เชิดชัย ตันติศิรินทร์ หารือปัญหาเศรษฐกิจไทยในภาวะวิกฤตที่เผชิญกับหนี้สาธารณะสูงและการเติบโตที่ชะลอตัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการเงินอุดหนุนประชาชน การปรับค่าเงินบาทให้อ่อนตัวเพื่อส่งเสริมการส่งออก และการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากขอนแก่นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายมาตรา ๖ งบประมาณ งบกลาง ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๘๔๒ ล้านบาทนี้นะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมันช่างมีกรรมนะครับ ก่อนหน้านี้เราก็พูดถึงว่าประเทศไทยนี้มีวิกฤติเศรษฐกิจ หรือไม่ ก็เถียงกันไปเถียงกันมานะครับ พอตอนนี้นะครับท่านประธาน จากข่าวของ BBC วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๗ เขาได้เชิญผู้บริหารเกี่ยวกับทางการเงินของบริษัทเอกชน ๓ สถาบันมาคุยกัน แล้วก็สรุปว่า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเป็นศตวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ หายอย่างไรครับ คือหนี้มันเยอะ โตช้า เก่งแต่ผลิตสินค้าที่โลกไม่ต้องการ ท่านประธานครับ นี่ละทำให้เขาเสนอว่ารัฐบาลต้องทำงานหนัก Work Hard to Survive คืออย่างไรก็ตาม ต้องให้รอดให้ได้นะครับ จะไปพึ่งการท่องเที่ยวคงไม่ได้ เพราะการบริโภคในประเทศนี้ มันลดลง แล้วเศรษฐกิจนี้เริ่มตั้งแต่ปลายปีนี้ละครับ จะหมุนเร็วไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้าย ถ้าแย่ก็จะหยุดการลงทุน หยุดการซื้อขาย เพราะไม่มีเงินในระบบ ท่านประธานครับ รัฐบาล ของท่านเศรษฐาก็ได้มาแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗ เรื่อง Digital Wallet ซึ่งตอนนั้นเราก็อภิปรายอย่างกว้างขวางนะครับ ผมขอสรุปไว้นิดหนึ่งนะครับว่า วัตถุประสงค์ ของการที่จะให้มีเงินหมื่นไปให้ประชาชนก็คือเพื่อเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะว่าเงินตอนนี้มันไม่มีครับ เหมือนที่ท่านดอกเตอร์สุชาติเคยพูดถึงระบบเศรษฐกิจ เหมือนบ่อปลา ปลาก็คือประชาชน น้ำก็คือเงิน ถ้าน้ำมันควรจะปริ่มพอดี ๆ นะครับ ปลาก็ว่ายไปได้ดี แต่ถ้าเมื่อไรน้ำมันลดลง เงินในระบบไม่มี ปลาก็บาดเจ็บถ้วนหน้าเลยครับ ใครอยู่ในบ่อประเทศไทยนี้บาดเจ็บล้วน ๆ นะครับ
อันที่ ๒ ต้องเป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนครับ โอกาสของพรรคเพื่อไทย อย่างที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้มาพูดแล้วว่า โอกาสก็คือโอกาส ในการที่จะมีโอกาส ทางเศรษฐกิจนะครับ คิดอะไรถ้ามีศักยภาพก็สามารถหาได้ มีเงิน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
อันที่ ๓ ที่สำคัญนะครับ มีการอภิปรายบ่อยนะครับ ก็คือเป็นการวางรากฐาน Digital Economy ให้คน ให้ระบบ ให้เกิดความคุ้นเคย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น ประมาณ ๒ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ รัฐบาลก็ได้พยายามทำทุกอย่างนะครับ ตอนแรกจะไม่กู้ก็จะกู้ จะจ่ายเป็นตัวเลขก็ไม่จ่าย ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายด้วยเหตุการณ์ ในบ้านเมืองที่เกิดอะไรก็ไม่รู้เละเทะนะครับ ไม่ว่ากระบวนการยุติธรรมของเราก็ไม่รู้ อะไรครับ เอาเรื่องจริยธรรมมาว่ากันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ทำให้อาจจะต้องมีการจ่าย เป็นเงินสด ทำให้จ่ายไปที่กลุ่มเปราะบางประมาณ ๑๓.