องจากไปซ้ำซ้อนกับ ปภ. ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงานตัดในเขื่อนขนาดเล็กที่ผลิตไฟฟ้า สำนักนายกรัฐมนตรีเลื่อนงวดงาน ก่อสร้างและตัดงบ Soft Power อีกแล้วค่ะ กระทรวงกลาโหมตัดไปเกือบ ๆ ๑,๒๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่ก็เป็นงานก่อสร้างนะคะ แต่ว่าปีนี้กระทรวงกลาโหมถูกตัดน้อยกว่าทุกปี รวม ๆ แล้วได้มาทั้งหมดก็คือ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ต้องบอกอย่างนี้ค่ะท่านประธาน ส่วนที่ไม่ควรตัดก็ไปตัด อย่างเช่น ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ อย่างที่ได้บอกว่า มันเป็นงบที่ต้อง ใช้ในการชำระหนี้ให้กับธนาคารของรัฐที่ได้ดำเนินนโยบายให้กับรัฐบาลตามมาตรา ๒๘ ก็ไปตัดเขาเสียเยอะเลย ส่วนที่ยังไม่ได้ตัด ที่ยังเป็นไขมันนี่ยังต้องรีดได้อีกเยอะมากนะคะ เพราะว่าในอนุกรรมาธิการมีการถกกันอย่างมากถึงปัญหาของโครงการที่มันซ้ำซ้อน โครงการที่มันไม่สมเหตุสมผล โครงการที่ยังไม่มีเป้าหมายวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สมควรที่จะต้อง ถูกตัด ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Anywhere Anytime ของ สพฐ. มีการถกกันกว้างขวางว่า ใช้งบประมาณในการทำ Content สำหรับการเรียนผ่านระบบ ออนไลน์ ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ราคาสูงเกินจริง เดี๋ยวก็คงจะมีเพื่อนสมาชิกได้มีการลงรายละเอียด ถกกันจะใช้ ระยะเวลานานมากในชั้นอนุกรรมาธิการ สุดท้ายไม่ได้ตัด ไปตัดค่าซ่อมแซมโรงเรียนแทน หรือว่าจะเป็นโครงการสร้างท่าเรือของ ศรชล. ที่ปรากฏว่า Location ในการสร้างท่าเรือนั้น อยู่บนบกค่ะท่านประธาน แต่สุดท้ายก็ตัดไปได้นิดเดียว ไม่สามารถที่จะยกเลิกโครงการนี้ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่ะท่านประธาน แล้วตลอด ๓ วันนี้ก็คงจะมีการอภิปรายถึงว่ายังมี ไขมันในส่วนไหนที่ยังแทรกซึมอยู่ ยังมีโครงสร้างอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อที่จะทำให้ งบประมาณของปี ๒๕๖๘ นั้น ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ดิฉันก็ยังคงยืนยันว่า เราจำเป็นที่จะต้องปรับลดงบประมาณของปี ๒๕๖๘ ลง เนื่องจากว่าเราไม่ได้มีความสามารถ หรือว่ากำลังมากพอที่จะใช้จ่ายเงินมากถึง ๓.๗ ล้านล้านบาทค่ะท่านประธาน เนื่องมาจากว่า งบประมาณและประมาณการรายได้ของปี ๒๕๖๘ ถูกประมาณการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๖ ณ วันนั้นเราตั้งงบไว้ที่ ๓.๖ ล้านล้านบาท แล้วเราก็บอกว่ารายได้เราน่าจะเก็บได้ ประมาณ ๒.๘๘๗ ล้านล้านบาท หรือเกือบ ๆ ๒.๙ ล้านล้านบาท ในวันที่เราประมาณการ รายได้เท่านี้ เราคิดว่าเศรษฐกิจเราจะโตดี ปี ๒๕๖๗ วันนั้นเราบอกว่ามันจะโตได้ ๓.๒ ปี ๒๕๖๘ ตอนนั้นเรายังคิดว่ามันจะโตได้ถึง ๓.๖ อยู่เลยนะคะ ณ วันที่เราตั้งรายได้เท่านี้ เรามีหนี้สาธารณะ เราประมาณการไว้ว่าจะอยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วพอถึง ปี ๒๕๖๘ ก็จะขึ้นมานิดหน่อยไปอยู่ที่ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ แต่เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดือนธันวาคมปี ๒๕๖๖ นี่ผ่านมาเกือบ ๆ ปีนะคะ เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง ปี ๒๕๖๗ จากเดิมที่บอกว่าจะโต ๓.๒ เราบอกว่าตอนนี้เหลือแค่ ๒.๕ แล้ว เวลาเศรษฐกิจ โตไม่ดีมันส่งผลกระทบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลโดยตรงค่ะท่านประธาน ปี ๒๕๖๘ ก็เช่นเดียวกันนะคะ ถูกปรับลดลงมาประมาณ ๐.๖ เหลือเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง แล้วเรายังจะจัดเก็บรายได้ได้เท่าเดิมอย่างที่เราได้ประมาณการเอาไว้ที่เกือบ ๒.๙ ล้านล้านบาทได้อย่างไรคะท่านประธาน ณ เดือนพฤษภาคมที่เราขอตั้งงบขาดดุลสูง เกือบชนเพดาน ขาดไปแค่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท หนี้สาธารณะสูงขึ้นไปจนถึงเกือบ ๆ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าเพิ่มขึ้นเกือบ ๆ ๔ เปอร์เซ็นต์ หนี้สาธารณะของปี ๒๕๖๘ คาดการณ์ ว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์นะคะท่านประธาน เหตุการณ์มันมีการ เปลี่ยนแปลง แต่ว่างบประมาณของปี ๒๕๖๘ ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประมาณการรายได้ค่ะท่านประธาน และยิ่งมีแนวโน้มที่เราจะไม่สามารถที่จะจัดเก็บรายได้ ได้ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ดังนั้นเราจึงสมควรที่จะต้องปรับลดงบประมาณลงค่ะ ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัด ๆ อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของกรมสรรพสามิตที่มีแนวโน้มว่าจะซ้ำรอยเดิมของ ปี ๒๕๖๗ ขอหน้าถัดไปค่ะ กรมสรรพสามิตตั้งเป้าไว้ตอนปี ๒๕๖๗ ปีที่แล้วว่า จะจัดเก็บ รายได้ได้เกือบ ๆ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เก็บจริงค่ะท่าน หลุดเป้าไปเกือบ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อให้เก็บได้เต็มที่อย่างไรก็ไม่น่าจะเกิน ๕๓๐,๐๐๐ ล้านบาท อันเนื่องมาจากว่าเรามี การปรับลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพ อันเนื่องมาจากว่าเราปรับลดภาษี รถยนต์ EV เพื่อที่จะกระตุ้นการลงทุนรถยนต์ EV นะคะ และเรื่องของภาษีบุหรี่ที่เราจัดเก็บ ไม่ได้ แล้วก็พลาดเป้าไปเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ก็ยังคงตั้งเป้าไว้อย่างท้าทายว่า จะจัดเก็บได้ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่เก็บจริงจะได้เท่าไร ซึ่งมันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ที่เราจะจัดเก็บได้ตามเป้าเพราะอะไร เพราะว่า ๑. นโยบายภาษี EV ยังไม่มีแนวโน้มที่จะ เปลี่ยนแปลง หรือว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็ช่วยบอกกับสภาแห่งนี้ด้วยว่า นโยบาย การอุดหนุน EV นั้นจะยกเลิกหรือว่าไม่มีแล้วหรือไม่ หรือจะกระทบกับภาษีอย่างไร ส่วนภาษีบุหรี่ไม่มีการที่จะปรับปรุงนโยบายแต่อย่างไร จากการที่เราไม่สามารถจัดเก็บภาษี ของบุหรี่ได้ตามเป้าเลย เรากำลังเจอความท้าทายจากบุหรี่เถื่อน จากบุหรี่ไฟฟ้า แต่ว่า กรมสรรพสามิตก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนภาษี อัตราภาษี ของบุหรี่เพื่อที่ทำให้เราจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ดังนั้นเป้าที่ตั้งไว้ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ ดังนั้นเพื่อความระมัดระวังและสามารถที่จะรองรับกับสถานการณ์ที่ ไม่แน่นอนในอนาคตได้ ดิฉันจึงขอปรับลดงบประมาณของปี ๒๕๖๘ ลงราว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๓.๕ ล้านล้านบาท ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการท่าน วีระ ธีระภัทรานนท์ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิก ผม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กรรมาธิการ ขอชี้แจงเหตุผลที่ผมเสนอตัดลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายในมาตรา ๔ เป็นจำนวนเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท แล้วผมได้สงวนความเห็นเพื่อนำมาอภิปราย ในที่ประชุมให้ทราบเหตุผลและข้อเท็จจริง ก่อนที่ท่านสมาชิกจะได้ลงมติให้ความเห็นชอบ ในมาตรา ๔ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่เรากำลังพิจารณา กันอยู่ในขณะนี้ ได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายโดยรวมทั้งหมดเอาไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ถามว่ามีปัญหาตรงไหน ทำไมผมถึงเสนอขอให้ปรับลดเป็นจำนวนเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ทำให้เหลือยอดวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพียงแค่ ๓,๕๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ขออนุญาตที่ประชุมอภิปรายขยายความดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ในการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีโดยสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราสามารถ แยกรายการดูความเหมาะสมได้เป็น ๒ แบบ
แบบแรก เป็นการดูงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้ว่ามีแหล่งที่มาของรายจ่ายนั้น จากไหน
แบบที่ ๒ เป็นการดูรายจ่ายงบประมาณดังกล่าวว่าจัดสรรแบ่งปันกันอย่างไร
งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ได้ตั้งวงเงินเอาไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท โดยมี ที่มาจาก ๒ ทางด้วยกัน แหล่งที่ ๑ มาจากรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ ๒,๘๘๗,๐๐๐ ล้านบาท แหล่งที่ ๒ มาจากการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่ไม่เพียงพอในการใช้จ่ายทั้งหมด เป็นเงิน ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราทราบกันดีว่าเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล นั่นเอง พูดให้เข้าใจง่าย ๆ แบบชาวบ้านก็คือ เงินกูไม่พอเลยต้องใช้เงินกู้มาเติม ตรงนี้ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมนะครับว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทุกรัฐบาลจัดงบประมาณขาดดุล แล้วก็กู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ภาระหนี้สิน ในรูปของหนี้สาธารณะพอกพูนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา การทำงบประมาณแบบขาดดุลเรื้อรังดังกล่าว สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ที่ห่วงใย ฐานะการเงินการคลังของประเทศในอนาคตเป็นอันมาก หนึ่งในนั้นคือผม ท่านประธานครับ การขาดดุลงบประมาณเรื้อรังดังกล่าว ทำให้หนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ รัฐบาลมียอดหนี้สาธารณะคงค้าง รวมกันทั้งสิ้นมากถึง ๑๑.๕๔ ล้านล้านบาท และเพิ่มเติมด้วยการกู้การขาดดุลงบประมาณ ทั้งในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ และงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ อีก ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเท่ากับว่ายอดคงค้างหนี้สาธารณะจะทะลุ ๑๒ ล้านล้านบาท และอาจจะสูงถึง ๑๓ ล้านล้านบาท ภายในสิ้นปี ๒๕๖๘ สำหรับคำถามที่ว่า ยอดหนี้ สาธารณะที่ว่านี้มากไปหรือน้อยไป ผมจะยังไม่พูดในตอนนี้ แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ในอนาคต ๓ ปี ๕ ปีข้างหน้า ถ้าหากการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเรื้อรังยังดำเนินไป พร้อมกับการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลทุกปีไปเรื่อย ๆ แบบนี้ เราจะต้องมีปัญหาทางด้าน การเงินการคลังภาครัฐหนักหนาสาหัสอย่างแน่นอน ผมอยากให้เรามาดูอีกจุดหนึ่ง มาดู ในแง่ว่ารายจ่ายของงบประมาณที่เราจัดสรรในปี ๒๕๖๘ มีการจัดสรรปันส่วนไปเช่นไร ผมขอแยกเป็น ๓ ก้อน เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ก้อนแรก เป็นรายจ่ายประจำ ๒,๗๐๔,๕๗๔ ล้านบาท รายจ่ายลงทุน ๙๐๘,๒๒๔ ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนเงินต้น ๑๕๐,๑๐๐ ล้านบาท สิ่งที่เราเห็นชัดเจนตลอดต่อเนื่อง ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็คือ รายจ่ายประจำมิได้ลดลง ตรงกันข้าม กลับเพิ่มขึ้นโดยตลอด ทำให้เรามาถึงจุดอันตราย อันตรายตรงไหนครับ ขณะนี้รายจ่าย ที่ยากจะตัดทอน หมายความว่าในการทำงบประมาณต่อไปจะมีรายจ่ายประเภทหนึ่งที่ไม่มี ทางตัดทอนได้เลย ซึ่งรวมกันแล้วขณะนี้คิดเป็นร้อยละ ๖๗ สำหรับงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๖ และผมมั่นใจว่าอัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุด และปี ๒๕๖๘ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ สรุปสั้น ๆ ก็คือเงินทุกบาททุกสตางค์ ของรัฐบาลที่จะดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่าย ล้วนเป็นเงินกู้ที่มีภาระจะต้องหาเงินต้น และดอกเบี้ยมาชำระคืนในอนาคตทั้งหมด หนี้ของรัฐบาลเป็นเช่นไร หนี้ของประชาชนก็เป็น เช่นนั้น ใครที่พอจะเข้าใจเรื่องการเงินการคลังที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีในแต่ละปี ที่ผ่านมาและในอนาคต ย่อมรู้ดีว่านี่คือสัญญาณอันตรายที่จะเกิด วิกฤติการณ์คลังในอนาคต ซึ่งส่งเสียงดังมากขึ้นและมีความถี่มากขึ้นทุกขณะ แม้ว่าการทำ งบประมาณประจำปี ๒๕๖๘ และรวมถึงการทำงบประมาณที่ผ่านมา และในอนาคตที่จะทำ ต่อไป จะจัดทำขึ้นตามกฎหมายทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนปฏิรูปประเทศ พระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลังของรัฐ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พระราชบัญญัติเงินคงคลัง รวมทั้งประกาศและระเบียบต่าง ๆ ที่ออกมา แต่ผมต้องบอกก่อน ว่าการทำถูกกฎหมายหรือการทำตามกฎหมายอย่างครบถ้วนนั้น ที่เราชอบพูดกันว่า อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดมิได้หมายความว่าจะไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การทำตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ก็สามารถนำไปสู่วิกฤติและหายนะได้เช่นกัน ถ้าหากกระทำอย่างไม่ระมัดระวังแล้วก็รอบคอบ สำหรับรายละเอียดเรื่องนี้ ผมคงไม่มีเวลา อภิปรายขยายความด้วยข้อจำกัดของที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานครับ เท่าที่ผมติดตาม การจัดทำงบประมาณในแต่ละปีอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ผมอยากจะ ผมอยากจะบอกว่า บัดนี้ ประเทศเราได้ติดกับดักการจัดทำงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ภาระทางการคลัง Fiscal Liability เพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าหากดูการบริหารจัดการหนี้ ภาครัฐซึ่งเพิ่มมากขึ้นตามลำดับก็จะเข้าใจสิ่งที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกตข้างต้น สำหรับ ในงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐสูงถึง ๔๑๐,๒๕๓ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการชำระคืนเงินต้นเพียงแค่ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายไม่น้อยกว่า ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่ต้อง พูดถึงการชำระคืนหนี้ให้กับสถาบันการเงินของรัฐที่ออกเงินแทนรัฐบาลไปก่อน ซึ่งเป็น รายการนอกงบประมาณ ซึ่งมียอดคงค้างอีกไม่น้อยกว่า ๑ ล้านล้านบาท ตัวเลขที่เราทราบ แน่นอนสำหรับยอดค้างชำระในขณะนี้ ๑,๐๐๔,๓๙๒ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลข เมื่อสิ้นสุดงบประมาณปี ๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ แต่ในขณะนี้เราไม่ทราบยอดคงค้างดังกล่าวว่ามีเป็นจำนวนเท่าไร เพราะว่าทางรัฐบาล ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลนี้ให้สาธารณชนได้ทราบ นี่คือรายการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถานะ ทางการเงินการคลังของรัฐในปัจจุบันและในอนาคตอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าหากไม่ยับยั้ง หรือไม่บริหารจัดการแก้ปัญหาเสียตั้งแต่ต้นมือ สิ่งที่เป็นภาระทางการคลังก็จะพัฒนา กลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง และสุดท้ายนำไปสู่วิกฤติการคลังได้ในที่สุด คำถามก็คือ แล้วเราจะทำกันอย่างไร เพื่อยับยั้งสิ่งที่เป็นภาระ เป็นความเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติการคลัง ในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อผมได้อภิปรายมาแบบนี้ ผมมีข้อเสนอครับ ผมมีข้อเสนอสั้น ๆ ให้ที่ประชุมได้พิจารณากัน
๑. นับจากนี้ไปตั้งแต่งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๙ เราต้องจัดทำงบประมาณ รายจ่ายประจำปีแบบไม่เพิ่มวงเงินรายจ่ายอีกแล้ว เป็นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายที่เรา เรียกว่า Zero Growth Budget แล้วต้องทำอย่างน้อย ๓ ปีนับจากนี้ไป จนกว่าภาระ และความเสี่ยงทางการคลังจะลดลงเข้าสู่ระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
๒. นับจากนี้ไปหมายความว่า ตั้งแต่การจัดทำงบประมาณรายจ่าย ในปี ๒๕๖๙ เราต้องหยุดสร้างภาระทางการคลังในอนาคตด้วยการใช้มาตรการกึ่งการคลัง โดยให้สถาบันการเงินของรัฐออกเงินแทนรัฐบาลไปก่อน แล้วตั้งงบประมาณใช้คืนเงินต้นและ ดอกเบี้ย รวมทั้งการชดเชยรายได้ในภายหลังตามอำนาจที่ให้ไว้ในมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง นอกจากจะหยุดการสร้างภาระทางการคลัง ที่ว่าแล้ว ยังจะต้องจัดสรรชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยค้างจ่าย และการชดเชยรายได้ที่มีอยู่ ในปัจจุบันกว่า ๑ ล้านล้านบาท จนกว่าระดับการใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระ รวมทั้ง การชดเชยรายได้จะปรับลดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าหากไม่ทำเช่นนั้นตั้งแต่บัดนี้ ผมหวั่นใจว่า เราอาจจะต้องประสบวิกฤติการคลังในอนาคต ที่เราไม่เคยมีประสบการณ์ มาก่อนในการแก้ไขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่านประธานครับ แม้แต่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปี ๒๕๖๘ ที่เมื่อ สักครู่มีกรรมาธิการและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่ง ท่านบอกไปแล้วว่า มีการงด จ่ายเงินที่รัฐต้องชดเชยตามมาตรา ๒๘ ให้สถาบันการเงินที่เป็นของรัฐรวม ๕ แห่ง เป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่สำหรับยอดวงเงินงบประมาณ รายจ่าย ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ที่ผมเสนอให้ตัดลดในงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ให้เหลือเพียง ๓,๕๖๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ผมจะขออภิปรายในรายละเอียดเมื่อถึงเวลาพิจารณางบกลาง ในมาตรา ๖ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งผมก็ได้สงวนความเห็นเอาไว้ด้วยเช่นกัน ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการ ศุภโชติ ไชยสัจ เชิญครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ศุภโชติ ไชยสัจ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชนครับ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย วันนี้ท่านประธานครับ ผมจะขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ซึ่งประเด็นที่ผมเลือกจะนำมาพูดในวันนี้คือ เรื่องของโครงการที่เกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งหมด ผมรู้ครับว่าจริง ๆ แล้วหัวข้อ ที่ผมนำมาพูดนั้นควรจะอยู่ในมาตรา ๒๘ กระทรวงพลังงานครับ แต่หลังจากที่ผมได้ดู ในรายละเอียดแล้ว ผมจึงจำเป็นต้องขอมาพูดในมาตรา ๔ ภาพรวมแทนครับ เพราะว่ามีมากกว่า ๘ กระทรวง ที่มีการของบประมาณแผ่นดินเพื่อมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมเป็นเงินกว่า ๒,๗๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่รวมกองทุนหมู่บ้านที่มีการขอเงินตรงนี้มา ๑,๘๐๐ ล้านบาท ในโครงการลักษณะ เดียวกันครับ แต่ว่าถูกตัดโดยชั้นอนุกรรมาธิการ ซึ่งให้เหตุผลไว้ว่ากำลังอยู่ในกระบวนการ การตรวจสอบของ DSI ครับ ที่มีความกังวลว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น โครงการ จัดซื้อโซลาร์เซลล์ครับ ถูกสอดแทรกอยู่ในหลายกระทรวงครับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อ โซลาร์เซลล์เพื่อมาติดตั้งบนอาคารสำนักงาน หรือจะเป็นการนำแผงโซลาร์เซลล์มาติดพร้อม กับปั๊มน้ำครับ เพื่อทำระบบส่งน้ำไปยังที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะให้กับพี่น้องชาวเกษตรกรครับ ถ้าเรามาดูถึงตรงนี้ครับ กระทรวงที่ขอโครงการในลักษณะนี้มามากที่สุดก็จะเป็นกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ ที่ขอมาเป็นเงินกว่า ๑,๙๐๐ ล้านบาท ลำดับถัดมา ก็จะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสุดท้ายก็จะเป็นกระทรวงพลังงานครับ แต่สิ่งที่ น่าแปลกใจครับ คือกระทรวงกลาโหมก็มีการขอเงินมาตรงนี้ด้วย เพื่อที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ เช่นกัน เป็นเงินกว่า ๒๕ ล้านบาท ท่านประธานครับผมไม่ได้ติดใจอะไรนะครับ ในการที่ แต่ละกระทรวงจะมุ่งเน้นเพื่อที่จะเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดให้กับประเทศครับ โดยส่วนตัว แล้วรวมไปถึงจุดยืนของพรรคประชาชนเราครับ สนับสนุนเรื่องนี้มาโดยตลอดในการที่ ประเทศควรจะมีการใช้เทคโนโลยีอย่างโซลาร์เซลล์หรือพลังงานทดแทนแบบอื่น ๆ เพื่อช่วย ลดค่าไฟ และแทนที่โรงไฟฟ้าแบบฟอสซิลที่มีการปล่อยมลพิษค่อนข้างเยอะครับ แต่มันจะ ดีกว่าไหมครับท่านประธาน ถ้าเงินจำนวนนี้ ๒,๗๐๐ ล้านบาท สามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นได้ โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียวครับ ในเรื่องนี้ผมและพรรคประชาชนมี ๒ ข้อเสนอครับ ที่จะทำให้เราสามารถประหยัดเงินตรงนี้ได้ครับ
อย่างแรก คือการนำ Model อย่าง ESCO หรือที่เราเรียกกันว่า Energy Service Company มาใช้ครับ Model ESCO คืออะไรครับ Model ESCO ก็คือการที่ให้ บริษัทเอกชนหรือจะเป็นหน่วยงานของภาครัฐครับ อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเข้ามาติดตั้งแผง โซลาร์เซลล์ให้กับหน่วยงาน เข้ามาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับอาคาร หรือแม้กระทั่งติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ให้กับบ้านเรือนของประชาชน โดยทั้งหน่วยงาน ทั้งโรงงาน หรือบ้านเรือน ของประชาชนไม่ต้องออกเงินแม้แต่บาทเดียวครับ แล้วบริษัทที่ติดตั้งเขาเป็นคนออกให้ แล้วก็ขายไฟให้กับหน่วยงานที่ขอการติดตั้งครับ ซึ่งถ้าเราไปดูโครงการตัวอย่างครับ หน่วยงานพวกนี้เขาจะคิดค่าไฟในอัตราที่ถูกลงครับ จากที่เคยจ่ายค่าไฟกันอยู่ที่ Unit ละ ๔ บาท พอมีการใช้ Model ESCO เข้ามาครับ เขาซื้อค่าไฟกันที่ Unit ละ ๒ บาทเท่านั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่าการนำ Model นี้มาใช้ เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินแม้แต่ บาทเดียวครับ ในการจัดซื้อแผงโซลาร์เซลล์เองรวมไปถึงเราก็จะได้ค่าไฟที่มันถูกลงด้วยครับ นี่เป็นทางเลือกแรก
ส่วนทางเลือกที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดก็คือ เรามีเงินจากกองทุนพัฒนาพลังงาน ทดแทนและอนุรักษ์พลังงานครับ ที่ปัจจุบันตัวเลขล่าสุด มีเงินคงเหลือมากกว่า ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตัวกองทุนเองก็ถูกจัดตั้งแล้วก็มีจุดประสงค์เพื่อที่สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว รวมไปถึงเป็นกองทุนเพื่อโครงการสำหรับพี่น้องชาวเกษตรกรครับ หรือว่าถ้ามันยัง ไม่พอครับ ตัวกรอบเกณฑ์การใช้เงินของกองทุน ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามแต่นโยบาย ของทางรัฐมนตรีครับ แต่ว่ารัฐมนตรีกระทรวงพลังงานในฐานะประธานของกองทุนไม่ได้ มีการทำงาน ไม่ได้มีการอนุมัติ การใช้เงินของกองทุนนี้มามากกว่า ๒ ปีแล้วครับ ซึ่งผม ก็ไม่แน่ใจนะครับว่าท่านรัฐมนตรีติดปัญหาที่ตรงไหน แต่ว่าจาก ๒ ข้อที่ผมได้พูดไปครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Model อย่าง ESCO หรือว่าการใช้เงินจากกองทุนพัฒนาพลังงาน และอนุรักษ์พลังงาน ล้วนแต่เป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินทั้งสิ้นครับ เรามีทางเลือกอื่น ที่สามารถประหยัดเงินของแผ่นดินได้ แล้วทำไมเราไม่ทำครับ นำเงินที่สามารถประหยัดได้ ตรงนี้ไปใช้กับโครงการด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นกว่าที่ต้องการเงินจากงบประมาณแผ่นดินมากกว่า ผมจึงไม่สามารถเห็นด้วยกับการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณในปี ๒๕๖๘ นี้ได้ครับ ผมจึงขอ ปรับลดงบประมาณตรงนี้ลงเหลือ ๓,๔๔๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร อยู่ไหนครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ งบประมาณภาพรวม เพราะเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณด้านการยกระดับทักษะแรงงานนั้น มีปัญหาใหญ่ซุกซ่อนอยู่ ท่านประธานครับ โลกยุคใหม่นี้บีบประเทศรายได้ปานกลางอย่าง ประเทศไทย อย่างน้อย ๒ ด้าน ด้านหนึ่งแรงงานรับจ้างรายวันเสี่ยงตกงาน เพราะความต้องการ สินค้าจากอุตสาหกรรมเก่าที่เราผลิตก็ลดลงเรื่อย ๆ หรือไม่ก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรกล ระบบ Automation แต่ไม่ใช่แค่แรงงานรับจ้างเท่านั้น อีกด้านหนึ่งอาชีพอย่างการเงิน วิศวกร Graphic Designer Programmer ก็มีโอกาสที่จะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวินาที แต่การจัดสรรงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ เมื่อเงินทุกบาททุกสตางค์ ใช้หมดลงในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ๑ ปีข้างหน้าก็อาจจะไม่ทำให้คนไทยและ ประเทศไทยเก่งขึ้นเลย ท่านประธานครับ บทบาทของรัฐที่เราอยากเห็นในการยกระดับทักษะ แบ่งออกได้เป็น ๓ ภารกิจหลัก อย่างแรกเราต้องการ Master Plan ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ระบุ ตัวเลขว่าเราต้องการแรงงานในแต่ละสาขาเท่าไรเป็นแผนที่นำทางสู่อนาคต อย่างที่ ๒ เราต้องการ Reskilling Program หรือโครงการปรับทักษะที่แยกย่อยระดับรายอุตสาหกรรม อย่างที่ ๓ รัฐควรเข้าไปช่วยเสริมการทำงานของตลาดแรงงาน ผ่านการช่วย Matching คน กับงานให้เจอกัน แต่เมื่อดูงบ ๒๕๖๘ กลับพบว่าเรามีปัญหาทั้งหมด ๓ ส่วนที่ว่ามาเลยครับ ขาดยุทธศาสตร์ โครงการที่มีก็ไม่ตอบโจทย์ ใช้งบอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ผมขอไล่ลำดับ การอภิปรายโดยเริ่มจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่มากที่สุดก่อน นั่นคือ บทบาทของรัฐในการช่วยจัดหางาน เพราะจุดหมายปลายทางที่สุดเลยของการยกระดับทักษะ แรงงานก็คือการมีงานทำ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โดยใน งบประมาณปี ๒๕๖๘ ก็จะมีโครงการบริการจัดหางานและอาชีพที่ได้รับงบประมาณกว่า ๒๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่อง ๑๓ ปีนะครับ ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ และผูกพัน ไปจนถึงปี ๒๕๗๑ คนทั่วไป คนที่หางานอยู่จะได้รับข่าวสารทุกปีว่ามีการจัดงาน Job Expo ครั้งใหญ่ ปีนี้ก็จัดไปแล้วในวันที่ ๒๘-๓๐ มิถุนายนที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พาดหัวข่าว ให้ความหวังไว้สูงว่ามีตำแหน่งงานถึง ๗๐๐,๐๐๐ อัตรารอคุณอยู่ แล้วก็มีรายงานข่าวสรุปว่า มีผู้เข้าร่วม Job Expo ครั้งนี้ถึง ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ทุกอย่างดูสวยงามไปหมดเลยสำหรับ ตลาดแรงงานไทย จัดงานใหญ่ปีละครั้ง ตั้งเป้า ๗๐๐,๐๐๐ คน คนมาร่วมงานจริงเป็นล้าน ใช้งบแค่ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ก็ดูคุ้มค่าดี แต่ท่านประธานครับ พระเจ้าและปีศาจต่างซ่อนตัว อยู่ในรายละเอียด และนั่นคือหน้าที่ของกรรมาธิการที่ควรเข้าไปสืบหาพระเจ้าและปีศาจที่ว่ามา ในการประชุมกรรมาธิการ ผมได้รับรายละเอียดเพิ่มเติม นำไปสู่การตั้งคำถาม ๓ เอ๊ะ เอ๊ะที่ ๑ มีผู้เข้าร่วมงานตั้ง ๑ ล้านกว่าคน ท่านสงสัยไหมครับว่า ศูนย์ประชุมเรารองรับคนได้เป็นล้าน เลยหรือ คำตอบก็คือ ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมทาง ออนไลน์ ประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ คน พูดง่าย ๆ ก็คือ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขคนร่วมงาน ที่เป็นข่าว ก็คือมาร่วมงานทางออนไลน์ โอเคนะครับ เราอาจจะพอเข้าใจได้ แรงงาน ก็ปรับตัว หน่วยงานก็ปรับตัวไปทำออนไลน์กันหมดหลังยุคโควิด แต่เอ๊ะที่ ๒ ก็ตามมา ออนไลน์ล้านกว่าคนนี้ก็เยอะอยู่นะ ถ้าเราจัด Zoom เราเจอคนล้านกว่าคน เราก็จัดไม่ไหว นะครับ เรานับอย่างไรกันแน่ นับจากการฟังอบรมหรือนับอย่างไรนะครับ ปรากฏว่าพอสืบไป ในรายละเอียดมากขึ้นก็พบว่า ๑ ล้านคนที่ว่ามานี้ มันคือยอด Reach ซึ่งหมายถึงการพบเห็น Posted โฆษณาของ Job Expo นับรวมทุก แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook TikTok รวม จนถึง Influencer ที่รับงานไปโฆษณาชักชวนคน นับรวม Reach ทั้งหมดนี้ได้ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ครั้ง ท่านประธานครับ วิญญูชนควรตั้งคำถามหรือไม่ว่าสำหรับโครงการจัดหางานนั้น การ นับยอดการมองเห็นควรถูกนับเป็นจำนวนผู้เข้าร่วมงานจริง ๆ หรือครับ ยิ่งไปฟังเสียงสะท้อน จากผู้เข้าร่วมงานจริงก็ยิ่งน่าเห็นใจ หลายคนเห็นความหวัง ๗๐๐,๐๐๐ อัตราว่าง ยอมเดินทางไกลจากต่างจังหวัดมาด้วยความหวัง แต่กลับไปแบบหมดแรง หลายคนบอกว่า นี่เป็นเหมือนงานที่บริษัทมาออก Booth เพื่อ PR ตัวเอง แต่ไม่ได้ตั้งใจมาเปิดรับคน ก็นำไปสู่เอ๊ะที่ ๓ ว่าตกลงแล้วนี้คนที่มา Job Expo ได้งานไปกี่คนกันแน่ เป็นงาน ประเภทไหนบ้าง คำตอบก็คือมีผู้สมัครงานทั้งหมดประมาณ ๖๔,๐๐๐ คน บรรจุงานได้จริงประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน จำนวนคนที่ได้งานคิดเป็น ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้เข้าร่วมหลักล้านที่เสนอ เป็นข่าวใหญ่ โดยงานที่รับ ๓ ลำดับแรกคือ ขายปลีก ขายส่ง ร้านอาหาร และรักษา ความปลอดภัย รายละเอียดที่ว่ามาทั้งหมดนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า บทบาทของรัฐและ งบประมาณในการสนับสนุนการหางานที่ทำต่อกันมาเป็น ๑๐ ปี แล้วจะทำต่อไปอีก ๔-๕ ปี เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้วหรือไม่
ขั้นที่ ๒ ของบทบาทรัฐที่เราคาดหวังในเรื่องของตลาดแรงงานก็คือ เป็นหัวใจ สำคัญที่สุดเลย คือการยกระดับทักษะแรงงาน ออกแบบ ดำเนินโครงการ พัฒนาทักษะ แยกรายอุตสาหกรรม แน่นอนครับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราแข่งขัน เราต้องแข่งขันกับชาวโลก แข่งขันกับเพื่อนบ้านในอาเซียนนะครับ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มาเลเซียประกาศ แผน Semiconductor แห่งชาติ เตรียมงบประมาณประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะสร้างวิศวกร Chip ๖๐,๐๐๐ คน แน่นอนครับ ประเทศไทยไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก ยิ่งเพื่อนบ้าน มาขิงใส่ เราไม่มีวันยอม หลังมาเลเซียประกาศเพียง ๑ เดือน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง อว. ท่านแถลงแนวทางการสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มาเลเซียจะสร้างวิศวกร Chip ๖๐,๐๐๐ คนใช่ไหม ได้ ประเทศไทยจะสร้าง ๘๐,๐๐๐ คน ไม่ใช่แค่ Chip ด้วยนะครับ EV เราจะสร้าง ๑๕๐,๐๐๐ คน AI เราจะสร้าง ๕๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับการมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ทะเยอทะยานเป็นเรื่องที่ดี แต่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นต้องมาพร้อมกับงบประมาณที่สอดคล้องและรายละเอียดที่เป็นจริง อย่างตัวเลข ๑๕๐,๐๐๐ คนใน EV ได้มาอย่างไร ท่านรัฐมนตรีให้คำตอบว่า เพราะเรามีแรงงานในยานยนต์ สันดาป ๖๐๐,๐๐๐ คน เราแค่ Reskill Upskill เพียงแค่ ๑ ใน ๔ จาก ๖๐๐,๐๐๐ คน มาทำ EV ก็จะได้แรงงานอีก ๑๕๐,๐๐๐ คนแล้ว ต้องเรียนว่านี่เป็นสมมุติฐานเดียวกับที่บอร์ด EV เคยใช้ในการทำนโยบายยานยนต์ที่ผ่านมา แล้วก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นฐานคิดที่ทำให้ อุตสาหกรรมยานยนต์ของเราปั่นป่วนในเวลานี้ เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ของสันดาปกับ EV นี่มันตัดขาดออกจากกันจากการที่เราเคยใช้ชิ้นส่วนเป็นหลักหมื่นชิ้นในสันดาป พอเป็น EV นี่มันเปลี่ยน แล้วมันเหลือแค่หลักพันชิ้นเท่านั้น นี่ยังไม่นับปัจจัย Geopolitics ภูมิรัฐศาสตร์ อีกว่าผู้ผลิตยานยนต์สันดาปส่วนใหญ่คือยุโรปกับญี่ปุ่น ส่วนผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้านี่คือจีน ดังนั้นการผลิตยานยนต์เปลี่ยนผ่านให้มันราบรื่นนี่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจด้านเทคโนโลยี แล้วก็การเล่นเกม เดินเกม ภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน นอกจากปัญหาด้านวิธีคิดแล้ว ตัวเลข งบประมาณก็มีปัญหาเช่นกันงบที่ดูเหมือนก้อนใหญ่จริง ๆ แล้วมันแทบไม่ได้ลงมาที่ทักษะ แรงงานเลย ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับยานยนต์ทั้งหมดมีประมาณ ๘,๖๐๐ ล้านบาท ก็ฟังดูสมน้ำสมเนื้อใช่ไหมครับ ๘,๖๐๐ ล้านบาทกับภารกิจเปลี่ยนผ่าน ยานยนต์สู่โลกอนาคตเพราะนี่คือ Supply chain อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย แต่พอไปดูเนื้อในของงบประมาณ ปรากฏว่าในบรรดา ๘,๖๐๐ ล้านบาทนี้ ๙๓ เปอร์เซ็นต์ คืองบที่ใช้สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า พูดอีกอย่างก็คือเงินที่เอาไปอุดหนุน กรมสรรพสามิตไปช่วยคนซื้อรถ EV นั่นเองนะครับ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว เป็นเงินช่วย ฝั่ง Demand ล้วน ๆ พอไปเหลือบดูฝั่ง Supply ที่จะช่วยพัฒนาทักษะ ปรากฏว่า มีอยู่แค่กระจิริด แค่ ๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง คิดเป็นแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์ของงบด้านยานยนต์ ทั้งหมด ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ พอดูเนื้อในให้ละเอียดขึ้น ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะกำลังคน นี่ก็ไปนับรวมสิ่งที่ดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการยกระดับยานยนต์ด้วยซ้ำ อย่างเช่น การไปเพิ่มภูมิคุ้มกันต้านทานยาเสพติด การไปเสริมสร้างทักษะด้านกีฬาพลานามัย ยังรวมอยู่ในการพัฒนาทักษะกำลังคนเลย งานด้าน Supply ที่ควรไปช่วยยกระดับแรงงาน ที่ว่างบน้อยอยู่แล้วก็ยังมีเงินอุดหนุนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามานับแทรกรวมอยู่ด้วย นอกจาก เรื่องงบประมาณแล้วการกำหนดเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ การวางเป้าผลิตว่าต้องการ กำลังคนแต่ละด้านเท่าไรเป็นเรื่องสำคัญมาก โครงการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับ การพัฒนาอุตสาหกรรม EV ได้รับงบประมาณเริ่มต้น ๕๐ ล้านบาทปีนี้ แล้วจะทำต่อเนื่องไป อีก ๕ ปี มี ๓ มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบ โครงการนี้ตั้งเป้าผลิตกำลังคนไว้ปีละ ๒,๐๐๐ คน ๕ ปีก็ ๑๐,๐๐๐ คน ฟังดูดีใช่ไหมครับท่านประธาน แต่เดี๋ยวก่อน ตัวเลขที่ท่าน รัฐมนตรีนำเสนอมันไม่ใช่แค่หลักหมื่นนะครับ สอวช. และท่านรัฐมนตรีใช้ตัวเลขเป้าหมาย เดียวกันคือ ๑๕๐,๐๐๐ คน ภายในเวลา ๕ ปี ซึ่งมันหมายถึงปีละ ๓๐,๐๐๐ คน ชวนให้สับสนว่าตกลงแล้วเราต้องการกำลังคนด้าน ยานยนต์ไฟฟ้ากี่คนกันแน่และเป็นทักษะอะไรบ้าง เพราะถ้าเป็นแค่การติดตั้งแบตเตอรี่ ซ่อมเครื่องแบบเดิมนะครับ ก็ไม่ควรถูกนับเป็นการยกระดับทักษะด้วยซ้ำ ปัญหาเรื่องตัวเลข Skill Gap นี่ หรือช่องว่างที่เราต้องการพัฒนาทักษะนี่ไม่ได้พบแค่ในอุตสาหกรรม EV เท่านั้น พบทั่วไปเลย ใน Semiconductor ก็เช่นเดียวกัน แม้แต่ในหน่วยงานเดียวกันพอเปลี่ยน สไลด์ ตัวเลขก็เปลี่ยน ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าตกลงแล้วเรามี Master Plan ที่เป็น แผนแม่บทสำหรับการยกระดับแรงงานทั้งประเทศหรือเปล่า ผมตั้งคำถามนี้ในที่ประชุม กรรมาธิการครับว่าเรามี Master Plan ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศหรือเปล่า และมีการทำงานข้ามกระทรวงอย่างไร ข่าวดีก็คือกระทรวงสำคัญ ๔ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ Supply chain การศึกษาไทยทั้งระบบ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และ อว. มีการจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกันด้านการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา แต่พอดูรายละเอียดของ MOU กลับพบว่า คำว่า ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพอย่างเดียว ไม่มีคุณค่าเพียงพอสำหรับ MOU นี้ ต้องเติมเข้าไปว่าเราอยากผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเข้าใจและภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีรากฐานจิตสำนึก รักความเป็นไทย มีคุณธรรมจริยธรรม ท่านประธานครับ การทำ ยุทธศาสตร์ยกระดับทักษะแรงงาน เราจำเป็นต้องแยกเรื่องจริยธรรมออกจากเรื่องทักษะ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างมันจะสับสนปนเปไปหมดว่า ตกลงจะ Training เรื่องอะไรกันแน่ ผมยกตัวอย่างนะครับ โครงการ Prakerja ของอินโดนีเซียก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบหรอกครับ ยังต้องรอการประเมินผลอีกระยะยาวแต่อย่างน้อยที่สุดครับ
ท่านกรรมาธิการครับ ช่วยสรุปนะครับ เพราะมันเลยเวลาแล้วนะครับ อันนี้เป็นภาพรวม ก็ยังมีอีกหลายมาตรานะครับ
ได้ครับ ได้แจ้ง ขอไว้ ๑๐ นาทีครับ เดี๋ยวขออีก ๑ นาทีจบแล้วครับท่าน แต่อย่างน้อยที่สุดนะครับ ในการ จัดทำยุทธศาสตร์อินโดนีเซียก็มีแผนแม่บท มีการระบุเป้าหมายทักษะแต่ละด้านชัดเจน Skill Gap ขาดเท่าไร ต้องการเท่าไร พื้นที่ไหนต้องการเท่าไรด้วยนะครับ ขีดบทบาทของรัฐชัด เอกชนนำ รัฐเสริม เพิ่มรายได้ มีระบบคูปองให้แรงงานและภาคธุรกิจได้เลือกได้แข่งขันกัน ถ้าไม่ทำดังที่ว่ามาคงยากที่จะนับว่าเรามียุทธศาสตร์การพัฒนาแรงงาน ท่านประธานครับ การยกระดับทักษะแรงงานเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยของเรา คนไทยของเราอยู่รอดได้ในโลกที่มีแต่จะหมุนเร็ว และปั่นป่วนขึ้นทุกที บางทีประเทศไทย อาจจะต้องยกระดับ Reskill ทักษะของผู้กำหนดนโยบายกันเองก่อน แล้วค่อยไป Reskill ตลาดแรงงานกันอีกที งบ ๒๕๖๘ ฉบับนี้ไม่ช่วยสร้างความมั่นใจเลยว่า งบประมาณมหาศาล ก้อนนี้ถ้าใช้หมดลงใน ๓๐ กันยายนปีหน้า ทักษะแรงงานไทยของเราจะขยับไปแค่ไหน ในฐานะกรรมาธิการผมจึงขอสงวนความเห็น เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณ ขอให้มีการ รื้อวิธีคิด ออกแบบโครงสร้างการปรับทักษะแรงงานไทยใหม่ทั้งระบบ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการวิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ วิจักขณ์ฤทธิ์ กรรมาธิการ ก็ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ นะครับ ภาพรวมงบประมาณ รายจ่ายประจำปีให้ปรับลดคงเหลือ ๓,๕๑๗,๐๕๓,๘๕๕,๐๐๐ บาท ขอยกในส่วนของ โครงการที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอภิปราย การสงวน ความเห็นของกระผมนะครับ ประเด็นที่ผมจะต้องยกขึ้นมาพูดในมาตรา ๔ ที่เกี่ยวกับ Soft Power ก็คือว่ามันมีความซ้ำซ้อนของกิจกรรมของโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ระหว่างโครงการที่ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติที่รัฐบาล ได้มีการตั้งขึ้นมา แล้วก็มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการขึ้นมานะครับ แล้วก็ในส่วนที่เป็น โครงการ Soft Power ที่หน่วยรับงบประมาณหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นคนตั้ง งบประมาณจัดสรรไว้เอง ซึ่งก็มีความซ้ำซ้อนนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
คือก่อนอื่นนะครับที่จะพูด ถึงว่ามันซ้ำซ้อนกันอย่างไร ขอพูดในส่วนของภาพรวมงบประมาณ Soft Power ในปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มีการพิจารณากันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งมีงบประมาณที่เข้ามาสู่การพิจารณา ในกรรมาธิการจำนวน ๒,๕๒๑ ล้านบาท ซึ่งทางอนุกรรมาธิการก็ได้มีการปรับลดมา น่าจะเหลือประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ซึ่งตามสไลด์ที่โชว์ก็จะเห็นว่า มันจะมีโครงการหลัก ๆ อยู่ อุตสาหกรรม Soft Power ๓ ด้านที่ได้รับงบประมาณ อย่างมีนัยสำคัญด้านแรกคือ ด้านอาหาร ซึ่งก็มีการตั้งของบประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็มีหน่วยรับงบประมาณที่รับผิดชอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนก็คือ สถาบันอาหาร กรมส่งเสริม อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งก็มีความชัดเจนในสไลด์ที่ผม โชว์นะครับ แล้วก็ในด้านการกีฬาก็เป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านมวยไทย ซึ่งก็ชัดเจน ว่าเป็นการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แล้วก็ส่วนของภาพยนตร์ ละคร และ Series ก็ได้มา ๗๐๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งก็มีส่วนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ได้มีการพิจารณากลั่นกรองกันในชั้นตั้งแต่ระดับอนุกรรมการพัฒนา Soft Power ๑๑ ด้าน ที่มีการตั้งขึ้นมา ที่มีผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนร่วมทำงานกับภาครัฐด้วย ซึ่งก็เห็นว่า ในส่วนที่ผมโชว์ในสไลด์นี้ก็ค่อนข้างที่จะมีการคิดกันมาแล้วอย่างเหมาะสม แล้วก็ควรจะให้มี การผ่านงบประมาณอย่างมีรูปธรรม แต่ว่าสิ่งที่ผมติดใจนะครับที่ต้องมาสงวนความเห็น ในเรื่องของงบประมาณ Soft Power ในมาตรา ๔ นี้ก็คือว่า มันจะมีโครงการบางโครงการ ที่มีการใช้คำว่า Soft Power พ่วงเข้ามาด้วย จะเป็นโครงการในลักษณะที่ว่าอาจจะเป็น โครงการเดิมที่ทางหน่วยรับงบประมาณนั้นได้มีการจัดทำอยู่แล้ว อย่างเช่นเกี่ยวกับโครงการ ที่เกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวก็ตาม ก็มีการเอามาเปลี่ยนชื่อให้เป็นเกี่ยวข้อง Soft Power หรือว่าเป็นโครงการที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Soft Power โดยตรง ก็มีการเอาชื่อ Soft Power เข้ามาใส่ ซึ่งการทำเช่นนี้ที่ติดใจก็คือว่า มันทำให้กิจกรรมที่หน่วยงานนั้นทำกันเอง นั้นที่ไม่ได้มีการพูดคุยหรือมีการกลั่นกรองผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ แห่งชาติมาก่อน มันมีความทับซ้อนกัน แล้วก็เนื้อหาของกิจกรรมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะมี ความสอดคล้อง หรือว่าบรรลุเป้าหมาย หรือตัวชี้วัดที่ทางรัฐบาลตั้งใจที่จะทำจริง ๆ หรือไม่ หรือว่าต้องการที่จะบรรลุตัวชี้วัด หรือเป้าหมายของตัวหน่วยรับงบประมาณเพียงเท่านั้น ซึ่งก็เห็นว่างบประมาณ Soft Power ที่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ แห่งชาติที่รัฐบาลตั้งใจจะทำควรจะถูกปรับลด หรือว่าตัดออกไปทั้งโครงการ และควรจะ ไปพูดคุยกันในคณะกรรมการที่รัฐบาลได้ตั้งมาให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนเพื่อจะให้มี ความสอดคล้อง แล้วก็เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันอย่างที่รัฐบาลตั้งใจจะทำเอาไว้นะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ โดยผมจะขอยกตัวอย่างของกรณี Soft Power ด้านอาหารนะครับ ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี ๒๕๖๗ ก็จะมีโครงการ ๑ เชฟ ๑ หมู่บ้านอาหารไทย ที่มีการของบกลางแล้วก็มีการเริ่มดำเนินการในปี ๒๕๖๗ แล้ว แต่ว่าปี ๒๕๖๘ ก็จะมีการ ทำต่อเนื่องไปโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งก็ชัดเจนในสไลด์ ก่อนหน้าที่ได้พูดไปว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนั้นเป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อน Soft Power ด้านอาหารนะครับ ซึ่งในปี ๒๕๖๘ แต่ก็มีการของบประมาณไม่ว่าจะเป็น การอบรมเชฟอาหารไทย การพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชน การพัฒนาสู่นวัตกรรมอาหาร ชุมชน แล้วก็การพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนะครับ ซึ่งก็มีการชัดเจนตามสไลด์ที่ได้โชว์มาว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผ่านคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาตินั้น ได้มีการทำโครงการขอเข้ามาแล้ว ขอสไลด์ ถัดไปครับ แต่ว่าที่จะมีปัญหาก็จะมีบางหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณมาในลักษณะ เดียวกันนะครับ ซึ่งผมขอยกมา ๒ หน่วยงาน ๒ โครงการ ที่คิดว่ามีความทับซ้อน อย่างเห็นได้ชัดจากที่ได้นำเสนอเมื่อสักครู่ในส่วนของ Soft Power ด้านอาหารนะครับ ก็คือเข้าใจดีครับว่าทางหน่วยรับงบประมาณเองก็มีเจตนาที่ดีที่อยากจะสนองนโยบาย ต่อรัฐบาลที่ได้มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือว่ามีการหาเสียงไว้ก็ดีครับ แต่ว่าการทำเช่นนี้ ที่ทำคู่ขนานกับสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจจะทำนั้น มันทำให้มีความซ้ำซ้อนกัน โดยขอยกตัวอย่าง ในส่วนของโครงการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับนโยบาย Soft Power ของกรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน ซึ่งขอมา ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็พบว่าในรายละเอียดของเอกสาร ที่หน่วยงานได้ชี้แจงมา ก็พบว่ามีการจัดทำอบรมเรื่องเกี่ยวกับอาหารไทย เช่นเดียวกับ โครงการเชฟอาหารไทยเหมือนกัน มีโครงการทำเรื่องเกี่ยวกับผู้ประกอบอาหารไทย เช่นเดียวกันกับที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ซึ่งก็มีความซ้ำซ้อนกัน แต่ว่าทางหน่วยงานเองก็ได้ ชี้แจงว่าไม่มีความซ้ำซ้อนกัน มีการทำของหน่วยงานเองครับ เป็นการเอาโครงการเดิมที่ทาง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้มีการจัดทำในช่วงที่เกี่ยวกับพัฒนาทักษะแรงงานด้านท่องเที่ยวมา ปรับเข้ากับนโยบาย Soft Power ซึ่งผมก็ยังติดใจอยู่ว่าโครงการนี้มีความซ้ำซ้อนกันในเรื่อง ของรูปแบบของกิจกรรมที่มีการอบรมทักษะด้านอาหาร ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก อยู่แล้ว
โครงการต่อมา ก็คือโครงการขับเคลื่อนนโยบาย ๑ ครอบครัว ๑ Soft Power ผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ๕๐ ล้านบาท ของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม โครงการนี้มีการตั้งไว้ในส่วนของแผนบูรณาการการท่องเที่ยว ซึ่งก็เข้าใจดีว่าสำนักงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมีการของบมาก่อนที่จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ แห่งชาติด้วยซ้ำ แต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าหน้าตากิจกรรมในการอบรมนั้นเป็นอย่างไร เพราะว่าการจัดซื้อจัดจ้างในปี ๒๕๖๗ ที่เป็นการตั้งปีแรกก็ยังทำไม่เสร็จดี แล้วกิจกรรม มีความทับซ้อนกับ Soft Power ด้านอาหาร เพราะยังมีการอบรมด้านอาหารเช่นเดียวกันกับ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งก็มีความทับซ้อนกับโครงการ OFOS ที่รัฐบาลจัดทำด้วย ซึ่งก็เห็นว่าสมควรที่จะมีการตัดทั้งโครงการ
สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากว่าในส่วนของโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ที่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาตินั้น ก็อยากให้มีการปรับลด ไปทั้งโครงการ แล้วก็มีการเอามาผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เสียก่อน แล้วก็อยากให้มีการเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการพูดคุย แล้วมีการแบ่งงาน อย่างชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และมีตัวชี้วัดร่วมกัน แทนที่จะต่างคนต่างทำ ทำอย่างสะเปะสะปะ แล้วก็ต่างคนต่างมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง ก็อยากจะให้มีการขับเคลื่อนอย่างมีเอกภาพ ต่อไป ก็ยังติดใจที่สงวนในมาตรา ๔ และให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาลงมติ ต่อไป ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิกผู้ขอแปรญัตติ ท่านแรก ท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยความเคารพ ในวาระที่ ๑ นั้น ผมได้ สนับสนุนงบประมาณปี ๒๕๖๘ แล้วก็ให้โอกาสรัฐบาลทำงาน แล้วได้ฝากข้อสังเกตกับ ประธานคณะกรรมาธิการและคณะ ผมขอแปรญัตติในมาตรา ๔ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และเพื่อประหยัดเวลา ผมขออนุญาตใช้เหตุผลคำอภิปรายของท่านวีระ ธีระภัทรานนท์ ท่านศิริกัญญา ตันสกุล แล้วก็ท่านรองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เป็นเหตุผลเพื่อประหยัดเวลา ไม่ซ้ำ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณ ก็นั่งอยู่ตรงนี้แล้วครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมเตือนด้วยความหวังดีว่า ถ้าเผื่อทำถูกก็ต้องชม ทำผิดก็ต้องเตือน กำลังจะบอกว่าวันนี้ท่านส่งสัญญาณผิดครับ ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลัง ความเชื่อมั่นในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ถามว่าส่งสัญญาณผิดอะไร น่าตกใจอยากให้ท่านตอบว่า วันนี้กระทรวงการคลังชัดเจน ว่าจะไม่มีการแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ แล้วก็ พ.ร.บ. เงินตรา อันนี้สำคัญมากนะครับ เพราะว่าเหตุการณ์นี้ตกใจกันทั้งเอเชีย คือเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ไม่ต้องบอกนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าคนตกใจไปหมด แล้วก็ขาดความเชื่อมั่น
ประการที่ ๒ ที่ส่งสัญญาณผิด คือท่านกู้มาแจก การแจกเงินไม่ได้ทำให้ หายจน แล้วงบประมาณนี้ที่ทำก็คือการแจกเงินนั้นไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศแม้แต่นิดเดียว แล้วก็ไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งทุกประเทศทำหมด แต่เราทำน้อยมาก
ประการที่ ๒ นอกจากกู้มาแจกแล้วท่านยังไม่ชำระหนี้อีก อันนี้เป็นการส่ง สัญญาณผิดอย่างแน่นอนถึงแม้จะเป็นเรื่องภายในว่า ธ.ก.ส. นั้นท่านจะไม่คืนเงินต้น ดอกเบี้ย ให้เขา คนต่างประเทศนักวิเคราะห์ตกใจนะครับ ตกใจในพฤติกรรมกับความคิด Mindset ของรัฐบาลเป็นแบบนี้หรือ จะทำให้ความเชื่อมั่นนั้นหายไป
อีกเรื่องหนึ่ง คือท่านตัดงบประมาณดูน้อยนะครับ ปีศาจซ่อนในรายละเอียด กองทุนการออมแห่งชาติเพียงแค่ ๑๐ ล้านบาท แต่มันส่งสัญญาณที่ผิดครับว่าประเทศนี้ รัฐบาลนี้จะไม่สนใจในสังคมสูงวัยใช่ไหม จึงไม่มีการส่งเสริมการออมแห่งชาติที่รัฐบาลทำมา ๔-๕ ปี ตั้งแต่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็ทำมาตลอด ประการต่อมา ที่ส่งสัญญาณผิดคือ ท่านติดกับดักการคลังอย่างที่ท่านวีระ ธีระภัทรานนท์ พูด
ข้อที่ ๒ นอกจากส่งสัญญาณผิดแล้วผมกังวลครับ อยากจะเตือนรัฐบาล ด้วยความหวังดีด้วยความเคารพว่า สมมุติฐานท่านก็ผิดครับ ตอนที่ท่านตั้งงบประมาณอันนี้ วันนั้นประเทศอิสราเอลยังไม่รบกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด วันนั้นยังไม่มีสงครามการค้า วันนั้นยังไม่มีสงครามทางเทคโนโลยี ๑ ปีที่ผ่านมานี้ ๖ เดือนที่ผ่านมานี้โลกเปลี่ยนแปลง ไปรวดเร็วมาก แต่งบประมาณและการตัดสินใจของเรานั้นตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก สิ่งนี้คือ สิ่งที่ผมกังวลครับท่านประธาน นอกจากนั้นแล้ว ถ้าท่านส่งสัญญาณผิด ตั้งสมมุติฐานผิด ตั้งโจทย์ผิด ผลลัพธ์ก็จะผิดอีก ก็เรียกว่างบปี ๒๕๖๘ นั้น ก็ทำไปต้องเรียนตรง ๆ ด้วยความเคารพว่า ระบบราชการเป็นตัวกำหนดอนาคตประเทศ ซึ่งระบบราชการนั้นขาด ความคล่องตัวในการปรับให้เข้ากับสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง แล้วผลของมันคืออะไร เราอยากจะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความเชื่อมั่น วันนี้ เรามีปัญหาความเชื่อมั่น ของประเทศไทยนะครับท่านประธาน แล้วกำลังอยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนถ่ายรัฐบาลด้วย ผมไม่อยากให้เราอ่อนแอ อยากให้รัฐบาลนี้ไปรอด ถ้าจะถามว่ารัฐบาลนี้ไปรอด ก็ต้องบอกว่า ขอยืมคำอภิปรายของท่านวีระ ธีระภัทรานนท์ มาว่า จะช่วยให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานสุดท้ายคือว่า ตัดในโครงการไม่ควรตัด แล้วก็เพิ่มใน โครงการไม่ควรเพิ่ม ผมเรียกร้องมาเสมอว่า กองทุนการออมแห่งชาตินั้น ควรจะต้องเพิ่ม สำหรับคนที่ไม่มีโอกาส คนจนวันนี้จนทุกอย่าง จนแม้กระทั่งโอกาส ท่านประธานครับ ผมทราบว่ามีงบประมาณให้พอสมควร แต่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ว่าเด็กไทย ๑ ล้านคน ไม่มีอนาคตทางการศึกษา เพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ครับ ผมถามว่าในฐานะรองประธาน กรรมาธิการการงบประมาณ ท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร งบ ๗,๐๐๐ ล้านบาท เปรียบเทียบ ไม่ได้เลยกับงบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะกู้มาแจก ๗,๐๐๐ ล้านบาท ในการสร้างอนาคต สร้างทุนมนุษย์ สร้างโอกาสคนจน ขยับขึ้นไป แต่เราละเลยที่จะไม่ทำ ผมจำเป็นต้องเตือนท่าน ด้วยความรัก ด้วยความหวังดี
ประการต่อมาที่ไม่สบายใจคือ ท่านตัดเงิน ๑๒๐ ล้านบาท เชฟ ๑ หมู่บ้าน มันเป็นงบของ Soft Power อาหารไทยนะครับ ผมเล่าให้ท่านประธานฟังว่า ผมเคยทำ แม่เลี้ยงเดี่ยว จากที่จน ที่ไม่มีอนาคต เป็นคนพึ่งพา Chef ชุมพล และ Chef อีกหลายคนนะครับ ช่วยเขามีอนาคต วันนี้คนที่ไม่ไปต่างประเทศมีเงินเดือน ๔๐,๐๐๐ บาท มีคนที่ไป ต่างประเทศ ไปยุโรปมาแล้วนะครับ ดังนั้นอย่าไปตัดงบอันนี้เลย ให้โอกาสคนจน คนที่ต้อง พึ่งพา เขาได้ลืมตาอ้าปากได้ เงิน ๑๒๐ ล้านบาทนั้น เปรียบเทียบกับเงิน ๓.๗ ล้านล้านบาท เทียบกันไม่ได้เลย แต่คืออนาคตของคน ชีวิตคน
