รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบพระคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้กระผมได้เป็นผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น เป็นคนแรกในวันนี้ ท่านประธานครับ การอภิปราย การสงวนคําแปรญัตติในสภาแห่งนี้ เราได้ดําเนินการมาถ้าจําไม่ผิดน่าจะเป็นวันที่ ๑๒ เนื้อหาสาระที่อาจจะซ้ํากันบ้าง อาจจะแตกต่างกันบ้าง อันนี้ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะอภิปรายครับ สําหรับวันนี้ในส่วนของกระผมนั้น อาจจะซ้ําเช่นเดียวกัน แต่ก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยง และพยายามที่จะใช้เนื้อหาสาระ ที่สรุป กะทัดรัด ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อประหยัดเวลา เพราะขณะนี้พี่น้องประชาชนที่ติดตามรับชม รับฟังอยู่ทางบ้านก็ได้สอบถามมาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้จะจบลงเมื่อไร และสิ้นสุด เมื่อไร ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ยังตอบไม่ได้ ก็อาจจะให้คําตอบว่าเป็นฉบับที่มืดมน ดูอนาคต ไม่เห็นทาง เพราะฉะนั้นวันนี้ด้วยความตั้งใจที่จะให้การอภิปรายนั้นโดยสรุปจริง ๆ ผมก็ขออนุญาต ที่จะเริ่มต้นดังนี้นะครับว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณ ทางคณะกรรมาธิการที่ได้เห็นความสําคัญในเรื่องของช่วงเวลา ซึ่งเดิมทีนั้นทางคณะรัฐมนตรี ได้เสนอมา ๑๘๐ วัน ส่วนกระผมและคณะซึ่งประกอบด้วยอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช พลตํารวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ท่านนิคม ไวยรัชพานิช ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ท่านทวีศักดิ์ คิดบรรจง และท่านสุโข วุฑฒิโชติ รวมทั้งกระผม ก็ได้ขอแปรญัตติจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบของคณะกรรมาธิการเห็นชอบก็เลยแก้ข้อความจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน ก็ต้องขอขอบพระคุณ แต่จริง ๆ แล้วในส่วนนี้กระผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ด้วยความรู้สึกลึก ๆ ของผมเองนั้นเห็นว่า ๒๔๐ วันก็น่าจะไม่เพียงพอ ใจลึกจริง ๆ นั้น ผมเห็นว่าน่าจะอย่างน้อย ๓๖๕ วัน แต่ด้วยความเกรงใจที่คณะรัฐมนตรีเสนอเพียง ๑๘๐ วัน ถ้าจะขอมากไปกว่า ๒๔๐ วัน ดูเสมือนหนึ่งว่าขาดความเกรงใจก็เลยตัดสินใจร่วมกับคณะว่า เราขอเพียง ๒๔๐ วัน ก็ต้องขอขอบพระคุณที่คณะกรรมาธิการได้เห็นความสําคัญในส่วนนี้ นะครับ ในมาตรานี้ที่เป็นประเด็นและที่เป็นปัญหาอยู่เดิมทีนั้น ผมขออนุญาตที่จะเรียนสั้น ๆ อย่างนี้ครับ ในวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ อันนี้ชัดเจนในร่างของคณะรัฐมนตรีนะครับ นั่นหมายความว่า สสร. ที่ผ่านการเลือกตั้งและผ่านการสรรหามา ถ้าไปคิดแล้วก็ไปยกร่างขึ้นมา แล้วก็ทําให้รูปแบบ ของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ว่านั้นจะกระทํามิได้ นั่นหมายความว่าตกไป อยู่ไปอยู่มาก็ปรากฏว่า คณะกรรมาธิการได้ขอเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ แล้วข้อความที่คณะกรรมาธิการเพิ่มเติมนะครับ ผมขออนุญาตใช้เสียงดัง ๆ สักนิดหนึ่ง ข้อความที่ท่านเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมนะครับ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ข้อความเดิมว่า จะกระทํามิได้ ท่านประธานครับ ตรงนี้ถ้าอ่านผิวเผินอาจจะ เข้าใจตรงกันได้ แต่ถ้าเจาะลึกแล้วก็วิเคราะห์ด้วยอาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน ขอความกรุณา ท่านคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานได้ช่วยกันพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาต ที่จะขอเพิ่มรายละเอียดเพื่อป้องกันมิให้เกิดความสับสนสําหรับผู้อ่านหรือผู้นําไปใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือในฉบับที่ทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไขนั้นบอกว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมวดนี้มิได้บอกให้ชัดเจนว่า อยู่ในกฎหมายอะไร ฉบับใด อย่างไรนะครับ ผมเลยขออนุญาตที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมเป็นดังนี้ เพื่อเพิ่มรายละเอียดแล้วก็เพื่อป้องกันความสับสน สําหรับผู้อ่านหรือผู้ใช้ดังนี้นะครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ อันนี้เหมือนกันนะครับ หรือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ หมวด ๒ ระบุหมวดด้วยครับ หมวด ๒ ชัดเจนนะครับ แล้วก็ในหมวด ๒ นั่นมีข้อความข้างล่างว่า พระมหากษัตริย์ นี่คือความชัดเจน แค่นี้ยังไม่พอ ยังไปเพิ่มเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้จะกระทํามิได้ ถามว่าเหตุผลอันใดหรือ ถึงได้แก้ไขเพิ่มเติมเสริมรายละเอียดอย่างนี้ ท่านประธานครับ การใช้ข้อความสั้น ๆ อย่างที่ ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่าการแก้ไขบทบัญญัติหมวดของพระมหากษัตริย์ ถ้าพูดเพียงอย่างนี้ก็เป็น การพูดลอย ๆโดยไม่ระบุ ไม่ปรากฏว่าไปแก้ไขในอะไร แบบไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นการที่ กระผมขออนุญาตแก้ไขในลักษณะอย่างนี้น่าจะเสริมเติมเต็มในความเข้าใจตรงกันดีขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอวิงวอนเช่นเดียวกัน เพราะกระผมเคยขอวิงวอนมา ๓ ครั้ง ทั้ง ๓ ครั้ง ไม่มีผล แต่ประการใด เริ่มตั้งแต่ขอ สสร. ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง บวกด้วย ๒๒ คนจากการสรรหา ก็ไม่ผ่าน มาครั้งที่ ๒ สสร. จะต้องจบปริญญาตรีหรือเทียบเท่าก็ไม่ผ่านนะครับ แล้วมาที่ ๓ เรื่องลักษณะต้องห้ามก็ไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นวันนี้ ในส่วนนี้ ตรงนี้ มาตรานี้ ก็ขอผ่านท่านประธาน วิงวอนถึงคณะกรรมาธิการได้โปรดช่วยพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง จริง ๆ แล้วข้อความนั้น เข้าใจได้ถ้าอ่านแบบผิวเผิน แต่ถ้าอ่านโดยวิเคราะห์เจาะลึกจริง ๆ ก่อให้เกิดความสับสน เพราะฉะนั้นขอวิงวอนได้โปรดได้กรุณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติ ขอขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประเสริฐ ชิตพงศ์

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกของรัฐสภา ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคหนึ่ง ซึ่งได้ขอแปรญัตติไว้ว่า ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกําหนดเวลา เปลี่ยนแปลงจาก ๑๘๐ วัน มาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งอันนี้ทางกรรมาธิการ ก็ได้ปรับแก้ไปแล้ว เพราะว่าในมาตรานี้ วรรคหนึ่งนี้ได้มีหลายท่านได้ขอแปรญัตติไว้ซึ่งก็ต้อง ขอขอบพระคุณทางท่านกรรมาธิการเป็นอย่างมากนะครับ แต่ขณะเดียวกันผมได้ขอแปรญัตติไว้ ในมาตรานี้เช่นเดียวกันในวรรคห้านะครับ ซึ่งได้ขอแปรญัตติไว้ว่า การร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐหรือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้จะกระทํามิได้ ซึ่งในเรื่องนี้ทางกรรมาธิการก็เช่นเดียวกัน ก็ได้มีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงในร่างของคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนแปลงเป็น หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันนะครับ คือได้มีการพูดถึงว่าจะไปแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ แต่ว่าอาจจะไม่ตรงกับที่กระผมได้ขอแปรญัตติไว้ทั้งหมด เพราะกระผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมเข้าไปอีกว่า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งในส่วนนี้ทางกรรมาธิการก็ไม่ได้พิจารณาปรับแก้ให้ ผมเลยต้องขออนุญาตที่จะอภิปราย เพราะว่าเหตุผลที่ผมขอให้ได้กําหนดเอาไว้ว่า เป็นของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้จะกระทํามิได้นั้น ก็เพราะว่าต้องการให้มีความชัดเจนขึ้นมาอีกในระดับหนึ่งว่าคําว่า หมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ นั้นมาจากที่ใด เพราะว่าหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ถ้าหากว่าเราพูดไว้ลอย ๆ มันอาจจะไม่มีที่อ้างอิง ก็เลยอยากจะให้ชัดเจนว่าหมวดพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ ที่กําลังขอปรับปรุงแก้ไขอยู่นี้ เพราะว่าในหมวด ๒ นั้น ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๒ นั้น ได้กําหนดไว้ชัดเจนในมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ซึ่งได้กําหนดรายละเอียดต่าง ๆ ไว้มากมาย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่ได้พูดถึงเลยว่าเป็นรัฐธรรมนูญใด มันก็ลอย ๆ เกินไป เมื่อลอย ๆ มันมีประเด็น ซึ่งผมขออนุญาตที่จะเรียนชี้แจงว่าถ้ามันลอย ๆ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น จริง ๆ แล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าผมต้องการที่จะแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ด้วยนะครับ เพราะในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้นได้มีส่วนสําคัญที่กําหนดเอาไว้ว่า ผมขออนุญาตไปถึงตรงนั้น เพราะมันเชื่อมโยงกัน จริง ๆ ผมต้องการจะแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ด้วย แต่เห็นว่า มันอาจจะซ้ําซ้อนกันก็เลยมาแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ผมบอกว่า มันเชื่อมโยงกันก็คือว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง ได้กําหนดว่า เมื่อประธานรัฐสภา ได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ตรงนี้ผมติดใจในคําว่า หากเห็นว่า ซึ่งหากเห็นว่า มันลอยมากนะครับ ตอนแรกผมต้องการที่จะแปรญัตติ หากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ หมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่จริงต้องการจะแปรญัตติตรงนี้ด้วย แต่เห็นว่าเมื่อแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งไประบุรัฐธรรมนูญนี้เอาไว้แล้ว ก็คิดว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็ไม่จําเป็นต้องแปรญัตติเพื่อให้มันซ้อนกัน แต่ในเมื่อกรรมาธิการ ไม่ได้พิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งผมได้ขอแปรญัตติไว้ให้เพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับว่า ให้ระบุคําว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับ รัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ผมห่วงใยคําว่า หากเห็นว่า อันนี้ละครับ เพราะว่าถ้าหากเห็นว่าแล้วมันไม่ได้เชื่อมโยงกับส่วนใดเลย ตรงนี้มันเป็นการวินิจฉัยที่มันลอยเกินไป เพราะถ้าหากว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้นได้มีการระบุ ให้ชัดเจนว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้แล้ว มันชัดเจนว่าท่านประธานรัฐสภาจะต้องไปพิจารณาถึงมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ของหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้มีการระบุตรงนี้ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้แล้ว เวลาท่าน จะต้องใช้วินิจฉัยในมาตรา ๒๙๑/๑๓ โดยพิจารณาจากหากเห็นว่า มันเป็นหากเห็นว่าที่ลอยมาก นะครับ ไม่มีฐานอะไรเลยนะครับ ก็เลยคิดว่าถ้าได้มีการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า โดยเพิ่มเติมคําว่า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ แล้วมันชัดเจนว่าเวลาท่านประธานจะไปวินิจฉัยในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง คําว่า หากเห็นว่า ท่านจะต้องมาใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ เป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัย นะครับ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วมันล่องลอยมาก แล้วท่านอาจจะใช้วินิจฉัยโดยพื้นฐานอะไรก็ได้ ซึ่งตรงนี้เอง เป็นการสุ่มเสี่ยงมาก ๆ เพราะฉะนั้นผมเลยเรียนย้ําว่าอยากจะขอให้มีการพิจารณาเพิ่มเติม ในส่วนของคําว่า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านี้ให้ชัดเจนเพื่อจะประกอบการพิจารณาเวลาที่ท่านจะต้องใช้วินิจฉัย มาตรา ๒๙๑/๑๓ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านภิญโญ สายนุ้ย ครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารักครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑ ก็เป็นมาตราที่มีคนห่วงใยกันหลายท่าน ที่จริงแล้วห่วงใยมาตั้งแต่เริ่มที่จะมีวาระที่หนึ่ง มาถึงวาระที่สองนี้ ผมคิดว่าในคราวนี้ สสร. เมื่อดูแล้ว ๙๙ ท่านที่คิดว่าทั้งหมดนั้นผมคิดว่าก็มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งหมดละครับ เพราะว่าเลือกตั้ง ๗๗ คนจริง แต่ว่าอีก ๒๒ คนก็เหมือนกับเลือกตั้งจากประชาชน เพราะว่า ใช้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้ทําหน้าที่เลือกตั้ง ก็เป็นการเลือกตั้งจากประชาชน เพราะประชาชนได้เลือกพวกเราเข้ามาครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น ผมได้แปรญัตติเอาไว้ ที่จริงแล้วในส่วนของวรรคต้นนั้นผมว่ากรรมาธิการใจอ่อน ซึ่งร่าง ครม. ๑๘๐ วัน ท่านมาเพิ่มเติมจาก คําขอร้องของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือว่าผู้แปรญัตติมาเป็น ๒๔๐ วัน ที่จริงแล้ว กี่วันก็ทําทัน เนื่องจากว่าคําว่า ร่างรัฐธรรมนูญ นั้นมันตัดจากข้อความของทุก ๆ ร่าง ที่มีอยู่แล้วทําได้ เพราะเป็นตัวหนังสือ สามารถจะวิเคราะห์มาทําได้ แต่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ในการขอของผมนั้น เป็น ๓๖๐ วัน ๓๖๐ วัน เกือบ ๑ ปี ขาด ๕ วันได้ ๑ ปี ท่านประธานครับ ในกรณีที่ ๑ ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้นี้ ผมมองเห็นว่าในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น อยากจะให้มีการร่างกันอย่างละเอียด มีกระบวนการที่จะผลิตรัฐธรรมนูญออกมาเพื่อปวงชน อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นความสําคัญของเงื่อนของเวลาเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่จะให้ได้ครอบคลุมถึง ข้อบัญญัติที่จะนําไปใช้ในการปกครองประเทศไทยของเรา ท่านประธานครับ ผมมีความคิดเห็นว่า ๓๖๐ วันนั้นเหมาะ จึงขอวิงวอนทางกรรมาธิการในประเด็นที่ ๑ ที่เห็นว่าเงื่อนของเวลาเป็นเรื่องที่ สําคัญมาก สสร. ทํางานนั้นก็มีวันประชุมไม่มากนัก แล้วก็ต้องใช้เวลากันน่าจะให้เป็น สสร. ครบปี เพื่อที่จะให้มีรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการประเทศต่อไปครับ ท่านประธานครับ

ในประเด็นที่ ๒ ในวรรคหก ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้นั้นที่เกี่ยวข้องกับที่ว่า ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้วก็ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมานั้นเหมือนกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ นั้นอย่าไปแตะต้องในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เกี่ยวกับ เรื่องของพระมหากษัตริย์นั้นเห็นด้วยอยู่แล้ว แต่จะเพิ่มเติมให้เกี่ยวข้องกับส่วนของ องค์กรรัฐธรรมนูญ องค์กรรัฐธรรมนูญ ณ ขณะนี้ผมเป็นกรรมาธิการของกิจการองค์กร ตามรัฐธรรมนูญของวุฒิสภาอยู่ด้วย ผมว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้วนั้น มีความเหมาะสมอยู่แล้ว ผมเลยเสนอขอแปรญัตติเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง อย่าให้ไปเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว เพราะว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้วนั้น ได้ช่วยในการทํางานของประเทศของเราให้เป็นไปได้ด้วย ท่านประธานครับ ผมจึงขอสงวน คําแปรญัตติไว้ ๒ ประเด็นโดยสรุป คือในเรื่องเงื่อนของเวลา ๓๖๐ วัน แล้วก็ในการ ร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. นั้นให้ระบุไว้ด้วยว่าไม่ให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ องค์กรรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากจังหวัดเชียงใหม่นะครับ เชิญท่านธวัชชัย อนามพงษ์

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายข้อ ผมขอใช้เอกสารนะครับ ข้อ ๑ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ปรากฏไม่เป็นการขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑ เพราะไม่ได้มีการปฏิบัติการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธวัชชัย ผมขออภัย เห็นบันทึกบอกว่าท่านสงวนไว้หน้า ๒๒๑ แต่ดูรายชื่อไม่มี ขออภัยครับ ของท่านอยู่หน้าไหนครับ ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านต่อเลยครับ ขอให้เข้าประเด็นที่ท่านสงวนนะครับ

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ผมไม่เห็นด้วย หลายข้อครับ ก็คงไม่ยาวนะครับ

ข้อ ๑ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ปรากฏไม่เป็นการขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑ เพราะไม่ได้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นั่นคือไม่มีญัตติของการขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตราใด

ข้อ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ บัญญัติว่าให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นหมวด ๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไม่ใช่เป็นการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่อย่างใด แต่เป็นการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ข้อ ๓ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้อํานาจรัฐสภา ตั้งองค์กรพิเศษที่นอกเหนือจากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามหลักการและเหตุผล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธวัชชัยครับ ผมว่า เข้าประเด็นเลยดีกว่ากระมังครับ

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ก็ผมไม่เห็นด้วยครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าประเด็นที่ท่านสงวนไว้ จะดีกว่ากระมังครับ

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

สรุปก็ได้ครับ ท่านประธาน คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนชาวจันทบุรีเขาไม่เห็นด้วย แล้วก็ให้ผมมาบอก รัฐบาลว่าขอให้ดูปัญหาปากท้องประชาชนนะครับ โดยเฉพาะสินค้าราคาแพง ผักทุกชนิด ขึ้นราคาเท่าตัวครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าเข้าประเด็น ดีกว่ากระมังครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็มีผู้ประท้วง เข้าประเด็นดีกว่าครับที่ท่านสงวนไว้

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

สรุปแล้ว ผมไม่เห็นด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นอะไรครับ ท่านเข้าประเด็นที่ท่านสงวนไว้ครับ

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ผมก็ต้องชี้แจง ตามข้อที่ผมไม่เห็นด้วยนี่ละครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันนอกประเด็นครับ ท่านเข้าสู่ประเด็นดีกว่า เชิญครับ

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ข้อ ๕ ตามร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าท่านเข้าประเด็นดีกว่า กระมังครับ จะได้อภิปราย ไม่ต้องมีใครมาทักท้วง ผมก็จะได้ไม่ต้องทักท้วง จะได้อภิปราย อย่างสบายใจ ท่านเข้าประเด็นของท่านดีกว่า

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

อย่างนั้น ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า เชิญครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เราพิจารณาญัตตินี้เป็นวันที่ ๑๒ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้สงวนความเห็น ได้สงวนคําแปรญัตติ และเป็นที่น่าสังเกตว่าเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะอยู่ในซีกของสมาชิกวุฒิสภาก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ต่างมีความคิดเห็น ไปในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้รับฟัง ความคิดความเห็นของเพื่อนสมาชิก และนําเอาความคิดความเห็นเหล่านั้นไปปรับปรุง ตามข้อเสนอที่พวกเราได้กราบเรียนผ่านท่านประธานไปในที่ประชุมแห่งนี้ มีเพื่อนสมาชิกมากถึง ๑๗๘ ท่านได้สงวนความเห็น และกระผมเป็นหนึ่งในสมาชิกเหล่านั้นที่ได้สงวนความเห็น ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่พวกเรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ทางคณะกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพื่อที่จะให้มีการบันทึกในที่ประชุมแห่งนี้ และผมจะได้กราบเรียนต่อไปว่ากระผมมีความคิด ความเห็นอย่างไรต่อมาตรานี้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ คณะกรรมาธิการได้เขียนมาตรานี้ตามข้อความ อย่างนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกําหนดเวลา จากเดิม ๑๘๐ วัน คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเป็น ๒๔๐ วัน นับแต่วันถัดจาก วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ส่วนในวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ไม่ได้มีการแก้ไข วรรคห้ามีการเพิ่มเติมข้อความซึ่งถือว่าเป็นสาระสําคัญเพิ่มเติมเข้าไปอีก จากเดิมข้อความมีว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมข้อความเข้าไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ นั่นแปลว่าทางคณะกรรมาธิการมีการปรับปรุงอยู่ ปรับปรุงสาระสําคัญ ๆ อยู่ ๒ เรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่คณะกรรมาธิการมีการปรับปรุงซึ่งถือได้ว่า เป็นสาระสําคัญของมาตรานี้ กระผมได้ขอแปรญัตติตามมาตรานี้ ดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในความเห็นของกระผม และได้ขอแปรญัตติ ต่อคณะกรรมาธิการไปแล้ว แต่คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของกระผม จึงมีความจําเป็นที่จะต้องกราบเรียนต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเพื่อให้ทราบว่า กระผมมีความคิดอย่างไร เผื่อว่าทางคณะกรรมาธิการจะนําข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบ การตัดสินใจต่อไป ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ กระผมได้เพิ่มเติมข้อความซึ่งถือว่าเป็นสาระสําคัญ ดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ผมได้เพิ่มเติมข้อความเข้าไปว่า หากไม่เสร็จภายในกําหนดให้นํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน ซึ่งผมจะได้กราบเรียนต่อท่านประธานตามความเห็นของกระผมว่าผมมีความเห็นอย่างไร ที่ให้เพิ่มเติมข้อความซึ่งมีสาระสําคัญว่า หากไม่เสร็จภายในกําหนดให้นํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน และในขณะเดียวกันกระผมได้แก้ไขถ้อยคําในวรรคสี่จากเดิมตามร่างของคณะกรรมาธิการ บอกว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ กระผมได้แก้ไขถ้อยคําจากถ้อยคําที่เป็นร่างของ คณะกรรมาธิการแก้ไขให้เป็นในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การทําประชามติทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อันนี้คือความคิดความเห็นของกระผม ท่านประธานครับ ตามความเห็นของกระผมที่ได้ให้มีการแก้ไขในประเด็นสําคัญ ๒ ประเด็น ผมมีความเห็นอย่างนี้ ผมมีความเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๔๐ มีสาระสําคัญที่มีความใกล้เคียงกันอยู่หลายประเด็น อาจจะแตกต่างกันก็ไม่มากเท่าใดนัก ในขณะที่แตกต่างกันไม่มากก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่แต่ละประเทศถือว่าเป็นหลัก เป็นโครงสร้างสําคัญในการวางแนวทาง ในการทํางานของประเทศ ที่มาของรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นข้อสงสัย ที่มาของรัฐธรรมนูญบางคน ก็จะหยิบยกเอาที่มาของรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นสําคัญในการให้ความคิดความเห็น ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่นหลังการพ่ายแพ้ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ปี ๒๔๙๐ มีอยู่ด้วยกัน ๑๐๓ มาตรา คนร่างไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นนะครับ ท่านประธานแต่คนร่างคือนายพลดักลาส แมกอาเธอร์ได้แต่งตั้งชาวอเมริกันอีก ๒๔ คน โดยให้ท่านนายพลวิทนีย์เป็นประธาน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีผลบังคับใช้เกือบจนปัจจุบัน ย้ํากับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญประเทศญี่ปุ่นคนร่างไม่ใช่คนญี่ปุ่น หากแต่เป็น คนอเมริกัน แต่คนญี่ปุ่นก็ถือเอารัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกครองประเทศ ยาวนานจากปี ๒๔๙๐ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นั่นแปลว่าเขาไม่อยากจะเปลี่ยนแปลง โครงสร้างหลักของประเทศแต่เมื่อทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประสงค์จะให้ มีการเปลี่ยนแปลง กระผมจึงมีความเห็นว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแล้วการเปลี่ยนแปลง ตามเงื่อนเวลา ๑๘๐ วันหรือ ๒๔๐ วันก็ดี ถ้าเงื่อนไขเวลาเหล่านั้นเราเปลี่ยนแปลงแล้วมันยังไม่จบสิ้น กระบวนความผมจึงได้ขอให้นําเอารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมือของกระผมมีรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ฉบับ ฉบับนี้เป็นฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับนี้เป็นปี ๒๕๔๐ ฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีอยู่ ๑๕ หมวด ๓๐๙ มาตรา ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มีอยู่ ๑๒ หมวด ๓๓๖ มาตรา ในขณะที่มีอยู่ ๑๕ หมวดก็ดี ๑๒ หมวดก็ดี ผมเห็นว่า ถ้าเมื่อใดที่เรามีความจําเป็นจะต้องหยิบยกเอารัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ในสถานการณ์ใด รัฐธรรมนูญที่มีความเหมาะสมที่ควรจะหยิบยกมาใช้ในความเห็นของกระผมเป็น รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ผมมีเหตุผลอย่างไรจึงกราบเรียนท่านประธานอย่างนั้น ถ้าเผื่อว่า เราจะเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไปและหมวด ๒ ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อความต่าง ๆ ทั้ง ๒ หมวด ทั้งหมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไปและหมวด ๒ ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นข้อความเดียวกันทั้งสิ้นทุกมาตรา นั่นเท่ากับว่าผมยืนยันกับท่านประธานว่า โดยโครงสร้างหลักหมวด ๑ และหมวด ๒ ในเมื่อมีความตรงกัน มีความสอดคล้องกันแทบจะ ไม่มีข้อความใดที่เป็นการผิดแผกแตกต่างกันไป จะมีก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นท่านประธานครับ นั่นคือข้อความที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๓ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้สภาแห่งนี้ บันทึกไว้นั่นคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๑ และหมวด ๒ เหมือนกันต่างกันเฉพาะมาตรา ๓ ซึ่งมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เขียนไว้บอกว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มเติมเข้าไปอีก นั่นคือเพิ่มวรรคสองเข้าไปว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม นั่นแปลว่าในหมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มข้อความสําคัญ ซึ่งเป็นการตอกย้ําว่าหลักนิติธรรมมีความสําคัญยิ่งต่อการปกครองประเทศ นั่นเท่ากับว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มีข้อจํากัด มีข้อบกพร่อง การเพิ่มสาระสําคัญที่ว่าด้วยเรื่องหลักนิติธรรม จึงมีความสําคัญยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนต่อไปอีกว่า ผมทําไมยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีความสําคัญและมีความจําเป็นที่จะต้องหยิบยกมาใช้ ถ้าเผื่อว่าพวกเราในสภาแห่งนี้เห็นพ้องต้องกันว่าไม่อยากให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยอ้างที่มาต่าง ๆ นานา ถ้าเผื่อจะดูรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญ และมีความสอดคล้องกัน นอกจาก ๒ หมวดที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว นั่นคือหมวด ๑ และหมวด ๒ ที่มีความสอดคล้องกัน และเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มีถ้อยกระทงความเดียวกัน ท่านประธานครับ นอกจากนั้นที่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ควรจะหยิบยกมาทั้งฉบับ เพื่อวางแนวทางให้เกิดความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะได้สบายใจว่าจะไม่มีใครไป บิดพลิ้วในสาระสําคัญอีก ๒ เรื่อง นั่นคือหมวด ๔ ที่ว่าด้วยศาล นั่นแปลว่าถ้าเราเอา รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้ เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญตามหมวด ๘ ที่ว่าด้วยศาลยังคงอยู่ เรื่องของศาลยุติธรรมยังคงอยู่ เรื่องของศาลปกครองยังคงอยู่ เรื่องของศาลทหารยังคงอยู่ นั่นแปลว่าหมวด ๘ ที่ว่าด้วยศาลตามความเห็นของกระผมไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันครับท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วย เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ในความเห็นของกระผมหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วย เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ หรือส่วนที่ ๔ มีความสําคัญยิ่ง ผมอยากให้คงทั้ง ๔ ส่วนไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินของ นักการเมือง หมวดที่ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือการถอดถอนการดํารงตําแหน่งของนักการเมือง หรือการดําเนินคดีอาญากับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นั่นแปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ถ้าเราจะหยิบยกมาใช้ทั้งฉบับ ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าเผื่อว่าเราสร้างความมั่นใจให้กับ พี่น้องประชาชนนั่นเท่ากับว่าเราเปิดโอกาสให้กับประเทศที่จะเดินต่อไปข้างหน้าโดยที่มี กฎกติกาหลักที่เราไม่ประสงค์จะให้มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก มีการแก้ไขบ่อยนัก ท่านประธานที่เคารพครับ สาระนี้ถือได้ว่าเป็นสาระสําคัญ

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของการให้มี การจัดทําประชามติทั่วทั้งประเทศ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า ผมไม่ค่อยสบายใจนักต่อความคิดความเห็นหรือการป้องกันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาก จนเกินไปของคณะกรรมาธิการ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าดูประหนึ่งว่าคณะกรรมาธิการป้องกัน รักษา แนวในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จากผู้ร่างเดิมคือรัฐบาลมากจนเกินไป ภาพที่ปรากฏผ่านสายตาของพี่น้องประชาชน ผ่านการถ่ายทอดสดดูประหนึ่งอย่างนั้น ถ้าดูประหนึ่งอย่างนั้นเราจึงไม่มั่นใจต่อไปอีกว่า ถ้าเผื่อว่ามีการตั้งคณะกรรมการหรือ สสร. ไปทําการร่างในอนาคตจะเกิดผลอย่างไร สภาแห่งนี้แสดงความกังวลใจต่อ สสร. ๒๒ ท่านที่ท่านประธานจะเป็นคนแต่งตั้ง สภาแห่งนี้ แสดงความกังวลใจต่อ สสร. อีก ๗๗ ท่านที่จะมาจากการเลือกตั้งทุกจังหวัด กลัวว่าจะมีใคร ชี้นําหรือบงการ สสร. เหล่านั้นได้ ถ้ามีใครชี้นําหรือบงการ สสร. เหล่านั้นได้ การไปทําประชามติ ทั่วทุกภูมิภาคก็จะเหมือนกับการจําลองการทํางานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เราพูดคุยกันในวาระแรกผ่านไปแล้วว่าเราไปนําเสนอความคิด ความเห็นต่อที่ประชุมแห่งนี้ แล้วคณะกรรมาธิการก็ใช้เสียงข้างมาก สภาแห่งนี้ใช้เสียงข้างมาก ในคณะกรรมาธิการเอง เราแสดงความคิด ความเห็นหลายครั้งหลายวาระ คณะกรรมาธิการแทบจะไม่รับฟัง หรือแม้กระทั่งเราพิจารณามาแล้วหลายมาตราจนกระทั่งถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เรากําลัง พิจารณาอยู่ในขณะนี้ คณะกรรมาธิการก็ไม่รับฟัง เพราะฉะนั้นป่วยการที่ตามข้อความ คณะกรรมาธิการยกร่างขึ้นมา นั่นคือให้ไปทําประชาพิจารณ์รับฟังความคิดความเห็น นั่นเท่ากับว่าถ้าเราไปประชาพิจารณ์รับฟังความความเห็น รับฟังก็จะเป็นเพียงการรับฟัง แต่ผมกลัวว่าคณะ สสร. จะไม่ได้ยินข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชน การรับฟังกับการได้ยิน เสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนต่างกันนะครับท่านประธาน ไปรับฟัง ถ้ารับฟังแล้วไม่ใส่ใจ ไม่นํามาปรับปรุงแก้ไขก็จะเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น ถ้าเป็นเพียงพิธีกรรม กระผมจึงได้สงวนความเห็น และขอแปรญัตติว่า ถ้าอย่างนั้นวรรคห้าขอให้เป็นการทําประชามติ ผมไม่อยากให้มี การทําประชามติเพียงครั้งเดียวคือเหมารวมทั้งฉบับ แต่ผมอยากจะให้มีการทําประชามติทุกหมวด รับฟังความคิดความเห็นของพี่น้องทุกหมวด แล้วให้พี่น้องมีโอกาสแสดงความเห็นทุกหมวด ปรับปรุงแก้ไขได้ทุกหมวด ไม่ใช่เฉพาะครั้งเดียว รวบเดียวทั้งหมดทั้งฉบับ ถ้ารวดเดียวทั้งฉบับ ผมยกตัวอย่างในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มีอยู่ ๑๒ หมวด ๓๓๖ มาตรา ถ้าจะรับฟัง ความคิดความเห็นหรือทําประชามติทุกมาตรามากเกินไป แต่เป็นไปได้ไหมครับที่เราจะรับฟัง ประชามติหรือขอประชามติจากพี่น้องประชาชนทุกหมวด นั่นคือ ๑๒ หมวด หรือถ้าจะยืน หมวดตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีอยู่ ๑๕ หมวด ถ้าจะรับฟังทั้ง ๓ ถ้าจะทําประชามติ ทั้ง ๓๐๙ มาตรามากเกินไป แต่ถ้าจะรับฟังแล้วทําประชามติทั้งหมด ๑๕ หมวด ตรงนี้มีความเป็นไปได้ ผมจึงได้เขียนคําแปรญัตติของกระผมเพื่อให้มีการทําประชามติ และเป็นการทําประชามติเพื่อที่จะสะท้อนความคิดความเห็นของพี่น้องประชาชน ถ้าเผื่อว่า ให้พี่น้องประชาชนได้แสดงประชามติทุกหมวดแต่ละหมวด ๆ เขาจะเป็นเจ้าของแต่ละหมวด ของรัฐธรรมนูญ เขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญเฉพาะรวบเดียว ครั้งเดียว หรือกินรวบครั้งเดียว กาครั้งเดียวว่า เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ เท่านั้น ผมจึงกราบเรียนความเห็นผ่านท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการในเรื่องของการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างที่คณะกรรมาธิการ ได้เสนอตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ดังที่ได้กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมจะอนุญาตให้ทางฝ่ายค้านอีก ๑ ท่าน และหลังจากนั้นก็จะสลับกันระหว่างวุฒิสมาชิก แล้วก็ฝ่ายค้านทีละท่านไปเรื่อย ๆ อย่างนี้นะครับ แล้วขอทําความเข้าใจกับท่านสมาชิกว่า การอภิปรายวาระที่สองอยากให้เข้าสู่ประเด็น เพราะเราใช้เวลากันมามากแล้ว ๑๒ วัน ก็ต้องแสดงความชื่นชมท่านศุภชัย ศรีหล้า เมื่อกี่ท่านอภิปรายอยู่ในประเด็นตลอด ถึงใช้เวลา พอสมควรผมก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรเลยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอยู่ในประเด็นท่านจะ ได้อภิปรายได้อย่างสบายใจไม่มีใครประท้วง แล้วผมก็ไม่ทักท้วงครับ ก็ขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกท่านด้วยนะครับ ท่านต่อไปครับ คุณหมอเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมได้แปรญัตติเหมือนกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางท่านคือผมได้แปรญัตติเป็นว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดระยะเวลา ๓๖๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก เพราะฉะนั้นเมื่อผมได้เห็นของ คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ได้ปรับแก้จากระยะเวลาเดิมกําหนดไว้ ๑๘๐ วันมาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งผมก็คิดว่ายังไม่เพียงพอนะครับ เหตุที่ผมเห็นว่าจาก ๑๘๐ วัน เดิมมันเป็นระยะเวลาที่สั้น ก็คือประมาณ ๖ เดือน ในช่วง ๖ เดือน เราจะมีวันหยุดนะครับ สมมุติว่าถ้าเราประชุมกัน อาทิตย์ละ ๕ วัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์ ใน ๖ เดือนนี่เดือนหนึ่ง ก็มี ๔ อาทิตย์ วันหยุดก็จะประมารณ ๘ วัน ๖ เดือนก็จะเหลือประมาณ ๔๘ วันที่จะเป็นวันหยุด ตีว่ามีวันหยัดนักขัตฤกษ์ด้วย ๒ วันเป็น ๕๐ วัน เพราะฉะนั้นระยะเวลา ๑๘๐ วัน ลบด้วย ๕๐ วัน ก็จะเหลือเวลาพิจารณารัฐธรรมนูญเพียงแค่ ๑๓๐ วันเท่านั้นครับ ซึ่งถือว่า ค่อนข้างจะเป็นการพิจารณาอย่างที่เร่งรีบ โอกาสที่จะผิดพลาดเหมือนกับรัฐธรรมนูญที่เรา คิดว่าดีที่สุดแล้วนี่นะครับ ก็ยังมีข้อผิดพลาดได้อยู่ ก็น่าจะมีโอกาสเกิดเสี่ยงสูงขึ้นครับ ท่านประธานครับ ต่อมาเมื่อผมเห็นทางเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการเปลี่ยนจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน ความเห็นผมเหตุผลเดิมก็ยังเหมือนเดิม ๒๔๐ วัน นี้ก็คือ ๘ เดือน ใน ๘ เดือนนี้ เดือนหนึ่งมีวันหยุด ๘ วัน เพราะฉะนั้น ๘ เดือน ก็จะประมาณ ๖๔ วัน ก็จะเหลือระยะเวลา รวมทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์อีกตีว่า ๗๐ วัน ก็น่าจะตกประมาณ ๒๔๐ วัน ลบ ๗๐ วัน ก็น่าจะเหลือ ประมาณ ๑๗๐ วัน อาจจะเหลือ ๑๖๐ วันก็ได้ เพราะว่าวันหยุดนักขัตฤกษ์ของไทยเรา เฉลี่ยก็มีประมาณ ๑๓-๑๔ วัน เพราะฉะนั้นยิ่งระยะเวลาตัวเลขดังที่ผมอธิบาย ให้ท่านประธานทราบก็ทําให้ไม่แตกต่างกันมากนักกับระยะเวลาที่ผมได้เรียนให้ทราบในวาระแรก ในส่วนของผม ๓๖๐ วัน ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมอันควรแก่การพิจารณา ก็คือประมาณ ๑ ปี ใน ๑ ปีนี้เรามีเวลา ๕๒ อาทิตย์โดยประมาณ เพราะฉะนั้นวันหยุด ก็ตกประมาณ ๑๐๔ วันแล้ว รวมกับวันหยุดนักขัตฤกษ์อีกตีว่าเอากลม ๆ บวกเข้าไปก็เป็น ๑๒๐ วัน เพราะฉะนั้น ๓๖๐ วัน ลบ ๑๒๐ วัน ก็จะเหลือเท่ากับ ๒๔๐ วัน เหตุผลที่ผมบอกว่า เราจะต้องให้มีวันหยุด วันเสาร์ วันอาทิตย์ด้วย รวมทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วย ก็เพื่อให้สมอง เราได้พักผ่อนกลับไปใคร่ครวญพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ตั้งแต่วาระแรกแล้วนะครับ แต่อย่างน้อยในเมื่อเพื่อนสมาชิกเสียงส่วนใหญ่โดยเฉพาะรัฐบาล เราก็ต้องเคารพในสิ่งที่เป็นไปแล้วนะครับ อันนี้ก็คือผมกราบเรียนว่าผมก็ยังถือว่า ๓๖๐ วัน น่าจะเป็นระยะเวลาที่ทําให้การพิจารณาในเรื่องนี้ได้มีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ในส่วนที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมนะครับ ก็คือในวรรคที่จะอ่านต่อไปนี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ในส่วนที่ขีดเส้นใต้ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยที่ว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพราะว่าท่านใช้คําว่าเปลี่ยนแปลง มานําหน้าแก้ไขทําให้ผมสบายใจขึ้น เพราะว่าเปลี่ยนแปลงแก้ไขในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะกระทํามิได้ แต่ถ้าเปลี่ยนคําพูดใหม่เป็นแก้ไขเปลี่ยนแปลง อันนี้ผมจะต้องขอแก้ไข เพราะฉะนั้นในบรรทัดนี้ผมคิดว่ามีเหตุมีผลพอที่ว่าท่านให้ความมั่นใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง มาก่อนแก้ไขนะครับ ต่อไปก็จะมาพูดถึงว่าบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ผมก็ต้องไปเปิดดูว่าในบทบัญญัติว่าด้วยพระมหากษัตริย์เรามีบทอยู่ในหมวดไหนบ้างครับ ในหนังสือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็อยู่ในหมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ก็จะมีตั้งแต่ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปสิ้นสุดที่มาตรา ๒๕ ผมคงจะไม่ต้อง อ่านแต่ละมาตราเพื่อเป็นการประหยัดเวลาตามที่ท่านประธานอยากจะให้รวบรัดเร็วขึ้นหน่อยนะครับ ผมกราบเรียนว่าในหมวดพระมหากษัตริย์ที่เราไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง เราน่าจะอธิบาย สักนิดหนึ่งไหมว่าทําไมเสียงคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ถึงบัญญัติไว้ เน้นไว้เป็นการโดยเฉพาะ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงว่าสถาบันนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมขออธิบายอย่างนี้ครับว่า ที่ผมเห็นด้วยกับการให้มีบทบัญญัตินี้ด้วย ก็ต้องอธิบายว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราดูตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อตอนเสียกรุงนะครับ พม่าก็มี ระบบกษัตริย์เหมือนไทยและก็ได้ชนะในศึกที่สงครามไทย-พม่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา ในช่วงนั้นเราต้องยอมรับว่าอาจจะมีข้อบกพร่องอ่อนแออะไรก็ตามนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ไม่สามารถต้านทานกําลังจากกองทัพพม่าได้ ผลจากการที่กรุงศรีอยุธยาถูกเผาไหม้และทําลายอย่างย่อยยับ ทําให้จิตใจคนไทยทั้งประเทศ มัวหมอง ไม่สามารถจะกู้คืนได้ ความพ่ายแพ้ของกรุงศรีในขณะนั้นก็คือความแข็งแกร่ง ของระบบมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีครับ เหตุที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าความแข็งแกร่ง ของระบบกษัตริย์ของเรานี่ครับ เมื่อพ่ายแพ้พม่านี่ ระบบกษัตริย์ของไทยก็จะเริ่มมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบาทให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคิดได้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือประการที่ ๑ แตกต่างกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศพม่า ซึ่งขณะนี้พวกเราคงทราบดีว่าไม่มีแล้ว เหตุที่สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศพม่าไม่มีอยู่แล้ว เป็นบทเรียนที่สําคัญให้กับพม่าเมื่อคราวชนะกรุงศรีอยุธยา เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็จะเกิดความนึกว่าสถาบันกษัตริย์ของพม่านั้นมีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ชนะทุกทิศ ก็เกิดความลําพองใจครับ แล้วก็ไม่คิดจะแก้ไขปรับปรุงระเบียบแบบแผนใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อถึงระยะเวลากาลต่อมามีศึกสงครามกับประเทศทางตะวันตกคืออังกฤษนี่ครับ ก็เป็นเหตุทําให้สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถปรับปรุงได้ และสถาบันกษัตริย์ของประเทศพม่า ก็ได้สูญสลายไปนะครับ อย่างที่เราเคยอ่านประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยของท่าน

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญจ่าประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านผู้อภิปราย จริง ๆ แล้วไม่อยากจะประท้วงครับ แต่เนื่องจากท่านผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น ดังนั้นขอความกรุณาท่านประธานได้กําชับผู้อภิปรายเข้าสู่ประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงคุณหมอเธียรชัย กําลังอภิปรายอยู่ในประเด็นอยู่นะครับ ประเด็นที่ท่านแสดงความเห็นเห็นด้วยกับการที่ กรรมาธิการแก้ไข เพียงแต่อาจจะยาวไปนิดหนึ่งครับ มันฟุ่มเฟือยครับ มันก็ยังขัดข้อ ๔๓ อยู่นิดหนึ่ง ขอให้กระชับขึ้นมานิดหนึ่งครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานยังคิดว่าผมฟุ่มเฟือยใช่ไหมครับ เพื่อผมจะได้เอาไปปรับปรุง วิธีการพูดใหม่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอให้กระชับเข้ามานิดหนึ่งครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ที่ผมจําเป็นจะต้องพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่แก้ไขนี้ครับ ก็เพราะผมจะชี้นําให้เห็นว่าถ้าท่านทําแบบนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสําคัญจริง ๆ ไม่ใช่จะมาเขียนเพราะแรงกดดันอะไรหรือเปล่า ซึ่งจะมีคนพูดมากแต่ผมไม่อยาก ผมจะช่วยท่านครับ พูดง่าย ๆ ว่ามันต้องเขียนด้วยจิตวิญญาณอย่างนี้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นี้สําคัญอย่างไร ผมเรียนท่านประธานต่อว่าประเทศพม่าขณะนี้ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วนะครับ แต่ของเรามีก็เพราะเราได้รับบทเรียนจากกรุงศรีอยุธยาแตกนี่ละครับ ท่านประธานครับ ผลจากการที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็งมันก็ทําให้สังคมไทยเรานี่ครับ เราอยู่ในสังคม ที่เรียกว่าสังคมหวงห้าม ซึ่งต่างกับสังคมอเมริกันที่เป็นสังคมที่เขาใช้ภาษาอังกฤษว่าเพอร์มิสซิฟ โซไซตี้ (Permissive society) ก็คือเป็นสังคมที่มีความอิสระเสรี ผลจากสังคมหวงห้ามที่ไทย เรารับออกมานี่นะครับ ก็คือได้รับออกมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ภาษาพูดที่เราพูดกับ พระมหากษัตริย์ก็ดี พูดกับพระสงฆ์ก็ดี มันสื่อออกมาถึงว่ามีลักษณะเป็นชนชั้นพิเศษที่เราให้ ความเคารพนับถือ เช่นเดียวกับเครื่องแต่งกายครับ ที่เราแต่งกายมาที่รัฐสภาทุกครั้งเพื่อที่มา ปฏิญาณตนก็เป็นสัญลักษณ์บอกถึงอะไรครับ บอกถึงว่ามันมีระดับการให้ความสําคัญ คงไม่ใช่ถึงชนชั้นละครับ แต่ให้ความสําคัญว่าผู้ที่มาเป็น ส.ส. ส.ว. มาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่จะมาปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ นี่ท่านจะต้องทําเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองนะ จะต้องทําด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่างนี้ต่างหากนี่คือความงดงามของสถาบัน พระมหากษัตริย์ แต่เรารับในเรื่องของสังคมที่ผมเรียกว่าสังคมหวงห้ามไว้ สังคมหวงห้าม ผมอธิบายนิดหนึ่งคือสังคมไทยเราจริง ๆ แล้วเรานับถือเป็นสังคมของคนพุทธคือค่อนข้าง จะยอมรับว่าเราเป็นสังคมของคนยากคนจน สังคมคนยากคนจนก็จะพยายามมองว่า เราควรจะใช้วิถีชีวิตอย่างพอเพียง เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งที่มีฐานะดีด้วยการอาชีพสุจริตก็ตาม แต่ปลูกบ้านสร้างเรือนอย่างกับวัง สังคมไทยเรามักจะมีการซุบซิบนินทากันว่าอ้ายนี่ อยากเปรียบเทียบกับสถาบันพระมหากษัตริย์อะไรต่าง ๆ นานาครับ ซึ่งผมจะพยายาม กระชับไว้ครับ นี่คือสังคมของคนจน ประเทศที่จน แต่ในสังคมอเมริกาเขาเกลียดความจนครับ เป็นสังคมของคนร่ํารวย เราจะสังเกตเห็นว่าทุกปีจะต้องมีสถิติว่าใครจะรวยกว่ากัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ขอกระชับ สักนิดเถอะครับ มันไกลไปนิดหนึ่งครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เพราะฉะนั้น สังคมคนอเมริกาก็คือเป็นสังคมที่เรียกว่าเพอร์มิสซิฟ โซไซตี้ คืออยากจะทําอะไรก็ได้ ทําได้ตามใจอิสระเสรี นี่คือข้อแตกต่างที่สําคัญครับ ผมจึงย้ําว่าการแก้ไขครั้งนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง กับคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นะครับ ผมไม่คัดค้านครับ วันนี้ผมอภิปรายเพื่อสนับสนุน

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบแล้วกระมังครับ ท่านขจิตร คงไม่ต้องประท้วงครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ในท้ายสุดท้ายนี้นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าจบแล้วกระมังครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมจะจบแล้ว ครับท่านประธาน เหลือ ๓ นาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ จะจบอยู่แล้วครับ เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน ครับ ในสุดท้ายนี้ผมค่อนข้างไม่สบายใจครับ ขณะนี้นักการเมืองเรา

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมประท้วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยืนยันว่า ผู้มีเกียรติที่อภิปรายอยู่นี้ ถ้าอภิปรายในฐานะผู้แปรญัตติและกรรมาธิการ ได้อภิปราย นอกประเด็นมากแล้ว แล้วผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ แต่ว่าถ้าท่านจะอนุญาตให้อภิปรายในฐานะ สมาชิกที่บอกว่ากรรมาธิการเพิ่มข้อความ ลําดับต่อไปต้องให้ผมอภิปรายด้วยนะครับ ถ้าท่านจะเปิดว่าให้อภิปรายในฐานะที่กรรมาธิการแก้ไขข้อความเพิ่มเติม ผู้แปรญัตติไม่ได้ แปรญัตติเรื่องนี้ไว้ ถ้าจะบอกว่าในชั้นนี้ให้ผู้แปรญัตติพูดก่อน ไม่ได้อยู่ในประเด็นเลย เพราะในประเด็นที่ผู้แปรญัตติพูดแต่เพิ่มจํานวนวันเท่านั้น ประเด็นเพิ่มหมวดห้ามแก้ไข เป็นการเพิ่มเติมของกรรมาธิการ ถ้าจะอ้างว่าให้อภิปรายด้วย ต้องให้สิทธิผมด้วยนะครับ ลําดับต่อไปนี้ต้องผมสลับกันนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ ที่จริงท่านก็มีสิทธิ ที่จะใช้สิทธิตรงนั้นอยู่แล้ว แล้วก็เห็นว่ากําลังจะจบ ผมได้ทักท้วง ท่านก็ให้ความร่วมมือนะครับ แล้วกําลังจะจบอยู่แล้ว แล้วก็ทราบว่าจบแล้วด้วยนะครับ ผมว่าท่านคุณหมอ เชิญต่อเถอะครับ จะจบอยู่แล้วนี่ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ อย่าเร่งนะครับ ผมก็พยายามเข้าประเด็น ผมไม่เกิน ๔ นาที รับรองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ท่านจบแล้วนี่ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผมยังพูดย้ํานิดหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าในเมืองไทยนี้ใครอยู่ในตําแหน่งที่พอจะรวยได้ แต่กลับยากจนจะมีคนนับถือ แต่ถ้าใครที่อยู่ในตําแหน่งที่ร่ํารวยแล้วร่ํารวยยิ่งขึ้นเริ่มจะมี ความสงสัย เมื่อเช้าผมได้ฟังท่านประธานวิปได้ให้สัมภาษณ์ทาง ๘๗.๕ เอฟเอ็ม (FM) ครับ กล่าวถึงนักการเมืองมากมายที่ประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมว่าสมควร แล้วกระมังครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เขาบอกอย่างนี้ ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ เขาบอกว่าบุคคลเหล่านี้ประเดี๋ยวก็แตกแยก รบพุ่งฆ่าฟันกัน แต่อีกประเดี๋ยวก็เข้าร่วมกลุ่มกันติดแล้วก็แตกออกไปอีก ต่างคนต่างได้ทําไว้ต่อกัน ทั้งคุณและโทษ แต่คุณนั้นก็มิได้ก่อให้เกิดกตัญญู

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เดี๋ยวก็มี ผู้ประท้วงอีกครับ มันนอกประเด็นแล้วละครับ อย่าใช้อย่างนี้ ผมว่าคุณหมอพอสมควรแล้ว กระมังครับ มีผู้ประท้วงอยู่ครับ ผมว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ มีผู้ประท้วงอยู่ครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงตามข้อ ๔๓ ซึ่งท่านได้พูดนอกประเด็นซ้ําซากหลายรอบ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกได้ประท้วงแล้ว ๒ ท่านด้วยกัน แล้วท่านประธานก็ได้ประท้วงแล้วถึง ๒ รอบ ท่านประธานก็ใจดีครับให้เขาอภิปรายต่อหลายครั้ง แล้วผู้ประท้วงก็ยังไม่ยอมทําตาม ข้อบังคับครับ ขอให้ท่านใช้ดุลยพินิจด้วยครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงท่านอยู่ในประเด็น มาโดยตลอดนะครับ มาตอนจะจบนี้เองนิดเดียว ผมว่าสมควรแล้วครับคุณหมอครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานพูดแค่ ๒-๓ นาทีข้างหน้า เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พูดนอกประเด็น คงไม่อนุญาตแล้วครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

พูดในประเด็นสิครับ จะแก้ไขปัญหาที่เราประชุมกันทั้ง ๑๒ วันนี้ให้จบสิ้นเลยครับ เราจะไม่ต้องประชุมเลย ถ้าท่านประธานอนุญาตให้ผมพูดนิดเดียว ท่านประธานเชื่อผมครับ ผมมีความมั่นใจอย่างนั้น จริง ๆ ท่านจะเปิดใจกว้าง รับรองไม่ว่าใครเด็ดขาดแต่สิ่งที่ผมจะยกย่องคือยกย่องท่านอดีต นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งท่านเป็นคนดีครับ ผมยืนยัน ณ วันนี้ ความคิดของผมเริ่มดูแล้วว่า ท่านเป็นคนดี ท่านฟังผมนิดหนึ่งนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับผมว่าอย่าเลยครับ มันเป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะฉะนั้นจะ ๑ นาที ๒ นาทีเดี๋ยวฝั่งนี้ก็ประท้วงกันมันก็จะวุ่นวาย

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน ขอให้ท่านมั่นใจผมครับ ท่านไปดูประวัติของผม ผมไม่ใช่เป็นคนเกเรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นคือผมไม่ได้ หมายถึงว่าจะพูดให้ใครเสียหายหรือไม่ หรืออย่างไรนะครับ ประเด็นที่จะพูดต่อไปนี้ ถ้าเป็นเรื่องนอกประเด็นคงไม่อนุญาต

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านครับ ผมพูดนิดเดียวครับว่าตอนนี้คนพูดถึงนักการเมืองมาก ผมจะอธิบายคําจํากัดความของ นักการเมืองในมุมมองของคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๑๓ ของเมืองไทยครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่ได้ครับคุณหมอครับ คุณหมอครับคงไม่อนุญาตครับ มันนอกประเด็นครับ เอาไว้โอกาสอื่นดีกว่ากระมังครับ พอสมควรครับคุณหมอนั่งเถอะครับ คงไม่อนุญาตครับ พอเถอะครับ คุณหมอครับ ผมอนุญาตถ้าพูดในประเด็น แต่ถ้าจะขออนุญาตพูดนอกประเด็นคงไม่อนุญาตครับ คุณหมอสุกิจ ประท้วงครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานก็บอกแล้วว่าคุณหมอเธียรชัย พูดอยู่ในประเด็นตลอด แล้วท่านก็กําลังจะจบครับ การอภิปรายในสภามันต้องมีสีสัน มีสํานวนโวหารที่น่าฟัง คุณหมออยากจะให้การอภิปรายของท่านสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ท่านประธานให้เวลาท่านอีกสัก ๒ นาที ผมว่าเราไม่ได้เสียเวลาเท่าไร เดี๋ยวถ้าท่านพูดอะไรที่ผิด หรือว่าขัดข้อบังคับขึ้นมาก็มีคนประท้วงเองครับ ผมเชื่อแน่ว่าบางคนวันนี้ตั้งใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นอย่าเลยครับ คุณหมอครับ คุณหมอครับ ผมจะอนุโลม ๑ นาที ๒ นาที ถ้าไม่มีผู้ประท้วง ถ้ากรณีคุณหมอ อยู่ในประเด็นนะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมจะพูดต่อก็คือว่าทั้งคุณและโทษต่อกันนั้นก็ไม่ได้ก่อให้เกิดกตัญญู และโทษก็ไม่ได้ก่อให้กําเนิดแก่การพยาบาท ทุกคนพร้อมที่จะลืมทั้งคุณและโทษของทุกคนได้เสมอ บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นนักการเมืองโดยแท้จริง

(นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมฟัง ประเด็นคงไม่ใช่ครับ มันไม่ได้อยู่ในประเด็นครับแล้วก็มีท่านขจิตรประท้วงอยู่ด้วย ผมว่า พอสมควรแล้วครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้วครับ คุณหมอครับสมควรแล้วครับ ท่านประท้วง อะไรครับยืนอยู่ข้างหลัง ประท้วงว่าประธานทําตามข้อบังคับหรือเปล่าครับหรืออย่างไรครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ ผมมองไม่เห็นครับ เชิญครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานเนื่องจากว่าท่านประธานนั้นผิดข้อบังคับ ข้อ ๕

ประการที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้ท่านที่อยู่ฝั่งทางโน้นประท้วงว่า ท่านประธาน ได้ประท้วงถึง ๒ ครั้ง แต่ในการประท้วงนั้นตามข้อบังคับต้องยืนและยกมือขึ้น และท่านประธาน ไม่มีสิทธิประท้วง ท่านประธานมีสิทธิแค่ทักท้วง ถ้าหากว่าสมาชิกคนนั้นอภิปรายนอกลู่นอกประเด็น ท่านทักท้วงได้อย่างเดียว แต่ท่านไม่มีสิทธิประท้วงประเด็นที่ ๑

ประเด็น ๒ ผู้ที่กําลังพูดอยู่นี่ยังพูดอยู่ในประเด็น ประธานเองก็พูดเมื่อหยก ๆ สักครู่ว่า กําลังพูดอยู่ในประเด็น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมคิดว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะให้ผู้ที่กําลัง อภิปรายอยู่และอภิปรายให้จบความ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญเป็นการใช้สิทธิ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผม ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ประท้วงว่าประธานไม่มีสิทธิประท้วง ที่จริงผมไม่ได้ประท้วงครับ ผมทักท้วงเป็นการใช้คําพูดผิดของสมาชิกเท่านั้นเอง ผมทักท้วงไปแล้ว ๒ ครั้ง ที่ท่านสมาชิกพูด นั่นประเด็นที่ ๑ นะครับ แล้ว

ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าผมวินิจฉัยว่าคุณหมอพูดอยู่ในประเด็นผมย้ําอีกที ตั้งแต่เริ่มต้นคุณหมออยู่ในประเด็นมาโดยตลอด แต่เพิ่งเริ่มจะออกนอกประเด็นตอนจะจบนี่ละครับ ผมถึงได้ทักท้วงและมีผู้ประท้วงต่อเนื่อง แล้วผมก็ให้เกียรติคุณหมอใช้เวลา ๑ นาทีหรือ ๒ นาที ให้คุณหมอได้มีโอกาสได้พูดแต่ก็ยังอยู่นอกประเด็นอยู่ แล้วก็มีผู้ประท้วงผมก็เลยอนุญาตให้พูดต่อ ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะขออนุญาตให้คุณหมอหยุดการอภิปราย

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านขจิตรมีอะไรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมประท้วง ผู้กําลังอภิปราย ประเด็นที่พูดท่านได้กล่าวคําพูดที่ไม่สามารถเป็นไปได้ แล้วท่านอภิปราย นอกประเด็นมาเป็นระยะ แล้วก็ขอความกรุณาท่านประธานด้วยนะครับ เพราะว่าการสรุป ของท่านประธานทําให้ผมเสียหาย ท่านบอกว่าผู้อภิปรายพูดเข้าประเด็นมาตลอดไม่ใช่หรอกครับ ท่านอภิปรายบอกว่าให้ท่าน ๒-๓ นาที การประชุมที่ผ่านมา ๑๒ วัน ก็จะจบลงโดยเร็วไม่เชื่อครับ ไม่ใช่ความจริงครับ เพราะฉะนั้นเพียงแต่อยากพูดนอกประเด็น แล้วมาอ้างอย่างนี้ ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่ง สิ่งที่ผมลุกขึ้นประท้วงผมไม่อยากประท้วงเลยนะครับ ผมไม่ใช่คนที่จะชอบ แต่ว่าผมทนไม่ได้ที่จะทําผิดข้อบังคับเป็นสิทธิของผมเหมือนกัน ในฐานะที่จะรักษามาตรฐาน ของสภานี้ให้ทําตามข้อบังคับและตามรัฐธรรมนูญ ผมว่าท่านผู้อภิปรายได้จบไปแล้วครั้งหนึ่ง พอผมประท้วงท่านขอต่ออีกนะครับ ประเด็นอย่างนี้ต้องให้หยุดอภิปรายแล้วครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงถ้าไม่ประท้วง ท่านก็จบไปตั้งนานแล้วครับ ท่านพอเถอะครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้วครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านครับ ผมกรุณาถามท่าน ท่านใช้มาตรา ๔๔ ใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช่ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานวิปนะครับ ท่านอุดมเดชเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว และจะชี้แจง วัตถุประสงค์ว่าสิ่งที่ผมจะเล่าเรื่องให้ท่านอุดมเดชฟังจะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน เป็นเนื้อความเดียวกันที่ผมจะพูดต่อไปนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมใช้อํานาจ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๔ อย่างที่ท่านพูด แต่ที่สําคัญเพราะท่านพูดผิดข้อบังคับ ตามข้อ ๔๓ ผมพยายามทักท้วงหลายครั้งมีสมาชิกประท้วงหลายครั้งเช่นกัน แต่ท่านก็ยังผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมเลยจําเป็นต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ เท่านั้นเองเห็นว่าสมควรแล้ว และท่านก็ยุติ การอภิปรายไปแล้วก่อนหน้านั้นจบไปแล้วครับ ผมว่าพอสมควรคุณหมอครับ ขอบคุณครับ คุณหมอสุกิจมีอะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแล้วก็วิปฝ่ายค้านนะครับ ท่านประธานครับวันนี้เราได้ตกลงกันแล้ว แล้วก็ยืนยันผลการตกลงว่าจะให้จบมาตรา ๒๙๑/๑๑ และมาตรา ๒๙๑/๑๒ เพราะฉะนั้น การอภิปรายวันนี้ขอให้ท่านประธานช่วยผ่อนหนักผ่อนเบาสักนิดได้ไหมครับ แม้ว่าจะมีการเสริม การอธิบายที่ค่อนข้างจะละเอียดไปสักนิดหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ผลก็คือจะต้องจบแน่นอนครับ พวกเราจะพยายามควบคุมผู้อภิปรายครับ ก็ไม่อยากให้ท่านประธานทักท้วงบ่อยทําให้ผู้อภิปรายเสียสมาธิ แล้วก็จะช้าโดยใช่เหตุครับ ขอความกรุณาท่านประธานนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับคุณหมอครับ คุณหมออย่างนี้นะครับ ผมเล่าให้ฟังหลังจากทําหน้าที่เสร็จแล้วผมลงพื้นที่หรือมีโอกาสไปพบ กับประชาชน หรือแม้แต่กับสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายท่านก็ตําหนิว่าผมให้เกียรติฝ่ายค้าน มากเกินไป ทําให้มันยืดเยื้ออะไรทํานองนี้นะครับ ซึ่งที่จริงแล้วผมก็อนุโลม ผมเห็นด้วยกับ คุณหมอที่พูดเมื่อสักครู่ แล้วผมพยายามทําอย่างที่คุณหมอได้แนะนํานะครับ แต่ถ้าสมมุติ มันนอกประเด็นไกลไปผมก็จําเป็นต้องทักท้วง ถ้าผมไม่ท้วงก็จะมีสมาชิกประท้วง มันก็ทําให้ เสียบรรยากาศ เพราะฉะนั้นถ้าคุณหมอสังเกตเริ่มการประชุมวันนี้ผมถึงได้เกริ่นนํากับสมาชิก อย่างไรครับว่าเราอยู่วาระที่สองให้เข้าสู่ประเด็นที่ได้สงวนไว้นะครับ ถ้านอกประเด็น มันจะทําให้ผมหรือสมาชิกประท้วง มันก็จะทําให้เสียความรู้สึก เสียบรรยากาศ ซึ่งผมเอง ก็ไม่อยากทักท้วงให้เสียบรรยากาศนะครับ ผมเลยขอความร่วมมือกับสมาชิกว่าเพื่อตัดปัญหา เราพูดอยู่ในกรอบของข้อบังคับที่พูดในประเด็นที่ได้สงวนเอาไว้ก็อาจจะไม่มีใครประท้วง ผมก็จะได้ไม่ต้องทักท้วงอะไรอย่างนี้ บรรยากาศน่าจะดีกว่า อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ข้อตกลง ของวิป ๓ ฝ่ายตกลงว่าเราจะอภิปรายให้จบมาตรา ๒๙๑/๑๒ ให้จบภายในวันนี้ก็เป็น ข้อตกลงที่ดีมีการเจรจากัน แต่ในการประชุมผมในฐานะทําหน้าที่ประธาน ผมก็ต้องมีหลักของผม ผมก็ยังต้องยึดข้อบังคับอยู่นะครับ เพียงแต่อาจจะต้องอนุโลมบ้างพอสมควร ผมจะใช้คําว่า เอาพอสมควร ผมจะพูดบ่อยครับ ถ้าผมได้พูดว่าเอาพอสมควรหมายความว่าผมให้เกียรติแล้วครับ และอนุโลมแล้วนะครับ แต่ก็ต้องเอาพอสมควรไม่อย่างนั้นฝ่ายนี้ก็จะประท้วงมันก็จะทําให้ เสียบรรยากาศ เอาตามนี้ก็แล้วกันนะครับ เชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน เชิญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูในรายงาน ก็คือหน้า ๒๓๑ กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น ๖ ประเด็น แต่ว่าเพื่อสนองเจตนารมณ์ ของท่านประธาน จะขออภิปรายเพียง ๓ ประเด็น ประเด็นที่กระผมไม่ติดใจจะอภิปรายก็คือ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องกรอบระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. ที่กระผมแปรญัตติไว้ ๓๖๐ วัน ก็ไม่ติดใจจะอภิปรายแม้ว่าจะยังคงยืนยันความเห็นที่ได้สงวนไว้ แต่ก็มีผู้อภิปรายไปมากพอสมควรแล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่ผมจะไม่ติดใจอภิปรายนะครับ ก็คือในวรรคสี่ ที่บอกว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการถ่ายทอดสด การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญและการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทางวิทยุโทรทัศน์ หรือวิทยุกระจายเสียงทุกครั้ง ก็ไม่ติดใจจะอภิปรายครับ แม้ว่าจะยังคงยืนในความเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นกระผมจะอภิปรายเพียง ๓ ประเด็น ซึ่งก็จะมีลักษณะที่เชื่อมโยงกันนะครับ แล้วขอตั้งข้อสังเกตอยู่ ๑ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือในวรรคสองในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างก็ได้ ในประเด็นนี้กระผมขอแปรญัตติแก้ไขเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนํารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ประเด็นคุณงามความดีของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็มีผู้สงวนคําแปรญัตติ มีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายไปมากพอสมควรแล้ว กระผมจะสรุปเพียงสั้น ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญในยุคสมัยของเราฉบับแรกที่จัดทําขึ้นในขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ยังคงมีชีวิตอยู่ แล้วก็จัดทําในรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นก็เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างนวัตกรรม ทางการเมืองใหม่ ๆ มากมายหลายประการ แล้วก็เป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และประเด็นสําคัญก็คือก่อนหน้านี้ ๒-๓ ปี ที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้มีข้อเสนอให้นํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ กระผมก็ขออภิปรายสนับสนุนในประเด็นนี้

แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยจะได้มีการพูดถึงกันนักก็คือว่า กระผมไม่เห็นว่า การเขียนไว้ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่าง กระผมว่าเป็นการเปิดกว้างจนเกินไป แล้วก็ ยากที่จะหามาตรฐานวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญที่เรามีมาแล้ว ๑๘ ฉบับ ฉบับไหนเป็น รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ต่างคนต่างความคิดเห็น ถามว่าถ้าเขียนไว้อย่างนั้น จะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ ท่านประธานครับก็อาจจะไม่เกิดปัญหาอะไรเลยก็ได้ เพราะใช้คําว่าอาจ แต่กระผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้ง ๑๘ ฉบับนั้น ๑๗ ฉบับก็คือตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น มีความคล้ายคลึงกัน และเกือบเหมือนกันในประเด็นสําคัญตั้งแต่หมวด ๒ เป็นต้นมา แต่ว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง ที่กระผมเห็นว่าหากมีการนํามาเป็นต้นแบบในการยกร่างแล้ว อาจจะเกิดปัญหาคําถาม และข้อสงสัยในสังคมอยู่ตามสมควร ซึ่งไม่เหมาะกับบรรยากาศในเจตนารมณ์ที่จะสร้าง ความปรองดองในขณะนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย คือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผู้เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงหรือไม่ ตอบว่ามีครับ มีนักวิชาการ คณะหนึ่งเสนอมาตั้งแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ บอกว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. นั้น ท่านเห็นว่าควรนําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างร่วมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ท่านให้ใช้ ๓ ฉบับนี้ ซึ่งล้วนเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะราษฎร์ ของท่านปรีดี พนมยงค์ โดยแท้ ผมไม่ติดใจรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ และฉบับปี ๒๔๘๙ แต่ในกรณีของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวปี ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของประเทศไทย เป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีอายุใช้งานสั้นที่สุดคือเพียง ๕ เดือน ๑๓ วันนะครับ แล้วก็มีนักวิชาการบางคณะเห็นว่า มีความเป็นประชาธิปไตยสูง มีอดีตผู้นําทางการเมืองของไทยได้เคยกล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง และมีความเป็นประชาธิปไตยในลักษณะสากลสูงกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด ขออนุญาตไม่จําเป็นที่จะต้องอ้างอิงนะครับ ถ้าเผื่อมีการนําพระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างตามที่เขียน เปิดกว้างไว้ ก็อาจจะเกิดมีปัญหาทําให้เกิดความขัดแย้ง ทําให้เกิดความหวาดระแวง ทําให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ ๑๗ ฉบับนับตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมา สารัตถะสําคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้มีบทบัญญัติ รองรับไว้ในมาตรา ๘ ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นเช่นนี้ตลอดมา ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น จะมีการยกร่างขึ้นในสถานการณ์ใดๆ แต่มาตรา ๘ ก็ยังคงเป็นหลักของรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทยมาโดยตลอด อาจจะผิดเพี้ยนที่ตัวอักษรบางตัวอักษรเท่านั้น แต่ว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไม่มีหลักการในมาตรา ๘ แต่ว่ามีหลักการในมาตรา ๖ แทน ซึ่งกระผมเห็นว่าหากนํามาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันในสังคมได้ แม้ว่าท่านผู้ที่มีความเห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช ๒๔๗๕ จะมีความเป็น ประชาธิปไตยสูง ตรงที่มาตรา ๑ ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าอํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎร ทั้งหลาย เขียนไว้สั้น ๆ แค่นี้ กระผมเห็นด้วยครับ แต่บริบททางการเมืองเมื่อเดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม ๒๔๗๕ กับบริบททางการเมืองในขณะนี้ กระผมเห็นว่าถ้าเผื่อ สสร. นําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฉบับนี้มาเป็นต้นแบบ แล้วก็อาจจะเกิดคําถามขึ้นมาว่าเราจะแก้ไขหลักการในมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญที่เป็นมา ๑๗ ฉบับ ไปเป็นมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ฉบับนี้หรือไม่ ผมขออนุญาตไม่อ่านความในมาตรา ๘ นั้น แม้ว่าทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันว่า จะต้องคงอยู่ในรัฐธรรมนูญที่จะเขียนขึ้นใหม่ต่อไป รวมทั้งคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณาแก้ไข ในหลักการไว้ในวรรคห้าแล้วก็จริง แต่ว่าความในมาตรา ๘นั้นก็เป็นประเด็นที่นักวิชาการ คณะหนึ่งเห็นว่าควรแก้ไข และที่สําคัญก็คือว่าหลักรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘ นี้ก็เป็นประเด็น สําคัญอย่างยิ่งที่จะทําให้ประเทศไทยยังไม่อาจที่จะให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมเพื่อยอมรับ อํานาจของศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ประเด็นนี้หากไม่มีการเขียนกรอบตีเอาไว้ว่าอะไร คือรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง กระผมเกรงว่าอาจจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นกระผมจึงแปรญัตติให้ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาประการใด ท่านประธานครับ นี่ก็เป็นประเด็นที่หนึ่งที่กระผมขออภิปราย

ในประเด็นที่ ๒ ที่จะขออภิปรายก็คือในวรรคห้าที่คณะกรรมาธิการได้กรุณา แก้ไขโดยไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ในประเด็นนี้กระผมเห็นด้วย แต่ว่าได้ใช้ข้อความที่มีความชัดเจนขึ้นแล้วก็แตกต่างออกไป เล็กน้อย เพื่อประหยัดเวลาจะไม่ขออภิปรายในประเด็นนี้ แต่ประเด็นที่คณะกรรมาธิการ ไม่ได้แก้ไขก็คือคณะกรรมาธิการเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แต่ประเด็นที่ผมแปรญัตติไว้ก็คือในหมวด ๑ บททั่วไปนั้นก็ถือว่า มีความสําคัญและมีความจําเป็นอย่างยิ่ง มีสมาชิกหลายท่าน มีกรรมาธิการหลายท่าน ที่อภิปรายในประเด็นนี้ไปพอสมควร แต่ว่าในประเด็นที่กระผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้เข้าใจว่า ยังไม่มีท่านใดอภิปราย ในบททั่วไปนั้นโดยปกติแล้วก็จะเป็นบทที่โดยการเขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ก็จะไม่มีใครแตะต้องแก้ไขอยู่แล้ว แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าย้อนไปดูสักนิดหนึ่ง ในช่วงการเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ในช่วงการเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดี มีประเด็นที่ผู้คนจํานวนมากในประเทศนี้รณรงค์ให้มีการแก้ไขหรือเขียนหลักการใหม่ไว้ ในหมวด ๑ บททั่วไป ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะเขียนหรือกําลังจะร่างขึ้นมาใหม่ และประเด็นนั้นได้ก่อให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมมากพอสมควร และกระผมเชื่อว่า ถ้าเผื่อในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ สสร. ไม่ตีกรอบเอาไว้ว่าไม่ให้เปลี่ยนแปลง บทบัญญัติในหมวด ๑ บททั่วไปแล้วนี่นะครับ การรณรงค์ให้แก้ไขหลักการในหมวด ๑ ในประเด็นต่อไปนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน ประเด็นนั้นก็คือการรณรงค์ให้มีบทบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเขียนขึ้น ปี ๒๕๔๐ การรณรงค์นั้นหนักหนาสาหัสตามสมควร ปี ๒๕๕๐ ขบวนรณรงค์นี้ขยายใหญ่ ขยายกว้างขึ้นมากพอสมควร และกระผมเชื่อว่าในปีนี้ หากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. การรณรงค์ประเด็นนี้ถ้าเผื่อไม่มีกรอบเอาไว้ว่า ไม่ให้มีการแก้ไขหลักการในหมวด ๑ บททั่วไป ก็จะมีการรณรงค์ที่ก่อให้เกิดความคิดเห็น ที่แตกต่างกันในสังคมมากพอสมควร เพราะว่าบทบัญญัติที่จะมีการรณรงค์ว่าให้บัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาตินั้น เท่าที่เป็นมาในปี ๒๕๕๐ นั้นก็มีข้อเสนอ ให้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ แต่เดิมที่เขียนว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะมีการเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมเป็น ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติ หรือไม่ก็จะมีการรณรงค์ให้เขียนมาตราใหม่ขึ้น ในหมวด ๑ ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติของประเทศไทย รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น กระผมจะไม่อภิปรายว่ากระผมเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วยกับการรณรงค์ดังกล่าว กระผมจะไม่อภิปรายว่าหลักการดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ถูกต้อง แต่กระผมขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่าในท่ามกลาง ความขัดแย้งของบ้านเมืองที่ยังต้องการความปรองดองอยู่อย่างนี้ ประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่สามารถ ที่จะตกลงเป็นฉันทามติกันได้ก็มีมากมาย เราสมควรหรือไม่ที่จะเปิดประเด็นที่มี ความละเอียดอ่อน มีความล่อแหลมนี้ขึ้นมา ท่านประธานเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตําแหน่ง ท่านประธานคงทราบดีว่าในขณะนี้ในบรรยากาศ ๑ ปีจากนี้นอกจากจะมี การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. จากผลงานที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นี้แล้ว ยังมีพระราชบัญญัติสําคัญอีกฉบับหนึ่งที่กําลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็คือร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ในขณะนี้ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันมากพอสมควรว่า

๑. ควรจะมีการบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติไว้ ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยหรือไม่

๒. ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .... นั้น มีบางท่านกล่าวว่าก็คือมาตรา ๑๑๒ ภาคศาสนา มีความเหมาะสมจําเป็นในสถานการณ์เช่น ปัจจุบันนี้หรือไม่

กระผมมองเหตุการณ์ในอนาคตแล้วไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะขบวนรณรงค์นี้ เป็นขบวนที่ค่อนข้างจะเหนือการเมือง หากคณะกรรมาธิการจะรับฟังความคิดเห็นของผม และแก้ไขตีกรอบไว้ในวรรคห้าว่าไม่ให้มีการแก้ไขหลักการในหมวด ๑ กระผมว่าก็จะเป็น การกันไว้ดีกว่าแก้ ในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๐ ถ้าท่านย้อนไปดูว่าการรณรงค์ให้บัญญัติหลักการ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาตินั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ก่อให้เกิด ความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากพอสมควร จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีกระแสพระราชดํารัสออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่า พระพุทธศาสนาเป็นของสูงไม่ควรนํามาเกี่ยวข้องกับการเมือง กระผมจะไม่อ่านรายละเอียด เพราะเชื่อว่าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกอาจจะหาอ่านได้ การรณรงค์ครั้งนั้นจึงยุติลง ประมาณปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ เพราะว่าเป็นเหตุสนองกระแสพระราชดํารัส กระผมไม่แน่ใจว่าหากประเด็นนี้ถูกนําขึ้นมาเป็นการรณรงค์ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ อีกครั้งหนึ่งนั้น จะทําให้สถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนอยู่แล้วทวีความสลับซับซ้อน ยิ่งขึ้นไปมากแค่ไหน ท่านประธานครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นสําคัญที่กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้ในวรรคห้าว่า นอกจากกรอบเดิมที่ไม่ให้เขียนรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และที่คณะกรรมาธิการกรุณาเติมว่า ไม่ให้แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์นั้น กระผมเห็นว่าน่า จะต้องมีการเพิ่มเติมไม่ให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ๑ บททั่วไปไว้ด้วย ด้วยเหตุผล ที่กระผมคิดว่าเล็งเห็นสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ได้แต่ทําหน้าที่บอกกล่าวผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ อันนี้ก็เป็น ๒ ประเด็นแล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ผมได้แก้ไขเพิ่มเติมแปรญัตติขึ้นมาเป็นวรรคใหม่ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เป็นการสร้างกรอบในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งการสร้างกรอบของกระผมไม่ได้ห้ามแตะต้อง องค์กรอิสระ ไม่ได้ห้ามแตะต้องศาลแต่ประการใดทั้งสิ้น ดังที่อาจจะมีเพื่อนสมาชิกได้สงวน คําแปรญัตติไว้ แต่กระผมเห็นว่าเป็นการสร้างกรอบที่รักษาของดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เอาไว้ แล้วก็เป็นการเพิ่มหลักการใหม่ที่จะทําให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นมีหลักการที่เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ความที่กระผมแปรญัตติเพิ่มขึ้นนั้นก็คือการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องคงหลักการเกี่ยวกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนตามบทบัญญัติหมวด ๓ สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้ก็เป็นความโดยทั่วไปที่ให้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นของดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่พัฒนามาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ส่วนที่ใหม่ จริง ๆ ที่กระผมเพิ่มขึ้นแล้วก็อาจจะมีเพียงกระผม ท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ได้แปรญัตติเอาไว้ก็คือข้อความต่อไปนี้ รวมทั้งการกําหนดให้ทรัพยากรแร่ และปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทําหน้าที่จัดสรรการใช้อํานาจ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งต้องคํานึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสําคัญ และต้องคํานึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน ท่านประธานครับ มาตรานี้สืบเนื่องจากการที่กระผมอยู่ในวุฒิสภาเข้านี่ครับ อยู่ในคณะกรรมาธิการชุดที่ทําการศึกษาเรื่องปิโตรเลียม ชุดที่ทําการศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล ในประเทศไทย แล้วก็มีรายงานของคณะกรรมาธิการที่เผยแพร่ออกมาผ่านการรับรอง ของวุฒิสภาแล้วหลายประเด็น ในประเด็นสําคัญก็คือว่าค่าภาคหลวงในการใช้ทรัพยากรของ ประเทศไทยเรา โดยเฉพาะปิโตรเลียมนั้นต่ํามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น หรือประเด็นที่กล่าวถึง ความไม่มีธรรมาภิบาลขององค์กรบางแห่งในการกําหนดราคาพลังงานและอื่น ๆ ซึ่งกระผม เห็นว่าก็ย่อมสามารถที่จะมีข้อโต้แย้งได้มากมายว่าจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพราะว่ากรรมาธิการ ชุดคณะของผมก็ไม่ได้มีสื่อของภาครัฐที่จะสนับสนุน เกิดคําถามขึ้นมามากมายว่า คนไทยซื้อน้ํามัน และก๊าซธรรมชาติแพงกว่าคนอเมริกันจริงหรือไม่ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออก น้ํามันดิบลําดับต้น ๆ ของโลกมากว่า ๑๐ ปีแล้วจริงหรือไม่ ค่าตอบแทนที่ประเทศได้รับ จากสัมปทานถูกที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นจริงหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนการขุดเจาะ ในประเทศไทยถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นจริงหรือไม่ และทําให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับ ท้องถิ่นน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจริงหรือไม่ สําคัญที่สุดก็คือประเทศไทยไม่เคยทําข้อมูลสํารวจ แหล่งทรัพยากรด้วยตัวเองเลย ซึ่งแม้แต่ประเทศกัมพูชาก็ยังทํา จริงหรือไม่ และทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีทิศทาง ในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานเหมือนกันจริงหรือไม่ เพราะอะไร จริงหรือไม่ที่ว่า บริษัทพลังงานของรัฐที่ขายหุ้นอยู่ในตลาดบางแห่งนั้นมีกําไรมหาศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีประโยชน์ทับซ้อนจริงหรือไม่ และทําให้ผลประโยชน์ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ตกไปอยู่กับกลุ่มทุน และกลุ่มทุนการเมืองจริงหรือไม่ ท่านประธานครับ กระผมนึกได้ว่าครั้งหนึ่งที่บ้านนี้เมืองนี้ มีปัญหาเรื่องการปิดกั้นสื่อในปี ๒๕๓๕ ก็เกิดการต่อสู้รณรงค์ให้เปลี่ยนหลักการสําคัญที่ว่า สื่อ คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ คลื่นความถี่เป็นสมบัติของรัฐนั้นเปลี่ยนมาเป็นประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ให้มีองค์กรอิสระขึ้นดําเนินการบริหารจัดการจัดทําแผนแม่บท กระผมก็คิดขึ้นมาว่า ทําไมเราจะทําเช่นนั้นกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะปิโตรเลียมไม่ได้ หลักการของ ประเทศไทยซึ่งก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ที่ว่าปิโตรเลียมเป็นของรัฐ แร่เป็นของรัฐ กําลังถูกตั้งคําถามอย่างท้าทายว่าสุดท้ายรัฐทําเพื่อผลประโยชน์ของประเทศและของประชาชน สมบูรณ์แล้วหรือไม่ ทําไมเราไม่เปิดโอกาสให้ทรัพยากรปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ต่าง ๆ นั้น เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทําหน้าที่จัดสรร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสําคัญ และต้องคํานึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนท่านประธานครับ เมื่อประจวบเหมาะ กับมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ เพื่อจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กระผมรู้ว่าการเขียน กรอบเหล่านี้ไว้ให้ สสร. จัดทํานั้นอาจจะเป็นสิ่งท้าทายแต่กระผมคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดี ที่จะเสนอหลักการที่ผมเชื่อว่าหลักการข้อนี้อยู่เหนือสี อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนไม่ว่าเสื้อสีอะไร เสื้อสีแดง เสื้อสีเหลืองหรือไม่ใส่สีอะไรเลยนั้นย่อมได้ประโยชน์ทั้งสิ้น ในประเด็นนี้วรรคที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา ท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ซึ่งจะเป็น ส.ว. คนต่อจากผมหลังจาก ส.ส. อภิปรายไปแล้ว ท่านจะได้อภิปรายในประเด็นนี้ต่อ ขยายความต่อ แล้วก็เมื่อถึงคิวของท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ชุดที่ผมทํางานอยู่มา ๔ ปี ท่านก็จะอภิปรายประเด็นนี้ กระผมขอกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่าได้โปรดกรุณารับฟังความคิดเห็นอันนี้ครับ กระผมตั้งใจ อย่างยิ่งในการแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๑ อย่างจริงจัง แล้วก็ตั้งใจจะใช้เวลาอภิปราย ตามข้อบังคับอย่างชนิดประหยัดเวลามากที่สุด ไม่อ้างอิงถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น เพื่อประหยัดเวลาของสภา แต่ท่านประธานครับ ก็คงจะต้องยาวกว่าที่เคยอภิปรายมา ก็ขอความกรุณาท่านประธานคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาด้วย โดยเฉพาะประเด็น เรื่องอย่าห้ามแก้ไขหมวด ๒ อย่างเดียว ห้ามแก้ไขหมวด ๑ ด้วย ท่านประธานคงจะรู้ว่า สิ่งที่จะดําเนินมาอีก ๑ ปีข้างหน้านั้นคืออะไร ถ้าเราเปิดกว้างไว้นะครับ

สุดท้ายเป็นประเด็นวรรคหกเดิม ที่บอกว่าในกรณีที่รัฐบาลวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ท่านประธานครับ เรื่องนี้กระผมแปรญัตติตัดออกทั้งหมด เนื่องจากว่ากระผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะเป็นผู้วินิจฉัยนะครับ ผมขออนุญาตเท้าความแต่เพียงสังเขป หวังว่าท่านประธานจะกรุณา ขอถือว่าเป็นข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทั้งหลายว่าการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. เขียนขึ้นนั้นจะขัดกับวรรคห้า ซึ่งถือว่าเป็นกรอบสําคัญกรอบเดียว ที่คณะกรรมาธิการวางไว้หรือไม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นอํานาจของท่านประธาน ถ้าท่านประธานบอกว่าไม่ขัด ท่านประธานก็ส่ง กกต. ไปลงประชามติเลยอย่างนี้ใช่ไหมครับ ทีนี้กระผมก็ถามว่าถ้าเกิดท่านประธานเห็นขัดล่ะ ท่านประธานวินิจฉัยให้ตกไปเลยไม่ได้ ท่านประธานก็ต้องส่งเข้ามาให้รัฐสภาวินิจฉัยตามที่ร่างของคณะกรรมาธิการเขียนไว้ ในวรรคหกนี้ ทีนี้กระผมก็ถามว่าแล้วรัฐสภาจะวินิจฉัยอย่างไร รัฐสภาจะต้องเรียกประชุมหรือไม่ ก็ต้องกล่าวได้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีการเรียกประชุมรัฐสภาใช่ไหมครับ ทีนี้จะเรียกประชุม รัฐสภาได้อย่างไรในเมื่อการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๖ เพิ่มขึ้น อีก ๒ อนุมาตรา คือ (๑๗) กับ (๑๘) ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการจะกรุณาดูตามผม ก็จะเห็นว่าเพราะฉะนั้นกรณีที่รัฐสภาจะมีการประชุมร่วมกันอย่างเช่นวันนี้นะครับ ก็จะมีได้ ทั้งสิ้น ๑๘ กรณีเท่านั้น ก็คือของเดิม ๑๖ อนุมาตรา และของใหม่อีก ๒ อนุมาตรา ๒ อนุมาตราของใหม่คืออะไรครับ (๑๗) การให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (๑๘) การให้ความเห็นชอบญัตติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ทีนี้สมมุติว่าท่านประธานใช้อํานาจตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. จัดทําขึ้นนั้นทําท่าว่าจะขัดกับมาตรา ๒๙๑ วรรคห้า ท่านประธานจะต้อง ส่งให้รัฐสภาวินิจฉัยใช่ไหมครับ คราวนี้ท่านประธานจะเรียกประชุมรัฐสภาโดยอาศัยช่องทาง ตามรัฐธรรมนูญมาตราไหนครับ เพราะว่าทั้ง ๑๘ อนุมาตรา ของเดิม ๑๖ อนุมาตรา บวกของใหม่ ๒ อนุมาตรา ไม่ได้ให้อํานาจรัฐสภาที่จะประชุมเพื่อวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าเพื่อที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑ วรรคห้านี้หรือไม่ ท่านประธานตามผมทันนะครับ เพราะท่านประธานเก่งอยู่แล้วในเรื่องพวกนี้ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการคงจะตามผมทันนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นก็เลยจะกลายเป็นว่า การที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าขัดกับมาตรา ๒๙๑ วรรคห้า หรือไม่นั้น ซึ่งก็คาดการณ์กันว่าไม่น่าจะขัดนะครับ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ก็คือไม่ขัด ท่านประธานก็ส่งไป กกต. เลย แต่สมมุติต่อให้มี .๐๑ เปอร์เซ็นต์ที่ว่า ท่านประธานเกิดเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นขัด และจะให้รัฐสภาวินิจฉัย หรือท่านประธานจะกรุณามอบความไว้วางใจ ให้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นผู้ช่วยท่านประธานตัดสิน ปัญหาก็คือว่าจะเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาด้วยมาตราใดครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๖ ไม่เปิดโอกาสเอาไว้ ให้ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้กระผมขอกราบเรียนถามผ่านท่านประธานไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการได้ช่วยกรุณาตอบให้ผมหายข้องใจด้วย กระผมเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่ประเด็นที่กระผมต้องการที่จะหาเรื่องให้มันยืดยาวอะไรออกไปแต่ประการใด แต่กระผมเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องการแก้ไขตัวบทกฎหมายที่มีความเชื่อมโยงกันหลายบทหลายมาตรา ในบางครั้งก็อาจที่จะพลั้งเผลอไม่ได้เขียนเอาไว้ได้ ผมเองแม้จะแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๓ เอาไว้ แต่ก็ไม่ได้แปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓ ที่เป็นการเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญเอาไว้ ประเด็นนี้ก็ขออนุญาตถือเป็นข้อสังเกตที่สําคัญ แล้วก็อยากได้คําตอบว่า ถ้าคณะกรรมาธิการยืนตามร่างเดิม แล้วไม่กลับไปทบทวนการแก้ไขในมาตรา ๓ เรื่อง เกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา ๑๓๖ เลย สมมุติว่าท่านประธานรัฐสภาใช้อํานาจตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ แล้วเกิดเห็นว่ามันมีประเด็นบางประเด็นที่สมควรจะให้รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ของ สสร. ขัดมาตรา ๒๙๑ วรรคห้าหรือไม่ ท่านประธานจะเรียกประชุมร่วมของรัฐสภาด้วย มาตราใดของรัฐธรรมนูญครับ ขออนุญาตขอคําตอบในประเด็นนี้อย่างจริงจังนะครับ

สุดท้ายท่านประธานจบแล้วครับ คือกระผมแปรญัตติในมาตรานี้ทั้งหมด เฉพาะประเด็นที่อภิปรายมา กระผมต้องการให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจาก ประชาชนอย่างน้อยมีกรอบสําคัญที่ไม่ใช่เราจะกําหนดทิศทางของ สสร. หรือไม่ไว้วางใจ แต่เป็นกรอบที่กระผมเชื่อว่าถ้าเราเขียนเอาไว้ให้รัดกุมเพียงพอจะเป็นการช่วยเหลือรัฐบาลเอง จะเป็นการช่วยเหลือคณะกรรมาธิการและที่สําคัญที่สุดจะเป็นการช่วยเหลือบ้านเมือง เพื่อไม่ทําให้ความขัดแย้งแตกแยกที่ยังคงดํารงอยู่แล้วก็ไม่รู้จะจบลงเมื่อไรนี้นะครับ มีประเด็นที่ต่อเนื่องไปเป็นประเด็นอื่นเปิดประเด็นเพิ่มขึ้นมาด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตใช้สิทธิ แต่เพียงเท่านี้แล้วก็กราบผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่าในประเด็นที่ผม ตั้งข้อสังเกตไว้ในวรรคหกของมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น ถ้าจะกรุณาตอบให้หายข้องใจก็จะเป็นพระคุณ แล้วก็จะทําให้การอภิปรายนั้นไม่ยืดเยื้อต่อไป เพราะกระผมยังมองเห็นว่าไม่เห็นมีทางใด ที่ท่านประธานจะเรียกประชุมร่วมของรัฐสภาที่วินิจฉัยได้ในกรณีที่สมมุติว่าท่านประธานเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจจะมีลักษณะขัดหรือแย้งกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า อาจจะมีการบอกว่า ไม่เกิดกรณีเช่นนั้นขึ้น แต่ในการเขียนกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญนั้นเราจะไปอนุมานอย่างนั้น ได้อย่างไรครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านผุสดี ตามไท ครับ

นางผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ ซึ่งปรากฏในหน้า ๒๔๗ ของรายงานของคณะกรรมาธิการนะคะ สาระสําคัญดิฉันขออนุญาต อย่างนี้แล้วกันเพื่อเป็นการประหยัดเวลาจะไม่ต้องไปทีละวรรค ทีละตอนแต่ว่าจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานอภิปรายรวมไปในบางเรื่องที่รวมกันได้นะคะ ในมาตรานี้ เป็นเรื่องของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนะคะ ตั้งแต่แรกเลยดิฉันก็ขอขอบคุณในเรื่องของเวลา กรรมาธิการได้แก้ไขตรงกันกับที่ดิฉันได้ขอแปรไว้แล้วคือ ๒๔๐ วัน