๕ และคนพิการด้วยอีก ๑ ล้านคน ก็ประมาณ ๑๕ คนนะครับ อันนี้จ่ายผ่านไป ทางบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน ก็เพื่อต้องการให้เงินหมุนนะครับ อันนี้อย่างน้อยก็บรรเทาไปก่อนในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ อันนี้ปี ๒๕๖๘ ก็อย่างที่มีสมาชิกได้อภิปรายว่ารัฐบาลต้องการเงินเยอะนะครับ ซึ่งถ้าไปดู ในข้อ ๕ ก็คือค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจ เป็นเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งดูแล้วก็สูงนะครับ แต่พอมาดูแล้วนะครับ ก็หวังว่าจะมีเงิน กลับมาเป็น VAT บ้าง เป็นภาษีบ้าง ซึ่งจะมีการเก็บทำให้บอกไม่ได้ว่าในปี ๒๕๖๘ จะเป็น อย่างไรบ้างนะครับ ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลต้องทำอย่างนี้ผมเห็นใจนะครับ เพราะว่านอกจากจะวาง พื้นฐาน Digital Economy โดยเฉพาะมีท่านสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยได้บอกว่าอีกหน่อย ต้องมี Digital ID โครงการบัตร ๓๐ บาทรักษาทุกที่ โดยบัตรประชาชนใบเดียวมีการกรอก ข้อมูล ใช้เลข ๑๓ หลัก อันนี้ก็จะเป็นตัวที่จะทำให้ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีนะครับ ท่านประธานครับ ผมจะหาเงินอย่างไรครับ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น โดยให้มี GDP โตขึ้นปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราไม่แก้ไขไม่มี Digital Wallet มันก็ไม่ถึง ท่านประธานครับ ต้องถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ถึงจะได้ ถ้าไม่มีแล้วก็จะได้ประมาณ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีดอกเตอร์สุชาติเคยแนะนำว่าเราจะหาเงินเข้าประเทศนี้ง่าย นิดเดียวนะครับ ก็คือทำให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่า ท่านประธานทราบไหมครับว่าที่ผ่านมานี้ เงินบาทของเรานี่แข็งค่า แล้วก็ศูนย์วิจัยกสิกรไทยนี้ได้เสนอไว้ชัดเจนนะครับว่า ค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นทุก ๑ เปอร์เซ็นต์ จะกระทบรายได้ผู้ส่งออกหายไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เพราะฉะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคน รับผิดชอบเรื่องการเงินนี่ครับ ที่เราพูดกันคือเรื่องการคลังก็ควรจะเข้ามาปรึกษากับรัฐบาล แล้วช่วยกันคนละไม้คนละมือนะครับ เพราะเศรษฐกิจของเรามันจะแย่จริง ๆ ให้ค่าเงินบาท ของเรานี่อ่อนตัวลง ถ้าเป็นไปได้ก็ให้มีเงินเฟ้อประมาณสัก ๑-๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมา กรกฎาคม ๒๕๖๗ นี่นะครับ ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติก็บอกว่าทำได้แค่ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ไม่ตรงเป้านะครับ อันนี้ต้องไปจี้ท่านผู้ว่า เพราะว่าอันนี้จะทำให้เงินเข้ามาในประเทศ และจะทำให้ GDP ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ได้ เพราะฉะนั้นผมขอให้กำลังใจรัฐบาลนะครับ ในภาวะที่บ้านเมืองอลวนอลเวงอย่างนี้นะครับ เราต้องก้าวข้ามไปด้วยกันนะครับ ขอบคุณครับ