สุดท้ายครับท่านประธาน งบที่ควรจะให้อย่างยิ่งคือ มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ อันนี้คือรากฟันเทียม พระเจ้าอยู่หัวใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์นะครับ ซี่ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทำได้คนไข้ ๗๐,๐๐๐ คน รัฐบาลก็ช่วยครับ แต่ช่วย ๓๐ ล้านบาท มันไม่พอครับ นี่คือชีวิต คือความเป็นอยู่ของคนจนที่ไม่มีเงินจะเข้าคลินิกฟัน รากฟันเทียม วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับ บริษัทที่ขายอุปกรณ์เรื่องสุขภาพปากปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมถามว่าโครงการดี ๆ อย่างนี้ทำไมรัฐบาลไม่ช่วย แล้วก็เป็นประโยชน์ ต่อประชาชน เป็นประโยชน์ต่อประเทศนะครับ แล้วก็เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ อยากจะวิงวอนท่านรองประธาน ท่านประธานว่า ตื่นเถอะครับ อย่าเดินทางผิด แก้ไขปัญหาประเทศให้ได้ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่ขอแปรญัตตินะครับ ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้ ก็ด้วยความห่วงกังวล ถึงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยครับ เช่นเดียวกันกับหลาย ๆ ท่านนะครับ เราก็เป็นห่วง กังวลในสิ่งที่คล้าย ๆ กัน ซึ่งประเด็นหนึ่งที่มีความกังวลกันมาก ก็คือเรื่องของงบประมาณ ที่มีขาดดุลกันมาเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าเราไปตรวจสอบประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราจะพบว่า ประเทศไทย เคยทำได้ครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เราสามารถทำงบประมาณสมดุลได้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งผ่านจากวิกฤติ IMF ไม่นาน ในสมัยนั้นท่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหายครับ ท่านดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี และท่านสามารถบริหารงาน ให้ประเทศไทยมีงบประมาณสมดุลได้เป็นครั้งแรก แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ ในปีต่อมา ในปี ๒๕๔๙ ก็มีการปฏิวัติรัฐประหาร หลังจากนั้นประเทศของเราก็ตกอยู่ในวังวน งบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก จากการที่ผมได้มีโอกาสได้พิจารณาศึกษานะครับ ก็พบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้งบประมาณ ของเราสมดุลได้ มีเหตุผลหลัก ๆ ประมาณ ๒ อย่างครับท่านประธาน เรื่องที่ ๑ ก็คือ เรื่องของการเพิ่มผลิตภาพ ทั้งของภาคเอกชนเองและของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า Productivity ส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก และอีกส่วนหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือเรื่อง ของการเข้าไปมีส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตใหม่ ๆ ไม่ว่าอุตสาหกรรมอะไรที่เป็น Trend เป็นอนาคตเราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย สาเหตุ ๒ สาเหตุนี้จะทำให้เศรษฐกิจของเรา มีความเข้มแข็ง แล้วจะทำให้งบประมาณของเราสมดุลได้ในอนาคต ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก จนเกินกว่าความสามารถแต่อย่างไร ผมขออนุญาตยกตัวอย่างโครงการที่รัฐบาลเพื่อไทย ได้คิดไว้นะครับ แล้วน่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด แล้วก็แก้ไขปัญหางบประมาณที่มีการขาดดุลหรือเรื่องกังวลว่า ทำไมเราถึงมีหนี้สาธารณะต่อ GDP มากมาย เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรนะครับ โครงการหนึ่งที่ทำได้ดีมากเลยก็คือ โครงการที่เรียกว่า Digital Wallet ขออนุญาตนำสไลด์ขึ้นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงการ Digital Wallet นั้น ถ้าหากว่าทำให้สมบูรณ์ถูกต้องแล้วนะครับ นอกจากจะมี Digital Wallet แล้วก็จะต้องมี Digital Identity Wallet ด้วย หรือที่อาจจะเรียกก็ได้ว่าเป็นบัตรประชาชนดิจิทัลซึ่งไม่ใช่ เรื่องแปลกนะครับ ในประเทศสหภาพยุโรปได้มีการรวมกันทั้ง ๒๗ ประเทศ ออก EU Digital Identity Wallet ซึ่งเป็นบัตรประชาชนดิจิทัลที่คน EU ทั้ง ๒๗ ประเทศ สามารถใช้ร่วมกันได้ กล่าวคือคนฝรั่งเศสถ้าหากว่าไปเยอรมันหรือไปเบลเยียมก็ใช้บัตรเดียวกัน ใช้เป็นทั้ง บัตรประชาชน ใบขับขี่ เข้ารับการรักษาพยาบาลก็มีประวัติเช่นเดียวกัน ใช้บัตรใบเดียวครับ แล้วก็มีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการทั้ง EU ทั้ง ๒๗ ประเทศ เมื่อเดือน พฤษภาคม ๒๐๒๔ ที่ผ่านมา ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเองครับ ประเทศของเราก็ทำได้เช่นเดียวกัน เราก็ควรจะมี Digital Identity Wallet สำหรับประชาชนทั้ง ๗๐ ล้านคน รวมทั้งจะต้องทำ ในเรื่องของ Digital Government ด้วยนะครับ ก็คือให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล เพราะว่าถ้าหากว่า เราทำอย่างนั้นนะครับ เราจะเพิ่ม Productivity ได้อย่างมีนัยสำคัญครับท่านประธาน การเพิ่ม Productivity นะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างแล้วกันนะครับ ประชาชนเวลาที่จะไปจัดตั้งบริษัท ไปติดต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่เดิมต้องถ่ายเอกสารไป เยอะแยะเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน แล้วก็อะไรต่าง ๆ มากมาย หรือจะเป็นในเรื่องของเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร ทางหน่วยราชการของเราก็ต้องตรวจเอกสารว่า เอกสารต่าง ๆ ที่ทำมามันถูกต้องหรือไม่ มันคลาดเคลื่อนหรือไม่ ใช้เวลาในการพิจารณา นานครับ แล้วหลังจากนั้นหลังจากที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเสร็จ เวลาจะไปจัดตั้งโรงงาน ก็ต้องไปกรอกข้อความในทำนองเดียวกันที่กระทรวงอุตสาหกรรมอีก แต่ถ้าหากว่าเราทำให้ เป็น Digital Government ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัล การที่จะไป ขออนุญาตที่กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะทำได้อย่างง่ายขึ้น หรือแม้แต่ไปขอ BOI ก็จะสามารถ ทำได้ง่ายขึ้นมากนะครับ การตรวจสอบอะไรต่าง ๆ ไม่ยากเลยครับ ก็คือเพียงแต่ว่าเจ้าของ ข้อมูลอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ การดำเนินการต่าง ๆ ก็จะรวดเร็วแล้วก็ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ประชาชนเวลาที่จะไปสมัครงาน ไม่ว่าจะเป็นกับภาครัฐหรือเอกชน ข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของประสบการณ์ทำงานก็อยู่ในข้อมูลใน Digital Identity ของท่านนะครับ ซึ่งก็เพียงแต่อนุญาตให้หน่วยงานที่มีโอกาสพิจารณาได้เข้าถึงข้อมูลนั้น การดำเนินการต่าง ๆ ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อน จะสามารถเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพของประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญครับ
นอกจากนี้ท่านประธานครับ เวลาที่เรามีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ดิจิทัล ที่สมบูรณ์ที่ดีก็จะเป็นตัวดึงดูดที่จะทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่มีความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ดิจิทัล เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เราอยากให้มีการตั้งศูนย์ Data Center โดย AWS หรือ Google ซึ่งจะมีการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญได้ เราต้องมีความพร้อม ต้องมีโครงสร้าง พื้นฐานทางดิจิทัลที่ดีพอ นอกจากนี้ประชาชนของเราที่มีความรอบรู้ มี Digital Literacy ทราบในเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจดิจิทัล ก็สามารถที่จะเป็นลูกค้าที่ดี หรืออาจจะเป็น Coder เป็นคนเขียนโปรแกรม เป็น Startup และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้อีกมากมาย ถ้าหากว่า เราสามารถเข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดในเรื่องของอุตสาหกรรมดิจิทัล ผมไม่กังวลนะครับว่า ปัญหาหนี้สาธารณะเพียง ๑๒-๑๓ ล้านบาท ไม่ยากลำบาก ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ประเทศไทย ของเราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และสามารถทำให้ประเทศของเราสามารถเข้าสู่ งบประมาณสมดุลในเวลาไม่นานนัก ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูนักเรียนโรงเรียนปราสาทวิทยาคาร อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ
ต่อไปท่านสมาชิกที่ขอแปรญัตติท่านสุดท้ายนะครับ ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เชิญครับ
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในฐานะผู้แปรญัตติ ในมาตรา ๔ ว่าด้วยกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ เป็นจำนวนเงิน ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาท ที่ผมได้แปรญัตติไว้เพื่อขอปรับลดเป็นจำนวน ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ ก่อนเริ่ม การอภิปรายอยากจะบอกผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าวันนี้ประเด็นในการ อภิปรายของผมจะประกอบไปด้วย ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ประเด็นแรกก็คือเกี่ยวข้องกับ ฝั่งรายได้ กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายในมาตรานี้โดยตรง ก็คือในเรื่อง ของการปรับลด ที่ผมต้องออกตัวก่อนว่าจะขออภิปรายในฝั่งรายได้ เพราะว่าการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายครับ การจัดเก็บรายได้ และการก่อหนี้เป็นสิ่งที่ผูกพันกัน ถ้าฝ่ายโสต พร้อมแล้วสามารถนำสไลด์ขึ้นได้เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะครับ เราได้อภิปรายกันไปแล้วว่า การจัดทำงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ นี้กำลังสร้างความเสี่ยงให้กับรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป และสร้าง ความเสี่ยงให้กับลูกหลานของประชาชนคนไทยที่จะไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังมารองรับกับ วิกฤติใหญ่ ๆ ที่เราไม่คาดคิดในอนาคตอีกด้วยครับ จากแผนภาพนี้ครับ ทุกท่านจะเห็นได้ว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงสุดเป็นประวัติการณ์นะครับ ตามแผนการคลังระยะ ปานกลาง ซึ่งมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าในปี ๒๕๗๐ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อาจจะสูง ถึงราว ๆ ๖๙ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เราอาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการกู้มาแจกเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจระยะสั้นที่อาจทำให้เราต้องสูญเสียโอกาส สูญเสียพื้นที่ทางการคลัง เพื่อรองรับกับ วิกฤติและแก้ปัญหาในอนาคตในระยะยาวนะครับ ซึ่งเรื่องนี้พื้นที่ทางการคลังครับ ท่านประธาน จะพูดถึงฝั่งรายจ่ายที่เกิดจากการกู้มาแจกอย่างเดียวก็อาจจะไม่ครบถ้วน เราจึงต้องพิจารณาถึงฝั่งรายได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ
ถ้าพูดถึงฝั่งรายได้ครับท่านประธาน ประเทศเรามีปัญหาใหญ่ ๆ อีก ๑ อย่างครับ ก็คือการจัดเก็บรายได้ทางภาษีต่อ GDP ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนะครับ จากแผนภาพนี้ทุกท่าน จะเห็นว่าตั้งแต่ในปี ๒๕๕๔ จนถึงในปี ๒๕๖๖ ในปัจจุบันครับ จากเดิมที่ประเทศไทยเคย จัดเก็บรายได้ทางภาษีต่อ GDP ๑๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงแค่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ครับ สวนทางกับประเทศที่แต่ก่อน เคยอยู่ในระดับเดียวกับเรา เคยเป็น ประเทศที่มีรายได้ปานกลางนะครับ ซึ่งทุกวันนี้เขาหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง สำเร็จ ลองดูสไลด์หน้าถัดไปนะครับ นี่คือตัวอย่าง ๓ ประเทศครับ เกาหลีใต้ ชิลี อุรุกวัย ถ้าเราเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนถึงในปี ๒๕๖๒ ทุกท่านจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ชิลี อุรุกวัย ล้วนมีจำนวนสัดส่วน รายได้ทางภาษีต่อ GDP สูงขึ้นครับ เกาหลีใต้จาก ๑๖ เป็น ๒๐ ชิลีจาก ๑๕ เป็น ๒๐ อุรุกวัย จาก ๑๒ เป็น ๑๘ แต่ประเทศไทยสัดส่วนรายได้ทางภาษีต่อ GDP ตกลงครับ ไม่เพียงแค่นั้น นะครับ ถ้าทุกท่านดูกราฟของฝั่งอุรุกวัยเปรียบเทียบกับประเทศไทยครับ บริเวณสีส้มเข้ม ด้านล่างสุดนะครับ ทุกท่านจะเห็นว่าสัดส่วนรายได้ภาษีเงินได้นะครับ ย้ำว่าภาษีเงินได้ของ อุรุกวัย เพิ่มจาก ๑.๒ เป็น ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๔.๓ เป็น ๖.๑ ทุกท่านจะเห็นลักษณะของสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในการจัดเก็บภาษีเงินได้ของ ประเทศอุรุกวัยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยครับ ทุกคนทราบกันดีว่าภาษีการบริโภคหรือ ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นภาษีที่เราเก็บจากคนจนมากกว่า แต่ประเทศที่เขาหลุดออกจากกับดัก รายได้ปานกลางไปแล้ว เขามีการปฏิรูปเรื่องของโครงสร้างภาษี จัดเก็บภาษีจากคนรวย มาจัดทำสวัสดิการและกระจายให้คนจนมากกว่า อันนี้คือประเด็นสำคัญที่เราจำเป็นจะต้อง พูดถึงรายได้ และไม่สามารถพูดถึงเพียงรายจ่ายเพียงอย่างเดียวก็ได้ครับ ทุกท่านครับ ตัวเลข ในแผนภาพนี้ นอกจากที่บอกในเรื่องของปัญหารวยกระจุกจนกระจายไปแล้วนะครับ เราลองเปรียบเทียบจากสไลด์แผนภาพนี้ครับ ถ้าเราดูในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขึ้นไป พูดง่าย ๆ คือยังอยู่ใน Level เดียวกับประเทศไทย เราเองก็ยังสามารถจัดเก็บรายได้ ทางภาษีต่อ GDP ต่ำกว่าประเทศเหล่านั้นครับ คือ ๑๖ : ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเรา เปรียบเทียบกับประเทศที่เขาจัดเก็บรายได้ได้เยอะครับ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต่าง ๆ จัดเก็บได้ถึง ๒๔-๒๕ เปอร์เซ็นต์ OECD ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนะครับ นอกจากนี้ถ้าเรา Zoom in เข้าไปดูในโครงสร้างภาษีของประเทศเราในอดีต ทุกท่านจะเห็นว่าสัดส่วนรายได้ ทางภาษีต่อ GDP ของประเทศไทยครับ บริเวณกราฟด้านล่างสุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จนถึง ปี ๒๕๖๖ ครับ ภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ GDP เราจัดเก็บได้เป็นแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ นะครับ ก้อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้านบนทุกท่านก็จะเห็นว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง มีนัยสำคัญ ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนตอกย้ำแล้วตอกย้ำอีกให้ทุกท่านเห็นว่า นอกจาก สัดส่วนรายได้ทางภาษีต่อ GDP จัดเก็บได้น้อยลงแล้ว เรายังเหมือนว่าไปจัดเก็บภาษีจาก คนจนมากกว่าคนรวยด้วยซ้ำนะครับ ท่านประธานครับ ตัวเลขทั้งหมดนี้ที่ผมได้นำเรียนใน ที่ประชุมกำลังจะบอกถึงปัญหาอะไรของพวกเราครับ การขาดพื้นที่ทางการคลังที่เรา พยายามกู้มาจัดทำนโยบายต่าง ๆ อย่างเช่น นโยบาย Digital Wallet ในอีกมุมหนึ่งก็คือ เรื่องของการจัดเก็บรายได้ที่ขาดประสิทธิภาพ พอรัฐขาดรายได้ รัฐไม่มีเงินมาใช้ในการจัดทำ สวัสดิการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะส่งต่อไปเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจแห่งอนาคต ป้อนกลับมาเป็นรายได้ในการจัดเก็บภาษีของรัฐในระยะยาว เราไม่มีการลงทุนในเรื่องเหล่านี้ ครับ เราใช้วิธีการกู้มากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ ผมเป็นห่วงว่าเราจะทำให้เกิดวัฏจักรขาลงครับ กู้มาแจกในระยะสั้น ขาดพื้นที่ทางการคลัง ในระยะยาว ไม่สามารถสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ ในอนาคตรัฐก็จัดเก็บภาษี รายได้น้อยลงไปอีกนะครับ วิธีในการแก้ปัญหาสั้น ๆ ๑ นาทีสุดท้าย สิ่งที่ผมคิดว่าเราจะ แก้ปัญหานี้ได้ก็คือ การปฏิรูประบบภาษีพร้อม ๆ กับการปฏิรูประบบงบประมาณ คือทำทั้ง ฝั่งรายได้และรายจ่ายไปพร้อม ๆ กัน ในฝั่งของรายได้การปฏิรูประบบภาษีครับ ทำอย่างไร ให้เกิดการจัดเก็บภาษี เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ลดความเหลื่อมล้ำ พูดง่าย ๆ คือพุ่งเป้า เก็บไปที่คน ๑ เปอร์เซ็นต์ในส่วนที่เหมาะสมนะครับ อย่างเช่น ภาษีที่ดินรวมแปลงที่พวกเรา ได้นำเสนอ มากระจายทำสวัสดิการให้ประชาชน พัฒนาต้นทุนมนุษย์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างเป็นรายได้ในระยะยาวให้กับประเทศ สร้างเป็น วัฏจักรขาขึ้นกลับมา อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากเสนอในส่วนของรายได้ครับ
ขอสรุปการอภิปรายในช่วงสุดท้ายนี้ในฝั่งของรายจ่ายครับท่านประธาน สิ่งที่พวกเราอยากจะตั้งคำถามไปยังรัฐบาลชุดนี้รวมถึงรัฐบาลชุดหน้าที่รอการแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาครับ นอกจากข้อเสนอในการปฏิรูประบบภาษีแล้ว เราอยากจะเห็นในเรื่องของ การลดรายจ่ายประจำด้วยครับ ทำอย่างไรที่เราจะมั่นใจได้ว่าหากจะต้องกู้แล้วไม่ได้กู้มาแจก อย่างเดียว แต่เป็นการกู้มาเพื่อ Reskill Upskill พัฒนาต้นทุนมนุษย์ พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย ดังนั้น จากเหตุและผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และขอปรับลดกรอบงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่กู้จนชนเพดาน ไม่สร้างอนาคตให้กับประเทศนี้ตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหาร ครู ผู้ควบคุม และกรรมการ สภานักเรียน โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร บึงกุ่ม สภาผู้แทนราษฎรยินดี ต้อนรับนะครับ ต่อไปเชิญท่านกรรมาธิการชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการ จะขออนุญาตตอบในประเด็นที่มีท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้สงวนความเห็นและท่านสมาชิกที่ได้สงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายไว้ในหลาย ๆ ประเด็นนะครับ ในภาพรวม ๆ ก่อนนะครับ มีการอภิปรายลงในรายละเอียดซึ่งค่อนข้างเป็นรายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโซลาร์เซลล์ เรื่องของการตั้งงบประมาณของกระทรวงแรงงาน เรื่องของ EV เรื่องของกีฬาด้าน Soft Power รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ขอชี้แจงในเบื้องต้นก่อนว่า กระบวนการในการพิจารณาของทางกรรมาธิการงบประมาณเรามีการทำงานและมีการตั้ง คณะอนุกรรมาธิการเพื่อไปพิจารณาในรายละเอียดของเนื้องาน เพื่อดูการปรับลดที่เหมาะสม และได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน การปรับลดส่วนมากจะเป็นการปรับลดที่ไม่ได้ กระทบต่อเนื้องานและผลิตผลของสิ่งที่หน่วยงาน หน่วยรับงบประมาณมีภาระหน้าที่ในการ ไปช่วยเหลือในการไปแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นการปรับลดตามสัดส่วนที่จะไม่กระทบต่องานและสามารถสัมฤทธิ์ผลตามที่ วางเป้าหมายไว้ได้ในเบื้องต้นก่อน เป็นการรีดไขมันนั่นเอง เพราะฉะนั้นเรายืนยันในการ ปรับลดที่เกิดขึ้น แล้วก็ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ในส่วนของท่านสมาชิกท่านจุติ ไกรฤกษ์ ด้วยความเคารพครับ ในประเด็น ในหลาย ๆ อัน อย่างเช่นเรื่องของกองทุนการออมเอง ก็ต้องเรียนว่าเป็นการปรับลดโดย ที่ไม่กระทบต่อภารกิจงานของเขาเช่นเดียวกัน ในส่วนของเรื่องของ Chef หมู่บ้านที่ท่านได้ เรียนสอบถาม จะไปชี้แจงอีกครั้งหนึ่งในช่วงที่เราเข้าสู่มาตราที่เกี่ยวกับเรื่องของกองทุน แต่ขอเรียนในเบื้องต้นว่า เรื่องของ Chef หมู่บ้านจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑๒๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้ตัดยังคงอยู่เช่นเดิม เป็นการตัดในอีก Item หนึ่ง ซึ่งจะขออนุญาตให้ทางท่านประธาน อนุกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อถึงมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับกองทุน
ในส่วนของคำถามที่ต้องขออนุญาตชี้แจงใน ๒ ส่วน อย่างแรกก็คือมี ท่านศิริกัญญา รวมถึงท่านอาจารย์วีระและท่านณัฐพงษ์ ได้อภิปรายเกี่ยวกับการที่เราต้องตั้ง ประมาณการ แล้วก็มาเป็นสมมุติฐานสำหรับการที่เราจะเดินหน้าในเรื่องของงบประมาณ ประจำปี ๒๕๖๘ ต่อไป ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ข้อห่วงใยที่ท่านมีในเรื่องของตัวเลขการ จัดเก็บเองก็ตามนี่นะครับ เป็นข้อห่วงใยที่เรารับฟัง แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนว่า กลไก ทางด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่ได้มีแต่เพียงปีกเดียว ยกตัวอย่างปี ๒๕๖๗ ที่ท่าน เป็นห่วงโดยเฉพาะในเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่มีการจัดเก็บพลาดเป้า ซึ่งการจัดเก็บพลาด เป้าของภาษีสรรพสามิตที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่รัฐบาลตัดสินใจช่วยพี่น้องประชาชน ในเรื่องของการลดราคาพลังงานในประเภทต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นการลดในเรื่องของ รายได้ลงไปเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามผมยืนยันอย่างนี้ นะครับว่า กระทรวงการคลังสามารถบริหารจัดการการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม ผ่านทั้ง รัฐวิสาหกิจ แล้วก็ผ่านทั้งกรมจัดเก็บได้หลายวิธีการ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ รายได้ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการมาเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี รวมถึงการเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ ผ่านการกระตุ้น การท่องเที่ยว ผ่านการลงทุนของ BOI ซึ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาแล้ว วันนี้ต้องยืนยันอย่างนี้ว่า การจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๗ กระทรวงการคลังยืนยันว่า การจัดเก็บรายได้ในปลายปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้ อยู่ในกรอบ น่าจะตามเป้าครับ หากจะผิดพลาดบวกลบไม่ได้อยู่ในจุดที่มีนัยสำคัญ ไม่ได้เป็นตัวเลขหลัก หมื่นล้านที่ท่านได้เป็นห่วง ไม่กระทบกับการจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๘ ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ก็จะทำให้รัฐบาล สามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้ แล้วก็การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้น ก็จะเพิ่มความสามารถของรัฐบาลในการมาชำระหนี้สินในอนาคต ลดสัดส่วนหนี้ สาธารณะต่อ GDP ต่อไป เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าการประมาณการที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่า สถานการณ์ในช่วงของการตั้งงบประมาณก่อนวันที่เรารับหลักการในวาระที่ ๑ มาจนถึงวันนี้ อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่การบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐจะ สามารถ รองรับได้
ในประเด็นเรื่องต่อมา ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า แน่นอนครับว่าประเทศไทย เรามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพมาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาทั้งภายนอกและภายในประเทศ ทั้งความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ แล้วก็เรื่องของปัญหาการฟื้นตัวที่ช้ากว่าคาดการณ์ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็อยู่ ในระดับที่สูงครับ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล ในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว แล้วก็ส่งเสริมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้กลับมาเร่งตัวขึ้นได้ มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เราต้องการสร้างให้การเติบโตของประเทศไทยอยู่ในระดับที่สามารถทัดเทียมและแข่งขันได้ กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นก็จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้เพิ่ม มากขึ้น แล้วก็จะช่วยลดสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ให้ลดลงและจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้มีความเหมาะสม แล้วก็ยืนยัน ในกรอบที่เราได้ชี้แจงตลอดมาว่ากระบวนการในการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ ปี ๒๕๖๘ อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลังทุกประการนะครับ ผมเข้าใจครับว่าท่านกรรมาธิการ รวมถึงท่านสมาชิกอาจจะมีข้อห่วงใยในเรื่องของการที่เรามีการขาดดุลเพิ่มเติมสูงกว่าปกติ ในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามข้อห่วงใยของท่านเรารับฟังนะครับ ผมเองต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ทั้งหมดอยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลังนะครับ หากท่านจะยกข้อห่วงใยว่า การดำเนินการที่เป็นอยู่ของรัฐบาลแน่นอนครับว่ามีความเสี่ยง ท่านใช้คำว่า มีความเสี่ยง กับในเรื่องของ Fiscal Space ในอนาคต อันนี้เราเข้าใจครับ แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียน ด้วยความเคารพนะครับ หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใด ๆ เลย วันนี้เราบอกว่าเราให้มีการปรับลด งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ลง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ท่านกรรมาธิการหรือท่านสมาชิกได้มี การเสนอความเห็นไว้นะครับ หากเราปรับลดลง การขาดดุลน้อยลง ท่านบอกว่ามีพื้นที่ ทางการคลังมากขึ้นก็ไม่ได้ยืนยันว่าประเทศไทยจะพ้นกับความเสี่ยงใด ๆ นะครับ เพราะว่า ความเสี่ยงในรูปแบบอื่นก็ยังเกิดขึ้นมาเช่นเดียวกัน นั่นก็คือความเสี่ยงที่พี่น้องประชาชน จะไม่ได้รับบริการ จะไม่ได้รับการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะไม่ได้รับการช่วยเหลือในภาวะวิกฤติต่าง ๆ ในอนาคตเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นทุกรูปแบบของการดำเนินการ หากจะยกเรื่องของความ เสี่ยงขึ้นมา ผมต้องตอบด้วยตรงนี้ว่าก็ตอบได้ว่ามันมีความเสี่ยงในทุกรูปแบบ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ความห่วงใยของท่านเรารับไว้ และรัฐบาลยืนยันครับว่า ด้วยความห่วงใยที่ท่านมี รวมถึงความเข้าใจในเรื่องของกลไกทั้งงบประมาณและกลไกในเรื่อง ของการคลังของรัฐบาล เรายืนยันว่าเราจะดำเนินการด้วยความรัดกุมแล้วก็ใช้งบประมาณ อย่างคุ้มค่า ไม่ให้ความเสี่ยงที่ท่านเป็นห่วงเกิดขึ้นได้ในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้น การจัดทำงบประมาณในปี ๒๕๖๘ มีความเหมาะสมด้วยเม็ดเงินที่ตั้งไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนยันตามมติที่ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและท่านสมาชิกผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ท่านยังติดใจที่จะให้มีการโหวตไหมครับ ติดใจไหมครับ ถ้าไม่ติดใจ ก็จะผ่านแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังติดใจอยู่ครับท่านประธานครับ
ครับ ยังมีผู้ที่ติดใจในงบประมาณนะครับ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขในมาตรานี้นะครับ แต่กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนความเห็นแปรญัตติ ยังคงติดใจ คำชี้แจงของคณะกรรมาธิการนะครับ ดังนั้น ผมขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ที่ขอสงวนคำเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนได้เลยนะครับ
๔๓๒ แสดงตนครับ
๓๒ แสดงตนครับ
๓๒ แสดงตนนะครับ
ท่านประธานครับ วันนิวัติ ๓๓๓ แสดงตนครับ
๓๓๓ แสดงตนนะครับ เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยครับ
ท่านประธานครับ ๔๒๐ แสดงตนครับ
๔๒๐ นะครับ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตค่ะ ทิพา ๑๕๒ รายงานตนค่ะ
๑๕๒ แสดงตนนะครับ เชิญครับ แสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔๐๕ ท่าน บวก ๓ ท่าน เป็น ๔๐๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปนะครับ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนได้เลยครับ
๔๓๒ เห็นด้วยครับ
๔๓๒ เห็นด้วยนะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๑๕ ท่าน เห็นด้วย ๒๖๖ บวก ๑ ท่าน เป็น ๒๖๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๔๗ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเชิญเลขาธิการครับ
มาตรา ๕ อำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ผู้แปรญัตติไม่ติดใจ ผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติก็ไม่ติดใจนะครับ ต่อไปเชิญ ท่านเลขาธิการครับ
หมวด ๒ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ในหมวด ๒ ปรากฏว่า ไม่มีผู้ติดใจนะครับ ก็เชิญท่านเลขาต่อไปครับ
มาตรา ๖ งบกลาง มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ในมาตรา ๖ มีท่านกรรมาธิการและผู้แปรญัตติที่ขออภิปรายนะครับ เชิญท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ครับ
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ วันนี้ ขออภิปรายในมาตรา ๖ งบกลาง ก็ขอเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น ใน ๒ ประเด็นนะครับ ก็จะเป็นเรื่องของโครงการเงินดิจิทัลก็ทราบกันดีครับ ถึงแม้ว่า โครงการนี้ยังไม่มีความชัดเจนจะต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรนะครับ แต่ผมคิดว่ามันมีข้อมูลในกรรมาธิการที่ผมอยากจะนำเสนอต่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็สภาแห่งนี้รวมถึงรัฐบาลชุดใหม่ด้วยว่า ให้มีการไปปรับปรุงในเงื่อนไขของโครงการ เงินดิจิทัลเพราะว่าถ้าเกิดต้องการจะให้เงินดิจิทัล สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่ วัตถุประสงค์ของนโยบายรัฐบาลนี่ครับ เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ คือการทำให้ร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลได้มากที่สุด เงินถึงจะหมุน อยู่ในชุมชนเกิดการกระตุ้นหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชนนะครับ แต่เงื่อนไขของโครงการเงิน ดิจิทัลที่มีการชี้แจงในกรรมาธิการงบประมาณนั้น มันยังไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เงื่อนไขสำคัญ ที่จะทำให้ร้านค้ารายย่อยไม่เข้าร่วมในโครงการเงินดิจิทัลก็ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ เรื่องเดิมก็คือว่า การที่ร้านค้ารายย่อยรับเงินดิจิทัลมาแล้วนั้นจะถอนเงินสดไม่ได้นะครับ เรื่องนี้อาจจะมีการพูดหลายครั้งแล้วว่า ในรอบแรกโครงการเงินดิจิทัลเงื่อนไขเดิม ก็คือว่า ร้านค้าขนาดเล็กที่รับเงินจากประชาชนมาแล้วในรอบแรก ยังถอนเงินสดไม่ได้ เขาต้องหมุนเงินอย่างอื่นมาจ่ายค่าใช้จ่ายที่ใช้เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าร้าน ค่าแรง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าหนี้ต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อาจจะทราบกันดีนะครับ แต่ข้อมูลใหม่ ในกรรมาธิการขอฝ่ายโสตเอาสไลด์ขึ้นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก็คือว่าในรอบสองเมื่อร้านค้าขนาด เล็กรับเงินดิจิทัลจากประชาชนมาแล้ว จะเอาเงินดิจิทัลไปซื้อในรอบสอง แต่ก็มีเงื่อนไข กลับมาว่า แม้แต่ในรอบสองร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลมาแล้วจะถอนเงินสดได้ก็มีเงื่อนไขว่า ถ้าเป็นร้านค้าที่ประกอบกิจการมาเกิน ๒ ปี ก็ต้องยื่นภาษีทั้ง ๒ ปีมาแล้วก็คือในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ ถ้าเป็นร้านค้าที่ประกอบกิจการมาแล้วเกิน ๑ ปีก็ต้องยื่นภาษีในปีล่าสุด แต่ถ้าเป็นร้านค้าใหม่ จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้นนะครับ ซึ่งผมคิดว่าในเงื่อนไขเหล่านี้เป็นข้อกังวลก็คือมันหมายความว่าร้านค้ารายย่อยรายใหม่ ที่เพิ่งเริ่มประกอบกิจการกันมา กลายเป็นว่าจะไม่สามารถรับเงินดิจิทัลจากร้านค้า ขนาดเล็กแล้วถอนเป็นเงินสดได้ ยิ่งถอนเป็นเงินสดไม่ได้ ร้านค้ารายใหม่เหล่านี้ก็ยิ่งไม่ เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลครับ เพราะว่าร้านค้ารายใหม่เหล่านี้นะครับ การที่จะต้องหาเงิน มาหมุนเงินจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่นะครับ แล้วถ้าเกิดใครเป็นเจ้าของกิจการก็จะรู้ดีครับว่า การหมุนเงินเป็นเรื่องที่สำคัญที่สามารถจะ ตัดสินการอยู่รอดของกิจการได้เลย ดังนั้นร้านค้ารายใหม่เหล่านี้ก็จะยิ่งไม่เข้าร่วมแล้วก็ยิ่ง ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตรงนี้นะครับ เงื่อนไขอันหนึ่งที่ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้าง ย้อนแย้งนิดหนึ่งก็คือบอกว่า ร้านค้าต้องใช้โทรศัพท์แบบรายเดือนเท่านั้นถึงจะถอนเป็น เงินสดได้ อันนี้ก็ยังไม่เข้าใจเจตนาของมันด้วยซ้ำ ก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะรับเอาเงื่อนไขเหล่านี้ ไปปรับปรุง เพื่อยกเลิกเงื่อนไขที่มันเป็นจุกจิกเหล่านี้เพื่อให้ร้านค้ารายย่อยได้เข้ามา ที่ต้องอภิปรายแบบนี้เพราะว่ายิ่งร้านค้ารายย่อยไม่เข้าร่วมเงินดิจิทัลมากเท่าไร มันก็หมายความว่ามูลค่าเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของเงินดิจิทัลเหล่านี้ มันก็จะกลับไปหาห้างร้านเจ้าสัวขนาดใหญ่เท่านั้นนะครับ นึกภาพว่าถ้าร้านค้าในตลาด ไม่เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลร้านค้าร้านอาหารต่าง ๆ ร้านโชห่วยต่าง ๆ ถ้าเขารับเงินดิจิทัล มาแล้วจะซื้อต่อ แทนที่เขาจะไปซื้อร้านค้ารายย่อยด้วยกัน เขาก็ต้องกลับไปซื้อที่ร้านค้าขาย ส่งของเจ้าสัวเท่านั้น เพราะว่าร้านค้ารายย่อยไม่รับเงินดิจิทัลเพราะถอนเป็นเงินสดไม่ได้นะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมขอสงวนความเห็นไว้ในเรื่องของงบกลางตรงนี้นะครับ ก็คือว่าในการโอนงบเปลี่ยนแปลงนะครับ จากกรรมาธิการเสียงข้างมากมีการโอนงบ เปลี่ยนแปลงที่จากเดิม ในร่าง พ.ร.บ. ที่รับมาในวาระที่ ๑ ตั้งใจจะชำระคืนธนาคารของรัฐ ที่ดำเนินการตามโครงการมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังนะครับ มีการโอนงบ มาถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จากการคืนธนาคารรัฐมาเป็นงบกลางเพื่อสำหรับเงินดิจิทัลตรงนี้ นะครับ ซึ่งผมก็ต้องชักชวนสภาแห่งนี้ลองพิจารณาตามวิญญูชนนะครับว่า พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลัง มาตรา ๒๐ (๕) เขียนค่อนข้างชัดเจนนะครับว่า ในการตั้งงบประมาณ ประจำปีนะครับ จะต้องมีการตั้งเงินเพื่อชดเชยต้นทุนทางการเงินและการดำเนินการตาม โครงการมาตรา ๒๘ นะครับ ต้องตั้งเป็นงบประมาณและตั้งในโอกาสแรกที่กระทำได้ ผมคิดว่า มาตรานี้เจตนามันค่อนข้างชัดเจนนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เมื่อรัฐบาลมีมติ ครม. ให้ธนาคารแห่งรัฐไปดำเนินการอะไรไปแล้ว รัฐบาลต้องชดใช้คืนในโอกาสแรกที่กระทำได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับกันว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลก็ไม่ได้ทำตามมาตรานี้อย่างเคร่งครัด ก็อาจจะมีข้ออ้างต่าง ๆ มากมายว่ายังไม่ชดใช้หนี้ธนาคารรัฐจนวันนี้หนี้ธนาคารรัฐพอกมา จนถึง ๑ ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงโอกาสแรกที่กระทำได้ก็เลยยังไม่ตั้งคืน ธนาคารรัฐ อันนี้ดำเนินการเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลชุดนี้ แต่ประเด็นที่ต้องอภิปรายให้สภาแห่งนี้ ลองพิจารณาตรงกันนะครับว่า ในเมื่อร่าง พ.ร.บ. ที่สภาแห่งนี้รับมาแล้วในวาระที่ ๑ มันจะ ไม่ได้หมายความว่ามันคือโอกาสแรกได้อย่างไร ในเมื่อเราตั้งงบประมาณมาเพื่อจะชำระ ธนาคารแห่งรัฐคืนเรียบร้อยแล้วในวาระที่ ๑ นี้ แต่กลายเป็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก มีการโหวตลงมาว่าให้มีการโอนงบเปลี่ยนแปลง มันก็ยิ่งเป็นการที่ชัดเจนครับว่านี่คือขัด เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๐ (๕) ที่ต้องการจะจ่ายคืนหนี้ธนาคาร รัฐในโอกาสแรกที่กระทำได้ ก็เลยมีคำถามครับว่าที่ตั้งมาในวาระที่ ๑ มันมองอย่างไรว่า มันไม่ใช่โอกาสแรกที่กระทำได้ เพราะมันตั้งงบมาแล้วในวาระที่ ๑ นะครับ เพื่อไม่ให้สภา แห่งนี้ทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยงกับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง แล้วก็ตามเสียงข้างมากในกรรมาธิการ งบประมาณ จึงต้องขออภิปรายเพื่อให้ไม่เห็นชอบ และขอสงวนความเห็นในประเด็นงบกลาง ตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการวีระ ธีระภัทรานนท์ ๑๐ นาทีนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ก่อนที่ ผมจะอภิปรายในมาตรา ๖ ในรายการที่ ๕ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้าง ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมเสนอให้ตัดทั้งหมด เหตุผลก็คือนอกเหนือจากที่ท่านกรรมาธิการท่านเมื่อสักครู่ ท่านวรภพท่านให้เหตุผล ที่เกี่ยวกับการโยกเงินจากรัฐวิสาหกิจ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เอามาไว้ในงบกลางก้อนนี้เพิ่มเติม จากเดิม จากเดิมมี ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท รัฐบาลใช้ช่วงท้ายของการพิจารณางบประมาณ ในชั้นกรรมาธิการขอเสนอเปลี่ยนแปลงรายการนี้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย และผมก็พูดในที่ประชุมว่า ไม่ถูกต้อง แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ผมอยากจะบอกต่อไปก็คือว่า การเสนอ เปลี่ยนแปลงโอนเงินงบประมาณดังกล่าว นอกจากไม่สมเหตุผลแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า ไม่มีความจำเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อรัฐบาลยอมรับความเป็นจริงว่าการทำโครงการ Digital Wallet ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องแบ่งออกเป็น ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งประมาณ ๑๔๕,๐๐๐-๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ ทั้งงบปกติ และงบรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งสภาได้อนุมัติไปทั้ง ๒ รายการเรียบร้อยแล้ว โดยใช้วิธีจ่ายเป็นเงิน สด ไม่มีกระเป๋าดิจิทัลไม่มีกระเป๋า Digital Wallet พูดง่าย ๆ ก็คือว่าขณะนี้เกิดความสับสน ในเรื่องเป้าหมายและวิธีการของโครงการ Digital Wallet ด้านหนึ่งการดำเนินการ ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่จะแจกเงินสดภายในเดือนกันยายนนี้ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐของผู้มีรายได้น้อย และผู้ถือบัตรผู้พิการเป็นเงินสด ไม่มีกระเป๋าดิจิทัลหรือ Digital Wallet รองรับ นั่นทำให้ต้องคิดต่อไปว่างบกลางเพื่อกันค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในงบกลางที่เราพิจารณาในมาตรานี้ ถ้าหากว่าจะต้องดำเนินการ แบบเดียวกับการจ่ายเงินสด นั่นก็หมายความว่าโครงการ Digital Wallet ในขณะนี้ถือว่า ยกเลิกไปโดยพฤตินัยแล้ว แม้ว่ายังไม่ได้มีการระบุเอาไว้ว่าค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาทนั้นจะออกมาในรูปแบบไหน ด้วย ความสับสนแบบนี้ ผมคิดว่าสมควรที่ทางท่านสมาชิกจะทบทวนในการอนุมัติให้ผ่านงบกลาง ก้อนนี้ เพื่อที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลจะทำต่อไป ซึ่งไม่เกิดความเสียหาย อะไร นอกจากนี้ถ้าหากเราดูสิ่งที่ทำจนทำให้มีงบก้อนนี้ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาทเพิ่มเติมขึ้นมา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ นอกเหนือจากที่ท่านวรภพท่านเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่ว่า ไม่ดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังที่ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายใช้คืนรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลไปขอเงินมาในโอกาสแรกที่ทำได้ แต่อยากจะบอกอย่างนี้ว่า การดำเนินการที่เกี่ยวข้อง กับวินัยการเงินการคลังไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดอัตราส่วนต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการจัดทำงบประมาณ แล้วก็ค่าใช้จ่าย รวมทั้งเรื่องหนี้สินนี่มีประมาณ ๑๑ รายการ ต้องบอกว่าขณะนี้การจัดทำงบประมาณ รายจ่ายในแบบที่เป็นอยู่ ต้องบอกกับท่านสมาชิกนะครับว่ารายการค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจไม่เคยปรากฏในงบประมาณที่เป็นงบกลางมาก่อนเลย เพิ่งเกิดขึ้นในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ เป็นการตั้งรายการขึ้นมาใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นั่นทำให้เกิดปัญหาในการจะดู ความเหมาะควร อัตราส่วนต่าง ๆ ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้ ซึ่งนอกจากเรื่องนี้แล้วมีรายการที่ต้องบอกว่า เป็นรายการที่ชนเพดานตามที่กฎหมายกำหนด อย่างน้อย ๔ รายการ จาก ๑๑ รายการ ซึ่งผมจะไม่ลงรายละเอียด แต่เพื่อให้การตัดลด งบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมถือว่าเป็น จุดเริ่มต้นของการซวนเซ หย่อนยาน ในการดำเนินการรักษาวินัยการเงินการคลังนี้ เมื่อผมอธิบายแบบนี้ โต้แย้งในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากลงมติไปอย่างนั้น ผมก็คิดว่าผมอยากจะเสนออะไรบางอย่างเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์กับท่านสมาชิกในการ ที่จะคิดอ่านต่อไป อาจจะทำอะไรไม่ได้ในชั้นการลงมติ เพราะเราเป็นระบบเสียงข้างมาก ก็ต้องออกมาตามเสียงข้างมากนะครับ อันนี้ผมเข้าใจ แต่ถ้าเกิดจะคิดถึงในอนาคต ผมอยาก เสนออย่างนี้นะครับว่า การจัดทำงบประมาณที่เป็นรายการประเภทค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจในลักษณะที่ทำในปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ แล้วที่กำลังทำในงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ต่อไปควรทำเสนอเป็นโครงการเอกเทศ ไม่ควรแอบแฝงอยู่ในงบกลาง เพราะการกระทำ เช่นนั้นจะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบการใช้เงินในลักษณะแบบนี้ได้ ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นการตรวจสอบหลังจากทำไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้างบปี ๒๕๖๘ ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าทำโครงการ Digital Wallet ต่อไป ผมเสนอให้ทำ เป็นโครงการอย่างชัดเจน อาจจะทำในรูปแบบของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หลังจากเรา ตัดส่วนนี้ออกไป เพื่อความโปร่งใส แล้วก็มีความรอบคอบในการดูโครงการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สิ่งที่พิจารณาในคณะกรรมาธิการงบประมาณ โดยเฉพาะรายการที่ทางรัฐบาล เสนอขอเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๘ รอบนี้เสนอเปลี่ยนแปลง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าตกใจ แล้วเดิมต้องการจะไปใช้หนี้ให้กับรัฐวิสาหกิจที่ออกเงินให้ รัฐบาลก่อน คือถ้าเกิดจากนี้ไปผมคิดว่าในการทำงบประมาณรายจ่าย โดยเฉพาะผมยังไม่พูด ถึงคือในมาตรา ๒๙ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ และมาตรา ๓๙ ซึ่งเป็น งบประมาณในการบริหารหนี้ภาครัฐ ในอนาคตรัฐบาลควรทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อการ ชำระหนี้ภาครัฐโดยแยกให้ชัดเจน เป็นการบริหารเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐที่มีสำนักบริหาร หนี้สาธารณะเป็นคนบริหารจัดการ กับส่วนที่เพิ่มเติมซึ่งอยู่ในรายการมาตรา ๒๘ ซึ่งตอนนี้ มีเงินที่จะต้องใช้หนี้อยู่ ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งตอนนี้ไม่มีกรรมวิธีในการที่จะบริหารจัดการ แล้ว เมื่ออับจน เข้าตาจน ก็ทำอย่างที่เราเห็นปัจจุบัน ก็คือว่าโยกเงินที่จะต้องจ่ายให้รัฐวิสาหกิจ ที่ไปออกเงินให้ก่อนกลับมาไว้ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าเกิดเริ่มทำแบบนี้ผมก็มั่นใจว่าในอนาคตก็จะมีการทำแบบนี้อีก เหตุผลโดยสรุปที่ผม พูดมาคร่าว ๆ ผมจึงขอเสนอให้ตัดรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดในงบ กลาง ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อถอยหลังกลับมา แล้วทบทวนดูว่าเราจะบริหารจัดการ งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ อย่างรอบคอบ ระมัดระวังอย่างเป็นที่สุด ขอบพระคุณ ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัตวัต คุ้มคง ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมได้แปรญัตติไปนะครับว่าขอตัดงบกลาง ทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ถ้าถามว่าตัวเลข ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมพูดแล้ว เอามาจากไหน มันคือตัวเลขที่ผมต้องการให้ไปใช้หนี้ของประกันสังคม ท่านประธานครับ ประกันสังคมได้ขอแปรญัตติเพิ่มใน กมธ. นะครับ ขอบวกเงินเพิ่ม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ได้ขอเข้ามาในวาระที่ ๑ นะครับ แต่ว่า กมธ. เสียงข้างมากให้เพิ่มเพียง ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เพียงพอกับการใช้หนี้ประกันสังคมเลย ในขณะที่งบกลางนี่ตั้งงบมา ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ได้เพิ่มอีกนะครับ แต่ว่าในขณะเดียวกันผมต้องการจะให้ไปใช้หนี้ ประกันสังคมเพิ่มขึ้นท่านประธานครับ หลาย ๆ ท่านก็ได้พูดมาว่างบกลาง แล้วก็ได้อภิปราย ไปแล้วนะครับว่า งบกลางถูกใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ แต่ว่าในแง่หนึ่งครับ ถ้าท่านอยาก กระตุ้นเศรษฐกิจก็กระตุ้นไปครับ ขอให้กระตุ้นได้จริงนะครับ แต่ว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ ที่ทุกคนก็บ่นว่าแย่อย่างเป็นเสียงเดียวกันแบบนี้ครับ การมี Social Security หรือเบาะรอง ทางสังคมในกรณีที่คนเกิดสภาวะฉุกเฉิน เช่น ตกงาน หรือว่าบาดเจ็บจากการทำงานนั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากครับ และขณะเดียวกันเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของประกันสังคม อย่างรัฐบาลเองนี่กลับคงค้างหนี้ประกันสังคมจำนวนมหาศาลครับ แล้วก็ไม่เคยมีดอกเบี้ย ไม่เคยมีอะไรให้กับกองทุนประกันสังคมเลยครับ ในขณะที่ถ้าเป็นผู้ประกันตนหรือว่า เป็นผู้ประกอบการนะครับ ส่งช้าก็มีดอกเบี้ย มีมาตรการต่าง ๆ แต่รัฐเองต่างหากที่กลับ คงค้างหนี้ประกันสังคมเยอะที่สุด แต่ไม่มีมาตรการใด ๆ ครับ ในแง่หนึ่งคนที่ทำให้กองทุน ประกันสังคมไม่มีความมั่นคงเองกลับเป็นรัฐบาลครับ แล้ววันนี้ประชาชนพูดกันเต็มไปหมด ว่ากองทุนจะเจ๊ง กองทุนจะเจ๊ง ก็เพราะแบบนี้หรือเปล่าครับ ก็เพราะว่าหนี้ที่ไม่รู้ว่าจะได้ ครบถ้วนเมื่อไร ท่านประธานครับ เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้าเอาคืนเขาไปแล้วให้เขา ไปลงทุนนะครับ สมมุติ ๓ เปอร์เซ็นต์ก็ได้เป็น ๑,๕๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ รัฐบาลไม่เคย ตั้งงบใช้หนี้อย่างเพียงพอ หรือแม้กระทั่งสำนักงบประมาณเองก็ไม่ได้มีการคิดดอกเบี้ยให้กับ ประกันสังคมด้วยซ้ำนะครับ วันนี้ผู้ประกันตนจำนวนมากกังวลว่ากองทุนจะเจ๊ง กองทุนจะ ไม่เพียงพอจ่ายค่าบำเหน็จบำนาญชราภาพ หรือว่าเพียงพอกับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือ กองทุนสมทบลูกจ้างต่าง ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะการใช้หนี้ของรัฐบาลที่เป็นแบบนี้ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีแผนว่าจะใช้หมดเมื่อไร และไม่มีดอกเบี้ยให้เขาเลยครับ นี่เป็นเรื่องสำคัญครับ วันนี้ ถ้าเราต้องการให้กองทุนนี้อยู่ได้ ความน่าเชื่อถือของกองทุนเป็นเรื่องที่เราต้องเร่งสร้างและ การใช้หนี้ประกันสังคมก็เป็นทางออกที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นคง และสร้างความ น่าเชื่อถือให้กับกองทุนครับ ผมจึงเสนอขอตัดลดงบกลาง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปใช้หนี้ ให้กับกองทุนประกันสังคมครับ อันนี้ผมขอพูดในฐานะตัวแทนผู้ประกันตน ๒๔ ล้านคนครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ในฐานะกรรมาธิการที่ขอสงวนไว้นะครับ ก็ต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เรื่องโครงการ Digital Wallet ที่เราจัดตั้งงบประมาณไว้ใน ปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วก็ได้มีการปรับเปลี่ยนงบประมาณของ ๕ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจมาอีก ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นก็คือประมาณ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ในส่วนนี้ครับท่านประธาน ผมกังวลเกี่ยวกับเรื่องการปรับเปลี่ยน งบประมาณในชั้นของกรรมาธิการ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทที่เราได้เสนอจัดตั้งงบประมาณมา ในขั้นของกรรมาธิการในการที่รับวาระที่ ๑ ไปแล้ว ซึ่งตรงนี้มันจะขัดกับ พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลังหรือไม่ หรือเงิน ๓๕,๕๐๐ ล้านบาท เราจะขอปรับเปลี่ยนหลังจากที่ พ.ร.บ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ได้มีการประกาศใช้แล้ว ถึงจะขอปรับเปลี่ยนเข้ามาได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ ผมยังมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการปรับเปลี่ยนงบประมาณที่จะมาบวกรวมกับงบประมาณ ที่ตั้งไว้ของส่วน Digital Wallet เป็นข้อกังวลจริง ๆ ที่อยากจะให้แจกเงินสดให้กับ พี่น้องประชาชนให้ได้
คำถามต่อไปอีกครับท่านประธานครับ ที่อยากจะเรียนถามที่ขอสงวน คำแปรญัตติไว้ก็คือ การที่เราจะแจกเงิน Digital Wallet ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ท่านประธานครับ ขณะนี้ได้มีความชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลจะมีการแจกภายในเดือนกันยายนนี้ ประมาณ ๑๔.๕ ล้านคน ก็คืออยู่ในกลุ่มเปราะบาง ส่วนปี ๒๕๖๘ จะมีการแจกตัวเลข ที่ชัดเจนแล้วก็คือตัวเลข ๑๕.๒ ล้านคน ก็คือตั้งงบประมาณไว้ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ในการ ที่จะแจก ส่วนงบประมาณที่ปรับเปลี่ยนมาอีก ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็รวมเป็น ๑๘.๗ ล้านคน รวมเป็นยอดในขณะนี้ที่จะมีการแจกทั้งปีงบประมาณ ๒๕๖๗ และปีงบประมาณ ๒๕๖๘ จะอยู่ที่ยอดประมาณ ๓๓.๒ ล้านคนท่านประธานครับ ตรงนี้ผมเรียนถามนิดหนึ่งครับว่า ประชากรในประเทศไทยตอนนี้มีอยู่ประมาณ ๖๖ ล้านคน หรือ ๖๗ ล้านคน แต่เงื่อนไข ในการแจกในขณะนี้ ๑. ต้องอายุ ๑๖ ปีบริบูรณ์ ๒. ต้องมีรายได้ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ๓. ต้องมีเงินฝากรวมทุกบัญชีไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตรงนี้ครับท่านประธาน ผมถามนิดหนึ่งว่า เมื่อเราดูเงื่อนไขจากตรงนี้แล้วมียอดคนที่มาลงทะเบียนที่ถูกต้องตามคุณสมบัติดังกล่าวนี้ มันถึง ๔๕ ล้านคนหรือไม่ครับ ที่เราตัดเงื่อนไขตรงนี้ไปแล้ว หรือว่าไม่ครบ ๔๕ ล้านคน ตามเงื่อนไขนี้อยากจะให้รัฐบาลตอบให้ชัดเจนด้วยตรงนี้ท่านประธานครับ ส่วนถ้ามีการแจก ในปี ๒๕๖๘ ถ้ารัฐบาลตอบปัญหาได้ชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงงบประมาณในปี ๒๕๖๘ อีก ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารัฐบาลตอบได้ชัดเจนในปัญหาข้อกฎหมายว่า จะไม่สุ่มเสี่ยงกับ การขัด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังที่จะไปบวกรวมกับเงินงบประมาณของ Digital Wallet ที่ตั้งไว้อยู่แล้วเดิม ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ผมอยากจะฝากเรียนรัฐบาลว่าแจกเป็นเงินสดเถอะครับ นี่คือเสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนครับ เขาไม่อยากได้รับเงิน Digital Wallet ครับ หลายคน ก็อภิปรายไปแล้วว่าร้านค้าที่ลงทะเบียนก็ไม่มาลงทะเบียนครับ ลงมาน้อยมาก เพราะฉะนั้น ทุกคนมีความเสี่ยงกันหมด ประชาชนเองก็อยากจะได้เงินสดส่วนร้านค้าที่จะ เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ก็ไม่อยากจะเข้าร่วม หลายคนคงคิดกันนะครับว่าจะถูกตรวจสอบ ภาษีย้อนหลังหรือไม่ที่มาลงทะเบียนในการที่จะเข้าร่วมโครงการ Digital Wallet ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้คือข้อวิตกกังวลต่าง ๆ แจกเป็นเงินสดออกไปพี่น้องประชาชนใช้จ่ายได้ ในชุมชนของตัวเองจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ ท่านประธานครับ
สุดท้ายครับ ผมอภิปรายในส่วนนี้เพียงแต่เป็นข้อกังวลต่าง ๆ ส่วนการแจกใน ขั้นตอนนี้นะครับ ทางเราเองบอกว่าอยากจะให้แจกเงินสดไม่ขัดข้องแต่ประการใด แต่ความสุ่มเสี่ยงว่าเงิน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะโอนเปลี่ยนแปลงมาจะโอนในขั้นตอนนี้ หรือจะโอนในขั้นตอนของหลังจาก พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ประกาศใช้แล้ว แล้วค่อย ให้เหตุผลความจำเป็นเข้ามาในภายหลัง อย่างนั้นจะเป็นการถูกตามขั้นตอนของวิธีการ งบประมาณหรือไม่ อย่างไรครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นสำหรับมาตรา ๖ เอาไว้ว่า ขอให้ปรับลดอีก ๑๕๒,๗๐๐ ล้านล้านบาท ซึ่งสำหรับมาตรา ๖ มีงบประมาณเพิ่มเติมราว ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่ว่าส่วนหนึ่งก็คือมาจากการที่เปลี่ยนแปลงรายการ จากการใช้หนี้ธนาคารรัฐมา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ดิฉันขอตัดเฉพาะในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจอีก ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ขอให้นำกลับไปชำระหนี้ ธนาคารของรัฐตามเดิม ด้วยเหตุผลแบบนี้ค่ะท่านประธาน เราก็ทราบกันดีว่างบกลาง ก้อนที่งอกขึ้นมา ที่ชื่อว่า ค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นถูกนำไปใช้สำหรับโครงการ Digital Wallet ซึ่งถึงตอนนี้แล้วมีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ได้มี ความชัดเจนเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลว่าในเฟสแรกจะเปลี่ยนจาก Digital Wallet เปลี่ยนเป็นเงินสดไปแล้ว ๑๔.๕ ล้านคนนะคะ ซึ่งใช้งบประมาณสำหรับปี ๒๕๖๗ ราว ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยจะมาจาก ๒ ส่วนด้วยกัน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ส่วนแรก มาจาก พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๗ เพิ่มเติม หรือว่างบกลางปีที่เพิ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ อาทิตย์ที่ผ่านมา ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนอีกก้อนที่เหลือ ก็คือใช้งบกลางบางส่วน ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เราก็ต้องเลิกเรียกมันว่า Digital Wallet ได้แล้ว เพราะว่ามันไม่ใช่ ดิจิทัลและไม่ได้มี Wallet แล้วนะคะ สำหรับการแจกเป็นเงินสด แต่นั่นก็ยังทำให้ยังคงมี งบประมาณอีกหนึ่งก้อนที่ยังต้องใช้เพื่อให้แจกให้ได้ ๔๕ ล้านคน อย่างที่รัฐบาลได้เคย สัญญาเอาไว้ ก็คือต้องหาเงินมาอีก ๓๐๕,๐๐๐ ล้านบาท จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่ได้มีความชัดเจน แต่อย่างใด ซึ่งดิฉันเข้าใจเต็มที่ว่ายังไม่มีรัฐบาล ยังไม่ได้ถวายสัตย์ ยังไม่ได้มีการแถลง นโยบาย ดังนั้นนี่เราไม่มีทางรู้ว่าเงินก้อนที่เหลือจะแจกผ่าน Digital Wallet หรือไม่ หรือจะ แจกเป็นเงินสดอีก หรือจะแจกเท่าไร แจกเมื่อไร ทุกอย่างต้องรอให้เกิดความชัดเจนหลังจากที่เรา มี ครม. ใหม่ และมีการแถลงนโยบาย ดังนั้นดิฉันไม่รู้ว่าเราจะมาพิจารณาเพื่อที่จะอนุมัติงบก้อน นี้กันไปเพื่ออะไร แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะทำให้ได้ตามที่รัฐบาลคุณเศรษฐาเคยได้สัญญาเอาไว้ เราต้องการเงินเพิ่มอีก ๓๐๕,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ที่เราพิจารณากันอยู่ ก็จะมีในส่วนที่ได้ตั้งงบมา ตั้งแต่วาระที่ ๑ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ไว้ในกระเป๋าเรียบร้อยหนึ่งก้อน อีกหนึ่งก้อนได้มาจาก การชักดาบ เบี้ยวหนี้ธนาคารของรัฐไป ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เรียกได้ว่าหน้ามืดแล้ว มีเงิน ตรงไหน ซ่อนตรงไหน เก๊ะไหนเหลืออยู่ก็ขอไปล้วงไปควักเอาออกมาให้หมด ณ วันนี้ แต่จน แล้วจนรอด มันก็ยังไม่ครบ ๓๐๕,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ดี ยังขาดอีก ๑๑๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งเท่ากับคนประมาณ ๑๒ ล้านคน ที่ตอนนี้ยังหน้าสิ่วหน้าขวานไม่ทราบว่าจะหาเงินจากที่ไหน มาจ่ายให้กับประชาชนจนครบ ถ้าอย่างนั้นถ้ามันยังไม่ครบท่านไปตัดงบของธนาคารแห่งรัฐมาก่อน ทำไมคะ ขอสไลด์ถัดไปค่ะ ที่ท่านไปชักดาบ ๕ ธนาคารของรัฐเป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ธ.ก.ส. นี้โดนตัดเกลี้ยงเลย เหลือเป็น ๐ เลย ยกเว้นในส่วนที่กระทรวงการคลังไปกู้มาให้ ธนาคาร ธ.ก.ส. กู้ต่อนี่ ตรงนั้นยังคงอยู่ ยังจ่ายต่อ แต่ส่วนที่ใช้ตามมาตรา ๒๘ ที่จะต้องคืน ปีนี้ ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ตัดเหี้ยนเลยค่ะ หลายโครงการนี่เป็นโครงการมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โครงการจำนำสินค้าเกษตรตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๕๒ โครงการประกันรายได้ในยุคของ คุณอภิสิทธิ์ที่หนึ่ง โครงการประกันรายได้สมัยลุงตู่ก็ยังมี โครงการจ่ายเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ ธนาคารออมสินเองก็โดนตัดไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นโครงการตั้งแต่สมัยที่ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ในช่วงโควิด สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสมัยโควิด ธอส. ก็โดน ตัดกันหมด ตัดนิดตัดหน่อยก็จะเอาค่ะ เพื่อรวมเงินให้ได้ แต่ก็รวมได้แค่ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองค่ะท่านประธาน แล้วก้อนนี้ มันมาแบบประหลาดมากนะคะท่านประธาน เพราะตอนที่ทำงานกันในชั้นกรรมาธิการ ในอนุกรรมาธิการ ไม่มีอนุกรรมาธิการไหนตัดค่ะ อนุกรรมาธิการที่ดูด้านรัฐวิสาหกิจก็คือ อนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไม่ได้มีการตัดงบประมาณในการชำระหนี้ให้กับแบงก์รัฐเลยแม้แต่ บาทเดียว แต่มันลอยมาทีหลังค่ะท่านประธาน หลังจากที่มีการพิจารณารายงานของ อนุกรรมาธิการจนจบสิ้นแล้ว มีมติ ครม. ออกมาว่าขอแปรญัตติเพิ่ม เปลี่ยนแปลงรายการ โดยการขอตัดงบ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จากรัฐวิสาหกิจดังต่อไปนี้ เพื่อโอนให้กับค่าใช้จ่าย ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือที่เรารู้กันดีว่านั่นคือ Digital Wallet ก็ไม่รู้ว่าจะรีบเอามาทำไม เพราะยังไม่รู้ว่าโครงการจะเดินหน้าไปทางไหน ถึงได้มา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่รู้ว่า จะพอหรือเปล่า ถ้ามันไม่พอแล้วจะทำอย่างไรต่อก็ยังไม่มีคำตอบ เดี๋ยววันนี้ท่านกรรมาธิการที่เป็น สัดส่วนจากทาง ครม. ก็คงจะตอบเราว่า เรื่องทั้งหมดนี้ก็คงต้องรอรายละเอียดหลังจาก ที่เรามีรัฐบาลใหม่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสภาชุดนี้จำเป็นที่จะต้องอนุมัติเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อโครงการ Digital Wallet ใช่หรือเปล่าคะท่านประธาน ดิฉันมี ข้อเสนอแบบนี้สั้น ๆ ค่ะ เงินที่ต้องใช้ก็ยังมีไม่พอนะคะ ควรจะต้องรอแถลงนโยบาย ให้จบก่อน หลังจากวันนั้นแล้วค่อยมาออกเป็น พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ก็ยังทันค่ะ ประชาชนรอมาได้ปีกว่าแล้ว ให้ประชาชนรออีกสักหน่อย ให้รัฐบาลไปออก พ.ร.บ. โอน งบประมาณ ไปตัดลดงบประมาณจากกระทรวงต่าง ๆ ของทั้งพรรคเพื่อไทยเอง และพรรค ร่วมรัฐบาลมาจ่ายเข้าสู่โครงการ Digital Wallet เพื่อให้แจกได้ครบ ๔๕ ล้านคนจะดีกว่าค่ะ ก็ขอปรับลดตามที่ได้สงวนไว้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ท่านแรก ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัด อ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิในฐานะสมาชิกสงวนคำแปรญัตติ โดยขอตัดลด งบประมาณงบกลางลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามนะครับ ในข้อเท็จจริงนั้นเมื่อพิจารณาว่า ทางกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเป็นอย่างไรนั้น แทนที่จะมีการพิจารณาปรับลดลงนะครับ กลับมีการเพิ่มงบประมาณจาก ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ขึ้นไปเป็น ๘๔๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ฉะนั้นผมจะขออภิปรายรวมกันไปพร้อมกันครับ ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลอยู่ ๓ ประการ ในการตัด แล้วก็แน่นอนครับ เหตุผลทั้ง ๓ ประการนั้น เป็นเหตุผลที่ผมต้องพูด ทุกครั้งในงบประมาณงบกลาง เพราะว่ามันเป็นเหตุผลในเชิงหลักการนะครับ ประการที่ ๑ ก็คือว่าเรายังจำเป็นที่จะต้องมีงบที่เรียกว่างบกลางหรือไม่ ด้วยเหตุใด ประการที่ ๒ นั้น กระบวนการที่ได้มาซึ่งงบกลางนั้น เป็นกระบวนการที่ยังเหมาะสม ถูกต้อง ชอบธรรม สามารถปรับเปลี่ยนไปมากกว่าแบบนี้ได้หรือไม่ ประการที่ ๓ ก็คือว่า ประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลของการบังคับใช้ หรือการนำงบกลางไปใช้นั้น มันตอบโจทย์ต่อที่ท่านตั้งไว้จริง หรือไม่ครับ
ท่านประธานครับ ประการที่ ๑ ในประเด็นเรื่องของความจำเป็นของงบกลาง เราพูดถึงความจำเป็นที่ต้องมี แต่ปัจจุบันนั้นงบกลางกลายเป็นสิ่งที่จำต้องมีด้วยเหตุจำเป็น ผมไม่อยากจะใช้คำเปรียบเทียบใด ๆ ก็แล้วแต่ แต่ผมอยากจะให้ท่านดูว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ที่มีการตั้งงบกลางไว้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มาขยับเป็น ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ต่อมาเป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ก็ขยับขึ้นไป ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่ท่านเห็นไหมครับว่าวันนี้นั้นงบถูกตั้งไปเป็นจำนวนถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษแล้ว เมื่อคิดคำนวณเร็ว ๆ จากงบจำนวนเต็มที่ท่านตั้งไว้ ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาทเศษนั้น ต้องถือว่า วันนี้ทะลุเพดาน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่ควรจะตั้งไว้แล้ว ท่านอาจจำเป็นต้องตอบครับว่า ถ้าปล่อย ให้การบริหาร หรือการตั้งงบกลางไปเป็นแบบนี้ มันเสมือนแบบเดียวกับกองทุนหมุนเวียน มันมีแต่โตขึ้น โตขึ้น กลายเป็นงบที่ควรจะอยู่ในงบประมาณปกติของหน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ ที่มีการขอนั้น ผมไม่อยากใช้คำว่าตีเช็คเปล่าอีกแล้วนะครับ เพราะท่านก็ตอบคำถามนี้ทุกปี แต่เสมือนเป็นการตีมูลค่าหรือเงินไว้ โดยที่ไม่รู้ว่ามันจำเป็นต้องใช้จริงหรือไม่นั่นเป็นประเด็น ที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ในกระบวนการของงบกลาง ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น OECD หรือไม่ว่าจะ เป็น IMF มีการตั้งถึงวิธีการได้มาซึ่งงบกลางอยู่ทั้งหมด ๔ ประเด็นย่อยด้วยกันครับ ๑. คืองบกลางนั้นจำเป็นต่อสถานการณ์ที่เรียกว่าปัจจุบันทันด่วน ๒. คือจำเป็นต้อง ดำเนินการในทันที ๓. คือสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายหรือคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และ ๔. ต้องไม่ถาวร แน่นอนครับในเรื่องของรายการ ๑๒ รายการนั้น ผมคงไม่ได้พูดทั้งหมด แต่ผมตั้งคำถามต่อกรณี ๒ รายการด้วยกัน ก็คือกรณีเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินกับเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ท่านประธานครับ วงเงินนั้นเวลาที่เราจะพิจารณานั้น เราต้องพิจารณา พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังปี ๒๕๖๑ เราต้องพิจารณา พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ และระเบียบว่าด้วยวิธีการบริหาร งบกลางกรณีฉุกเฉินจำเป็น ปี ๒๕๖๒ ท่านทราบดี แต่ผมจำเป็นต้องสื่อสารให้พี่น้องประชาชนทราบ ครับว่า กรณีไม่เกิน ๑๐ ล้านบาทนั้น แจ้งนายกเพื่อทราบ กรณี ๑๐-๑๐๐ ล้านบาทนั้น ต้องให้นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ กรณี ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไปนั้น นายกรัฐมนตรีต้องให้ ความเห็นชอบและมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ถ้าดูตัวเลขกรณีเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นครับ ถึงแม้อาจจะยังอยู่ในกรอบที่เรียกว่า ๒ แต่ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ของงบ รายจ่ายประจำปีทั้งหมดที่มีการตั้งไว้ แต่ตัวเลขก็ขยับมาที่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่รู้ว่า ตอบโจทย์ ๔ ข้อ ที่ผมตั้งไว้แต่ต้นว่าจำเป็นต้องทันด่วนนะครับ กรณีต้องดำเนินการผมย้ำ ทันที ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และกรณีที่ไม่ถาวรหรือไม่ ผมคิดว่าท่านจำเป็นต้องชี้แจง ต่อสภาแห่งนี้เป็นประการที่ ๒ ครับ
ประการที่ ๓ เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลของการใช้จ่าย งบประมาณที่เรียกว่างบกลางนะครับ ผมยกไม่กี่ตัวอย่างครับ ผมยกตัวอย่าง กรณีมี พลุระเบิดที่บ้านมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ๒๙ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๖ ปีนี้ ๒๙ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๗ ๑ ปี ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย ไปถึงนราธิวาส แต่ไม่ได้ไปที่บ้านมูโนะ พี่น้องรอท่านเศรษฐา ทวีสิน เพราะ ๑ ปีที่ผ่านไปที่ท่านบอกว่าใช้ งบกลางในการซ่อมแซม จ่ายค่าใช้จ่าย ค่าซ่อมบ้าน ให้กับพี่น้องที่ประสบภัยจากพลุระเบิด เสียทั้งบ้าน เสียทั้งขวัญ เสียกำลังใจ เสียชีวิต เสียร่างกาย ทุพพลภาพ วันนี้จำนวนมาก ยังไม่มีบ้านอยู่ นี่เกิดในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน นะครับ และจะตอบโจทย์ว่ามันเป็นกรณี ที่จำเป็นฉุกเฉินที่ต้องทันท่วงทีอย่างไร ผมยกตัวอย่าง กรณีน้ำท่วมจังหวัดเชียงราย จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา ไล่เรื่อย ๆ มาจนถึงจังหวัดสุโขทัยครับ ท่านตอบ ได้ไหมครับว่างบกลางในกรณีแบบนี้ ถ้าเราตั้งให้ท่านมันจะไปถึงมือของพี่น้องในเวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี ผมยกตัวอย่าง กรณีน้ำท่วมที่จังหวัดอ่างทอง เมื่อปี ๒๕๖๔ โดยเฉพาะน้ำที่ผ่าน หมู่ ๓ ตำบลจรเข้ร้อง อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ปี ๒๕๖๔ นะครับ เขื่อน พนังกั้นน้ำ พนังกั้น ตลิ่งพังมันแตก น้ำไหลท่วมไป ๒-๓ อำเภอครับ พี่น้องเดือดร้อนหลายพันครัวเรือน แน่นอนครับ เมื่อวันก่อนผมไปเยี่ยมมาปรากฏว่ามุมของพนังกั้นน้ำบางเหลือไม่ถึง ๒ เมตร แล้วงบกลางที่ท่าน ตั้งไว้ที่บอกว่าจะต้องใช้เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาแบบนี้ แน่นอนมีโครงการนะครับ กำลังจะทำ เขื่อนป้องกันตลิ่งไปเสร็จ ปี ๒๕๖๙ แต่น้ำมันจ่อแล้ว ปี ๒๕๖๗ การบริหารงบประมาณแบบ นี้ทำอย่างไร ในขณะเดียวกันนะครับ อันนี้จำเป็น แต่กรณีถนนบางแห่งที่ไม่ได้พังท่านกลับ เอาไปใช้งบประมาณในการซ่อมแซม เป็นต้น
ฉะนั้นด้วยเหตุที่ผมตั้งประเด็นทั้ง ๓ ประการ ซึ่งเป็นหลักการและเหตุผลนะครับ ผมคิดว่าจำเป็นที่กรรมาธิการต้องตอบสภาแห่งนี้ว่า ความจำเป็นของงบประมาณที่ตั้งไว้นั้น ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ กรณีเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น ท่านบริหารจัดการ กระบวนการที่มาที่ไปอย่างไร และงบที่ต้องใช้จ่ายทันท่วงทีนั้นเป็นไปอย่างที่ท่านสัญญากับ สภาแห่งนี้ว่าอยากให้เราผ่านงบกลางหรือไม่ ฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งหมดผมขอยืนยันที่จะตัด งบประมาณมาตรา ๖ งบกลางลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา ท่านประธานครับ มาตรา ๖ งบประมาณ รายจ่ายงบกลาง จำนวน ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท ผมขอปรับ ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีครับท่านประธาน ตั้งไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ถือว่าเป็น งบประมาณค่อนข้างสูงในปีนี้ครับ แต่เรามาคิดเป็นอัตราส่วนครับ ระหว่างงบกลางกับงบของ ประเทศทั้งหมด ๑ ใน ๕ ครับ เพราะฉะนั้นหลักของงบกลางครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกอภิปรายหลายท่านครับ หลักของงบกลางมีอย่างไรบ้างครับ ผมยกตัวอย่าง แค่ ๔ ข้อสั้น ๆ ๑. งบรายจ่ายที่ตั้งมาสำรองไว้ก่อนครับ ๒. ไม่ระบุหน่วยงานรับงบประมาณ เฉพาะเจาะจง ๓. ไม่ระบุในรายละเอียด ๔. ไม่มีแผนการใช้จ่ายที่ชัดเจน นี่คืองบกลางที่ รัฐบาลได้ขอไว้ครับ เพราะฉะนั้นรัฐสภาโดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ทำอย่างไรครับ ท่านประธาน อนุมัติกรอบวงเงินงบกลางครับ เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้จะไม่ทราบอะไรครับ ไม่ทราบรายละเอียดเลยครับ ๒. ทราบเมื่อไรครับ ทราบเมื่อนำงบกลางไปใช้ถึงจะรู้ครับ เพราะฉะนั้นยกเว้นกฎหมายบางฉบับที่ต้องรายงานให้กับสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๖๘ เราถือว่างบกลางพุ่งครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกอภิปรายเราก็ฟัง และตกใจ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชน ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท มันค่อนข้างสูงครับ แต่เป็นรายจ่ายด้านบุคลากรงบประมาณทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ เพราะฉะนั้นงบกลาง ๘๐๐,๐๐๐ งบบุคลากร เงินเดือนทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ ท่านประธานครับ ใกล้เคียง กันเลยครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลตั้งงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจครับท่านประธาน ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท เราพูดง่าย ๆ ว่าเงินดิจิทัลหรือว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท รัฐบาล นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ได้แถลงนโยบายกับสภาแห่งนี้ เรื่องดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท และได้ จัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นงบประมาณฉบับนี้ครับ เพราะหน่วยรับงบประมาณได้ยื่น คำขอมา ครม. ได้ยื่นให้กับสภาแห่งนี้ และมีการตั้งกรรมาธิการ ท่านประธานครับ แต่ความ โชคร้าย พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ กำลังจะผ่านวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ มีการเปลี่ยนแปลง นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอันใกล้ จึงอยากจะถามนะครับว่ารัฐบาลชุดใหม่จะ ดำเนินการกับงบกลางในส่วนดิจิทัลอย่างไร แนวทางในอดีตนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐากับท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร กับคณะ ครม. ใหม่ที่จะเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่สมาชิก รัฐสภาสงสัยครับ ๑. เพราะไม่มีความชัดเจนในการดำเนินการจากรัฐบาลใหม่ เพราะยังไม่มี ครม. ๒. แต่งบประมาณจะผ่านสภาภายในวันที่เท่าไรครับท่านประธาน วันที่ ๕ ตาม Timeline นี้ครับ เราก็จะผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่คณะรัฐมนตรียังไม่มีครับ ยังไม่มี การแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ สรุปการอนุมัติเงินดิจิทัลจากงบกลาง อนุมัติไปก่อน และตั้งผู้จัดการก็คือนายกรัฐมนตรี ตั้งกรรมการบริษัทคือคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น จะตามมาทีหลังนี่คือความเสี่ยงทางนโยบาย ผมในฐานะฝ่ายรัฐบาลยกมือให้แน่นอนครับ ท่านประธาน สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล แต่สิ่งที่ถามก็คือความสงสัยของคนไทย ความสงสัยของพี่น้องประชาชนที่รอเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ งบกลางนี่มีคน ดูถูกครับ เขาว่าอย่างไรครับ ตีเช็คเปล่า ตลอดมาผมเป็นผู้แทนราษฎรมาเกือบ ๕ ปี ทุกครั้งที่มีการอภิปรายบอก งบกลางคืองบตีเช็คเปล่า แต่ผมจะให้เห็นว่า งบกลางปี ๒๕๖๘ ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท ทำนโยบายดิจิทัลประมาณ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทีนี้งบกลางมันลงในรายละเอียด ๑๒ รายการครับ เพราะฉะนั้นรายการที่ ๑ ค่าใช้จ่ายเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ ๑,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบกลาง ๒. เงินทดรองจ่ายผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบกลาง ๓. โครงการพระราชดำริ ๒,๕๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบกลาง ๔. ค่ารักษาพยาบาล ของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ๙๓,๘๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบกลางครับ ๕. เงินกระตุ้นเศรษฐกิจหรือว่าดิจิทัล ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อยู่นี่ครับ ๖. เงินชดเชยค่า สิ่งก่อสร้าง ๘๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบกลาง ๗. เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงาน ๕,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบกลางอีกแล้วครับท่านประธาน ๘. เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ท่านฟังดี ๆ นะครับ ๓๕๔,๕๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบกลางครับท่านประธาน ๙. การเลื่อนเงินเดือน ปรับ วุฒิข้าราชการ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังอยู่ในงบกลางครับท่านประธาน ๑๐. เงินสมทบ ลูกจ้าง ๓๗๐ ล้านบาท ก็อยู่ในงบกลางครับท่านประธาน ๑๑. เงินสำรองสมทบชดเชย ข้าราชการ ยอดไม่น้อยครับ ๘๒,๗๗๕ ล้านบาท อยู่ในงบไหนครับ งบกลางครับท่านประธาน สุดท้ายหมวด ๑๒ เงินสดกรณีฉุกเฉินจำเป็น ๙๓,๓๐๐ ล้านบาท นี่คืองบที่นายกรัฐมนตรี สามารถดำเนินการได้ สรุปนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล งบกลางทั้งหมด ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท ขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้เท่าไรครับ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้ประชาชน ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท คือดิจิทัลท่านประธานครับ ๖ รายการที่ผมกล่าว ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ ๖ รายการทั้งหมดจาก ๑๒ รายการในงบกลาง ๕๔๙,๔๔๕ ล้านบาทครับท่านประธาน ผมขอเสนออย่างนี้นะครับว่า สวัสดิการของ ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ ให้เอาออกไปจากงบกลางเลยครับท่านประธาน ไม่ต้องมาตบตาให้เพื่อนสมาชิกได้ด่ารัฐบาล ซึ่งเป็นรายจ่ายประจำที่สามารถคำนวณ ได้แน่นอน หรือท่านจะหลบข้อกฎหมาย พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ผมก็ขอฝากว่างบบุคลากรท่านประธานครับ ไม่ใช่ ๘๐๐,๐๐๐ ครับ รวมแล้วงบบุคลากร เงินเดือนทั้งหมด ๑,๓๔๙,๔๔๕ ล้านบาท ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุรทิน พิจารณ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ พรรคประชาธิปไตยใหม่อย่างไรก็ยกมือสนับสนุนงบประมาณ ๓,๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยนะครับ และต้อนรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ท่านแพทองธาร ชินวัตร นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาวันนี้ผมขออภิปรายงบกลางในมาตรา ๖ ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ไม่ใช่เงินน้อยนะครับ พรรคประชาธิปไตยใหม่ โดยผม สุรทิน พิจารณ์ ได้ขอตัดงบกลางทั้งหมด ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้พี่น้อง กลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาของพี่น้องประชาชนคนไทยขณะนี้ มีทั้งหมดอยู่ ๕ กลุ่ม ที่เหลือนะครับ กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มปัญหาที่ดิน กลุ่มที่ ๒ ปัญหาหนี้สิน กลุ่มที่ ๓ ปัญหาเขื่อน กลุ่มที่ ๔ ปัญหา ป่าไม้ กลุ่มที่ ๕ ปัญหาทหารผ่านศึก ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้ง ๕ กลุ่มมันมีปัญหา ที่จะต้องใช้งบประมาณทั้งนั้น อย่างเช่น ที่ดิน การจัดสรรที่ดิน การแบ่งปันที่ดิน การออกโฉนดที่ดิน ยกตัวอย่างกรณีอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาของเรา ท่านประธานที่เคารพ เดี๋ยวนี้มีปัญหาที่ดินมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดินของอุทยาน ของป่าไม้ ของ ส.ป.ก. อยู่ด้วยกันไปหมดครับ มั่วไปหมด สุดท้ายคืออะไรครับ ปัญหาวังน้ำ เขียวคือพี่น้องตกเป็นจำเลยของทางราชการ อันนี้คือของ สจ. ชุน ที่วังน้ำเขียว ส่วนหนี้สิน ท่านประธานครับ ก็มีหนี้สินมาเรื่อย ๆ ผมอภิปรายทุกครั้ง เป็นหนี้สินที่เกิดจากภาครัฐ คือรัฐให้มาปลูกมะม่วงหิมพานต์ พอปลูกเสร็จเป็นอย่างไรครับ ไม่มีตลาดให้กับพี่น้อง ก็กลายเป็นหนี้สินอีก
อีกปัญหาหนึ่งก็คือให้พี่น้องไปเลี้ยงวัว ไปซื้อวัวมาจากต่างประเทศ พอมาแจกพี่น้อง พี่น้องก็ไปยืมเงิน ธ.ก.ส. ไม่ใช่ให้แจกฟรี วัวไม่ออกลูกครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนเรียกว่า วัวพลาสติก พี่น้องก็กลายเป็นหนี้เป็นสินอีก หนี้สินที่ผมกราบเรียน ต่อท่านประธานคือหนี้สินที่เกิดจากภาครัฐ ไปให้โครงการพี่น้องแล้วไม่ดูแลพี่น้อง
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาเขื่อน ไปสร้างเขื่อน ไปเวนคืนที่ดิน แต่เวนคืนไปเวนคืนมาไม่มีเงินไปให้พี่น้อง อย่างเช่น เขื่อนราษีไศล เอาไปจ่าย ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เดี๋ยวนี้ก็มีสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน นำโดยดอกเตอร์ ศักดา กาญจนเสน มาตั้ง Camp แล้วที่ข้างคลองเทเวศร์ จำนวนคนประมาณ ๓,๐๐๐ คน นี่คือปัญหาของเขื่อน เขื่อนมาจากไหน มาจากโครงการของรัฐ รัฐไปสร้างเขื่อนแต่ว่าไม่มีเงินเยียวยา ไม่มีเงิน ชดเชย ปัญหาก็เลยลุกลามขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาป่าไม้ ป่าไม้ก็เหมือนกัน ท่านประธานครับ ป่าไม้คือเขาจะมีเขตป่าไม้ พอชาวบ้านไปบุกที่ซึ่งไม่ใช่ที่ป่าไม้ แต่ป่าไม้ ไปอ้างว่าเป็นพื้นที่ป่าไม้ พี่น้องทำอย่างไรครับ ถูกดำเนินคดี กลายเป็นปัญหาทั้งหมด เดี๋ยวนี้ ป่าไม้ไม่มีแล้ว
อีกปัญหาสุดท้าย คือปัญหาของทหารผ่านศึก เมื่อสักครู่เจอทหารผ่านศึกมา จากจังหวัดศรีสะเกษ นิ้วมือ ๔ นิ้วไปแล้ว ให้เขาไปรบ รบกับใคร รบกับคอมมิวนิสต์ ผมก็เป็นคอมมิวนิสต์เคยรบกัน แต่โอกาสที่คอมมิวนิสต์เข้ามานั่งในสภานี้ พูดให้กับทหาร ผ่านศึกด้วย เพราะอะไร เพราะเขาเป็นพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน ตาดำ ๆ ด้วยกัน นิ้วมือขาดแทนที่จะเยียวยาเขาบ้าง ก็ไม่ได้เยียวยา นี่คือเป็นกลุ่มปัญหา ๔-๕ ปัญหา ท่านประธานที่เคารพ ที่กราบเรียนท่านประธานเพราะว่าพี่น้องเหล่านี้เป็นปัญหาจริง ๆ เป็นปัญหาทุกครั้ง เป็นปัญหาทุกทีที่มีรัฐบาล อย่างเช่นสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานของ ดอกเตอร์ศักดานี้ เรียกร้องมา ๔ ปีแล้วท่านประธานครับ ตั้งแต่เราอยู่โน่น TOT แต่ก่อนสภา ยังไม่เสร็จไปอยู่ที่ TOT ย้ายมาอยู่ตรงนี้เกียกกาย เขาก็ตามมา จนปัจจุบันนี้ยังไม่มีงบประมาณ ที่จะเยียวยาให้เขา ไม่มีช่อง เพราะฉะนั้น ๕,๐๐๐ ล้านบาท ขอตัดออกมาจากงบกลาง ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท ให้เกษตรกรหน่อย ผู้มีความเดือดร้อน ถ้าเขาไม่เดือดร้อนเขาไม่มา ท่านประธาน คงรู้ว่าจากบ้านนอกยุงไม่ค่อยมี แต่เข้ามานอนอยู่กรุงเทพมหานคร เพื่อมาเรียกร้องเงิน เยียวยาเขา ยุงตัวเท่ากำปั้นท่านประธานครับ
อีกปัญหาหนึ่งครับท่านประธาน คือปัญหาที่หลาย ๆ คนพูดเรื่องเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาทที่จะแจกเขา พี่น้องประชาชนคนไทยร้องมาว่าแจกเป็นเงินสดได้บ่ ทำไม ยืมเงินเอาเงินงบประมาณไปเป็นเงินบาท แล้วไปแปลงเป็นเงินดิจิทัลทำไมไม่แจกเลย นี่พี่น้องบอกมาอย่างนี้ แม่ใหญ่ศรี แม่ใหญ่มี พ่อใหญ่ดี กดโทรศัพท์ยังไม่รู้เรื่องเลย มันจะได้เงิน ได้อย่างไร คือกราบเรียนท่านประธานฝากไปถึงรัฐบาลนะครับ แต่ที่น่าแปลกก็คือรัฐบาลยัง ไม่แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรเลย วันนี้ฝากไปที่รัฐบาลรักษาการณ์นะครับ ส่งข้อมูล ถึงรัฐบาลใหม่ ขอบคุณท่านประธานครับ
มีสมาชิก ที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ๒ ท่านที่แจ้งมาครับ ท่านแรก ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากขอนแก่นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายมาตรา ๖ งบประมาณ งบกลาง ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๘๔๒ ล้านบาทนี้นะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมันช่างมีกรรมนะครับ ก่อนหน้านี้เราก็พูดถึงว่าประเทศไทยนี้มีวิกฤติเศรษฐกิจ หรือไม่ ก็เถียงกันไปเถียงกันมานะครับ พอตอนนี้นะครับท่านประธาน จากข่าวของ BBC วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๗ เขาได้เชิญผู้บริหารเกี่ยวกับทางการเงินของบริษัทเอกชน ๓ สถาบันมาคุยกัน แล้วก็สรุปว่า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเป็นศตวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ หายอย่างไรครับ คือหนี้มันเยอะ โตช้า เก่งแต่ผลิตสินค้าที่โลกไม่ต้องการ ท่านประธานครับ นี่ละทำให้เขาเสนอว่ารัฐบาลต้องทำงานหนัก Work Hard to Survive คืออย่างไรก็ตาม ต้องให้รอดให้ได้นะครับ จะไปพึ่งการท่องเที่ยวคงไม่ได้ เพราะการบริโภคในประเทศนี้ มันลดลง แล้วเศรษฐกิจนี้เริ่มตั้งแต่ปลายปีนี้ละครับ จะหมุนเร็วไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้าย ถ้าแย่ก็จะหยุดการลงทุน หยุดการซื้อขาย เพราะไม่มีเงินในระบบ ท่านประธานครับ รัฐบาล ของท่านเศรษฐาก็ได้มาแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗ เรื่อง Digital Wallet ซึ่งตอนนั้นเราก็อภิปรายอย่างกว้างขวางนะครับ ผมขอสรุปไว้นิดหนึ่งนะครับว่า วัตถุประสงค์ ของการที่จะให้มีเงินหมื่นไปให้ประชาชนก็คือเพื่อเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะว่าเงินตอนนี้มันไม่มีครับ เหมือนที่ท่านดอกเตอร์สุชาติเคยพูดถึงระบบเศรษฐกิจ เหมือนบ่อปลา ปลาก็คือประชาชน น้ำก็คือเงิน ถ้าน้ำมันควรจะปริ่มพอดี ๆ นะครับ ปลาก็ว่ายไปได้ดี แต่ถ้าเมื่อไรน้ำมันลดลง เงินในระบบไม่มี ปลาก็บาดเจ็บถ้วนหน้าเลยครับ ใครอยู่ในบ่อประเทศไทยนี้บาดเจ็บล้วน ๆ นะครับ
อันที่ ๒ ต้องเป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนครับ โอกาสของพรรคเพื่อไทย อย่างที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้มาพูดแล้วว่า โอกาสก็คือโอกาส ในการที่จะมีโอกาส ทางเศรษฐกิจนะครับ คิดอะไรถ้ามีศักยภาพก็สามารถหาได้ มีเงิน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
อันที่ ๓ ที่สำคัญนะครับ มีการอภิปรายบ่อยนะครับ ก็คือเป็นการวางรากฐาน Digital Economy ให้คน ให้ระบบ ให้เกิดความคุ้นเคย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น ประมาณ ๒ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ รัฐบาลก็ได้พยายามทำทุกอย่างนะครับ ตอนแรกจะไม่กู้ก็จะกู้ จะจ่ายเป็นตัวเลขก็ไม่จ่าย ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายด้วยเหตุการณ์ ในบ้านเมืองที่เกิดอะไรก็ไม่รู้เละเทะนะครับ ไม่ว่ากระบวนการยุติธรรมของเราก็ไม่รู้ อะไรครับ เอาเรื่องจริยธรรมมาว่ากันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ทำให้อาจจะต้องมีการจ่าย เป็นเงินสด ทำให้จ่ายไปที่กลุ่มเปราะบางประมาณ ๑๓.๕ และคนพิการด้วยอีก ๑ ล้านคน ก็ประมาณ ๑๕ คนนะครับ อันนี้จ่ายผ่านไป ทางบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน ก็เพื่อต้องการให้เงินหมุนนะครับ อันนี้อย่างน้อยก็บรรเทาไปก่อนในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ อันนี้ปี ๒๕๖๘ ก็อย่างที่มีสมาชิกได้อภิปรายว่ารัฐบาลต้องการเงินเยอะนะครับ ซึ่งถ้าไปดู ในข้อ ๕ ก็คือค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจ เป็นเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งดูแล้วก็สูงนะครับ แต่พอมาดูแล้วนะครับ ก็หวังว่าจะมีเงิน กลับมาเป็น VAT บ้าง เป็นภาษีบ้าง ซึ่งจะมีการเก็บทำให้บอกไม่ได้ว่าในปี ๒๕๖๘ จะเป็น อย่างไรบ้างนะครับ ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลต้องทำอย่างนี้ผมเห็นใจนะครับ เพราะว่านอกจากจะวาง พื้นฐาน Digital Economy โดยเฉพาะมีท่านสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยได้บอกว่าอีกหน่อย ต้องมี Digital ID โครงการบัตร ๓๐ บาทรักษาทุกที่ โดยบัตรประชาชนใบเดียวมีการกรอก ข้อมูล ใช้เลข ๑๓ หลัก อันนี้ก็จะเป็นตัวที่จะทำให้ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีนะครับ ท่านประธานครับ ผมจะหาเงินอย่างไรครับ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น โดยให้มี GDP โตขึ้นปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราไม่แก้ไขไม่มี Digital Wallet มันก็ไม่ถึง ท่านประธานครับ ต้องถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ถึงจะได้ ถ้าไม่มีแล้วก็จะได้ประมาณ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีดอกเตอร์สุชาติเคยแนะนำว่าเราจะหาเงินเข้าประเทศนี้ง่าย นิดเดียวนะครับ ก็คือทำให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่า ท่านประธานทราบไหมครับว่าที่ผ่านมานี้ เงินบาทของเรานี่แข็งค่า แล้วก็ศูนย์วิจัยกสิกรไทยนี้ได้เสนอไว้ชัดเจนนะครับว่า ค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นทุก ๑ เปอร์เซ็นต์ จะกระทบรายได้ผู้ส่งออกหายไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เพราะฉะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคน รับผิดชอบเรื่องการเงินนี่ครับ ที่เราพูดกันคือเรื่องการคลังก็ควรจะเข้ามาปรึกษากับรัฐบาล แล้วช่วยกันคนละไม้คนละมือนะครับ เพราะเศรษฐกิจของเรามันจะแย่จริง ๆ ให้ค่าเงินบาท ของเรานี่อ่อนตัวลง ถ้าเป็นไปได้ก็ให้มีเงินเฟ้อประมาณสัก ๑-๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมา กรกฎาคม ๒๕๖๗ นี่นะครับ ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติก็บอกว่าทำได้แค่ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ไม่ตรงเป้านะครับ อันนี้ต้องไปจี้ท่านผู้ว่า เพราะว่าอันนี้จะทำให้เงินเข้ามาในประเทศ และจะทำให้ GDP ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ได้ เพราะฉะนั้นผมขอให้กำลังใจรัฐบาลนะครับ ในภาวะที่บ้านเมืองอลวนอลเวงอย่างนี้นะครับ เราต้องก้าวข้ามไปด้วยกันนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกจะขอ อภิปรายอีก ๑ ท่านครับ ขอเชิญคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ ผมก็ได้แปรญัตติ ไว้นะครับท่านประธาน แต่บังเอิญวันที่ส่งเอกสารไปไม่รู้ว่าผมทำตกหายหรือเจ้าหน้าที่ทำตกหาย ก็เลยไม่มีชื่อเลยสักมาตราหนึ่ง บังเอิญต้องมาอาศัยมาตราที่มีการแก้ไข ซึ่งมาตรา ๕ งบ กลางเป็นการแก้ไข ผมก็เลยถือโอกาสนี้ขอแสดงความคิดเห็นในการพิจารณางบประมาณ ในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ซึ่งจะผ่าน ๒-๓ วันนี้ละครับ แล้วก็จะส่งให้วุฒิสมาชิก แล้วรัฐบาล ก็จะได้ทูลเกล้าฯ จะได้ใช้ในประมาณ ปี ๒๕๖๘ ก่อนอื่นต้องชมเชยคณะกรรมาธิการ ทั้งหมด นะครับ ทุกคน ทุกพรรค ทั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบุคคลภายนอกที่พวกท่าน ทั้งหลายตั้งใจในการทำงาน ผมนั่งสังเกตดูเกือบทุกวันที่ผมมาทำงานสภาก็ชมเชย จริง ๆ ว่าชุดนี้นั้นตั้งใจทำงานกันจริง ๆ แล้วก็เสร็จรวดเร็วกว่าที่คิด เพราะพวกท่านก็คงคิด เช่นเดียวกับผมว่า เราเป็นตัวแทนจากประชาชน เราเป็นห่วงประชาชน ท่านประธานครับ ที่ผมพูดงบกลาง ผมจะพูดคือใน (๕) ก่อนที่จะพูด (๕) ผมจะคุยกับท่านประธานให้ฟังนิดหนึ่ง ว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ตั้งไว้ ๓.๗ ล้านล้านบาทว่าอย่างนั้นเถอะ ท่านประธานรู้ไหมครับ เวลาเราพูดกันในสภานี้เราพูดกันถึงแต่ประชาชน ประชาชน ประชาชน ทุกเรื่องเราจะพูดถึงแต่ประชาชน งบ ๓.๗ ล้านล้านบาทนี่ ประชาชนจะได้จริง ๆ ที่ผมนั่งดูทั้ง ๓๙ มาตราที่ถึงเขาจริง ๆ ก็คือ งบรายจ่ายงบกลาง (๕) คือค่าใช้จ่าย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือที่ บางคนได้พูดไปบ้างแล้วคือ Digital Wallet แต่วันนี้ผมทราบข่าวว่ารัฐบาลทั้งคณะจะแปลง มาเป็นเงินสดให้พี่น้องประชาชนคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ผมไม่อยากขอบคุณรัฐบาลอย่างเดียว
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๕๐๐ คนทุกพรรค ท่านให้ไปเถอะ ท่านอย่าไปเจ๊าะแจ๊ะ ๆ เลย นี่มันมีงบนี่ ๓.๗ ล้านล้านบาท ถึงชาวบ้านแค่นี้ละครับ เพราะนอกนั้นที่ส่งไปให้หน่วยงาน งบทางหลวงก็ทำถนน งบกระทรวงนี้กระทรวงนั้น ก็เอาไปทำงานของเขาหมด ที่ถึงตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ตรงนี้ละท่านประธานครับ เขารอคอยมานานแล้ว แล้ววันนี้เขาดีใจมาก พอรู้ว่าจะได้เงินสด ก็ฝากรัฐบาลหลังจากเราไปของบเพิ่มเติมงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี ๒๕๖๗ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วบวกกับตรงนี้ ยังขาดอีกนิดหน่อยต้องมา แต่ก็เชื่อในความสามารถของรัฐบาลนี้ ผมเชื่อนะครับ เพราะผมก็เป็นผู้แทนมานาน ผมจึงขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เลย อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๓ ไม่ผิดนะครับที่เอ่ยนาม เพราะว่าเขาเป็น นายกรัฐมนตรีจริง ๆ ได้วางพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศนี้ไว้อย่างดีเลยท่านประธานครับ ด้วยนโยบายปี ๒๕๔๔ มา ๔ ปีซ่อมประเทศ ๔ ปีจะสร้าง แต่โดนปฏิวัติเสียก่อน พอหลังจาก ปฏิวัติมาท่านประธานครับ เศรษฐกิจภายในประเทศมันก็มีปัญหา กอปรกับเศรษฐกิจโลก ด้วย วันนี้ผมไม่อยากให้พูดว่า เศรษฐกิจภายในประเทศไทยเรามันแย่ครับ จีนยังแย่ อเมริกา เพื่อนผมมาเมื่อไม่กี่เดือนครับ ก่อแก้ว พิกุลทอง มายังมาบอกผมเลยว่า ที่อเมริกายังแย่เลย
คุณครูมานิตย์ครับ เราพิจารณาวาระที่ ๒ ครับ
วาระที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ ออกนอกวาระ ผมพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจของชาวบ้าน
เอาเรื่องงบกลางครับ
ท่านประธาน นี่พูดถึงเศรษฐกิจ ของชาวบ้าน แต่กำลังโยงให้เห็นแล้วไม่ได้แย่เฉพาะในประเทศไทย พอประเทศไทยมันแย่ มันก็แย่ไปถึงชาวบ้าน ท่านประธานรู้ไหมครับ ที่บ้านท่านประธานผมไม่ทราบ แต่บ้านผม ที่จังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านจะหาเงินสดแต่ละวันนี่ร้อยเดียวก็ยังหายากท่านประธาน ต่อวันนะครับ นี่เขาก็รอความหวัง แล้วผมเชื่อว่าเงินก้อนนี้ รีบลงไว ๆ นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ที่จะมาเชื่อมเศรษฐกิจต่อจากท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ที่วางโครงสร้างไว้อย่างดี กำลังจะออกดอกออกผล ก็โดนบรรดา ผมไม่พูดต่อ เดี๋ยวประธานห้าม แต่ผมเชื่อว่า แพทองธารคนหนุ่มคนสาวก็จะมารีบสร้างเศรษฐกิจ วิธีการแรกก็คือ ทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชน บางคนอาจจะบอกว่า รากหญ้า เขาให้ได้มีเงินใช้สอยในตลาด พอเศรษฐกิจมันเข้มแข็งตลาดบนมันก็ต้องเข้มแข็งไปด้วย เขาจะได้ใช้จ่าย ได้ซื้อปุ๋ย ได้ให้ลูกให้หลานไปโรงเรียน ได้ซื้อเสื้อผ้า ได้ซื้อกางเกง ได้ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างเลยครับ ที่มันเป็นประโยชน์กับเขา แล้วเศรษฐกิจในตลาดมันจะได้ดีขึ้น ผมฝากจริง ๆ ผมอยากเห็นเพื่อน ผู้แทนราษฎรทุกพรรคครับ ผมไม่บอกเสียด้วยซ้ำว่า เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย ผมจะบอกว่า เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่แจกให้พี่น้องทั้งประเทศ มอบให้พี่น้องทั้งประเทศเป็นของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๕๐๐ คน ทุกพรรคการเมืองที่เป็นห่วงเป็นใยพี่น้องจริง เป็นห่วงเป็นใยแต่ประชาชน เป็นห่วงเป็นใยแต่พี่น้อง แต่พอถึงจะเอาเงินให้เขาบ้าง ไม่ได้ เขาไม่ได้อะไรเลยนะครับ ที่เรามาเถียงกันอยู่ ๓.๗ ล้านล้านนี่ที่เขาจะได้จริง ๆ ผมจึง ไม่อยากเห็นการลุกขึ้นมาสกัดและอยากเห็นการเพิ่ม ขอบคุณธนาคารที่สามารถแปลงตัวนี้ โยกตามมาตรา ๒๘ พ.ร.บ. การเงินการคลัง ผมไม่ใช่นักการธนาคาร แต่พอรู้ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะลงไปนะครับ ผมไม่ขอตัดหรอกครับท่านประธาน ผมไม่ขอตัด แต่จะขอเพิ่ม แต่มันผิดกฎหมาย แต่เพิ่มก็ไม่รู้จะเอามาจากไหนแล้ว แต่เงินที่ขาดเงินเงินที่เหลือก็ฝาก รัฐบาล ท่านรีบไปดำเนินการหาวิธีการผมเชื่อทีมการคลังชุดนี้ ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าทำได้ ร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรีที่จะมาช่วย ฉะนั้นขอฝากไว้นะครับว่า ให้รีบถึงนอกจาก คนเปราะบาง นอกจากคนพิการ บุคคลทั่ว ๆ ไปที่มาลงทะเบียนไว้ ๓๐ กว่าล้านบาท รีบครับ เงินจะไหลไป จะไหลไป สมัยก่อนถ้าท่านประธานได้ยินนะครับ เงินกำลังจะไหลมา กำลังจะไหลมา เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
มีอีกท่านหนึ่ง ที่เป็นผู้แปรญัตติแต่ลืมลงชื่อไว้นะครับ ผมจะอนุญาตเป็นท่านสุดท้ายแล้วครับ ขอให้พูดในที่ ท่านสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๖ นะครับ เชิญครับ คุณธีระชัย แสนแก้ว ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๖ คืองบกลางนี้ไว้เพื่อที่จะอภิปราย ผมต้องขอขอบคุณ ขอกราบขอบคุณท่านประธานนะครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนสุดท้ายในวาระนี้ เนื้อหาสาระผม ประเด็นอยู่ตรงนี้นะครับ ผมได้อ่านงบประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีวงเล็บ หลาย ๆ วงเล็บ หลาย ๆ วงเล็บไม่สามารถที่จะตัดได้เลยครับ และในขณะเดียวกันอย่างกรณี (๕) ค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจ อันนี้ละสำคัญ ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยมันมีปัญหานะครับ ในเมื่อมันมีปัญหาเราก็ต้องคิด ในเมื่อเราเป็นรัฐบาล เราก็ต้องคิดว่าใครเป็นรัฐบาลก็แล้วแต่ จะต้องกลับมาเพื่อที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในเมื่อจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจมันต้องมีงบประมาณ ถ้าไม่มีก็กู้ ก็เห็นหลาย ๆ รัฐบาลก็เห็นมีมาอย่างนี้ กระผมอยากจะขอกราบเรียนครับว่า ในมาตรา ๕ นี้ อยากย้อนเพราะว่าเมื่อปี ๒๕๖๗ นั้น พระราชบัญญัติเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ งบกลาง รายการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็ง เป็นจำนวนเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมเป็นคณะกรรมาธิการตรงนั้น ประชุม ๓ ครั้ง ๓ วันเสร็จสรรพเรียบร้อยครับ งบปี ๒๕๖๗ งบเพิ่มเติม แล้วก็งบกลางสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินหรือจำเป็นอีกประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อใช้จ่ายสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ ๑๓.๕ ล้านคน และผู้พิการ ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ๑,๑๐๐,๐๐๐ คน รวม ๑๔ ล้านคน นี่ละครับที่เขารอคอย พี่น้องประชาชนรอคอยในส่วนนี้อยู่ ซึ่งอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ขอให้เงินมันไหลออก สู่พี่น้องประชาชนเสียก่อน ในปีงบประมาณภายในเดือนกันยายนนี้ รัฐบาลรับที่จะต้องไป ดำเนินการจะออกมาในรูปไหนขอให้เงินถึงมือประชาชน มันก็ต้องมีการจับจ่ายใช้สอย โน่น นี่ นั่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคอะไรต่าง ๆ มันกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ ท่านประธานครับ และปี ๒๕๖๘ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ณ วันนี้วาระที่ ๒ นี่นะครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายกับผู้ที่ลงทะเบียน ณ วันนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผู้ลงทะเบียน Digital Wallet ตั้งแต่วิปรัฐบาลมีการประกาศ ๓๑ ล้านคนแล้ว ก็แสดงว่าพี่น้องประชาชนมีความสนใจ ในการที่จะรอรับเงิน Digital Wallet ภายใน ๒-๓ วัน สามารถลงทะเบียนได้ ๓๐ กว่าล้าน เพราะคาดว่าจะซ้ำซ้อนกับกลุ่มเปราะบาง ปี ๒๕๖๗ อยู่บ้างประมาณสัก ๑๐ ล้านคน คงเหลือ ๒๑ ล้านคน เพราะว่า ๒๕๖๗ นี่มันก็ต้องไปแล้ว แล้วปี ๒๕๖๘ ตามมาอีก ๒๐ กว่าล้านคน คือ ๒๑ ล้านคน มันก็จะต่อเนื่อง คาดว่าเราจะต้องใช้เงินอีกประมาณ ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวไร่อ้อย แต่ก็รู้จักเศรษฐกิจเหมือนกันนะครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายงบกลางนี้ รายการค่าใช้จ่ายงบกลางที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องเศรษฐกิจนี้ ที่เขียนไว้ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ถึงแม้ว่าผมจะตัด ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ภาพรวมของมาตรา ๖ แต่ผมเห็นแล้วมันไม่น่าจะเพียงพอ พอพูดแล้วก็คงจะไม่ตัดหรอกครับ อย่างไรก็ต้องลงคะแนนให้ผ่านครับประธาน และงบกลางรายการสำรองจ่ายฉุกเฉิน ประมาณ ๒๒,๓๐๐ ล้านบาทของปีประมาณ ๒๕๖๘ นี้ งบกลางก็จะมีเงินสำรองจ่าย สำรองจ่าย (๑๒) ๙๖,๐๐๐ มันมีอะไรบ้างครับท่าน มันไม่รู้หรอกว่าภัยพิบัติมันจะมาเมื่อไร มันไม่รู้หรอกพี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ซึ่งทุกปีเขารอคอย รอคอยอะไรครับ รอคอยงบประมาณ ที่เขาจะต้องไปจ่ายจำเป็น ดำนาก็จำเป็นครับ ค่าดำนา ค่าซื้อปุ๋ย ค่าเกี่ยวข้าว จำเป็นครับ ถ้าเงินงบประมาณปี ๒๕๖๘ ออกไปแล้ว พี่น้องประชาชนตั้งหน้ารอคอยแล้วครับ อย่างน้อยที่สุดก็ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าเกี่ยวข้าว ค่าดำนา พี่น้องชาวไร่อ้อยของผมก็รอเช่นเดียวกันครับท่าน การ ตัดอ้อยสด ซึ่งตามนโยบายของรัฐบาลเป็นเงินอีกประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ซึ่งเป็นเงินน้อยนิดมาก เพราะฉะนั้นในจุดนี้ผมอยากจะขอกราบเรียนกับเพื่อนสมาชิก ทั้งหลายนะครับว่างบกลาง วันนี้ผมเห็นที่คณะกรรมาธิการทั้งหมดได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ประชุมตั้งแต่เช้าถึงเย็นทุกวัน ผมขอสนับสนุนวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ครับท่านประธาน ขอขอบคุณครับ
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการได้ชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในฐานะรองประธานกรรมาธิการ งบประมาณ ต่อข้อซักถาม แล้วก็การสงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติของท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการในมาตรา ๖ งบกลางนะครับ ขออนุญาตเริ่มต้นอย่างนี้นะครับว่า งบกลางนี้หลักเกณฑ์ในการตั้ง วิธีการในการตั้ง มันเริ่มจาก พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๕ ซึ่งกำหนดว่างบประมาณรายจ่ายงบกลาง ได้แก่ งบประมาณ รายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้แก่หน่วยรับงบประมาณ โดยแยกต่างหากจากงบประมาณ รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ และให้มีรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นด้วย และ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๒ ซึ่งกำหนดว่างบประมาณรายจ่ายงบกลางให้ตั้งได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น ที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐ ที่รับผิดชอบได้โดยตรง ดังนั้น การเสนอตั้งงบกลางจึงต้องตั้งแยกต่างหากจากงบประมาณรายจ่าย ของหน่วยรับงบประมาณ และเสนอตั้งเนื่องจากมีเหตุผลและความจำเป็น และไม่อาจทราบ หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง นี่คือสาเหตุที่เงินจำนวนหนึ่งในการตั้งงบประมาณ ต้องมาลงไว้ที่สิ่งที่เรียกว่างบกลาง สาเหตุที่บอกว่าไม่สามารถหาหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ โดยตรง ผมยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จ บำนาญของข้าราชการ หรือเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างก็ตาม เหล่านี้ตั้งไว้เรา ไม่สามารถรู้ก่อนเมื่อต้นปีงบประมาณได้ว่าเงินที่จะไปเป็นเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ หรือเงินที่จะไปเป็นการช่วยเหลือข้าราชการ สุดท้ายแล้วจะไปลงที่หน่วยงานใด จึงมีความจำเป็นต้องตั้งไว้ที่ตะกร้าที่เรียกว่า งบกลาง มาตรา ๖ ครับ อย่างไรก็ตามนี้นะครับ ต้องเรียนทำความเข้าใจชี้แจงก่อนว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องของการที่งบกลางขยายตัว เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงครับ แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า งบกลาง ในปี ๒๕๖๘ นี้ตั้งไว้ทั้งสิ้น ๘๔๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒๒ ของงบประมาณ รวมทั้งประเทศ มีการปรับเพิ่มขึ้นมาราว ๑๐๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบกลางไม่ได้มีจำเพาะ ที่เรียกว่ารายจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้น แต่รวมถึงรายละเอียดอีกจำนวนมาก ซึ่งถ้าแบ่งจำแนกประเภทของงบกลางจะมีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคืองบกลางที่เป็นค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับบุคลากรของภาครัฐ และกลุ่มที่ ๒ คือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายใต้แผนงานพื้นฐาน และแผนงานยุทธศาสตร์ ในส่วนของงบกลางกลุ่มแรกมี ๖ รายการที่เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ วงเงิน ทั้งสิ้น ๕๔๙,๔๐๐ ล้านบาทเศษ คิดเป็นประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของงบกลาง ในส่วนนี้มี ๖ รายการครับ รายการแรกคือเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ รายการที่ ๒ คือ เงินช่วยเหลือ ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ รายการที่ ๓ คือ เงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิ ข้าราชการ รายการที่ ๔ คือเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ รายการที่ ๕ คือ รายการเงินสมทบของลูกจ้างประจำ และรายการสุดท้ายคือ รายการค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เหล่านี้เป็นงบประมาณที่มี ความจำเป็นต้องตั้งไว้เป็นจำนวนมากและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าเราก็มี ความจำเป็นจะต้องดูแลพี่น้องข้าราชการให้ได้รับสวัสดิการที่มีความเหมาะสมและจำเป็นนะครับ
ในกลุ่มที่ ๒ ที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายใต้แผนงานพื้นฐานและแผนงาน ยุทธศาสตร์มี ๖ รายการครับ งบประมาณในส่วนนี้มีทั้งสิ้น ๒๕๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คิดเป็น ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของตะกร้าที่เรียกว่า งบกลาง มาตรา ๖ นะครับ ในรายการหลัก ๆ ของในกลุ่มนี้มี ๖ รายการครับ รายการแรกคือ รายการค่าใช้จ่ายโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ รายการที่ ๒ คือ รายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนิน และต้อนรับประมุขต่างประเทศ รายการที่ ๓ เงินชดเชยค่างาน สิ่งก่อสร้าง หรือค่า K รายการที่ ๔ คือ ค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณี ฉุกเฉิน และรายการที่ ๕ ที่มีการอภิปรายกันมาก คือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน และจำเป็น รายการสุดท้ายคือ รายการใหม่ ก็คือรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจที่มีการอภิปรายกันมากในเรื่องของโครงการ ที่เรียกว่า Digital Wallet ผมขออนุญาตลงรายละเอียดใน ๒ ส่วนนะครับ
ในส่วนแรกมีการตั้งงบประมาณในส่วนที่เรียกว่าเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินและจำเป็น มีการตั้งงบประมาณที่เข้าสู่สภาในวันนี้ทั้งสิ้น ๙๖,๕๖๖ ล้านบาทเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒.๕๗ ของวงเงินรวมของงบประมาณทั้งประเทศ เป็นการตั้งเข้าสู่สภาลดลง จากปีก่อนหน้านะครับ มีการปรับเพิ่มขึ้นมาราว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในชั้นของกรรมาธิการ แต่เป็นการปรับลดลงในภาพรวมจากปี ๒๕๖๗ ลดลง ๒,๙๔๓ ล้านบาทเศษ ปี ๒๕๖๗ นี้ได้ ตั้งไว้ ๙๙,๕๐๐ ล้านบาทครับ ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับประกาศของคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังของรัฐซึ่งกำหนดว่า ให้สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงิน สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ต้องตั้งไม่น้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกินกว่า ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เราตั้งไว้ในขั้นนี้ที่เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ๒.๕๗ ครับ อยู่ในค่ากลาง แต่อยู่ค่อนข้างต่ำของกรอบที่กำหนดไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน ๓.๕ นะครับ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งต้องเรียน ด้วยความเคารพว่า ตั้งแต่รัฐบาลท่านเศรษฐาดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งมาวันนี้ รักษาการโดยท่านภูมิธรรม เวชยชัย เรามีการอนุมัติงบกลางเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในกรณีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในกรณีนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเป็นงบประมาณ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด หากยกตัวอย่างเป็นบริษัทเอกชน ถ้านึกภาพนะครับ ถ้าไม่มีเงินสดย่อย อยู่ในมือในการบริหารจัดการปฏิบัติภารกิจในรอบปี ในรอบวัน การดำเนินงานคงเป็นไปได้ยาก เพราะว่าเงินจำนวนหนึ่งหากจะรอกระบวนการงบประมาณคือ ต้องมาขอในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะอนุมัติกรอบวงเงินเพื่อที่จะเอาไปผูกพันงบประมาณ ไปจัดซื้อจัดจ้างเพื่อไป ช่วยเหลือประชาชน ในกรณีที่ฉุกเฉินและเร่งด่วน กระบวนการที่ล่าช้าจะทำให้ ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้รับการตอบสนองนะครับ ถามมีข้อห่วงใยว่า แล้วเราได้ใช้ เงินงบประมาณที่ได้รับไปในส่วนของงบกลางนี้ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างไรหรือไม่ ยกตัวอย่างในกรณีที่ล่าสุดก็คือในเหตุการณ์น้ำท่วมภาคเหนือที่เกิดขึ้น ผมต้องเรียนว่าคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติความช่วยเหลือเป็นเม็ดเงินผ่านงบกลางไปแก้ไข ปัญหาเรื่องน้ำอย่างต่อเนื่อง เอา ๓ กรณีล่าสุดครับที่จะยกตัวอย่างให้กับท่านสมาชิก เรามีการอนุมัติอยู่ ๓ ครั้งในช่วงประมาณเดือนเศษ ๆ ที่ผ่านมา ครั้งแรกวันที่ ๒๕ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้เองครับ มีการอนุมัติงบกลางในเรื่องของน้ำ เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงฤดูฝนปี ๒๕๖๗ และการเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง วันที่ ๒๕ มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๗,๖๐๖ ล้านบาทเศษ โครงการที่ ๒ รอบที่ ๒ เป็นวันที่ ๑๓ สิงหาคม เมื่อต้นเดือนนี้เอง มีการอนุมัติผ่าน ครม. คือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน และส่งเสริมความมั่นคงน้ำด้านการอุปโภคบริโภคอีก ๙,๑๘๗ ล้านบาทเศษ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม และล่าสุดที่ผ่านมานี้เอง คือวันนี้ในช่วงเช้านี้ครับ ผมเองในฐานะ ครม. ผมลาประชุม ครม. มา เพื่อที่จะมาปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณและชี้แจงต่อท่านสมาชิก เมื่อเช้านี้ก็มีการอนุมัติครับ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำ มติ ครม. วันที่ ๓ กันยายน คือวันนี้ครับ อีกจำนวน ๒,๒๘๙ ล้านบาทเศษ รวมทั้งสิ้น ในช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมาอนุมัติไปแล้ว ๑๙,๐๘๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งตรงนี้เองคือเม็ดเงินที่เป็น งบกลางที่เรากำลังพิจารณากันอยู่เพื่อที่จะอนุมัติผ่าน ครม. ไปช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกว่า เมื่อการประชุม ครม. ครั้งก่อนหน้าคือสัปดาห์ที่แล้ว ท่านรักษาการนายกรัฐมนตรีคือท่านภูมิธรรม เวชยชัย ได้มีการสั่งการข้อสั่งการในการ ประชุม ครม. ว่า ให้ทางคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของเหตุการณ์น้ำท่วม ใช้เวลา การอภิปรายพูดคุยกันในที่ประชุม ครม. ไม่ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง และมีข้อสั่งการสุดท้ายว่า ให้ทุกหน่วยงานไปทำการสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น และการเยียวยาประชาชนที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลรักษาการที่เรากำลังดำเนินการกันอยู่นี้พร้อมที่จะอนุมัติงบกลางที่ยังคงมีเหลืออยู่ เพื่อไปช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่มีความเดือดร้อนนะครับ ที่ผ่านมาแล้ว ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นงบประมาณที่ออกแล้ว แล้วก็จะมีการผูกพันงบประมาณเพื่อไปแก้ไขปัญหา ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าในสัปดาห์ต่อไปก่อนที่จะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หากมีความจำเป็น และมีเรื่องส่งเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ และภาคอีสานบางส่วนที่เกิดขึ้นเข้าสู่ ครม. คณะรัฐมนตรีก็มีความพร้อมและมีความเต็มใจ ที่จะอนุมัติงบประมาณไปเพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป เพราะฉะนั้น ยืนยันนะครับ ในส่วนของงบกลางทั้งสิ้นที่มีการจัดสรรเป็นในส่วนของงบกลางกรณีรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ๙๖,๕๖๖ ล้านบาทเศษ เป็นความจำเป็น และจะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ในหลาย ๆ มิติ
ในรายการที่ ๒ ที่จะขออนุญาตอภิปรายแล้วก็นำเสนอต่อท่านสมาชิก คือรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนทั้งสิ้น ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท เป็นรายการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายเม็ดเงิน ลงพื้นที่ต่าง ๆ เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า โครงการนี้ก็เข้าใจตรงกันครับ คือในส่วน ของโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ในขณะนี้ก็เป็นที่ทราบกันดี ในสถานการณ์ของการเมืองไทยว่าเรากำลังมีการได้นายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร จากความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการโปรดเกล้าฯ เรียบร้อย อยู่ใน ขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการในการทูลเกล้าฯ ในเรื่องของคณะรัฐมนตรี และต้องมีการเข้าเฝ้า เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ และนำเสนอนโยบายแห่งรัฐต่อที่ประชุมรัฐสภาต่อไป แต่อย่างไรก็ตามความชัดเจนที่ได้ เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้จากท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเอง ก็ได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า โครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet จะต้องเดินหน้าต่อ แน่นอนครับว่า รูปแบบของโครงการ รายละเอียดของโครงการบางส่วนอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ผมคง จะไม่ใช้เวทีนี้ในการมาตอบกับท่านว่าจะปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไรและรายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งหมด เพราะด้วยความเคารพว่าผมเองก็ต้องให้เกียรติกับทางคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึง การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อที่จะให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ก่อนจึงจะมีการชี้แจงทำความเข้าใจ แต่อย่างไรก็ตามยืนยันกับท่านสมาชิกว่า เม็ดเงินที่ได้รับ การอนุมัติไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ หรืองบประมาณ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในส่วนของงบกลาง กรณีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๑๘๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท สุดท้ายจะได้ใช้ประโยชน์และจะเป็นเม็ดเงินที่จะลงไปผ่านถึงมือพี่น้องประชาชน ทั้งจำนวน ในการที่จะลงไปให้ประชาชนเป็นเครื่องมือกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการที่เรียกว่า Digital Wallet ต่อไป มีข้อห่วงใยในกรณีนี้ ในเรื่องของความชอบ ด้วยกฎหมายของกลไกที่ทางกรรมาธิการได้ทำ โดยเฉพาะในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวงเงิน งบประมาณในส่วนของมาตรา ๒๙ คือ รัฐวิสาหกิจ และมาตรา ๖ คือ งบกลาง ก็เป็นประเด็น ที่ได้เรียนต่อท่านสมาชิกตั้งแต่ตอนที่นำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการในเรื่องของการ เปลี่ยนแปลงงบประมาณในส่วนของธนาคารของรัฐ ๕ แห่ง มาเป็นงบประมาณในส่วนของ งบกลางโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ทั้งหมดนั้นชอบด้วย กฎหมายทุกประการครับ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา ๒๐ วรรคห้า ที่บอกว่า ภาระทางการเงินเพื่อชดเชยต้นทุนทางการเงินและการบริหารจัดการ รวมทั้งความ เสียหายจากการดำเนินกิจกรรมตามมาตรการหรือโครงการตามมาตรา ๒๘ ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายให้ในโอกาสแรกที่กระทำได้ และเราได้กระทำแล้วครับ ในการตั้ง งบประมาณในวาระแรกผ่านทางมติ ครม. และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และเราได้ให้ ความเห็นชอบแล้วในการพิจารณาในวาระที่ ๑ ทั้งนี้การเสนอเปลี่ยนแปลงงบประมาณของ รัฐวิสาหกิจทั้ง ๕ แห่งนั้น การเปลี่ยนแปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงจากมาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจ ไปเป็นการดำเนินการในมาตรา ๖ งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ เนื่องจาก ทั้งรัฐวิสาหกิจทั้ง ๕ หน่วยงานได้พิจารณาทบทวนแล้ว แล้วก็ขอปรับลดงบประมาณ ในส่วนที่สามารถชะลอการดำเนินการได้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปดำเนินการโครงการที่ เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีครับ ต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย ที่สำคัญที่สุดคือการปรับลด งบประมาณดังกล่าวไม่ได้เป็นการปรับลดในมาตรา ๔๐ คือรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ ตามงบประมาณรายจ่ายและสำหรับแผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐแต่อย่างใด ซึ่งมีการตั้ง งบประมาณในการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐไว้ทั้งสิ้น ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และยืนยัน ใน ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มีอยู่จำนวน ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณ ในการชำระหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เราไม่ได้ปรับลด จนกระทั่งเราไม่ได้ชำระคืน ในสัดส่วนที่จำเป็นตามกฎหมายที่ต้องชำระคืนกับหน่วยงาน ของรัฐที่ได้กำหนดไว้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นยืนยันกับท่านสมาชิกทุกท่านว่ากระบวนการ ในการพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการ โดยเฉพาะในการเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่าย มาตรา ๒๙ มาเป็นมาตรา ๖ นั้นชอบด้วยกฎหมายทุกประการ คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากขออนุญาตยืนยันตามมติครับ
ขอบคุณ คณะกรรมาธิการครับ เนื่องจากมาตรา ๖ งบกลางนี้ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้น ผมก็จะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไข โดยจะถามเป็นประเด็นว่าเห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติ ก่อนที่จะลงคะแนนผมก็ขอให้ท่านได้มา เสียบบัตรเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก หรือว่าอยู่ในห้องกรรมาธิการ จะให้เวลานิดหนึ่ง เพราะบางท่าน ก็เพิ่งไปทานอาหารมาครับ
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม เมื่อสักครู่ฟังจากที่ท่านประธานตั้งประเด็นคำถามเสมือนว่าจะมีการตั้งคำถาม ครั้งเดียว เสมือนว่าอย่างนั้นนะครับ ถ้าผมเข้าใจผิดต้องขอประทานอภัย แต่ผมคิดว่ามันต้อง ถาม ๒ ครั้งครับว่า เห็นควรให้คงไว้ตามร่างเดิม หรือเห็นควรให้มีการแก้ไข ๑ รอบก่อน แล้วค่อยมาถามว่า เห็นควรให้มีการแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย ก็เลยอาจจะต้องขอประทานโทษท่านประธาน ขอรบกวนตั้งประเด็นอีกสักรอบ ขอบพระคุณครับ
คือร่างเดิมไม่มีแล้ว เพราะกรรมาธิการได้แก้ไขไปแล้ว แต่ถ้าจะถามก็ได้ครับ เพราะบางท่านยังไม่ได้สงวน คำแปรญัตติ แสดงว่าท่านเห็นด้วยกับร่างเดิม ผมจะถามให้ก็ได้ครับ เป็น ๒ ตอน คือบางท่าน ที่ท่านไม่ได้แปรญัตติมาแสดงว่าท่านอาจจะบอกเห็นด้วยกับร่างเดิม ถามได้ครับ แต่ขณะนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไข เอาตามที่คุณณัฐวุฒิว่าก็ได้ ถามเป็น ๒ ตอน เชิญครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาเพื่อลงมติ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณา เสียบบัตรแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
กำลังเดินเข้ามา หลายท่าน เมื่อเข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วย ท่านที่เข้ามาแล้วที่เสียบบัตรแล้วมี ปัญหากรุณาแจ้งด้วยนะครับ ผมก็จะถาม ๒ ครั้ง ครั้งแรกจะถามว่า เห็นด้วยกับ ที่กรรมาธิการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับร่างเดิม อันนี้ตอนหนึ่งก่อน เดี๋ยวตอนที่ ๒ ต่อไป ตอนนี้ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตน แสดงตนพร้อมเพรียงแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผล ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔๑๙ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ก็จะถามต่อไป จะเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับร่างเดิมนะครับ ท่านที่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไข กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นด้วยกับร่างเดิม กรุณากดปุ่ม
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ ครับ นิดเดียวครับ เพื่อไม่ให้คำถามมันผิดเพี้ยนครับ ไม่ใช่ว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่มีการแก้ไข หรือไม่ แต่ใช้คำว่า เห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ท่านประธานครับ เดี๋ยวคำถามที่ ท่านประธานตั้งมันจะผิดเพี้ยนไปจากเจตนาที่ท่านต้องการจะถามครับท่านประธาน
ความจริงก็ได้ แต่ไม่ได้อิง เพราะว่าคนที่แก้ไขนี่คือกรรมาธิการเสียงข้างมากกับข้างน้อย ก็ใช้คำว่า กรรมาธิการได้นะครับ แล้วอีกอันหนึ่งคือที่เห็นด้วยกับร่างเดิม ไม่มีการแก้ไข ก็ถือว่า ไม่มีการแก้ไข คุณปกรณ์วุฒิ เชิญครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนครับ ต้องขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ ว่า ท่านประธานน่าจะต้องถามว่า เห็นควรให้มีการแก้ไข หรือไม่ครับ เพราะเราต้องถามต่ออีกครั้งหนึ่งว่า เห็นควรให้มีการแก้ไขตามกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติด้วยครับ ท่านประธาน เพราะว่าการแก้ไขอาจจะไม่ใช่ของกรรมาธิการ อาจจะเป็นของผู้ที่แปรญัตติ ก็ได้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ของคุณปกรณ์วุฒิ เสนอว่าเพื่อให้มันสั้นเข้า ว่าเห็นด้วยกับมีการแก้ไข หรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข คือเห็นด้วย กับร่างเดิมก็คล้ายกัน แต่ว่ามันใช้คำถามสั้นนะครับ ไม่มีคนเสนอแนะเป็นอย่างอื่นนะครับ ก็เอาเป็นว่าผมจะถามตามที่คุณปกรณ์วุฒิได้เสนอมานะครับ คือมีท่านผู้ใดเห็นด้วย กับการแก้ไข ไม่ว่าแก้ไขของใครก็ได้นะครับ กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นด้วย คือเห็นว่า ควรจะเป็นร่างเดิมก็กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย แล้วท่านต้องการที่จะสงวนความคิดเห็น ก็กดปุ่ม ไม่ลงมติ มีท่านผู้ใดไม่เข้าใจหรือไม่ครับ ถ้าเข้าใจพร้อมกันแล้ว กรุณาลงมติตามนี้นะครับ
ขออนุญาตให้ท่านประธาน ล้างอันเก่าก่อนครับ
ท่านว่าอย่างไรครับ
ล้างอันเก่าก่อนครับ ถามใหม่ ก็ล้างอันเก่าก่อนครับ
จะให้ล้างใหม่ หรือครับ ผมว่าไม่ต้องก็ได้แล้ว เพราะว่าไม่มีคนที่ลงผิดแล้วนะครับ คืออันแรกถ้าท่าน เห็นด้วยกับการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข คือเห็นด้วยกับ ร่างเดิมกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นว่าต้องการงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านผู้ใด ยังไม่ลงคะแนนบ้างครับ ลงคะแนนพร้อมเพรียงกันแล้ว ก็แสดงผลนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๘ ท่าน เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับการแก้ไข ๓๗๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย คือให้คงร่างเดิม ๗ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒๓ ท่านนะครับ
เพราะฉะนั้น ผมก็จะถามอีกคำถามหนึ่ง เนื่องจากว่ามีการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากกับการแก้ไข ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้สงวนคำแปรญัตตินะครับ จะถามอีกครั้งหนึ่ง จะถามว่าท่านผู้ใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องตรวจสอบ องค์ประชุมอีกครั้ง ความจริงก็ยังไม่ได้มีใครไปไหน เดี๋ยวจะมีปัญหาภายหลัง ตอนนี้ ก็จะตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ กรุณาเสียบบัตรแสดงตน เข้าใจนะครับ อย่าเพิ่งลงมตินะครับ จะได้ไม่ต้องล้างเครื่อง เสียบบัตรแสดงตนอย่างเดียวนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีผู้ใดยังไม่แสดงตน ไม่มีนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุมตอนนี้ ๓๘๖ ครบองค์ประชุมครับ
จะถามลงมติ เลยนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้สงวนคำแปรญัตติโปรดกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียงครับ ลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีผู้ใดยังไม่ลงมติ บ้างครับ หรือมีปัญหาลงมติ ไม่มีนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๒๓ คน เห็นด้วยคือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๖๕ คน ไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติ ๑๕๔ คน งดออกเสียง ๑ คน ไม่ลงคะแนน ๓ คน เพราะฉะนั้นมาตรา ๖ งบกลางนี้ เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ
ท่านประธานครับ ประดิษฐ์ ๒๐๖ เห็นด้วยนะครับ
แต่ว่าลงคะแนน แล้วก็บันทึกไว้นะครับ ๒๐๖ เห็นด้วยนะครับ ต่อไปเชิญเลขาครับ
ท่านประธานครับ ๓๘๐ เห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ
๓๘๐ เห็นด้วย
ท่านประธานครับ ๐๙๗ เห็นด้วยครับ
เจ้าหน้าที่ บันทึกไว้นะครับ แต่คะแนนก็เป็นไปตามที่เราได้แจ้งไว้นะครับ บันทึกไว้ว่าท่านได้ลงคะแนน ว่าอย่างไรครับ ต่อไปขอเชิญท่านเลขา มาตรา ๗ ครับ
หมวด ๓ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มาตรา ๗ มีการแก้ไข แล้วก็มีกรรมาธิการสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตตินะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายก่อนครับ ท่านแรกขอเชิญ ท่านภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ครับ
เรียนท่านประธานครับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง วันนี้ผมจะขออภิปรายเพื่อเสนอปรับลดงบประมาณของ สำนักนายกรัฐมนตรีลงร้อยละ ๑๐ นะครับท่านประธาน ๒,๖๒๘,๔๖๖,๐๖๐ บาท โดยผม จะยกตัวอย่าง ๑ โครงการของสำนักนายกรัฐมนตรีที่จัดสรรงบประมาณอย่างฟุ่มเฟือยและ ไม่จำเป็น แล้วก็รายละเอียดอื่น ๆ นั้นเพื่อนสมาชิกของผมจะมาอภิปรายในลำดับถัดไป วันนี้ผมจะยกตัวอย่างโครงการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล วันนี้เราจะเรียกเขาว่า ศรชล. นะครับ หลาย ๆ คนคงสับสนว่า ศรชล. กับกองทัพเรือ แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพูดถึงอำนาจหน้าที่ภารกิจกันสักเล็กน้อยนะครับ ก่อนที่จะเข้าเรื่องของโครงการ ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ทางกองทัพเรือในปัจจุบันจะใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม แล้วก็จะมีเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก ๒๙ ฉบับนะครับ หน้าที่ของเขาก็เขียนไว้ชัดเจนครับว่า หนึ่งในหน้าที่หลักของกองทัพเรือคือการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล นั่นก็สอดคล้องกับชื่อ พ.ร.บ. ที่คลอดขึ้นมาในช่วงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร นั่นก็คือ พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล นั่นก็คือที่มาของ ศรชล. ที่เราจะพูดกันถึงในวันนี้ อำนาจหน้าที่ชัดเจนนะครับว่าซ้ำซ้อนกับกองทัพเรือ ทีนี้อำนาจหน้าที่ ซ้ำซ้อนไปแล้ว เรามาดูเรื่องของบุคลากรกันครับ บุคลากรของ ศรชล. ปัจจุบันเราอาจจะ คิดว่าเขาอาจจะมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ หรือเปล่านะครับ
ปัจจุบันกว่าครึ่งของ ศรชล. บุคลากรมาจากกองทัพเรือ แล้วก็ในแผน ปี ๒๕๖๘ นี้ร้อยละ ๗๐ ครับ อัตราแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะมาจากกองทัพเรืออีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะชัดเจนมากซ้ำซ้อนกันทั้งอำนาจหน้าที่ แล้วก็ซ้ำซ้อนในเรื่องของ บุคลากร ทีนี้ก่อนจะเข้าโครงการผมขออธิบายภาพรวมอีกสักเล็กน้อย ปัจจุบันเรื่องของ ศรชล. เขามีการตั้งที่ไหนกันแล้วบ้างนะครับ ผมจะยกตัวอย่าง ๓ ที่ ที่แรกก็คือจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันใช้ศูนย์อำนวยการที่อยู่ในกองทัพเรือ ที่ ๒ จังหวัดสงขลา ปัจจุบันก็ใช้ ศูนย์อำนวยการที่อยู่ในกองทัพเรืออีกเช่นกัน ที่ ๓ จังหวัดชลบุรี ก็ใช้ของกองทัพเรือ อันนี้คือการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพครับ ใช้สถานที่ที่เรามีอยู่แล้วของกองทัพเรือครับ ไม่ต้องมาสิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มเติม แต่ปัจจุบันที่เราต้องมาพูดกันในวันนี้ นั่นก็คือโครงการที่ ศรชล. ขอเข้ามาในปีนี้นะครับ เรื่องของการก่อสร้างศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือของ ศรชล. อีก ๓ แห่งครับท่านประธาน ๓ จังหวัดด้วยกัน นั่นก็คือ จังหวัดตราด จังหวัดสงขลา แล้วก็จังหวัดพังงา โดยจะใช้ งบประมาณอยู่ที่ละ ๔๕ ล้านบาท รวมแล้ว ๑๓๕ ล้านบาท โดย ๔๕ ล้านบาท ตรงนี้จะมีทั้ง ศูนย์อำนวยการ ทั้งท่าเรือขนาดใหญ่ ทีนี้เรามาไล่ทีละจังหวัดกันดีกว่าว่าโครงการเหล่านี้ มีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องจัดทำท่าเรือตรงนี้กันบ้าง
เริ่มจังหวัดแรกที่จังหวัดตราด ขอสไลด์ครับ จังหวัดตราด ๔๕ ล้านบาทแรก เราจะไปลงกันที่น้ำจืด คือแม่น้ำตราด ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล แต่ตอนนี้เราจะสร้างท่าเรือกันที่น้ำจืดที่แม่น้ำตราดก่อน แล้วหากเรามามองดูภาพใหญ่ กว่าที่จะเดินทางจากศูนย์ที่ตั้งออกมาถึงอ่าวไทยที่เขาต้องทำงานจริง ๆ ได้ใช้ระยะทางกว่า ๖ กิโลเมตร แล้วก็ใช้ระยะเวลาเดินทางกว่า ๑๕ นาที เพราะฉะนั้นตรงนี้ชัดเจนว่าที่ตั้งตรงนี้ มันไม่ได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แล้วทีนี้เราลองมองสิว่าถ้าเกิดเราไม่มีที่ตั้งตรงนี้แล้ว กองทัพเรือปัจจุบันเขามีที่ตั้งอยู่ตรงไหน เราก็จะเห็นฐานทัพของกองทัพเรือที่อยู่ไม่ห่าง ออกไปไกลนักนะครับ ถ้าเกิดเราอ้างอิงจากเส้นแบ่งน่านน้ำของประเทศไทยก็มีระยะทาง รัศมีในการดูแลน่านน้ำที่ไม่ต่างกันเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงมีการตั้งคำถามกันขึ้นมา แล้วทำไม ศรชล. ถึงไม่ไปอยู่ในกองทัพเรือเหมือนจังหวัดอื่น ๆ เขาอยู่กัน เราจำเป็น ที่จะต้องเสีย ๔๕ ล้านบาท ตรงนี้หรือไม่ อันนี้คือจังหวัดแรก อันนี้คือจังหวัดที่ดูดีที่สุด นะครับท่านประธาน จังหวัดตราด
จังหวัดที่ ๒ เป็นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดสงขลาเมื่อสักครู่นี้เราได้พูดกันไปแล้ว ว่าเขามีศูนย์อำนวยการในปัจจุบันอยู่ที่กองทัพเรืออยู่แล้วครับ แต่ว่าตอนนี้เขาต้องการ ที่จะย้ายสำนักงานนี้ออกไปที่ใหม่ครับ นั่นก็คือยังอยู่ที่กองทัพเรืออีกเช่นกัน แต่ว่า เขาต้องการที่จะสร้างท่าเรือขึ้นมาด้วย แล้วท่าเรือที่เขาจะสร้างตรงนี้ ๔๕ ล้านบาท เรากำลังจะใช้งบประมาณในการสร้างท่าเรือที่ห่างจากท่าเรือเดิมของกองทัพเรือเพียงแค่ ๕๐๐ เมตร ท่านประธาน นี่คือการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้มองถึงความคุ้มค่า ไม่ได้มองเลยว่าประชาชนเขาเจียดเงินเดือนของพวกเขามาเป็นภาษีของเราแล้วเราไปใช้แบบนี้ นี่คือโครงการที่ ๒ ครับ เราเห็นถึงความไม่จำเป็นของตรงนี้เรามีท่าเรือเดิมที่มีอยู่แล้ว โครงการแรก โครงการที่ ๒ ว่างงแล้ว เรามาดูโครงการที่ ๓ ท่านประธานที่จังหวัดพังงา ก่อนอื่นจังหวัดพังงาครับ เรามาดูกันก่อนว่าปัจจุบันนี้เขาตั้งศูนย์อำนวยการอยู่ที่ไหน ศูนย์อำนวยการของจังหวัดพังงาปัจจุบันก็จะใช้ที่อยู่ของศาลากลางครับ แต่ว่าทีนี้พอเป็น ศาลากลางปุ๊บเขาก็จะอ้างแล้วว่า มันไกลจากชายฝั่งมาก ๆ เลย เดินทางไปไกล แล้วก็ มันไม่มีที่จอดเรือเลย จะบำรุงเรื่องของครุภัณฑ์ เรื่องของเรือของเขาอย่างไร เขาก็ต้องเสนอ งบประมาณมาสร้างที่ใหม่ที่มันมีท่าเรือ ทีนี้มาดูกันครับว่าเขาไปสร้างที่ใหม่ที่ไหน ท่าเรือใหม่ ที่ ศรชล. จะสร้างดันไปสร้างอยู่บนพื้นที่ที่เป็นบก ไม่มีน้ำเลย งบประมาณ ๔๕ ล้านบาท ที่เรากำลังจะใช้ไปสร้างบนบก ไม่มีทะเล ไม่มีแม่น้ำ สร้างบนพื้นหญ้าและพื้นถนน เรือกระดาษก็ลอยน้ำไม่ได้ครับท่านประธานแบบนี้ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาจะเอาท่าเรือ แห่งนี้ไปทำอะไรได้บ้าง นี่มันสะท้อนถึงการของบประมาณโดยที่ไม่มีรายละเอียด ไม่ทราบว่า ตัวเองจะสร้างอะไรที่ไหน ได้งบประมาณมาเท่านี้ฉันต้องขอไว้ก่อน ฉันต้องเอาให้ได้ก่อน แล้วมันกดดันผ่านอนุมัติมาจากรัฐบาล อนุมัติมาจากสำนักงบประมาณ มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้น เลยกับงบประมาณแบบนี้ นี่คือตัวอย่างที่ไม่ดีมาก ๆ ที่เราไม่ควรที่จะเซตให้เป็นตัวอย่าง ให้กับหน่วยงานอื่น ๆ เขาเห็นแบบนี้ ถ้าเราผ่านงบประมาณส่วนนี้ในวันนี้ หน่วยงานอื่น ๆ เขาก็จะเห็นว่า ทำได้นี่ แล้วก็จะมีการตั้งงบประมาณโดยที่ไม่ได้ศึกษาถึงรายละเอียดแบบนี้ เข้ามาอีกเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นผมกับโครงการก่อสร้างศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือของ ศรชล. ทั้ง ๓ ที่ ที่เราจะเห็นจังหวัดตราด ๔๕ ล้านบาทก้อนแรกไปลงที่น้ำจืด แม่น้ำตราด ที่อยู่ไกลทะเลมาก ๆ ๔๕ ล้านบาท ก้อนที่ ๒ ไปลงที่จังหวัดสงขลา แล้วก็อยู่ติดกับท่าเรือ ของกองทัพเรือ ๔๕ ล้านบาท ก้อนที่ ๓ ไปสร้างอยู่บนบก ไม่มีแม้กระทั่งคลองส่งน้ำ ที่จะมาใช้การอะไรได้เลย
เพราะฉะนั้นครับท่านประธาน สุดท้ายนี้ประชาชนทุกคนที่เขามีเงินเดือน แค่เพียง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท เขาต้องเจียดเงินภาษีของเขาเข้ามาเพื่อจ่ายภาษี เขาไม่ได้เอามาเพื่อที่จะให้รัฐบาลใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมขอฝากไปยัง ท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ทุกคนนะครับ ท่านอาจจะอยู่ที่แห่งนี้มานาน ท่านอาจจะชิน กับการใช้งบประมาณที่มันไม่สมเหตุสมผลแบบนี้ แต่ผมในฐานะผู้แทนราษฎรในวันนี้ ผมพูดตรง ๆ ว่าผมไม่ชิน แล้วผมไม่มีทางที่จะชิน แล้วไม่มีทางที่จะปล่อยให้งบประมาณ แบบนี้หลุดออกไป แล้วทำให้ภาษีที่ประชาชนต้องเสียเหงื่อ แล้วมาจ่ายภาษี ต้องมาฟุ่มเฟือย แบบนี้ เพราะฉะนั้นผมขอเสนอตัดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี ๒,๖๒๘,๔๖๖,๐๖๐ บาท ขอบคุณท่านประธานครับ
สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาของคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดอ่างทอง ๑๗๕ ท่าน ซึ่งกำลังนั่งฟังการประชุมอยู่ชั้น ๔ ของสภา ขอบคุณครับ ขอต้อนรับทุกท่านนะครับ
ต่อไปขอเชิญกรรมาธิการที่สงวนคำแปรญัตติครับ ท่านวีระ ธีระภัทรานนท์
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอชี้แจงเหตุผลที่เสนอให้ตัดลดงบประมาณรายจ่ายของ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับในมาตรา ๗ รายการที่ ๑๖ ซึ่งหน่วยรับ งบประมาณ คือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี วงเงินที่ผมขอตัด ๓,๑๐๑ ล้านบาท ท่านประธานครับ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับ นายกรัฐมนตรีมากที่สุด และน่าจะเข้าใจดีว่าสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบัน มีความตึงตัวทางด้านการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นอันมาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในงบประมาณ รายจ่ายปี ๒๕๖๘ ยอดของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตจาก ๔,๒๔๐ ล้านบาท เป็น ๗,๒๒๒ ล้านบาท คำถามก็คือว่า ทำไมงบประมาณรายจ่ายของ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีถึงได้ก้าวกระโดดขนาดนั้น ผมได้รับทราบจากการชี้แจง ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการวิสามัญว่า มีรายการซื้อเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ๒ ลำ มีรายการซื้อเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๙ ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารลำตัวกว้างพิสัยการบินไกล จำนวน ๑ ลำ รวมแล้วเป็นวงเงิน ๓,๑๐๑ ล้านบาท โดยแยกเป็นการซื้อเฮลิคอปเตอร์ ๖๖๗ ล้านบาท และเครื่องบินโดยสารลำตัวกว้าง บินข้ามทวีป Long Range ๒,๔๓๔ ล้านบาท แต่นั่นก็ยังไม่น่าตกใจเท่ากับว่าแท้จริงแล้วนี่เป็นเพียง Seed Money หรือว่าเงินเริ่มต้น เพราะโครงการจัดซื้อเครื่องบินลำตัวกว้าง พิสัยไกล และเฮลิคอปเตอร์ ๒ ลำ จะต้องใช้เงิน ทั้งหมด ๑๕,๕๐๙ ล้านบาท เป็นการผูกพันงบประมาณต่อเนื่อง ๔ ปี มีข้อเท็จจริงที่ท่านควร ทราบประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติม ดังนี้ ปัจจุบันกองทัพอากาศมีเครื่องบินลำเลียง แบบที่ ๑๙ โดยใช้เครื่องบิน Airbus A340-500 ซึ่งซื้อมาจากบริษัทการบินไทย เมื่อปี ๒๕๕๙ จริงอยู่การใช้งานเมื่อครบ ๑๐ ปี ครบวงรอบของการพิจารณาที่จะต้อง ทบทวน แต่สิ่งที่ควรทราบต่อไปก็คือว่าการจัดซื้อทั้งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินลำตัวกว้าง พิสัยการบินไกลดังกล่าว ถ้าถามว่ามีความจำเป็นไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบินลำตัวกว้าง ที่จะมาแทนเครื่องบิน Airbus A340-500 ซึ่งจะหมดอายุการใช้งาน คำตอบก็คือว่า จำเป็น แต่ถามว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ใช่ ขออธิบายเพิ่มเติม อย่างนี้ว่า สำหรับรายการซื้อเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ๒ ลำ วงเงินไม่มาก ผมจะไม่อภิปราย ในที่นี้ แต่จะโฟกัสเฉพาะการจัดซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างพิสัยการบินไกล ซึ่งถ้าเราดูจากการจัดซื้อเครื่องบินปัจจุบัน ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารปกติ ก็จะมีผู้ผลิตหลัก ๒ ผู้ผลิต ก็คือบริษัท โบอิ้ง กับบริษัท แอร์บัส เครื่องบินลำตัวกว้างที่นิยมกัน ตอนนี้ ถ้าเป็น Boeing คือเป็นเครื่องบิน Boeing 777 ส่วนรหัสตัวท้าย 200 300 อะไรอันนั้น อีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็ Boeing 787 ในขณะที่เครื่องบิน Airbus ที่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง จะเป็นเครื่องบิน Airbus รุ่น A330 และ A350 เป็นสำคัญ ผมเข้าใจว่าการจัดสรร งบประมาณของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในการจัดซื้อเครื่องบินพิสัยไกลดังกล่าว คงไม่พ้นเครื่องบินดังกล่าวที่ผมพูดมา แต่ที่ผมแปลกใจเป็นอันมากและต้องนำมาแจ้งให้ ท่านทราบเพื่อทำความเข้าใจก่อนท่านจะลงมติก็คือว่า ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งของบดังกล่าว ไม่ทราบหรือครับว่าบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ร้อยละ ๔๗.๘๖ ไม่รวมการถือหุ้นทางอ้อมอีก ร้อยละ ๑๗.๐๘ ผ่านกองทุนวายุภักษ์ ว่าทางบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงกับ บริษัท โบอิ้ง และบริษัท GE Aerospace ซึ่งเป็นคนผลิตเครื่องยนต์ เพื่อจัดซื้อเครื่องบิน Boeing แบบ 787 Dreamliner จำนวนทั้งหมด ๘๐ ลำ โดยจะส่งมอบในขั้นต้น ๔๕ ลำ ส่วนอีก ๓๕ ลำ เป็นเครื่องบินที่มี Option หมายความว่าจะเปลี่ยนไปเป็นเครื่องบิน Boeing 777 หรือจะใช้เครื่องยนต์อื่นนอกจากเครื่องยนต์ของบริษัท GE Aerospace ก็ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้าหากพิจารณาข้อเท็จจริงนี้ประกอบกับการจัดหาเครื่องบินที่จะมีการ ส่งมอบในปี ๒๕๗๐ แล้วก็ปี ๒๕๗๑ ซึ่งจะตรงกับช่วงเวลาเดียวกันกับที่การจัดซื้อจัดจ้าง เครื่องบินลำตัวกว้างของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการส่งมอบในปี ๒๕๗๐ ด้วยเหตุผล ทั้งหมดที่ผมนำเสนอมา ผมจึงขอตัดรายจ่ายของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี วงเงิน ๓,๑๐๑ ล้านบาท สำหรับงบประมาณปี ๒๕๖๘ ซึ่งจะทำให้งบผูกพันที่จะเกิดใน ๓ ปี ข้างหน้า รวมกันทั้งหมดเป็นเงิน ๑๕,๕๐๙ ล้านบาท ไม่ต้องจับจ่ายใช้สอยผ่านการ ตั้งงบประมาณซึ่งไม่มีความจำเป็นและสามารถชดเชยหรือทดแทนด้วยการใช้บริการของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ผมขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ว่าทำไมต้องตัดรายการที่ว่า ขอบพระคุณครับ
ต่อไปครับ กรรมาธิการที่สงวนคำแปรญัตติครับ ขอเชิญคุณวิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา กรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ โดยผมได้สงวนความเห็นปรับลดงบประมาณของสำนัก นายกรัฐมนตรี คงเหลือ ๒๒,๓๔๑,๙๖๑,๑๐๐ บาท โดยจะให้ยกส่วนของโครงการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ Soft Power วงเงิน ๖๒ ล้านบาทของสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และความสามัคคีปรองดอง หรือสำนักงาน ป.ย.ป. เป็นส่วนหนึ่งในการ อภิปรายสงวนความเห็นในมาตรานี้นะครับ เหตุที่ผมยกส่วนของโครงการนี้มาสงวน ความเห็นในสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่เป็นงบประมาณในด้าน ของการโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือการจัดทำ Event ของสำนักงาน ป.ย.ป. ในการขับเคลื่อน Soft Power นะครับ ซึ่งก็เป็นการตั้งงบประมาณในส่วนที่เป็นการ PR และจัด Event ที่ค่อนข้างที่จะสูงมากถ้าเมื่อเทียบกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กรมประชาสัมพันธ์นะครับ ซึ่งก็เป็นงบประมาณที่น่าสนใจครับ เมื่อทางหน่วยงานหน่วยรับงบประมาณได้เข้ามาชี้แจงต่อ กรรมาธิการก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าโครงการนี้มีแผนการประชาสัมพันธ์เป็นอย่างไร มีกลุ่มเป้าหมายหรือตัวชี้วัดใดที่ว่าจะไปขับเคลื่อน Soft Power ในปี ๒๕๖๘ เป็นอย่างไร ซึ่งก็เลยให้ทางหน่วยงานนั้นได้ส่งเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม แล้วก็ได้ฝากข้อสังเกตไปทาง อนุกรรมาธิการนะครับ ซึ่งพอได้เข้าไปพิจารณาในชั้นอนุกรรมาธิการ ทางอนุกรรมาธิการเองก็เหมือนว่าจะยังไม่ได้ คำตอบที่ชัดเจนเช่นเดียวกันในเรื่องของตัวแผนในการที่จะดำเนินการจัดทำ PR หรือว่า เป้าหมายว่าจะ PR เข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใดนะครับ ซึ่งก็ยังไม่ได้มีรายละเอียดที่ชัดเจน ทำให้ อนุกรรมาธิการก็มีการพิจารณาปรับลดไปถึง ๒๕ ล้านบาท จาก ๖๒ ล้านบาทนะครับ ซึ่งผม ยังติดใจอยู่และคิดว่าควรจะปรับลดทั้งโครงการ เนื่องจากว่าเมื่อผมได้เอกสารชี้แจงเพิ่มเติมมา ซึ่งก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าจะสร้างความรับรู้เรื่อง Soft Power เป็นอย่างไรนะครับ หรือแม้แต่ประเด็นง่าย ๆ ที่ควรจะมีในเอกสาร หรือมีการให้คำตอบก็คือว่าจะมีการสร้าง การรับรู้และผลักดันให้ประชาชนได้เข้ามาอบรมทักษะ Soft Power ผ่านระบบ OFOS ให้ถึงยอด ๑ ล้านคนได้อย่างไรตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้มีการประกาศไว้มาตั้งแต่ช่วง ต้นปีที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้มีการพูดถึงนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สไลด์นี้ก็คือเมื่อผมขอเอกสาร ชี้แจงเพิ่มเติมมาจากทาง ป.ย.ป. ก็คือเป็นรายงานการประชุมอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน่วยงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติที่รับผิดชอบ เรื่องการประชาสัมพันธ์ ในด้านนี้โดยตรงนะครับ ซึ่งการประชุมที่ทางสำนักงาน ป.ย.ป. ให้รายงานการประชุมมาก็จะมีของเดือนพฤษภาคม แล้วก็เดือนมิถุนายนนะครับ ซึ่งเท่าที่อ่านก็คือ Update ล่าสุดของเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ ที่อ่านในรายงานการประชุม ก็พบว่า เรื่องของแผนในการประชาสัมพันธ์นั้นยังไม่ได้มีการจัดทำร่างแผนด้วยซ้ำไป ยังอยู่ในขั้นตอนในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อมาทำแผนในการประชาสัมพันธ์ เพื่อขับเคลื่อน นโยบาย Soft Power นะครับหรือแม้แต่กระทั่งว่าจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อที่จะ พูดคุยกันว่าจะมีการคิดวิธีการสื่อสารเรื่อง Soft Power เป็นอย่างไร มีการคิดว่าจะต้องมี ตัวชี้วัดอะไรบ้าง หรือว่ามีเป้าหมายเป็นอย่างไร ซึ่งก็พบว่าสุดท้ายแล้วก็คือว่างบประมาณ ที่กรรมาธิการเสนอมาในร่างพระราชบัญญัติที่เรากำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ มีแผนหรือมีตัวชี้วัดหรือว่ามีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรนะครับ มีแต่เพียงว่าจะใช้งบ ทำอะไรนะครับ
ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีแผนการศึกษา หรือไม่มีตัวชี้วัด หรือไม่มีเป้าหมาย แต่ว่าสิ่งที่ทางสำนักงานได้มีการเสนอมาของบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ก็คือมีแล้วว่าจะใช้ค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้างนะครับ ซึ่งใน ๖๒ ล้านบาท ในสไลด์นี้ก็จะขอ พูดถึงในส่วนที่เป็นก้อนใหญ่ก็คือ ๔๐ ล้านบาท ในเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบของ On-air หรือผ่านทางวิทยุโทรทัศน์ ที่ตั้งงบประมาณไว้ ๒๐.๘ ล้านบาทนะครับ ซึ่งงบก้อนใหญ่ก็จะไปลงกับการประชาสัมพันธ์ เรื่อง Soft Power ในช่วงเวลา ๖ โมงเย็นถึง ๕ ทุ่มในทุกวันจันทร์-วันอาทิตย์ซึ่งก็เข้าใจว่า มีความตั้งใจที่จะโฆษณาในช่องทางโทรทัศน์ในเวลาที่คนดูมากที่สุดหรือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่สุดนะครับ แต่ว่าท่านเองก็ยังไม่มีแผนและยังไม่สามารถตอบผมได้ว่า เป้าหมายที่ ต้องการให้คนรู้นี้เป็นคนกลุ่มไหน แล้วก็ต้องการให้รู้อะไรเกี่ยวกับ Soft Power ซึ่งก็ยังไม่ได้ มีการชี้แจง แต่ว่าท่านต้องการที่จะ PR ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดนะครับ
ประเด็นต่อมา ก็คือเรื่องเกี่ยวกับมีงบสร้างการรับรู้หรือ PR ในรูปแบบของ ออนไลน์นะครับ ๒๐.๕ ล้านบาท ซึ่งก็มีการเน้นหนักไปเรื่องของการทำอินโฟกราฟิก หรือว่าทำภาพการ์ตูนนะครับ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะไปสื่อสารกับใครบ้าง แล้วก็กลุ่มเป้าหมาย เป็นใครนะครับ แล้วก็จะสร้างความรอบรู้เรื่อง Soft Power เป็นอย่างไรนะครับ แล้วก็ที่น่าสนใจอีกก้อนหนึ่งในส่วนของออนไลน์ ก็คือจะมีการจ้าง Influencer ซึ่งก็มี การระบุอย่างชัดเจนว่าจะต้องเป็นผู้ที่มียอด Follow จำนวน ๕๐๐,๐๐๐-๑ ล้านคน ถึงจะจ้างมา เป็น Influencer ในการที่จะ PR นโยบาย Soft Power ก็ไม่รู้ว่าต้องการที่จะให้กลุ่มเป้าหมาย นั้นไปรับรู้ว่าถึง Soft Power เป็นอย่างไร แล้วก็ต้องการให้เขาทำอะไรเกี่ยวกับ Soft Power เพราะว่ายังไม่มีการชี้แจงในส่วนนี้ แผนก็ยังทำไม่เสร็จนะครับ เป้าหมายก็ยังไม่มี แต่ว่ามีการ ของบมาเป็นจำนวนมากนะครับ ซึ่งก็เห็นว่ายังไม่มีความเหมาะสมที่จะมาขอรับงบประมาณ ในปี ๒๕๖๘ อยากจะให้ทางสำนักงานได้ไปทำแผนหรือว่าทำเป้าหมายตัวชี้วัดให้เรียบร้อย เสียก่อน แล้วค่อยมาของบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อที่จะให้การกำหนด หรือว่าการ Design เรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายวิธีการประชาสัมพันธ์จะได้สอดคล้องกับแผน ที่ต้องการ แล้วก็ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการที่จะผลักดันนโยบายหลักนี้เป็นของ รัฐบาลนะครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้แล้วก็อีกส่วนหนึ่งนะครับที่ยังไม่ได้ไม่ได้อยู่ในสไลด์ ก็คือ ๑๙ ล้านบาทนะครับ ซึ่งเป็นงบในการจัด Event นะครับ ซึ่งก็ยังไม่ได้มีระบุรายละเอียด ของหน้าตา Event อย่างชัดเจนว่า Event ที่จะจัดในภาคต่าง ๆ ๔ ภาค เรื่องของ Soft Power เป็นอย่างไรนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะใช้รูปแบบเช่นเดียวกับ THACCA SPLASH ที่มีการจัด ก่อนหน้านี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์หรือไม่ ก็ยังไม่ได้มีรายละเอียดที่ชัดเจนจาก เอกสารของหน่วยงานใด ๆ นะครับ ทั้งหมดนี้ก็คืออยากจะสงวนความเห็นปรับลดโครงการนี้ ทั้งโครงการเพื่อให้ไปพิจารณาทำแผนมาให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเสนอมาในปีถัดไป หรือว่าถ้าจำเป็นต้องใช้ในปีนี้ก็อยากจะให้มาของบกลางในภายหลังก็เป็นไปได้ครับ ขอสงวน ในมาตรานี้ไว้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป ขอเชิญคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นไว้นะครับ ในมาตรา ๗ ครับ
เรื่องแรก ที่ขอสงวนความเห็นไว้เกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงาน คณะกรรมการ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ท่านประธานครับ ผมมองว่าหน่วยงานนี้ บทบาทและหน้าที่ต่าง ๆ มันน่าจะมีความซ้ำซ้อนกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าหน่วยงานนี้จริง ๆ ควรจะไปอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากว่าผู้ที่ถือ พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้ที่มีอำนาจในการควบคุม กำกับ ดูแลทั้งหมดนี่นะครับ ก็คือถือพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งท่านจะเห็น บทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ที่ออกมาของกระทรวง DE ในขณะนี้นะครับว่า มีเรื่องปัญหา แก๊ง Call Center มีเรื่องปัญหาเกี่ยวกับภัยออนไลน์ต่าง ๆ ทุกเรื่องทุกชนิดนะครับ ผมไม่เคยเห็นใครถามถึงคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เลยครับ ถามถึงแต่กระทรวง DES ว่าจะแก้ไขปัญหาระดับนี้อย่างไร เพราะฉะนั้นนี่นะครับ ผมเรียนว่าบทบาท แล้วก็งานต่าง ๆ ในการจัดตั้งงบประมาณน่าจะมีความทับซ้อนหรือซ้อน กันในบทบาทหน้าที่ที่เกิดขึ้นในระหว่างนี้ เพราะว่ากระทรวง DES ทุกคนก็จะมองเป็น ภาพใหญ่ทั้งหมด แต่มีคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่เข้ามาดูแลในส่วนนี้เป็นบางส่วนที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่นะครับ ซึ่งตรงนี้ ก็อยากจะให้ทางท่านประธานผ่านไปทางคณะกรรมาธิการว่าบทบาทหน้าที่ตรงนี้ เราจะปรับเปลี่ยนในอนาคตข้างหน้าจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะให้การทำงานได้มีการ บูรณาการกันภายใต้กระทรวงเดียวกันในการที่จะทำงานให้มีความเข้มแข็ง แล้วก็ให้มี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการที่จะทำงานในส่วนนี้ครับท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะ Comment หรือสงวนความเห็นไว้ก็คือ เกี่ยวกับ เรื่องของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์วีระ ธีระภัทรานนท์ ท่านก็ได้อภิปรายในส่วนนี้ไปแล้ว ผมเรียนอย่างนี้ครับ เรียนเพิ่มเติมเพราะว่าอภิปรายไป เดี๋ยวข้อมูลจะซ้ำซ้อนกัน ก็ต้องเรียนบอกว่าพอเรามาเปิดดูในแผน แผนเกี่ยวกับการซื้อ เครื่องบินวิสัยทัศน์ขนาดกลางที่จะออกมา ก็คือมันจะมีผลในการที่จะผูกพันงบประมาณในปี ต่อ ๆ ไป ซึ่งตรงนี้มันจะเป็นภาระงบประมาณในปี ๒๕๖๙ ปี ๒๕๗๐ ปี ๒๕๗๑ ปี ๒๕๗๒ ที่ จะต่อเนื่องขึ้นมาอีก ตรงนี้ถ้าหากว่าทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สามารถที่จะปรับลด งบประมาณในส่วนนี้ลงไปได้ แล้วก็ใช้วิธีการอื่น ก็คือเช่าเครื่องบินจากการบินไทยบ้าง ต่าง ๆ ตรงนี้ก็จะทำให้ลดวงเงินงบประมาณดังกล่าวลงไปได้ครับท่านประธานครับ
ในเรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่ง ก็คือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ท่านประธานครับ ผมมองว่าหน่วยงานนี้ ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ขอตั้งงบประมาณเข้ามาจำนวนมากเช่นกันครับ บทบาทหน้าที่ ต่าง ๆ มันน่าจะเป็นการทำแผนมากกว่า หน่วยปฏิบัติน่าจะเป็นกองทัพเรือในการที่จะ ดำเนินการในส่วนนี้ ซึ่งถ้ามอบหมายให้กองทัพเรือในการทำก็จะทำให้การทำงานต่าง ๆ จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น ในขณะนี้เรามีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาอย่างที่ผู้นำในหลาย ๆ ยุค ได้มีการพูดขึ้นมาบอกว่า ผ่านไปไม่กี่ปีเรามีการขยายหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งขึ้นมาจน มีการตั้งงบประมาณที่เรียกกันว่า งบประมาณประจำ เพิ่มขึ้นไป ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันจะเป็นภาระที่เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า สำหรับการจัดตั้ง งบประมาณในปีต่อ ๆ ไป เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์วีระ ธีระภัทรานนท์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เป็นครั้งที่ ๒ ครับ ท่านก็พูดถึงเรื่องงบประจำที่จะต้องมีผลในการที่เราจะตั้งงบประมาณ ที่เกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ลดงบประมาณประจำของเรา ลงมาได้ เราจะต้องมีการที่จะทำหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีฟังก์ชันในการทำงานให้มันดีที่สุด จะเป็นกองทัพเรือ ก็เป็นกองทัพเรือในการทำงานในส่วนนี้ ไม่ใช่ว่ามีหลายหน่วยงานมา ตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนกัน แล้วก็เป็นข้าราชการที่จะต้องมีการรับข้าราชการใหม่ต่าง ๆ เข้ามาทำงาน
สุดท้ายครับท่านประธานครับ สอบถามนิดหนึ่งครับ กรมประชาสัมพันธ์ ที่ผมขอสงวนความเห็นไว้นะครับ คือในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ เป็นส่วนของที่เราเรียกกันว่า งบประมาณ ขออนุญาตที่เงียบไปครับ พอดีเปิดดูในคอมพิวเตอร์แล้วมันช้ามากครับ งบประมาณในการที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือ คุณภาพด้านการสื่อสารของประชาชน ซึ่งตรงนี้อยากจะเรียนว่า กรมประชาสัมพันธ์ ในบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ เท่าที่ผ่านมา ท่านประธานครับ มันมีบทบาทหน้าที่ในการทำ ประชาสัมพันธ์นี่น้อยมาก ท่านประธานครับ แล้วสื่อพวกนี้ประชาชนก็ไม่ค่อยได้เสพ เท่าไรครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐที่เกิดขึ้นในการ ปรับเปลี่ยนค่านิยมต่าง ๆ ประชาชนไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไรหรอกครับท่านประธานครับ ฝากแล้วกันว่าถ้าเป็นไปได้ครับ ไปทำสื่ออย่างอื่นดีกว่าครับ เพื่อที่จะให้ประชาชนสร้าง ความนิยมต่าง ๆ ที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของพี่น้องประชาชนในทางที่จะสร้างสรรค์ มากยิ่งขึ้นท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ
ขอเชิญ คุณภคมน หนุนอนันต์ ครับ
เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขออภิปรายเพื่อแปรญัตติ ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณนะคะ ตามที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ในมาตรา ๗ สำนัก นายกรัฐมนตรีค่ะ โดยดิฉันขอเริ่มต้นที่กรมประชาสัมพันธ์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงการแรก คือโครงการ บริหารจัดการข้อมูลข่าวสารการประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้ งบประมาณ ๓.๕ ล้านบาท หลักการและเหตุผลของโครงการท่านชี้แจงเอาไว้ว่า เพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์ แยกแยะและประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของ Fake News และสร้างการรู้เท่าทันสื่อให้ประชาชน โดยวัตถุประสงค์ท่านบอกว่า เพื่อประสานงานร่วมมือ กับหน่วยงานทั้ง ๒๐ กระทรวงในการจัดการข่าวปลอมค่ะ ท่านประธานคะ โครงการที่ กรมประชาสัมพันธ์บอกว่าจะทำงานร่วมกับ ๒๐ กระทรวง ทำให้ดิฉันนึกถึงผลงานในอดีต เรื่องนี้เคยอภิปรายไปแล้วหลายครั้งค่ะ แต่ต้องขออนุญาตเอามาอภิปรายอีกครั้ง ข้อมูลนี้เป็น รายงานของศูนย์ต่อต้าน Fake News ที่เขาได้มีการสรุปเอาไว้ว่าเขาได้มีการคัดกรองข่าวจริง ข่าวปลอมกี่ข่าว เผยแพร่กี่ข่าว ไม่เผยแพร่กี่ข่าวนะคะ และดิฉันขอยกตัวอย่างให้ ท่านประธานดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ค่ะ จะได้เข้าใจ เหตุผลทำไมดิฉันจึงขอตัดงบประมาณโครงการนี้ นี่คือตัวอย่างแรกเป็นการตั้งคำถามจาก สังคมออนไลน์ว่า มี ๔ หน่วยงานจัดทำงบควบคู่ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ เป็นข่าวจริงหรือไม่ ศูนย์ต่อต้าน Fake News ก็ไปตรวจสอบกับกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ นโยบายของรัฐบาลก็พบว่าประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมานั้นเป็นข่าวจริงค่ะ แต่เลือกที่จะไม่เผยแพร่
อีกหนึ่งตัวอย่างมีการตั้งคำถามว่า ครม. อนุมัติแผนหนี้สาธารณะปี ๒๕๖๗ ก่อหนี้ใหม่ ๑.๙๔ ล้านบาท เป็นข่าวจริงหรือไม่ ศูนย์ต่อต้าน Fake News ก็ไปตรวจสอบกับ กรมประชาสัมพันธ์อีกเช่นเคยค่ะ พบว่าข่าวนี้เป็นข่าวจริง แต่ไม่เผยแพร่โดยให้เหตุผลว่า ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล นี่เป็น ๒ ตัวอย่าง ที่ดิฉันคิดว่าการพยายามทำงานร่วมมือกับหน่วยงาน อื่นในการสกัดกั้นข่าวปลอมของกรมประชาสัมพันธ์ หรือการยืนยันข่าวจริงกับพี่น้อง ประชาชน ไม่เข้าใกล้วัตถุประสงค์โครงการที่ท่านตั้งมาเลยค่ะ อย่างไรก็ตามหากจะพูดถึง บทบาทของกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสื่อรัฐในการทำหน้าที่เพื่อหวังให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ ท่านทำได้เลยค่ะ ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องงอกโครงการนั้นโครงการนี้เพิ่มขึ้นมา กรมประชาสัมพันธ์ต้องเสนอข่าวสารนโยบายของรัฐ มติของคณะรัฐมนตรีอย่างรวดเร็ว เที่ยงตรงและแม่นยำ รวมถึงต้องลงรายละเอียดเพื่อเป็นต้นทางและ Archive ของข่าวสารให้ ประชาชน หรือหน่วยงานอื่นย้อนกลับมาตรวจสอบได้ค่ะ การนำเสนอข่าวสารที่รวดเร็ว แม่นยำ มันเป็นการสร้างความไว้ใจและสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนนะคะ ทุกวันนี้ พี่น้องประชาชนเขาไม่ได้ไม่พยายามที่จะปกป้องตัวเองจากข่าวปลอม เขาไม่ได้ไม่พยายามที่ จะตรวจสอบข่าวปลอมนะคะ เพียงแต่ทุกวันนี้มันไม่มีเครื่องมือค่ะ มันไม่มีต้นทางของ ข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบให้เขารู้เท่าทันข่าวปลอมได้ ดังนั้น ภารกิจการสร้างความรู้เท่าทันสื่อ ให้ประชาชนไม่หลงเชื่อข่าวปลอมทำได้เลยทำได้ทันที กรมประชาสัมพันธ์มีงบหลักในการ ประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว จำนวน ๘๘ ล้านบาท ท่านทำงบก้อนนั้นให้มัน มีประสิทธิภาพสิคะ จะได้ไม่ต้องเอาภาษีประชาชนไปจ่ายซ้ำซ้อนแบบนี้
โครงการต่อมายังอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ค่ะ โครงการนายกรัฐมนตรี พบประชาชน งบประมาณ ๘.๘ ล้านบาท โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนะคะ ท่านบอกว่า เพื่อให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลข่าวสาร นโยบายการผลิตรายการและเผยแพร่รายการ นายกรัฐมนตรีพบประชาชน โดยจะจัดในพื้นที่ทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ ถ้าเข้าใจไม่ผิด น่าจะเป็นการจัดเวลาที่มี ครม. สัญจร ก่อนอื่นค่ะท่านประธาน ดิฉันต้องอธิบายแบบนี้ก่อนว่า เหตุผลของการตัดงบประมาณก้อนนี้ไม่ใช่ไม่เห็นความสำคัญของผู้นำประเทศที่จะสื่อสารกับ พี่น้องประชาชน แต่ดิฉันเห็นความสำคัญของผู้นำประเทศที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และเห็นความสำคัญของการที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมกับผู้นำประเทศค่ะ จึงเห็นว่า การจัดรายการโดยนายกรัฐมนตรีมานั่งพูดคนเดียว มันไม่ตอบสนองการรับสารของคน ยุคสมัยนี้อีกแล้วค่ะ การสื่อสารกับประชาชนในยุคสมัยนี้ท่านทำได้ตลอดเวลา ทำได้ทันทีผ่านสื่อออนไลน์นะคะ และสามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนได้แบบทันทีด้วยค่ะ ในรายละเอียดของโครงการ ท่านบอกเอาไว้ว่าจะจัดในช่วงที่มี ครม. สัญจร ท่านประธานคะ กรมประชาสัมพันธ์มีงบประมาณ ในการประชาสัมพันธ์ภารกิจ ครม. สัญจรอยู่แล้ว ดังนั้นดิฉันคิดว่าการลงทุนเงินเกือบ ๑๐ ล้านบาท เพื่อสื่อสารทางเดียวมันไม่คุ้มค่าและซ้ำซ้อนมาก ๆ ที่สำคัญค่ะ หากผู้นำประเทศ ต้องการสื่อสารกับประชาชน ไม่ต้องจ่ายเงินเลยสักบาทเดียวค่ะ แค่ท่านทำหน้าที่ของท่าน มาตอบกระทู้ของผู้แทนราษฎรทุกวันพฤหัสบดี ก็ได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชนแล้วนะคะ สามารถถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศพร้อมกันหลายช่องทางอีกด้วย ดีกว่ามานั่ง ตอบคำถามอยู่คนเดียวค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงขอลดงบประมาณโครงการนายกรัฐมนตรีพบ ประชาชนออกทั้งหมดนะคะ
ต่อมาค่ะ ไปกันที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมนิทรรศการค่ะ เป็นโครงการ บริหารจัดการสื่อเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์งบประมาณ ๘.๕ ล้านบาท ๘.๕ ล้านบาทนี้ เป็นเฉพาะค่าจัดงาน อีก ๕.๗ ล้านบาท เป็นค่าประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ ประชาสัมพันธ์ งานนี้ละค่ะ ที่จัดขึ้นมาด้วยงบประมาณ ๘.๕ ล้านบาทเมื่อสักครู่นี้ค่ะ รวมของหน่วยงานนี้ กับโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์เป็นเงินเกือบ ๑๕ ล้านบาท รายละเอียดระบุว่าต้องการ ประชาสัมพันธ์ฟื้นฟูความมั่นใจภาพลักษณ์ รวมถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศ ในอุตสาหกรรม MICE ซึ่งในชั้นอนุกรรมาธิการ เขาได้ตัดงบประมาณไปแล้ว ๒ ล้านบาท แต่ดิฉันขอปรับลดออกทั้งหมดด้วยเหตุผลที่ว่ากรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีโครงการสร้างภาพลักษณ์เชิงรุกในเวทีต่างประเทศอยู่แล้วเช่นกัน งบประมาณ ๓๖.๔ ล้านบาท แม้ในอนุกรรมาธิการจะตัดไปแล้ว ๖ ล้านบาท ท่านก็เหลืออีกตั้ง ๓๐ ล้านบาทนะคะ เห็นแบบนี้ อดกังวลใจไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ประเทศไทยเรามันไร้ความเชื่อมั่นในเวทีโลกขนาดนั้นเลยหรือคะ ทำไมเราต้องตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์แบบนี้ งบประมาณ ๓ โครงการนี้ เกือบ ๕๐ ล้านบาทนะคะ แถมในรายละเอียดก็ไม่ได้ระบุตัวชี้วัดที่จับต้องอะไรได้เลยค่ะ ดิฉันจึงขอปรับลดงบประมาณโครงการบริหารจัดการสื่อเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของสำนักงาน ส่งเสริมจัดนิทรรศการลง ๘.๕ ล้านบาท และงบประชาสัมพันธ์ของโครงการนี้อีก ๕.๗ ล้านบาทนะคะ แล้วให้กรมประชาสัมพันธ์เขาทำไป เขามีภารกิจในการสื่อสารอยู่แล้ว วัตถุประสงค์ของการสื่อสารในฐานะรัฐ อย่างไรเสียมันต้องคาดหวังความเชื่อมั่นอยู่แล้วค่ะ และหากประชาสัมพันธ์ได้ประสบความสำเร็จทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ทั้งหมด ท่านประธานคะ การจัดสรรงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีซ้ำซ้อน แตกย่อยเป็น เบี้ยหัวแตกเยอะมาก นี่คือเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นที่ดิฉันยกตัวอย่างมา ดังนั้นในภาพรวมของ สำนักนายกรัฐมนตรี ดิฉันจึงขอปรับลดลงอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณค่ะ
สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับ คณะนักเรียนและคุณครูโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งกำลังเข้าฟังการประชุมชั้น ๓ ของสภาครับ ขอต้อนรับทุกท่านครับ