ในเรื่องที่ ๒ วรรคสองของร่างของกรรมาธิการ ท่านระบุว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างที่จริงได้มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอภิปรายไปบ้างแล้วดิฉันขออนุญาตย้ําแต่เพียงว่า ในความคิดเห็นของดิฉันนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยจึงได้ขอตัดวรรคนี้ไป เวลาท่านเขียนว่าอาจ ซึ่งโดยนัยเห็นภาษาก็คือไม่ทําก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์อันใดที่ต้องเขียนลงไป ในปัญหาส่วนที่ ๒ ก็คือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงถึงบอกว่าให้เลือกเอารัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ท่านประธานคะ เราคิดอย่างไรคํานิยามของความเป็น ประชาธิปไตยสูงนี่คืออะไร นิยามคํานี้มันหมายถึงสาระหรือว่ามาตราต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ ในรัฐธรรมนูญที่ทําให้ผู้นําหรือฝ่ายบริหารนั้นมีความเข้มแข็งเป็นพิเศษ สามารถใช้อํานาจได้ เกือบจะแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบหรือว่าตรวจสอบได้ยากอย่างนั้นหรือเปล่าคะ ดิฉันก็ไม่แน่ใจดิฉันก็เลยขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าต้องตัดออกเพราะว่ามันไม่มี ความจําเป็น

และอีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญก็คือว่า ดิฉันไม่ประสงค์ที่จะต้องไปกําหนดให้กับ สสร. จะต้องมาเลือกเพราะดิฉันคิดว่าถ้าเราศรัทธาและเชื่อถือในความเป็นประชาธิปไตยจริง ก็ต้องให้ สสร. ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามาถึงจํานวน ๗๗ คนนั้นได้เป็นผู้ใช้สิทธิ และเสรีภาพในการกําหนดเลือกเอาเองว่าจะใช้รัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้วเป็นต้นแบบหรือจะลุกขึ้น ร่างใหม่ตามที่ท่านนั้นได้แก้ไขเอาไว้

เรื่องถัดไปท่านประธานคะ เรื่องที่ ๓ วรรคสาม ที่กรรมาธิการยังระบุไว้ว่า ถ้ายุบสภาหรือหมดวาระก็ไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. ตรงนี้ดิฉันไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งเลยซึ่งจริง ๆ แล้วในมาตราก่อนนั้นก็เคยอภิปรายไปบ้างแล้วก็ขออนุญาตย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าหากมีการยุบสภาหรือว่าสภาหมดวาระไปก็ต้องส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหมายถึงว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. นั้นต้องยุติลง ท่านประธานคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นความคิดริเริ่มของ ส.ส. ที่อยู่ในสภาปัจจุบัน ถ้าเผื่อว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ริเริ่มตรงนี้มีอันต้องถูกยุบไปหรือหมดวาระไป อนาคตเป็นของไม่แน่ไม่นอน ผู้ที่มีความคิดริเริ่มตรงนั้นอาจจะไม่ได้นั่งอยู่ในสภานี้ ดิฉันคิดว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราต้องเคารพในเรื่องสิทธิ เพราะฉะนั้นควรที่จะให้สภาชุดใหม่นั้น เป็นผู้ริเริ่ม ประเด็นสําคัญก็คือว่ากาลเวลาอาจเปลี่ยนแปลงไป ความคิดของผู้คนก็อาจะ เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่ยุบสภาหรือสภาหมดวาระแล้วไม่ส่งผล ต่อการปฏิบัติหน้าที่นั้นมันไม่ชอบธรรมที่จะให้ สสร. ทํางานต่อไป เพราะฉะนั้นท่านต้อง ให้สิทธิ แล้วก็ให้สภาชุดใหญ่เขาได้คิดเอง เขาอาจจะคิดเป็นอย่างอื่นก็ได้ ดิฉันได้เคย ยกตัวอย่างไว้เหมือนกับนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดนั้น แม้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระราชบัญญัติกองทุนการออมก็ดี หรือเรื่องของการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาพยาบาลฟรีก็ดี อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ขออนุญาตยืนยันกับท่านประธานว่าไม่เห็นด้วยค่ะ

ในประเด็นต่อมาดิฉันก็เขียนไว้ว่าต้องไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของ หมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ แต่ต้องเติมว่าของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่านกรรมาธิการได้เพิ่มเติมไว้ก็จริง อย่างที่ปรากฏอยู่ในร่างของคณะกรรมาธิการ บอกว่าถ้าเผื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญไปมีผล ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ เขียนไว้ดูดี นะคะท่านประธานคะ แต่ว่าเป็นหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญฉบับไหนคะ ดิฉันคิดว่าท่านสับขาหลอกหรือเปล่า เพราะถึงแม้ว่าสาระสําคัญโดยถัวเฉลี่ยทั้งหมด ที่ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จะมีสาระ โดยถัวเฉลี่ยใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าต้องเขียนให้ชัดเจน ก็เลยขออนุญาตเติมไปนะคะเพราะว่าจะได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในประเด็นถัดมาท่านประธานคะ ดิฉันเขียนเอาไว้คือขอสงวนคําแปรญัตติ เอาไว้อย่างชัดเจนในมาตรานี้ว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนี้จะต้องไม่มีผลกระทบต่อ องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และอํานาจตุลาการ รวมไปถึง อํานาจองค์กรตรวจสอบ อํานาจรัฐทุกองค์กร ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานถึงเหตุผลที่ดิฉันจําเป็นจะต้องเขียนเงื่อนไขตรงนี้ไว้ เพราะมันเป็น เงื่อนไขของโครงสร้างสังคมที่จําเป็นอย่างยิ่ง หัวใจสําคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ใคร ๆ เพรียกหากันอยู่ทุกวัน ถ้าท่านเพรียกหาโดยไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรมก็คงจะเห็นด้วยกับดิฉัน ว่าจริง ๆ แล้วหัวใจสําคัญในระบอบประชาธิปไตยทุกระบอบ ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภา ระบบประธานาธิบดี หรืออะไรก็แล้วแต่ มันต้องมีการตรวจสอบค่ะ แล้วก็ที่มักจะเคย กล่าวอ้างกันนี้นะคะว่า เช่น กระบวนการยุติธรรมของไทยใช้ไม่ได้เป็น ๒ มาตรฐาน จนกระทั่งเผยแพร่ความคิดเหล่านี้ไปสู่ผู้คนทําความเข้าใจผิดแล้วก็คิดว่าเสียงข้างมากนั้น คือความถูกต้องเสมอ แล้วก็จะทําอะไรก็ได้โดยไม่ต้องยี่หระต่อกฎหมาย โดยไม่ต้องยี่หระ ต่อกติกา โดยไม่ต้องยี่หระต่อความถูกต้องชอบธรรมแต่ประการใด ท่านประธานคะ ตรงนี้เราทําไม่ได้นะคะต้องหยุด ผู้มีอํานาจหรือผู้นําไม่ว่าจะได้รับเลือกมาด้วยเสียงข้างมาก เท่าไรก็ตามก็ไม่อาจที่จะใช้อํานาจตามอําเภอใจได้ การใช้อํานาจนั้นไม่ว่าจะเรื่องของ การบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของการตัดสินใจต่าง ๆ ก็ต้องอยู่บนกรอบของกฎหมาย และอยู่บนกรอบของความชอบธรรม ท่านประธานคะ ด้วยเหตุนี้ละค่ะ การตรวจสอบหรือการคานอํานาจในสังคมประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด ผู้นําคนใดที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม จะเป็น การควบรวมพรรคการเมือง หรือว่าจะเป็นเรื่องของการข่มขู่ หรือจะเป็นเรื่องของการ ให้สินบนนะคะ อย่างที่เราทราบกันกันอยู่จะเป็นถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็ดี หรืออะไรก็ดี มันทําไม่ได้นะคะท่านประธาน ระบอบประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่เขามีอารยะกันนี่ ก็ทําไม่ได้ค่ะเรื่องอย่างนี้ ผู้นําคนใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าวนั้นเรียกไม่ได้เลยค่ะ ว่าเป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าตรงนี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งเลยที่จะต้องเขียนไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นเงื่อนไขที่สําคัญของการเขียน รัฐธรรมนูญฉบับไม่ขึ้นมา เพราะอันนี้คือฐานรากที่สําคัญของสังคมประชาธิปไตย สําคัญที่สุดท่านประธานคะ ดิฉันยังได้ขออนุญาตสงวนคําแปรญัตติต่อไปไว้นะคะว่า การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องไม่ทําให้นิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิด ไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในขั้นใจ และต้องไม่ทําในลักษณะ ให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมาย ได้ลงมติแล้ว ได้วินิจฉัยแล้วว่าบุคคลนั้น หรือคณะบุคคลนั้นมีความผิดหรือได้มีการ ตัดสินคดีแล้ว ท่านประธานคะ ทําไมดิฉันถึงจะต้องยืนยันเอาไว้ว่าอันนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่สําคัญ ท่านประธานกําลังจะบอกให้พวกเราทั้งหลายนะคะ แล้วก็ให้ สสร. ได้ลุกขึ้นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เราต้องไม่ลืมละคะท่านประธานคะว่ารัฐธรรมนูญนั้นมันเป็นกติกาของสังคม สําหรับพี่น้องทั่วประเทศ มันไม่ได้มีความสําคัญเพียงแค่กฎหมายที่จะเป็นกลไกในการที่ รัฐบาลจะนําเอาไปปฏิบัติใช้ตามนโยบายเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องที่กติกาของสังคม โครงสร้าง อํานาจและองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชัดเจน ท่านประธานคะ ในกรณีนี้ดิฉันยืนยันเอาไว้ เพราะดิฉันถือว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องทําไป เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นได้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติตามกรอบของกฎหมาย คุณธรรม และจริยธรรม หาไม่เช่นนั้นแล้วรัฐธรรมนูญก็ไร้คุณค่าโดยสิ้นเชิง

ท่านประธานคะ ความสําคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เราได้เรียนกันมา อยู่ตลอด และทุกวันนี้ก็เป็นประจักษ์กันก็คือว่าทุกคนต้องปฏิบัติตนตามกฎหมาย แล้วก็ ยอมรับผลแห่งการกระทําของตนเอง หากความผิดนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุใด เมื่อใด ในภาวะอย่างไร ดิฉันคิดว่ากระบวนการยุติธรรมก็วิธีพิจารณาอยู่แล้วนะคะ เช่น ที่หลายคนบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเผาศาลากลางก็ดี เรื่องอะไรก็ดี การชุมนุมก็ดี ดิฉันคิดว่าศาลก็มิวิธีคิดอยู่และสถานการณ์เหล่านั้นก็ถูกนําเข้ามาร่วมในการวินิจฉัยด้วย เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญก็อยู่ตรงที่ว่าตัวตนแต่ละตนของสมาชิกที่อยู่ในสังคมนั้น ต้องอยู่มีสติอยู่เสมอ เราจะปล่อยให้คนอื่นมายุยงให้เราไปทําความผิด ฆ่าคนอื่น ไปทําลายทรัพย์สิน เราก็ต้องตระหนักและเราต้องรับโทษ อาจจะเบา อาจจะหนัก อาจจะน้อย อาจจะมากนั้นก็แล้วแต่กรณี แล้วแต่สถานการณ์ แต่เราไม่อาจจะอ้างได้เลยว่า คนอื่นนี่ยุยงให้เราทํา แต่เป็นเพราะมือเราลงมือกระทําเราก็ต้องรับผิดชอบ ท่านประธานคะ การปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนตระหนักรู้แล้วก็เห็นเป็นประจักษ์ว่าไม่มีใคร ถูกเลือกปฏิบัติ ทําผิดก็ต้องถูกลงโทษ จะหนัก จะเบาก็แล้วแต่ข้อเท็จจริง แล้วก็การพิจารณา ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่จะต้องมาบอกว่าไม่ได้ทําอะไรผิด ถูกกลั่นแกล้ง ดิฉันคิดว่า อย่างนี้อีกหลายร้อยปีก็คงจะปรองดองยาก ลําบากค่ะ เพราะว่าหากเป็นไปได้จริง ความขมขื่นในใจของแต่ละผู้คนซึ่งเขาเองถูกตัดสินและต้องรับกรรมชดใช้อยู่ เขาก็จะสั่งสม ความขมขื่นนั้นรอวันปะทุ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าเราไม่ควรอย่างยิ่งเลยที่จะต้องไปสร้าง เงื่อนไข ทําให้โอกาสแห่งการปะทุของความขมขื่นนั้นเกิดขึ้นได้จริง ท่านประธานไม่กลัว หรือคะว่าการปะทุอย่างนี้อาจจะส่งผลต่อชีวิตของเรา ของใครนะคะ อันนี้ไม่ได้ ดิฉันก็ขออนุญาตฝากไว้ว่าเราต้องไม่ทําเป็นอันขาด

สุดท้ายท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขอตั้งข้อสังเกตต่อข้อความในวรรคสี่ ของร่างของกรรมาธิการที่พูดถึงเรื่องของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วภูมิภาคด้วยนั้น ดิฉันก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วภูมิภาคนั้น อย่ากระทําเป็นเฉพาะพิธีกรรม เป็นเพราะตามรูปแบบ แล้วก็ไปตาม ๔-๕ ภาค ภาคละ ๑ ครั้งเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่พอค่ะ ท่านประธานค่ะ อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้นว่ารัฐธรรมนูญนั้น คือกติกาของสังคมของทุกคนในสังคมไทย เพราะฉะนั้นการเปิดเวทีเพื่อที่จะรับฟังนั้น เป็นความสําคัญอย่างยิ่ง ดิฉันจําได้ว่ามันมีวิธีการหลายรูปแบบมากเลย ท่านประธานค่ะ ดิฉันก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตเอาไว้บันทึกให้ สรร. ได้นําไปพิจารณาเมื่อตอน ช่วงปี ๒๕๔๐ ตอนร่างรัฐธรรมนูญดิฉันก็ได้มีโอกาสทํางานในฐานะที่เป็นสมาชิก ของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จังหวัดเชียงใหม่ เราก็รู้สึกได้ถึงว่าไปกันทุกอําเภอ จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ จะเดินถนน จะไปนั่งรถ ต้องทําค่ะ ทําแล้วนี่เราก็ตระหนักจริง ๆ ว่า ผู้คนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวัย ทั้งวัยรุ่น แม้แต่กลุ่มของพระสงฆ์ แม้จะกลุ่ม อะไรก็แล้วแต่ คนที่เป็นภารโรงของโรงเรียนก็มีความคิดความอ่านต่อเรื่องการสร้างกติกา ของสังคมทั้งสิ้น ดิฉันก็อยากจะฝากไว้อีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้ในแง่ของการทําความเข้าใจ เพื่อที่จะให้การลงมติของประชาชนนั้นได้เป็นไปด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ ก็คือว่ารายการโทรทัศน์ค่ะท่านประธานคะทุกคืนเลยในช่วงนั้นอย่างน้อยที่สุดจะมีอยู่ ๑ รายการที่จะเชิญให้ผู้ที่มีความคิดความอ่านอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และมาพูดถึง สาระและประเด็นสําคัญ ๆ ที่เขียนไว้หรือกําลังจะร่างไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น เรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งดิฉันจําได้ว่าหลายครั้งหลายหนก็จะมีคํากล่าวว่าโอ้ยนั้นมันเรื่องของ ฝรั่งมังค่านะคะ อย่างนี้เป็นต้น ดิฉันคิดว่ามันมีหลายประเด็นที่ควรจะต้องทําความเข้าใจ เพราะมันเป็นกติกาเบื้องต้น ดิฉันคิดว่าควรจะต้องถือโอกาสนี้ละค่ะก็รับฟังความคิดเห็น แล้วก็พูดกัน คนที่เห็นไม่ตรงกันก็อยู่บนจอเดียวกัน คนที่รับฟังทางบ้านก็ได้มีโอกาสรับฟังว่า เอาล่ะคนนี้เห็นด้วยอย่างนี้ ด้วยเหตุผลอะไร อีกคนหนึ่งเห็นต่างด้วยเหตุผลอะไร ท่านประธานค่ะในช่วงนั้นดิฉันมีความหวังมากที่สุดต่อเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย ของบ้านเรา เพราะเรายอมรับในความเห็นที่แตกต่างโดยไม่เคยจะต้องมาตีหัวกันเลย และโดยไม่เคยจะต้องมาด่าทอกันด้วยถ้อยคําหยาบคาย แต่น่าเสียดายท่านประธานค่ะ บรรยากาศและลักษณะของการถกประเด็นถกเถียงกันในเรื่องสาระสําคัญในชีวิต และในสังคมนั้นมันหายไป ดิฉันคิดว่าน่าจะถือโอกาสนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่ ท่านประธาน อาจจะคิดเห็นว่ามันต้องใช้งบประมาณตามที่ดิฉันได้ฟังนะคะ ท่านประธานค่ะ คนที่มีตําแหน่งอยู่ถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ก็บอกว่าโอ้ยไม่ต้องทําหรอกเสียเวลา เสียงบประมาณ ท่านประธานค่ะกระบวนการเช่นนี้มีคุณค่าเราต้องไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต้องถือว่าเป็นการลงทุน เป็นการลงทุนที่จําเป็นแล้วก็ควรจะต้องถือว่าเป็นเรื่อง ที่จําเป็นต้องทําเพื่อจะวางรากฐานที่ดี ท่านประธานค่ะ ดิฉันก็เลยขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานฝากผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการให้ช่วยพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อที่ว่า การร่างรัฐธรรมนูญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นไป ด้วยความมีประสิทธิภาพและจะเป็นจุดเริ่มต้นปรองดองที่ดีได้เพื่ออนาคตของสังคมไทย เพื่ออนาคตของทุกคน กราบขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ด้วยเหตุผล ที่ว่าใน ๕-๖ วรรค ตามร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปทําแล้วนั้น ดิฉันไม่เห็นด้วย ตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ ๒-๓ ประเด็น แต่ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้กล่าวไปแล้ว เพื่อไม่ให้รัฐสภาแห่งนี้เสียเวลากับการที่พูดซ้ําซากเดี๋ยวจะมีการกล่าวหาว่า ส.ว. พูดซ้ําซาก เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นดิฉันก็จะเข้าสู่ประเด็นที่ดิฉันต้องการที่จะพูดให้ท่านคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้รับทราบไว้ สิ่งนั้นก็คือการที่ดิฉันเติมในวรรคหก ก็คือการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งท่าน กําลังจะทํานี้จะต้องคงหลักการที่ดิฉันขอให้ใส่เกี่ยวกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะที่บอกว่าคุ้มครองสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วม ของประชาชน ซึ่งตรงนี้ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญเขียนไว้สวยหรู แล้วก็บอกว่าเป็นฉบับที่เรายอมรับกันอยู่แล้วว่า เป็นของประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมเยอะมาก แต่ท่านเชื่อไหมว่าการให้สิทธิชุมนุม หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมากเลยเพราะเนื่องจากว่า ต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือที่ชาวบ้านเรียกว่ากฎหมายลูกนั้นประกอบ จึงมีผลบังคับใช้ จนแล้วจนรอด ๑๐ ปีที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้บังคับ กฎหมายลูก ที่ชาวบ้านคอยแล้วคอยอีกก็คลอดยากเหลือเกิน อาจจะเป็นท่าที่พิสดารหรืออย่างไรก็ไม่รู้ เพราะกว่าจะคลอดออกมามันจึงยากมาก จึงทําให้ไม่สามารถมีผลบังคับใช้ต่อการที่ชุมชน ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงนั้นมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง จากกนั้นพอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้คลอดออกมา พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งได้บัญญัติไว้ ให้มีเจ้าภาพในการออกกฎหมายลูก กําหนดว่าต้องมีเจ้าภาพในการที่จะออกกฎหมายลูก ไม่ต้องมีศัพท์บัญญัติอะไรทั้งสิ้น จากนั้นก็ยังเห็น ๆ กันอยู่ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ในบางมาตราก็ยังไม่มีกฎหมายลูกที่จะออกมาใช้บังคับ ดิฉันยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๖๗ วรรคสอง ที่เกี่ยวกับสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมมันชี้ให้เห็นถึงว่า ไม่ได้ใส่ใจกับรัฐธรรมนูญที่กําหนดว่ามีหน่วยงานคือผู้ตรวจการแผ่นดินต้องเป็นเจ้าภาพ ในการออกกฎหมายลูกนั้น ซึ่งดิฉันอยู่ในคณะกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล ได้สอบถามกับผู้ตรวจการแผ่นดินว่าเหตุไฉนผ่านมาแล้ว เกือบ ๒ ปี จึงไม่มีกฎหมายลูกฉบับนี้ออกมาเพื่อมีผลใช้บังคับ ท่านทราบไหม ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินบอกออกแล้ว แต่ที่มันยังติดขัดก็ด้วยสภาแห่งนี้โดยท่านผู้ทรงเกียรติ ของสภาแห่งนี้นั้นล่ะไม่ได้ผ่านกฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง โดยการให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ต่อการปฏิบัติที่ประชาชนจะได้มีสิทธิ มีส่วน ในการดูแลท้องถิ่นของตน เพราะเขาเป็นผู้เสียหาย เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะต้อง รับผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมจึงเกิดเป็นเรื่องเป็นราวมากมาย มีผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคมมากมายที่ผ่านมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงบอกว่าเมื่อในสมัยนี้ท่านต้องการที่จะ แก้รัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมากที่ท่านมีอยู่แล้วนั้น ดิฉันจึงอยากจะขอร้องว่าขอให้ท่าน ได้ร่างรัฐธรรมนูญที่มันมีผลใช้บังคับได้จริง ๆ อย่าสักแต่ว่าเป็นตัวอักษรมีไว้สวยหรูแต่หา ทําได้ไม่ แล้วสิ่งที่เป็นประโยคที่ดิฉันเพิ่มเติมที่สําคัญยิ่งก็คือ รวมทั้งการกําหนดให้ทรัพยากรแร่ และปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันนี้สําคัญ เพราะทุกวันนี้กฎหมายของเราได้กําหนดให้ทรัพยากรแร่และปิโตรเลียม เป็นทรัพยากรของรัฐ คําว่า เป็นของรัฐ นั้นท่านจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ที่ผ่านมาคําว่า เป็นของรัฐ ซึ่งขอเอ่ยนามท่านคํานูณได้พูดถึงแล้วว่าแล้วมันได้อย่างไรบ้างกับการเป็นของรัฐ ไม่ว่าค่าภาคหลวง ซึ่งดิฉันจะไม่พูดถึง เพราะคําว่า ของรัฐ นั้นอํานาจอยู่ที่รัฐ เมื่ออํานาจอยู่ที่รัฐ ย่อมก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตนและพวกพ้อง ลืมสาธารณะ ลืมประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ ด้วยเหตุนี้มันง่ายเหลือเกิน เมื่อเป็นของรัฐ ผู้มีอํานาจแห่งรัฐ ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าคือใคร ก็จะใช้ ดิฉันอยากจะบอกว่าอํานาจที่ตัวมีอยู่และโอกาสที่เปิดให้ จึงดําเนินการในสิ่งที่ดิฉันถือว่าไม่โปร่งใสหลาย ๆ เรื่อง และเสียผลประโยชน์ของชาติ ชาติเสียหาย ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงไม่อยากให้ทรัพยากรแร่หรือทรัพยากรปิโตรเลียมนี้เป็นของรัฐ ตามกฎหมายเดิม ท่านกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเถอะว่าให้เป็นวิธีการของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะมันหมายถึงว่าเป็นของส่วนรวม ประชาชนมีสิทธิด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการที่ท่านกําหนดอย่างนี้นั้น ดิฉันถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏเลย ในประเทศชาติไทยแห่งนี้มาก่อน ซึ่งก็จะเป็นที่สรรเสริญของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศว่า รัฐบาลนี้ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ประชาชน ทั้งประเทศ ไม่ใช่ของรัฐเพียงอย่างเดียว เพราะว่ารัฐมันเห็นอยู่แล้วว่าทุกวันนี้เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันขอกราบท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านโปรด ใช้วิจารณญาณ ดิฉันมีไม่กี่คนที่แปรญัตติเพิ่มเติมวรรคนี้ ท่านน่าจะเห็นว่ามันมีความสําคัญ เราจึงแปรญัตติวรรคนี้ ซึ่งท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่านอาจจะไม่ได้คิดถึง แต่พวกเรา ที่ทําเรื่องนี้มาก่อนจึงเห็นว่ามีความสําคัญมาก เพราะมันก็คือเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศนี้ ได้ประโยชน์ใช่ไหม เพราะฉะนั้นน่าที่จะเห็นแก่ประชาชนเพราะท่านพูดเสมอว่าประชาชน เป็นเจ้าของประเทศ ท่านมาจากประชาชน แล้วทําไมละ เมื่อมีผลประโยชน์ท่านไม่คิดถึงประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ดิฉันขอฝากท่านด้วย โดยให้มีองค์กรอิสระทําหน้าที่จัดสรรการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรซึ่งต้องคํานึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน ซึ่งดิฉันย้ําไว้เป็นสําคัญ และคํานึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน นั่นหมายถึงว่าใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า อย่างยั่งยืนและสมดุลก็คืออย่างคุ้มค่า เพราะทรัพยากรธรรมชาติหายาก เกิดได้ยาก แล้วก็มีไม่มาก มีวันที่จะหมดไป เพราะฉะนั้น การที่ท่านจะแก้ไขให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นอย่างที่ดิฉันและเพื่อนสมาชิกอีก ๒-๓ ท่าน ได้แปรญัตติไว้ ดิฉันก็จะขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอานิก อัมระนันทน์ ครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ดิฉันได้แปรญัตติไว้ใหญ่ ๆ ประมาณ ๒ ที่นะคะ

ประเด็นปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องกําหนดเวลา เงื่อนเวลา ดิฉันได้อภิปราย หลายหนแล้วก็จะไม่ลงในรายละเอียดนะคะ แค่เรียนว่าที่ได้เสนอให้ขยายเงื่อนเวลา ของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก็เพราะดิฉันอยากจะเห็นวิกฤติครั้งนี้ที่เกิด ความแตกแยกนะคะ เกิดความรู้สึกว่าการรับรัฐธรรมนูญครั้งนี้เหมือนกับไม่ชอบธรรม อย่าใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสที่เราจะใช้เวลาหาคนที่เหมาะสมที่สุดให้เวลาช่วยกันคิด ช่วยกันทํารัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดสําหรับประเทศนะคะ อันนั้นก็เป็นเรื่องของเงื่อนเวลา

ทีนี้ประเด็นที่ ๒ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่อันหนึ่งที่ดิฉันขออภิปรายก็คือ อยู่ในวรรคสามหรือวรรคสี่ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วราชอาณาจักร ตรงนี้ดิฉันได้แปรญัตติเพื่อจะขอ ขยายความ ถึงแม้จะหลายบรรทัดแต่ดิฉันก็คิดว่าเป็นประเด็นที่สําคัญมาก ๆ เพราะว่า อยากจะให้การทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริงนะคะ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมือง ดิฉันจึงเสนอดังนี้นะคะ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าตลอดช่วงเวลา อย่างน้อย ๑๒๐ วัน เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้เนื้อหาสาระและผลกระทบของร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง โดยสื่อสารมวลชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะผ่านทางหนังสือพิมพ์รายวัน สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์กระจายเสียง และให้มีการจัดสัมมนาในพื้นที่ ทุกอําเภอ ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร และมีการนําเสนอมุมมองที่หลากหลายจากทุกฝ่าย แก่ประชาชน หลังจากนั้นจึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกอําเภอ ในทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร โดยในแต่ละอําเภอให้แจ้งประชาชนทราบในกําหนดการรับฟัง ความคิดเห็นล่วงหน้าอย่างน้อย ๑๐ วันก็คือดิฉันได้เสนอว่าจะต้องมีการขยายความ แล้วก็มาตรการเพิ่มกติกาของการรับฟังความคิดเห็น คือไม่ใช่แต่ว่าอยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นจัดเวที รับฟังความคิดเห็น เพราะว่าตรงนี้ประชาชนส่วนใหญ่จะยังไม่พร้อมพอนะคะ เพราะฉะนั้น จะต้องมีขั้นตอนตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า เป็นเวลานานพอสมควร ๑๒๐ วัน ก็คือเป็นเดือน ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้เนื้อหาสาระแล้วก็อยากจะให้มีการกําหนดไปในตัว รัฐธรรมนูญนี้เลยนะคะ เพื่อที่จะให้มีการเผยแพร่มุมมองต่าง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับร่างนี้ มีประเด็นเด่น ๆ อะไรบ้าง แต่ละประเด็นอาจจะมีผลกระทบข้อดี ข้อเสียแต่ละมุมมอง ของคนที่มองต่างมุมกันในประเทศของเรา ของทุกระดับชั้น ทุกภาคส่วนให้มีการสะท้อน สิ่งเหล่านี้ในสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ให้เป็นเหมือนกับกระแส เลยค่ะที่ประชาชนทั่วประเทศรวมทั้งในชนบทด้วยนะคะ จะพูดคุยกันถึง ตรงนี้เราต้องสร้าง การเรียนรู้ให้ประชาชนเข้าใจว่ากฎหมายสูงสุดฉบับใหม่นี้จะมีอะไร และควรหรือไม่ควรมี อะไรนะคะ หลังจากนั้นแล้วหลังจากที่ได้มีการนําเสนอมุมมองที่แตกต่างซึ่งจําเป็นมาก จะต้องระบุในตัวกฎหมายฉบับใหญ่ เพราะดิฉันเป็นห่วงค่ะว่าไม่เช่นนั้นแล้วในทางปฏิบัติ จะไม่มีการปล่อยให้นําเสนอมุมมองที่หลากหลายนะคะ แต่เมื่อได้เสนอมุมมองหลากหลาย อย่างแพร่หลายเป็นเวลาถึง ๑๒๐ วันแล้ว ดิฉันถึงคิดว่าตรงนั้นล่ะเราถึงพร้อมที่จะให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนค่ะ หลังจากที่ประชาชนได้ขบคิดกันแล้วนะคะ และในการจัดรับฟังความคิดเห็นก็ควรจะต้องจัดให้ทั่วถึง ใจดิฉันทีแรกก็จะแปรญัตติ เป็นทุกตําบล แต่ก็รู้สึกว่าทั้งงบประมาณและเงื่อนเวลาก็อาจจะมากทําให้ทํายากลําบาก แล้วก็ทราบว่า พวกท่านก็อยากจะเร่งรีบ แต่ก็ขอยืดเวลามาระดับหนึ่งว่าอย่างน้อยต้องเป็นทุกอําเภอ แล้วก็ ต้องมีการประกาศให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงลวงหน้าอย่างน้อย ๑๐ วัน เพื่อไม่ให้เกิด การจัดตั้งผู้รับฟังแล้วก็คนส่วนใหญ่ก็จะเห็นด้วยอยู่ดี เพราะฉะนั้นเราต้องเปิดโอกาสนี้ สร้างความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในกระบวนการทําร่าง อันนี้ก็จะเป็นเหตุผลที่ทําไม ถึงคิดว่าต้องมีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างกว้างขวางให้เกิดเป็นกระแสในหมู่ประชาชน ที่จะรู้ตระหนักถึงมุมมองที่หลากหลายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฉบับใหม่ อันนี้ประเด็นถัดไป ก็คือประเด็นสุดท้ายนะคะ ตรงที่ในร่างได้พูดอยู่แล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทํามิได้ ดิฉันก็คิดว่าแค่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะปกป้อง ให้ร่างใหม่ของกฎหมายสูงสุดนี้เป็นร่างที่เป็นของประชาชนจริง ๆ และเป็นร่างที่จะทําให้ ประเทศของเรามีความปรองดอง มีสันติสุข และมีความเจริญได้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงขอ แปรญัตติที่จะเติมว่ารวมทั้งต้องไม่เป็นไปเพื่อการลดถอนอํานาจหน้าที่ของฝ่ายศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนต้องไม่เป็นการจัดทําเพื่อแก้โทษหรือเพื่อ การนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิดในคดีอาญาไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวนั้น จะอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีชั้นใด และต้องไม่จัดทําในลักษณะให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นได้พิจารณาตัดสินหรือลงมติแล้ว เหตุผลหลัก ๆ ก็คือบ้านเมืองเราถึงแม้เราจะยกร่างกฎหมายสูงสุดใหม่ แต่เราต้องรักษา ความเป็นนิติรัฐ นิติธรรม ต้องไม่มีการให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และต้องไม่มี ๒ มาตรฐานว่า ถ้าเผื่อมีเงิน มีอํานาจแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงทําให้ไม่ผิดกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นอะไร ที่ศาลตัดสินแล้วดิฉันก็คิดว่าต้องเขียนระบุให้ชัดว่าต้องไม่เปลี่ยนแปลง หรืออะไร ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วก็ต้องให้ดําเนินต่อไป และที่สําคัญก็คือการถ่วงดุลอํานาจ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถึงแม้ส่วนสถาบันท่านก็ดูเหมือน จะเขียนไว้ชัดเจนพอสมควรว่าจะไม่แตะต้อง แต่เรื่องของดุลอํานาจการปกครองจะต้อง มีการถ่วงดุลนะคะ เพราะฉะนั้นอํานาจหน้าที่ของศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าต้องปกป้องไว้ จึงเรียนขอให้ทางท่านคณะกรรมาธิการพิจารณาประเด็นนี้ด้วย เพราะว่าเป็นประเด็นที่เป็นที่ห่วงใยมาก ๆ ของประชาชนทั่วไป กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานผมร่วมกับท่านรองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล ได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในมาตรานี้กรรมาธิการได้มีการแก้ไขอยู่ ๒ ประเด็น ด้วยกันซึ่งก็ตรงกัน คือในส่วนของผมก็มีการแก้ไขในวรรคหนึ่งและวรรคห้าเช่นเดียวกับ กรรมาธิการ ในวรรคหนึ่งนั้นท่านกรรมาธิการได้เพิ่มจากเดิมจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน ก็คือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดระยะเวลา ๑๘๐ วัน แต่เดิมเป็น ๒๔๐ วัน ส่วนของผมนั้นขออนุญาตแปรญัตติเป็นจากเดิม ๑๘๐ วัน เป็น ๒๗๐ วัน ก็มีความต่างเพียง ๓๐ วัน ประเด็นนี้ก็คงจะไม่เกี่ยงในเวลาที่มีความต่างกันเพียง ๓๐ วัน แต่ประเด็นที่จะมีความต่างกันมากก็คือในวรรคห้า ซึ่งกรรมาธิการได้แปรญัตติก็คือว่า ให้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ในส่วนของกรรมาธิการนั้นถ้าดูตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เท่ากับคณะกรรมาธิการได้สงวนในหมวด ๒ ว่าจะแก้ไขมิได้ ส่วนของกระผมนั้น มีการขยายเพิ่มเติมครับ คือกระผมขอเพิ่มเติมในหมวด ๑ ที่ว่าด้วยบททั่วไป หมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ หมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หมวด ๔ ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย และหมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐจะกระทํามิได้ ที่อยากจะสงวนนี้ไว้ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น ในวรรคสองในร่างเดิมได้กําหนดว่า ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ เข้าใจว่าในวรรคนี้ ผู้ยกร่างก็คงจะมองไปที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเมื่อผมเปรียบเทียบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ มันจะมีความต่างกันอยู่ชัดเจนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวด ๓ และหมวด ๕ หมวด ๑ หมวด ๒ นั้นข้อความแทบจะไม่มีความต่างกันเท่าไร ในหมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้นที่กรรมาธิการได้มีการแปรญัตติ และได้มีการแก้ไขนั้น ก็ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ เป็นข้อความตรงกัน แต่ในหมวด ๑ มันมีความต่าง ก็คือว่าได้เพิ่ม เขียนให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่อยากจะ กราบเรียนคือในหมวด ๓ และหมวด ๕ หมวด ๓ ที่ว่าด้วยสิทธิของปวงชนชาวไทยนั้น ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน มีการขยายความแล้วก็มีการแก้ไขเพิ่มเติม ที่เข้าใจว่าในสิทธิของพลเมืองของประชาชนชาวไทยนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้ให้ไม่ต่างจากอาณาอารยะประเทศทั้งหลาย ก็คือว่ายืนยันสิทธิที่ประชาชนพึงมีพึงได้ ทั้งในสิทธิส่วนบุคคลก็ดี สิทธิในเคหะสถาน สิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ คือถ้าจะไม่เอา ย้อนกลับมาเอาปี ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้ง มันก็จะไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่าสิทธิในบางอย่าง ที่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นไม่ได้ให้เทียบเท่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นถ้าจะแก้ไข ผมจึงเห็นว่าถ้าเอาปี ๒๕๔๐ มาเป็นตัวตั้งนั้นก็จะแก้ไขไม่ต่างจากปี ๒๕๕๐ เท่าไร ซึ่งเพื่อให้เกิด เป็นประโยชน์แล้วก็ประหยัดเวลาในการยกร่างสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นในส่วนนี้จึงเห็นว่า ควรจะได้มีการสงวนไว้ในหมวด ๓ ด้วย

ส่วนในหมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐนั้น สิ่งที่เราเห็นความต่าง ของปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ก็คือว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นมีการจัดหมวดหมู่เป็น ๑๐ หมวด ในแนวนโยบายของรัฐนั้นในแต่ละรัฐบาลที่เข้ามาแถลงนโยบายหลังจากเข้าทําหน้าที่ จะต้องนําแนวนโยบายแห่งรัฐนี้ไปกําหนดเป็นแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน และเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ในส่วนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นก็เขียนไว้อย่างกว้าง ๆ แล้วก็ไม่มีการกําหนดเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สาระความสําคัญตรงนี้เป็นอย่างไร อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของวุฒิสภานั้น อํานาจหน้าที่ในการที่จะควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้นต้องเป็นไปตามในหมวด ๕ นี้ แต่ถ้าไม่มีการเขียน เป็นหมวดหมู่ไว้ ข้อความก็จะมีการซ้ําซ้อนกันบ้าง และรวมทั้งบางส่วนก็อาจขาดหายไป ฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงมีความชัดเจนที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้กระผมถึงได้ขอแปรญัตติที่จะขอให้มีการเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคห้า โดยแปรญัตติเป็นดังนี้นะครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติหมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หมวด ๔ หน้าที่ของชนชาวไทย และหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐจะกระทํามิได้ อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านกรรมาธิการได้โปรดพิจารณา เพราะอย่างที่กราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เรากําลังจะแก้ไขนั้นได้มีการยกร่างไว้เป็นอย่างดีแล้ว แล้วก็ใช้บังคับมา ซึ่งเป็นพื้นฐาน ที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานของประชาชน พื้นฐานในการปกครองแผ่นดิน พื้นฐานในการบริหารราชการ ซึ่งเป็น ๕ หมวดหลักในรัฐธรรมนูญแห่งนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เขียนไว้อย่างดี ถ้ากรรมาธิการแทนที่จะสงวนเพียงหมวดเดียว ขออนุญาตให้ท่านได้กรุณาพิจารณาเพิ่มเติม อีก ๔ หมวดนะครับ ตั้งแต่หมวดที่ ๑ ถึงหมวดที่ ๕ เข้าไปในร่างแก้ไขเพิ่มเติมนี้ด้วย จะเป็นพระคุณยิ่งครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาคร เกี่ยวข้อง ครับ

นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการทางนิติบัญญัติที่มีผลผูกพันกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงผูกพัน ต่ออนาคตของชาติด้วย การแก้ไขและการยกร่างรัฐธรรมนูญควรมีเจตนาหรือเจตจํานง ที่มุ่งไปก่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถแก้ไขความขัดแย้ง ทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่สามารถ นํามาเป็นเครื่องมือหรือกลไกสําคัญเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ไม่ใช่มุ่งประโยชน์ ทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลดีกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว และจะเป็นการเพิ่มปัญหาความขัดแย้งให้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ และสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ โดยมีข้อความว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง จัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จในเวลา ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรก ในร่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ทําไว้ก็คือ ๒๘๐ วัน ซึ่งผมไม่ติดใจ ส่วนในวรรคสอง การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนําเอารัฐธรรมนูญ ฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่าง ผมได้แปรญัตติ และได้มีความเห็นที่จะอธิบายต่อท่านประธานว่าผมได้แปรญัตติไว้ อยากจะให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้นําและหยิบยกเอารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาประกอบการใช้ กับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นหลักต้นแบบในการยกร่าง เพราะว่ารัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผมเชื่อและมีความคิดเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความทันสมัย เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยสูง และผมยังเป็นห่วงว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้เป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง และยังเป็นห่วงที่ท่านจะยกร่างเอาเฉพาะรัฐธรรมนูญ ของปี ๒๕๔๐ ฉบับเดียวมาเป็นต้นแบบ และจะต้องไม่มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กล่าวคือในบททั่วไป มาตรา ๑ การว่าด้วยราชอาณาจักร การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อํานาจอธิปไตย การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพ ต่าง ๆ หมวด ๒ ก็ด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และจะต้องไม่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่ยกเลิกในหมวดของศาล ในหมวด ๑๐ ตามร่างรัฐธรรมนูญเดิม คือยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือมีข้อความใดที่มีลักษณะ ในการลดทอนอํานาจตุลาการ ซึ่งที่แปรญัตติไว้ก็คือยังคงไว้ตามหมวด ๑๐ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ และการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนี้จะต้องไม่ยกเลิก หรือร่าง หรือลดอํานาจหน้าที่ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามหมวด ๑๑ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีกด้วย อีกทั้ง ยังไม่ต้องการที่จะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๒ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อํานาจของรัฐ และจะต้องเพิ่มในการให้ความสําคัญ เรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ โดยจะต้องจัดให้มีองค์กร ตามรัฐธรรมนูญที่มีอํานาจหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ต้องไม่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ในลักษณะนิรโทษกรรมบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่มีความผิดหรือต้องโทษตามคําพิพากษา ของศาลยุติธรรม หรือศาลใด ๆ ไม่ว่าความผิดดังกล่าวจะอยู่ในกระบวนการพิจารณา ในชั้นศาลใด การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องไม่จัดทําในลักษณะที่มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิด ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มีอํานาจ ตามกฎหมายได้พิพากษาและวินิจฉัยลงมติแล้วว่าบุคคลนั้นมีความผิด การจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วภูมิภาค ทั่วทุกภูมิภาค ทั่วทุกจังหวัด ตลอดจนทั่วทุกอําเภอในประเทศไทย ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานี้ หรือตามวรรคห้าของมาตรานี้ หรือขัดต่อหลักประเพณีแห่งการปกครองของประเทศ ขัดต่อหลักนิติธรรม ขัดต่อหลักนิติรัฐ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นอันตกไป เหตุผลที่ผมต้องแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติเพราะว่า หัวใจสําคัญของมาตรานี้เป็นหัวใจสําคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเราจะมอบ ให้บุคคลคณะหนึ่งคณะใดไปร่างกฎ กติกา ที่สําคัญสูงสุดในประเทศ ก็คือร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อวางโครงสร้างของประเทศ สสร. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจึงจําเป็นต้องมีกฎ กติกาว่า คุณจะไม่ร่างรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อประโยชน์แก่ใครบางคน กลุ่มคนบางคน หรือคณะบางคณะ และจะต้องไม่ลดทอนอํานาจที่มี ต้องไม่ลดทอนอํานาจขององค์กรที่วินิจฉัยจนทําให้ใคร ในอดีตไม่พอใจมาในการใช้อํานาจหน้าที่ขององค์กรอํานาจต่าง ๆ เหล่านั้น ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะจังหวัดผมหรือจังหวัดอื่น ๆ ที่ผมไปลงพื้นที่ มีความเป็นห่วงในการจัดทําการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของ ศาลต่าง ๆ ที่มีการกล่าวขวัญและมีการคาดการณ์กันว่าอาจจะต้องถูกลิดรอน บั่นทอนอํานาจลงไป ชาวบ้านพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์และได้ใช้อํานาจสิทธิตามหน้าที่ ที่จะต้องไปร้องต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองที่เขานึกถึงพึ่งพิงเมื่อเขามีปัญหากับรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักการเมืองที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่ทรงไว้ซึ่งการวินิจฉัยที่ทําการตัดสินลงโทษผู้ที่ทําหน้าที่ทางการเมือง และถูกตัดสิน โดยมีการยึดทรัพย์เป็นต้นเหตุของการเกลียดชัง เป็นต้นเหตุของการอาฆาตแค้น และเป็นห่วงว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้จะถูกกําจัดให้พ้นไป ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เช่นเดียวกันที่จะคอยตรวจสอบความชอบตามรัฐธรรมนูญ เช่น พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ได้รับการตรวจสอบ ที่ได้รับการลงโทษ อย่างเช่นพรรคหลายพรรคที่มีต้นเหตุ จากการกระทําการทุจริต ไม่ว่าจะจากการเลือกตั้งหรือเหตุประการอื่นก็ดี ดังนั้นผมจึง กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาว่า ผมจะขอแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติไว้ตามร่างที่ผมได้แก้ไขและได้แปรญัตติไว้ ผมขอให้ไม่มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่ยกเลิกศาลต่าง ๆ ยกเลิกศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือมีข้อความใด ที่มีลักษณะในการลดอํานาจตุลาการ และยังต้องคงไว้ตามหมวด ๑๐ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีกด้วย ขอกราบขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผม ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน ๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก ขยายเวลาการจัดทํารัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จจาก ๒๔๐ วัน เป็น ๓๐๐ วัน คือเพิ่มขึ้นมา ๖๐ วัน เฉพาะในส่วนประเด็นเพิ่มขึ้นมา ๖๐ วัน หรือ ๒ เดือนนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการอาจจะสงสัยว่าเพิ่มขึ้นมาทําไม ผมอยากให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการได้โปรดฟังคําอภิปรายเฉพาะในส่วนประเด็นนี้ให้ดีว่า เวลาเพียง ๖๐ วันนั้นเพิ่มเข้ามาทําไม ซึ่งเดี๋ยวผมจะให้เหตุผล

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมขอแปรญัตติในวรรคสี่จัดให้รับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทั่วภูมิภาค เป็น ทั่วทุกจังหวัด ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญที่ผมคิดว่า ท่านกรรมาธิการต้องโปรดฟังอย่างครบถ้วน แล้วท่านจะเห็นว่าต่างกันอย่างไรระหว่าง ภูมิภาคกับจังหวัด

ประเด็นสุดท้าย คือในวรรคห้าที่กระผมขอแปรญัตติเพิ่มเติมจากในหมวด ประเด็นที่ว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์กระทํามิได้ ผมแก้เป็นว่า จะแก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้

ใน ๓ ประเด็นด้วยกันที่ผมขอแปรญัตติ ท่านประธานครับ ประเด็นข้อแรก การแก้ไขขยายเวลาเป็น ๖๐ วัน กระผมจะขออภิปรายในภายหลัง โดยจะขออภิปราย ในประเด็นข้อ ๒ ก่อน เมื่อผมอภิปรายในข้อนี้แล้ว ท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ จะเห็นได้ว่าทําไมผมจึง ขอขยายระยะเวลาออกไป ๖๐ วัน เพราะผมถือว่า ๖๐ วันที่ขยายไปนี้เป็นเรื่องสําคัญ อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ มีการกล่าวกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจาก เผด็จการ ผลไม้พิษ และไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากประชาชน จึงต้องมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้ที่เราเรียกกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือที่กล่าวกันว่า พยายามจะทํารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนและโดยประชาชนเพื่อประชาชนตามคําอ้าง ที่กล่าวกันว่าอย่างนี้ ท่านประธานครับ เมื่อเราจะเอาประชาชนเป็นตัวตั้งและเป็นที่ตั้ง ดังนั้นผมเห็นว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้วเอามาจัดทํารัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องจําเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถครับ และผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่สําคัญไม่ทําไม่ได้ แต่จะทําสักแต่ว่าทํา ๆ ไปตามที่กฎหมายเขียนก็ไม่ได้ครับ หรือเราจะเห็นได้ว่ามีการฟังเสียงประชาชนนั้นผมกราบเรียนว่าเราจะเห็นว่าสักแต่ว่า มีการทําหรือทําแบบส่ง ๆ หรือเป็นเพียงพิธีกรรมของการทําให้ครบถ้วนตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการกระทําไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นหลัก ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะต้องประกอบด้วย ๔ หลักใหญ่ด้วยกันครับ

หลักที่ ๑ ต้องทําการรับฟังอย่างกว้างขวาง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ ท่านประธานครับ เพราะปกตินั้นเวลาเรารับฟังเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้นเราก็จะฟังกันเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเพียงพิธีกรรมให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกําหนด แต่เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้จะต้องมีการรับฟังอย่างเป็นเรื่องเป็นราว รัฐต้องปลุกให้คนอื่นตื่นตัวขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น สื่อทีวี วิทยุ โทรทัศน์ ตลอดจนสื่อต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและรายการทีวีต่าง ๆ ทั้งหมด ต้องมีการกระพือโหมกันในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง ต้องปลุกคนทั้งประเทศให้ลุกขึ้นมาพูดกัน เรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญ จะทําเป็นแบบเล่น ๆ เหมือนการฟัง รับฟัง ในเรื่องอื่น ๆ ไม่ได้ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ปกติแล้วนี่ก็จะเป็นเรื่องของ สสร. ไปจัดทํากันเอง หรือบางทีก็เป็นกิจกรรมของ สสร. ผมเคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญ รับฟังความคิดเห็นจึงรู้ว่าการทํานั้นมันกว้างขวางจริงหรือไม่ครับ ผมไม่อยากให้การรับฟัง ความคิดเห็นนั้นเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งของ สสร. ที่ทําเท่านั้น ผมอยากให้กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมของรัฐบาลที่จะต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง มีการปลุกระดมให้ประชาชนตื่นตัวกัน อย่างกว้างขวางเรื่องรัฐธรรมนูญ นี่คือประการที่ ๑

ประการที่ ๒ นั้น การรับฟังนั้นต้องรับฟังอย่างทั่วถึงทุกระดับครับ ไม่ใช่ฟังเฉพาะไพร่ ไม่ใช่ฟังเฉพาะอํามาตย์ ต้องฟังทั้งรากหญ้า ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร ข้าราชการ ทหาร ตํารวจ นิสิตนักศึกษา ประชาชน พ่อค้า พระสงฆ์องคเจ้า ทุกสาขาอาชีพ ต้องฟังกันหมดครับท่านประธาน และต้องฟังทุกภาคทุกจังหวัด ผมกราบเรียนว่า ทําไปถึงอําเภอ ตําบลได้ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมากที่สุด เพราะฉะนั้นต้องทําอย่างทั่วถึง ท่านประธานสามารถ จะเห็นแล้วว่าทําไมผมแก้เป็นจังหวัด เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการฟังในข้อที่ ๓ การฟังนั้นต้องไม่เลือกปฏิบัติ คือไม่เลือกฟัง ต้องฟังทุกสี ทุกกลุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ย่อมฟังมากด้วย ทั้งในเมือง ทั้งต่างจังหวัด ทั้งในมหาวิทยาลัยและในโรงเรียนรวมถึงในวัดก็ต้องฟัง เพราะท่าน ส.ว. คํานูณ สิทธิสมาน ได้พูดเรื่องพระพุทธศาสนาไปแล้วก็เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการฟังนั้นต้องไม่เลือกฟัง ต้องฟังทุกที่ ทุกแห่ง ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า

ประการที่ ๔ การรับฟังนั้นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีส่วนรู้ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถคงมีการอภิปรายในที่นี้แล้วว่าคนไทยเรารู้เรื่อง รัฐธรรมนูญน้อยมาก และแม้ที่มีผู้เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญก็อ่านรัฐธรรมนูญไม่ครบทุกมาตรา ถือโอกาสเอาวาระที่จะมี สสร. ๒๔๐ วัน ๓๐๐ วัน หรือ ๑ ปีนี้เป็นวาระแห่งชาติกันเลย ดีไหมครับท่านประธานสามารถครับ เป็นวาระที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมและส่วนรับรู้ รัฐธรรมนูญอย่างจริง ๆ จัง ๆ ให้คนรู้กันทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกมาตรา ให้ชาวนา ชาวไร่ รู้เลย รากหญ้านั้นรู้กันหมด ปีหนึ่งรู้เรื่องรัฐธรรมนูญกันเลยครับ ไม่ใช่ให้เฉพาะ ส.ส. ส.ว. หรือ ส.ส. ส.ว. บางคนก็ยังรู้ไม่หมดเอากันเลยไหมครับ ทีวี วิทยุ โทรทัศน์ มีส่วนร่วม ทั้งรับส่วนร่วมและส่วนรู้กัน ไม่ใช่บอกมาตรานี้ไปฟังเฉพาะกรรมกร มาตราเรื่อง พระพุทธศาสนาเลยไปฟังในวัด มาตราเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนเลยไปฟังเฉพาะ ต่างจังหวัด พอเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาหมอก็เลยมาฟังเรื่องการศึกษาและเรื่องสาธารณสุข ไม่ได้ครับท่านประธาน ผมเห็นว่าควรจะต้องมีส่วนร่วมและส่วนรู้กันทุกมาตราอย่าตัดตอนครับ รัฐธรรมนูญนั้นตัดตอนไม่ได้เพราะแต่ละเรื่อง แต่ละจุด แต่ละประเด็นมีส่วนสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน ข้าราชการเองเขาก็ควรรู้ตั้งแต่หมวด ๑ มาตรา ๑ จนกระทั่งมาตราสุดท้าย ถ้าไม่สามารถทํามาตราสุดท้ายได้ มาตราสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องใหญ่ ๆ เขาควรรับรู้ พอผมพูดอย่างนี้แล้วในหลักใหญ่ ๆ ๔ ประการนี้ท่านประธานครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการเห็นแล้วว่า ทําไมผมขอขยายเป็นอีก ๖๐ วัน ที่พูดอย่างนี้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างของประเทศรัฐธรรมนูญ เป็นโครงสร้างของ การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างของการกํากับดูแลการใช้อํานาจ และเหนือสิ่งอื่นใดครับ รัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างของชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เกี่ยวกับประชาชนทั้งหมดเลยครับท่านประธานครับ มันเหมือนโครงสร้างของตัวบ้านครับ ท่านนึกถึงรัฐธรรมนูญและท่านทั้งหลาย พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ตรงนี้ ลองนึกถึงโครงสร้างของบ้านของท่าน รัฐธรรมนูญมันก็เหมือน โครงสร้างของตัวบ้านของท่าน ตัวบ้านที่ท่านกิน ท่านอยู่ ท่านหลับนอน ท่านหลบแดดกันฝน ขับถ่ายทั้งหมด อยู่ในตัวบ้านของท่าน รัฐธรรมนูญนั่นก็เหมือนกันครับ ท่านประธาน คงจะเคยได้ยินคําพูดที่ว่า ปลูกบ้านต้องตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ต้องตามใจผู้นอน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความชอบแต่ละคน ๆ ไม่เหมือนกัน ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงจะเคยได้ยินว่า รัฐธรรมนูญประเทศไทยเราไปลอกรัฐธรรมนูญประเทศโน้นประเทศนี้มา แล้วมันก็ไม่เหมาะสม กับสังคมไทย ไปเอาทรงยุโรปมาบ้าง เอาทรงสเปนมาบ้าง หรือทรงเยอรมันผสมบ้าง แล้วไป ๆ มา ๆ อย่างไรครับ มันหัวมังกุท้ายมังกร แล้วในที่สุดเราก็ต้องเลิกรัฐธรรมนูญ ไปเรื่อย ๆ เพราะเราลอกเขามาโดยไม่สอดรับกับสังคมไทย ผมจึงกราบเรียนว่าปลูกเรือนผิด คิดจนเรือนทลาย หรือบางคนปลูกเรือนผิดคิดจนตายเลยนะครับ มันอยู่ก็ไม่สุข มันมีแต่ทุกข์ ยิ่งคนอื่นมาสร้างบ้านให้เรา หรือเหมือนบ้านจัดสรรแล้วเราไปซื้อนะครับ อยู่พักเดียว เราก็อยู่ไม่ได้ แล้วเราก็ต้องต่อโน่น โยกนี่ ย้ายนั่น มันก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านกําลังอ้างกันว่าท่านไม่ได้ร่างกัน แล้วเวลามาใช้ขึ้นมาท่านมีปัญหา ผมจึงกราบเรียน เปรียบเทียบ แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถจะเห็นว่าผมกําลังจะสรุปตรง ๖๐ วัน บ้าน เวลาจะสร้างโครงสร้างของบ้าน ห้องหับ ส่วนต่าง ๆ ของบ้านต้องปรึกษาหารือ ร่วมกันของคนที่อยู่ในครอบครัว พ่อแม่ ลูกเมีย รวมทั้งถ้าปู่ย่าอยู่ด้วยยังต้องปรึกษาเลยครับ พ่อจะตัดสินใจคนเดียวโดยไม่ฟังแม่ แม่จะตัดสินใจคนเดียวโดยไม่ฟังพ่อ พ่อแม่ตัดสินใจ โดยไม่ฟังลูก คนก็อยู่ไม่มีความสุข ดังนั้นผมกราบเรียนว่าขนาดสร้างบ้านเล็ก ๆ ยังต้องรับฟัง คนที่จะอยู่ในบ้านร่วมกัน ดังนั้นผมกราบเรียนว่าจะอยู่แล้วเป็นสุข อยู่แล้วถูกต้อง แล้วอยู่แบบถูกใจ และเหนือสิ่งอื่นใดอยู่แล้วสามารถที่จะลงตัวได้ทุกภาคส่วน ต้องมีการประชุม ปรึกษาหารือร่วมกัน ดังนั้นผมกราบเรียนเลยครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนฉบับนี้ ท่านกําลังอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ยิ่งต้องฟังประชาชนให้ทั่วถึงกว้างขวางทุกระดับ ให้มีส่วนร่วมกันอย่างจริงจังดังหลักการที่ผมกราบเรียนแล้วเบื้องต้นครับ ด้วยเหตุนี้ผมจึง ขอแปรญัตติจากทั่วทุกภาคเป็นทั่วทุกจังหวัด เหตุผลครับท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ๑. เรามี สสร. ๗๗ คน ๗๗ จังหวัด ถ้าเราเขียนว่าทุกจังหวัดก็จะทําให้ สสร. ทุกจังหวัด มีภารกิจชัดเจน ท่านประธานสามารถได้อธิบายไว้แล้ว เวลาเขามี สสร. นั้น สสร. ก็ไปตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วเขาก็ไปทํากันเอง แล้วเหมือนที่ผมเคยเป็น แล้วผมก็เคย ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นั่นเป็นเรื่องที่เขาทํากันเอง ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านมักจะเอาประสบการณ์ เอาบทเรียน เอาจินตนาการของท่าน แล้วบอกว่าควรทําอย่างนี้เป็นอย่างนั้นผมถามว่าเขียนไว้ให้มันชัดเจนเสียหายอะไรตรงไหน ในเมื่อเรามี สสร. ๗๗ คน เพราะฉะนั้นถ้าเขียนไว้อย่างนี้มันจะเป็นการกระตุ้นตัว สสร. อย่างชัดเจนเลยว่าคุณต้องทําไม่ทําไม่ได้

ประการที่ ๒ คําว่าภูมิภาค ผมลองไปหาคําอธิบายคําว่าภูมิภาค มันมาจาก คําว่า ภูมิภาคเขต รีเจิน แอเรีย (Region area) หมายถึงบริเวณหน่วยใดหน่วยหนึ่งของ พื้นแผ่นดินในโลกที่มีลักษณะทางใดทางหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น ในทางธรรมชาติ ทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรม ทางการเมืองหรือมีลักษณะสําคัญที่เด่นชัด เหมือนกันอย่างใดอย่างหนึ่งจนรวมตัวเป็นภาคเดียว บริเวณเดียวและในขณะเดียวกัน มีลักษณะแตกต่างออกไปจากบริเวณใกล้เคียงโดยรอบ นี่ความหมายคําว่าภูมิภาคครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ดังนั้นประเทศไทยก็จะหมายถึงภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายในลักษณะคําว่าภูมิภาค มันมีความหมายดังที่ผม กราบเรียนตีความว่า ๔ ภาคก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเจอคนตีความแบบเถรตรงทําก็ได้ไม่ทําก็ได้ แต่ถ้าเขียนไว้ว่าต้องทําทุกจังหวัด ทุกจังหวัดต้องทํา และเหนือสิ่งอื่นใดผมกราบเรียน แล้วครับท่านประธานถ้ารัฐบาลทุกภาคส่วนปลุกระดมประชาชนตื่นตัวกันต่างจังหวัด โดย สสร. จังหวัดยิ่งจะต้องทําการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงกว้างขวางดังที่ผม กราบเรียนแล้ว และเป็นข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นข้อที่ ๓ ที่ผมขอแปรญัตติจากภูมิภาค เป็นจังหวัด ท่านประธานที่เคารพครับทุกวันนี้เรามีความแตกแยกทางการเมืองในภูมิภาค กันชัดเจน ท่านยอมรับไหมครับภาคเหนือไปทางหนึ่ง ภาคอีสานไปอีกด้านหนึ่ง ภาคใต้ ไปอีกมุมหนึ่ง ภาคกลางไปอีกหลายจุด ท่านยอมรับใช่ไหมครับว่าความคิดทางการเมือง ในภูมิภาคเราแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและแตกแยกกันอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้าเราฟังเฉพาะสี่ภาคเราจะเห็นความแตกแยกอย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ยแบบภาคผมกราบเรียน ท่านประธานกรรมาธิการครับเรามีปัญหาครับ ค่าเฉลี่ยแบบภาคเรามีปัญหาแน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลในข้อที่ ๔ แต่ถ้าในแต่ละภาคเราเจาะเป็นรายจังหวัด ผมเองลองไปดูคะแนนเสียงของพรรคใหญ่ ๆ ๒ พรรคในรายจังหวัดแตกต่างกันไม่มากครับ บางจังหวัดคะแนนในเมืองเขาดีในชนบทเขาได้ไปอีกอย่าง บางจังหวัดคะแนนในส่วนชนบท อีกพรรคหนึ่งเหลือ ในตัวจังหวัดอีกพรรคหนึ่งเหลือ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าถ้าเราเจาะ เป็นรายจังหวัดจะเห็นความแตกต่างกันในทางการเมืองไม่มาก และท่านประธานลองไปดูสิครับ คะแนนเฉลี่ยของพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ในระดับสัดส่วนก็ห่างกันไม่เยอะ ดังนั้นถ้าท่าน เล่นพรรคภูมิภาคเป็นตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญมีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า ท่านจะต้องเอาจังหวัดเป็นตัวตั้งอันจะทําให้ สสร. นั้นเป็นภารกิจหลักที่จะต้องทํา เพราะฉะนั้นถ้าเจาะไปในรายจังหวัดดังที่ผมกราบเรียนแล้วครับท่านประธาน ถ้าเราใช้คําว่า จังหวัดนั้นจะเป็นการทําให้การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นทั่วถึงจริง ๆ ครับ ท่านประธานกรรมาธิการสามารถครับ จากการที่ผมได้ขอแปรญัตติดังกล่าวผมจึง ขอแปรญัตติในวรรคหนึ่งเพิ่มเติมอีก ๖๐ วันเพราะเหตุนี้ล่ะครับท่านประธานกรรมาธิการ จาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๐๐ วัน เพื่อจะให้ท่านไปทําภารกิจดังที่ผมกราบเรียนเบื้องต้น คือ

ประการที่ ๑ ให้เวลา ๖๐ วันของท่านนั้นไปรับฟังประชาชนได้ทั่วถึง กว้างขวางจริง ๆ ตามที่ท่านประสงค์ตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้

ประการที่ ๒ ให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นภารกิจหลักของ สสร. แต่ละจังหวัด ที่ต้องทํา ถ้าไม่เขียนท่านเป็นนักกฎหมาย ผมเป็นนักกฎหมาย รู้อยู่แล้วครับ ทําก็ได้ไม่ทําก็ได้ แล้วทําไมท่านไม่เขียนล่ะครับ

ประการที่ ๓ ผมกราบเรียนว่าเขียนไว้ดีกว่าไม่เขียนเพราะเป็นบทบังคับ ไม่ต้องมาตีความกัน แล้วก็ไม่ต้องมาใช้ลีลาแบบหัวหมอกัน บอกว่าเวลาเราไม่พอ เลยไม่ต้องทํากัน หรือว่าสักแต่ว่าทําเป็นภาค ๆ ให้เห็นตามที่รัฐธรรมนูญเขียน ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานกรรมาธิการว่าเอาเวลา ๒ เดือนที่ผมแปรญัตตินี่ล่ะครับให้ท่านไปฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกระดับตามหลักการการรับฟัง ความคิดเห็น ท่านคงเข้าใจแล้วนะครับว่าที่ผมขอไป ๖๐ วันนั้นด้วยเหตุผลดังที่ผม กราบเรียนมานี้ ถ้าท่านฟังอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยความเข้าอกเข้าใจจะเห็นว่ามีเหตุผล มากกว่า ๒๔๐ วัน เอาละครับประเด็นนี้เชื่อว่าผมทิ้งไว้แค่นี้

ประเด็นต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติในวรรคห้า โดยผมแก้ไข ขึ้นมาว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ แก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้ เพิ่มจาก คณะกรรมาธิการ ลองฟังผมสักนิดครับท่านประธานกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการที่เคารพ ต้องยอมรับนะครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการนั้นเติมเข้ามาใหม่ เดิมทีเดียว ครม. หรือผู้เสนอร่างกฎหมายนี้ไม่ได้มีเรื่องนี้ แต่พอมีสมาชิกท้วงติง มีสมาชิกอภิปราย กันอย่างกว้างขวาง ท่านคงจําได้ว่าท่านสุนัย จุลพงศธร ลุกขึ้นมายืนตรงนี้แล้วบอกว่าเอาล่ะ จะไม่แก้ไขเรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ ในที่สุดเมื่อมีการรับกันกลางสภา ท่านจึงไปเติมเข้ามา อันดับแรกนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด บกพร่องอย่างใหญ่หลวง หรือเป็นความตั้งใจ ของผู้เสนอก็ตาม แต่พอมีคนท้วงติงเข้ามาก็เลยเติมเรื่องนี้เข้าไป ผมเองเป็นนักกฎหมาย กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการเป็นนักกฎหมาย ขอย้ําอีกนิดหนึ่ง เวลาเราอ่านกฎหมาย เราอ่านกฎหมายรู้แล้วก็ดูกฎหมายเป็น ผมดูวิธีการเขียนกฎหมายตรงนี้แล้วกราบเรียน ท่านประธานกรรมาธิการเลย ผมมีความรู้สึกลึก ๆ ครับ

๑. ท่านไม่ตั้งใจเขียนให้ครบถ้วนรอบด้าน ในส่วนที่เกี่ยวพันกับหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ทําได้ทําไมไม่ทํา เขียนได้ทําไมไม่เขียน และหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่ได้มีเฉพาะหมวด ๒ อย่างเดียว อีกนิดเดียวทําไมไม่ทํา หรือว่าเขียนแบบไม่ค่อยเต็มใจ ที่จะเขียน เขียนเพราะถูกท้วงติง เขียนเพราะเขาว่ากัน เลยเขียนแบบอย่างนั้น ๆ เพราะกันไม่ให้เขาว่า เขียนแบบไม่ครบวงจรครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ นิดหนึ่งครับว่า เรื่องของพระมหากษัตริย์หลายท่านอภิปรายกันแล้ว เรื่องของ พระมหากษัตริย์หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ขออภัยนะครับ ไม่ได้อยู่ที่หมวด ๒ หมวดเดียว ยังเกี่ยวไปที่หมวด ๑ แบบมีนัยสําคัญครับ แยกกันไม่ออกอย่างชัดเจน จะว่าไปแล้วนะครับท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ หมวด ๑ และหมวด ๒ คือ เสาเข็มหลักต้นหนึ่งของโครงสร้างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ผมขอย้ําครับ หมวด ๑ และหมวด ๒ คือเสาเข็มหลักต้นหนึ่งของโครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย ขาดหมวดใด หมวดหนึ่งอาจทําให้เสาเข็มต้นนี้ไม่สมบูรณ์และอันตรายอย่างยิ่ง อาจมีปัญหา และอาจทําให้ รัฐธรรมนูญที่ท่านกําลังร่างกันอยู่นี่ล้มครืนไปได้ เพราะเสาเข็มของท่านไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ผมขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ครับท่านประธานที่เคารพว่าหมวด ๑ ที่ผมพูดถึง ตอนเข้าไปไม่เห็นมีอะไรเลยครับ มีแต่ทําให้เสาเข็มนั้นแกร่งขึ้น มั่นคงขึ้น เพราะในมาตรา ๑ มีหลายท่านพูดแล้วว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ๒. ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๓. อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชายไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ฟังดี ๆ ชัด ๆ ด้วยความเคารพครับท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขออภัยนะครับ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แล้วก็ มีรายละเอียดอื่น ๆ อีกหลายมาตรา ประมาณ ๗ มาตรา ผมถามว่าเขียนหมวด ๑ เข้าไปนี่ เสียหายไหมครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าเสียหายไหมครับ เสียหลักการไหมครับ มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าครับถ้าเติมอันนี้ไป มีใครเดือดร้อนไหมครับถ้าเติมเข้าไป ตอบได้เลย ไม่มีอะไรเลยครับ

๑. ทําให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

๒. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสําคัญครับท่านประธานที่เคารพ หมดขอครหาสิ้นความสงสัย เพราะมีบางคนไปพูดกันข้างนอกเยอะแยะมากเลยครับ ผมไม่อยากจะเอ่ย พูดไปพูดมาในทํานองตีความได้ว่าจะลดทอนพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีมาตรา ๓ ไว้มันเป็นการค้ําในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขา กล่าวหาท่าน เพราะฉะนั้นเขียนไว้นี่สิ้นความสงสัย สิ้นข้อครหาต่อ สรร. หรือใครที่อยู่ เบื้องหลังของ สสร. ก็ตาม ชัดเจนเลยครับ มันจะทําให้เป็นผลดีต่อคนที่ทํารัฐธรรมนูญเรื่องนี้ อย่างใหญ่หลวงและยิ่งใหญ่

ประการที่ ๓ ผมกราบเรียนแล้วว่าเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย สบายใจกันทุกภาคส่วน ไม่ต้องอธิบาย

แต่สุดท้ายนั้นคือข้อ ๔ แสดงถึงความจริงใจต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความจงรักภักดีอย่างสิ้นเชิง สิ้นความสงสัย แต่ถ้าท่านไม่เขียนคนตีความไปได้หลายนัย เหมือนที่หมวดพระมหากษัตริย์พอท่านเขียนเข้าไปปั๊บตามที่คุณสุนัย จุลพงศธร ยืนขึ้นมา ตรงนี้ปั๊บจบ เหมือนกันครับ ถ้าท่านเติมหมวด ๑ เข้าไปนี่ผมเชื่อว่าข้อครหา ข้อความสงสัย ต่าง ๆ สิ้นความสงสัยหมดความคลางแคลงใจต่อผู้ที่จะทํารัฐธรรมนูญต่อไป เพราะท่าน ก็รู้อยู่แล้วว่าเราอ้างกันประชาชน ๆ นั้น แต่คนเขาก็สงสัยว่ารัฐธรรมนูญนั้นใครจะไปชักใย หรืออยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือเปล่าอันนั้นก็แล้วแต่เขา แต่ถ้าท่านใส่อันนี้ไปปิดประตูเลย ดังนั้นผมกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทั้งหลายที่นั่งอยู่ข้างบนและอยู่ข้างล่างฟังเหตุผลของกระผม ด้วยความตั้งใจไม่มีอคติเถียงอยู่ในใจตลอดเวลา กราบเรียนด้วยความเคารพถ้าท่านไม่ดื้อรั้น ด้วยเหตุด้วยผล ใคร่ครวญทบทวนให้ดีจะเห็นว่าคําแปรญัตติของกระผมมีน้ําหนัก มีเหตุผล อย่างมีนัยสําคัญดังที่กราบเรียนต่อท่านประธานแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวนั้นกระผมจึงขอ ท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพได้โปรดให้ความเห็นชอบ ดังที่กระผมได้แปรญัตติด้วย จักเป็นพระคุณต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่งครับ ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชาย โล่สถาพรพิพิธ

นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพยิ่ง กระผม สมชาย โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ลงมติไม่เห็นชอบในวาระแรกของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ มั่นใจว่าผมคงไม่ลงมติรับในวาระที่สองและวาระที่สามเป็นลําดับต่อไป เนื่องจากผมมีเหตุผล ๒ ประการท่านประธานครับ

ประการแรก ก็คือว่าขณะนี้เราพิจารณาวันที่ ๑๒ แล้ว วันที่ ๑๒ ผมยังไม่ได้ รับคําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าสุดท้ายเราได้ สสร. ๙๓ คนแล้วนี่เราไปแก้อะไร แก้ในเรื่องอะไร หมวดอะไร ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าแก้เพื่อใคร ใครได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนท่านประธานให้ทราบว่าผมเองเป็นผู้หนึ่งที่แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เจตนารมณ์ของการแปรญัตติ ท่านประธานเบื้องต้นผมขอเรียนท่านให้ทราบว่าสมาชิก ส่วนใหญ่นั้นที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ก็เพื่อที่จะนํามาอภิปรายในสภาเพื่อโน้มน้าว ให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากตลอดจนเพื่อนสมาชิกเสียงข้างมากได้เห็นด้วย แล้วคล้อยตาม แต่ดูเหมือนว่าการประชุม ๑๒ วัน รวมทั้งวันนี้นั้น ขบวนรถไฟรถด่วนขบวนนี้ ที่บรรทุกเสียงข้างมากกําลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่ฟังเสียงของฝ่ายค้าน เพื่อนวุฒิสมาชิกตลอดจนเสียงทัดทานจากพี่น้องประชาชน ๒ ข้างทาง โดยมีกรอบเงื่อนเวลา ๙๐ วันเป็นตัวกําหนด ดูเหมือนว่าการเร่งรีบลุกลี้ลุกลนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ภายใต้กรอบระยะเวลามุ่งไปสู่พิมพ์เขียวที่วางไว้ ท่านประธานจําได้ว่ามาตรา ๒๙๑/๑ ที่ให้มี สสร. ทั้งสิ้น ๙๙ คน มาจากการแต่งตั้ง ๒๒ คน แล้วจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ วัน อีก ๗๗ คน ผมเรียนท่านประธานให้ทราบว่า ๒๒ คนนั้นเลือกตั้งโดยผ่าน กระบวนการของประธานรัฐสภาซึ่งจริง ๆ ประธานรัฐสภาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็คือสมาชิกคนหนึ่งในพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นผู้กําหนดกฎกติการะเบียบต่าง ๆ ในการคัดสรรในการคัดเลือกแล้วก็มอบให้กับ รัฐสภาเป็นผู้ลงมติเลือก นั่นหมายถึงว่า ๒๒ คนนี้ ถ้าเราไม่ดัดจริตพูดท่านประธานครับ นี่คือเสียงที่รัฐบาลวางไว้ ๒๒ เสียง ๗๗ จังหวัดจาก ๗๗ คน ท่านประธานเขียนข้างฝา ไว้สิครับ รัฐบาลจะได้อย่างน้อย ๔๓ คน ๔๓ จังหวัด รวมกับ ๒๒ คือ ๖๕ เสียง ผมเลยตั้งชื่อ ให้ว่า สสร. ร่างทรงท่านประธานครับ ๖๕ คนคือเสียงข้างมากที่วางไว้ แล้ว สสร. ชุดนี้ จะรับพิมพ์เขียวจากเสียงข้างมากในอนาคตเพื่อนําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่หลายคน ในประเทศนี้สงสัยว่าแก้เพื่อใคร ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ ก็คือในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องนํารัฐธรรมนูญฉบับใด ฉบับหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยสูงขึ้นมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ผมเห็นด้วยท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยว่าให้นํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ประกอบกันมาเป็นต้นแบบในการยกร่าง เพราะผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนค่อนข้างมากและทุกภาคส่วน มีส่วนร่วม เราเรียกกันว่า สสร. ๑ อย่างไรครับท่านประธาน เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทําร่างขึ้น บนความเห็นร่วมกันของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมถือว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ต่อยอดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมให้เหตุผลท่านประธานอย่างน้อย ๒ ประเด็นครับ เพราะรัฐธรรมนูญขณะนี้เรามี ๑๘ ฉบับ จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยกฉบับใดฉบับหนึ่งนั้นขึ้นมาพิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย สูงสุดนั้น เราไม่ทราบ สสร. ชุดนี้เขาจะเลือกอย่างไร เลือกฉบับไหน แต่ถ้าเราระบุให้ชัดเจนว่า เลือกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ประกอบกันเป็นต้นแบบในการยกร่าง ผมว่าปัญหา ก็จะจบไปท่านประธานครับ ผมมีเหตุผล ๒ ประการที่เรียนให้ท่านทราบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการลงประชามติจากพี่น้องประชาชน ๑๔.๗ ล้านคน มันก็พอ ๆ กับ ๑๕ ล้านเสียงที่ท่านพูดอยู่ทุกวันนั้นละครับ มันไม่ต่างกันมากหรอก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความพยายามแก้ไขความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการกระจุกตัวของอํานาจในฝ่ายบริหารโดยเฉพาะผู้นําเพียงคนเดียว ทําให้เกิดการลุแก่อํานาจและการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนัก การแจกแจงอํานาจ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มุ่งเน้นให้เกิดดุลยภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กลเม็ด เด็ดพรายในทางการเมือง สร้างอํานาจเผด็จการในกรอบของเผด็จการประชาธิปไตย โดยใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นผู้นําประเทศใช้วิธีการรวมพรรคการเมืองหรือหลายคนเรียกว่า เป็นการเหมาเข่งแล้วมารวมเป็นพรรคเดียว

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ครับ ท่านพูดนอกประเด็นครับ ท่านพูดเป็นวาระที่หนึ่งครับ ผมต้องยอมรับว่าวันนี้ท่านบอกว่าเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นแบบนะครับ ซึ่งผมก็รู้แล้วว่าท่านต้องการรักษารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไว้ ก็ต้องพูด ในประเด็นนี้สิครับ ไม่ใช่ไปพูดย้อนกลับไปในวาระที่หนึ่งครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่าน ควบคุมการประชุมให้อยู่ในกรอบที่เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็กําลังคิดว่าท่านกําลังจะ ให้เหตุผลนะครับว่าทําไมท่านถึงชอบฉบับปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นะครับ แต่ว่าท่านกรุณา เอาเฉพาะส่วนดีที่ท่านมีเหตุผลนะครับ เชิญต่อครับ

นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอบคุณ ท่านประธานครับ การประท้วงเพื่อที่จะเหมือนภาษามวยเรียกว่าถีบหน้าขาทําลายจังหวะ อันนี้ผมทราบครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าประท้วงบางครั้งก็ต้องมีเหตุผล ผมอยู่ในประเด็น ทุกอย่างครับท่านประธาน ผมกําลังพูดถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมแปรญัตติไว้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิปรายต่อเถอะครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ

นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ผมแปรญัตติ ไว้ว่าปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับที่ดี ควรระบุให้ชัดเจนในวรรคสองครับ ท่านประธาน จะเห็นว่าในสมัยก่อนมีการควบรวมพรรคการเมืองจนทําให้การเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ นั้น พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมาก ๓๗๗ เสียง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ของการเลือกตั้ง ก็เนื่องจากนี่ จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งถามว่าในภาพรวมดี ไม่ดี ท่านประธาน แต่ว่าทุกรัฐธรรมนูญก็มีช่องว่าง มีช่องโหว่ นักการเมืองบางคนพยายามที่จะ หาช่องว่างเหล่านั้นเพื่อไปสร้างประโยชน์ให้ตัวเอง ควบรวมเหมาเข่งหลายพรรคมารวม เป็นพรรคเดียว เหลืออยู่ที่ทําได้ก็พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย แล้วก็พรรคมหาชน นอกนั้นเหมาเข่งรวมไปหมดครับท่านประธาน เหมือนมะม่วงไม่เลือกว่าลูกดี ลูกเสีย เหมากันหมดทั้งเข่ง ยกเข่งทีเดียว จนได้เสียงข้างมาก ๓๗๗ เสียง ไม่เคยมีมาก่อนครับ เป็นครั้งแรก จุดนี้ครับท่านประธาน ทําให้ผู้มีอํานาจทางการเมืองลุแก่อํานาจ รู้ว่าทําอะไร ได้ตามอําเภอใจของตัวเอง นี่คือความเป็นจริงในอดีตที่มันเกี่ยวโยงทําให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีส่วนดีแต่ก็ยังมีส่วนบกพร่อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลยมาต่อยอดท่านประธาน อุดช่องว่างต่าง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นการขยายขอบเขตสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนโดยมีการจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเห็นชัดเจนท่านประธาน ขณะเดียวกัน ประชาชนก็มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เช่น การเสนอร่างกฎหมายจาก ๕๐,๐๐๐ คน เหลือ ๑๐,๐๐๐ คน การเข้าชื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งจาก ๕๐,๐๐๐ คน เหลือ ๒๐,๐๐๐ คน และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชื่อได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่เป็นการต่อยอดจริง ๆ ครับท่านประธาน แล้ววันนี้ผมถามว่า ไปยกเลิกเขาทําไม เป้าหมายเพื่ออะไร คําก็ปรองดอง ๒ คําก็ปรองดองท่านประธาน ไม่มีหรอกคําว่าปรองดอง เพราะว่าคนให้ความหมายของคําว่าปรองดองนี้ไม่เหมือนกัน ในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ บอกไว้ว่า ปรองดองหมายถึง ออมชอม ประนีประนอม ยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย ตกลงกัน ด้วยไมตรีจิต แต่ปรองดองของเสียงข้างมากไม่ได้หมายถึงอย่างนี้ หมายถึงว่านายใหญ่ กลับบ้านไม่ติดคุกท่านประธาน แค่นี้ ใครทําได้แค่นี้ทุกอย่างจบ รัฐธรรมนูญไม่ต้องแก้ครับ ไม่ควรต้องมีกฎหมายปรองดอง นี่มันชัดเจน

เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมแปรญัตติไว้อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญยิ่งก็คือในวรรคสี่ ท่านประธาน วรรคสี่เป็นเรื่องของการจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าไม่ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง แล้วก็ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ต้องระบุ ให้ชัดเจนถ้าท่านมีความบริสุทธิ์ใจ เพราะอํานาจอธิปไตยของประเทศเรามี ๓ อํานาจ ๑. อํานาจบริหาร ๒. อํานาจนิติบัญญัติ และ ๓. อํานาจตุลาการ ท่านประธานต้องยอมรับ ความเป็นจริงว่าอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารมันเกี่ยวโยงกัน คนที่ชนะในการเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมากก็มีอํานาจนิติบัญญัติและควบคู่กับอํานาจบริหาร แต่อํานาจหนึ่งเป็นอํานาจ ที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งและมีโครงสร้างที่ค่อนข้างชัดเจนก็คืออํานาจตุลาการซึ่งไม่มีใครสามารถ ก้าวล่วงได้ สิ่งนี้เราเป็นห่วงว่าถ้าอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือบุคคล ใดบุคคลหนึ่งทั้ง ๓ อํานาจ ประเทศจะเกิดอะไรขึ้น ผมอยากให้ท่านระบุให้ชัดเจนในสภา ท่านชนะ เพราะว่าท่านคือเสียงข้างมาก แต่ข้างนอกท่านไม่ชนะหรอกครับ ท่านประธานครับ คําก็ ๑๕ ล้านเสียง ๒ คํา ๑๕ ล้านเสียง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศมี ๖๕ ล้านเสียง ท่านต้อง ทําใจว่าอีก ๕๐ ล้านคนเขาไม่ได้เลือกท่านมา ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย ในสภาเสียงท่านชนะ แต่ข้างนอกท่านไม่ชนะหรอก ถ้าคนอีก ๕๐ ล้านคนไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นประเด็น ดังกล่าวนี้ ส่วนอีกหลายประเด็นที่แปรญัตติไว้เพราะคิดว่าคงเป็นประเด็นที่ซ้ําซ้อนกับเพื่อน สมาชิกอภิปรายไว้หลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านสาคร เกี่ยวข้อง ท่านอาจารย์ผุสดี ตามไท ซึ่งได้แปรญัตติไว้ใกล้เคียงกัน แต่ผมฝากประเด็นทิ้งท้ายวันนี้ท่านประธานครับว่าถ้าเรามี เสียงข้างมากแล้วเราทําอะไรตามอําเภอใจของเรา ไม่ฟังเสียงข้างน้อย ไม่ฟังเสียงของ พี่น้องประชาชน ลุแก่อํานาจ ใช้อํานาจบาตรใหญ่ ผมฝากเตือนท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ระวังนะท่านจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกับพี่ชายของท่าน ขอบคุณท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่ท่านกรุณา อยู่ในประเด็นโดยสรุปนะครับ ต่อไปเชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่านสุนัยประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ต้องขอโอกาสประท้วงแล้วก็ให้กําลังใจท่านประธานอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ขอกราบขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในกติกามาตลอด เมื่อสักครู่นี้ผมจะประท้วง ท่าน ส.ส. สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ก็เกรงใจท่านครับไม่อยากให้เสียบรรยากาศครับ แต่อยากจะฝาก ท่านประธานว่าลักษณะตีกิน ใส่ร้ายป้ายสีอย่างตอนจบนี้ ผมไม่ต้องรีพีท (Repeat) หรอกครับว่าคําพูดว่าอะไร แต่ไปกล่าวร้ายถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าจะไม่มีแผ่นดินอยู่ อะไรอย่างนี้มันก็เกินเหตุเกินผลไป ดังนั้นถ้าเรารักษากติกากันทั้ง ๒ ฝ่าย ผมก็ประท้วง ท่านไมได้เพราะไม่เหมาะสม เพราะท่านไม่ได้ทําผิดกติกา แต่ถ้าจะตีกินกันอย่างนี้ ผมว่าพี่น้องประชาชนเขาฟังเขาก็จะรู้ทันที ผมไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของสภาเสียครับ ท่านประธานครับ จึงกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าจะเป็นอย่างนี้กรุณาช่วยปิดไมโครโฟน เร็ว ๆ ก็ดีครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านสุรชัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมเป็นสมาชิกรัฐสภาจากวุฒิสภาอีกท่านหนึ่ง ที่ได้ใช้สิทธิแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ ซึ่งผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติ ไว้ทั้งหมด ๓ วรรคครับท่านประธานครับ เริ่มจากวรรคแรกซึ่งมีข้อความว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา ผมได้แปรญัตติว่าเป็น ๓๐๐ วัน นับจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติไว้ก็คือข้อความในวรรคสี่ท่านประธาน ข้อความในวรรคสี่มีข้อความว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมแปรญัตติว่าทั่วทุกจังหวัดด้วย จากข้อความเดิม ซึ่งให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเป็นทั่วทุกภาค

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมใช้สิทธิแปรญัตติก็คือข้อความในวรรคห้า ที่มีข้อความว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และผมได้แปรญัตติ เพิ่มข้อความว่าแก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้

