จุลพันธ์ แจงงบกลางมาตรา 6 กว่า 256,000 ล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓ กันยายน ๒๕๖๗

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงหลักเกณฑ์การตั้งงบกลางในมาตรา 6 โดยอธิบายความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณแยกต่างหาก พร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐกว่าร้อยละ 70 และการใช้งบกลางกว่า 256,000 ล้านบาท สำหรับแผนงานยุทธศาสตร์สำคัญ 6 ด้าน รวมถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง Digital Wallet ซึ่งมีการปรับงบประมาณรัฐวิสาหกิจ 5 แห่งกว่า 187,700 ล้านบาท โดยยืนยันความชอบด้วยกฎหมายและไม่กระทบต่อการเงินการคลังของรัฐ.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในฐานะรองประธานกรรมาธิการ งบประมาณ ต่อข้อซักถาม แล้วก็การสงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติของท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการในมาตรา ๖ งบกลางนะครับ ขออนุญาตเริ่มต้นอย่างนี้นะครับว่า งบกลางนี้หลักเกณฑ์ในการตั้ง วิธีการในการตั้ง มันเริ่มจาก พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๕ ซึ่งกำหนดว่างบประมาณรายจ่ายงบกลาง ได้แก่ งบประมาณ รายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้แก่หน่วยรับงบประมาณ โดยแยกต่างหากจากงบประมาณ รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ และให้มีรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นด้วย และ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๒ ซึ่งกำหนดว่างบประมาณรายจ่ายงบกลางให้ตั้งได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น ที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐ ที่รับผิดชอบได้โดยตรง ดังนั้น การเสนอตั้งงบกลางจึงต้องตั้งแยกต่างหากจากงบประมาณรายจ่าย ของหน่วยรับงบประมาณ และเสนอตั้งเนื่องจากมีเหตุผลและความจำเป็น และไม่อาจทราบ หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง นี่คือสาเหตุที่เงินจำนวนหนึ่งในการตั้งงบประมาณ ต้องมาลงไว้ที่สิ่งที่เรียกว่างบกลาง สาเหตุที่บอกว่าไม่สามารถหาหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ โดยตรง ผมยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จ บำนาญของข้าราชการ หรือเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างก็ตาม เหล่านี้ตั้งไว้เรา ไม่สามารถรู้ก่อนเมื่อต้นปีงบประมาณได้ว่าเงินที่จะไปเป็นเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ หรือเงินที่จะไปเป็นการช่วยเหลือข้าราชการ สุดท้ายแล้วจะไปลงที่หน่วยงานใด จึงมีความจำเป็นต้องตั้งไว้ที่ตะกร้าที่เรียกว่า งบกลาง มาตรา ๖ ครับ อย่างไรก็ตามนี้นะครับ ต้องเรียนทำความเข้าใจชี้แจงก่อนว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องของการที่งบกลางขยายตัว เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงครับ แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า งบกลาง ในปี ๒๕๖๘ นี้ตั้งไว้ทั้งสิ้น ๘๔๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒๒ ของงบประมาณ รวมทั้งประเทศ มีการปรับเพิ่มขึ้นมาราว ๑๐๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบกลางไม่ได้มีจำเพาะ ที่เรียกว่ารายจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้น แต่รวมถึงรายละเอียดอีกจำนวนมาก ซึ่งถ้าแบ่งจำแนกประเภทของงบกลางจะมีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคืองบกลางที่เป็นค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับบุคลากรของภาครัฐ และกลุ่มที่ ๒ คือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายใต้แผนงานพื้นฐาน และแผนงานยุทธศาสตร์ ในส่วนของงบกลางกลุ่มแรกมี ๖ รายการที่เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ วงเงิน ทั้งสิ้น ๕๔๙,๔๐๐ ล้านบาทเศษ คิดเป็นประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของงบกลาง ในส่วนนี้มี ๖ รายการครับ รายการแรกคือเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ รายการที่ ๒ คือ เงินช่วยเหลือ ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ รายการที่ ๓ คือ เงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิ ข้าราชการ รายการที่ ๔ คือเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ รายการที่ ๕ คือ รายการเงินสมทบของลูกจ้างประจำ และรายการสุดท้ายคือ รายการค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เหล่านี้เป็นงบประมาณที่มี ความจำเป็นต้องตั้งไว้เป็นจำนวนมากและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าเราก็มี ความจำเป็นจะต้องดูแลพี่น้องข้าราชการให้ได้รับสวัสดิการที่มีความเหมาะสมและจำเป็นนะครับ