ต่อไปก็จะมีผู้สงวนความเห็นและแปรญัตตินะครับ ท่านแรกขอเชิญ คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคประชาชน ในฐานะผู้สงวนคำแปรญัตติ และในฐานะอนุกรรมาธิการฝึกอบรม สัมมนา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเข้าสู่มาตรา ๗ ผมขอบอกเล่าถึงการอภิปรายใน ๓ วันนี้ของผมนะครับ ในการ อภิปราย ๓ วันนี้ผมจะอภิปรายอยู่บนหัวข้อของ Soft Power ทั้งหมดนะครับ อย่างที่เพื่อน สมาชิก เพื่อนกรรมาธิการได้พูดไปบ้างแล้วในช่วงเช้าว่างบประมาณด้าน Soft Power ในปี ๒๕๖๘ นั้นปรากฏขึ้นมาอย่างมากมาย ตัวเลขไม่เท่ากันครับ เพราะว่ามันมีช่องทางของ งบประมาณมาจาก ๒ ทาง คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และโครงการ ที่เป็นหน่วยงานต่าง ๆ เขียนขึ้นมาเองนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ซึ่งในการอภิปรายใน ๓ วันนี้นะครับ ผมตั้งชื่อว่า Soft Power The Series ผมจะไล่อภิปรายไปทั้งสิ้น ๘ มาตรา ๑๒ หน่วยงาน ๒๔ โครงการ งบประมาณรวมกันแล้ว ๒,๔๙๔ ล้านบาท ผมหมายเหตุไว้นะครับว่า จำนวนเงินนี้ จำนวนโครงการนี้ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป็นเพียงแค่โครงการที่ผมพบเจอในห้องงบอบรมสัมมนาครับ เริ่มกันที่มาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรี สไลด์ถัดไปครับ ในมาตรานี้ผมจะพูดถึง ๕ หน่วยงาน ๖ โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power โดยตรง
หน่วยงานแรกคือ ป.ย.ป. ครับ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หน่วยงานนี้เมื่อสักครู่เพื่อนกรรมาธิการ ของผมได้พูดไปแล้วนะครับว่างบประมาณก้าวกระโดด มีโครงการขึ้นมาใหม่ที่เป็นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ๖๒ ล้านบาท หน่วยงานนี้เกิดสมัย พลเอก ประยุทธ์ มีหน้าที่เพียงแค่ติดตาม การดำเนินการยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เราพูดกันตามตรง หน่วยงานนี้ควรที่จะยุบสลายหายไป พร้อมกับรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ คืองบโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ๖๒ ล้านบาท ในห้องอนุกรรมาธิการครับ ได้ขอเอกสารมาซึ่งจากเอกสาร ชัดเจนนะครับว่า นี่คือการจ้างเหมาเอกชนรายหนึ่งให้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้ทำการจัดงาน Event ไม่แน่ใจว่าคืองาน THACCA SPLASH–Soft Power Forum ๔ ภาคหรือเปล่า แต่ถ้าอิงตามเอกสาร คืองานนั้น ผมเสนอปรับลดทั้งโครงการครับ แต่ก็ได้ เพียงแค่ปรับลด ๒๕ ล้านบาท
หน่วยงานที่ ๒ คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันนี้แน่นอนครับทำหลักสูตร อบรมให้กับแรงงานผู้มีทักษะ และต้องการเพิ่มพูนนะครับ ก็มีโครงการใหม่ คือโครงการ Upskill ด้าน Soft Power ๒ หลักสูตรทำ E-Learning ๑๕ คอร์ส ๑๕ ล้านกว่าบาท ดูตัวเลข ก็ไม่ได้มากมายนะครับ ตรงกับภารกิจของหน่วยงาน แล้วก็ Link กับ Application OFOS แต่ทีนี้ครับ ๒.๗ ล้านบาท ใน ๑๕ ล้านบาทนั้น คือค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ตัวโครงการนี้ เป็นที่รู้จัก ผมคิดว่าค่าใช้จ่ายตรงนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฝึกอบรมกับภารกิจหลัก ผมเสนอปรับลดนะครับ แต่ก็ปรับลดได้เพียงแค่ ๗๐๕,๐๐๐ บาทเท่านั้นครับ
หน่วยงานที่ ๓ คือ OKMD OKMD คือ สำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ถ้าท่านใดนึกไม่ออกให้นึกถึงมิวเซียมสยาม TK Park ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศนะครับ OKMD เองก็พยายามจะสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาในปี ๒๕๖๘ ชื่อว่าโครงการ Talent Everywhere ๕๐ ล้านบาท เป็นโครงการที่จะทำหลักสูตรด้านดนตรี ทำ Music Camp คัดเลือกนักเรียนเยาวชนระดับมัธยมปลายเข้ามาฝึกอบรม จัดแสดงคอนเสิร์ต ประกวดกัน ถ้านึกไม่ออกลองนึกย้อน Hot Wave Music นะครับ ที่เราประกวดนักดนตรีกัน จนมีวงดนตรีชื่อดังนะครับ ทีนี้ในส่วนของโครงการ ๓๐ ล้านบาท ผมไม่ติดใจใด ๆ เลยครับ ผมมาติดใจในส่วน ๒๐ ล้านบาทที่เป็นการ PR โครงการ โครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมายเจาะจง คือ นักเรียนในโรงเรียน แต่การ PR นั้นมีไปถึงการทำสื่อออนไลน์ ยิงทั่วประเทศ ทำโฆษณา ทำสื่อ On-air ซึ่งมันมากเกินไป ผมปรับลดลงไปได้ ๕ ล้านบาทครับ
หน่วยงานต่อไปคือ TCEB สำนักจัดประชุมและนิทรรศการ หน่วยงานนี้ มีโครงการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ซึ่งผมชื่นชมโครงการนี้ ๘,๓๔๐,๐๐๐ บาท หน่วยงานนี้ไม่ได้ไปจัดงานเองครับ แต่นำเงินก้อนนี้ไป Sponsor ให้เกิดงานประชุม เชิงวิชาการเพื่อให้พูดคุยกันครับว่า ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัดนั้นเราจะผลักดัน Soft Power ที่มีอยู่อย่างนั้นอย่างไร ซึ่งจะกระจายลงไป ๒๔ งานทั่วประเทศ อันนี้โอเค แต่มีอีกโครงการหนึ่งครับ คือโครงการการสื่อสาร One Influencer One Soft Power ๕ ล้านบาท อันนี้คือหน่วยงานจะส่งเสริม เสริมสร้างภาพลักษณ์ประชาสัมพันธ์ Soft Power ๕ ด้าน Film Fashion Festival Fighting Food นะครับ ซึ่งผมเสนอปรับลด หมดทั้งโครงการนะครับ เพราะว่าโครงการลักษณะนี้ซ้ำซ้อนกับ ททท. และ ททท. ใช้เงิน มหาศาลทำเรื่องนี้อยู่แล้วนะครับ แต่ผลปรับลดผมปรับลดได้เพียงแค่ ๑ ล้านบาทครับ
อันนี้คือหน่วยงานสุดท้ายในสำนักนายกรัฐมนตรีที่ผมจะพูดถึงนะครับ คือสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยงานนี้จริง ๆ แล้วผมค่อนข้างเชียร์ที่จะให้หน่วยงานนี้ ขึ้นมาเป็น THACCA ตามนโยบายของรัฐบาลนะครับ แต่รู้สึกว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ เข้าใจเรื่อง Soft Power เพราะเขาทำมาประมาณ ๓-๔ ปีแล้ว มีโครงการใหม่ในปีนี้ครับ คือโครงการ Thailand as Brand ก็เป็นโครงการที่จะนำการ Design การออกแบบต่าง ๆ ไปปรับปรุงย่านเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ ให้มันมีภาพลักษณ์ ให้มันมีสีสันอะไร ให้มันดูทันสมัย เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ดี ๆ ออกไป ในโครงการนี้ในแง่ของหลักการและเหตุผล ผมไม่ติดอะไร เลยครับ ผมไปติดอยู่ตัวเดียวคือการจ้างทำ Font ไทย ๗ ล้านบาท ผมสอบถามหน่วยงาน ว่าจ้างทำ Font เพื่ออะไร ก็เพื่อไปเปลี่ยน Font เพื่อไปแปะตามย่านเศรษฐกิจที่ท่านจะ พัฒนาขึ้นมา ซึ่งผมปรับลดไปด้วย ๒ เหตุผล เหตุผลแรกคือทำไมทำ Font ไทย Font เดียว มันแพงขนาดนี้ และเหตุผลที่ ๒ การทำ Font ไทย โดยหน่วยงานรัฐนั้นมันมีความเสี่ยง ถ้าท่านใดนึกไม่ออกนึกถึงการเปลี่ยนชื่อของ Bangkok อันนี้กรุงเทพฯ นะครับ มันสร้าง ความเสี่ยงให้เกิดความเห็นต่างในสังคมได้ หากสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กระทำโดยรัฐ
สไลด์สุดท้ายครับ สำหรับสำนักนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ Soft Power ๕ หน่วยงานที่ผมพูดไป ๖ โครงการของบมาทั้งสิ้น ๑๖๙,๗๘๔,๐๐๐ บาท ผมปรับลดไป ไม่มากนะครับ ๔๑,๗๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น จริง ๆ แล้วผมอยากจะเสนอตัดทั้งหมดนะครับ แต่ก็พิจารณาจากภารกิจหลัก และภารกิจที่ไม่จำเป็นและสามารถรีดไขมันได้นะครับ ผมไม่ติดใจในงบประมาณที่ผมตัดไปนะครับ แต่ผมอยากให้ข้อสังเกตกับสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรีถือว่ามีหน่วยงานในมือที่มองได้ ๒ มุมนะครับ คือมีอาวุธครบมือก็ได้ หรือจะมองว่าเป็นจับฉ่ายก็ได้ ดังนั้น การที่จะบริหารหน่วยงานที่ตัวเองมีในมือให้ดี มันก็ อยู่ที่ว่าเราจะกำหนดภารกิจของหน่วยงานเหล่านั้นอย่างไร หน้าที่ที่ท่านควรทำครับ คือท่านควรจะเป็นหน่วยบูรณาการ วางนโยบายแล้วไปใช้งบประมาณ ไปใช้กระทรวงอื่น ทำภารกิจหลักของเขา แทนที่จะไปเป็นผู้ลงทุนเองนะครับ อันนี้เป็นข้อสังเกตที่จะฝากไว้ กับสำนักนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมจะขออภิปรายในส่วนที่เป็นสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงการที่มีปัญหา ก็จะมีอยู่ ๓ โครงการด้วยกันนะครับ โครงการที่ ๑ ก็คือโครงการจัดตั้งธนาคารที่ดิน โครงการที่ ๒ คือโครงการพัฒนากฎหมาย และโครงการที่ ๓ ก็คือ จ่ายสมทบกองทุน ธนาคารที่ดินนะครับ เดี๋ยวผมจะพูดต่อไปนะครับว่าทำไมผมถึงเสนอให้มีการตัดนะครับ ความสำคัญของธนาคารที่ดิน ท่านประธานครับ ธนาคารที่ดินน่าจะเป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อประชาชน โดยเฉพาะประชาชนคนรากหญ้าเป็นอย่างมาก ธนาคารที่ดิน อย่าไปติดแค่คำว่าชื่อธนาคารนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่ธนาคารในความหมายของธุรกิจ การเงินนะครับ แต่เป็นสถาบันที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะ เรื่องของการสร้างความมั่นคง กระจายการถือครองที่ดิน หน้าที่หลัก ๆ ๒ ประการนะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือทำให้ประชาชนมีความมั่นคงในการถือครองที่ดิน แล้วก็ กระจายให้แก่ทุกคนอย่างเป็นธรรม อีกประการหนึ่งก็คือ เพื่อนำที่ดินที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจนะครับ ธนาคารที่ดินไม่ใช่เพิ่งมาพูดตอนนี้นะครับ แนวคิดในการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้คนมีที่ดิน โดยรัฐบาลเป็นคนตั้งงบประมาณมา เริ่มต้น ตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ นะครับ เริ่มมีแนวคิดในการจัดตั้งธนาคารที่ดินต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๘ ตาม พ.ร.บ. ส.ป.ก. แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ และ พ.ศ. ๒๕๓๓ ล่าสุดก็คือ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินนะครับ ซึ่งเป็นองค์กรที่ใกล้เคียงกับการเป็นธนาคารที่ดินมากที่สุดนะครับ
ปัญหาในการจัดงบประมาณของสถาบันบริหารจัดการที่ดินนะครับ โครงการ จัดตั้งธนาคารที่ดินดูเหมือนจะดีนะครับ ดูเหมือนจะดี แต่ปัญหาก็คือว่า ในการผลักดัน กฎหมายฉบับนี้ได้มีการดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมแล้ว ท่านสามารถที่จะเอาเข้า ครม. แล้วก็เอามาให้สภา แห่งนี้พิจารณาได้เลย ท่านไม่ต้องไปทำอะไรแล้วนะครับ แต่ยังไปตั้งงบประมาณเพื่อที่จะไป ประชุม สัมมนา เสวนาอะไรที่เป็นเรื่องที่ทำมาหมดแล้วอีก ซึ่งไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลย แล้วอีกโครงการหนึ่งก็คือ โครงการพัฒนากฎหมาย อันนี้มีความสำคัญมากนะครับ ในกรอบ สีแดงเขียนว่า ผลักดันพระราชกฤษฎีกาสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินที่ไม่ระบุวันที่ เรื่องนี้เป็นปัญหามากนะครับ เจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ก็คือจัดตั้งขึ้นมา ชั่วคราวมีระยะเวลาไม่เกิน ๕ ปี หมายความว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ต้องยกเลิก แล้วก็ตั้งธนาคารที่ดินอย่างสมบูรณ์แบบมาแล้ว แต่ไม่ดำเนินการ ที่สำคัญก็คือ พยายามที่จะทำให้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาชั่วคราวให้มีสถานะถาวร อันนี้ เป็นปัญหามาก มันเป็นการเตะถ่วงไม่ให้ธนาคารที่ดินเกิด แล้วก็โครงการที่ ๓ ก็คือ เรื่องของ การอุดหนุนงบกองทุนธนาคารที่ดิน ๔๗๐ ล้านบาท ดูเหมือนจะเยอะ ๔๗๐ ล้านบาท แต่ถ้า ท่านดูในสไลด์ต่อไปนะครับ ถ้าดูในตารางแล้วก็ในกรอบนะครับ ช่องปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ตามแผน ยุทธศาสตร์ของธนาคารที่ดินกำหนดว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณ ๑,๒๔๗ ล้านบาท แต่ตั้งให้เพียง ๔๗๐ ล้านบาท ไม่ถึงครึ่งหนึ่งนะครับ อันนี้มีปัญหามากนะครับธนาคารที่ดิน จะเกิดได้อย่างไรครับ และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธนาคารที่ดินไม่เกิด ก็คือความขัดแย้งของ บุคลากรภายในองค์กร ซึ่งเรียกว่าแม่น้ำ ๔ สาย บุคลากรที่ตอนนี้ทำงานอยู่ในธนาคารที่ดิน มาจาก ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ แล้ว ๔ กลุ่มนี้ก็มีความขัดแย้งทางความคิดในตัวเองด้วย วิธีคิดในการ ผลักดันธนาคารที่ดิน เมื่อมีความแตกต่างกัน การผลักดันอย่างนี้มันก็เลยไปไม่ถึงไหน เรื่องนี้ รัฐบาลต้องรีบจัดการในส่วนของข้อเสนอของผมนะครับ ผมก็เลยคิดว่า ๒ โครงการที่ ไม่จำเป็น เพราะมันเป็นโครงการที่ทำขึ้นมาเพื่อเตะถ่วงไม่ให้ธนาคารที่ดินเกิด ก็คือโครงการ จัดตั้งธนาคารที่ดินซึ่งไม่ต้องทำอะไรแล้ว ท่านไม่ต้องทำอะไรแล้ว ครม. รีบรับรองแล้วก็เอามา ให้สภาแห่งนี้พิจารณา อันที่ ๒ ก็คือโครงการพัฒนากฎหมาย ท่านไม่ต้องพยายามทำให้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการที่ดินที่มีแนวคิดเพียงแค่เป็นองค์กรชั่วคราว เพื่อที่จะดันให้ธนาคารที่ดินเกิด ถ้าธนาคารที่ดินเกิดปุ๊บต้องยุบนะครับ ไม่ต้องพยายามทำให้ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีสถานะเป็นถาวร คุณต้องรีบยกเลิกไม่ใช่พยายามทำให้มันต่อเนื่อง ไปข้างหน้านะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอให้ตัดใน ๒ โครงการนี้ออก เพราะไม่มี ความจำเป็น นอกจากไม่มีความจำเป็นแล้วยังเป็นการเตะถ่วงอีกด้วยนะครับ ถ้ารัฐบาล จริงใจที่จะทำให้ธนาคารที่ดิน ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้ประชาชนคนรากหญ้า ประชาชนคนที่มีรายได้น้อย สามารถเป็นเจ้าของที่ดิน แล้วก็นำที่ดินที่ถูกทิ้งร้างจำนวนมาก มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจนะครับ ต้องรีบตั้งธนาคารที่ดินโดยเร็ว ขอบคุณ มากครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ. เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง พรรคประชาชน วันนี้ขอร่วมแปรญัตติงบประมาณปี ๒๕๖๘ ในวาระที่ ๒ นะครับ ซึ่งวันนี้ ก็มาในเรื่องของสำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ และหน่วยงานที่ อ. เอท จะขอแปรญัตติ ก็คือ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวย่อของเขา แน่นอนครับมาแบบง่าย ๆ ครับ ก็คือ OPS : Office Of Permanent Secretary ครับ วันนี้ก็เลยมาใน Model ง่าย ๆ ครับ ๓ ตัวอักษรครับ O P S ตัว O ครับ เดี๋ยวจะเข้าสู่งบอย่างจริงจัง ขออนุญาตไปนิดหนึ่งก่อน เล่าให้ท่านฟังก่อนว่า O คืออะไร O คือการ Open ก็คือการเปิดโอกาส ท่านบอกว่าท่านทำยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องของ ๓ เปิดยุทธศาสตร์ชาติ ก็คือยุทธศาสตร์ด้านที่ ๑ ด้านที่ ๔ แล้วก็ด้านที่ ๖ ครับ ด้านที่ ๑ คือการสร้างความมั่นคง ท่านบอกว่าท่านจัดไปขององค์กรที่เป็นสำนักปลัดครับ สำนักปลัดของสำนักนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงท่านตั้งงบไว้ ๑๑๐ ล้านบาท ด้านยุทธศาสตร์ที่ ๔ ก็คือด้านโอกาส ความเสมอภาค ท่านตั้งงบไว้ ๑๕๑ ล้านบาท และด้านพัฒนาการบริหารและการจัดการ เป็นด้านที่ ๖ ของยุทธศาสตร์ชาติ ท่านตั้งงบไว้ ๑๘๘ ล้านบาท และทั้งหมดทั้งปวงนี้ ทำตาม แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ทั้งหมดนี้รวมเงินของด้านสำนักปลัด ของสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านจะมีเงินทั้งสิ้นอยู่ประมาณ ๗๔๓ ล้านบาท เลขกลม ๆ ทีนี้ในงบทั้งหมดมันจะมีงบตัวหนึ่งที่เป็นงบการจัดอบรมสัมมนา ซึ่ง อ. เอทดูแล้วมีอยู่ ประมาณ ๑๘.๘๘ ล้านบาท หรือประมาณ ๑๙ ล้านบาท ที่ท่านทำอยู่ ๓ อย่าง ก็คือที่ T S V
T ก็คือ Training S คือ Seminar และ V คือ Visiting ซึ่งแปลว่า การอบรม การจัดสัมมนา แล้วการไปดูแลหรือไปดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขอออกตัวก่อนว่า อ. เอท ไม่มีการเห็นอื่นหรือเห็นต่างกับการไปดูงานที่ไหนทั้งสิ้น เพราะว่าไม่ไม่ว่าจะเป็น ในประเทศและต่างประเทศนั้นย่อมมีข้อดีทั้งสิ้น
ทีนี้เรามาดูตัวอักษรที่ ๒ ตัว O คือ Open Opportunity เปิดโอกาสท่านทำ ๓ ด้านถูกไหมครับ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๑ ๔ ๖ ต่อไปตัว P P ในที่นี้ Project Project แปลว่า โครงการ โครงการคืออะไรครับ ก็คือเป็นโครงการที่ท่านจัด ในที่นี้ท่านจัดอบรมตาม หนังสือเล่มนี้นะครับ อ. เอท ก็อ่านมาอย่างดีครับ หนังสือที่ท่านบอกว่าท่านจัดมาทั้งหมด ๒๑ โครงการ แต่ อ. เอท เห็นทั้งหมดที่ท่านส่งข้อมูลมา อ่านไว้ให้ชัด ๆ คือ ๒๐ โครงการ ใน ๒๐ โครงการนี้ท่านจะอบรมให้กับคนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดประมาณ ๒,๕๐๐ คน งบประมาณ ๑๘.๘๘ ล้านบาท และที่สำคัญจะมีให้กับเยาวชน ให้กับผู้ตรวจการ ให้กับผู้ช่วย ผู้ตรวจการ และคนต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่เราก็จะดูกันในเรื่องของงบอบรมซึ่งงบอบรมเกี่ยวข้อง กับอะไรบ้าง ถ้าเป็นงบอบรม หรือการจัดงานกิจกรรมสัมมนาต่าง ๆ ก็จะมีค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าการเดินทาง ค่าอื่น ๆ ค่าของสมมนาคุณ ค่าตั๋วเครื่องบิน และรวมไปถึง ค่าวิทยากร เราจะเน้นสำนักนี้นะครับ สำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น การจัดอบรม การจัดสัมมนา หรือการจัดดูงาน แน่นอนครับ ต้องมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง กับค่าใช้จ่ายประมาณ ๔-๕ อย่างที่ อ. เอท เพิ่งกล่าวไป แล้วนั่นก็คือตัว P ครับ
เรามาดูตัวสุดท้ายครับ ก็คือตัว S S ในที่นี้ อ. เอท ขอใช้คำว่า Seminar Seminar แปลว่าอะไรครับ Seminar แปลว่า การจัดสัมมนา การจัดสัมมนาคืออะไรครับ คือการเอาคนมารวมกันเพื่อที่จะพูดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะต้องมีผู้นำหรือผู้ที่ดำเนินรายการ จะเป็น พิธีกรหรือจะเป็นวิทยากรต่าง ๆ เพื่อให้ได้จุดประสงค์ เพื่อให้ได้การมีข้อสรุปว่าเราจะทำ สิ่งนั้นอย่างไร นี่คือการจัดสัมมนา ซึ่งเรามาดู เมื่อสักครู่ อ.เอท บอกว่ามีทั้งหมด ๒๐ โครงการ ใน ๒๐ โครงการ มี ๑ โครงการที่เป็นโครงการที่ไปจัดหลักสูตรอบรม ให้กับผู้ตรวจการ ผู้ช่วยผู้ตรวจต่าง ๆ หนึ่งในนั้นก็คือ ๑ ใน ๒๐ ใช้งบประมาณประมาณ ๗.๑๔๙ ล้านบาท หรือประมาณ ๗ ล้านบาทเศษ ๆ ๗ ล้านเศษ ๆ ท่านจัดใน ๑ กิจกรรมนี้ หรือ ๑ โครงการนี้มี ๓ โครงการย่อย ไป ๓ ประเทศ มี TJV น่าสนใจครับ T คืออะไรครับ ไปตุรกี J คือ Japan ญี่ปุ่น และ V คือเวียดนาม ถ้า T หรือตุรกี ท่านจัดมีงบประมาณ ๓.๕ ล้านบาท ไปประมาณ ๔๘ คน แล้วก็ไปกัน ๖ วัน อันนี้เป็นผู้ตรวจราชการ ถ้าเป็นตัว J คือ Japan ท่านจัดไป ๒.๗ ล้านบาท แล้วก็มีผู้ที่ไปอบรมด้วยประมาณ ๔๓ คน จัด ๖ วัน แต่ถ้าเป็น V คืออะไร คือเวียดนาม เวียดนามจัดให้กับผู้ช่วย ไปแค่ ๓ วัน เห็นไหมครับ แล้วเราบอกว่าอย่างไร ใช้เงินประมาณ ๑ ล้านบาท แล้วบอกว่าเราต้องการที่จะทำตาม ยุทธศาสตร์ชาติด้านที่ ๔ คือความเท่าเทียม ความเสมอภาค อ.เอทว่าถ้าเกิดท่านจัดรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการ หรือจะเป็นผู้ช่วยก็ควรจะไปด้วยกัน ควรจะมีโอกาสไปพร้อม ๆ กัน และนี่คือสิ่งที่อยากจะเห็นว่าการจัดการที่ไปสัมมนาโครงการหลักสูตรอบรม และที่สำคัญ หลักสูตรอบรมทั้ง ๗.๑ ล้านบาท ที่ไปโครงการเดียว ที่แบ่งออกเป็น ๓ โครงการย่อย ๆ นี่ ไม่มีแม้กระทั่งค่าวิทยากรใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วท่านจะจัดสัมมนาได้อย่างไรครับ ในเมื่อไม่มีผู้ที่ จะมานำการสัมมนา เพราะ อ. เอท บอกแล้วครับว่านอกจากจะเป็นการสัมมนาที่ถูกต้อง ต้องมีค่าวิทยากร ค่าเดินทาง เพราะท่านมีการจัดซื้อของสมนาคุณชิ้นละ ๑,๕๐๐ บาท เป็นการไปเที่ยว หรืออะไรก็ตามแต่ อ. เอท ไม่แน่ใจ แล้วมีค่ารถครับ มีค่ารถวันละประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท คือถ้าเกิดท่านจัด ๖ วัน ค่ารถมี ๖ วันเลย จริง ๆ แล้วการจัดสัมมนามันควรจะอยู่โรงแรมบ้าง หรืออยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อให้เขาได้มีโอกาสได้คิดในที่ใดที่หนึ่ง ไม่ใช่เดินทางอย่างเดียวนะครับ เพราะฉะนั้น อ. เอท บอกอีกครั้งนะครับ ไม่มีคำว่า Against หรือไม่ได้มีการว่าห้ามไป ไปดีแล้วครับ แต่ควรที่จะจัดชื่อ อาจจะเป็นการดูงานน่าจะเหมาะกว่าไปทำสัมมนานะครับ
และสุดท้ายนี้ก็มาสรุปนะครับว่า เรามีงบทั้งสิ้นของสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด ๒๖,๒๐๐ อ. เอท มองไม่เห็นตัวเลข ประมาณ ๒๖,๐๐๐ นะครับ ๒๖,๐๐๐ นี้ เราตัดไปแล้วในหนังสือเล่มนี้ เล่มรายงาน เราตัดไปแล้วประมาณ ๓๗๑ ล้าน อ. เอท ขอตัดเพิ่มครับ อีกประมาณ ๗.๑ ล้านบาท รวมทั้งสิ้น อ. เอท ขอตัด ๓๗๕ ล้านบาท ฉะนั้น ๓๗๕ ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ๒๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะถือเป็นประมาณ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ อ. เอท แปรงบประมาณไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์ และนี่คือจะเป็นการทำ OPS ที่ดี ที่สุด O คือเปิดโอกาสให้กับประชาชน P ก็คือ People และ S ก็คือให้เขาได้มีความสุขและ ยิ้มอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับท่านประธาน Respect
สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา ของคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดอ่างทอง ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ชั้น ๓ ขอขอบคุณครับ ขอต้อนรับทุกท่าน ต่อไปขอเชิญ เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข ครับ
เรียนท่านประธานครับ กระผม เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตลาดพร้าว บึงกุ่ม พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ในงบประมาณเกี่ยวข้องกับสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ กระผมขออนุญาตเสนอปรับลดในสัดส่วนของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ ในการเดินทางของบุคคลสำคัญ ที่มีมูลค่าถึง ๑,๘๑๗ ล้านบาทถ้วน ขออนุญาตภาพฉาย ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากภาพฉายครับ นี่คือ อัตราความสิ้นเปลืองของอากาศยาน OM Cost อ้างอิงจากเอกสารของทางกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยประมาณนะครับ OM Cost เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอากาศยาน ต่อ ๑ ชั่วโมงการบิน โดยอากาศยานที่บุคคลสำคัญมักจะใช้ในการเดินทางจะประกอบด้วย Airbus A319 Airbus A320 ATR A340 หรือจะเป็นเฮลิคอปเตอร์สำหรับบุคคลสำคัญ ก็คือ S70 แล้วก็จะมี C130 บ้างในบางครั้ง ในการขนอุปกรณ์หรือภารกิจต่าง ๆ นะครับ
จากภาพฉายครับ นี่คือจำนวนเที่ยวบินโดยประมาณ ในวงรอบปี ๒๕๖๗ ถึงปี ๒๕๖๘ นี้ ก็คืออ้างอิงข้อมูลจาก Flight Radar นะครับ โดยการนำทะเบียนของอากาศ ยานไปหาดู จะพบว่าในปีที่ผ่านมาเที่ยวบินแบบ A340 จะมีชั่วโมงบินอยู่ที่ ๒๑๘ ชั่วโมง เมื่อคูณกับ OM Cost แล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ ๑๓๓ ล้านบาท ขออนุญาตสักครู่นะครับ ก็คือขออนุญาตขออภัยกองทัพอากาศไว้ ณ ที่นี้เลย เนื่องจาก ข้อมูลการบินดังกล่าว เป็นข้อมูลการบินที่รวมทั้งภารกิจของกองทัพอากาศเองก็ดี และข้อมูลรับส่งของบุคคลสำคัญก็ดี ซึ่งมันยากมากที่จะแยกออกมา แต่อันนี้เป็นภาพรวมโดยประมาณ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่า ทั้งปีที่ผ่านมาเครื่องบินแบบนี้ บินไปแค่ประมาณ ๑๓๓ ล้านบาท และใช้ชั่วโมงบินแค่ ๒๑๘ ชั่วโมง สำหรับภารกิจเดินทางในต่างประเทศ ซึ่งผมมีข้อมูลการบินอยู่ แล้วจะนำให้ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็มีเที่ยวบินภายในประเทศตามภาพฉายครับ
อันนี้เป็นเที่ยวบินของ A319 ที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางภายในประเทศ ๒๙ ล้านบาท แล้วก็ต่างประเทศ ๓.๘ ล้านบาทครับ สไลด์ต่อไป อันนี้เป็น A320 เป็นอีกลำหนึ่ง เช่นเดียวกันครับ ก็มีค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ๕๘ ล้านบาท ในประเทศแล้วก็ ๘ ล้านบาท เป็นของต่างประเทศนะครับ อันนี้คือภาพรวมของอากาศยานที่บุคคลสำคัญมักจะใช้ ในการเดินทาง โดยผมนำเฉลี่ยเลยว่า ๑ วัน ๔ ชั่วโมง ๑ ปี ๑,๔๖๐ ชั่วโมงซึ่งเป็นไปไม่ได้ ที่บุคคลสำคัญของรัฐบาลจะบินในทุก ๆ วัน วันละ ๔ ชั่วโมง แล้วเครื่องบินเหล่านี้ จะขึ้นบินพร้อมกัน ก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหากเอา A340 บินทุกวัน วันละ ๔ ชั่วโมง สำหรับรับส่งบุคคลสำคัญ จะมีค่าใช้จ่ายอยู่แค่ ๘๙๐ ล้านบาท ใช้ A320 อยู่แค่ ๒๗๙ ล้านบาท ใช้ ATR ถูกลงไปหน่อยครับ ๒๔๔ ล้านบาท ใช้ C130 ๔๗๘ ล้านบาทถ้วนครับ จากภาพ ฉายทำให้เห็นว่างบประมาณในส่วนดังกล่าวครับท่านประธาน มีเกินไปกว่าความจำเป็น เป็นจำนวนมาก ท่านตั้งเบิกไว้ถึง ๑,๘๑๗,๘๖๘,๐๐๐ บินได้รอบโลกเลยนะครับ บินขึ้นทุกลำ พร้อมกันก็ยังใช้ไม่หมดครับ งบประมาณที่เหลือเหล่านี้ผมคิดว่าควรปรับลดครับ แล้วก็ ควรที่จะเอาไปทำอย่างอื่นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนครับ สำหรับหน่วยงานต่อไป ในสำนักนายกรัฐมนตรีครับ ก็คือเกี่ยวกับ กอ.รมน. ครับท่านประธาน กอ.รมน. ยังคงความ เป็น กอ.รมน. เหมือนเดิม ถามไม่ตอบ บอกไม่รู้ เอกสารไม่มี ชี้แจงไม่ได้ ถามว่าทำอะไร ก็บอกว่าเป็นภารกิจด้านความมั่นคง แต่ความมั่นคงของ กอ.รมน. นั้นท่านทำทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นปลูกป่า สอนหนังสือ ช่วยชาวบ้าน ไฟไหม้ มีโครงการอบรมทุกมิติ สุดท้ายปีนี้ ที่ผมผิดหวังมากที่สุดปี ๒๕๖๗ ไม่เท่าไรครับท่านประธาน เพราะว่าอดีต ผอ. กอ.รมน. ท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๙ ทำโครงการเอาไว้ในเล่มงบปี ๒๕๖๗ แต่อดีต ผอ. กอ.รมน. นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ที่เป็น ผอ. กอ.รมน. คนเก่า ตอนหาเสียงก็บอกเอาไว้เหมือนกัน ครับว่าไม่ได้มีความจำเป็นเลย กอ.รมน. แต่สุดท้ายเป็นรัฐบาล ท่านก็บอกว่า กอ.รมน. มีความจำเป็น แต่สุดท้ายไปอีก ในเมื่อบอกว่ามีความจำเป็นแต่ท่านไม่ปฏิรูปองค์กรใด ๆ เลย ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังว่าที่ ผอ. กอ.รมน. คนใหม่ หรือรักษาการ ผอ. กอ.รมน. คนปัจจุบันนะครับ หากท่านยังมั่นใจและเชื่อมั่นว่าองค์กรนี้ยังต้องมีอยู่ช่วยชี้แจง แล้วทำให้ ประชาชนได้เห็นประสิทธิภาพเสียที ขาดซึ่งประสิทธิภาพ ขาดซึ่งวิสัยทัศน์ ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง กำลังพลที่มาก็ขาดซึ่งองค์ความรู้ พยายามจะเก่งทุกอย่าง แต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างครับ ท่านประธาน องค์กรเหล่านี้ถ้าภาครัฐหรือรัฐบาลยังยืนยันถึงความจำเป็นอยู่และไม่ปฏิรูป และไม่พัฒนาใด ๆ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่างบประมาณปีหน้ามันจะไม่ออกมาลักษณะเยี่ยงนี้อีก ห่วยแตกมากครับท่านประธาน เหมือนเดิมครับ Concept ของ กอ.รมน. ท่านประธานถาม ข้าราชการทุกคนได้เลยครับ ทำทุกอย่างยกเว้นงานในหน้าที่ อยู่ทุกที่ยกเว้นที่ทำงาน รัฐบาลต้องการยกเว้นประชาชน หน่วยงานนี้รวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี ผมขอเสนอปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ และฝากท่านประธานแจ้งข่าวไปยังว่าที่ ผอ. กอ.รมน. คนใหม่ช่วยพัฒนา องค์กรนี้ หากท่านยังดันทุรังจะให้องค์กรนี้มีอยู่ในประเทศสืบต่อไป ช่วยทำให้มันดี หรือช่วยทำให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่มีแต่งบประมาณสะเปะสะปะ เกะกะ ทำทุกอย่าง แล้วห่วยแตกแบบนี้ เท่ากับว่า ผอ. กอ.รมน. ว่าที่ที่จะขึ้นมาใหม่ขาดซึ่งประสิทธิภาพ ในการทำงาน และไม่กล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณชยพล สท้อนดี ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนครับ ในส่วนเรื่องของสำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมก็อยากจะขอโฟกัส หลัก ๆ ที่ ๒ หน่วยงาน ก็จะเป็นหน่วยงาน กอ.รมน. แล้วก็ ศรชล. นะครับ ซึ่งจากที่ผมฟัง ท่านสมาชิกทั้งหมดได้อภิปรายกันมาก็คิดว่าท่านสมาชิกทุกคนก็น่าจะเห็นไปในทางเดียวกัน ก็คือ กอ.รมน. และ ศรชล. เป็น ๒ หน่วยงานที่ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ ชี้แจงอะไรก็ชี้แจงไม่ได้ ไม่มีรายละเอียดอะไรมาประกอบคำของบประมาณแต่ละครั้งเลย และพอการเขียน ของบประมาณมานะครับ ก็ต้องขอบอกว่าแต่ละครั้งที่เขียนมาก็จะเขียนตัวเลขมากลม ๆ ถ้วน ๆ ไม่มีคำอะไรชี้แจง จนผมก็อยากจะฝากบอกไปทั้ง ๒ หน่วยงานนะครับว่า ไม่เนียนไปเขียนมาใหม่ ขอสไลด์ขึ้นครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สไลด์ถัดไปเลยครับ สิ่งแรกที่ผม อยากจะพูดก็จะเป็นเรื่องของ กอ.รมน. เหมาเครื่องบิน ๑๙๐ ล้าน อีกแล้วครับ คืออยากจะขอย้ำที่อีกแล้ว เพราะว่ารอบปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ผมก็ได้อภิปรายเรื่องของ กอ.รมน. กับการเหมาเครื่องบินของเขาไปแล้วรอบหนึ่ง รอบนั้นไม่ได้มีคำชี้แจงอะไร รอบนี้ ยังพอมีเอกสารมาบ้างเดี๋ยวเราลองมาดูกัน รายละเอียดภายในโครงการ คือเรื่องของการ เหมาเครื่องบินเอกชน ๒ เที่ยวบินต่อวันตลอด ๑ ปี บอกว่าวัตถุประสงค์เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจให้กับกำลังพล โดยใช้เครื่องบินที่มีที่นั่งไม่ต่ำกว่า ๑๖๐ ที่นั่ง หรือก็คือขนาดเดียวกัน กับประมาณเครื่องบิน A320 แบบที่สายการบิน Low Cost ต่าง ๆ นั้นก็ชอบใช้ให้เรา ได้เห็นกันอยู่นะครับ นอกจากนี้คือในรายละเอียดก็จะบอกว่าเป็นการรับส่งกำลังพลทั้งหมด ๖,๑๕๒ นาย ส่งกลับไปที่ภูมิลำเนาเดิมจากคนที่ยืมมาจากกองทัพ ภาค ๑ กองทัพ ภาค ๒ กองทัพ ภาค ๓ ทีนี้คือมันก็ต้องตั้งคำถามว่าแล้วจะยืมคนบ้านไกลมาทำงานที่นี่ทำไม ทำไม ไม่ใช้คนที่อยู่ใกล้ ๆ มาทำงาน เพราะว่าในตัววัตถุประสงค์ของโครงการนี้บอกว่าที่จะต้อง มีการเหมาเครื่องบินก็เพื่อรับส่งกำลังพล เพื่อที่จะไม่เปลืองค่าเดินทางบอกว่าจะลำบาก กำลังพล บอกว่ามันเสี่ยงอุบัติเหตุกับการต้องเดินทางไกล อาจจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง รักษากำลังใจจากการที่ต้องเดินทางใช้ระยะเวลาเป็นเวลานานเพราะว่าต้องจากบ้านมาไกล ทุกอย่างที่คุณบอกว่าคุณต้องการจะ Solve ปัญหานะครับ ปัญหามันเกิดขึ้นจากการที่คุณยืม กำลังพลมาที่นี่ตั้งแต่ทีแรก และยืมเขามาไกล เสร็จแล้วก็ต้องมาตั้งงบประมาณในการที่จะส่ง เขาคืนกลับบ้านไปอีกหรือครับ แล้วจะเอามาทำไมตั้งแต่ทีแรก แล้วถ้าเกิดอยากรู้ว่าโครงการนี้ มันคุ้มค่าคุ้มงบประมาณหรือไม่ เดี๋ยวมาดูสไลด์ถัดไป ผมก็ลองเอาตัวเลข ๑๙๐ ล้านบาท มาลองคิดเลขขำ ๆ ดูเล่น ๆ ในตัวเครื่องบินที่บอกว่าขนาดขั้นต่ำทั้งหมด ๑๖๐ ที่นั่ง บินขั้นต่ำ ๒ เที่ยวต่อวันตลอด ๑ ปี ก็คือการตีตั๋วไปและกลับ เท่ากับว่าตลอด ๑ ปี เอา ๑๖๐ คูณกับ ๓๖๕ เท่ากับเราจะมีตั๋วในการที่จะไปกลับทั้งหมด ๕๘,๔๐๐ ที่นั่งต่อปี ถ้าเกิด เรามาดูราคาทุนที่จ่ายที่เราเหมาไปแล้วทั้งหมด ๑๙๐ ล้านบาท กับที่นั่งทั้งหมด เท่ากับว่า ราคาตกอยู่ที่ประมาณ ๓,๒๕๓ บาทต่อที่นั่งไปกลับ แต่ว่าทีนี้พอเรามาดูในเชิงรายละเอียด ที่ว่าเรามีบุคลากรทั้งหมด ๖,๕๑๒ คน ในรายละเอียดของโครงการบอกว่าบุคลากรแต่ละคน จะทำงานอยู่ทั้งหมด ๔๕ วัน แล้วก็จะกลับไปพักที่บ้านเป็นเวลา ๑๕ วัน เท่ากับระยะเวลา ๖๐ วัน หรือว่า ๒ เดือน บุคลากรแต่ละคนจะได้กลับบ้าน ๑ ครั้ง เท่ากับว่าใน ๑ ปีนี้จะได้ไปกลับ บ้านทั้งหมด ๖ ครั้ง จำนวนตั๋วที่ต้องส่งไปกลับก็จะอยู่ที่ ๓๙,๐๗๒ ที่นั่งไปกลับต่อปี พอมาดูตัวเลขตรงนี้เราก็เห็นภาพชัดแล้วว่าส่วนต่างของตั๋วที่เราได้เหมาไปทั้งหมดเราเหมาไว้ ๕๘,๔๐๐ ที่นั่งไปกลับต่อปี แต่เราใช้จริง ๆ อยู่แค่ ๓๙,๐๐๐ ต่อปี เท่ากับว่างบประมาณนี้ ที่เราตั้งไว้ ๑๙๐ ล้านบาท เรามีที่นั่งที่เราไม่ได้ใช้ หรือก็คือตั๋วที่เราซื้อมาเปล่า ๆ แล้วไม่มีใคร ได้ใช้ทั้งหมด ๑๙,๓๒๘ ที่นั่งต่อปี ถ้าเกิดคิดเป็นเงินตามต้นทุนราคาทุนที่เราจ่ายไปแล้ว ก็เท่ากับว่า โครงการนี้ที่เราเหมาเครื่องบินมาเราเสียเงินเปล่า ๆ ทิ้งไปโดยที่เราไม่ได้ ประโยชน์อะไร ไม่มีกำลังพลคนไหนได้นั่งเก้าอี้บนเครื่องบินนั้นเพื่อที่จะเดินทางกลับ ภูมิลำเนา มูลค่าทั้งหมด ๖๒.๘๗ ล้านบาทต่อปี แล้วเราปล่อยโครงการประเภทนี้ผ่านมาได้ อย่างไรอีกแล้ว แล้วกรรมาธิการปล่อยผ่านมาถึงวาระตรงนี้ได้อย่างไรโดยที่ไม่เอะใจอะไรเลย ผมตั้งคำถามโครงการนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วทำไมมันยังอยู่ถึงวันนี้อีก
ต่อมาเป็นเรื่องของ ศรชล. กับการขอสร้างท่าเรือ ๑๓๕ ล้านบาท ตรงนี้เอง ผมขอลงรายละเอียดเพียงแค่นิดเดียวแล้วกัน เพราะก่อนหน้านี้ท่าน สส. ภัทรพงษ์ หรือท่าน สส. ตี๋ ได้ลงรายละเอียดไปเรียบร้อยแล้วนะครับ กับการสร้างท่าเรือของ ศรชล. ๓ ที่ ที่จังหวัดสงขลา ตราด และพังงา ๓ ที่รอของบประมาณไปสร้างทั้งหมด ๔๕ ล้านบาท ถ้วน ๆ ทั้ง ๓ ที่เหมือนกันหมดเลย ผมต้องขออธิบายให้ทุกท่านฟังก่อนนะครับว่า การสร้าง ท่าเรือแต่ละครั้งปกติแล้วตามธรรมชาติมันจะต้องมีการที่จะสำรวจพื้นที่ก่อน เพราะพื้นที่ ใต้ทะเลแต่ละที่ตามแต่ละชายฝั่งมันจะไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทราย หรือเป็นหิน หรือเป็น อะไรก็ตามแต่ ทำให้การประเมินราคาในการก่อสร้างเรื่องของท่าเรือจะต่างกันแต่ละพื้นที่ไป แต่ว่า ศรชล. ไม่รู้สำรวจพื้นที่แล้วประเมินราคามาอย่างไร ทำไมที่จังหวัดสงขลา ตราด และพังงา ๔๕ ล้านบาท เท่ากันหมดเลย เหมือนกลัวว่าเราจะไม่เห็นเลขตุกติกก็เลยเขียนเลข กลม ๆ ห้วน ๆ ถ้วน ๆ มาให้เห็นอย่างนี้ให้เราได้คันตาเล่น เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป ศรชล. กับการซื้ออุปกรณ์สุดเท่ นี่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาแค่บางอย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ชุดเกราะลอยน้ำ ชุด Tactical Gear หมวกกันระเบิด แว่นตากันสะเก็ดระเบิด หรือว่าจะเป็น เรื่องของหูฟังวิทยุอะไรต่าง ๆ เอาเรื่องของเครื่องตรวจจับสารพิษด้วย คือเราก็รู้กันอยู่ว่า ศรชล. นั้นเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการประสานงาน แล้วก็ไม่ได้มีหน้าที่ในการปฏิบัติ แต่ทำไมถึงต้องมี Tactical Gear เหล่านี้ แล้วเอาแค่เฉพาะที่ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็มี มูลค่าไป ๑๔.๗ ล้านบาทแล้ว แล้วเดี๋ยวเรามาดูกันนะครับว่างบประมาณตรงนี้มันคุ้มค่าจริง หรือไม่ เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป กับผลการดำเนินงานของ ศรชล. ตลอดปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเขาก็ได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ๒๒๑ ครั้ง ก็คือคนตกเรืออะไรอย่างนี้ครับ คือเป็นกู้ภัยทางทะเลหรือ หรือว่ามีหน้าที่เป็นหน่วยงานทางความมั่นคงกันแน่ ในการป้องกัน การทำประมงผิดกฎหมาย ๙๓ ครั้ง ซึ่งเอาจริงแล้วตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของทัพเรือเช่นเดียวกัน ที่มีหน้าที่ในการปกป้องเรื่องของทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลในน่านน้ำทะเล ของประเทศไทย แต่ปรากฏว่าก็ต้องรั่วมาจนถึงมือ ศรชล. ต้องออกไปรับหน้าแทนถึง ๙๓ ครั้ง ในปีที่ผ่านมา เอาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเลยนะ ป้องกันการค้ามนุษย์ ๑ ครั้งถ้วนในปี ๒๕๖๗ เรื่องการป้องกันโจรสลัด ๐ ครั้งถ้วน ป้องกันการก่อการร้าย ๐ ครั้งถ้วน
ส่วนเรื่องการป้องกันน้ำมันเถื่อนที่เราเพิ่งมีข่าวใหญ่โตกันไปว่ามีการขน น้ำมันเถื่อนผ่านทางประเทศไทยไม่มีระบุมา แต่สิ่งที่มีการระบุมาคือการต้อนรับเรือสำราญ ๑๖๗ ลำ ในปี ๒๕๖๗ ต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวน ๕๒๖,๕๐๐ คน ที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตราด จังหวัดกระบี่ และเกาะสมุย คือของบประมาณไปทำ Tactical Gear อะไร ต่าง ๆ แล้วก็ทำหน้าที่เป็นคนยืนต้อนรับแขกที่ท่าเรืออย่างนี้หรือครับ คุ้มค่าไหมครับ กับงบประมาณ เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป อันนี้ผมก็อยากจะยกตัวอย่างให้ท่านเห็น ท่านลอง Zoom เข้าไปที่หน้าจอทางขวาดูนะครับ ท่านจะได้เห็นคุณภาพงานของ ศรชล. ว่าทำงานละเอียด ดีกันขนาดไหน ถ้าเกิดท่านสังเกตเห็นนะครับ คือเอกสารคำของบประมาณที่พอจะระบุชื่อของเอกสารที่ ต้องการที่จะพูดถึง กับเขียนว่า ผิดพลาดไม่พบแหล่งอ้างอิง ก็คิดว่าน่าจะใช้ Excel แล้วก็ผูก สูตรพลาดก็เลยไม่มีเอกสารโผล่ขึ้นมาในเอกสารของบประมาณ แต่ก็เอางานคุณภาพระดับนี้ มาของบประมาณกับสภาผู้แทนราษฎร แล้วพวกเราก็ปล่อยผ่านไปได้จริงหรือครับ ก็อยากจะบอกว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันก็ซ้ำเรื่องราวเดิม คือความที่เขาไม่สน ไม่ Care แล้วก็ไม่สนใจที่จะเนียนด้วย ผมก็อยากบอกว่าไปเขียนมาใหม่เถอะครับ อย่าปล่อยผ่านเลยครับ แล้วก็ผมได้แปรงบประมาณไว้ว่าอยากจะให้ลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเอาจริงถ้าตัดได้ ก็ตัดเถอะครับ ยุบได้ก็ยุบไป แต่ถ้ายุบไม่ได้ก็ตัดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะข้าราชการและพนักงานราชการ โรงเรียนนายเรือ อากาศนวมินทกษัตริยาธิราช อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งนั่งฟังการประชุมอยู่ชั้นบน ขอบคุณครับ ต่อไปผู้แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติ คุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ก็ขอร่วมอภิปรายงบ ปี ๒๕๖๘ วาระที่ ๒ ในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งหน่วยงานที่ผมขอตั้งข้อสังเกต คือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปีที่ผ่านมาครับ รับเรื่องร้องเรียน เป็นหมื่นเรื่องนะครับ แก้ไขได้กี่เรื่อง ประชาชนทั่วไปนึกถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ก็คงนึกถึงเรื่องร้องเรียนถูกไหมครับ สคบ. เรื่องร้องเรียน ต้องทำอะไรบ้างครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับคุ้มครองผู้บริโภค แก้ไขปัญหาใช่ไหมครับ อันนั้นคือเชิงรับ ป้องกัน ปัญหาไม่ให้เกิดใหม่ นี่คือเชิงรุก แต่สถิติเรื่องร้องเรียนไม่ได้ลดลงครับ ปัญหาหลัก ๆ พี่น้อง เจอมีอะไรบ้างครับ ภัยมิจฉาชีพออนไลน์อยู่ในสไลด์แล้วนะครับ Page ปลอม SMS ดูดเงินบ้าง ส่งสินค้าไม่ตรงปก เรื่องร้องเรียนไม่ได้ลดลงนะครับ เพิ่มขึ้นด้วยนะครับ แต่เมื่อไปดูงบ ทำอะไรครับ ไปทำกิจกรรมความร่วมมือกับต่างประเทศเกือบ ๖ ล้านบาท คืออย่างไรครับ แล้วแปลกนะครับ รัสเซียครับ รัสเซียเขาคุ้มครองผู้บริโภคดีตรงไหนครับ เราต้องไปศึกษา เอามาเป็นต้นแบบไทยหรือครับ หรือเราต้องไปคุ้มครองผู้บริโภครัสเซียที่อยู่ในเมืองไทย มีกัมพูชาด้วยนะครับ ไปจับแก๊ง Scammer ที่เปิดอยู่ในเขมร หลอกผู้บริโภคไทย ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมท่านต้องไปในประเทศเหล่านี้ หน้าถัดไปครับ ตราประทับรับรองใหม่มีอีกแล้ว หน่วยงานรัฐยังออกมาเยอะไม่พอหรือครับ ทั้ง อย. เอย มอก. เอย นี่จะตั้งงบขึ้นมาอีก ๓ ล้านบาท เพื่อจะมาตั้งมี Stamp ใหม่อีกอันหนึ่ง แล้วผู้บริโภค ก็สนใจหรือครับ สินค้านี้ก็ติดกันไม่รู้กี่ดวงแล้วครับ มาตั้งเป็น OCPB Approve แล้วมันจะ ช่วยผู้บริโภคจริงหรือครับ
อีกโครงการหนึ่งครับ จัดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคเกือบ ๓ ล้านบาท ไปทำพิธีกรรม Content ประชาสัมพันธ์อะไรหรือครับ ถ่ายรูป มีคลิป มี Post ผมเอง ในฐานะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ผมก็ Post คลิปเหมือนกันไม่มีใครจ่ายครับ เราก็ Promote ได้
สุดท้ายนี้ OCPB Big Data ๑๔.๔ ล้าน มาอีกแล้วครับ Social Listening เอย AI เอย แพลตฟอร์มเอย กดเข้าไปก็เป็นแค่หน้ากาก มีปุ่ม Link ไปหน่วยงานอื่นต่อ มันอะไรครับ Big Data ผมก็ขอสงวนความเห็น แล้วก็แปรญัตติตัดลด ๔ โครงการดังกล่าว ยอดรวม ๒๖ ล้านบาท ขอบคุณมากครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณปรีติ เจริญศิลป์ ครับ
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๘ นะครับ ในเรื่องของราชกิจจานุเบกษาครับ ผมลองไปดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตัวนี้ ผมเชื่อว่า หลายกระทรวงจะมีรายละเอียดพวกอย่างนี้ครับ ถ้าเราตัดลดงบประมาณเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ในแต่ละกระทรวงจะประหยัดงบได้อีกหลายพันล้านบาทครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่ครับ ราชกิจจานุเบกษาคืออะไร ผมจะกล่าวให้ทุกท่านได้ทราบก่อน อันนี้เรียกว่าเป็นหนังสือข่าวสารของรัฐบาลประเทศไทย ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ครั้งแรกในปี ๒๔๐๐ ครับ ในกฎหมายทุกฉบับก่อนที่จะมีการ บังคับใช้ที่สภาได้ออกกันนี้ครับ จะต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วก็บังคับว่า จะมีผลในวันที่เท่าไรครับ แต่ผมลองไปสังเกตงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนของที่เรียกว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะมีงบในการจัดพิมพ์ หน้าถัดไปครับ นี่คือเล่มราชกิจจานุเบกษาที่มีการจัดพิมพ์กัน แต่ผมเชื่อว่าทุกท่านไม่เคยเห็น อาจจะไม่เคย จับด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นรูปเล่มที่มีการจัดพิมพ์ทุกปี แล้วก็มีการเก็บไว้ที่สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีครับ ถัดมาครับ ปัจจุบันประชาชนจะหากฎหมายหรือจะค้นว่าอะไร อยู่ในราชกิจจานุเบกษาเขา Search จากเว็บไซต์ครับ เสร็จแล้วก็ Print ออกมาใช้งานครับ จะไม่มีใครที่จะต้องเข้าไปหาข้อมูลจากสำนักนายกรัฐมนตรี หรือว่าจากหอสมุดแห่งชาติ อีกแล้วครับ
ถัดไปครับ ข้อสังเกตคือปัจจุบันมีการตั้งงบประมาณในส่วนนี้ครับ ในการจัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษา ๑๙.๑ ล้านบาทครับ ในอีกมุมหนึ่งครับ เราก็มี การตั้งงบประมาณในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการประกาศ ราชกิจจานุเบกษา ๖.๔๓ ล้านบาทอยู่แล้ว ประกอบกับมีการตั้งงบประมาณการเพิ่ม ประสิทธิภาพเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาอีก ๑๖.๕ ล้านบาทครับ รวมเกี่ยวกับการพัฒนา การค้นหาออนไลน์ของราชกิจจานุเบกษา ๒๓ ล้านบาทครับ ข้อสังเกตคือ ทำไมเรายังต้อง จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาอีกครับ ผมเลยลองไปค้นหาประกาศข้อมูลดูว่า แล้วปัจจุบันพิมพ์ไว้ที่ไหน แล้วเก็บไว้ทำอะไรครับ ปรากฏว่ามีประกาศของสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีมีการประกาศกำหนดไว้เมื่อปีที่ผ่านมา จริง ๆ แล้ว ปัจจุบันจะมีการกำหนด เรียกว่าให้ Search ทางสื่อออนไลน์เท่านั้น ทางเว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาในการค้นหา ข้อมูลต่าง ๆ แต่ก็ยังมีการตั้งงบพิมพ์ไว้อีก ๔ ชุดครับ ไว้เป็นรูปเล่ม โดยเก็บไว้ที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ๑ ชุด และให้หอสมุดแห่งชาติเก็บไว้ ๓ ชุด ข้อสังเกตของผม คือการเก็บแบบนี้จะมีใครไปขอดูไหมครับ เก็บไว้เป็นหลักฐานแล้วทำไมจำเป็นต้องเก็บไว้ถึง ๔ ชุด หากเราสามารถที่จะบริหารจัดการพวกกระดาษเหล่านี้ โดยการตัดลดงบประมาณเหล่านี้ เพราะปัจจุบันทุกคนเวลาจะ Search หาข้อมูลอย่างไรก็ทางเว็บไซต์ ทางออนไลน์อยู่แล้ว แล้วก็ Print ออกมาใช้งานครับผมเลยอยากฝากไปรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้นะครับ ลองช่วยดูทุกกระทรวงครับจะมีงบเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ถ้าเรารวมกันเยอะ ๆ ผมเชื่อว่า ตัดลดงบประมาณส่วนนี้ที่ไม่จำเป็นแล้วนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นจะเกิดประโยชน์มากกว่าครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณกัณวีร์ สืบแสง ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตลุกขึ้นมาร่วมอภิปรายในตัวร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ในวาระที่ ๒ นะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ทุกท่านนะครับ ใช้เวลาทั้งหมด ๓ เดือน ในการทำงานครั้งนี้แล้วก็ออกมาในรูปร่าง ในการปรับลดลงมาในวาระที่ ๒ แต่จริง ๆ แล้วเรายังเห็นครับท่านประธาน ยังมีปัญหา อีกมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับตัวงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ นี้ มาตรา ๗ ที่ผมจะขอร่วมอภิปราย ผมขอปรับลดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เรายังเห็นครับ เมื่อสักครู่นี้ตอนที่ท่านอาจารย์ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ต้องขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์วีระ ธีระภัทรานนท์ ท่านได้พูดในเรื่องเกี่ยวกับสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี หรือ สลน. จำเป็นครับท่านประธาน เราเห็นชัดเจนครับว่า พันธกิจหลัก ๆ วัตถุประสงค์หลัก ๆ ของ สลน. นี้ จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นในเรื่องเกี่ยวกับการจัดซื้อเรื่อง เครื่องบิน ตรง บล. ๑๙ เครื่องบินลำเลียงชนิดพิเศษ เขาเรียกว่า บล. ๑๙ นี้ งบประมาณ รายจ่ายที่เราจะใช้ในปีนี้ ปี ๒๕๖๘ ๒,๔๓๔ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตอนนี้ปรับลดไปแล้วทั้งหมด ๓๗๑ ล้านบาท เหลือ ๒๕,๙๑๒ กว่าล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการได้ปรับลดมา แต่ผมขอลดอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จำเป็นจริง ๆ ครับ ๒,๔๓๔ ล้านบาทนี้ จำเป็นต้องปรับลด จริง ๆ แล้วมันคิดเป็นแค่ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ที่จะขอ ปรับลดลง กลับไปที่พันธกิจของ สลน. ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูจริง ๆ ภารกิจหลัก ๆ ของ สลน. นี้จะทำให้นายกรัฐมนตรีมีโอกาสเข้าถึงพี่น้องประชาชน ในทางกลับกัน พี่น้องประชาชนต้องเข้าถึงท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผมอยากจะทราบจริง ๆ คณะกรรมาธิการท่านได้พูดคุยกันหรือไม่ ก็คงมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยละครับ ที่พูดว่า จำเป็นต้องปรับลดในตัว บล. ๑๙ ตรงนี้ งบประมาณเยอะ ปีนี้ ๒,๔๓๔ ล้านบาท ถ้าไปดู งบผูกพันจนถึงปี ๒๕๗๑ รวมเป็นทั้งสิ้น ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทำไปได้อย่างไร เราจะเข้า ไปถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างไร แล้วประชาชนจะเข้าถึงนายกรัฐมนตรีได้อย่างไรในการมีเครื่องบินเข้ามา ถามจริงเถอะ พันธกิจตรงนี้จำเป็นมากน้อยขนาดไหน ทำไมถึงไม่ยอมปรับลดตรงนี้เสีย ยังมีหน่วยราชการ ต่าง ๆ ที่มีพันธกิจหลัก ๆ ในเรื่องนี้ ถ้าท่านเห็นครับ ที่ต้องขอประทานโทษต้องเอ่ยนาม ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข ท่านได้พูดไว้ ท่านอภิปรายไว้ใน เบื้องต้น งบประมาณตรงนี้ครับ จริง ๆ แล้วก็เป็นของกองทัพอากาศ ต้องยอมรับ จริง ๆ มาวางไว้หรือเปล่าที่สำนักนายกรัฐมนตรีภายใต้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือ สลน. ซื้อเครื่องบินอย่างเดียวไม่เท่าไรท่านประธานครับ งบผูกพัน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จริง ๆ รวมทั้งสิ้น นี่ผมพูดแค่เครื่องบินอย่างเดียวนะครับ ผมยังไม่พูดถึงเฮลิคอปเตอร์อีก ๒ ลำ เครื่องบินอย่างเดียวทั้งตัวเครื่องบิน ทั้งตัวบำรุงรักษา โรงเก็บเครื่องบิน ไหนจะมีวิศวกร ไหนจะมีนักบิน ไหนจะมีค่าโน่น ค่านี่ ต่าง ๆ มากมาย เบี้ยหัวแตกอย่างมากมาย สรุปว่า สลน. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะเป็นการท่าอากาศยานบวกกับกองทัพอากาศหรือไม่ หากท่านไม่สามารถพิจารณาตรงนี้ได้แล้ว ผมว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ว่าจะเป็นปีไหนก็คงจะไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและจะทำให้เกิดประสิทธิผลได้ตาม พันธกิจหลัก ๆ ของหน่วยงาน อันนี้เป็นภาพสะท้อนครับ เป็นเสียงสะท้อนออกมาจริง ๆ เป็นแค่หน่วยหนึ่งภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีที่เห็นชัดเจนครับว่า ขาดประสิทธิภาพในการ จัดทำรายจ่ายงบประมาณประจำปี แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่าต่อไปในอนาคตเราจะ สามารถทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้ ขนาดแค่เรื่องงบประมาณท่านยังไม่สามารถ ที่จะดูว่าพันธกิจหลัก ๆ ของพวกท่านคืออะไร แล้วประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันครับท่านประธาน เราจำเป็นครับ ไม่สามารถจะเสียเงินภาษีอากร ของพี่น้องประชาชนไปในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพันธกิจ ไปในเรื่องที่สุรุ่ยสุร่ายในการทำงานได้ ขนาดนี้ ยังยืนยันครับ ณ ปัจจุบันนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ๒,๔๓๔ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ จำเป็นต้องตัดออกไปอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมันจะไปช่วยเกี่ยวกับงบผูกพันที่เราจะไม่ต้อง ผูกพันอีกต่อไป อีกหมื่นกว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ก็ขอยืนยันครับ ขอร่วม สนับสนุนท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในการตัดเงินงบประมาณของ สลน. อีก ๒,๔๓๔ ล้านบาท หรือตีเป็น ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ของสำนักนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอเชิญคุณมานพ คีรีภูวดล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ท่านประธานครับ วันนี้ที่ผมใส่เสื้อนี้ก็เป็นเสื้อของพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ชาวภูไทที่จังหวัดกาฬสินธุ์นะครับ ผมเป็นตัวแทนของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ผมพยายามจะใส่เสื้อให้สลับ จริง ๆ แล้วเรามีกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยตั้ง ๖๐ กว่ากลุ่ม ครับท่านประธาน ทีนี้ประเด็นที่ผมจะอภิปรายอย่างนี้ครับท่านประธาน ในมาตรา ๗ ใน พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๖๘ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมจะลง รายละเอียดในประเด็น ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กอ.รมน. ครับท่านประธาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ประเด็นมันอยู่อย่างนี้ครับ ท่านประธาน คำถามผมคือว่า กอ.รมน. จะต้องทำทุกเรื่องหรือครับท่านประธาน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นี่ครับท่านประธาน ภารกิจ ซับซ้อนครับท่านประธาน อยากจะมีส่วนทุกเรื่องหรือครับ ผมคิดว่าอันนี้มันอย่างไรครับ หมายความว่าทุกหน่วยงานนี้เวลาทำงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า เรื่องคน เรื่องทุกอย่างนะครับ ผมคิดว่า กอ.รมน. เข้ามาเกี่ยวหมดเลย ผมคิดว่าอันนี้คือคำถามผม คือว่า ทุกหน่วยงานจะต้องขอปรึกษา กอ.รมน. ใช่หรือไม่ ดูเหมือนว่า กอ.รมน. เป็นสถาบัน ที่ทุกหน่วยงานจะต้องมีส่วนในการที่จะต้องไปถาม หรือจะต้องมาเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานเลย ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธาน ให้ท่านประธานเห็นได้ชัด ในข้อที่ ๒ การแก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองกลุ่มเฉพาะ ๑,๒๖๙,๓๐๐ บาท ลงในเฉพาะเรื่องเด็กตัว G เด็กตัว G คืออะไรครับท่านประธาน เด็กตัว G เขาบอกว่าคือบุคคลที่ไม่พบสถานะใด ๆ เลยนะครับ คือคนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติ และเฉพาะในกลุ่มที่เป็นนักเรียนนะครับท่านประธาน คือนักเรียนคนไหนก็ตามแต่ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยม หรืออุดมศึกษา เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษานี่ เราจะต้องมีรหัสให้เขา มีหมายเลขให้เขา ตัวเลขที่จะต้องมี คือตัวแรกนะครับก็คือตัว G Generate นี่นะครับ แล้วก็ตามด้วยหมายเลข ทำไมเราต้อง ถามอย่างนี้ครับท่านประธาน มันไม่ใช่ว่าเราอยากทำครับ เราไปมีข้อตกลงไว้ด้วยเรื่องของ สิทธิเด็กในเวทีสหประชาชาติ มันเป็นเงื่อนไข มันเป็นข้อบังคับและทุกคนถือปฏิบัตินะครับ ทุกคนถือปฏิบัติและต้องทำ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ไปลงนาม ในกรอบ การทำงานเรื่องเด็กตัว G ท่านประธานครับ มันมีคนที่รับผิดชอบชัดเจนมี ๒ หน่วยงาน คือกระทรวงศึกษาธิการครับท่านประธาน นักเรียนที่เข้ามาเรียนในสถานศึกษาครูจะมีหน้าที่ ไปตรวจสอบว่าเด็กคนนี้มีสถานะบุคคล มีสัญชาติไหม ถ้าไม่มีก็เข้า G เข้า G เสร็จแล้วไป ที่ไหนครับ โรงเรียนต้องส่งไปที่อำเภอครับ คือกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ในการออก หมายเลข ในการรับรองสถานะเด็กคนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในการศึกษาจริง โดยหลักการ สหประชาชาติ โดยข้อกฎหมายก็คือ ๒ หน่วยงานนี้ครับท่านประธาน ผมถามว่า กอ.รมน. ไปยุ่งอะไรกับเขา ถามจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าภารกิจของท่านโอเคเรื่อง ความมั่นคงภายในผมเข้าใจนะครับ แต่เรื่องอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่ากฎหมายเขาเขียนไว้ ชัดเจน ภารกิจของหน่วยงานก็ชัดเจนก็คือระบุไว้ชัดเจนว่ามันเป็นหน้าที่ของ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวงมหาดไทย ท่านประธานทราบไหมครับ ผมลงพื้นที่ หน่วยงานที่รับผิดชอบมันก็ไม่มีงบที่มากพอนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน ครู นักเรียนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนี่ครับ กระทรวงมหาดไทย ก็คือโดยปกติก็จะเป็น แม่บ้านของทุกเรื่องในพื้นที่ทุกอำเภอ เวลาอะไรมาก็คือนายอำเภอ ปลัดอำเภอพวกนี้นะครับ ผมเคยถามปลัดอำเภอว่ามีงบเรื่องนี้ไหม บอกว่าไม่มี ถามครูในโรงเรียน ถามผู้อำนวยการ ในโรงเรียนมีงบเรื่องนี้ไหม ไม่มี เจียดอะไร เจียดงบประมาณเท่าที่มีอยู่นะครับ ในการ ดำเนินการถ่ายเอกสารวิ่งไปวิ่งมาระหว่างโรงเรียนกับอำเภอ วิ่งไปวิ่งมานะครับ บางที เด็กก็เข้าใหม่ แต่ละปีก็ไม่เท่ากันกว่าจะทำให้ฝ่ายปกครองคืออำเภอรับรองนี่มันก็ต้องใช้เวลา กว่าจะทำเรื่องนี้ อันนี้งบประมาณที่คนที่จะต้องใช้จริง ๆ คือ ๒ หน่วยงาน คือกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ผมถามว่า กอ.