ชลธิชา ตั้งข้อสังเกตงบกองทัพ ชี้ซ้ำซ้อน-เสนอปรับบทบาท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓ กันยายน ๒๕๖๗

ชลธิชา แจ้งเร็ว อภิปรายแสดงความกังวลต่อการใช้งบประมาณกองทัพบกที่เบี่ยงเบนจากภารกิจหลัก โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการพัฒนาการเกษตร ศิลปาชีพ และฝึกฝีมือแรงงาน ซึ่งซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงแรงงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโครงการเหล่านี้มักตั้งในพื้นที่ชุมชนเมือง ขาดความคุ้มค่าและไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงเสนอให้ทบทวนบทบาทกองทัพ ปรับโครงสร้างการดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยโอนภารกิจที่ไม่ใช่หน้าที่หลักไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนยืนยันการตัดลดงบประมาณตามที่แปรญัตติไว้

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

ขอบคุณค่ะท่านประธาน เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ขอร่วมอภิปรายเพื่อแสดงเหตุผลในการตัดลดงบประมาณของ กระทรวงกลาโหมในส่วนของกองทัพบกค่ะ จากที่ดิฉันได้มีโอกาสในการอ่านงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเล่มขาวคาดแดง เอกสารชี้แจงเพิ่มเติม และรวมไปถึงการได้รับฟังคำชี้แจงของ กองทัพบกในห้องอนุกรรมาธิการ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ดิฉันคิดว่ากองทัพบกอาจจะวาง ตำแหน่งบทบาทของตัวเองที่คลาดเคลื่อนไปจากพันธกิจหลักขององค์กร และอาจจะสับสน บทบาทหน้าที่ขององค์กรตัวเองกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และด้านแรงงาน สไลด์ถัดไปได้เลยค่ะ โดยในวันนี้ ดิฉันจะขอพูดถึงแผนงานยุทธศาสตร์ พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศและความพร้อม เผชิญภัยคุกคามในทุกมิติ ในส่วนของงบรายจ่ายอื่น ในกิจกรรมการสนับสนุนโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในปีนี้ได้มีการตั้งงบประมาณไว้สูงมากถึง ๑๑๗ ล้านบาท ด้วยกัน ท่านประธานคะ ในส่วนที่ดึงดูดสายตาของดิฉันมากที่สุดก็คือในรายละเอียดของ งบประมาณกิจกรรมการสนับสนุนโครงการพระราชดำริในส่วนนี้นะคะ คือกองทัพบกได้มี การของบประมาณ ไปสนับสนุนในโครงการที่ดูจะไม่ใช่ภารกิจหลักและไม่ควรจะเป็นภารกิจ ของกองทัพบกในจำนวนหลายรายการด้วยกัน โดยมีหลายโครงการมาก ๆ ค่ะท่านประธาน ที่งบประมาณถูกซ่อนและแบ่งซอยไว้ในงบก้อน ๑๑๗ ล้านกว่าบาทนี้ ที่ดิฉันคิดว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหยิบยกโครงการเหล่านั้นมาอภิปราย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ของการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ที่ไปซ้ำซ้อนกับกระทรวงอื่น และดิฉันก็ไม่คิดว่า ทหารไทยจะเชี่ยวชาญในงานด้านเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการศูนย์ผลิตภัณฑ์และ เพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด พันธุ์ปลาน้ำจืดอย่างเดียวไม่พอยังมีพันธุ์กบ พันธุ์สัตว์ปีกอีก อันนี้คือตัวอย่าง ต่อมาโครงการศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืช โครงการถัดไป โครงการผลิตและ เลี้ยงแพะ หรือแม้แต่การทำโครงการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่สูง ดิฉันเชื่อว่าเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนในห้องนี้ ก็คงสงสัยไม่ต่างจากดิฉันว่าทำไมโครงการ พระราชดำริต่าง ๆ เหล่านี้ถึงไม่ไปตั้งไว้อยู่ภายใต้หน่วยงานที่เขาทำหน้าที่ส่งเสริม ด้านการเกษตร ด้านอาชีพให้กับประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งหากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาค่ะ โครงการเหล่านี้ไม่ใช่ และไม่ควรจะเป็นภารกิจของกองทัพบกเลยแม้แต่น้อย เพราะมันมี กระทรวง มันมีหน่วยงานที่เขาทำงานเหล่านี้ แล้วเขาเชี่ยวชาญมากกว่ากองทัพบกอยู่แล้วค่ะ ท่านประธาน

โดยในวันนี้ดิฉันอยากจะขอให้ Highlight ไปที่โครงการศิลปาชีพ ซึ่งกองทัพบกได้มีการเสนองบประมาณ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์ศิลปาชีพอยู่ ๔ แห่งด้วยกัน ใช้งบประมาณรวมกันประมาณ ๒.๖ ล้านบาท และกองทัพบกก็ยังมีการนำงบประมาณไปใช้ ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ และโครงการสนับสนุนศิลปาชีพอีกจำนวน ๔๓ รายการด้วยกัน ใช้งบประมาณรวมกันกว่า ๒๓.๙ ล้านบาท ซึ่งถ้าหากเรารวมทั้ง ๒ รายการข้างต้น ก็จะเป็นประมาณ ๔๗ รายการ แล้วใช้งบประมาณไปกว่า ๒๖.๕๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลข ที่สูงมาก ๆ แต่ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าในห้องอนุกรรมาธิการ กองทัพบกได้ชี้แจงถึง ความจำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณไปใช้ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้นให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ฟังดูแล้วก็ดูเป็นเจตนารมณ์ที่ดีนะคะ แต่อย่างไร ก็ตามปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า โครงการเพื่อการฝึกอาชีพด้านศิลปหัตถกรรมไทย หรือแม้แต่ การฝึกฝีมือแรงงานนั้น ก็มีหน่วยงาน มีกระทรวงที่เขาเชี่ยวชาญกว่ากองทัพบกทำอยู่แล้ว แล้วก็ดูแลโครงการจัดสรรงบประมาณไปอยู่แล้ว อย่างโครงการศูนย์ศิลปาชีพเป็นโครงการ ที่อยู่ภายใต้การดูแลและรับผิดชอบของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย สังกัดกระทรวง พาณิชย์ หรือต่อมาถ้าจะฝึกฝีมือแรงงานก็ควรจะเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงแรงงาน ซึ่งดิฉันต้องขอบอกว่าทั้ง ๒ หน่วยงาน ก็มีการ ตั้งงบประมาณ แล้วก็เสนอโครงการเข้ามาในห้องอนุกรรมาธิการให้พิจารณา และหลายโครงการของเขาก็ทำได้ดี ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ดิฉันจึงไม่เห็นถึงความจำเป็นใด ๆ ที่กองทัพบกท่านจะต้องไปแย่งงานของกระทรวงอื่นที่เขาได้มีการตั้งงบประมาณอยู่แล้ว