เหตุผลที่ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติทั้ง ๓ ประเด็นดังกล่าวนั้น ผมจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เริ่มจากประเด็นแรกที่ผมขอแปรญัตติในเรื่องของ กรอบระยะเวลาที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ทําไมต้องเป็น ๓๐๐ วันนับจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกนั้น ผมกราบเรียนครับว่า แม้ว่ากรรมาธิการจะได้มีการแก้ไขจากร่างเดิมซึ่งเป็น ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วันแล้วก็ตาม ผมเห็นว่าระยะเวลา ๒๔๐ วันนั้นยังคงไม่เพียงพอต่อการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากเรา มีวัตถุประสงค์ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่างแท้จริง แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อที่เราจะไม่ต้อง มายกเลิกในอนาคตอีก ผมกราบเรียนครับว่ากระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ในแต่ละครั้งนั้นถ้าเราจะเอาฉบับที่ใกล้ที่สุด ล่าสุด ก็คือฉบับปี ๒๕๕๐ ที่มีการจัดทําขึ้น ในปี ๒๕๕๐ นั้น จริงอยู่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แม้ว่าจะมีกรอบระยะเวลาในการจัดทํา เพียง ๑๘๐ วันก็ตาม ท่านประธานครับ ผมมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวข้องกับการ จัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ทราบดีครับว่าระยะเวลา ๑๘๐ วันนั้นน้อยเกินไป ระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นไม่ควรต่ํากว่า ๑๐ เดือน หรือ ๓๐๐ วัน ด้วยเหตุผลที่ผม จะกราบเรียนก็คือว่า ถ้าเราดูต่อไปในวรรคสี่เราจะเห็นเลยครับว่าข้อความในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่นั้นได้พูดถึงกระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญไว้ส่วนหนึ่ง ก็คือกระบวนการ ที่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ท่านประธานครับ ก็เพราะผู้ที่ยกร่าง มาตรา ๒๙๑/๑๑ มีเจตนาที่ต้องการจะทําให้การจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปโดยรวดเร็ว ตีกรอบไว้เพียง ๒๔๐ วัน จะสะท้อนออกมาให้เห็นถึงหลักคิดในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจะต้องนําไปใช้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ก็คือต้องการให้มีความรวดเร็ว ในการจัดทํารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่ จึงได้กําหนด กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไว้ว่าให้ฟังความคิดเห็นเป็นรายภาค แทนที่จะเป็น รายจังหวัด ก็เพราะว่าต้องการความรวดเร็วอย่างไรครับท่านประธาน มันก็จะย้อนกลับมา ในวรรคหนึ่งว่า ด้วยเหตุผลนี่ละเขาถึงได้กําหนดให้มีระยะเวลาในการจัดทํารัฐธรรมนูญไว้แค่ ๒๔๐ วัน ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า เรามีความจําเป็นรีบด่วนแค่ไหน ในการที่ต้องจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด ขณะนี้ประเทศชาติ ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือไม่มีรัฐธรรมนูญใช้บังคับอยู่หรือไม่ เหมือนหรือต่าง กับสถานการณ์เมื่อปี ๒๕๕๐ ที่เราต้องจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายในเวลาอันสั้น ขณะนั้นเพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถูกยกเลิก ประเทศชาติขาดรัฐธรรมนูญฉบับถาวร สถานการณ์ในขณะนั้นจึงมีความจําเป็นที่เราจะต้องร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยรวดเร็ว ซึ่งเป็นคนละสถานการณ์กับขณะนี้ ขณะนี้เรายังคงมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ สมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ทั้งวุฒิสภาก็ดีต่างมาตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และอายุของสภาทั้ง ๒ ก็ยังมีระยะเวลาเหลือเพียงพอที่เรา จะจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาใช้ทดแทนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้อย่างละเอียด รอบคอบ โดยไม่ต้องรีบร้อน นี่คือเหตุผลที่ผมกราบเรียนว่าระยะเวลา ๓๐๐ วัน ที่เราจะใช้ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่กระบวนการที่ผมขอแปรญัตติไว้ในวรรคสี่ ก็คือ กระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอย่างหลากหลาย และให้ครบถ้วน ทุกพื้นที่ เป็นเรื่องสําคัญมากท่านประธาน เพราะอะไรครับ ผมเคยกราบเรียนท่านประธาน แล้วครับว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องเป็นสัญญาประชาคมของพี่น้องประชาชนร่วมกัน ทั้งประเทศ เราถึงจะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลา ที่ต้องลงประชามติเราก็ไม่ต้องใช้งบประมาณมากมายในการที่จะต้องไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ แล้วเราจะไม่เห็นภาพของพี่น้องประชาชนที่ใส่สีเสื้อหลากสีกัน หรือต่างสีกัน ออกมาสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฝ่ายหนึ่ง แล้วก็ออกมาต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระบวนการที่จะต้องให้ความสําคัญ และทําเสียตั้งแต่เริ่มแรก ก็คือการรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน เอาข้อมูล เอาข้อคิดเห็น เอาสิ่งที่ประชาชน ให้คําแนะนํามาใช้เป็นวัตถุดิบในการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วพยายามยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชนมากที่สุด ถึงตอนเมื่อเราต้องนํารัฐธรรมนูญกลับมาให้พี่น้องประชาชนลงประชามติ เราจะเห็นภาพ ของความสามัคคีของพี่น้องประชาชน การเห็นพ้องต้องกันของพี่น้องประชาชนในการที่จะลงมติ เลือกรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในขั้นตอน ของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นท่านอย่าคิดว่าเป็นขั้นตอนที่ไม่มีความสําคัญ มีความสําคัญทั้งในเรื่องของนิตินัย แล้วก็พฤตินัย ในเรื่องของพฤตินัยผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วครับว่ามันเป็นหลักการสําคัญของการจัดทํารัฐธรรมนูญในเรื่องที่จะต้อง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อกฎกติกาต่าง ๆ ที่จะบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเราจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ เป็นตัวตั้งก็ตาม แต่ที่สุดก็ต้องฟัง เสียงสะท้อนจากประชาชนว่าบทเรียนของการใช้รัฐธรรมนูญในอดีตนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ปี ๒๕๕๐ มีปัญหาอะไรบ้าง ถอยไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีปัญหาอะไรบ้าง แล้วเราจะนํา ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นมาปรุงแต่งใหม่ให้มีความสอดคล้องและบรรจบกันได้ด้วย กฎกติกาอย่างไร สสร. ไม่ใช่ผู้ตัดสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภา ฝ่ายเสียงข้างมากก็ไม่ใช่เป็นผู้ตัดสิน แต่คนที่จะเป็นคนตัดสินได้ก็คือประชาชนทั้งประเทศ ทีนี้การที่ประชาชนทั้งประเทศจะมีส่วนร่วมในการตัดสิน ในการกําหนดกฎกติกาได้ก็คือ ต้องผ่านเวทีในการรับฟังความคิดเห็น นั่นคือประเด็นที่ผมกําลังกราบเรียนท่านประธาน ถึงความสําคัญของการให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในด้านของพฤตินัย ส่วนในด้านของนิตินัยนั้นผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สสร. ที่กําลังจะเกิดขึ้นในอนาคตล้วนแต่เกิดขึ้นผ่านการแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นแม้การแก้ไขมาตรา ๒๙๑ จะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ตาม กระบวนการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากนั้นก็ยังต้องเป็น กระบวนการซึ่งอยู่ภายใต้กฎกติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมจะกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นมีบทบัญญัติมาตราหนึ่งครับท่านประธาน ที่พูดถึงสิทธิของประชาชน เขาพูดอยู่ในมาตรา ๘๗ ซึ่งเป็นมาตราที่อยู่ในหมวด ๕ เรื่องแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ในมาตรานี้เขากําหนดสิทธิของประชาชน ที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองกับรัฐไว้อย่างนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่านมาตรา ๘๗ ให้ท่านประธานฟังนะครับ มาตรา ๘๗ ของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนี้ครับว่า รัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนดังต่อไปนี้ ใน (๒) เขียนให้รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ ทางการเมือง ชัดเจนเลยครับ การที่เราจะเดินหน้าไปสู่การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสําคัญอีกครั้งหนึ่งของประเทศ และที่สุดมันจะกลายเป็น ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมถึงได้กราบเรียนอย่างไรครับว่าในวรรคสี่ ที่ผมได้แปรญัตติให้การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ทุกจังหวัด ก็ด้วยเหตุผลในเรื่องของนิตินัย ก็คือรัฐธรรมนูญบังคับไว้เลยครับว่ารัฐจะต้องจัดทํา และส่งเสริมสนับสนุนให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง นอกจากนี้ ใน (๕) ของมาตราเดียวกันก็คือมาตรา ๘๗ เขียนบัญญัติให้รัฐต้องมีหน้าที่ในการดําเนินการ ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถามว่าท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการการที่เรามีแนวความคิดในการที่จะต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยการเพิ่มเติมให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่การจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้น ท่านคิดอะไรของท่านอยู่ ท่านคิดว่าวิธีนี้คือวิธีในการที่จะพัฒนาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใช่หรือไม่ ท่านเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่จะทําให้การเมืองของประเทศไทยนั้นก้าวไปสู่การเมืองที่ดีกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ใช่หรือไม่ ถ้าคําตอบว่า ใช่ นั่นละครับ เป็นสิ่งที่ท่านต้องไปปฏิบัติ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๗ (๕) ที่เขาเขียนให้รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมือง การปกครองของประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทีนี้การที่ท่านไปยกร่าง โดยเขียนให้กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภาค ก็เท่ากับว่าท่านกําลังไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ ในการที่จะ สนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง ท่านกําลัง ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการพัฒนาการเมือง การปกครองของประเทศ เพราะอะไรครับ เพราะการใช้ระดับภูมิภาค เป็นเกณฑ์ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น เท่ากับว่าท่านกําลังสร้างข้อจํากัด ให้ประชาชนเข้าถึงในการมีส่วนร่วมในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ถ้า สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่กําหนดไหมครับต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค เขาก็ไปกําหนด เขตภาคของประเทศเสีย ๔ ภาคครับ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้วก็ ภาคกลาง แล้วใน ๔ ภาคเขาก็จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนภาคละ ๑ เวที ทั่วประเทศก็มี ๔ เวทีท่านประธาน ถามว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่ ที่ท่านยกร่างไหม คําตอบก็คือไม่ขัดครับ เพราะจัดครบทุกภาคแล้วอย่างไรครับ แต่ในแต่ละภาค มีเพียง ๑ เวที แต่ถ้าถามกระผมว่า ผมเห็นอย่างไรต่อการจัดเวทีในระดับ ๔ ภาคแบบนี้ ซึ่งไม่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญของท่าน ผมก็มีความเห็นของผมว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ อย่างที่ผมกราบเรียนให้ทราบ ก็คือการไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ทั้งในเรื่องของการตัดสินใจทางการเมืองว่าควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ควรมี กับขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องของการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่า ท่านไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมทํา ในการพัฒนาการเมืองของประเทศ นี่ละครับ คือเทคนิคในการร่างกฎหมายที่จะเลี่ยง รัฐธรรมนูญด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีขีดจํากัด ผมถามว่าตรงนั้น ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ ไหม ในการเขียนให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าท่านคิดว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเป็นระดับภาค ก็เป็นที่น่าเสียใจ แทนประชาชนในระดับตําบล อําเภอและจังหวัดที่เขาจะขาดโอกาสในการที่จะมีส่วนร่วม ต่อการตัดสินใจครั้งสําคัญของประเทศชาติ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมจําได้ดีว่า ขณะที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราพูดกันนักพูดกันหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มาจากเผด็จการ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเขายังแบ่งให้เป็นหน้าที่ของ สสร. ที่มาจากจังหวัดทุกจังหวัด ทําหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เลยนะครับ ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประจําจังหวัดต่าง ๆ ขึ้นทุกจังหวัด นั่นขนาดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่หลายท่านกล่าวหา เขาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ เขายังรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกจังหวัด ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นระดับจังหวัดแล้วส่งผ่านมายัง คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นระดับภาค แล้วสุดท้ายก็เอาไปประมวลความคิดเห็น ทั้งหมดสู่คณะกรรมาธิการยกร่าง กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ถามว่ายากเกินไปไหม ถ้าเราจะใช้วิธีการในการตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นประจําจังหวัดทุกจังหวัดขึ้นมา เพื่อทําหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ระดับตําบล อําเภอ จังหวัด ผมไม่ต้องไปพูดถึงการซอยกลุ่มสาขาอาชีพในการรับฟังความคิดเห็นเลยนะครับ เอาเรื่องของขนาดพื้นที่ว่าให้โอกาสพื้นที่ของประชาชนที่จะมีโอกาสในการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ท่านก็ละเลยแล้ว เหตุผลก็คือมันก็หนีไม่พ้นเหตุผลในเรื่องของความรวดเร็วที่ท่านต้องการได้ ถึงได้สะท้อนออกมาที่ท่านไปเขียนล็อก (Lock) ไว้ตั้งแต่วรรคแรก ก็คือให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนมาพร้อม ๆ กันในทั้ง ๒ ประเด็น ก็คือ ประเด็นเรื่องของกรอบระยะเวลาซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นของกระบวนการในการจัดทํา รัฐธรรมนูญที่ท่านไม่รับฟังความคิดเห็นให้ครอบคลุมทุกจังหวัด จึงขอความกรุณา ท่านกรรมาธิการว่าได้กรุณาปรับแก้ไขข้อความในวรรคสี่เสียใหม่ เป็นว่าในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั่วทุกจังหวัดด้วย และเพื่อให้กระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นทั่วทุกจังหวัดนั้น สามารถกระทําได้ภายในกรอบระยะเวลา ท่านก็ควรไปปรับแก้ข้อความในวรรคแรก คือกรอบระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญจาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๐๐ วัน

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ก็คือ ข้อความที่ผมขอแปรญัตติไว้ในวรรคห้า วรรคห้าไม่มีอะไรมาก ผมขอแปรญัตติว่าในการจัดทํา รัฐธรรมนูญเพื่อเป็นหลักประกันกับพี่น้องประชาชนที่เขายังมีความหวาดระแวงอยู่ หรือยังมีความสงสัยว่าในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะมีการแก้ไขข้อความ ในหมวด ๑ หรือ หมวด ๒ ให้ผิดไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ ผมจึงได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมข้อความเข้าไปว่าการแก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้ เรื่องนี้กราบเรียนท่านประธานครับว่าแม้ว่า ทางคณะกรรมาธิการจะได้ยอมแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ จากข้อความเดิมเป็นข้อความใหม่ ด้วยการเพิ่มเติมข้อความในวรรคห้าว่าการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราได้ถกเถียงกันมา ค่อนข้างเยอะเมื่อวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กุมภาพันธ์ ก็คือในคราวที่เราพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่หนึ่งจนกระทั่งมีเพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลท่านหนึ่งต้องขึ้นมาอภิปรายให้คํายืนยัน ต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรูปแบบของรัฐ แล้วก็จะไม่มีการแก้ไข บทบัญญัติว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า นอกเหนือไปจากเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ได้มีการอภิปรายไปแล้วว่าเรื่องของ หมวดพระมหากษัตริย์นั้นมิได้มีบัญญัติอยู่แต่ในเฉพาะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวด ๒ เท่านั้นเอง แท้ที่จริงแล้วก็เชื่อมโยงกับข้อความในหมวด ๑ อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อท่าน ได้กรุณาแก้ไขเพิ่มเติมข้อความให้คํารับรองว่าจะไม่แก้ไขบทบัญญัติในหมวด ๒ คือ พระมหากษัตริย์อยู่แล้ว และด้วยกฎ กติกา ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งบัญญัติอยู่ใน มาตรา ๒๙๑ ข้อห้ามเรื่องของการแก้ไขรูปของรัฐ ซึ่งท่านประธานคงทราบดีว่าเมื่อเราพูดถึง รูปแบบของรัฐนั้นก็คือกฎเกณฑ์ที่บัญญัติอยู่ในหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อมันเป็นสิ่งที่ท่านดําเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะเป็นการแก้ไขรูปแบบของรัฐไม่ได้ เมื่อท่านเองยอมรับที่จะเพิ่มเติมข้อความว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดทําขึ้นนั้นจะไม่ไปแตะ หมวดพระมหากษัตริย์อยู่แล้วในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ปรับปรุงถ้อยคําเสียให้มีความชัดเจน มากยิ่งขึ้นได้ไหมครับ ประเด็นตรงนี้จะได้ไม่เป็นประเด็นปัญหาต่อไปแล้วเราก็ไม่ต้องถกเถียงกัน ซึ่งถ้าเดี๋ยวผมอภิปรายจบ ท่านกรรมาธิการตัดสินใจได้ขึ้นมาแถลงยืนยันยอมรับเลยครับว่า จะเพิ่มเติมว่าจะไม่แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ผมเชื่อว่าจะช่วยประหยัดเวลาของที่ประชุม แห่งนี้ไปได้เยอะ เพื่อนสมาชิกหลายคนที่รอคิวอภิปรายต่อจากผมอีกหลายท่านอาจจะบอกท่านว่าถ้าอย่างนั้น ท่านพอใจไม่ต้องอภิปรายแล้ว เราจะได้ผ่านมาตรานี้ไปได้ เพราะฉะนั้นท่านเองมีส่วน ที่จะช่วยประหยัดเวลาของที่ประชุมแห่งนี้ได้ด้วยนะครับ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อภิปราย หรือการประท้วงหรือไม่ประท้วงเพียงอย่างเดียว ผมกราบเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติม กับท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราดูศึกษาย้อนหลังเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เชื่อมต่อมาสู่ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น หมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นถูกหยิบยกมาใช้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งหมดเลย นะครับ

หมวด ๑ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่ามีอยู่ ๗ มาตรา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ล้อข้อความของหมวด ๑ ทั้ง ๗ มาตรามาใส่เป็นหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งหมด มีเพิ่มเติมข้อความนิดเดียวครับ ในมาตรา ๓ ของหมวด ๑ ตอนท้าย เพื่อเป็นหลักการใหม่ เพื่อให้เห็นแนวคิดที่มีการพัฒนาขึ้นก็คือข้อความที่ปรากฏอยู่ในวรรคสอง ของมาตรา ๓ ขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ มาตรา ๓ วรรคสองเขาเขียนอย่างนี้ครับว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เพิ่มเท่านี้ละครับ นอกนั้นใช้ข้อความเดิม ของหมวด ๑ ทั้งหมด ซึ่งผมก็เห็นว่าถ้าท่านยอมรับได้ ท่านเอาข้อความเดิมของหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยกใส่ไปในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือพูดกลับกันก็คือว่ารับเสียว่า จะไม่แตะหมวด ๑ ประเด็นปัญหาก็จบ

อีกมาตราหนึ่งที่ผมยังอยากที่จะกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบว่า ผมมีเหตุผลอะไรถึงไม่อยากให้ไปแตะต้องหมวด ๑ นอกจากเหตุผลที่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เขาก็คงหมวด ๑ ไว้ในลักษณะเช่นนี้มาแล้วนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ผมเห็นว่า หมวด ๑ คือหมวดซึ่งว่าด้วยรูปแบบของรัฐ ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง หมวด ๑ เป็นหมวดซึ่งพูดถึงหลักเกณฑ์พื้นฐาน หลักเกณฑ์ ทั่วไปของประเทศ ซึ่งเขียนไว้ดีมากไม่สมควรที่จะต้องไปแตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก มีอีกหนึ่งตัวอย่างมาตราที่ผมอยากจะกราบเรียนให้เห็นว่าเป็นข้อความที่ดีมากอยู่ในหมวด ๑ ก็คือมาตรา ๔ เขียนว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับการคุ้มครอง ถ้าท่านไม่กล้ารับปากว่าท่านจะไม่ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมวด ๑ แล้วท่านจะให้ผมและพี่น้องประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะไม่ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รับรองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ของบุคคล ซึ่งก็มีอยู่ในหมวด ๑

อีกมาตราหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือมาตรา ๕ เขาเขียนอย่างนี้ครับว่า ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญ เสมอกัน อันนี้ก็เป็นบทบัญญัติขั้นพื้นฐานที่รับรองในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชาวไทยว่า ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติอะไร ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดได้รับการคุ้มครอง โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้เสมอกันหมด และผมกราบเรียนเลยครับว่า โดยเฉพาะ ประเด็นเรื่องศาสนา เมื่อถึงคราวที่เรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีประเด็นนี้มาสู่ ข้อถกเถียงกันอยู่ อย่างน้อยถ้าเราให้หลักประกันกับพี่น้องประชาชนว่าเราจะไม่ไปแตะ หมวด ๑ เท่ากับเรากําลังจะบอกพี่น้องประชาชนไว้ล่วงหน้าว่าหลักการสําคัญพื้นฐาน คือไม่ว่าประชาชนจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แม้ศาสนานั้นจะถูกบรรจุเป็นศาสนาประจําชาติ หรือไม่ก็ตามเขาได้รับการคุ้มครองเสมอกันอยู่แล้วโดยบทบัญญัติในหมวด ๑

มาตราสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนในหมวด ๑ ก็คือมาตรา ๗ ท่านประธาน เรื่องนี้มีหลายคนพูดถกเถียงกันมากในเรื่องของมาตรา ๗ แล้วเป็นที่มาของ ข้อห่วงกังวลว่าไปกระทบกระเทือนเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ มาตรา ๗ เขียนอย่างนี้ท่านประธาน เขียนว่าในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็เขียนเป็นหลักประกันไว้ว่าการที่เราจะเขียนรัฐธรรมนูญ หรือเขียนกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งก็สุดแล้วแต่ท่านประธาน ไม่มีทางที่ผู้ยกร่างจะสามารถเขียน โดยมองเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ทะลุปรุโปร่งทุกเหตุการณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษเราที่ท่านเขียนรัฐธรรมนูญในอดีต ท่านปิดทางไว้ว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญเขียนไปไม่ครบถ้วน เขียนไปไม่สามารถใช้บังคับ กับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แล้วจะหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างไร ผ่านมาตรา ๗ นี่ละครับ ให้ตัดสินและวินิจฉัยคดีนั้นตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่แค่นั้นไม่ได้ครับ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วย นี่คือ อีกบทบัญญัติหนึ่ง อีกมาตราหนึ่งในหมวด ๑ ซึ่งผมยังเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ บ้านเมือง รวมความแล้วที่ผมได้หยิบยกตัวอย่างบางมาตราใน ๗ มาตราของหมวด ๑ ให้ท่านประธานกรุณาได้รับทราบ ผมจึงเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ถอดบทบัญญัติ ของหมวด ๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ถอดบทบัญญัติ ของหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ซึ่งหมวด ๒ นี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่ามีอยู่ ๑๘ มาตรา ปี ๒๕๕๐ นี้ยกทุกถ้อยคําของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในหมวด ๒ มาทุกมาตราเลย ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอะไรเลย แล้วทําไมท่านถึงไม่กล้าที่จะรับปากพวกเราว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราอยากจะเห็น เราอยากจะให้มีการจัดทําขึ้นใหม่นั้นท่านจะไม่แตะ หมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไป กับหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านสามารถ ให้คํายืนยันตรงนี้ได้ผมเชื่อว่าท่านจะได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนในเรื่อง การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นอีกจํานวนมาก ก็เป็นเหตุผลสําหรับข้อแปรญัตติ ประการสุดท้ายของกระผมครับ ท่านประธานในส่วนที่ได้แปรญัตติไว้ในวรรคห้าของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิฑูรย์ นามบุตร

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติเกือบทุกมาตรา ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๕ มาตรา ๒๙๑/๖ และมาตรา ๒๙๑/๑๑ แต่ที่ผ่านมา ผมยังไม่ใช้เวลาของสภาแห่งนี้แสดงความเห็นในเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากเพราะอะไร ผมขอแสดงความเห็นในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เพียงมาตราเดียว และจะขออนุญาตท่านประธานพูดเพียงครั้งเดียว อาจจะโยงกับเรื่องอื่นบ้าง แต่ก็ไม่ลงในรายละเอียด ในลึก ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างน้อย ๆ จะได้เป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันว่า สภาทั้ง ส.ส. ส.ว. ไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลได้มีส่วนร่วม ได้เป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันในการทํางาน ในการปรับแก้ หรือเปลี่ยนแปลงในการออกแบบประเทศไทย ในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขในสิ่งที่เราคาดหวังว่ามันจะดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าทุกอย่าง มันจะเป็นประโยชน์ถ้าเราฟังความคิดเห็นที่มีความเห็นร่วมและรับฟังเสียงในมุมมอง ที่แตกต่าง ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก ความเห็นของผม มีความเห็นว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างให้เสร็จภายใน ๓๖๐ วัน ผมขีดเส้นใต้ คําว่าภายใน ๓๖๐ วันนับถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ และสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูง มาเป็นต้นแบบ ขีดเส้นใต้คําว่า เป็นต้นแบบนะครับ ไม่ใช่ว่าให้เป็นหลักในการยกร่างก็ได้ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ามองว่า ๓๖๐ วันกับร่างของคณะกรรมาธิการมีความแตกต่างกัน เป็นเท่า ผมมีเจตนาที่จะทําให้ล่าช้า อยากให้รัฐธรรมนูญเตะถ่วง ยืดเยื้อเรื้อรัง ถ่วงเวลา หรือพูดภาษาทั่ว ๆ ไปว่ายื้อรัฐธรรมนูญไม่ให้เสร็จเร็วใช่หรือไม่ คําตอบต้องกราบเรียน ท่านประธานครับว่าไม่ใช่ ผมไม่อยากให้กรรมาธิการไปผูกมัดตัวเอง ผมไม่อยากให้ กรรมาธิการมาขีดกรอบ ขีดเส้นและปิดประตูตัวเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของผมทําให้เสร็จภายใน ๓๖๐ วัน ซึ่งคําว่า ภายใน ๓๖๐ วันนี้มันจะเป็น ๙๐ วันก็ได้ จะเป็น ๑๕๐ วันก็ได้ ๑๘๐ วัน หรืออีก ๒๑๐ วัน หรือ ๓๐๐ วันก็ได้ เรามาเปิดกว้าง ให้ สสร. มาเปิดกว้างให้คณะทํางานให้มีทุกภาคส่วนเข้ามามีโอกาสรับรู้ด้วยกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากให้รัฐสภาของเราแห่งนี้ตรากฎหมาย ออกกฎหมาย ออกไปแล้ว มันมีผลใช้บังคับบนพื้นฐานของความพึงพอใจของประชาชนส่วนใหญ่ของผู้คนในสังคม ในบ้าน ในเมืองนี้ ไม่อยากจะให้รวบรัด เร่งรีบ และอยู่บนความขัดแย้ง ยังไม่ตกผลึกกัน ในเรื่องของความคิด ยังไม่มีการประนีประนอม ยังมองไม่เห็นว่าทิศทางหรือทางออก บางเรื่องที่ ส.ส. และ ส.ว. เราอธิบายไปที่ผ่านมากว่า ๑๐ วัน ท่านครับ ผมยังมองไม่เห็น ความตกผลึกทางความคิดในสภา ผมยังไม่เห็นความตกผลึกของความคิดของคน กลุ่มบุคคล องค์กรใด ๆ ข้างนอก ท่านครับคําว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เสียหายหรอกครับ ผมเองก็ไม่ชอบทําอะไรช้า ๆ หรอกครับ การทําด่วน การทําเร็ว และมีประสิทธิภาพ การทําด่วน และการทําดีไม่มีข้อขัดแย้ง ฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ผมว่าประชาชนรับได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะให้บรรยากาศการประชุมร่วมของรัฐสภาเป็นเหมือน ๒ วันแรก ที่เราพิจารณากฎหมายฉบับนี้ มี ส.ส. ฝ่ายค้าน หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแสดงความเห็น ต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก มี ส.ส. ในซีกของรัฐบาล บางท่านมีความเห็นต่าง กรรมาธิการ ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องต้องกันกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เพราะเหตุผล ต่าง ๆ นานา ซึ่งเป็นสีสัน และเป็นวัฒนธรรมการเมืองสวยงาม มีสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีทั้ง เห็นร่วม และเห็นต่างแสดงความเห็นหลากหลายน่ารับฟัง ผมมีโอกาสสดับตรับฟัง และติดตามมาโดยตลอดครับ แต่พอมาถึงวันนี้บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนครับ ผมอยากจะให้ และอยากจะเรียกร้องหวนกลับมาสู่บรรยากาศของสภา หลายคนมองว่าพิจารณารัฐธรรมนูญ มา ๑๐ กว่าวัน ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร และวันนี้เชื่อไหมท่านประธาน ผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านประธานพอจะทราบไหมพอจะกําหนด พอจะดูทิศทางว่ารัฐธรรมนูญที่เราพิจารณากันไว้ จะเสร็จเมื่อไร จะใช้เวลาอีกกี่ชั่วโมงจะใช้เวลาอีกกี่วัน เพราะอะไรครับ เพราะการที่ กรรมาธิการไม่ค่อยฟังครับ ไม่ค่อยรับรู้ปัญหาที่สะท้อนจากสมาชิกข้างล่าง ท่านอาจจะบอกว่า มีการปรับแก้ตามผู้แปรญัตติมาบ้างแล้ว ผมอยากจะเรียกร้องท่านประธานไปยัง ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย โดยส่วนตัวเคยทํางานร่วมกัน และเป็นบุคคลที่น่าได้รับการยอมรับมาก แต่วันนี้ท่านอาจจะ ถูกหลายคนกล่าวหา ท่านอาจจะเปลืองเนื้อเปลืองตัวบ้างด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเปรียบเทียบการทํางานร่วมกันของพวกเรา ๓ ฝ่าย เหมือนการเล่นเซปักตะกร้อ เซปักตะกร้อผมยกตัวอย่างได้ เพราะคนไทยคุ้นเคยกับ กีฬาประเภทนี้ และมักจะได้แชมป์ (Champ) อยู่เนือง ๆ ประกอบด้วยอะไรครับ มันมีหน้าซ้าย เหมือนฝ่ายค้านทําหน้าที่อยู่ทุกวันนี้ละครับ มันมีหน้าขวาคอยดูแล คอยปกป้อง คอยทําแต้ม คอยเก็บคะแนนให้กับรัฐบาลเหมือนกับท่าน ส.ส. ในซีกฝั่งขวามือของท่านประธาน มีสมาชิกวุฒิสภา ทําหน้าที่เป็นแบค (Back) เป็นหลัง คอยติ คอยติง คอยทัก คอยท้วง คอยเสนอแนะและปรับแก้ไข ในสิ่งที่สภาร่างรัฐธรรมนูญของพวกเราดําเนินการไป ถ้าการทํางานทั้ง ๓ ฝ่าย เหมือนการเล่น เซปักตะกร้อมันจะราบรื่น ถึงแม้แต่ละคนจะทําหน้าที่ที่แตกต่างกัน หน้าซ้ายอย่างฝ่ายค้าน พวกเราก็ทําหน้าที่ หน้าขวาท่านก็ทําหน้าที่ ฝ่ายหลังคือวุฒิสภาท่านก็คอยชงลูกให้ จะให้หน้าซ้ายตบ จะให้หน้าขวาฟาดอย่างไรก็ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้มันไม่ใช่ท่านประธาน ขณะนี้ดูเหมือนว่ามีเฉพาะ ส.ส. ในซีกฝ่ายค้านแสดงความเห็นที่ต่างจากกรรมาธิการ และฟังมาตอนหลัง ๆ สมาชิกวุฒิสภาแทบจะบอกว่าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ส.ส. ในซีกที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการไม่ค่อยแสดงความเห็นครับ แต่เวลาลงมติ ประชาชนฟังที่บ้านกรรมาธิการและ ส.ส. พูดกันไปแนวหนึ่ง แต่พอลงมติเสียงข้างมาก ไปอีกแนวหนึ่ง ตรงนี้ล่ะครับคือสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมอยากจะเรียกร้อง ให้ทาง ส.ส. ทุกคนมีโอกาส มีส่วนร่วมมาทํางานด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ

ประการต่อมาที่ผมได้แปรญัตติว่าทําไมต้องภายใน ๓๖๐ วัน ท่านครับ จะด้วยเหตุผลอะไรที่เพื่อนพูดมาแล้วผมขอเติมต่ออีกเล็กน้อยครับ ท่านครับการที่จะทําอะไร ให้มันสวยงาม และให้มีส่วนร่วมผมจะพูดอยู่บ่อย ๆ ก็คือการมีส่วนร่วม มันไม่เสร็จหรอก หรือเสร็จ หรือจบ มันก็จบไม่ดีครับ ท่านครับเราไม่อยากจะเห็นบรรยากาศ หรือมีภาพ ที่หลายคนกล่าวว่ามันเริ่มชงเองกินเองครับ เหมือนเตะตะกร้อที่ผมพูด แทนที่จะทําหน้าที่ ทุกฝ่าย แต่กรรมาธิการในขณะนี้เสียงข้างมากรู้สึกจะทําหน้าที่ชงเอง กินเอง ฟาดเองครับ ตะกร้อเขาสัมผัสได้ ๓ ครั้งครับ แทนที่จะ ๓ คนสัมผัส คนเดียวสัมผัส ดีไหมครับ หักคอไก่ ดีไหมครับ เหนื่อยครับท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวิฑูรย์ครับ กรุณาเข้าประเด็น เถอะครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เข้าประเด็น ท่านประธาน สิ่งที่ผมพูดคือประเด็นครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านอธิบายอ้อมไปนานนิดหนึ่ง เชิญเข้าครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาไม่มากหรอก และขณะเดียวกัน

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พอดีมีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมฟังแล้วผมไม่พยายามที่จะขึ้นประท้วงครับ แล้วท่านก็พูดนอกประเด็นตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านไม่ควรพูดนอกประเด็น แล้วท่านประธาน ก็ได้เตือนแล้ว ท่านพูดเลียบค่ายกว่าจะตีเมือง ท่านพูดมานานแล้ว เลียบค่ายมานานแล้ว แล้วท่านพูดนอกประเด็นนานแล้ว เมื่อไรท่านจะเข้าประเด็นเสียที ท่านประธานครับ ก็ขอให้ท่านควบคุมให้เรียบร้อยด้วยครับ ผมไม่อยากประท้วงจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะว่าถ้าผมประท้วงก็หาว่าประท้วงซ้ําซาก ท่านพูดผิดข้อบังคับอยู่ตลอดครับ ผมต้องประท้วงครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานใจดีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับเข้าใจแล้วครับ คืออย่างนี้ ผมก็พยายามฟังอยู่เพราะว่าตอนต้นท่านก็พูดเรื่องท่านแปรญัตติเป็น ๓๖๐ วันท่านมีเหตุผล ท่านก็เล่าอะไรไป แต่ทีนี้ตอนหลังท่านเลยไปนิดหนึ่ง ท่านวิฑูรย์กรุณากลับเข้ามาเถอะครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากและขอแก้ไขเป็น ๓๖๐ วัน ผมพยายามอธิบายกับท่านประธาน ผมอยากจะให้ พี่น้องประชาชนมีส่วนรับรู้ด้วยครับว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมอธิบายนั้นเพราะอะไร

ประการแรกครับ ทําไมต้อง ๓๖๐ วัน ท่านครับพอเริ่มมี สสร. เสร็จ กระบวนการดําเนินการการจัดสรร การแบ่งปันตําแหน่งใน สสร. หลังจากนั้นต้องมายกร่าง ต้องมาพิจารณาว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนเป็นต้นแบบ เป็นหลักในการที่จะใช้พิจารณา การนําเสนอไปยังองค์กรสังคม ไปสู่พี่น้องประชาชนมันก็ต้องใช้เวลาครับ พี่น้องประชาชน ในขณะนี้ท่านทราบไหมครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรในส่วนต่างจังหวัดเสียส่วนใหญ่ เขาไม่ค่อย มีโอกาสรับรู้ แล้วเขาไม่ค่อยสนใจเท่าไรหรอกครับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทําอย่างไรครับ ระยะเวลาที่ขยายเพิ่มขึ้นจะมีโอกาสถ่ายทอดสื่อสารแบบทูเวย์ (Two way) ครับ ทั้ง สสร. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย เอากรอบ เอาความคิดต่าง ๆ ที่จะยกร่างกันไปแสดงความเห็น และให้ประชาชนมองและออกความเห็นสะท้อนกลับมาด้วย ระยะเวลาเพียง ๑๘๐ วันเชื่อว่า ไม่เพียงพอ ทุกวันนี้อย่างที่ผมกราบเรียนว่าประชาชนเขาบอกว่าไม่รู้อะไรแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่งมาเป็นรัฐบาลไม่กี่เดือนก็จะแก้แล้ว ทําไมปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาของแพง ปัญหา ค่าโดยสารแพง ไปแก้เรื่องนั้น เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะเรียนไปยังกรรมาธิการว่าท่านปรับได้ไหม แต่ถ้ากระแสสังคมยอมรับกันได้ว่าไปแล้วสักระยะหนึ่ง ๑๒๐ วันก็พอ ๑๘๐ วันเสร็จได้ยิ่งดีครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเปิดกว้างไว้ ผมต้องการให้ทุกคนในสังคมทุกภาคส่วนมามีส่วนร่วมกันมาก ๆ แล้วก็ลดความขัดแย้ง การปรองดอง การประนีประนอมต่าง ๆ ก็จะเกิดภาพที่สวยงาม

ประการต่อมาที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ก็คือว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํา รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่มีความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นต้นแบบ ผมนําเรียนกับท่านประธาน เบื้องต้นไว้ว่า คําว่า เป็นต้นแบบ ไม่ใช่ว่าให้เอามาเป็นหลัก เหมือนกฎหมายต่าง ๆ ที่ผ่านสภา ก็มักจะบอกว่าเอาร่างของรัฐบาลเป็นหลัก แต่เรื่องของรัฐธรรมนูญผมขออนุญาตไม่ได้ใช้คําว่า เป็นหลัก เพียงแต่เอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาเป็นต้นแบบ

(นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายนะคะตามข้อ ๙๙ เนื่องจากว่า ท่านผู้ที่กําลังอภิปรายไม่ได้แปรญัตติไว้ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ค่ะ ท่านแปรญัตติไว้ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจาก ๑๘๐ วันเป็น ๓๖๐ วันค่ะ ขอท่านประธานวินิจฉัยด้วยค่ะ ถือเป็นการ นอกประเด็นนะคะ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวิฑูรย์ครับ ท่านดูใน เอกสารหน้า ๒๓๗ นะครับ ของท่านสงวนคําแปรญัตติเฉพาะวรรคหนึ่งนะครับ นอกนั้น ท่านเห็นด้วยหมดใช่ไหมครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็น ส.ส. มาไม่น้อยหรอกครับ แล้วผมรู้ ระเบียบข้อบังคับพอสมควรครับ แล้วผมไม่ตําหนินะครับคนที่ประท้วง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน เอาที่ผมวินิจฉัยจบไปแล้วครับ เชิญเถอะครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมกําลัง จะเรียนกับท่านประธานครับ การอภิปรายในส่วนแปรญัตติ ที่ผมแก้ไขผมก็แปรญัตติได้ครับ แต่ในส่วนที่กรรมาธิการแก้ไขก็เป็นสิทธิของสมาชิกจะแสดงความเห็นได้เช่นกันครับ คือตรงนี้ เป็นร่างที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นใช้เวลาไม่มากครับ แล้วก็ไม่เป็นการ นอกประเด็นแล้วก็ไม่นอกรูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรรมาธิการไม่ได้ แก้ไขวรรคสองนะครับ แก้ไขเฉพาะวรรคสามนะครับ ใช่ไหมครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมเรียนตรงนี้ก็เพราะว่าท่านประธานครับใช้เวลาไม่มาก ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานว่าในการที่บอกว่าจะเอาฉบับใดฉบับหนึ่งมาเป็นต้นแบบนั้น คงไม่ใช่ เพียงแต่เอามาเป็นแนวทางในการยกร่าง เรียนกับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ มีทั้งดี ทั้งไม่ดีครับ ไม่มีฉบับใดสมบูรณ์ ไม่มีฉบับใดบกพร่องทั้งหมดหรอกครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดีครับ เอามาเป็นต้นแบบก็ได้ครับ แต่ขณะเดียวกันครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ถือว่าพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมากมาย ผ่านการลงความเห็นชอบของประชาชนเช่นกัน มีการปรับแก้ไขมาหลายเรื่อง ถ้าจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในเรื่องของ ส.ส. เปลี่ยนจาก เขตเล็กมาเป็น ส.ส. เขตละคน การเลือกตั้ง ส.ว. เราเลือกตั้งตามสัดส่วนของประชากร ตามจํานวนที่แต่ละพื้นที่มีประชากรมากน้อยแตกต่างกัน แล้วพอมาถึง ปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่า ขอเป็นจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานที่เคารพครับ มันก็ปรับได้ ก็แก้ได้ อะไรที่ดีเราก็ทําต่อ ไม่ต้องไปบอกว่าลอกข้อสอบกัน เอาของเก่ามาใช้ ของเก่าที่ดีเอามาใช้ก็ใช้ได้ครับ อะไรที่ปรับเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน มันย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นผมจึงถือโอกาสกราบเรียนท่านประธานว่าประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ล่ะครับ ผมอยากจะให้กรรมาธิการเสียงข้างมากเอาไปตรึกตรอง เอาไปใคร่ครวญ เอาไปพิจารณาครับ และเชื่อว่าการกระทําต่าง ๆ มันจะไม่ทําให้ล่าช้า มันจะไม่เสียเวลา สุดท้ายสิ่งที่ผมเรียกร้อง ก็คือว่าผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยออกความเห็นเรื่องนี้ด้วยได้ไหมครับ เพราะว่า ท่านก็เป็นในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านก็เป็น ส.ส. ท่านเป็นผู้นําของสังคมครับ ยังไม่เห็น ท่านนายกรัฐมนตรีออกมามีบทบาท ออกมาแสดงความคิดเห็นในสภา ถ้าเรื่องนี้พวกเราก็จะ ขอเรียกร้องต่อไป และขอเรียกร้อง ส.ส. รัฐบาลทําหน้าที่ของ ส.ส. ในส่วนที่ความเห็นที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เพื่อพวกเราและพี่น้องประชาชนจะได้เฝ้ามองการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าดี ทําดี ทําอะไรและใครจะได้ประโยชน์บ้าง ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ โดยให้ตัดทั้งหมดออกทั้งมาตรานะครับ

เหตุผลนะครับ ประการแรกผมไม่เห็นด้วยในการที่จะวานมือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาฉีกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่าการกระทําดังกล่าวนั้นเป็นการกระทําซึ่งผิดต่อ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๒๓ ว่าด้วยการปฏิญาณตน แล้วก็ผิดมาตรา ๒๒๒ ด้วย เพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จะต้อง ไม่อยู่ในอาณัติมอบหมายของผู้ใดทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็จึงสมควรที่จะตัดมาตรานี้ทิ้ง ทั้งหมดนะครับ คราวนี้เมื่อพิจารณาไปรายละเอียดแต่ละวรรคแล้วนะครับ ผมมีเหตุผล สนับสนุนว่าทําไมจะต้องตัดนะครับ ในวรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งแรก นะครับ ส่วนประกอบที่สําคัญของข้อความในวรรคนี้ก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือ จํานวนวัน ๒๔๐ วัน สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นที่ทราบว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ได้แปรญัตติขอให้เพิ่มจํานวนก็ไม่สําเร็จนะครับ ก็มีเพียงแค่ ๙๙ คน ๗๗ คนมาจาก การเลือกตั้งตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งก็พูดซ้ําแล้วซ้ําอีกนะครับว่า

๑. การเลือกตั้งนั้นประชากรแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากัน ขณะนี้ก็มีพรรคการเมือง พรรครัฐบาลซึ่งครองเสียงข้างมากก็มีโอกาสที่จะได้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๓๐-๔๐ คน ตรงนี้แล้วนะครับ และอีก ๒๒ คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งนั้นก็มีโอกาสที่จะถูกชี้นํานะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วสิ่งที่จะเป็นที่คาดหวังว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งดีที่สุดในโลก หรือดีที่สุดของในประวัติชาติไทยนั้นโอกาสที่จะเป็นไปได้ก็จะน้อยมากนะครับ

อีกประการหนึ่งนะครับ ระยะเวลาที่เราอภิปรายมา ๑๐ กว่าวันนี่นะครับ ส่วนใหญ่เท่าที่ผมฟังก็จับประเด็นได้ว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเป็นห่วงว่าการดําเนินการ ครั้งนี้ในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มานี่นะครับ ในที่สุดก็เพียงแต่ว่าอยากจะไปแก้ รัฐธรรมนูญของเดิม ปี ๒๕๕๐ ในบางมาตรานะครับ เช่นมาตรา ๑๙๐ ซึ่งว่าด้วยเรื่อง การไปทําข้อตกลงสนธิสัญญาอะไรต่าง ๆ กับต่างประเทศนะครับ โดยไม่นําเรื่องนั้นมาเข้าสู่สภา นะครับ ซึ่งความเสียหายได้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้กําหนดกรอบตรงนี้นะครับ มาตรา ๓๐๙ ซึ่งไปเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่อง คตส. ก็อยากจะ ยกเลิกตรงนี้นะครับ แล้วก็ไปมาตรา ๒๓๗ ซึ่งเป็นการยุบพรรคนะครับ ความจริงแล้ว ถ้าสมมุติอยากจะแก้ตรงนี้ก็ไม่ต้องมาถึงขนาดยกร่างทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกฎหมาย ไม่ได้ให้อํานาจนะครับ ท่านก็สามารถจะใช้ช่องทางเดิมของมาตรา ๒๙๑ ดําเนินการได้อยู่แล้ว นะครับ ขณะนี้ประเทศไทยเราก็ถูกตราหน้าว่ามีการคอร์รัปชันมากนะครับ การคอร์รัปชัน ถ้าเผื่อข้าราชการกระทําฝ่ายเดียวโดยไม่มีทางนักการเมืองเข้ามาร่วม โอกาสที่จะไปติดอันดับโลก ในเรื่องของการเสื่อมเสียตรงนี้ก็คงไม่มีนะครับ เราคงจะปฏิเสธข้อเท็จจริงไม่ได้ใช่ไหมครับ ในการเข้าสู่อํานาจในการที่จะเข้าการเมืองนี่ต้องใช้ทุนมหาศาล เมื่อใช้มาแล้ว ใช้ทุน ลงทุน ไปแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องการถอนทุนนะครับ ขณะนี้เรื่องคอร์รัปชันรัฐบาลนี้ยังไม่ถูกกล่าว ก็เป็นที่น่ายินดี แต่อาจจะเป็นเพราะว่าท่านไปสร้างเรื่องอื่นทําให้พี่น้องประชาชน ที่จะติดตามเรื่องนี้ก็เลยหลงไปด้วย มายุ่งเรื่องนี้ ขณะนี้บ้านเมืองเรามีปัญหาหลายอย่างนะครับ เราไม่ควรเสียเวลาประเทศชาติมาทําเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นควรว่าวรรคหนึ่ง ควรจะตัดไปนะครับ

วรรคสองครับว่า ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํา รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการ ยกร่างก็ได้ คําว่า ประชาธิปไตยสูง นี่นะครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้อภิปราย ไปแล้วว่า เอ๊ะวัดกันอย่างไร อะไรสูง เรามีมาแล้วตั้ง ๑๘ ฉบับนะครับ ส่วนใหญ่ก็มาจาก รัฐประหาร มีอยู่ ๒ ฉบับเท่านั้นเอง ปี ๒๕๑๗ กับ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งไม่ได้มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร คราวนี้เอาอะไรไปวัดนะครับ นักวิชาการบางท่านซึ่งไปหยิบเอาธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยามชั่วคราว ปี ๒๔๗๕ มาว่าตรงนั้นสูง ที่สูงเพราะว่าเขาไปเขียนไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธาน เขาไปเขียนว่า ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ปี ๒๔๗๕ นะครับ อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย เขาเขียนอย่างนี้นะครับ ถ้าสมมุติว่านักวิชาการท่านนี้มีความเป็นธรรม ไม่ไปหลงใหลคอมมิวนิสต์มากมายนัก ไม่ไปหลงใหลมีอคติกับสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วนี่นะครับ ขยายความให้ลึกสิครับว่า ถ้าสมมุติอํานาจสูงสุดอยู่กับประชาชนชาวไทย ท่านต้องใช้ประชาธิปไตยทางตรงครับ ไม่ต้องมีครับ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาซึ่งรับมอบอํานาจอะไรมามากมาย ท่านมีน้อย ๆ เหมือนใน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทําหน้าที่รับแขกเฉย ๆ ทําพิธีการอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดกระจาย อํานาจลงไปให้ประชาชนเขา ตอนนี้เครื่องมือสื่อสารอะไรก็มีนะครับ ประชาธิปไตยทางตรงสามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นว่า จะเอาตรงนี้มาเป็นบรรทัดฐานแล้วจะทําให้สิ่งที่ได้นั้นดีนะครับ ปกติในต่างประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่ไปเอาอะไรตั้งแต่ดึกดําบรรพ์มาเป็นต้นแบบหรอกครับ เขาจะใช้พัฒนาฉบับซึ่งล่าที่สุด ขณะนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นฉบับสุดท้ายซึ่งได้รับการพัฒนาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นะครับ ทําตรงนี้ผมยังเห็นแสงได้บ้าง โอกาสที่จะดีมันจะมีขึ้น แต่ถ้าสมมุติไปเขียนว่า ไปเอาอันไหนก็ได้ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาใช้ ผมก็ว่านักวิชาการท่านนั้นท่านน่าจะ ไปเปิดตําราแล้วก็ฝึกทําสมาธิเสียหน่อยนะครับว่าประเทศชาติของท่านนั้นคืออะไร อย่าไป แสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศบนความขัดแย้งและความเสื่อมเสียของประเทศชาตินะครับ

ไปดูในวรรคสามครับ วรรคสามเขาเขียนไว้อย่างนี้นะครับ การที่ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ เขียนไว้อย่างนี้ ผมถามหน่อยถ้าสมมุติว่า เกิดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมมุตินะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่านทําอยู่นี้ผิด นะครับ ท่านโดนยุบพรรคการเมืองและต้องมีการเลือกตั้งใหม่นะครับ ท่านไม่ได้มาเป็น รัฐบาลอีกนะครับ ความในวรรคนี้จะใช้บังคับไหม ถ้าสมมุติว่าพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาแทนท่าน เขาไม่เอา ทั้งหมดนี้มันสร้างปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าสมมุติรักที่จะให้ ประเทศชาติเรามีความเจริญนะครับ วรรคนี้ก็ควรจะตัดออกไปนะครับ

ต่อไปในวรรคสี่ ท่านประธานครับ วรรคสี่บัญญัติไว้ว่าอย่างนี้นะครับ ในการ จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้ทั่วทุกภูมิภาคด้วย นะครับ ประเทศไทยเรารู้กันอยู่นะครับ ถ้าสมมุติว่าแบ่งเป็นภูมิภาคนี่ เราก็พูดกันว่ามีอยู่ ๔ ภาคนะครับ ทีนี้ผมถามว่า ๔ ภาคนี้จะครอบคลุมพี่น้องประชาชนทั้ง ๖๘ ล้านคนไหม เรามีตั้ง ๗๗ จังหวัดนะครับ เพราะฉะนั้นไปเขียนแค่นี้ผมคิดว่า ๑. สิ่งที่ท่าน จะได้รับความคิดเห็นจากประชาชนไม่พอเพียงครับ ในที่สุดก็เข้าไปอยู่ในอีหรอบเดียวกัน คือหมายความว่าท่านมีเจตนาแอบแฝงในการที่จะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อปฏิบัติการ อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้รับมอบหมายมา ถ้าเผื่อไม่เป็นตามนี้เดี๋ยวท่านพยายามชี้แจงนะครับ ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนให้ฟัง แล้วเที่ยวหน้าในการที่ลงคะแนนจะเลือกท่านมาอีกหรือเปล่า นะครับ

ต่อไปในวรรคห้านะครับ ในวรรคห้ากําหนดว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทญัตติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้นะครับ ข้อความตอนท้ายทางกรรมาธิการได้แก้ไขนะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว อภิปรายไปแล้วนะครับว่า ทําไปเหมือนกับไม่เต็มใจนะครับ เพราะว่าความจริงแล้วในเรื่องที่เกี่ยวกับหมวดเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ไม่ใช่มีเฉพาะแค่หมวด ๒ นะครับ หลายท่านก็ได้พูดแล้วว่าหมวด ๑ นั้น ก็เกี่ยวข้องด้วยนะครับ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับ ปี ๒๕๕๐ ก็เหมือนกันทั้งหมวด ๑ หมวด ๒ นะครับ ปี ๒๕๕๐ ก็ขยายความในสิ่งซึ่งยังขาดตกบกพร่องในปี ๒๕๔๐ ให้ชัดเจนขึ้น นะครับ นอกจาก ๒ หมวดแล้วมีอีกหลายมาตราซึ่งเกี่ยวกับพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ เช่น มาตรา ๑๗๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บัญญัติไว้ชัดเจนครับว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๓๕ คนประกอบเป็น คณะรัฐมนตรี คราวนี้ถ้าไม่เขียนอย่างนี้ ผมถามว่าถ้าสมมุติว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญเขาไม่ทําอย่างนี้ เขาไปแก้มาตรา ๑๗๑ ให้ออกเป็นรูปแบบอื่น ขอเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการว่าท่านจะวินิจฉัยว่าสิ่งที่ทํานี้มันขัดต่อรัฐธรรมนูญไหมครับ ขัดต่อพระราชอํานาจ ของพระมหากษัตริย์ไหมครับ มาตรา ๑๗๕ ก่อนเข้ารับหน้าที่จะต้องปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก็เช่นเดียวกัน มาตรานี้ ก็ไม่อยู่ในหมวด ๒ นะครับ มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ ในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกหรือสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ไม่อยู่ในหมวด ๒ เพราะฉะนั้น การที่ท่านไปเขียนไว้ในหมวด ๒ นี่ก็ทําให้ผมคล้อยตามเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่ได้อภิปราย ไปแล้วว่าท่านไม่ได้มีความจริงใจในการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ เมื่อท่านไม่จริงใจในเรื่องนี้ การกระทํามันส่อถึงเจตนา ผลก็ออกมาทําให้ผมเองไม่มีความไว้วางใจที่จะเห็นด้วยกับท่าน ในการที่จะไปฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ แล้วไปยกร่างสิ่งใดขึ้นมาให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ก็ไม่ทราบ ในมาตรา ๑๙๗ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาลซึ่งต้องดําเนินการ ให้เป็นไปตามความโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกันครับ อันนี้ก็ไม่ได้อยู่ในวรรคห้าที่ท่านเขียนไว้ เพราะฉะนั้น คิดว่าสิ่งนี้มีความไม่ชัดเจน มาตรา ๒๐๐ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ และทรงให้พ้นจากตําแหน่ง เว้นแต่กรณีที่จะพ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย เช่นเดียวกันครับ ถ้าสมมุติว่าเกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญไปแตะต้องหรือไปแก้ไขอะไรต่าง ๆ หรืออาจจะไม่มีตรงนี้อยู่ นี่นะครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรศักดิ์ครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายนี่ผมทราบครับว่าท่านเป็นทหารเรือ แล้วก็ท่านเคยอยู่ร่วมกับใครมาผมทราบ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อน ท่านประท้วง เรื่องอะไรครับ ผิดข้อบังคับตรงไหนครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ข้อ ๔๓ ครับ ท่านพูดนอกประเด็นครับ ท่านตัดมาตรา ๒๙๑/๑๑ ออกทั้งหมด แล้วท่านไปพูดถึง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ มันอยู่นอกประเด็นเลยครับ ท่านประธานครับ ผมว่าประเด็นนี้ ไม่ควรพูดครับ เพราะเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ใช่อยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ท่านตัดครับ ขอให้ท่านพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ฟังอยู่นะครับ เท่าที่ ท่านอภิปรายมาก็เป็นเหตุผลที่ทําไมท่านตัด ท่านต้องแสดงเหตุผลว่าทําไมท่านตัดนะครับ ผมยังฟังท่านอยู่นะครับ เชิญท่านต่อครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๐๔ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๘ คน อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ไม่อยู่ในหมวด ๒ ที่กรรมาธิการ แก้ไข มาตรา ๒๒๐ การแต่งตั้งและการให้ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมพ้นจากตําแหน่ง ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมก่อนแล้วจึงนําความกราบบังคมทูล เช่นเดียวกันนะครับ ก็สื่อให้เห็นถึงพระราชอํานาจขององค์พระมหากษัตริย์ ไม่อยู่ในหมวด ๒ ที่กรรมาธิการได้แก้นะครับ มาตรา ๒๒๔ การแต่งตั้งและให้ตุลาการในศาลปกครองพ้นจากตําแหน่ง ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติก่อน แล้วจึงนําความกราบบังคมทูล เช่นเดียวกันครับ ผมต้องขยายความครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่จากสถิติก็ทราบแล้วว่าไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านจะได้รับไป ก็จะไม่ชัดเจนครับ จําเป็นที่จะต้องอภิปรายประกอบเหตุผลว่าทําไมผมถึงต้องให้ตัดมาตรานี้ แล้วกลับไปใช้มาตรา ๒๙๑ ของเดิมครับ

ในวรรคหก ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป ความในวรรคหกนี้ไม่ครอบคลุมความในวรรคสี่ เช่นสมมุติว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ทําตามวรรคสี่ ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมขอถามว่า จะตัดไหม จะผิดไหมครับ เพราะฉะนั้นความในวรรคห้านั้นไม่ครอบคลุมนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าควรจะตัดมาตรานี้ออกไปนะครับ โดยรวมผมอยากให้ทางกรรมาธิการตั้งหลักใหม่ครับ แก้ไขแล้วกลับไปใช้มาตรา ๒๙๑ นะครับ รวมทั้งกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางรัฐบาลว่าขอให้สงสารประเทศชาตินะครับ ใช้เวลา และทรัพยากรที่มีอยู่แก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาเรื่องความมั่นคง ศาลโลกกําลังจะ ตัดสินอยู่แล้วนะครับ พื้นที่ ๔.๗ ตารางกิโลเมตร ที่ปราสาทพระวิหารนั้นเสียแน่ ๆ นะครับ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ภัยพิบัติมันก็เกิดขึ้นบ่อย ทั้งน้ําท่วม น้ําแห้ง แผ่นดินยุบอะไรต่าง ๆ คณานับนะครับ ขอให้สงสารประเทศไทยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาธิต ปิตุเตชะ เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมขอใช้สิทธิ หลังท่านรัชฎาภรณ์ก็ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ดิฉันได้แปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๑ เอาไว้อยู่ ๒ วรรคค่ะ ก็กราบเรียนว่าที่จริงหลังจากที่เสร็จมาตรา ๒๙๑/๙ ไปแล้ว ดิฉันก็คิดว่าคงไม่พูดกับ กรรมาธิการแล้ว เพราะกรรมาธิการแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ได้ฟังเลย แล้วก็ไม่สนใจที่จะแก้ไข อะไรเลย แล้วก็หลอกดิฉันมาตลอดนะคะ ดิฉันก็ถือโอกาสนี้พูดกับประชาชนให้ทราบว่า เสนอคําแปรญัตติทั้งหลายมีส่วนสําคัญอย่างไร ทําไมถึงจะต้องมีการแปรญัตติกันนะคะ ดิฉันก็ได้เสนอขอแปรญัตติเวลาในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ๒๔๐ วัน ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ได้แก้แล้ว แต่ไม่ได้แก้ตามดิฉันนะคะ แก้ตามที่กรรมาธิการอยากจะแก้ ไม่ใช่เพราะฟัง สมาชิก แล้วก็อีกวรรคหนึ่งที่ดิฉันเสนอตัดก็คือ ที่จริงดิฉันแปลกใจนะคะ เกิดมาในชีวิต ดิฉันไม่เคยเรียนวิชากฎหมายแม้แต่วิชาเดียว แต่ดิฉันก็ได้ยินว่านักกฎหมายก็จะบอกว่าเวลา อ่านกฎหมายอย่าอ่านมาตราเดียว ถ้าอ่านกฎหมายแล้วต้องอ่านหลาย ๆ มาตราประกอบกัน ดิฉันก็เชื่อว่าท่านร่างรัฐธรรมนูญ ท่านก็น่าจะไม่ได้ร่างตัดขาดแต่ละมาตรา ท่านคงจะอ่าน หลาย ๆ มาตราประกอบกัน แต่ดิฉันก็แปลกใจ วรรคที่ดิฉันได้ตัดออกมันอยู่หลายมาตรา ดิฉันก็สงสัยว่าทําไมตอนมาตรา ๒๙๑/๗ ท่านก็มี ดิฉันก็แปรญัตติเอาไว้ แล้วพอมาถึงตอนนี้ ก็มีเอาไว้อีก ดิฉันก็เลยสงสัยว่าเขียนเอาไว้กันเหนียวหรือเปล่า มันรุ่มร่าม ท่านบอกว่า ดิฉันจําได้ นักกฎหมายจะบอกว่าเวลาเขียนกฎหมายอย่าใช้ภาษาฟุ่มเฟือย อันนี้ก็มีอยู่ไปทั่วเลยนะคะ อยู่มาตรา ๒๙๑/๗ ก็มี พอมาถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ ท่านก็ยังกันเอาไว้อีกอยู่เหมือนเดิม เพราะว่าท่านพูดถึงว่าการที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุด สิ้นอายุ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง มันไม่กระทบกระเทือน ดิฉันเสนอให้หมดไปพร้อมกันเลย เพราะท่านก็เคยพูดเอาไว้ เหมือนกันนะคะ ตอนที่ท่านเขียนแก้รัฐธรรมนูญ เป็นตายร้ายดีอย่างไร หัวเด็ดตีนขาด อย่างไรก็ต้องแก้ให้ได้ ท่านบอกเพราะว่ามันเป็นนโยบายที่รัฐบาลไปหาเสียงเอาไว้กับ ประชาชน เพราะอย่างนั้นอย่างไร ๆ ก็ต้องแก้แน่นอน พอมาถึงตอนนี้ดิฉันก็ถามว่าถ้าเป็นนโยบาย ท่านร่าง ท่านแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้เพราะเป็นนโยบาย แล้วด้วยเหตุอันใด เมื่อสภาสิ้นสุดอายุลง ท่านถึงยังจะเก็บเอาไว้อยู่ ท่านทําไมไม่ไปหาเสียงต่อ ถ้าครบวาระหรือยุบสภาก็ตาม ท่านก็ต้อง ถือโอกาสไปบอกประชาชนว่าท่านจะทํารัฐธรรมนูญแล้วท่านก็กลับมาทํา ไม่ใช่พอท่าน หาเสียงไว้คราวนี้ หากินได้ตลอดชาติเลย มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยต้องตัดออกว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือยุบสภา มันไม่ใช่แค่เป็นเหตุไม่กระทบกระเทือน มันต้องยุบไปเลย สิ้นวาระไปด้วยเช่นเดียวกันนะคะ ดิฉันก็เคยพูดว่าท่านจะเก็บเอาไว้ทําไม ในเมื่อถ้ายุบสภาหรือสภาไปแล้ว สสร. ก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย ไม่อย่างนั้นเขาก็จะครหาท่านอีกค่ะ หาเสียงครั้งเดียวกินไปได้ตลอดเลย เขาถึงว่าท่านตีกินอย่างไร ท่านก็ต้องใจกว้างพอที่จะ บอกว่าสมัยหน้าถ้าสภายุบแล้ว สมัยหน้าใครมาอยู่สภานี้ก็ต้องว่ากันใหม่ คนที่ไปหาเสียงว่า จะแก้รัฐธรรมนูญก็มาตั้งต้นใหม่ มันไม่เสียหายหรอกค่ะ เพราะว่าถ้าเราให้ สสร. ยุติไป หมดวาระสิ้นสุดไปด้วย เราก็ยังมีรัฐธรรมนูญใช้อยู่ เราก็ใช้กันมานานแล้ว ปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ต้อง ประท้วงนะคะว่าดิฉันจะรักษาปี ๒๕๕๐ เอาไว้ เพราะที่จริง ปี ๒๕๔๐ ดิฉันก็เข้าไปมีส่วนร่วม ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ ดิฉันรู้จักรัฐธรรมนูญอยู่ไม่กี่ฉบับค่ะ แล้วก็รู้จักปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๔๐ ดิฉันก็ร่วมทั้ง ๒ ฉบับนั่นล่ะ เพียงแต่ว่าฉบับไหนจบก็จบไป ฉบับไหนที่ยังอยู่ก็ใช้ แล้วเราก็ยังใช้ไม่ครบทุกมาตราเสียด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยเรียนว่ามันไม่มีหลักการใด ๆ เลย ถ้าผู้ที่คลอด สสร. ล้มหายตายจากไปแล้ว สสร. ก็ยังจะคงอยู่ ดิฉันยังไม่เห็นมีหลักการใด ๆ นอกจากหลักการตอนนี้ ขณะนี้ หลักการของท่านนี่นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังเรียนว่า ถ้าเราไป สสร. ก็ต้องไป ถ้าเราอยู่ก็ยังไม่แน่นะคะ เพราะฉะนั้นเรียนท่านอีกเหมือนกันนะคะว่า ถ้าจบแล้วมันก็ต้องจบ แล้วก็แปลกใจ ท่านประธานคณะกรรมาธิการนี่นะคะ ท่านก็จะบอกว่า ที่เวลาเราทักท้วงบอกว่านี่นะมีการแก้ ดิฉันก็ยังเสนอนะคะว่าจะต้องมีการที่พูดถึงว่าในการ จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค ดิฉันเติมถึงเข้าไป กลัวทั่วอย่างเดียวแล้วมันไม่ถึง แต่คราวที่แล้วดิฉันจําได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็บอกว่าไม่ต้องห่วงหรอก เสร็จแล้วเขาก็จะมี คณะกรรมาธิการประจําจังหวัดไปรับฟังความเห็น ท่านประธานสภาที่เคารพ ประธาน คณะกรรมาธิการพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ประธานคณะกรรมาธิการรับรองเรื่องอย่างนี้ ได้อย่างไร ในเมื่อถ้าผ่านวาระที่สามไปแล้ว กรรมาธิการนี้ก็สิ้นสุดลงไม่ใช่หรือคะ หรือท่านยังจะไป ดําเนินการอะไรต่อท่านถึงได้ออกมารับประกันได้ ท่านรับประกันไม่ได้ ท่านบอกว่าเขาก็จะ ไปทุกจังหวัด เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่านที่แปรญัตติว่าไม่เอาเป็นภาค เอาทุกจังหวัด ท่านบอก ไม่ต้องห่วงหรอก เขาก็ต้องทําทุกจังหวัดนั่นล่ะ เหมือนที่เคยทํามา มันไม่มีหลักประกัน ที่เคยทํามานี้เขาอาจจะทําทุกจังหวัด พอมาถึงคราวนี้เขาอาจจะทําไม่ทุกจังหวัดก็ได้ เขาอาจจะทําเป็นภาค ๆ ก็ได้ ไม่มีหลักประกัน เหมือนกับที่ท่านบอกว่าองค์กรต่าง ๆ เสนอชื่อเข้ามา ประธานรัฐสภาซึ่งจะเป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์ทั้งหลาย ท่านก็จะไปทําอย่างนั้น จะไปทําอย่างนี้ ท่านจะมีหน้าที่แค่รวบรวม ประธานคณะกรรมาธิการรับประกันสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วท่านก็พูดเป็นวรรคเป็นเวรเลยนะคะ พูดทุกครั้งเลย ดิฉันก็ยังสงสัย ท่านเอาอํานาจอะไรมาพูดที่ท่านจะรับรองว่า ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ทั้งหลายของประธานรัฐสภา ที่ให้รัฐสภาเป็นผู้กําหนด ก็จะกําหนดออกมาอย่างที่ประธานคณะกรรมาธิการพูดหรือว่า ท่านตกลงกันเอาไว้แล้ว หรือท่านฮั้วกันไว้แล้วว่าจะทําอย่างนี้ จะพูดอย่างนี้ จะทําอย่างนี้นะคะ ดิฉันว่าประธานคณะกรรมาธิการท่านต้องทบทวนบทบาทของท่านนะคะ ที่ผ่านมา ดิฉันก็ยังไม่ได้พูดอะไรมาก พอมาถึงคราวนี้ดิฉันก็มีคําถาม ตั้งคําถามอย่างนี้ล่ะ ถ้าจบแล้ว ท่านยังจะรับรอง จะทําโน่น ทํานี่ได้อย่างไร ถ้าท่านรับรองได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่อํานาจ ของท่าน ท่านฮั้วกันใช่ไหม ผูกขาด อย่างนี้เขาเรียกผูกขาด เวลาเขาบอกเผด็จการรัฐสภาก็โกรธ แล้วถ้าเขาบอกว่าท่านพวกมากลากไปท่านก็โกรธ แต่เวลาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดิฉันก็เห็น ท่านทําอย่างนี้อย่างสม่ําเสมอนะคะ เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดไป ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตาม สสร. ต้องสิ้นสุดไปด้วย ท่านอยากได้ ท่านมาตั้งใหม่ ไม่ใช่ท่านเก็บเอาไว้ หอบเอาไว้ กระเตงเอาไว้ ถึงเวลากลับเข้ามา ผู้ที่มาใหม่เขาไม่มีสิทธิที่จะกําหนดอะไรเลยหรือคะ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาใหม่เขาต้องกําหนดได้ เขาอาจจะรอหน่อยแล้วแก้รัฐธรรมนูญ มีปัญหาปากท้องของแพง แก้ของแพงไปก่อน แล้วตอนนี้รัฐธรรมนูญชะลอไว้ก่อนก็ได้ ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลนี้ หรือสภาเข้ามา สภาก็ต้องมีสิทธิในการที่จะต้องมาว่ากันใหม่ เพราะตอนนี้ก็อย่างที่คณะกรรมาธิการท่านพูด ท่านสมาชิกรัฐสภาท่านก็พูด พูดไปก็ไม่ได้ฟัง อะไรเลย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรเลย มี ส.ส. บางท่านก็มาพูดกับดิฉันว่าก็มาตรา ๒๙๑/๕ แก้ไปแล้ว กฎหมายเลือกตั้ง แล้วก็บอกอันนั้นมันเป็นเหตุสุดวิสัย มันจําเป็น ไม่อย่างนั้น ท่านก็ไม่แก้อยู่ดีค่ะ เพราะที่ผ่านมา หลังจากนั้นมาท่านก็ไม่แก้อะไรเลย แล้วเหมือนท่าน ไม่ได้ฟัง แล้วเหมือนท่านไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้นดิฉันก็เสนอนะคะ อย่างไรดิฉันก็ยังยืนยัน ยังมีอีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๒๙๑/๑๕ ดิฉันก็ยังจะพูดอีกนะคะว่า สสร. จะสิ้นสุดลงเมื่อ สภาสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน ท่านจะเก็บเอาไว้ไม่ได้ ท่านจะเอาใครไปจ่อมไว้ตรงโน้น จ่อมไว้ ตรงนี้ไม่ได้ เหมือนดิฉันเคยยกตัวอย่าง ท่านมานั่งทําหน้าที่ประธานท่านอาจจะมีเลขานุการ ส่วนตัวท่านมา เมื่อท่านไปแล้วเลขานุการต้องไปกับท่าน ไมใช่ท่านยังทิ้งเอาไว้ สสร. ก็เช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็กรุณาออกไปรับฟังความเห็นให้ทั่วถึง แล้วก็คิดว่า เป็นภาระหน้าที่ของเราด้วยที่เราจะต้องออกไปให้ทั่วถึง ดิฉันเห็นด้วยกับหลายท่านที่บอกว่า เป็นจังหวัด คําว่า ทั่วถึง มันทั่วถึงมาก มีปัญญาทําได้ถึงระดับไหนก็ทําทุกระดับละค่ะ ฝากท่านประธานรัฐสภานะคะ ดิฉันไม่พูดกับกรรมาธิการนะคะ ดิฉันพูดกับประชาชน ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาธิตครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน (๕) นะครับ แต่ก่อนที่จะไปตรงนั้นผมอยากจะขอเท้าความถึงความเป็นมาในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น ในวรรคแรกก็พูดถึงเรื่องกําหนด ระยะเวลาที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน นั่นหมายความว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญก็มีเวลาในการที่จะไปออกแบบ แก้ไข แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ภายในระยะเวลา ๒๔๐ วัน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ยังไปแก้ไขในวรรคห้าว่าการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงการแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ อันนี้ก็เป็นหัวใจสําคัญในการพูดคุยกัน ในคณะกรรมาธิการ ผมเรียนกับท่านประธานว่าความจริงประเด็นที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในประเด็นนี้นะครับ เป็นการต่อสู้เรียกร้องของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ที่พยายามที่จะ ต่อรองให้คณะกรรมาธิการได้ใส่ถ้อยคําที่มีความหมายว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไปแตะต้องบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์มิได้ ก็ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ด้วยนะครับที่ได้เห็นความสําคัญ สุดท้ายก็ตกผลึกเป็น ถ้าผมจําไม่ผิดก็น่าจะเป็น เสียงค่อนข้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าในส่วนนี้จะต้องไม่มีการไปแก้ไขเพิ่มเติมในสิ่งที่เกี่ยวกับ บทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยกับหมวดพระมหากษัตริย์ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสอง ถึงแม้ ไม่มีการแก้ไขก็มีการอภิปรายกันกว้างขวางก็คือประเด็นเรื่องการหยิบยกเอารัฐธรรมนูญ ฉบับหนึ่งฉบับใดมาเป็นต้นแบบ ที่สําคัญก็คือว่าการเขียนของคณะกรรมาธิการหรือร่างของ ครม. เขียนไว้ในลักษณะที่ผมคิดว่าจริง ๆ ไม่ต้องเขียนก็ทําได้นะครับ เขียนไว้ว่าให้ไปนําเอา รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างนะครับ อันนี้ก็เป็นสิทธิของ สสร. อยู่เองแล้วว่าเขาจะไปยกร่างแล้วเขาจะเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ เคยใช้บังคับมากับประเทศนี้อย่างไร แบบไหนนะครับ

ส่วนในวรรคสามก็พูดถึง ผมเรียนกับท่านประธานว่าผมต้องอธิบายเป็นลําดับ นะครับ เพราะว่าแต่ละวรรคก็มีความเชื่อมโยงต่อกัน ในวรรคสามก็พูดถึงการที่สภาผู้แทนราษฎร สิ้นอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง อันนี้เป็นหัวใจครับ และวรรคสามที่ผมจะอภิปรายต่อไป เพราะว่าวรรคสามไปเชื่อมโยงกับวรรคห้าแล้วก็วรรคหก ผมเรียนว่าประเด็นนี้เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้พูดถึงอยู่แล้วนะครับว่ากรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ให้กําเนิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อยุบ สิ้นสภาพไป ไฉนเลยสภาร่างรัฐธรรมนูญจึงมีสิทธิจะดําเนินการต่อไปในการ ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติซึ่งผมจะนําเสนอกับท่านประธานต่อไป

ในวรรคสี่ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย อันนี้ก็เป็นปัญหาครับ ความจริง ผมก็แอบไปเห็นท่านกรรมาธิการ ท่านหมอเหวงได้สงวนความเห็นในเรื่องนี้ไว้ ซึ่งน่ารับฟังมากครับ ก็คือท่านหมอเหวงบอกว่าการรับฟังความคิดเห็นจะต้องเป็นการทําประชาพิจารณ์แล้วก็ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องดําเนินการให้ครบถ้วนทุกหมู่บ้านและชุมชน ทั่วประเทศ รวมทั้งสถาบันการศึกษาทุกระดับ สมาคมอาชีพทุกสาขาอย่างทั่วถึง คือประเด็น ที่ท่านเขียนไว้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องจําเป็นนะครับ ถึงแม้ว่ากรรมาธิการไม่ได้แก้ไขแล้วก็ไม่ได้ พูดถึงการทําประชาพิจารณ์ ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ครับท่านประธานว่าการทําประชาพิจารณ์ เดี๋ยวนี้เป็นการทําประชาพิจารณ์แบบรวบรัดตัดความ ทําแบบสรุป บางครั้งก็ไปทําประชาพิจารณ์ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม การเปิดโรงงานอุตสาหกรรม บางกรณีก็ไปเอาชื่อที่เซ็น ในการเข้าประชุมมาเป็นมติในการเห็นชอบกับการทําประชาพิจารณ์ การทําแบบนี้ก็ถือว่า ไม่สมบูรณ์แบบ ยังไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ฉันใดก็ฉันนั้นครับ เช่นเดียวกันในวรรคสี่ หมายความว่าถ้าท่านเขียนไว้เพียงว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค เขียนไว้แค่นี้ ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจังครับ เราก็จะเห็นว่าความจริงประชากร ๖๗ ล้านคน เราเพียงแต่ไปทํารับฟังความคิดเห็นจังหวัดละครั้งก็แทบจะพูดได้ว่าไม่ได้ตอบโจทย์ว่า มันทั่วถึง กระจายทุกภูมิภาค ทุกจังหวัดหรือไม่ ที่สําคัญก็คือว่ามันต้องเอาจริงเอาจังครับ กับการรับฟังความคิดเห็น

ก็มาถึงวรรคห้า กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ยึดตามร่างเดิมนะครับ ก็คือในกรณีที่ให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า คือหมายความว่า ให้อํานาจรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้วินิจฉัยความไม่เป็นไปตามบทบัญญัติหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ที่ไปกระทบกระเทือนในบทนี้นะครับก็ให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ผมเรียนกับท่านประธานว่าวรรคนี้เป็นวรรคที่สําคัญครับ เพราะว่าเราก็พูดกันถึงเรื่องความไม่ไว้ใจ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ผมก็จะพูดให้เข้าใจง่ายนะครับว่าวรรคนี้ก็เปรียบเสมือนกับที่เรา อภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตอนเกิดก็ให้สภาแห่งนี้ เป็นผู้คลอด คลอดในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือ ๒๒ สสร. นั่นก็ให้สภาแห่งนี้ไปคัดเลือก ๒๒ คน ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจะไว้ใจได้แค่ไหนนะครับ แล้วก็พฤติกรรมที่ผ่านมาของกรรมาธิการ ก็เห็นได้ชัดว่ามันมีปัญหา ในขณะเดียวกันตอนตาย หมายความว่าการวินิจฉัยว่าเมื่อ ๙๙ สสร. ไปร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สิทธิในการวินิจฉัยการไม่ชอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เป็นอํานาจของรัฐสภาอีก สรุปรวมความก็ กินรวบครับ เสียงข้างมากซึ่งเป็นรัฐบาลก็สามารถที่จะดูแลทั้งตอนเกิด ทั้งตอนตาย ก็จะทําให้ เสียงข้างน้อยหรือคนอีกจํานวนมากไม่ได้มีส่วนร่วมในการที่จะทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมต้อง อภิปรายในวรรคนี้ก็เพราะว่าผมขอเพิ่มเติมแก้ไข สงวนความเห็นไว้ในวรรคห้านะครับว่า ในขณะที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่แก้ไขในร่างเดิม โดยให้อํานาจรัฐสภาแห่งนี้ ที่ผมเรียนกับ ท่านประธานไปแล้วว่าทั้งเกิด ทั้งตายก็ขึ้นอยู่กับรัฐสภาแห่งนี้ เสียงข้างมากที่จะกําหนด ชี้เป็นชี้ตาย ผมก็แก้ไขขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามวรรคห้า หรือไม่ หากเป็นไปตามวรรคห้าก็ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ก็หมายความว่า ผมให้อํานาจในการวินิจฉัยความไม่ชอบนะครับ หรือความไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่ เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าการที่ผมเขียนให้เป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญนี้มันผิดปกติหรือไม่ ผมก็เรียนกับท่านประธานว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นปกติ อย่างที่สุดครับ เพราะว่ามันมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธานกรุณาได้เปิดดูกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ ก็กําหนดไว้ชัดเจนครับว่า ความขัดแย้งขององค์กรสําคัญ เช่น รัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ศาล กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนชัดครับว่า ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าอะไรครับ หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญอยู่เหนือองค์กรที่ผมเรียนมาทั้งหมด เช่น รัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอื่น ที่ไม่ใช่ศาล เขากําหนดไว้ชัดเจนครับในมาตรา ๒๑๔ ทําไมนักกฎหมายหรือว่า ครม. หรือกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นตามนี้ ทําไมจะให้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภามาใช้สิทธิ ในการมาวินิจฉัยบทบัญญัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๔)

ประเด็นถัดมาครับ ผมจะยกตัวอย่างอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นอํานาจหน้าที่ที่ชัดเจนนะครับ นั่นหมายความว่าร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๔๑ ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ ร่างพระราชกําหนดตามมาตรา ๑๘๕ ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชกําหนด หรือร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันไหนที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย เขาเขียนชัดครับว่าเป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ทีนี้ถามว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรากําลัง จะร่างขึ้น ที่เรากําลังจะตั้ง สสร. ๙๙ คน ตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ แล้วให้ ๙๙ คนที่มีข้อสงสัย ข้อกังขาไปร่างรัฐธรรมนูญ อันนั้นก็เป็นเพียงร่าง ซึ่งต้องรอกระบวนการให้เสร็จเรียบร้อย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะมีผลใช้บังคับ นั่นก็หมายความว่าที่ท่านกําลังทําเขาเรียก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้ามันขัดหรือแย้งของเดิมเขาก็ให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยครับ ทําไมท่านไม่ดูละครับ หรือท่านแกล้งไม่เข้าใจ

อีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นถัดไปก็คือว่า ท่านประธานก็จะเห็นว่าเราร่างกฎหมาย กันมาเยอะ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใด ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เวลาเราไปทํากฎหมายแต่ละครั้งเราก็จะเห็นนะครับว่า เราก็ต้องไปดูมาตรา ๒๙ แห่งรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายที่จะเสนอหรือเป็นร่างกฎหมายแล้ว อันไหนไปขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไปขัดต่อสิทธิใด ๆ ก็ตาม อันนี้ก็ต้องยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย บทบัญญัติที่เป็นกฎหมายที่เห็นว่ามันไปขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็น กฎหมายที่สูงกว่า อํานาจทั้งหมดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด เพราะฉะนั้นในวรรคสี่พูดถึงเรื่อง บทบัญญัติที่มีกระทบกับสิทธิเสรีภาพหรือไปกระทบกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ยิ่งสําคัญใหญ่เลยครับ แล้วทําไมไม่ส่งไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญละครับ ก็เทียบเคียงได้ว่าไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมาย หรือกฎหมายแล้ว อันไหนที่มันขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจโดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อํานาจในการ วินิจฉัยครับ แต่ไฉนเลยกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ไขประเด็นนี้ เห็นชอบตามร่างของ ครม. ฉบับเดิม ไม่มีแก้ไขแม้แต่น้อย ผมเล่าบรรยากาศท่านประธานให้ฟังนิดหนึ่งว่ากว่าที่จะ ได้มาถึงการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน (๕) พวกเราเสียงข้างน้อยต้องประชุมหลายครั้งนะครับ ท่านประธานเป็นพยานได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถเป็นพยานได้ ผมเอง พูดชัดว่าจริง ๆ ผมเสนอด้วยซ้ําไปว่าเรื่องตรงนี้เอาไปใส่ในหลักการจะผิดไหม แต่ว่า โดยเทคนิคอาจจะใส่ได้หรือไม่ได้ แต่อย่างน้อยกว่าจะต่อสู้ เสียงข้างน้อยกว่าจะต่อสู้สําเร็จ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่กว่าจะยินยอมเอาข้อความอันนี้ไปใส่ในวรรคห้าก็เหนื่อย พอสมควรเหมือนกัน ใส่เสร็จผมคิดว่าถ้าผมจําไม่ผิดยังมีคนไม่เห็นด้วยบางคน แต่ก็ถือว่า ตกผลึกแล้วละว่ากรรมาธิการเห็นตรงกันในประเด็นนี่นะครับว่าควรจะใส่ไว้ก็สบายใจ อันนี้ก็เรียนว่าเราต้องพยายามในการพูดคุยกัน ต้องพยายามอย่างมาก ซึ่งมันไม่เป็นเรื่องที่ ควรที่จะใช้ความพยายาม มันเป็นเรื่องที่ควรจะตกลงกันได้ตั้งแต่วันแรกที่จะประชุมกันแล้วนะครับ

ประเด็นถัดไปครับท่านประธานครับ ที่ผมพยายามที่จะอภิปรายในวรรคห้า วรรคหก ที่ผมเรียนท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นว่ามันจะเชื่อมโยงกัน คือร่างของรัฐบาลและ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้พูดถึงว่า ในวรรคสามบอกว่าถึงแม้สภายุบไป ไม่มีสภาอยู่ สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ยังคงอยู่ ยังทํางานต่อไป คือเขียนอย่างนี่ คือฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย แผ่นดินไหว มาบตาพุดจะระเบิด คนตายกี่คน สภาร่างก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญไปให้ได้ จะมีข้อมูล จะแก้แบบไหน อันนั้นเดี๋ยวไปพิสูจน์กัน แต่ว่าจะอย่างไรก็ตามสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะต้องอยู่ให้ได้ จะต้องแก้ให้ได้ ไม่รู้จะแก้เรื่องอะไรนะครับ

ไปโยงกับวรรคหกที่ผมพูดถึงก็คือว่า ถ้าท่านเขียนแบบนี้เดี๋ยวท่านประธาน สามารถต้องตอบผมนะครับ ว่าถ้าสมมุติท่านเขียนว่าให้อํานาจในวรรคหกให้รัฐสภา เป็นผู้วินิจฉัยความไม่เป็นไปตามบัญญัติในวรรคห้าว่า สมมุติว่า สสร. เขาไปร่างบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแล้วนี่มันมีบทบัญญัติหนึ่งบทบัญญัติใดไปกระทบเปลี่ยนแปลงหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เป็นหลักอย่างเดียวนะครับ กิ่งก้านสาขาที่เป็นไปลิดรอนสิทธิเหล่านั้น แล้วในขณะนั้น สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบไป ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร มันเกิดเดทล็อก (Date lock) อย่างไรครับ ถึงแม้วุฒิสภาจะอยู่ก็ตาม แล้วท่านจะทําอย่างไรครับ เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีรักษาการณ์ครับ มีแต่วุฒิสภา แล้วพอเขียนแบบนี้ แล้วอย่าตอบว่ามันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นะครับ มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ ถ้าเหตุการณ์การเมืองเกิดพลิกผัน นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา และสภา สสร. ก็เกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปตามวรรคสามว่าสภา สสร. ก็ยังอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยการไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคห้าให้อํานาจรัฐสภา แล้ววินิจฉัย ไม่ได้ล่ะครับ ท่านจะทําอย่างไรละครับ ประเด็นนี้ยังไม่มีใครพูด ผมก็ฝากท่านประธานว่า ท่านประธานสามารถต้องตอบคําถามนี้ให้ได้ แล้วก็อย่ามาบอกว่าไม่เกิดขึ้น ไม่มีใครการันตี ได้หรอกครับ สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยใครจะการันตีได้ว่าสภานี้จะคงอยู่ตลอดไป ครบวาระ เพราะฉะนั้นถ้าท่านเปลี่ยนไปเขียนว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เป็นผู้มีอํานาจ ในการดําเนินการ มันก็จะแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ครับ แล้วถามว่าผิดปกติไหม ไม่ได้ผิดปกติอะไรเลยครับ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามหลักการ องค์กรที่เหนือกว่าที่เขาทํามา เป็นประเพณีปฏิบัติมานานแล้ว

ประเด็นสุดท้ายครับ ผมจําได้ว่าท่านอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข ที่เป็นกรรมาธิการ อยู่ด้วยกัน ท่านตอบคําถามของสมาชิกหลายท่านว่าชอบแล้ว เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ไปร่างมาก็ถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ศักดิ์และสิทธิเท่ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ยังบังคับใช้อยู่คือปี ๒๕๕๐ เมื่อเป็นเช่นนั้นแทนที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัย ก็ให้อํานาจไปที่รัฐสภา ผมว่าไม่ตรงข้อเท็จจริงครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่กําลังจะไปร่างอยู่นี่นะครับ ยังไม่เกิดเลยนะครับ ต้องให้ สสร. เกิดก่อนและ สสร. ก็ไปร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้น เขาเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ศักดิ์และสิทธิยังไม่ใช่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญจนกว่าจะมี การลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เหตุผลนั้นมาแก้ไม่ได้ครับว่า จะใช้อํานาจรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัยการตกไป การไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ผมก็ไม่เห็นด้วย เดี๋ยวท่านอาจารย์พีรพันธุ์อยู่ก็คงจะมาตอบ ๒ คําถามนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลที่ผมสงวนความเห็นแล้วก็แปรญัตติเป็นเหตุเป็นผลการเชื่อมโยงกัน ของทุกวรรคในมาตรานี้ แล้วก็มีคําถาม ๒ คําถามที่ฝากถามไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ความพยายาม เล่าให้ท่านประธานได้รับฟังนิดหนึ่งว่ากว่าจะมาเป็นวรรคห้าก็ไม่ได้เป็นง่าย ๆ นะครับ ผมเรียนว่าผมยังยืนยันจุดยืนเดิมครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะผมเห็นว่ามันมีเรื่องที่สําคัญมากกว่านี้ ปัญหาข้าวของแพง ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ํา ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสรุปเถอะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมจะสรุปแล้วครับ และอยากจะให้ ประธานตอบคําถาม ปัญหาระเบิดที่มาบตาพุดคนตาย ๑๒ คน

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายได้สงวนคําแปรญัตติไว้ (๖) เท่านั้นครับว่า ถ้าสภายุบต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ตัดสินว่า สสร. จะดํารงอยู่หรือไม่ครับ ประท้วงตามข้อ ๙๙ ท่านไม่ได้พูดในหัวข้อที่ สงวนคําแปรญัตติไว้ครับ และท่านออกนอกประเด็นครับ ตามข้อ ๔๓ ไปพูดเรื่องของแพง ไปพูดเรื่องอื่นครับ ขอให้ท่านพิจารณาด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พอดีตอนต้นท่านก็บอกว่า ท่านโยงแต่ละวรรคเพราะมันเกี่ยวกัน ผมก็พยายามฟังอยู่ แล้วก็สุดท้ายท่านก็สรุปแล้วครับ เมื่อกี้ท่านสรุปแล้ว ผมก็ขอให้ท่านสรุปโดยไม่ไปนอกวรรคสุดท้ายที่ท่านแก้ไว้ เชิญเถอะครับ นิดเดียวนะครับท่าน

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเรียนว่า ท่านผู้ประท้วงก็เป็นสิทธินะครับ แต่ว่าท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ เชิญท่านสาธิต จบเถอะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมต้องชี้แจงครับ ไม่อย่างนั้นคนทางบ้าน หาว่าผมไม่เข้าประเด็น ที่ผมพูดมาทั้งหมดมันเชื่อมโยงกันทั้งหมดเลยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมพูดแล้วครับ ไม่เป็นอะไร เมื่อกี้ผมพูดแล้วว่าผมฟังแล้วว่าท่านบอกว่ามันโยงกัน เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมก็จะสรุปว่าผมไม่เห็นด้วยในการที่ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะคงร่างเดิมในวรรคหกไว้ แล้วก็ไปแก้ไข ผมไม่ติดใจในเรื่อง จํานวนวัน ก็ถือว่าแก้จาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน ก็รับได้ ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่า ผมไม่ทราบว่ากรรมาธิการที่ผมเรียกว่ากรรมาธิการกําแพงหินทําไมไม่รับฟังครับ ไม่รับฟัง ไม่แก้ไข ไม่เอาความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลไปปรับเปลี่ยนเพื่อนําไปสู่การ ไม่อยากพูดเลยครับ ความปรองดองครับ แต่ว่าเห็นพูดกันเยอะ ก็เอาเสียงข้างน้อยที่เป็นเหตุเป็นผลนะครับ ไม่ใช่เสียงข้างมากแล้วไปทําผิดกฎหมายก็ได้ ไปเผาบ้านเผาเมืองก็ได้ อย่างนี้ไม่ถูกนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน ท่านจบเถอะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ไม่เปลี่ยนแปลงในวรรคสุดท้าย และอยากฟังคําตอบจากท่านประธานว่า ถ้าเป็นเดทล็อกอย่างที่ผมว่า ท่านประธานสามารถจะทําอย่างไร ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านจะตอบเลย หรือครับ เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ก็มีหลายประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็น ให้เหตุผล ในคําแปรญัตติของท่าน กรรมาธิการก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในประเด็น ผมเอา ทีละประเด็นเลยนะครับ จะได้ครอบคลุมทั้งหมด ในเรื่องของกําหนดระยะเวลาในการจัดทํา รัฐธรรมนูญ กรรมาธิการก็เห็นสมควรแก้ไขจากเดิมที่เขียนไว้ ๑๘๐ วัน ๖ เดือน เราก็เพิ่มให้อีก ๒ เดือน เป็น ๒๔๐ วัน หรือ ๘ เดือน ซึ่งกรรมาธิการได้เทียบเคียงการทํางานของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในการจัดทํารัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ก็เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่หลายท่านได้กล่าวพาดพิงถึงผมว่าทําไมผมรู้ว่ากรรมาธิการ สภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาต้องไปตั้งกรรมาธิการอะไรต่อมิอะไร ก็อยากกราบเรียนว่านี่เป็นรูปแบบกระบวนการ การทํารัฐธรรมนูญของปี ๒๕๔๐ ซึ่งกระผมเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในฐานะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ด้วย ก็ยกตัวอย่างให้ฟัง ไม่ได้ไปกะเกณฑ์หรือไปชี้นําอะไรทั้งนั้นนะครับ ก็แล้วแต่ เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญที่เราทํา เราก็บอกว่าให้มีการใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ไปใช้โดยอนุโลม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนําไปใช้ เขาก็มีสิทธิที่จะตั้งกรรมาธิการ มีสิทธิจะตั้ง อนุกรรมาธิการ ก็ไม่ได้ไปชี้นําอะไรนะครับ กราบเรียนทําความเข้าใจ

ในส่วนเรื่องของการให้นํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หลายท่านก็ แปรญัตติเขียนไว้ชัดเจนว่าน่าจะเอาฉบับปี ๒๕๔๐ บ้าง เอาปี ๒๕๕๐ บ้าง หรือเอา ๒ ฉบับเลย ซึ่งกระผมก็กราบเรียนแล้วว่าเราใช้ถ้อยคํากลาง ๆ ว่าให้นําฉบับหนึ่งฉบับใดที่มีความเป็น ประชาธิปไตยสูงสุดมาใช้ ก็แล้วแต่ท่าน สสร. ที่ท่านจะไปพิจารณา ไม่จําเป็นจะต้องเป็น รัฐธรรมนูญไทยทั้ง ๑๘ ฉบับละครับ ท่านอาจจะไปดูรัฐธรรมนูญต่างประเทศที่สามารถนํามา ปรับใช้กับวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ได้ อะไรที่เขาดีที่ไหนก็เอามาใช้ เพื่อให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด

ส่วนเรื่องที่พูดกันมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสภาพ หรือถูกยุบ ทําไม สสร. ไม่ยุบตามไปด้วย เพราะ สสร. เกิดจากเรา กระผมก็อยากกราบเรียนว่า สิ่งที่เรากําลังทําคือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อผ่านวาระที่สามแล้ว ก็นํากราบบังคมทูล ทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของปี ๒๕๕๐ มีผลผูกพันทางกฎหมาย กระบวนการทุกอย่างก็จะดําเนินการไปตามนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเขียนบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้ ประกาศใช้ไปแล้ว เลือกตั้ง สสร. แล้ว ถ้าสภาชุดเราถูกยุบก็ให้ สสร. ที่คลอดตาม รัฐธรรมนูญนี้ยุบไปด้วย ผมว่าคงไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วต่อไปความผูกพันทั้งหลาย ในทางกฎหมายมันก็คงจะไม่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง เหมือนคณะรัฐมนตรี ผมเทียบเคียง อํานาจบริหาร เขามีมติ ครม. เรื่องนั้น เรื่องนี้ไปแล้ว แม้คณะรัฐมนตรีชุดนั้นจะต้องพ้นจาก ตําแหน่ง มติ ครม. ก็ยังต้องผูกพันสิ่งต่าง ๆ ที่ได้มีมติไป ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว สสร. มีแล้ว เขาก็ทําหน้าที่ของเขาไป ทีนี้ที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านสาธิตท่านได้ตั้งข้อห่วงใย แล้วก็สอบถามว่าสมมุติมันเกิดเหตุการณ์ สสร. ทํารัฐธรรมนูญ เสร็จแล้ว แล้วเราบัญญัติบอกว่าให้นํารัฐธรรมนูญนี้มาให้ท่านประธานได้ดูว่า มันต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่ เช่น ไปเขียนนอกกรอบที่เราบัญญัติไว้ ไปแก้รูปของรัฐก็ดี ไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ก็ดี ไปเปลี่ยนรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ดี ถามว่าถ้าขณะนั้นทําเสร็จ ไม่มีรัฐสภาเพราะสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบ จะแก้ปัญหาอย่างไร จะเป็นเดทล็อกไหม ก็กราบเรียนนะครับ ให้ท่านไปดูมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งเราได้พิจารณาผ่านมาแล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๗ จะบัญญัติชัดเจนว่าแม้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ สภาผู้แทนราษฎรนี่นะครับ กระบวนการต่าง ๆ ก็ให้รอไว้จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ถึงจะดําเนินต่อ และเรายังเขียนบัญญัติว่าเงื่อนเวลาใด ๆ ก็ตามก็ให้หยุดไว้ก่อน ไม่ต้องไปเดินตามเวลาที่ บัญญัติไว้ ฉะนั้นอันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ถ้าสมมุติว่า สสร. ทําเสร็จ บังเอิญเสร็จแล้ว ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทําหน้าที่ประธานรัฐสภาเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรโดนยุบก็ดี ก็ให้รอไว้แค่นั้นก่อน หลังจากเราเลือกตั้งเสร็จ มีการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร มาทําหน้าที่ประธานรัฐสภาแล้ว กระบวนการทั้งหลายก็เดินหน้าต่อ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนแล้วนะครับ