รมน. จะไปยุ่งอะไรละครับ ไปเกี่ยวข้องทำไมครับ ท่านไปดูเรื่องอื่นเถอะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผม อยากจะชี้ให้เห็นได้ชัดว่าความซับซ้อนในการใช้งบประมาณของหน่วยงานนะครับ โดยเฉพาะ กอ.รมน. ในมาตรา ๗ ของสำนักนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าแบบนี้ต่างหากครับ ที่จะทำให้การใช้งบประมาณที่สิ้นเปลือง แบบนี้ต่างหากที่จะทำให้การใช้งบประมาณที่ไม่เกิด ประสิทธิภาพสิ่งที่ผมอยากจะเห็นครับท่านประธานครับ ในประเด็นนี้นะครับ จริง ๆ แล้ว ผมอยู่ในกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศ ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการในเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องของผู้ลี้ภัย ๙ Camp ๔ จังหวัดแล้วก็ผู้ที่มาใหม่หลังปี ๒๐๒๑ ที่มีการรัฐประหารที่เมียนมา และผ่านการอภิปราย ในที่ประชุมนี้แล้วนะครับท่านประธาน ผมอยากให้ กอ.รมน. ไปดูตรงนี้ดีกว่าครับว่า รายงานของกรรมาธิการที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร สภาใหญ่แล้วนี่ กรรมาธิการความมั่นคง หรือกรรมาธิการอื่นเสนอให้ท่านไปทำอะไร ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการการต่างประเทศนะครับ ท่านกัณวีร์ก็เสนอ ก็คือกรณีการโยกย้ายถิ่น โดยไม่ปกติครับ ก็มีรายงานออกมา กอ.รมน. ไปดูในรายงานที่สภาเสนอให้ท่านดีกว่าว่าในภารกิจของท่าน ท่านจะต้องไปทำเรื่องอะไร เช่น ถ้าจะต้องมีส่วนในการไปแก้กฎหมาย ๑ ๒ ๓ ๔ ไม่ว่าจะ เป็นกฎหมายคนเข้าเมือง หรือว่าการทำให้พื้นที่ที่มันเป็นพื้นที่สีเทา สีดำ ไม่ยอมให้คน ที่เข้าอยู่ในเมืองแบบผิดปกติ หรือหลบหนีเข้าเมืองนี่นะครับ ทำให้มันยกขึ้นมาบนโต๊ะ เพื่อป้องกันอาชญากรรม เพื่อจัดระเบียบ เพื่อไม่ให้เกิดการเรียกผลประโยชน์จากกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงภายใน แต่การที่ท่านไปแย่งงานของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทยนะครับ งบอาจจะไม่เยอะครับท่านประธาน แต่ผมคิดว่าถ้าวิธีคิดการ ทำงานอย่างนี้นะครับ ในภารกิจที่มันซับซ้อนไปเกี่ยวข้องทุกเรื่อง มันจะทำให้ระบบ การเคลื่อนตัวของงานทั้งหมดของโครงสร้างงบประมาณตรงนี้ มันจะมีปัญหาครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้อยากจะให้กรรมาธิการ ผมคิดว่าโยกไปให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ให้กับกระทรวงมหาดไทยเถอะครับ ของ กอ.รมน. ผมคิดว่าเอาภารกิจหลักก็พอครับ เรื่องนี้ผมดูอย่างไรก็คือว่าไม่เกี่ยวกับภารกิจของท่านเลยนะครับ มันมีหน่วยงานที่ชัดเจน ที่รับผิดชอบอยู่แล้ว และที่สำคัญก็คือว่าไม่อยากให้ กอ.รมน เข้าไปเกี่ยวข้องทุกเรื่อง เอาเรื่องที่เป็นเรื่องหลัก ๆ ครับ ไม่อย่างนั้นก็คือทุกหน่วยงานก็จะต้องมีส่วนกับท่าน ท่านต้องมีส่วนร่วมกับเขาตลอดครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณสุรทิน พิจารณ์ ครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ในงบของสำนักนายกรัฐมนตรี หมวดกองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. ผมขอตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ที่ขอตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่าภารกิจมันไม่มีอะไร ท่านประธานครับ มันไปซ้ำซ้อน เหมือนท่านผู้ทรงเกียรติที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ ทุกอย่างซ้ำซ้อนทั้งหมด ปีที่แล้ว ผมก็อภิปรายตัดงบ กอ.รมน. ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้เราก็ยกเลิกกฎหมายการกระทำ เป็นคอมมิวนิสต์หมดแล้ว เราไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว มีแต่ผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปราม คอมมิวนิสต์ ท่านประธานก็เคยเห็นตั้งแต่ในสมัยที่เราเป็นครูใหม่ ๆ ผมก็เป็นครูใหม่ ๆ แล้วก็ มีคนติดตามตลอดเวลา รายงานเพื่อเอาเงิน กอ.รมน. นี่ละครับท่านประธาน แต่วันนี้เอาเงิน ของรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ ๕,๐๒๔ ล้านบาท ปีที่แล้วได้งบประมาณไป ๕,๑๑๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมอภิปรายว่า กอ.รมน. คือเห็บในวงราชการ ดูดงบราชการไปเปล่า ๆ ใครคือ กอ.รมน. ท่านประธานครับ กอ.รมน. ระดับชาติ ผู้อำนวยการ กอ.รมน. คือ นายกรัฐมนตรี ไปที่ไหนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ไปด้วยกันนี่ละครับ ผู้อำนวยการ กอ. รมน. เบิกเงินได้ ๒ ทาง ท่านประธานครับ ซ้ำซ้อน เสียงบประมาณเปล่า ๆ จังหวัด ก็ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. จังหวัด เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในสำนักงาน กอ.รมน. ท่านประธานครับ ยืมมาจากหน่วยงานราชการอื่น ซึ่งมีเงินเดือนอยู่แล้ว แต่มาใช้เงิน กอ.รมน. ถามหน่อยว่า ผลงานมีอะไรบ้าง ในสมัยรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ ท่านประธานที่เคารพ ครับ ใช้เงินงบ กอ.รมน. ไป ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท เพื่ออะไร เพื่อความมั่นคง ผมว่าอันนี้ก็เหมือนกัน เงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ๕,๐๒๔ ล้านบาท เอามาช่วยพี่น้อง กลุ่มเกษตรกรให้มั่นคงทางด้านอาหาร มั่นคงทางด้านอาชีพ มั่นคงทางด้านความเป็นมนุษย์ ของคนไทยน่าจะดีกว่า อย่างเช่น ยกตัวอย่างง่าย ๆ กอ.รมน. ไปช่วยปราบปรามยาเสพติด เห็นไหมครับ ไปซ้ำซ้อนกับ ป.ป.ส. แล้ว ป.ป.ส. คือสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด เขามีงบประมาณของเขา เห็นไหม ใบเสร็จมีไหมที่ กอ.รมน. ไปทำ ไม่มี ผมเป็นกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามบริหารงบประมาณ พยายามถามว่า ใบเสร็จไปใช้เกี่ยวกับความมั่นคงมีไหม เขาไม่ให้ ท่านประธานครับ นี่คือปัญหาที่สุด ผมว่ามันเป็นตราบาปในวงราชการเลย หยุดเสีย ยกเลิกหน่วยงาน กอ.รมน. เลย มีไว้ทำไม มีไว้แล้วทำให้บ้านเมืองมันดีขึ้น ความมั่นคง อะไรคือความมั่นคง ถ้าชาวบ้านยังหิวอยู่ ยังยากจนอยู่ มันมีความมั่นคงไหม ถ้าเอาเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ไปช่วยทำบาดาลโซลาร์เซลล์ ไปช่วยราคายาง ไปช่วยสินค้าการเกษตร ไปช่วยพี่น้องที่กำลังอยู่รอบทำเนียบ รอบคลองเทเวศร์ กลุ่มเขื่อนทั้งหลายเรียกร้องมา ๔ ปีแล้วช่วยเขาหน่อย เขาก็เสียภาษี ให้กับประเทศไทยเหมือนกัน ช่วยเขาไหม ว่าไม่มั่นคง กอ.รมน. มาดูเขาสักทีไหม มาทีไรก็ได้เอาแหมา เพื่อเอาปลาหมอคางดำไปกินอยู่ตลอดเวลา มีไหมที่ ครม. ไปช่วย ไม่มี เดี๋ยวนี้พี่น้องส่วนหนึ่งก็จะมาเรียกร้อง ผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามคอมมิวนิสต์ คือไปฆ่าพ่อฆ่าแม่เขายังไม่ได้เยียวยา มาแล้ว กอ.รมน. เคยบอกอีกว่าพวกนี้ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ มันก็ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ เพราะว่ามันเป็นผู้ได้รับผลกระทบเฉย ๆ ท่านประธานครับ ในสมัยหนึ่งแถว ๆ มุกดาหารนี่ไปเผาบ้านทั้งหมู่บ้านเลยครับ ต้องย้ายบ้านหนีไปอยู่ที่อื่น ลงมาอยู่แถวนิคมคำสร้อยอย่างนี้เป็นต้น เราได้รับผลกระทบจริง ๆ ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมา ผมก็เชื่อว่าท่านประธานที่เป็นครูด้วยกันกับผม น่าจะได้รับผลอย่างนี้ เหมือนกันจากการปราบปรามพวกเรานี้ ใครปราบปราม กอ.รมน. แทนที่จะเอาเงิน ๕,๐๒๔ ล้านไปช่วยอย่างอื่นก็มาบริหารงานแบบนี้ ส่วนหนึ่งคือไปสร้างความแตกแยก ในสังคม หน่วยงานใหนที่ผิดใจกันนอกใจกันจะไปเข้าอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อสร้างความแตกแยก เอาเงินงบกลางไปใช้ เอาเงินงบ กอ.รมน. ไปใช้ ผมว่าสมควรจะยกเลิกได้แล้ว ผมขอย้ำ สมควรยกเลิกได้แล้ว เหมือนกับท่านผู้ทรงเกียรติที่พูดไปเมื่อสักครู่ ผมย้ำอีกว่า มันซ้ำซ้อนมา ไม่รู้ว่ากี่หน่วยงาน นี่คือสิ่งที่กราบเรียนว่า ผมได้เสนอตัดงบประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานนี้ เดี๋ยวนี้มันไปหมดแล้ว สื่อสารมันไปหมดแล้ว ข่าวสาร ไปหมดแล้ว พี่น้องประชาชนคนไทยรู้หมด สงครามอยู่ที่ไหนเขารู้หมด เขาเตรียมตัวหมด สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามตะวันออกกลางเขารู้หมด กอ.รมน. บางคนยังไม่รู้เลยว่า ผรท. แปลว่าอะไร คือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ยังได้มาถามผมเลย นี่คือปัญหาทั้งหมด ของการบริหารของ กอ.รมน. ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ผมจึงขอเสนอ ท่านประธาน ขอตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ
สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการต้นกล้ารัฐสภา ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๗ กิจกรรม School In Parliament ซึ่งกำลังนั่งฟังประชุมอยู่ชั้น ๔ ครับ ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ ต่อไปขอเชิญคุณวิทวัส ติชะวาณิชย์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๕ ตัวแทนพี่น้องเขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม เฉพาะแขวงคลองกุ่ม จากพรรคประชาชน วันนี้ครับท่านประธาน ผมขอมีส่วนร่วมแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ มาตรา ๗ ในส่วนของค่าใช้จ่ายฝึกอบรม สัมมนาประชาสัมพันธ์ค่าจ้างเหมาบริการ และงบรายจ่ายอื่น ๆ ของกองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักนายกรัฐมนตรีครับ และสำหรับในการอภิปราย ในครั้งนี้ผมขอตั้งคำถามแรกครับ ทำไมเราต้องมี กอ.รมน. แต่ก่อนอื่นผมขออนุญาต เริ่มจากประวัติคร่าว ๆ ของหน่วยงานนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่เข้าใจถึงหน้าที่ และบทบาทโดยสังเขปของหน่วยงานดังกล่าว หน่วยงาน กอ.รมน. นั้นเป็นส่วนราชการ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร มีหน้าที่รับผิดชอบอำนวยการและธุรการของ กอ.รมน. ดังภาพครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เนื่องจากผมได้รับโอกาส ในการนั่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในคณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมสัมมนาที่เพิ่งจบไป เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ผมจึงขออนุญาตยกตัวอย่างโครงการที่ซ้ำซ้อนและมีความเห็นว่า ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของการดูแลของหน่วยงาน กอ.รมน. ให้ทุกท่านร่วมพิจารณา และตั้งข้อสังเกตกันครับ โดยเริ่มจากโครงการแรกจ้างรับเหมาปฏิบัติงาน Call Center หมายเลข ๑๓๗๔ เป็นโครงการที่พวกท่านเข้ามาชี้แจงและพวกเรานั่งเถียงกันเกินชั่วโมงครับ ที่ท่านแจ้งว่าไม่ให้ตัดงบประมาณที่ขอมา และถ้าเราตัดท่านจะขออุทธรณ์ แต่ผมทราบดีครับ ว่าท่านไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่อย่านำกลับมานะครับ โดยปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ ท่านทำเรื่อง ของบประมาณมาเท่ากันอยู่ที่ปีละ ๓.๖ ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเพิ่มศักยภาพของ กอ.รมน. ให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีเจ้าหน้าที่รับสายตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพิ่มขีดความสามารถในการรับแจ้งเหตุความมั่นคงและเป็นจุดประสานเหตุฉุกเฉินกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ผมพูดตามตรงเลยว่าผมมั่นใจครับว่าไม่มีประชาชนคนไหน หรือเป็นประชาชนส่วนน้อยที่รู้จักหมายเลข ๑๓๗๔ คำถามคือ ในเมื่อเรามีหน่วยงาน ที่รับเรื่องและประสานงานเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งก็ทำได้ดี ตัวอย่างเช่น เบอร์ ๑๙๑ สำหรับ แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย และเบอร์ ๑๕๕๕ ของกรุงเทพมหานคร ดังนั้นทำไมท่านถึงยังจะคงยืนยัน รับงบประมาณดังกล่าวที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ครับ ยังไม่พอครับ ท่านยังแจ้งพวกเรา อย่างภาคภูมิใจอีกว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างมาก แถมมีผู้ใช้บริการถึง ๓-๔ คนต่อวัน ต่อมาครับท่านประธาน ผมขอใช้ที่ประชุมแห่งนี้ช่วยท่านประชาสัมพันธ์ผลงานต่าง ๆ ของพวกท่านครับ โดยเหตุการณ์แรกครับ ท่านมีการจัดเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ให้บูรณาการ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องร้านค้าวางสิ่งของกีดขวาง ทางจราจร เหตุการณ์ถัดมาครับ ท่านจัดเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. บูรณาการร่วมกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องวินรถจักรยานยนต์รับจ้างส่งเสียงดัง #กอ.รมน. เป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส แต่แล้วผมก็ไม่มั่นใจครับว่า ท่านสามารถเป็นที่พึ่งในทุกโอกาสได้จริง ๆ หรือไม่ เพราะในเดือนที่ผ่านมาครับ ผมได้โทร ไปสายตรงของท่าน ๑๓๗๔ และแจ้งให้ท่านมาช่วยลอกท่อใน กทม. เขต ๑๕ ครับ แต่ท่าน แจ้งว่าไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ก็เลยงง ๆ ว่าสรุปแล้วอะไรคือหน้าที่ของท่านครับ ผมขอตั้ง อีกคำถามหนึ่งครับว่าจากตัวอย่างที่ผมได้หยิบยกขึ้นมา เหตุใดเราจึงต้องมี กอ.รมน. มาช่วย อำนวยความสะดวกลงพื้นที่เพิ่มอีก ๑ หน่วยงานครับ หรือเป็นเพียงแต่ใช้ความมั่นคง ในการมาของบประมาณในแต่ละปีเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่เทศกิจ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงหน่วยงานเดียว ก็มีอำนาจหน้าที่และสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ได้อยู่แล้ว ตัวอย่างถัดมาครับ โครงการด้านแผนยุทธศาสตร์ ท่านทำการของบประมาณ มาทั้งสิ้น ๖๐ กว่าล้านบาท โดยผมจะทำการยกตัวอย่างบางโครงการภายใต้โครงการดังกล่าว ให้ทุกคนได้เห็นภาพนะครับ โครงการแรกครับ โครงการพิทักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แค่ฟังจากชื่อก็รู้แล้วใช่ไหมครับท่านประธานว่าเจ้าภาพน่าจะเป็น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ๒ โครงการนี้ตามภาพนะครับ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๗.๙ ล้านบาท อีกโครงการหนึ่งครับ งานรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และอาหาร แจ้งเป้าหมายไว้ว่าเพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมพืชและความมั่นคงทางด้านอาหาร ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๔ ล้านกว่าบาท ถัดมาครับ ยังมีอีกหลายโครงการ เช่น การแก้ไขปัญหา ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ของบประมาณมา ๑.๔ ล้านบาท อันนี้ทุกคนฟังแล้ว เอ๊ะ ไหมครับ เอ๊ะ แน่นอนครับ เพราะว่านี่คือหน้าที่เดียวกับทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาของ กระทรวงพาณิชย์ ต่อมาการป้องกันสาธารณภัยของบประมาณ ๕.๒ ล้านบาท ซึ่งซ้ำกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. และมีโครงการที่ท่านตั้งชื่อโครงการ ของบประมาณมาอีกหลายโครงการที่ไม่มีรายละเอียด เช่น โครงการพัฒนาระบบการเตรียม ความพร้อมแห่งชาติ ท่านขอมากว่า ๑๑ ล้านบาท และโครงการพัฒนาองค์ความรู้ ความมั่นคง จำนวน ๔ ล้านกว่าบาท ผมขอตั้งข้อสังเกตนะครับว่าผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รับจริง ๆ นั้นคืออะไร เพราะท่านกำหนดไว้ค่อนข้างกว้าง และตัวชี้วัดผลได้ยาก ส่วนรายละเอียดก็ซ้ำ ๆ กันไปหมดครับ ผมจึงขอเตือนความทรงจำทุกท่านอีกครั้งหนึ่งว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา กอ.รมน. นั้น ใช้งบประมาณ ไปแล้วกว่าแสนล้านบาท เพียงแค่ท่านตั้งชื่อโครงการอะไรก็ได้ แล้วพ่วงคำว่า ความมั่นคง ท่านก็สามารถทำเรื่องของบประมาณได้ แล้วประชาชนคนไทยรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้นตามพันธกิจของท่านหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วมีไว้เพื่อสร้าง ความมั่นคง มั่งคั่งให้กองทัพกันแน่ครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา กอ.รมน. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับภารกิจที่ซ้ำซ้อน หน่วยงานฝ่ายพลเรือนทั้งระดับประเทศ และระดับภูมิภาค และลึกลงไปในระดับจังหวัด จนนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ทำให้เกิดภาวะรัฐซ้อนรัฐ หรือ Deep State จากคำถามที่ผมตั้งไว้ตั้งแต่ต้นครับ ทำไมเราถึงมี กอ.รมน. ผมขอเปลี่ยน ใหม่ครับว่า เรามี กอ.รมน. ไว้ทำไม ท่านไม่จำเป็นจะต้องพิทักษ์ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่ง ต้นไม้และทรัพยากรธรรมชาติครับ ปล่อยให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ ที่เขาเชี่ยวชาญด้านดังกล่าวจะดีกว่าหรือไม่
สุดท้ายนี้ครับ ผมขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ในวันที่ท่านมาชี้แจงในห้อง อนุกรรมาธิการครับ เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากครับท่านประธาน ทางอนุกรรมาธิการ ได้มีการถามและขอข้อมูลเพิ่มเติมมาประมาณ ๓๐-๔๐ โครงการครับ ท่านเชื่อไหมครับว่า เรามีผู้ชี้แจงแทบไม่ซ้ำหน้ากันเลยครับ เสมือนเป็นศูนย์รวมเจ้าของ Project อย่างไร ก็ไม่รู้ครับท่านประธาน ในส่วนของค่าใช้จ่ายฝึกอบรมสัมมนานะครับ พวกเรานั่งรอ ท่านตัดงบประมาณ จึงตัดได้ ๑๐๕,๗๖๐,๐๐๐ บาทแต่ในความรู้สึกของผมครับ ยอดดังกล่าวยังคงน้อยไปครับ ส่วนในการอภิปรายของผมในครั้งนี้ครับ ยังคงยืนยันว่า หน่วยงาน กอ.รมน. นั้นใช้งบประมาณมากเกินไป และมีหลายโครงการที่ซ้ำซ้อน รวมถึง ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าที่ควร ผมจึงขอยืนยันและขอปรับลดงบประมาณของ หน่วยงาน กอ.รมน. ลง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณกฤดิทัช แสงธนโยธิน ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน หัวหน้าพรรคใหม่ สส.บัญชีรายชื่อ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างยิ่งว่า ในงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๘ นี้นะครับ เฉพาะในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี ผมเองมีความเห็นว่า ในส่วนของงบ กอ.รมน. เห็นควรต้องตัด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าผมไปดูรายละเอียด ในส่วนของรายละเอียดของหน่วยงานนี้แล้วเห็นมีที่มาจากส่วนราชการแทบทั้งสิ้นนะครับ ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะชี้ชัดได้ว่ามันจำเป็นจะต้องใช้เงิน ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปใช้ในการทำ กิจกรรมหรือกิจการ เพื่อสร้างความมั่นคงให้เกิดกับประเทศนี้ได้ ผมเองเห็นควรครับว่า ในส่วนที่หน่วยงานที่มีความจำเป็นจะต้องมีอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ข้าราชการ พลเรือน ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่แล้วครับในประเทศนี้ เรามีข้าราชการอยู่ทุกภาคส่วนนะครับ เพราะฉะนั้นพอมีหน่วยงานนี้ขึ้นมา ผมไปดูวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง การจัดตั้ง กอ.รมน. จัดตั้งขึ้นมาเพื่ออะไรนะครับ ย้อนไปปี ๒๕๑๖ บอกว่าจัดตั้งเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไข ปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้เราไม่มีแล้วครับ เรามีแต่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เพราะฉะนั้น หน่วยงานนี้ วันนี้ถามผมว่ายังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นแล้วครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ความซ้ำซ้อนในการทำงานและที่สำคัญครับ บุคลากรที่มาทำงาน ในหน่วยงานนี้ ล้วนแล้วแต่มาจากหน่วยงานราชการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พลเรือน ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่า นายอำเภอหรือใครก็แล้วแต่ที่เป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นหน่วยงานนี้ไม่มีความจำเป็นเลยครับปัจจุบันนี้ วันนี้โลกเราพัฒนาไปถึงไหน แล้วครับ วันนี้เรายุค 4G 5G จะ 6G อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับเปลี่ยน หนึ่งในแนวทางของประเทศเราจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องการปฏิรูประบบราชการ เนื่องจากว่าวันนี้ข้าราชการเรามีมากเกินความจำเป็น มากเกินกว่างานที่มีอยู่ งบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๓.๗ ล้านล้านบาทของเรา ๑ ใน ๓ เราจ่ายเงินให้กับข้าราชการ ผมไม่ได้ รังเกียจข้าราชการนะครับ แต่ผมคิดว่าส่วนไหนที่มันมีความจำเป็นเราก็ต้องจ่าย แต่ส่วนไหน ที่มันไม่มีความจำเป็น มันก็ไม่ควรต้องจ่าย ถ้าเราปรับลดหรือยุบหน่วยงานนี้ลงไปได้ เอาเงินที่จะต้องจ่ายให้กับบุคลากรที่มาทำงาน ในหน่วยงาน กอ.รมน. จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนของเงินที่มาจากข้าราชการทหาร เราก็เอาเงินส่วนนี้โยกกลับไปให้กับข้าราชการทหารเอาไปบริหารจัดการ เงินที่จะต้องจ่าย ให้กับข้าราชการพลเรือน ก็โยกกลับไปใช้ในส่วนที่มันมีความจำเป็น เราจะสามารถปรับลด งบประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ ได้ในทันที และที่สำคัญครับ เมื่อข้าราชการลดลง ปริมาณงานหรือคุณภาพย่อมมีครับ แต่วันนี้เรามีข้าราชการล้นงาน ล้นงาน ผมยืนยันว่า ข้าราชการล้นงาน เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุด ผมมาดูตัวเลขแล้วนะครับ ปีนี้จากในส่วนของ การจัดงบประมาณที่ลงในส่วนของ กอ.รมน. ในส่วนของมีการปรับลดไป ๑๐๘ ล้านบาท ตามเล่มนะครับ ผมดูแล้วปรับลดน้อยเพราะฉะนั้นถ้าปรับลดแค่นี้ไม่ได้มีประโยชน์เลยครับ กับการทำงานซ้ำซ้อนของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่บุคลากร ที่มาทำงานซ้ำซ้อนกับอีกหลายหน่วยงาน ผมอยากให้ท่านประธานช่วยพิจารณาแล้วก็ส่งไป ยังคณะกรรมาธิการหลายท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า เราจะต้องใช้งบประมาณ ปรับปรุง งบประมาณที่มันมีความจำเป็น และมีความสำคัญกับพี่น้องประชาชน เงินที่เราจะจ่ายไป โดยสิ้นเปลืองเหล่านี้เราเอาเงินไปพัฒนาประเทศในส่วนอื่น เราเอาเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่ลำบาก วันนี้น้ำท่วมนะครับ เดี๋ยวภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็จะมา เดี๋ยวข้าว เดี๋ยวอะไรต่าง ๆ ก็จะต้องมีความสูญเสีย เราก็จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณไปช่วยตรงนั้น โยกเงินตรงนี้ไปอยู่ส่วนตรงนั้น มันจะช่วยให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากงบประมาณ แผ่นดินของเรา วันนี้ข้าราชการเรามีมากเกินความจำเป็น เราไปเปรียบเทียบกับประเทศ ที่เขาเจริญแล้วนะครับ เจริญกว่าเราแล้วกันนะครับว่า อย่างประเทศญี่ปุ่นเขามีประชากร ๑๐๐ กว่าล้านคน แต่เขามีข้าราชการอยู่ประมาณ ๓ ล้านนิด ๆ แต่ข้าราชการเรา มันมีมากมายเกินครับ หลายเปอร์เซ็นต์มากครับ มีสองเท่าตัวจากข้าราชการของประเทศญี่ปุ่น ถามว่าทำไมเราต้องไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เขาเจริญกว่าเรา เหตุผลเพราะว่า เมื่อมีความจำเป็นนะครับ เขาปรับลดข้าราชการลง และผมดูจากรายงานปรากฏว่า เขาก็ยังจะมีการปรับลดข้าราชการลงอีกครับ แต่ของเรานี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น แล้วก็ มีข้าราชการทำงานซ้ำซ้อน เบิกเงินหลายทาง โดยเฉพาะการทำงานของหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่เฉพาะ กอ.รมน. เนื่องจากว่าผมเองไม่ได้ตรวจสอบในส่วนอื่นทั้งหมด แต่ผมคิดว่า ในส่วนของ กอ.รมน. วันนี้เราหมดความจำเป็นในการที่จะต้องใช้งานท่านแล้วครับ คนที่ย้ายมาอยู่ในส่วนตรงนี้ก็ควรจะย้ายกลับไปอยู่กรม กอง หรือในส่วนที่เป็นโดยตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นนายอำเภอ หรือใครก็แล้วแต่ที่มาโดยตำแหน่ง อันนี้ก็ควรจะยุบยกเลิกไป หรือเพื่อประหยัดงบประมาณ หรือถ้าจะมีส่วนร่วมก็แค่ อาจจะต้องแค่มีส่วนร่วม แล้วก็ให้ชาวบ้านหรือคนที่อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามา มีส่วนร่วมให้เป็นประโยชน์ ตัดคนที่เป็นข้าราชการประจำออกไปครับ แล้วก็ปรับลดองค์กร ให้เล็กลง หรือเหลือให้น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นในหลายส่วนที่มันเป็นการทำงานซ้ำซ้อน ก็พยายามปรับลดภารกิจต่าง ๆ ออกไป แล้วก็ทำสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องป่าไม้ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ดูในการใช้เงิน ผมเห็นแล้วว่ามันซ้ำซ้อนทุกหน่วยงานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่จำเป็นต้องมี กอ.รมน. อยู่อีกต่อไป เนื่องจากว่าใช้งบประมาณ โดยสิ้นเปลือง ถ้าเราไม่มีหน่วยงานนี้หรือเราลดงบประมาณจากของ กอ.รมน. ๕,๐๒๔ ล้านบาท ลงไปได้ มันจะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปมากโข ผมเองเห็นควรให้ตัดลด งบประมาณในส่วนของ กอ.รมน. ลงไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปชดเชย หรือเอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อน อยู่ในขณะนี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรอมฎอน ปันจอร์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เดิมพรรคก้าวไกล ตอนนี้ พรรคประชาชนครับ ผมขออนุญาตเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายครั้งนี้ด้วย ผมขอแปรญัตติงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีไว้ด้วยครับ ก็เหมือนหลายคน เลยครับ ดูเหมือนว่าตอนนี้ กอ.รมน. จะเป็นที่จับตามองงบประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้าน ของ กอ.รมน. ถูกอภิปรายเยอะมากนะครับ ในช่วง ๒-๓ ชั่วโมงมานี้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกถามว่า มี กอ.รมน. ไว้ทำไม ผมก็จะเตือนทุกท่านครับว่า กอ.รมน. ยังอยู่ครับ และเราน่าจะตัด งบประมาณของ กอ.รมน. ได้มากกว่านี้ เหตุผลที่ผมต้องเกริ่นอย่างนี้ก็เพราะว่าในการ อภิปรายปีงบประมาณที่แล้วผมเป็น ๑ คนที่เสนอตัดทั้งยวงครับ เหมือนท่านสุรทินครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านสุรทินยังยืนยันเหมือนเดิม และผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่เราต้องยอมรับความจริง และผมขอแจ้งต่อที่ประชุมนี้ด้วย ในฐานะที่ผมเสนอกฎหมาย ผมและพรรคก้าวไกลเดิม เสนอกฎหมายยุบ กอ.รมน. มีหนังสือส่งกลับมาเมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่แล้วจากสำนักเลขา ว่าได้รับหนังสือแจ้งมาว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐา ทวีสิน เซ็นไม่รับรองกฎหมาย ฉบับนี้เข้ามา กอ.รมน. ก็เลยยังอยู่นะครับ แต่ว่าเป็น กอ.รมน. ที่หลายคนก็บ่นครับ อันนี้ผมเอา ๑๓ รายการของหนังสือหรือว่าประเด็นที่ทางกรรมาธิการขอไปทาง กอ.รมน. ทุกรายการยังไม่มีคำตอบกลับมาเป็นคำถาม เป็นเอกสารที่ทางกรรมาธิการขอตั้งแต่ ต้นเดือนสิงหาคมบ้างนะครับ บางหน่วยงานที่มาชี้แจงงบประมาณเขาส่งมานะครับ แต่ กอ.รมน. ยังไม่ส่งถึงปัจจุบันเลยนะครับ อันนี้ก็เป็นลักษณะพิเศษลักษณะพื้นฐานของ หน่วยงานนี้นะครับ
ผมก็เข้าสู่เนื้อหาเลยนะครับ ประเด็นที่อภิปรายในมาตรา ๗ ดูที่ยอดเงิน ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท จาก ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีแผนงานพื้นฐาน มีแผนยุทธศาสตร์อีก ๓ กรรมาธิการเสนอตัดไป ๑๐๘ ใน ๑๐๘ ล้านบาทนั้น มีโครงการที่ท่าน สส. วิทวัส พูดถึง เมื่อสักครู่คือ Call Center ๑๓๗๔ ตัดไป ๓.๖ ล้านบาท มียอดนี้ที่ตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีกประมาณ ๒๐ กว่าเกือบ ๓๐ กว่ารายการ ก็ตัดบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เดี๋ยวเรา มาดูกันนะครับ ทีนี้ถ้าเราเอาว่าอันนี้ผมก็โดยบังเอิญ เราไม่ได้เตี๊ยมกันกับท่าน สส. วิทวัส ผมก็ไปดูว่าอะไรทำไมถึงถูกตัดกันขนาดนั้น กอ.รมน. ทำงานหลายอย่าง จนกระทั่งมีงานนี้ ที่น่าสนใจมาก ผมก็สงสัยว่านี่เป็นภารกิจความมั่นคงหรือเปล่า กอ.รมน. พศ. น่าจะเป็น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดเปิดเพลงส่งเสียงดัง งานแบบนี้ ที่ถือว่าเป็นงานความมั่นคงในสายตาของ กอ.รมน. หรือเปล่า จริง ๆ มีงานแบบที่น่าตกใจ มากกว่านี้อีกนะครับ ที่ถือว่าเป็นงานความมั่นที่ กอ.รมน. รับผิดชอบ และไม่แปลกที่ทาง กรรมาธิการตัดไป ๓.๖ ล้านบาท แต่ผมเชื่อว่าน่าจะมีมากกว่านี้ครับ ที่กรรมาธิการ น่าจะตัดได้มากกว่านี้ตัวแดง ๆ คือที่กรรมาธิการตัดนะครับ เมื่อสักครู่ท่าน สส. มานพ เอาสไลด์นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว ทำให้เห็นครับ ทุกท่านดูตัวสีส้ม ๆ ไม่ต้องดูเนื้อใน เลยนะครับ ภารกิจเนื้อในก็มีรายละเอียดบ้าง แต่ดูแค่สี ทุกท่านจะเห็นว่าตั้งชื่อแค่โครงการ แบบนี้ดูเผิน ๆ ดูเหมือนจะเป็นการรับผิดชอบของกรม แล้วก็กระทรวงอื่น ๆ ครับ ไม่ใช่ กอ.รมน. แล้ว กอ.รมน. ก็ตั้งกันมา ๑ ล้านบ้าง ๒ ล้านบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ตัวเองมีภารกิจ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ ทั่วไปหมดเลย ขอมีเอี่ยวทุกเรื่อง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นครับ นี่รวม ๆ ก็ประมาณ ๘๐ กว่าล้านบาท จริง ๆ ตัดได้ง่าย ๆ เลยครับ เรื่องสำคัญมากกว่านั้น คือเรื่องที่ผมสนใจครับท่านประธาน คือ งบประมาณเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานเชื่อหรือไม่ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของ กอ.รมน. เป็นงบประมาณเกี่ยวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ใน ๗,๐๐๐ กว่าล้าน ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นงบที่เกี่ยวกับชายแดนใต้ แต่ไปอยู่ในแผนบูรณาการนิดเดียวครับ ที่เหลืออยู่ตรงนี้ครับ ซ่อนอยู่ตรงนั้นสีส้ม ๆ ผมทำให้เห็นว่ามีงบก้อนใหญ่ ๆ แต่ไม่ได้ถูกใส่เอาไว้ในแผนบูรณาการ แต่อยู่ข้างนอกนี้นะครับ และทางกรรมาธิการก็กรุณาตัดบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อย่างที่เห็นครับ แต่ละงานน่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมพูดถึงประเด็นเดียวครับ งบประมาณที่เกี่ยวกับค่าตอบแทนกำลังพล ยอดที่ใหญ่ที่สุดจริง ๆ แล้วคือยอดในข้อที่ ๓ การกำลังพลและการดำเนินงาน กรรมาธิการ กรุณาตัดไป ๒๕ ล้านบาท ขำ ๆ จากทั้งหมด ๓,๔๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานเชื่อไหม ยอดนี้เยอะกว่าปีที่แล้ว แล้วก็จริง ๆ แล้วถ้าเอาตามคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อน ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่รู้ว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อ กอ.รมน. นะครับ นายกคนก่อน ท่านนายกเศรษฐา บอกว่าจะมีการปรับลดอัตรากำลังของ กอ.รมน. ครับ แต่กลายเป็นว่า งบประมาณดันเพิ่มขึ้นด้วยครับ ข้อ ๓ นี้ครับดูลงไปลึก ๆ เอาเข้าจริงแล้วค่าตอบแทนพวกนี้ มีอยู่หลายรายการด้วยอย่างข้อ ๑ นี้อยู่ในงบบุคลากร จริง ๆ มีค่าตอบแทนพิเศษแบบนี้ หลายชุดเลยครับ กลายเป็นว่างบที่ใช้จริง ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เบลอครับ ไม่รู้ จับต้นชนปลายไม่ถูก ต่อไปจะชี้ให้เห็นครับ มีคำถามที่ทางกรรมาธิการถามกรมบัญชีกลางว่า ค่าตอบแทนกำลังพลที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่ไหนบ้าง คำตอบที่ได้สั้น ๆ แม้กระทั่งคนจ่ายสตางค์กรมบัญชีกลางบอกว่าสำหรับการเบิกจ่ายค่าตอบแทน กรมบัญชีกลางไม่มีข้อมูล มันเป็นไปได้อย่างไรนะครับ และจริง ๆ มันถูกใส่ไว้ในหลายรายการ ยกตัวอย่างเช่น อย่างการกำลังพลและการดำเนินงานที่ผมว่าอันนี้ของ กอ.รมน. นะครับ ค่าตอบแทนพิเศษก็อยู่ในแทบจะทุกหน่วย ๘๐ กว่าหน่วยงาน ค่าเงินพิเศษสำหรับการสู้รบ หรือว่าเงินต่อ พ.ส.ร. พวกนี้เบี้ยหัวแตกกระจัดกระจาย กลายเป็นหน่วยงานที่จะต้อง ใช้จ่ายเงินจริง ๆ ที่จะจ่ายเงินให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างกรมบัญชีกลางไม่รู้ข้อมูลนี้ครับ อันนี้ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการที่สอบถามประเด็นนี้ไป แล้วก็ได้คำตอบมาแบบนี้ ในนี้ฝากเป็นประเด็นต่อไปที่จะต้องติดตาม
สุดท้ายครับ ไม่ใช่ กอ.รมน. แต่ก็ต้องขอฝากไว้ผมเตือนเอาไว้ตั้งแต่ ตอนอภิปรายวาระที่ ๑ กลายเป็นว่ากรรมาธิการหลุดอีกแล้วครับ เงิน ๗.๘ ล้านบาท ของผู้แทนพิเศษของรัฐบาลซึ่งไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลตั้งขึ้นมาตาม คำสั่งหัวหน้า คสช. และปัจจุบันนี้สภาแห่งนี้ก็ตั้งกรรมาธิการจะพิจารณาร่างกฎหมาย ยกเลิกแล้วนะครับ ปีที่แล้วตั้งงบ ๗.๘ ล้านบาท ปีนี้ตั้งงบ ๗.๘ ล้านบาท ท่านดูสีส้ม ๆ ปีที่แล้วตั้งก็ไม่ได้เบิกใช้งานครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วตัวคนไม่มีแล้ว อันนี้ต้องเรียนถาม ทางคณะกรรมาธิการว่าหลุดมาได้อย่างไร ผู้แทนพิเศษได้ทราบว่ามีการอภิปรายว่าเปลี่ยน ภารกิจไม่ได้ดูแลเรื่องภารกิจภาคใต้แล้ว ตกลงใครทำงานอยู่ที่นี่และหลุดมาแบบนี้ได้อย่างไร ก็ปิดประเด็นทิ้งท้ายนะครับว่า เรื่องงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เกี่ยวกับ กอ.รมน. พวกเราอาจจะต้องใส่ใจมากขึ้น แม้ว่ากฎหมายยุบเลิก กอ.รมน. ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา จะไม่เซ็นรับรองมา แต่ก็ต้องลุ้นครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเซ็นรับรอง และอนุญาตให้พวกเราได้อภิปรายถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของ กอ.รมน. อีกหรือไม่นะครับ แล้วเดี๋ยวเรามาตกลง เรามาหารือกันในที่ประชุมแห่งนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน เขตสาทรและเขตราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ ในส่วนของงบกองอำนวยการรักษา ความมั่นคงแห่งชาติ ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี การดำเนินการของกองอำนวยการรักษา ความมั่นคงแห่งชาติที่ผ่านมานะคะ มีการถกเถียงกันค่ะท่านประธาน ถึงความจำเป็นของ รูปแบบการทำงาน รวมถึงการมีอยู่ของ กอ.รมน. และความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันค่ะ แต่ในเบื้องต้นดิฉันขอพูดถึงในส่วนของรายจ่ายร่างงบประมาณตามวาระการประชุมนี้ ที่มีสภาพที่ทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกินความจำเป็นกับงบประมาณที่สามารถไป พัฒนาในด้านอื่น ๆ ได้ และมีความจำเป็นที่เร่งด่วนมากกว่านี้ค่ะท่านประธาน เช่น งบประมาณของ กอ.รมน. ที่เป็นงบประมาณจากงบประมาณของชาติ จำเป็นต้องพิจารณา ถึงความเหมาะสมและความจำเป็น ดิฉันจึงขออภิปรายตามรายละเอียดร่างงบประมาณ ตามรายโครงการที่อาจจะเกินความจำเป็น ในสถานการณ์ปัจจุบันค่ะท่านประธาน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประเด็นแรก คือโครงการ รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนงบรายจ่ายอื่น ๆ และจัดหา ยุทโธปกรณ์พิเศษในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จำนวน ๓๐๐ กว่าล้านบาท จากงบทั้งหมดในโครงการ ๗๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันอยากเรียนอย่างนี้ค่ะว่า งบประมาณในด้าน ยุทโธปกรณ์นั้น ดิฉันเห็นว่างบประมาณในส่วนนี้มีความทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่รับผิดชอบในด้านนี้โดยตรงอยู่แล้วค่ะ ทั้งในกระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอื่น ๆ ที่มีหน้าที่จัดสรรงบประมาณในงบนี้โดยตรงค่ะ และเพื่อลดความทับซ้อน และสิ้นเปลืองในงบประมาณ และภาระค่าใช้จ่ายที่มากจนเกินไป งบเหล่านี้ควรจัดสรร ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการรักษาความปลอดภัยโดยตรง ดูจะเหมาะสมมากกว่าค่ะ ท่านประธาน ซึ่งงบประมาณที่ดิฉันเรียนนี้นะคะ ควรนำไปจัดสรรในหน่วยงานที่ขาดแคลน ในการรักษาความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน และการยุติหรือระงับการก่อเหตุความรุนแรง จากสถิติความสูญเสีย และการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุความไม่สงบที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๖๗ รวม ๒๐ กว่าปี ยังเห็นได้ว่าปัญหาก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง และงบประมาณที่ใช้จ่ายไปก็ไม่ได้ประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลแต่อย่างใด หากความไม่สงบยังคงอยู่ เราไม่สามารถสร้างสันติภาพได้อย่างเต็มที่ไปจนถึงการลงทุน พัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นพื้นที่เศรษฐกิจค่ะ ล่าสุดในปี ๒๕๖๗ มีจำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบ ๔๗ เหตุการณ์ รวมถึงความสูญเสียทางด้านร่างกายให้ถึงการทุพพลภาพ ๕๒ ราย ภายใต้ งบประมาณ ๔.๖ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณการช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่ในด้านทรัพย์สินค่ะ ท่านประธาน
ประเด็นต่อมา โครงการรักษาความสงบภายในประเทศ งบประมาณจำนวน ๓๕ ล้านกว่าบาท โดยเฉพาะในส่วนแรกการพัฒนาด้านการเมืองและการรักษาความสามัคคี คนในชาติ ดิฉันไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์แต่อย่างใดค่ะ เพราะไม่ได้เพิ่มความสงบ และสามัคคีให้คนในชาติมากขึ้นแต่อย่างใดนะคะ เพราะอย่างที่ดิฉันได้เรียนไปข้างต้น ก็ยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และไม่เห็นว่าโครงการที่สร้างความสามัคคี จะทำให้คนมีความสามัคคีกันแต่อย่างใดค่ะท่านประธาน จากที่ดูตัวเลขงบที่จำแนกออกมา การพัฒนาด้านการเมืองอยู่ที่ ๘.๓ ล้านบาท ในขณะเดียวกันการเสริมสร้างความมั่นคง ของสถาบันหลักแห่งชาติอยู่ที่ ๒๗.๔ ล้านบาท ซึ่งสูงมากจนสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการ เรียงความสำคัญมันเอนเอียงไปทางไหนกันค่ะ
ท่านประธานดิฉันคิดว่าการพัฒนาในทิศทางเหล่านี้ ไม่ควรให้หน่วยงาน ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะทหารเป็นผู้ดำเนินการ และการพัฒนาในส่วนนี้ควรให้ราชการ ทางการเมืองเป็นผู้ดูแลและจะดูมีความเหมาะสมมากกว่าค่ะท่านประธาน เพื่อไม่ให้ทับซ้อน ในด้านงบประมาณค่ะ และงบประมาณในส่วนนี้มีความจำเป็นหรือส่งผลดีต่อประชาชน อย่างไรคะ มีความเกี่ยวข้องอย่างไรในด้านความมั่นคงของคนในประเทศ และการพัฒนา ดังกล่าวมีความเป็นกลางหรือไม่ ประชาชนจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ และไม่โน้มเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ซึ่ง กอ.รมน. ไม่ควรจะทำหน้าที่นี้ค่ะ
หรืออีกประเด็น ในส่วนโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามร่างงบประมาณ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งหมู่บ้าน ชุมชน ตามแนวชายแดนไปถึงการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเป้าหมาย อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมจากสถานที่ ๓๐๐ ตำบล ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หรือ ๘๔๐ หมู่บ้านนั้น จำนวนเกือบ ๙๐ ล้านบาท ดูจะเป็นงบประมาณที่เยอะมากนะคะ ซึ่งดิฉันอยากทราบว่างบประมาณในส่วนนี้ สามารถสร้างผลในเชิงบวกแก่ชุมชนอย่างไร และมีความทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ หรือไม่ จะเป็นการทำงานที่มีการพิจารณา อย่างจริงจังหรือไม่ เพราะเงินส่วนนี้หากใช้ไปอย่างไร้ประโยชน์ ไม่ได้ตอบโจทย์กับการ แก้ปัญหา ก็ดูจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเสียมากกว่า และคงจะเหมาะสมหากงบ ตรงนี้ถูกนำไปลงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมในอำนาจและหน้าที่ค่ะ
ดิฉันขอยืนยันคำพูดเดิมค่ะ ถ้าอยากเห็นประเทศไหนให้ความสำคัญ กับเรื่องอะไร ให้ดูที่ประเทศนั้นจัดอัดฉีดงบประมาณในส่วนสำคัญที่ตรงไหน ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของ กอ.รมน. ดิฉันคิดว่าควรเป็นค่าใช้จ่ายที่เน้นไปทางด้านยุทโธปกรณ์ที่เป็นการป้องกัน แล้วก็ ระงับการสูญเสีย และส่วนที่สามารถลดการปะทะที่ก่อให้เกิดความสูญเสียได้ค่ะท่านประธาน หรืออุปกรณ์ที่ตรวจตราเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชากร อย่างเช่น Drone กล้องวงจรปิด สัญญาณเตือนภัยเมื่อเกิดเหตุความรุนแรง เช่น การเตือนภัยทาง SMS คล้าย ๆ กับการเตือน ภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบ Real Time และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ลดการปะทะ ลดการสูญเสีย ของกำลังพล ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่ง กอ.รมน. หรือไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ความไม่สงบค่ะที่อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้จากยุทโธปกรณ์ค่ะ ดิฉันคิดว่า งบประมาณที่จัดสรรให้ กอ.รมน. ควรลดการซับซ้อน หรือการจัดสรรงบประมาณ ที่เกินจำเป็นและทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น หน่วยงานกลาโหม และสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ทำให้เกิดผลในเชิงบวกในภาพรวมมากกว่านี้ เพราะงบทุกบาททุกสตางค์ ที่เรานำไปใช้ที่ไม่มีความเหมาะสมนั้น อาจเกิดผลที่สูญเสียแก่ประชากรได้ค่ะ และค่าเสีย โอกาสในด้านอื่น ๆ อยู่ค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านผู้ขอแปรญัตตินะครับ ท่านคำพอง เทพาคำ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ตัวแทน ภาคอีสานนะครับ ในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรี ผมขออภิปรายในส่วนของสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งผมมองแล้วไม่แน่ใจว่าทางท่านกรรมาธิการได้ดู ให้ด้วยหรือไม่นะครับ ว่าการตั้งงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ มันตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาหรือเป็นเรื่องของ การบริหารจัดการที่ดินหรือไม่ เพราะท่านประธานคงทราบดีนะครับว่า ปัญหาที่ดินเป็น ปัญหาที่มีความซ้ำซ้อนมากนะครับ มันกระจัดกระจายอยู่ในระเบียบ ในกฎหมายต่าง ๆ มากมาย จนไม่อาจที่จะอยู่บนพื้นฐานความร่วมมือที่เป็นหนึ่งเดียว ตามวิสัยทัศน์ของ สำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา เรื่องนโยบายการบริหารจัดการที่ดินด้วย ตัวอย่างที่ดินนิคมสหกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นที่ดินที่นานมาแล้วที่มีการจัดสรรให้กับประชาชน อยู่อาศัยนะครับ แต่จนบัดนี้ การบริหารจัดการที่ดินในการที่จะออกเอกสารสิทธิให้กับ ประชาชนที่อยู่ในที่ดินบริเวณนี้ ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ รวมถึงการที่จะให้เป็นหมู่บ้าน ชุมชนที่อยู่ภายใต้ อปท. ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากการติดระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายมากมายเลยทีเดียวที่เข้าไปครอบไปงำ ทำให้ การพัฒนายกระดับเรื่องของที่ดินประเภทนี้ยังไม่ไปถึงไหน นอกจากนี้โครงการบริหารจัดการ ที่ดินและทรัพยากรยังไปสร้างเงื่อนไขใหม่ ให้กับการใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ เช่น การที่จะพัฒนาระบบน้ำ การที่จะไปขุดสระ การที่จะไปเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ นอกจากที่จะต้องไปขออนุญาตเจ้าของที่ดินจริง ๆ เช่น ส.ป.ก. ป่าไม้ อุทยาน ยกตัวอย่างอย่างที่จังหวัดนครพนมอย่างนี้นะครับ พี่น้องที่เป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตอนนี้จะพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยระบบน้ำ ก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าไป ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าจะให้ดำเนินการนะครับ ในการที่จะขุดบ่อน้ำ เจาะน้ำบาดาล ต้องเอาที่ดินเข้าไปอยู่ในกระบวนการ คทช. หรือว่าคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ก็เพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้นะครับ แต่ว่าการแก้ไขปัญหาที่ดินของพี่น้องประชาชน ในนามของ คทช. ก็มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษาเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่ดิน ไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณแบบนี้เข้าไปใช้ มันน่าจะขยับไปไกลแล้ว ไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินแล้ว ไปสู่กระบวนการการแก้กฎหมาย กระบวนการของการที่จะถอนสภาพ หรือเป็นเรื่องของการที่จะไปพิสูจน์สิทธิกันแล้ว แต่ว่า การตั้งงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ ยังวนเวียนอยู่กับการที่ไปทำฝึกอบรม ศึกษาข้อมูล ไปถ่ายภาพทางอากาศอยู่ อย่างที่บอกว่านำนโยบายไปบริหารจัดการที่ดิน ถามว่านโยบายไหน นโยบายที่มาจาก ประชาชนหรือเปล่า นโยบายที่มาจากปัญหาของชาวบ้านหรือไม่ ถ้าคิดไม่ออกสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินะครับ ถ้าคิดไม่ออกว่าจะนำนโยบายไหนมาใช้ ในการบริหารจัดการที่ดินก็ลองไปเปิดดู Brochure ของพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล หาเสียงเมื่อปีที่แล้วสิครับ เขาเขียนไว้ว่าอย่างไร เขาเขียนบอกว่าจะต้องออกเอกสารสิทธิ ๕๐ ไร่ ภายในเท่านั้นเท่านี้ หยิบตัวนั้นมา หรือไม่รัฐบาลก็เอาตัวนั้นไปยัดใส่มือสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และผลักดันไปตามนั้น ๕๐ ล้านไร่ ให้เป็นโฉนดให้ได้ ให้มีเอกสารสิทธิให้ได้ ลองดูสิครับมันจะได้รู้ว่านโยบายอะไรที่จะนำไปเพื่อใช้ในการบริหาร จัดการที่ดินที่เป็นประโยชน์กับประชาชน แล้วตอบโจทย์ในการตั้งงบประมาณ ถึงจะตั้ง ได้ถูกว่า ถ้าบอกว่าจะพิสูจน์สิทธิชาวบ้านแก้ไขปัญหามีนโยบายชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การออกเอกสารสิทธิ การแก้ไขกฎหมาย การตั้งงบประมาณ มันจะไม่เป็นแบบนี้ครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงขอแปรญัตติในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข มีสมาชิกขออภิปรายนะครับ ท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรฉะเชิงเทรา พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายมาตรานี้ เพื่อที่จะขอตัดลดงบประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย ผมจะขอยกตัวอย่างหน่วยงานในสำนักนายกครับ ที่ค่อนข้าง จะสร้างภาระเบียดบังงบประมาณของหน่วยงานอื่น แล้วก็ทำภารกิจมั่วซั่วไปหมด สัก ๒ หน่วยงานครับท่านประธานด้วยความที่เวลาน้อย
ศรชล. ครับ หน่วยงานแรกหน่วยงานในสังกัดบังคับสั่งการโดยกองทัพเรือ แต่ว่ามาฝากให้ต้องมาแย่งงบประมาณจากสำนักนายก ศรชล. ตกค้างมาจากคณะรัฐประหาร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกู้หน้าให้กับคุณประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ทำรัฐประหารเสร็จ ก็ตั้งตัวเองเป็นนายก จนถูกยุโรปใช้มาตรการตัดช่องทางการค้า โดยให้ใบเหลืองตามข้อตกลง IUU Fishing ทั้ง ๆ ที่ประเทศเพื่อนบ้านเราก็ทำประมงผิดกฎหมายเหมือนกัน แต่ไม่มีใคร โดนเลย แต่วันนี้ภารกิจจบไปแล้ว ใบเหลืองถูกปลดไปแล้ว ทำไม ศรชล. ยังอยู่ ยังอยู่ไม่พอ ยังจะพยายามขยายอำนาจ ขยายภารกิจออกไปวุ่นวายกับหน่วยงานอื่นเขาตั้งแต่เรื่อง ค้ามนุษย์ น้ำมันรั่วไหล น้ำมันเถื่อน ช่วยผู้ประสบภัย ปลูกปะการัง ต้อนรับนักท่องเที่ยว ยันปราบโจรสลัด คืออะไรเกิดในเขตทะเล ศรชล. ทำหมด ถือเป็นความมั่นคงหมดเลย โดยที่เข้าไปยุ่งวุ่นวาย ในสถานะของการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บูรณาการ คุ้นไหมครับท่านประธาน บูรณาการ อ้างคำว่า บูรณาการ อ้างเรื่องความมั่นคง แทรกแซงได้ทุกเรื่องที่อยากทำ แต่ไม่ต้อง รับผิดชอบอะไรเลย คือถ้ากองทัพบกขยายอำนาจเข้าไปวุ่นวายกับภารกิจภายในผ่าน กอ.รมน. กองทัพเรือก็ขยายอำนาจไปวุ่นวายกับทุกเรื่องในทะเลผ่าน ศรชล. นี่ละครับ นี่คือฝาแฝดนรกครับ ศรชล. ก็คือ กอ.รมน. Version ทะเลนั่นละ แต่เป็น Version ทะเลของ กองทัพเรือ ผลงานของ ศรชล. อย่างที่เห็นไปแล้วว่ามีอะไรบ้างที่ผ่านมาก็ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือช่วยผู้ประสบภัยทางทะเล ก็คือช่วยคนตกน้ำนั่นละ ซึ่งก็ไม่รู้ช่วยจริงหรือเปล่า เพราะว่าเป็นหน่วยงานบูรณาการ คนที่ไปช่วยผู้ประสบภัยจริง ๆ คือหน่วยงานอื่นหรือเปล่า เราไม่รู้ แต่ ศรชล. ก็ Claim แล้วเรียบร้อย ถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของผลงานทั้งหมด
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากเอกสารที่ชี้แจงวันนี้ ศรชล. มีกำลังพลที่เป็นทหารเรืออยู่แค่ ๔๗ คนครับ มีกำลังพลอยู่ ๔๗ คนที่เป็นข้าราชการทหาร ที่เหลือเป็นลูกจ้างทั่วไปหมดเลย มาดูงบประมาณผูกพันจากปีก่อน ๆ ครับ ที่ยังต้องมาจ่าย ในปีนี้อยู่ก็มีทั้งการสร้างสำนักงาน บ้านพัก ที่ผ่านมาสร้างศูนย์บัญชาการใหญ่ ศรชล. ๑๔๐ ล้านบาท สร้างศูนย์ที่ภาค ๑ อีก ๒๒ ล้านบาท ที่ภาค ๒ อีก ๔๔.๙๕ ล้านบาท ภาค ๓ อีก ๗๑.๙ ล้านบาท รวม ๆ ก็ ๒๘๐ ล้านบาท โดยมีกำลังพลคนทำงาน ๔๗ คน อีกรายการหนึ่งที่ผูกพันครับ สร้างบ้านพัก ๖๔ ครอบครัว ๓ ที่ ศูนย์ภาค ๑ ๒๖ ล้านบาท ภาค ๒ ๔๖ ล้านบาท ภาค ๓ ๔๑ ล้านบาท ทั้งสิ้นก็ ๑๑๓ ล้านบาท เป็นบ้านพักข้าราชการ ทหาร ๑๙๒ ครอบครัว ทั้ง ๆ ที่มีกำลังพล ๔๗ คน ยังมีเช่ารถผูกพัน ๕ ปีครับ ไว้ใช้ปฏิบัติ ภารกิจอีก ๑๐๘ คัน โดยมีคนทำงาน ๔๗ คน ผูกพันใหม่ปีนี้ครับ ศรชล. จะเอาอีกครับ ท่าเรือ ๓ ที่ ที่ละ ๔๕ ล้านบาท รวม ๑๓๕ ล้านบาท แถมบางที่ไม่ใช่ท่าเรือน้ำทะเลด้วยนะครับ คือพยายามจะขยายอำนาจไปจากน้ำเค็มไปอยู่น้ำกร่อยแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีคนทำงาน ๔๗ คน บ้านพักก็ยังไม่พอครับ ปีนี้ก็ขอเพิ่มอีก ขอบ้านพัก ๓๒ ครอบครัวครับ ที่ศูนย์ภาค ๑ อีก ๖๕ ล้านบาท เพิ่มอีก ๓๒ ครอบครัวทั้ง ๆ ที่มีกำลังพล ๔๗ คน ที่สำคัญคือมีการขอสร้าง บ้านพักนายทหารอาวุโส ๔ ครอบครัว อีก ๔๐ ล้านบาท ก่อตั้งมายังไม่ถึง ๕ ปีดีครับ หน่วยงานนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นระดับอาวุโสแล้วถึง ๔ คน ที่เราจะต้องสร้างบ้านพัก หลังละ ๑๐ ล้านให้ โชคดีครับที่กรรมาธิการตัดงบก้อนนี้ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าผ่านสำนักงบประมาณ มาได้อย่างไร บ้านพักหลังละ ๑๐ ล้านบาทสำหรับ ๑ ครอบครัว จริง ๆ ยังมีเรื่องของ งบเกี่ยวกับ AI วิเคราะห์ภัยคุกคามโน่น นี่ นั่น ซึ่งไร้สาระ เป็นการดึงเอาข้อมูลจาก หน่วยงานอื่นเข้ามาทั้งนั้นเลย
อีกหน่วยงานหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ สลน. เครื่องบิน VIP ครับ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์รับส่งบุคคลสำคัญ ซึ่งงบรวม ๓,๑๐๐ ล้านบาท สำหรับเฮลิคอปเตอร์ แล้วก็ ๑๒,๑๐๐ ล้านบาท สำหรับเครื่องบิน VIP สลน. เกี่ยวอะไรกับ เครื่องบินครับท่านประธาน ทำไมต้องไปซื้อเครื่องบินครับ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ภารกิจท่านคืออะไรครับ ไปยุ่งอะไรกับเครื่องบิน ผมอยากให้ดูภารกิจที่ สลน. ควรจะทำครับ คาดว่า ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็จะเป็น Airbus 350 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีลำตัวกว้าง แล้วก็เดินทางได้ระยะไกล ภารกิจของ สลน. ที่ต้องดูแลนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาผมย้อนหลัง ไปถึงปี ๒๕๖๓ งบประมาณทั้งหมดที่ได้รับ เมื่อไปเทียบสัดส่วนกับงบประมาณที่เกี่ยวข้อง กับเครื่องบิน สลน. มีงบประมาณที่เกี่ยวเครื่องบินเฉลี่ยก็ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้นเลยครับ เลิกทำภารกิจนี้ไหมครับ เปลี่ยนชื่อก็ได้นะครับ เปลี่ยนชื่อหน่วยงานไปเลยไหมครับ ไม่ต้องเป็นสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้วครับ ไปเป็นอย่างอื่นเถอะครับ สำนักเลขาธิการเครื่องบินอะไรก็ว่าไป เพราะท่านดูท่าจะทำแต่เครื่องบินเป็นงานหลัก ท่านประธานครับ ในประเทศไทยเรา ในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา เราซื้อเครื่องบิน VVIP ไปแล้ว ๗๐ ลำ แค่ ๒๐ ปีซื้อไปแล้ว ๗๐ ลำ แบ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ ๔๑ ลำ เครื่องบิน อีก ๒๙ ลำยังไม่พอหรือครับ จะบินอะไรกันนักหนา ผมไม่เข้าใจ ท่านจะบินไปไหนครับเครื่องบิน VIP ล่าสุดก็เพิ่งซื้อเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว เพิ่งผ่อนเสร็จเอง เรามีเครื่องบินเยอะขนาดนี้ ผมว่า สลน. มีเครื่องบินมากกว่าบางกอกแอร์เวย์สอีกครับ จริง ๆ แล้ว สลน. มีเครื่องบินมากกว่าเครื่องบินรบของกองทัพอากาศทั้งหมด เท่าที่มีแล้วด้วยซ้ำตอนนี้ เผลอ ๆ จะมีมากกว่า ๒ เท่า นี่ไม่ใช่ภารกิจของ สลน. ครับ เป็นงบที่มาฝากไว้จากกองทัพอากาศ เช่นเดียวกันกับ กอ.รมน. แล้วก็ ศรชล. ที่เป็นหน่วยงาน ภายใต้การควบคุมดูแลของกองทัพ แต่มาขอแย่งงบประมาณจากหน่วยงานอื่น จากกระทรวงอื่น เขา นี่เป็นหน่วยงานที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ แถมยังสร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน ตัดได้ตัดเถอะครับเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านประธานจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม พัฒนา สัพโส ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ก็ขอชี้แจงในประเด็นที่ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็น แล้วก็ท่านสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ในประเด็นที่ผมจะตอบคำถามก็เป็นเรื่องที่ให้ ความสนใจก็คือ ศรชล. นะครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกได้สงวนความเห็น แล้วก็ได้ตั้ง ประเด็นคำถามบอกว่า ทำไม ศรชล. ถึงต้องมาสร้างบนบกนะครับ ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ซึ่งท่านเป็นกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น แล้วท่านก็เป็น อนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบในส่วนของ ศรชล. ด้วยนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับว่า ศรชล. ได้ทำโครงการที่มีปัญหากันอยู่ที่ได้อภิปรายกันมา คือโครงการก่อสร้างศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ อันนี้คือชื่อโครงการนะครับ ประเด็น คำถามก็คือ การก่อสร้างอาคารศูนย์ควบคุมความมั่นคงทางทะเลของศูนย์อำนวยการ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลทั้ง ๓ แห่ง มีความซ้ำซ้อนกับการใช้งานอาคารอื่น ๆ ของกองทัพเรือ หรือหน่วยงานอื่น ๆ หรือไม่ และตำแหน่งที่ตั้งของอาคารบางแห่ง ไม่ติดชายทะเลหรือมีตำแหน่งที่ตั้งไม่ติดทะเล นั่นคือคำถาม ผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าหลักการและเหตุผลที่เขาทำคำของบประมาณของหน่วยงาน ก็คือศูนย์ควบคุมความมั่นคง ท่าเรือจังหวัด เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. ๒๕๖๒ มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อประโยชน์ของชาติ ทางทะเล ดำเนินการป้องกัน ปราบปราม ระงับยับยั้ง จัดการแก้ไขบรรเทาปัญหา ที่กระทบต่อประโยชน์ของชาติทางทะเล ในพื้นที่นะครับ ตรงนี้ต้องเน้นนะครับ ในพื้นที่ท่าเทียบเรือ กิจการท่าเรือ ที่จอดเรือ ที่รับส่งสินค้า ท่ารับส่งคนโดยสาร ท่าเทียบเรือประมง กิจการแพปลาและพื้นที่ สถานที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่ได้กำหนดไว้ เหตุผลที่ไม่สามารถใช้ศาลากลาง นั่นคือคำถามอีกคำถามหนึ่งว่า ทำไม ศรชล. ถึงไม่ใช้ศาลากลางอันเดิม เหตุผลที่ไม่สามารถ ใช้ศาลากลางจังหวัดหรือศูนย์ราชการจังหวัดเป็นสำนักงาน เนื่องจากมีข้อจำกัดหลัก คือศาลากลางเป็นศูนย์ราชการที่มีหน่วยงานเดิมปฏิบัติงานเดิมอยู่แล้วอย่างหนาแน่น และจะตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองนะครับ ซึ่งมีระยะห่างไกลจากชายฝั่งทะเลมาก จึงเป็นอุปสรรคในการเข้าปฏิบัติงาน ปฏิบัติการในทะเลที่เกิดเหตุต้องใช้เวลาในการเดินทาง ไปยังท่าเรือชายฝั่งมากนะครับ นั่นคือคำตอบที่บอกว่าทำไมต้องไม่อยู่ในศาลากลาง เพราะมันมีหน่วยงานเยอะนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ศรชล. ก็เลยจะต้องไปหา สำนักงาน เพื่ออำนวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชนที่มาแจ้งเหตุ แล้วก็ตำบลที่ก่อสร้าง ศูนย์ความมั่นคงของท่าเรือทั้ง ๓ จังหวัด คืออยู่ในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหาร ตรงนี้คือเป็นเหตุที่ทาง ศรชล. เอง จะเข้าไปก่อสร้างเป็นเขตปลอดภัยทางราชการทหาร
