ชยพล ตั้งข้อสังเกตงบ กอ.รมน.-ศรชล. ชี้ขาดโปร่งใส-คุ้มค่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓ กันยายน ๒๕๖๗

ชยพล สท้อนดี ตั้งข้อสังเกตการจัดทำและใช้งบประมาณของ กอ.รมน. และ ศรชล. ที่ขาดความโปร่งใสและรายละเอียดชัดเจน โดยเฉพาะการใช้จ่าย 190 ล้านบาทเหมาเครื่องบินที่มีที่นั่งเกินความจำเป็นถึง 19,328 ที่นั่งต่อปี ทำให้สูญเสียงบประมาณเปล่ากว่า 62.87 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสงสัยต่อความคุ้มค่าและความจำเป็นของโครงการต่าง ๆ ทั้งการสร้างท่าเรือที่มีราคาเท่ากันทั้งสามแห่งโดยไม่สอดคล้องข้อเท็จจริงพื้นที่ และการจัดซื้อยุทโธปกรณ์มูลค่าสูงที่สวนทางกับผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงที่ต่ำ รวมถึงการขอจัดสรรงบประมาณเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวเรือสำราญที่อ้างหลักฐานและเอกสารไม่ครบถ้วน จึงเรียกร้องให้ทบทวนและปรับลดหรือตัดงบประมาณอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์

นายชยพล สท้อนดี กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนครับ ในส่วนเรื่องของสำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมก็อยากจะขอโฟกัส หลัก ๆ ที่ ๒ หน่วยงาน ก็จะเป็นหน่วยงาน กอ.รมน. แล้วก็ ศรชล. นะครับ ซึ่งจากที่ผมฟัง ท่านสมาชิกทั้งหมดได้อภิปรายกันมาก็คิดว่าท่านสมาชิกทุกคนก็น่าจะเห็นไปในทางเดียวกัน ก็คือ กอ.รมน. และ ศรชล. เป็น ๒ หน่วยงานที่ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ ชี้แจงอะไรก็ชี้แจงไม่ได้ ไม่มีรายละเอียดอะไรมาประกอบคำของบประมาณแต่ละครั้งเลย และพอการเขียน ของบประมาณมานะครับ ก็ต้องขอบอกว่าแต่ละครั้งที่เขียนมาก็จะเขียนตัวเลขมากลม ๆ ถ้วน ๆ ไม่มีคำอะไรชี้แจง จนผมก็อยากจะฝากบอกไปทั้ง ๒ หน่วยงานนะครับว่า ไม่เนียนไปเขียนมาใหม่ ขอสไลด์ขึ้นครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

สไลด์ถัดไปเลยครับ สิ่งแรกที่ผม อยากจะพูดก็จะเป็นเรื่องของ กอ.รมน. เหมาเครื่องบิน ๑๙๐ ล้าน อีกแล้วครับ คืออยากจะขอย้ำที่อีกแล้ว เพราะว่ารอบปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ผมก็ได้อภิปรายเรื่องของ กอ.