ต่อไปในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น หลายท่านก็แปรญัตติและให้เหตุผลว่า เกรงจะไม่ทั่วถึงถ้าเขียนกว้าง ๆ ว่าให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกภูมิภาค ก็อยากจะให้บัญญัติลงไปเลยว่าทุกจังหวัด กระผมกราบเรียนว่าผมก็อธิบายไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ถ้าเราไปบัญญัติชัดเจนไปเลยว่าให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกจังหวัด ไปเขียนล็อกไว้อย่างนี้ มันก็จะเป็นประเด็นว่าทุกจังหวัดจริงไหม ใครจะไปตรวจสอบ ในเมื่อมาเขียนเป็นรัฐธรรมนูญก็ต้องทํา แต่ถ้าเราเขียนแบบนี้มันก็เป็นการยืดหยุ่นให้สามารถ จะดําเนินการได้ จะเอาทุกจังหวัด หรือจะไม่เอาทุกจังหวัด แต่ผมมั่นใจว่าเรามี สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนทุกจังหวัด และจังหวัดหนึ่งมี สสร. ๑ คน มันจะเป็นการบังคับว่า สสร. คนนั้นท่านจะไปขี้เกียจ ไม่ออกรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้ ผมเคยเป็น สสร. มานะครับ เราจะอยู่ในสายตาของประชาชนตลอด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมไม่ได้รับเลือกตั้ง โดยตรงนะครับ มาทางอ้อม แต่เมื่อเราเป็นแล้วบทบาทมันบังคับให้ต้องทํา ฉะนั้นเมื่อเรา เขียนไว้ว่าให้กระทําทุกภูมิภาค สสร. แต่ละจังหวัดซึ่งอยู่แต่ละภูมิภาค เขาก็ต้องไป ดําเนินการรับฟังความคิดเห็น จะด้วยการมีกรรมาธิการวิสามัญประจําจังหวัด หรือกระบวนการใด ๆ ก็ตาม ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการ จัดทํารัฐธรรมนูญ และที่สําคัญผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ว. หลายท่านที่ท่านบอกว่ามันเป็นเวลาที่ เราต้องปลุกระดมพี่น้องประชาชนให้เข้ามาร่วมกระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญ เหมือนปี ๒๕๔๐ เราใช้เวลาแค่ ๒๔๐ วัน เราสามารถจะปลุกเร้าอารมณ์ของประชาชนทั้งหลายให้เข้ามาร่วมกัน จัดทํารัฐธรรมนูญ ให้เข้ามารู้สึกมีความเป็นเจ้าของของรัฐธรรมนูญของเขา ท่านก็จะเห็นว่า สื่อมวลชนทุกแขนง วงวิชาการทุกวงจะมุ่งเป้าไปจุดเดียวกันนั่นก็คือพูดเรื่องของรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งในกระบวนการพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายนะครับ นิสิตนักศึกษา นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชนทุกหัวระแหงก็จะช่วยกันในการที่จะแสดงความคิดเห็น แล้วก็ปลุกกระแสของ การมีส่วนร่วมในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉะนั้นผมก็มั่นใจว่าถึงเวลานั้นแล้วมันเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกคนต้องร่วมกัน สมัยปี ๒๕๔๐ เรายังคิดด้วยซ้ําไปว่าเมื่อทํารัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว เราน่าจะทํารัฐธรรมนูญเล่มเล็ก ๆ เอาไว้ให้ครัวเรือนละ ๑ เล่ม จะอ่าน ไม่อ่านอย่างน้อยให้รู้ว่า นี่คือกติกาของบ้านเมือง นี่คือกติกาที่ทุกคนจะต้องยึดถือ คือมีเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ประชาชนอยู่ในนั้น ทุกคนมีคัมภีร์ประจําบ้าน มีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ให้รู้หน้าที่ รู้ว่าเขาควรจะทําอะไรบ้าง ซึ่งในที่สุดแล้วก็ทําได้ไม่ได้ทั่วถึง ก็เป็นนโยบายที่ผู้บริหาร ก็จะต้องสืบทอดจาก สสร. หลังจากที่เราได้ทํารัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็น่าจะให้ทุกหลังคาเรือน มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้

ต่อไปในเรื่องของกรอบที่กําหนดบทบาทให้ สสร. ไปเขียนรัฐธรรมนูญ หลายท่านก็บอกว่าทําไมไม่เขียนหมวด ๑ เข้าไปด้วย ก็อยากกราบเรียนว่าถ้าท่านดู ๓ เรื่องหลัก ๆ ที่เราได้เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านก็จะเห็นนะครับว่า ๒ เรื่องแรกก็คือเอามาจากหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ ๑. ห้ามมิให้ไปเขียนรัฐธรรมนูญอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ห้ามไปเปลี่ยนรูปของรัฐ เราเป็นรัฐเดี่ยว เป็นซิงเกิล สเตท (Single state) นะครับ จะไปเขียนนอกเหนือจากนั้นไม่ได้ จริง ๆ แล้วตรงนี้ก็อยู่ในหมวด ๑ นั่นละครับ เราก็หยิบหัวใจของหมวด ๑ มาใส่ไว้ และอันที่ ๓ ซึ่งก็เป็นความเห็นพ้องต้องกัน ของคนในสังคม ซึ่งเป็นสังคมที่อาจจะยังหวาดระแวงกันอยู่ เพื่อให้ทุกท่านสบายใจนะครับ เราก็บัญญัติเข้าไปที่เป็นการเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการ นั่นก็คือ ห้ามมิให้ไปเขียน บทบัญญัติใดที่มันจะไปเปลี่ยนแปลงหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์นะครับ ก็ชัดเจน ๓ เรื่อง ทีนี้พอทําเสร็จแล้ว สสร. ทําเสร็จส่งมาให้ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาท่านก็มาดู ซึ่งมันก็ไม่สลับซับซ้อนอะไรนะครับ ดูว่าเขียนออกมาขัดกับกรอบ ๓ เรื่องหรือเปล่า ถ้าท่าน ไม่แน่ใจ ท่านวินิจฉัยเองไม่ได้ ท่านก็นําเข้ามาสู่การประชุมของรัฐสภาให้ช่วยกันวินิจฉัย หลายท่านก็เป็นห่วงว่ารัฐสภาวินิจฉัยเอง รัฐสภาเสียงข้างมากเป็นของฝ่ายรัฐบาล ก็จะวินิจฉัยเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า ทําไมไม่ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็กราบเรียนนะครับว่า ๑. ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติหรือไม่มีกฎหมายใดรองรับว่าร่างรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการดําเนินการอยู่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เราในฐานะเป็น ผู้ออกรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แล้วมอบงานไปให้ สสร. เขาทํา แล้วเราเป็นคนเขียน หลักเกณฑ์ ๓ ข้อ หรือกรอบ ๓ ข้อนี้ เราย่อมรู้ดีว่าเจตนาเราไม่อยากให้เขาเขียนเรื่อง อะไรบ้าง ผมก็กราบเรียนว่าในรัฐสภาเราประกอบด้วย ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ประกอบด้วยท่าน ส.ว. ผู้ทรงคุณวุฒิ ฉะนั้นเรา ๖๐๐ กว่าคน ๖๐๐ กว่าท่าน เราย่อมวินิจฉัย ได้ดีกว่าองค์กรใด ๆ ซึ่งองค์คณะอาจจะไม่มากเท่าเรา และไม่ได้เป็นประเด็นกฎหมายที่ ลึกลับซับซ้อนอะไรนะครับ ก็ดูกัน ๓ เรื่องว่าเขียนนอกกรอบหรือเปล่า ฉะนั้นกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็เห็นว่าก็ไม่จําเป็นจะต้องเอาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าท่านประธาน ไม่สามารถวินิจฉัยเองได้ท่านก็เอาเข้ามาให้รัฐสภาวินิจฉัย ทีนี้ก็มีประเด็นว่าถ้าเราไม่ได้ กําหนดอํานาจในการเรียกประชุมของรัฐสภาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ให้รัฐสภา สามารถจะประชุมร่วมกันเพื่อวินิจฉัยเรื่องนี้ได้ จะเอาอํานาจไหนมา ก็เอาอํานาจในมาตรานี้ละครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ประกอบกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษในตัวบทบัญญัติมันเองว่า สามารถที่จะให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมและนําร่างดังกล่าวให้กับรัฐสภาวินิจฉัยได้นะครับ ผมก็กราบเรียนชี้แจงเพื่อความกระจ่างของเพื่อนสมาชิก และกรรมาธิการก็ต้องถือว่า เราขอบคุณในความเห็น ข้อติติง ข้อเสนอแนะของท่านทั้งหลาย กรรมาธิการก็มีเหตุมีผล ของกรรมาธิการดังที่ได้กราบเรียนท่านครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาธิตถามต่อนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ต้องขอบพระคุณท่านประธานสามารถนะครับ ผมมีประเด็นนิดเดียวครับว่า ที่ผมยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่นี้มันมีมาตรา ๒๙๑/๗ รองรับอยู่ แต่ท่านประธานก็อธิบายนะครับว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไปดําเนินการเสร็จเรียบร้อย ส่งมาให้ประธานรัฐสภาเป็นคนพิจารณารอบแรกว่าขัดหรือแย้งหรือไม่ ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือว่าวันนั้นสภาไม่มี ประธานรัฐสภาก็ไม่มีนะครับ ใครจะเป็น ผู้วินิจฉัย ถ้ามันมีข้อถกเถียงว่ามันมีบางมาตราหมิ่นเหม่หรือว่ามันเป็นกรณีที่ยังเป็น ๒ ความเห็น แล้วใครจะวินิจฉัยตรงนี้ครับ ซึ่งประธานรัฐสภาก็ไม่อยู่ตรงนั้น ถามกลับไปที่ ประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธานสามารถครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็กราบเรียนว่า ถ้ากรณีตัวอย่างที่ท่านยกมา สมมุติ สสร. ทํารัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ตัวร่างเสร็จสมบูรณ์ ส่งมาให้ประธานรัฐสภา ขณะนั้นสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบหรือสิ้นอายุ ครบวาระอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทําหน้าที่ประธานรัฐสภา ก็นี่ล่ะครับ มาตรา ๒๙๑/๗ จะเขียนไว้ชัดเจน ก็แปลว่าเราก็ต้องรอตัวร่างที่ทําเสร็จแล้วไว้ก่อน จนกว่ากระบวนการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแล้วเสร็จและมีการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้ารับตําแหน่งทําหน้าที่และเป็นประธานรัฐสภาแล้วกระบวนการ ก็เดินต่อครับ ก็ไม่มีปัญหาครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ดําเนินการต่อนะครับ ลําดับต่อไปเป็นท่านสมชาย แสวงการ เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียน ท่านประธานเป็นข้อมูลเล็กน้อยนะครับ ผมก็ได้รับการแจ้งจากพี่น้องประชาชนว่า ๑๒ วัน ๑๒ คืนที่ได้รับการชมการถ่ายทอดและรับฟังการถ่ายทอดทางวิทยุรัฐสภาและทาง สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นั้นประชาชนขอบคุณรัฐสภาครับ และขอบคุณไปยังช่อง ๑๑ ที่ได้เปิดห้องเรียนประชาธิปไตย ไหน ๆ ท่านจะแก้รัฐธรรมนูญซึ่งผมก็กราบเรียนว่าตั้งแต่ วาระที่หนึ่ง วาระที่สองและวาระที่สามนั้นผมยืนยันความไม่เห็นด้วย เหตุผลชัดเจนครับ เพราะว่าท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มาตราเดียวแต่ยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แบบลูกฆ่าแม่ซึ่งผมถือว่าเป็นการใช้กฎหมายที่เรียกว่าหัวหมอพอสมควร อย่างไรก็ตามครับ ผมเองก็ยังมีความปรารถนาดีลึก ๆ ว่าถึงแม้ผมจะไม่เห็นด้วย ผมก็จะทําหน้าที่ดีที่สุดในการที่ ทําเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ช่วยกันมีส่วนร่วม และผมหวังว่าสมาชิกรัฐสภาก็จะมีส่วนร่วม ทํารัฐธรรมนูญ ซึ่งจะถูกบังคับอย่างไรก็ตามให้ออกมานั้นมีความชอบธรรมมากที่สุดแล้วก็ สามารถอยู่ได้ด้วยกันในสังคมซึ่งปกครองด้วยกฎหมายสูงสุดแบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๖๕ ล้านคนจะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ และสงวนคําแปรญัตติไว้ใน ๔ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของการขอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีอายุ ซึ่งผมได้เคย เรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่าให้มีอายุถึง ๒ ปี เพราะบทเรียนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีอายุแค่ ๒๔๐ วัน และบทเรียนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีอายุ ๒๔๐ วันเช่นกันนั้น ขาดเรื่องหนึ่งไปครับ คือขาดร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จะให้แล้วเสร็จ ตามกําหนดเวลา ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้นผมจึงขอให้ สสร. ที่จะเกิดขึ้นนั้นมีอายุและมีการทํา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาด้วย ภายใน ๑ ปี เหตุผลครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายซึ่งโดยสากลประชาธิปไตยแล้ว เขาเขียนขึ้นเพื่อที่จะให้กําหนดรายละเอียดซึ่งเป็นการกําหนดที่รัฐธรรมนูญซึ่งจะเขียน โดยยืดหยุ่นอย่างกว้าง ๆ ไม่สามารถบัญญัติได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เกิด ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ต้องมาตีความกันมากมายในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แล้วก็สะดวก ต่อการแก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งเป็นการแก้ง่ายกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญเราแก้ไขมา ๑๘ ฉบับ ทั้งถูกฉีก ถูกแก้นี่นะครับ เราก็อยากเห็นรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะเกิดขึ้น ถึงแม้จะเป็นการบังคับเอานะครับ ก็เป็นกฎหมายที่ได้รับการแก้ไขน้อยที่สุด ในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญก็คือจะต้องมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน

อีกประการหนึ่งครับท่านประธานครับ กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องล้มลงไป จบลงไปเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ยกเลิกไปด้วย เพราะฉะนั้น การที่เขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญและมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมกราบเรียนนะครับว่า มี ๙ ฉบับที่สัมพันธ์กันในคราวนี้ยังมีปัญหาว่าจะต้องถูกล้มไปและยังไม่มีหน้าที่ของคณะใดคณะหนึ่งทํา ผมจึงอยากให้ สสร. ได้ทําตรงนี้ให้แล้วเสร็จ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ฉบับนั้น ก็ต่อเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็เขียนเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดังนี้ครับ ขอย่อ ๆ นะครับท่านประธาน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา ตรงนี้เป็นประเด็นปัญหาครับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน บางฉบับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนว่าให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี มีความชัดเจนครับว่า บางฉบับยังไม่ผ่านจากสภา เพราะฉะนั้นถ้าจะให้รัฐธรรมนูญไม่ต้องถูกตีความแล้วไม่ต้องเกิด ข้อกังขา ผมอยากมอบอํานาจนี้ให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะมาจาก ๗๗ บวก ๒๒ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยหรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องร่างให้เสร็จ เมื่อท่านอยาก ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านต้องร่างกฎหมายประกอบให้ชัดเจนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า เป็นความจําเป็นแล้วก็เมื่อท่านยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ยกเลิกไปด้วย นั่นคือเดทล็อกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้แปรญัตติ และผมหวังว่ากรรมาธิการจะได้พิจารณาในเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กันด้วย

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมเสนอให้มีการจัดทํารับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละหมวดทุกหมวดแล้วก็ให้ทําทั่วทุกจังหวัด

เหตุผลครับ เมื่อท่านมีเวลาสั้นแค่ ๒๔๐ วัน ถ้าท่านไม่แก้ไข ถึงแม้ว่าจะแก้จาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วันแล้วก็ตาม ระยะเวลาการจัดทํารัฐธรรมนูญใช้เวลาอีกกี่เดือนครับ ถ้าไม่มีการเตรียมธงไว้ก่อน เขียนกี่เดือน ทําเสร็จกี่เดือน แล้วไปทําให้ประชาชนได้รับฟัง ความคิดเห็นกี่วัน กี่เดือน ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กระทบกับพี่น้องทั้ง ๗๗ จังหวัดนะครับ จะทําทั่วทุกภูมิภาคเพียงบางหย่อมคงมิได้ เรื่องนี้กระทบกับทุกคน แล้วรวมถึงจะต้อง ออกประชามติว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านกําลังจะร่างขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของความรอบคอบแล้วก็ให้ระยะเวลากับประชาชน เรียนรู้ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง

ในประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานครับ ในเรื่องที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไข ไปแล้วก็ตาม ในเฉพาะเรื่องหมวด ๒ ที่บอกว่า จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ ซึ่งมันเป็นเรื่องกระทบทั้งหมด อย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เขามีที่มาจาก การแก้ไขข้อบกพร่อง จุดอ่อน จุดโหว่ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงแม้จะถูกกล่าวหาอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าได้มีส่วนหลายประการและต้องมีหลักประกัน ในอนาคตว่าจะต้องยึดโยงในสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แก้ไขจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดํารงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจตนาในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ ส่งเสริมการขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการลดการผูกขาดอํานาจรัฐและเพิ่มอํานาจประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การทําให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม เรื่องการทําให้องค์กรตรวจสอบ มีความเป็นอิสระ เข้มแข็งและทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ผมจึงได้ขอแปรญัตติ และขอให้กรรมาธิการระบุไว้ให้ชัดเจนครับว่าท่านจะไม่ไปแก้ไขในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเปลี่ยนสาระสําคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะเป็นสิ่งที่กระทํามิได้ ผมกราบเรียนครับว่ารัฐธรรมนูญในบทที่ ๑ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานบอกว่าได้ใส่ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ แล้วนั้นบางส่วน จริงอยู่ครับ ท่านใส่คําว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ นับตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ มาเราก็บัญญัติเช่นนั้น ถ้า สสร. ชุดใหม่หรือชุดใดก็ตามบัญญัติเป็นอย่างอื่น ผมว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่ ไม่ทัน สสร. ร่างเสร็จหรอกครับ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒ ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็ถูกแล้วครับ เพราะว่าบัญญัติไว้เช่นนี้ ในปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา คณะราษฎร์สามารถปฏิวัติเป็นอย่างอื่นได้ แต่ทําไมจึงต้องให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขละครับ เหตุผลคณะราษฎร์ก็ทราบดีครับว่าถ้าเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย แบบสมบูรณ์แบบ โดยไม่มีเรื่องพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คงจะเกิดเรื่องเกิดราว และประชาชนคงรับไม่ได้ ๒ มาตรานี้ท่านระบุไว้แล้ว แต่ในส่วนที่ผมขอสงวนคือบททั่วไปทั้งหมวด ซึ่งมีเพียงแค่ ๗ มาตรา

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยมีอะไรประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายครับ ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ครับ ท่านอภิปรายไม่ได้อยู่ในเนื้อหาที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ ข้อ ๙๙ ท่านต้องอภิปราย ในเนื้อหาที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้เท่านั้นครับ ท่านพูดนอกประเด็นมานานครับ เมื่อไร ท่านจะเข้าประเด็นสักทีครับ ท่านประธานครับ ช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือผมก็ฟังว่าท่านพูด อยู่ในประเด็นนะครับ ท่านก็ไล่มาเรียงตามลําดับนะครับท่าน ทีนี้ท่านอาจจะฟังว่าพูดยาว หรืออะไร ผมก็ยังดูอยู่นะครับ เชิญท่านสมชายต่อเถอะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังถึงข้อบังคับ ข้อ ๙๙ วรรคท้ายนะครับ และให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือที่มีการสงวนความเห็นไว้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมอยู่ในประเด็นทั้งสิ้นครับ แล้วก็ช่วยอ่านที่หน้า ๒๔๑ ด้วยนะครับ ในเล่มที่กรรมาธิการแจกนี่ ผมอยู่ในประเด็นทั้งสิ้นนะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่า หมวด ๑ บททั่วไป ซึ่งผมขอสงวนไว้นั้นมี ๗ มาตรา ท่านกรรมาธิการเอาไปใส่แล้ว ๒ มาตรา เป็นถ้อยความ อยู่ในมาตรา ๒๙๑/๕ แต่ผมก็ยังไม่สบายใจครับท่านประธาน มันมีอีกหลายมาตราที่เป็นประเด็น และผมคิดว่ายังต้องสงสัยกรรมาธิการว่า สสร. ชุดใหม่ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร ถึงแม้จะ ข่าวลือเล่าอ้างว่าเป็นใครบ้างนั้นผมก็จะพยายามไม่สนใจก็ตามนี่นะครับ

มาตรา ๓ ระบุเรื่องอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของ บุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ใน ความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับใช้มิได้

มาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัย กรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข

ผมไม่ได้ขอมากเกินเลยไปนะครับท่านประธาน ผมขอให้คงกรอบไว้ชัดเจนว่า หมวด ๑ ท่านไม่แตะ ๗ มาตรานี้ เหตุผลที่ผมกังวลก็คือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอํานาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ดําริไว้ดีแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาจนถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๕ ไม่ว่าเรื่องของศาสนาซึ่งเรายอมรับว่าประชาชน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ผมก็เป็นเด็กวัด ผมก็เคยร่วมเป็นกรรมการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา แต่ผมคิดว่าถ้าเรามีพี่น้องที่ศาสนาอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ อิสลาม ท่านเราไปบัญญัติว่าให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจําชาติอาจจะเกิดปัญหาขึ้น และอาจจะมีการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ มาตรา ๕ มาตรา ๒ หรือมาตรา ๓ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนานี่อย่าไปบัญญัติเลย จะได้ไม่เกิดเรื่องเกิดราวขึ้น รวมถึงมาตรา ๗ ซึ่งก็คือให้อํานาจว่าถ้าเกิดกรณีที่มันไม่สามารถวินิจฉัยได้บางมาตรา บางประเด็นก็ให้ใช้ มาตรา ๗ มาเป็นกรณีพิเศษ ผมเรียนว่ามาตรา ๑ ถึงมาตรา ๗ เป็นเรื่องของสิ่งที่ผมคิดว่า ไม่ได้เกินเลยจากสิ่งที่กรรมาธิการน่าจะพิจารณา ไหน ๆ ท่านก็พิจารณาในเรื่องของ หมวดพระมหากษัตริย์แล้ว หมวด ๑ บททั่วไป ให้เราสบายใจหน่อยได้ไหมครับ เขียนไว้อย่างเดิม ทั้ง ๗ มาตรา ถ้าเป็นเช่นนั้นผมเรียนเลยครับว่าบทนี้ผมสบายใจนะครับ ส่วนหมวด ๒ เรื่องพระมหากษัตริย์ ความจริงแล้วก็มีมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ซึ่งก็คงไม่ลงรายละเอียด นะครับว่ามีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าพสกนิกรชาวไทยและพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะ สีไหนก็ตาม เรามีความจงรักภักดีเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมกราบเรียนว่าเราก็มีความไม่สบายใจ ก่อนที่กรรมาธิการจะยอมบรรจุอันนี้ลงไปนี่มันเกิดเรื่องเกิดราวนอกสภาและในสภา ในสภาก็มีผู้ทักท้วงว่าให้บัญญัติลงไปเสีย จะได้เกิดความชัดเจน ไม่คลางแคลงใจอีก นอกสภาก็มีกลุ่มเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคณะนักวิชาการ ผมขอเอ่ยครับ คณะนิติราษฎร์ เคลื่อนไหวเรื่องมาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นความพยายามจะเรียกว่าทางวิชาการผสมกับทางการเมือง หรือไม่ก็ตาม มันเป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามันทําให้เกิดความไม่สบายใจของคนทั้งประเทศ และผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ มันมีเอกสารที่ต้องเรียนว่าถึงแม้อันนี้จะช้าไปแล้ว นะครับ แต่ว่ามันมีความพยายามของนักวิชาการกลุ่มหนึ่งบอกว่าจะล่า ๒๐๐,๐๐๐ รายชื่อ รื้อมาตรา ๑๑๒ ก็จบไปแล้วครับ ตอนนี้ก็ไม่สามารถรื้อได้ก็ตาม แต่ถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติ ให้ชัดเจนอย่างที่ท่านกรรมาธิการทํานี่ เอาให้ชัดว่าเขียนตรงนี้และรวมถึงอธิบายไว้ใน เจตนารมณ์และอยากให้บันทึกไว้เพราะความพยายามของบุคคลเหล่านี้มีครับ ผมได้เรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมเองเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตาม การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ซึ่งเพิ่งได้รับเอกสารฉบับหนึ่ง รวมทั้งภาพถ่าย วิดีโอ (Video) หลักฐานเกี่ยวกับผู้คนมากมาย ที่มีความเคลื่อนไหว ขอท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับแล้วจะพยายามไม่พาดพิงบุคคลใด นะครับ เรามีความเคลื่อนไหวเช่นนี้จริงครับ แล้วผมอยากเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาให้ได้ รับทราบว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองมี ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้นิยมชมชอบ ทางการเมืองของบุคคลใดก็ว่าไป อันนั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่กลุ่มที่ ๒ ครับท่านประธานครับ เป็นกลุ่มที่มีแนวความคิดทางการเมืองในแนวอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ในภาวะซบเซามานานหลังจากนโยบาย ๖๖/๒๓ กลุ่มเหล่านี้เข้ามาเคลื่อนในแนวร่วม และจัดตั้งขยายมวลชนเพื่อหวังผลสําเร็จทางการเมืองร่วมกันนะครับ แล้วมีเป้าหมายต่อสู้ อํานาจรัฐและยึดอํานาจรัฐโดยใช้กองกําลัง ผมไม่เรียนนะครับว่าเป็นกลุ่มไหน แต่ผมเรียนครับว่า หลักการแก้วสามประการที่ระบุไว้ในเอกสารซึ่งเป็นเอกสารราชการ ระบุถึงการใช้พรรคการเมือง มวลชน และกองกําลัง เอกสารเหล่านี้ระบุถึงเจตนาหลายประการครับ ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวทางหนังสือพิมพ์ การเคลื่อนไหวทางอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย (Social media) และทีวี (TV) และวิทยุชุมชน หลายครั้งหลายประการมีทั้งระดับปฏิบัติการ ระดับแนวร่วม ระดับผู้บงการ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ด้วยความเคารพท่านสมชาย แสวงการ ครับ ผมว่าท่านออกไปไกล ไปนิดหนึ่งครับ อันนั้นเป็นมาตราอะไรของท่าน ท่านต้องไปว่าเรื่องอื่นครับ ท่านประธานครับ ขอความเห็นใจท่านครับ กล่าวถึงคนโน้นคนนี้ ท่านหยิบเอกสารจากมือมานี่ ผมก็หยิบได้ ท่านประธานครับ ถ้าผมพูดนะครับ แต่ว่าท่านประธานยังไม่เห็นเอกสารที่ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาอธิบายนะครับ ขออนุญาตให้อยู่ในประเด็นครับ ผมว่ามันก็ชัดเจนแล้ว ท่านตัด มาตราไหน แปรญัตติมาตราไหน ขอให้ท่านประธานช่วยควบคุมข้อบังคับด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายท่านกําลังที่จะ อธิบายเหตุผลนะครับ แต่ว่าผมอยากจะขอให้กระชับนิดหนึ่งครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ ผมอยู่ในประเด็นที่ ๓ ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด ๑ หมวด ๒ ตรงนี้อยู่ในหมวด ๒ ครับท่านประธานครับ ดูหน้า ๒๔๑ ควบคู่ไปก็ได้นะครับ ถ้าท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นมาประท้วงท่านยังไม่ได้อ่าน ผมอยู่ในหมวด ๒ เรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ หรือจะเอารัฐธรรมนูญประกอบอ่านด้วยก็ได้นะครับ ก็เรียนครับว่าเอกสารที่ผมได้รับนั้น เกิดความไม่สบายใจ แล้วผมไม่ได้กล่าวหาผู้หนึ่งผู้ใด เพราะถ้ากล่าวหาต้องอ่านในรายชื่อนี้ ซึ่งมีหลายคนอยู่ทั้งในและนอกสภา คงจะไม่ไปก้าวล่วงถึงนะครับ แต่เรียนว่าความไม่สบายใจตรงนี้ เป็นประเด็นที่ปรากฏความเชื่อมโยงกันครับ ความเชื่อมโยงทั้งส่วนที่เป็นส่วนบงการ ส่วนที่เป็น ส่วนระดับปฏิบัติการและส่วนที่เป็นระดับแนวร่วม ก็เรียนครับว่าเป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเอง ก็เคยยืนยันครับว่ามันมีการทํากันเป็นแบบเครือข่าย เป็นเชิงองค์กร เป็นเน็ตเวิร์ค (Network) มีฝ่ายวางแผน ฝ่ายสนับสนุน การเงิน มีฝ่ายเทคโนโลยีไปลงเว็บ (Web) มีคนเขียนบทความอะไรต่าง ๆ ต่อกันเป็นจิ๊กซอว์เหมือนขบวนการนะครับ ผมกราบเรียนครับว่า การกระทําเหล่านั้นกระทําทั้งการกล่าวปราศรัยผ่านสื่อสิ่งพิมพ์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านสมชาย กระชับหน่อยครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ครับ สื่ออินเทอร์เน็ต แล้วก็ผ่านสื่อกระจายเสียงวิทยุชุมชนและโทรทัศน์ ท่านประธานครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ พอดีมีผู้ประท้วง อีกแล้ว เชิญท่านไหนก่อนดี ท่านจิรายุเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม จิรายุครับ ด้วยความเข้าใจท่านนะครับ แต่ว่าท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้กรุณาแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ด้วยนะครับท่านประธานครับ การจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ผมว่าชัดเจนมากเลยท่านประธานครับ ท่านพยายามจะเอาเรื่องนอกสภา เรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ยังไม่สามารถพิจารณาได้ กรมสอบสวนคดีพิเศษก็กําลังอยู่ระหว่างการดําเนินการต่าง ๆ นานา ก็ว่ากันไปท่านประธานครับ ท่านไปพยายามหว่านล้อมแล้วก็เอากลับเข้ามา ตีชิ่งอยู่ตลอดเวลาท่านประธานครับ เอาเข้าประเด็นเลยครับ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ ผมก็ขอให้ ท่านสมชายช่วยกรุณากระชับอย่างที่ว่านะครับ ขอให้เข้าประเด็นเลย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ กระชับแล้วครับท่านประธานครับ เอกสารเพิ่งอ่านไปหน้า ๗ ครับ ยังมีอีกหลายหน้า แต่ว่าไม่เป็นอะไรครับ เพราะว่ามีหลายชื่อเหมือนกันที่อยู่ในเอกสาร รวมทั้งดีวีดี (DVD) ด้วยนะครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน ไม่อ่านครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ถ้าท่านประธาน จะให้ผมเปิดก็ได้นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ เชิญกระชับ ครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ หลายคนก็ถูกศาลตัดสินจําคุกไปแล้วนะครับ แล้วก็ต้องขอเรียนครับว่า เรื่องนี้ผมเองไม่สบายใจที่ประชาชนไทยนั้นมีความแตกแยกกันในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ต้องเรียนว่า ๖๐ กว่าปีนี้พระองค์ท่านได้ดูแลบ้านเมืองมาอย่างดีโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนะครับ มีความจําเป็นครับ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการในการระบุหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ไว้ทั้งหมวดโดยไม่เข้าไปแตะต้อง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นความสบายใจของประชาชนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคน กรรมาธิการทําดีก็ต้องชมนะครับท่านประธาน ถ้ากรรมาธิการทําไม่ดีหรือทําดีแล้วผมไม่ชมนี่ ผมไปตําหนิท่านกรรมาธิการอันนี้จะไม่ถูกนะครับ อย่างไรก็ตามผมก็เรียนว่าความเป็นห่วงตรงนี้ มันก็ยังมีอยู่ แล้วผมก็อยากฝากไปยังท่านกรรมาธิการรวมถึงที่จะต้องเขียนให้ชัดเจนว่า ในหมวดอื่น ๆ ในมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๒ ซึ่งความจริงแล้วไม่อยากจะพาดพิง เพราะว่าถ้าจะเขียนกันให้ไปกระทบเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ยังทําได้ในหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นอ้างเรื่องหมวดสิทธิเสรีภาพในหมวด ๓ ซึ่งความจริงผมไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ ก็จะไม่ไปก้าวล่วงนะครับ ท่านประธานครับผมขออนุญาต ที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในหมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ ซึ่งก็เป็นสาระสําคัญอีกครับ สาระสําคัญคืออะไรครับ ในหมวด ๑๐ เรื่องศาลครับ ไม่สบายใจเพราะว่าอย่างไรครับ เพราะว่าก่อนหน้านั้นมีข้อความลงใน หนังสือพิมพ์หลายฉบับ อันนี้ผมขออนุญาตท่านประธาน หนังสือพิมพ์มติชน ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองแน่ ไม่อ่านนะครับว่าใครชงเข้ม ตั้งแผนกในศาลฎีกาแทน ไทยโพสต์ รื้อแน่ศาล องค์กรอิสระ ไทยรัฐ ศาลปกครองไม่สนยุบขอดูแลประชาชน เดลินิวส์ รื้อระบบศาล แก้ไข หรือแก้แค้น คมชัดลึก จับตาล็อกสเปก (Lock spec) สสร. แก้รัฐธรรมนูญ มติชน บิ๊ก (Big) ศาลรัฐธรรมนูญโต้วัฒนา เพื่อไทยสั่งรูดซิปปาก ผมเรียนว่าหนังสือพิมพ์ได้ลงข้อความเหล่านี้ ทําให้ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ ท่านจิรายุ ประท้วงครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่ากําลังส่งงานต่อกันนะครับ แต่ว่าท่านประธาน อาจจะไม่ได้ฟัง หยิบเอกสาร กล่าวอ้างหนังสือพิมพ์ ผมอ่านทุกฉบับท่านประธานครับ ที่ท่านสมาชิก ได้กรุณาอธิบาย เป็นหนังสือพิมพ์ที่เขาลงคําสัมภาษณ์ต่าง ๆ เป็นการวิเคราะห์ไปต่าง ๆ นานา อนาคตยังมาไม่ถึงเลยท่านประธานครับ แล้วท่านไปวิเคราะห์เองว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้ ผมว่า ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ต่อเนื่องข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ เอาให้เข้าเรื่องเลยดีกว่า ฟังมาหลายครั้งท่านก็พยายามจะออกไปอย่างนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจว่าท่านสมชาย ท่านก็พยายามที่จะชี้เหตุผลว่าทําไมท่านถึงแปรญัตติอย่างนี้นะครับ แต่ว่าขอความกรุณา นิดหนึ่งในเรื่องของการอ้างอิงอะไรก็สุดแล้วแต่ที่อาจจะยังไม่เป็นเรื่องที่ชัดเจนนัก กรุณา หลีกเลี่ยงเถอะครับ ขอบคุณครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องอธิบายเหตุผลไม่อย่างนั้นประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้านจะบอกว่า พูดจาซ้ําซากวกวน แล้วใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ข้อเดียว เป็นอยู่ข้อเดียว ตอนนี้เพิ่มข้อ ๙๙ อีกข้อหนึ่งก็พัฒนาขึ้นนะครับ แต่นี่เป็นเอกสารที่หนังสือพิมพ์เขาลงครับ ผมไม่ได้วิจารณ์เลยครับ ผมบอกว่าหนังสือพิมพ์เขาลงอย่างนี้ท่านประธาน ต้องสนับสนุนเหตุผลผมว่าทําไมผมถึง ขอให้คงเรื่องหมวดศาลไว้ หมวดองค์กรอิสระ และหมวดการตรวจสอบการใช้อํานาจ ผมไม่ได้ขอเกินเลยไปจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี และไม่ได้ขอเกินเลยจากสิ่งที่หนังสือพิมพ์ เพื่อนในสาขาวิชาชีพสื่อมวลชนผมเขามีความเห็น เขาลงพาดหัวเอาไว้อย่างนั้น เพราะมีคน ไปให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้นนะครับท่านประธาน จะไม่ก้าวล่วงไปอีกนะครับ เพราะว่า

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยเชิญครับ ประท้วง นะครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าผู้อภิปรายนําเอกสารมาแสดง ต้องขออนุญาต ท่านประธานก่อนครับ ท่านเอามาแสดงแล้วก็พูดโดยที่ไม่ให้ท่านได้ดูก่อน ตรวจสอบก่อน ถือว่าผิดข้อบังคับ ผิดระเบียบในการประชุมครับ ท่านประธานครับ แล้วผมว่าท่านก็เป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็น ส.ว. ครับ ผมเคารพนับถือมากครับ แล้วก็เรื่องที่ผ่านมานั้นก็มีการพูดมายาวนาน ประเด็นที่ท่านพูดถือว่าประเด็นนี้ในตอนที่บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญก็มีการพูดรอบหนึ่งแล้ว พูดเสร็จวันนั้นที่สวนลุมพินีครับ ท่านก็ไปครับ ผมจําได้ครับ ชุมนุมครั้งนั้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาประเด็นที่ท่านประท้วงก่อน ท่านจะได้อภิปรายต่อครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ขอให้ท่าน อยู่ในประเด็นด้วยครับ แล้วก็อย่าพูดนอกประเด็น ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับท่านประธาน ขอให้ท่านช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายเมื่อกี้เอกสารอันนั้น เราไม่แสดงนะครับ แล้วผมเข้าใจว่าท่านจบแล้วใช่ไหมครับเมื่อกี้นี้

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ท่านประธานอนุญาตผมแล้วนะครับ ตอนผมได้ขออนุญาตท่านประธานด้วยวาจา ดูเทปก็ได้ นะครับ แต่ว่าผมไม่ได้แสดงอะไรครับ ผมก็แค่อ่านพาดหัวข่าว ซึ่งผมขออนุญาตครับว่า ผมสามารถอ่านได้ ผมไม่ได้เอาเอกสารไปส่งให้ท่านประธาน

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เชิญต่อนะครับ ท่านจิรายุมีอะไรครับ แต่ว่าอย่างที่ผมบอกเมื่อกี้นะครับ คือกรุณาไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ ยังไม่ชัดเจนนะครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวาครับ ประท้วงผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้พาดพิงถึงผมนะครับท่านประธาน แล้วก็ ๒ ประเด็นต่อเนื่องคือเรื่องเอกสาร เรามีข้อบังคับชัดเจนครับ ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็อยู่ในสภามานาน ผมว่าท่านรู้ข้อบังคับครับ อยู่ที่ว่าท่านประธานจะบังคับให้เป็นไปตาม ข้อบังคับหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ เมื่อกี้นี้ก็มีเสียดสี บอกผมมีข้อ ๔๓ เดี๋ยวนี้ มีพัฒนา มีข้อ ๙๙ ท่านประธานครับ ถ้ามีมากกว่าข้อที่เขาละเมิดหรือว่าไม่ปฏิบัติตาม ข้อบังคับผมจะทํานะครับ วินิจฉัยให้ท่านประธานช่วยให้ท่าน ส.ว. ถอนคําพูดด้วยครับ จริง ๆ มันก็ตามข้อบังคับครับท่านประธาน ข้อ ๔๓ ข้อ ๙๙ ถ้าท่านพูดในประเด็นไม่มีใคร ประท้วงท่านเลยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านจิรายุ ท่านก็ได้ชี้แจงแล้วนะครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายได้พูดกันคนละทีแล้วนะครับ สําหรับเอกสารที่ยกมาเมื่อกี้นี้ ก็ไม่เชิงมาแสดงนะครับ แค่ประกอบการอภิปรายนิดเดียว ไม่เป็นอะไร เชิญท่านต่อครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมยังอยู่ในประเด็นนะครับ หน้า ๒๔๑ ชัดเจนนะครับ ผมขอให้ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของกระผม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยอย่างน้อยก็ ๑๕ ล้านเสียงที่เขารับประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาอยากให้มีนะครับ เอาละครับ ท่านจะ แก้ไขอย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ว่ากัน เพราะถ้าท่านแก้แล้วประชาชนเขารับไม่ได้ เขาก็ไม่รับ ประชามติ หรือว่าท่านแก้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วทําท่าจะหมิ่นเหม่ ผมคิดว่าวันนั้นก็ตัวใครตัวมัน นะครับ แต่ผมเรียนครับว่าด้วยความปรารถนาดี หมวด ๑๐ เรื่องศาล หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ นั้น ผมคิดว่าจําเป็นครับ ถึงแม้ผมมาจากสื่อมวลชนและผมเองก็อยากจะให้คงไว้ในหมวด ๓ ก็ตาม แต่ว่าเพื่อความสําคัญของเรื่องที่ผมคิดว่ามีความจําเป็นต้องคงไว้บางส่วน ในเรื่องของหมวด ๑๐ เรื่องศาล เรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องศาลยุติธรรม เรื่องศาลปกครองและสุดท้ายคือศาลทหาร เรื่องหมวด ๑๐ ตามองค์กรรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึง หมวด ๑๒ เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบทรัพย์สิน การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การถอดถอนจากตําแหน่ง การดําเนินคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๓ หมวดที่ผมขอให้คงไว้เป็นหลักประกัน หลายส่วนครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าได้ปรับปรุงแก้ไขช่องว่าง ช่องโหว่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เคยเป็นอดีต สสร. ปี ๒๕๔๐ หลายคนในห้องนี้ก็เป็น อดีต สสร. ปี ๒๕๔๐ ผมเองก็ชื่นชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ เราช่วยกันร่างแบบมีกรอบ มีกติกา มีความเห็นพ้องของทั้งสังคม ขณะนั้นมีคณะของ อาจารย์ประเวศ วะสี มีคณะของอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้ตกผลึก ร่วมกันกับคนทั้งสังคมว่าถึงเวลาที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เราก็เอาแบบจาก ต่างประเทศ อันไหนที่ว่าดี เหมือนที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เอ่ยแล้ว ก็ไปลอกมา อันไหนดี เราก็ไปคัดมาเอามาใส่ แต่พอใช้ไปแล้วครับท่านประธานครับ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ดีครับ แต่ช่องว่าง ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงครับว่ามันมีความรั่วไหล ๑. เกิดเรื่องของการฉ้อราษฎร์บังหลวงเยอะแยะไปหมด ๒. เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัดตอน ๒,๐๐๐ ศพ ไม่ว่าจะเป็นคดี นายสมชาย นีละไพจิตร ล้วนเกิดขึ้น ส่วนหนึ่ง และเป็นช่องว่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคัดหรือเลือกองค์กรอิสระที่มีการ ไปแทรกแซงจากการเมือง จากสภา จากผู้มีอํานาจ ทําให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา ท้ายสุดนําประเทศไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในปี ๒๕๔๘ สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดแล้วไม่คาดว่าจะเกิดอีกคือ การรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ แล้วก็นํามาสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งหลายท่านก็บอกว่ามาจาก มดลูกเผด็จการ คมช. แต่ผมกราบเรียนครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั่นเอง อย่างไรก็ตามครับ มีความเห็นต่างได้ครับ ถ้าท่านจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ท่านลองดูสิครับว่าอะไรที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทําไว้ดี อะไรที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทําไว้ดี ท่านก็ต้องเก็บสิ่งนั้นไว้ ผมขอให้ท่านเก็บในสิ่งที่ผมคิดว่า จะทําให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ใน ๓ หมวดเท่านั้นเอง ก็คือเรื่องของศาล เรื่องขององค์กรอิสระ และเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ที่ขอให้ไม่แก้ไขเลยนี้ มิได้หมายความว่าท่านจะไม่ให้มี ซึ่งผมก็ไม่เชื่อครับว่าท่านจะไม่กล้าไม่ให้มี แต่การไปแก้ไขที่มาซึ่งเราก็เคยมีบทเรียนครับว่า วุฒิสภาที่ผมสังกัดอยู่นั้นเคยถูกกล่าวหาต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นสภาบริวาร สภาทาสบ้าง ซึ่งเป็นความเจ็บช้ําของวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาในขณะนั้นต้องทําหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ และท่านก็แทรกแซงจนสามารถทําให้องค์กรอิสระที่จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล อ่อนแอลง และท้ายที่สุดนําไปสู่วิกฤติการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมขอในหมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ เป็นหลักประกันครับว่าถ้าท่านไม่แก้ไขเลย ให้คงอยู่ทั้งหมวด ทั้ง ๓ หมวด รวมถึงหมวด ๑ หมวด ๒ อันนี้ครับผมคิดว่าเป็นหลักประกันที่ดีสําหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ส่วนอื่นไม่ว่ากันครับ ท่านจะร่างอย่างไรก็ยินดี แล้วผมคิดว่า ก็อาจจะมีเสียงของประชาชนขานรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ได้เพราะเขามีหลักประกัน เพียงพอ

ส่วนสุดท้ายครับท่านประธานครับ ในเรื่องของวรรคท้ายที่ให้รัฐสภาวินิจฉัย ร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ผมขอกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในส่วนนี้ผมคิดว่ายังคงต้องให้ความสําคัญกับศาลรัฐธรรมนูญในการ วินิจฉัย มิใช่รัฐสภาซึ่งมีส่วนได้เสียนะครับ ไม่ว่าท่าน สสร. จะร่างมาอย่างไร สภาไปพิจารณา แก้ไขอย่างไรแล้ว เมื่อเกิดการขัดกันนะครับ เราต้องมีสิ่งที่เราพึ่งได้และเราเชื่อถือได้นะครับ ก็หวังว่าสิ่งนี้ที่ผมพูดมาด้วยความปรารถนาดี และผมคิดว่าท่านกรรมาธิการลองพิจารณาดูครับ ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดการขัดกันหลาย ๆ เรื่องแล้วก็เกิดความไม่ไว้วางใจในการที่จะลงมติ รับหลักการในวาระที่สาม ไม่ว่าจะเป็นการเลือก สสร. ซึ่งเขาบอกว่ามีการล็อกสเปก รวมถึง พอร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เพราะว่าความไม่ไว้วางใจ ก็กราบเรียนครับว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญ ไหน ๆ จะร่างรัฐธรรมนูญทั้งทีแบบที่ผมไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ทําให้ดีที่สุดและทําให้เราถูกแก้หรือถูกฉีกไม่ได้ในอนาคต ก็ฝากความปรารถนาดีมา ขอบพระคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวัชระ เพชรทอง ครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมตั้งใจอภิปรายคัดค้าน การล้มล้างรัฐธรรมนูญของท่าน ซึ่งได้เสนอเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ โดยยังไม่ได้รับประทาน อาหารเที่ยง เพราะต้องการให้ท้องนั้นหิวเหมือนกับพี่น้องร่วมชาติซึ่งกําลังหิวอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าค่าแรง ๓๐๐ บาท ก็ไม่ได้เป็นไปตามสัญญาประชาคมที่ได้ให้ไว้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าเข้าประเด็น ดีกว่าครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมยังพูดไม่ทันถึง ๑ นาที จะเข้าประเด็นให้ท่านประธานเห็นว่าการที่ท่านได้ดําเนินการ ในการที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นไปเพราะคําสั่งของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต้องถอนครับ ท่านต้อง ถอนแล้วครับ อย่างนี้ไม่ได้แล้วครับ นอกจากไม่เข้าประเด็นแล้วยังไปใส่ร้ายคนอื่นเขา ท่านต้องถอนครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ถ้าจะให้ผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนเถอะครับ ถอนเลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มิได้ครับ ท่านประธาน ผมว่าตามข้อเท็จจริง ประกาศเมื่อวันที่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เรากําลังพิจารณา เรื่องรัฐธรรมนูญ แล้วอยู่ในวาระที่สองที่ท่านสงวนไว้ ท่านพูดได้เฉพาะในส่วนที่ท่านสงวนไว้ เท่านั้น แล้วก็พูดไปใส่ร้ายคนอื่นท่านต้องถอนครับ ที่บอกโดยคําสั่งของท่านทักษิณ ท่านต้อง ถอนครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมว่าตามข้อเท็จจริง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ถอนเถอะครับ ถอนเถอะครับ ถ้าไม่ถอนจะไม่อนุญาตให้พูดเลยครับ ถอนครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถอน เฉพาะคําว่า คําสั่ง นะครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

โดยคําสั่งของท่านทักษิณ นะครับ ถอนครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน จะให้ผมพูดผิดจากข้อความเป็นจริงได้อย่างไรครับ ประกาศเมื่อวันที่ ๒๓

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เราอยู่ในวาระที่สอง ท่านสามารถพูดได้เฉพาะในประเด็นที่ท่านสงวนไว้เท่านั้น ท่านพูดนอกประเด็น แล้วถือโอกาสใส่ร้ายคนอื่น เพราะฉะนั้นท่านต้องถอนครับ แล้วก็พูดเข้าประเด็นด้วยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดนอกประเด็น และ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านต้องถอนครับ แล้วก็ประท้วงกันหลายคน ถอนเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เพื่อให้ท่านประธานได้สบายใจ ได้สบายใจ ผมยินดีถอนตามที่ท่านประธานว่า แต่ท่านประธาน ก็ทราบว่าการที่เรากําลังพิจารณาในวาระที่สองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ (๔) อยู่ในขณะนี้ท่านประธานครับ เป็นไปตามคําประกาศของผู้ใด เป็นไปตามประกาศของผู้หนึ่งผู้ใด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าประเด็นแล้วก็ อย่าพูดให้คนอื่นเสียหายเลยครับ อย่าไปพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย ท่านเข้าประเด็นของท่าน แล้วสมาชิกก็จะไม่ต้องประท้วงให้เสียเวลา ผมก็ไม่ต้องทักท้วงให้เสียความรู้สึก ผมว่า ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ดวงผมเป็นดวงที่สมพงษ์กับท่านประธาน เพราะเมื่อผมอภิปราย ท่านประธานขึ้นมาทําหน้าที่ ผมก็ยินดีที่จะปฏิบัติ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันไม่ใช่ประเด็นนั้น หรอกครับ มันอยู่ที่อภิปรายอยู่ในประเด็นหรือไม่ต่างหาก ถ้าท่านพูดอยู่ในประเด็นก็จบ ไม่เห็นมีปัญหา หลายท่านก็ไม่เห็นมีปัญหานี่ครับ ท่านจิรายุเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ พี่วัชระ เพชรทอง ของผมเข้ามานั่งปุ๊บ ผมตั้งใจจะฟังนะครับ ตั้งแต่ ๑๐-๑๑ เดือนที่ผ่านมาท่านประธานครับ จนถึงวันนี้ผม

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เขาต้องบอกว่าประท้วงข้อไหนครับ ไม่ใช่อภิปรายครับ กรุณาปฏิบัติตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๕ ด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอ้างข้อบังคับด้วย ท่านประท้วงข้อไหน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมประท้วงข้อ ๕ นะครับ รายละเอียดเป็นดังต่อไปนี้ครับ คือท่านประธาน พยายามไกล่เกลี่ย แล้วก็รักษาเวลาให้กับพี่น้องประชาชาชนที่ชมการถ่ายทอดสดมานาน ท่านประธานครับ ผมก็ขอฝากท่านประธานไปยังผู้อภิปรายครับ อยากฟังภูมิปัญญาของท่านครับว่า ท่านแปรญัตติไว้ ที่ท่านบอกว่าเป็น ๑ ปี จากคณะกรรมาธิการที่เขาแปรญัตติกันมา ๒๔๐ วัน ภูมิปัญญาของพี่วัชระ เพชรทอง หน้าดําของผมจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะได้ความรู้บ้าง ท่านประธาน ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมดําเหมือนเดิม ทุกประการครับท่านประธาน ไม่ต้องถอนครับ ผมจะอภิปรายต่อนะครับ ไม่ต้องถอนครับคุณจิรายุ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับท่านวัชระ ท่านสงวนเอาไว้ตัดคําว่า ตัดเวลา ๑๘๐ วันนี้ออกไปเปลี่ยนเป็น ๑ ปี ท่านช่วยชี้ให้เห็นครับ เมื่อสักครู่ที่ท่านจิรายุเขาอยากฟัง เขาอยากฟังตรงนี้ล่ะ ที่ท่านสงวนไว้ว่าแก้เป็นจาก ๒๘๐ วัน ไปเป็น ๑ ปีท่านมีเหตุผลอะไร ประเด็นมันมีอยู่ตรงนี้ที่ท่านสงวน

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

วรรคสี่ด้วยครับ ท่านประธานครับ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่วรรคหนึ่งวรรคเดียว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ เอาประเด็นแรกนี่ครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจะพูด ประเด็นไหนก่อนก็ได้ แล้วประเด็นที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงในหมวดพระมหากษัตริย์ผมก็มีสิทธิที่จะพูด เพราะกรรมาธิการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ท่านประธานครับ ผมยืนยันท่านประธานว่าผมคัดค้าน อย่างเต็มที่ไม่ว่ายืนในสภาหรือนอกสภา คัดค้านครับ การที่ท่านจะเปลี่ยนแปลง จะล้มล้าง รัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าประเด็นครับ เข้าประเด็นเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ และผมได้ทําจุ๊บติดรถยนต์ครับ ท่านประธานครับ จะนําไปให้ท่านประธานคือล้มรัฐธรรมนูญ ของทักษิณโดยทักษิณ เพื่อทักษิณ นี่คือจุ๊บติดรถยนต์ครับ จะให้ท่านประธาน

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านประท้วงตามข้อบังคับแล้วก็ต้องขอความกรุณา อย่าไปว่าเขากลับนะครับ ขอความกรุณา ด้วยนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วผู้อภิปรายเจตนามาก ๆ เลย ไม่ชอบทักษิณ แต่ในรถมีแต่รูปทักษิณเต็มไปหมด นะครับท่าน อย่างนี้มันเต็มบาทหรือเปล่านี่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถอนเถอะครับ คําว่า เต็มบาทหรือเปล่า ถอนเถอะครับ ท่านประสิทธิ์ครับ ถอนครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ตกลง ท่านประธานให้ผมถอน แล้วตัวเขาไม่ให้ถอน ไม่เต็มบาทก็เกินบาทแล้วท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ผมให้ถอนครับ ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมยินดีถอน คําว่า ไม่เต็มบาท นะครับ แถวบ้านผมเขาเรียกว่าอามันปิงดม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ผมไม่อนุญาตอีกแล้วครับ เชิญครับ

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยองครับ ความจริงก็ไม่อยากประท้วงนะครับ เพราะว่าก็รู้จักกันดีครับ แต่ผมอยากจะประท้วง ท่านประธานกับท่านสมาชิกที่ใส่ชุดสูทสีแดงนี่ล่ะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่เอ่ยว่าท่านสมาชิกวัชระ ไม่เต็มบาท แต่ผมคงไม่ได้กล่าวหาเขานะครับ แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานช่วยวินิจฉัยนะครับว่าการใส่สูทสีแดง เน็คไท (Necktie) สีแดงมาประชุมรัฐสภานี่นะครับ เป็นการแต่งกายที่สุภาพตามระเบียบข้อบังคับหรือไม่ อันนี้ให้ประธานวินิจฉัยนะครับ แต่ถ้าวินิจฉัยก็เป็นสิทธิของท่านประธานนะครับ แต่ผมจะถามคําถามกลับไปว่าโดยปกติ สมมุติว่าเราใส่สูทสากลไปเดินห้างก็เป็นเรื่องปกติ เราใส่ชุดว่ายน้ําอยู่ในสระว่ายน้ํา ก็เป็นเรื่องปกติครับ ถือว่าสุภาพ แต่ว่าใส่สูท แต่ว่าสีแดงมาประชุมรัฐสภา อยากให้ประธานวินิจฉัยนะครับ ถ้าประธานวินิจฉัยว่ามันสุภาพผมก็จะเรียนว่าแต่งอย่างนี้ ไม่เต็มบาทครับ ขอบพระคุณครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงนายวัชระ เพชรทอง ที่นําเอาวัตถุใส่ร้าย เสียดสีผู้อื่นมาแสดงในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ขอให้ท่านประธานช่วยดําเนินการให้นายวัชระ นําเอกสารที่โชว์อยู่ขณะนี้ออกไปจากห้องประชุม หรือท่านประธานจะดําเนินการใด ๆ ก็ได้ เพื่อไม่ให้เสียหายต่อบุคคลภายนอก ขอท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยของท่านสาธิต ก่อนนะครับ ท่านประสิทธิ์ครับ ที่จริงการใส่สูทสีแดง ถ้าไม่เกี่ยวกับสีอะไรต่าง ๆ มันก็ดูสุภาพดี แต่ทีนี้โดยสถานะที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ที่จริงผมก็เคยคุยกับท่านประสิทธิ์แล้วนะครับว่า ถ้าจะให้ เหมาะสมจริง ๆ ไม่เป็นสูทแดงได้ก็จะขอบคุณ วันนี้ผมก็พูดย้ําอีกทีนะครับ ถ้าจะเป็นสูทที่ ไม่ใช่สูทสีแดงก็จะเหมาะสมดีนะครับ เพราะฉะนั้นต้องขอความร่วมมือนะครับ เป็นการขอ ความร่วมมือ แล้วก็มาวินิจฉัยของเมื่อกี้ ของท่านวัชระ เอกสารอะไรต่าง ๆ ที่จะใช้ ประกอบการอภิปรายต้องขออนุญาตประธานก่อน แล้วธรรมเนียมปฏิบัติของเราก็ต้องยื่นให้ ตรวจสอบก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านเก็บเถอะครับ ท่านเก็บเถอะครับ ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ ผมว่าจบแล้วกระมัง

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยคําวินิจฉัยของประธานผมเคารพ แต่เมื่อกี้นายสาธิตลุกขึ้นมาพาดพิงผมว่าผมใส่สูทสีแดงอย่างนี้ไม่เต็มบาท ที่ผมพูดคุณวัชระ ท่านประธานให้ถอน แล้วคุณสาธิตว่าผมแล้วท่านประธานไม่ให้ถอนหรือครับ และเจ้าหน้าที่ ก็ใส่สีแดงอย่างนี้ว่าไม่เต็มบาท

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิต เมื่อกี้ประเด็น เดียวกัน ผมให้เขาถอน ท่านช่วยถอนด้วยนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

เมื่อประธานวินิจฉัย ผมก็เคารพ แต่ว่า ผมขอชี้แจงแทนเจ้าหน้าที่สภานิดหนึ่งนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ เจ้าหน้าที่สภา ก็ใส่สูทตัวนี้อยู่แล้ว ไม่มีอะไร เจ้าหน้าที่เขาไม่เสียหายหรอกครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานวินิจฉัยแล้วผมก็ขอถอนครับ เพราะท่านประธานวินิจฉัยได้สมบูรณ์แล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวัชระครับ ผมว่าท่านเข้าประเด็นครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานให้เขาถอนหรือยังที่เขาว่าผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เขาถอนแล้วครับเมื่อกี้นี้

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ให้เขาไปอยู่กลางนาเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ พอเถอะครับ ท่านประสิทธิ์นั่งเถอะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ จริง ๆ แล้วไม่อยากประท้วงจริงๆ เลย ไม่อยากเสียเวลาด้วย แต่ผู้อภิปรายท่านนี้มีความตั้งใจจริง ๆ อย่างที่ผมพูดว่าเกลียดทักษิณ แต่มีรูปทักษิณเต็มรถ เต็มบ้าน เต็มเมือง ลุกขึ้นมาอภิปรายทีไรเป็นเรื่องทุกที เสร็จแล้วอย่างนี้เมื่อประธานเตือน หลายครั้ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมังครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ได้ครับ ท่านประธาน ต้องบอกว่าผิดข้อบังคับข้อไหน

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานเตือนหลายครั้ง ถ้าไม่ฟังก็ใช้กฎข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้เลยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ผมว่า บรรยากาศมันดีอยู่ตลอด ผมอยากให้มันดีต่อไป เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ขอความร่วมมือ เถอะครับ เพื่อไม่ให้มีผู้ประท้วงและผมก็ไม่ต้องมาทักท้วงให้เสียอารมณ์ เข้าประเด็นเลยดีกว่า

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

และผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน ใคร่ขอร้องท่านประธาน ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรกท่านประธานกรุณาอย่าชมกระผม อย่าชมฝ่ายค้านในการพูด บนบัลลังก์

ประการที่ ๒ กรุณาอย่าส่งซิก ชี้ช่องให้ฝ่ายรัฐบาลประท้วงฝ่ายค้าน เช่นคําพูดที่ว่าเดี๋ยวจะมีการประท้วง นั่นคือการชี้ช่องให้ฝ่ายรัฐบาลประท้วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ตอนที่ผมพูด มีผู้ยืนประท้วงแล้ว ๒-๓ คน ไม่ได้ชี้ช่องครับ ถ้าพูดนอกประเด็น พูดให้คนอื่นเสียหาย เขาประท้วงอยู่แล้ว ท่านเข้าประเด็นของท่านเถอะครับ กรุณาเถอะครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ด้วยความยินดีครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่ผมขอร้องท่านประธานนั้นหมายถึงว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ก็ไม่ว่ากัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้น ต่อเลยครับ เข้าประเด็นเลยนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ทุกคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณนะครับ เกี่ยวกับมาตรานี้ครับ ท่านประธานครับ ก็คือก่อนเข้ารับหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมย้ําหลายครั้งครับ ท่านเข้าประเด็นครับ ที่สงวนไว้ ๒๔๐ วัน เป็น ๑ ปี ท่านเข้าประเด็นนี้เลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ แม้แต่คําปฏิญาณที่ถวายสัตย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอเตือนครั้งสุดท้าย นะครับ ไม่อย่างนั้นผมใช้ข้อ ๔๔ ไม่อนุญาตให้อภิปรายต่อแล้วนะครับ เชิญครับ เข้าประเด็น ได้เลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมก็ตรงไปตรงมา ถ้ากล่าวคําปฏิญาณในสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาวาระนี้ไม่ได้ ผมก็จะกราบเรียนท่านประธานว่าแล้วเรา ด้วยความยินดีครับท่านประธานครับ เพราะว่า อยากให้ความร่วมมือกับท่านประธาน และอยากให้ท่านประธานเข้าใจด้วยว่าการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวพันกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เกี่ยวพันกับพี่น้องประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ที่จริงวิป ๓ ฝ่าย ได้หารือกัน ได้ข้อยุติที่ดีนะครับ แล้วก็บรรยากาศดีมาก การประชุมก็บรรยากาศดีมาโดยตลอด ท่านกรุณาเถอะครับ อย่าให้มันต้องเสียบรรยากาศเลยนะครับ บรรยากาศกําลังมาดี ท่านครับ กรุณาเถอะครับ เข้าประเด็นเลยนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขอบคุณท่านประธานที่บอกให้ผมเข้าประเด็น แต่ทุกประเด็นที่ผมพูดอยู่ในประเด็นทั้งสิ้น เพราะในที่ท่านได้แก้ไขมานั้นได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องของพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งตรงนี้สมาชิกมีสิทธิอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านช่วยอภิปราย ตามที่ท่านได้สงวนไว้เป็นตามลําดับนะครับ แล้วก็ประเด็นที่ท่านสงวนไว้กับมีการแก้ไข ผมทราบว่าท่านมีสิทธิที่จะอภิปราย แต่การอภิปรายต้องไม่พาดพิงทําให้คนอื่นเสียหายครับ เชิญเถอะครับ ท่านกรุณา

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายความจริงในสภาแห่งนี้ ผมพูดนอกสภาอย่างไร ผมก็อภิปรายในสภาอย่างนั้น และความจริงเราต้องพูดกันครับท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ แม้ว่าผมได้อภิปรายคัดค้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างเต็มที่ ถึงขั้นที่ มีคนประกาศจะฟ้องหมิ่นประมาทกับผม แต่ผมก็ไม่กลัวครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทําหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ถ้าใครกลัวตายไม่ควรมาเป็น ส.ส. และผมเป็น ส.ส. ที่เป็นปากเสียงของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากว่าผมเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ มาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ๑๑ ล้านเสียง ลงคะแนนให้กระผมจนเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลําดับสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมจะไม่อ่านในมาตรา ๑๒๓ ของรัฐธรรมนูญที่ท่านประธานห้ามไม่ให้อ่าน ผมก็จะไม่อ่าน และกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ และแน่นอนครับ ผมมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากซึ่งบอกว่าเอารัฐธรรมนูญฉบับต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทยก็ได้ เมื่อสักครู่ผมแทบไม่เชื่อหูว่านายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าสามารถเอารัฐธรรมนูญของต่างประเทศมาปรับใช้ก็ได้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสองเขาบอกว่าเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง มายกร่างก็ได้ ผมไปลงพื้นที่ทั่วประเทศ พี่น้องประชาชนถามว่าประชาธิปไตยสูง สูงเท่าต้นตาล ๔๗ เมตรที่จังหวัดเพชรบุรีหรือไหม หรือว่าสูงเท่าต้นแฝก หญ้าแฝกหรือสูงเท่ากับหญ้าแพรก หรือสูงขนาดไหน ท่านประธานครับ ในพจนานุกรมศัพท์รัฐศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติแต่คําว่า ประชาธิปไตย ในศัพทานุกรมของคุณวิทยากร เชียงกูล ก็บัญญัติแต่คําว่า ประชาธิปไตย ไม่มีละครับ คําว่า ประชาธิปไตยสูง และไม่มีคําว่าประชาธิปไตยสูงในโลกใบนี้ เพิ่งจะมีครั้งแรก จากการเขียนของกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งเอาร่างมาจากคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเอามาจากไหน ผมไม่ทราบ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในศัพท์ของคําว่า ประชาธิปไตย ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่า ประชาธิปไตยนั้นมีทั้งประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี และประชาธิปไตย แบบรัฐสภา เป็นไปได้ทั้ง ๒ ทางครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ โดยไม่ได้สงวนไว้ในหมวด ๑ หรือหมวดอื่น ๆ ซึ่งเป็นหมวดที่จําเป็น อย่างยิ่ง แต่ท่านบอกว่าเฉพาะหมวดพระมหากษัตริย์เท่านั้น ท่านประธานครับ แต่ในบททั่วไป ก็ยังมีเรื่องที่เกี่ยวพันกับพระมหากษัตริย์ ทําไมกรรมาธิการไม่บัญญัติเอาไว้ ท่านประธานครับ และที่ผมได้แปรญัตติเพื่อที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน กําหนดเวลา ๑ ปี ก็เพราะอะไรครับ เพราะขนาดประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านยังบอกเลยครับว่า ขณะนี้สังคมมีความหวาดระแวงสูง สังคมไม่ไว้วางใจกัน แล้วเราจะรีบไปทําไมครับ ผมเป็น นักศึกษาหลักสูตร พตส. ๓ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์สุเมธ ตันติเวชกุล ได้ปาฐกถาไว้ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะเกิดความวุ่นวาย ท่านประธานครับ ท่านแนะให้ยึดทางสายกลางเอาไว้ และท่านบอกว่าถ้าแก้เพื่อผู้หนึ่งผู้ใด สุดท้ายมันก็จะวุ่นวายและมันก็จะไม่ได้ใช้ ท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎรมีนักศึกษา หลักสูตร พตส. ๓ หลายท่าน รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นการที่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ ท่านกําลัง อภิปรายในประเด็นไหนครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประเด็น รัฐธรรมนูญครับ เรื่องที่กําลังจะมีการแก้ไข แล้วท่านอาจารย์สุเมธ ตันติเวชกุล ท่านแนะให้ยึด ทางสายกลาง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอ้างถึงวรรคสอง ซึ่งไม่มีการแก้ไข แล้วก็ท่านไม่ได้สงวนไว้ แล้วก็เอาวรรคสองมาพูดเสียยืดยาว ผมว่าท่าน เข้าประเด็นเลยดีไหมครับ ตั้งแต่อภิปรายมาท่านยังไม่ได้เข้าประเด็นเลยนะครับ แล้วก็เตือนจน นับครั้งไม่ถ้วนแล้วครับ ท่านเข้าประเด็นที่ท่านสงวนเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณ ท่านประธานที่ทําว่ามองไม่เห็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลประท้วง ท่านประธานครับ เพื่อความรวดเร็ว กราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมเสนอให้การร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ไม่เหมือนกับกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น เพราะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน ท่านประธานครับ ใครเป็นคนเร่งรัดครับ ใครเป็นคนสั่งมาครับ ใครเป็นคนชี้นิ้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่าอภิปราย ใส่ร้ายคนอื่นเลยครับ ท่านอธิบายเหตุผลของท่านดีกว่าครับ อธิบายเหตุผลของท่าน เหตุผล หลักการดีกว่าครับ เขาอยากฟัง

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กราบเรียนท่านประธานประการหนึ่งนะครับ ท่านประธานเป็นประธานรัฐสภา ท่านต้องวางตัวเป็นกลาง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมเป็นกลาง อยู่แล้วครับ ท่านอยู่ในประเด็นแล้วอย่าพูดให้คนอื่นเสียหาย ท่านครับ อยู่ในประเด็น แล้วอย่าทําให้คนอื่นเสียหาย

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมอยู่ในประเด็น แน่นอนครับ ท่านประธานครับ แต่ถามว่าผมใส่ร้ายใคร ผมไม่ได้ใส่ร้ายใคร ท่านประธาน วิตกจริตไปเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมพยายาม จะไม่ทักท้วง ท่านต่อของท่านแล้วก็อยู่ในประเด็นเถอะครับ อย่าไปพาดพิงให้คนอื่นเสียหายเลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ ว่าฝ่ายค้านพยายามอภิปรายในสภา

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ขอให้ นายวัชระ เพชรทอง ได้ถอนคําพูดว่า ท่านประธานวิตกจริต ซึ่งเป็นการใส่ร้าย เสียดสีท่านประธานครับ ขอให้ ท่านประธานช่วยวินิจฉัยและให้นายวัชระถอนคําพูดด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงขอกันกินมากกว่านี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถอนให้ ท่านประธานเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมกําลังวินิจฉัยครับ ผมว่าท่านวัชระเข้าประเด็น แล้วอย่าไปพาดพิงคนอื่นให้เสียหาย ขอเตือนครั้งสุดท้ายนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านก็รู้ว่า ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นิติศาสตร์จาก รามคําแหง การใดที่ยุติธรรมผมน้อมรับ แต่การใดที่ไม่ยุติธรรมลูกพ่อขุนรามคําแหงมหาราช ไม่เคยก้มหัวให้กับความอยุติธรรม ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ว่าทําไมควรที่จะขยายเวลาออกไป ท่านประธานครับ ท่านประธาน อยู่ข้างบนไม่ได้ยินเสียงโห่จาก ส.ส. รัฐบาลหรือครับ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เสียงโห่ใด ๆ ก็ไม่มีความหมายครับ เพราะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศต้องการรู้ว่าเขากําลัง จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร แล้วพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ประโยชน์อะไรบ้าง ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมเสนอให้การร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน ๑ ปี ไม่เหมือนกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน หรือ ๘ เดือน เป็นเพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากท่านประธานลงพื้นที่ทั่วประเทศ ท่านประธานก็คงทราบว่า พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศในขณะนี้อยู่ในสภาวะอย่างไร ข้าวยากหมากแพง ค่าแรง ได้ไม่ถึง ๓๐๐ บาท ท่านประธานครับ แม้ว่าพูดเท่านี้ก็ประท้วง ก็เชิญครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ คือท่านพี่ชายของผม พี่วัชระ เพชรทอง พูดแบบนี้มา อย่างกับแผ่นเสียงตกร่องเลยท่านประธานครับ ฟังมาตั้งแต่ ๑๐-๑๑ ท่านก็พูดแบบนี้ละครับ ทุกวัน อยากจะฟังภูมิปัญญาของท่านจริง ๆ ครับพี่วัชระ เพชรทอง ครับว่าแปรญัตติจากเดิม ๒๔๐ วัน ทําไมจึงเป็น ๑ วัน คนเขารู้ทั้งประเทศครับว่าท่านเกลียดทักษิณ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

น้อง ๆ ๑ ปี ไม่ใช่ ๑ วัน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เป็น ๑ ปี ท่านประธานขออภัยครับ ขอบคุณพี่วัชระครับ แต่ว่าประเด็นนี้ ท่านประธานครับ อยากฟังจริง ๆ ฟังมาเดือนกว่า ตั้งแต่เป็น ส.ส. ตั้งแต่สมัยที่แล้ว ยังฟังไม่ออกเลยครับว่า ภูมิปัญญาของพี่วัชระของผมอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ ช่วยกรุณาแสดงภูมิปัญญาให้ ประชาชนฟังหน่อยครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ผมเตือน หลายรอบแล้วนะครับ แล้วเมื่อกี้ผมก็บอกว่าขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย เพราะฉะนั้น ท่านกรุณาเถอะครับ อย่าทําเหมือนอภิปรายมีเจตนาจะใส่ร้ายคนอื่นเขาตลอด ผมให้เกียรติท่าน

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อันนี้ ต้องประท้วงท่านประธานเลยครับว่าใส่ร้ายคนอื่น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยครับ เป็นอํานาจ ของประธานอยู่แล้ว ท่านอย่าอภิปรายโดยมีเจตนาเหมือนตั้งใจจะใส่ร้ายคนอื่น แล้วก็ไม่ยอมที่จะ เข้าประเด็น ทักท้วงแล้วทักท้วงอีก แล้วก็ให้โอกาสครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นผมให้เกียรติท่าน นะครับ ให้เกียรติท่านอีกเป็นครั้งสุดท้าย ท่านเข้าประเด็นแล้วอย่าพูดให้คนอื่นเสียหาย

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

คุณหมอสุกิจครับ ผมว่า พอกระมัง เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ ท่านประธานใจเย็นนิดเถอะครับ ผมคิดว่าคุณวัชระกําลังเข้าประเด็นแล้วครับ แล้วการประท้วงครั้งหลังนี่ ท่านประธานฟังดูสิครับ ไม่มีเหตุผล ท่านวัชระพูดในเรื่องทั่วไป ไม่ได้ใส่ร้ายใครด้วยซ้ํา เป็นการพูดถึงเรื่องสภาวะ บ้านเมือง ซึ่งผมก็คอยฟังอยู่ว่าท่านจะโยงกับเรื่อง ๑ ปีอย่างไร เพราะฉะนั้นให้โอกาสท่าน อีกเถอะครับ ผมว่าท่านกําลังเข้าประเด็นดีครับ และการประท้วง ถ้าใครประท้วงซ้ําซาก ฟุ่มเฟือย จําเจ อยู่กับที่เดิม ท่านประธานก็ต้องเตือนบ้างเหมือนกันครับ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ ประท้วงเรื่องเดิม ๆ ซ้ําแล้วซ้ําเล่า ฝากท่านประธานครับ

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงไม่ใช่มีคนประท้วงท่าน นะครับ ผมทําหน้าที่ประธาน ผมยังทักท้วงอยู่ตลอด แล้วผมก็ให้เกียรติท่านมาโดยตลอด เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่ได้ประท้วงซ้อนขึ้นมานะครับ ท่านสมาชิกที่ได้ลงเมื่อสักครู่นี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมเรียนว่าท่านผู้อภิปรายได้ใช้เวลา ๓๐ นาทีแล้วท่านประธานครับ แล้วก็ยังไม่ได้ เข้าประเด็น ทั้ง ๆ ที่ท่านประธานได้เตือนหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่ ท่านแปรญัตติมามีอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ก็คือจาก ๑๘๐ วันเป็น ๑ ปี แล้วก็เรื่องของการทําประชามติ ประชาพิจารณ์ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ท่านวัชระ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ จริง ๆ แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ใน ขออนุญาตนะครับ ในพรรคประชาธิปัตย์เองหลายคนปฏิบัติตามข้อบังคับ และผมก็เชื่อว่าอยากเห็นสมาชิกของท่านได้ปฏิบัติตามข้อบังคับเช่นเดียวกัน แล้วก็คิดว่า เวลานี่พูดมาครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่เข้าประเด็นเลยครับ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยแล้วก็ ช่วยตักเตือน จริง ๆ แล้วท่านประธานได้ตักเตือนเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว แต่ผู้อภิปรายนั้น ไม่รับฟังเลยครับท่านประธาน ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงอยากให้ท่านประธานใช้บังคับ ข้อ ๔๔ ขอขอบคุณครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ขอให้ เข้าประเด็นนะครับ แล้วอย่าไปพูดพาดพิงให้คนอื่นเสียนะครับ ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ ผมให้โอกาสครั้งเดียวนะครับ เชิญครับ เข้าประเด็นครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมยกมืออย่างนี้ แสดงว่าผมประท้วงท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอใช้สิทธิ ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านประธานพูดจาใส่ร้าย เสียดสีสมาชิก กล่าวหาว่าผมนั้น ท่านประธานฟังก่อนนะครับ กล่าวหาว่ากระผมนั้น อภิปรายใส่ร้ายผู้อื่นโดยตลอด ถ้าผมอภิปรายใส่ร้ายผู้อื่นโดยตลอด

ประการที่ ๑ ท่านประธาน ผู้ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมีสิทธิที่จะฟ้องร้องในคดีอาญา ต่อกระผม

ประการที่ ๒ ถ้ามันเป็นความจริง การวินิจฉัยของท่านประธานก็เป็นไปโดยชอบ แต่ผมไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีใคร ผมพูดตามความจริงทุกประการ และขอเอาเกียรติของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์เป็นเดิมพัน ว่าสิ่งที่ผมอภิปรายนั้นเป็นความจริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่อยากให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าการอภิปรายอย่างนี้เป็นการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นโดยตลอด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดใส่ร้ายป้ายสีในลักษณะที่ท่านประธานว่า ท่านประธานครับ กรุณา ฟังผมสักนิด ท่านประธานเป็นประธาน แน่นอนท่านประธานต้องยึดหลักตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๕ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจหัวอกท่านประธาน แต่ท่านประธานก็ควรจะฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านด้วยเช่นเดียวกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบนะครับ ท่านวรชัย มีอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายวรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอยืนยันว่า ผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วก็พาดพิงถึงคนนอกครับ ใส่ร้ายป้ายสีครับ ตอนแรก ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้ภายใต้การชี้นําของท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านอภิปรายตั้งแต่แรกครับ นี่คือประเด็นที่ท่านใส่ร้ายป้ายสีที่ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานรัฐสภาต้องใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๕ จัดการกับผู้อภิปรายนอกประเด็น ให้อภิปรายด้วยความเรียบร้อยครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๙๙ ก็บอกแล้วว่าผู้สงวนคําแปรญัตติอภิปรายได้เฉพาะคําขอสงวนคําแปรญัตติ เท่านั้น ท่านสงวนคําแปรญัตติเรื่องวัน เวลาแค่นั้นเองครับ แล้วท่านไปพูดถึงประเด็นอื่นอยู่ หลายครั้งหลายคราวแล้ว แล้วท่านประธานได้เตือนหลายครั้งแล้วครับ ก็ขอให้ท่านทําตาม ระเบียบข้อบังคับเถอะครับ จะได้ทําให้สภานี้เดินไปได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าจบแล้วครับ ผมให้โอกาส อีกครั้งครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ที่ผมประท้วง ท่านประธาน ท่านประธานยังไม่ได้วินิจฉัยเลยนะครับ กรุณาวินิจฉัยคําประท้วงของผมก่อน แล้วผมจะอภิปรายต่อครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านประท้วงผม ข้อ ๕ ที่จริงประธานตามข้อ ๕ มีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้มีประสิทธิภาพ การควบคุม การประชุมให้มีประสิทธิภาพก็คือต้องยึดข้อบังคับ ทีนี้ท่านทําผิดข้อบังคับชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ใช้เวลาไม่ต่ํากว่าครึ่งชั่วโมง แล้วก็พูดไม่เข้าประเด็นนะครับ ออกนอกประเด็นที่ ได้สงวนความเห็นเอาไว้ แล้วก็พาดพิงทําให้คนอื่นเสียหาย ผมทักท้วงมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แล้วก็มีผู้ประท้วงสลับอยู่อย่างนี้ ท่านก็พยายามที่จะยังไม่เข้าประเด็นอีก เพราะฉะนั้น ผมให้โอกาสท่านเป็นครั้งสุดท้ายครับ ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ แล้วอย่าประท้วงคําวินิจฉัย ของผู้ทําหน้าที่ประธานเลยครับ เชิญเข้าประเด็นเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศติดตาม ตรวจสอบ ดู และเฝ้าฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ และรวมถึงตรวจสอบการทําหน้าที่ ของท่านผู้ทําหน้าที่ประธานด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานจะพูดอย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นครับ ถ้าไม่เข้า ผมจะให้หยุดพูดนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานจะอย่างไรก็แล้วแต่ ประชาชนทั้งประเทศดูอยู่ ติดตามอยู่ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ท่านประธานครับ ผมได้พูดอยู่ในประเด็นมาโดยตลอด แต่ท่านประธานก็มีความคิดอย่างนั้น ว่าไม่เข้าประเด็นก็เป็นสิทธิ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมใช้อํานาจข้อ ๔๔ ให้ท่านหยุดการอภิปรายครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ กรุณานั่งเถอะครับ ผมยึดแนวของ ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์แนะนําไว้ตั้งหลายวันแล้วครับ ท่านแนะนําว่าให้ทักท้วง ถ้านอกประเด็นก็ทักท้วงสัก ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ถ้าไม่ฟังก็เชิญออกไปได้เลย แต่ผมทักท้วงเกือบ ๑๐ ครั้งแล้วนะครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ นั่งครับ ท่านวัชระครับ นั่งครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมยัง อภิปรายไม่เสร็จท่านก็ตัดประเด็น

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ อย่าให้ใช้อํานาจข้อ ๑๑๔ เลยครับ ท่านนั่งเถอะครับ นั่งครับ ผมเตือนครั้งสุดท้าย ท่านนั่งเถอะครับ เชิญครับข้างหลังสุดผมมองไม่ถนัด

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงตามข้อ ๔๔ และข้อ ๔๓ รวมทั้งข้อ ๙๙ ด้วย ท่านประธานได้วินิจฉัยท่านผู้อภิปรายที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารักคนนี้หลายครั้งแล้ว อภิปราย เตือนกันหลายครั้งแล้ว ผมว่าการประชุมรัฐสภาแห่งนี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าการตัดสินใจ ของท่านประธานเป็นอย่างไรก็ถือว่าเด็ดขาด ถ้าเราจะปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ครั้งนั้น เห็นทีจะปล่อยไปไม่ได้ จึงขอความกรุณาท่านประธานด้วยความเคารพและกราบเรียน ท่านผู้ที่อภิปรายด้วยความเคารพเช่นเดียวกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยกัน ขอให้ปฏิบัติตามคําสั่งของท่านประธานโดยเด็ดขาดเถอะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๔ โดยไม่จําเป็นต้องใช้ข้อ ๑๑๔ หรอกครับ เพราะเราต่างก็เป็นปัญญาชนด้วยกันทั้งสิ้น เพราะพี่น้องประชาชนนั้นเฝ้ารอคอยอยู่เป็นเวลานานแล้ว ฟังการตัดสินมาเป็นเวลานานแล้ว นะครับ แล้วถ้าเกิดวันนี้ขัดคําสั่งข้อ ๑๑๔ อีกก็จะเป็นปัญหาต่อไปอีก เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ทั้งท่านประธานด้วยความเคารพ ขอให้ท่านวินิจฉัยตามข้อ ๕ และขอความกรุณา ท่านผู้ที่อภิปรายที่กําลังอภิปรายอยู่ด้วยความเคารพเช่นเดียวกันว่าขอปฏิบัติตาม กรอบข้อบังคับการประชุมสภาเถอะครับ ด้วยความเคารพครับท่านครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ผมว่าเราให้เกียรติ ซึ่งกันและกันเป็นทางออกที่ดีที่สุด ผมใช้อํานาจวินิจฉัยไปแล้วตามข้อ ๔๔ ให้ท่านหยุดการอภิปราย เพราะฉะนั้นท่านนั่งลงเถอะครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ ผมถือว่าผมให้เกียรติกับท่านหลายครั้งแล้ว นะครับ ถ้าอย่างนั้นเชิญตํารวจรัฐสภานําท่านวัชระออกจากห้องประชุมครับ เชิญครับ ขอเชิญตํารวจรัฐสภาครับ รับฟังคําสั่งก่อนครับ ให้ยกมือไหว้ท่านวัชระ เพชรทอง แล้วก็กรุณาด้วยความสุภาพนะครับ อุ้มท่านออกไปโดยไม่รีรอ ถ้าไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ผมถือว่า ขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชา แม้แต่รีรอก็ถือว่าขัดคําสั่ง ปฏิบัติได้เลยครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มีคําสั่งให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ รัฐสภาเชิญ นายวัชระ เพชรทอง ออกจากที่ประชุม)

เมื่อสักครู่ผมสั่งให้ ยกมือไหว้ก่อนนะครับ เชิญปฏิบัติครับ เชิญปฏิบัติครับ ถ้ารีรอผมตั้งกรรมการสอบนะครับ ผมถือว่าขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชา นําพาตัวท่านออกไปครับ ไม่มีการรีรอครับ นําพาตัวออกไปครับ ท่านตํารวจรัฐสภาครับ ผมสั่งแล้วนะครับ ห้ามรีรอครับ นําพาตัวท่านออกไปครับ ตํารวจรัฐสภาครับ ผมย้ําอีกทีครับ ถ้ายังรีรอผมตั้งกรรมการสอบแน่นอนครับ เชิญครับ เชิญเลยครับ ไม่ต้องรีรอครับ เชิญเถอะครับ ตํารวจรัฐสภาครับ ผมสั่งแล้วนะครับ ท่านปฏิบัติการได้เลยครับ ด้วยความสุภาพ ท่านนําพาตัวออกไปครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมเสนอให้ท่านประธานพักประชุมสักครู่เดียวท่านประธานครับ มันจะได้ผ่อนคลาย ขออนุญาตเสนอพักประชุมครับ เพราะว่าพี่ ๆ ผู้อาวุโสแต่ละท่านก็อาจจะอารมณ์ร้อน ๕ นาทีท่านประธานครับ เพื่อหาทางออกท่านประธานครับ ขออนุญาตเสนอครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ถ้าตํารวจรัฐสภายังรีรออย่างนี้ ผมถือว่ามีความผิดแล้วผมตั้งกรรมการสอบแน่นอน ท่านตํารวจรัฐสภาท่านต้องรับผิดชอบครับ โทษฐานขัดคําสั่งของผู้บังคับบัญชา ต้องนําพาตัว ออกไปครับ ไม่อย่างนั้นดําเนินการประชุมไม่ได้เลยครับ ผมให้เกียรติท่านวัชระมากสุด ถ้าท่านปฏิบัติตามคําวินิจฉัยของผม ท่านนั่งลงครับ จะได้จบ ไม่อย่างนั้นต้องนําพาตัวออกไป เชิญท่านนิพนธ์ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ขอให้ท่านประธาน ได้ให้เจ้าหน้าที่ได้ออกไปเถอะครับ แล้วพวกผมจะคุยกับท่านวัชระ ขอให้ท่านปฏิบัติตาม ข้อบังคับของท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าทางนี้ดีที่สุดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ผมวินิจฉัย ไปแล้ว แล้วผมให้เกียรติแล้ว ถ้าจะนั่งลงตอนนี้มันก็จบ แต่ถ้าไม่นั่งลงผมก็ต้องดําเนินการต่อ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

คือเมื่อสักครู่นี้ผมไม่อยากจะไปย้อน นะครับว่าเหตุการณ์ที่คุณวัชระต้องไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยท่านประธานเพราะมีเหตุอะไร เพราะว่านั่งฟังอยู่ แต่ว่าผมไม่พูดแล้วประเด็นนั้น แต่ว่าอยากจะหาข้อยุติให้มีทางออกครับ ว่าประเดี๋ยวพวกผมจะได้คุยกันว่าเอาล่ะ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของท่านประธาน เมื่อท่านประธานวินิจฉัยแล้วอย่างนี้ พวกผมจะหาทางออกให้ ท่านจะสั่งพักการประชุมก็ได้ สัก ๕ นาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ในนามสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านท่านประธานถึงท่านนิพนธ์ ท่านประธานครับ กติกาในสภานี้ มันย่อหย่อนไปหมด ด้วยเพราะว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นปัจจัย ผมเองไม่อยากจะให้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จากการกระทําของน้องวัชระที่กระทําแล้วกระทําอีกทุกครั้งครับ จึงกราบเรียน ไปถึงเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เถอะครับว่าเราแสดงออกให้ประชาชนเห็นสักครั้ง ได้ไหมครับว่าเราเคารพกติกา เราจึงจะออกกฎหมายไปบังคับประชาชนได้ครับท่านประธานครับ ดังนั้นวันนี้คุณวัชระไม่เสียหรอกครับ ถ้าจะปฏิบัติตามคําสั่งของประธาน แต่กลับจะเชิดชู ระบบรัฐสภาให้เห็นชัดเจนว่าสมาชิกรัฐสภานั้นเคารพกติกาและจะไม่ช่วยคนผิดครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมคงต้อง ยืนยันคําวินิจฉัยเดิมนะครับ เปิดโอกาสให้ท่านวัชระนั่งลง ถ้าไม่นั่งลง เจ้าหน้าที่ตํารวจ รัฐสภาต้องนําพาตัวออกไปครับ ผมให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้ายครับ ผมว่าจบแล้วครับ ท่านสมาชิกนั่งเถอะครับ จบแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญครับข้างหลังมองไม่ถนัด

พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา

ในประการแรก กระผมขอประทานกราบเรียนที่จะเรียนหารือท่านประธานว่า ตามที่ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยและคําวินิจฉัยของท่านประธานนั้นเป็นที่สุด แต่ท่านประธาน ได้มีคําสั่งให้ตํารวจรัฐสภาได้ยกมือไหว้ กระผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า เป็นการไม่ถูกต้องครับ ปกติแล้วเครื่องแบบท่านเพียงแต่บอกว่าให้ทําความเคารพ ถ้าสวมหมวก ก็จะทําวันทยหัตถ์ แต่ถ้าถอดหมวกก็จะโค้งหรือจะยกมือไหว้แล้วแต่กรณีครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต ต่อเลยครับ จบแล้วครับ ขออนุญาตต่อเลยครับ เชิญท่านสุรจิต ชิรเวทย์ เชิญครับ ผมว่า มันจบแล้วนะครับ เชิญครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

(หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรจิตครับ ขออภัยครับ มีผู้ประท้วงอยู่ครับ สักครู่หนึ่งครับ

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนกับท่านประธานครับว่าผมไม่ได้ใช้สิทธิประท้วง ท่านประธานบ่อยนักนะครับ แต่ครั้งนี้ขอประท้วงท่านประธานภายใต้ข้อ ๕ รวมทั้ง ขอปรึกษาหารือกับท่านประธาน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระผมคิดว่าทําให้ภาพลักษณ์ของ สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาแห่งนี้เสื่อมเสียมาหลายหนมากแล้ว การที่ท่านจะใช้อํานาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของท่าน กระผมก็ทราบครับว่าท่านมีหน้าที่ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ที่ต้อง ควบคุมการประชุม แต่ขณะเดียวกันผมเรียนว่าทางออกนั้นมันก็มีอีกหลายทาง เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกก็ได้เรียนปรึกษาท่านแล้วนะครับ บอกว่าให้มีการพักการประชุม ในที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้เรามีความเห็นที่แตกต่างกันบ่อยครั้ง ผมเรียนว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นตัวแทน ของคนรุ่นใหม่คนหนึ่งนะครับที่ผมไม่อยากเห็นภาพอย่างเมื่อกี้อยู่อีกแล้ว ผมคิดว่า เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นท่านประธานควรจะต้องใช้อํานาจวินิจฉัยนะครับ โดยเฉพาะในการ สั่งพักการประชุมซึ่งจะเป็นทางออกที่สามารถทําให้สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็รัฐสภาแห่งนี้ มีความสง่างามมากขึ้นครับ

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพายัพครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกรัฐสภา กระผมมีความเห็นใจ ท่านประธานมาก ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การวินิจฉัยของประธาน ถือเป็นเด็ดขาด และจําเป็นเหลือเกินครับท่านประธาน จําเป็นต้องทักท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ กระผมเห็นใจท่านประธานเป็นประเด็นที่ ๑ ในการวินิจฉัยใช้ข้อบังคับการประชุมสภาทุกครั้ง ท่านประธานวินิจฉัยให้เพื่อนสมาชิก ของกระผมออกจากห้องประชุมสภาทีไรก็ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งแม้แต่ครั้งเดียว แล้วถ้าเป็นไปได้ ท่านประธานที่เคารพ เราก็หารือเรื่องนี้ในสภามานานแล้ว ถ้าเราอภิปรายในสภาตามคําที่ สมาชิกสงวนไว้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ไม่แวะเวียนไปหาใคร ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ คือไม่เสียดสีไม่ใส่ร้ายใคร สภาแห่งนี้จะสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ว่าในเวลาที่มีการผิดข้อบังคับ เพื่อนสมาชิกก็ทักท้วงทุกครั้ง ท่านประธานก็วินิจฉัยทุกครั้ง มันไม่ใช่เป็นการทักท้วงเพียงครั้งเดียว หรือประท้วงเพียงครั้งเดียว มันเป็นการที่ท่านประธานเตือนท่านสมาชิกเพียงครั้งเดียวก็หาไม่ แต่เป็นการเตือนหลายครั้ง บางทีถึง ๑๐ กว่าครั้ง เราจะปล่อยเหตุการณ์อย่างนี้ไปไม่ได้ ด้วยความเห็นใจท่านประธานจริง ๆ ด้วยความเคารพจริง ๆ

ประการที่ ๑ ขอความกรุณาท่านประธานใช้ข้อบังคับการประชุมสภาแห่งนี้ เพื่อให้สภาเดินหน้าได้

ประการที่ ๒ กราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาด้วยความเคารพ กราบเรียน ด้วยความเคารพจริง ๆ ไม่ใช่เสแสร้ง ไม่ได้แกล้งทํา ขอความกรุณาว่าถ้าท่านสมาชิกในสภา ผู้ทรงเกียรติแห่งนี้จะใช้คําสงวนคําแปรญัตติตามข้อ ๙๙ ท่านสงวนอย่างไร ท่านให้เหตุผล อย่างนั้น โดยไม่แวะเวียนไปหาใครให้มีการทักท้วงขึ้นก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้น กระผมจําเป็นต้องทักท้วงท่านประธาน เห็นใจท่านประธานและขอให้ใช้ข้อบังคับ และเห็นใจ พี่น้องประชาชนมากที่สุดครับท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านประธานผมเห็นใจท่าน ขอให้นิ่ง ๆ ผมเห็นใจประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ สภาแห่งนี้ เป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประชาชนเขาตั้งความหวังไว้นะครับว่าเราจะเป็นหลักในเรื่องของ การออกกฎหมาย กติกาของประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในการออกข้อบังคับ ข้อกฎหมายเพื่อใช้ร่วมกันในประเทศไทย ผมเห็นว่าเราต้องเริ่มต้นที่ ตัวเราก่อนครับ อย่างน้อย ๆ เราต้องเคารพกติกา เคารพข้อบังคับ ถ้าไม่เคารพข้อบังคับ การประชุมก็วุ่นวายครับ ผมก็มีแต่ข้อบังคับเท่านั้นเองที่จะใช้เพื่อควบคุมการประชุม ให้ดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เป็นอื่นไม่ได้ หรอกครับ มันก็ต้องยึดข้อบังคับครับ ท่านเชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งท่านประธานได้เรียกร้องต่อเพื่อนสมาชิกว่าจะต้องยึดถือข้อบังคับ ของการประชุม ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าพวกผมในฐานะสมาชิกก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม ข้อบังคับทุกประการ แต่ว่าอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าท่านประธานในฐานะผู้รักษาข้อบังคับ ปฏิบัติตามข้อบังคับ ท่านประธานก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น ซึ่งไม่สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ท่านประธานไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับต่อกรณีของคุณวัชระ เพชรทอง ซึ่งประเพณีปฏิบัติ ท่านประธานก็เห็นว่าถ้าหากว่าท่านประธานใช้ให้คุณวัชระนั่งลง เมื่อคุณวัชระไม่นั่ง ตามระเบียบขั้นตอนก็คือท่านประธานต้องยืนขึ้นครับ เมื่อท่านประธานยืนขึ้น คุณวัชระไม่นั่งลง เป็นมาตรการที่ท่านประธานจะต้องเชิญคุณวัชระออกนอกห้องครับ เมื่อคุณวัชระไม่ออกนอกห้อง ท่านประธานก็จะต้องเชิญเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้ามาเชิญตัวออกไป แต่ว่าในกรณีเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานลองทบทวนดูสิครับว่าขั้นตอนของท่านประธานทําต่อคุณวัชระนี่คือ ท่านประธานบอกว่าให้นั่งลง เมื่อคุณวัชระไม่นั่งลง ท่านก็เชิญเจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภา ให้มาเอาตัวออกไป ผมคิดว่ามันผิดขั้นตอนนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่า ท่านประธานต้องควรปฏิบัติตามขั้นตอนประเพณีปฏิบัติที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ด้วย คือผมคิดว่าคุณวัชระเขาไม่ได้ดื้อหรอกครับ แต่เพียงแต่ว่าเมื่อท่านประธานพิจารณาวินิจฉัยแบบนี้ ก็อาจจะมีการถือทิฐิกัน รักษาหน้ากัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ผมอยากจะให้ท่านประธานปฏิบัติตามขั้นตอนในการที่จะเชิญสมาชิกออกจากห้องประชุม โดยเคร่งครัดด้วยครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมให้เกียรติประท้วง แล้วก็ผมไม่ทักท้วง ไม่ตัดประเด็น ทั้ง ๒ ฝ่าย ผมพยายามให้เกียรติ แล้วผมจะให้เกียรติ อีกท่านเดียว ท่านสุดท้ายครับ ทีนี้ก็ต้องพูดกับท่านเทพไทครับ ท่านประท้วงผม ประเด็นครับ ผมว่าท่านลองไปศึกษาข้อบังคับใหม่ ประธานมีอํานาจในการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ได้เลยครับ ไม่จําเป็นต้องยืนขึ้นหรือเคาะค้อนครับ ไม่มีครับ เห็นว่าเหมาะสมจะใช้เมื่อไรก็ใช้ได้ทันที เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ได้ถูกต้องแล้วนะครับ แล้วท่านประธานได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดแล้วในการที่จะวินิจฉัย กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้นะครับ แล้วถ้าดูจากเหตุการณ์ตะกี้นี้ที่ท่านประธานบอกว่า มีท่านสมาชิกว่าให้ประธานยืนก่อน จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ในขณะนั้นต้องเรียนว่าตอนที่ ท่านประธานสั่ง มีสมาชิกเข้าไปห้อมล้อมผู้อภิปรายส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วทําให้ การกระทําการใด ๆ ที่จะทําให้ข้อบังคับเป็นไปด้วยตามกําหนดนั้น ผมเชื่อว่าเป็นไปด้วย ความยากเย็นแล้วก็ท่านประธานได้ใช้ความอะลุ่มอล่วยและความสุขุมใจเย็น ผมถือว่า สิ่งที่ท่านประธานได้วินิจฉัยนั้นถูกต้องแล้ว แล้วก็การประชุมเต็มไปด้วยข้อบังคับนั้นเป็นสิ่งที่ถูก ตามที่ท่านพายัพ ปั้นเกตุ ได้บอกนะครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนท่านประธาน ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอจบนะครับ เชิญท่านสุรจิตรครับ สมควรแล้วกระมังครับ ท่านสมาชิกครับ ผมให้แนวคิดกับสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ตอนนี้ เรากําลังทํากฎหมายสูงสุดของประเทศนะครับ คือเรื่องรัฐธรรมนูญ แล้วประชาชน เขาก็ติดตามดูอยู่เพราะมีการถ่ายทอดสด ถึงเตือนสมาชิกทั้ง ๓ ฝ่ายด้วยครับ ได้โปรดให้ เกียรติประชาชนเขาด้วยนะครับ ผมว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ เชิญครับท่าน

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเมื่อกี้ท่านประธานบอกว่าให้ผมได้ไปอ่านข้อบังคับในกรณีที่ท่านประธานได้ปฏิบัติต่อ คุณวัชระที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ถึงแม้ว่าจะเป็นสิทธิของท่านประธานก็ตาม ผมก็เลยกลับมาดูข้อบังคับในข้อ ๑๑๔ ที่เขียนบอกว่าผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับนี้ ประธานมีอํานาจเตือน ห้ามปราม ให้ถอนคําพูด ห้ามพูดในเรื่องที่กําลังปรึกษากันอยู่ ให้กล่าวขอขมาในที่ประชุมรัฐสภา หรือให้ออกจากที่ประชุมรัฐสภาโดยมีหรือไม่มีกําหนดเวลาครั้งนั้นก็ได้ครับ คือในกรณี คุณวัชระนี่ ท่านประธานไมได้ให้เขาออกนะ ท่านประธานบอกว่าให้นั่ง พอเขาไม่นั่ง ท่านประธาน บอกให้เจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภามาอุ้มตัวออกไป มาเชิญตัวออกไป ผมคิดว่ามันผิดขั้นตอน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ซึ่งเมื่อก่อนท่านประธานเคยปฏิบัติ ที่ท่านได้ฉายาว่าขุนค้อนนี่ เมื่อก่อนท่านยกค้อนขึ้นมาก่อนเลยนะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขออภัยครับ ท่านอ่านใหม่ เฉพาะบรรทัดแรก ท่านอ่านอีกรอบหนึ่ง

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ในวรรคสอง ผมก็เห็นแล้วว่าท่านประธาน จะใช้อํานาจให้ผู้ใดก็ได้ แต่ในกรณีของคุณวัชระ ผมคิดว่าท่านประธานต้องทํา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมมีอํานาจ จะใช้ข้อนี้ได้เลย เพราะผู้อภิปรายกระทําผิดข้อบังคับ และทักท้วงแล้ว เตือนแล้วหลายครั้ง ผมก็มีอํานาจใช้ข้อ ๑๑๔ ได้เลย ไม่ผิดหรอกครับ ขออนุญาตต่อเลยนะครับ พอแล้วกระมังครับ ผมว่าสมควรแล้วครับ ผมขออนุญาตจบครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านเทพไทครับ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

คือเป็นสิทธิของท่านประธานนะครับ ที่ท่านประธานบอกท่านจะใช้มาตรการอย่างไรก็ได้ แต่ผมอยากจะบอกว่าท่านประธาน ใช้อํานาจเกินเหตุ เป็นสิทธิของท่านประธาน เพราะท่านประธานใช้อํานาจเกินเหตุ ไม่เริ่มจากเบาไปหาหนักมันก็เกิดกรณีเช่นนี้ครับ ผมเลยตั้งข้อสังเกตให้ท่านประธานแค่นี้ครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ จะเกินเหตุ หรือไม่เกินเหตุ ผมว่าถามใจประชาชนเขานั่งดูอยู่ดีกว่า ผมขอจบครับ จบเถอะครับ เชิญท่านสุรจิตครับ ผมว่าจบ ท่านประสิทธิ์จบ นั่งเถอะครับ ผมว่าพอแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้มีเกียรติ จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมายืนล้อมผู้ขัดขืนคําสั่งประธาน ในเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ว่าผิดตามข้อ ๑๑๔ ท่านประธานได้ใช้อํานาจตามข้อ ๑๑๔ แล้วมีบุคคล หลายคนมาก จําชื่อไม่ได้แต่จําหน้าได้ มายืนรายล้อมผู้ถูกคําสั่งประธานที่ขัดขืนคําสั่ง ประธาน ร่วมกันผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ทําให้อํานาจประธานไม่มีความหมาย ไม่ได้รับ การเคารพ เป็นการกระทําที่ผิดข้อบังคับข้อนี้ ผมอยากให้ท่านประธานเตือนบุคคลเหล่านั้น หรือถ้าบุคคลเหล่านั้นยืนยันว่าตัวเองทําถูกก็จงให้ยืนยันมาว่ามีข้อบังคับข้อไหนที่ประธาน สั่งผู้นั้นออกจากที่ประชุมแล้วให้สมาชิกมายืนห้อมล้อม แสดงว่าท่านเหล่านั้นได้ช่วยกัน ทําผิดข้อบังคับข้อนี้ ทําให้การประชุมไม่เป็นไปตามปกติของข้อบังคับ ขอให้ท่านประธาน ได้เตือนบุคคลเหล่านั้นด้วย เพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกครับ ขอบคุณครับ

(นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ ผมขอต่อเลยได้ไหมครับ เชิญครับ ท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมจําเป็นต้องลุกขึ้นหารือ กับท่านประธานในกรณีที่เกิดขึ้นนี้เล็กน้อยครับ เพียงสัก ๑ นาทีเท่านั้น เพื่อให้เราได้รับ บทเรียนร่วมกันในการปฏิบัติเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ากรณีที่ท่านประธานได้มีคําสั่งให้ ตํารวจรัฐสภามาเชิญตัวคุณวัชระ เพชรทอง ออกจากห้องประชุม แล้วก็ใช้คําพูดว่า ให้อุ้มออกไป ถือว่าเป็นบาดแผลที่มีความร้ายแรงกับสมาชิกรัฐสภาอย่างยิ่ง ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิก หลายท่านที่ได้ลุกขึ้นให้คําเสนอแนะกับท่านประธานนี้มีความชอบด้วยเหตุผลนะครับ ท่านประธานมีอํานาจในการตัดสินใจแล้วก็ใช้วิธีในการดําเนินการเป็นลําดับ เป็นขั้นตอนได้อยู่แล้ว กรณีที่ท่านใช้คําพูดว่า ให้อุ้มตัวสมาชิกรัฐสภาออกจากห้องประชุมรัฐสภา นั้นต้องถือว่า เป็นมาตรการที่ร้ายแรงและเป็นการทําลายเกียรติภูมิของคนที่จะเป็นสมาชิกรัฐสภานี้อย่างยิ่ง ท่านต้องเข้าใจนะครับว่าพวกเราที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ทุกคนมาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชน เกียรตินี้ประชาชนให้มา เพราะฉะนั้นเพียงแค่ความเห็นทางการเมือง ที่แตกต่างกัน เพียงแค่การที่ไม่ยอมรับซึ่งกันและกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วงหนึ่ง ท่านจะใช้อํานาจ ในการทําลายเกียรติของสมาชิกรัฐสภาถึงขั้นให้ตํารวจรัฐสภาอุ้มตัวออกไปนี้ ผมคิดว่าไม่ควรจะ เกิดขึ้น และต้องเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่เป็นกรณีแรกนะครับ ท่านเคยใช้ กรณีนี้กับคุณวัชระมาแล้วครั้งหนึ่ง และก่อนหน้านี้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านรองประธานเจริญ จรรย์โกมล ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็ใช้วิธีเช่นนี้ ใช้คําว่า อุ้มสมาชิกรัฐสภา ออกไป ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกพวกเรามา อย่างน้อยที่สุด ในเขตเลือกตั้งที่สมาชิกรัฐสภาได้รับการเลือกตั้ง ได้รับความไว้วางใจ ได้รับเกียรติเข้ามา เขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ท่านประธานใช้มาตรการในเรื่องของการให้ ตํารวจรัฐสภาเข้ามาเชิญตัวสมาชิกรัฐสภาออกไปนะครับ วิธีการแก้ปัญหาอื่น ๆ มีเยอะแยะ นะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้กรุณาแนะนํากับท่านประธานแล้ว ก็ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย นะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิชาตครับ ถ้าเป็นอย่างที่ ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ผมคงไม่ทําอย่างที่เห็น แต่ข้อเท็จจริงประชาชนเขาก็ดูอยู่ตลอด เป็นเรื่องของ การทําผิดข้อบังคับต่อเนื่องซ้ําซาก ทักท้วงแล้วทักท้วงอีก ให้โอกาสแล้วให้โอกาสอีก จนทําให้ การประชุมมันจะดําเนินการต่อไม่ได้ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ซึ่งผมได้วินิจฉัยไปแล้ว เชิญท่านสุรจิตครับ ท่านจบแล้วครับ นั่งเถอะครับ อย่าประท้วงคําวินิจฉัยของประธานเลยครับ ผมไม่ได้หาครับ ผมทักท้วงก็อย่างที่เห็น ๆ ก็ทักท้วงหลายครั้ง ท่านนั่งเถอะครับ พาดพิง คําวินิจฉัยของประธานคงไม่อนุญาตนะครับ เชิญท่านสุรจิตเถอะครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นประท้วงท่านประธานตามที่ท่านสุนัย จุลพงศธร เคยแนะนําไว้ คือข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานได้พูดจาออกไปนั้นทําให้ผมเสียหาย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง กล่าวหาว่าผมทําผิดข้อบังคับซ้ําซาก ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานได้กรุณามีใจเป็นธรรมและใจเย็นสักนิดหนึ่ง ท่านประธานจะรู้ว่า การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละท่านจะอภิปรายในคําที่ตนเองได้แปรญัตติเอาไว้นั้น ก็จะมีการเกริ่นนําและนําเข้าสู่เรื่อง ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า คําวินิจฉัยของท่านประธานนั้นท่านวินิจฉัยในสิ่งที่ผิดจากข้อเท็จจริงและผมไม่อาจที่จะ ยอมรับได้ จึงกราบเรียนท่านประธานทราบ และยินดีปฏิบัติตามท่านประธานทุกประการ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านก็พูด ผมก็พูดนะครับ แต่เราทั้งคู่ต้องเกรงใจประชาชนเขาดูอยู่ครับ อะไรเป็นอะไรประชาชนเขาทราบครับ แล้วผมเชื่อว่า ผมนั่งอยู่บนนี้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของพวกเราโดยรวมครับ ผมมั่นใจในตัวผมครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตจริง ๆ ครับ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรตินั้นได้กล่าวอ้างอย่างนี้หลายครั้ง ผมเป็นนักกฎหมายครับท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกก็เป็นนักกฎหมาย เวลาคุยกัน แนะนํากันนั้นผมแนะนําให้ปฏิบัติตามกติกา ข้อบังคับของสภาเป็นหลัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อํานาจของท่านประธานนั้นมันถูกระบุโดยพวกเราเขียนข้อกติกานี้กันเอง ก็ขอกราบเรียน อีกครั้งหนึ่งครับ อย่าได้อ้างสิ่งเหล่านี้ว่าผมแนะนําให้กระทําผิดข้อบังคับเลยครับ ถ้าสภาของเรา เราไม่เคารพกติกากัน เราจะออกกฎหมายไปบังคับใช้ประชาชนได้อย่างไร ดังนั้นวันนี้ อย่างน้อยที่สุดต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ให้ความอะลุ่มอล่วย ประคับประคอง ไม่ให้เกิดการกระทําผิดอันเกินเหตุ เกินเลย และนับแต่นี้ต่อไปครับ สิ่งที่ท่านทํา ไม่ได้ทําให้ผม ไม่ได้ทําให้ท่านประธานครับ แต่ทําให้แก่ระบบรัฐสภา ทําให้แก่ ประชาชนเพื่อให้สภานี้ศักดิ์สิทธิ์ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอแล้วครับ คงไม่อนุญาตใครแล้วครับ เชิญท่านสุรจิตเถอะครับ พอแล้วครับท่านประสิทธิ์ครับ แล้วก็อย่าโกรธ นะครับ ผมว่าพอแล้วครับ นิดเดียวก็ไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านสุรจิตเชิญครับ นั่งเถอะครับ สมควรแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านสุรจิตครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นะครับ กระผมเคยบอกท่านประธานไว้แล้ว กระผมชื่อเล่นชื่อเจี๊ยว เตือนได้นะครับ ไม่เป็นอะไร ขอให้ท่านประธานอารมณ์ดีแล้วกัน คือกระผมได้ขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๑ นะครับ และขอสงวนไว้ในการแก้ไขเพิ่มเติมในวรรคหนึ่ง วรรคสี่ วรรคห้า ส่วนวรรคหกนี้กระผม ได้ขอตัดออกทั้งวรรคนะครับ ก็โดยเป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล มิได้ประสงค์จะแก้ไข หากประสงค์จะจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั้งฉบับนะครับ โดยไม่ชัดเจนว่าเป็นความต้องการที่ยึดโยงกับประชาชน เพราะว่าร่างของประชาชนอีก ๓ ฉบับนี้ ไม่ได้ถูกนําเข้ามาพิจารณาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นโจทย์จึงไม่ชัดว่าควรจะแก้ไขยกร่างใหม่ อะไรบ้างนะครับ กระผมจึงจําเป็นต้องขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งก็คงจะเป็น ปราการสุดท้ายแล้วนะครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นว่าอะไรแก้ได้ อะไรที่ไม่จําเป็นต้องแก้ เพราะเป็นหลักการพื้นฐานนะครับ แล้วก็ข้อสําคัญที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะดีจะชั่วอย่างไรก็เป็นฉบับแรกฉบับเดียวที่ได้ผ่านการลงประชามติของประชาชน ทั้งประเทศมานะครับ แล้วก็ที่เราจะแก้ครั้งนี้เราก็ไม่ได้ไปถามเขาก่อนนะครับว่าจะยอมให้แก้ไหม แต่เราจะไปถามเมื่อแก้เสร็จแล้ว ในวรรคแรกของมาตรา ๒๙๑/๑๑ กระผมได้ขอเพิ่มข้อความ ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมิเพียงแต่มีหน้าที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นนะครับ แต่จะต้องจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมาด้วยนะครับ เพราะว่าหากเป็น การจัดทํารัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับซึ่งเท่ากับยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ เดิมไป ก็คือเมื่อแม่ถูกฆ่าตาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเป็นลูกที่อาศัยแม่เกิดมา ก็ต้องตายตกตามกันไปด้วย จะทําอย่างไร เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานะครับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แล้วก็ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน และ ป.ป.ช. เหล่านี้นะครับ อันนี้ผมจึงจําต้องแปรญัตติตั้งแต่วรรคแรกที่ว่าเดิมนี้ทางคณะกรรมาธิการกําหนดไว้ ๑๘๐ วัน ผมก็ขยายเป็น ๑ ปีนะครับ ในวรรคหนึ่งนี้นะครับ ส่วนในวรรคสี่ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นในแต่ละหมวดทุกหมวดให้ทั่วทุกจังหวัดด้วยนะครับ ก็คือต้องมี ๗๗ เวที ไม่ใช่เฉพาะเวทีภูมิภาคนะครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่า รัฐธรรมนูญนี้มีตั้ง ๑๖-๑๗ หมวดนะครับ เหตุผลของกระผมก็มาจากประสบการณ์ ของกระผมเองที่ได้เคยเป็นคณะกรรมาธิการสามัญศึกษาพิจารณาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ของวุฒิสภา ซึ่งเราก็ใช้วิธีเรียงหมวด เรียงมาตราในการพิจารณานะครับ กระผมจึงเห็นว่าในกระบวนการรับฟังจะต้องพิจารณาแบบเรียงหมวด เรียงมาตราจึงจะได้ประโยชน์ เป็นกระบวนการเรียนรู้ของภาคประชาชนไปพร้อมกันด้วย เพราะว่าแต่ละจังหวัดก็มี สสร. ในแต่ละจังหวัดอยู่แล้วนะครับ ไม่เหลือวิสัยที่จะทําได้ แล้วก็รัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ของเข้าใจง่าย จําเป็นต้องเห็นความเชื่อมโยง และใช้เวลาในการพิจารณานะครับ กระผมก็ขอพูดต่อเนื่องไป ในวรรคห้าด้วยเลยนะครับ ที่กระผมแปรญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมจากที่คณะกรรมาธิการ กําหนดให้เพียงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปัตย์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ ความจริงอันนี้ก็ไม่ใช่เป็นข้อที่ท่านใจดีอะไรนะครับ ท่านก็เอามาจากมาตรา ๒๙๑ (๑) นั่นเองนะครับ แล้วก็เนื้อหารายละเอียดก็จะอยู่ในหมวด ๑ หมวด ๒ แต่ว่ากระผมขอเพิ่มข้อห้ามเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด ๑๐ หมวด ๑๑ หมวด ๑๒ รวมทั้งการแก้ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนสาระสําคัญแห่งสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทํามิได้ด้วยนะครับ ซึ่งอันนี้ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในหมวด ๓ เรื่องสิทธิชุมชน เรื่องการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารนะครับ สิทธิของชุมชนในการดูแล มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรนะครับ เหตุผลที่กระผมขอแก้ไขดังกล่าวนี้นะครับ ผมก็อยากจะขออิงรายงานการศึกษา การบังคับใช้ รัฐธรรมนูญของวุฒิสภาเพียงสั้น ๆ นะครับ ซึ่งเราก็ได้ใช้เวลา ๒ ปี ๒ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๓ มีการประชุมกัน ๕๕ ครั้ง เพื่อให้เกิด ความชัดเจนว่าการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้างนะครับ ผลการศึกษา ในหมวด ๑ ก็คือมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๗ ไม่พบปัญหาการบังคับใช้ อันนี้ก็จึงเป็นเหตุผลที่ กระผมใช้ประกอบว่ามาตรา ๑ ควรจะคงไว้ ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอันนี้กรรมาธิการ ก็คงเห็นตรงกันอยู่แล้ว แล้วก็หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ก็ไม่พบปัญหา การบังคับใช้

ส่วนในหมวด ๑๐ หมวดที่เกี่ยวกับศาล มาตรา ๑๙๗ ถึงมาตรา ๒๒๘ พบปัญหาการบังคับใช้เป็นบางมาตรา แต่ว่าปัญหาที่พบนั้นไม่ใช่ในแง่หลักการ เป็นเรื่อง ปัญหาวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีบางอย่างเช่น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองแบบนี้นะครับ ซึ่งกําหนดให้มีศาลเดียว แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องอัตรากําลัง ของหน่วยงาน ซึ่งเรามีความเห็นว่าน่าจะใช้ ๒ ศาล คือมีศาลอุทธรณ์ด้วยนะครับ

แล้วก็ในหมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็พบปัญหาเป็นบางมาตรา หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจของรัฐก็พบปัญหาเป็นบางมาตรา อย่างเช่น ความไม่ชัดเจน ซึ่งความจริงผมคิดว่าชัดเจน อย่างมาตรา ๒๖๖ เกี่ยวกับการใช้สถานะหรือตําแหน่งของ ส.ส. ส.ว. ซึ่งตอนนี้ก็มีคําพิพากษาศาลในเรื่องกรณีน้ําท่วมแล้วนะครับว่าถ้าเพื่อประโยชน์ สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์พรรคก็ทําได้เมื่อเกิดมีมหาอุทกภัยนะครับ

สรุปง่าย ๆ ว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคห้า กระผมได้ขอตัดแก้ข้อความ ออกบางส่วน และเพิ่มข้อความใหม่บางส่วนว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง บทบัญญัติในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ หรือจะมีผลเปลี่ยน สาระสําคัญแห่งสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทํามิได้ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ผม ขอแก้ไขเพิ่มเติม โดยผมขอให้เหตุผลประกอบเพิ่มก็คือ ในหมวด ๑๐ ก็คือศาลประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คงหลักการเดิมของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญลดจํานวนตุลาการจาก ๑๕ คน เหลือ ๙ คน นอกนั้นก็หลักการเดิมหมด เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจะต้องไปแก้ไขอะไรนะครับ

หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญก็มี ๒ ประเภท คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอิสระทั้ง ๔ องค์กรนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คงหลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่แก้ไขเหตุแห่งการพ้นตําแหน่ง ขององค์กร กกต. โดยเพิ่มการกําหนดโทษถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมทั้งการยุบพรรคนะครับ ซึ่งตรงนี้เราก็ได้มีการถกแถลงกันในวาระที่หนึ่งไปแล้ว ก็เห็นว่า ถ้าไม่ได้ไปแก้หลักการก็เพียงแต่ว่าเอาตัวผู้กระทําผิดกับกรรมการบริหารพรรคผู้รู้เห็น สําหรับองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินนี่ก็คงหลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ ซึ่งก็พัฒนาต่อมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ แล้วก็แก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๓๘ โดยเพิ่ม กระบวนการสรรหา อันนี้เราก็มีการถกกันไปแล้วในวาระที่หนึ่ง แต่ว่าหลักการก็คือ ทําอย่างไรให้ห่างไกลจากการแทรกแซงจากการเมืองและอํานาจบริหารนะครับ แล้วเราก็ มาเพิ่มที่ต่างไปจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือเพิ่มอํานาจในการติดตามการปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มี ตรงนี้ที่เพิ่มมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่ก็จะได้มี หน่วยงานที่ติดตามการปฏิบัติ การบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น ผมก็เห็นว่าไม่เสียหาย ตรงนี้ก็ไม่ควรจะเปลี่ยนแปลงครับ สําหรับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ เช่น ป.ป.ช. คตง. อันนี้ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่นะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ เหมือนกัน ก็ไม่จําเป็นต้องแก้นะครับ สําหรับในหมวด ๑๑ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สําหรับองค์กรอัยการมีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นครั้งแรกนะครับ ก็เพื่อให้พนักงานอัยการ มีอํานาจคงเดิม แต่ว่ารับรองการปฏิบัติหน้าที่ให้ชัดเจนขึ้น ให้มีอิสระและไม่ถูกครอบงํายิ่งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้พนักงานอัยการใช้อํานาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ จึงห้ามมิให้เป็น ที่ปรึกษาหรือดํารงตําแหน่งอื่นในรัฐวิสาหกิจนะครับ เว้นแต่ มันก็มีช่องโหว่อยู่หน่อยว่า ถ้ากรรมการอัยการอนุมัติ ถ้าจะมีข้อบกพร่องก็อาจจะมีอยู่ตรงนี้ แต่ว่าไม่ใช่ข้อบกพร่อง ในเจตนารมณ์นะครับ สําหรับองค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอันนี้เป็นไปตามหลักการเดิม ไม่มีการแก้ไขอะไรเลย

ในหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจของรัฐ เหตุผลที่ผมต้องการให้คงไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะหมวด ๑๒ ประกอบด้วย ๔ ส่วนนะครับ คือการตรวจสอบทรัพย์สิน การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การถอดถอนจากตําแหน่ง การดําเนินคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผมก็จะขออภิปรายโดยสรุปว่า เป็นการคงหลักการ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คงหลักการเดิมตามนั้น ในเรื่อง การตรวจสอบทรัพย์สินนะครับ ในเรื่องการกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ก็เพิ่มให้ ครอบคลุมถึง ส.ว. คือสมาชิกวุฒิสภานะครับ แล้วก็ห้ามไม่ให้สมาชิกรัฐสภาก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานของรัฐใน ๓ เรื่อง ก็คือในการปฏิบัติราชการในหน้าที่ ของข้าราชการ ลูกจ้าง ในการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตําแหน่ง เลื่อนเงินเดือน ในการพ้นจากตําแหน่ง ๓ ประการนี้เขาห้ามไว้ ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นข้อห้ามที่ดีอยู่แล้ว ขนาดรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้อย่างนี้ การเมืองก็ยังแทรกแซง เพราะว่าจริง ๆ แล้วรัฐสภา มีกลไกที่จะตรวจสอบผ่านกลไกกรรมาธิการอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ให้กระทําในนามส่วนตัวได้นะครับ การถอดถอนจากตําแหน่งนี่ก็คงหลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ โดยกําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการเพิ่มเติมในกระบวนการถอดถอนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จัดทํารายงานสรุปพยานหลักฐานให้ความเห็นก่อนส่งไปยังวุฒิสภานะครับ สําหรับ การดําเนินคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี่ก็คงหลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ เพียงแต่เพิ่มหลักการให้มีผู้ไต่ส่วนอิสระนะครับ อันเป็นข้อที่เพิ่มมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อันนี้ก็เพื่อรักษาสิทธิของผู้เสียหายให้ดีขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า ป.ป.ช. ไม่ดําเนินการไต่สวนหรือดําเนินการล่าช้านะครับ ผู้เสียหายก็อาจใช้สิทธิร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นได้ อันนี้เป็นการปฏิบัติ ที่ดีขึ้น สรุปนี่ก็คือเหตุผลที่กระผมขอแปรญัตติให้คงในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ ไว้นะครับ ในการอภิปรายคราวที่แล้วผมพูดเร็วไปหรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ ผมเคยเสนอว่าหลักสูตรพัฒนาการเมืองของสถาบันพระปกเกล้าอาจจะช่วยไม่ได้ อาจจะต้อง ส่งไปฝึกอบรมต่อที่โรงเรียนสําหรับผู้มีพรสวรรค์ทางการเกษตร ชาวบ้านเขาบอกว่าฟังไม่ทันว่า ชื่อโรงเรียนอะไรนะครับ ชื่อโรงเรียนกาสรกสิวิทย์นะครับ อยู่ที่จังหวัดสระแก้ว ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนคร มาฉิม เชิญครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะอภิปราย ในเนื้อหา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการทุกท่าน เนื่องจากว่ามีการพิมพ์ตกหล่นในสาระสําคัญ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมได้แปรญัตติแล้วก็ สงวนคําแปรญัตติไว้โดยให้เพิ่มวรรคหนึ่งต่อจากบรรทัดสุดท้ายนะครับ หากไม่สําเร็จภายในกําหนด ให้นํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน แต่ปรากฏว่า อันนี้หน้า ๒ นะครับ ที่ผมแปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ ส่วนหน้า ๒๒๖ รายงานของคณะกรรมาธิการไม่ได้ระบุไว้ ตามคําแปรญัตติซึ่งถือว่าตกหล่นในสาระสําคัญ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ได้ให้คณะกรรมาธิการได้ตรวจสอบก่อนแล้ว ถ้าเกิดว่าคณะกรรมาธิการยอมรับว่าตกหล่น ผิดพลาด บกพร่องไปนะครับ ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญที่ผมเตรียมเหตุและผลในการที่จะ อภิปราย ผมจะขออนุญาตที่จะอภิปรายในรายละเอียด ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ก่อนนะครับ ในระหว่างที่ทางกรรมาธิการกําลังพิจารณาตามข้อปรึกษาหารือที่กระผมได้นําเรียน ท่านประธานเมื่อสักครู่นะครับ ผมจะขออนุญาตที่จะอ่านโดยย่อ ๆ กับบทมาตรา มาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกําหนดเวลา ๑๘๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก อันนี้ผมจะเพิ่มไปว่า หากไม่เสร็จภายในกําหนดให้นํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน ซึ่งตกไปทั้งหมดนะครับ ตามที่ผมได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้

ส่วนในวรรคสองก็คือ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างก็ได้ อันนี้ผมไม่ได้แก้ แต่ว่าได้ฟังเพื่อนสมาชิกแล้วก็ไม่ได้ขัดข้องต่อเสียงข้างมาก

ส่วนในวรรคสาม การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ซึ่งอันที่จริง ผมคัดค้านแล้วก็แสดงความคิดเห็น แสดงเหตุและผลไว้ในมาตราก่อนหน้านั้น แต่เนื่องจากว่า ได้ลงมติแพ้ไปแล้วด้วยเสียงข้างมากว่าให้เอาตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในประเด็นนี้ ผมจึงไม่ได้ติดใจ

ส่วนในวรรคสี่ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการ ความเดิมก็คือ จัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งผมได้แก้นะครับ เพราะว่าไม่เห็นด้วย แล้วก็ไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีวิธีการที่จะฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั่วทุกภาคว่าจะใช้มาตรฐานอะไร ใช้กฎเกณฑ์ ใช้กติกาอะไร ถึงจะเป็นที่ยอมรับ ของประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกภูมิภาค แล้วก็จะทําให้ประชาชนได้มีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในอนาคตเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ผมจึงขอแก้ท่านประธานที่เคารพ แปรญัตติว่า ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการทําประชามติทั่วประเทศ ตามกฎหมายในการทําประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในระหว่างนี้ผมจะรอฟังว่า คณะกรรมาธิการยอมรับในความบกพร่องผิดพลาดจากรายงานหน้าที่ ๒๒๖ ที่ผมได้ขอให้ หยิบยกเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาบังคับใช้แทนได้หรือไหม อันนี้ขออนุญาตที่จะรอฟังคําตอบ จากท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นท่านต่อของท่าน ที่สงวนไว้เมื่อกี้ เช็ก (Check) แล้วครับ มีครับ ท่านว่าเลยครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ตกลงกรรมาธิการ ยอมรับว่าผมแปรญัตติไว้นะครับ ใช่ไหมครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช่ครับ เชิญเลยครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะแสดงเหตุผล ผมขออนุญาตที่จะเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ที่มีบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปโดย คณะรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ อันที่จริง ผมได้มีโอกาสเข้ามาทํางานการเมืองครั้งแรก เนื่องจากว่าได้ผ่านการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็คือฉบับนี้ ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาที่ไปมากเหลือเกิน แล้วก็ถือว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังชื่นชม ผมยังมีความหวังว่านับจากที่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ แล้ว การเมืองไทยจะมีการปฏิรูปกันครั้งใหญ่อย่างจริงจัง การเมืองไทยจะมีการพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติในฐานะเจ้าของประเทศก็คือประชาชน อย่างแท้จริง ที่ผมมุ่งหวังแล้วก็คาดหวังมากที่สุดก็คือการปฏิบัติหรือดําเนินนโยบายของ ทุกรัฐบาลตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานย่อ ๆ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่อาจจะได้ฟังบ้าง หรือว่าติดภารกิจการงานบ้าง ไม่ได้ฟังอย่างต่อเนื่อง ได้กราบเรียนว่าข้อดี ข้อด้อย แล้วก็จุดอ่อน จุดแข็งของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คืออะไรบ้าง และเป็นเหตุเป็นผลที่ผมเองจะหยิบยกขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความเห็นในการแปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยกไว้ ๔ มาตรา ขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด ๕ มาตรา ๘๓ รัฐต้องดําเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม มันสะท้อน ให้เห็นถึงว่าในปัจจุบันและในช่วงที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ําทางสังคมยังมีอยู่มากครับ คนจนยิ่งจนลง จนลง จนลง แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะก้าวข้ามพ้นความยากจนและหนี้สินได้ แต่คนรวยจํานวนน้อยกลับยิ่งรวยขึ้น รวยขึ้น รวยขึ้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีมากเหลือเกิน นําไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม นําไปสู่ปัญหาที่หมักหมมทางสังคมมาอย่างยาวนาน ผมขอชื่นชม ผลงานวิจัยของท่านศาสตราจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ท่านเป็นอาจารย์ที่ผมได้ชื่นชมว่า ท่านได้ทํางานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านรัฐศาสตร์อย่างเป็นกลางแล้วก็เป็นธรรม จึงมีอิทธิพลต่อการกําหนดมาตรา ๘๓ ก็คือรัฐจะต้องให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เพื่อลดมาตรการความเหลื่อมล้ําทางสังคมให้แคบลง ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ช่องว่างระหว่างคนจน กับคนรวยห่างกัน ห่างกัน ห่างกัน จนทรัพยากรหรือความมั่งคั่งของชาติไปกระจุกตัวอยู่กับ กลุ่มที่มีทุน กลุ่มที่มีอิทธิพล กลุ่มที่มีอํานาจไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูล แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือข้อดีข้อที่ ๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งมาจากประชาชนครับ แล้วก็กราบเรียนย้ํากับท่านประธานว่า ผมยังภูมิใจอยู่ลึก ๆ ว่า ก่อนที่จะมีการโค่นล้มรัฐบาลของ พลเอก สุจินดานั้น ผมเองเป็นคนหนึ่งครับ แม้ว่า จะไม่ปรากฏชื่อหรอก แต่ได้ร่วมเดินขบวน มีท่าน พลตรี จําลองเป็นหัวหน้าคณะที่ถนนราชดําเนิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๓๔

ในมาตรา ๒ ในข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือมาตรา ๘๔ รัฐต้อง จัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม จัดหาแหล่งน้ําเพื่อเกษตรกรรม ให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ของเกษตรกร กําหนดไว้ชัดเจนท่านประธานที่เคารพครับ เป็นเหตุและผลที่ผมติดตามว่า รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านสมชาย ท่านสมัคร ท่านอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลที่จะมีขึ้นในอนาคตว่า ในโอกาสต่อไปใครที่มาเป็นรัฐาธิปัตย์ ใครที่มาบริหารจัดการ เงินภาษีอากรของประชาชนในนามของรัฐบาล จะต้องถือกรอบหรือแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศและนําพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ในทุกมิติ อย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความขัดแย้งเป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศในแทบจะทุกด้าน นําไปสู่ความล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ ในด้านสังคม และการเมืองอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นสําหรับประเทศของเรา ซึ่งบรรพบุรุษได้สั่งสมสิ่งที่ดีงามไว้ จํานวนมาก แล้วก็ทรัพยากรมีความพรั่งพร้อมที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้ แต่ตอนนี้ครับ สมัยก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ภาคการเกษตรของเราไม่ได้ด้อยกว่าที่ไหนเลย แต่ตอนนี้เรากลับ วิ่งตามหลัง และมีหลายประเทศกําลังแซงเราในภูมิภาค

มาตรา ๓ ขออนุญาตยกตัวอย่างทั้งหมดแค่ ๔ มาตรา ท่านประธานครับ ก็คือมาตรา ๘๕ รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ ตอนนี้สหกรณ์อ่อนแอครับ ระบบสหกรณ์ยังอ่อนแออยู่ เสียดายที่รัฐบาลควรที่จะดําเนินการอย่างจริงจัง

อันที่ ๕ ก็คือ มาตรา ๘๖ รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรวัยทํางานมีงานทํา คุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม เป็นฉบับย่อ ๆ ที่ผมขออนุญาต หยิบยกสิ่งที่ดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐

ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อดีอื่น ๆ มีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็น คตง. ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือองค์กรอื่น ๆ เพื่อที่จะ ช่วยกันพยุง คุ้มครองสิทธิหรือผลประโยชน์ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่านประธาน ที่เคารพครับ แต่เสียดาย แม้ว่าเราจะมี แต่ก่อนเป็น ป.ป.ป. ตอนนี้เป็น ป.ป.ช. แต่การทุจริต การคอร์รัปชันและการเอาผิดต่อผู้ที่กระทําการทุจริตคอร์รัปชันต่อเงินภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นข้อเท็จจริง ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน การออกเอกสารสิทธิ และกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ ได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่าน พลตํารวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ อยู่ในซีกของรัฐบาล ท่านเป็นคนตรงจริง แล้วก็ได้พา คณะกรรมาธิการไปตรวจสอบการทุจริตการออกโฉนดที่ดินทับที่ป่าที่จังหวัดเชียงราย ก็คือดอยแม่สลองและกิ่วทัพยั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เคยถูกขู่ปองร้ายเอาชีวิต แต่ผมไม่ได้สนใจ เพราะว่าถ้าเกิดผมตาย ผมก็เชื่อว่าคนอื่นจะมาสานต่อ และกฎกติกา หรือกลไกของกฎหมายจะถูกบังคับใช้ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ป.ป.ป. ได้มีมติมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ จนปัจจุบันเกือบ ๑๘ ปีเต็ม กระบวนการในการเพิกถอนการทุจริตที่ออกโฉนดผิดในการทับที่ป่านั้นยังไม่ดําเนินการไปถึงไหนครับ อันนี้คือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่ประเทศได้รับ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระทั่งสถิติ หรืออันดับในการจัดอันดับคอร์รัปชันของประเทศ ใน ๑๘๑ ประเทศ ประเทศไทย อยู่ที่อันดับ ๗๘ คะแนนเต็ม ๑๐ ประเทศไทยได้ ๓ กว่า ๆ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฮ่องกง ประเทศอื่น ๆ มีการทุจริตน้อยมาก ก็ทําให้ประเทศของเขาพัฒนา ความเจริญ ความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างมาก เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีหลายอย่าง ซึ่งผมจะไม่อธิบายทุกหมวด ทุกประเด็น แต่จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มี เช่น การตรวจสอบการทุจริตของนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ กําหนดไว้ว่า ถ้า ส.ส. จะยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี จะต้องใช้เสียง ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ก็คือ ๑๐๐ คน จาก ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน แต่ถ้าเกิดว่านายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นํา ของรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือคอร์รัปชัน จะต้องใช้เสียง ส.ส. ๒ ใน ๕ ก็คือ ๒๐๐ คน จาก ส.ส. ๕๐๐ คน ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อน ทําให้กระบวนการในขณะนั้นมีการควบรวม พรรคการเมือง มีการดึงจํานวน ส.ส. เพื่อไม่ให้ถึงในซีกของฝ่ายค้านถึง ๒๐๐ เสียง หรือ ๒ ใน ๕ ทําให้มีกระบวนการในการทุจริตหลายอย่างที่ถูกกล่าวในขณะนั้น ซึ่งแน่นอนครับ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องก็คงจะต้องเข้าไปตรวจสอบตามวิถีของตนเอง แต่สุดท้ายครับ กลุ่มประชาชนจํานวนหนึ่งได้เรียกร้องขึ้นมา ก็คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นํามาสู่การตรวจสอบทางสังคมโดยกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถ ที่จะตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์แทนพี่น้องประชาชนได้ นําไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และความแตกแยกในสังคมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้น คณะรัฐประหารนําโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งตอนนี้ท่านก็เป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่ด้วย ก็ได้ยึดอํานาจการปกครองเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ผมสรุปในส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ย่อ ๆ เพียงเท่านี้

ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จุดอ่อนก็มีครับ ในขณะเดียวกัน จุดแข็งก็มีปรากฏอยู่ไม่น้อย จุดแข็งผมถามผู้ร่างหลายท่านว่าทําไมท่านถึงยุบพรรคการเมือง ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองบางคนไม่ได้รู้เห็น ไม่ได้เป็นใจ ไม่ได้มีส่วนร่วม แต่ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ว่า ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตวรรคสุดท้ายนิดเดียวนะครับ มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง บอกว่า ถ้าการกระทําของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทําการเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกําหนดเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่มีคําสั่งให้ ยุบพรรคการเมือง ผมถามว่าท่านเห็นเป็นอย่างไร ทําไมถึงใช้มาตรการนี้ในการยุบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าต้องใช้ยาแรงในการที่จะแก้ไขสภาพทางการเมือง

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนครครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายได้อภิปรายมาผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วก็ออกไปไกลเลยครับ ท่านประธาน ช่วยดึงกลับมาหน่อยครับท่านประธาน ให้อยู่ในเงื่อนไขที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงบอกกับผมว่าคําสงวนของท่านนครมันตกหล่นไปในเรื่องให้นํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับมาใช้ แล้วท่านกําลังชี้ให้เห็นว่าประเด็นที่ให้เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ มันมีข้อดีอะไร อย่างไร แบบไหน ซึ่งก็อยู่ในประเด็นอยู่ ก็น่าจะจบแล้วครับ เชิญครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ท่านให้ความเป็นธรรมและเป็นกลาง ต้องขอชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ของ ท่านประธาน ผมอยู่ในประเด็นทุกอย่าง แล้วก็ก่อนที่จะอภิปรายจะไม่ให้อภิปรายซ้ําประเด็น กับเพื่อนสมาชิก แล้วก็จะรักษาเวลาในการอภิปรายโดยเคารพ แล้วก็ให้เกียรติต่อ ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือข้อด้อยของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะท่านไปยุบพรรคการเมืองซึ่งผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะยืนอยู่ในซีกไหน ผมไม่เห็นด้วยที่จะใช้กระบวนการในการยุบพรรคการเมือง เพราะผมต้องการว่าการยุบพรรคการเมืองนั้นเป็นการตัดวงจรในการที่จะให้พรรคการเมือง พัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบัน เช่น อารยประเทศ แต่ผมต้องการให้ดึงกลับมาใช้ว่าใครทําผิด ส่วนตัวคนนั้นรับผิดเฉพาะตน ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมขออนุญาตที่จะ กราบเรียนท่านประธาน แต่ถ้าเกิดว่า สสร. ที่มีขึ้น หรือที่จะมีขึ้น ไม่สามารถที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีมาตรฐานเหนือกว่า สูงกว่า หรือเป็นมาตรฐานเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ไม่สามารถที่จะใช้กรอบเวลา ๒๔๐ วันตามที่ท่านได้รับฉันทานุมัติตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ก็ควรที่จะนําเอารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาบังคับใช้แทน อันนี้คือเหตุและผล แล้วก็อยากจะชี้ต่อท่านประธานให้เห็นถึงข้อดี ข้อด้อย แล้วก็ข้อเด่น

ส่วนวรรคสี่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องจัดให้มีการทําประชามติทั่วประเทศ เหตุผลที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า รัฐธรรมนูญก่อนที่จะนําเข้าไปสู่การพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของ คนไทยทั้งประเทศ เพราะว่าท่านผ่านมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละท่านตามมาตราก่อน ๆ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบโดยเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพ แต่อย่างน้อยที่สุดนะครับ ควรที่จะให้พี่น้องประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ในฐานะ เจ้าของอํานาจที่แท้จริง ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียว่าเขาจะเป็นผู้กําหนดทิศทางของประเทศ ด้วยตัวของเขาเอง และเคารพเสียงส่วนใหญ่ เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ เคารพเสียงส่วนน้อย เพื่อให้ประเทศของเราข้ามพ้นจากปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยก และพัฒนาในทุกด้าน ทุกมิติอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมได้ ท่านประธานที่เคารพ ควรที่จะให้ สสร. เสนอร่าง เพื่อขอความเห็นชอบว่าการยกร่างแบบนี้นะครับ มีเค้าโครงแบบนี้ มีโครงสร้างของประเทศ แบบนี้ มีวิธีการในการบริหารชาติบ้านเมืองแบบนี้ เบื้องต้นประชาชน ๖๕ ล้านคน ในฐานะ เจ้าของประเทศเห็นชอบด้วยหรือไม่ ถ้าเกิดว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เอา ไม่ต้องการให้แก้ ประชาชนจะล้มก่อนครับ ประชาชนจะล้มก่อนว่าไม่ต้องแก้แล้ว ก็คือจบกันไป แต่ถ้าเกิดว่า ประชาชนเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรที่จะแก้ เอาเลยครับ เรามาเดินหน้ากันต่อ แล้วก็คัดเลือก เฟ้นเอาสิ่งที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด เป็นธรรมที่สุด เป็นกลางที่สุด และนําเอารัฐธรรมนูญ ให้ยกอยู่เหนือระดับความขัดแย้งทางการเมือง นําเอาไปเป็นแม่แบบ เป็นบรรทัดฐาน เทียบเท่ากับสากลให้จงได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการ เพราะฉะนั้นผมจึงขอกราบเรียน ท่านประธาน และกราบเรียนไปยังคณะกรรมาธิการว่าขอได้ไหมครับให้ทําประชามติ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านตรึงใจ บูรณสมภพ เชิญครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้แปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ เพราะเห็นว่า มาตรานี้มีความสําคัญกับประเทศชาติเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศนะคะ อย่างไรก็ตาม สมาชิกรัฐสภาทุกคนรวมทั้งประชาชนที่สนใจเกี่ยวกับบ้านเมืองก็ทราบอยู่แก่ใจว่า การที่รัฐบาลลุกขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้เพื่ออะไรแล้วก็ทําเพื่อใคร เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐสภาท่านก็สามารถ ทําได้อยู่แล้ว ไม่จําเป็นจะต้องมาฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทิ้งไปทั้งฉบับ แต่เมื่อท่าน จะแก้ไขด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่นี้ทิ้งไป ดิฉันก็จะขอพูดในประเด็นที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ ตั้งแต่ในวรรคแรก มาตรา ๒๙๑/๑๑ ดิฉันได้ขอแปรญัตติว่า ก่อนการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดําเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ว่าจะให้มีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบเกินกว่าร้อยละห้าสิบ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้เสร็จภายในกําหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ถัดจากวันประกาศผลการออกเสียงประชามติ หากคะแนนการออกเสียงประชามติเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่เห็นชอบกับการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่

(นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านตรึงใจครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านนิยม

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้กําลังอภิปรายตามข้อ ๔๓ ใส่ร้าย เสียดสี ผู้อภิปรายบอกว่าพวกผมมาฉีกรัฐธรรมนูญ ผมเป็นคนหนึ่งที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ผมเสียหายท่านประธาน ต้องถอนคําว่า พวกคุณมาฉีกรัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านตรึงใจครับ ท่านให้ถอนคําพูดเมื่อกี้ที่บอกว่าฉีกรัฐธรรมนูญครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันขออธิบายนะคะว่าศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่ใช้กัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถอนเถอะครับ ที่จริงผมก็ไม่อยากทักท้วง ทีนี้มีผู้ประท้วงแล้วก็ขอความกรุณาท่านถอนครับคําว่า มาฉีกรัฐธรรมนูญ ครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศัพท์อันนี้เป็นภาษาพูดนะคะ แต่ถ้าท่านให้ถอนดิฉันยินดีถอนค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันขอต่อนะคะ

(นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ถึงแม้คํานี้จะกล่าวในหลายที่แต่ตรงนี้ต้องถอน เนื่องจากมันเป็นคําใช้ที่ไม่ถูกต้องครับท่านประธานครับ ผมเข้าชื่อเสนอเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ตามข้อบังคับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้ว จบแล้วครับ แล้วก็ถอนแล้วด้วย ท่านถอนเรียบร้อยแล้ว จบแล้วครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอให้ท่านสมาชิกช่วยฟังหน่อยนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญต่อเลยครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ข้อความดิฉันเลยขาดหายไปเลย ดิฉันแปรญัตติว่า ก่อนการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดําเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้มีการ จัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากประชาชนผู้มีสิทธิที่เลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบเกินกว่าร้อยละห้าสิบ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กําหนดหนึ่งปี นับแต่วันถัดจากวันประกาศผลการออกเสียงประชามติ หากคะแนนการออกเสียงประชามติ เกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่เห็นชอบให้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕

การแปรญัตติของดิฉันในวรรคนี้มี ๒ ประเด็น คือประเด็นแรกควรจัดให้มี การทําประชามติก่อนว่าประชาชนเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้หรือไม่ ขณะที่ มีปัญหาอื่น เช่น ข้าวยากหมากแพง ปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ปัญหาเรื่องเขตแดนที่ควรจะต้อง เอาใจใส่ แต่รัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านตรึงใจครับ ไม่อยากให้ มีปัญหาครับ ผมว่าอย่าไปถึงตรงนั้นเลยครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกรัฐสภา ภาควิชาการ 🔗

โอเคค่ะ ดิฉันต้องขอต่อนะคะ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ต้องสิ้นสุดลง ประเทศชาติก็ไม่ต้องมาเสียงบประมาณแผ่นดินให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคําสั่งหรือคําแนะนําของบางคนนะคะ

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันแปรญัตติคือในกรณีที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาทําการยก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดิฉันขอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ อันนี้ดิฉันอ่านไปแล้วนะคะ โดนท้วงก็เลยขอโทษด้วยค่ะ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ดิฉัน ได้ยืดเวลาจาก ๑๘๐ วัน ซึ่งคณะกรรมาธิการได้แก้มาเป็น ๒๔๐ วันนั้น ดิฉันคิดว่าสั้นไปนะคะ การทํางานจะต้องรีบร้อน มันอาจจะทําให้เกิดการเลิ่กลั่กหละหลวมได้ เหมือนอย่างที่ คณะกรรมาธิการได้ทําการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ นี้มา ซึ่งปรากฏว่ามีข้อบกพร่องมากมาย แล้วก็ดิฉันเองเห็นใจข้าราชการที่ต้องมาเหนื่อยยาก ตรากตรํา อดหลับอดนอน วันหยุด ก็ไม่ได้หยุด ต้องมาทํางานหามรุ่งหามค่ําด้วย ก็น่าเห็นใจเจ้าหน้าที่จริง ๆ นะคะ

ในวรรคห้าตามร่างเดิมของคณะกรรมาธิการความว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ ดิฉันก็ขอขอบคุณที่ท่านกรรมาธิการจะไม่ให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแตะต้องในหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ ดิฉันคิดว่าท่านทราบดีว่าถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญมาแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์นี้ ประชาชนทั้งหลายที่มีหัวใจเป็นไทยทั้งประเทศก็จะไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ของท่านแน่นอน อย่างไรก็ดี ดิฉันได้แปรญัตติไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการ เปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ จะกระทํามิได้ ดิฉันขอขยายความบทที่ ๑ หมวด ๑ ซึ่งเป็นบททั่วไปมีถึง ๗ มาตรา มีมาตรา ๓ และมาตรา ๗ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งดิฉันขออ่านสั้น ๆ นะคะ

มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

มาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ดิฉันก็อยากจะให้มีหมวด ๑ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยนะคะ ส่วนในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ท่านกรรมาธิการได้กรุณาไม่เอาออกจากมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดิฉันก็จะไม่อภิปรายในหมวดนี้ และขอกราบเรียนว่า ท่านกรรมาธิการได้สร้างกุศลให้กับตัวดิฉันแล้วก็คนไทยอีกหลาย ๆ คนให้มีความสุขขึ้น ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างไรก็ดีดิฉันก็ยังมีความกังวลอย่างมากค่ะ เกรงว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไปปรับแก้ในหมวด ๑ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ หมวด ๑๒ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านได้ชี้แจงว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ทํากัน อันนี้ไว้ใจไม่ได้ค่ะ เพราะท่านใช้คําว่า คง แสดงว่า ท่านเองก็ไม่แน่ใจเช่นเดียวกัน

ในหมวด ๑๐ ศาล ซึ่งประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร รายละเอียดเกี่ยวกับศาลค่อนข้างยาว สรุปว่า อํานาจตุลาการ ซึ่งมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรมตาม รัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น ผู้ใดจะเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงมิได้

หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ส่วนที่ ๒ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยองค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ประกอบด้วย

ส่วนที่ ๑ การตรวจสอบทรัพย์สิน

ส่วนที่ ๒ การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

ส่วนที่ ๓ การถอดถอนจากตําแหน่ง

ส่วนที่ ๔ การดําเนินคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

ท่านประธานที่เคารพคะ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง ๓ หมวดนี้ ช่วยให้มีองค์กรที่จะดูแลควบคุม ตรวจสอบ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีมา ๑๐ กว่าปีแล้ว เป็นกฎหมายที่ป้องกันการหาผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองรวมทั้งข้าราชการระดับสูง ที่สามารถทําได้ เขาสามารถทําได้โดยใช้อํานาจตําแหน่งหน้าที่ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วว่า ท่านได้ใช้ตําแหน่งหน้าที่ของท่านไปหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ท่านสามารถอนุมัติเรื่องต่าง ๆ ได้ ท่านสามารถเปลี่ยนกฎเกณฑ์ได้ เช่นเปลี่ยนวันที่ ๓๑ ธันวาคม จากวันหยุดสิ้นปี เป็นวันทํางานก็ได้ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของท่าน หรืออย่างในช่วงเวลานี้ควรจะเป็น ช่วงของการปิดสภา แต่สมาชิกรัฐสภาก็ต้องมาเสียเวลา แล้วก็เสียเวลา เสียงบประมาณ ประเทศ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านตรึงใจครับ ผมว่า ให้กระชับดีกว่ากระมังครับ แล้วไปประเด็นพาดพิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันก็อยากจะพูดความจริงให้ประชาชนทราบด้วยนะคะ คือเราต้องมานั่งอภิปรายอยู่ในสภา อย่างหามรุ่งหามค่ํานี่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านตรึงใจครับ มันยังไม่ใช่ ข้อสรุป แล้วเอามาพูดกล่าวพาดพิงทําให้คนเสียหาย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณค่ะ ดิฉันขออันเชิญพระราชดํารัสบางตอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของ ๕ สถาบัน วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒ ซึ่งดิฉันได้อ่านพบในหนังสือคําพ่อสอน หน้า ๒๐ ดังนี้นะคะ เสียเวลานิดเดียวค่ะ ท่านประธาน การสอนให้คนเก่ง ถ้ามองให้ถี่ถ้วนรอบด้านแล้วจะเห็นว่าการมุ่งสอนให้คนเก่งเป็นเกณฑ์ อาจทําให้เกิดจุดบกพร่องต่าง ๆ ขึ้นในตัวบุคคลได้ไม่น้อย ที่สําคัญก็มี

ข้อ ๑ บกพร่องในความคิด พิจารณาที่รอบคอบและกว้างไกล เพราะใจร้อน เร่งจะทําการให้เสร็จโดยเร็ว เป็นเหตุให้การงานผิดพลาด ขัดข้องและล้มเหลว

ข้อ ๒ บกพร่องในความนับถือและเกรงใจผู้อื่น เพราะถือว่าตนเป็นเลิศ เป็นเหตุให้เย่อหยิ่งมองข้ามความสําคัญของบุคคลอื่น และมักก่อความขัดแย้งทําร้ายไมตรีจิต มิตรภาพตลอดจนความสามัคคีระหว่างกัน

ข้อ ๓ บกพร่องในความมัธยัสถ์พอเหมาะพอดีในการกระทําทั้งปวง เพราะมุ่งหน้า แต่จะทําตัวให้เด่นให้ก้าวหน้า เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบ

ข้อ ๔ บกพร่องในจริยธรรม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านตรึงใจครับ ท่านครับ ผมว่าให้กระชับเข้ามาอยู่ในประเด็นน่าจะดีกว่า

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

จวนจบแล้วค่ะอันนี้ บกพร่องในจริยธรรมและความรู้จักผิดชอบชั่วดีเพราะมุ่งแต่จะแสวงหา ประโยชน์เฉพาะตัวให้เพิ่มพูนขึ้น เป็นเหตุให้ทําความผิดและความชั่ว ทุจริตได้โดยไม่รู้สึก สะดุ้งสะเทือน ผู้ที่มีจุดบกพร่องดังกล่าวเห็นกันว่ามักจับเหตุ จับผล จับหลักการ ไม่ถูก ส่วนใหญ่จึงประสบปัญหาและความผิดพลาด ไม่อาจสร้างความเจริญก้าวหน้าที่มั่นคงแท้จริง ให้แก่ตนและแก่บ้านเมืองได้ตามเป้าหมาย

ท่านประธานที่เคารพคะ ด้วยลักษณะนี้ดิฉันคิดว่าจะมีผู้ชี้นําในการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทําให้ดิฉันไม่ไว้ใจว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้อง ในหมวด ๑ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ เพราะไม่มีใส่ไว้ในวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ดิฉันขออนุญาตนําคําพระที่ ส.ว. สาย กังกเวคิน ส.ว. เลือกตั้งจังหวัดระยองชอบพูดอยู่เสมอ ว่า ยังเว เสวติ ตาทิโส แปลว่า คนเช่นไรคบคนเช่นนั้น คนชอบพูดปดก็จะคบคนพูดปด เช่นกรรมาธิการท่านหนึ่งท่านรู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นคนผู้เผาบ้านเมืองเพราะใคร ๆ ก็รู้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมพยายามให้ เกียรติท่านนะครับ แต่ท่านเลยเถิดไปเรื่อย ผมว่าสรุปได้แล้วกระมังครับ แล้วก็ถอนคําว่า เผาบ้านเผาเมืองนะ ถอนด้วยครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานไม่ยอมให้พูดความจริงในสภาหรือคะ แล้วเราจะปกครองบ้านเมือง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ประเด็นมันยัง ไม่มีข้อพิสูจน์แล้วเอามาพูดทําให้คนอื่นเสียหาย แล้วมาสรุปเอาเองว่าเป็นข้อเท็จจริง ผมพยายามให้เกียรตินะครับ ผมว่าท่านถอนเถอะครับ เผาบ้านเผาเมืองนะ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

คือท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งให้ดิฉันเอ่ยชื่อได้ไหมคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนครับ ท่านถอน เถอะครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันถอนสิ่งที่เป็นความจริงก็ได้ค่ะท่านประธาน แล้วท่านจะรู้ว่าบ้านเมืองนี้ปกครอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรุณาเถอะครับ ถอนเถอะครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากทราบมาตรฐานของท่านครับ คําว่าเผาบ้านเผาเมือง พูดในสภานี้ไม่ได้จริงหรือครับ ท่านพูดให้ชัดต่อสมาชิกรัฐสภานะครับ เราพูดคําว่าเผาบ้าน เผาเมืองไม่ได้จริงหรือไม่ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันมีประเด็นต่อเนื่องครับ เหมือนกับถ้าจะมาพูดว่าฆ่า ๙๑ ศพ ผมก็ต้องให้ถอนเหมือนกัน เชิญครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานคะ เพื่อไม่ให้เสียเวลานะคะ ที่จริงดิฉันอยากจะบอก

(นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายท่าน ส.ว. ด้วยความเคารพ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ โดยการใส่ร้ายและเสียดสี ด้วยคําว่าเผาบ้านเผาเมือง ขอให้ท่านประธาน ช่วยให้ผู้กําลังอภิปรายอยู่ถอนคําพูดด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว ให้ถอน ท่านถอนเถอะครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันถอนคําว่าเผาบ้านเผาเมืองได้ แต่ท่านหมอเหวงเองเป็นคนพูดว่าทหารเผา ดิฉันก็เลย ต้องมาพูด ณ วันนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านถอน เถอะครับ

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านถอน เถอะครับ เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์ แล้วก็หมอเหวงครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภัยที่ต้องประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ ท่านวุฒิสมาชิก ได้กรุณาอภิปรายแล้วพูดถึงข้อเท็จจริงว่ามีการเผา ซึ่งท่านใช้คําพูดว่าเผาบ้านเผาเมือง ท่านวุฒิสมาชิกท่านไม่ได้กล่าวว่าใครเป็นคนเผาบ้านเผาเมือง แต่ว่าการเผานั้นเกิดขึ้นจริง ในสังคมนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากอ่านคําพิพากษาและไม่อยากระบุว่าใครบ้างที่ถูก คําพิพากษาว่ามีความผิดในการเผาศาลากลางแล้ว การเผาเกิดขึ้นจริงและมีคนที่ถูกจําคุก เนื่องจากการเผาศาลากลางแล้ว ที่ศาลจังหวัดอุดรธานีผมไม่เอ่ยชื่อคนภายนอกนะครับ ศาลได้มีคําพิพากษาผู้ที่เผาศาลากลาง ๒๒ ปี ท่านจะให้ผมอ่านไหมครับ เผาจริงครับ ศาลตัดสินแล้วที่จังหวัดอุบลราชธานีครับ ศาลได้มีคําตัดสินผู้ที่เผาศาลากลางแล้ว ๓๓ ปี ผมไม่เอ่ยชื่อจําเลยในคดีนี้ ที่จังหวัดมุกดาหารครับ ศาลได้มีคําพิพากษาจําคุกคนที่เผา ศาลากลางจังหวัดมุกดาหารแล้ว ๒๐ ปี ที่ผมพูดทั้งหมดนี่ผมไม่ได้ระบุชื่อว่าใครเป็นคนเผา หรือกลุ่มไหนเป็นคนเผา แต่ผมสนับสนุนคําพูดของท่านวุฒิสมาชิกว่าการเผามันมีจริงและ ศาลก็ตัดสินด้วยการจําคุกผู้ที่เผาศาลากลางแล้ว พูดได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญหมอเหวงครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมไม่ได้อาศัยฐานะกรรมาธิการ แต่ว่า ผมเองก็พยายามที่จะประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ แล้วผมก็ตั้งใจคําอภิปรายของสมาชิก สภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน จริง ๆ ถ้าไม่ได้เอ่ยชื่อผม ผมก็จะไม่ลุกขึ้นมาพูดนะครับ ผมได้เคย กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนะครับว่าท่านสามารถพูดได้ตราบเท่าที่ท่านไม่ได้มาทําลาย เกียรติยศหรือความน่าเชื่อถือของผม หากว่าท่านพูดไปแล้วนี่ทําให้เกิดการกระทบกระเทือน หรือทําลายเกียรติยศหรือความน่าเชื่อถือของผมนี่ ผมก็มีความจําเป็นในการที่จะต้องมา อธิบายข้อเท็จจริงในสายตาของผม ต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนครับว่าสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้นี่เป็นข้อเท็จจริงในสายตาของผม มันเกิดขึ้นอย่างนี้จริง ๆ ในสายตาของผม แล้วก็ตรงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ เรื่องนี้ยังจะค้างคาอยู่ ต่อไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ความจริงไม่ปรากฏ ที่จริงมีหลายเรื่องผมอยากจะจํากัดวงเฉพาะ เรื่องเผาบ้านเผาเมืองนี้ก่อน ดังนั้นท่านประธานครับ ผมกราบเรียนไปยังท่านประธาน ฝากท่านประธานเอาไว้ว่าท่านประธานได้โปรดกรุณาทําความจริงเรื่องเผาบ้านเผาเมือง ให้ปรากฏเถอะครับว่าใครเผาบ้านเผาเมืองกันแน่ ผมไม่อยากจะก้าวล่วงไปยังสถาบันอื่น เพราะหลายสถาบันเขาพิจารณาจากถ้อยคําที่ปรากฏอยู่ในตัวหนังสือสํานวนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นข้อจํากัดมีอยู่ ผมไม่บังอาจพูดว่าถูกหรือผิด ในกรณีของประเทศไทยนี่ชัดเจน คําพิพากษาของศาลนี่ ท่านว่าไปตามสํานวนสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสํานวนก็ออกมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมจะขีดเส้นในเรื่องศาลเพียงเท่านี้ก่อน คราวนี้กลับมาประเด็นในสายตาของผม ในข้อมูลของผมนะครับ เวลาบ่ายสามโมงของวันที่ ๑๙ ตรงบริเวณหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ไม่มี คนเสื้อแดงแม้แต่ ๑ คน แต่มีทหารยึดครองพื้นที่ ขออนุญาตชี้แจงนะครับ ผมจะต้องชี้แจง นะครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีทางฝ่ายค้าน โวยวายบอกว่าปล่อยให้หมอพูด ก็เหมือนกันกับเมื่อกี้ครับ ฟังนิดหนึ่งนะครับ ฟังก่อนครับ เมื่อกี้ผมให้ท่านนิพิฏฐ์พูดถึงคําพิพากษาอะไรต่าง ๆ ผมก็ปล่อยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมก็ปล่อยให้คุณหมอพูดเหมือนกัน ไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ต่อเนื่องนะครับ เพราะผมยังไมได้เอ่ยชื่อใครนะครับ ผมบอกแล้วว่านี่เป็นมุมของผม ข้อมูล ข้อเท็จจริงของผมนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมว่าพอแล้ว กระมังครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

มิได้ครับท่านประธาน คือเขาบอกว่า ผมพูดในเรื่องทหารเผาบ้านเผาเมือง แค่นี้ประชาชนที่รับฟังรับชมทั่วทั้งประเทศจะไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นผมมีสิทธิในการที่จะกราบเรียนให้พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอ ถ้าต่างคนต่างขยาย มันไม่จบ มันไม่จบครับ ผมว่าเมื่อกี้คุณหมอพูดก็พอสมควรแล้วครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ไม่ได้นะครับท่านประธาน ถ้าไม่ให้ ผมพูดไม่ได้ครับ เพราะท่านที่พูดถึงเอ่ยชื่อผมชัดเจนว่าหมอเหวงพูดว่าทหารเผาบ้านเผาเมือง ผมเสียหายนะครับท่านประธาน ขออนุญาตที่จะอธิบายให้ชัดเจน ในมุมมองของผมนะครับ ส่วนคนอื่นจะมีมุมมองอย่างไรก็สุดแท้แต่นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้คุณหมอเหวงระบุว่า มีคนกล่าวพาดพิงถึงคุณหมอว่าหมอเหวงพูดว่า

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ออกชื่อผมชัดเจนเลยบอกผมพูดว่า ทหารเผาบ้านเผาเมือง เพราะฉะนั้นท่านประธานจะต้องให้สิทธิผมในการอธิบายนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เฉพาะประเด็นนี้นะครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ใช่ครับ ประเด็นนี้อย่างเดียวครับ คือบ่ายสามโมงไม่มีคนเสื้อแดงหน้าบริเวณเซ็นทรัลเวิลด์แล้ว เพราะฉะนั้นที่ตรงเซ็นทรัลเวิลด์ มีเฉพาะทหารครับ เพราะฉะนั้นข้อต่อมามีคนต้องการที่จะไปดับเพลิง พนักงานดับเพลิง ที่ต้องการจะเข้าไปดับเพลิงไม่สามารถที่จะเข้าไปดับเพลิงได้ ผมกําลังติดต่อคนคนนั้นอยู่ครับ ตอนนี้เขายังหวั่นเกรงภัยมืดของเขาอยู่ เมื่อวันที่คนคนนั้นสามารถมาแถลงข่าวได้เรื่องนี้ จะกระจ่างชัดขึ้นเอง ดังนั้นผมยืนยันกับท่านประธานว่าไม่มีคนเสื้อแดงอยู่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เวลาบ่ายสามโมง แล้วทหารไม่อนุญาตให้คนดับเพลิงเข้าไปปฏิบัติภารกิจ ดังนั้นจึงทําให้ ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าการเผาบ้านเผาเมืองที่เซ็นทรัลเวิลด์นั้นเกิดจากฝ่ายทหาร ขอบคุณ ครับท่านประธาน

(นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาทิตย์ เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกรัฐสภาครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าที่เพื่อนสมาชิก ได้พูดไปสักครู่นี้ อันนี้ผิดข้อบังคับชัดเจน ผมเปรียบเทียบ ผมมี ๒ ประเด็นเท่านั้นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ที่บอกว่าผิดข้อบังคับนะครับ เป็นเรื่องท่านประธานครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านพูดถึงเรื่องเผาบ้านเผาเมืองเป็นคนพวกหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง ไม่ได้กล่าวหาใคร ซึ่งไม่ผิดข้อบังคับ เพราะในข้อบังคับนั้นจะต้องระบุว่าให้ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ จะได้ไม่ต้องไปยาว นะครับ ให้ข้อมูลตรงนี้เพิ่มเติม เมื่อกี้ท่านผู้อภิปราย อภิปรายพูดเอ่ยพาดพิงถึงหมอเหวง ระบุชื่อหมอเหวง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ถูกต้องครับ ผมมี ๒ ประเด็นครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมอเหวงกล่าวว่าทหาร เผาบ้านเผาเมือง เพราะฉะนั้นท่านใช้สิทธิตรงนี้ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ผมเข้าใจครับ แต่ผมจะให้ท่านประธานเห็นว่ามันมีความไม่เป็นธรรมในข้อวินิจฉัยท่าน ท่านตัดไมโครโฟนท่านอาจารย์ที่อภิปราย ส.ว. เลยนะครับ ก่อนมีผู้ประท้วงเสียอีก แต่พอ เป็นท่านกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้ลุกขึ้นพูด ท่านพูดข้อเท็จจริงที่พาดพิงถึงตัวบุคคลอย่างชัดเจน ท่านไม่ตัดไมโครโฟนเลย นี่คือข้อแตกต่างในการปฏิบัติของท่าน แล้วเพื่อนสมาชิกหลายคน ก็คิดว่าท่านไม่เป็นกลาง นี่คือปัญหาของการทําหน้าที่ของเรา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือข้อเท็จจริงซึ่งหมอเหวงพูด ท่านพูดว่าเป็นมุมมองของท่าน คําว่ามุมมองของท่าน ถ้อยคําหลังจากนั้นเป็นคําให้ร้ายทั้งสิ้นเลย ท่านเป็นคนพูดเองว่า เผาบ้านเผาเมืองเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่พิสูจน์ แล้วท่านตัดบทไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาพูด แต่ข้อเท็จจริงที่ยังไม่พิสูจน์นี้ทําไมให้นายคนนี้ใช้ข้อเท็จจริงมุมมองตัวเองมากล่าวหาคนอื่น ละครับ ทหารเขาไม่ได้อยู่ในสภานี้ คนอื่นก็ไม่ได้อยู่ เขาก็เสียหาย ที่ผมเรียนท่านประธาน ก็คือว่าการใช้วิธีการอย่างนี้ที่มันไม่เป็นธรรม ถ้าท่านประธานบอกว่าเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริง ยังไม่พิสูจน์ ใครก็พูดไม่ได้ แต่นี่พูดจบไปแล้วโดยท่านไม่ทักท้วงเลย ซึ่งผมก็จะบอก เช่นเดียวกันว่ามุมมองของท่านก็เป็นมุมมองที่เป็นเท็จ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏสู่สายตา ของคนทั่วไป รปภ. ของเซ็นทรัลเองก็ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งชัดเจนว่า มีกลุ่มชายชุดดําเข้าไป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ตกลงแล้วมันไม่จบ นะครับ ถ้าต่างคนต่างขยาย ผมคงไม่อนุญาตแล้วครับ เมื่อกี้นี้ผมชี้แจงที่ท่านกล่าวหาผม ไม่เป็นกลาง หลังจากท่าน ส.ว. ได้พูดจบ มีผู้ประท้วง ผมอนุญาตให้ประท้วง ก็มีท่านนิพิฏฐ์ แล้วผมก็ปล่อยให้ท่านพูดได้เต็มที่ พูดถึงคําพิพากษาของศาลที่ไปเผาศาลากลางอะไรต่าง ๆ ผมก็ปล่อยเต็มที่ แล้วก็มาท่านหมอเหวงผมก็ปล่อย ใช้มาตรฐานเดียวกัน ทีนี้ผมก็พยายามตักเตือนครับไม่อยากให้พูด หมอเหวงผมก็ตักเตือน ท่านนิพิฏฐ์ผมไม่ได้ ตัดประเด็นเลยครับ ผมไม่ได้ทักท้วงแต่ผมกลับทักท้วงคุณหมอเหวง ถ้าเห็นว่าไม่เป็นกลาง ก็น่าจะเป็นหมอเหวงต่างหากที่ต้องโวยวายผม เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าประเด็นนี้น่าจะพอแล้ว กระมังครับ อย่าไปขยายความเลยครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบ ผมว่าประท้วงแล้วใช้สิทธิฝ่ายละ ๑ คน แถมท่านสาทิตย์ไปอีกคนหนึ่งก็น่าจะพอแล้ว ผมไม่อนุญาตแล้วครับเราอยู่ในประเด็น เรื่องของรัฐธรรมนูญ มันไม่มีอะไรพาดพิงท่านเลยนี่ครับ ผมว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะเอามาพูดในที่นี่ เพราะฉะนั้นผมขอให้ยุติครับ ผมไม่อนุญาตแล้ว ผมให้ยุติครับ ผมจะอนุญาตทีละคนนะครับ เชิญท่านก่อนครับ เชิญครับ

พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานรัฐสภา ผม พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขออนุญาตให้ประท้วงท่านประธานครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนายแพทย์เหวงครับ ขออนุญาตให้ท่านถอนคําพูดว่าทหารเผาบ้านเผาเมือง ทหารไม่เคยเผาบ้านเผาเมืองครับ มีแต่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ผมจะวินิจฉัยครับ คุณหมอครับถอนเถอะครับ เพื่อให้การประชุมเรียบร้อยครับ คุณหมอถอนเถอะครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมถอนคําว่า ทหารเผาบ้านเผาเมือง แต่ยืนยันว่าทหารเผด็จการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าจบแล้วกระมังครับ คุณหมอครับพอแล้วกระมังครับ คุณหมอเอาล่ะครับ พอเถอะครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ คุณหมอพอเถอะครับ ผมว่าพอสมควรครับ ก็ถอนแล้วครับ ผมปิดไมโครโฟนตั้งนานแล้วครับ ไม่ได้ออกเสียงหรอกครับ เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิประท้วงตามข้อ ๕ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ท่านประธาน ให้หมอเหวงซึ่งถอนแต่มีคําพูดท้ายครับ ประชาชนได้ยินครับ และผมคิดว่าสิ่งอันนี้ต้องถอน ท่านประธานจะเชิญตํารวจรัฐสภาด้วยไหมครับ หรือขออนุญาตท่านประธานเปิดเทปนี้ไหมครับ เป็นคําให้การของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ถูกยิงวันนั้นครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่าถือโอกาสนี้ ไปขยายความเรื่องนี้เลยครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ผมไม่อนุญาตใครทั้งนั้นแล้วครับ ท่านสมชายนั่งเถอะครับ ท่านครับนั่งเถอะครับ ท่านนั่งครับ ท่านตรึงใจต่อเถอะครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉันก็กระทบกระเทือนเพราะลูกชายดิฉันเป็นทหารด้วย เพราะฉะนั้นคุณหมอเหวง

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระผมว่าพอสมควร ให้ท่านอภิปรายต่อเถอะครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ถ้าสงสัยทหารนะคะ ขอให้ท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะประท้วงท่านประธานต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเผาบ้านเผาเมือง แต่เป็นประเด็น ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งท่าน ส.ว. ตรึงใจได้นําพระราชดํารัสมาอ่านในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งท่านประธานก็ได้ขัดจังหวะ ผมจึงสงสัยอยากกราบเรียนถามท่านประธานว่าการอ่าน กระแสพระราชดํารัสในรัฐสภาไม่ได้หรือ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันคนละประเด็นแล้ว อ่านได้ครับ ไม่ใช่อ่านไม่ได้ครับ เพียงแต่มันอยู่ในประเด็นหรือไม่อยู่ในประเด็น ผมก็วินิจฉัย แล้วก็ให้กระชับ ผมเพียงแต่ทักท้วงว่าให้กระชับเท่านั้นเองครับ คุณตรึงใจต่อเถอะครับ เข้าประเด็นเลยนะครับ แล้วก็พยายามระมัดระวังคําพูดสักนิดนะครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอนุญาตให้นายแพทย์เหวงซึ่งเป็นกรรมาธิการอธิบาย ดิฉันก็อยากจะขออนุญาตอธิบายว่าใครที่เป็น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าจบแล้วครับ เข้าประเด็นครับ เอาอยู่ในประเด็นนะครับ แล้วก็อย่าไปพาดพิงคนอื่นให้เสียหายนะครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันถูกพาดพิง เพราะว่าลูกชายดิฉันเป็นทหาร ทหารสารวัตรด้วยนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เมื่อสักครู่ผมให้ หมอเหวงถอนไปแล้วนะครับ ท่านต่อเถอะครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันขอพูดคําเดียวนะคะ ที่พลเอก ร่มเกล้าพูดเมื่อตอน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าประเด็นดีกว่า กระมังครับ ท่านครับ เข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉันเข้าประเด็นว่าทําไมดิฉันไม่ไว้ใจสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าคนเช่นไรคบคนเช่นนั้นค่ะ และดิฉันขอบอกว่าทหารมารักษาความสงบ ไม่ได้มารบ กับใครค่ะ อันนี้เป็นคําพูดของพลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน ขอกราบเรียนว่าถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากกรุณาเพิ่มหมวด ๑ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ ในวรรคห้า ดิฉันก็จะขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ แต่ถ้าท่านไม่เพิ่ม ดิฉันเองอยากจะให้มีข้อความว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เปลี่ยนแปลงระบบศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เดิมจะกระทํามิได้ ถ้าหาก กรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับดิฉัน และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ไปแก้ไข ไปแก้ไขนะคะ ไม่ใช่ไม่แก้ไข ไปแก้ไขในหมวด ๑ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ หมวด ๑๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไปเปลี่ยนแปลงอํานาจศาล ไปล้มองค์กรอิสระ ไปล้มการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐออกไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดิฉันก็จะขอกราบเรียนท่านประธาน เพื่อบอกกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่าอย่าได้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอันขาด เพราะท่านเองจะเป็นผู้ที่รับกรรมกับการที่จะต้องอยู่ในเมืองไทยภายใต้รัฐบาลที่มีอํานาจ ล้นเหลือ ไม่มีผู้ใดตรวจสอบเอาผิดใครก็ได้ไม่มีอํานาจ เขาสามารถจะกอบโกยดูดเลือด ดูดเนื้อประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าเลยเถิดไปแล้วกระมังครับ เป็นการใส่ร้ายกันซึ่งหน้าเลย ผมว่าพอกระมังครับ มีผู้ประท้วงด้วยครับ ท่านประสิทธิ์ คงจบแล้วครับ เชิญครับท่านตรึงใจครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ดิฉันก็ขอจบด้วยนะคะว่าถ้าท่านไปแก้ไขหมวดต่าง ๆ ที่ดิฉันได้บอกเรียนไปแล้วก็ขออย่าได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นอันขาด แล้วดิฉันขอกราบเรียนท่านประธานว่าการพูดความจริง ในสภาท่านจะต้องยอมรับนะคะดิฉันไม่ได้กล่าวหาว่าเป็นใคร ท่านไม่ต้องเดือดร้อนเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ผมว่า พอแล้วครับ พอเถอะครับ เชิญครับ อย่ากล่าวพาดพิงคนอื่นเสียหายนะ ขอความกรุณา

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายที่อภิปรายจบ ไปเมื่อสักครู่ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ใส่ร้าย เสียดสี กล่าวหาว่ารัฐบาลนี้ดูดเลือดดูดเนื้อ ประชาชน รัฐบาลมีแต่ดูแลประชาชน ปกป้องประชาชน และไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่จะมา ดูดเลือดดูดเนื้อประชาชน รัฐบาลทุ่มเทกําลังกาย กําลังใจ สติปัญญาทําเพื่อประชาชน มาพูดอย่างนี้รัฐบาลเสียหายต้องถอนครับ ต้องถอนครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

และอีกอย่างหนึ่ง ท่านประธานครับ กฎข้อบังคับมันดีอยู่แล้ว ข้อบังคับมันดีใครพูดผิดพูดถูก ก็กล่าวอ้างแต่ข้อบังคับ แต่พวกเราต่างหากหรือคนบางคนต่างหากที่ไม่ทํา ท่านประธานต้อง วินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอแล้ว พอแล้วครับ เมื่อสักครู่ผมได้ตักเตือนท่านตรึงใจไปแล้วครับ ประเด็นนี้ได้ตักเตือนท่านไปแล้ว จบแล้วครับ ผมต่อเลยนะครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งครับที่ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ และได้มีการชี้แจงกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งไม่ได้รับฟังเสียงใด ๆ ของเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตามเลยแม้แต่น้อย จนทําให้เป็นเหตุที่จะต้องสงวนคําแปรญัตติมาอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอภิปรายของผมนั้นจะไปถึงหูของพี่น้อง ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม และมีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ผมเห็นว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ มาตรานี้น่าจะถือเป็นมาตราที่เป็นหัวใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ว่าได้ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้นี่ได้มีบทบัญญัติ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เดิมทีนั้นคณะกรรมาธิการได้มีการเขียนเอาไว้ ในวรรคหนึ่งก็ไปเขียนเรื่องของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา ที่เขียนเอาไว้

ในวรรคสองนั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้หยิบเอาร่างที่เป็นร่างหลัก ทั้งของรัฐบาลและของพรรคการเมืองอื่นที่เสนอเข้าไป ไปบัญญัติเรื่องการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เขียนว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด มาเป็นต้นแบบในการร่างก็ได้ ตลอดจนกระทั่งในวรรคหลัง ๆ นั้นคณะกรรมาธิการเพิ่งไป เพิ่มเติมเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ และไปเติมคําว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํา มิได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขในภายหลัง แต่ผมเห็นว่าไม่เพียงพอครับ เหตุผลของผมที่เห็นว่าไม่เพียงพอนั้นก็เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาท่ามกลาง ความไม่พร้อมของความเห็นในสังคมไทย เป็นการร่างขึ้นมาโดยมีความไม่พึงประสงค์ของ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือแม้กระทั่งคนใดคนหนึ่ง ได้แสดงเจตจํานง เอาไว้อย่างชัดเจน ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญสูงสุด เราพูดกันหลายครั้ง ว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่เคยได้อธิบายกัน และผมคิดว่า เนื้อหาของมาตรานี้จะเป็นส่วนที่สําคัญที่สุดก็คือว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายที่เป็น ตัวกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจขององค์กรทางด้านการเมือง องค์กรทางด้านการปกครอง และการใช้อํานาจทั้งหลายในสังคม ถ้าเราเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศจะเห็น ได้ชัดครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการปกครองในรูปแบบของสหพันธรัฐ รัฐธรรมนูญ ของเขาก็จะกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจเอาไว้แบบหนึ่ง บุคคลที่เป็นประมุขสูงสุดเป็น ประธานาธิบดี ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร กระบวนการทั้งหลายก็บัญญัติรองรับเอาไว้ รัฐธรรมนูญ ประเทศอื่นอย่างประเทศออสเตรเลีย ซึ่งที่สุดแล้วได้เอกราชมาจากประเทศซึ่งเป็นผู้ที่ ปกครองตนเองมาก่อน และประสงค์จะปกครองในรูปแบบของสหพันธรัฐเช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญของเขาก็จะกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจเอาไว้ซึ่งจะแตกต่างกันกับประเทศอื่น อย่างประเทศอินเดียหรือแม้แต่กระทั่งสําคัญที่สุดคือประเทศไทย ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศ ที่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน แบ่งแยกมิได้ เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีวัฒนธรรมทางการเมืองและรูปแบบธรรมเนียม การกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจกันมาตั้งแต่ต้น ตลอดระยะเวลาหลาย ๑๐ ปีที่ผ่านมา และต่อเนื่องกันมานับเป็น ๑๐๐ ปี รัฐธรรมนูญที่ปรากฏขึ้นทั้ง ๑๐ กว่าฉบับในสังคมไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ได้กําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจทั้งหลายเอาไว้ แล้วลําดับให้ เห็นอย่างชัดเจนว่าในบทบัญญัติมาตราต้น ๆ นั้นจะเขียนถึงอํานาจอธิปไตย ซึ่งบัญญัติระบุไว้ พระมหากษัตริย์จะทรงใช้อํานาจนั้นผ่านทางใดบ้าง มากยิ่งไปกว่านั้นครับ ในแต่ละองค์อํานาจ หรือองค์อธิปัตย์หรือองค์อธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ บริหารหรือตุลาการ ก็กําหนด ความสัมพันธ์เชิงอํานาจเอาไว้อย่างชัดเจนครับ ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับนั้นจะมีหลักประกัน ความเป็นอิสระของศาล อันนี้ยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงอํานาจ ที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเวลาเรามีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในหลายครั้งนั้น เรามักจะพูดกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมแล้วยกร่าง ใช้เนื้อหาฉบับใหม่ขึ้นมา แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าความสัมพันธ์เชิงอํานาจในหลายเรื่องนั้น ยังคงรูปแบบนั้นเอาไว้ เพราะนี่คือรูปแบบธรรมเนียมการปกครองของประเทศไทย มีกระบวนการหลายอย่างที่พัฒนาไป อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เพิ่มกระบวนการ มีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นหรือเพิ่มองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเหล่านี้ เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมก็คือในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งสําคัญ ๆ สังคมโดยส่วนใหญ่ของประเทศจะเห็นพ้องต้องกันว่าจําเป็นแล้วที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งไม่เห็นตรงกันนั้นเกิดขึ้นได้ เป็นเพียงประเด็นรายละเอียดย่อยของเนื้อหา ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดที่ท่านประธานเห็นก็คือหลังเหตุการณ์ปี ๒๕๓๕ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม มีการจุดประเด็นเรื่องของการปฏิรูปการเมือง ซึ่งรัฐบาล ชุดต่อมาได้นําแนวความคิดนี้ไปสู่การจัดตั้งเป็น สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สังคมเห็นพ้องต้องกัน คําถามก็จึงมีอยู่ว่าถ้าเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปีปัจจุบัน ซึ่งกําลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วมีผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ปี ๒๕๕๐ นําไปสู่ การแก้ไขใหม่นั้น สังคมเห็นพ้องต้องกันอย่างเดียวกันกับหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ หรือไม่ คําตอบคือไม่ เราพูดเสมอว่าสังคมไทยอยู่ภายใต้ความขัดแย้งแล้วเป็นความขัดแย้งที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราพยายามพูดถึงความปรองดอง หลายฝ่ายบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สิแล้วความปรองดองจะเกิดขึ้น แต่ผมชี้ให้กับท่านประธานเห็นเลยครับ ถ้าบรรยากาศการร่างรัฐธรรมนูญเป็นดั่งในสภาของเรา ความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความพยายามใช้เสียงข้างมากโดยไม่ฟังเสียงข้างน้อยอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น ถ้ามันเกิดขึ้น กับการร่างรัฐธรรมนูญมันจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย ความไม่เห็นพ้องต้องกันเกิดขึ้น แน่นอนครับ กระผมจึงเห็นว่ามาตรานี้จําเป็นที่จะต้องมีบทบัญญัติที่ไปกํากับเนื้อหาให้ สสร. มีการยกร่าง โดยตัดประเด็นความกังวลใหญ่ ๆ ของสังคมไทยออกไปเสีย ถ้าเอาตามร่าง ของกรรมาธิการทั้งหมดเป็นการเปิดกว้างให้กับ สสร. ซึ่งเข้ามาทั้ง ๙๙ คน เข้าไปยกร่างกัน เราได้ตั้งประเด็นไว้แล้วว่าทําไมเสียงข้างมากไม่ยอมให้แก้ที่มา สสร. ๗๗ บวก ๒๒ เป็น ๙๙ เราอธิบายให้เห็นชัดว่าในบรรดา ๗๗ คนที่มาจากต่างจังหวัดนั้น เสียงข้างมากของรัฐบาล และพรรคร่วมนั้นครอบครองถึง ๕๔ เขต ใน ๗๗ มีความเป็นไปได้ครับ ถ้าเราจะบอกว่า มันอาจจะไม่จริงตามนั้น แต่การทํานายทางการเมืองเราอยู่ในแวดวงมา เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อีก ๒๒ เขียนไว้ชัดว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นคนไปร่างข้อกําหนดต่าง ๆ เป็นคนไปแต่งตั้ง กรรมการ คัดเลือกคน กระทั่งกําหนดคุณสมบัติองค์กรที่จะคัดเลือกบุคคลเข้ามา และสุดท้าย ใช้เสียงข้างมากในรัฐสภานี้เลือก ไม่มีคําถามเลยครับว่าเสียงจะออกมาในลักษณะใด ๙๙ ถ้าเอา ๕๔ บวก ๒๖ มันปาเข้าไป ๗๖ มันเกินกว่ากึ่งหนึ่งไปแล้ว มีสิทธิครอบงํา การร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดได้ ถ้าไม่กําหนดเนื้อหาเกิดอะไรขึ้น เราอย่าปฏิเสธความจริงเลย ว่าสิ่งที่สังคมนี้เขากังวลไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ บนอากาศ แต่ความขัดแย้งทางการเมือง หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญพูดไว้ต่างกรรม ต่างวาระ หลายที่ ในลักษณะที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องยกเลิกฉบับเดิมถึงขั้นขนานนามเป็นผลไม้พิษ แต่พอถามถึงเรื่องเนื้อหากลับไปดูเลยครับ หลายคนแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันที่เป็น กระบวนการยุติธรรม อาฆาตมาดร้ายศาลบางศาลด้วยซ้ําไป บางคนมีการพูดถึงองค์กรอิสระ และพูดว่าจะต้องยกเลิก กลุ่มบางกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องเคลื่อนไหวกระทบไปถึงสถาบันสูงสุด อันเป็นที่เคารพ อย่าปฏิเสธความจริง มีการเคลื่อนไหวกันถึงการขอแก้ไขประมวลกฎหมาย อาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งอันนั้นชัดว่ามีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเคลื่อนไหว ความกังวลของ สังคมคืออะไรครับ ต่อเรื่องเนื้อหาที่ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องบัญญัติเอาไว้ในการขอแปรญัตติ ก็คือว่าถ้ากลุ่มคนยิ่งแสดงความอาฆาตมาดร้ายเหล่านั้นมีบทบาทครอบงําผู้ที่เป็นสมาชิก สภาร่างจะโดยผ่านกระบวนการใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าสนับสนุนให้เขาลงสมัครเป็นสมาชิก สภาร่างจนกระทั่งได้เข้ามาเป็นก็ดี มีสิทธิมีเสียงในการกําหนดตัวบุคคลที่เข้ามาก็ดี ใครจะ ทราบละครับว่าบรรดานักวิชาการที่เคลื่อนไหวแก้มาตรา ๑๑๒ จะเข้ามาเป็นสมาชิกด้วย หรือเปล่า

