ภคมน หนุนอนันต์ อภิปรายแปรญัตติงบประมาณ โดยตั้งข้อสังเกตความซ้ำซ้อนของโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ที่อ้างความร่วมมือกับ 20 กระทรวงในการแก้ไขข่าวปลอม แต่กลับไม่เผยแพร่ข่าวจริงที่ควรเปิดเผย พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นของโครงการต่าง ๆ ที่ใช้งบสูง เช่น โครงการนายกรัฐมนตรีพบประชาชนที่ใช้งบ 8.8 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการที่ใช้งบ 15 ล้านบาท โดยเห็นว่าสามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้โดยไม่ต้องใช้จ่ายเพิ่ม จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณทั้งในส่วนของงบบริหารจัดการสื่อและงบของสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขาดตัวชี้วัดชัดเจนและทับซ้อนกับหน่วยงานที่มีภารกิจหลักอยู่แล้ว
เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขออภิปรายเพื่อแปรญัตติ ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณนะคะ ตามที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ในมาตรา ๗ สำนัก นายกรัฐมนตรีค่ะ โดยดิฉันขอเริ่มต้นที่กรมประชาสัมพันธ์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงการแรก คือโครงการ บริหารจัดการข้อมูลข่าวสารการประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้ งบประมาณ ๓.๕ ล้านบาท หลักการและเหตุผลของโครงการท่านชี้แจงเอาไว้ว่า เพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์ แยกแยะและประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของ Fake News และสร้างการรู้เท่าทันสื่อให้ประชาชน โดยวัตถุประสงค์ท่านบอกว่า เพื่อประสานงานร่วมมือ กับหน่วยงานทั้ง ๒๐ กระทรวงในการจัดการข่าวปลอมค่ะ ท่านประธานคะ โครงการที่ กรมประชาสัมพันธ์บอกว่าจะทำงานร่วมกับ ๒๐ กระทรวง ทำให้ดิฉันนึกถึงผลงานในอดีต เรื่องนี้เคยอภิปรายไปแล้วหลายครั้งค่ะ แต่ต้องขออนุญาตเอามาอภิปรายอีกครั้ง ข้อมูลนี้เป็น รายงานของศูนย์ต่อต้าน Fake News ที่เขาได้มีการสรุปเอาไว้ว่าเขาได้มีการคัดกรองข่าวจริง ข่าวปลอมกี่ข่าว เผยแพร่กี่ข่าว ไม่เผยแพร่กี่ข่าวนะคะ และดิฉันขอยกตัวอย่างให้ ท่านประธานดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ค่ะ จะได้เข้าใจ เหตุผลทำไมดิฉันจึงขอตัดงบประมาณโครงการนี้ นี่คือตัวอย่างแรกเป็นการตั้งคำถามจาก สังคมออนไลน์ว่า มี ๔ หน่วยงานจัดทำงบควบคู่ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ เป็นข่าวจริงหรือไม่ ศูนย์ต่อต้าน Fake News ก็ไปตรวจสอบกับกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ นโยบายของรัฐบาลก็พบว่าประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมานั้นเป็นข่าวจริงค่ะ แต่เลือกที่จะไม่เผยแพร่