รมน. กับการเหมาเครื่องบินของเขาไปแล้วรอบหนึ่ง รอบนั้นไม่ได้มีคำชี้แจงอะไร รอบนี้ ยังพอมีเอกสารมาบ้างเดี๋ยวเราลองมาดูกัน รายละเอียดภายในโครงการ คือเรื่องของการ เหมาเครื่องบินเอกชน ๒ เที่ยวบินต่อวันตลอด ๑ ปี บอกว่าวัตถุประสงค์เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจให้กับกำลังพล โดยใช้เครื่องบินที่มีที่นั่งไม่ต่ำกว่า ๑๖๐ ที่นั่ง หรือก็คือขนาดเดียวกัน กับประมาณเครื่องบิน A320 แบบที่สายการบิน Low Cost ต่าง ๆ นั้นก็ชอบใช้ให้เรา ได้เห็นกันอยู่นะครับ นอกจากนี้คือในรายละเอียดก็จะบอกว่าเป็นการรับส่งกำลังพลทั้งหมด ๖,๑๕๒ นาย ส่งกลับไปที่ภูมิลำเนาเดิมจากคนที่ยืมมาจากกองทัพ ภาค ๑ กองทัพ ภาค ๒ กองทัพ ภาค ๓ ทีนี้คือมันก็ต้องตั้งคำถามว่าแล้วจะยืมคนบ้านไกลมาทำงานที่นี่ทำไม ทำไม ไม่ใช้คนที่อยู่ใกล้ ๆ มาทำงาน เพราะว่าในตัววัตถุประสงค์ของโครงการนี้บอกว่าที่จะต้อง มีการเหมาเครื่องบินก็เพื่อรับส่งกำลังพล เพื่อที่จะไม่เปลืองค่าเดินทางบอกว่าจะลำบาก กำลังพล บอกว่ามันเสี่ยงอุบัติเหตุกับการต้องเดินทางไกล อาจจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง รักษากำลังใจจากการที่ต้องเดินทางใช้ระยะเวลาเป็นเวลานานเพราะว่าต้องจากบ้านมาไกล ทุกอย่างที่คุณบอกว่าคุณต้องการจะ Solve ปัญหานะครับ ปัญหามันเกิดขึ้นจากการที่คุณยืม กำลังพลมาที่นี่ตั้งแต่ทีแรก และยืมเขามาไกล เสร็จแล้วก็ต้องมาตั้งงบประมาณในการที่จะส่ง เขาคืนกลับบ้านไปอีกหรือครับ แล้วจะเอามาทำไมตั้งแต่ทีแรก แล้วถ้าเกิดอยากรู้ว่าโครงการนี้ มันคุ้มค่าคุ้มงบประมาณหรือไม่ เดี๋ยวมาดูสไลด์ถัดไป ผมก็ลองเอาตัวเลข ๑๙๐ ล้านบาท มาลองคิดเลขขำ ๆ ดูเล่น ๆ ในตัวเครื่องบินที่บอกว่าขนาดขั้นต่ำทั้งหมด ๑๖๐ ที่นั่ง บินขั้นต่ำ ๒ เที่ยวต่อวันตลอด ๑ ปี ก็คือการตีตั๋วไปและกลับ เท่ากับว่าตลอด ๑ ปี เอา ๑๖๐ คูณกับ ๓๖๕ เท่ากับเราจะมีตั๋วในการที่จะไปกลับทั้งหมด ๕๘,๔๐๐ ที่นั่งต่อปี ถ้าเกิด เรามาดูราคาทุนที่จ่ายที่เราเหมาไปแล้วทั้งหมด ๑๙๐ ล้านบาท กับที่นั่งทั้งหมด เท่ากับว่า ราคาตกอยู่ที่ประมาณ ๓,๒๕๓ บาทต่อที่นั่งไปกลับ แต่ว่าทีนี้พอเรามาดูในเชิงรายละเอียด ที่ว่าเรามีบุคลากรทั้งหมด ๖,๕๑๒ คน ในรายละเอียดของโครงการบอกว่าบุคลากรแต่ละคน จะทำงานอยู่ทั้งหมด ๔๕ วัน แล้วก็จะกลับไปพักที่บ้านเป็นเวลา ๑๕ วัน เท่ากับระยะเวลา ๖๐ วัน หรือว่า ๒ เดือน บุคลากรแต่ละคนจะได้กลับบ้าน ๑ ครั้ง เท่ากับว่าใน ๑ ปีนี้จะได้ไปกลับ บ้านทั้งหมด ๖ ครั้ง จำนวนตั๋วที่ต้องส่งไปกลับก็จะอยู่ที่ ๓๙,๐๗๒ ที่นั่งไปกลับต่อปี พอมาดูตัวเลขตรงนี้เราก็เห็นภาพชัดแล้วว่าส่วนต่างของตั๋วที่เราได้เหมาไปทั้งหมดเราเหมาไว้ ๕๘,๔๐๐ ที่นั่งไปกลับต่อปี แต่เราใช้จริง ๆ อยู่แค่ ๓๙,๐๐๐ ต่อปี เท่ากับว่างบประมาณนี้ ที่เราตั้งไว้ ๑๙๐ ล้านบาท เรามีที่นั่งที่เราไม่ได้ใช้ หรือก็คือตั๋วที่เราซื้อมาเปล่า ๆ แล้วไม่มีใคร ได้ใช้ทั้งหมด ๑๙,๓๒๘ ที่นั่งต่อปี ถ้าเกิดคิดเป็นเงินตามต้นทุนราคาทุนที่เราจ่ายไปแล้ว ก็เท่ากับว่า โครงการนี้ที่เราเหมาเครื่องบินมาเราเสียเงินเปล่า ๆ ทิ้งไปโดยที่เราไม่ได้ ประโยชน์อะไร ไม่มีกำลังพลคนไหนได้นั่งเก้าอี้บนเครื่องบินนั้นเพื่อที่จะเดินทางกลับ ภูมิลำเนา มูลค่าทั้งหมด ๖๒.