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสาทิตย์ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ๒ ข้อ คือข้อ ๔๓ กับข้อ ๙๙ ท่านไม่ได้อภิปรายในข้อสงวนคําแปรญัตติของท่านเลย แล้วก็ท่านพูดนอกประเด็นครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ก็ขอให้อภิปรายในประเด็นครับ ผมไม่อยากประท้วงท่านประธานครับ เพราะว่าผมก็มองไม่เห็นว่าท่านยืนพูดหรือนั่งพูดอยู่แล้วครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้ท่านก็อภิปรายนํามา ประมาณ ๑๐ นาทีแล้วนะครับ เชิญท่านสาทิตย์กรุณาเข้าสู่ประเด็นที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผมกําลังพูดถึงว่าที่ผมจําเป็นที่จะต้องแปรญัตติในมาตรานี้ก็เพราะว่ามาตรานี้เป็นหัวใจ ที่ต้องไปกํากับเนื้อหาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระผมจะพูดโยงกับว่าที่มาของ สสร. ถ้าหากว่ากลุ่มบุคคลซึ่งมีการกล่าวคําแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อกระบวนการยุติธรรมก็ดี แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์กรอิสระซึ่งเขียนเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือกระทั่ง คนที่เคลื่อนไหวคิดจะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันก็ดี มีบทบาทกําหนดความคิด เข้ามาเป็นบุคคลคนใดคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องในการแก้ไข แต่สภานี้ไม่กํากับเนื้อหาเอาไว้แล้ว แน่นอนครับ ระบอบการปกครองที่เป็นมาอันยาวนานก็จะถูกกลุ่มบุคคลเหล่านั้นใช้ความคิด เฉพาะของกลุ่มตน ไม่รับฟังเสียงบุคคลอื่น แก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะของการแก้แค้น ตามที่เคยแสดงความอาฆาตมาดร้ายนั้น ท่านประธานดูในวรรคสองครับ ในวรรคสองนั้น บัญญัติเอาไว้ว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญ ฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ อันนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ ไม่เห็นด้วยทั้ง ๒ ข้อ ก็คือ ๑. ใช้คําว่าอาจนํา แปลว่าสมาชิกสภาร่าง อาจไม่มีต้นร่างใด ๆ เลย แต่หยิบต้นร่างมาจากกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่เบื้องหลัง อยู่ในเงามืดยกร่าง เตรียมกันเอาไว้แล้วมาเป็นต้นแบบ ไม่มีใครทราบครับ เป็นข้อระแวงแคลงใจของคนในสังคม หรือแม้แต่กระทั่งในประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่าฉบับใดฉบับหนึ่งที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง คําถามก็มีเหมือนกันครับว่าคําว่ามีประชาธิปไตยสูง วัดด้วยอะไรครับ วัดด้วยความพอใจ ของคนที่เป็นสมาชิกสภาร่างหรือมีดัชนีชี้วัดอะไร ถ้อยบัญญัตินี้กรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ เสียงข้างมากบัญญัติเอาไว้แล้ว และจะเกิดปัญหาในอนาคต คําว่าประชาธิปไตยสูง ท่านวัด ด้วยอะไรครับ พวกท่านพอใจ คนอื่นไม่พอใจไม่เกี่ยวข้อง แต่ท่านจะเอาอย่างนั้น อย่างนั้น หรือเปล่าครับ ผมคิดว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญมันใช้วิธีการอย่างนี้ไม่ได้ แล้วผมก็เห็นว่า มีความจําเป็นครับ และผมได้แปรญัตติเอาไว้ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องนํารัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๑๗ หรือรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นแบบในการยกร่าง ตรงนี้ล่ะครับที่ผมเห็นว่ามีเหตุผล ถ้าบทบัญญัติของกรรมาธิการเป็นการเขียนเปิดกว้างเอาไว้ ให้ สสร. ที่จะเข้ามา แล้วถ้าเกิดสมมุติไปว่า สสร. ถูกครอบงําโดยกลุ่มบุคคล มีการเขียน ต้นแบบพิมพ์เขียวเอาไว้แล้ว วันนี้นั่งร่างกันเอาไว้แล้ว เขียนกันที่ไหนก็ไม่รู้ นําไปสู่การแก้แค้น ตามคําอาฆาตมาดร้าย ต้องเข้าไปยุ่งกับกระบวนการยุติธรรม กระบวนการศาล มีการพูดถึง ขั้นว่าประธานศาลฎีกาอาจต้องมาจากการเลือกโดยสภา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งขัดกับกระบวนการ ของจารีตประเพณีศาลมาตั้งแต่เดิม ซึ่งมีความโปร่งใสเป็นอย่างยิ่ง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น หรือแม้แต่กระทั่งกลุ่มคนซึ่งอาฆาตมาดร้ายเกี่ยวกับองค์กรอิสระ

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วด้วยความเคารพ ผมไม่อยากประท้วงผู้กําลังอภิปรายนะครับ เพราะว่าฐานันดร มันต่างกัน ท่านเคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรี ผมมันแค่ครูบ้านนอก แต่ว่าด้วยความจําเป็น ผมประท้วง ข้อ ๔๓ ครับ ฟังผมนิดเดียว ท่านประธานครับ ผมฟังดูแล้วท่านอดีตรัฐมนตรี อภิปรายไปไกลแล้ว ท่านจินตนาการไปถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ ให้ร่างออกมาก่อนสิครับ สังคมจะได้เห็นว่าเราทําลายองค์กรอิสระไหม สังคมจะได้เห็นว่าศาลยังมีอยู่ไหม ผมไม่อยาก ให้เฉไปว่าใส่ร้าย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงตรงไหนครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ประท้วง ข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ ข้อ ๔๓ ก็คือวนเวียนไปทั่ว แล้วก็สร้างจินตนาการ บังเอิญไม่ได้เขียนไว้ ว่าความจินตนาการ ว่าเรากําลังจะทําลายองค์กรนั้นองค์กรนี้ ท่านประธานฟังสิครับ ผมก็เลยอยากให้ท่านเข้ามาในรูปในรอยหน่อยว่าวันนี้ท่านคิดต่างตรงไหน ให้อยู่ในประเด็น ผมเข้าใจความรู้ครับ ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรี ผมนี่ครูบ้านนอกครับ บ้านนอกพันธุ์แท้ ก็ขอความกรุณาหน่อยนะ อย่าเที่ยววนเวียน อย่าไปสร้างจินตนาการ แล้วอย่าพยายาม เฉใส่ร้ายว่าคนนั้นคิดไม่ดีกับศาล คนนี้คิดไม่ดีกับสถาบัน คนรักหมดล่ะ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจแล้วครับ ผมเรียน ท่านสาทิตย์นะครับว่าท่านกรุณาเข้าประเด็น คือกล่าวนําไม่เป็นอะไรครับ ผมให้โอกาสแล้ว เชิญท่านเข้าสู่ประเด็นเถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ขอบคุณครับ ผมไม่ใช่กล่าวนําครับ อยู่ในประเด็นวรรคสอง ผมพูดถึงว่าต้องเอารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ กับปี ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการร่าง ผมกําลังหาเหตุผลครับว่าทําไมต้องมีรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี้มาเป็นต้นแบบในการร่าง เพราะผมไม่เชื่ออย่างไรครับ ท่านบอกว่าจินตนาการ เอาไว้ว่าคนนั้นคนนี้ จะไปยกเลิกอันโน้นอันนี้ ในมือผมเป็นคําให้สัมภาษณ์ เดี๋ยวถึงตอนนั้นแล้ว ผมจะยกขึ้นมาว่าใครพูด แล้วพูดไว้ว่าอย่างไร ซึ่งก็เป็นพวกท่านนั่นละครับ แต่ที่ผมต้องไปต่อ ก็คือว่าจําเป็นครับ จะเขียนไว้กว้าง ๆ แบบกรรมาธิการบอกว่าหากนําเอารัฐธรรมนูญฉบับ ที่มีประชาธิปไตยสูงมาใช้ก็ได้ แปลว่าไม่ใช้ก็ได้ ที่ผมกลัวอย่างไร เพราะบุคคลอยู่หลังฉาก เขาเขียนร่างเอาไว้แล้ว แล้วก็เป็นกลุ่มซึ่งจะล้มเลิกกระบวนการศาล องค์กรอิสระก็ยุ่งครับ ทีนี้มาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ท่านประธานครับ ผมว่าปี ๒๕๑๗ กับปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นตัวแทน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเรียกร้อง ประชาธิปไตยของพี่น้องประชาชน นิสิต นักศึกษา ซึ่งอันนั้นต้องถือว่าเป็นการชุมนุมเรียกร้อง ประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย การเรียกบุคคลเหล่านั้นที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และเสียชีวิตบนถนนราชดําเนินว่าเป็นวีรชนนั้นเป็นเรื่องที่สังคมเห็นพ้องในขณะนั้น ประเด็นก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ที่ผมต้องคิดว่าเอามาเป็นต้นแบบในการร่าง เพราะมีบทบัญญัติหลายมาตราซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากในขณะนั้น ที่น่าแปลกก็คือว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ไม่ได้ร่างโดย สสร. นะครับ แต่เป็นการร่างขึ้นโดยคณะกรรมการ ยกร่าง เพราะหลายคนพยายามจะบอกว่ากรรมการยกร่างนั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องที่มา และยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อาจจะทําให้มีปัญหา เช่นไปรับใช้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นต้น แต่ถ้าเราดูเนื้อหารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ได้เขียนบทบัญญัติที่ถือว่าก้าวหน้าในขณะนั้น เช่นในหมวด ๑ บททั่วไป มีบทบัญญัติห้ามมิให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําการล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์หรือล้มล้างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นบทบัญญัติที่ก้าวหน้า รัฐธรรมนูญ ฉบับหลังนี้ก็มีการเขียนในลักษณะเช่นนี้ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ท่านประธานครับ ได้มีการเขียนถึงบทบัญญัติที่ก้าวหน้าอีกหลายเรื่อง และที่สําคัญ คือการให้หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและศาล มีการให้สิทธิเสรีภาพแก่ ชนชาวไทยไว้อย่างกว้างขวาง ที่สําคัญมีการเขียนเรื่องแนวทางในการสร้างความเป็นธรรม ในสังคมไว้อย่างชัดเจน มีการบังคับให้รัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน ของตน แม้ว่าในขณะนั้นไม่มี ป.ป.ช. ต้องแสดงต่อประธานรัฐสภา บังคับให้ผู้ที่จะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรค และลาออกจากพรรคมิได้หลังจากได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้แทนแล้ว แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังกําหนดให้มีผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีบทบัญญัติอีกมากครับ แม้แต่ กระทั่งการเขียนถึงบทบัญญัติบางประการว่าจะมีการเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่เพื่อดําเนินการ กับคดีใดคดีหนึ่งเป็นการเฉพาะก็กระทํามิได้ ปี ๒๕๑๗ เขียนเอาไว้ด้วยว่าแม้แต่กระทั่ง การเขียนกฎหมายกําหนดให้มีศาลอื่นขึ้นมานอกเหนือจากที่มีอยู่แล้วก็กระทํามิได้ ผมคิดว่า นี่เหมาะสมที่ยกมาเป็นต้นร่างรัฐธรรมนูญในการเป็นต้นแบบ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ ซึ่งผมคิดเอาไว้และผมแปรญัตติเอาไว้ด้วยนะครับ ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้มี ๓ เรื่องที่เป็นเรื่องสําคัญ

๑. คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การกําหนดให้มีการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย การกําหนดให้มีการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึง ระดับท้องถิ่น ซึ่งกระผมก็แปลกใจนะครับ เช่นเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนี้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งพวกท่านทั้งหลายชื่นชมกันมาก คนเข้าชื่อเสนอกฎหมายต้อง ถอดถอน ๕๐,๐๐๐ คน แต่พอฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งท่านบอกว่าเป็นฉบับที่เป็นผลไม้พิษลดลง เหลือแค่หมื่นเดียวก็ถอดถอนได้ ผมก็เลยสงสัยว่าทําไม ท่านประธานครับ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรื่องของกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้น ต้องถือว่ามีความโดดเด่นมากในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กระบวนการซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การที่จะต้องรับฟัง กรณีมีโครงการไปกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือวิถีชีวิตของประชาชน ก็เช่นเดียวกัน แม้แต่กระบวนการอื่น ๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเอาไว้ว่าจะต้องสร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มขึ้นกว้างขวางอย่างที่รัฐธรรมนูญฉบับใดไม่เคยปรากฏมาก่อน ผมยกตัวอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นแบบก็เพราะว่าผมเกรงว่าแนวความคิด บางส่วนที่พยายามออกมาให้ความเห็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะย้อนกลับไปสู่การสร้าง อํานาจฝ่ายบริหารให้เป็นอํานาจที่ไร้ขีดจํากัด คล้าย ๆ ระบอบกึ่งประธานาธิบดี ผมไม่ได้ พูดถึงใครนะครับ ผมพูดถึงแนวความคิดที่มีอยู่ ผมเกรงว่าคนที่มีความคิดเหล่านี้จะหลุดรอด เข้าไปเป็นสมาชิก สสร. ครับ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นกลุ่มที่มีความคิดครอบงํา ลดอํานาจ สภาลงสร้างกระบวนการไปแทรกแซงกระบวนการศาล เพิ่มอํานาจฝ่ายบริหาร ลดการมีส่วนร่วม ของประชาชน มีความคิดกันถึงขั้นจะยกเลิกมาตรา ๖๗ วรรคสอง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งกําหนดให้กิจการประเภทใหญ่ ๆ ที่มีผลกระทบ เช่นอุตสาหกรรม อย่างกรณีหลายที่ เกิดขึ้นในขณะนี้จะต้องผ่านการประเมินและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือประเมินผลกระทบในพื้นที่ก่อน เพียงเพราะว่าหลายคนที่มีแนวความคิดคล้าย ๆ ว่า ไม่ยอมรับกระบวนการมีส่วนร่วมประชาชน แต่พยายามถือลัทธิเสียงข้างมากว่าตัวเองได้รับ เสียงข้างมากมาแล้ว จะกําหนดอะไรก็ได้ ทําอะไรก็ได้ ซึ่งกระผมคิดว่าความคิดเช่นนั้นไม่เป็น ประชาธิปไตย เป็นแนวความคิดที่จะนําไปสู่แนวความคิดกึ่งเผด็จการและนําไปสู่ความคิด เผด็จการโดยฝ่ายบริหารผ่านรัฐสภาในที่สุด นี่คือความกังวลของกระผมครับ ผมยังคิดว่า ถ้าเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมามีหลายบท มาตราครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการคณะนี้ท่านก็เคยเป็น สสร. มาก่อน ท่านก็ทราบดี ผมอยากให้คงอยู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะผมรู้ว่าพวกกระผมไม่มีโอกาสหรอกครับ ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมใด ๆ เพราะวันนี้เสียงข้างมากก็กําหนดเอาไว้ ครอบงําเอาไว้ครบถ้วน ชัดเจนอยู่แล้ว

ประการที่ ๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งความจริงต่อเนื่องมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดเรื่องใหม่เอาไว้เรื่องหนึ่งซึ่งเดิมไม่เคยมีในสังคมไทย ปี ๒๕๑๗ รัฐธรรมนูญ กําหนดเอาไว้ว่ารัฐสภาอาจแต่งตั้งหรือตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภา ถือเป็นความคิด ก้าวหน้าในยุคนั้นที่ให้มีองค์กรซึ่งค่อนข้างจะกึ่งอิสระจากฝ่ายบริหารไปตรวจสอบ กระบวนการใช้เงินแผ่นดิน เพราะที่กังวลกันในขณะนั้นคือการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะ ทุจริตอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งในยุคหลังต่อมาก็พัฒนาเป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างที่ ท่านประธานได้เห็น และที่สุดก็มีการจับกุม ลงโทษ ริบทรัพย์ ดําเนินคดีว่ากันไป แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นได้บัญญัติให้มีองค์กรที่ขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ที่เราเรียกกันว่าเป็นองค์กรอิสระ องค์กรนี้ต้องยอมรับครับว่าตอนเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมาก แต่ที่สุดแล้ว มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นยาดําของคนทุจริต เป็นยาดําของคนโกง จะ ป.ป.ช. ก็ดี จะ กตต. ก็ดี จะ สตง. ก็ดี ขึ้นมามีบทบาทอย่างสูงในสังคม ถึงจุดหนึ่งอาจมีคนไม่พอใจและเกิดขึ้นแน่นอน ที่กระผมยกตัวอย่างว่ากล่าวคําอาฆาตมาดร้ายเอาไว้ เช่นที่เขาพูดกันว่าถ้าได้รับประโยชน์ ตัดสินคดีตัวเองพ้นก็บอกยุติธรรม แต่พอตัดสินคดีตัวเองว่าผิดก็กล่าวหาว่า ๒ มาตรฐาน แล้วสุดท้ายก็กล่าวคําอาฆาตมาดร้ายว่าถึงเวลาหนึ่งก็จะต้องมีการไปยุบเลิก มีการไป เปลี่ยนแปลง มีการเข้าไปแทรกแซงโดยการเขียนรัฐธรรมนูญ ผมถึงบอกอย่างไรครับว่า เนื้อหารัฐธรรมนูญนี้สําคัญ เพราะไปกําหนดความสําพันธ์เชิงอํานาจ ถ้ากลุ่มที่มีความคิด ประเภทที่คิดว่าเสียงข้างมาเป็นฝ่ายบริหารทําอะไรก็ได้ ไปกําหนดรัฐธรรมนูญ ไปเขียน รัฐธรรมนูญ การกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจก็จะไปตามความคิดนั้นครับ ประชาชน ก็คล้ายดั่งผู้อยู่ใต้ปกครอง ในเมื่อมีเสียงข้างมากมาแล้วจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ผู้ตาม เรายัง ผู้ขวางเราตาย เสียงข้างน้อย กลุ่มคนที่มีความเห็นต่างก็อยู่ลําบากครับ และนั่นไม่ใช่ หลักการของระบอบประชาธิปไตย มาอ้างเสียงข้างมากตะพึดตะพือไม่ได้ เพราะสังคม ประชาธิปไตยนั้นโดยพื้นฐานภาษาวิชาการ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับ ที่เขาเรียกว่า ต้องเป็นสังคมเรชั่นนอล โซไซตี้ (Rational society) ต้องเป็นสังคมเหตุผล เพราะฉะนั้น การสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบนั้นเป็นการชี้ว่าพัฒนาการของการโกงการทุจริต ในสังคมไทยนั้นเยียวยาด้วยระบบราชการ ซึ่งแต่งตั้งไปตรวจสอบแล้วถูกครอบงํา โดยฝ่ายการเมืองลําบาก การมีองค์กรอิสระขึ้นมาจึงเป็นกระบวนการตรวจสอบที่ปราศจาก การครอบงําของฝ่ายบริหาร ความจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ดี แต่การปฏิบัติ หลังปี ๒๕๔๐ นั้น มีการเอาการแทรกแซงเรื่ององค์กรอิสระไปใช้ ทําให้องค์กรอิสระ หลายองค์กรนั้นถูกแทรกแซงจากกระบวนการจัดตั้ง เคยมีหลายคนพูดอย่างไรครับว่า แก้รัฐธรรมนูญทําไม รัฐธรรมนูญไม่ได้มีปัญหาเลย ปัญหาอยู่ที่คนใช้ต่างหาก ปัญหาอยู่ที่ นักการเมืองต่างหาก นี่คือสิ่งที่คนเขากล่าวหาพวกเรา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงไปบัญญัติ เพิ่มเติม สร้างความแข็งแกร่งกับกระบวนการที่โปร่งใส เป็นที่มาขององค์กรอิสระให้มากขึ้นอีก แต่กลับถูกกล่าวหาเป็นผลไม้พิษ ก็ไม่ว่ากันครับ แต่ที่ผมย้อนกลับไปว่าต้องใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ กับปี ๒๕๔๐ มาเป็นตัวตั้ง เพราะ

๑. เรื่องการมีส่วนร่วมซึ่งโดดเด่นมาก

๒. การสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ กระผมกังวลครับ หลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปนี้ เคยแสดงความคิดอาฆาตมาดร้าย เอาไว้แล้ว และสิ่งเหล่านั้นอยู่ในความกังวลระแวงแคลงใจของคนในสังคม ผมไม่อยากให้เกิด อย่างไรครับท่านประธาน ถึงบอกว่าต้องเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ กับ ปี ๒๕๔๐ ไปเป็น ต้นแบบในการยกร่าง และอย่ายกเลิกนะครับ ถ้าเห็นชัดว่ากระบวนการมีส่วนร่วมถูกตัดลงไป องค์กรอิสระซึ่งตั้งขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐถูกตัดทอน ถูกแทรกแซง ถูกตัดต่อ พันธุกรรมไปเป็นกระบวนการซึ่งฝ่ายการเมืองครอบงํา นั่นก็แปลว่าหลายคนซึ่งเคยชื่นชม จะใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแทนทั้งฉบับนั้นท่านก็กลืนน้ําลายตัวเอง

๓. ที่เป็นเรื่องโดดเด่นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือกระบวนการกําหนด ภารกิจของรัฐที่เรียกว่าแนวนโยบายของรัฐ ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ก็กําหนดเอาไว้ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ความจริงต่อเนื่องมาถึงปี ๒๕๕๐ ไปขยายความเรื่องการกําหนดภารกิจเอาไว้ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เอาไว้ชัดเจนยิ่ง เรื่องการสร้างความเป็นธรรม ช่วยเหลือคนจน ลดความเหลื่อมล้ํา การกระจาย ที่ดิน เขาเขียนเอาไว้ ชะรอยว่าประหนึ่งเกรงว่ารัฐบาลบางชุดอาจจะมาจากทุนนิยม มีแนวความคิดเป็นกลุ่มทุนผูกขาด หรือกลุ่มทุนสามานย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้วก็มีนโยบาย ที่ไปส่งเสริมการผูกขาดของทุน ไม่ไปแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ํา

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายได้ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วก็ข้อ ๙๙ ครับ เพราะว่า ผู้อภิปรายได้ยกมาตราที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๑๗ เพื่อที่จะอภิปราย คือมันไม่ใช่เลย ครับท่านประธาน การแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติไว้มาตรา ๒๙๑/๑๑ ไม่มีในประเด็นนี้เลย เพราะฉะนั้นการที่อภิปรายทิ่มคนอื่นแทงคนอื่น เอาดีใส่ตัวคนอื่นชั่วหมด มันอภิปรายอย่างนี้ ได้อย่างไรครับ มันไม่ใช่ในวาระแรกครับท่านประธาน ถ้าวาระแรกอภิปรายในเรื่องรัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยครับ มีเท่านี้ นะครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

แล้วก็เรื่องนี้ พูดแล้วก็วกวนแล้วก็แทงคนโน้นทีแล้วก็ถอยกลับมา การกระทําอย่างนี้เป็นการทําที่มีเจตนา ที่จะทําร้ายคนอื่นครับ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ผมกําลังฟังอยู่ ว่าท่านผู้อภิปรายก็กําลังชี้แจงเหตุผลว่าทําไมท่านถึงแปรญัตติในวรรคสอง ซึ่งท่านแปรญัตติ ว่าจะให้ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ กับปี ๒๕๔๐ เข้ามาแทนที่ ท่านพยายามพูดเหตุผลในตรงนั้น แต่ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนท่านสาทิตย์นิดหนึ่งก็คือว่าอยากจะขอความกรุณาท่าน หลีกเลี่ยงตัวอย่างที่มันอาจจะเป็นข้อเท็จจริงหรืออะไรที่ยังไม่เกิดขึ้นนะครับ กรุณาหลีกเลี่ยง ตรงนั้นเถอะครับเพื่อจะได้ลดการประท้วงด้วย แล้วก็จะทําให้เราสามารถดําเนินการประชุม ได้ประหยัดเวลาขึ้นครับ เชิญต่อครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านวรชัย ท่านกล่าวเสียดสี ต่อสมาชิกที่อภิปรายอยู่ครับว่าเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น เท่าที่ฟังมาท่านประธานก็ไม่ได้ ตําหนินะครับว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมตําหนิแล้วครับ ผมบอก พอเถอะครับ พอแค่นั้นนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เขาเอา ดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นอย่างไรครับ เขาพูดอะไรที่เป็นเรื่องที่คนอื่นชั่วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือบังเอิญเป็นประโยคสุดท้าย ผมก็รีบตัดบทนะครับ ผมตัดบทไปแล้วครับเมื่อสักครู่

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอให้ ประธานวินิจฉัยว่าคํานี้เป็นคําเสียดสีครับ ขอให้ท่านถอนด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมบอกให้ท่านหยุดพูดแล้วครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอให้ ถอนด้วยครับ เฉพาะคําพูดครับ ท่านประธานวินิจฉัยก่อนครับ เพราะว่าผมขออนุญาตให้ ท่านใช้อํานาจของท่านสั่งให้สมาชิกถอนคําพูดครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับท่านบุญยอด เมื่อสักครู่ผมบอกพอครับ แล้วผมตัดไปแล้วตรงนั้นถือว่าจบนะครับ เดี๋ยวถ้าเผื่อมีอีกที ผมจะทําอย่างที่ท่านแนะนํา ตอนนี้ก็เชิญท่านสาทิตย์ต่อครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมเรียน ท่านประธานเบื้องต้นก่อนนะครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอประท้วงผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ ลุกขึ้นมาประท้วงไม่ทราบว่าถูกอภิปรายพาดพิงเสียหาย ตรงไหนครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยแล้วต้องให้เด็ดขาด อยู่ ๆ แล้วมาประท้วงโดยที่ตัวเอง ไม่ได้เสียหายนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรนะครับ พอดี ท่านบุญยอดอาจจะประท้วงผมนะ ไม่เป็นอะไรท่านประสิทธิ์จบแล้วครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ไม่ใช่อยู่ ๆ แล้วก็มาให้คุณวรชัยถอนอย่างนี้ แสดงว่าคุณวรชัยเสียหายนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยไปแล้วว่าผมได้ บอกกับท่านวรชัยไปแล้วนะครับ เมื่อสักครู่พอดีตัดบททันครับ โอเค ครับ เชิญท่านสาทิตย์ ต่อเถอะครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตอธิบายนะครับ เพราะท่านบอกว่าผมไม่ได้ประท้วง ตามข้อบังคับ ผมประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๓ ก็คือการห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือว่า ใช้วาจาไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด ผมก็ใช้ตามข้อนี้นะครับ ส่วนตัวท่านเอง ท่านก็ยังทําตัวไม่เหมาะสมอยู่ดีในเรื่องเครื่องแต่งกายครับ ท่านประธานท่านที่แล้วก็ได้ วินิจฉัยไว้แล้วนะครับ ท่านก็ยังไม่ได้ปรับปรุงตัวของท่านให้เหมาะสมต่อไปครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เอาล่ะครับ ทั้ง ๒ ฝ่าย ท่านก็ได้พูดกันคนละทีแล้ว พอนะครับ พอเถอะครับท่านอาจารย์ เชิญนะครับ ท่านอาจารย์คงไม่เกี่ยวกระมังครับงานนี้ ผมว่าได้พูดกันคนละทีพอแล้วครับ ถ้าเผื่อท่านจะ เอากันคนละ ๑๐ ครั้ง ผมไม่อนุญาตนะครับ เชิญท่านสาทิตย์ต่อครับ ท่านอาจารย์ไม่เกี่ยว ท่านประสิทธิ์เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้ สิทธิพาดพิงนะครับ กรณีที่ผมใส่ชุดสีแดงเข้าสภานี้ ระเบียบไม่ได้บังคับว่าใส่ไม่ได้นะครับ หรือมันเห็นสีแดงแล้วมันบาดใจจะตายหรืออย่างไรครับ มันทําใจไม่ได้หรือครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านประสิทธิ์ ท่านอธิบายแล้วว่าสีแดงใส่ได้ โอเค ท่านได้ชี้แจงแล้ว จบเถอะครับท่านบุญยอด ไม่มีอะไรแล้ว เรื่องสีเสื้อเอง เชิญท่านพาดพิงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานนะครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย อีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ท่านประธาน ท่านที่แล้วผมได้ยินว่าท่านมีคําวินิจฉัยไปแล้วนะครับว่าเสื้อสีแดงไม่ได้ผิดข้อบังคับ แต่ไม่เหมาะสม ผมต้องขอยืนยันนะครับว่าท่านประธานรัฐสภาท่านที่แล้วตักเตือนไปแล้วว่า ต้องให้ปรับปรุงตัว ต้องไปทําตัวให้เหมาะสมครับ ไม่ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องสีแดงว่าจะตาย มีใครตายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านบุญยอด ผมพูด หรือครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร จบแล้วท่าน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ข้อสรุปก็คือว่าการใส่เสื้อสีแดงไม่ผิดข้อบังคับแต่ไม่เหมาะสม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านสมศักดิ์ ท่านวินิจฉัยไปแล้วนะครับ พอเถอะครับ ท่านเสียหายอะไรหรือเปล่า เสียเวลานะท่าน ผมว่า ท่านอยากอยู่ถึงตี ๓ ตี ๔ หรือเปล่า จริง ๆ นะมันเสียเวลา ขอโทษนะ อย่าให้ผมพูดคําที่ มันไม่เพราะแต่ผมว่าเสียเวลา ท่านอย่าเลยครับ เชิญท่านสาทิตย์เถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอบคุณครับ ก่อนอื่นผมต้องเรียนท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกพาดพิงผมว่าเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ไม่มีนะครับ เพราะคนดีอย่างไรก็ดี แต่คนชั่วอย่างไรก็ชั่ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่านสาทิตย์ จบไปแล้วเถอะครับเรื่องนั้น เชิญท่านอภิปรายต่อเถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

มันกระทบ พาดพิงครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร เชื่อผมเถอะ คนที่ฟังอยู่นี้เขาเข้าใจครับ เขาวิเคราะห์เป็นครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอบคุณครับ ผมก็เพียงแต่พูดถึงตรงนั้นเบื้องต้นนะครับ กลับมาสู่ประเด็นของผมว่าทําไมผมถึงไม่ไว้ใจ มาตรานี้จําเป็นที่จะต้องมีการแปรญัตติก็เพราะเหตุว่าต้องกําหนดเนื้อหาเอาไว้ด้วย เพราะเกรงว่ากลุ่มบุคคลที่พูดจาที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง เรื่องของศาล เรื่ององค์กรอิสระนั้น จะมีการไปดําเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทั้งหลาย ซึ่งจะกระทบถึงหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม และกระทบถึงเรื่องที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยว่าบางคดีนั้นก็มีความประสงค์ ที่จะมีการแก้ไขผลแห่งคดีนั้นด้วย ผมเรียนท่านประธานต่อนะครับผมคิดว่าเรื่องของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งเขียนโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๕๐ นี้ กําลังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่คิดว่าไม่มีความจําเป็นต้องเขียนเอาไว้ เพราะประสงค์จะให้ ตัวรัฐบาลนั้นที่มาจากการเลือกตั้งสามารถกําหนดนโยบายได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องคํานึงถึง เรื่องของความเหลื่อมล้ําทั้งหลายหรือเรื่องอื่น ๆ ที่เขียนเอาไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายครับ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้มีเจตนารมณ์ ที่ประสงค์จะให้รัฐบาลไม่ว่าชุดใดก็ตาม จําเป็นจะต้องคํานึงถึงความเป็นธรรมในสังคม บทบัญญัติบางประการนั้นเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องของสิทธิของชุมชน เกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่อง ของสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ถ้าหากบทบัญญัติในมาตราเหล่านี้ถูก เปลี่ยนแปลงแก้ไขไปแล้วใช้ระบบเสียงข้างมาก ฝ่ายบริหารครอบงําเข้าไปทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการแล้วไซร้ ผมว่าประเทศไทยก็จะมีลักษณะของการเสียสมดุล และถึงเวลานั้น ผมคิดว่าบุคคลที่เข้าสู่อํานาจ ถ้าหากว่ามีอํานาจมากแน่นอนครับ เราก็ทราบกันโดยทฤษฎี ทางรัฐศาสตร์ว่ายิ่งมีอํานาจมากเท่าไร ถ้าเหลิงอํานาจมากที่สุดแล้วก็นําไปสู่ความคิดที่เป็น เผด็จการมากเท่านั้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านสาทิตย์ ให้กระชับเข้ามาอยู่ในเรื่องที่ท่านขอสงวนคําแปรญัตติไว้นะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าสภานี้เป็นที่พูดและต้องพูดความจริง สิ่งที่ผมพูดก็เป็นเรื่องหลักการ ทั่วไปซึ่งสังคมรับรู้กันอยู่ ผมเข้าใจท่านประธานนะครับ เพราะท่านต้องปฏิบัติหน้าที่ แต่ว่า ความคิดความเห็นเพื่อนสมาชิกถ้าไม่ได้พาดพิงตัวบุคคลนี่อยู่ในแนวทางซึ่งก็ควรจะพูดถึงได้ ประชาชนควรมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นครับ ผมไปต่อครับท่านประธานว่าผมได้แก้ แปรญัตติในบทบัญญัติต่อไป คือในวรรคถัดมาอีก ๒-๓ วรรคนะครับ ซึ่งทางกรรมาธิการ ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ผมเขียนเอาไว้ว่าให้นําบทบัญญัติในหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาบรรจุในรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่โดยไม่มี การแก้ไข ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ผมสรุปท่านประธานสั้น ๆ ครับว่ามีข้อกังวล อย่างน้อย ๒ ข้อ ร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เขียนสิ่งเหล่านี้เอาไว้ เขียนแต่เฉพาะกรณี หมวดพระมหากษัตริย์จะไม่มีการแก้ไข แต่ที่คนเขากังวลก็คือจะมีการต่อเติมเพิ่มเติม ประการใดลงไปหรือไม่ เพราะนั่นอาจจะทําให้เกิดปัญหาความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยได้ ผมจําเป็นต้องพูดตรงนี้ครับ แล้วไม่ได้กระทบถึงตัวบุคคลใดด้วย แต่ผมยืนยันความเชื่อ ของผมซึ่งผมเชื่อว่าตรงกับท่านประธาน และตรงกับคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้ที่เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน หลายร้อยปีที่เราปกครองในประเทศนี้มา สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันซึ่งเป็น จุดศูนย์กลางและเป็นจุดยึดเหนี่ยวของคนในสังคมมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีเหล่านั้น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้กําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจในหลายเรื่องที่เขียนไว้ เป็นพระราชอํานาจ จึงตราเอาไว้โดยเจตนารมณ์เหล่านั้น และเราปฏิเสธความจริงไม่ได้ครับ ๕ ปีที่ผ่านมากระบวนการเสนอความคิดที่เรียกถึงขั้นจะปฏิรูปสถาบันมีจริง ในมือผมนี่ ผมไม่อยากจะพูดในรายละเอียดนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ มาตรา ๒๙๑/๑๑ มันก็มีประเด็นอยู่เพียง ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ เท่านั้นเองนะครับ คือประเด็นเรื่องเวลาในวรรคแรกกับประเด็นที่อยู่ในวรรคห้า ส่วนที่ท่านสาทิตย์ได้กรุณา เพิ่มเติมนั้นท่านพูดมาแล้วข้างบนผมไม่พูดถึงครับ ท่านเพิ่มมา ๒ วรรค ที่เป็นข้อกังวลของท่าน วรรคแรกมันก็มาตรงกับวรรคห้าอันนี้นะครับ ตรงกันอยู่ แต่ว่าอาจจะไม่สมบูรณ์เท่าของท่าน แล้วก็อีกวรรคหนึ่งก็เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบต่าง ๆ ตุลาการด้วย อยากขอความกรุณาท่านอยู่ตรงนี้เถอะครับ และเชิญท่านต่อเถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมก็อยู่ตรงนี้ นะครับท่าน ที่ผมบอกว่าจะต้องเขียนในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หมวด ๑ หมวด ๒ เอาไว้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ให้เป็นหมวด ๑ หมวด ๒ รัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนขึ้นมาใหม่เลย ผมกําลังบอกท่านประธานว่าปฏิเสธไม่ได้ครับว่าหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้นเป็น ความอ่อนไหวของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นความกังวลของคนในสังคมไทย สภาอย่าปฏิเสธ ความจริงเรื่องเหล่านี้ จริงครับ กรรมาธิการเขียนเอาไว้ แต่ผมคิดว่าไม่พอครับ จําได้ไหมครับ เคยมีคนให้สัมภาษณ์ถึงการกล่าวคําปฏิญาณต่อหน้ารัฐธรรมนูญ ผมไม่ได้บอกว่าใครนะครับ และที่ผมบอกในมือของผมนี่ผมไม่ได้ยกมาแสดงหรอกครับ แนวความคิดเรื่องปฏิรูปสถาบัน ของกลุ่มซึ่งเรียกตัวเองชัดเจนนะครับว่าเป็นกลุ่ม นปช. ยูเอสเอ (USA) อยู่ในเว็บไซต์ชัดเจน ยังมีกลุ่มความคิดอื่นที่เคลื่อนไหวกันอยู่ ประเด็นของผมก็คือประเด็นอ่อนไหวเหล่านี้ กรรมาธิการควรจะสํานึกว่าไม่ควรจะหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นอ่อนไหวที่อาจจะนําไปสู่ ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทย ทําไมจึงไม่บัญญัติเอาไว้ละครับ ท่านเขียนเอาไว้แต่เพียง บอกว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ อันนี้ครับ ท่านเขียนเอาไว้เพียงแต่บอกว่า

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยเชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้อภิปรายทําผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วก็ยังไม่ฟังท่านประธานอีกครับ พูดในประเด็นที่ไม่มีในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เลยครับ หมวดพระมหากษัตริย์ไม่มีเลยครับ ท่านดูเลยตั้งแต่ (๑) ถึง (๖) ไม่มีพูดเรื่องนี้เลย แล้วเอามาพูดเทียบเคียงว่าคนโน้น คนนี้ คนนั้น ไม่จงรักภักดีครับ แล้วก็มีองค์กรอิสระเพิ่ม มาอีกครับ ขอให้ท่านประธานสภาวินิจฉัยด้วยครับว่าผู้อภิปรายนั้นกําลังทําผิดข้อบังคับครับ แล้วก็ขอให้กลับมาอยู่ในประเด็นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือต้องขอเรียนท่านวรชัยว่า อันนี้เป็นคําแปรญัตติของผู้สงวนคําแปรญัตติ ซึ่งอยู่ในหน้า ๒๔๕ เพียงแต่ผมคิดว่าท่านสาทิตย์ ก็ใช้เวลาเยอะเหมือนกันครับ ขณะนี้ผมอยากจะเรียนขอความร่วมมือว่าอยากให้ท่านสาทิตย์ ช่วยเข้าประเด็นเข้าในเรื่องที่ท่านขอเพิ่มนี้นะครับ แล้วก็จะได้สงวนเวลาให้ด้วย เรายังเหลือ อีก ๑๔ ท่านที่รอคิวอยู่นะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมก็คงอยู่ใน เรื่องที่ผมแปรญัตติเอาไว้นะครับท่านประธาน ยังไม่ได้ออกไปไหนเลยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมได้วินิจฉัยตรงนั้นไปแล้ว เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอบคุณครับ ที่ผมกังวลก็คือหมวด ๑ เช่นเดียวกันครับ หมวด ๑ เรื่องของประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียวกัน แบ่งแยกมิได้ จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้เขียนเอาไว้ ๗ บทบัญญัติมาตรา ก็แปลกใจครับที่ไม่เขียนเอาไว้ว่าบัญญัติให้เป็นไปตามนั้นเป็นเพราะ อะไร เราจะเอาไปเขียนเอาไว้เปิดกว้างให้ สสร. ได้เข้ามาใหม่ไปเขียน โอกาสเปลี่ยนแปลง หมวด ๑ บททั่วไป ซึ่งเสมือนกับเป็นจุดมุ่งหมายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า เป็นเรื่องอันตรายครับ แต่เอาล่ะอย่างไรก็ตามท่านประธาน ผมได้เขียนต่อไปในวรรคต่อไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ และองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐและต้องไม่มีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต ข้อนี้มีนัยแน่ท่านประธานครับ มีคนซึ่งเป็นกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ไปให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ พูดกันเอาไว้ชัดครับ ท่านพูดถึงจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ท่านพูดถึงเรื่องที่มาของศาล ท่านตั้งประเด็นว่าวันนี้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติกลับตรวจสอบฝ่ายตุลาการไม่ได้เลย คําว่าตรวจสอบไม่ได้แปลว่าแทรกแซง แต่ถ้าตัดสินแล้วผิดทํานองคลองธรรมต้องตรวจสอบ ได้ว่าทําไมตัดสินแบบนี้ หรือถ้าไม่ให้ประกันตัว ทําไมถึงไม่ให้ ถ้าคนนี้เป็นคนธรรมดา ไม่แปลกหรอกครับ แต่เป็น ๑ ในกรรมาธิการยกร่าง เป็นแกนนําของพรรครัฐบาลด้วย การพูดแบบนี้แปลว่าท่านต้องการสร้างกระบวนการตรวจสอบในคําพิพากษาของศาล ใช่ไหมครับ โดยการเขียนผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าทําไมคุณถึงต้องตัดสินคดีแบบนั้นแบบนี้ นี่ล่ะครับความกังวลอย่างไรครับ มีการพูดถึงองค์กรอิสระด้วย มีการพูดถึงองค์กรอิสระ ในทํานองที่มีคําถามว่าคนในพรรคร่วมรัฐบาลบางคนเสนอโละองค์กรอิสระให้เหลือแต่ กกต. สตง. และ ป.ป.ช. คนคนนี้ตอบว่าควรจะเหลือเท่าที่จําเป็น คําถามคือยุบอะไรครับ มีแกนนํา ในรัฐบาลให้ความเห็นก่อนหน้าครับ ผมไม่เอ่ยชื่อครับ เขาเป็นคนนอกสภา เขียนในเรื่อง โรดแมพ (Road map) ยกร่างประเทศไทย แล้วถ้อยคําเหมือนกันเลย คือมุ่งไปที่การตรวจสอบ กระบวนการยุติธรรมและพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อองค์กรอิสระ กลุ่มคนเหล่านี้ถ้าเข้ามา มีอิทธิพลทางความคิดต่อ สสร. อะไรจะเกิดขึ้นครับ ผมจึงต้องเขียนอย่างไรครับท่านประธาน ว่าต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ กําลังไปเขียนที่มาขององค์กรอิสระเหล่านั้นใหม่ให้ฝ่ายการเมืองครอบงําโดยเบ็ดเสร็จ ใช่หรือไม่ บุคคลเหล่านี้ไปกล่าวถึงขั้นโจมตีคําว่าตุลาการภิวัฒน์ด้วยซ้ําไป แล้วเป็นการพูดในถ้อยคํา ลักษณะการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยนะครับ ผมก็ไม่กล่าวหรอกครับว่าเป็นใคร เพราะว่าอาจจะ มีการประท้วงกันได้ แต่ผมก็จะบอกว่าถ้ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนซึ่งไม่มีอิทธิพล ไม่มีบทบาท ไม่มีตําแหน่งแห่งที่ที่ไปเกี่ยวข้องกับคนที่เป็นรัฐบาลไม่ต้องพูดถึงครับ แต่นี้ใช่ครับ ท่านควรคิดอย่างไร คนเขาถึงกังวลอย่างไรครับ ว่าเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีความในใจ มันมีประเด็นซ่อนเร้น มันมีความระหว่างบรรทัดที่จะกระทบไปถึงองค์กรเหล่านั้น เพราะว่า เคยมีปัญหากันมาแล้ว สุดท้ายที่ผมเขียนเอาไว้ก็คือต้องมีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการ ในอดีต เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวที่สุดครับ ถ้าเอ่ยถึงคดีขึ้นมาแล้วก็ประท้วงกันวุ่นวายครับ แต่สภาต้องพูดความจริงอย่างไรครับ คนซึ่งถูกศาลตัดสินไปแล้ว ไม่ยอมรับการตัดสิน หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ เราจะเขียนรัฐธรรมนูญให้มีผลล้างสิ่งที่เขาทําและอาจลบล้าง ถึงคําพิพากษาทําไม่ได้ครับ เพราะถ้าเกิดลักษณะเช่นนั้นเกิดขึ้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสาทิตย์ด้วยความเคารพ ขณะนี้ท่านใช้เวลาไปประมาณ ๕๒ นาที หากท่านจะกรุณาสรุปก็จะเป็นพระคุณครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เหลือ ๘ นาที ก็จบครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ กระผมถึงต้องเรียนท่านประธานอย่างไรครับว่า ถ้าใครก็ตามที่กระทําความผิดจะทุจริต คอร์รัปชัน โกงกิน ถูกศาลตัดสินหลบหนี วันหนึ่ง มีอํานาจ มีวาสนา มีบารมีขึ้นมา มีพรรคพวกไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายให้ตนเอง พ้นผิด คุกก็มีไว้ขังคนจนเท่านั้นละครับ คนร่ํารวย คนมีอิทธิพลก็สามารถจะใช้อิทธิพลไป แก้ไขกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ลบล้างความผิดให้ตัวเองได้

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้กําลังอภิปรายตามข้อ ๔๓ คือท่านผู้กําลังอภิปรายนั้นได้พยายามจินตนาการในแง่ลบ แล้วก็มากล่าวหาต่อฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลให้สังคมเข้าใจผิดคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อบุคคลในซีกของรัฐบาลแล้วก็ทําเพื่อตัวเอง ท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายได้ จินตนาการตั้งหลายเรื่อง ผมนั่งฟังมานี่ก็พยายามฟังด้วยความอดทนคิดว่าท่านจะสรุปจบ ๆ แต่ว่าท่านก็ไม่จบสักที ตั้งแต่เรื่องการเลือกตั้ง สสร. ท่านบอกว่าเราเองจะควบคุมการเลือกตั้ง สสร. ให้ได้มาตามอําเภอใจ แต่ท่านประธานก็รู้ ไม่มีใครจะไปควบคุมประชาชนได้นะครับ หรือกระทั่งได้ สสร. มาแล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านก่อแก้วครับ เอาเฉพาะ เรื่องที่ท่านประท้วงแล้วกันครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ใช่ว่าจะ ไปบังคับให้เขาเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรตามใจฉันได้ ไม่ใช่ครับ เราไม่สามารถควบคุม สสร. ได้เลย ตอนนี้ก็ไปไกลแล้วครับ ถึงขั้นจะออกรัฐธรรมนูญที่เรียกว่านิรโทษกรรมความผิด ตัวเองได้อีก ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นการใช้จินตนาการทางลบ แล้วก็สร้างความเสียหายให้กับ พวกกระผมครับ ขอให้กรุณาวินิจฉัย แล้วก็เตือนผู้อภิปรายด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจครับท่าน ผมก็เรียน ท่านสาทิตย์แล้วนะครับ ก็ขอความกรุณาท่านหลีกเลี่ยงคําพูดที่คนฟังแปลแล้วเข้าใจว่า เป็นอะไร ท่านเข้าใจที่ผมพูดไหมครับ ผมคิดว่าท่านเก่งกว่าผมเรื่องภาษาไทยนะครับ ก็ขอความกรุณาด้วย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ก่อนที่จะ มีการตัดเข้าถ่ายทอดข่าวนะครับ ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ จินตนาหรอกครับ กระทั่งเรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ ท่านประธานท่านดูสิครับ กรรมาธิการ ยังบัญญัติเพิ่มเติมเอง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทํามิได้ อย่างนี้เป็นต้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ ไม่เป็นอะไรครับ ถูกต้องครับที่ท่านพูด แต่ว่าตัวอย่างทั้งหลายนี่อยากจะขอให้เป็นเรื่องที่อย่าเอ่ยถึงในลักษณะ ที่ว่าคนฟัง ๆ แล้วเข้าใจว่าเป็นอะไรนะครับ ผมพูดอย่างนี้ท่านคงเข้าใจ เพราะฉะนั้น ภาษาท่านดีกว่าผม ท่านพูดเพราะกว่าผมเยอะเลย กรุณาหลีกเลี่ยงตรงนี้แล้วก็หากเป็นไปได้ ถ้าเผื่อท่านนึกถึงเพื่อนที่รอคิวอยู่อีก ๑๓-๑๔ ท่าน ขณะนี้ท่านใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมงกว่าแล้ว เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมกราบเรียน ท่านประธานสุดท้ายนี้นะครับว่าจริง ๆ แล้วเรื่องที่กระผมยกตัวอย่างมานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ จินตนาการหรอกครับ มันมาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด เรื่องจะไปถ่วงดุล ส.ว. ศาล องค์กรอิสระ ทั้งหลาย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านสรุปเลยเถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กําลังสรุปครับ ท่านประธานต้องอย่ากลัวนะครับ เราต้องอย่าให้สังคมไทยเป็นสังคมภายใต้ความกลัวที่พูด ความจริงไม่ได้นะครับ เมื่อกี้สมาชิกวุฒิสภาก็เจอไปครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็จะสรุปเท่านั้นครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พูดได้ครับท่าน ท่านสาทิตย์ พูดได้แต่ขอให้เป็นอย่างที่ผมได้แนะนําไปเมื่อสักครู่ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผมก็จะสรุปในตอนท้ายเท่านั้นเองครับว่าเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันจําเป็นหรือที่ต้องไปควบคุมกํากับเนื้อหา นี่ขนาดยกตัวอย่างคนที่พูดจาในลักษณะนี้ ไม่หมดนะครับ การปราศรัยในการชุมนุมทางการเมืองของคนบางสีเสื้อที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่านี้ ซึ่งอันนี้มีเวลาเราต้องหยิบยกขึ้นมาพูดจากันแน่นอน แล้วถึงเวลานั้นท่านประธานครับ ถ้าไม่ควบคุม ไม่กํากับเนื้อหา ปัญหารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่จะสร้าง รอยแผลให้กับสังคมไทยครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช เชิญครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมมีแปรญัตติ ๔ ประเด็นด้วยกันครับ

ประเด็นที่ ๑ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าในเรื่องของอํานาจหน้าที่ ในการทํางานของสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน กําหนดเวลา ๒๔๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ก็กราบขอบพระคุณที่ท่านกรรมาธิการเห็น ความสําคัญของระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมในร่างของตัว ครม. ใช้เวลา ๑๘๐ วัน มีการปรับปรุง ๒๔๐ วัน ซึ่งเหตุผลในการปรับปรุงผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก ด้วยเหตุผลว่าเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญถ้าไม่สามารถดําเนินการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญได้ ภายในกําหนดเวลาก็อาจจะทําให้ตัวรัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างขึ้นฉบับใหม่ครั้งนี้ตกไป ตามเงื่อนไขของตัวมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๒) แทนที่จะให้กรรมาธิการปรับปรุงเป็น ๒๔๐ วัน ผมคิดว่ามันมีที่มาที่ไปที่จะปรับปรุงตรงนี้ก็คือถ้าเราดูในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในการจัดทํา สสร. ครั้งที่ ๑ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวคือ ๒๔๐ วันครับ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ๒๔๐ วัน เป็นไปตามตัวรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ อยู่ในมาตรา ๒๑๑ เตรส ซึ่งกําหนดระยะเวลา ๒๔๐ วันเหมือนกัน ผมคิดว่าเป็นหลักในการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ใช้เป็นหลักในการอ้างอิงใช้ดําเนินการดังกล่าว ในขณะเดียวกันกราบเรียนท่านประธานครับ ผมมองว่าในระยะเวลา ๒๔๐ วัน นอกจากกรอบในการทํางานในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เท่านั้น มันยังมีเรื่องกระบวนการที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ในการดําเนินการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งในส่วนของภาคประชาชน ทางศาล ทางองค์กรอิสระ ทางรัฐสภา ต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะต้องมีการให้ความเห็น สะท้อนความคิดเห็น ต่าง ๆ เพื่อให้ตัวสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะมีทั้งตัวคณะกรรมการร่าง คณะกรรมการ รับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ดําเนินการภายในระยะเวลา ๒๔๐ วัน ซึ่งผมคิดว่า ระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเราเทียบดูกับตัว สสร. ๒ ที่เป็นคนเทียบ เป็นคนจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาใช้เวลาประมาณ ๑๘๐ วัน เพราะฉะนั้น ตัว สสร. ที่จะทําเกิดขึ้นในปีนี้ใช้เวลา ๒๔๐ วัน ผมคิดว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมนะครับ มีการเพิ่มขึ้นไปอีก ๒ เดือน น่าจะสอดคล้องกับการดําเนินการที่จะให้มีกระบวนการ ในการรับฟังความคิดเห็นประกอบกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ต้องขอกราบขอบคุณท่านกรรมาธิการที่เห็นความสําคัญในการขยายเวลาดังกล่าวออกไป นะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมขอแปรญัตติเพิ่มเติมก็คือ อยู่ในวรรคสี่นะครับ ก็คือว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องคํานึงถึง ความคิดเห็นของประชาชนเป็นสําคัญนะครับ นี่คือประเด็นที่ผมแปรญัตติและต้องจัดให้ มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในทั่วภูมิภาค กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าในหลักการ ดังกล่าวการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถือว่ามีการวางหลักการที่ดีครับ ที่ว่าอย่างไรก็ตาม การทําร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ต้องรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค นี่คือหลักการนะครับ ซึ่งผมเห็นด้วย ถ้าไม่มีเขียนตรงนี้ก็จะทําให้ตัว สสร. ก็จะไม่มีการรับฟัง ความคิดเห็นของภาคประชาชน แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังมองว่าถ้ามีการเขียนปรับปรุง ในตัวข้อความนี้ให้มีความกระชับแล้วก็จะให้มีความสอดคล้องกับสิ่งที่สะท้อนในการที่จะไป รับฟังความคิดเห็นนี้ ข้อความที่ผมคิดขึ้นมาโดยการแปรญัตติก็คือในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องคํานึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสําคัญ นี่คือสิ่งที่ผมเพิ่มขึ้น แล้วต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค กราบเรียน ท่านประธาน ข้อความที่ผมกําหนดขึ้นมา ไม่ใช่ข้อความที่ทําขึ้นใหม่นะครับท่านประธาน ถ้าเราไปดูในตัวการจัดทําร่าง สสร. ๑ ซึ่งข้อความดังกล่าวก็มีการกําหนดไว้ในข้อความ ดังกล่าวเช่นกันนะครับ อยู่ในส่วนของมาตรา ๒๑๑ เตรส วรรคสาม ก็มีในข้อความดังกล่าว ซึ่งผมมองว่าการที่กําหนดข้อความดังกล่าวขึ้นมานี้จะทําให้นอกจากการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ควรต้องคํานึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสําคัญนะครับ มันจะแตกต่างกันตรงนี้จุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วผมคิดว่าอย่างไรผมก็เห็นด้วยกับทางกรรมาธิการนะครับว่า โดยร่างฉบับนี้ควรจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็น จะต้องคํานึงถึงความคิดเห็นด้วยนะครับ

ประเด็นต่อไป ในวรรคห้าก็คือว่าในร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลในการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูป ของรัฐนี้ ตรงส่วนนี้คณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมขึ้นมาว่ามีส่วนของการเพิ่มเติม ขึ้นมานะครับ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์นะครับ ในส่วนนี้ ผมก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ว่ามีบางส่วนเห็นชอบกับตัว ที่ผมแปรญัตตินะครับ แต่ว่ามีบางประเด็นก็คือในเรื่องของหมวด ๑ บททั่วไป เพียงแต่ว่า ผมมีข้อสงสัยจะสอบถามท่านกรรมาธิการดังต่อไปนี้ ก็คือว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ เป็นบทบัญญัติในหมวด ๑๖ ซึ่งก็คือว่าจริง ๆ หมวด ๑๕ มันมีการกําหนดไว้เหมือนกันว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐนี้นะครับ จริง ๆ มันมีระเบียบไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการระบุไว้ในหมวด ๑๖ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าตรงนี้ผมคิดว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่สอดคล้องกับตัวในหมวดของการแก้ไข หมวด ๑๕ คือมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของกรรมาธิการมีการเพิ่มเติม ขึ้นมานะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะไม่ไปแก้ไขหรือไปกระทบหมวด ๒ ในหมวด ของพระมหากษัตริย์ ผมเห็นด้วย ทําให้เกิดความชัดเจนขึ้นมาว่า สสร. นี้ซึ่งการดําเนินการ ดังกล่าวทําโดย สสร. สสร. ก็จะไม่แตะในหมวดดังกล่าวนะครับ แต่อย่างไรก็ตามในหมวด ๑ ซึ่งจริง ๆ แล้วในหมวด ๑ มีด้วยกันนะครับท่านประธาน ก็คือในหมวด ๑ มันมีได้ ๗ มาตรา แต่ขณะเดียวกันทางกรรมาธิการได้ดําเนินการร่างสอดคล้องกันก็คือว่าจะไม่มีการกระทบ กับตัวในมาตรา ๑ มาตรา ๒ ของตัวรัฐธรรมนูญตามที่ผมกล่าวอ้างไปแล้ว แต่ขณะเดียวกัน มันมีมาตราอื่นนะครับ ก็คือส่วนมาตรา ๓ ถึงมาตรา ๗ ก็อยากสอบถามทางท่านกรรมาธิการ ว่าในส่วนดังกล่าว คือถ้าเขียนอย่างนี้ก็คือเท่ากับสรุปว่า สสร. สามารถจะดําเนินการไป ปรับปรุงซึ่งอาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผมก็มองว่าโดยหลักการแล้ว สสร. ก็ไม่ควรจะ ไปดําเนินการที่จะไปกระทบอะไรมัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นหลักการ ที่ค่อนข้างจะเป็น หลักการนะครับ ตัวอย่างเช่นมาตรา ๓ ก็เป็นเรื่องของการแบ่งแยกอํานาจ ก็บอกว่าอํานาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น หรือการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักการแบ่งแยกอํานาจทั่ว ๆ ไป ซึ่งผมคิดว่าถึงจะใส่ไปในหมวด ๑ ก็ใส่ได้นะครับ หรือว่าในเรื่องของมาตรา ๔ เรื่องความคุ้มครอง แล้วก็เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ก็เป็นหลักการทั่ว ๆ ไป หรือมาตรา ๕ ประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ ศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครอง รัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน ๒ มาตรา มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บทบัญญัตินั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้นะครับ หรือในมาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับ แต่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าคณะกรรมาธิการก็ได้ บัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๑ มาตรา ๒ ซึ่งผมได้เรียนไปแล้วว่าก็เป็นไปในหลักการเดียวกับ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ผมเลยสอบว่าในส่วนมาตรา ๓ มาตรา ๗ ดูแล้วก็สามารถใส่ได้ ก็คงไม่ได้มีกระทบอะไร เลยอยากสอบถามว่าการที่ไม่ใส่ขึ้นไปตรงนี้ ซึ่งท่านอาจจะตอบไม่ได้ แต่เป็นกรอบของตัว สสร. ที่เราจะกําหนดไว้ ก็เลยอยากสอบถามท่านให้เกิดความชัดเจนครับ

กราบเรียนท่านประธานในประเด็นสุดท้ายที่ผมแปรญัตติ ก็คือในตัวของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสุดท้าย ก็คือในกรณีเรื่องรัฐสภามีการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าหรือเปล่า ถ้ามีตามลักษณะวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปนะครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ก็คือในวรรคห้าก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นกรณีนี้มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์ จะกระทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นอํานาจตรงนี้เป็นเรื่องของตัวรัฐสภาวินิจฉัยนะครับ ตรงนี้ ในหลักการแล้วผมคิดว่าก็คงสอดคล้องกับตัวรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในส่วนอํานาจ ในการวินิจฉัยก็คือว่าถ้าเราดูแนวคําวินิจฉัยปัจจุบัน ก็คือว่าอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ มีตัวคําพิพากษาของคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญ คําสั่งที่ ๔/๒๕๕๔ ในปัจจุบันซึ่งวางแนวหลักว่า คือศาลรัฐธรรมนูญก็คงมีอํานาจจะวินิจฉัยเฉพาะในส่วนพระราชบัญญัติใดไม่ให้ขัดหรือว่า แย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ในส่วนของตัวอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังไม่ได้มีอํานาจวินิจฉัยว่ากระบวนการ องค์กรของการรัฐธรรมนูญชอบหรือไม่ชอบ โดยเฉพาะในกรณีนี้ถ้าเราเห็นการพิจารณาตัวร่าง แก้ไขตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราจะได้เห็นเลยว่า เฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑๔ นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็คือเป็นเรื่องของกระบวนการตรงนั้น แต่ในขณะเดียวกันไม่ได้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๔ ก็คือบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุม การตราพระราชบัญญัติได้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กร วินิจฉัยมาใช้บังคับ นี่คือสภาพของกฎหมายปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นโดยส่วนตรงนี้ กลไกตรงนี้ที่ใช้รัฐสภาดําเนินการก็สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบันนะครับ ยกเว้นแต่ทางท่าน จะมีการระบุว่าให้องค์กรอื่นเป็นคนวินิจฉัยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามส่วนที่ผมแปรญัตติ ก็คือประเด็นที่ว่าในกรณีรัฐสภาวินิจฉัยการลงมติใช้มติเสียงอะไร โดยหลักแล้วการลงมติ โดยรัฐธรรมนูญมี ๒ มติ เป็นหลัก ๆ ก็คือมติเกินครึ่งหนึ่ง เสียงเกินครึ่งหนึ่ง หรือมติเสียงข้างมาก กราบเรียนท่านประธานนะครับ โดยระบบของเราเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ เป็นสาระสําคัญ ไม่ได้ว่าจะเป็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องวาระที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญก็กําหนด ไว้อยู่ในมาตรา ๒๙๑ (๓) ก็คือใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ใช้โดยวิธีการขานชื่อ เว้นแต่วาระที่สอง ในแต่ละมาตราใช้เสียงข้างมาก แต่ขณะเดียวกันในวาระที่สามก็ใช้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง ของตัวสมาชิกรัฐสภา หรือในกรณีที่กราบเรียนท่านประธานเพื่อบันทึกไว้ ก็คือว่าในกรณี ที่มีการตีความข้อบังคับของเรา ในระบบปัจจุบันข้อบังคับของวุฒิสภา ข้อบังคับของ ตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือข้อบังคับของรัฐสภา ตัวอย่างเช่นการตีความข้อบังคับของ ส.ส. ว่าจะใช้คะแนนเสียงอะไรในการตีความนะครับ ก็อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๗๗ ก็ใช้เสียงข้างมาก และถ้าตีว่าเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกนะครับ หรือกรณีของ ส.ว. การตีความข้อบังคับว่าจะใช้อํานาจในการตีความข้อบังคับของ ส.ว. อยู่มาตรา ๑๘๒ หรือการตีความของรัฐสภาในการประชุมตรงนี้ข้อบังคับถ้าเกิดจะใช้อํานาจ ในการตีความอยู่มาตรา ๑๑๗ นะครับ ก็คือใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งหมดนะครับ แต่กรณีตรงนี้ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าประเด็นมาตรา ๒๙๑/๑๑ ตรงนี้ถ้าเราไม่มีการเขียนระบุไว้ บอกว่าถ้ากรณีรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไป ตรงนี้ถ้าตีความกันความหมายมันก็คือว่าใช้เสียงข้างมากก็เป็นไปตาม ตัวรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๖ วรรคสอง ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานก็คือเราต้องกลับไป ที่มาตรา ๑๒๖ วรรคสองก็คือการลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่มีบัญญัติไว้ในเหตุแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้บัญญัติไว้ก็ต้องใช้เสียงข้างมาก ไม่ใช่ใช้เสียงกึ่งหนึ่ง แล้วก็สอดคล้องกับตัวข้อบังคับรัฐสภา มาตรา ๕๒ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าในหลักของการที่จะบัญญัติในเรื่องของการลงมติควรจะต้องมีความต่อเนื่องกัน ลําดับความสําคัญกัน ขณะเราตีความข้อบังคับของสภาเรายังใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วนี่การที่จะให้รัฐสภาวินิจฉัยตรงประเด็นนี้ ผมคิดว่าใช้เสียงข้างมาก อาจจะน้อยไปนิดหนึ่ง ก็ได้ฝากทางท่านกรรมาธิการพิจารณาดูว่าถ้าใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็สอดคล้องกันจะเหมาะสมกว่าหรือเปล่า หรือในกรณีที่มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในตัวมาตรา ๒๙๑/๑๕ ก็ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นโดยระบบแล้วตรงนี้ เสียงส่วนใหญ่แล้วจะใช้มติค่อนข้างจะมาก ก็เลยฝากถึงท่านกรรมาธิการให้คําชี้แจงนิดหนึ่ง แต่ผมเข้าใจนะครับ เพราะว่าถ้าเราไปดูตัว สสร. ๑ ในการจัดทํา สสร. ๑ เป็นคนจัดทํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลักการนี้ก็เหมือนกันเลย แต่ผมมองว่ามันน่าจะมีการพัฒนาการ มีการปรับปรุงในอดีตที่มันอาจจะขาดความรอบคอบทําให้เกิดความรอบคอบในเรื่องของ การตีความนะครับ ก็เลยฝากให้ท่านพิจารณานิดหนึ่ง

อีกประเด็นหนึ่งก็เรื่องของการที่ให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้เป็นคนตีความ มันก็คงมีปัญหาในการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายว่าเราไม่ได้ระบุไว้นะครับว่าอยู่ในอํานาจ ของการประชุมรัฐสภา แต่ขณะเดียวกันมันมีระบุไว้ในที่หนึ่งก็คือในตัวมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหกตรงนี้จะใช้บังคับได้หรือเปล่า ซึ่งตัวผมเองผมคิดว่าได้นะครับ ถึงแม้จะไม่ได้ระบุไว้ ในหมวดของการประชุมร่วมกันที่ทางท่าน ในประเด็นของมาตรา ๑๓๖ ไม่ได้มีการระบุไว้ ในมาตรา ๑๙ ผมขอความชัดเจนนิดหนึ่งนะครับว่าในแง่ของหลักการแล้วนี่ถึงแม้ไม่ระบุไว้ ในมาตรา ๑๓๖ แต่มีการระบุไว้เป็นพิเศษนะครับ อยู่ในหมวด ๑๖ ตรงนี้ผมยังคิดว่าน่าจะ ดําเนินการได้ ซึ่งถ้าผมตรวจสอบไปตรวจสอบ สสร. ๑ หลักการก็ร่างเหมือนกันไม่ได้ แตกต่างกันมันก็อาจจะมี การในวันนั้นก็ไม่ได้เขียนไว้เหมือนกัน สุดท้ายก็ใช้ที่ประชุมรัฐสภา เหมือนกันก็เลยอยากจะสอบถามความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว สุดท้ายผมคิดว่าในหลักการ ตรงนี้มีเป็นหลาย ๆ เรื่องที่จะเป็นโครงในการดําเนินงานของตัวสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่ผมให้ความสําคัญก็คือกระบวนการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ก็จริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ในอํานาจของคณะกรรมาธิการตรงนี้ แต่เป็นอํานาจของตัว สสร. ซึ่งผมคิดว่า สสร. แล้วถึงแม้บางอย่างไม่อยู่ในกรอบที่จะทําได้ แต่จะทําอะไรก็ตามคงต้อง รับฟังความคิดเห็นของหลาย ๆ คน ดูแล้วว่าการตรงนั้นสามารถทําได้หรือไม่ได้ และสังคม คิดอย่างไรกับการที่จะร่างตรงนั้นลงไปซึ่งจะนําไปสู่การทําประชามติ ซึ่งถ้าไม่ดีประชาชน ส่วนมากที่ลงประชามติอาจจะไม่เห็นด้วย จะให้ผมคิดว่า สสร. ที่จะเกิดขึ้นมาอย่างน้อย ช่วงกระบวนการ ๒๔๐ วันตรงนั้นควรจะรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนด้วย องค์กร อิสระรวมทั้งตัวศาลหรือว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ฝากไว้นะครับ กราบขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๒๙๑/๑๑ ของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ถือได้ว่า เป็นมาตราที่อาจจะเป็นมาตราที่สําคัญที่สุดมาตราหนึ่ง เพราะว่าเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วย เรื่องกระบวนการของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็มีทั้งเรื่องของกรอบเวลา มีทั้งเรื่อง ของการกําหนดขอบเขตหรืออํานาจของผู้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อการถกเถียงในสังคมในปัจจุบันที่ฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันว่า การผลักดัน การแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปเพื่อที่จะให้มีการปฏิรูป การเมือง เป็นไปที่จะให้บ้านเมืองของเรานั้นมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ได้มีการแสดงความวิตกกังวลชัดเจนว่าอาจจะมีการเบี่ยงเบนประเด็นหรือเอาประเด็น ของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเป็นเพียงเครื่องมือกลไกในการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ หรือวาระที่เป็นผลประโยชน์ของส่วนตนหรือพวกพ้อง เพราะฉะนั้นผมต้องขอกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าการแปรญัตติของกระผมในมาตรานี้ ซึ่งมีด้วยกันอยู่ใน ๓-๔ ส่วน รวมไปจนถึงการที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ผมจําเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการอธิบาย แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการอภิปรายออกนอกประเด็นโดยเด็ดขาด สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นแรก ที่ผมจะไม่รบกวนเวลาของทางสภาก็คือ ผมเองนั้นได้แปรญัตติในเรื่องของกรอบเวลา ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตามร่างเดิมนั้นกําหนดไว้ที่ ๑๘๐ วัน ซึ่งกระผมก็เห็นว่า เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป แล้วก็ได้มีการเสนอแปรญัตติว่าทางสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะมีเวลา ๑ ปีนับจากวันที่มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกเพื่อที่จะมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญให้เป็นไปอย่างรอบคอบ เพราะก็ต้องยอมรับนะครับว่าแม้การจัดทํารัฐธรรมนูญ หลายฉบับที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่เรามีประสบการณ์ค่อนข้างมากในการจัดทําหรือแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ แต่บ่อยครั้งเราก็เห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นปัญหา ในทางเทคนิค ในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นความผิดพลาดคลาดเคลื่อนซึ่งเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดีครับ โดยที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการแก้วรรคแรกโดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจาก ๑๘๐ วัน มาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งแม้ว่าจะยังสั้นกว่าระยะเวลาที่ผมได้เสนอคือ ๑ ปี แต่ผมก็คิดว่าอยู่ใน เกณฑ์ที่พอรับได้ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ติดใจในการที่จะอภิปรายในประเด็นนี้ ทีนี้เมื่อลงสู่สาระ ของการจัดทํารัฐธรรมนูญ ผมต้องซักซ้อมความเข้าใจเพราะว่าผมคิดว่าการเขียนมาตรานี้ มันก็จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสิ่งที่จะตามมาได้ ท่านประธานคงจําได้ครับว่าในการอภิปราย หรือในการที่จะมีการถกเถียงกันในเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันก็มีความพยายามในการสร้าง ความเข้าใจ ซึ่งผมคิดว่าทําให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความสับสน ตั้งแต่ว่าที่เรามาพิจารณากัน ครั้งนี้ซึ่งใช้เวลามาเรียกว่านานกว่า ๑๐ วันแล้ว ก็มักจะมีคําพูดว่าแก้ไขเพียงมาตราเดียว แต่เหตุใดจึงได้มีการใช้เวลากันมาก กระผมก็กราบเรียนท่านประธานนะครับทําความเข้าใจ ย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าการแก้ไขมาตราเดียว แต่เป็นการเปิดทางไปสู่การรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะฉะนั้นไม่เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าการอภิปรายของสมาชิกจึงจะต้องมีประเด็น มีความห่วงใยต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างมาก เพราะมันไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตราเดียว และจบสิ้นกระบวนการของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่มันแก้มาตราเดียวเพื่อแก้ไขหรือเรียกว่ารื้อทุกมาตรา และเขียนกติกาสูงสุดของสังคม เป็นฉบับใหม่ ที่สําคัญที่สุดครับ กระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญที่ว่านี้เมื่อร่างแก้ไข เพิ่มเติมผ่านไปแล้ว ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การมีการเลือก สสร. ไปจนถึงการที่ สสร. ใช้เวลา ๒๔๐ วัน ตามมาตรานี้จัดทํารัฐธรรมนูญเสร็จก็จะเข้าสู่กระบวนการของการจัดทําประชามติ นี่คือ ตามร่างที่มีการเสนอเข้ามา แล้วเป็นร่างที่คณะกรรมาธิการเห็นชอบนะครับ ท่านประธาน จะเห็นได้ว่าพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภาผ่านจากขั้นตอนการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม ในช่วงนี้ไปแล้วบทบาทของเราหมดนะครับในเรื่องนี้ เราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติม หรือมีส่วนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้อีกเลย ยกเว้นในกรณีเดียวตามร่างของกรรมาธิการ ก็คือกรณีที่ท่านประธานเห็นว่ามีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นมาใหม่นั้น มีผลเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐหรือมีการแก้ไขเพิ่มเติมในบางหมวดหรือไม่เท่านั้นเอง ผมย้ําตรงนี้นะครับ

ประการที่ ๑ ก็เพื่อจะบอกว่าความจริงแนวคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่เป็นแนวคิด ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันมา จะเห็นได้ว่าตอนจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แม้มี สสร. แต่ก็ให้ สสร. นําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกลับมาพิจารณาที่สภานี้ ร่างของพรรคชาติไทยพัฒนา กระผมก็เข้าใจว่ายึดถือตามแนวทางที่เคยปฏิบัติเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๓๙ ถ้าท่านประธาน จําได้นะครับ วันนั้นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งต่อมาก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เข้ามา อภิปรายในสภานี่ ทั้งฉบับอภิปรายไป ๑ วัน ยังไม่เลยคําปรารภเลยครับ เพื่อนสมาชิก ความจริงส่วนใหญ่นั่งอยู่ในซีกโน้นที่เคยสังกัดพรรคความหวังใหม่ อภิปรายใช้เวลาของสภา ทั้งวันทักท้วงว่ามีจุดไข่ปลาอยู่ที่คําปรารภ นั่นคือประวัติศาสตร์ กระผมถึงกราบเรียนว่าวันนี้ ที่ต้องพูดกันมากนี่ เพราะเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นไม่กลับมาที่นี้อีกแล้ว ถ้าเป็นไปตามสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้เขียนเอาไว้ ซึ่งต้องย้ํากับท่านประธานนะครับว่า ในรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งปรากฏในหมวด ๑๕ คือมาตรา ๒๙๑ ในปัจจุบันนั้นถือว่าเรื่องนี้เป็นอํานาจของรัฐสภาอย่างชัดเจน สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าที่กระผมต้องใช้เวลาในการพูดลงไปถึงเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ เพราะรัฐธรรมนูญที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้เปรียบเสมือนการขอให้รัฐสภามอบอํานาจ ให้ สสร. ไปจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วสมาชิกรัฐสภาก็จะมีสิทธิในการที่จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งเท่านั้นในการที่มีการไปจัดทําประชามติ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นว่าสิ่งที่เราทักท้วงหรือแปรญัตติเพิ่มเข้ามาในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของผมหรือเพื่อนสมาชิกอีกจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในวรรคหก และวรรคเจ็ดมันจึงเป็นเนื้อหาที่ต้องพูดกันเดี๋ยวนี้ ด้วยเหตุด้วยผลแล้วก็แจกแจงกัน พอสมควรว่าที่มาที่ไปของข้อเสนอนั้นคืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนที่ผมได้อภิปราย ในวาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของคําแปรญัตติของผมมีความพยายามจากทางรัฐบาลที่จะชี้แจง ว่าเรื่องนี้ไม่ต้องพูดกัน ถ้าจะไปเขียนถึงขอบเขตว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไรนั้น มันเป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเองผมยืนยันครับว่าที่บอกว่าไม่ควรจะมีการไปแก้ไข เพิ่มเติมในบางหมวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดพระมหากษัตริย์ต้องเขียนเอาไว้ วันนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งตอนแรกก็ท้าทายผมว่าให้มาโต้กันในเรื่องข้อกฎหมาย แต่สุดท้ายท่านก็บอกว่าท่านก้านหูอักเสบไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ก็ไม่ได้ตอบคําถามผม แต่ท่าน ยืนยันว่าของพวกนี้ไม่ต้องเขียน เพราะเป็นเรื่อง สสร. แค่กรอบที่เขียนเอาไว้ว่ารัฐธรรมนูญ จะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐนั้นเพียงพอแล้ว ซึ่งกระผมก็บอกว่าความจริงถ้อยคํา ตรงนี้ มันก็ถูกล็อกเอาไว้โดยมาตรา ๒๙๑ ในปัจจุบันอยู่แล้ว

ประเด็นแรก วันนี้ที่ผมจะต้องชี้แล้วส่วนหนึ่งก็ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการ ก็คือท่านยอมรับแล้วครับว่าจริง ๆ การกําหนดขอบเขตว่ารัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นจะเขียน อย่างไร จะแก้ จะรื้อ หรือจะคงอะไรไว้ เขียนในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่ได้ มิฉะนั้นแล้วท่านก็คงไม่เพิ่มข้อความเข้ามาว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ซึ่งบอกว่าจะกระทํามิได้ ท่านประธานเห็นไหมครับ การพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้คือการที่เรากําลังบอกว่าเรากําลังจะมอบอํานาจให้ สสร. ไปจัดทํา รัฐธรรมนูญ แต่โดยที่อํานาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ณ ขณะนี้ปัจจุบันนี้เป็นอํานาจ ของเรา เราย่อมมีสิทธิที่จะบอกกับ สสร. ได้ว่าถ้าจะไปจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นอะไรบ้างที่แก้ได้ เขียนใหม่ได้ อะไรบ้างที่ต้องคงไว้ วันนี้กรรมาธิการยอมรับหลักการนี้แล้ว ผมก็ขอขอบคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ท่านได้แสดงเจตนารมณ์ที่บอกว่าไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามครับการแก้ไขของท่าน ในวรรคนี้กับคําแปรญัตติของผมนั้นยังมีความแตกต่างในนัยสําคัญ และผมอยากกราบเรียน ทั้งสอบถาม แล้วก็ต้องอยากที่จะฟังเหตุผลว่ามีข้อที่จะมาหักล้างอย่างไร ผมได้แปรญัตติไว้ อย่างนี้ครับ ให้นําบทบัญญัติในหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาบรรจุในรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่โดยไม่มีการแก้ไข ความต่าง มีอะไรบ้างครับ

ข้อแรก กระผมบอกว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้มันไม่เหมือนกับในอดีต ประเทศไทยจัดทํารัฐธรรมนูญมาก็หลายครั้งมาก ๆ แต่ในการจัดทํารัฐธรรมนูญหลายครั้งนี่ บางเรื่องไม่เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือโต้แย้งกันทางสังคม แต่วันนี้ ท่านประธานทราบดีว่าบรรยากาศวันนี้ไม่ใช่ ถ้าจําได้ตอนที่เราคิดจะเขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่ ทั้งฉบับในปี ๒๕๓๙ ที่ออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะไม่ต้องมีสมาชิกรัฐสภาคนไหนเลย ขึ้นมาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ แต่ว่าสถานการณ์วันนี้ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีคนเสนอ จะมีคนหยิบยกขึ้นมาจุดประเด็น ในสังคม วันนี้ดูจะหยิบยกขึ้นมาหมดในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนสําคัญ ที่ทําให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยกที่รุนแรง เมื่อเป็นเช่นนี้คําถามแรกที่ผมจะต้อง ถามทางคณะกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของผมก็คือว่า ในกรณีหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญนี่ครับ ท่านมีความคิดว่า สสร. น่าจะไปพิจารณาแก้ไขในประเด็นไหนครับ

มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น ประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

ผมเอาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ แล้วก็ไล่มาเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ในมาตรา ๔ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายไปแล้ว การเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งจะทําให้มีบทบัญญัติกฎหมายอื่น ๆ มาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และในประเด็น ที่ว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใดก็ให้เป็นไปตามประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือมาตรา ๗ ๗ มาตรา เท่านั้นเอง ท่านอยากจะให้ สสร. มาถกเถียงกันหรือครับ มาตราไหนครับ ๑-๗ ประเทศไทย แบ่งแยกมิได้ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อํานาจอธิปไตยใช้ผ่าน ๓ ฝ่าย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับการ คุ้มครองจากรัฐธรรมนูญโดยเสมอกัน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และถ้าไม่มีบทบัญญัติใด ก็ให้ใช้ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตอบผมหน่อยสิครับ ในเมื่อท่านพร้อมที่จะเขียนว่าหมวดพระมหากษัตริย์แก้ไขมิได้ ผมถามว่า แล้วทําไมหมวดนี้ท่านถึงคิดว่าควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีทําไมไม่เขียนให้เป็น หลักประกัน ซึ่งมีความสําคัญทั้งหมวด ๑ และหมวด ๒ แล้วผมระมัดระวังมากนะครับเรื่องนี้ ผมทราบดีว่าที่มีการพยายามเสนอแก้ไขจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สาเหตุหลักที่อ้างก็อ้างว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ผมเห็นทุกฝ่ายบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นประชาธิปไตย ผมจึงแปรญัตติอย่างไรครับ บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเขียนขึ้น ยกเอาทั้งหมวด ๑ และหมวด ๒ ของปี ๒๕๔๐ มาไว้เลย กรรมาธิการมีข้อขัดข้องอะไรครับ ช่วยตอบผมหน่อย

ประเด็นถัดมาที่เกี่ยวกับมาตรานี้ นั่นก็คือว่าในขณะที่ท่านเขียนถึงหมวด พระมหากษัตริย์ว่าแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ ซึ่งผมก็มีเจตนาที่ได้ผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่วาระที่หนึ่ง แล้วท่านก็ยอมรับแล้วว่าเป็นสิ่งที่พึงเขียนได้ ผมจะเขียนไม่เหมือนกับท่านครับ ผมเขียนว่า ให้นําบทบัญญัติ หมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาบรรจุในรัฐธรรมนูญ ที่จัดทําขึ้นใหม่โดยไม่มีการแก้ไข ท่านอาจจะถามว่ามันเป็นเรื่องถ้อยคําหรือเปล่า แต่ผมกําลัง จะสอบถามท่านว่าที่ท่านเขียน ที่เพิ่มเติมเข้าไปใหม่ แก้ไขใหม่ บอกว่าเปลี่ยนแปลง แก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ คําถามก็คือว่ากระบวนการ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน มันเป็นกระบวนการอะไรกันแน่ มันไม่ใช่กระบวนการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว มันเป็นกระบวนการของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงไม่เข้าใจว่าทําไมถ้อยคําที่ท่านเลือกใช้ไปพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะถึงวันนั้นพอรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะใช้ ที่ท่านอ้างอิงถึงมันก็ไม่มี ทําไมท่านไม่เขียนอย่างที่ผมเขียนละครับว่าในการจัดทําใหม่ ซึ่งท่านแก้ไขเป็นหมวดเรื่อง ของการจัดทําใหม่ สาระของรัฐธรรมนูญที่จัดทําใหม่ให้เขียนว่าอย่างไร ผมเกรงว่ามันจะมี ความขัดแย้งในตัวไหมครับว่าตกลงท่านแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือท่านจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ถ้าท่านจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปเขียนเรื่องเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันจะต้อง ตีความว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันนะครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นหัวใจประการหนึ่ง ผมผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ซึ่งกังวลกันว่าจะมีความพยายาม ในการจุดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์ขึ้นมา ผมจึงเสนอว่าหมวด ๑ หมวด ๒ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เอามาใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ การต่อสู้ผลักดันในเรื่องนี้ ที่พูดกันมาประเดี๋ยวจะมีคนบอกว่าเป็น เพราะเราจินตนาการกันไปเองหรือเปล่าก็เลยต้องมาเขียน กรรมาธิการมาแก้ไว้ด้วย ความสบายใจ ผมบันทึกเอาไว้นะครับให้ท่านประธานทราบ ในวันที่ผมไปชี้แจงการแปรญัตติในมาตรานี้ในวรรคนี้มีกรรมาธิการท่านหนึ่งในซีกของรัฐบาล หลังจากที่มีคําชี้แจงของท่านประธานบอกว่าทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าไม่ต้องมีการแก้ไข หมวดพระมหากษัตริย์นี้ มีกรรมาธิการท่านหนึ่งได้ขอพูดเอาไว้ว่าไม่ใช่ทุกคน เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนยืนยันว่าเนื่องจากเป็นการแก้ไขมาสภายังไม่ได้ลงมติ ผมอยากจะเห็นการลงมติ ในเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้มีการแก้ไขอย่างหนักแน่น เพราะลําพังที่ผมไปชี้แจงในกรรมาธิการ ก็บ่งบอกว่ายังมีความคิดจากคนบางกลุ่มบางส่วนที่จะทําให้เรื่องนี้กลายเป็นปมความขัดแย้ง ในสังคม ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพ เมื่อผ่านจาก การแปรญัตติในเรื่องของหมวดบททั่วไป แล้วก็พระมหากษัตริย์ในวรรคถัดมา ผมจึงต้องการ ที่จะเพิ่มในเรื่องของเนื้อหาสาระหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นใหม่นั้น ซึ่งเมื่อคณะกรรมาธิการยอมแก้ไขในวรรคห้าหรือวรรคก่อนหน้านี้แล้ว ก็แปลว่าท่านยอมรับ หลักการว่าการกําหนดขอบเขต การจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ โดย สสร. สามารถทําได้โดยมติ และการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมจึงขอเพิ่มว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่ ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และต้องไม่มีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต การแปรญัตติวรรคนี้ ผมขอแบ่งเป็น ๒ ส่วนที่จะมีการอภิปรายชี้แจง

ส่วนแรก ก็คือปัญหาความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ และองค์กรตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมถึงต้องเขียนเรื่องนี้ ผมกราบเรียนเบื้องต้น ก่อนว่าวันนี้มีความสับสนที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องของประชาธิปไตย จะมีคําพูด ที่พยายามจะโน้มน้าวให้สังคมมองว่าสังคมหรือระบบที่เป็นประชาธิปไตยนั้นจะต้องเป็นเรื่อง ของกระบวนการการเลือกตั้งเท่านั้น ที่สําคัญที่สุดก็คือตรงนี้ทําให้มีความพยายามในการที่จะ ให้คนมองข้ามไปว่าในกระบวนการประชาธิปไตยนั้นซึ่งการเลือกตั้งเป็นหัวใจในการได้ผู้มา ใช้อํานาจการบริหาร ผลักดันนโยบายและกําหนดทิศทางของประเทศตามเจตนารมณ์ของ ประชาชนตามรัฐธรรมนูญนั้น มันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น ขณะเดียวกันหลักการสําคัญของประชาธิปไตยก็คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ของประชาชน ซึ่งไม่ใช่การใช้อํานาจในทางบริหารหรือทางนิติบัญญัติเท่านั้น คือการออกกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมายโดยฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่หัวใจที่จะอํานวยให้เกิดความยุติธรรม ความเสมอภาคภายใต้กฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพก็คือการมีอํานาจของฝ่ายตุลาการ และการมีการใช้องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเข้ามาประกอบ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ทุกประเทศครับ จะถือหลักความสําคัญของความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านี้ เพราะลําพัง การมีอํานาจตุลาการองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนี้ ถ้าไม่เป็นอิสระมันไม่เป็นประชาธิปไตย มันไม่เป็นหลักการหรือหลักประกันของความเป็นประชาธิปไตยได้ มีศาล จะศาลเดี่ยว ศาลคู่ ศาลพิเศษ มีองค์กร จะเป็น ป.ป.ช. กกต. หรืออะไรก็ตามครับ ถ้าต้องอยู่ภายใต้อาณัติ การควบคุม การแทรกแซง การครอบงําของผู้ที่มีอํานาจในทางฝ่ายบริหารแล้วมันไม่เป็น ไปตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย เพราะการวินิจฉัยถูก ผิด ถูก ผิด ตามกฎหมาย อะไรชอบ อะไรไม่ชอบ ถ้าถูกครอบงํา แทรกแซง ก้าวกายได้โดยฝ่ายบริหารก็จะกลายเป็น เพียงความยุติธรรมของคนที่มีอํานาจ คนผิดก็อาจจะไม่ผิดหากว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอํานาจ คนไม่ผิดก็ถูกกลั่นแกล้งได้เพราะว่า อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้มีอํานาจ อันนี้เป็นตัวชี้วัดสําคัญตัวชี้วัดหนึ่งนะครับว่าสังคมเป็น หรือไม่เป็นประชาธิปไตย ตุลาการนั้นถ้าพูดถึงระบบศาลยุติธรรมของเรา กระผมยอมรับครับ และผมเชื่อว่าบุคคลในวงการตุลาการก็ยอมรับว่ายังไม่สมบูรณ์ ยังมีจุดอ่อน ยังมีจุดที่จะต้อง มีการปรับปรุงแก้ไข แต่ท่านประธานจะเห็นนะครับเวลาเขาไปสํารวจความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความมั่นใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจในองค์กรต่าง ๆ ในสังคม ผมก็เห็นทุกครั้งองค์กรตุลาการได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่นอยู่ในอันดับที่ ๑ หรืออันดับต้น ๆ เสมอมา เพราะอะไรครับ เพราะเขาเป็นอิสระ เขาไม่ตกอยู่ภายใต้กระแส เขาไม่ตกอยู่ภายใต้ อาณัติของบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดซึ่งมีอํานาจอยู่ในขณะนั้น ๆ แล้วระบบที่เราทํากันมา จึงมีระบบที่เป็นผู้พิพากษาอาชีพ มีระบบการสอบเข้า มีระบบการก้าวหน้าซึ่งเป็นไปตาม ระบบของราชการฝ่ายตุลาการ เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ในเชิงระบบ แต่ในครั้งนี้มันถูก หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น แล้วผมก็เห็นว่าวันนี้มันอันตรายครับ ถ้าเราไปสรุปว่าจะจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อ้างว่าจะทําให้เป็นประชาธิปไตยจะต้องไปก้าวก่ายแทรกแซง ดุลอํานาจตรงนี้ของฝ่ายตุลาการ ผมว่าอันตราย ไม่เป็นประชาธิปไตยครับ เพราะจะนําไป สู่ระบบของการรวบอํานาจที่เกิดขึ้น องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเช่นเดียวกันครับ พัฒนาการของประเทศไทยชัดเจนมากครับ เราต้องการที่จะทําให้องค์กรเหล่านี้มีความเป็น อิสระมากขึ้น สมัยก่อนเราไม่มีศาลรัฐธรรมนูญครับ เรามีตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบ ไปด้วยประธานสภา หรือบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอยู่กับฝ่ายการเมือง สุดท้ายเขาก็บอกว่า เอาองค์กรแบบนี้มาเชื่อมโยงกับการเมือง มาวินิจฉัยว่าถูกผิดตามรัฐธรรมนูญก็กลายเป็น ถูกผิดตามความต้องการของฝ่ายที่ถืออํานาจในขณะนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงให้ มีศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระ สมัยก่อนองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในเรื่องการทุจริต เริ่มต้นมาจาก ปปป. อยู่สํานักนายกรัฐมนตรีครับ ถูกสบประมาทว่าเป็นเสือกระดาษบ้าง มีความรู้สึกว่าในที่สุดเอาจริงเอาจัง ลงโทษ โดยเฉพาะนักการเมืองแทบไม่ได้เลย ก็ต้องไป คิดค้นกันจนกระทั่งมีการพัฒนา ป.ป.ช. ขึ้นมา แล้วก็มีอํานาจในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต มาจนถึงการตรวจสอบพวกเราในปัจจุบันครับ ในเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และผมก็ถือว่ามี ป.ป.ช. มีศาลรัฐธรรมนูญ ก็แทบจะเป็นยุคแรกเลยนะครับ ที่เราเห็นนักการเมืองไทยถูกลงโทษโดยองค์กรเหล่านี้ สมัยก่อนรัฐบาลจะไปใช้อํานาจขัดต่อกฎหมาย กระทบกับสิทธิของพี่น้องประชาชนอาจจะ มีคณะกรรมการร้องทุกข์ ก็ยังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ไม่ไปไหนครับ จนกระทั่งมีแนวคิดให้ มีศาลปกครองขึ้นมา ท่านประธานจะเห็นครับ ผมไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ในเรื่องการบรรยาย ทุกองค์กรนะครับ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี ท่านประธานทราบดี กกต. ก็ดี คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนก็ดี ไปจนถึงแนวคิดที่จะต้องมีองค์กรอิสระเรื่องสิ่งแวดล้อม องค์กรอิสระเรื่อง ผู้บริโภค เหล่านี้เข้ามาเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประเด็นครับ โจทย์ในวันนี้ คือถ้ามันมีปัญหาเรื่องดุลอํานาจมันเป็นดุลอํานาจที่ผิดเพี้ยนในลักษณะไหน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีเจตนารมณ์ในเรื่องนี้ดีมาก แต่สุดท้ายถ้าท่านไปดูการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคจะได้พบถึง ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับความพยายามเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงดุลอํานาจตรงนี้ แล้วจึงเป็น ที่มาของวิกฤติมากมายเหมือนกับที่ คอป. ได้เขียนเอาไว้ว่าต้นตอความขัดแย้งปัญหาวิกฤติ ทางการเมืองปัจจุบันเริ่มต้นจากการสูญเสียหลักนิติรัฐนิติธรรมในคดีซุกหุ้นภาคหนึ่ง การแทรกแซง ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. วุฒิสภาอะไรทั้งหลาย คือที่มาของวิกฤติ ซึ่งนําไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งนํามาสู่การเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมมั่นใจนะครับวันนี้ ถ้าท่านไปถามพี่น้องประชาชนว่านักการเมืองมีอํานาจมากเกินไปหรือองค์กรที่ตรวจสอบ นักการเมืองมีอํานาจมากเกินไป ผมมั่นใจครับว่าประชาชนจะตอบว่าเขามองว่านักการเมือง ยังมีอํานาจมากไป ตรวจสอบยาก เอาผิดยาก หาความรับผิดชอบยาก แต่ที่กําลังมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตรงนี้ครับ มันมีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนดุลอํานาจสวนทางกับสิ่งที่ ผมเชื่อว่าเป็นความรู้สึกของประชาชน นั่นก็คือกลับบอกว่าเวลานี้องค์กรตุลาการ องค์กร ตรวจสอบมีอํานาจมากไปนักการเมืองต้องมีอํานาจมากกว่านี้ รับผิดชอบต่อองค์กรเหล่านี้ น้อยกว่านี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพยายามอภิปราย ปรากฏว่ามีเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ลุกขึ้นมาประท้วงบอกว่าจินตนาการ หวาดระแวง มองโลกในแง่ร้ายเหมือนกับไปใส่ร้ายป้ายสี ว่ามีคนที่มีความคิดที่จะไปก้าวก่ายอํานาจตุลาการ หรือการใช้อํานาจขององค์กรที่ตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ได้แปรญัตติบนความหวาดระแวง หรือบนจินตนาการ แต่ผมขออนุญาตว่าวันที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ซึ่งมีรายชื่อนับร้อยคน เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพียงแต่ไม่ใช่ ร่างของรัฐบาล เป็นร่างของสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่น ๆ ประกอบกันนี้ ท่านประธานเคยอ่านเหตุผลไหมครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ โดยที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับ หลักการประชาธิปไตย ไม่ส่งเสริมระบบพรรคการเมือง ทําให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เกิดความไม่มั่นคงและต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการได้มาซึ่งองค์กร ที่ใช้อํานาจอธิปไตยและการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระต่าง ๆ ขาดการเชื่อมโยงกับ อํานาจของประชาชนและขัดต่อหลักการความเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานฟังนะครับ ไม่มีระบบการถ่วงดุลอํานาจขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีประสิทธิภาพทําให้เกิดความเสียหายต่อระบบอํานวยความยุติธรรมกับประชาชน เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐานและมีการใช้ดุลยพินิจที่เกินขอบเขต นี่ไม่ใช่ จินตนาการของผมนะครับ นี่คือสิ่งที่สมาชิกฝ่ายเสียงข้างมากซึ่งขณะนี้หลังจากการอภิปราย ผ่านมา ๑๐ กว่าวันไม่ยอมให้มีการแก้ไของค์ประกอบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดหลักประกันว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะสะท้อนเจตนารมณ์ของคนทุกฝ่ายมากกว่า เสียงข้างมากเพียงฝ่ายเดียว กําลังมีแนวคิดต่อรัฐธรรมนูญอย่างนี้ บอกองค์กรตุลาการ ไม่มีการถ่วงดุล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่มีการถ่วงดุลและอ้างว่านี่คือปัญหาที่เป็น ในปัจจุบันที่บอกว่าเป็น ๒ มาตรฐาน กระผมยืนยันว่าไม่ใช่ กระผมยืนยันว่าวาทกรรม ๒ มาตรฐานถูกหยิบขึ้นมาใช้เวลาที่ไม่พอใจการตัดสิน และผมก็ยังยืนยันและท้าไปสํารวจความคิดเห็นของประชาชนครับว่าเห็นว่าขณะนี้ นักการเมืองหรือศาลที่จะต้องมีการถ่วงดุลอํานาจให้มากกว่าในปัจจุบัน ผมจึงยืนยันว่าวันนี้ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าสภาแห่งนี้มีความจริงใจที่จะผดุงรักษาองค์กรตุลาการ ที่จะช่วยถ่วงดุลอํานาจของพวกเรา ต้องเขียนอย่างที่กระผมได้นําเสนอในการแปรญัตติว่า การจัดทํารัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระของ องค์กรตุลาการและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผมเสนอแล้ว กรรมาธิการท่านไม่เห็นด้วย ท่านช่วยอธิบายว่าการเขียนอย่างนี้มีปัญหาอะไร ท่านไม่สามารถตอบผมได้อีกต่อไปว่า มันเป็นเนื้อหาสาระ เป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะท่านเองก็ยังแก้ไขในเรื่องของ หมวดพระมหากษัตริย์ได้ เมื่อท่านแก้ได้ ท่านตัดสินใจไม่แก้ ท่านก็ต้องตอบผมต่อว่าท่านขัดข้อง อะไรกับร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้หลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กร ตรวจสอบอํานาจรัฐ ผมมองไม่เห็นเหตุผลครับ ผมมองไม่เห็นว่าถ้าท่านสุจริตใจในเรื่องนี้ ไม่คิดจะเอาอํานาจมาอยู่ที่พวกเรามากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่พวกเรามีเสียงข้างมากแล้วไป ใช้อํานาจรัฐในฐานะฝ่ายบริหาร ท่านจะขัดข้องทําไมกับการแปรญัตติแบบนี้ ผมรอฟังคําตอบ นะครับ

ประเด็นถัดมาในวรรคเดียวกันนี้ ผมก็เติมต่อไปด้วยว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต ผมก็กลัวอีกนะ เดี๋ยวท่านจะลุกขึ้นมา บอกว่าไปจินตนาการอะไร ใครจะไปทําอย่างนั้น ความจริงถ้าเอาเฉพาะคําสัมภาษณ์ ของบุคคลสําคัญ ๆ หลายคนในซีกรัฐบาลแสดงเจตนามาโดยตลอด แต่เช่นเดียวกันนะครับ ในเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญที่สมาชิกจํานวนมากเซ็นเข้ามานี้ ที่ให้เอาไว้นะครับ โชคดี เพราะไม่ใช่เป็นร่างหลักที่เราใช้ในการพิจารณาแต่มันส่อถึงเจตนาครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านอีกเช่นเดียวกันนะครับ คือกล่าวถึงการรัฐประหารซึ่งบอกว่าทําให้เกิดผล กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางมาตราให้การรับรอง ของการกระทําของคณะรัฐประหารโดยปราศจากการตรวจสอบ เป็นผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมอ่านจากเนื้อหาที่เขียนมาตรงนี้ผมเห็นมาตรา ๓๐๙ นี้ เป็นเป้าหมายชัดเจน ไม่ว่ากันล่ะครับ แนวความคิดที่บอกว่าเราก็ควรที่จะปฏิเสธในเรื่องของ การรัฐประหาร เพราะพวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็ควรจะเป็นนักประชาธิปไตยเพราะเข้ามานั่งอยู่ ตรงนี้ในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และผมก็ยอมรับคือโดยหลักของการใช้อํานาจรัฐ โดยหลักรัฐศาสตร์เมื่อมันเกิดปัญหาความชอบหรือไม่ชอบหรือชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ในอดีต บางส่วนมันก็แก้ไขได้ แต่บางส่วนมันก็แก้ไขยาก แต่ถ้าจะเอาตรงนี้มาอ้างแล้วนําไปสู่ การลบล้างเพื่อหวังผลการเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินในคดีความ ซึ่งผมขอย้ํานะครับว่า คดีบางคดีที่ไปพิพากษาจําคุกอดีตนายกรัฐมนตรีมันไม่ใช่คําตัดสินของ คตส. มันไม่ใช่ คําตัดสินของ คมช. แต่มันเป็นคําตัดสินของศาลยุติธรรม เป็นคําตัดสินที่เกิดขึ้นเมื่อคู่ความ ได้ใช้สิทธิในการต่อสู้ตามกฎหมายปกติอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด เป็นคําตัดสินที่ได้มีการวินิจฉัย ไปจนถึงเรื่องของกระบวนการที่มาของตัวคดีความ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับมีผู้ประท้วงครับ ท่านประสิทธิ์เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ และ ข้อ ๔๓ กรณีข้อ ๙๙ สมาชิกผู้อภิปราย ได้เฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือมีการสงวนคําแปรญัตติ หรือมีการ สงวนความเห็นเท่านั้น และอีกอันหนึ่ง ข้อ ๔๓ นอกประเด็น ฟุ่มเฟือย พูดเหมือนอยู่ใน คําแปรญัตติ แต่เท้าความอยู่ในวาระที่หนึ่ง เป็นห่วงเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ว่ากลัวจะสวนกระแสความรู้สึกของประชาชน เมื่อครั้งที่ คมช. ยึดอํานาจ ยึดอํานาจพระมหากษัตริย์ ยึดอํานาจประชาชน ทําไมไม่ออกมาพูด ทําไมไม่ออกมาห่วง เหมือนตอนนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์เอาเฉพาะ ประเด็นที่ท่านจะชี้แจงในส่วนที่ท่านประท้วงนะครับ ท่านประท้วง ข้อ ๙๙ กับข้อ ๔๓

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมกําลังเท้าความให้ฟังว่ากรณีที่ คมช. มายึดอํานาจเมื่อสมัยนั้นเป็นการยึดอํานาจ พระมหากษัตริย์และประชาชน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านชี้แจงเฉพาะส่วนที่ เกี่ยวข้องกับที่ท่านจะประท้วงครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

นี่ผมกําลังอธิบายว่านายอภิสิทธิ์อภิปรายว่าเป็นห่วงการแก้ไขกฎหมายฉบับใหม่นะครับ เป็นการสวนกระแสความรู้สึกของประชาชน แล้วการยึดอํานาจเมื่อปีนั้นมันไม่สวนกระแส ความรู้สึกหรอก องค์กรอิสระต่าง ๆ นายสนธิเป็นคนแต่งตั้ง พระมหากษัตริย์ไม่ได้แต่งตั้ง แล้วทําไมไม่ห่วงล่ะ ตอนนี้มาห่วง ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย คือผมเข้าใจว่าท่านผู้อภิปรายคือท่านอภิสิทธิ์กําลังพูดถึงในส่วนที่ท่านเพิ่มเติมนะครับ ในประเด็นที่บอกว่าในวรรคท้ายนี่ และต้องไม่มีผลลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต ท่านกําลังพูดถึงตรงนี้ แต่ผมคิดว่าอย่างไรก็แล้วแต่ อยากจะให้ท่านหลีกเลี่ยงตัวอย่างที่ทําให้ เสียหายกับผู้ที่ไม่มีโอกาสมาชี้แจงในสภาครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขออนุญาตชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ

(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรไม่ทราบ ข้างหลัง เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมจริง ๆ ไม่อยากประท้วง แต่จําเป็นจริง ๆ ครับ ต้องประท้วงท่านประธานครับ เมื่อสักครู่การที่ท่านได้วินิจฉัยนี่ผมคิดว่าไม่ถูกต้องครับ เมื่อสักครู่นี้ขออนุญาตนะครับ ผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่เขาก็ประท้วงด้วยเหตุอะไรก็ยังไม่ทราบ แล้วท่านประธานก็วินิจฉัยครับว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรขอให้ใช้คําพูด ต่าง ๆ นานาให้อยู่ในประเด็น ผมก็เห็นท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในประเด็น แล้วผมก็ประท้วงในสิทธิของผม แล้วท่านประธานก็เป็นคนอ่านเองครับว่าท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในวรรคก่อนสุดท้าย ในเรื่องของให้เหตุผลว่าทําไม ท่านถึงเพิ่มเติมว่าต้องไม่มีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต ท่านก็พูดด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตด้วยความเคารพว่าท่านประธานต้องวินิจฉัยเพื่อความเป็นธรรม ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนครับ ไม่อย่างนั้นปฏิบัติไม่ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ชัดเจนครับ ก็คือผมเข้าใจว่า ท่านอภิสิทธิ์ท่านได้อภิปรายที่สนับสนุนในสิ่งที่ท่านได้แปรญัตติไว้นะครับ ผมเพียงแต่เรียน ท่านว่าสําหรับตัวอย่างที่ท่านอ้างนั้นหากไม่พาดพิงไปถึงคนที่อยู่ข้างนอก ซึ่งไม่มีโอกาส มาชี้แจงครับ ขอให้ท่านหลีกเลี่ยงเท่านั้นเองครับ ผมคิดว่าจบนะครับ ถ้าเผื่อเรื่องเดียวกัน ผมไม่อนุญาตนะครับ ถ้าเป็นเรื่องเดียวกับที่ผมวินิจฉัยแล้ว ผมไม่อนุญาตนะครับ อย่าให้ ผมพูดเลยครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมเคารพท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมไม่ได้ว่าอย่างนั้น ผมพูดว่า ถ้าเผื่อให้หลีกเลี่ยงการที่จะพูดถึง อะไรก็ตามที่เป็นบุคคลภายนอกที่เขาไม่มีโอกาสมาชี้แจง

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คือที่ผมประท้วงท่านประธานนี่ผมสอบถามวิธีและแนวปฏิบัติของสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ในฐานะที่ท่านเป็นประธานรัฐสภาครับ ท่านบอกให้หลีกเลี่ยงในการพูดต่าง ๆ นานา ผมก็สอบถามเพื่อให้ความกระจ่างเกิดขึ้นว่าท่านจะให้สมาชิกนี่ห้ามพาดพิงใคร แล้วก็ห้าม ประท้วงบุคคลใดนะครับ ไม่ใช่แต่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าสมาชิก หลาย ๆ ท่านก็ต้องอภิปรายในแนวทางที่ท่านประธานเป็นประธานอยู่ ผมก็สอบถามท่านว่า ให้หลีกเลี่ยงอะไร แล้วก็ห้ามแตะใคร

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมพูดอย่างที่ผมพูดนะครับ ถ้าหากว่าไม่เข้าใจ เมื่อถูกประท้วงผมจะชี้แจงครับ จบครับท่านครับ ท่านวรชัยเชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ท่านพูดเท็จครับ ท่านบอกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีถูกติดคุก เพราะว่ากระบวนการและกฎหมายยุติธรรมปกติครับ ไม่ใช่ครับ ในยุคนั้นท่านทักษิณ เดิมข้อหาอะไรท่านก็ทราบอยู่ ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมปกติ กระบวนการมาจากการ ยึดอํานาจครับ มาจากเผด็จการครับท่านประธานครับ

(นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านชี้แจงแล้วก็เป็นอันว่า จบเถอะครับ ท่านประท้วงหรือครับข้างหลัง

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านจ่าประสิทธิ์ ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านกล่าวเท็จในสภานะครับ ท่านบอกว่า คมช. ยึดอํานาจจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงนะครับ ท่านกล่าวเท็จนะครับ ท่านต้องถอนนะครับ แล้วก็เสียหาย เป็นอย่างมาก ท่านต้องขอโทษในสภาแห่งนี้ด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ได้พูดว่า อย่างไรนะครับเมื่อสักครู่

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้สิทธิ ในการพาดพิงผู้ลุกขึ้นประท้วงผมฟังให้ดี

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ผมถามว่า ท่านประสิทธิ์พูดประโยคเมื่อสักครู่หรือเปล่า ว่า คมช. ยึดอํานาจจาก

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เมื่อสมัยที่ คมช. ยึดอํานาจนี่จากประชาชน ฟังก่อน ฟังผมก่อน ฟังยังไม่จบ ฟังก่อนอย่าเพิ่ง เฮ ฟังผมพูดให้จบ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ขอให้พูดกับผม นะครับ พูดกับประธานนะครับ ท่านไม่พูดกันเองนะครับ พูดกับผมครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ก็ทางนี้เฮผม ผมก็ต้องให้เขาฟังผมอย่างไร เพราะผมพูดยังไม่จบมาเฮแล้ว เออถ้าผมจบว่า แค่ประชาชนนี่เฮได้เลย ผมไม่ใช่สติไม่ดี ผมจําคําพูดผมได้ เมื่อครั้งที่ คมช. มายึดอํานาจ ประชาชนและยึดอํานาจพระมหากษัตริย์ กรณีที่ไปแต่งตั้งองค์กรอิสระโดยนายสนธิ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ถ้าเผื่อท่านพูด ประโยคนั้นกรุณาถอน

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีที่องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ผมพูดนี่หมายความว่ายึดอํานาจ ฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วไปตั้งองค์กรอิสระซึ่งอํานาจขององค์กรอิสระเป็น อํานาจของพระมหากษัตริย์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ ท่านพูดว่า คมช. ยึดอํานาจจาก ใช่ไหมครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ กรณีที่กล่าวหาว่าองค์กรอิสระไม่ได้ตัดสินว่าเป็นความผิด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์พอเถอะนะ ประเดี๋ยว

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

มันมีประเด็นบุคคลนอกเสียหายนะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวพาดไปพาดมานะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

มันมีประเด็นคนนอกเสียหายนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านถอนแล้ว ทางนี้ขอให้ ท่านถอนก็จบแล้วครับ ขอเชิญท่านอภิสิทธิ์ต่อเถอะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขออนุญาตชี้แจงเพราะว่าถูกพาดพิงด้วยนะครับ

ประการแรกขอบคุณท่านประธานนะครับว่าผมอภิปรายอยู่ในประเด็น คือประเด็นของผมก็คือว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญที่เราพิจารณาอยู่นี้มีบทบัญญัติที่บอกว่า การจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่มีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต ผมกําลังอธิบาย ตรงนี้ ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าผมไม่ยกตัวอย่างเลยนี่ มันจะมีการให้เหตุผล การแปรญัตติของกระผมได้อย่างไร ผมก็ต้องชี้ให้เห็นว่าที่ไม่ต้องการให้ไปลบล้างอํานาจของ ตุลาการนี่ แล้วผมก็ยังหยิบเอกสารที่เป็นเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญที่สมาชิกจํานวนมาก ลงชื่อนี่ครับ พยายามเขียนถึงมาตรา ๓๐๙ โดยอ้อม ผมก็อธิบายข้อเท็จจริง ผมไม่ได้ไปใส่ร้าย ใครนะครับ ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี่เป็นข้อเท็จจริง แล้วก็ที่มีผู้ประท้วงบอกผมกล่าวเท็จ ผมไม่ได้กล่าวเท็จครับ ท่านต้องฟังผมให้ดี ผมไม่ได้บอกว่ากระบวนการยุติธรรมปกติทั้งหมด นะครับ แต่ผมไม่อยากลงรายละเอียดเมื่อท่านท้วงมาผมก็เลยต้องลงรายละเอียด

๑. ความผิดของอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ ก่อนอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นความผิดที่มาบัญญัติขึ้นใหม่หลังจากการมีการทํารัฐประหาร

๒. องค์กรที่ทําหน้าที่ในการสอบสวนแม้ตั้งโดยคณะรัฐประหาร แต่ต้องปฏิบัติ ตามกฎหมายซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกัน คือกฎหมาย ป.ป.ช. กฎหมาย ปปง.กฎหมาย ปปท. แล้วแต่กรณี ซึ่งกระผมก็ไม่ได้พูดถึงปัญหาเรื่องของ คตส. เพราะสิ่งที่กระผมพูดต่อไปก็คือว่า ศาลเป็นผู้ตัดสินไม่ใช่ คตส. และในกระบวนการพิจารณาของศาลนั้นคู่ความ ซึ่งรวมทั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีได้ใช้สิทธิเต็มที่ในการต่อสู้คดีจนสิ้นสุดและคดีดังกล่าวก็ตัดสินในยุค ที่รัฐบาลมาจากพรรคการเมืองที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีด้วย ผมจึงกราบเรียนว่า ไม่มีตรงไหนเป็นเท็จเลยครับ แล้วก็เป็นเหตุผลที่ผมถึงบอกว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไป มีบทบัญญัติที่จะลบล้างการใช้อํานาจของตุลาการในอดีต ผมไม่ได้พูดถึง คตส. นะครับ ผมพูดถึงฝ่ายตุลาการ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนที่มีเพื่อนสมาชิกบอกว่าเวลายึดอํานาจ ผมทําไมไม่มาพูดเรื่องเหล่านี้ ผมพูดครับ ท่านประธานครับ ๒๐ กันยายน ท่านไปดูหนังสือพิมพ์ได้ ผมให้สัมภาษณ์ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ยิ่งไปกว่านั้นในตลอดขั้นตอนของการ จัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แม้กระทั่งกระบวนการที่เกี่ยวกับประชามติ ท่านไปอ่านได้ครับ ผมให้สัมภาษณ์เอาไว้หลายครั้ง ทักท้วงการใช้อํานาจที่ผมเห็นว่าจะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเขียนหนังสือเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเลยครับ การเมือง หลังรัฐประหาร ๑ เล่ม เขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรไม่ให้ถูกฉีกอีก ๑ เล่ม เพราะฉะนั้น ที่มากล่าวหาผมว่าผมไม่ทําอะไร ไม่จริงนะครับ เพียงแต่ผมไม่ทราบเท่านั้นเองครับว่า ท่านจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ อยู่ที่ไหนตอนนั้นนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาตท่านได้ชี้แจงแล้ว เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในบทบัญญัตินี้ก็กราบเรียนนะครับว่าที่ผมแปรญัตตินี่ ผมกําลังจะเปิดโอกาสให้สภาแห่งนี้ลบข้อครหาว่าที่กําลังถึงขั้นลงทุนลบล้างรัฐธรรมนูญ ที่เราใช้อยู่ทั้งฉบับ ทํากระบวนการเลือก สสร. ใช้งบประมาณมากมายมหาศาล รวมทั้ง การจัดทําประชามติ จุดมุ่งหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพื่อที่จะไปลบล้างอํานาจตุลาการในอดีต เพื่อผลประโยชน์ของคนบางคน หรือบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินของฝ่ายตุลาการ และจะไม่ไปก้าวล่วงถึงอํานาจของฝ่ายตุลาการก็ดี องค์กรตรวจสอบอํานาจรัฐก็ดีเพื่อที่จะ ทําให้เกิดสภาพของความเป็นเผด็จการในคราบประชาธิปไตยในอนาคต ถ้าท่านเห็นด้วยกับ การแปรญัตติของผม ความขัดแย้งที่อาจจะมีเกี่ยวข้องกับการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีครับ ท่านประธานครับ เราลงมติวาระที่สามเมื่อไร เราเดินออกจากห้องประชุมแห่งนี้ สภาแห่งนี้ด้วยความสบายใจ ใครก็มาพูดไม่ได้ว่ากําลังจะไปจัดทํารัฐธรรมนูญ แล้วไปกระทบ สถาบันพระมหากษัตริย์ ใครก็มาพูดไม่ได้ว่ากําลังจะจัดทํารัฐธรรมนูญแล้วจะไปกระทบ ความเป็นรัฐเดี่ยว การจะมีองค์กรที่เป็นองค์กรที่ใช้อํานาจอธิปไตยที่ตรวจสอบถ่วงดุลกัน อย่างเหมาะสม ใครจะไปพูดไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญที่กําลังทําขึ้น กําลังจะไปยึดอํานาจของศาล องค์กรอิสระมา และใครก็จะไปพูดไม่ได้ครับว่าทําเรื่องทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะนิรโทษกรรมให้กับคนบางคน บางกลุ่ม เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของสภาแห่งนี้ที่จะปลดเงื่อนไข ที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นความขัดแย้งใหม่ในสังคม ผมถามง่าย ๆ ว่าท่านกรรมาธิการท่านมีเหตุผลอะไรที่ไม่รับ ข้อเสนอข้อนี้ ท่านไม่มีสิทธิตอบ ผมย้ํานะครับ ท่านไม่มีสิทธิตอบว่าไม่ต้องเขียน เป็นเรื่อง ของ สสร. ไปว่ากันไป เพราะกรณีของหมวดพระมหากษัตริย์ท่านได้เขียนแล้ว ท่านต้องตอบ อย่างเดียวว่าท่านไม่เห็นด้วย เพราะท่านคิดใช่ไหมละครับว่าจะเปิดทางให้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ไปทําสิ่งเหล่านี้ได้ แล้วเมื่อท่านตอบสภาก็จะได้วินิจฉัย ประชาชนก็จะได้จับตาดูว่า เสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้กําลังจะเปิดทางให้มีการแทรกแซงองค์กรตุลาการ องค์กร ตรวจสอบอํานาจรัฐ หรือมีวาระซ่อนเร้นในเรื่องการนิรโทษกรรมหรือไม่ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ พวกกระผมได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทําได้ อยากจะแก้ไขใหญ่ทําได้ ขอให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ขอให้เป็นไปเพื่อการ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ขอให้เป็นไปเพื่อสนับสนุนทิศทางการปฏิรูปและขอให้เป็นไป เพื่อประโยชน์ในเรื่องของความปรองดอง เพียงแค่ท่านเห็นชอบกับคําแปรญัตตินี้ครับ ผมว่าเราได้สิ่งนี้ แต่ถ้าท่านปฏิเสธ เป็นการตอกย้ําครับว่าท่านไม่กล้า ไม่กล้าที่จะยืนยันกับ ประชาชนคนไทยว่าจะไม่ไปแทรกแซงตุลาการ ไม่ไปแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอํานาจรัฐ ไม่ไปนิรโทษกรรม เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของสภาในเรื่องนี้จะเป็นตัวฟ้องประชาชนว่า ทั้งหมดที่จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นทําเพื่ออะไร หรือทําเพื่อใคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเหลืออีก ๑ วรรคครับ ที่ได้มีการแปรญัตติ นั่นก็คือในวรรคท้าย ซึ่งทางร่างของรัฐบาลและกรรมาธิการบอกว่ากรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าหรือเป็นไปตามวรรคหก ขอโทษครับ ของทางกรรมาธิการ ตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ผมได้แปรญัตติว่าในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าหรือมิเป็นไปตามวรรคหกและวรรคเจ็ด ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าความแตกต่างอยู่ที่ทางกรรมาธิการ บอกว่าถ้าไปทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วไปกระทบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปกระทบรูปของรัฐ ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวด พระมหากษัตริย์ ให้สภาเป็นคนชี้ขาดว่าไปทําอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าใช่ ตกไป ถ้าไม่ใช่ ก็เดินหน้าสู่การประชามติ ความจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้นนะครับว่าก่อนจะมาถึงสภา ท่านประธานใช้ดุลยพินิจก่อนด้วยว่าจะส่งให้สภาวินิจฉัยหรือไม่ แต่ของผม ผมบอกว่า มันไม่ได้หรอกครับ ไม่ได้ก็เพราะว่าวันนี้ทําไมเราจะให้การวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ รัฐสภาโดยเสียงข้างมาก ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นนโยบาย ประเด็นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของ การบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นนี้เป็นเรื่องความชอบโดยรัฐธรรมนูญโดยแท้ว่าที่จัดทํามา ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะเขียนไปหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นตามที่ผมเสนอ นอกจาก เงื่อนไขเหล่านั้นแล้วต้องไปดูด้วยว่าแทรกแซงองค์กรตุลาการหรือไม่ แทรกแซงองค์กรอิสระ หรือไม่ นิรโทษกรรมคน ลบล้างความผิดคนหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้มีกรรมาธิการลุกขึ้นมาชี้แจง บอกมีคนแปรญัตติเสนอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ แล้วก็บอกว่ามันไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในปัจจุบัน เพราะว่าไม่ได้มีบทบัญญัติไหนที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ ต้องให้ที่นี่วินิจฉัย ผมก็ถาม ในทางกลับกันครับ มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตราไหนครับที่บอกว่ารัฐสภา มีอํานาจในเรื่องนี้ มันไม่มีด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ เพราะมันยังไม่มีกรณีที่เกิดเรื่องนี้ แต่ว่า ผมถามท่านประธานโดยสามัญสํานึก และผมถามทุกท่านซึ่งติดตามวิวัฒนาการความเป็นมา เป็นไปของระบบกฎหมายของเรา เรื่องรัฐธรรมนูญและเรื่องของการเมืองนี้ว่าปัจจุบันนี้เวลา เราสงสัยว่าเราเขียนรัฐธรรมนูญไว้หรือเราใช้รัฐธรรมนูญอยู่นี้มีการกระทําก็ดี มีบทบัญญัติ ใด ๆ ก็ดีที่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ เราให้ใครวินิจฉัยครับ เวลาคู่ความต่อสู้กันในศาล ศาลเห็นว่า มีประเด็นรัฐธรรมนูญส่งรัฐสภาไหมครับ เวลามีการตรากฎหมาย มีคนสงสัยว่ากฎหมายขัด กับรัฐธรรมนูญส่งรัฐสภาไหมครับ เวลามีความขัดแย้งเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ เกี่ยวกับองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ส่งรัฐสภาไหมครับ ไม่มีครับ ส่งที่ไหนครับ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติเขียนอยู่ในปัจจุบันว่ากรณีคนไปจัดทํารัฐธรรมนูญและขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นฉบับที่มอบอํานาจให้เขาไปทํานี้ ผมเห็นว่าก็ต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะให้เสียงข้างมาก วินิจฉัย ใช้อํานาจนิติบัญญัติ ไม่ใช่ครับ เป็นอํานาจที่ใกล้เคียงที่สุดกับอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในปัจจุบัน กระผมกราบเรียนครับว่าในมาตราที่คาบเกี่ยวกับมาตรานี้ที่กระผมแปรญัตตินี้ ผมก็เขียนไว้ชัดว่าเมื่อจัดทํารัฐธรรมนูญเสร็จให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียเลย ใช้เวลา ไม่มากครับว่ามีปัญหานี้หรือไม่ เพราะท่านไม่ได้มีส่วนได้เสียทางการเมือง เพราะท่านไม่ได้ มีประเด็นปัญหาที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับความเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่ท่านเป็นผู้ดูแล ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้นมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมก็จึงกราบเรียน ว่าวันนี้ร่างของคณะกรรมาธิการที่เห็นชอบมาไปเอาอํานาจตรงนี้มาอยู่ที่พวกเรา ก็เหมือนกับ เป็นการส่งสัญญาณไว้อยู่แล้วครับว่าต่อไปในอนาคตจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นไปตาม เหตุผลที่สมาชิกฝ่ายรัฐบาลเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาว่าต้องลดอํานาจ ของฝ่ายอื่นอย่างไรครับ เพิ่มอํานาจให้พวกเรากันเอง ผมว่านี่ไม่ใช่การตอบโจทย์ของสังคม ไม่ได้ตอบโจทย์ทางการเมืองของประเทศ ไม่ได้ตอบโจทย์ระบบกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ของประเทศ ผมไม่เห็นด้วย ดังนั้นในวรรคนี้ผมจึงยืนยันครับว่าอํานาจในการวินิจฉัยเรื่องนี้ สมควรจะเป็นของศาลรัฐธรรมนูญและเมื่อจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ ขอบเขตใด ๆ ที่ถูกกําหนดเอาไว้โดยสภาแห่งนี้ ในการตรารัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องได้มีการพิจารณาเรื่องนี้โดยอัตโนมัติ ไม่ต่างจาก พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่เวลาเราทําเสร็จก็ต้องไปผ่านศาลรัฐธรรมนูญก่อนเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ก่อนที่จะมีการนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่มีความสําคัญที่สุดมาตราหนึ่ง การพิจารณาการตัดสินใจในมาตรานี้จะเป็นความแตกต่างระหว่างการปล่อยให้ความกังวล ที่จะมีขึ้นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเป็นชนวนความขัดแย้งกับความสามารถของเราที่จะปลดล็อก ให้หลักประกันความมั่นใจกับประชาชนว่าเรากําลังทํารัฐธรรมนูญเพื่อระบอบประชาธิปไตย จริง ๆ ไม่ใช่เอาคําว่าระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเสื้อคลุมผลประโยชน์และความเป็นเผด็จการ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านตวง อันทะไชย เดี๋ยวนะครับท่านตวง เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขออนุญาต ใช้โอกาสนี้กราบเรียนชี้แจงท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกหลายท่าน ที่ได้กรุณาให้เหตุผลประกอบคําแปรญัตติของท่าน ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจง ก็จะเป็นเรื่องที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเรารับรัฐธรรมนูญร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ในวาระที่สามแล้วก็เหมือนหนึ่งเรายกอํานาจให้กับ สสร. ไปทํารัฐธรรมนูญโดยเราไม่มีสิทธิ ที่จะไปทักท้วง ตรวจสอบอะไรอีกนะครับ หลายท่านก็เลยเป็นห่วงว่าถ้าเราไม่กําหนดกรอบ อะไรให้ชัดเจนเข้าไว้ก็อาจจะทําให้ สสร. ที่ไปทํารัฐธรรมนูญ อาจจะทําอะไรที่เลยเถิด อย่างที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยกันนะครับ ก็อยากจะเริ่มอย่างนี้นะครับ หลายท่านก็บอกว่าทําไม ถึงไปบัญญัติกรอบในวรรคห้าไว้เฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ หรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์เท่านั้น ทําไมไม่เอาหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันมาไว้ด้วย กระผมก็อยากกราบเรียนนะครับ จริง ๆ แล้วหมวด ๑ เราก็ได้นําเอา หลักการสําคัญของหมวด ๑ มาบัญญัติไว้แล้วนะครับ เช่นเราก็บอกว่าห้ามไปเปลี่ยนรูปแบบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่ก็เป็นถ้อยคํา ที่บัญญัติอยู่ในหมวด ๑ อันที่ ๒ เราก็ห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ ก็ชัดเจน จะต้องเป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาธิปไตย อํานาจเป็นของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ก็เป็นหลักพื้นฐานทั่วไป แล้วก็บัญญัติไว้แล้ว ซึ่งผมก็คิดว่าตรงนี้ก็เพียงพอ เราไม่จําเป็นจะต้องไปยกทั้งหมดนะครับ เอามาบัญญัติไว้

ทีนี้ถามว่ากลัวที่จะไปแก้โน่นแก้นี่ไม่ได้หรือเปล่า ก็อยากกราบเรียนครับว่า ในการจัดทํารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาผมก็เห็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ในหมวด ๑ หมวด ๒ ก็จะยกเอามาใส่เหมือนกันหมดทุกตัวอักษร อาจจะแตกต่างไปบ้างในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ในมาตรา ๓ ท่านอาจจะมีวงเล็บต่างหากเกิดขึ้น ซึ่งผมว่าการทํารัฐธรรมนูญ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและที่ได้รับการสรรหาผ่านรัฐสภาในภาควิชาการ ทั้ง ๒ ฝ่าย เขาคงมีความรอบคอบที่จะกระทําสิ่งต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการประชาชน และเช่นเดียวกัน ผมก็ตอบเลยไปถึงว่าบางท่านก็อยากจะให้บัญญัติว่าอย่าไปแตะองค์กรอิสระ อย่าไปแตะอํานาจตุลาการ อย่าไปเขียนเรื่องห้ามนิรโทษกรรม หรือไปเพิกถอนผลการตัดสิน ของศาลที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งบางท่านก็แปรญัตติบอกว่าน่าจะขอใส่ไว้ด้วยว่าให้มีองค์กร อิสระมาดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องแร่ เรื่องสัมปทานปิโตรเลียมอะไรต่าง ๆ นะครับ ซึ่งเราก็คิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าที่จะเป็นรายละเอียดที่ สสร. เขาควรจะเป็นคนไปกําหนด เราเลยกําหนดเฉพาะหัวใจสําคัญ ๆ ซึ่งถามว่าเรามีแบบอย่างมาจากไหน ถ้าท่านไปพลิก รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสองของฉบับนี้ เขาก็เขียนไว้แค่นี้ แถมเรายังเพิ่มเข้าไป เรื่องห้ามแตะหมวดพระมหากษัตริย์ด้วยซ้ําไปนะครับ ซึ่งตรงนี้เราก็คิดว่าน่าจะทําให้ทุกฝ่าย ในสังคมสบายใจ แล้วผมอยากกราบเรียนนะครับว่าแท้ที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญที่ สสร. ทําแล้ว ที่ท่านว่าเรายกอํานาจให้เขาไปเมื่อเราให้ความเห็นชอบในวาระที่สามไปแล้ว เราไม่สามารถ ที่จะไปติดตาม ตรวจสอบ หรือทําอะไรได้ ก็กราบเรียนว่ามันมีตั้ง ๓ ชั้นในการที่จะตรวจสอบ ชั้นแรก สสร. ไปทํารัฐธรรมนูญจะต้องทําท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ การตรวจสอบของ ประชาชนทั้งประเทศ ของสื่อมวลชน ของสาธารณะ ทุกมาตราที่เขียนออกมาจะต้องถูก วิพากษ์วิจารณ์ อะไรที่ผิดไปแม้แต่นิดเดียวสังคมเขารับไม่ได้ สสร. จะต้องเป็นคนรับผิดชอบ ฉะนั้นอยากจะให้ท่านสบายใจนะครับว่าคนทํารัฐธรรมนูญแต่ละท่านที่ประชาชนเขาเลือกมา จากจังหวัด และที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ จากสถาบันการศึกษา จากองค์กรต่าง ๆ เขาย่อมมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาจะทํา ฉะนั้นผมคิดว่าเขาคงไม่เขียน อะไรที่ผิดเพี้ยนและกระทําการอะไรที่มันนอกเหนือจากเจตนารมณ์ของประชาชน ฉะนั้น อันที่ ๑ คือการตรวจสอบโดยประชาชน ขณะที่มีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์ ๒. เขียนเสร็จแล้ว ประธานรัฐสภาท่านก็ใช้วินิจฉัยของท่าน ถ้าท่านเห็นว่ามันจะเกินเลยไปจากกรอบที่กําหนด ก็เอามาให้รัฐสภาได้ช่วยกันวินิจฉัย และ ๓. อันนี้สําคัญครับ ทําเสร็จแล้วก็นําเอาไปให้ ประชาชนลงประชามติ ฉบับนี้จะต่างกับปี ๒๕๔๐ ท่านจะเห็นว่าฉบับปี ๒๕๔๐ สสร. ทําแล้ว เอากลับมาให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ปี ๒๕๔๐ มีแต่วิพากษ์วิจารณ์ ติชมก็ว่ากันไปนะครับ อย่างที่ท่านยกตัวอย่าง นึกจะว่าอะไรก็ว่าจุด ๆ มันเกินไปบ้าง อะไรบ้าง ก็เถียงกันอยู่เป็นครึ่งวัน ลูกน้ําอะไรที่มันเกินมา แต่ฉบับนี้ไม่ต้องเอา เข้ามารัฐสภาอีกรอบ แต่เอาไปหาประชาชนเจ้าของอํานาจอธิปไตยโดยตรงว่าเขาจะเอา หรือไม่เอา ซึ่งตรงนั้นถ้าการกระทํารัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะเกิดขึ้นโดย สสร. ทําอะไร ผิดเพี้ยนไปพี่น้องประชาชนเขาไม่รับหรอกครับ และในที่สุดมันก็จะตกไป ฉะนั้นก็อยาก กราบเรียนว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเราก็ได้ตรึกตรอง เราก็ได้คํานึงถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็เห็นว่าในแนวทางที่เราได้ยกร่างมาตามที่นําเสนอท่านประธานรัฐสภาและสมาชิก ทั้งหลายก็เป็นแนวทางที่เราคิดว่าเหมาะสมและถูกต้อง

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ท่านเป็นห่วงว่าทําไมไม่เอาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยกรณีที่เราร่าง สสร. ร่างเสร็จแล้วน่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็อยากกราบเรียน ว่ามันเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการจัดทํายังไม่ได้เป็นตัวรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้กราบบังคมทูลให้ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ และพวกเรานี่ล่ะครับเป็นคนเขียน กรอบให้ สสร. ไปทํา เพราะว่าห้ามทําเกินตรงนี้นะ ฉะนั้นไม่มีใครรู้เจตนารมณ์ดีกว่าพวกเรา และในองค์ประกอบของรัฐสภามีทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีทั้งท่านวุฒิสมาชิก ซึ่งทุกท่านมีความรู้ความสามารถที่จะตรวจสอบตามกรอบที่เรากําหนดไว้ ฉะนั้นก็คิดว่าการให้รัฐสภาเป็นผู้ตรวจสอบ หากประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่าจะมีการกระทํา อะไรที่เกินกรอบที่กําหนดไว้จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญอาจารย์พีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตท่านประธานได้ให้เหตุผล เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยจากการที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นไปแล้วนะครับ

เหตุผลประการแรกที่อยากชี้แจงเพิ่มเติมก็คือการที่คณะกรรมาธิการเอง ได้เพิ่มเติมขึ้นไปจากร่างที่มีอยู่แล้ว ก็คือบทบัญญัติที่ว่าหมวดพระมหากษัตริย์นั้นไม่ให้ มีการเปลี่ยนแปลงที่เติมความเข้ามาเป็นว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ส่วนอันนั้นยังเป็นไปตามเดิมอยู่ ผมก็กราบเรียนว่าที่ต้องเพิ่ม ตัวนี้ขึ้นมาก็ด้วยข้อเรียกร้องของพวกเราจํานวนมาก แต่โดยเฉพาะจากซีกฝ่ายค้านนี่ละครับ ที่จะต้องการเรียกร้องขึ้นมาขอให้เพิ่มหมวดนี้ขึ้นไป แล้วก็คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเอง ก็ได้เห็นด้วยกับการเพิ่มข้อความขึ้นมาอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ผมคิดว่า ข้อห้ามที่มีอยู่ คือห้ามเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ห้ามเปลี่ยนแปลงสถาบันประมุข ก็คือสถาบัน พระมหากษัตริย์นั้นก็เป็นข้อห้ามที่น่าจะเพียงพออยู่แล้ว แต่เอาเถอะเพื่อความสบายใจ ของท่านจะเพิ่มขึ้นมา พวกเราเองก็ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องอย่างนี้นะครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าที่จริงการที่หลายท่านได้ขอแปรญัตติว่า ข้อห้ามให้เอา หมวด ๑ และหมวด ๒ เข้าไปเลย โดยไม่จําเป็นต้องไปเขียนอย่างที่ร่างขึ้นมาก็จริงนะครับ ที่จริงในหมวด ๑ และหมวด ๒ ก็มีความเกี่ยวโยงกันนะครับ แต่ว่าผมก็คิดว่าที่แล้ว ๆ มา รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับที่เป็นบททั่วไป คือหมวด ๑ หมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ในหมวดทั่วไปว่าด้วยหมวด ๑ นั้นก็จะมีบทที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบของ ประเทศไทย องค์ประมุขของประเทศและระบอบการปกครอง ถึงแม้ว่าจะเขียนไว้อย่างนี้ก็ตาม เฉพาะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าท่านลองดูนะครับ ในมาตรา ๓ วรรคสอง ที่เพิ่มขึ้นมา ฉบับก่อน ๆ จะไม่มี พอเพิ่มหมวดวรรคสองขึ้นมาบอกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม ก็มีคําถามจากนักกฎหมายเยอะ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านชอบ เอาศัพท์ใหม่ ๆ เข้ามาใช้ พอถามว่ามันแปลว่าอะไร ตามหลักนิติธรรมก็คือเป็นสิ่งที่ยังไม่มี ตัวกฎหมายบัญญัติว่าแท้จริงมันคืออะไร แต่เป็นหลักที่พวกเราเข้าใจอยู่ แต่ว่าในวรรคแรก พูดถึงว่าการใช้อํานาจอธิปไตยเป็นของใครและใช้อย่างไร และอยู่ดี ๆ ท่านก็บอกว่าทั้งหมดนี้ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมนะ หลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าเขียนอย่างนี้มันน่าจะอยู่ผิดที่ เห็นไหมครับ น่าจะไปอยู่ตรงที่มันควรจะอยู่ ถ้าท่านลองไปดูหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนตั้งแต่มาตรา ๒๖ เป็นต้นไป ว่าด้วยบททั่วไป ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ มันน่าจะไปอยู่ตรงนั้น เพื่อจะทําให้น้ําหนักของมาตรา ๓ วรรคหนึ่งไม่ได้ถูกใช้บิดเบือนไป ทางอื่น นี่เป็นข้อเสนอแนะในทางหลักวิชาการซึ่งหลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์ ผมจึงเชื่อว่า การเขียนข้อห้ามไว้เพียงว่าห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ ห้ามเปลี่ยนสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็น่าจะเป็นข้อห้ามที่เพียงพอ ส่วนข้ออื่น ๆ ที่มีไว้อยู่แล้วก็เป็นหน้าที่ สสร. ที่จะบัญญัติไว้ ต่อไป และผมเชื่อว่าไม่มีใครหรอกครับที่จะไปเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ไม่มีใครคิดจะไป เปลี่ยนแปลงประมุขของประเทศจากพระมหากษัตริย์เป็นอย่างอื่น มีแต่จะทําให้มันดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะครับ

ในเรื่องที่มีการพูดกันมากต่อไปเช่นเดียวกันว่าเป็นห่วงเรื่องความเป็นอิสระ ของศาล เป็นห่วงเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ท่านประธานครับ ผมอยาก กราบเรียนกับท่านประธานว่าถ้าท่านไปดูหมวดว่าด้วยศาล ซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล จะมีบททั่วไปอยู่ หลังจากบททั่วไปแล้วก็จะพูดถึงศาลแต่ละประเภท ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหารไปเรื่อย ๆ ในหมวดทั่วไป ถ้าเราย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ก็จะเขียนไว้ทํานองเดียวกันว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง และเป็นธรรม นี่คือหลักประกัน หลักประกันตรงไหนครับ ว่าองค์กรตุลาการนี่นะครับมีอิสระ อิสระอะไร อิสระที่สําคัญซึ่งเป็นหลักทั่วไปที่ทั่วโลก เขารับฟังก็คือว่าอิสระในการพิจารณา พิพากษาคดี เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าหมวดทั่วไปก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะมีอย่างนี้มาอยู่ตลอด แล้วก็เป็นหลักที่นานาประเทศเขานับถือกันอยู่แล้ว แต่ในหมวดต่อไปว่าด้วยศาลแต่ละประเภท ผมคิดว่ามันมีความจําเป็นจะต้องทบทวนกันอยู่ไม่มากก็น้อย ในยุคหลังการปฏิวัติ ๒๕๔๙ เป็นต้นมา พวกเราได้ยินคําว่าตุลาการภิวัฒน์ ก็คือการที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือก่อน ๆ นั้นไปดึงตุลาการเข้ามาทําหน้าที่ต่าง ๆ นี้มาก ดึงตุลาการเข้ามา สรรหาองค์กรต่าง ๆ ดึงตุลาการเข้ามาทําหน้าที่ในการสรรหา ส.ว. ซึ่งหลายคนก็เตือนว่า การดึงตุลาการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นเรื่องทางการเมืองมาก ๆ มันเสี่ยงต่อ ความเป็นอิสระของตุลาการ แต่ท่านก็ทํา เห็นหรือยังล่ะครับ คดีที่สําคัญ ๆ ที่มีการพิจารณา พิพากษากัน ถ้าเราย้อนกลับไปดูนักวิชาการ ไม่ใช่พวกเราครับ บรรดาอาจารย์ผู้สอนกฎหมาย หลายท่านลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์คําพิพากษาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะอะไรครับ เพราะเขาเห็นว่าคําพิพากษาเหล่านั้น คําวินิจฉัยเหล่านั้นมีปัญหาในเรื่องการตีความกฎหมาย การใช้กฎหมายจํานวนมาก ผมยกตัวอย่างที่มีการพูดกันมาก คดีที่ดินรัชดาภิเษก ท่านดูนะครับ มติของศาลวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก ๕ : ๔ ๕ : ๔ ที่วินิจฉัย แล้วหลังจากนั้นที่ผมติดตาม ดูคําวินิจฉัยก็แทบจะไม่เห็นเลยว่าองค์คณะในการตัดสินจะตัดสินด้วยเสียงข้างมาก ๕ : ๔ อย่างนี้ มันแปลว่าอะไรล่ะครับ ก็ฝากท่านทั้งหลายไปดูเป็นข้อที่น่าจะมีการศึกษามากว่า ทําไมมันจึงเป็นอย่างนี้ ในหลาย ๆ คดีครับที่มีการพูดกันไป ผมคิดว่าสิ่งที่เรามาพูดกันตอนหลัง ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของพวกเรานะครับ โดยเฉพาะรัฐสภานี่ล่ะที่จะเป็นผู้พิจารณาต่อไปว่า ต่อไปนี้เอาล่ะความเป็นอิสระของศาลทุกคนต้องให้อิสระแล้วต้องให้หลักประกัน แต่ว่า ใครจะมาเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นตุลาการผมคิดว่าเราต้องทบทวน กระบวนการพิจารณา จะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าเราต้องทบทวน แล้วถ้าไม่ใช่ที่นี่ทบทวนใครจะกล้าทบทวนล่ะครับ ผมเสียดายนะครับที่คดีที่ดินรัชดาภิเษก ถ้าท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะมีเวลา ลองไปอ่านดูนะครับ มติ ๕ : ๔ ถ้าว่าง ๆ ลองนั่งอ่านพิจารณากันดูให้ดี ถึงวันนี้ที่เราต้องมา วิพากษ์วิจารณ์พูดกันได้ก็เพราะว่าผมเห็นว่าสังคมไทยนั้นเวลาอ่าน ส่วนใหญ่เราไปอ่านตรง ๓ บรรทัดสุดท้าย

(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ พุทธิพงษ์ ปุณณกัณต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงผู้ที่กําลัง อภิปรายครับ เพราะเมื่อสักครู่ท่านก็พยายามอธิบายถึง ๒-๓ ครั้งเกี่ยวกับการยกตัวอย่างคดี ซึ่งก็ได้ไปพาดพิงเหตุการณ์ที่อยู่ข้างนอก แล้วก็ไปพาดพิงในเรื่องของการตัดสินของศาล แล้วก็ตุลาการ แล้วผมจะเรียนท่านประธานว่าก่อนที่ท่านประธานรัฐสภาท่านนี้จะขึ้นมา ปฏิบัติหน้าที่ ผมขออนุญาตตัวอย่างว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็พยายามจะ ให้เหตุผลตามที่ท่านได้แปรญัตติเอาไว้ในเรื่องของการยกตัวอย่างในเรื่องของการใช้อํานาจ ของศาลตุลาการและมีการที่จะให้การเปลี่ยนแปลงว่าไม่สนับสนุนให้มีการลบล้างคําสั่ง หรือว่าพิจารณาคําตัดสินของศาลตุลาการในอดีต ก็ยังไม่ทันได้เริ่มต้นพูดอะไรไปมากอย่างที่ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้อภิปรายเลยครับ ก็มีสมาชิกในที่นี้ประท้วง แล้วก็ขอว่า อย่าให้มีการพาดพิงไปถึงบุคคลภายนอกโดยเฉพาะในเรื่องของคดีต่าง ๆ ที่ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ยกตัวอย่าง อันนี้ผมก็ขออนุญาตประท้วงผู้ที่อภิปรายพูดถึง ๒-๓ ครั้ง โดยมาตรฐานเดียวกัน แล้วผมเชื่อว่าท่านประธานรัฐสภาก็จะได้วินิจฉัยเช่นกันครับว่า สภาแห่งนี้เราจะเดินหน้าไปอย่างไร ถ้ามาตรการหรือมาตรฐานในการอภิปรายมันไม่เท่ากัน จริง ๆ ครับ แล้วมันไม่สามารถที่จะให้เหตุผลได้ แล้วผมคิดว่าอันนี้จะขอให้ท่านประธานช่วย วินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงมันมีการพาดพิงถึง เรื่องพวกนี้หลายครั้งนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ท่านพีระพันธุ์ครับช่วยกระชับหน่อยเถอะครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ท่านประธานผมจะพยายาม กระชับครับ เพียงแต่ผมอยากจะอธิบายบอกว่าเมื่อท่านพูดถึงว่าทําไมกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงไม่ยอมแก้ไขตามที่มีผู้ขอแปรญัตติ ถ้าไม่รับ ท่านพูดอย่างนี้ แปลว่าพวกผมที่ยังอยู่ข้างบน ไม่กล้ายืนยันใช่ไหมว่าจะไม่ไปแทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการหรือขององค์กรอิสระ ผมยืนยันว่าตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่มีมาความเป็นอิสระของตุลาการในการพิจารณา วินิจฉัยคดีครับ ไม่ใช่ความเป็นอิสระเป็นเรื่องอื่น รัฐธรรมนูญทุกฉบับยืนยันและ มีหลักประกัน แต่ว่าใครจะมาเป็นตุลาการ จะมีกระบวนการพิจารณาอย่างไร ช่วงหลังมีการ วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมกันมาก โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แม้แต่ คอป. เองก็พูดถึงเรื่องนี้ จําเป็นจะต้องมีการทบทวน เพราะฉะนั้นการที่พวกเราไม่ใส่ เข้าไปว่าจะต้องมีหลักประกันไม่ไปกระทบอํานาจตุลาการ จึงเป็นเหตุผลที่ฟังได้ครับ

มีอีกข้อหนึ่งท่านประธานครับ ที่มีการพูดกันอยู่หลายครั้งว่าถ้า สสร. ไปจัดทํา รัฐธรรมนูญมาที่มันไม่เป็นไปตามข้อห้ามว่าห้ามเปลี่ยนแปลงรูปของประเทศ ห้ามเปลี่ยนแปลง สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือห้ามแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นใครจะ เป็นผู้วินิจฉัย หลายท่านได้อภิปรายว่าอยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยในเรื่องนี้ เมื่อครั้งที่แล้วผมก็ได้ให้เหตุผลไปแล้วว่าอํานาจตรงนี้ ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่เราให้อํานาจ แก่ศาลรัฐธรรมนูญเราให้อยู่ ๓ เรื่อง ๑. ให้ควบคุมการตรากฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ ๒. ควบคุมการใช้กฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ ท่านไปดูได้ตั้งแต่มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๒ และมาตรา ๒๑๓ รวมทั้งวินิจฉัยข้อขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๑๔ รัฐธรรมนูญที่เราใช้ปัจจุบันไม่ได้ให้อํานาจศาลไปตีความหรือแปลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้ครับ ถ้าท่านจะให้อย่างนั้นท่านก็ต้องย้อนกลับไปแก้ไขหมวดว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มหน้านี้เข้าไปใหม่อีก ซึ่งจะเป็นคนละประเด็นกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาใครเป็น คนตีความอย่างนี้ ถ้าย้อนกลับไปดูก่อนมีศาลรัฐธรรมนูญก็คือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ในใบก่อน ๆ ซึ่งให้อํานาจในการตีความในการแปลรัฐธรรมนูญไว้ด้วย แต่ปัจจุบันนี้ไม่ให้ เมื่อไม่ให้ใครจะเป็นคนมีอํานาจตีความล่ะครับ ก็ไม่พ้นรัฐสภา เพราะว่าเป็นผู้แก้ไข เป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าการที่เราไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความในเรื่องนี้จึงเป็นหลักการที่ชอบแล้ว และการที่ห้ามเปลี่ยนนี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นการห้ามเปลี่ยนที่เป็นหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญก็คือห้ามเปลี่ยนรูปของประเทศ ห้ามเปลี่ยนหมวดว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ คนที่ควรจะพิจารณาเรื่องนี้ไม่ใช่ ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน ต้องเป็นรัฐสภาครับ ผมอยากชี้แจงเพิ่มเติมที่ประธานได้ชี้แจงไปแล้ว ดังนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอใช้เวลากระชับหน่อยนะครับ เพราะท่านได้ใช้สิทธิอภิปราย ไปแล้วครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ไม่ใช้เวลามากครับ

ประเด็นแรก ผมกราบเรียนย้ําอีกครั้งนะครับ ที่ผมขอแปรญัตติไว้ที่ท่านบอกว่า บททั่วไปก็ดี ความเป็นอิสระของศาลก็ดี ท่านก็บอกว่าท่านเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ทําไมกรณีนี้ท่านไม่พูดบ้างละครับว่าท่านจิตนาการว่าสิ่งที่ผมเสนอก็คือว่า ๗ มาตราเท่านั้น มันติดขัดตรงไหน และที่ท่านพูดก็ผิดนะครับ ผมเสนอ ๗ มาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ใช่ปี ๒๕๕๐ ท่านไปอ่านคําแปรญัตติของผมสิครับ ๗ มาตราเท่านั้น และประเด็น อย่างเช่นการที่บุคคลได้รับความคุ้มครองเสมอภาคกัน ความจริงเอาอันนี้ออกไปหรือแก้ไข อันนี้ก็ไม่ผิดเงื่อนไขที่ท่านเขียนนะครับ ถามว่า ๗ มาตราทําไมถึงกําหนดไม่ได้

ประการที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าไม่มีใครคิดหรอกครับ เรื่องของการจะไปทํา สิ่งเหล่านี้ ผมขอกราบเรียนนะครับว่าวันที่ผมไปแปรญัตติเรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ ยังมีกรรมาธิการท่านหนึ่งยืนยันว่าท่านไม่เห็นด้วย ท่านยังคิดว่าเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ สมควรจะมีการพิจารณาว่าจะแก้ไขหรือไม่ ผมกราบเรียนครับ หลายเรื่องไม่ได้หมายความว่า เสนอแล้วจะชนะ แต่ผมไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งในสังคมอย่างไรครับ ทําไมไม่ตัดไฟเสีย ตั้งแต่ต้นลม ฟันธงไปเลย หมวด ๑ หมวด ๒ ยกมาจากปี ๒๕๔๐ เป็นส่วนหนึ่งของ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นประเด็นที่เกี่ยวกับวรรคนั้น

ส่วนประเด็นเรื่องของตุลาการ ผมกราบเรียนครับว่าขณะนี้ที่เขาวิตกกังวลกัน มันชัดเจน มันมีความพยายามที่จะกลับคําพิพากษาของศาล แล้วท่านก็ยกตัวอย่างคดี ที่ดินรัชดาภิเษก ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อความเป็นธรรม เมื่อท่านไปใช้คําพูดสัน ๆ ว่า การวินิจฉัยของศาลในคดีที่ดินรัชดาภิเษกมีปัญหา ผมขอโอกาสจากท่านประธานเท่านั้นเองว่า ต่อไปนี้สมาชิกต้องมีสิทธิอภิปราย อธิบายว่าตกลงคําตัดสินคดีที่ดินรัชดาภิเษกมันเป็น อย่างไร เพราะเวลาพวกผมจะยกตัวอย่างอธิบายถูกตัดบทบอกไม่ให้ยกตัวอย่าง แต่บอกว่า นอกประเด็น ทําไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าฝ่ายกรรมาธิการชี้แจงอย่างนี้ ผมก็ขอสิทธิเท่านั้นเองว่า ผู้อภิปรายต่อ ๆ ไป สามารถหยิบยกรายละเอียดของคดีขึ้นได้เพื่อให้กรรมาธิการเข้าใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมไม่อยากให้ มันไกลไปถึงนั่น เมื่อกี้ประท้วงเสร็จแล้วผมก็ได้กําชับให้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ผมก็เลย กราบเรียนสั้น ๆ เท่านั้นเองครับ ถ้าท่านจะยกว่า ๕ : ๔ มันเป็นปัญหา แล้ว ๘ : ๗ ตอนซุกหุ้น ว่าอย่างไร แล้วคดีที่บอกว่ายึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการยึดทรัพย์มากที่สุด ในประวัติศาสตร์ เอกฉันท์ครับ ทําไมไม่พูดละครับ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ ผมเพียงแต่บอกเรียกร้องว่าถ้าท่านไม่ขัดข้องในหลักการตรงนี้ก็เขียนเข้าไปสิครับ สังคมจะได้ ไม่ต้องขัดแย้งกัน แล้วเราก็จะทําให้กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้มันเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมด้วยความสบายใจแล้วก็เดินหน้าประเทศไทยได้ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบแล้วกระมังครับ ท่านประสิทธิ์ครับ อย่าประท้วงเลยครับ จบแล้วครับ จะได้เดินหน้าต่อ อย่าประท้วงเลยครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ เมื่อสักครู่ผมเพิ่งขอร้องท่านประสิทธิ์นะครับ ท่านกรุณาเถอะครับ จะได้ เดินหน้าต่อ ท่านครับ อย่าไปขยายเลยครับ ผมว่าอย่างนี้ไม่ควรไปขยายครับ เดี๋ยวถ้าให้ อาจารย์พีรพันธุ์มันก็เหมือนไปขยาย แล้วทีนี้กลายเป็นคุยประเด็นนอกประเด็นกันไปเลย ท่านครับผมคงไม่อนุญาตให้ใครพูดนะครับ ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ผมว่าตัดปัญหา ท่านถอน ประเด็นนี้เลยดีกว่าจะได้ตัดปัญหา แล้วก็ไม่ต้องไปยืดเยื้อครับ ท่านถอนเถอะครับ ถอนคําพูดศาลตัดสินอะไร ๕ : ๔ ท่านถอนตรงนี้ประเด็นมันจะได้จบ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข ถ้าท่านประธานจะให้ถอนก็ยินดีถอนตรงนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเดินหน้าต่อ ท่านสมาชิกครับ ที่จริงถอนก็น่าจะจบแล้วครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ผมว่ามันควรแล้วนะครับ เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ไม่ติดใจเรื่องนั้นแล้วนะครับ เป็นว่าท่านถอนนะครับ อีกคําถามเดียวนะครับ เพราะเมื่อครู่ท่านบอกว่าไม่มีบทบัญญัติไหนให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องนี้ ผมก็ขอถามท่านสั้น ๆ มีบทบัญญัติไหนที่ให้อํานาจรัฐสภาพิจารณาเรื่องนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออนุญาตเดินหน้าต่อเลย ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบนะครับ ไปจับประเด็นมาถามทีละประเด็น ๆ ผมว่ามันไม่จบ ท่านไพจิต เชิญครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบประท้วงท่านผู้ลุกขึ้นถามซักค้านเหมือนอยู่ในศาล ความจริงข้อบังคับการประชุม เมื่อท่านได้อภิปราย ได้สงวนคําแปรญัตติ แล้วก็ใช้เวลาอภิปรายอยู่พอสมควร แล้วก็เป็นสิทธิ ที่กรรมาธิการจะตอบครับท่านประธาน ตอบแล้วจะชัด ไม่ชัด จะหมด ไม่หมด เป็นดุลยพินิจ ที่สมาชิกรัฐสภาชอบที่จะใช้วิจารณญาณในการให้ความเห็นชอบได้ ก็จะจบกันโดยทํานอง แบบนี้หมดนะครับ อยากขอความกรุณาให้ยึดโดยเคร่งครัดครับท่านประธาน

(นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เมื่อกี้ผมก็ได้ ทักท้วงแล้ว ผมว่าต่อเลยดีกว่านะครับ ท่านนิพนธ์ สมควรพอแล้วนะครับ เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมประท้วงท่านประธานเมื่อสักครู่ก็เพราะว่า ตอนที่ท่านนิพิฎฐ์พูด ท่านประธานไม่ให้เปิดไมโครโฟน แล้วก็ให้อาจารย์พีรพันธุ์ถอน ผมเกรงว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ชาวบ้านไม่ทราบว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมชี้แจงเลยครับ ผมไม่ได้ปิดไมโครโฟนท่านนิพิฎฐ์นะครับ ผมก็ไม่ทราบครับ ผมไม่ได้ปิดครับ มันจบแล้วครับ ท่านอย่าเอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มานั่นเลยครับ ผมว่าจบแล้วครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ชวเลขจดไม่ถูกว่าท่านนิพิฏฐ์พูด อะไร มันไม่บันทึกการประชุมไว้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานอย่างนี้ ผมประท้วงก่อน ประธานไม่ให้ ประท้วงทีหลังท่านประธานให้ได้ อย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ขอความ กรุณาเถอะครับ มันจะได้จบ พอเถอะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ใช้คําถามเมื่อกี้ที่ถาม ใช้แค่คําถาม นะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานถึงท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ว่า ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ ได้พูดถึงคดีที่ดินรัชดา ท่านบอกว่าคดีนี้ศาลฎีกาได้มีคําพิพากษา ๕ : ๔ ซึ่งท่านไม่อภิปราย ให้ชัดว่า ๕ : ๔ ที่ท่านพูดถึงนั้นหมายความว่าอย่างไร ผมคิดว่าท่านต้องอภิปรายให้ชัดครับ มิฉะนั้นแล้วผู้ที่จะอภิปรายหลังจากท่าน จะใช้สิทธิในการอภิปรายว่าคดีนี้มีที่มาอย่างไร แล้วท่านต้องอภิปรายว่า ๕ : ๔ ที่ท่านพูดถึงมีนัยว่าคําพิพากษาในคดีนี้มันไม่โปร่งใส มันไม่ยุติธรรม มันไม่มีความเป็นธรรม มันจะทําให้ศาลฎีกาได้รับความเสียหาย เพราะฉะนั้น ท่านต้องอธิบายให้ชัดว่า ๕ : ๔ ที่ท่านพูดถึงมันมีความหมายว่าอย่างไร ถ้าท่านไม่อภิปราย ท่านก็ต้องถอนคําพูดทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับคดีรัชดาทั้งหมด ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ตกลงถอนไปแล้วนะครับ ผมขออนุญาตต่อเลยท่านสมาชิกครับ ตามข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่าย ตกลงกันว่าคืนนี้เราจะ พิจารณาไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ โดยให้มีผู้อภิปราย ๑ คน แล้วก็จะไปดําเนินการต่อ ในวันพฤหัสบดี มันเป็นข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่าย แต่ทีนี้มาตรา ๒๙๑/๑๑ ตรงนี้ยังเหลือ ผู้อภิปรายที่แสดงความจํานงที่จะอภิปรายอีก ณ ตอนนี้ ๑๑ ท่าน แล้วก็อาจจะไปถึง มาตรา ๒๙๑/๑๒ แล้วก็ขึ้นมาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็คงใช้เวลาพอสมควร ผมก็จะดําเนินการ ตามนี้ครับ เชิญท่านตวง อันทะไชย ครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประเด็นที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นประเด็นอยู่บนพื้นฐานว่า เป็นข้อสังเกตแล้วก็เป็นคําถามที่จะผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมมีประเด็นที่จะขอประทานอนุญาตได้อภิปรายอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องที่ผมแปรญัตติเอาไว้ในวรรคหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในวรรคห้า และ

ประเด็นที่ ๓ ที่กรรมาธิการได้เขียนเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ซึ่งจะขอประทานอนุญาต ได้อธิบายความดังต่อไปนี้

ความเป็นจริงในวรรคหนึ่ง กราบเรียนท่านประธานว่าแม้จะเห็นว่ากรรมาธิการ ได้ยอมในการแก้ไขเพิ่มเติมจาก ๖ เดือน เป็น ๘ เดือนแล้วนั้น ถ้าฟังดูดูเหมือนมันจะสวยหรู ดูเหมือนจะดี แต่ว่าความจริงถ้าฟังคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงไว้ตอนบ่ายวันนี้ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจง ผมคิดว่าผมเห็นต่างจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอภิปรายไว้ในสภาแล้ว ผมขอประทานอนุญาตได้เห็นต่างจากที่ผมแปรญัตติไว้ ๓๐๐ วัน ดังต่อไปนี้

ประการแรก ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าท่านใช้แนวทางของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ในการกําหนดระยะเวลา ผมเรียนท่านประธานว่าท่านไปใช้ เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญตอนร่าง ปี ๒๕๔๐ มาใช้กับปี ๒๕๕๐ ไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะมันคนละเงื่อนไข เพราะมันคนละสถานการณ์ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ หลังวิกฤติ เศรษฐกิจสังคมต้องการปฏิรูปการเมือง ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฝ่ายลุกขึ้นมา ช่วยกัน ภาคประชาสังคมลุกขึ้นมาช่วยกันอย่างมีเป้าหมายและมีพลังพร้อมกันทํา แทบไม่มีฝ่ายท่านประธานครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เป็น สสร. ด้วย ท่านทราบดี นั่นคือปี ๒๕๔๐ แต่ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ พอเราคิดจะแก้รัฐธรรมนูญมันอยู่บน เงื่อนไขและสถานการณ์ของสังคมที่มีความแตกต่าง สังคมที่แบ่งขั้ว แบ่งพวก แบ่งฝ่าย อย่างชัดเจน และรอวันแตกหัก ทําไมผมบอกอย่างนั้น ท่านประธานจําได้ไหมครับ พอเริ่มต้น เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แบ่งคนออกเป็น ๒ พวก พวกแรกเห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความปรองดองในชาติ พวกที่ ๒ เห็นว่านั่นคือการเริ่มต้นในการสร้างความขัดแย้ง รอบใหม่ในสังคม จะเห็นได้ชัดเจนว่าท่านใช้เงื่อนไขปีนั้นมากําหนดปีนี้ไม่ได้ ท่านใช้ระยะเวลา เพียง ๖ เดือนไม่ได้ เพิ่มไปอีก ๒ เดือน เป็น ๘ เดือนยังไม่ได้เลย

ประการต่อมารัฐบาลได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ แล้วแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าจะ ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการนําพาสังคมไปสู่ความปรองดอง ก้าวข้ามความขัดแย้ง ทางสังคม เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะทําอย่างที่ท่านได้ประกาศ ถ้าท่านจะทําอย่างที่ความตั้งใจ ของรัฐบาลจะทํา ท่านประธานจะต้อง ๑. ให้เวลาในการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนอย่างน้อย ๖ เดือน

ประการที่ ๒ ให้มีเวลาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสังคม ผู้คนที่แตกต่าง หลากหลายเพื่อตกผลึกแนวคิด อีก ๒ เดือนครับ

ประการสุดท้าย ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญที่ท่านกรรมาธิการได้พูดหลายครั้ง ท่านอย่าลืมว่าหัวใจสําคัญก็คือว่าต้องให้เวลาในการพัฒนาและยกระดับทางการเมือง ภาคพลเมืองขึ้นมาให้ได้ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือ มันต้องมีเวลา ผมให้เวลาไป ๖ เดือน บวก ๓ เดือน เป็น ๙ เดือน เป็น ๓๐๐ วัน ซึ่งผมคิดว่าตรงนั้นคือสิ่งที่ผมแปรญัตติ เอาละวันนี้คณะกรรมาธิการได้ยอมลดลงมาจาก ๖ เดือน เป็น ๘ เดือน ผมก็ถือว่า ท่านยอมรับฟัง แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านใช้มาตรฐานไปเอาปี ๒๕๔๐ มาปรับ กับปี ๒๕๕๐ นั้น คนละเรื่อง คนละสถานการณ์ และคนละเงื่อนไข นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ไปดูวรรคห้าครับ ผมเริ่มต้นจากวรรคห้า นี่คือจุดเริ่มต้นของ ปัญหาที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ บนเงื่อนไขที่เราคุยกันในกลุ่มวุฒิสมาชิก ท่านประธานดูวรรคห้าช้า ๆ ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปของรัฐ คณะกรรมาธิการมาเขียนเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ นี่คือตัวปัญหาครับ ปัญหามันคืออะไร ผมเริ่มต้นอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะพาท่านประธานคลี่ไปดูว่าพอท่านเขียนแบบนี้มันเป็นปัญหา ผมถึงได้เขียนแก้ไข เพิ่มเติมว่าต้องระบุลงไปให้ชัดเจนว่าหมวดใด ท่านประธานจําได้ไหมครับ ความจริงแล้ว ประเทศไทยเรารัฐธรรมนูญไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ มันมีปัญหาที่ตรงตีความครับ แม้จะเขียนเอาไว้ว่า เช่นความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามคําพิพากษา ให้จําคุก สังคมก็มาตีความว่ามันหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าถ้ารออาญาถือว่า จําคุกหรือไม่ หรือต้องรอให้คําพิพากษาถึงที่สุดก่อนสังคมไทยชอบทําอย่างนั้นหรือบางที เราเถียงกันคําว่า พึงกับควร ๒ ชั่วโมงไม่รู้จะใช้คําไหนกันแน่ท่านประธาน หรือเราเถียงกัน คําว่า อีกอย่างใดอย่างหนึ่งกับอย่างใดอย่างหนึ่ง เอาวางไว้คนละที่ความหมายต่างกัน ถ้าเขียนเอาไว้อย่างนี้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้ครับ

คําถามแรกก็คือ ขอบเขตของคําว่าหมวดด้วยพระมหากษัตริย์ของท่าน มันคืออะไร ผมจะไปช้า ๆ ท่านประธานครับ แล้วผมจะคลี่รัฐธรรมนูญให้ดู

ประการที่ ๒ การลดทอนอํานาจในหมวดอื่น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่ได้ เขียนในหมวดนี้สามารถทําได้หรือไม่

ประการต่อมา แล้วทําไมท่านไม่เขียนให้ชัดเจนเป็นหมวด ๑ เป็นหมวด ๒ ท่านประธานคณะกรรมาธิการนี่ล่ะครับชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ว่าเขียนเอาไว้บอกว่ารัฐธรรมนูญ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ คือหมวด ๑ แล้ววรรคต่อมาเขียนเพิ่มเติมคือหมวด ๒ ทําไมท่านไม่เขียนว่าจะไม่สามารถเขียนได้ในหมวด ๑ และหมวด ๒ ให้มันชัดเจน ผมฟังดู กรรมาธิการชี้แจงผมเริ่มไม่สบายใจท่านประธานครับ ฟังเป็นประหนึ่งว่ากรรมาธิการนั้น เห็นว่าเขียนไว้อย่างนี้เพียงพอแล้ว ผมว่าไม่เพียงพอ กรรมาธิการต้องย้อนกลับไปดูว่า ประเด็นของมาตรานี้มันคือส่วนหนึ่งของความขัดแย้งของสังคมที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ท่านต้องทําให้สังคมสบายใจ ท่านทําไมไม่เขียนเอาไว้เลยว่าอันประกอบไปด้วยหมวด ๑ และหมวด ๒ ท่านมาเขียนให้คนสงสัย ฉะนั้นความหมายคําว่าหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะทํามิได้ ผมถามกรรมาธิการเริ่มต้นเลย

คําถามแรกก็คือว่าความหมายของท่านแปลว่ามันสามารถไปเปลี่ยนแปลง คุณสมบัติขององคมนตรีตามมาตรา ๑๔ ได้หรือไม่ เพราะว่าท่านไม่ระบุหมวดครับ ท่านประธานไปดูมาตรา ๑๔ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในโซเชียล เน็ตเวิร์ค (Social network) ที่ผมพูดมันคือความขัดแย้ง มันมีคนจะเปลี่ยนมาตรา ๑๔ ท่านประธานครับ องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิก ผมไม่อ่านหมดนะครับ ตอนท้ายและไม่ต้องแสดงความฝักใฝ่ ในพรรคการเมือง แปลว่าถ้าเอาหัวข้อมาเขียนอย่างนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ท่านประธาน ดูต่อไป มาตรา ๒๐ ครับ ประเด็นนี้ท่านไปดูในโซเชียล เน็ตเวิร์ค ซึ่งกําลังเป็นประเด็นสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เราอย่าวิ่งหนีมัน มันเหมือนวิ่งหนีเรา มันหนีไม่พ้น มาตรา ๒๐ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพรางก่อน แก้ไข ได้ไหมครับ มันแปลว่าอยู่ในความหมายของคําว่าหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ ท่านตอบหน่อยครับ ทําไมท่านไม่เขียนเอาไว้หมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หรือหมวด ๑๐ ท่านประธานตามผมไปช้า ๆ นั่นแปลว่าสามารถไปลดทอนอํานาจสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้โดยตรงแต่โดยอ้อมทําได้หรือไม่ เช่น ไปยุบศาลรัฐธรรมนูญ ไปยุบศาลปกครอง ไปยุบ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ถ้าตอบได้แปลว่ามันไม่เกี่ยวข้อง ความหมายของท่านนั่นหมายความว่าโดยตรงเท่านั้นใช่ไหมครับ หรือท่านประธานครับ ผมพาท่านประธานคณะกรรมาธิการตามผมไปดูมาตรา ๑๕๑ สิทธิในการยับยั้งกฎหมาย ที่เขียนเอาไว้ว่าร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยแล้วพระราชทาน คืนมายังรัฐสภา ผมไม่อ่านหมดครับท่านประธานมันเสียเวลา ผมจะอ่านให้เข้าใจประเด็นว่า เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ลงทรงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประเด็นที่ผมถาม ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการก็คือว่าเมื่อท่านเขียนเอาไว้เพียงบอกว่าหมวด ด้วยพระมหากษัตริย์มันไม่ได้อยู่หมวดพระมหากษัตริย์ แต่มันคือการลดทอนอํานาจ พระมหากษัตริย์ซึ่งมีคนต้องการที่จะแก้ไขมาตรานี้อยู่แล้ว ท่านประธานตามไปดูครับ ผมเพิ่มอีกสักมาตราท่านประธานครับ ผมเพิ่มอีกสักมาตราท่านประธานครับ มาตรา ๒๐๐ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษา ตุลาการให้พ้นจากตําแหน่ง ผมจะไม่อ่านหมด เป็นอํานาจของพระมหากษัตริย์แต่มีผู้คน ที่เกี่ยวข้องที่เป็นประเด็น ประเด็นแห่งความขัดแย้ง ไปเปิดประเด็นว่าต่อไปนี้ผู้พิพากษา จะต้องมาจากส่วนใด จะต้องทําอะไร ไม่ใช่จินตนาการ เวลาเราเขียนกฎหมายเสร็จต้อง เอามาใส่ในชีวิตคนครับ ถ้าใส่เป็นแบบนี้ คําถามผมถามท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่า มันทําได้ไหม มันไม่ได้แก้ไขในหมวด ๑ มันไม่ได้เขียนในหมวด ๑ ไม่ได้แก้ไขในหมวด ๒ แต่มันไปแก้ไขในหมวดอื่นที่ไปลดทอนอํานาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ดังตัวอย่าง ที่ผมยกมานี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการชี้แจงต่อสภาว่าเป็นเพียงเขียนเอาไว้ว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้เพียงพอแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าไม่เพียงพอ นี่จะเป็นประเด็นที่เป็น ลูกระเบิดลูกใหม่ที่จะนําสังคมไปสู่ความขัดแย้ง เพราะอะไร เพราะว่าเราจะมองและจะ ตีความแตกต่างกัน วันนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ผมยกตัวอย่างเพียง ๒-๓ มาตรา ผมไม่ได้เปิดหลายมาตราท่านประธานครับ ผมว่าประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่กรรมาธิการต้องชี้แจง

ประการต่อมา ขอบเขตที่กรรมาธิการได้อธิบายต่อสภาแห่งนี้ท่านบอกหน่อย ความหมายของท่านที่บอกว่าหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของท่านนั้นมันครอบคลุม เฉพาะมาตราใดถึงมาตราใด ถ้าพูดเหมือนท่านประธานคณะกรรมาธิการอธิบายต่อสภานั้น ผมถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าแล้วทําไมท่านไม่เขียนให้มันชัด ท่านไม่เขียน ไปเลยหมวด ๑ ทําไม่ได้ หมวด ๒ ทําไม่ได้ ท่านอย่าไปเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วมา เมื่อสักครู่นี้ท่านชี้แจงไม่ถูก พูดผิดพูดใหม่ได้ ผมย้ําว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้น มันอยู่ เงื่อนไขสถานการณ์ที่เป็นปกติ แต่วันนี้ที่เราจะทําเป็นรัฐธรรมนูญอยู่เงื่อนไขสถานการณ์ ของสังคมแบ่งขั้ว แบ่งฝ่าย แบ่งสี และเป็นเงื่อนไขแห่งความขัดแย้ง ท่านจะต้องปลดชนวน ตรงนี้ออกให้ได้ ที่ผมตั้งคําถามผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการนี้บนเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ ที่อยากจะเห็นความตั้งใจมั่นของท่านในการที่จะนําพาสังคมไปสู่สันติสุข ไปสู่ความปรองดอง ไม่ได้มีเจตนาอื่น ไม่ต้องการที่จะชนะกรรมาธิการ แล้วผมก็เชื่อว่าไม่มีทางชนะ ผมแปรญัตติ อย่างนี้ผมก็รู้ว่ามันแพ้ แต่ผมฝากท่านประธานไว้ตอนท้ายว่าวันที่ไปร่างรัฐธรรมนูญกลับมา วันที่มีคนไปเขียนอย่างที่ผมพูดกลับมา ท่านประธานจะรู้ว่าวันนี้สภาได้ติงไว้แล้ว ท่านประธานจะได้รับทราบว่าสภาได้บอกกรรมาธิการไว้แล้วว่ามันจะเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นมา วันนั้นคนที่จะลําบากก็คือท่านประธานละครับ ผมกราบวิงวอนตอนท้ายผ่านท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการว่าท่านแก้ไข ท่านเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ผมภาคภูมิใจ ผมพูดทุกที่ ผมไปพูดกับชาวบ้านผมก็บอกกรรมาธิการใจกว้างมาก ท่านแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๕ วันนี้ ถ้าท่านมองเห็นว่ามันจะเกิดวิกฤติของชาติในอนาคตท่านแก้เถอะครับ ผมถามว่าถ้าเพิ่ม คําว่าหมวด ๑ เพิ่มคําว่าหมวด ๒ เข้าไป หรือใจถึงหน่อยเพิ่มหมวด ๑๐ เข้าไปเลยมันจะเกิด อะไรขึ้นกับสังคม ท่านก็ได้ในสิ่งที่ท่านอยากได้ แต่ปกป้องสังคมไม่ให้เกิดวิกฤติในรอบที่ ๒ เกิดขึ้น จึงกราบวิงวอนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาทบทวนด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยสิ่งที่ได้กราบเรียนท่านอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ยื่นคําแปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ด้วยเหตุผลที่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ได้มีการพิจารณา แก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว เหตุผลสําคัญก็คือว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ไม่มีความรอบคอบเพียงพอต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ไม่ยินดีที่จะทําให้เกิด ความรอบคอบ แม้ว่าจะได้ฟังคําท้วงติงของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจํานวนมากแล้วก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ มาตรานี้เป็นมาตราที่มีความสําคัญ และต้องบอกว่าเป็นมาตราเดียว ที่รัฐสภาแห่งนี้จะสามารถเขียนกรอบให้กับ สสร. ไปดําเนินการในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ตามที่สังคมคาดหวังได้ แต่เมื่อกรอบที่เราจะให้กับ สสร. ไม่มีความรอบคอบ เพียงพอก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นมานี้จะเป็นไป อย่างที่สังคมคาดหวังแล้วก็เป็นประโยชน์กับสังคมนี้อย่างแท้จริงหรือไม่ ท่านประธาน ก็เห็นแล้วนะครับว่าความไม่รอบคอบและความที่ไม่ยินดีที่จะทําให้รอบคอบนั้นเกิดปัญหา ในการพิจารณารัฐธรรมนูญนี้อย่างต่อเนื่องตลอดมา นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญเข้าสภามาเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และนํากลับเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายนเป็นต้นมา ความวุ่นวาย ความฉุกละหุก เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีกระบวนการในการแสวงหา ความเห็นชอบร่วมกัน ไม่พยายามที่จะแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคมนี้ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศครับ ถ้าไม่มีฉันทามติ ไม่มีความเห็นพ้องของคนในสังคมนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ยากครับที่จะแก้ไขได้ ยากที่จะทํา รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ถูกใจของคนทั้งประเทศได้ วันนี้คําถามที่ว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญไป เพื่ออะไร เราจะแก้มาตราไหนบ้าง เราจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาสาระอย่างไร ไม่มีคําตอบ ยังคงร่องรอยอยู่กับ สสร. อยู่นะครับ ก็รอว่าเมื่อไร สสร. จะเกิดขึ้นมา แล้ว สสร. จะให้คําตอบนั้นกับเรา ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เสี่ยงมากสําหรับสังคมไทย เราตอบไม่ได้นะครับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันมีมาตราไหนที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศนี้ มีมาตราไหนบ้าง ที่เป็นอุปสรรคในการที่จะนําพาสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ กรรมาธิการ ก็ตอบไม่ได้เลย แล้วก็ไม่มีใครที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้จะมาตอบคําถามนี้ เมื่อเรายังหาคําตอบไม่ได้เราก็หวังว่าจะหากติกาสูงสุดของประเทศที่จะให้หลักประกันกับ พี่น้องประชาชนให้กับสังคมนี้ก็ไม่ได้อีกเช่นกันครับ ลองมาดูรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และ ปี ๒๕๕๐ นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิชาตครับ ผมว่า เกริ่นนําพอสมควรแล้วกระมังครับ เข้าประเด็นได้แล้วกระมังครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเกริ่นนําก็เพื่อที่จะบอกว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่เราต้องการ เขียนกรอบให้กับ สสร. ไปร่างรัฐธรรมนูญใน ๖ วรรคที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรานี้เป็น ๖ วรรคที่มีความสําคัญมาก แต่มันไม่มีกรอบที่ชัดเจน และเราก็ไม่สามารถ ให้กรอบกับ สสร. ไปได้ ท่านประธานก็คงเห็นเมื่อปี ๒๕๔๐ เรามีโจทย์ในสังคมนี้ที่เห็น ร่วมกันว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันไม่ใช่วาระที่หนึ่ง เป็นวาระที่สองครับ ท่านกรุณาเถอะครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง ผมเข้าใจดี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจก็เข้าประเด็นได้แล้ว กระมังครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กําลังเข้าประเด็นนะครับ ท่านประธานอย่าขัดสิครับ ผมไม่เคยพูดนอกประเด็นนะครับ ท่านประธาน ขอความกรุณาครับ โจทย์ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าเข้าประเด็นได้แล้ว ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีโจทย์ที่ชัดเจนที่ให้กับ สสร. ไปยกร่าง โจทย์ในเวลานั้นคืออะไร สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกละเมิด สื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพ เมื่อมีโจทย์อันนี้ก็เห็นปัญหาว่า นี่คือปัญหาของประเทศ ก็ไปแก้ปัญหา ไปเขียนรัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพกับสื่อสารมวลชน ปิดหนังสือพิมพ์ไม่ได้ เข้าไปก้าวก่ายกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไม่ได้ นี่มันมีโจทย์อยู่ ฝ่ายบริหารไม่มีศักยภาพ เดี๋ยวล้ม เดี๋ยวยุบ ก่อให้เกิดปัญหาก็ไปเขียนในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้หลักประกันเรื่องนี้ ตอบโจทย์ของสังคมในเรื่องนี้ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในเวลานั้น มีไม่เพียงพอก็เกิดองค์กรอิสระขึ้นมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าเข้าประเด็นได้แล้ว กระมังครับ ท่านบอกว่าท่านไม่ได้นอกประเด็น แต่ท่านยังไม่เข้าประเด็นเลยนะครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ประเด็นของท่านกับประเด็นของผมเข้าใจว่าจะเป็นปัญหาที่แตกต่างกันทางความคิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมันไม่ต่างหรอกครับ ข้อบังคับมันชัดเจน ท่านพูดในประเด็นที่ท่านสงวนไว้ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ในวรรคหนึ่งท่านประธานก็จะเห็นนะครับว่าร่างที่ผ่านความเห็นชอบ ของคณะกรรมาธิการก็คือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกําหนดเวลา ๒๔๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ไปแก้ไขในตรงนี้ซึ่งจากเดิมนี่ก็คือ ๑๘๐ วัน ไปเพิ่มเติมตรงนี้ ไปเพิ่มเติมทําไมครับ ไปเพิ่มเติมเพื่อขยายเวลาในการทํางานของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญมีเวลาในการทํางานมากขึ้น ทําไมต้องทํางานมากขึ้น เพราะผมเข้าใจ เอาว่าคณะกรรมาธิการคงเห็นว่าเมื่อต้องไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ มันต้องมีเนื้อหา สาระต้องไปงมหากันว่าเนื้อหาสาระที่จะต้องบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มันคืออะไร ผมต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อตอนที่เราร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามีโจทย์ทางสังคมที่ชัดเจน แต่วันนี้เราไม่มี และในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ทั้ง ๖ วรรค มันไม่มีกรอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็เลยจําเป็นที่จะต้องเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อต้องมีกรอบ ในการที่จะบอกกับ สสร. ไป เราก็จะต้องมานั่งดูกันว่าวันนี้ปัญหาของประเทศมันคืออะไร แต่ท่านประธานก็ไม่ยอม คณะกรรมาธิการซึ่งควรจะตอบคําถามนี้ว่าปัญหาของประเทศนี้ คืออะไร ที่จะต้องจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านก็ตอบไม่ได้ และใครในประเทศนี้ก็ไม่มีใคร ตอบเรื่องนี้ การร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เราทํากันอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นปัญหา แล้วก็จะเป็นปัญหาไปตลอด นี่คือปัญหาครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคแรก ท่านประธานก็คงเห็นเมื่อมีการแก้ไขแล้วผมก็อยากจะถามว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นจาก ๖ เดือน เป็น ๘ เดือน คณะกรรมาธิการใช้หลักอะไรในการคิดในเรื่องนี้ เพิ่มขึ้นมาอีก ๒ เดือนเพื่อให้ สสร. ไปทําอะไร แล้วจํานวนเวลาที่ควรจะเหมาะสมนั้นควรจะอยู่ที่ตรงไหน เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้แปรญัตติว่า ๑ ปี หลายท่านก็บอกว่าควรจะ ๙ เดือน หลายท่าน บอกว่า ๑๐ เดือน ความจําเป็นในเรื่องนี้อยู่ตรงไหน คําตอบกรรมาธิการน่าจะให้กับสภาแห่งนี้ เราก็ทราบดีนะครับว่าการที่ สสร. จะไปร่างรัฐธรรมนูญนั้น เวลาที่อยู่ในห้องประชุมนั้นน่าจะ พอ ๆ กับเวลาที่ สสร. จะต้องออกไปพบปะกับประชาชน ไปแสวงหาความเห็นร่วมกันของ คนในสังคมนี้เพื่อมาจัดทํารัฐธรรมนูญ ต้องฟังคนที่อยู่ข้างนอกครับ เพราะคนข้างนอกนั้น เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น สสร. จะไปตามหาผลึกทางความคิดของ คนในสังคมได้ก็ต้องออกไปอยู่ข้างนอก ระยะเวลา ๘ เดือน ระยะเวลา ๖ เดือนนั้น ยังไม่มี คําตอบได้ว่ามันมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน ที่สําคัญก็คือว่าเราได้ผ่านความเห็นชอบ ไปแล้วนะครับว่า สสร. มีเพียง ๗๗ คนจากจังหวัดต่าง ๆ แล้วก็บวกอีก ๒๒ คน ๗๗ คน จากแต่ละจังหวัดไปแสวงหาความเห็นความเรียกร้องต้องการของพี่น้องในกลุ่ม ในสังคม ต่าง ๆ ในกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัด ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ครบถ้วนได้อย่างไรในช่วงเวลา ๘ เดือนที่ว่านี้ ก็ตั้งเป็นประเด็นปัญหา ถ้าหากว่าระยะเวลาซึ่งอยู่ใน ๘ เดือนนี้มีความเหมาะสม นั่นก็แสดงว่ากรรมาธิการก็เห็นภาพแล้วนะครับว่า สสร. จะทํางานอยู่ภายใต้บริบทอะไรบ้าง ถ้าต้องไปยกร่างใหม่ทั้งฉบับนั่นหมายความว่าระยะเวลา ๘ เดือน

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่าน ประเสริฐครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกรัฐสภา จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ท่านไม่ได้พูดตรงกับประเด็นที่ท่านแปรญัตติเอาไว้ จริง ๆ แล้วท่านได้แปรญัตติในเรื่องของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติหมวดพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามหมวด ๒ พระมหากษัตริย์มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ แต่สิ่งที่ท่านกําลัง พูดเกี่ยวกับเรื่องวันที่ เรื่องระยะเวลาการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ พูดกันมาพอสมควรแล้วท่านก็ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะแปรญัตติเอาไว้นะครับ ผมอยากให้ ท่านพูดเข้าประเด็นเพื่อกระชับเวลาแล้วก็มีสมาชิกอีกหลายท่านซึ่งคอยอภิปรายอยู่รวม ๑๐ ท่าน ถ้าประธานปล่อยให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายอย่างนี้ ผมว่าอีกครึ่งชั่วโมงก็ไม่จบ ขอความกรุณาท่านประธานได้ช่วยกรุณาให้ท่านผู้อภิปรายได้กระชับประเด็นด้วยครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ กรรมาธิการ เขาแก้ไขเอาไว้เพราะฉะนั้นท่านอภิชาตก็มีสิทธิที่จะอภิปราย เพียงแต่ท่านไมได้สงวนเอาไว้ ก็ยังมีสิทธิที่จะอภิปราย แล้วก็ขอความกรุณาว่าให้กระชับหน่อยก็เท่านั้นเอง เชิญต่อครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ปัญหาว่าเราจะมีเวลามากน้อยเพียงใดในการให้เวลากับทาง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๘ เดือนนี้เพียงพอหรือไม่ ถ้าหากว่าต้องไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับนั่นหมายความว่าต้องไปเริ่มกระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไป แสวงหาปัญหาของประเทศ ต้องไปหยิบยกเอาความเรียกร้องต้องการของคนทั้งประเทศ มาตั้งเป็นประเด็นปัญหาแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า ๘ เดือนยังไม่พอหรอกครับ แต่ถ้าตรงกันข้ามเรามีพิมพ์เขียวอยู่แล้วว่าจะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร จะจัดทํารัฐธรรมนูญ ไปในทิศทางไหน เวลา ๘ เดือนนี้อาจจะมากเกินไปก็ได้ นี่คําถามที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการ จะต้องตอบว่าท่านเองมีพิมพ์เขียวในเรื่องนี้อยู่หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นข้อสังเกต ในวรรคแรกนะครับ

