วรภพ แจงปัญหาเงินดิจิทัล-ชี้โอนงบ 3.5 หมื่นล้านขัดกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓ กันยายน ๒๕๖๗

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายเกี่ยวกับโครงการเงินดิจิทัลภายใต้มาตรา 6 งบกลาง โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาเงื่อนไขการถอนเงินที่ซับซ้อนจนทำให้ร้านค้ารายย่อยและร้านใหม่เข้าร่วมได้ยาก ส่งผลให้การหมุนเวียนเศรษฐกิจไม่ทั่วถึงและเอื้อประโยชน์เพียงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ จึงเรียกร้องให้ทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขให้เอื้อต่อผู้ประกอบการรายเล็ก พร้อมคัดค้านการโอนงบประมาณ 35,000 ล้านบาทจากเงินคืนธนาคารรัฐมาเป็นงบกลางเพื่อโครงการดังกล่าว เนื่องจากขัดเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 (5) ที่กำหนดให้ต้องตั้งงบชดเชยคืนธนาคารรัฐก่อน และเสี่ยงต่อการละเมิดวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะการตัดงบที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายซึ่งถูกคัดค้านมาตั้งแต่ในกรรมาธิการ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ วันนี้ ขออภิปรายในมาตรา ๖ งบกลาง ก็ขอเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น ใน ๒ ประเด็นนะครับ ก็จะเป็นเรื่องของโครงการเงินดิจิทัลก็ทราบกันดีครับ ถึงแม้ว่า โครงการนี้ยังไม่มีความชัดเจนจะต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรนะครับ แต่ผมคิดว่ามันมีข้อมูลในกรรมาธิการที่ผมอยากจะนำเสนอต่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็สภาแห่งนี้รวมถึงรัฐบาลชุดใหม่ด้วยว่า ให้มีการไปปรับปรุงในเงื่อนไขของโครงการ เงินดิจิทัลเพราะว่าถ้าเกิดต้องการจะให้เงินดิจิทัล สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่ วัตถุประสงค์ของนโยบายรัฐบาลนี่ครับ เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ คือการทำให้ร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลได้มากที่สุด เงินถึงจะหมุน อยู่ในชุมชนเกิดการกระตุ้นหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชนนะครับ แต่เงื่อนไขของโครงการเงิน ดิจิทัลที่มีการชี้แจงในกรรมาธิการงบประมาณนั้น มันยังไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เงื่อนไขสำคัญ ที่จะทำให้ร้านค้ารายย่อยไม่เข้าร่วมในโครงการเงินดิจิทัลก็ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ เรื่องเดิมก็คือว่า การที่ร้านค้ารายย่อยรับเงินดิจิทัลมาแล้วนั้นจะถอนเงินสดไม่ได้นะครับ เรื่องนี้อาจจะมีการพูดหลายครั้งแล้วว่า ในรอบแรกโครงการเงินดิจิทัลเงื่อนไขเดิม ก็คือว่า ร้านค้าขนาดเล็กที่รับเงินจากประชาชนมาแล้วในรอบแรก ยังถอนเงินสดไม่ได้ เขาต้องหมุนเงินอย่างอื่นมาจ่ายค่าใช้จ่ายที่ใช้เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าร้าน ค่าแรง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าหนี้ต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อาจจะทราบกันดีนะครับ แต่ข้อมูลใหม่ ในกรรมาธิการขอฝ่ายโสตเอาสไลด์ขึ้นนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ก็คือว่าในรอบสองเมื่อร้านค้าขนาด เล็กรับเงินดิจิทัลจากประชาชนมาแล้ว จะเอาเงินดิจิทัลไปซื้อในรอบสอง แต่ก็มีเงื่อนไข กลับมาว่า แม้แต่ในรอบสองร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลมาแล้วจะถอนเงินสดได้ก็มีเงื่อนไขว่า ถ้าเป็นร้านค้าที่ประกอบกิจการมาเกิน ๒ ปี ก็ต้องยื่นภาษีทั้ง ๒ ปีมาแล้วก็คือในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ ถ้าเป็นร้านค้าที่ประกอบกิจการมาแล้วเกิน ๑ ปีก็ต้องยื่นภาษีในปีล่าสุด แต่ถ้าเป็นร้านค้าใหม่ จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้นนะครับ ซึ่งผมคิดว่าในเงื่อนไขเหล่านี้เป็นข้อกังวลก็คือมันหมายความว่าร้านค้ารายย่อยรายใหม่ ที่เพิ่งเริ่มประกอบกิจการกันมา กลายเป็นว่าจะไม่สามารถรับเงินดิจิทัลจากร้านค้า ขนาดเล็กแล้วถอนเป็นเงินสดได้ ยิ่งถอนเป็นเงินสดไม่ได้ ร้านค้ารายใหม่เหล่านี้ก็ยิ่งไม่ เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลครับ เพราะว่าร้านค้ารายใหม่เหล่านี้นะครับ การที่จะต้องหาเงิน มาหมุนเงินจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่นะครับ แล้วถ้าเกิดใครเป็นเจ้าของกิจการก็จะรู้ดีครับว่า การหมุนเงินเป็นเรื่องที่สำคัญที่สามารถจะ ตัดสินการอยู่รอดของกิจการได้เลย ดังนั้นร้านค้ารายใหม่เหล่านี้ก็จะยิ่งไม่เข้าร่วมแล้วก็ยิ่ง ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตรงนี้นะครับ เงื่อนไขอันหนึ่งที่ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้าง ย้อนแย้งนิดหนึ่งก็คือบอกว่า ร้านค้าต้องใช้โทรศัพท์แบบรายเดือนเท่านั้นถึงจะถอนเป็น เงินสดได้ อันนี้ก็ยังไม่เข้าใจเจตนาของมันด้วยซ้ำ ก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะรับเอาเงื่อนไขเหล่านี้ ไปปรับปรุง เพื่อยกเลิกเงื่อนไขที่มันเป็นจุกจิกเหล่านี้เพื่อให้ร้านค้ารายย่อยได้เข้ามา ที่ต้องอภิปรายแบบนี้เพราะว่ายิ่งร้านค้ารายย่อยไม่เข้าร่วมเงินดิจิทัลมากเท่าไร มันก็หมายความว่ามูลค่าเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของเงินดิจิทัลเหล่านี้ มันก็จะกลับไปหาห้างร้านเจ้าสัวขนาดใหญ่เท่านั้นนะครับ นึกภาพว่าถ้าร้านค้าในตลาด ไม่เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลร้านค้าร้านอาหารต่าง ๆ ร้านโชห่วยต่าง ๆ ถ้าเขารับเงินดิจิทัล มาแล้วจะซื้อต่อ แทนที่เขาจะไปซื้อร้านค้ารายย่อยด้วยกัน เขาก็ต้องกลับไปซื้อที่ร้านค้าขาย ส่งของเจ้าสัวเท่านั้น เพราะว่าร้านค้ารายย่อยไม่รับเงินดิจิทัลเพราะถอนเป็นเงินสดไม่ได้นะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมขอสงวนความเห็นไว้ในเรื่องของงบกลางตรงนี้นะครับ ก็คือว่าในการโอนงบเปลี่ยนแปลงนะครับ จากกรรมาธิการเสียงข้างมากมีการโอนงบ เปลี่ยนแปลงที่จากเดิม ในร่าง พ.ร.บ. ที่รับมาในวาระที่ ๑ ตั้งใจจะชำระคืนธนาคารของรัฐ ที่ดำเนินการตามโครงการมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังนะครับ มีการโอนงบ มาถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จากการคืนธนาคารรัฐมาเป็นงบกลางเพื่อสำหรับเงินดิจิทัลตรงนี้ นะครับ ซึ่งผมก็ต้องชักชวนสภาแห่งนี้ลองพิจารณาตามวิญญูชนนะครับว่า พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลัง มาตรา ๒๐ (๕) เขียนค่อนข้างชัดเจนนะครับว่า ในการตั้งงบประมาณ ประจำปีนะครับ จะต้องมีการตั้งเงินเพื่อชดเชยต้นทุนทางการเงินและการดำเนินการตาม โครงการมาตรา ๒๘ นะครับ ต้องตั้งเป็นงบประมาณและตั้งในโอกาสแรกที่กระทำได้ ผมคิดว่า มาตรานี้เจตนามันค่อนข้างชัดเจนนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เมื่อรัฐบาลมีมติ ครม. ให้ธนาคารแห่งรัฐไปดำเนินการอะไรไปแล้ว รัฐบาลต้องชดใช้คืนในโอกาสแรกที่กระทำได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับกันว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลก็ไม่ได้ทำตามมาตรานี้อย่างเคร่งครัด ก็อาจจะมีข้ออ้างต่าง ๆ มากมายว่ายังไม่ชดใช้หนี้ธนาคารรัฐจนวันนี้หนี้ธนาคารรัฐพอกมา จนถึง ๑ ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงโอกาสแรกที่กระทำได้ก็เลยยังไม่ตั้งคืน ธนาคารรัฐ อันนี้ดำเนินการเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลชุดนี้ แต่ประเด็นที่ต้องอภิปรายให้สภาแห่งนี้ ลองพิจารณาตรงกันนะครับว่า ในเมื่อร่าง พ.ร.บ. ที่สภาแห่งนี้รับมาแล้วในวาระที่ ๑ มันจะ ไม่ได้หมายความว่ามันคือโอกาสแรกได้อย่างไร ในเมื่อเราตั้งงบประมาณมาเพื่อจะชำระ ธนาคารแห่งรัฐคืนเรียบร้อยแล้วในวาระที่ ๑ นี้ แต่กลายเป็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก มีการโหวตลงมาว่าให้มีการโอนงบเปลี่ยนแปลง มันก็ยิ่งเป็นการที่ชัดเจนครับว่านี่คือขัด เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๐ (๕) ที่ต้องการจะจ่ายคืนหนี้ธนาคาร รัฐในโอกาสแรกที่กระทำได้ ก็เลยมีคำถามครับว่าที่ตั้งมาในวาระที่ ๑ มันมองอย่างไรว่า มันไม่ใช่โอกาสแรกที่กระทำได้ เพราะมันตั้งงบมาแล้วในวาระที่ ๑ นะครับ เพื่อไม่ให้สภา แห่งนี้ทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยงกับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง แล้วก็ตามเสียงข้างมากในกรรมาธิการ งบประมาณ จึงต้องขออภิปรายเพื่อให้ไม่เห็นชอบ และขอสงวนความเห็นในประเด็นงบกลาง ตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