นี่คือภาพกิจกรรมจากเว็บไซต์ที่ดิฉันเอามาค่ะ ส่วนใหญ่ภาพที่ออกมาว่า ทหารไทยไปสนับสนุน ก็จะเป็นภาพที่ทหารไปถ่ายภาพกับแม่ ๆ ที่กำลังทอผ้าอยู่ นอกจากนั้นแล้วกองทัพบกก็มักจะอ้างต่อค่ะว่า ที่กองทัพบกจะต้องเป็นผู้สนับสนุน ในงานเหล่านั้น ก็เป็นเพราะว่าที่ตั้งของโครงการศิลปาชีพนั้นมักจะอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล กองทัพบกจึงจำเป็นที่จะต้องนำการช่วยเหลือ นำการพัฒนาไปสู่ประชาชน ฟัง ๆ ดูแล้ว ก็ดูเหมือนจะดีค่ะท่านประธาน แต่เหตุผลนี้ของกองทัพบกฟังไม่ขึ้นค่ะ ดูได้ในสไลด์ถัดไป ได้เลยค่ะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าศูนย์ศิลปาชีพบางไทรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในศูนย์ศิลปาชีพที่กองทัพบกไม่มีการตั้งงบประมาณสนับสนุนไว้ ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ ห่างไกลปืนเที่ยงแต่อย่างใด พื้นที่โดยรอบเป็นชุมชนเมืองค่ะ และถัดไปไม่ถึง ๒ กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถรรมไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลโครงการศิลปาชีพ ทั้งหมดของประเทศไทย สไลด์ถัดไปค่ะ อีก ๑ ศูนย์ก็คือศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ ก็ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และแม้แต่โครงการส่งเสริมศิลปาชีพในส่วนอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศที่กองทัพบกตั้งงบประมาณมา ดิฉันเข้ามาเช็กหลายโครงการ ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเมือง การเดินทางไม่ได้ยากลำบาก ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่กองทัพบก จะต้องเข้าไปสนับสนุนในโครงการเหล่านั้น

อีกประเด็นหนึ่งสำคัญค่ะ ที่ดิฉันคิดว่าจะต้องตั้งคำถามในเรื่องของ การจัดสรรงบประมาณ ก็คือการขาดการวัดผลสัมฤทธิ์เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการใช้ งบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และถึงแม้กองทัพ จะมีการเสนองบประมาณนะคะ รายการประเมินผลการดำเนินงานอันเนื่องมาจากโครงการ พระราชดำริค่ะ แต่ท่านเชื่อไหมคะว่าในห้องอนุกรรมาธิการ ดิฉันได้พยายามถามจี้ ถามซักหลายรอบมาก แต่กองทัพบกก็ไม่สามารถที่จะชี้แจงผลการดำเนินโครงการ ต่าง ๆ ได้

สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันเชื่อว่าหลายกิจกรรมของโครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดำริเป็นเรื่องที่ดีเป็น Idea ที่ดีนะคะ แต่ดิฉันก็มีความเห็นนะคะว่า กองทัพบกควรที่จะต้องโอนโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก และไม่ควรจะเป็นภารกิจของกองทัพบกให้ไปอยู่กับหน่วยงานอื่น ไปอยู่กับกระทรวงอื่น ที่เขามีความเชี่ยวชาญและเขามีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้อยู่แล้วนะคะ เราต้องมี หน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพในการดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งระบบนะคะ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินโครงการ ไม่ใช่กระจัดกระจาย แล้วสอดแทรกงบประมาณ แทบจะทุกหน่วยงานของประเทศไทย ที่สำคัญค่ะท่านประธานจะต้องมีการวัดผลสัมฤทธิ์ ของภาพรวม ของการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งระบบอย่างมี ประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการใดที่ Work ก็ทำต่อหรือพัฒนาต่อให้มันดีขึ้น แต่หากโครงการใดที่ล้มเหลว เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตะบี้ตะบัน หรือจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเข้าไปนะคะ และการประเมินผลตรงนี้ค่ะ ดิฉันต้องการให้มีการเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อทำให้มั่นใจได้ค่ะ ว่างบประมาณที่เราจัดสรรไปจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อทำให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สุดท้ายค่ะท่านประธานในชั้นกรรมาธิการได้มีการตัดลดงบประมาณ ในส่วนนี้ลง ๑ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ดิฉันได้อภิปรายไป ดิฉันจึงเห็นควรค่ะ และขอยืนยันให้มีการตัดลดงบประมาณในส่วนนี้ลงเพิ่ม ตามที่ดิฉันได้ แปรญัตติไว้ ขอบพระคุณค่ะ