สำหรับตำบลที่ตั้งอาคารศูนย์ความมั่นคงท่าเรือ จังหวัดพังงา มีระยะห่าง จากชายทะเลประมาณ ๓ กิโลเมตร อันนี้คือคำถามที่ทางผู้สงวนความเห็นท่านได้ตั้งประเด็น คำถาม เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของการก่อสร้างอาคารนี้ คือใช้สำหรับเป็นอาคาร ที่ควบคุมเหตุการณ์ความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในท่าเรือต่าง ๆ ไม่ได้เป็นการก่อสร้างท่าเทียบเรือ ตรงนี้คือคำตอบนะครับ เราไม่ได้สร้างท่าเทียบเรือ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องก่อสร้าง ให้ติดน่านน้ำ
อีกประเด็นอยากจะชี้แจงฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมาย โดยกำหนดขอบเขตการทำงานในพื้นที่ทางทะเล การแบ่งพื้นที่ ทางทะเล ดูแลของแต่ละหน่วยงาน เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อน โดยทะเลในอาณาเขตไม่เกิน ๑๒ ไมล์ทะเลเป็นหน้าที่ของตำรวจน้ำ เขตต่อเนื่องไม่เกิน ๒๐ ไมล์ทะเลถึงเขตเศรษฐกิจ จำเพาะไม่เกิน ๒๐๐ ไมล์ทะเลเป็นหน้าที่ของกองทัพเรือ ส่วน ศรชล. ก็คืออยู่ในที่ผมเน้นย้ำ ตั้งแต่แรกว่าอยู่ในอาณาเขตท่าเทียบเรือ แต่ออกไป ๑๒ ไมล์ทะเลเป็นของตำรวจน้ำ ถ้าเกินจากนั้นไม่เกิน ๒๐๐ ไมล์ทะเลเป็นของกองทัพเรือ เพราะฉะนั้นความซ้ำซ้อนไม่เกิด
นี่คือคำตอบที่ฝากท่านประธานนะครับ ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกก็มี ๓-๔ ท่าน ผมก็ถือว่าตอบในภาพรวมก็แล้วกัน กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประธานกรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน กรรมาธิการงบประมาณ ขออนุญาตชี้แจงในหลาย ๆ ประเด็นที่มีท่านสมาชิกได้สงวน ความเห็นและสงวนคำแปรญัตติ และได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้
ในประเด็นแรกครับ มีคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นในการจัดซื้อเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์ ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในประเด็นนี้ต้องเรียนด้วยความ เคารพว่า ทางกรรมาธิการได้ดูในรายละเอียดในชั้นของอนุกรรมาธิการ และมีการสอบถาม ในชั้นของการประชุมกรรมาธิการค่อนข้างละเอียด โดยเหตุผลและความจำเป็น ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีภารกิจในการดูแล ถวายความปลอดภัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ ในการประสานงานและดำเนินการเกี่ยวกับการถวายความสะดวก ในการเสด็จเยือนต่างประเทศของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ราชอาคันตุกะหรือแขกของรัฐบาล รวมถึงการประสานงาน ให้ความช่วยเหลือประชาชนตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม แก่ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ เป็นต้น โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้เสนอ การตั้งงบประมาณครั้งนี้มา และมอบให้กองทัพอากาศเป็นผู้ดำเนินการในการจัดหา เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ และการดำเนินภารกิจดังกล่าวข้างต้น สาเหตุที่ต้องมอบหมาย ให้กับกองทัพอากาศเป็นเพราะว่าการดำเนินการนี้เป็นการดำเนินการของฝ่ายพลเรือน ไม่ใช่ภารกิจของทางทหาร จึงจำเป็นต้องตั้งงบประมาณที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีครับ เครื่องบินที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบันนะครับ เป็นเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๙ หรือ Airbus A340-500 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงที่ใช้เครื่องยนต์ Jet จำนวน ๔ เครื่องยนต์ แบบที่ ๒ ของกองทัพอากาศนะครับ เครื่องบินนี้เป็นเครื่องบินที่กองทัพอากาศจัดซื้อ จากบริษัทการบินไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๙ จำนวน ๑ เครื่อง ปัจจุบันประจำการ อยู่ที่ฝูงบิน ๖๐๒ กองบิน ๖ มีอายุการใช้งานยาวนานครับ เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึง ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นการใช้งานโดยการบินไทย แล้วก็เข้ามาประจำการ กับกองทัพอากาศตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ครบกำหนดวงรอบของการประเมินอายุ การใช้งานของอากาศยาน ในภารกิจรับส่งบุคคลสำคัญนะครับ ซึ่งจะครบวงรอบ ๑๐ ปี ในปี ๒๕๖๙ ครับ ประกอบกับตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา บริษัท แอร์บัสได้ยกเลิกสายการผลิต เครื่องบินแบบ A 340-500 ส่งผลให้การบำรุงรักษา การซ่อมบำรุงมีมูลค่าสูงขึ้นเป็น อย่างมาก จึงจำเป็นต้องจัดหาเครื่องบินรับส่งบุคคลสำคัญทดแทนจากลำที่มีอยู่แล้วนะครับ เรื่องของเครื่องเฮลิคอปเตอร์ก็เป็นในหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้น ทางกรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นว่าการจัดซื้อเครื่องบินทั้งแบบปีกหมุนและเครื่องบิน แบบบรรทุกคนมีความจำเป็นสำหรับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่จะจัดซื้อมา เพื่อให้ บุคคลสำคัญได้ใช้ในภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อไปนะครับ
ในประเด็นต่อมาครับ ประเด็นของภารกิจของหน่วยงานของ กอ.รมน. ซึ่งมีการอภิปรายกันค่อนข้างหลากหลาย มีความเป็นห่วงในภารกิจความซ้ำซ้อน ในการขาด ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร ต้องเรียนว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ได้มีการทบทวน ประเด็นความซ้ำซ้อนของบทบาทและภารกิจของ กอ.รมน. กับหน่วยงานอื่นนะครับ ต้องเรียนชี้แจงว่าหลังจากมีการทบทวนแล้ว บทบาทของ กอ.รมน. เป็นลักษณะของ การอำนวยการครับ เป็นลักษณะของการประสาน การปฏิบัติร่วมกับทุกส่วนราชการ ในด้านความมั่นคงมากกว่าเป็นบทบาทในเรื่องของการปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่นะครับ ซึ่งคุณลักษณะของงานความมั่นคงของทุกประเทศในโลก มีหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ ในลักษณะของภาพรวมเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ หากดูความซ้ำซ้อนในเรื่องของภารกิจงานของ กอ.รมน. กับ สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น จะเห็นว่าไม่มีความซ้ำซ้อนครับ เพราะว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหน่วยงานในระดับนโยบาย จะดูในเรื่องของนโยบายความมั่นคง ของประเทศ เป็นผู้เสนอนโยบายที่สำคัญต่อประธานสภา ต่อรัฐบาลให้ไปปฏิบัติภารกิจต่อไป ในขณะที่ กอ.รมน. จะเป็นหน่วยงานที่นำนโยบายที่ผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารแล้ว มานำไปสู่การปฏิบัติ โดยเชื่อมโยงไปทุกส่วนราชการที่มีงานเฉพาะด้านต่อไป ในส่วน ความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ศรชล. หรือศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทย หรือสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกระทรวงกลาโหม เป็นต้นนั้น ต้องเรียนว่าภารกิจของ กอ.รมน. จะทำหน้าที่ในเรื่องของการอำนวยการ แล้วก็บูรณาการ หน่วยงานปฏิบัติต่าง ๆ เข้ามาทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง เป็นต้นว่า เรื่องของปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งต้องมีการบูรณาการหลายหน่วยงานเข้ามาประชุมวางแผน สนธิกำลังแล้วก็ลงพื้นที่ ในการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน ยกเว้นภารกิจงานบางประเภทครับ ที่จะมีการมอบหมาย ภารกิจงานเป็นการจำเพาะให้กับ กอ.รมน. ซึ่งจะทำหน้าที่ในเรื่องของการอำนวยการ บูรณาการ รวมทั้งเป็นหน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ด้วย ตัวอย่างประเภทนี้ก็อย่างเช่นเรื่องของ งานแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น ผลงานของ กอ.รมน. ที่ได้ปฏิบัติภารกิจมา ในช่วงที่ผ่านมาก็มีความหลากหลาย แล้วก็เป็นประโยชน์กับประชาชนอยู่ในหลายมิติ ยกตัวอย่างที่เร็วที่สุดก็คือเรื่องของเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาในภาคเหนือ กอ.รมน. ก็เป็น อีกส่วนหนึ่งในการที่ขับเคลื่อนกำลังพล ขับเคลื่อนในเรื่องของปัจจัยต่าง ๆ เพื่อลงไป ช่วยเหลือประชาชนในเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ และบางส่วนของภาคอีสานในปัจจุบัน นอกจากนั้นภารกิจงานอื่น ๆ เช่น เรื่องของการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การรักษาความ ปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ชายแดน การพูดคุยเพื่อ สันติสุขและการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สกัดกั้นการเข้าของยาเสพติด การสร้าง ภูมิคุ้มกัน การจัดชุดปฏิบัติการพัฒนาสัมพันธ์มวลชน แล้วก็ชุดวิทยากรต่าง ๆ ในเรื่องของ การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกภูมิภาค รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลัก ของชาติ การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ขยายผลสู่การประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายทั้ง ๗๗ จังหวัด
ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน เป็นเรื่องของคำถามเกี่ยวกับเรื่องของ ค่าใช้จ่ายของผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในประเด็นว่า มีการตั้งงบประมาณมา ๗,๘๐๐,๐๐๐ บาท ได้มีการพิจารณาในชั้นของอนุกรรมาธิการ แล้วก็ในชั้นของกรรมาธิการโดยละเอียดนะครับ ได้รับทราบการชี้แจงจากหน่วยงาน ที่เข้าร่วมประชุม ประเด็นแรกเลยครับ ค่าใช้จ่ายของผู้แทนพิเศษของรัฐบาลและค่าใช้จ่าย ของที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล จุดประสงค์เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล ในการดำเนินงานนโยบายที่สำคัญและเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน เป็นกลไกในการประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อภารกิจพิเศษด้านต่าง ๆ เช่น ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน ภารกิจช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศที่ประสบภัยพิบัติ หรือเหตุความไม่สงบ เป็นต้น ในปี ๒๕๖๗ ก็มีการจัดตั้งงบประมาณสำหรับผู้แทนพิเศษเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๖๗ มีการตั้งงบประมาณไว้ ๗,๘๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน ซึ่งเป็นการมอบภารกิจเกี่ยวกับผู้แทนพิเศษ สำหรับภารกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในปี ๒๕๖๘ นั้นมีการจัดตั้งงบประมาณ เพื่อที่จะรองรับกับบุคลากรที่จะมาบรรจุ รวมงบประมาณทั้งสิ้น ๗,๘๐๐,๐๐๐ บาท เช่นเดียวกันแต่ภารกิจจะขยายขอบเขต เป็นภารกิจในการดำเนินการในการประสานงาน ด้านนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในทั่วประเทศนะครับ ไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เท่านั้นนะครับ ก็เป็นการเตรียมงบประมาณไว้รองรับสำหรับกำลังคนที่จะเกิดขึ้น
ในประเด็นสุดท้ายเรื่องของการจัดตั้งธนาคารที่ดินวงเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมีการอภิปรายว่าการทำร่างพระราชบัญญัตินั้นเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๘ นะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า โครงการจัดตั้งธนาคารที่ดิน หรือองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์ เดียวกันกับธนาคารที่ดินยังมีความจำเป็นครับ เนื่องจากภายหลังการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งเรื่อง ของร่าง พ.ร.บ. สถาบันบริหารจัดการที่ดิน และกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และยั่งยืนคืนมายังสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินครับ เพื่อให้ทบทวนและนำเสนอ ร่างที่ผ่านการทบทวน และดำเนินการตามข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และส่งกลับมายัง สลค. อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในภารกิจขั้นตอนที่ต้องหารือกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนและแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ โดยทางสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน คาดว่าจะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างได้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ นี้ จึงมีความจำเป็นต้องตั้ง งบประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษของธนาคารที่ดินนี้ต่อไปนะครับ ก็ต้องเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทุกท่านว่า ทางคณะกรรมาธิการได้ดูในรายละเอียดของ มาตรา ๗ งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยละเอียดนะครับ และมีการพิจารณา อย่างรอบคอบ มีการตัดลดในส่วนที่เป็นเนื้องานที่เป็นไขมันส่วนเกิน มีการปรับเพิ่มในส่วนที่ มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนยันในมติที่ได้นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ
ขอบคุณท่านกรรมาธิการครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ท่านสมาชิกที่ขอสงวน คำแปรญัตติ ท่านยังติดใจอีกไหมในมาตรานี้ครับ ไม่มีใครติดใจนะครับ
เรียนท่านประธานครับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ติดใจครับ
ก็มีท่านสมาชิกยังติดใจอยู่นะครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้น ผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ประชุมมีมติ เห็นควรให้มีการแก้ไข ผมจึงจะถามจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ต่อไปขอถามมติจากที่ประชุมว่า
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ครับ นิดเดียวครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าจะเกเร อยากหารือกับท่านประธานอย่างนี้ครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ครับ ผมว่าถ้าเราถาม ๒-๓ ขยักมันจะยื้อ ไปไหม ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจนะครับ เพียงแต่ว่าคือผมอยากลำดับขั้นตอนอย่างนี้ครับ ผมสงสัยมาตั้งแต่เช้าที่คุณปกรณ์วุฒิขึ้นหารือ ผมก็ไม่ได้โทษท่านปกรณ์วุฒิ แต่ว่าหารือ เพื่อความชัดเจน เราประชุมกรรมาธิการงบประมาณในวาระที่ ๑ มอบให้กรรมาธิการ เขาไปทำ พอกรรมาธิการเขาทำเสร็จเขาก็ลงมติมาแล้ว ในชั้นกรรมาธิการมันมีกรรมาธิการ เสียงข้างมากกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็มีผู้สงวนคำแปรญัตติ ทีนี้พอมาในสภา เราก็อภิปรายความเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันไป ทีนี้ถ้าจะลงมติผมว่าน่าจะถาม ครั้งเดียวว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ทำมาหรือไม่ ถ้าทุกคนเห็นด้วยมันก็จบ แต่ถ้าทุกคนไม่เห็นด้วยมันก็แตกประเด็นไป ไปเห็นด้วยแก้ไขตรงไหน แก้ไขตรงไหน เพราะในเบื้องต้นมันเป็นการลงมติของกรรมาธิการมาจากห้องใหญ่แล้วครับท่านประธาน ผมเพียงแค่หารือไว้นะครับ มันจะได้ไม่ทำให้เสียเวลา ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน แต่ถ้าท่านประธานยังยืนยันเหมือนเดิม ผมก็ไม่ติดใจนะครับ เพียงแต่หารือในเรื่องของ ขั้นตอนครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอยึดหลักการตามข้อบังคับ เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องงบประมาณนะครับ ก็ขอยึดหลักการนะครับ ต่อไปผมขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้ว กดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ
๐๒๖ ขอแสดงตนครับ
๐๒๖ ขอแสดงตนนะครับ
๑๗๐ แสดงตนค่ะ
๑๗๐ แสดงตนนะครับ มีท่านใดไม่ได้แสดงตนครับ เชิญครับ แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔๔๒ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๔๔๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนเลยครับ
๑๗๐ เห็นชอบค่ะ
๑๗๐ เห็นชอบนะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๑ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๔๕๐ บวก ๑ เป็น ๔๕๑ นะครับ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ เห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ
ท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตนเลยครับ แสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๔๔ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ ท่านสมาชิกลงคะแนนได้เลยครับ
๑๗๐ ไม่เห็นชอบค่ะ
๑๗๐ ไม่เห็นชอบครับ ลงคะแนนเรียบร้อยนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ จำนวน ผู้ลงมตินะครับ ๔๕๓ เห็นด้วย ๒๙๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๕ บวก ๑ คือ ๑๕๖ งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการนะครับ แม้ว่ากรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติไม่ติดใจ จบแล้วนะครับ
ต่อไปนะครับ มาตรา ๘ เชิญท่านเลขาครับ
มาตรา ๘ กระทรวงกลาโหมและหน่วยงาน ในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มีท่านสมาชิกยังติดใจนะครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่จะขออภิปรายนะครับ ท่านแรก ท่านรักชนก ศรีนอก เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนราษฎรจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม พรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันก็จะขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ด้วยนะคะ ดิฉันอยากจะเท้าความอย่างนี้นะคะว่า ในการพิจารณาในกรรมาธิการ กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานที่เรียกว่า เวลามาชี้แจงยกกันมาทั้งกองทัพ เป็นหน่วยงาน ที่พาคนมาชี้แจงนี้เรียกว่าเยอะที่สุดนะคะ อาจจะเยอะกว่ากระทรวงมหาดไทยด้วยซ้ำ คือมีใครเรียกมาทั้งกองทัพ แต่เวลาที่กรรมาธิการถามไป กรรมาธิการถามยาวนะคะ ถามกันที ๒ ชั่วโมง ก็ใส่รายละเอียดไปในคำถามท่านก็ตอบแบบนิด ๆ หน่อย ๆ ดิฉันก็ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจว่าเราต้องบริหารเวลาในการพิจารณาในกรรมาธิการ ดิฉันกับสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่เป็นกรรมาธิการ ก็ฝากความหวังเอาไว้ค่ะ กับเอกสารที่ขอไป กับกระทรวงกลาโหม ว่าถ้าไม่ตอบในห้องไม่เป็นไร ท่านอาจจะเตรียมเอกสารหรือว่า เตรียมข้อมูลไม่ทัน แต่ว่าเราก็ฝากความหวังไว้ว่าขอเอกสารไปอย่างน้อยท่านก็ต้องส่งกลับมา ให้เราพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเอกสารลับ หรือเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ทางกรรมาธิการอยากจะ พิจารณา แต่ท่านประธานคะ เราตกลงกันเอาไว้ในกรรมาธิการว่าทุก ๆ หน่วยงานนี้จะต้อง ส่งเอกสารกลับมาให้ทางกรรมาธิการพิจารณาภายใน ๗ วัน กระทรวงกลาโหมพิจารณาเรียกว่าเป็นอันดับแรก ๆ เลยนะคะ ๒ เดือนไปแล้ว ไม่ส่งเอกสาร กลับมาให้กรรมาธิการสักแผ่นเดียวนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดิฉันก็อยากจะขอเรียก กระทรวงกลาโหม ที่เมื่อก่อนเรียกว่าเป็นชายชาติทหารอกสามศอก ตอนนี้ดิฉัน ให้เหลือแค่ ๓ นิ้วพอค่ะ เพราะว่ารับปากในห้องขึงขัง หนักแน่น จะส่งเอกสารกลับมาให้ รับปาก ท่านเป็นเรียกว่า ผบ.ทบ. ผบ. สูงสุด ผบ. ทัพเรือ ผบ. ทัพอากาศ ทุกเหล่าทัพนี้ ผบ. มาเอง แล้วก็รับปากเองด้วยว่าจะส่งเอกสารกลับมาให้กับกรรมาธิการ แต่เรื่องแค่นี้ค่ะ ท่านยังไม่มีปัญญารักษาคำพูดเลย การส่งเอกสารกลับมาให้กรรมาธิการพิจารณาท่านยัง ทำไม่ได้เลย ดิฉันก็งงว่ามันจะยากเย็นอะไรนักหนากับการส่งเอกสาร นี่ค่ะสำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหมค่ะ ขอเอกสารไป ๓๒ ฉบับ ส่งกลับมา ๐ ต่อไปเลยค่ะ กองทัพบกขอไป ๒๗ ส่งกลับมา ๐ ถัดไปกองทัพเรือรักษาสถิติกันเหลือเกินนะคะ ขอไป ๑๗ ส่งกลับมา ๐ กองทัพอากาศขอไป ๑๕ ฉบับ ส่งกลับมา ๐ และกองบัญชาการ กองทัพไทยขอไป ๑๑ ส่งกลับมา ๐ สุดท้ายสถาบันเทคโนโลยีทางทหารขอไปฉบับเดียวค่ะ ไม่ส่ง เอกสารที่ขอจากกองทัพไปทั้งหมดค่ะ ๑๐๓ ฉบับ ไม่มีเอกสารตอบกลับจากกองทัพ ที่ท่านเรียกค่ะ ไม่ส่งเอกสารกลับมาให้กรรมาธิการใหญ่สักฉบับค่ะ มันเป็นไปได้อย่างไรคะ แล้วเราจะรักษามาตรฐานการพิจารณาในกรรมาธิการกันแบบนี้หรือคะ ที่กองทัพไม่ให้เกียรติ กรรมาธิการ ไม่ให้เกียรติฝ่ายนิติบัญญัติแบบนี้หรือคะ ดิฉันขอตั้งคำถามดัง ๆ ให้ประชาชน ทั่วประเทศได้ยินค่ะว่า กองทัพไม่รักษาคำพูดที่จะส่งเอกสารกลับมาให้กรรมาธิการ แล้วสิ่งที่ท่านได้ให้มาในเอกสารลับ ดิฉันบอกท่านว่าดิฉันจะคืนให้วันที่พิจารณางบวันที่ ๒ กับวันที่ ๓ เสร็จ ดิฉันเอามาทุกฉบับ เดี๋ยวรบกวนกองทัพส่งคนมาเอาคืนไปได้เลยนะคะ ดิฉันก็ขอไปทุกเหล่าทัพเลย มีในส่วนที่มันน่าสงสัยจริง ๆ ค่ะ โครงการจัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้ในทางกสิกรรม ๒๔ ล้านบาท ท่านทำกสิกรรมด้วยนะคะ แล้วก็จัดหาพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์สัตว์ ๒๕ ล้านบาท ดิฉันก็อยากรู้ว่ามันเป็นพันธุ์วัว พันธุ์ปลา พันธุ์ควาย หรือว่า เป็นพันธุ์หมานะคะ ถ้าเป็นพันธุ์หมาที่ท่านใช้ไปตรวจจับระเบิด ดิฉันก็จะได้รู้ว่า มันสมเหตุสมผลแต่มันไม่มีเอกสารส่งกลับมาค่ะ แล้วดิฉันจะพิจารณาอย่างไรท่านประธาน แล้วก็ขอมาทำระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ ไม่มีเอกสารอะไรส่งกลับมาให้ทางกรรมาธิการ อันนี้ดิฉันก็อยากจะบอกว่า ดิฉันก็จะขอให้ท่านมาเอาเอกสารของท่านกลับไปที่ท่านปั๊มว่า ลับมาก เชิญมาเอากลับไปได้เลยนะคะ ดิฉันวางเอาไว้ให้ แล้วก็ดิฉันจะขอปรับลดในส่วนของ ตามที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเคยบอกเอาไว้นะคะ เคยหาเสียงเอาไว้ว่าจะปรับลด งบกองทัพก็คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันจะขอปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือจาก ๒๐๐,๐๐๐ ล้าน เหลือ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนของกองทัพเท่านี้ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนจากคนดอนเมือง พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ สำหรับกระทรวงกลาโหมนะครับ ก็ทำคำของบประมาณมา ๙๒,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ในส่วนของกรรมาธิการก็ปรับลดไปประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วผมก็สงวน ปรับลดก็นิดหน่อยนะครับ ก็ประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ผมอยากจะ พูดถึงนะครับ แล้วผมก็ได้ติดตามมาตั้งแต่การประชุมของชั้นอนุ นั่นก็คือเรื่องของการ ปฏิบัติการจิตวิทยาและการปฏิบัติมวลชนนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ซึ่งมีรายละเอียดจากเล่ม ในห้องอนุกรรมาธิการนะครับ ก็คือบอกว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อใช้จ่ายในเรื่องของ การสร้างความสัมพันธ์ ชี้แจงนโยบายให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ชื่อพูดแบบนี้ ขยี้อีกทีหนึ่ง คือบอกว่าจะต้องการที่จะไป มีการชี้แจงนโยบายให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชน แล้วก็สร้างความเชื่อมั่นศรัทธา แต่พอเราเข้าไปดูไส้ในของกิจกรรม ยิ่งกว่ารอบกองไฟ อีกครับท่านประธาน มีการจัดบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมนะครับ พัฒนาสัมพันธ์กับผู้บริหารกองทัพบก ใช้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ไม่พอครับ มีการเสริมทักษะพัฒนาสัมพันธ์เหมือนกันครับ กับผู้บริหาร ทภ. ๒ เข้าใจว่าน่าจะเป็นแม่ทัพ ภาค ๒ หรือทัพภาค ๒ สักอย่างหนึ่งนะครับ ๗๕๐,๐๐๐ บาท และเหมือนกันครับ เสริมทักษะพัฒนาสัมพันธ์ผู้บริหารทัพภาค ๓ อีก ๗๐๐,๐๐๐ กว่า ผมไม่แน่ใจว่ากองทัพ ทำไมถึงจะต้องสร้างความสัมพันธ์ด้วยงบประมาณจำนวนมากขนาดนี้ แล้วมันไม่มีผลชี้วัด หรือตัวอย่างอื่นเลย ถ้าท่านตั้งมาเลยบอกว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ภายในชัดเจน แต่ว่าอันนี้เอาเรื่องอุดมการณ์ รักชาติ เอาประชาชนความเชื่อมั่นมา ผมอยากจะรู้ว่า ท่านไปอย่างนี้ อุดมการณ์ ๓ ตัวรวมกันนะครับ ๓ อันนี้ก็มีงบประมาณมหาศาลนะครับ แบบนี้จะเชื่อมั่นได้อย่างไร เท่านั้นไม่พอครับท่านประธาน ก็คือว่าในโครงการแผนของ กองทัพ ก็จะมีเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยว ของกองทัพ แต่ว่าอยากจะตั้งคำถามครับ อย่างกองทัพบกของบประมาณ ในการส่งเสริม การท่องเที่ยวในหน่วยทหารมาประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ แล้วก็ประสานงานความร่วมมือในแหล่งท่องเที่ยวของกองทัพ เหมือนกันกองทัพอากาศก็มี ของบประมาณมาประมาณ ๓๕ ล้านบาท หรือว่ากองทัพเรือก็ของบประมาณมาประมาณ ๕ ล้านบาทนะครับ ซึ่งในรายละเอียดเมื่อเข้าไปดูแล้วผมขอยกตัวอย่าง อย่างกองทัพเรือ ก็มีรายจ่ายเพื่อการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวนะครับ มีการทำแนวชายฝั่งต่าง ๆ ซึ่งดูลักษณะแล้ว ก็เป็นการทับซ้อนกับหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ดังนั้น มันมีตั้งแต่การอนุรักษ์พันธุ์พืช ๒๘ ล้านต่าง ๆ อันนี้คือทับซ้อนหน้าที่ของกระทรวง เรื่องหนึ่งแล้วนะครับ ยังไปทับซ้อนกับธุรกิจของกองทัพ ซึ่งต้องอธิบายให้กับพี่น้องประชาชน เข้าใจแบบนี้ว่า กองทัพโดยกระทรวงกลาโหมมีเงินนะครับ ที่เรียกว่าเงินนอกงบประมาณ เป็นเงินนอกงบประมาณที่จริง ๆ กระทรวง ทบวง กรมอื่นก็มี แต่ว่ากองทัพพิเศษกว่าเขา คือมีเงินนอกงบประมาณประเภทที่ ๒ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมอื่นเขาใช้ Guideline อันเดียวจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่เป็นระเบียบแบบเดียวกัน แต่เงินนอกงบประมาณ ประเภท ๒ คือเป็นรัฐอิสระที่กองทัพออกนโยบายของตัวเอง คำถามของผม ผมกลับมานะครับ ก็คือว่าของบประมาณมาเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้ง ๓ เหล่าทัพ ก็มีการดำเนินธุรกิจ ที่สามารถที่จะมีรายรับในเชิงธุรกิจได้นะครับ แล้วเงินที่ได้มาก็จะถูกแบ่งครึ่งหนึ่งเข้ากองทุน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาบริหารจัดการ คำถามคือนำเงินภาษีงบประมาณไปลงทุนนะครับ ในการจัดการแหล่งท่องเที่ยว เช่น Resort ที่พัก แต่ว่าเวลารับรายได้ไปนะครับ ถ้าจะทำให้เกิดประสิทธิภาพก็ควรจะมีการพัฒนาปรับปรุงระเบียบตรงนี้ ให้มีความชัดเจน มีความโปร่งใสว่า กองทัพจะจัดการเรื่องธุรกิจท่องเที่ยวอย่างไร จะจัดการธุรกิจอื่น ๆ ของกองทัพอย่างไรนะครับ เพื่อจะให้มีความโปร่งใส ไม่ใช่ว่ามาของบประมาณไปจำนวนหนึ่ง พอถึงเวลานะครับ พอไปมีรายได้ก็ฟอกเอาเข้ากระเป๋าของกองทัพที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ แล้วพอถึงเวลาสิ้นปีใช้ทรัพยากรของรัฐจนมันเสื่อมโทรมแล้ว ก็ขอปรับปรุงใหม่แบบนี้ แบบนี้ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ผมก็พยายามที่จะขอตัดงบประมาณนะครับ ไล่มาตั้งแต่ห้องอนุ จนห้องใหญ่ แต่ว่าเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย วันนี้ก็ได้มีโอกาสพูดนะครับ ผมจึงขอเสนอ ปรับลดโครงการต่าง ๆ นะครับ แล้วก็ในกรอบที่ได้อภิปรายไป ขอบพระคุณท่านประธาน มากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปยังมีกรรมาธิการอีก ๑ ท่านนะครับ ท่านสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา เชิญครับ
เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยค่ะ ดิฉันขอสงวนความเห็นโดยขอปรับลดงบประมาณ ในมาตรา ๘ ของกระทรวงกลาโหม โดยปรับลดคงเหลือเป็นจำนวนเงิน ๘๗,๙๙๘,๓๓๓,๗๕๐ บาทค่ะ ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ นี้นะคะ งบประมาณรายจ่ายของ กระทรวงเพิ่มขึ้นประมาณ ๕,๑๗๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒.๖ ในห้องกรรมาธิการค่ะ ดิฉันได้สอบถามถึงเรื่องปัญหายาเสพติด ซึ่งมีโครงการอยู่ในแผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณของทั้ง ๕ หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองบัญชาการกองทัพไทย รวมกันจะอยู่ ที่ประมาณ ๒๕๔.๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ๒๑.๓๑ ล้านบาทเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๙.๒ ดิฉันได้ตั้งคำถามถึงการปฏิบัติงานของกระทรวงกลาโหมค่ะ และได้สอบถามถึง การแบ่งงานในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพราะในแผนบูรณาการนี้ค่ะ เสาหลักที่ขับเคลื่อน งานจะคือ ป.ป.ส. สตช. กระทรวงสาธารณสุข ดิฉันจึงอยากทราบบทบาทของ กระทรวงกลาโหมจึงได้ตั้งคำถามเรื่องการแบ่งงาน และเรื่องความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงได้ขอผลการดำเนินงานจากทางหน่วยงานค่ะ ขอทราบสถิติเรื่องการจับกุม สถิติ การบำบัดรักษา แต่ปรากฏว่าดิฉันไม่ได้รับเอกสารตอบกลับใด ๆ จากกระทรวงกลาโหมเลย แม้แต่ฉบับเดียวค่ะ ท่านประธานคะ นี่เรากำลังพิจารณางบประมาณของกระทรวงที่มีงบสูงถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ทางหน่วยงานไม่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเอกสารตอบกลับ ข้อซักถามของกรรมาธิการเลยค่ะ เรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับประเทศของเรา แก้ไขกันไม่จบไม่สิ้น เราทุ่มงบประมาณผ่าน ๘ กระทรวง รวม ๒๘ หน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้แก้ไขปัญหายาเสพติดนะคะ แต่นี่ดิฉันแค่อยากทราบผลการดำเนินงานของ กระทรวงกลาโหม แต่หน่วยงานไม่ส่งอะไรกลับมาเลยอย่างที่ท่าน สส. รักชนกได้พูดไป เมื่อสักครู่นะคะ และได้แสดงให้ดู กระทรวงกลาโหมไม่ตอบกลับใครเลยนะคะ ข้อซักถาม ๑๐๓ ข้อ ของกรรมาธิการ ๒๐ คน ที่ควรจะได้รับเอกสาร ๑๐๓ ฉบับกลับไม่ได้รับเลยค่ะ ทำให้กรรมาธิการไม่สามารถพิจารณางบประมาณได้อย่างรอบด้านค่ะ และอีกเรื่องหนึ่งค่ะ เรื่องเอกสารประกอบการชี้แจงของทั้ง ๓ เหล่าทัพ จะมีเอกสารลับที่นำมา ให้กรรมาธิการพิจารณานะคะ เอกสารลับเหล่านี้หลัก ๆ จะเป็นค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้าง กำลังของกองทัพ กองทัพบกเป็นจำนวนเงิน ๑๑,๒๖๑ ล้านบาท มี ๔๐ โครงการ อยู่ในชั้นความลับ ๒๔ โครงการ และไม่เป็นชั้นความลับอีก ๑๖ โครงการ กองทัพเรือ ค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างกำลังกองทัพเป็นเงิน ๙,๙๖๒ ล้านบาท เป็นเอกสารลับมาก ทั้งหมดนะคะ และกองทัพอากาศ ค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างกำลังกองทัพเป็นจำนวนเงิน ๙,๗๗๖ ล้านบาท เป็นเอกสารลับมากทั้งหมดเช่นกันค่ะ ดิฉันเข้าใจนะคะว่าโครงการ เสริมสร้างยุทโธปกรณ์ต้องอยู่ในชั้นความลับ แต่บางโครงการไม่จำเป็นต้องเป็นความลับ อย่างเช่น โครงการพัฒนาที่พักอาศัยประเภทแฟลต โครงการปรับปรุงเขื่อนป้องกันน้ำท่วม โครงการวางระบบท่อน้ำประปา โครงการก่อสร้างอาคาร โครงการก่อสร้างถนน หลาย ๆ อย่างดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมโครงการพวกนี้ถึงต้องอยู่ในชั้นความลับค่ะ ถามหน่วยงานไปก็ไม่ได้รับคำตอบ ถามหารายละเอียดโครงการก็ไม่ได้รับกลับมา มีแต่ชื่อโครงการและจำนวนเงินงบประมาณเท่านั้นนะคะ กรรมาธิการหลายท่านก็ได้ ตั้งข้อสังเกตไปแล้วว่าอะไรที่ไม่ได้รับจริง ๆ ก็ไม่อยากตีให้เป็นความลับไปทั้งหมดค่ะ เพราะว่ากระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณสูงมาก แต่ก็มีความลับเยอะมากเช่นกัน อย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องความมั่นคงดิฉันเข้าใจแต่นี่ดูแล้วบางอย่างก็ไม่ใช่ค่ะ แต่ท่านกำลังทำให้เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ลับมาก ๆ เกินความจำเป็น ในเมื่อหลายอย่าง ยังเป็นความลับ แล้วก็กรรมาธิการไม่ได้รับเอกสารตอบกลับ โดยสรุปแล้วดิฉันจึงขอสงวน ความเห็นโดยการปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมลง เหลือ ๘๗,๙๙๘,๓๓๓,๗๕๐ บาท ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นผู้แปรญัตตินะครับ ท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายมาตรา ๘ ซึ่งผมพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับที่ดินที่ทางกองทัพ เป็นคนครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ แล้วก็มีความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ภายใต้กิจกรรม ที่เรียกว่า สร้างความสมานฉันท์
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปัญหาก็คือที่ราชพัสดุ ในความครอบครองของกองทัพ ถ้าเราดูตัวเลขที่ราชพัสดุทั้งหมดทั่วประเทศไทยมีอยู่ ๑๒.๕ ล้านไร่ อยู่ในการครอบครองใช้ประโยชน์ของกองทัพ ๖.๒๕ ล้านไร่ ถ้าแบ่งไปก็จะมี กองทัพบกครอบครองเยอะที่สุดก็คือ ๔.๖ ล้านไร่ รองลงมาก็คือกองทัพเรือและ กองทัพอากาศนะครับ ปัญหาความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่มีเต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะเรียกว่าเป็นราษฎรบุกรุก แต่ว่าใครจะบุกรุกใครอันนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอยู่ เป็นกรณีที่มีการจัดให้เช่า ๑๙๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็อยู่ระหว่างการพิพาทว่าตกลงสิทธิ เป็นของใครอีก ๙๘๐,๐๐๐ ไร่นะครับ ใกล้ ๆ ๑ ล้านไร่ ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน กับราษฎรในพื้นที่ การโต้แย้งสิทธิเป็นเรื่องที่มีปัญหามากที่สุด ผมอยู่ในกรรมาธิการที่ดิน มีการร้องเรียนเรื่องที่ดินทับซ้อนระหว่างที่ราชพัสดุที่กองทัพครอบครองกับที่ของชาวบ้าน มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเต็มไปหมดนะครับ
ปัญหาอีกประการก็คือเรื่องมีข้อสงสัยว่า กองทัพได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่นะครับ ข้อสงสัยอีกประการก็คือ ตกลงแล้วกิจการที่กองทัพทำเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติหรือไม่ บางกรณีเป็นที่น่าสงสัยอยู่นะครับ แล้วก็อีกอันหนึ่งที่หลาย ๆ พื้นที่ ทำคือบอกว่าส่งคืนให้แก่ธนารักษ์ แต่ว่ามันเป็นการส่งคืนแบบไม่อยากให้ อย่างเช่น กรณีเข็กน้อย กรณีที่แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ กรณีที่จังหวัดระยอง กองทัพทำทีเหมือนจะส่งคืนให้แก่ธนารักษ์แต่ว่าก็ไม่ส่งคืน โดยใช้อ้าง ข้อยุ่งยากในทางการจัดการทำให้ไม่ส่งคืน แต่กองทัพก็ถือครองใช้ประโยชน์ตลอดนะครับ ปัญหาการได้มาโดยชอบหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการครอบครอง ตำแหน่งที่ดิน ที่ครอบครองไม่ตรงกับที่ดินตามประกาศ อันนี้เป็นปัญหานะครับ ซึ่งที่มันครอบครองไม่ตรง ตามประกาศนั่นละไปทับซ้อนกับที่ของชาวบ้าน แล้วก็มีการครอบครองมากกว่าพื้นที่ ตามที่ประกาศด้วย แล้วที่ค่อนข้างจะเป็นกรณีร้ายแรงก็คือมีการเอาเอกสารที่ไม่ค่อย น่าเชื่อถือมาอ้างว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ตัวเอกสารมีปัญหานะครับ มีการฟ้องขับไล่ แล้วก็ในกรณีที่ชาวบ้านโต้แย้งเรื่องสิทธิกับที่ทางกองทัพอยู่ มักจะไม่อนุญาตให้มีการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา หรือการสร้างถนนไม่สามารถที่จะทำได้ ทำให้ประชาชนที่อยู่ในตรงนั้นได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งไม่สามารถที่จะขอออกทะเบียนบ้าน ได้ด้วย
โครงการที่มีปัญหา เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งก็ได้พูดไปแล้วว่า โครงการที่มีปัญหานะครับ แล้วก็เป็นโครงการชื่อเดียวกัน ทั้ง ๓ กองทัพก็คือ ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศได้รับงบประมาณมาเหมือนกันหมดนะครับ ก็คือโครงการพัฒนาศักยภาพ ด้านการพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนรวมกัน ๓๓๔ ล้านบาท กิจกรรม น่าสนใจนะครับ มีการใช้คำว่าสร้างความสมานฉันท์ มีการจัดซื้อครุภัณฑ์ มีการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว อันนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียด ขอสไลด์ต่อไปนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่กองทัพ ก็พยายามที่จะประชาสัมพันธ์ด้วยความภาคภูมิใจว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้แก้ไขปัญหาที่ดิน ให้แก่ประชาชนไปแล้ว โดยมีการกำหนดพื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ๒ จังหวัด รวมกัน ๒๓,๐๐๐ ไร่ ๒๓,๐๐๐ ไร่ดูเหมือนจะเยอะนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าไปเทียบกับขนาด ของปัญหาที่มีอยู่เกินกว่าล้านไร่มันน้อยมากนะครับ ปัญหาที่มีทั้งหมดเกือบ ๆ ๑ ล้านไร่ สามารถแก้ไปได้อยู่ที่ ๒๓,๐๐๐ ไร่ มันเท่ากับแค่ ๒.๓๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะครับ ปัญหาเรื่องนี้ปัญหาความขัดแย้ง ในการครอบครองที่ดินระหว่างกองทัพกับประชาชน มีส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงบประมาณ ซึ่งก็เป็นการอุดหนุนงบประมาณอุดหนุนเงิน ไปให้แก่โครงการ กิจการดำเนินการของกองทัพในที่ดินนะครับ แล้วก็ทำให้มีความขัดแย้ง กับประชาชนมาโดยตลอด บางกรณีที่ดินตรงนั้นกองทัพเองเพียงแต่ครอบครองเฉย ๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่ว่าไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนใช้ประโยชน์นะครับ ก็ครอบครอง ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ครับโดยที่ไม่ได้ทำอะไร หรือบางทีก็เอาไปทำในสิ่งที่สงสัยอยู่ว่า เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติจริงหรือไม่ อย่างเช่น ไปสร้างบ้านพักตากอากาศ ไปสร้างบ้านพักให้แก่กำลังพล ซึ่งกำลังพลตรงนั้นก็มีที่พักอยู่แล้วแต่ไปสร้างเพิ่ม คือคนก็สงสัยว่าตกลงคุณทำอะไรนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอให้มีการตัดโครงการ พัฒนาศักยภาพด้านการพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือของประชาชน ทั้ง ๓ กรม รวมกัน ๓๓๔ ล้านบาท ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ผมเรียนท่านประธานตรง ๆ อย่างนี้ว่า ผมได้รับเบาะแสและได้กลิ่นแปลก ๆ จากการจัดซื้อ จัดจ้างของกรมพลาธิการทหารบก ในงบประมาณปี ๒๕๖๗ และเชื่อว่ากลิ่นแปลก ๆ แบบนี้ จะเหม็นรุนแรงขึ้นและเกิดขึ้นซ้ำอีกในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ผมจึงได้ประสานเข้าไปยัง คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณ เพื่อขอเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างของ กรมพลาธิการทหารบกในงบปี ๒๕๖๘ นี้ เกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับท่านประธาน ตามที่ ท่านรักชนกพูดครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปรากฏว่าจนแล้วจนรอด จี้อย่างไร ตามอย่างไร กองทัพบกก็ไม่ยอมส่งรายละเอียดของงบพลาธิการมาให้ จนสุดท้าย ผมทนไม่ไหวครับ ต้องไปเช็กข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของกรมพลาธิการทหารบก ในงบประมาณปี ๒๕๖๗ มาเทียบเคียง แล้วก็มาป๊ะกับโครงการจ้างทำถาดหลุม ๑๐,๐๐๐ ใบ ราคากลาง ๕,๑๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งการประมูลนี่ก็ประมูลกันได้เก่งมากครับท่านประธาน โดยผู้ชนะการประมูลชนะไปด้วยราคา ๕,๑๕๐,๐๐๐ บาท ต่ำกว่าราคากลางแค่ ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้นเฉลี่ยแล้วถาดหลุม ๑ ใบ ไม่รู้ว่าหลุมใครนะครับ แทนที่จะไปซื้อเขาได้ก็ไม่ซื้อ ดันไปจ้างเขาทำ ตกใบหนึ่งแพงถึง ๕๑๕ บาท จะ ๕๐๐ ก็เกรงใจเพราะคิดว่าเดี๋ยวจะด่า ตัวเอง สมัยนี้ครับท่านประธาน การเทียบราคาไม่ยากครับ Love Shopping Load Shopee เหมือนเดิม ตกลงปีนี้ปี ๒๕๖๗ นะครับ กะว่าจะไม่ให้ผมใช้มุกใหม่เลยหรือครับ จะต้องให้ผม ใช้มุกเก่า ๆ อีกหรือครับ เรามาดูกันครับ ถาดหลุมเหลี่ยม ๖ ช่อง ๑ ใบ ถ้าตรา Seagull นกนางนวลอย่างดีราคาใบละ ๓๖๐ บาท หรือจะตราหัวม้าลายเก่าแก่เลยยี่ห้อที่ครองใจ คนไทยมานานก็ ๓๘๐ ท่านประธานอยากได้นะครับ ตอนนี้ Scan เข้าไปที่ QR Code แล้ว Cf ได้เลยซื้อได้ทันที ท่านประธานทราบไหมครับ ทำไมกองทัพบกถึงต้องดิ้นต้องรน จ้างผลิตถาดหลุมไม่ยอมซื้อของดี ๆ ที่เขามีขายอยู่ในท้องตลาด นั่นเป็นเพราะว่าถาดหลุม ยี่ห้อดี ๆ ที่เขาขายกันตามท้องตลาดเขามีความยาว ๓๙.๔ เซนติเมตรครับ แต่ที่ถาดหลุม ที่กองทัพบกสั่งทำต้องยาว ๔๒.๕ เซนติเมตร ยาวกว่าชาวบ้านเขา ๓ เซนติเมตร ผมก็ไม่รู้ว่า จะยาวกว่าไปทำไม เป็นถาดหลุมที่ล็อกสเปกให้ใหญ่กว่าท้องตลาดหรือไม่ สงสัยจะได้ กินกันได้เยอะ ๆ กินกันได้แบบจุก ๆ ครับ ไม่อายใคร Good Boy หม่ำ ๆ หม่ำ ๆ Good Boy กันหรืออย่างไรครับ ที่ผ่านมาในเรื่องของอาหารการกิน พลทหาร ผมว่าท่านประธานก็ทราบดี ในหลาย ๆ ค่ายก็มีแต่เรื่องร้องเรียนมาโดยตลอดว่า ข้าวเปล่านี่พูนเต็มถาดหลุมส่วนกับข้าว นี่หยิบมือเดียว ของไหว้สัมภเวสีตามเสาไฟฟ้ายังดูเยอะกว่า ผัดผักนี่นะครับ ก็ผัก ๑ ไร่ ไก่ครึ่งกิโลกรัมก็ไม่รู้ว่าจะจ้างทำถาดหลุมใบใหญ่ ๆ เอาไว้ให้ใครกิน พอมาดูสัญญาจ้าง ที่ ๔๖/๒๕๖๗ มันทำให้ผมรู้ความจริงครับว่า นี่อาจจะไม่ใช่การจ้างทำถาดหลุมธรรมดา ก็ได้ แต่อาจจะเป็นอาวุธรูปแบบใหม่ของกองทัพบกครับ ถาดหลุม Spec ต้องทำด้วย Stainless ชนิด SUS 304 หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า สัส ๓๐๔ ก็ได้ สัสต้องมีเสียง ส ยาว ๆ เพราะสัสเติมเติม S เป็นพหูพจน์ด้วยและที่สำคัญนะครับ หรือจะทำด้วยวัสดุที่ดีกว่าก็ได้ โดยเป็นวัสดุที่ผลิตภายในประเทศ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานตรงนี้ร้องอ๋อได้หรือยังครับ ผมรู้ทันทีเลยครับว่า ที่ถาดหลุมของกองทัพบกมันแพงขนาดนี้เพราะอะไรครับ ผมเดาว่า อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันต้องเป็นแร่ Vibranium จากประเทศ Wakanda ก็ได้ครับ ที่เขาเอามา ใช้ทำโล่ของกัปตันอเมริกา และในสัญญาจ้างท่านประธาน ยังอนุญาตให้ผู้ชนะประมูล สามารถจ้างช่วงได้อีกนะครับ ถ้าถาดหลุมธรรมดาคงไม่ต้องไปจ้างช่วงใครเขาผลิตหรอก มันต้องเป็นอาวุธสงครามชนิดพิเศษแน่ ๆ พอเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมโรงงานก็จะพบว่า ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ รง. ๔ ของบริษัทที่ชนะการประมูลไม่ได้รับอนุญาต ให้ผลิตภาชนะเครื่องใช้ในครัวด้วย Stainless มีแค่การปั๊มโลหะ งานนี้เป็นไปได้ว่าบริษัท ที่ชนะการประมูล ก็ไปจ้างช่วงให้บริษัทที่เขาเอาแร่ Vibranium มาทำถาดหลุมได้ ทำถาดหลุมครับ แล้วส่วนตัวเองก็เอาค้อนทองตอกตรา ทบ. แล้วส่งมอบให้กองทัพ ก็เท่านั้นเอง เผลอ ๆ ค้อนทองนี้ตอกไม่เข้าด้วยนะครับ การที่กรมพลาธิการ กองทัพบก ไม่ส่งข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ เป็นพฤติกรรมที่ส่อเจตนาล็อกสเปกปกปิดซ่อนเร้นข้อมูลการจ้างผลิตถาดหลุม ที่มีราคาแพงเกินจริงกว่าท้องตลาด และในงบประมาณในปี ๒๕๖๘ พอไม่ส่งก็สันนิษฐาน ได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะจ้างผลิตถาดหลุมในลักษณะนี้อีก เพื่อไม่ให้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ในงบปี ๒๕๖๗ เกิดขึ้นซ้ำอีก ผมจำเป็นต้องเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงครับ โดยคำนวณ เอาราคาถาดหลุม Captain America ลบด้วยราคาถาดหลุมตามท้องตลาด คือ ๓๖๐ แล้วคูณด้วย ๑๐,๐๐๐ ใบ เพราะผมคิดว่าเดี๋ยวอาจจะซื้อเพิ่มอีก ก็รวมแล้วผมจึงเสนอให้ ปรับลดงบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไปของกองทัพบก ลงอีก ๑,๕๕๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ พวกเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าถาดหลุมเขามีไว้ใช้กิน แต่ผมก็ไม่คิดว่ากองทัพบกจะเอาถาดหลุมมาใช้กินกันแบบนี้ ผมในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร อยากจะส่งสัญญาณถึงกองทัพบกว่า อย่าได้มีพฤติกรรมไม่ให้เกียรติคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณแบบนี้อีก ในปีงบประมาณถัด ๆ ไป ท่านประธานครับเรามาร่วมกันตัดงบก้อนนี้กันเถอะครับ มายุติ Infinity War ที่เอาถาดหลุมมารบกับใครก็ไม่รู้ร่วมกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกัลยพัชร รจิตโรจน์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะขอแปรญัตติงบประมาณ มาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม โดยทั่วไปแล้วเมื่อกล่าวถึงการผลิตยาและเวชภัณฑ์ใช้ภายในประเทศ คนทั่วไปก็ย่อมนึกถึง องค์การเภสัชกรรมใช่ไหมคะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีหน่วยงานรัฐอื่นที่ไม่มีพันธกิจเกี่ยวกับ สาธารณสุขและไม่น่าจะมีองค์ความรู้ด้านสาธารณสุขเท่ากับองค์การเภสัชกรรม แต่กลับเป็น หน่วยรับงบประมาณที่ซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้นมาอีกหน่วยงานหนึ่ง ทำหน้าที่ผลิตยาเช่นกันค่ะ หน่วยงานนั้นก็คือโรงงานเภสัชกรรมทหาร สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือกลางเมืองหลวงของเรานี่เองค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เรื่องที่ดิฉันจะอภิปราย ต่อไปนี้จะแบ่งเป็น ๒ ส่วนด้วยกันค่ะ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องทางการแพทย์ก่อนสักเล็กน้อยนะคะ เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจ และจะเชื่อมไปที่กระทรวงกลาโหมในช่วงหลังค่ะ ดิฉันจะขอเริ่มจากการ อภิปรายยาอันตราย ๒ รายการ ที่มีการผลิตโดยหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมดังต่อไปนี้ค่ะ ยารายการแรกนะคะ ได้แก่ ยา Alprazolam หรือเรียกกันว่ายาเสียตัว ที่ถูกเรียกแบบนั้น เพราะเป็นยาที่ใช้รักษาโรควิตกกังวล ชนิดออกฤทธิ์สั้น คือออกฤทธิ์ในหน่วยนาที และทำให้ผู้ทานหลับได้อย่างไวแถมอาจจะมีอาการความจำเสื่อมชั่วคราว ภาษา ทางการแพทย์เรียกว่า Anterograde Amnesia คือจำเหตุการณ์ในช่วงเวลา ๑-๒ ชั่วโมง ระหว่างทานยาไม่ได้อีกด้วยค่ะ อ้างอิงตามสไลด์ที่แสดงคือจาก เว็บไซต์ อย. ถือเป็นอันตราย ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ด้วยความออกฤทธิ์เร็วและทำให้ลืม ทำให้มิจฉาชีพ หรือผู้ไม่ประสงค์ดี เอาไปวางยาคนอื่นได้โดยง่าย และเคลื่อนย้ายเปลี่ยนสถานที่คนได้ก่อนจะตื่น โดยเหยื่อ ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าจะตื่นขึ้นที่ไหนคะ
โรงงานเภสัชกรรมทหารปัจจุบันผลิต Alprazolam ถึง ๓ ขนาด Dose ยาด้วยกัน ได้แก่ ๐.๒๕ มิลลิกรัม ๐.๕ มิลลิกรัม และ ๑ มิลลิกรัม ปกติแค่ ๐.๒๕ มิลลิกรัม ก็แสดงอาการอย่างที่ดิฉันได้เล่ามาทั้งหมดแล้วนะคะ คือหลับง่ายมาก มีการใช้ อย่างเฉพาะเจาะจงมากสำหรับผู้ป่วยชนิดโรค Panic หรือกลัวที่แคบ ที่ต้องคลายกังวล เฉียบพลันออกฤทธิ์ทันที เพื่อคลายกังวล ใช้ Dose ต่ำ ๆ เพื่อให้ตื่นได้เร็ว แต่นี่ท่านจะต้อง ผลิต Dose สูง ๆ ไปทำไมกันคะและที่สำคัญที่สุดคือทำไมต้องเจาะจงผลิตยาคลายกังวล ชนิดออกฤทธิ์สั้น เสมือนเป็นยาสลบเท่านั้นทั้ง ๆ ที่มียาคลายกังวลชนิดอื่นที่ออกฤทธิ์ ช้ากว่า ไม่ว่าจะเป็น Lorazepam หรือ Diazepam ที่เรารู้จักกันในนามของ Valium ทำให้ ผู้กังวลนอนหลับได้ดีกว่า คลายกังวลได้มากกว่า และถูกใช้บ่อยกว่าทั่วไปทางการแพทย์ค่ะ อันนี้เป็นข้อที่ดิฉันสงสัยและต้องการคำตอบจากท่านอย่างยิ่งนะคะ
ตัวยาถัดไปพระเอกของเรานะคะ คือยา Pseudoephedrine ชื่ออาจจะ ไม่คุ้นหูแต่ว่าทราบไหมคะว่า แทบจะทุกคนคงเคยท่านยาชนิดนี้เวลาเป็นหวัด เพื่อใช้ลดน้ำมูก คัดจมูกในชื่อว่า Actifed ในสมัยก่อน Actifed เป็นส่วนผสมของยาแก้แพ้ แล้วก็ตัว Pseudoephedrine ตัวนี้นี่เองค่ะ ด้วยตัวยา Pseudoephedrine มีฤทธิ์ทำให้ เส้นเลือดหดตัว จึงลดอาการบวมในเยื่อบุจมูกได้นะคะ ท่านสังเกตไหมคะว่าหลัง ๆ นี้ ยาชนิดนี้ไม่มีขายเท่าไรแล้วค่ะ เพราะอะไรทราบไหมคะ ดูตามสูตรเคมีตรงกลางนั่นได้เลยนะคะ เพราะว่ายาตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของยาบ้า ภาษาอังกฤษเรียกว่า Methamphetamine หรือที่คนไทยรู้จักกันแพร่หลายในนามยา Ice ราคาแพงกว่า เพราะมีความบริสุทธิ์ของตัวยา มากกว่ายาบ้า หรือ Amphetamine ยา Ice ออกฤทธิ์ทำให้ผู้เสพ Finale ง่ายกว่า ติดง่ายกว่า High มากกว่า และแน่นอนว่าอันตรายกว่าหากเสพยาเกินพอดี หรือ Overdose ประเทศไทย ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกยา Ice สูงสุดประเทศหนึ่ง เราจะได้เห็นตามหน้าข่าวมากมาย โดยเฉพาะมีการขนส่งไปยังประเทศแถบเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ฮ่องกงว่าขนมา จากประเทศไทย ทางหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมแจ้งในชั้นอนุ งบประมาณอย่างชัดเจนว่า อย. อนุญาตให้โรงงานยาทหารผลิตยาตัวนี้แต่เพียงผู้เดียว โดยห้ามผู้ผลิตเอกชนผลิตและจำหน่ายยาชนิดนี้ รวมถึงตัวองค์การเภสัชกรรมเองด้วยค่ะ คือโรงงานนี้ผลิตที่เดียวตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา ทุกท่านทราบไหมคะว่า แทบจะทั้งโลก เขาเลิกผลิตและจำหน่ายยาตัวนี้กันแล้ว เพราะเป็นสารตั้งต้นยาเสพติด เขาไปใช้ตัวล่างสุด คือ Phenylephrine จะเห็นว่าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ว่าตัวนี้เสถียรและไม่สามารถ ถูกเปลี่ยนเป็นยา Ice ได้ค่ะ สไลด์ถัดไป ที่น่าสังเกตและน่าสงสัยอีกก็คือ Pseudoephedrine ไม่อยู่ในเอกสารที่ของบประมาณ โครงการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ราชบุรี ที่นำมาแสดงต่อ อนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งก่อสร้าง แต่แน่นอนค่ะว่าดิฉันได้คัดชวเลขเอาไว้แล้วค่ะ เพราะท่านรอง ผอ. โรงงานเภสัชกรรมทหารกล่าวถึงยา Pseudoephedrine หลายครั้ง หลายคราจนผิดสังเกต แจ้งไว้อย่างเฉพาะเจาะจงว่าจะมีการผลิตยาตัวนี้ค่ะ เรื่องนี้สะท้อนว่า มีเรื่องที่น่าสงสัย ไม่โปร่งใสในอุตสาหกรรมการผลิตยาที่โรงงานนี้นะคะ กระทั่งจำนวนยา ที่ผลิตกับจำนวนยาใน Catalog ของเว็บไซต์ท่านเองก็ยังไม่ตรงกัน โครงการบอกว่าโรงงานเดิม ที่ท่าเรือผลิตได้ ๒๐ รายการ สร้างโรงงานใหม่จะเพิ่มเป็น ๓๕ รายการแต่ใน Catalog โรงงานเดิมท่านผลิตแล้วก็จำหน่ายไปแล้ว ๖๓ รายการ นี่เป็นเพียงธุรกิจการทหารที่ผ่านมา แต่ในปี พ.ร.บ. งบ ๒๕๖๘ วาระที่ ๒ นี้ยังมีโครงการก่อสร้างขยายกำลังการผลิตโรงงาน แห่งที่ ๒ ที่บ้านโป่งด้วยค่ะ โดยจะมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่าตัว จาก ๑,๐๓๒ ตารางเมตร เป็น ๒,๔๐๐ ตารางเมตร และท่านปลัดยืนยันว่าโรงงานเก่าก็ยังคงผลิตอยู่ สรุปว่า ท่านมีกำลังการผลิตยามากขึ้นถึง ๓.๓ เท่าตัวเลยนะคะ ถ้ายังนึกภาพไม่ออกคิดเป็น จำนวนเม็ด ก็คือจากผลิตได้ ๑๘๐ ล้านเม็ดต่อปี เพิ่มไปถึง ๖๐๐ ล้านเม็ดต่อปี ทหารมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นหวัดเพิ่มขึ้นขนาดนั้นเลยหรือคะ ถ้าจะกล่าวถึงเหตุผล ด้านการเงิน ทางหน่วยงานแจ้งว่าที่ผ่านมากำไรจากการขายยาได้ ๓-๕ ล้านบาทต่อปีเท่านั้น และท่านแจ้งว่าหากสร้างโรงงานนี้แล้วจะได้กำไรเพิ่มเป็น ๕๐ ล้านบาทต่อปี ดิฉันสงสัย อย่างมากว่าท่านคำนวณจากอะไร สูตรไหน หรือว่าท่านมี Order ยาล่วงหน้าแล้วหรือเปล่าคะ
