จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงการปรับลดงบประมาณในภาพรวมว่าทำเพื่อลดส่วนเกินโดยไม่กระทบภารกิจหลัก พร้อมยืนยันว่าโครงการสำคัญยังได้รับงบเต็มจำนวน และการจัดเก็บรายได้ของรัฐยังอยู่ในกรอบเป้าหมายแม้มีการขาดรายได้จากบางส่วน โดยมีแผนรองรับผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการเก็บภาษี ขณะเดียวกันเห็นว่าการจัดทำงบประมาณขาดดุลในปี 2568 เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยาวนาน ซึ่งอยู่ในกรอบวินัยการคลัง และมีเป้าหมายลดสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีในระยะยาว แม้จะมีความเสี่ยงแต่การไม่ดำเนินการก็อาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนในรูปแบบอื่นได้เช่นกัน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการ จะขออนุญาตตอบในประเด็นที่มีท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้สงวนความเห็นและท่านสมาชิกที่ได้สงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายไว้ในหลาย ๆ ประเด็นนะครับ ในภาพรวม ๆ ก่อนนะครับ มีการอภิปรายลงในรายละเอียดซึ่งค่อนข้างเป็นรายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโซลาร์เซลล์ เรื่องของการตั้งงบประมาณของกระทรวงแรงงาน เรื่องของ EV เรื่องของกีฬาด้าน Soft Power รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ขอชี้แจงในเบื้องต้นก่อนว่า กระบวนการในการพิจารณาของทางกรรมาธิการงบประมาณเรามีการทำงานและมีการตั้ง คณะอนุกรรมาธิการเพื่อไปพิจารณาในรายละเอียดของเนื้องาน เพื่อดูการปรับลดที่เหมาะสม และได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน การปรับลดส่วนมากจะเป็นการปรับลดที่ไม่ได้ กระทบต่อเนื้องานและผลิตผลของสิ่งที่หน่วยงาน หน่วยรับงบประมาณมีภาระหน้าที่ในการ ไปช่วยเหลือในการไปแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นการปรับลดตามสัดส่วนที่จะไม่กระทบต่องานและสามารถสัมฤทธิ์ผลตามที่ วางเป้าหมายไว้ได้ในเบื้องต้นก่อน เป็นการรีดไขมันนั่นเอง เพราะฉะนั้นเรายืนยันในการ ปรับลดที่เกิดขึ้น แล้วก็ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ในส่วนของท่านสมาชิกท่านจุติ ไกรฤกษ์ ด้วยความเคารพครับ ในประเด็น ในหลาย ๆ อัน อย่างเช่นเรื่องของกองทุนการออมเอง ก็ต้องเรียนว่าเป็นการปรับลดโดย ที่ไม่กระทบต่อภารกิจงานของเขาเช่นเดียวกัน ในส่วนของเรื่องของ Chef หมู่บ้านที่ท่านได้ เรียนสอบถาม จะไปชี้แจงอีกครั้งหนึ่งในช่วงที่เราเข้าสู่มาตราที่เกี่ยวกับเรื่องของกองทุน แต่ขอเรียนในเบื้องต้นว่า เรื่องของ Chef หมู่บ้านจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑๒๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้ตัดยังคงอยู่เช่นเดิม เป็นการตัดในอีก Item หนึ่ง ซึ่งจะขออนุญาตให้ทางท่านประธาน อนุกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อถึงมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับกองทุน
ในส่วนของคำถามที่ต้องขออนุญาตชี้แจงใน ๒ ส่วน อย่างแรกก็คือมี ท่านศิริกัญญา รวมถึงท่านอาจารย์วีระและท่านณัฐพงษ์ ได้อภิปรายเกี่ยวกับการที่เราต้องตั้ง ประมาณการ แล้วก็มาเป็นสมมุติฐานสำหรับการที่เราจะเดินหน้าในเรื่องของงบประมาณ ประจำปี ๒๕๖๘ ต่อไป ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ข้อห่วงใยที่ท่านมีในเรื่องของตัวเลขการ จัดเก็บเองก็ตามนี่นะครับ เป็นข้อห่วงใยที่เรารับฟัง แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนว่า กลไก ทางด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่ได้มีแต่เพียงปีกเดียว ยกตัวอย่างปี ๒๕๖๗ ที่ท่าน เป็นห่วงโดยเฉพาะในเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่มีการจัดเก็บพลาดเป้า ซึ่งการจัดเก็บพลาด เป้าของภาษีสรรพสามิตที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่รัฐบาลตัดสินใจช่วยพี่น้องประชาชน ในเรื่องของการลดราคาพลังงานในประเภทต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นการลดในเรื่องของ รายได้ลงไปเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามผมยืนยันอย่างนี้ นะครับว่า กระทรวงการคลังสามารถบริหารจัดการการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม ผ่านทั้ง รัฐวิสาหกิจ แล้วก็ผ่านทั้งกรมจัดเก็บได้หลายวิธีการ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ รายได้ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการมาเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี รวมถึงการเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ ผ่านการกระตุ้น การท่องเที่ยว ผ่านการลงทุนของ BOI ซึ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาแล้ว วันนี้ต้องยืนยันอย่างนี้ว่า การจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๗ กระทรวงการคลังยืนยันว่า การจัดเก็บรายได้ในปลายปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้ อยู่ในกรอบ น่าจะตามเป้าครับ หากจะผิดพลาดบวกลบไม่ได้อยู่ในจุดที่มีนัยสำคัญ ไม่ได้เป็นตัวเลขหลัก หมื่นล้านที่ท่านได้เป็นห่วง ไม่กระทบกับการจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๘ ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ก็จะทำให้รัฐบาล สามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้ แล้วก็การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้น ก็จะเพิ่มความสามารถของรัฐบาลในการมาชำระหนี้สินในอนาคต ลดสัดส่วนหนี้ สาธารณะต่อ GDP ต่อไป เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าการประมาณการที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่า สถานการณ์ในช่วงของการตั้งงบประมาณก่อนวันที่เรารับหลักการในวาระที่ ๑ มาจนถึงวันนี้ อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่การบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐจะ สามารถ รองรับได้
ในประเด็นเรื่องต่อมา ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า แน่นอนครับว่าประเทศไทย เรามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพมาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาทั้งภายนอกและภายในประเทศ ทั้งความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ แล้วก็เรื่องของปัญหาการฟื้นตัวที่ช้ากว่าคาดการณ์ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็อยู่ ในระดับที่สูงครับ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล ในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว แล้วก็ส่งเสริมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้กลับมาเร่งตัวขึ้นได้ มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เราต้องการสร้างให้การเติบโตของประเทศไทยอยู่ในระดับที่สามารถทัดเทียมและแข่งขันได้ กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นก็จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้เพิ่ม มากขึ้น แล้วก็จะช่วยลดสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ให้ลดลงและจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้มีความเหมาะสม แล้วก็ยืนยัน ในกรอบที่เราได้ชี้แจงตลอดมาว่ากระบวนการในการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ ปี ๒๕๖๘ อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลังทุกประการนะครับ ผมเข้าใจครับว่าท่านกรรมาธิการ รวมถึงท่านสมาชิกอาจจะมีข้อห่วงใยในเรื่องของการที่เรามีการขาดดุลเพิ่มเติมสูงกว่าปกติ ในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามข้อห่วงใยของท่านเรารับฟังนะครับ ผมเองต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ทั้งหมดอยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลังนะครับ หากท่านจะยกข้อห่วงใยว่า การดำเนินการที่เป็นอยู่ของรัฐบาลแน่นอนครับว่ามีความเสี่ยง ท่านใช้คำว่า มีความเสี่ยง กับในเรื่องของ Fiscal Space ในอนาคต อันนี้เราเข้าใจครับ แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียน ด้วยความเคารพนะครับ หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใด ๆ เลย วันนี้เราบอกว่าเราให้มีการปรับลด งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ลง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ท่านกรรมาธิการหรือท่านสมาชิกได้มี การเสนอความเห็นไว้นะครับ หากเราปรับลดลง การขาดดุลน้อยลง ท่านบอกว่ามีพื้นที่ ทางการคลังมากขึ้นก็ไม่ได้ยืนยันว่าประเทศไทยจะพ้นกับความเสี่ยงใด ๆ นะครับ เพราะว่า ความเสี่ยงในรูปแบบอื่นก็ยังเกิดขึ้นมาเช่นเดียวกัน นั่นก็คือความเสี่ยงที่พี่น้องประชาชน จะไม่ได้รับบริการ จะไม่ได้รับการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะไม่ได้รับการช่วยเหลือในภาวะวิกฤติต่าง ๆ ในอนาคตเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นทุกรูปแบบของการดำเนินการ หากจะยกเรื่องของความ เสี่ยงขึ้นมา ผมต้องตอบด้วยตรงนี้ว่าก็ตอบได้ว่ามันมีความเสี่ยงในทุกรูปแบบ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ความห่วงใยของท่านเรารับไว้ และรัฐบาลยืนยันครับว่า ด้วยความห่วงใยที่ท่านมี รวมถึงความเข้าใจในเรื่องของกลไกทั้งงบประมาณและกลไกในเรื่อง ของการคลังของรัฐบาล เรายืนยันว่าเราจะดำเนินการด้วยความรัดกุมแล้วก็ใช้งบประมาณ อย่างคุ้มค่า ไม่ให้ความเสี่ยงที่ท่านเป็นห่วงเกิดขึ้นได้ในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้น การจัดทำงบประมาณในปี ๒๕๖๘ มีความเหมาะสมด้วยเม็ดเงินที่ตั้งไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนยันตามมติที่ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอบพระคุณครับ