วีระยุทธ ตั้งข้อสังเกตงบยกระดับทักษะแรงงาน ชี้ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องเป้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓ กันยายน ๒๕๖๗

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาทในโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน ที่แม้ประกาศผลสำเร็จ 1.2 ล้านคนแต่เป็นเพียงยอด Reach จากออนไลน์ และมีผู้ได้งานจริงเพียงจำนวนน้อย สะท้อนปัญหาขาดยุทธศาสตร์ชัดเจน ทักษะไม่สอดคล้องความต้องการ และการจับคู่งานที่ไม่ได้ผล พร้อมเรียกร้องทบทวนแนวทางพัฒนาแรงงานโดยเฉพาะในสาขา EV และชิป ให้เน้นพัฒนาทักษะฝั่งอุปทานอย่างเป็นรูปธรรมแทนการสนับสนุนฝั่งอุปสงค์เพียงอย่างเดียว

รองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ งบประมาณภาพรวม เพราะเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณด้านการยกระดับทักษะแรงงานนั้น มีปัญหาใหญ่ซุกซ่อนอยู่ ท่านประธานครับ โลกยุคใหม่นี้บีบประเทศรายได้ปานกลางอย่าง ประเทศไทย อย่างน้อย ๒ ด้าน ด้านหนึ่งแรงงานรับจ้างรายวันเสี่ยงตกงาน เพราะความต้องการ สินค้าจากอุตสาหกรรมเก่าที่เราผลิตก็ลดลงเรื่อย ๆ หรือไม่ก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรกล ระบบ Automation แต่ไม่ใช่แค่แรงงานรับจ้างเท่านั้น อีกด้านหนึ่งอาชีพอย่างการเงิน วิศวกร Graphic Designer Programmer ก็มีโอกาสที่จะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวินาที แต่การจัดสรรงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ เมื่อเงินทุกบาททุกสตางค์ ใช้หมดลงในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ๑ ปีข้างหน้าก็อาจจะไม่ทำให้คนไทยและ ประเทศไทยเก่งขึ้นเลย ท่านประธานครับ บทบาทของรัฐที่เราอยากเห็นในการยกระดับทักษะ แบ่งออกได้เป็น ๓ ภารกิจหลัก อย่างแรกเราต้องการ Master Plan ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ระบุ ตัวเลขว่าเราต้องการแรงงานในแต่ละสาขาเท่าไรเป็นแผนที่นำทางสู่อนาคต อย่างที่ ๒ เราต้องการ Reskilling Program หรือโครงการปรับทักษะที่แยกย่อยระดับรายอุตสาหกรรม อย่างที่ ๓ รัฐควรเข้าไปช่วยเสริมการทำงานของตลาดแรงงาน ผ่านการช่วย Matching คน กับงานให้เจอกัน แต่เมื่อดูงบ ๒๕๖๘ กลับพบว่าเรามีปัญหาทั้งหมด ๓ ส่วนที่ว่ามาเลยครับ ขาดยุทธศาสตร์ โครงการที่มีก็ไม่ตอบโจทย์ ใช้งบอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ผมขอไล่ลำดับ การอภิปรายโดยเริ่มจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่มากที่สุดก่อน นั่นคือ บทบาทของรัฐในการช่วยจัดหางาน เพราะจุดหมายปลายทางที่สุดเลยของการยกระดับทักษะ แรงงานก็คือการมีงานทำ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โดยใน งบประมาณปี ๒๕๖๘ ก็จะมีโครงการบริการจัดหางานและอาชีพที่ได้รับงบประมาณกว่า ๒๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่อง ๑๓ ปีนะครับ ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ และผูกพัน ไปจนถึงปี ๒๕๗๑ คนทั่วไป คนที่หางานอยู่จะได้รับข่าวสารทุกปีว่ามีการจัดงาน Job Expo ครั้งใหญ่ ปีนี้ก็จัดไปแล้วในวันที่ ๒๘-๓๐ มิถุนายนที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พาดหัวข่าว ให้ความหวังไว้สูงว่ามีตำแหน่งงานถึง ๗๐๐,๐๐๐ อัตรารอคุณอยู่ แล้วก็มีรายงานข่าวสรุปว่า มีผู้เข้าร่วม Job Expo ครั้งนี้ถึง ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ทุกอย่างดูสวยงามไปหมดเลยสำหรับ ตลาดแรงงานไทย จัดงานใหญ่ปีละครั้ง ตั้งเป้า ๗๐๐,๐๐๐ คน คนมาร่วมงานจริงเป็นล้าน ใช้งบแค่ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ก็ดูคุ้มค่าดี แต่ท่านประธานครับ พระเจ้าและปีศาจต่างซ่อนตัว อยู่ในรายละเอียด และนั่นคือหน้าที่ของกรรมาธิการที่ควรเข้าไปสืบหาพระเจ้าและปีศาจที่ว่ามา ในการประชุมกรรมาธิการ ผมได้รับรายละเอียดเพิ่มเติม นำไปสู่การตั้งคำถาม ๓ เอ๊ะ เอ๊ะที่ ๑ มีผู้เข้าร่วมงานตั้ง ๑ ล้านกว่าคน ท่านสงสัยไหมครับว่า ศูนย์ประชุมเรารองรับคนได้เป็นล้าน เลยหรือ คำตอบก็คือ ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมทาง ออนไลน์ ประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ คน พูดง่าย ๆ ก็คือ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขคนร่วมงาน ที่เป็นข่าว ก็คือมาร่วมงานทางออนไลน์ โอเคนะครับ เราอาจจะพอเข้าใจได้ แรงงาน ก็ปรับตัว หน่วยงานก็ปรับตัวไปทำออนไลน์กันหมดหลังยุคโควิด แต่เอ๊ะที่ ๒ ก็ตามมา ออนไลน์ล้านกว่าคนนี้ก็เยอะอยู่นะ ถ้าเราจัด Zoom เราเจอคนล้านกว่าคน เราก็จัดไม่ไหว นะครับ เรานับอย่างไรกันแน่ นับจากการฟังอบรมหรือนับอย่างไรนะครับ ปรากฏว่าพอสืบไป ในรายละเอียดมากขึ้นก็พบว่า ๑ ล้านคนที่ว่ามานี้ มันคือยอด Reach ซึ่งหมายถึงการพบเห็น Posted โฆษณาของ Job Expo นับรวมทุก แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook TikTok รวม จนถึง Influencer ที่รับงานไปโฆษณาชักชวนคน นับรวม Reach ทั้งหมดนี้ได้ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ครั้ง ท่านประธานครับ วิญญูชนควรตั้งคำถามหรือไม่ว่าสำหรับโครงการจัดหางานนั้น การ นับยอดการมองเห็นควรถูกนับเป็นจำนวนผู้เข้าร่วมงานจริง ๆ หรือครับ ยิ่งไปฟังเสียงสะท้อน จากผู้เข้าร่วมงานจริงก็ยิ่งน่าเห็นใจ หลายคนเห็นความหวัง ๗๐๐,๐๐๐ อัตราว่าง ยอมเดินทางไกลจากต่างจังหวัดมาด้วยความหวัง แต่กลับไปแบบหมดแรง หลายคนบอกว่า นี่เป็นเหมือนงานที่บริษัทมาออก Booth เพื่อ PR ตัวเอง แต่ไม่ได้ตั้งใจมาเปิดรับคน ก็นำไปสู่เอ๊ะที่ ๓ ว่าตกลงแล้วนี้คนที่มา Job Expo ได้งานไปกี่คนกันแน่ เป็นงาน ประเภทไหนบ้าง คำตอบก็คือมีผู้สมัครงานทั้งหมดประมาณ ๖๔,๐๐๐ คน บรรจุงานได้จริงประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน จำนวนคนที่ได้งานคิดเป็น ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้เข้าร่วมหลักล้านที่เสนอ เป็นข่าวใหญ่ โดยงานที่รับ ๓ ลำดับแรกคือ ขายปลีก ขายส่ง ร้านอาหาร และรักษา ความปลอดภัย รายละเอียดที่ว่ามาทั้งหมดนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า บทบาทของรัฐและ งบประมาณในการสนับสนุนการหางานที่ทำต่อกันมาเป็น ๑๐ ปี แล้วจะทำต่อไปอีก ๔-๕ ปี เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้วหรือไม่

ขั้นที่ ๒ ของบทบาทรัฐที่เราคาดหวังในเรื่องของตลาดแรงงานก็คือ เป็นหัวใจ สำคัญที่สุดเลย คือการยกระดับทักษะแรงงาน ออกแบบ ดำเนินโครงการ พัฒนาทักษะ แยกรายอุตสาหกรรม แน่นอนครับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราแข่งขัน เราต้องแข่งขันกับชาวโลก แข่งขันกับเพื่อนบ้านในอาเซียนนะครับ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มาเลเซียประกาศ แผน Semiconductor แห่งชาติ เตรียมงบประมาณประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะสร้างวิศวกร Chip ๖๐,๐๐๐ คน แน่นอนครับ ประเทศไทยไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก ยิ่งเพื่อนบ้าน มาขิงใส่ เราไม่มีวันยอม หลังมาเลเซียประกาศเพียง ๑ เดือน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง อว. ท่านแถลงแนวทางการสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มาเลเซียจะสร้างวิศวกร Chip ๖๐,๐๐๐ คนใช่ไหม ได้ ประเทศไทยจะสร้าง ๘๐,๐๐๐ คน ไม่ใช่แค่ Chip ด้วยนะครับ EV เราจะสร้าง ๑๕๐,๐๐๐ คน AI เราจะสร้าง ๕๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับการมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ทะเยอทะยานเป็นเรื่องที่ดี แต่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นต้องมาพร้อมกับงบประมาณที่สอดคล้องและรายละเอียดที่เป็นจริง อย่างตัวเลข ๑๕๐,๐๐๐ คนใน EV ได้มาอย่างไร ท่านรัฐมนตรีให้คำตอบว่า เพราะเรามีแรงงานในยานยนต์ สันดาป ๖๐๐,๐๐๐ คน เราแค่ Reskill Upskill เพียงแค่ ๑ ใน ๔ จาก ๖๐๐,๐๐๐ คน มาทำ EV ก็จะได้แรงงานอีก ๑๕๐,๐๐๐ คนแล้ว ต้องเรียนว่านี่เป็นสมมุติฐานเดียวกับที่บอร์ด EV เคยใช้ในการทำนโยบายยานยนต์ที่ผ่านมา แล้วก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นฐานคิดที่ทำให้ อุตสาหกรรมยานยนต์ของเราปั่นป่วนในเวลานี้ เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ของสันดาปกับ EV นี่มันตัดขาดออกจากกันจากการที่เราเคยใช้ชิ้นส่วนเป็นหลักหมื่นชิ้นในสันดาป พอเป็น EV นี่มันเปลี่ยน แล้วมันเหลือแค่หลักพันชิ้นเท่านั้น นี่ยังไม่นับปัจจัย Geopolitics ภูมิรัฐศาสตร์ อีกว่าผู้ผลิตยานยนต์สันดาปส่วนใหญ่คือยุโรปกับญี่ปุ่น ส่วนผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้านี่คือจีน ดังนั้นการผลิตยานยนต์เปลี่ยนผ่านให้มันราบรื่นนี่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจด้านเทคโนโลยี แล้วก็การเล่นเกม เดินเกม ภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน นอกจากปัญหาด้านวิธีคิดแล้ว ตัวเลข งบประมาณก็มีปัญหาเช่นกันงบที่ดูเหมือนก้อนใหญ่จริง ๆ แล้วมันแทบไม่ได้ลงมาที่ทักษะ แรงงานเลย ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับยานยนต์ทั้งหมดมีประมาณ ๘,๖๐๐ ล้านบาท ก็ฟังดูสมน้ำสมเนื้อใช่ไหมครับ ๘,๖๐๐ ล้านบาทกับภารกิจเปลี่ยนผ่าน ยานยนต์สู่โลกอนาคตเพราะนี่คือ Supply chain อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย แต่พอไปดูเนื้อในของงบประมาณ ปรากฏว่าในบรรดา ๘,๖๐๐ ล้านบาทนี้ ๙๓ เปอร์เซ็นต์ คืองบที่ใช้สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า พูดอีกอย่างก็คือเงินที่เอาไปอุดหนุน กรมสรรพสามิตไปช่วยคนซื้อรถ EV นั่นเองนะครับ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว เป็นเงินช่วย ฝั่ง Demand ล้วน ๆ พอไปเหลือบดูฝั่ง Supply ที่จะช่วยพัฒนาทักษะ ปรากฏว่า มีอยู่แค่กระจิริด แค่ ๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง คิดเป็นแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์ของงบด้านยานยนต์ ทั้งหมด ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ พอดูเนื้อในให้ละเอียดขึ้น ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะกำลังคน นี่ก็ไปนับรวมสิ่งที่ดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการยกระดับยานยนต์ด้วยซ้ำ อย่างเช่น การไปเพิ่มภูมิคุ้มกันต้านทานยาเสพติด การไปเสริมสร้างทักษะด้านกีฬาพลานามัย ยังรวมอยู่ในการพัฒนาทักษะกำลังคนเลย งานด้าน Supply ที่ควรไปช่วยยกระดับแรงงาน ที่ว่างบน้อยอยู่แล้วก็ยังมีเงินอุดหนุนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามานับแทรกรวมอยู่ด้วย นอกจาก เรื่องงบประมาณแล้วการกำหนดเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ การวางเป้าผลิตว่าต้องการ กำลังคนแต่ละด้านเท่าไรเป็นเรื่องสำคัญมาก โครงการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับ การพัฒนาอุตสาหกรรม EV ได้รับงบประมาณเริ่มต้น ๕๐ ล้านบาทปีนี้ แล้วจะทำต่อเนื่องไป อีก ๕ ปี มี ๓ มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบ โครงการนี้ตั้งเป้าผลิตกำลังคนไว้ปีละ ๒,๐๐๐ คน ๕ ปีก็ ๑๐,๐๐๐ คน ฟังดูดีใช่ไหมครับท่านประธาน แต่เดี๋ยวก่อน ตัวเลขที่ท่าน รัฐมนตรีนำเสนอมันไม่ใช่แค่หลักหมื่นนะครับ สอวช. และท่านรัฐมนตรีใช้ตัวเลขเป้าหมาย เดียวกันคือ ๑๕๐,๐๐๐ คน ภายในเวลา ๕ ปี ซึ่งมันหมายถึงปีละ ๓๐,๐๐๐ คน ชวนให้สับสนว่าตกลงแล้วเราต้องการกำลังคนด้าน ยานยนต์ไฟฟ้ากี่คนกันแน่และเป็นทักษะอะไรบ้าง เพราะถ้าเป็นแค่การติดตั้งแบตเตอรี่ ซ่อมเครื่องแบบเดิมนะครับ ก็ไม่ควรถูกนับเป็นการยกระดับทักษะด้วยซ้ำ ปัญหาเรื่องตัวเลข Skill Gap นี่ หรือช่องว่างที่เราต้องการพัฒนาทักษะนี่ไม่ได้พบแค่ในอุตสาหกรรม EV เท่านั้น พบทั่วไปเลย ใน Semiconductor ก็เช่นเดียวกัน แม้แต่ในหน่วยงานเดียวกันพอเปลี่ยน สไลด์ ตัวเลขก็เปลี่ยน ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าตกลงแล้วเรามี Master Plan ที่เป็น แผนแม่บทสำหรับการยกระดับแรงงานทั้งประเทศหรือเปล่า ผมตั้งคำถามนี้ในที่ประชุม กรรมาธิการครับว่าเรามี Master Plan ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศหรือเปล่า และมีการทำงานข้ามกระทรวงอย่างไร ข่าวดีก็คือกระทรวงสำคัญ ๔ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ Supply chain การศึกษาไทยทั้งระบบ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และ อว. มีการจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกันด้านการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา แต่พอดูรายละเอียดของ MOU กลับพบว่า คำว่า ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพอย่างเดียว ไม่มีคุณค่าเพียงพอสำหรับ MOU นี้ ต้องเติมเข้าไปว่าเราอยากผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเข้าใจและภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีรากฐานจิตสำนึก รักความเป็นไทย มีคุณธรรมจริยธรรม ท่านประธานครับ การทำ ยุทธศาสตร์ยกระดับทักษะแรงงาน เราจำเป็นต้องแยกเรื่องจริยธรรมออกจากเรื่องทักษะ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างมันจะสับสนปนเปไปหมดว่า ตกลงจะ Training เรื่องอะไรกันแน่ ผมยกตัวอย่างนะครับ โครงการ Prakerja ของอินโดนีเซียก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบหรอกครับ ยังต้องรอการประเมินผลอีกระยะยาวแต่อย่างน้อยที่สุดครับ