๘๗ ล้านบาทต่อปี แล้วเราปล่อยโครงการประเภทนี้ผ่านมาได้ อย่างไรอีกแล้ว แล้วกรรมาธิการปล่อยผ่านมาถึงวาระตรงนี้ได้อย่างไรโดยที่ไม่เอะใจอะไรเลย ผมตั้งคำถามโครงการนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วทำไมมันยังอยู่ถึงวันนี้อีก

ต่อมาเป็นเรื่องของ ศรชล. กับการขอสร้างท่าเรือ ๑๓๕ ล้านบาท ตรงนี้เอง ผมขอลงรายละเอียดเพียงแค่นิดเดียวแล้วกัน เพราะก่อนหน้านี้ท่าน สส. ภัทรพงษ์ หรือท่าน สส. ตี๋ ได้ลงรายละเอียดไปเรียบร้อยแล้วนะครับ กับการสร้างท่าเรือของ ศรชล. ๓ ที่ ที่จังหวัดสงขลา ตราด และพังงา ๓ ที่รอของบประมาณไปสร้างทั้งหมด ๔๕ ล้านบาท ถ้วน ๆ ทั้ง ๓ ที่เหมือนกันหมดเลย ผมต้องขออธิบายให้ทุกท่านฟังก่อนนะครับว่า การสร้าง ท่าเรือแต่ละครั้งปกติแล้วตามธรรมชาติมันจะต้องมีการที่จะสำรวจพื้นที่ก่อน เพราะพื้นที่ ใต้ทะเลแต่ละที่ตามแต่ละชายฝั่งมันจะไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทราย หรือเป็นหิน หรือเป็น อะไรก็ตามแต่ ทำให้การประเมินราคาในการก่อสร้างเรื่องของท่าเรือจะต่างกันแต่ละพื้นที่ไป แต่ว่า ศรชล. ไม่รู้สำรวจพื้นที่แล้วประเมินราคามาอย่างไร ทำไมที่จังหวัดสงขลา ตราด และพังงา ๔๕ ล้านบาท เท่ากันหมดเลย เหมือนกลัวว่าเราจะไม่เห็นเลขตุกติกก็เลยเขียนเลข กลม ๆ ห้วน ๆ ถ้วน ๆ มาให้เห็นอย่างนี้ให้เราได้คันตาเล่น เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป ศรชล. กับการซื้ออุปกรณ์สุดเท่ นี่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาแค่บางอย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ชุดเกราะลอยน้ำ ชุด Tactical Gear หมวกกันระเบิด แว่นตากันสะเก็ดระเบิด หรือว่าจะเป็น เรื่องของหูฟังวิทยุอะไรต่าง ๆ เอาเรื่องของเครื่องตรวจจับสารพิษด้วย คือเราก็รู้กันอยู่ว่า ศรชล. นั้นเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการประสานงาน แล้วก็ไม่ได้มีหน้าที่ในการปฏิบัติ แต่ทำไมถึงต้องมี Tactical Gear เหล่านี้ แล้วเอาแค่เฉพาะที่ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็มี มูลค่าไป ๑๔.๗ ล้านบาทแล้ว แล้วเดี๋ยวเรามาดูกันนะครับว่างบประมาณตรงนี้มันคุ้มค่าจริง หรือไม่ เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป กับผลการดำเนินงานของ ศรชล. ตลอดปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเขาก็ได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ๒๒๑ ครั้ง ก็คือคนตกเรืออะไรอย่างนี้ครับ คือเป็นกู้ภัยทางทะเลหรือ หรือว่ามีหน้าที่เป็นหน่วยงานทางความมั่นคงกันแน่ ในการป้องกัน การทำประมงผิดกฎหมาย ๙๓ ครั้ง ซึ่งเอาจริงแล้วตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของทัพเรือเช่นเดียวกัน ที่มีหน้าที่ในการปกป้องเรื่องของทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลในน่านน้ำทะเล ของประเทศไทย แต่ปรากฏว่าก็ต้องรั่วมาจนถึงมือ ศรชล. ต้องออกไปรับหน้าแทนถึง ๙๓ ครั้ง ในปีที่ผ่านมา เอาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเลยนะ ป้องกันการค้ามนุษย์ ๑ ครั้งถ้วนในปี ๒๕๖๗ เรื่องการป้องกันโจรสลัด ๐ ครั้งถ้วน ป้องกันการก่อการร้าย ๐ ครั้งถ้วน

ส่วนเรื่องการป้องกันน้ำมันเถื่อนที่เราเพิ่งมีข่าวใหญ่โตกันไปว่ามีการขน น้ำมันเถื่อนผ่านทางประเทศไทยไม่มีระบุมา แต่สิ่งที่มีการระบุมาคือการต้อนรับเรือสำราญ ๑๖๗ ลำ ในปี ๒๕๖๗ ต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวน ๕๒๖,๕๐๐ คน ที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตราด จังหวัดกระบี่ และเกาะสมุย คือของบประมาณไปทำ Tactical Gear อะไร ต่าง ๆ แล้วก็ทำหน้าที่เป็นคนยืนต้อนรับแขกที่ท่าเรืออย่างนี้หรือครับ คุ้มค่าไหมครับ กับงบประมาณ เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป อันนี้ผมก็อยากจะยกตัวอย่างให้ท่านเห็น ท่านลอง Zoom เข้าไปที่หน้าจอทางขวาดูนะครับ ท่านจะได้เห็นคุณภาพงานของ ศรชล. ว่าทำงานละเอียด ดีกันขนาดไหน ถ้าเกิดท่านสังเกตเห็นนะครับ คือเอกสารคำของบประมาณที่พอจะระบุชื่อของเอกสารที่ ต้องการที่จะพูดถึง กับเขียนว่า ผิดพลาดไม่พบแหล่งอ้างอิง ก็คิดว่าน่าจะใช้ Excel แล้วก็ผูก สูตรพลาดก็เลยไม่มีเอกสารโผล่ขึ้นมาในเอกสารของบประมาณ แต่ก็เอางานคุณภาพระดับนี้ มาของบประมาณกับสภาผู้แทนราษฎร แล้วพวกเราก็ปล่อยผ่านไปได้จริงหรือครับ ก็อยากจะบอกว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันก็ซ้ำเรื่องราวเดิม คือความที่เขาไม่สน ไม่ Care แล้วก็ไม่สนใจที่จะเนียนด้วย ผมก็อยากบอกว่าไปเขียนมาใหม่เถอะครับ อย่าปล่อยผ่านเลยครับ แล้วก็ผมได้แปรงบประมาณไว้ว่าอยากจะให้ลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเอาจริงถ้าตัดได้ ก็ตัดเถอะครับ ยุบได้ก็ยุบไป แต่ถ้ายุบไม่ได้ก็ตัดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