วิจักขณ์ฤทธิ์ แจงงบซอฟต์พาวเวอร์ซ้ำซ้อน ขอทบทวน-ปรับระบบกลาง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓ กันยายน ๒๕๖๗

วิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณในร่างกฎหมายมาตรา 4 โดยเฉพาะโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในปี 2568 ที่มีปัญหาความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงโครงการของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมที่ตั้งงบโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ เรียกร้องให้ทบทวน ปรับลด หรือยกเลิกโครงการที่ไม่สอดคล้อง และผลักดันให้มีการบูรณาการงานภายใต้คณะกรรมการกลางเพื่อความชัดเจนและประสิทธิภาพสูงสุด

นายวิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานครับ วิจักขณ์ฤทธิ์ กรรมาธิการ ก็ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ นะครับ ภาพรวมงบประมาณ รายจ่ายประจำปีให้ปรับลดคงเหลือ ๓,๕๑๗,๐๕๓,๘๕๕,๐๐๐ บาท ขอยกในส่วนของ โครงการที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอภิปราย การสงวน ความเห็นของกระผมนะครับ ประเด็นที่ผมจะต้องยกขึ้นมาพูดในมาตรา ๔ ที่เกี่ยวกับ Soft Power ก็คือว่ามันมีความซ้ำซ้อนของกิจกรรมของโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ระหว่างโครงการที่ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติที่รัฐบาล ได้มีการตั้งขึ้นมา แล้วก็มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการขึ้นมานะครับ แล้วก็ในส่วนที่เป็น โครงการ Soft Power ที่หน่วยรับงบประมาณหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นคนตั้ง งบประมาณจัดสรรไว้เอง ซึ่งก็มีความซ้ำซ้อนนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์ขึ้นด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

คือก่อนอื่นนะครับที่จะพูด ถึงว่ามันซ้ำซ้อนกันอย่างไร ขอพูดในส่วนของภาพรวมงบประมาณ Soft Power ในปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มีการพิจารณากันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งมีงบประมาณที่เข้ามาสู่การพิจารณา ในกรรมาธิการจำนวน ๒,๕๒๑ ล้านบาท ซึ่งทางอนุกรรมาธิการก็ได้มีการปรับลดมา น่าจะเหลือประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ซึ่งตามสไลด์ที่โชว์ก็จะเห็นว่า มันจะมีโครงการหลัก ๆ อยู่ อุตสาหกรรม Soft Power ๓ ด้านที่ได้รับงบประมาณ อย่างมีนัยสำคัญด้านแรกคือ ด้านอาหาร ซึ่งก็มีการตั้งของบประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็มีหน่วยรับงบประมาณที่รับผิดชอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนก็คือ สถาบันอาหาร กรมส่งเสริม อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งก็มีความชัดเจนในสไลด์ที่ผม โชว์นะครับ แล้วก็ในด้านการกีฬาก็เป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านมวยไทย ซึ่งก็ชัดเจน ว่าเป็นการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แล้วก็ส่วนของภาพยนตร์ ละคร และ Series ก็ได้มา ๗๐๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งก็มีส่วนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ได้มีการพิจารณากลั่นกรองกันในชั้นตั้งแต่ระดับอนุกรรมการพัฒนา Soft Power ๑๑ ด้าน ที่มีการตั้งขึ้นมา ที่มีผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนร่วมทำงานกับภาครัฐด้วย ซึ่งก็เห็นว่า ในส่วนที่ผมโชว์ในสไลด์นี้ก็ค่อนข้างที่จะมีการคิดกันมาแล้วอย่างเหมาะสม แล้วก็ควรจะให้มี การผ่านงบประมาณอย่างมีรูปธรรม แต่ว่าสิ่งที่ผมติดใจนะครับที่ต้องมาสงวนความเห็น ในเรื่องของงบประมาณ Soft Power ในมาตรา ๔ นี้ก็คือว่า มันจะมีโครงการบางโครงการ ที่มีการใช้คำว่า Soft Power พ่วงเข้ามาด้วย จะเป็นโครงการในลักษณะที่ว่าอาจจะเป็น โครงการเดิมที่ทางหน่วยรับงบประมาณนั้นได้มีการจัดทำอยู่แล้ว อย่างเช่นเกี่ยวกับโครงการ ที่เกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวก็ตาม ก็มีการเอามาเปลี่ยนชื่อให้เป็นเกี่ยวข้อง Soft Power หรือว่าเป็นโครงการที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Soft Power โดยตรง ก็มีการเอาชื่อ Soft Power เข้ามาใส่ ซึ่งการทำเช่นนี้ที่ติดใจก็คือว่า มันทำให้กิจกรรมที่หน่วยงานนั้นทำกันเอง นั้นที่ไม่ได้มีการพูดคุยหรือมีการกลั่นกรองผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ แห่งชาติมาก่อน มันมีความทับซ้อนกัน แล้วก็เนื้อหาของกิจกรรมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะมี ความสอดคล้อง หรือว่าบรรลุเป้าหมาย หรือตัวชี้วัดที่ทางรัฐบาลตั้งใจที่จะทำจริง ๆ หรือไม่ หรือว่าต้องการที่จะบรรลุตัวชี้วัด หรือเป้าหมายของตัวหน่วยรับงบประมาณเพียงเท่านั้น ซึ่งก็เห็นว่างบประมาณ Soft Power ที่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ แห่งชาติที่รัฐบาลตั้งใจจะทำควรจะถูกปรับลด หรือว่าตัดออกไปทั้งโครงการ และควรจะ ไปพูดคุยกันในคณะกรรมการที่รัฐบาลได้ตั้งมาให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนเพื่อจะให้มี ความสอดคล้อง แล้วก็เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันอย่างที่รัฐบาลตั้งใจจะทำเอาไว้นะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ โดยผมจะขอยกตัวอย่างของกรณี Soft Power ด้านอาหารนะครับ ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี ๒๕๖๗ ก็จะมีโครงการ ๑ เชฟ ๑ หมู่บ้านอาหารไทย ที่มีการของบกลางแล้วก็มีการเริ่มดำเนินการในปี ๒๕๖๗ แล้ว แต่ว่าปี ๒๕๖๘ ก็จะมีการ ทำต่อเนื่องไปโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งก็ชัดเจนในสไลด์ ก่อนหน้าที่ได้พูดไปว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนั้นเป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อน Soft Power ด้านอาหารนะครับ ซึ่งในปี ๒๕๖๘ แต่ก็มีการของบประมาณไม่ว่าจะเป็น การอบรมเชฟอาหารไทย การพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชน การพัฒนาสู่นวัตกรรมอาหาร ชุมชน แล้วก็การพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนะครับ ซึ่งก็มีการชัดเจนตามสไลด์ที่ได้โชว์มาว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผ่านคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาตินั้น ได้มีการทำโครงการขอเข้ามาแล้ว ขอสไลด์ ถัดไปครับ แต่ว่าที่จะมีปัญหาก็จะมีบางหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณมาในลักษณะ เดียวกันนะครับ ซึ่งผมขอยกมา ๒ หน่วยงาน ๒ โครงการ ที่คิดว่ามีความทับซ้อน อย่างเห็นได้ชัดจากที่ได้นำเสนอเมื่อสักครู่ในส่วนของ Soft Power ด้านอาหารนะครับ ก็คือเข้าใจดีครับว่าทางหน่วยรับงบประมาณเองก็มีเจตนาที่ดีที่อยากจะสนองนโยบาย ต่อรัฐบาลที่ได้มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือว่ามีการหาเสียงไว้ก็ดีครับ แต่ว่าการทำเช่นนี้ ที่ทำคู่ขนานกับสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจจะทำนั้น มันทำให้มีความซ้ำซ้อนกัน โดยขอยกตัวอย่าง ในส่วนของโครงการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับนโยบาย Soft Power ของกรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน ซึ่งขอมา ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็พบว่าในรายละเอียดของเอกสาร ที่หน่วยงานได้ชี้แจงมา ก็พบว่ามีการจัดทำอบรมเรื่องเกี่ยวกับอาหารไทย เช่นเดียวกับ โครงการเชฟอาหารไทยเหมือนกัน มีโครงการทำเรื่องเกี่ยวกับผู้ประกอบอาหารไทย เช่นเดียวกันกับที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ซึ่งก็มีความซ้ำซ้อนกัน แต่ว่าทางหน่วยงานเองก็ได้ ชี้แจงว่าไม่มีความซ้ำซ้อนกัน มีการทำของหน่วยงานเองครับ เป็นการเอาโครงการเดิมที่ทาง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้มีการจัดทำในช่วงที่เกี่ยวกับพัฒนาทักษะแรงงานด้านท่องเที่ยวมา ปรับเข้ากับนโยบาย Soft Power ซึ่งผมก็ยังติดใจอยู่ว่าโครงการนี้มีความซ้ำซ้อนกันในเรื่อง ของรูปแบบของกิจกรรมที่มีการอบรมทักษะด้านอาหาร ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก อยู่แล้ว

โครงการต่อมา ก็คือโครงการขับเคลื่อนนโยบาย ๑ ครอบครัว ๑ Soft Power ผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ๕๐ ล้านบาท ของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม โครงการนี้มีการตั้งไว้ในส่วนของแผนบูรณาการการท่องเที่ยว ซึ่งก็เข้าใจดีว่าสำนักงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมีการของบมาก่อนที่จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ แห่งชาติด้วยซ้ำ แต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าหน้าตากิจกรรมในการอบรมนั้นเป็นอย่างไร เพราะว่าการจัดซื้อจัดจ้างในปี ๒๕๖๗ ที่เป็นการตั้งปีแรกก็ยังทำไม่เสร็จดี แล้วกิจกรรม มีความทับซ้อนกับ Soft Power ด้านอาหาร เพราะยังมีการอบรมด้านอาหารเช่นเดียวกันกับ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งก็มีความทับซ้อนกับโครงการ OFOS ที่รัฐบาลจัดทำด้วย ซึ่งก็เห็นว่าสมควรที่จะมีการตัดทั้งโครงการ

สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากว่าในส่วนของโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ที่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาตินั้น ก็อยากให้มีการปรับลด ไปทั้งโครงการ แล้วก็มีการเอามาผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เสียก่อน แล้วก็อยากให้มีการเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการพูดคุย แล้วมีการแบ่งงาน อย่างชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และมีตัวชี้วัดร่วมกัน แทนที่จะต่างคนต่างทำ ทำอย่างสะเปะสะปะ แล้วก็ต่างคนต่างมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง ก็อยากจะให้มีการขับเคลื่อนอย่างมีเอกภาพ ต่อไป ก็ยังติดใจที่สงวนในมาตรา ๔ และให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาลงมติ ต่อไป ขอบคุณมากครับ