อีกหนึ่งตัวอย่างมีการตั้งคำถามว่า ครม. อนุมัติแผนหนี้สาธารณะปี ๒๕๖๗ ก่อหนี้ใหม่ ๑.๙๔ ล้านบาท เป็นข่าวจริงหรือไม่ ศูนย์ต่อต้าน Fake News ก็ไปตรวจสอบกับ กรมประชาสัมพันธ์อีกเช่นเคยค่ะ พบว่าข่าวนี้เป็นข่าวจริง แต่ไม่เผยแพร่โดยให้เหตุผลว่า ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล นี่เป็น ๒ ตัวอย่าง ที่ดิฉันคิดว่าการพยายามทำงานร่วมมือกับหน่วยงาน อื่นในการสกัดกั้นข่าวปลอมของกรมประชาสัมพันธ์ หรือการยืนยันข่าวจริงกับพี่น้อง ประชาชน ไม่เข้าใกล้วัตถุประสงค์โครงการที่ท่านตั้งมาเลยค่ะ อย่างไรก็ตามหากจะพูดถึง บทบาทของกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสื่อรัฐในการทำหน้าที่เพื่อหวังให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ ท่านทำได้เลยค่ะ ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องงอกโครงการนั้นโครงการนี้เพิ่มขึ้นมา กรมประชาสัมพันธ์ต้องเสนอข่าวสารนโยบายของรัฐ มติของคณะรัฐมนตรีอย่างรวดเร็ว เที่ยงตรงและแม่นยำ รวมถึงต้องลงรายละเอียดเพื่อเป็นต้นทางและ Archive ของข่าวสารให้ ประชาชน หรือหน่วยงานอื่นย้อนกลับมาตรวจสอบได้ค่ะ การนำเสนอข่าวสารที่รวดเร็ว แม่นยำ มันเป็นการสร้างความไว้ใจและสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนนะคะ ทุกวันนี้ พี่น้องประชาชนเขาไม่ได้ไม่พยายามที่จะปกป้องตัวเองจากข่าวปลอม เขาไม่ได้ไม่พยายามที่ จะตรวจสอบข่าวปลอมนะคะ เพียงแต่ทุกวันนี้มันไม่มีเครื่องมือค่ะ มันไม่มีต้นทางของ ข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบให้เขารู้เท่าทันข่าวปลอมได้ ดังนั้น ภารกิจการสร้างความรู้เท่าทันสื่อ ให้ประชาชนไม่หลงเชื่อข่าวปลอมทำได้เลยทำได้ทันที กรมประชาสัมพันธ์มีงบหลักในการ ประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว จำนวน ๘๘ ล้านบาท ท่านทำงบก้อนนั้นให้มัน มีประสิทธิภาพสิคะ จะได้ไม่ต้องเอาภาษีประชาชนไปจ่ายซ้ำซ้อนแบบนี้
โครงการต่อมายังอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ค่ะ โครงการนายกรัฐมนตรี พบประชาชน งบประมาณ ๘.๘ ล้านบาท โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนะคะ ท่านบอกว่า เพื่อให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลข่าวสาร นโยบายการผลิตรายการและเผยแพร่รายการ นายกรัฐมนตรีพบประชาชน โดยจะจัดในพื้นที่ทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ ถ้าเข้าใจไม่ผิด น่าจะเป็นการจัดเวลาที่มี ครม. สัญจร ก่อนอื่นค่ะท่านประธาน ดิฉันต้องอธิบายแบบนี้ก่อนว่า เหตุผลของการตัดงบประมาณก้อนนี้ไม่ใช่ไม่เห็นความสำคัญของผู้นำประเทศที่จะสื่อสารกับ พี่น้องประชาชน แต่ดิฉันเห็นความสำคัญของผู้นำประเทศที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และเห็นความสำคัญของการที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมกับผู้นำประเทศค่ะ จึงเห็นว่า การจัดรายการโดยนายกรัฐมนตรีมานั่งพูดคนเดียว มันไม่ตอบสนองการรับสารของคน ยุคสมัยนี้อีกแล้วค่ะ การสื่อสารกับประชาชนในยุคสมัยนี้ท่านทำได้ตลอดเวลา ทำได้ทันทีผ่านสื่อออนไลน์นะคะ และสามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนได้แบบทันทีด้วยค่ะ ในรายละเอียดของโครงการ ท่านบอกเอาไว้ว่าจะจัดในช่วงที่มี ครม. สัญจร ท่านประธานคะ กรมประชาสัมพันธ์มีงบประมาณ ในการประชาสัมพันธ์ภารกิจ ครม. สัญจรอยู่แล้ว ดังนั้นดิฉันคิดว่าการลงทุนเงินเกือบ ๑๐ ล้านบาท เพื่อสื่อสารทางเดียวมันไม่คุ้มค่าและซ้ำซ้อนมาก ๆ ที่สำคัญค่ะ หากผู้นำประเทศ ต้องการสื่อสารกับประชาชน ไม่ต้องจ่ายเงินเลยสักบาทเดียวค่ะ แค่ท่านทำหน้าที่ของท่าน มาตอบกระทู้ของผู้แทนราษฎรทุกวันพฤหัสบดี ก็ได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชนแล้วนะคะ สามารถถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศพร้อมกันหลายช่องทางอีกด้วย ดีกว่ามานั่ง ตอบคำถามอยู่คนเดียวค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงขอลดงบประมาณโครงการนายกรัฐมนตรีพบ ประชาชนออกทั้งหมดนะคะ
ต่อมาค่ะ ไปกันที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมนิทรรศการค่ะ เป็นโครงการ บริหารจัดการสื่อเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์งบประมาณ ๘.๕ ล้านบาท ๘.๕ ล้านบาทนี้ เป็นเฉพาะค่าจัดงาน อีก ๕.๗ ล้านบาท เป็นค่าประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ ประชาสัมพันธ์ งานนี้ละค่ะ ที่จัดขึ้นมาด้วยงบประมาณ ๘.๕ ล้านบาทเมื่อสักครู่นี้ค่ะ รวมของหน่วยงานนี้ กับโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์เป็นเงินเกือบ ๑๕ ล้านบาท รายละเอียดระบุว่าต้องการ ประชาสัมพันธ์ฟื้นฟูความมั่นใจภาพลักษณ์ รวมถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศ ในอุตสาหกรรม MICE ซึ่งในชั้นอนุกรรมาธิการ เขาได้ตัดงบประมาณไปแล้ว ๒ ล้านบาท แต่ดิฉันขอปรับลดออกทั้งหมดด้วยเหตุผลที่ว่ากรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีโครงการสร้างภาพลักษณ์เชิงรุกในเวทีต่างประเทศอยู่แล้วเช่นกัน งบประมาณ ๓๖.๔ ล้านบาท แม้ในอนุกรรมาธิการจะตัดไปแล้ว ๖ ล้านบาท ท่านก็เหลืออีกตั้ง ๓๐ ล้านบาทนะคะ เห็นแบบนี้ อดกังวลใจไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ประเทศไทยเรามันไร้ความเชื่อมั่นในเวทีโลกขนาดนั้นเลยหรือคะ ทำไมเราต้องตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์แบบนี้ งบประมาณ ๓ โครงการนี้ เกือบ ๕๐ ล้านบาทนะคะ แถมในรายละเอียดก็ไม่ได้ระบุตัวชี้วัดที่จับต้องอะไรได้เลยค่ะ ดิฉันจึงขอปรับลดงบประมาณโครงการบริหารจัดการสื่อเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของสำนักงาน ส่งเสริมจัดนิทรรศการลง ๘.๕ ล้านบาท และงบประชาสัมพันธ์ของโครงการนี้อีก ๕.๗ ล้านบาทนะคะ แล้วให้กรมประชาสัมพันธ์เขาทำไป เขามีภารกิจในการสื่อสารอยู่แล้ว วัตถุประสงค์ของการสื่อสารในฐานะรัฐ อย่างไรเสียมันต้องคาดหวังความเชื่อมั่นอยู่แล้วค่ะ และหากประชาสัมพันธ์ได้ประสบความสำเร็จทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ทั้งหมด ท่านประธานคะ การจัดสรรงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีซ้ำซ้อน แตกย่อยเป็น เบี้ยหัวแตกเยอะมาก นี่คือเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นที่ดิฉันยกตัวอย่างมา ดังนั้นในภาพรวมของ สำนักนายกรัฐมนตรี ดิฉันจึงขอปรับลดลงอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณค่ะ