ณัฐพงษ์ ชี้งบ 68 เสี่ยงหนี้เพิ่ม เสนอปรับลด-ปฏิรูปภาษีเพื่อความยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓ กันยายน ๒๕๖๗

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายปี 2568 โดยเสนอให้ปรับลด 4% เน้นย้ำความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นและปัญหาการจัดเก็บรายได้ภาษีต่อจีดีพีที่ลดลง พร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูประบบภาษีและงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างรายได้ระยะยาว และเน้นการใช้เงินกู้เพื่อการลงทุนในทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมอนาคต แทนการใช้จ่ายเพื่อการแจกจ่าย โดยขอคัดค้านมติกรรมาธิการและเสนอปรับลดงบประมาณเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในระยะยาว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในฐานะผู้แปรญัตติ ในมาตรา ๔ ว่าด้วยกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ เป็นจำนวนเงิน ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาท ที่ผมได้แปรญัตติไว้เพื่อขอปรับลดเป็นจำนวน ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ ก่อนเริ่ม การอภิปรายอยากจะบอกผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าวันนี้ประเด็นในการ อภิปรายของผมจะประกอบไปด้วย ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ประเด็นแรกก็คือเกี่ยวข้องกับ ฝั่งรายได้ กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายในมาตรานี้โดยตรง ก็คือในเรื่อง ของการปรับลด ที่ผมต้องออกตัวก่อนว่าจะขออภิปรายในฝั่งรายได้ เพราะว่าการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายครับ การจัดเก็บรายได้ และการก่อหนี้เป็นสิ่งที่ผูกพันกัน ถ้าฝ่ายโสต พร้อมแล้วสามารถนำสไลด์ขึ้นได้เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะครับ เราได้อภิปรายกันไปแล้วว่า การจัดทำงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ นี้กำลังสร้างความเสี่ยงให้กับรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป และสร้าง ความเสี่ยงให้กับลูกหลานของประชาชนคนไทยที่จะไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังมารองรับกับ วิกฤติใหญ่ ๆ ที่เราไม่คาดคิดในอนาคตอีกด้วยครับ จากแผนภาพนี้ครับ ทุกท่านจะเห็นได้ว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงสุดเป็นประวัติการณ์นะครับ ตามแผนการคลังระยะ ปานกลาง ซึ่งมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าในปี ๒๕๗๐ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อาจจะสูง ถึงราว ๆ ๖๙ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เราอาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการกู้มาแจกเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจระยะสั้นที่อาจทำให้เราต้องสูญเสียโอกาส สูญเสียพื้นที่ทางการคลัง เพื่อรองรับกับ วิกฤติและแก้ปัญหาในอนาคตในระยะยาวนะครับ ซึ่งเรื่องนี้พื้นที่ทางการคลังครับ ท่านประธาน จะพูดถึงฝั่งรายจ่ายที่เกิดจากการกู้มาแจกอย่างเดียวก็อาจจะไม่ครบถ้วน เราจึงต้องพิจารณาถึงฝั่งรายได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ

ถ้าพูดถึงฝั่งรายได้ครับท่านประธาน ประเทศเรามีปัญหาใหญ่ ๆ อีก ๑ อย่างครับ ก็คือการจัดเก็บรายได้ทางภาษีต่อ GDP ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนะครับ จากแผนภาพนี้ทุกท่าน จะเห็นว่าตั้งแต่ในปี ๒๕๕๔ จนถึงในปี ๒๕๖๖ ในปัจจุบันครับ จากเดิมที่ประเทศไทยเคย จัดเก็บรายได้ทางภาษีต่อ GDP ๑๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงแค่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ครับ สวนทางกับประเทศที่แต่ก่อน เคยอยู่ในระดับเดียวกับเรา เคยเป็น ประเทศที่มีรายได้ปานกลางนะครับ ซึ่งทุกวันนี้เขาหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง สำเร็จ ลองดูสไลด์หน้าถัดไปนะครับ นี่คือตัวอย่าง ๓ ประเทศครับ เกาหลีใต้ ชิลี อุรุกวัย ถ้าเราเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนถึงในปี ๒๕๖๒ ทุกท่านจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ชิลี อุรุกวัย ล้วนมีจำนวนสัดส่วน รายได้ทางภาษีต่อ GDP สูงขึ้นครับ เกาหลีใต้จาก ๑๖ เป็น ๒๐ ชิลีจาก ๑๕ เป็น ๒๐ อุรุกวัย จาก ๑๒ เป็น ๑๘ แต่ประเทศไทยสัดส่วนรายได้ทางภาษีต่อ GDP ตกลงครับ ไม่เพียงแค่นั้น นะครับ ถ้าทุกท่านดูกราฟของฝั่งอุรุกวัยเปรียบเทียบกับประเทศไทยครับ บริเวณสีส้มเข้ม ด้านล่างสุดนะครับ ทุกท่านจะเห็นว่าสัดส่วนรายได้ภาษีเงินได้นะครับ ย้ำว่าภาษีเงินได้ของ อุรุกวัย เพิ่มจาก ๑.๒ เป็น ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๔.๓ เป็น ๖.๑ ทุกท่านจะเห็นลักษณะของสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในการจัดเก็บภาษีเงินได้ของ ประเทศอุรุกวัยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยครับ ทุกคนทราบกันดีว่าภาษีการบริโภคหรือ ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นภาษีที่เราเก็บจากคนจนมากกว่า แต่ประเทศที่เขาหลุดออกจากกับดัก รายได้ปานกลางไปแล้ว เขามีการปฏิรูปเรื่องของโครงสร้างภาษี จัดเก็บภาษีจากคนรวย มาจัดทำสวัสดิการและกระจายให้คนจนมากกว่า อันนี้คือประเด็นสำคัญที่เราจำเป็นจะต้อง พูดถึงรายได้ และไม่สามารถพูดถึงเพียงรายจ่ายเพียงอย่างเดียวก็ได้ครับ ทุกท่านครับ ตัวเลข ในแผนภาพนี้ นอกจากที่บอกในเรื่องของปัญหารวยกระจุกจนกระจายไปแล้วนะครับ เราลองเปรียบเทียบจากสไลด์แผนภาพนี้ครับ ถ้าเราดูในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขึ้นไป พูดง่าย ๆ คือยังอยู่ใน Level เดียวกับประเทศไทย เราเองก็ยังสามารถจัดเก็บรายได้ ทางภาษีต่อ GDP ต่ำกว่าประเทศเหล่านั้นครับ คือ ๑๖ : ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเรา เปรียบเทียบกับประเทศที่เขาจัดเก็บรายได้ได้เยอะครับ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต่าง ๆ จัดเก็บได้ถึง ๒๔-๒๕ เปอร์เซ็นต์ OECD ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนะครับ นอกจากนี้ถ้าเรา Zoom in เข้าไปดูในโครงสร้างภาษีของประเทศเราในอดีต ทุกท่านจะเห็นว่าสัดส่วนรายได้ ทางภาษีต่อ GDP ของประเทศไทยครับ บริเวณกราฟด้านล่างสุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จนถึง ปี ๒๕๖๖ ครับ ภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ GDP เราจัดเก็บได้เป็นแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ นะครับ ก้อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้านบนทุกท่านก็จะเห็นว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง มีนัยสำคัญ ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนตอกย้ำแล้วตอกย้ำอีกให้ทุกท่านเห็นว่า นอกจาก สัดส่วนรายได้ทางภาษีต่อ GDP จัดเก็บได้น้อยลงแล้ว เรายังเหมือนว่าไปจัดเก็บภาษีจาก คนจนมากกว่าคนรวยด้วยซ้ำนะครับ ท่านประธานครับ ตัวเลขทั้งหมดนี้ที่ผมได้นำเรียนใน ที่ประชุมกำลังจะบอกถึงปัญหาอะไรของพวกเราครับ การขาดพื้นที่ทางการคลังที่เรา พยายามกู้มาจัดทำนโยบายต่าง ๆ อย่างเช่น นโยบาย Digital Wallet ในอีกมุมหนึ่งก็คือ เรื่องของการจัดเก็บรายได้ที่ขาดประสิทธิภาพ พอรัฐขาดรายได้ รัฐไม่มีเงินมาใช้ในการจัดทำ สวัสดิการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะส่งต่อไปเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจแห่งอนาคต ป้อนกลับมาเป็นรายได้ในการจัดเก็บภาษีของรัฐในระยะยาว เราไม่มีการลงทุนในเรื่องเหล่านี้ ครับ เราใช้วิธีการกู้มากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ ผมเป็นห่วงว่าเราจะทำให้เกิดวัฏจักรขาลงครับ กู้มาแจกในระยะสั้น ขาดพื้นที่ทางการคลัง ในระยะยาว ไม่สามารถสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ ในอนาคตรัฐก็จัดเก็บภาษี รายได้น้อยลงไปอีกนะครับ วิธีในการแก้ปัญหาสั้น ๆ ๑ นาทีสุดท้าย สิ่งที่ผมคิดว่าเราจะ แก้ปัญหานี้ได้ก็คือ การปฏิรูประบบภาษีพร้อม ๆ กับการปฏิรูประบบงบประมาณ คือทำทั้ง ฝั่งรายได้และรายจ่ายไปพร้อม ๆ กัน ในฝั่งของรายได้การปฏิรูประบบภาษีครับ ทำอย่างไร ให้เกิดการจัดเก็บภาษี เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ลดความเหลื่อมล้ำ พูดง่าย ๆ คือพุ่งเป้า เก็บไปที่คน ๑ เปอร์เซ็นต์ในส่วนที่เหมาะสมนะครับ อย่างเช่น ภาษีที่ดินรวมแปลงที่พวกเรา ได้นำเสนอ มากระจายทำสวัสดิการให้ประชาชน พัฒนาต้นทุนมนุษย์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างเป็นรายได้ในระยะยาวให้กับประเทศ สร้างเป็น วัฏจักรขาขึ้นกลับมา อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากเสนอในส่วนของรายได้ครับ

ขอสรุปการอภิปรายในช่วงสุดท้ายนี้ในฝั่งของรายจ่ายครับท่านประธาน สิ่งที่พวกเราอยากจะตั้งคำถามไปยังรัฐบาลชุดนี้รวมถึงรัฐบาลชุดหน้าที่รอการแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาครับ นอกจากข้อเสนอในการปฏิรูประบบภาษีแล้ว เราอยากจะเห็นในเรื่องของ การลดรายจ่ายประจำด้วยครับ ทำอย่างไรที่เราจะมั่นใจได้ว่าหากจะต้องกู้แล้วไม่ได้กู้มาแจก อย่างเดียว แต่เป็นการกู้มาเพื่อ Reskill Upskill พัฒนาต้นทุนมนุษย์ พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย ดังนั้น จากเหตุและผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และขอปรับลดกรอบงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่กู้จนชนเพดาน ไม่สร้างอนาคตให้กับประเทศนี้ตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ ขอบคุณครับ