นี่คือหน้าตาของโรงงานที่ราชบุรี ซึ่งไปถางที่รอเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ เพื่อมาขอ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ดิฉันจึงขอเสนอตัดงบก่อสร้างโรงงานทั้งหมด จำนวน ๓๘,๒๓๒,๕๐๐ บาท คิดเป็น ๙.๗๙ เปอร์เซ็นต์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีวงเงินงบประมาณ ๙,๕๗๗ ล้านบาท และถือเป็นงบเพียงแค่ ๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งกระทรวงกลาโหม ที่มีงบประมาณทั้งหมดสูงถึง ๒๐๐,๙๒๓,๗๘๐,๕๐๐ บาท ด้วยหลักการและเหตุผลที่ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องขยายโรงงานเภสัช ความต้องการใช้ยาไม่เพิ่ม กำลังผลิตขององค์การ เภสัชกรรมไม่เต็ม มีหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพปลอดภัยกว่าทำได้อยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุด การผลิตยาไม่ใช่ภารกิจของกองทัพ ผลกระทบจากการตัดงบคือโรงงานเภสัชกรรมทหาร จะยังคงมีกำลังการผลิตเท่าเดิม และหากมีความจำเป็นต้องผลิตยาเพิ่มเติมก็ให้องค์การเภสัช กรรมเป็นผู้ผลิตได้ค่ะ
นอกจากการตัดงบแล้ว ดิฉันเสนอให้กองทัพยึดโยงอยู่กับภารกิจ หน้าที่ประจำอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ตีความพันธกิจของท่านอย่างกว้างขวาง ถือโอกาสเข้ามา ทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระของท่านนะคะ โดยทางสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมอ้างว่า เหตุผลที่ต้องขยายโรงงานเป็นเหตุผลด้านความมั่นคง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถ ในการดูแลตัวเองของประเทศยามเกิดภัยสงครามจะได้มียาใช้ค่ะ ตรรกะนี้ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นผล ไปกับการลงทุนกับอะไรที่ราคาเกือบจะพันล้าน เพื่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปท่านธนเดช เพ็งสุข
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่ม พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ในสัดส่วนของงบกระทรวงกลาโหมในมาตรา ๘ นี้ ผมขอแจ้งเบื้องต้นไว้เลยว่า ผมขอเสนอปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วขออนุญาตโฟกัสไปที่ งบประมาณในส่วนของกองทัพบกและลึกไปกว่านั้นคือ งบในส่วนของกรมพลาธิการทหารบก ท่านประธานครับ กรมพลาธิการทหารบกหรืองบของกองทัพบกนั้น ยังใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ราคาสูงกว่าท้องตลาด Spec แบบเดิม ๆ ที่ซื้อไปแล้วกำลังพลก็ต้องไปซื้อใหม่ซ้ำ ผมขอให้ ท่านประธานนึกถึงรองเท้า Combat ที่กำลังพลกำลังใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ในเล่มงบประมาณ มีอัตราเบิกจ่ายแจกจากกองทัพบกอยู่จริง แต่ท่านประธานครับ เราสามารถไปถามกำลังพล ทุกคนได้เลยครับ ไม่มีใครใช้รองเท้า Combat นี้จากการผลิต หรือซื้อจากกองทัพบกจริงเลย ทั้ง ๆ ที่ราคาที่กองทัพบกซื้อ หรือกรมพลาธิการทุกเหล่าทัพเลยก็ว่าได้ครับ ไม่ว่าจะผลิต ขึ้นเอง หรือจัดซื้อจัดจ้างล้วนแล้วซึ่งขาดประสิทธิภาพ แข็งบ้าง อะไรบ้าง สุดท้ายกำลังพล ทุกหมู่เหล่าก็ต้องเลือกที่จะเอาเงินของตัวเองนั้นไปซื้อรองเท้า Combat ของตัวเอง ต่อมาครับ ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนของกำลังพล หรือพลทหารเองก็ดีครับ ตามเล่มงบประมาณ ค่าซื้อเตียงนอนเฉลี่ย ๑ เตียงอยู่ที่ ๒,๘๘๕ บาท ท่านประธานครับ ในงบประมาณขนาดนี้ มันหมดยุคเตียงกากมะพร้าวแล้ว ผมว่าเราสามารถซื้อเตียงสปริงให้กับกำลังพลได้หนุนนอน อย่างสบายแล้ว หมดยุคที่บอกว่าการฝึกต้องลำบากแล้ว กองทัพสมัยใหม่ฝึกต้องเป็นฝึก พักต้องเป็นพัก นอนต้องเป็นนอน กินต้องเป็นกิน กำลังพลต้องอยู่ด้วยความสุข ฝึกด้วย ความเชี่ยวชาญ และงบประมาณที่ไม่ว่าจะแพงกว่าท้องตลาดหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องมี ประสิทธิภาพเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ เตียงนอน ยังคงแพง ตู้นอนยังคงแพง หมวก Helmet หมวกสนามใบละ ๕,๐๐๐ บาท แต่สุดท้าย กำลังพลต้องไปหาฟองน้ำยัดเข้าไปในหมวก ใส่เข้าไปเพื่อรองกันเจ็บ สิ่งเหล่านี้ที่กองทัพบก ไม่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพของอาภรณ์ภัณฑ์ของกำลังพลเลย และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ กรมพลาธิการทหารบกที่บกพร่อง ตั้งแต่ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กล่าวเมื่อสักครู่ถึง ถาดหลุม กรมพลาธิการทุกเหล่าทัพกำลังมีปัญหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึง Spec ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เรื่องนี้เป็นงบประมาณที่เกาะกินกองทัพ กันมานานสำหรับกรมเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ว่าถ้าไม่ปรับเปลี่ยน หรือถ้าไม่ ลดเลยก็จะกลายเป็นของฟูมฟายมูมมาม กินกันอย่างต่อเนื่อง ท่านประธานครับ นี่เพียงแค่ งบเล็ก ๆ ของเล็ก ๆ รองเท้า เสื้อ กางเกงใน อาภรณ์ เตียง ตู้ที่ราคาขนาดนี้ แต่กองทัพบก หรือเหล่าทัพไม่มีวิสัยทัศน์ในการที่จะพัฒนา หรือปรับปรุง หรือเอ็นดูลูกคนสุดท้องที่เรียกว่า พลทหารที่เกณฑ์เข้าไปให้เขาได้อยู่อย่างสบายเลย ในหมวดที่ดินและสิ่งก่อสร้างเองก็เช่นกัน มีการสร้างโรงนอนขึ้นใหม่ มีการปรับปรุงกองพันขึ้นใหม่ แต่สุดท้ายโรงนอนและกองพัน เหล่านั้นก็ยังอยู่ในรูปแบบเดิม ๆ เมื่อ ๑๐ ๒๐ หรือ ๓๐ ปีที่แล้ว มีงบดูงานต่างประเทศ เยอะแยะไปหมด ไปดูแต่ไม่เคยนำกลับมาใช้ ไปดูด้วยตาแต่สุดท้ายกลับมาบ้านเราเหมาะ แบบนี้ละ ท่านจะไปดูทำไม เรื่องนี้ งบประมาณแบบนี้ ถือว่าผู้บริหารกระทรวงกลาโหม ไม่มีวิสัยทัศน์ด้วย เรื่องนี้ผมต้องขออนุญาตชี้แจงท่านประธานและเรียนท่านประธานผ่านไป ยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปัจจุบัน หรือว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในอนาคต การจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นมิใช่ใครก็จะเป็นได้ หากขาดซึ่งวิสัยทัศน์และการรู้จักกองทัพที่ดี วันนี้หากรัฐบาลจัดงบกลาโหมแบบนี้ ชัดเจนเลยว่า ท่านไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนในมหภาค แต่ก็ขอร้องเถอะครับ อย่างน้อยก็ช่วยจัดสรรงบประมาณ ปรับเปลี่ยนระดับจุลภาคให้ชีวิตกำลังพล หรือชีวิตทหาร ได้มีข้าวของเครื่องใช้ที่ดีกว่านี้ ท่านประธานครับ สมัยผมอยู่กองทัพอากาศได้ข่าวว่าบางปี ชุดบินจากอเมริกาเปลี่ยนเป็นจีนก็มีนะครับ ชุดที่เขาต้องกันไฟเปลี่ยน Spec เยอะแยะกัน ไปหมดก็มี เรื่องนี้จึงมีความจำเป็นแล้วก็ขอเรียนท่านประธานว่างบกระทรวงกลาโหมขณะนี้ ถ้าไม่ปรับลดเลยก็คงจะลำบาก แล้วก็จะเป็นแหล่งเกาะกินของเจ้ากรม ของผู้บัญชาการ ทหารในหลาย ๆ เหล่าทัพ จึงขอเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ครับว่า เราต้องมา Lean งบกองทัพ Lean งบกระทรวงกลาโหม ในเมื่อเอกสารก็ไม่ส่ง คำชี้แจงก็ไม่มี TOR ก็ไม่ให้ จึงขอเสนอต่อ ที่ประชุมแห่งนี้ครับ ปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างบประมาณ ๒๕๖๙ ในปีหน้าว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านใหม่จะมีวิสัยทัศน์ จะเข้าใจและพร้อม ที่จะพัฒนากองทัพ ทั้งมหภาคและจุลภาค แล้วผมจะติดตามการทำงานเรื่องงบประมาณของ กระทรวงกลาโหมต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชยพล สท้อนดี เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตหลักสี่ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความเห็นใจกับเพื่อนสมาชิกทุกท่านจริง ๆ ก็เรียกได้ว่าเป็น Feeling ที่ผมก็มีมาตั้งแต่ตอนที่อยู่กรรมาธิการงบปี ๒๕๖๗ ที่รู้สึกว่า ทำไมหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมพอจะให้ชี้แจงอะไรก็ชี้แจงไม่ได้ พออยากจะให้ อธิบายอะไรก็อธิบายไม่ได้ ตอบอะไรก็ไม่ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วพอมางบปี ๒๕๖๘ นี้ผมรู้สึกว่า เพื่อนสมาชิกทุกท่านเริ่มเห็นเหมือนผมแล้ว เริ่มเข้าใจผมแล้วว่าทำไมมันดื้อกันได้ขนาดนี้ แต่ทีนี้ผมอยากจะพาทุกท่านมาพบกับอีกหนึ่ง Feeling ครับที่ผมก็มีเหมือนกันกับการอ่าน เอกสารงบประมาณปีนี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ห้ะ คือเปิดเอกสารงบมา Feel แรกที่ผมมี ห้ะ มันใช่หรือครับ จนผมคิดชื่ออะไรกับนิทานผมตอนนี้ไม่ออกจริง ๆ ผมใส่แค่ ห้ะ อย่างเดียวเลย เดี๋ยวขอสไลด์ถัดไปเลยครับ เดี๋ยวดูข้อแรกผมขอเน้น ๆ เลยครับ กับกองทัพเรือเจ้าเดียวทีเดียวพอ กองทัพเรือทางบกสิ่งที่เขาขอซื้อที่เป็นรถเวทีการแสดงเคลื่อนที่ Mobile Stage Truck ๑ คัน ๑๐ ล้านบาท อันนี้ผมต้องขอตั้งคำถามจริง ๆ ครับ คือผมอ่าน แล้วผมก็ ห้ะ นี่มันทำตามนโยบายของใคร ทำตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม คนปัจจุบัน คือท่านสุทินจะเอาไปร้องเพลงหรือครับ คือผมก็สงสัยจริง ๆ ครับว่าตรงนี้มัน เกี่ยวข้องอะไรกับภารกิจของทางกองทัพเรือจะเอาไปทำอะไร รถเวทีการแสดงเคลื่อนที่ครับ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์การเมือง ณ ตอนนี้ท่านสุทินจะได้อยู่ใช้หรือเปล่า หรือว่ามันจะ เป็นใครมาใช้แทน แต่ก็ซื้อไปแล้ว ๑ คัน ๑๐ ล้านบาท ห้ะไหมครับ และอีก ๓ ข้อถัดมา รถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ปรับอากาศขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ๖ คัน ๕๑ ล้านบาท แล้วก็รถยนต์โดยสารขนาดเล็ก ๑๒ ที่นั่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ๘ คัน ๒๖.๔ ล้านบาท แล้วก็แน่นอนครับ เมื่อมีรถไฟฟ้าก็ต้องมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถไฟฟ้าด้วยอีก ๓ ระบบ อีก ๓๖.๘ ล้านบาท เรียกว่าพวกโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของรถโดยสารไฟฟ้า มันมีการพยายามจะบรรจุกันมานานแล้วครับ หลายต่อหลายปีแล้วที่แต่ละกองทัพพยายาม ที่จะเอาโครงการนี้บรรจุเข้ามา แล้วก็ถูกตัดจบไปทุก ๆ ปี ทุก ๆ ปีจะโดนปัดตก จะโดนตัด โครงการพวกนี้ไปตลอด แต่ก็ไม่รู้ปีนี้มันหลุดผ่านมาได้อย่างไร เพราะว่าแต่ละปีเหตุผล ที่มันถูกปัดตกไปได้ เพราะว่ากองทัพไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าซื้อมาทำอะไร มีความ พยายามที่จะชี้แจงบอกว่าซื้อมาเพื่อที่จะลดการใช้มลภาวะ ลดการใช้น้ำมัน เพื่อเป็นการ รักษาสภาพสิ่งแวดล้อม แต่ทีนี้คือท่านซื้อมา ๖ คัน ๘ คัน รวมกันเป็น ๑๔ คัน มันจะช่วยได้ ขนาดนั้นจริงหรือครับ แล้วตัวรถยนต์โดยสารขนาดเล็ก ๑๒ ที่นั่ง ผมก็ลองไป Search ดู ๑๒ ที่นั่งมันจะ Size ประมาณไหน ก็ถ้าไม่ใช่รถกอล์ฟ ๔ ตอนก็คือรถตู้ ก็คือท่านจะซื้อรถตู้ VIP มา ๘ คัน มารับส่งใครครับ นั่งได้ทีละ ๑๒ คน มันก็หนีไม่พ้นกลุ่มนายพลภายใน กองทัพท่านละครับ ก็จะซื้อรถ VIP มาบึ้น ๆ เล่นกันอยู่ในกองทัพ ไม่บึ้นเพราะว่ามันเป็น รถไฟฟ้ามันต้องวี่ ๆ หรือ แต่ว่าทีนี้คือรถยนต์ไฟฟ้าคือท่านก็ต้องซื้อตัวสถานีอัดประจุมาอีก ใช่ไหมครับ แล้วก็จะไปตั้งตรงไหน หน่วยไหนของกองทัพบ้างครับ ที่จังหวัดไหนบ้าง แล้วมันจะใช้ขนส่งกำลังพลท่านได้ดีพอขนาดนั้นเลยหรือครับ คือสุดท้ายแล้วมันก็คงได้วน ๆ อยู่แค่ในหน่วยงานของท่านไม่ได้ไปไหนหรอกครับ รถโดยสาร ขนาดใหญ่ก็รถบัส ๖ คันจะได้ส่งกำลังพลไปถึงไหนอะไรอย่างไรเชียว ทุกปีที่ผ่านมา ก็ไม่เคยสามารถที่จะตอบคำถามได้หรอกครับว่าใช้ไปเพื่ออะไร ใช้ไปทำไม และมันเหมาะสม อย่างไรบ้าง แต่ก็มีความพยายามจะปรับมาเรื่อย ๆ เพราะก่อนหน้านี้ที่โดนปรับตกเพราะว่า สั่งซื้อแต่รถไม่สั่งซื้อตู้ Charge ไฟ ปีนี้เลยสั่งซื้อตู้ Charge ไฟเพิ่มมาด้วย มันก็เลยผ่าน เข้ามาได้ใช่ไหมครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจจริง ๆ ว่ามันตรงตามวัตถุประสงค์แล้วก็คุ้มค่า คุ้มราคา จริงหรือเปล่า เพราะว่าแต่ละปีมันดูเหมือนกับมันเป็นโครงการที่มีเจ้าของมากเลย เพราะว่า พอบอกให้ตัดลบทีไรนี้เล่นตัว เล่นตัวมากโทรถามคนนั้นที โทรถามคนนี้ที เล่นตัวมากกว่าจะ ยอมว่ายอมมอบแล้วก็ตัดไปก็ได้ สำหรับเรื่องของกลาโหมของผมก็ขอเน้นแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะว่ามันตราตรึงใจผมมากเลยกับรถเวทีการแสดงเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ ที่ไม่รู้ใครจะเอาไป เล่นคอนเสิร์ตที่ไหนเหมือนกันครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านการณิก จันทดา เชิญครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคประชาชน ท่านประธานคะ ในฐานะผู้สงวนคำแปรญัตติ มาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ในส่วนของ กองบัญชาการกองทัพไทยค่ะท่านประธาน ทหารพัฒนา
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานคะ กองบัญชาการ กองทัพไทยมีหน้าที่ควบคุม อำนวยการ สั่งการและกำกับดูแลการดำเนินงานของส่วนราชการ ในกองทัพไทย ในการเตรียมกำลังเพื่อป้องกันราชอาณาจักร และการดำเนินการเกี่ยวกับ การใช้กำลังทหาร ตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ มันอาจจะต้องมีการขยายความหมายว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังทหาร ตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมมันคืออะไร แต่ว่าดิฉันขอข้ามคำนิยามเหล่านี้ ด้วยเหตุที่ว่าตอนนี้เราจะมาพูดถึงว่า เรามีงบทหารพัฒนา กันไปทำไมคะ ในส่วนของงบดำเนินงานค่ะ แผนงานยุทธศาสตร์ที่ถูกตั้งงบไว้ ๒๗๖ ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของแผนงานยุทธศาสตร์ พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ โครงการพัฒนาศักยภาพ ด้านการพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนค่ะ ในส่วนนี้เป็นค่าตอบแทนพลทหารในการออกปฏิบัติหน้าที่ ราชการสนาม ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นงบดำเนินงานค่ะ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย ตามสิทธิกำลังพลในการปฏิบัติงานก่อสร้างทางชนบท ๒๔๐ ล้านบาท เห็นไหมคะท่าน ประธานว่ามีทหารเข้ามาช่วยการก่อสร้างถนน เมื่อสักครู่ก็สร้างถนน อันนี้เป็นงานช่วย ซ่อมแซมพื้นผิวถนน ซ่อมแซมผิวถนนก็ทำได้ เรียกได้ว่าทหารพัฒนาเก่ง ทำได้ทุกอย่าง แถมยังมีงบประมาณเหลือเฟือที่จะลงมาช่วยท้องถิ่นตามชนบทต่าง ๆ ได้ดี ช่วยแบ่งเบา ภาระงานของกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมได้ค่ะ แต่อย่างว่านะคะ จะให้ กระทรวงคมนาคมเขาไปรบก็คงจะไม่เก่งอย่างท่านค่ะ แต่ทำไมหน่วยงานของท่าน ถึงเก่งได้เท่ากับกระทรวงคมนาคมคะ ดิฉันขอฝากไว้เป็นข้อสังเกตแล้วกันนะคะ
เมื่อสักครู่สร้างถนนเสร็จก็ซ่อมแซมผิว อันนี้มาค่ะ ภารกิจขุดลอกลำน้ำ ลำคลอง ขุดลอกแหล่งน้ำค่ะ นอกจากขุดคลอง ลอกคลองแล้วนะคะ ท่านยังทำภารกิจ การสำรวจ การทำประชาคม ซึ่งดิฉันก็สงสัยว่าทหารไทยช่วยเหลือประชาชนได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้างทางชนบท ขุดลอกลำเหมือง ลำคลอง ทำประชาคม จนตอนนี้เชื่อไหมคะว่า ประชาชนแทบจะทุกคนเวลาเขาเห็นผักตบชวา หรือเวลาเขารู้สึกว่าแม่น้ำที่อยู่ใกล้บ้านเขา มันมีสิ่งกีดขวางเยอะ เขานึกถึงทหารค่ะ เขาไม่ได้นึกถึงท้องถิ่น เพราะเรามักจะเห็นภาพ พลทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องลงน้ำ เพื่อไปเก็บกวาดผักตบชวาขึ้นมา แล้วแบบนี้เราจะมีการ เกณฑ์ทหารไปเพื่ออะไรคะ เพื่อสร้างถนน เพื่อลอกคลอง ลอกท่อใช่ไหมคะ เมื่อสักครู่มันเป็นส่วนของงบดำเนินงานแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นงบก่อสร้างทางชนบท ๒๔๐ ล้านบาท ทีนี้มาดูในส่วนของงบรายจ่ายอื่นแผนยุทธศาสตร์อีกกว่า ๒,๒๐๐ ล้านบาท มาเริ่มกันค่ะ อย่างตัวข้อที่ ๘ ที่บอกว่าการเตรียมความพร้อม และสนับสนุนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ๗.๖ ล้านบาท ผู้ชี้แจงก็ให้ข้อมูลมาว่าทำเพื่อป้องกัน ช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูประชาชนจากเหตุภัยพิบัติ หรืออย่างข้อที่ ๙ รายการการจัดหา ชิ้นส่วนอะไหล่ระบบส่งกำลังและซ่อมบำรุงยานพาหนะ และเครื่องมือกล ก็งงว่ามันคืออะไร แต่ว่าท่านที่มาผู้ชี้แจงก็ให้ข้อมูลว่า เพราะว่ากำลังพลที่เขาจะลงพื้นที่ไปดำเนินการก่อสร้าง ทางชนบท เขาต้องใช้ยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่องในการลงพื้นที่ ในการขนกำลังพลจำเป็น ที่จะต้องได้รับงบส่วนนี้ เพื่อสนับสนุนเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ ชิ้นส่วนยาง แบตเตอรี่กับพวก ยานพาหนะ เครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรกล รถแบคโฮ รถใหญ่ ๆ เพื่อส่งกำลังให้กับ หน่วยในพื้นที่ และทีนี้เราจะมี อบจ. มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มันมีเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรไปทำไม ถ้าท่านจะช่วยเหลือชาวบ้านทั้งทีก็ตั้งงบเบิกสำหรับซ่อมแบบนี้ มันก็เพิ่ม ภาระงบประมาณไปอีกค่ะ เรามาดูภาพกันให้เห็นชัด ๆ งบรายจ่ายรายการการส่งเสริม การเกษตร ปศุสัตว์และสหกรณ์ ๒๒ ล้านบาท ในภาพเลยค่ะ นี่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ สังกัดหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาลงพื้นที่ที่มีพื้นที่ปศุสัตว์มอบน้ำค่ะ หรือภาพด้านขวา ช่วยผสมเทียมโคก็ได้ เพราะว่าภารกิจของพวกเขาคือส่งเสริมการเกษตร ปศุสัตว์และสหกรณ์ ก็ช่วยเหลือทำคลอดโคนมที่ออกลูกช่วงกลางดึกก็ได้เรียกได้เลย แล้วทีนี้เราจะมีกรมปศุสัตว์ ไปทำไมคะ
โครงการประมงหมู่บ้าน ๓.๖ ล้านบาท ภารกิจของพวกท่านก็นี่ละค่ะ เพื่อผลิตพันธุ์ปลาขนาดเล็ก แล้วแจกจ่ายให้กับราษฎรในพื้นที่และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ธรรมชาติ เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพกับราษฎร มันซ้ำซ้อนกับงบประมงไหมคะ ไม่เป็นไร ถัดมาท่านก็มีรถทุกอย่างติดป้าย มีไวนิลบอกด้วยว่าเป็นกองบัญชาการกองทัพไทย ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน
รูปสุดท้ายละดีหน่อยค่ะ น้ำท่วมต้องขอขอบคุณทางทหารพัฒนา เป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดน้ำท่วมภาคเหนือตอนบนเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน รวมไปถึงเหนือล่าง อย่างสุโขทัย ที่ท่านก็ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มที่ ต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่งนะคะ แต่ทีนี้ดิฉันก็งง ๆ ว่าจริง ๆ แล้วภารกิจของกองทัพมันคืออะไร เพราะท่านทำทุกอย่าง โดยตั้งเบิกงบประมาณแผ่นดิน ท่านต้องแบ่งให้ท้องถิ่นเขาได้ทำบ้างค่ะ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่ชาวบ้านเขาเลือกมา เวลาเขาจะของบอุดหนุนแต่ละทีติดขัดในเรื่องงบ ไม่สามารถที่จะของบได้ แต่ทำไมหน่วยงานของท่านเวลาจะทำภารกิจอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับ ท้องถิ่น ท่านของบแล้วท่านได้ทุกที ท่านเก่งทุกอย่าง ท่านรับจบไปหมดแบบนี้ และเราจะมีหน่วยงานท้องถิ่นไปทำไม ขอบคุณค่ะท่านประธาน
เดี๋ยวขอให้ท่านผู้แปรก่อนนะครับ เดี๋ยวท่านสมาชิกรอสักครู่หนึ่ง มีอีก ๒ ท่านนะครับ ท่านแรก ท่านชลธิชา แจ้งเร็ว แล้วก็ท่านเชตวัน เตือประโคน เชิญท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ก่อนครับ
ขอบคุณค่ะท่านประธาน เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ขอร่วมอภิปรายเพื่อแสดงเหตุผลในการตัดลดงบประมาณของ กระทรวงกลาโหมในส่วนของกองทัพบกค่ะ จากที่ดิฉันได้มีโอกาสในการอ่านงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเล่มขาวคาดแดง เอกสารชี้แจงเพิ่มเติม และรวมไปถึงการได้รับฟังคำชี้แจงของ กองทัพบกในห้องอนุกรรมาธิการ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดิฉันคิดว่ากองทัพบกอาจจะวาง ตำแหน่งบทบาทของตัวเองที่คลาดเคลื่อนไปจากพันธกิจหลักขององค์กร และอาจจะสับสน บทบาทหน้าที่ขององค์กรตัวเองกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และด้านแรงงาน สไลด์ถัดไปได้เลยค่ะ โดยในวันนี้ ดิฉันจะขอพูดถึงแผนงานยุทธศาสตร์ พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศและความพร้อม เผชิญภัยคุกคามในทุกมิติ ในส่วนของงบรายจ่ายอื่น ในกิจกรรมการสนับสนุนโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในปีนี้ได้มีการตั้งงบประมาณไว้สูงมากถึง ๑๑๗ ล้านบาท ด้วยกัน ท่านประธานคะ ในส่วนที่ดึงดูดสายตาของดิฉันมากที่สุดก็คือในรายละเอียดของ งบประมาณกิจกรรมการสนับสนุนโครงการพระราชดำริในส่วนนี้นะคะ คือกองทัพบกได้มี การของบประมาณ ไปสนับสนุนในโครงการที่ดูจะไม่ใช่ภารกิจหลักและไม่ควรจะเป็นภารกิจ ของกองทัพบกในจำนวนหลายรายการด้วยกัน โดยมีหลายโครงการมาก ๆ ค่ะท่านประธาน ที่งบประมาณถูกซ่อนและแบ่งซอยไว้ในงบก้อน ๑๑๗ ล้านกว่าบาทนี้ ที่ดิฉันคิดว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหยิบยกโครงการเหล่านั้นมาอภิปราย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ของการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ที่ไปซ้ำซ้อนกับกระทรวงอื่น และดิฉันก็ไม่คิดว่า ทหารไทยจะเชี่ยวชาญในงานด้านเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการศูนย์ผลิตภัณฑ์และ เพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด พันธุ์ปลาน้ำจืดอย่างเดียวไม่พอยังมีพันธุ์กบ พันธุ์สัตว์ปีกอีก อันนี้คือตัวอย่าง ต่อมาโครงการศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืช โครงการถัดไป โครงการผลิตและ เลี้ยงแพะ หรือแม้แต่การทำโครงการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่สูง ดิฉันเชื่อว่าเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนในห้องนี้ ก็คงสงสัยไม่ต่างจากดิฉันว่าทำไมโครงการ พระราชดำริต่าง ๆ เหล่านี้ถึงไม่ไปตั้งไว้อยู่ภายใต้หน่วยงานที่เขาทำหน้าที่ส่งเสริม ด้านการเกษตร ด้านอาชีพให้กับประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งหากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาค่ะ โครงการเหล่านี้ไม่ใช่ และไม่ควรจะเป็นภารกิจของกองทัพบกเลยแม้แต่น้อย เพราะมันมี กระทรวง มันมีหน่วยงานที่เขาทำงานเหล่านี้ แล้วเขาเชี่ยวชาญมากกว่ากองทัพบกอยู่แล้วค่ะ ท่านประธาน
โดยในวันนี้ดิฉันอยากจะขอให้ Highlight ไปที่โครงการศิลปาชีพ ซึ่งกองทัพบกได้มีการเสนองบประมาณ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์ศิลปาชีพอยู่ ๔ แห่งด้วยกัน ใช้งบประมาณรวมกันประมาณ ๒.๖ ล้านบาท และกองทัพบกก็ยังมีการนำงบประมาณไปใช้ ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ และโครงการสนับสนุนศิลปาชีพอีกจำนวน ๔๓ รายการด้วยกัน ใช้งบประมาณรวมกันกว่า ๒๓.๙ ล้านบาท ซึ่งถ้าหากเรารวมทั้ง ๒ รายการข้างต้น ก็จะเป็นประมาณ ๔๗ รายการ แล้วใช้งบประมาณไปกว่า ๒๖.๕๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลข ที่สูงมาก ๆ แต่ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าในห้องอนุกรรมาธิการ กองทัพบกได้ชี้แจงถึง ความจำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณไปใช้ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้นให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ฟังดูแล้วก็ดูเป็นเจตนารมณ์ที่ดีนะคะ แต่อย่างไร ก็ตามปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า โครงการเพื่อการฝึกอาชีพด้านศิลปหัตถกรรมไทย หรือแม้แต่ การฝึกฝีมือแรงงานนั้น ก็มีหน่วยงาน มีกระทรวงที่เขาเชี่ยวชาญกว่ากองทัพบกทำอยู่แล้ว แล้วก็ดูแลโครงการจัดสรรงบประมาณไปอยู่แล้ว อย่างโครงการศูนย์ศิลปาชีพเป็นโครงการ ที่อยู่ภายใต้การดูแลและรับผิดชอบของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย สังกัดกระทรวง พาณิชย์ หรือต่อมาถ้าจะฝึกฝีมือแรงงานก็ควรจะเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงแรงงาน ซึ่งดิฉันต้องขอบอกว่าทั้ง ๒ หน่วยงาน ก็มีการ ตั้งงบประมาณ แล้วก็เสนอโครงการเข้ามาในห้องอนุกรรมาธิการให้พิจารณา และหลายโครงการของเขาก็ทำได้ดี ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ดิฉันจึงไม่เห็นถึงความจำเป็นใด ๆ ที่กองทัพบกท่านจะต้องไปแย่งงานของกระทรวงอื่นที่เขาได้มีการตั้งงบประมาณอยู่แล้ว
นี่คือภาพกิจกรรมจากเว็บไซต์ที่ดิฉันเอามาค่ะ ส่วนใหญ่ภาพที่ออกมาว่า ทหารไทยไปสนับสนุน ก็จะเป็นภาพที่ทหารไปถ่ายภาพกับแม่ ๆ ที่กำลังทอผ้าอยู่ นอกจากนั้นแล้วกองทัพบกก็มักจะอ้างต่อค่ะว่า ที่กองทัพบกจะต้องเป็นผู้สนับสนุน ในงานเหล่านั้น ก็เป็นเพราะว่าที่ตั้งของโครงการศิลปาชีพนั้นมักจะอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล กองทัพบกจึงจำเป็นที่จะต้องนำการช่วยเหลือ นำการพัฒนาไปสู่ประชาชน ฟัง ๆ ดูแล้ว ก็ดูเหมือนจะดีค่ะท่านประธาน แต่เหตุผลนี้ของกองทัพบกฟังไม่ขึ้นค่ะ ดูได้ในสไลด์ถัดไป ได้เลยค่ะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าศูนย์ศิลปาชีพบางไทรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในศูนย์ศิลปาชีพที่กองทัพบกไม่มีการตั้งงบประมาณสนับสนุนไว้ ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ ห่างไกลปืนเที่ยงแต่อย่างใด พื้นที่โดยรอบเป็นชุมชนเมืองค่ะ และถัดไปไม่ถึง ๒ กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถรรมไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลโครงการศิลปาชีพ ทั้งหมดของประเทศไทย สไลด์ถัดไปค่ะ อีก ๑ ศูนย์ก็คือศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ ก็ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และแม้แต่โครงการส่งเสริมศิลปาชีพในส่วนอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศที่กองทัพบกตั้งงบประมาณมา ดิฉันเข้ามาเช็กหลายโครงการ ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเมือง การเดินทางไม่ได้ยากลำบาก ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่กองทัพบก จะต้องเข้าไปสนับสนุนในโครงการเหล่านั้น
อีกประเด็นหนึ่งสำคัญค่ะ ที่ดิฉันคิดว่าจะต้องตั้งคำถามในเรื่องของ การจัดสรรงบประมาณ ก็คือการขาดการวัดผลสัมฤทธิ์เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการใช้ งบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และถึงแม้กองทัพ จะมีการเสนองบประมาณนะคะ รายการประเมินผลการดำเนินงานอันเนื่องมาจากโครงการ พระราชดำริค่ะ แต่ท่านเชื่อไหมคะว่าในห้องอนุกรรมาธิการ ดิฉันได้พยายามถามจี้ ถามซักหลายรอบมาก แต่กองทัพบกก็ไม่สามารถที่จะชี้แจงผลการดำเนินโครงการ ต่าง ๆ ได้
สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันเชื่อว่าหลายกิจกรรมของโครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดำริเป็นเรื่องที่ดีเป็น Idea ที่ดีนะคะ แต่ดิฉันก็มีความเห็นนะคะว่า กองทัพบกควรที่จะต้องโอนโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก และไม่ควรจะเป็นภารกิจของกองทัพบกให้ไปอยู่กับหน่วยงานอื่น ไปอยู่กับกระทรวงอื่น ที่เขามีความเชี่ยวชาญและเขามีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้อยู่แล้วนะคะ เราต้องมี หน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพในการดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งระบบนะคะ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินโครงการ ไม่ใช่กระจัดกระจาย แล้วสอดแทรกงบประมาณ แทบจะทุกหน่วยงานของประเทศไทย ที่สำคัญค่ะท่านประธานจะต้องมีการวัดผลสัมฤทธิ์ ของภาพรวม ของการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งระบบอย่างมี ประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการใดที่ Work ก็ทำต่อหรือพัฒนาต่อให้มันดีขึ้น แต่หากโครงการใดที่ล้มเหลว เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตะบี้ตะบัน หรือจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเข้าไปนะคะ และการประเมินผลตรงนี้ค่ะ ดิฉันต้องการให้มีการเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อทำให้มั่นใจได้ค่ะ ว่างบประมาณที่เราจัดสรรไปจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อทำให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สุดท้ายค่ะท่านประธานในชั้นกรรมาธิการได้มีการตัดลดงบประมาณ ในส่วนนี้ลง ๑ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ดิฉันได้อภิปรายไป ดิฉันจึงเห็นควรค่ะ และขอยืนยันให้มีการตัดลดงบประมาณในส่วนนี้ลงเพิ่ม ตามที่ดิฉันได้ แปรญัตติไว้ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเชตวัน เตือประโคน เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. ปทุมธานี พรรคประชาชน ตัวแทนประชาชนชาวเทศบาล เมืองคูคต เทศบาลเมืองลำสามแก้วและเทศบาลเมืองลาดสวาย ในฐานะสมาชิกผู้ขอสงวน คำแปรญัตติร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ในวาระที่ ๒ นี้ ผมจะขอตัดงบใน มาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ๒ โครงการที่เกี่ยวกับสนามยิงปืน รวมทั้งสิ้น ๖๙.๖๘ ล้านบาทครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ โครงการ คือ ๑. กองทัพบกของบปรับปรุงสนามยิงปืนของ พัน.ร.มทบ. ๑๑ ให้เป็นสนามยิงปืนในเมือง ตรงแจ้งวัฒนะ นนทบุรีนี่เองครับ วงเงิน ๒๕.๖๘ ล้านบาท ๒. กองบัญชาการกองทัพไทย ของบไปก่อสร้างและปรับปรุงสนามยิงปืน ศูนย์รักษาความปลอดภัย หรือ ศรภ. อันนี้ ก็กลางเมืองครับ บางเขน รามอินทรา ๔๔ ล้านบาท และชวนมาดูแผนที่นี้ครับ ตามสไลด์นี้ ท่านประธานเห็นไหมครับ ห่างกัน ๘ กิโลเมตร ท่านเห็นไหมครับ ห่างกัน ๘ กิโลเมตร บนถนนเส้นตรงเส้นเดียวกันกองทัพบกกับกองทัพไทย ท่านจะยิงปืนด้วยกันไม่ได้เลย หรือครับ ต้องมีกันคนละสนามหรือครับ ๘ กิโลเมตร ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผล ที่ขอตัดงบทั้ง ๒ โครงการดังนี้ครับ
เหตุผลที่ ๑ กองทัพมาขอใช้งบประมาณประจำปี ทำไมไม่ใช้เงินจากกองทุน สวัสดิการของเหล่าทัพเองครับ ผมนั่งอยู่ในกรรมาธิการการทหารและกรรมาธิการวิสามัญ ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพ ท่านพนม โพธิ์แก้ว ท่านอนุสรณ์ก็อยู่ด้วยกัน ได้รับคำชี้แจงหลายครั้ง กับสิ่งที่เรียกว่ากองทุนสวัสดิการ ซึ่งแต่ละเหล่าทัพนั้นเขาจะมีรายได้จากกิจการต่าง ๆ ของตัวเอง โรงแรม ปั๊มน้ำมัน สนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ หรือแม้แต่สนามยิงปืนครับ นี่ละครับ กองทัพอากาศก็มีกองทุนสวัสดิการกองทัพอากาศ กองทัพเรือก็มีกองทุนสวัสดิการ กองทัพเรือ กองทัพบกก็มีกองทุนสวัสดิการกองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทยก็มี กองทุนสวัสดิการของกองบัญชาการกองทัพไทย ทุกกองทุนเคยได้รับคำชี้แจงครับว่า จะนำเงินไปช่วยดูแลเป็นสวัสดิการให้ทหารชั้นผู้น้อยและครอบครัว เป็นทุนการศึกษา เป็นเงินช่วยเหลือเกี่ยวกับงานศพ เป็นเงินสนับสนุนนักกีฬาไปโอลิมปิก ซึ่งตรงนี้เพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่าน เคยเสนอว่าควรมาของบจากรัฐดีกว่าไหม ยั่งยืน มั่นคง แน่นอนกว่าด้วย ไม่ต้องไปเสี่ยงครับ ไม่ต้องไปลุ้นกับการทำธุรกิจเพื่อหาเงินเอามาเข้ากองทุน แล้วปันเอามา ทำสวัสดิการให้กับทหารชั้นผู้น้อย ให้กับครอบครัวของทหารแบบนี้ เพราะถ้าบางปีครับท่านประธาน ถ้าบางปีเศรษฐกิจไม่ดี ลูกหลานทหารก็ได้ทุนการศึกษา น้อยสิ เพราะถ้าบางปีธุรกิจย่ำแย่ ไม่มีเงินสนับสนุนนักกีฬาไปโอลิมปิก กองทัพก็ไม่เสียหน้า หรือครับอย่างนี้ กองทัพไม่ต้องไปหาเงิน สวัสดิการต่าง ๆ ที่ท่านว่ามานี้ของบประจำปี ซึ่งผมมั่นใจว่าเพื่อน ๆ ของเราในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้อนุมัติให้ครับ ไม่เป็นไรตอนนี้ท่าน ทำไปแล้ว ดังนั้นเราเลยอยากรู้ว่าสถานะทางการเงินของกองทุนสวัสดิการแต่ละ เหล่าทัพนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ในกรรมาธิการก็เคยขอไปได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง ผมชวนมาดูที่ได้ที่ครบที่เรารู้ครับ คือของกองทัพอากาศกับกองทัพเรือ ขณะที่อีก ๒ เหล่าทัพ คือกองทัพบกกับกองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยงานที่มาของบไปทำสนามยิงปืนนี่ล่ะครับ ได้ข้อมูลไม่ครบ ไม่ได้ข้อมูลด้วย ดูเหล่าทัพที่เรารู้นะครับตามนี้ กองทัพอากาศ ปี ๒๕๖๕ มีกำไร ๖๙ ล้านบาท สินทรัพย์ ๖๑๐ ล้านบาท เป็นเงินฝากและเงินลงทุนถึง ๒๐๔ ล้านบาท กองทัพเรือกำไร ๑๐๒ ล้านบาท สินทรัพย์ ปี ๒๕๖๕ เช่นกัน สินทรัพย์ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินฝากและเงินลงทุน ๕๘๐ ล้านบาทครับ จะเห็นว่าสภาพคล่องดีมากชัดเจนมากครับ ตรงนี้มันก็เลยทำให้เราเชื่อได้ว่าสถานะทางการเงินของกองทุนสวัสดิการกองทัพบก กับกองทุนสวัสดิการกองบัญชาการกองทัพไทยที่เราไม่รู้ เพราะท่านไม่เปิดเผยนั้น จะมีสภาพคล่องไม่ต่างกันครับ ถ้าสภาพคล่องดีแบบนี้ มีเงินสะสม มีสินทรัพย์สะสม ระดับ ๑๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาทแบบนี้ ทำไมไม่ใช้งบของกองทุนไปสร้าง ไปปรับปรุงเอง มาของบประมาณประจำปีทำไม กองทัพมาของบจากรัฐนำไปทำธุรกิจ ทำสนามยิงปืน มีรายได้จากค่าสมัครสมาชิก มีรายได้จากการขายลูกปืน แล้วท่านก็เอาไปเข้ากองทุน ใช้เงินเอง ในนามของสวัสดิการภายใน โดยที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ แม่เจ้าโว้ยเฮ้ย แบบนี้หน่วยงานกรมกองอื่น ๆ ไม่มองกันตาปริบ ๆ หรือครับ แบบนี้หน่วยงานกรมกองอื่น ๆ ไม่คิดจะทำธุรกิจ มีเงินเข้ากองทุนสวัสดิการและใช้กันเองบ้างเลยหรือครับ ท่านประธานครับ อีกเหตุผลที่ทำให้ผมเสนอตัดงบทั้ง ๒ โครงการ ก็เพราะว่าการทำธุรกิจไม่ใช่ภารกิจ กงการของทหารครับ ใช่ ท่านอาจจะบอกว่าทหารก็ควรมีสนามยิงปืนเอาไว้ฝึกซ้อม เอาไว้พร้อมรบ ผมไม่เถียงครับ แต่ควรจะเป็นในค่ายทหาร ในป่าไกล ๆ ไม่ใช่ในเมือง อย่าง ๒ จุดนี้ ที่มองจากดาวอังคารก็ดูออกว่าเขาตั้งใจให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาใช้บริการ เพื่อที่กองทัพจะมีรายได้ด้วย ไกลออกไปจากดาวอังคารก็ได้ครับ มองออกมาจากดาวพฤหัสบดี ก็ยังดูออกครับ เพื่อให้คนนอกได้ไปใช้บริการเยอะ ๆ กองทัพจะมีรายได้มากขึ้นใช่หรือไม่ ด้วย ๒ เหตุผลนี้ผมขอตัดงบทั้ง ๒ โครงการ สนามยิงปืน ๖๙.๖๘ ล้านบาท จัดงบแบบ Ignore การปฏิรูปกองทัพแบบนี้ไม่ตัดได้อย่างไรครับ ขอตัดงบที่ท่านจะขอเอาไปทำธุรกิจ แล้วพอได้เงินมาก็นำไปใช้เอง โดยที่ไม่มีใครตรวจสอบ หรือขอข้อมูลอะไรไม่ได้เลยครับ แบบนี้ไม่ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน เนื่องจากมาตรา ๘ ดังกล่าวมีการแก้ไข ธัญจึงขอใช้สิทธิในการอภิปราย ธัญจะปรับลดทั้งหมด ๐.๐๑๒ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเงิน ๑๐,๙๓๗,๕๐๐ บาทของโครงการดังต่อไปนี้
กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ มีการตั้งงบประมาณเอาไว้ เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ อย่างไรก็ตามเรื่องที่เรารับไม่ได้ก็คือ โครงการเหล่านี้เป็นชื่อโครงการว่า เป็นการศึกษาความชุกของโรคเอดส์ ซึ่งงบประมาณของ โครงการนี้ได้ถูกปรับลดตั้งแต่ในคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็ผ่านมาจนถึงการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการใหญ่ จนวันนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ ๒ ก็ไม่ได้มีการตัดออกแต่อย่างใด ธัญจึงจำเป็นต้อง อภิปรายเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนได้รับทราบว่า เรื่องนี้มันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนค่ะ นอกจากนั้นการปรับลดงบประมาณในส่วนของการอบรมสัมมนานั้น ทางพรรคประชาชน เราก็มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ หรือหน้าที่ที่ท่านต้องรับผิดชอบโดยตรง อย่างที่ทราบกันดีนะคะ การเกณฑ์ทหารนั้นก็มีทั้งระบบแบบเกณฑ์ แล้วก็แบบสมัครใจ แต่ถ้ากองทัพไทยยังดำเนินโครงการแบบนี้ ก็เชื่อว่าจะไม่มีการสมัครเข้ามาเป็นทหาร โดยสมัครใจอย่างแน่นอนค่ะ ดังนั้นธัญไม่เห็นด้วยกับงบประมาณในกิจกรรมดังกล่าวนะคะ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ค่ะ
ประการแรก ท่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโรคเอดส์และผู้อยู่ร่วมเชื้อ ต่างกันค่ะ ว่ากันง่าย ๆ ผู้อยู่ร่วมเชื้อ HIV นั้นสามารถรับประทานอาหารร่วมกับพวกเราได้ อาบน้ำแบบที่ทหารอาบร่วมกันได้ และที่สำคัญพวกเขายังทำงานที่มีประสิทธิภาพได้ค่ะ เมื่อพิจารณาจากโรคร้ายแรงตามกฎหมาย พระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา ๔๑ ทหารกองประจำการ ทหารกองเกิน หรือทหารกองหนุนซึ่งยังไม่ครบกำหนดปลดพันธะ ราชการทหาร ถ้าพิการ ทุพพลภาพ หรือมีโรคซึ่งไม่สามารถที่จะรับราชการได้ ตามที่กำหนด ในกฎกระทรวงนั้น ก็ให้ปลดพันธะราชการทหารประเภทที่ ๑ หรือประเภทที่ ๒ แต่กฎกระทรวงดังกล่าว (ฉบับที่ ๗๖) ปี ๒๕๔๐ ในข้อ ๒ มีการระบุโรคเอดส์ไว้นะคะ แต่ท่านต้องเข้าใจข้อนี้ก่อนว่าโรคเอดส์และผู้อยู่ร่วมเชื้อ HIV นั้นไม่เหมือนกันค่ะ สิ่งที่ ท่านจะต้องทำก็คือ ตัดคำว่าโรคเอดส์ออก และจริง ๆ ท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะละเมิดในการตรวจ ผู้อยู่ร่วมเชื้อ HIV การตรวจเชื้อ HIV โดยไม่สมัครใจถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของสิทธิในการเคารพเนื้อตัว ร่างกาย ความเป็นส่วนบุคคล เนื่องจาก การตรวจ HIV นั้นเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน และอ่อนไหวอย่างยิ่ง ปัจจัยที่จะต้องพิจารณาในการตรวจ อย่างแรกก็คือความยินยอม หรือ Consent หลักการพื้นฐานของการตรวจสุขภาพใด ๆ ก็แล้วแต่ต้องได้รับความยินยอม จากผู้ที่อยู่ร่วมเชื้อหรือโรคอื่น ๆ ๒. คือความเป็นส่วนตัว ผลการตรวจ HIV เป็นข้อมูล ส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว และส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลดังกล่าวอย่างมาก การเปิดเผย หรือใช้ข้อมูลนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ตรวจ สามารถถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ มนุษยชนได้ค่ะ ๓. การจัดการผลการตรวจ การจัดการผลการตรวจ HIV ต้องเป็นไป ตามหลักการของความลับทางการแพทย์ จึงไม่ควรนำไปใช้ให้ก่อเกิดความเสียหายต่อ บุคคลนั้น เช่น การเลือกปฏิบัติหรือการกีดกันแบบนี้ การตรวจ HIV โดยไม่สมัครใจอาจถือว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง หากไม่มีการเคารพความยินยอมและความเป็น ส่วนตัวของบุคคลที่ตรวจค่ะ ดังนั้นธัญจึงขอสรุปว่า จึงขอปรับลด ๐.๐๑๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๑๐,๙๓๗,๕๐๐ บาท ขอบคุณค่ะ
ต่อไปท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้มีผู้อภิปราย หรือว่าเพื่อนสมาชิกพูดถึงงบประมาณก้อนใหญ่ ๆ กันไปเยอะแล้วนะครับ ไม่ว่าจะอาวุธเอย งบลับเอย โน่น นี่ นั่น ผมอยากพูดถึงงบประมาณเป็นก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งครับ ซึ่งเป็น งบประมาณเกี่ยวกับการเดินสวนสนาม ซึ่งผมได้เสนอให้ตัดในที่ประชุมอนุกรรมาธิการ อบรม สัมมนา เนื่องจากว่าไม่มีประสิทธิภาพ KPI ล้มเหลว เพราะว่าการปฏิญาณในพิธี สวนสนามบอกว่าจะปกป้องประชาธิปไตย แต่ก็มีการทำรัฐประหารมากที่สุดในโลก สำหรับประเทศไทย ซึ่งตัวแทนกองทัพก็บอกกลางที่ประชุมว่า กองทัพทำรัฐประหารเฉพาะ แต่กับคนชั่ว ๆ ซึ่งนั่นเป็นที่มาที่ทำให้ผมต้องอภิปรายถึงงบประมาณก้อน ๓๐ ล้านบาท ที่มันไม่ได้จบแค่ ๓๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ค่าสวนสนาม ๓๐ ล้านบาท ต้องถามก่อนว่าเพื่อ สวนสนามเพื่อ พอขอตัดกองทัพก็ตอบว่ามันสำคัญมาก เพราะมันต้องปฏิญาณตน พิธีปฏิญาณตนสำคัญมาก ก็ต้องแย้งครับว่า ถ้าสำคัญมากก็ปฏิญาณไปเลยครับ ปฏิญาณไปสิครับ ท่านจะสั่งรวมแถว ปฏิญาณได้ทุกวันอยู่แล้ว จะสั่งตื่น ปลุกมาตอนตีห้าให้ปฏิญาณก็ทำได้ จะปฏิญาณ ตอนเย็นท่านก็สั่งให้ปฏิญาณได้ ไม่เห็นต้องใช้เงินสักบาทเดียว ทำไมต้องใช้ถึง ๓๐ ล้านบาท ถ้าต้องใช้งบถึง ๓๐ ล้านบาทในการปฏิญาณตนมันก็เกินไป แล้วถ้ามันสำคัญมาก ทำไมกองทัพถึงไม่ได้ทำอย่างที่ตัวเองปฏิญาณไว้ บอกจะปกป้องประชาธิปไตย ประเทศไทย กลับมีรัฐประหารมากที่สุด สำเร็จมากที่สุดในโลกมันเป็นไปได้อย่างไร การสวนสนามมันไม่ได้ จบแค่ ๓๐ ล้านบาทครับท่านประธาน มันยังมีงบเกี่ยวกับการ PR อีกเพราะการสวนสนาม จะทำในวันกองทัพไทย ซึ่งจะต้องมีการ PR ประชาสัมพันธ์ทั้งในเรื่องของการทำสารคดี บางปีก็มี ๖ Ep บางปีมี ๘ Ep ก็ไม่รู้ทำไมไม่ใช้อันเดิม ทำไมต้องทำใหม่ทุกปี แล้วก็ไม่รู้ใช้งบ ส่วนไหนในการทำอลังการงานสร้าง Production ดีขนาดนั้นน่าจะแพง กองทัพบก โอ้โฮสารคดีพาย้อนไปถึงโน่นครับ พระนเรศวร ทั้ง ๆ ที่กองทัพไทยเพิ่งเกิดขึ้นสมัย รัชกาลที่ ๕ กองทัพเรือพาย้อนไปสมัยพระเจ้าตาก กองทัพอากาศนี่ซวยหน่อย เพราะว่า ไม่รู้จะย้อนไปอย่างไร ไม่รู้จะย้อนไปอดีตอย่างไร ยังไม่เท่านั้นท่านประธาน มันยังต้องใช้เวลา หลายเดือนทุ่มเทไปกับการซ้อมเดิน ซึ่งใช้กำลังพลจำนวนมากไปซ้อมเดินทุกวัน ก้าวขา ต้องพร้อมกัน ฟันแขนต้องพร้อมกัน บางค่ายซ้อมกัน ๔-๕ เดือน ได้หยุดพัก ๒ เดือน ก็ต้องกลับมาซ้อมอีกแล้ว ผมไม่กล้าจินตนาการเลยครับว่า ถ้ามันก้าวเท้าลงพื้นไม่พร้อมกัน หรือว่าฟันมือไม่ตรงกัน ความมั่นคงในประเทศนี้มันจะสั่นคลอนขนาดไหน ยังมีค่าใช้จ่าย แฝงที่อยู่กับการสวนสนาม อย่างเช่น ยุทธอาภรณ์ภัณฑ์ หรือว่าค่าเสื้อผ้า ปีนี้สำนักปลัด มี ๑๘.๕ ล้านบาท สำหรับค่าเสื้อผ้า หน้า ผม กองบัญชาการกองทัพไทย ๑๐๑ ล้านบาท กองทัพเรือ ๔๓๑ ล้านบาท กองทัพอากาศ ๒๘๕ ล้านบาท กองทัพบก ๑,๖๕๐ ล้านบาท แต่กองทัพบกโชว์ในเอกสารงบประมาณแค่ ๓๒๙ ล้าน ส่วนที่เหลือไปแอบอยู่ในห้อง อนุอบรม สัมมนา พอถามก็บอกว่า ๓๒๙ ล้านบาทซื้อแค่ผ้า แล้วก็ไปให้โรงงานทหาร เป็นคนตัด มีโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยนะครับ ทั้งหมดรวมทั้งสิ้นสนนราคาค่าเสื้อผ้า ที่เรียกว่ายุทธอาภรณ์ภัณฑ์ ๒,๔๘๖ ล้านบาทกลาโหมปีนี้ นี่เราต้องซื้อเสื้อผ้าให้ทหารใส่ ปี ๆ หนึ่งเกือบ ๒,๕๐๐ ล้านบาทต่อปีเลยหรือครับ ไหนบอกเอาเงินกองทุนสวัสดิการจาก ธุรกิจที่ทำตั้งเยอะตั้งแยะไปซื้อไม่ใช่หรือครับ ผมก็สงสัยท่านประธาน ที่ผ่านมาสภาแห่งนี้ อนุมัติไปได้อย่างไร ไม่มีหน่วยงานไหนในประเทศนี้ที่เราต้องซื้อเสื้อผ้าให้ใส่ ไม่มีนะครับ ทำไมต้องอนุมัติงบประมาณให้กับหน่วยงานนี้ แต่ทหารเกณฑ์ก็เห็นถูกหักเพื่อไปซื้อชุด แทบทั้งปีทั้งชาติ ผมก็เพิ่งมา Get ครับว่า อ๋อที่สภาเราอนุมัติก็เพราะว่า เราคิดว่าเราอนุมัติ งบก้อนนี้เพื่อซื้อเสื้อผ้า หรือว่าชุดทหารชุดฝึกให้กับทหารเกณฑ์ ในเมื่อเราบังคับเขามาเป็นทหาร เขาไม่ได้เต็มใจ เราก็ต้องจัดหาอุปกรณ์เหล่านี้ให้เขา ซึ่งไม่แปลกเพราะเราบังคับเขามา แต่ชั้นประทวน ชั้นสัญญาบัตร นายทหารทั้งหลายไปยุ่งอะไรกับงบประมาณก้อนนี้ด้วย กลายเป็นว่าทหารเกณฑ์ไม่ได้ชุดครับ ชุดฝึกต้องจ่ายเงินซื้อเองแทบทั้งนั้น ผมไม่กล้าทาย ท่านประธานว่า ทหารผู้ทรงเกียรติทั้งหลายเขาจะมีชุดกันกี่ชุด ท่านลองไป Search หาดูเองครับ เครื่องแบบทหารแต่ละเหล่าทัพมีไม่ต่ำกว่า ๓๔-๔๐ แบบ เป็น Collection เลยแล้วไม่รู้ต้อง ซื้อทั้งหมดหรือเปล่า ๒,๕๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่างบประมาณที่เอาไปใช้ตรงนี้ มันถูกกฎหมายได้อย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานที่พูดถึงทหารเกณฑ์แล้วก็ต้องต่อด้วยเรื่องของ เงินที่จะต้องจ่ายทั้งค่าข้าว ค่าประกอบเลี้ยง โดยเฉพาะค่าแป้ง ค่าสบู่ ค่ายาสระผม ที่เขาต้องซื้อเองหมด DPF Powder สบู่ทหารครับ ยาสระผมทหาร แป้งทาเท้าทหาร แป้งทาสังคังของทหาร เหล่านี้กองทัพวิจัยและผลิตเองได้ที่โรงงานเภสัชกรรมทหาร แต่เอาไปขายใน Shopee ท่านไปเปิดใน Shopee มีขายเต็มเลย DPF Powder แป้งป้องกัน สังคัง แต่ทหารเกณฑ์ต้องซื้อ แล้วจะของบประมาณไปทำไมครับแบบนี้ จะผลิตเพื่อ แล้วผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่า ท่านไม่มีปัญญาจะออกแบบวิธีการฝึกที่มันไม่ทำให้ซอกขาหนีบ ของทหารต้องเสี่ยงกับการเจอเชื้อโรค หรือไม่เข้าใจ มาดูงบประมาณปีนี้กรรมาธิการตัดน้อย จริง ๆ ผมจำเป็นต้องขออภิปรายเพื่อที่จะขอตัดอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านตัดน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น กองทัพอากาศ ทอ. ขอสร้างโรงพยาบาลกองบิน ๕ ที่ประจวบคีรีขันธ์ ๔๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท กรรมาธิการใจดีเหลือเกินครับ ปรับลดไปตั้ง ๒๐,๐๐๐ บาท เหลือ ๔๒,๕๗๘,๐๐๐ บาท ตัดทำไมครับ ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วกองทัพอากาศ จะสร้างโรงพยาบาลทำไมก่อนดีกว่า แบบนี้มันมั่วไปหมดท่านประธาน เพื่อนสมาชิกครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เยอะหรอกครับสำหรับกองทัพ เพราะว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มากจริง ๆ แล้วก็ ทอ. ถ้าอยากจะทำโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ ให้สาธารณสุขดูแลดีกว่า ถ้าอยากจะทำมากถ้าว่างมาก ผมแนะนำครับ ทบ. เขามี กอ.รมน. เป็นความมั่นคงภายใน ทร. เขามี ศรชล. เป็นความมั่นคงทางทะเล ทอ. ท่านทำเลยครับ อย่าช้า ความมั่นคงทางอากาศหรือจะความมั่นคงทางอวกาศได้จะได้ล้ำหน่อย ถ้าอยากใช้งบประมาณนักก็เอาแบบนี้ละครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ก็รักษาเวลานะครับ คืออย่างนี้ท่านสมาชิกครับ ลำดับการอภิปราย ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยจะได้สิทธิอภิปรายอันดับแรก จากนั้นก็เป็นท่านผู้แปรญัตติที่แปรญัตติ ทีนี้ท่านที่ไม่ได้แปรญัตติ ถ้ามีการแก้ไขท่านก็มีสิทธิที่จะอภิปรายได้ ทีนี้ทุกท่านที่อภิปรายมา ตั้งแต่มาตราต้น ๆ มานะครับ ท่านอภิปรายเหมือนวาระที่ ๑ เลย ตอนนี้เราเข้าสู่วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ แล้ว ก็กระชับนะครับ แล้วก็จะตัดลดอะไรให้ชัดเจน ของท่านฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ท่าน เป็นผู้แปรญัตติแต่มันเลยมาแล้ว คือถ้าเกิดมาสู่สมาชิกที่ขออภิปราย ท่านที่แปรญัตติ ก็ใช้สิทธิสมาชิกผู้ขออภิปราย เชิญครับ ๕ นาทีครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมขอสั้น ๆ พอดีเพิ่งกลับมาจากไปศาลมานะครับ เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ตเขต ๓ พรรคประชาชน อำเภอถลางและตำบลกระทู้ มีคำถามสั้น ๆ จากเอกสารเพิ่มเติมประกอบการชี้แจงแผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์ของ กระทรวงกลาโหม ของกองทัพเรือ ที่ได้เสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ผมมาเจอประเด็นข้อที่ ๔ ก็เลยจะมีคำถามสั้น ๆ ไปยังคณะกรรมาธิการว่า กรณีโครงการ ที่ของบก่อสร้างได้รวมค่าเวนคืน ค่าจ้างที่ EIA EHIA และ HIA และค่าที่ปรึกษาออกแบบ กรณีโครงการก่อสร้างของทหารเรือ บริเวณสวนป่าบางขนุน จังหวัดภูเก็ต ที่ตำบลเทพกระษัตรี และตำบลสาคู อำเภอถลาง ๑. โครงการก่อสร้างถนน ไฟฟ้า และประปา รองรับการจัดตั้ง หน่วยตำบลเทพกระษัตรี และตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปี ๒๕๖๘ ที่ได้จัดสรร งบประมาณไปถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ผมมีคำถามครับว่า กรณีดังกล่าวยังไม่จบนะครับ เรื่องของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เนื่องจากที่ดินที่เป็นของกรมป่าไม้เดิมได้มีการมอบให้ ทางทหารเรือ โดยมีประชาชนมาร้องเรียนกับกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแล้ว ผมก็นั่งอยู่ในกรรมาธิการ คราวนี้การตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ยังไม่แล้วเสร็จนะครับ คำตอบของทางกระทรวงกลาโหมเองก็บอกว่าอยู่ระหว่าง การดำเนินการด้านกฎหมายในชั้นศาล การทำ EIA ก็ยังอยู่ในระหว่างการจัดทำ ทำไมถึงได้ การจัดสรรงบประมาณก้อนดังกล่าว ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ตอนนี้ทุก ๆ ท่านคงทราบว่ามีปัญหาดินสไลด์ น้ำท่วม ฝนตกหนักพื้นที่บ่อยมาก และบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณป่า สวนป่าบางขนุน ที่ทางกรมป่าไม้ บอกว่าจะให้ทางทหารช่วยมาปกปักษ์รักษาป่าให้กับประชาชนชาวภูเก็ต แต่นี่อะไรครับ มาของบประมาณไปทำไฟฟ้าและประปา เพื่อรองรับการก่อสร้างศูนย์ต่อสู้อากาศยาน ดังนี้มันก็ย้อนแย้งในตัวมันเองครับว่า ตกลงแล้วทางป่าไม้เอง ทางทหารเองต้องการที่จะ รักษาป่าไม้ หรือจะสร้างตึกบนป่าอีกแล้ว เราเห็นโศกนาฏกรรมที่ผ่านมาของจังหวัดภูเก็ต ไปแล้วนะครับ ๑๓ ศพ ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีกบริเวณดังกล่าว ดังนั้น ผมจึงขอ ตัดงบประมาณจำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในการก่อสร้างบริเวณที่สวนป่าบางขนุนดังกล่าว ด้วยครับ เนื่องจากกระบวนการก็ยังไม่ชัดเจน รอให้ทุกอย่างมันชัดเจนก่อน แล้วเราค่อยมา คุยกันใหม่ดีกว่าไหมครับ ก็มีคำถามสั้น ๆ ไปยังคณะกรรมาธิการนะครับว่า กรณีดังกล่าว จะมีการอนุมัติงบประมาณหรือเปล่า ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกรรมาธิการจะตอบชี้แจงไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ กรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ผมขออนุญาตตอบ ท่านสมาชิกนะครับ มีผู้สนใจอภิปรายในมาตรานี้ค่อนข้างเยอะ ก็จะเริ่มต้นด้วยท่านรักชนก ท่านเอกราช ท่านสุทธวรรณ ท่านเลาฟั้ง ท่านวิโรจน์ ท่านกัลยพัชร ขออภัยถ้าเอ่ยนาม ผิดพลาดนะครับ ท่านธนเดช ท่านชยพล ท่านการณิก ท่านชลธิชา ท่านเชตวัน ท่านธัญวัจน์ ท่านจิรัฏฐ์ แล้วท่านฐิติกันต์ แต่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องที่ผมจะตอบเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง กับครุภัณฑ์ และ ICT ซึ่งผมเองเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการนะครับ ขอตอบ ท่านสมาชิกที่สอบถามเรื่องการจัดซื้อรถยนต์เวทีการแสดงเคลื่อนที่ และรถยนต์ไฟฟ้า ของกองทัพเรือ ขอชี้แจงอย่างนี้ครับว่า ภารกิจหนึ่งของกองทัพหลายท่านอาจจะเห็นว่า ภารกิจหลักมันก็คือการรบ แต่ปกติเราไม่ได้รบตะบี้ตะบันทั้งวันทั้งคืน เราต้องมีเวลาพักผ่อน มีเวลาฝึก ซึ่งในส่วนนี้จริง ๆ มันมากกว่าภารกิจหลักด้วยซ้ำ ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ทั่วโลกมีความขัดแย้งอย่างมาก ที่ท่านสมาชิกก็ทราบกันดี ดังนั้นภารกิจในการกล่อมเกลา จิตใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจก็สำคัญมาก ดังนั้นกองดุริยางค์ทหารเรือ ก็มีการจัดรถยนต์ ซึ่งเป็นการใช้เวทีครับ เวลาเราอยู่ในเรือไม่รู้ว่าท่านอาจจะเคยดูภาพยนตร์ เรื่อง Pearl Harbor หรือเปล่าครับ เวลาไปอยู่ในฐานทัพไกล ๆ เขาก็มีโรงหนัง มีการจัดเวที การแสดงการละเล่น มีการเชิญดาราชื่อดังจากบ้านเกิดเมืองนอนมาให้ขวัญกำลังใจ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเช่นเดียวกันครับ อันนี้เป็นเหตุผลที่ผมได้ตอบท่านเบื้องต้นนะครับ
ในส่วนที่ ๒ กรมการขนส่งทหารเรือมีภารกิจในการจัดหารถยนต์โดยสาร ในการขนย้ายกำลังพล หรือการรับส่งข้าราชการในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งรถยนต์ที่ใช้ในการขนส่งประกอบด้วยหลายส่วน ในส่วนที่จัดหาในปี ๒๕๖๙ นี้ จะประกอบด้วยรถยนต์โดยสารขนาดเล็ก ๑๒ ที่นั่ง ๘ คัน วงเงินทั้งสิ้น ๒๖,๓๖๐,๐๐๐ บาท ในส่วนที่ ๒ เป็นรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ ๖ คัน ๕๐,๙๙๔,๐๐๐ บาท ในส่วนนี้นอกจาก ที่ท่านบอกว่าบางทีไม่ใช่ภารกิจของทหารเรือ ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าทหารเรือมีภารกิจ หลายหลากมากครับ เช่นเดียวกับทหารพัฒนาซึ่งเดี๋ยวจะมีท่านกรรมาธิการได้ช่วยตอบ ว่าเราอาจจะทำความเข้าใจให้มันกระจ่าง จริง ๆ แล้วภารกิจที่ดูเหมือนไม่ใช่ จริง ๆ มันใช่ อย่างมากครับ เพราะว่าถ้าเกิดสมมุติว่าเราให้กำลังพลฝึกอย่างเดียว ผมก็คิดว่าไม่เป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติ แล้วคงไม่ใช่สิ่งที่ท่านทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ปรารถนาในฐานะ ผู้แทนพี่น้องประชาชน การฝึกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ การทำการเกษตร เมื่อเขาปลดประจำการ ไปแล้ว เขาก็สามารถไปเป็นพื้นฐานอาชีพที่ใช้เลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันครับว่า สิ่งที่ท่านสอบถามมา ๒-๓ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผม ก็ขอตอบเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญครับ ท่านกรรมาธิการครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม พัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ผมขอตอบเพื่อนสมาชิก ซึ่งท่านสรวุฒิก็ได้พูดชื่อไปแล้ว หลาย ๆ ท่านนะครับ กระทรวงกลาโหมก็มีผู้ให้ความสนใจค่อนข้างเยอะ ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า จริง ๆ แล้วกระทรวงกลาโหมในชั้นอนุกรรมาธิการ เราปรับลดไป ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมว่าน่าจะเป็นกระทรวงที่โดนปรับลดมากที่สุด ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ดิน สิ่งก่อสร้าง เราปรับลดไปเกือบ ๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ในเรื่องสิ่งก่อสร้างในชั้นอนุกรรมาธิการ ผมเชื่อว่ากระทรวงกลาโหม ไม่เคยมีการปรับลดมากเท่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าการทำงานของ กรรมาธิการเราค่อนข้างตรงไปตรงมา ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ว่าประเด็นคำถามที่เพื่อนสมาชิก ทั้งผู้ที่สงวน แล้วก็ผู้ที่แปรญัตติก็มีความสนใจในเรื่อง โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยา และสิ่งอำนวยความสะดวกของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ที่จังหวัดราชบุรี ประเด็นคำถามที่ถามว่าทำไมกระทรวงกลาโหมต้องมีโรงงานผลิตยา เป็นของตัวเอง ผมขอชี้แจงอย่างนี้นะครับ