ในกลุ่มที่ ๒ ที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายใต้แผนงานพื้นฐานและแผนงาน ยุทธศาสตร์มี ๖ รายการครับ งบประมาณในส่วนนี้มีทั้งสิ้น ๒๕๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คิดเป็น ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของตะกร้าที่เรียกว่า งบกลาง มาตรา ๖ นะครับ ในรายการหลัก ๆ ของในกลุ่มนี้มี ๖ รายการครับ รายการแรกคือ รายการค่าใช้จ่ายโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ รายการที่ ๒ คือ รายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนิน และต้อนรับประมุขต่างประเทศ รายการที่ ๓ เงินชดเชยค่างาน สิ่งก่อสร้าง หรือค่า K รายการที่ ๔ คือ ค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณี ฉุกเฉิน และรายการที่ ๕ ที่มีการอภิปรายกันมาก คือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน และจำเป็น รายการสุดท้ายคือ รายการใหม่ ก็คือรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจที่มีการอภิปรายกันมากในเรื่องของโครงการ ที่เรียกว่า Digital Wallet ผมขออนุญาตลงรายละเอียดใน ๒ ส่วนนะครับ

ในส่วนแรกมีการตั้งงบประมาณในส่วนที่เรียกว่าเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินและจำเป็น มีการตั้งงบประมาณที่เข้าสู่สภาในวันนี้ทั้งสิ้น ๙๖,๕๖๖ ล้านบาทเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒.๕๗ ของวงเงินรวมของงบประมาณทั้งประเทศ เป็นการตั้งเข้าสู่สภาลดลง จากปีก่อนหน้านะครับ มีการปรับเพิ่มขึ้นมาราว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในชั้นของกรรมาธิการ แต่เป็นการปรับลดลงในภาพรวมจากปี ๒๕๖๗ ลดลง ๒,๙๔๓ ล้านบาทเศษ ปี ๒๕๖๗ นี้ได้ ตั้งไว้ ๙๙,๕๐๐ ล้านบาทครับ ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับประกาศของคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังของรัฐซึ่งกำหนดว่า ให้สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงิน สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ต้องตั้งไม่น้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกินกว่า ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เราตั้งไว้ในขั้นนี้ที่เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ๒.๕๗ ครับ อยู่ในค่ากลาง แต่อยู่ค่อนข้างต่ำของกรอบที่กำหนดไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน ๓.๕ นะครับ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งต้องเรียน ด้วยความเคารพว่า ตั้งแต่รัฐบาลท่านเศรษฐาดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งมาวันนี้ รักษาการโดยท่านภูมิธรรม เวชยชัย เรามีการอนุมัติงบกลางเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในกรณีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในกรณีนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเป็นงบประมาณ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด หากยกตัวอย่างเป็นบริษัทเอกชน ถ้านึกภาพนะครับ ถ้าไม่มีเงินสดย่อย อยู่ในมือในการบริหารจัดการปฏิบัติภารกิจในรอบปี ในรอบวัน การดำเนินงานคงเป็นไปได้ยาก เพราะว่าเงินจำนวนหนึ่งหากจะรอกระบวนการงบประมาณคือ ต้องมาขอในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะอนุมัติกรอบวงเงินเพื่อที่จะเอาไปผูกพันงบประมาณ ไปจัดซื้อจัดจ้างเพื่อไป ช่วยเหลือประชาชน ในกรณีที่ฉุกเฉินและเร่งด่วน กระบวนการที่ล่าช้าจะทำให้ ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้รับการตอบสนองนะครับ ถามมีข้อห่วงใยว่า แล้วเราได้ใช้ เงินงบประมาณที่ได้รับไปในส่วนของงบกลางนี้ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างไรหรือไม่ ยกตัวอย่างในกรณีที่ล่าสุดก็คือในเหตุการณ์น้ำท่วมภาคเหนือที่เกิดขึ้น ผมต้องเรียนว่าคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติความช่วยเหลือเป็นเม็ดเงินผ่านงบกลางไปแก้ไข ปัญหาเรื่องน้ำอย่างต่อเนื่อง เอา ๓ กรณีล่าสุดครับที่จะยกตัวอย่างให้กับท่านสมาชิก เรามีการอนุมัติอยู่ ๓ ครั้งในช่วงประมาณเดือนเศษ ๆ ที่ผ่านมา ครั้งแรกวันที่ ๒๕ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้เองครับ มีการอนุมัติงบกลางในเรื่องของน้ำ เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงฤดูฝนปี ๒๕๖๗ และการเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง วันที่ ๒๕ มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๗,๖๐๖ ล้านบาทเศษ โครงการที่ ๒ รอบที่ ๒ เป็นวันที่ ๑๓ สิงหาคม เมื่อต้นเดือนนี้เอง มีการอนุมัติผ่าน ครม. คือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน และส่งเสริมความมั่นคงน้ำด้านการอุปโภคบริโภคอีก ๙,๑๘๗ ล้านบาทเศษ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม และล่าสุดที่ผ่านมานี้เอง คือวันนี้ในช่วงเช้านี้ครับ ผมเองในฐานะ ครม. ผมลาประชุม ครม. มา เพื่อที่จะมาปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณและชี้แจงต่อท่านสมาชิก เมื่อเช้านี้ก็มีการอนุมัติครับ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำ มติ ครม. วันที่ ๓ กันยายน คือวันนี้ครับ อีกจำนวน ๒,๒๘๙ ล้านบาทเศษ รวมทั้งสิ้น ในช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมาอนุมัติไปแล้ว ๑๙,๐๘๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งตรงนี้เองคือเม็ดเงินที่เป็น งบกลางที่เรากำลังพิจารณากันอยู่เพื่อที่จะอนุมัติผ่าน ครม. ไปช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกว่า เมื่อการประชุม ครม. ครั้งก่อนหน้าคือสัปดาห์ที่แล้ว ท่านรักษาการนายกรัฐมนตรีคือท่านภูมิธรรม เวชยชัย ได้มีการสั่งการข้อสั่งการในการ ประชุม ครม. ว่า ให้ทางคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของเหตุการณ์น้ำท่วม ใช้เวลา การอภิปรายพูดคุยกันในที่ประชุม ครม. ไม่ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง และมีข้อสั่งการสุดท้ายว่า ให้ทุกหน่วยงานไปทำการสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น และการเยียวยาประชาชนที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลรักษาการที่เรากำลังดำเนินการกันอยู่นี้พร้อมที่จะอนุมัติงบกลางที่ยังคงมีเหลืออยู่ เพื่อไปช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่มีความเดือดร้อนนะครับ ที่ผ่านมาแล้ว ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นงบประมาณที่ออกแล้ว แล้วก็จะมีการผูกพันงบประมาณเพื่อไปแก้ไขปัญหา ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าในสัปดาห์ต่อไปก่อนที่จะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หากมีความจำเป็น และมีเรื่องส่งเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ และภาคอีสานบางส่วนที่เกิดขึ้นเข้าสู่ ครม. คณะรัฐมนตรีก็มีความพร้อมและมีความเต็มใจ ที่จะอนุมัติงบประมาณไปเพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป เพราะฉะนั้น ยืนยันนะครับ ในส่วนของงบกลางทั้งสิ้นที่มีการจัดสรรเป็นในส่วนของงบกลางกรณีรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ๙๖,๕๖๖ ล้านบาทเศษ เป็นความจำเป็น และจะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ในหลาย ๆ มิติ

ในรายการที่ ๒ ที่จะขออนุญาตอภิปรายแล้วก็นำเสนอต่อท่านสมาชิก คือรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนทั้งสิ้น ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท เป็นรายการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายเม็ดเงิน ลงพื้นที่ต่าง ๆ เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า โครงการนี้ก็เข้าใจตรงกันครับ คือในส่วน ของโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ในขณะนี้ก็เป็นที่ทราบกันดี ในสถานการณ์ของการเมืองไทยว่าเรากำลังมีการได้นายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร จากความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการโปรดเกล้าฯ เรียบร้อย อยู่ใน ขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการในการทูลเกล้าฯ ในเรื่องของคณะรัฐมนตรี และต้องมีการเข้าเฝ้า เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ และนำเสนอนโยบายแห่งรัฐต่อที่ประชุมรัฐสภาต่อไป แต่อย่างไรก็ตามความชัดเจนที่ได้ เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้จากท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเอง ก็ได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า โครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet จะต้องเดินหน้าต่อ แน่นอนครับว่า รูปแบบของโครงการ รายละเอียดของโครงการบางส่วนอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ผมคง จะไม่ใช้เวทีนี้ในการมาตอบกับท่านว่าจะปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไรและรายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งหมด เพราะด้วยความเคารพว่าผมเองก็ต้องให้เกียรติกับทางคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึง การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อที่จะให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ก่อนจึงจะมีการชี้แจงทำความเข้าใจ แต่อย่างไรก็ตามยืนยันกับท่านสมาชิกว่า เม็ดเงินที่ได้รับ การอนุมัติไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ หรืองบประมาณ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในส่วนของงบกลาง กรณีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๑๘๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท สุดท้ายจะได้ใช้ประโยชน์และจะเป็นเม็ดเงินที่จะลงไปผ่านถึงมือพี่น้องประชาชน ทั้งจำนวน ในการที่จะลงไปให้ประชาชนเป็นเครื่องมือกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการที่เรียกว่า Digital Wallet ต่อไป มีข้อห่วงใยในกรณีนี้ ในเรื่องของความชอบ ด้วยกฎหมายของกลไกที่ทางกรรมาธิการได้ทำ โดยเฉพาะในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวงเงิน งบประมาณในส่วนของมาตรา ๒๙ คือ รัฐวิสาหกิจ และมาตรา ๖ คือ งบกลาง ก็เป็นประเด็น ที่ได้เรียนต่อท่านสมาชิกตั้งแต่ตอนที่นำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการในเรื่องของการ เปลี่ยนแปลงงบประมาณในส่วนของธนาคารของรัฐ ๕ แห่ง มาเป็นงบประมาณในส่วนของ งบกลางโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ทั้งหมดนั้นชอบด้วย กฎหมายทุกประการครับ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา ๒๐ วรรคห้า ที่บอกว่า ภาระทางการเงินเพื่อชดเชยต้นทุนทางการเงินและการบริหารจัดการ รวมทั้งความ เสียหายจากการดำเนินกิจกรรมตามมาตรการหรือโครงการตามมาตรา ๒๘ ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายให้ในโอกาสแรกที่กระทำได้ และเราได้กระทำแล้วครับ ในการตั้ง งบประมาณในวาระแรกผ่านทางมติ ครม. และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และเราได้ให้ ความเห็นชอบแล้วในการพิจารณาในวาระที่ ๑ ทั้งนี้การเสนอเปลี่ยนแปลงงบประมาณของ รัฐวิสาหกิจทั้ง ๕ แห่งนั้น การเปลี่ยนแปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงจากมาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจ ไปเป็นการดำเนินการในมาตรา ๖ งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ เนื่องจาก ทั้งรัฐวิสาหกิจทั้ง ๕ หน่วยงานได้พิจารณาทบทวนแล้ว แล้วก็ขอปรับลดงบประมาณ ในส่วนที่สามารถชะลอการดำเนินการได้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปดำเนินการโครงการที่ เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีครับ ต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย ที่สำคัญที่สุดคือการปรับลด งบประมาณดังกล่าวไม่ได้เป็นการปรับลดในมาตรา ๔๐ คือรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ ตามงบประมาณรายจ่ายและสำหรับแผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐแต่อย่างใด ซึ่งมีการตั้ง งบประมาณในการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐไว้ทั้งสิ้น ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และยืนยัน ใน ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มีอยู่จำนวน ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณ ในการชำระหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เราไม่ได้ปรับลด จนกระทั่งเราไม่ได้ชำระคืน ในสัดส่วนที่จำเป็นตามกฎหมายที่ต้องชำระคืนกับหน่วยงาน ของรัฐที่ได้กำหนดไว้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นยืนยันกับท่านสมาชิกทุกท่านว่ากระบวนการ ในการพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการ โดยเฉพาะในการเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่าย มาตรา ๒๙ มาเป็นมาตรา ๖ นั้นชอบด้วยกฎหมายทุกประการ คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากขออนุญาตยืนยันตามมติครับ