วีระ ธีระภัทรานนท์ ท้วงติงการจัดสรรงบกลาง 187,700 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าไม่สมเหตุผล ขาดความจำเป็น และขัดวินัยการเงินการคลัง พร้อมเสนอให้ยกเลิกและจัดทำโครงการ Digital Wallet อย่างโปร่งใสเป็นการเฉพาะแทน
ขอบคุณครับท่านประธาน ก่อนที่ ผมจะอภิปรายในมาตรา ๖ ในรายการที่ ๕ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้าง ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมเสนอให้ตัดทั้งหมด เหตุผลก็คือนอกเหนือจากที่ท่านกรรมาธิการท่านเมื่อสักครู่ ท่านวรภพท่านให้เหตุผล ที่เกี่ยวกับการโยกเงินจากรัฐวิสาหกิจ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เอามาไว้ในงบกลางก้อนนี้เพิ่มเติม จากเดิม จากเดิมมี ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท รัฐบาลใช้ช่วงท้ายของการพิจารณางบประมาณ ในชั้นกรรมาธิการขอเสนอเปลี่ยนแปลงรายการนี้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย และผมก็พูดในที่ประชุมว่า ไม่ถูกต้อง แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ผมอยากจะบอกต่อไปก็คือว่า การเสนอ เปลี่ยนแปลงโอนเงินงบประมาณดังกล่าว นอกจากไม่สมเหตุผลแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า ไม่มีความจำเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อรัฐบาลยอมรับความเป็นจริงว่าการทำโครงการ Digital Wallet ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องแบ่งออกเป็น ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งประมาณ ๑๔๕,๐๐๐-๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ ทั้งงบปกติ และงบรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งสภาได้อนุมัติไปทั้ง ๒ รายการเรียบร้อยแล้ว โดยใช้วิธีจ่ายเป็นเงิน สด ไม่มีกระเป๋าดิจิทัลไม่มีกระเป๋า Digital Wallet พูดง่าย ๆ ก็คือว่าขณะนี้เกิดความสับสน ในเรื่องเป้าหมายและวิธีการของโครงการ Digital Wallet ด้านหนึ่งการดำเนินการ ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่จะแจกเงินสดภายในเดือนกันยายนนี้ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐของผู้มีรายได้น้อย และผู้ถือบัตรผู้พิการเป็นเงินสด ไม่มีกระเป๋าดิจิทัลหรือ Digital Wallet รองรับ นั่นทำให้ต้องคิดต่อไปว่างบกลางเพื่อกันค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในงบกลางที่เราพิจารณาในมาตรานี้ ถ้าหากว่าจะต้องดำเนินการ แบบเดียวกับการจ่ายเงินสด นั่นก็หมายความว่าโครงการ Digital Wallet ในขณะนี้ถือว่า ยกเลิกไปโดยพฤตินัยแล้ว แม้ว่ายังไม่ได้มีการระบุเอาไว้ว่าค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาทนั้นจะออกมาในรูปแบบไหน ด้วย ความสับสนแบบนี้ ผมคิดว่าสมควรที่ทางท่านสมาชิกจะทบทวนในการอนุมัติให้ผ่านงบกลาง ก้อนนี้ เพื่อที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลจะทำต่อไป ซึ่งไม่เกิดความเสียหาย อะไร นอกจากนี้ถ้าหากเราดูสิ่งที่ทำจนทำให้มีงบก้อนนี้ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาทเพิ่มเติมขึ้นมา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ นอกเหนือจากที่ท่านวรภพท่านเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่ว่า ไม่ดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังที่ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายใช้คืนรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลไปขอเงินมาในโอกาสแรกที่ทำได้ แต่อยากจะบอกอย่างนี้ว่า การดำเนินการที่เกี่ยวข้อง กับวินัยการเงินการคลังไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดอัตราส่วนต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการจัดทำงบประมาณ แล้วก็ค่าใช้จ่าย รวมทั้งเรื่องหนี้สินนี่มีประมาณ ๑๑ รายการ ต้องบอกว่าขณะนี้การจัดทำงบประมาณ รายจ่ายในแบบที่เป็นอยู่ ต้องบอกกับท่านสมาชิกนะครับว่ารายการค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจไม่เคยปรากฏในงบประมาณที่เป็นงบกลางมาก่อนเลย เพิ่งเกิดขึ้นในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ เป็นการตั้งรายการขึ้นมาใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นั่นทำให้เกิดปัญหาในการจะดู ความเหมาะควร อัตราส่วนต่าง ๆ ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้ ซึ่งนอกจากเรื่องนี้แล้วมีรายการที่ต้องบอกว่า เป็นรายการที่ชนเพดานตามที่กฎหมายกำหนด อย่างน้อย ๔ รายการ จาก ๑๑ รายการ ซึ่งผมจะไม่ลงรายละเอียด แต่เพื่อให้การตัดลด งบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมถือว่าเป็น จุดเริ่มต้นของการซวนเซ หย่อนยาน ในการดำเนินการรักษาวินัยการเงินการคลังนี้ เมื่อผมอธิบายแบบนี้ โต้แย้งในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากลงมติไปอย่างนั้น ผมก็คิดว่าผมอยากจะเสนออะไรบางอย่างเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์กับท่านสมาชิกในการ ที่จะคิดอ่านต่อไป อาจจะทำอะไรไม่ได้ในชั้นการลงมติ เพราะเราเป็นระบบเสียงข้างมาก ก็ต้องออกมาตามเสียงข้างมากนะครับ อันนี้ผมเข้าใจ แต่ถ้าเกิดจะคิดถึงในอนาคต ผมอยาก เสนออย่างนี้นะครับว่า การจัดทำงบประมาณที่เป็นรายการประเภทค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจในลักษณะที่ทำในปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ แล้วที่กำลังทำในงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ต่อไปควรทำเสนอเป็นโครงการเอกเทศ ไม่ควรแอบแฝงอยู่ในงบกลาง เพราะการกระทำ เช่นนั้นจะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบการใช้เงินในลักษณะแบบนี้ได้ ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นการตรวจสอบหลังจากทำไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้างบปี ๒๕๖๘ ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าทำโครงการ Digital Wallet ต่อไป ผมเสนอให้ทำ เป็นโครงการอย่างชัดเจน อาจจะทำในรูปแบบของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หลังจากเรา ตัดส่วนนี้ออกไป เพื่อความโปร่งใส แล้วก็มีความรอบคอบในการดูโครงการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สิ่งที่พิจารณาในคณะกรรมาธิการงบประมาณ โดยเฉพาะรายการที่ทางรัฐบาล เสนอขอเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๘ รอบนี้เสนอเปลี่ยนแปลง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าตกใจ แล้วเดิมต้องการจะไปใช้หนี้ให้กับรัฐวิสาหกิจที่ออกเงินให้ รัฐบาลก่อน คือถ้าเกิดจากนี้ไปผมคิดว่าในการทำงบประมาณรายจ่าย โดยเฉพาะผมยังไม่พูด ถึงคือในมาตรา ๒๙ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ และมาตรา ๓๙ ซึ่งเป็น งบประมาณในการบริหารหนี้ภาครัฐ ในอนาคตรัฐบาลควรทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อการ ชำระหนี้ภาครัฐโดยแยกให้ชัดเจน เป็นการบริหารเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐที่มีสำนักบริหาร หนี้สาธารณะเป็นคนบริหารจัดการ กับส่วนที่เพิ่มเติมซึ่งอยู่ในรายการมาตรา ๒๘ ซึ่งตอนนี้ มีเงินที่จะต้องใช้หนี้อยู่ ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งตอนนี้ไม่มีกรรมวิธีในการที่จะบริหารจัดการ แล้ว เมื่ออับจน เข้าตาจน ก็ทำอย่างที่เราเห็นปัจจุบัน ก็คือว่าโยกเงินที่จะต้องจ่ายให้รัฐวิสาหกิจ ที่ไปออกเงินให้ก่อนกลับมาไว้ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าเกิดเริ่มทำแบบนี้ผมก็มั่นใจว่าในอนาคตก็จะมีการทำแบบนี้อีก เหตุผลโดยสรุปที่ผม พูดมาคร่าว ๆ ผมจึงขอเสนอให้ตัดรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดในงบ กลาง ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อถอยหลังกลับมา แล้วทบทวนดูว่าเราจะบริหารจัดการ งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ อย่างรอบคอบ ระมัดระวังอย่างเป็นที่สุด ขอบพระคุณ ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