ในวรรคสอง วรรคนี้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติมากเพราะว่าคณะกรรมาธิการ ไปให้ความเห็นชอบตามร่างโดยที่ไม่ได้มีการแก้ไขเลยก็คือบอกว่าในการจัดทําร่าง รัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ เขียนไว้แบบนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอน รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ๑๘ ฉบับที่ผ่านมามีข้อแตกต่างกันมาก มีห้วงเวลาของการใช้ ที่แตกต่างกัน แต่ละช่วงเวลาเรามีรัฐธรรมนูญที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศที่แตกต่างกัน เราบอกไม่ได้ครับว่าฉบับไหนเป็นประชาธิปไตยสูงสุด เพราะเราอยู่คนละยุคกัน ในปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๗๕ มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดแล้วในเวลานั้น สสร. จะใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นแบบอย่างนั้นหรือ ที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยสูงสุด ในปี ๒๔๗๕ บอกว่าเป็นประชาธิปไตยก็อาจจะไม่เหมาะสมกับปี ๒๔๙๐ ไม่เหมาะสมกับปี ๒๕๑๗ ไม่เหมาะสมกับปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ผมเรียนท่านประธานก็เพื่อที่จะบอกว่า ความเหมาะสม ความเป็นประชาธิปไตยนั้นมันขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ณ เวลานั้น ๆ เพราะฉะนั้น กรรมาธิการต้องไม่ใช้โมเดล (Model) ในทํานองนี้เอามาใช้ เพราะสุดท้ายท่านก็หาคํานิยาม ไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนเป็นประชาธิปไตยมากกว่ากัน ในวรรคนี้ผมถึงได้แปรญัตติครับ ผมแปรญัตติโดยตัดเนื้อหาสาระของท่าน ของร่างของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการ นํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบตัดออกไป แล้วก็เพิ่มเติมถ้อยคําต่อไปนี้เป็นความที่ผมคิดว่ามีความเหมาะสมมากกว่าก็คือในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติหมวดพระมหากษัตริย์เป็นไปตามความ ในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ นําเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่มีความห่วงใย วิตกกังวลกับปัญหาการกระทบกระทั่ง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่กังวลใจของพี่น้อง ของพสกนิกรชาวไทยตลอดช่วง ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การที่ผมได้แปรญัตติถ้อยคํานี้ไว้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า หมวดพระมหากษัตริย์ที่เราจะต้องเอามาเป็นกรอบให้กับ สสร. ในการไปยกร่างต่อไปนั้น คือหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าหากว่าท่านประธานจะบอกว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการแก้ไขในวรรคห้าก็เขียนไว้ชัดแล้วว่าจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้นั้นชัดเจนอยู่แล้ว ผมคิดว่า ไม่ใช่ สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเอาหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้ มาเป็นหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นใหม่ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะติดตามไปดูรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ ที่อ้างกันว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งหลาย ปี ๒๔๗๕ ก็เป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๑๗ ก็เป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๔๐ ก็เป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นประชาธิปไตย ถามว่าถ้า สสร. ไปเอาหมวดพระมหากษัตริย์ปี ๒๔๗๕ จะสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ครับ คําตอบคือว่าเป็นปัญหาแน่นอนครับ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ การให้ความสําคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มีเพียงไม่กี่มาตรา แล้วก็เป็นปัญหาด้วยถ้าหากว่าสภานี้ได้เห็นชอบกับความในวรรคสอง ของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญเอารัฐธรรมนูญฉบับใดที่เป็นประชาธิปไตย มาเป็นแบบก็ได้ แน่นอนครับ ถ้าเอามาเป็นแบบในวรรคสอง ในวรรคห้าท่านก็ต้องเอา หมวดพระมหากษัตริย์ที่เป็นแบบนั้นมาด้วย ในหมวดพระมหากษัตริย์ของปี ๒๔๗๕ เขียนไว้ ไม่กี่มาตรา แต่มีบทบัญญัติหนึ่งซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นไม่มี บอกว่าพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกําเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตามย่อมดํารงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง ท่านจะเอาบทบัญญัตินี้ไปใช้ในหมวดพระมหากษัตริย์ตามความในวรรคห้าของท่านหรือไม่ หรือท่านบอกว่าพูดอย่างนี้มันก็เกินไป ปี ๒๔๗๕ ใครจะเอามาใช้ ท่านบอกว่าปี ๒๕๑๗ ท่านก็ชื่นชมกันอยู่ว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังการเคลื่อนไหว ของนักศึกษาประชาชนล้มเผด็จการทหารที่ครองอํานาจมายาวนาน แล้วก็มีประชาธิปไตย นําประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในช่วงหนึ่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ มีหมวด พระมหากษัตริย์เหมือนกัน แต่ว่าอย่างไรครับ ในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินกว่า ๑๔ คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี นี่วรรคหนึ่ง ถามว่า แตกต่างอะไร ใช้ได้ไหมครับ ฟังดูเผิน ๆ มันก็ใช้ได้ครับ แต่มาดูความเดียวกันในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒ พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๑๘ คน ประกอบเป็น คณะองคมนตรี ท่านจะยึดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยฉบับไหนล่ะครับ แล้วจะใช้หมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับไหนล่ะครับมาใช้ ความแตกต่างของจํานวนองคมนตรี ก็มีความหมาย ท่านไม่ได้ดูรายละเอียดเหล่านี้หรือครับ ท่านคิดเพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา เขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ มีการเปลี่ยนแปลงครับ และความเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสําคัญ ถ้าท่านเอาปี ๒๕๑๗ มาเป็น แบบในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นหมายความว่าต้องลดจํานวนองคมนตรีเหลือ ๑๔ คน ตอบผมได้ไหมครับ ท่านจะเอาแบบไหน ท่านต้องเขียนให้ชัดเจนในเรื่องนี้ ทางออก ของผมก็คือผมเขียนไว้ชัดเจนว่าท่านจําเป็นที่จะต้องมีหมวดพระมหากษัตริย์ที่ชัดเจน ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติหมวดพระมหากษัตริย์เป็นไปตามความในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ อันนี้มันชัดเจนที่สุด ถ้าท่าน ต้องการปรารถนาที่จะเอาหมวดพระมหากษัตริย์มาเป็นกรอบ มาเป็นโจทย์ให้ สสร. ไปดําเนินการยกร่างตามที่ท่านต้องการ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนี้การแก้ไขของท่าน ก็ยังมีปัญหาอีกในเรื่องของวรรคสาม การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอาจจะเห็นว่าถ้าสภานี้ถูกยุบไปก็เพื่อให้ การดําเนินงานของ สสร. เดินหน้าไปได้โดยไม่ติดขัด ท่านไม่รอบคอบครับ ท่านต้องไม่ลืม เป็นเด็ดขาดนะครับว่าหากว่ามีการยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงที่สภาร่างรัฐธรรมนูญยังทําหน้าที่ อยู่นั้น แล้วผลของการเลือกตั้งออกมาได้กลับข้างมติเสียงส่วนใหญ่กลายเป็นอีกฝั่งหนึ่ง ถามว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมที่จะเดินหน้าไปหรือไม่ เพราะสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดําเนินการไปอยู่ในขณะนั้น เป็นการดําเนินการภายใต้ ความเห็นชอบของเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อองค์ประกอบเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมติมหาชนที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปภายหลังการยุบสภามีมติ เปลี่ยนแปลงไป ถามว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะยังคงเดินหน้าอย่างชอบธรรมต่อไปได้หรือไม่ ในทางกฎหมายเป็นไปได้ครับ แต่การยุบสภามันได้สะท้อนให้เห็นว่าแล้วมีการเปลี่ยนแปลง เสียงข้างมากเกิดขึ้นมา นั่นหมายความว่าสิ่งที่เสียงข้างมากเดิมได้ทําไว้นั้นไม่ชอบธรรมเสียแล้ว ไม่ใช่มติมหาชนเสียงส่วนใหญ่แล้ว เพราะฉะนั้นการบัญญัติว่าการที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือว่ามีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งนั้น จึงไม่ทันสมัยแล้วและเป็นปัญหาแน่นอน ผมคิดว่า นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่มีความรอบคอบแล้วก็จะก่อให้ เกิดปัญหาในอนาคต

สุดท้ายครับ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญในวรรคสี่ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้อง จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย นี่ก็เป็นความไม่รอบคอบ ท่านประธานครับ การรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค ฟังดูแล้ว มันเหมือนกับได้รับฟังอย่างทั่วถึง ทั่วประเทศ จะฟังอย่างไรล่ะครับ ปัญหาประเด็นแรกก็คือ ฟังใคร กลุ่มอาชีพต่าง ๆ กลุ่มความคิดเห็นที่แตกต่างของคนในสังคมนี้มีมากมายหลากหลาย ท่านจะไปฟังใคร ไปฟังที่ไหน ถ้าตามร่างที่ท่านให้ความเห็นชอบมานี้ ลําพังเพียงแค่ท่านไป จัดรับฟังความคิดเห็นกับพี่น้องประชาชนภาคละ ๑ ครั้ง แต่นี้ก็ถือว่าทําตามรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วฟังอย่างไร ท่านจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนแล้วก็ไปฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน หรือจะไปฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนก่อนแล้วกลับมาร่าง หรือฟังไปร่างไป อันนี้ ไม่มีใครทํานายได้ และไม่มีใครให้หลักประกันได้ว่าเสียงของพี่น้องประชาชนในระหว่าง การร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะถูกรับฟังโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง นี่เป็นอีกหนึ่ง ในความไม่รอบคอบของคณะกรรมาธิการที่จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต ในวรรคหกซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ เมื่อผมได้แปรญัตติไว้ในวรรคสองเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์แล้ว ในวรรคท้ายก็คือวรรคหกของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ท่านบอก ของท่านว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไป ก็ชัดเจนครับ ก็คือว่าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ ไปเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐกระทํามิได้ ตกไป อย่างที่ผมเรียนว่าท่านไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมวดพระมหากษัตริย์นั้น เอาหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใด เพราะฉะนั้นท่านก็มีให้อิสระเสรีกับ สสร. ไปหยิบเอาหมวดพระมหากษัตริย์หมวดใดหมวดหนึ่งมายํารวมกันก็ยังได้ นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นผมถึงได้แปรญัตติว่าเมื่อผมได้ระบุชัดว่าต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เท่านั้น เพราะฉะนั้นในวรรคหกจึงแก้ไขเป็น ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง หรือมีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป สาระคล้ายกัน แต่ว่าข้อบังคับแตกต่างกัน นั่นก็คือว่าถ้าท่านไปเอาหมวดพระมหากษัตริย์ ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญนี้ก็มีอันตกไป ทั้งหลาย ทั้งปวงที่ผมได้หยิบยกขึ้นมานําเรียนกับท่านประธาน นอกจากจะบอกไปยังพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศแล้ว ก็อยากที่จะบอกไปยังคณะกรรมาธิการด้วยนะครับว่าเพราะความที่ท่าน ไม่ยอมให้มีการแก้ไข ท่านแข็งตัว จนกระทั่งว่าความคิด ความอ่านของท่านไปในทิศทาง ของท่านไปในทิศทางเฉพาะพวก เฉพาะกลุ่มของท่าน ทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ในกระบวนการแก้ไข มีปัญหาในกระบวนการที่จะดําเนินต่อไปในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านต้องรับฟัง และนําข้อท้วงติง ที่เป็นประโยชน์ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแก้ไข ให้เกิดความสมบูรณ์ แล้วก็ตอบคําถามของเพื่อนสมาชิกให้คลายความกังวลใจทั้งหลาย ทั้งปวงนี้ด้วย กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เราใช้เวลา ในช่วงที่ผ่านมานี้ ๔ ชั่วโมง ตั้งแต่ตอนผมลงไปสลับกับท่านประธานวุฒิสภา แล้วผมก็คนละ ๓ ชั่วโมง แล้วผมขึ้นมาก็ชั่วโมงเศษแล้ว เป็น ๔ ชั่วโมงเศษ เราอภิปรายได้ ๕ คน ในช่วง ๔ ชั่วโมงเศษ แต่ตอนนี้เฉพาะมาตรานี้เหลืออยู่ ๑๐ ท่านนะครับ แล้วกว่าจะจบมาตรานี้ จบมาตรา ๒๙๑/๑๒ แล้วขึ้นมาตรา ๒๙๑/๑๓ คนแรก เพราะฉะนั้นต้องขอความกรุณา ท่านสมาชิกทุกท่านต้องช่วยกันอยู่นะครับ อาจจะต้องสว่างก็คงไม่เป็นอะไร เพราะว่าพรุ่งนี้ วันหยุดอยู่แล้วนะครับ ท่านมีอะไรท่านวิชาญ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ผ่านไปยังสมาชิกนะครับ คือในส่วนที่มีข้อตกลงแล้วก็อยากจะให้จบ แล้วไปขึ้นในส่วน ของมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมว่าถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจจริง ๆ แล้ว ข้อบังคับทั้งหลายที่พูดกันนี่ว่า ผิดข้อบังคับหรืออะไรก็ตาม ถ้าเรายกในส่วนนี้แล้วก็ช่วยกันด้วยความเต็มใจในส่วนของ การอภิปรายให้อยู่ในกรอบที่ไม่ต้องเรียกหรือพูดถึงข้อบังคับ แล้วขอให้จบโดยกําหนด ช่วงเวลา ท่านประธานอาจจะขอความร่วมมือจากสมาชิก เพราะผมเชื่อว่าทุกคนก็อยากจะ ให้เป็นไปตามข้อตกลง แต่ถ้าบอกว่าช่วงขณะนี้เหลืออีก ๑๓ ท่าน และเวลาผมว่ามันต้อง ล่วงเลย ถ้าเอาตามปกติแล้วปล่อยอภิปรายนี่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมขออภัยที่ต้อง ขัดนะครับ ถ้าเอาตามที่ท่านเสนอผมคุมการประชุมไม่ได้นะครับ ไม่ใช้ข้อบังคับ ผมก็ไม่รู้จะ ทําหน้าที่อย่างไร มันทําไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นผมเอาอย่างนี้ครับ เราก็ไปเรื่อย ๆ วิปก็ลองคุยกันดูก็แล้วกันนะครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ถ้าไม่มีท่านประธานถามสิครับ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องแล้วครับ ท่านประธานครับ ลองถามสิครับว่ามีใครยกมือหรือเปล่าครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังมีท่านที่จะอภิปรายอีก หรือเปล่าครับ ก็มีหลายท่าน ท่านรสนา ท่านขจิตร ท่านสมคิด ท่านบุญยอด ผมขอข้างหลัง อีก ๔ เป็น ๘ ครับ อีก ๒ เป็น ๑๐ ท่านครับ ผมว่าไม่เป็นอะไรครับ ผมก็จะดําเนินการ ตามนี้เลยนะครับ ท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ แล้วก็ตามด้วยท่านบุญยอดครับ

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ยโสธร

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดยโสธร รบกวนขออนุญาตให้ท่านแจ้งลําดับคิว หน่อยครับ แล้วก็ขอความกรุณาทางกรรมาธิการค่อยตอบทีเดียวเลยตอนอภิปรายเสร็จครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ได้ครับ มีท่านประเสริฐ ท่านบุญยอด ท่านจักรธรรม ท่านรสนา ท่านยุทธนา ท่านสมคิด ท่านเจิมมาศ ท่านวินัย ท่านขจิตร ท่านจิตต์ ทั้งหมด ๑๐ ท่านนะครับในมาตรานี้ แล้วก็มีท่านมณเฑียรอีกท่านหนึ่ง ท่านประสงค์ นุรักษ์ เป็น ๑๒ ครับ ท่านอภิรักษ์เป็น ๑๓ ก็ไม่เป็นอะไรครับอยู่สว่างด้วยกัน ไม่มีปัญหา เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เราก็เห็นนะครับว่ายังมีประมาณ ๑๓ ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็มีสิทธิ ในการอภิปราย เพราะว่าได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ทําไมเราไม่พักกันไปแล้วไปประชุมกัน วันพฤหัสบดีล่ะครับ ท่านนัดประชุมไว้วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ก็ยังมีเวลาตั้งมากมาย ทําไมเราจะต้องมาเร่งการพิจารณากันค่ํามืดดึกดื่น สุขภาพทุกคนก็แย่ ผมก็ป่วย ท่านก็ป่วย ผมก็เป็นห่วงสมาชิกอาวุโสหลาย ๆ ท่านนะครับ ทําไมละครับ ทําไมเราไม่พิจารณากัน อย่างมีสติสัมปชัญญะ ทําไมเราไม่ฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ผมก็เสนอต่อท่านนะครับว่า ผมไม่ทราบว่าวิปคุยกันอย่างไร แต่ผมคิดว่าถ้าเราทํางานด้วยเหตุด้วยผลเราก็ฟังกันและกัน ๑๓ ท่านนี้อย่างที่ท่านพูด ๔-๕ ชั่วโมงไปได้แค่ ๕-๖ ท่าน จะเวลากันไปจนถึงสว่าง ผมคิดว่า ไม่ดีต่อสุขภาพของใครทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่อยู่สภา สื่อมวลชนที่ติดตามอยู่ข้างล่าง ประชาชนที่ติดตามอยู่ต่างก็อาจจะไม่สนใจแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ต่อรัฐสภาแห่งนี้ก็พักการประชุม แล้วก็ไปว่ากันต่อในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ข้างหน้า เท่านั้นเองครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลําภู

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองบัวลําภู ท่านประธานครับ จากที่ท่านบุญยอดได้หารือแล้วก็ จากจํานวนสมาชิกที่ท่านประธานได้ขานชื่อไปเมื่อสักครู่ ผมเรียนท่านประธานสั้น ๆ ว่า วิป ๓ ฝ่ายวันนี้ได้คุยกัน จริง ๆ แล้ววันนี้เรากะว่าเราจะเสร็จเพียงแค่ ๓ ทุ่ม แล้วก็จะได้งาน ก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๑ มาตรา ๒๙๑/๑๒ ขณะนี้เกินเวลาที่เราตกลงกันไว้มา ๒ ชั่วโมงแล้ว ยังเหลือผู้อภิปรายอีกประมาณ ๑๐ ท่าน ผมเสนอท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมครับ เพื่อให้งาน มันเดินควรจะมีกรอบเวลาอภิปรายท่านละประมาณสัก ๑๐ นาที เราก็น่าจะเสร็จกัน ประมาณเที่ยงคืนนิด ๆ ขอเรียนท่านประธานช่วยกรุณาพิจารณาด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมยึดถือ ข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่ายมาโดยตลอดนะครับ สั่งให้ผมปิดประชุม ๖ โมงเย็น ผมก็ปิด ๖ โมงเย็น สั่งให้ปิดประชุม ๓ ทุ่ม ผมก็ปิด ๓ ทุ่ม เอาเที่ยงคืนผมก็ปิดเที่ยงคืน ผมยังไม่เคยขัดมติของ ๓ ฝ่ายแม้แต่ครั้งเดียว แล้วมาวันนี้มติวิป ๓ ฝ่ายบอกว่าเอาให้จบถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ คนที่ ๑ ผมก็ปฏิบัติตาม แล้วผมก็ยึดถือมติวิปมาโดยตลอดไม่เคยเพี้ยนไปจากมติของวิป เพราะฉะนั้นวันนี้ขออนุญาต ผมจะดําเนินการตามที่เคยดําเนินการมาตั้งแต่ต้นก็คือว่า เอาตามมติของวิปก็ประชุมไปจนกว่าจะถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ คนที่ ๑ เชิญท่านนริศครับ ท่านสมาชิกครับ ถ้าเราให้ความร่วมมือพูดอยู่ในประเด็นแล้วให้มันกระชับ ผมว่าใช้เวลา ไม่มากครับ เชิญครับ

นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกลัวว่าจะมีการคลาดเคลื่อนในข้อตกลงที่ท่านพิษณุได้รายงาน ต่อประธาน ที่จริงเลิก ๓ ทุ่มไม่มีนะครับในข้อตกลง ซึ่งเข้าใจว่าบันทึกอยู่ที่ประธาน ข้อตกลงก็คือให้จบมาตรา ๒๙๑/๑๑ มาตรา ๒๙๑/๑๒ ไม่มีเวลาไว้ในนั้นนะครับ แล้วคิดว่า ถ้าเวลาจบก่อนก็จะขึ้นมาตรา ๒๙๑/๑๓ ไว้ ๑ ท่าน นั่นคือข้อตกลง ซึ่งเข้าใจว่าอยู่ที่ ท่านประธานแล้วนะครับ ไม่มี ๓ ทุ่มนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นผมเอาตามที่ ท่านพูดนี่ละครับ ท่านนิคมเชิญครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ฉะเชิงเทรา

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากวิปทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ ก็ฉันทานุมัติให้ผมเป็นประธาน ที่ประชุมทุกครั้งก็อาจจะเป็นเพราะว่าความที่อายุมาก อาวุโสกว่า แล้วก็เป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งทุกครั้งนั้น ๒ ครั้งหลังผมว่าแนวโน้มของการพิจารณาทั้ง ๓ ฝ่าย เป็นไปด้วยแบบฉันท์มิตร เราประชุมแล้วเราก็เลิกตรงตามที่ที่ประชุมนั้นได้กําหนด ไม่ว่าจะ เป็นมาตรา ๒๙๑/๑๐ ซึ่งใช้เวลาพักเดียว ผมต้องขอชื่นชมผู้นําหรือว่าทางพรรคฝ่ายค้าน ที่ได้เสนอแนะแล้วเราก็ให้เกียรติแล้วก็เชื่อถือ การประชุมก็เป็นไปตามนั้น จวบจน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาที่ประชุมต้องการที่จะเลิก ๖ โมงเย็น ผมก็พยายามที่จะสนับสนุน เห็นด้วยกับที่ประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอของวิปฝ่ายค้านเราก็สามารถที่จะเลิกได้ ภายใน ๑ ทุ่ม ก็มีการแถมผู้อภิปรายมา ๒ ท่าน ก็ไม่ได้ว่ากันครับ แต่วันนี้เราตั้งเป้าหมายว่า เรานั้นจะพิจารณาให้จบในมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑๒ ซึ่งความจริงแล้ว ผมขอกราบเรียนว่าผมนั้นเชื่อฟังแล้วก็รับฟังด้วยเหตุผลของวิปฝ่ายค้าน ผมพยายามที่จะ โน้มน้าวให้วิปรัฐบาลนั้นเห็นว่าถึงแม้วันนี้อยากจะเริ่มมาตรา ๒๙๑/๑๓ มันก็เริ่มไม่ได้ เพราะว่าเราก็จะต้องพิจารณาในวันพฤหัสบดีอีก และผมก็เชื่อโดยสนิทใจว่าวันนี้น่าจะจบ ภายในไม่เกิน ๑ ทุ่ม แต่พอมาวันนี้ได้ประชุมแล้ว ความจริงแล้วเรามีการบวกลบบอกว่า จะจบสัก ๒ ทุ่ม เมื่อมีการบวกลบแล้วก็ไม่น่าจะเกิน ๓ ทุ่ม เพราะฉะนั้นทางเลขานุการวิป ของทางฝ่ายค้านนั้น ซึ่งขอประทานโทษที่ผมอาจจะต้องทบทวนในการทํางานว่าวันนี้ ผมฟังจากปากท่าน ผมฟังจากตัวแทนของฝ่ายค้านหลาย ๆ ท่าน วันนี้ ๓ ทุ่มน่าจะจบ มาตรา ๒๙๑/๑๑ และมาตรา ๒๙๑/๑๒ เราได้ตกลงว่าถ้าจบอย่างนี้เราขอเริ่มให้หมอเจตน์ ซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เริ่มสัก ๑ คน แล้วเราก็จะปิดประชุม ไปพิจารณากันใหม่ ในวันพฤหัสบดี บอกว่าไม่เป็นอะไรครับ ถ้าอาทิตย์นี้ไม่จบ อาทิตย์หน้าเรายังเตรียมไว้ วันที่ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากเห็นบรรยากาศการประชุมนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยากเห็นการประชุมนั้นในบรรยากาศของวิป ๓ ฝ่ายนั้นเหมือนพี่เหมือนน้อง ทํางานด้วยกัน ไม่อยากจะเห็นการที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ไม่เป็นไปตามอย่างที่ตกลง ผมคิดว่าถ้าอย่างนี้ ต่อไปนั้นการพิจารณานั้นอาจจะต้องยากลําบาก ท่านประธานครับ ถ้าเป็นไปได้ ณ คืนนี้ เมื่อที่ประชุมประสงค์ที่จะให้จบมาตราที่ ๒๙๑/๑๑ และมาตรา ๒๙๑/๑๒ ผมก็อยากขอให้ ท่านประธานนั้นได้ดําเนินการประชุมต่อไปจนกว่าจะจบ ถึงแม้ว่าจะคํานวณเวลาผิดพลาด ซึ่งถือว่ามันเป็นความผิดพลาดโดยชอบธรรม เพราะว่าเป็นสิทธิของท่านในการอภิปราย เพราะเนื่องจากว่ามาตรานี้กรรมาธิการแก้ไข จะจบเท่าไร ท่านไม่ต้องห่วงครับ พวกผมนั้น ถึงแม้อายุจะเยอะแล้ว วันนี้อยู่มาถึงขณะนี้สี่ทุ่มก็จะอยู่ต่อไปจนจบมาตรา ๒๙๑/๑๑ และ มาตรา ๒๙๑/๑๒ ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขอต่อเลย นะครับ ท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ เชิญครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสงวนคําแปรญัตติมาตรา ๒๙๑ (๑๑) ในวรรคหนึ่ง และวรรคห้า จริง ๆ แล้วทางสมาชิกเราคงจะไม่ต้องมาเสียเวลากับการอภิปรายในปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าทุก ๆ ท่านมีความอดทน มีความอดออม และอดกลั้นในสิ่งที่เราได้รับ พระราชดํารัสของในหลวงท่านว่าให้อดทน อดกลั้น จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่มีอยู่ ในประเทศไทย ๑๘ ฉบับที่ผ่านมา ทุกฉบับก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งเราก็มีบอกว่า ๑ รัฐบาลก็ ๔ ปี แต่ที่ผ่านมาเป็นเพราะว่าเราขาดซึ่งความอดกลั้นครับ จึงทําให้เกิด เหตุการณ์มีการฆ่ากันตายบ้าง แล้วก็มีการทําลายทรัพย์สินของประเทศชาติบ้าง ดังนั้น จุดเหล่านี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอร้องเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าเราควรจะต้องอดทนและอดกลั้น ในการทํางานนะครับ ในการที่จะพูดอะไรต่าง ๆ เพื่อให้พี่น้องที่รับฟังทางโทรทัศน์หรือว่า ทางวิทยุเกิดความแตกแยก ผมอยากจะขอว่าถ้าเรามีความอดทน มีความอดกลั้น แล้วไม่กระทําการสิ่งใดที่สร้างความแตกแยก ผมว่าเราจะได้รับคําชื่นชมที่มากกว่านะครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถ้าเราทุกท่านมีความอดทน อดกลั้น เราก็คงจะ ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น แล้วก็จนบานปลายมาจนถึงขั้นขณะนี้ เมื่อไม่นานมานี้พวกเรา ก็คงจะเห็นว่าเรามีการพูดกันอยู่เป็นประจําว่ามีเสียงข้างมากแล้วก็เสียงส่วนใหญ่นะครับ เสียงข้างมากแล้วก็เสียงส่วนใหญ่ฟังดูว่ามากกับใหญ่ก็พอ ๆ กัน เพราะฉะนั้นเสียงส่วนใหญ่ เลือกเสียงส่วนมากเข้ามาเมื่อมาทํางาน เมื่อเป็นจุดนี้ ถ้าทุกท่านมีความอดกลั้น มีความอดทน รัฐธรรมนูญก็แก้ได้นะครับ แต่ผมว่าคงไม่ใช่ฉบับที่ ๑๙ นี่จะเป็นฉบับสุดท้ายละครับ ดังนั้นถ้าทุกท่านมีความอดกลั้นตอนนี้เมื่อเสียงส่วนมากเลือกเสียงส่วนใหญ่เข้ามาแล้ว ทุกท่านก็มีความอดกลั้นเถอะครับ เมื่อเสียงส่วนมากตัดสินใจทําอะไรลงไปแล้ว ผมว่าเขาก็ได้ทําประชามติ ไม่ว่าทางสภาจะยุบสภา หรือจะเกิดเหตุการณ์ใดก็ตาม ผมก็ยังเชื่อว่าเสียงสวรรค์ของประชาชนคือเสียงประชามติ จะตัดสินใจเองครับว่าจะทําอย่างไรกับ สสร. หรือทางรัฐธรรมนูญที่จะร่างออกมานะครับ ดังนั้นผมอยากจะให้ทุกฝ่ายมีความอดทนและมีความอดกลั้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ไม่ควร ที่จะระแวงนะครับว่าจะเกิดการแก้ไข โดยเฉพาะหมวดของสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ ผมแปรญัตติไว้วรรคห้านะครับว่าในหมวดพระมหากษัตริย์ตรงนี้ ผมเองก็ด้วยความเคารพ แล้วก็เชื่อมั่นในส่วนของพี่น้องประชาชนว่าทุกท่านมีความเคารพ มีความนับถือในสถาบัน องค์พระมหากษัตริย์ของไทยเรา ดังนั้นจุดเหล่านี้ผมเชื่อว่าทุกท่านควรจะให้เกียรติคนไทย ร่วมชาติด้วยกัน ทุกท่าน ทุกคนรักในหลวงของเราครับ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าพระองค์ท่าน ก็ทําอะไรให้กับประเทศชาติเยอะแยะนะครับ ดังนั้นทุกท่านผมไม่เชื่อว่าจะมีความคิดที่จะ ไปล้มล้างหรือไปทําอะไรที่กระทบกระเทือนพระองค์ท่าน จุดนี้ผมอยากจะขอนะครับว่า ในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์ปัจจุบันตรงนี้ประเทศชาติเราต้องการความสามัคคี ความปรองดองนะครับ ต่างชาติก็มองว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ท่านก็เดินทางไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเรียกร้องนักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลี ดังนั้นผมเชื่อว่ารัฐมนตรีหรือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเองที่เดินทางก็มุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมั่นมาแล้ว การที่เรายังมี ความหวาดระแวงและยังมีความขัดแย้งกันอยู่ต่างชาติก็ยังไม่เกิดความมั่นใจนะครับ ดังนั้นจุดนี้ ผมอยากจะขอร้องเพื่อนสมาชิกทุกท่านให้ช่วยกัน สิ่งที่เกิดความไม่เป็นธรรมหรือว่า เกิดความไม่เข้าใจอย่านํามาพูดเลยครับ เพราะบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตมันยาก แก่การที่จะเข้าไปลึกนะครับ เพราะเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้อยากจะขอ ความเข้าใจขอให้พี่น้องทุกคน ขอให้เกิดความสามัคคีกัน ขอให้เกิดความเข้าใจกันนะครับ สั้น ๆ ครับท่านประธาน ก็คงไม่มีอันอื่นนะครับ ขอขอบคุณครับ เพราะมีพี่น้องอีกหลายท่าน รออยู่ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านบุญยอด เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกกัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมได้แปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ เนื่องจากว่าท่านกรรมาธิการก็ไม่ได้มองหรือว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ ผมเสนอ ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้การประชุมมันต้องล่าช้า ไม่ใช่ปัจจัยของ สมาชิกฝ่ายค้าน ฝ่าย ส.ว. ผู้ประท้วงทั้งหลาย แต่ว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ต่างหาก ที่ท่านก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ผมจึงต้องขอเริ่มต้นด้วยประโยคแรกที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือเรื่องของวัน เวลา สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกําหนดเวลา ๑ ปี ผมแก้จากเดิมคือ ๑๘๐ วัน แต่ท่านแก้เป็น ๒๔๐ วัน ผมขออนุญาต แก้ไขเอกสารของท่านเองนะครับ หน้า ๒๒๔ ด้วยนะครับ เพื่อให้เอกสารที่ส่งเข้าสู่สภา ในวาระที่สองนี้ถูกต้อง หน้า ๒๒๔ เป็นกลุ่มที่ได้แปรญัตติไว้ ๒๔๐ วันเท่ากับกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ กลุ่มนี้มีพลตํารวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ นายเจริญ ภักดีวานิช นายนิคม ไวยรัชพานิช นายชรินทร์ หาญสืบสาย นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง และนายสุโข วุฑฒิโชติ ซึ่งแปรญัตตินะครับ สุดท้ายต้องมาเขียนว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติสงวน ซึ่งผิดข้อเท็จจริง ผมขอให้แก้ให้ชัดเจนว่ากรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ เพราะกรรมาธิการ แก้ให้แล้ว แต่ผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะตอบอย่างไร ผู้แปรญัตติจะติดใจหรือไม่ ประเด็น ๑ ปีที่ผมต้องให้ทําการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือผมเชื่อว่าการทํางานของ สสร. ชุดนี้ จะต้องใช้เวลาในการที่จะไปรับฟังความเห็น แม้ว่าจะเป็นคําว่าทุกภูมิภาคตามที่ท่านระบุไว้ก็ตาม ทุกภูมิภาคท่านก็อาจจะทําสัก ๖ ที่ ที่ละ ๑ ครั้ง แล้วท่านก็บอกว่ามันครบทุกภูมิภาคแล้ว ท่านอาจจะบอกว่ามันไม่ได้จําเป็นต้องใช้เวลา ผมคิดว่าถ้าหากว่าเรามีเจตนารมณ์ในการ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุดสําหรับประเทศไทยแล้ว ท่านควรจะรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ดังนั้นท่านมีเวลาเพียงแค่ ๒๔๐ วัน ที่ท่านเปลี่ยนมา ท่านก็เท่ากับมีเวลา ๘ เดือน ๘ เดือนก็ ๓๒ สัปดาห์เท่านั้นเองครับ สสร. ๙๙ คน ประชุมกัน ๓๒ สัปดาห์ ผมถามท่านจะประชุมได้กี่ครั้ง ผมเชื่อว่าห้องประชุมที่ท่านจะใช้ต้องเป็น ห้องประชุมขนาดใหญ่ ถ้าอยู่ในสภานี้ก็ต้องใช้ห้องประชุมนี้ถึงจะนั่ง ๙๙ คน บวกเจ้าหน้าที่ได้ บวกท่านประธานด้วยได้ รวมทั้งหมดหรือมีกรรมาธิการอื่น ๆ มีผู้เข้าฟังด้วย ท่านอาจจะต้อง ใช้ได้เพียงแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น หรือถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องทํางานเสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น ผมเชื่อว่าโดยสโคป (Scope) ของงาน โดยเนื้อหาสาระที่ท่านต้องร่างรัฐธรรมนูญซึ่งท่านจะ ทํากันเป็นฉบับใหม่เลย ๓๐๐ มาตราขึ้นไป ท่านต้องพิจารณาวันละ หรือการประชุมครั้งหนึ่ง ก็อาจจะต้อง ๕ มาตรา ๑๐ มาตรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ครับ แล้วผมจึงขอให้ท่านขยายเวลา ทุกคน สมาชิกหลายคนก็บอกให้ท่านขยายเวลา ก็ไม่มีผลแต่อย่างใด กรรมาธิการนั่งอยู่ ตอนนี้ ๕ คนข้างบนก็ไม่ฟังอะไร ก็นั่งคุยกันเองด้วยซ้ําไป ผมฟ้องให้ประชาชนได้เห็นด้วย ถ้ากล้องจะจับภาพไปด้วยก็จะเห็นกรรมาธิการตอนนี้มีนั่งอยู่ ๕ คน คณะรัฐมนตรีซึ่งเสนอ ร่างนี้เข้ามาก็ไม่มีใครมานั่งเลยแม้แต่คนเดียวเช่นเคย แม้ว่าวันนี้จะเป็นการอภิปราย ในวันที่ ๑๒ คืนที่ ๑๒ แล้วครับ

ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมแปรญัตติต่อไปก็คือในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมอยู่หน้า ๒๔๒ ทีมงานจับผิดกรุณาดูตามนะครับว่าผมอภิปรายเกินเลยไปกว่าสิ่งที่ผม แปรญัตติหรือไม่ หน้า ๒๔๒ ช่วงท้าย ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ นํารัฐธรรมนูญ ของท่านเดิมคือฉบับใดก็ได้ที่จะเป็นประชาธิปไตยอันสูง ผมขอเป็นการนํา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่าง เหตุผลสําคัญ ก็คือว่าถ้าท่านนําเอาฉบับอื่นมายกร่าง สุดท้ายท่านก็ต้องเทียบกับปี ๒๕๕๐ อยู่ดีครับ ถูกไหมครับ เพราะปี ๒๕๕๐ คือฉบับปัจจุบันและร่างมาตราที่ท่านกําลังแก้ไขก็คือ ๒๙๑ ในร่างฉบับปัจจุบันนี้ครับ สิ่งที่ท่านจะทําไม่ว่าจะยกฉบับใดมาก็ตามจะถูกเทียบกับปี ๒๕๕๐ ทุกมาตราเช่นเคย ในท่ามกลางความกังวลที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็พูดไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้ตอบ แต่ผมคิดว่าทําไมต้องยกปี ๒๕๕๐ ผมก็จะอธิบายต่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มีความเปลี่ยนแปลง มีการแก้ไข ซึ่งพวกท่านก็อาจจะไม่ชอบ มันมาจาก ต้นไม้พิษ ผลไม้เป็นพิษ ท่านก็ไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข แต่ผมเชื่อว่าท่านทํากลับกัน ท่านกําลัง จะแก้แค้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะท่านไม่ชอบมัน แต่สิ่งที่เรากําลังจะเสียหายไป กําลังจะ หายไป แล้วถ้าท่านไม่หยิบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นหลักนั้น สิ่งที่จะหายแล้วเทียบเคียง กับปี ๒๕๔๐ บุคคลสามารถใช้สิทธิทางศาลบังคับให้รัฐปฏิบัติตามสิทธิรัฐธรรมนูญบัญญัติ เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติรายละเอียดแห่งการใช้สิทธินั้น มาตรา ๒๘ ปี ๒๕๔๐ ไม่เคยมีครับ ยังจะคงเรื่องนี้ไว้อยู่หรือไม่ ปี ๒๕๕๐ ตัดคําว่าโทษประหาร ออกจากการบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ ผลคือแม้โทษประหารยังอาจมีอยู่ มีได้ตามดุลยพินิจของศาล แต่เปิดทาง ให้ยกเลิกโทษประหารในอนาคต มาตรา ๓๒ ครับ ผมดูเฉพาะมาตราที่สําคัญ ที่ผมสนใจ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนสิทธิ เสรีภาพจะกระทํามิได้ มาตรา ๔๕ ปี ๒๕๔๐ บอกว่าสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพจะกระทําไม่ได้เฉย ๆ ปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่า เป็นเรื่องสื่อมวลชนอื่น ท่านจะคุ้มครองสื่อมวลชนอื่นด้วยไหมละครับ ถ้าท่านไม่เอา ปี ๒๕๕๐ มาเป็นหลัก ถูกไหมครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าของกิจการขัดขวางแทรกแซงการเสนอข่าวหรือความคิดเห็นในประเด็น สาธารณะ หากกระทําให้ถือเป็นการกระทําโดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่กระทําตาม กฎหมายหรือเพื่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ เรื่องนี้รับรองไว้แข็งขันกว่าปี ๒๕๔๐ มาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังบอกอีกครับว่าให้องค์กรที่ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่กํากับ การประกอบกิจการสื่อสารมวลชนมี ๑ องค์กร ปี ๒๕๔๐ มี ๒ องค์กรครับ ตอนนี้ กสทช. มีแล้วครับ ทําอย่างไรต่อไปครับ ถ้าท่านไม่เอาตรงนี้มาเป็นหลัก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือผู้ถือหุ้นแทนเข้าเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์และหรือโทรคมนาคมด้วยซึ่งปี ๒๕๔๐ ไม่มี ปี ๒๕๕๐ เพิ่มให้รัฐต้องจัดให้มีการศึกษาให้กับผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาค เสมอภาค กับบุคคลอื่นที่ต้องได้รับการศึกษาฟรีไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพเลยครับ ถ้าท่านไม่ใช้ ปี ๒๕๕๐ ท่านตอบคําถามสิครับว่า พวกเขาเหล่านี้ยังจะได้สิทธิที่ว่านี้อยู่หรือไม่ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพิ่มการคุ้มครอง แก่เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวให้ได้รับหลักประกันในการอยู่รอด และห้ามแทรกแซง หรือจํากัดสิทธิเพื่อให้สถาบันครอบครัวได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นครับ อยู่ในมาตรา ๕๒ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังเพิ่มสิทธิของบุคคลในการได้รับการคุ้มครอง การไม่มีที่อยู่อาศัย โดยรัฐจะต้องช่วยเหลือดูแล อยู่ในมาตรา ๕๕ ปี ๒๕๔๐ ไม่มี มาตราต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าท่านไม่เอา ปี ๒๕๕๐ มาใช้มีอะไรการันตีว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี่จะยังคงอยู่ เมื่อปี ๒๕๕๐ กําหนดให้รัฐต้อง จัดให้มีการรับฟังความเห็นก่อนการวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกําหนดเขตใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้ง การออกกฎที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน นี่อย่างไรสิ่งที่เขียนและเข้มแข็ง แข็งแรงกว่า รัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ฉบับก่อน ๆ หน้านี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังให้มีองค์กรอิสระ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โอ้โห ยังไม่ได้เลยตอนนี้ ผลักดันกันไปแล้วค้างอยู่ แล้วน่าจะต้อง กลับมาได้แล้ว โดยมีตัวแทนผู้บริโภคให้ความเห็นประกอบในการออกกฎหมาย และมาตรการ ในการคุ้มครองผู้บริโภคโดยรัฐครับ

นอกจากนั้นพรรคการเมืองใดล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจโดยไม่ถูกวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญอาจมีคําสั่งยุบพรรค ต้องถูกยุบพรรค เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบเป็นเวลา ๕ ปี จะถอดเรื่องนี้ออกไปอีกไหมครับ ผมจะไป เร็วขึ้นเลย ผมไม่ได้อ่านทุกมาตรา

มาตราสําคัญที่ผมอยากจะขอระบุไว้เพื่อให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณาช่วย คํานึงถึง ทําไมผมถึงอยากให้แก้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นหลัก ส่งเสริมให้ประชาชน มีความเข้มแข็งในทางการเมือง จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือ กิจกรรมสาธารณะ ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกําหนด แนวทางป้องกันรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะหายไปไหมครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องคํานึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน อาจารย์รัชฎาภรณ์พูดเรื่องนี้บ่อย ๆ ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรวมกลุ่มในลักษณะ เครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กกต. มีอํานาจส่งเรื่อง การขาดสมาชิกภาพของ ส.ส. หรือ ส.ว. ผ่านประธานแต่ละสภาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปี ๒๕๔๐ ไม่มีครับ หลังการเลือกตั้งแล้วหากได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ให้ถือเป็น สภาผู้แทนราษฎรนั้นได้ จากนั้นดําเนินการต่อไปจนครบจํานวนใน ๑๘๐ วัน ทําให้การเปิด ประชุมสภาเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ปี ๒๕๔๐ ไม่มีบทบัญญัตินี้ครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้สมัคร ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคเดียว ไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้งเว้นแต่กรณียุบสภา ต้องไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน เห็นไหมครับ นี่เรื่องของ ส.ส. แต่ ปี ๒๕๔๐ ๙๐ วันอย่างเดียว ๓๐ วันไม่มี ท่านไม่เอาแล้วหรือครับ ท่านไม่เอา ๓๐ วันกันแล้วใช่ไหมครับ ถ้าท่านไม่เอา ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังห้ามการควบรวมพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ระหว่างอายุ ของสภาด้วย นี่ประสบการณ์เก่ามีการควบรวมเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังบอกให้ ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องมีเกณฑ์ขั้นต่ําเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ผู้สมัคร ส.ว. ต้องมีวุฒิการศึกษา มากกว่าหรือเทียบเท่าปริญญาตรี ปี ๒๕๔๐ ส.ส. ส.ว. ต้องมากกว่าปริญญาตรี ท่านจะ กลับไปปริญญาตรีเหมือนเดิมกันไหมครับ หรือจะยอมให้เหมือนกับปี ๒๕๕๐ ส.ส. ไม่มี เกณฑ์ขั้นต่ําเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ผู้สมัคร ส.ว. ที่มาจากการสรรหามี ๕ กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มภาควิชาการ ภาคองค์กรเอกชน ภาครัฐ แล้วภาคอื่น ๆ ตามบทบัญญัติในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ นี่คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๔ ส.ว. จะโดนไหมครับ ส.ว. รุ่นนี้ อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีการสรรหามา ๕ กลุ่ม ถ้าไม่เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นหลัก ไม่มีอะไรเป็นตัวประกันว่าท่านจะได้อยู่ต่อหรือท่านจะถูกล้มล้างออกไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงให้ผู้สมัคร ส.ว. ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองด้วย ท่านจะได้เป็นอิสระอย่างไร ท่านจะได้มีวุฒิภาวะ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีเรื่องนี้ กลับไปเหมือนเดิมอีกไหมครับ ผู้สมัคร ส.ว. ต้องไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงในพรรคการเมือง หรือ ส.ส. หรือรัฐมนตรี หรือพ้นมาแล้วไม่ถึง ๕ ปี นี่ก็เป็นข้อกําหนดในปี ๒๕๕๐ เพื่อให้ท่านปลอดจากการเมืองอย่างแท้จริง ๒๕๔๐ ไม่มีครับ พ้นจาก ส.ว. แล้วยังไม่เกิน ๒ ปี ห้ามเป็นรัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอีกด้วยนะครับ นี่คือข้อกําหนดในปี ๒๕๕๐ ครับ ส.ว. พ้นสภาพเมื่อต้องคําพิพากษาให้จําคุกแม้จะ รอลงอาญาครับ นี่คือคําที่เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีปัญหานี้ ถูกจําขังจริงหรือไม่ หรือรอลงอาญาแล้วถือว่าพ้นหรือไม่ สุดท้ายก็เขียนระบุชัดเจนว่าแม้จะรอลงอาญาก็ต้อง ถูกให้ออกจาก ส.ว. ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการบริหาร หรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองไม่ได้ครับ ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมว่าถ้าไม่มีข้อนี้ประธานหรือรองประธานบางคนอาจจะไปดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง ด้วยก็ได้ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ การเข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ใช้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ แต่ถ้าปี ๒๕๔๐ ใช้ ๒ ใน ๕ ปี ๒๕๕๐ ใช้ ๑ ใน ๕ ถ้าไม่บรรจุว่า ปี ๒๕๕๐ เป็นหลักเราจะได้อย่างนี้หรือครับ ปี ๒๕๕๐ หากฝ่ายค้าน ส.ส. มี ส.ส. ไม่ถึง ๑ ใน ๕ กรณีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือ ๑ ใน ๖ กรณีญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีอาจเข้าชื่อด้วยกันด้วยจํานวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจํานวนทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เมื่อรัฐบาลบริหารเกินกว่า ๒ ปีแล้ว แฟร์ (Fair) ไหมครับ ถึงแม้จะมีน้อยแต่มากกว่าครึ่งหนึ่งก็สามารถที่จะขอยื่นญัตติไม่ไว้วางใจได้ นี่ก็ถูกระบุ ในปี ๒๕๕๐ ซึ่งปี ๒๕๔๐ ไม่มี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายได้ครับ แต่ปี ๒๕๕๐ นั้น ๕๐,๐๐๐ คน ปี ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ คน ขออภัย ปี ๒๕๕๐ ๑๐,๐๐๐ คนครับ ปี ๒๕๕๐ ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่กระทําผิดและทุจริตได้ครับ ปี ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ คนอีกครับ ลดจํานวนลงเพื่อให้มีการตรวจสอบกันได้ง่ายยิ่งขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะหายไปไหมครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. และต้องดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกินกว่า ๘ ปี ไม่ได้ด้วย นี่คือสิ่งที่เพิ่มมาจากปี ๒๕๔๐ ครับ อยู่เกินกว่า ๘ ปีก็ไม่ได้นะครับ รัฐมนตรีต้องไม่เคยต้องคําพิพากษาให้จําคุกโดยได้พ้นโทษ มายังไม่ถึง ๕ ปี ก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ามีรัฐมนตรีผู้ใด เป็น ส.ส. ในขณะเดียวกันต้องห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นลงคะแนนเสียง ออกคะแนนเสียงให้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดํารงตําแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียของเรื่องนั้น ข้อต่าง ๆ ที่เปรียบเทียบกัน ผมขออนุญาตอธิบายแค่นี้สําหรับหมวดนี้ แต่ท่านเห็นไหมครับว่า ถ้าท่านบอกว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับที่มีประชาธิปไตยสูง ซึ่งไม่เข้าใจว่าท่านจะเอาตรงไหน ผมเชื่อว่าท่านจะเอาปี ๒๕๔๐ มาใช้ เทียบกันแค่นี้ ผมอ่านแค่ครึ่งเดียว ก็เห็นแล้วนะครับว่า สิ่งที่จะหายไป สิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ได้พัฒนามามากกว่านั้นไม่มีการรับรองว่าจะอยู่หรือไม่ นอกจากนั้นผมก็แปรญัตติต่อไปในวรรคหกต่อ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกันมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นมีลักษณะตามวรรคห้าหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็น ดังกล่าวส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยครับ เรื่องนี้ก็เป็นความคิดเห็นที่ตรงกับ หลายคน แล้วก็รวมทั้งความคิดเห็นของทางผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยครับ ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกที่รักครับ ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทําหนังสือมาถึงท่านประธานรัฐสภา ลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ มีข้อเสนอ ๓ ข้อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นะครับ ลงนาม โดยท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาส ประเด็นที่สัมพันธ์กับ เรื่องนี้ในประเด็นที่ ๒ การที่ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูป ของรัฐดังปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนั้น เป็นการให้องค์กรทางการเมืองเป็นผู้มีอํานาจ วินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายที่เป็นปัญหาสําคัญ ซึ่งปัญหานี้ควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัย จากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอํานาจวินิจฉัยทํานองนี้อยู่แล้วนะครับ ท่านก็ยกตัวอย่าง อย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติใดมีหลักการเกี่ยวกับ หรือคล้ายกันกับร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสองก็ดี อํานาจวินิจฉัยว่าการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีก็ดี ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๘ ก็ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จํานวนสมาชิก ๑ ใน ๑๐ ของผมแปรญัตติ ๑ ใน ๕ นะครับ ผมให้น้ําหนักมากกว่าครับว่าถ้าเห็นว่าผิดต้อง ๑ ใน ๕ แล้วก็ไปยื่น ของทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็อ้างที่มาตราเดิมก็คือจํานวน ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภา ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ให้ความคิดเห็นกับท่าน แต่ท่านกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ท่านก็ไม่เห็นด้วย ท่านก็บอกว่าให้รัฐสภานั้นเป็นคนทําใช่ไหมครับ

ในวรรคต่อไปท่านบอกว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ว่านี้ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเองก็พูดไปแล้วนะครับว่าประเด็นมาตรานี้ก็จะไป โยงกับอีกมาตราหนึ่งซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้ให้รัฐสภาโดยตรง แต่ประธานรัฐสภาวินิจฉัยก่อนเป็น คนแรกและคนเดียวว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปผิดต่อหรือว่าไปมีลักษณะที่ขัดกับวรรคห้า หรือว่าตรารัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องหรือไม่ เห็นไหมครับว่าตรงนี้ถึงใช้คําว่าหมกเม็ดครับ สําหรับในมาตรานี้ ในวรรคนี้นะครับ ท่านบอกว่ารัฐสภาจะเป็นคนทําจริง ๆ ไม่ใช่ครับ ประธานรัฐสภาจะดูก่อน ซึ่งประธานก็ให้ผ่านเลยก็ได้มันก็ไม่ต้องมารัฐสภา ประธานเห็นว่า อาจจะเข้าถึงจะนํามาส่งที่รัฐสภาเท่านั้นเอง ดังนั้นผมจึงได้เขียนในเรื่องนี้สอดคล้องกับ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับว่าน่าจะเหมาะสมกว่าถ้าท่านจะให้สมาชิกซึ่งเห็นว่ามันเป็น เรื่องที่ผิดก็สามารถยื่นต่อประธานสภาของแต่ละท่านได้แล้วก็นําเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยนะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็คืออยู่ที่ว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมีลักษณะตามวรรคห้าหรือว่าตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป อํานาจนี้มันก็ไม่ควรจะอยู่ที่สภา

ประเด็นสุดท้ายที่ผมขออภิปรายถึงก็คือสิ่งที่ท่านเพิ่มขึ้นมานะครับ นั่นก็คือ ในวรรคห้าของท่านนะครับ ท่านเพิ่มคําว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ คําถามตรง ๆ ง่าย ๆ สุดท้ายเลยครับว่า คําว่าเปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของท่าน หมายถึงมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ เท่านั้นใช่หรือไม่ ที่อยู่ในหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ที่ว่านี้ แต่พระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์นั้นไม่ได้อยู่ในแค่เฉพาะหมวด ๘ หรือหมวด ๒๕ เท่านั้น ท่านกรรมาธิการ ตอบผมเถอะครับว่ามาตราต่อไปนี้พระราชอํานาจจะถูกลิดรอนไปหรือไม่ มาตรา ๑๒๘ พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภาทรงเปิดและทรงปิดประชุมยังอยู่ด้วยหรือไม่ หรือพวกท่านจะสามารถทํากันเองได้ นอกจากนั้นมาตรา ๑๘๓ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอํานาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวาย คําแนะนํา พระราชอํานาจนี้ยังมีอยู่ไหมครับ หรือว่านายกรัฐมนตรีมีอํานาจเด็ดขาดในการที่ จะให้ใครพ้นจากรัฐมนตรีก็ได้ มาตรา ๑๘๔ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือว่า ต้องปัดภัยพิบัติสาธารณะพระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติก็ได้ ยังอยู่ไหมครับ มาตรา ๑๑๗ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ ในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย อันนี้ก็เป็นพระราชอํานาจนะครับ มาตรา ๑๑๘ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศใช้และเลิกใช้ กฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก มาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภา พระราชอํานาจเหล่านี้ยังอยู่ไหมครับ มาตรา ๑๙๐ ก็สําคัญครับ จะเป็นเรื่องที่ เราไปทําสนธิสัญญาต่าง ๆ กับต่างประเทศก็ต้องมาเข้ามาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับ นานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ ยังอยู่ไหมครับหรือว่าให้รัฐบาลสามารถทําเอง ได้เลย มาตรา ๑๙๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ ยังอยู่ไหมครับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในมาตรา ๑๙๒ ในมาตรา ๑๙๓ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีหรือเทียบเท่าและ ทรงให้พ้นจากตําแหน่งเว้นแต่กรณีที่พ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย ท่านจะลิดรอน พระราชอํานาจของพระองค์ท่านหรือไม่ แล้วให้อํานาจนี้มาเป็นอํานาจของรัฐบาลเอง คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีท่านจะทําไหมครับ มาตรา ๑๙๓ ก็จบเพียงเท่านี้ในเรื่อง ของพระราชอํานาจที่ผมสนใจและเกี่ยวข้อง คําถามผมถามท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านระบุว่าเฉพาะหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ผมตีความว่าท่านหมายถึง ๘-๒๕ เท่านั้นที่จะไม่แตะต้อง ไม่แก้ไขให้มีครับ แต่มาตราอื่น ๆ ที่ผมอ่านไปเมื่อสักครู่นี้ ผมยังขอเป็นคําถามโต ๆ นะครับ คําถามที่สําคัญและผมเชื่อว่า สมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยกับผมนะครับว่าพระราชอํานาจนั้นจะลดทอนลงมิได้ และผมก็หวังว่า จะไม่มี สสร. คนไหนที่มีแนวความคิดนี้และจะเข้ามาเป็น สสร. ในชุดนี้หรือพวกท่านจะ สนับสนุนให้พวกนี้เข้ามานะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านจักรธรรม ธรรมศักดิ์

นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นสมาชิกรัฐสภาใหม่นะครับ อ่อนพรรษา กระผมจึงเลือกประเด็นที่เห็นว่าสําคัญ ยิ่งยวดที่สุดประเด็นเดียวครับที่จะขอแปรญัตติแล้วก็รบกวนเวลารัฐสภานะครับ นั่นก็คือ ประเด็นที่ว่าด้วยหมวด ๒ กระผมเห็นว่ารัฐสภาเราไม่ควรที่จะเปิดช่องหรืออนุญาตให้ สสร. ได้พิจารณาแก้ไขหมวด ๒ ได้ ตามที่รัฐบาลเสนอมานะครับ เพราะเห็นว่าการที่เปิดช่องนั้น จะนํามาซึ่งการถกเถียงแล้วก็การแตกแยกรุนแรงของสังคมไทยได้ กรรมาธิการได้แก้ไขแล้ว แม้ว่าถ้อยคําจะแตกต่างจากที่กระผมขอแปรญัตติไป แต่ว่าเนื้อหาสาระครบถ้วนตรงกัน ทุกประการ กระผมจึงไม่ติดใจครับ ในฐานะของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภากระผม ขอขอบคุณทุกฝ่าย ทุกฝ่ายจริง ๆ ครับ ทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน การเห็นพ้องกันของทุกฝ่ายในประเด็นนี้เป็นคุณูปการต่อประเทศ คนไทยทั้งหมดโล่งใจครับ ท่านประธานครับ กระผมมีข้อสังเกตข้อเดียวที่จะขอความกรุณา ท่านประธานได้ฝากไว้ คือจะเห็นว่าเราปรองดองกันครับ เทิดทูนรักษาไว้ซึ่งสถาบันหรือว่า เราปรองดองกันเก็บหมวด ๒ ไว้ได้ ทําไมเราจะปรองดองกันเรื่องอื่นไม่ได้ครับ กระผมเห็น โดยสุจริตใจว่าความปรองดองที่ทุกฝ่ายถวิลหานั้น เกิดได้แน่นอน ถ้าเผื่อเราทุกคนทุกฝ่าย เริ่มทําเรื่องปรองดองนี้ด้วยกันตั้งใจร่วมกันครับว่าเราจะทําให้ได้เพื่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวของเรา ท่านประธานครับ คนไทยพูดกันมานานว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติ ผมเชื่อว่าด้วยพระบารมีปกเกล้าเราจะทําเรื่องปรองดองได้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรสนาครับ เชิญครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในหลายวรรคด้วยกัน แต่ดิฉัน ก็จะไม่ลงรายละเอียดในบางวรรค อย่างกรณีวรรคหนึ่งดิฉันเองได้แปรญัตติเอาไว้ในส่วนของ การแก้ไขในเรื่องของเวลา จาก ๒๔๐ วันที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขไว้ เป็น ๒ ปีที่ได้แก้ไขไว้ ๒ ปีนั้นก็เพื่อที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญตามที่ดิฉันได้อภิปรายไว้ในมาตราก่อนหน้านี้นะคะ ดิฉันก็คงไม่ลงรายละเอียด เพียงแต่ต้องการจะพูดย้ําว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นแม่บทสูงสุดของกฎหมายทั้งหลาย โดยปกติแล้ว รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของหลายประเทศนั้น ย่อมจะต้องกําหนดให้บัญญัติหลัก สําคัญเอาไว้โดยให้สภาที่มีหน้าที่ในการนิติบัญญัติพระราชบัญญัติทั้งหลายได้ปฏิบัติเพื่อที่จะ ออกกฎหมายให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ แต่เนื่องจากสภาพความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นตลอด ๑๕ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มีกฎหมายหลายฉบับที่ไม่ได้มีการออก พระราชบัญญัติตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดิฉันขอยกตัวอย่างสั้น ๆ เช่นพระราชบัญญัติองค์กรอิสระผู้บริโภคนะคะ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ จนถึง ปี ๒๕๕๐ นั้นรวมแล้ว ๑๕ ปี จนบัดนี้กฎหมาย ฉบับดังกล่าวนั้นก็ยังค้างอยู่ในสภา แล้วก็ยังไม่ทราบว่าจะได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อไร เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าในเมื่อเราต้องการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดิฉันเห็นว่ารัฐธรรมนูญแล้วมักจะบัญญัติเพียงหลักการสั้น ๆ แล้วก็ให้ไปออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา ถ้าหากไม่ได้มีการบัญญัติในคราวเดียวนั้น ก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นก็คือว่า จะมีกฎหมายที่รับรองสิทธิของประชาชนจํานวนมากที่จะ ไม่ได้มีการนิติบัญญัติจากสภาของเราออกไป เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้ได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นประชาธิปไตยและคุ้มครองสิทธิของประชาชน ดิฉันจึงเห็นว่าควรจะใช้เวลา ๒ ปี เพื่อที่จะร่างรัฐธรรมนูญ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็ออกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกันนะคะ

สําหรับในวรรคสี่นั้น ดิฉันเองก็ได้แปรญัตติในแง่ว่าขอให้มีการถ่ายทอด การประชุมทางวิทยุ โทรทัศน์ ต่าง ๆ รวมทั้งการรับฟังความเห็นของประชาชนนั้นไม่ใช่เพียง รับฟังจากทั่วทุกภูมิภาคเท่านั้น ดิฉันอยากจะให้มีการรับฟังทุก ๆ หมวด แล้วก็รวมไปถึง ทุกจังหวัดด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มีการฟังเสียงของประชาชน อย่างแท้จริง ซึ่งประเด็นนี้ดิฉันเองก็คงจะไม่อภิปรายลงรายละเอียดเช่นเดียวกัน เนื่องจากว่า มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ดิฉันคงอยากจะขอลงรายละเอียดในวรรคห้า ในวรรคห้าที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ หมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทําไม่ได้ ดิฉันเองเห็นว่าหมวดพระมหากษัตริย์นั้น หรือรวมทั้ง รูปแบบของรัฐนั้นมีความสําคัญจริงอยู่ แต่ดิฉันคิดว่าทําไมจึงไม่บัญญัติว่า หมวด ๑ และหมวด ๒ ซึ่งว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์นั้นจะคงไว้ตามร่างเดิม ถึงแม้ว่าในวรรคสี่ ของมาตรานี้ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจะระบุเอาไว้ว่าจะมีการนําเอา วรรคสองที่บอกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูง มาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ดิฉันก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะมีความเป็นประชาธิปไตยนั้น ก็น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างขึ้นมาในขณะที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ร่างขึ้นมา ในขณะที่อยู่ในรัฐบาลที่มีการรัฐประหารอย่างที่ท่านไม่ชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ซึ่งได้ยกร่างขึ้นมาหลังจากที่มีการลุกฮือขึ้น ของประชาชนเพื่อที่จะต่อต้านการปกครองในระบอบเผด็จการทหาร และในที่สุด ก็ได้มีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ ซึ่งถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดนะคะ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๑๗ นั้น ในมาตรา ๓ ในหมวด ๑ บททั่วไป ก็ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับอื่น ๆ ยกเว้นฉบับแรกสุดนะคะ ที่บอกว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยนะคะ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งหลังจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ แล้ว ดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เดินมาในแนวทาง เดียวกัน ตั้งแต่มาตรา ๑ ที่ว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกไม่ได้ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงคํานิดหน่อยแค่นั้นเอง จากการที่ว่ามีในฉบับปี ๒๕๑๗ บอกว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาเพิ่มคํา ขึ้นมาว่าอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ว่าในมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ก็ได้ระบุไว้ไปในทางแนวกันนะคะ คืออํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดําเนินไปในทางเดียวกันเพียงแต่ว่าในมาตรา ๓ นั้นได้เพิ่มวรรคสอง ขึ้นมาที่บัญญัติไว้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ในกระบวนการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเรานั้น เราถือหลักของการแบ่งแยก อํานาจเป็นอํานาจศาล คืออํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการ และอํานาจของฝ่ายบริหาร ทั้ง ๓ อํานาจนั้นจะต้องดุลซึ่งกันและกัน คานดุลซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้น อํานาจนิติบัญญัติกับอํานาจบริหารนี้แทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะมีก็แต่เพียงอํานาจ ตุลาการเท่านั้นที่จะตัวคานดุลอํานาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องถือว่าอํานาจฝ่ายบริหาร ถ้าหากมีมากเท่าไรและหากว่าขาดการคานดุลนั้นก็จะทําให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๔๐ จึงได้บัญญัติให้มีองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะตรวจสอบอํานาจรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ดิฉันคิดว่า ในหมวด ๑ บททั่วไปนั้นจึงมีความสําคัญ เพราะว่ามีการระบุเอาไว้ว่าพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าทางประธานคณะกรรมาธิการ ก็ได้ลุกขึ้นมาพูดหลายครั้งว่าก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็ไม่เปลี่ยนแปลงในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ คือหมวด ๒ แล้วเหตุใดท่านจึงไม่ระบุไปเสียให้ชัดเจนว่าหมวด ๑ และหมวด ๒ นั้น ไม่เปลี่ยนแปลงคงร่างตามกรอบเดิมเอาไว้ เนื่องจากว่าในบท ๑ นั้นมีการคุ้มครองอื่น ๆ ซึ่งดิฉันเองก็ไม่เห็นเหตุผลนะคะที่ท่านจะไม่ระบุหมวด ๑ ที่เป็นหมวดทั่วไปเอาไว้ด้วย เหตุใด จึงระบุเพียงแค่หมวดพระมหากษัตริย์เท่านั้น เพราะว่าในหมวด ๑ นั้นยังได้ระบุถึง การคุ้มครองในเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับ การคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ใน มาตรา ๕ ก็ได้ระบุไว้ว่าประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน ซึ่งดิฉันก็จะไม่อภิปรายในเรื่องของพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติ ซึ่งอาจเป็นประเด็นร้อน เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญเนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกอย่างท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านก็ได้อภิปราย เรื่องนี้ไปมากพอสมควรแล้ว ดิฉันก็จะไม่อภิปรายลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นดิฉัน คิดว่าในหมวด ๑ บททั่วไปนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งต้องถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นั้นไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงได้มีการขอแปรญัตติเอาไว้นะคะว่าขอให้มีการคงหมวด ๑ บททั่วไป ดิฉันแปรญัตติไว้ อย่างนี้นะคะว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐจะกระทํามิได้ เพราะถึงแม้ว่าจะมีระบบการปกครองที่เป็นการแบ่งแยกอํานาจแต่เมื่อกระบวนการที่เกิดขึ้น จริง ๆ นั้น รัฐสภาและฝ่ายบริหารนั้นแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงมีเพียงตุลาการ เท่านั้น ศาลเท่านั้น ที่จะเป็นตัวคานดุลที่แท้จริงได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าไม่บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการตรวจสอบ อํานาจรัฐด้วยซึ่งได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ที่สุดคือรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น ในส่วนของการตรวจสอบอํานาจรัฐนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะให้คงสิ่งนี้เอาไว้ด้วยนะคะ

ส่วนในวรรค ๖ เป็นวรรคที่ดิฉันได้ขอแปรญัตติเพิ่มขึ้นใหม่โดยได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมไว้ดังนี้ว่า การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องคงหลักการเกี่ยวกับการรับรอง และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพ ของชนชาวไทย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการกําหนดให้ ทรัพยากรแร่และปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประชาชนสาธารณะ โดยให้มีองค์กร ที่เป็นอิสระและให้มีภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการทําหน้าที่จัดสรรการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสําคัญทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น และต้องคํานึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน ดิฉันจะขออธิบาย สักนิดหนึ่งว่าเหตุใดดิฉันจึงแปรญัตติให้มีการเพิ่มวรรคหกอันนี้เข้ามา ซึ่งท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วว่าประเด็นในเรื่องของแร่และทรัพยากรปิโตรเลียม ทั้งก๊าซและน้ํามันนั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่า แล้วก็เป็นสิ่งที่ควรที่จะเปิดช่องให้ประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดุจเดียวกับก่อนที่เราจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น เราก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องคลื่นความถี่นั้น ให้เป็นสมบัติของรัฐ เป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในขณะที่ปัจจุบันนี้แร่ และทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นถูกบัญญัติว่าเป็นสมบัติของรัฐนะคะ ทีนี้ถ้าเป็นสมบัติของรัฐนั้น ก็ทําให้ประชาชนนั้นไม่มีโอกาสที่จะได้เข้ามาดูแลสิ่งเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าทรัพยากรเหล่านี้ เป็นฐานเศรษฐกิจที่สําคัญนะคะ ซึ่งถ้าหากมีการจัดสรรอย่างถูกต้องเป็นธรรมก็จะนําไปสู่ การลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ดิฉันจะขอยกคําพูดของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษ อาวุโสที่เคยกล่าวไว้หลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ท่านกล่าวไว้ว่าเศรษฐกิจเป็น รากฐานสําคัญแห่งมนุษย์สังคม ส่วนระบบการเมืองเป็นแต่เพียงคงร่างเบื้องบนที่จะต้อง สมานกับความต้องการทางเศรษฐกิจของมวลมนุษย์ในสังคม ถ้าหากรัฐธรรมนูญอันเป็น แม่บทแห่งกฎหมายสอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจนั้น วิกฤติการณ์ทางสังคม ก็ไม่เกิดขึ้นและประเทศชาติก็จะดําเนินก้าวหน้าไปตามวิถีแห่งทางวิวัฒน์ที่มาจากคําว่า อีโวลูชั่น (Evolution) อย่างสันติ ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับความต้องการ ทางเศรษฐกิจของสังคมวิกฤติการณ์ก็ต้องเกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติแห่งข้อขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่ทั้ง ๒ ที่เป็นปฏิปักษ์กัน ระบบการเมืองที่ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือมีเพียงแต่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญนั้นขัดแย้งกับความต้องการของเศรษฐกิจของมวลราษฎรบ้านเมืองก็จะไม่สงบ การต่อสู้ของวีรชนวันที่ ๑๔ ตุลา ก็เพื่อให้เกิดระบบการเมืองโดยระบบรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่สมานกับความต้องการทางเศรษฐกิจของมวลราษฎร การที่ดิฉัน ยกสิ่งนี้ขึ้นมาเนื่องจากต้องการให้ท่านเห็นว่าถ้าหากเรามีการกําหนดกรอบไว้อย่างชัดเจนว่า ร่างธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องบัญญัติให้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสําคัญ ของประชาชนนั้นจะต้องเป็นของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการที่จะจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้ ดิฉันเชื่อว่าจะทําให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ํา ในส่วนนี้ได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าดิฉันเองได้มาอยู่ในสภาแห่งนี้เป็นเวลา ๔ ปีนะคะ ดิฉันเองได้เป็นกรรมาธิการดูเรื่องงบประมาณ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายมา ๓ ปีต่อเนื่องกัน ทําให้ดิฉันได้เห็นอย่างชัดเจนว่าค่าภาคหลวงแร่ทุกชนิดในประเทศ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๔ เราเก็บค่าภาคหลวงได้เพียงปีละไม่เกิน ๘๐๐ ล้านบาท สูงสุด ๘๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ ค่าภาคหลวงจากก๊าซและน้ํามันตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๔ มูลค่าสูงสุด เพียงไม่เกิน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นทั้งทรัพยากรจากชนิดอื่น ๆ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาทในปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้น ๓ รายการนี้มูลค่าสูงสุดในปี ๒๕๕๔ ๓๗,๘๐๕.๔ ล้านบาท เท่ากับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของภาษี จากการเก็บภาษีรายได้ของรัฐบาล ทั้งระบบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเป็นรายได้ที่ต่ํามาก ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปี ๒๕๕๔ มูลค่าของทรัพยากรจากแร่ทุกชนิดในประเทศไทย จากก๊าซ น้ํามัน จากทรัพยากรธรรมชาติ อื่น ๆ รวมแล้วอยู่ที่ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้แผ่นดิน ซึ่งดิฉัน คิดว่าสิ่งนี้ทําให้ดิฉันตกใจมาก เพราะว่าทรัพยากรซึ่งเป็นฐานในการดํารงชีวิตของประชาชน ทั้งหมดถูกผ่องถ่ายออกไปในมูลค่าเพียง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ดิฉันเองดูตัวอย่าง รายงานประจําปีของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปี ๒๕๕๒ ที่ได้มีการรวบรวมรายได้จากก๊าซ และน้ํามันตั้งแต่ปี ๒๕๒๔-๒๕๕๒ นะคะ มูลค่า ๒,๖๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าในมูลค่า ๒,๖๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ค่าภาคหลวงได้แค่ ๓๒๙,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เทียบแล้วเท่ากับ ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาษีเงินได้ที่เก็บตั้งแต่ปี ๒๕๒๘-๒๕๕๑ มีมูลค่าแค่ ๔๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ ๑๖.๓๒ เปอร์เซ็นต์

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าอย่าประท้วงเลยครับ คงจะจบแล้วครับ อย่าประท้วงครับ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้กําลังอภิปราย ด้วยความเคารพครับ ท่านอภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็นนะครับ ฟุ่มเฟือย ในข้อ ๔๓ ครับ ไปไกลเกินไปนะครับ ให้กลับมาอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญนะครับ ช่วยวินิจฉัยด้วยนะครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

วินิจฉัยนะครับ ท่านยังอยู่ ในประเด็นครับ ประเด็นที่กําหนดให้ทรัพยากรแร่และปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณค่ะ ท่านประธานที่ได้กรุณาวินิจฉัยนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แต่ท่านรสนาครับ ถ้ากระชับได้สักนิดก็จะเป็นพระคุณครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือดิฉัน พยายามกระชับมากที่สุดแล้วนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือว่า ค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๔-๒๕๕๒ เกือบ ๓๐ ปี ได้แค่ ๗๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วประมาณ ๒๘.๘๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นตัวอย่างที่ทําให้เห็นว่า ทรัพยากรเหล่านี้มันควรจะเป็นสมบัติที่เราได้มาเพื่อที่จะบริหารบ้านเมืองแทนที่เราจะต้อง กู้ยืมนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าส่วนแบ่งเหล่านี้ถ้าหากจัดสรรอย่างเป็นธรรมก็จะได้ ประโยชน์นะคะ เพราะว่าสิ่งที่เราได้นั้นโดยเฉพาะในเรื่องของก๊าซและปิโตรเลียมทั้งหลายนี้ เราได้ต่ําที่สุด ซึ่งในประเทศอื่นนั้นได้มากกว่านี้เยอะนะคะ ที่ดิฉันต้องยกตัวอย่างอันนี้ เพราะว่าการเปิดสัมปทานรอบที่ ๒๑ ในปี ๒๕๕๕ ภาคอีสานจะเป็นพื้นที่เป้าหมาย นอกเหนือจากอ่าวไทยนะคะ แต่ปรากฏว่ากระทรวงพลังงานยังใช้การรับส่วนแบ่งจากรัฐ เพียง ๕-๑๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม เมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้วซึ่งเวลานี้ราคาของพลังงานสูงมาก แต่เรายังเก็บค่าภาคหลวงต่ําเหมือนเดิมนะคะ แล้วอันที่จริงอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เคยกล่าวไว้สมัยเป็นรักษาการนะคะ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๔ ว่าขนาดของพื้นที่อีสาน ๒๐ จังหวัด มีพื้นที่ ๑๖๘,๕๕๐ ตารางกิโลเมตร คาดว่ามีแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อีสานถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร และคิดเป็น ๑ ใน ๓ ของปริมาณในอ่าวไทยนะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าปริมาณเหล่านี้มหาศาลแต่คนไทยไม่มีใครรู้นะคะ ท่านทราบไหมคะว่าองค์กรของ สหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่าเอนเนอยี อินฟอร์เมชัน แอดมินิสเทรชั่น (Energy Information Administration) แล้วก็รวมถึงเดอะเวิล์ด แฟก บุ๊คส์ (The World Factbook) ขององค์กร ซีไอเอ (CIA) ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนนะคะว่าประเทศไทยขุดน้ํามันออกมาขายในอันดับ ๓๓ ของโลก และก๊าซอยู่ในอันดับ ๒๖ ของโลก ในขณะที่บรูไนขุดน้ํามันในอันดับที่ ๔๗ และก๊าซ ในอันดับที่ ๓๕ ของโลกเท่านั้น แต่เรารู้จักบรูไนในฐานะที่เป็นเศรษฐกิจน้ํามันนะคะ แม้แต่ ประเทศโบลิเวียซึ่งขุดก๊าซได้ในอันดับ ๓๓ ของโลก แต่ปรากฏว่าประธานาธิบดีของโบลิเวีย ได้ขอปรับปรุงส่วนแบ่งของรัฐ จากเดิมซึ่งต่ํามากมาเป็น ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้ไปปาฐกถา ที่สหรัฐอเมริกาว่าการปรับปรุงส่วนแบ่งปิโตรเลียมนั้นทําให้ประเทศโบลิเวียสามารถ ที่จะพัฒนาการเมือง พัฒนาท้องถิ่นและรวมถึงการไม่รู้หนังสือของประชาชนในประเทศ ของเขา จนเขาสามารถที่จะประกาศให้ปี ๒๕๕๐ เป็นปีแห่งการปลอดจากการไม่รู้หนังสือ ของประเทศเขา บริษัท เฮด ซึ่งเป็นบริษัทขุดเจาะน้ํามันทั่วโลกระบุเอาไว้ว่าค่าใช้จ่าย ขุดเจาะน้ํามันในเอเชียโดยเฉพาะในประเทศไทยต่ํามาก ต้นทุนในการขุดเจาะเพียง ๘ เหรียญต่อบาร์เรล เทียบเป็นเงินไทยเท่ากับลิตรละ ๑.๕๐ บาทเท่านั้น เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายที่ต่ํามาก ถ้าไปเทียบกับประเทศอื่นนะคะ ยุโรป ๑๗.๕๕ เหรียญต่อบาร์เรล ในขณะที่เราแค่ ๘ เหรียญต่อบาร์เรล ประเทศสหรัฐอเมริกา ๑๒.๖๑ เหรียญต่อบาร์เรล ประเทศแอฟริกา ๑๑ เหรียญต่อบาร์เรล โดยเฉลี่ยคือ ๑๒.๖๑ เหรียญต่อบาร์เรล ปรากฏว่า ในประเทศไทยต่ํากว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลกนะคะ อย่างประเทศเฮดนั้นถือหุ้นในสินภูฮ่อมซึ่งอยู่ใน อีสาน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถือหุ้นอยู่ในแหล่งเจดีเอ ไทย-มาเลย์ (JDA Thailand-Malaysia) ๕๐ เปอร์เซ็นต์ การลงทุนของประเทศเฮดส่วนใหญ่นั้นอยู่ในประเทศไทย มีคนไทยสักกี่คน ที่รู้เรื่องนี้ มูลค่าอันนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของก๊าซและน้ํามัน เอาเรื่องของแร่ปีหนึ่ง ๘๐๐ ล้านบาท ดิฉันขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ทองคํา ทองคําที่ผลิตได้ในปี ๒๕๔๙ มูลค่า ๔,๓๐๐ ล้านบาท เราได้ค่าภาคหลวง ๖๔ ล้านบาท ดีบุก ปี ๒๕๔๙ เราให้เขาขุดไปในมูลค่า ๕๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท ได้ค่าภาคหลวง ๓๑ ล้านบาท มาถึงปี ๒๕๕๓ นี้เองนะคะ ไปลดค่าภาคหลวงดีบุกลงนะคะ ปรากฏว่าต่างประเทศขุดดีบุก ๑,๔๒๐ ตัน มูลค่า ๖๓๙ ล้านบาท ได้ค่าภาคหลวงแค่ ๔๔ ล้านบาท ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเราได้ค่าภาคหลวงต่ํามาก อันนี้ยังไม่นับรวมแร่โพแตส ในจังหวัดอุดรธานีซึ่งมีมูลค่ามหาศาลมาก แต่เวลานี้เนื่องจากประชาชนต่อต้านก็เลย ยังไม่สามารถขุดได้ ยังไม่รวมแร่ควอทซ์ในจังหวัดราชบุรีนะคะ ซึ่งสามารถผลิตซิลิคอนที่เป็น เซลล์แสงอาทิตย์ได้ มูลค่ามหาศาล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมทราบว่า ท่านพยายามกระชับนะครับ แต่ถ้ากระชับได้กว่านี้จะดีมากครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือการที่ ดิฉันอรรถาธิบายจริง ๆ มีข้อมูลมากกว่านี้คะ แต่ว่าที่ต้องอธิบายนั้นเพราะเพื่อให้ท่านเห็นว่า มูลค่าของสิ่งเหล่านี้มหาศาล แต่กฎหมายบัญญัติว่ามันเป็นทรัพย์สินของรัฐ เพราะฉะนั้น รัฐจึงสามารถที่จะขายสิ่งเหล่านี้ออกไปในราคาที่ต่ํา ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ําให้กับสังคม อย่างยิ่ง การพัฒนาของบ้านเมืองเราในตลอด ๕๐ กว่าปีหลังจากที่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ปรากฏว่าความเหลื่อมล้ําของเราอยู่ที่ ๑๒-๑๕ เท่า ดิฉันคิดว่าสูงมากนะคะ สูงที่สุดในบรรดาเอเชียทั้งหลาย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการบัญญัติในเรื่องนี้จึงมีความสําคัญ ดิฉันเห็นว่าที่จําเป็นต้องบัญญัติในสิ่งนี้ เพราะถ้าเราพูดถึงรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยทางการเมืองเพียงประการเดียวนั้นไม่เพียงพอนะคะ เพราะว่าการที่เราพูดถึง ประชาธิปไตยทางการเมืองนั้นเพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้อํานาจนั้นเข้าไปเพื่อที่จะทํา ให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นดําเนินไปสู่การกระจายอํานาจในทางเศรษฐกิจ การกระจายอํานาจประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจแล้ว ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้ก็จะไม่มีความหมายแต่ประการใด เพราะว่าโครงร่าง ของท่านที่ท่านสนใจเป็นประชาธิปไตยทางการเมือง ก็เป็นไปเพื่อกลุ่มคนซึ่งอาจจะไม่ใช่ ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่เราจะต้องร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยที่ไม่กําหนดกรอบอะไรไว้เลย ดิฉันคิดว่ามันก็จะไม่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นก็มีลักษณะของการเขียนในลักษณะที่ไปยกเลิกฉบับใหม่ มายกเลิกฉบับเก่า ซึ่งดิฉันเองก็ไม่อยากพูดให้ขัดหูพวกท่านนะคะว่ามันเป็นฉบับลูกฆ่าแม่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าเราต้องการที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริงนั้นต้องมองถึงเรื่องเศรษฐกิจนะคะ ไม่ใช่มองแต่เรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นแล้วถ้าเราไม่กําหนดกรอบไว้เลยดิฉันคิดว่าเราจะทํายิ่งกว่าสมัยฮิตเลอร์ เพราะสมัยฮิตเลอร์ที่มีการเขียนรัฐบัญญัติมอบอํานาจ ที่เราเรียกเอนเนบลิ่ง แอค (Enabling act) มันยังเป็นแค่แอคท์ แอคท์ คือเป็นระดับพระราชบัญญัติ คือมอบอํานาจออกไป เพื่อที่จะไปยึดอํานาจอีกทีหนึ่ง ทีนี้ถ้าหากว่าเราไม่เขียนกรอบไว้เลย รัฐสภาเรากําลังทําสิ่งที่ ยิ่งกว่านั้น คือเรากําลังสร้างรัฐธรรมนูญมอบอํานาจ ที่เราเรียกว่าเอนเนบลิ่ง คอนสทิทิวชัน (Enabling constitution) เพราะหากว่าเรายกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อมอบอํานาจให้กับกลุ่มบริหาร ที่จะเข้ามายึดอํานาจทางเศรษฐกิจ มันก็จะกลายเป็นว่าเรากําลังจะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อยึด อํานาจรัฐ หรือยึดอํานาจทางการเมือง เพื่อนําไปสู่การกินรวบในทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่จําเป็นจะต้องพิจารณา มีนักวิชาการชาวเยอรมันชื่อเคาส์ ออฟ พูดถึงพันธมิตรร่วมความมั่นคงและความเติบโตทางเศรษฐกิจว่าเป็นการจับมือกันระหว่าง กลุ่มทุนกับนักเลือกตั้ง โดยอาศัยความชอบธรรมจากการเลือกตั้งเข้าไปเพื่อที่จะกําหนด ทิศทางเศรษฐกิจโดยเน้นจีดีพีเป็นหลักนะคะ การเน้นความเติบโตจีดีพีเป็นหลักนั้นเป็น การสร้างความเหลื่อมล้ําให้กับประชาชนส่วนใหญ่ โดยกีดกันการเมืองของประชาชนที่เขาต่อสู้ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากเราต้องการที่จะป้องกันสิ่งนี้ เราต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบขอโทษผู้ที่อภิปราย ผมประท้วงท่าน ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านได้พูดออกนอกประเด็นไปมากเหลือเกิน เรื่องของท่านที่อภิปราย น่าสนใจมากครับ ถ้าเป็นวาระที่หนึ่ง ตอนนี้มันเข้าสู่วาระที่สอง ผมคิดว่าเรื่องที่น่าสนใจ ของท่านน่าจะหาเวลาพูดต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ในวาระอื่นนะครับ ดังนั้นช่วงนี้ขอให้ ท่านประธานได้วินิจฉัยครับว่าให้กระชับเข้าสู่ประเด็น ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงอยู่ในประเด็นอยู่แล้ว ท่านอภิปรายอยู่ในประเด็นตลอด เพียงแต่มันขัดข้อ ๔๓ เหมือนเดิม ฟุ่มเฟือย เพราะฉะนั้น ท่านถ้ากระชับได้จะเป็นพระคุณครับ เมื่อสักครู่ผมคิดว่าจะจบแล้วกระมังครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาอธิบายว่าดิฉันยังพูดอยู่ในประเด็น ดิฉันก็พูดอยู่ในประเด็นตลอดนะคะ เพราะว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดคือดิฉันต้องการเตือนว่ารัฐสภาเราจะต้องไม่ทําหน้าที่ในลักษณะ ที่เป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่า เอนเนบลิ่ง คอนสทิทิวชัน หรือรัฐธรรมนูญเพื่อมอบอํานาจ ให้กับกลุ่มทุนผูกขาดในการที่จะเข้ามากินรวบในทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นวาทกรรมไพร่ โค่นอํามาตย์นั้นทําให้ประชาชนชาวรากหญ้าถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปในจุดที่ผิด และจะกลายเป็นนั่งร้านให้กับกลุ่มทุนผูกขาดมายึดครองอํานาจรัฐ ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ มอบอํานาจฉบับนี้นะคะ

ดิฉันเองก็ขอพูดในวรรคต่อไปซึ่งเป็นวรรคท้ายนะคะ ที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ว่า แทนที่จะให้รัฐสภาหรือประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะขัด ตามวรรคห้าและดิฉันเพิ่มวรรคหกเข้าไปด้วยนะคะ หรือไม่ที่จะมีอันให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอันตกไป ดิฉันขอแปรญัตติว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย หลายท่านบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ได้ เนื่องจากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่างขึ้นมานั้นในขณะที่ ยังไม่ได้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นรัฐธรรมนูญ มันก็เป็นสภาพในฐานะที่เป็นกฎหมายประเภทหนึ่ง เมื่อเป็นกฎหมายประเภทหนึ่งนั้นในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังใช้อยู่ จึงจําเป็นที่จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่นั้น มีบัญญัติอันใดที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งถ้าหากว่าขัดแย้ง ก็ต้องให้ตกไป แต่การที่จะให้รัฐสภานั้นมาเป็นผู้พิจารณาดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะเราก็เห็นอยู่แล้วนะคะว่าสภาเราก็ตัดสินกันด้วยเสียงข้างมาก แล้วก็ที่จริงถ้าหากว่า ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ดิฉันคิดว่าท่านก็อาจจะคิดว่าไม่ผิด ผ่านไป แต่ถ้าหากว่าผิด เมื่อจะได้เข้ามาสู่สภานั้นดิฉันเห็นว่าท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้อภิปรายไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ในมาตรา ๑๓๖ ที่ดิฉันได้แก้ไว้ ๒ วงเล็บ (๑๗) (๑๘) ซึ่งเป็นเรื่องของการประชุมร่วมของ ๒ สภา ไม่มีบทบัญญัติอันใดระบุเอาไว้ว่าจะมาพิจารณาในเรื่องรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากควรจะแก้ไข เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว มันก็จะเป็นเสมือนว่าท่านไม่กล้าที่จะให้คนอื่นซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นผู้ตัดสิน ดิฉันคิดว่าอย่างไรก็ดียังสมควรที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในกรณีนี้ ดิฉันก็ขออภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ขอขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิรักษ์ เชิญครับ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติอภิปราย ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในประเด็นที่ ๑ ก็คือในเรื่องของกําหนดเวลาจากที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้แปรญัตติเพิ่มจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน ประเด็นที่ผมได้แปรญัตติจํานวนกรอบระยะเวลาให้เพิ่มเป็นระยะเวลา ๑ ปี เนื่องด้วยเหตุผล ว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นการร่างทั้งฉบับไม่ได้เป็นการแก้ไข และในขณะเดียวกัน ในการคัดเลือก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทางกรรมาธิการเสียงข้างมากและวาระที่สอง ก็ได้โหวตให้ผ่าน มีจํานวนทั้งหมด ๗๗ คน ซึ่งผมเองได้แปรญัตติไว้ในกรอบของจํานวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งตามจํานวนประชากร เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมอยากที่จะเชื่อมโยง ไปถึงประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการที่จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เนื่องจากว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง แต่ว่าการที่กรรมาธิการได้เสนอให้มีการเลือกตั้ง สสร. จังหวัดละ ๑ คนและได้ผ่านวาระที่สองไปแล้ว การที่ สสร. ๑ คนไปรับฟังความคิดเห็น พี่น้องประชาชน ซึ่งบางจังหวัดก็มีจํานวนประชากรเป็นจํานวนมาก ยกตัวอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจํานวนประชากรตามทะเบียนประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าสามารถที่จะมีจํานวน สสร. ตามสัดส่วนของจํานวนประชากรซึ่งผมเองได้เคยแปรญัตติไว้ ที่จํานวนประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ก็จะมีจํานวน สสร. อย่างน้อยทั้งหมดก็อยู่ที่ ๑๒ คน โดยประมาณ ซึ่งก็แปลว่าสามารถที่จะไปช่วยกันรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งมีความหลากหลาย จังหวัดใหญ่ ๆ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา ก็เป็นจังหวัด ที่มีจํานวนประชากรหลายล้านคน เพราะฉะนั้นการที่ทางคณะกรรมาธิการก็ดีหรือว่า ในสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สองในรัฐสภาได้มีการแปรญัตติให้เหลือ ๑ คน ก็จะทําให้ ระยะเวลาในการที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะทําได้ ในกรอบระยะเวลา ๒๔๐ วัน ในขณะเดียวกันถ้าเรามีการเลือก สสร. เพียงจังหวัดละ ๑ คน ก็จะเป็น สสร. เสียงข้างมาก ซึ่งก็อาจจะไม่ได้สะท้อนความหลากหลายของพี่น้องประชากร ที่อยู่ในแต่ละจังหวัด อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่ผมได้แปรญัตติในกรอบ ระยะเวลาจาก ๒๔๐ วันเป็น ๑ ปี เพื่อที่จะได้สะท้อนในเรื่องของระยะเวลาในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญและการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนให้มีความหลากหลาย ประเด็นต่อไปที่ได้แปรญัตติไว้ก็คือในเรื่องของการที่จะได้คงมาตราที่ถือว่ามีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ แม้ว่าในส่วนของ กรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้มีการแปรญัตติเพิ่มในประเด็นนี้ โดยมีการกําหนดว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ โดยเติมข้อความว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ แม้ว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้แปรข้อความนี้เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อสะท้อนความห่วงใยของ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว. เสียงข้างน้อยที่มีความเป็นห่วง ในประเด็นนี้ ซึ่งก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้แปรญัตติ ในประเด็นนี้ให้ลงรายละเอียดว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ในมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ และที่มีผลการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ สาเหตุที่ต้องมีการระบุชัดเจนในกรณีหมวด ๒ พระมหากษัตริย์และมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ เพราะท่านประธานไปดูในรายละเอียดก็จะเห็นว่าในแต่ละมาตราของหมวดพระมหากษัตริย์ จะมีประเด็นที่มีความสําคัญในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องพระราชอํานาจซึ่งเกี่ยวข้องกับ คณะองคมนตรี ประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ประเด็นที่สําคัญในเรื่องของการสืบราชสมบัติ แล้วก็ที่สําคัญมากกว่านั้นก็คือกรณีที่ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งรัชทายาทหรือมิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท ซึ่งประเด็นนี้ทาง ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว ในประเด็นที่จะสร้างความมั่นใจว่าในหมวด ๒ หรือแม้แต่หมวด ๑ เองซึ่งเป็นหมวดที่ได้ ยกมาจากร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ จะเป็นประเด็นที่จะสร้างความมั่นใจ ให้พี่น้องประชาชนชาวไทย โดยในสถานการณ์ปัจจุบันหรือในช่วงที่ผ่านมาเราก็จะเห็น มีประเด็นที่ยังมีข้อถกเถียง หรือแม้แต่ความไม่ไว้วางใจในประเด็นที่จะไปกระทบกับ พระราชอํานาจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๒ หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ในประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะใช้เวลาในการที่จะอภิปรายก็คือในประเด็น ที่เกี่ยวข้องในวรรคเจ็ด ซึ่งผมเองได้ขอแปรญัตติที่จะเพิ่มเข้าไปทั้งวรรคโดยได้มีการแปรญัตติ ในข้อความว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอํานาจศาล การลดทอนอํานาจศาล หรือแทรกแซงอํานาจศาลจะกระทํามิได้ และการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจองค์กรอิสระ ในหมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นให้คงไว้ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมในวรรคเจ็ดในข้อความดังกล่าว เพราะว่ามีประเด็นที่สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของประเด็นการทํางานที่เกี่ยวข้องของตุลาการศาล หรือแม้แต่ ในส่วนขององค์กรศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญก็ดี หรือแม้แต่ในส่วนของศาลปกครอง ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการระบุอํานาจไว้ชัดเจนในการที่จะเป็นองค์กรที่จะช่วย ถ่วงดุลในเรื่องของหนึ่งในอํานาจอธิปไตย และในขณะเดียวกันในกระบวนการการทํางาน ของตุลาการศาลในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนให้ความเชื่อถือ ในเรื่องของความโปร่งใส ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร่างรัฐธรรมนูญในทุกฉบับที่มีการกําหนดในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของพี่น้องประชาชน ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งในอํานาจอธิปไตยที่องค์พระมหากษัตริย์ได้ ใช้ผ่านกระบวนการขององค์กรตุลาการ

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือเรื่องของความไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ ปัจจุบัน หรือแม้แต่ทิศทางในการที่จะเปิดโอกาสให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะไป กระทบในเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลของอํานาจองค์กรอิสระ ซึ่งในประเด็นนี้ต้องถือว่า มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ ซึ่งได้มีการปรับปรุง แก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่มักจะอภิปรายว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่างแท้จริง แต่ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งได้ปรับปรุงให้มีอุดช่องโหว่ของ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แต่ว่าก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็น ประชาธิปไตย หรือเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ถ้าท่านประธานไปดู ในรายละเอียดของการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจขององค์กรอิสระในหมวดที่ ๑๑ ก็จะพบว่า มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหลายชุดที่มีความสําคัญในการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับ พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ที่มีการจัดการเลือกตั้ง มีการตรวจสอบในเรื่องของการเลือกตั้งให้เป็นความด้วยความสุจริตยุติธรรม ผู้ตรวจการ แผ่นดินซึ่งก็ถือว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีความสําคัญในเรื่องของการตรวจสอบ จริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ซึ่งท่านประธาน ก็จะเห็นว่าในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมานักการเมืองเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบทบาทการทํางานว่ามีอํานาจในเรื่องของการที่จะกําหนดทิศทาง หรือแม้แต่การเข้าไป แทรกแซงองค์กรอิสระต่าง ๆ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีความสําคัญในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบ ความโปร่งใสการทํางานในเรื่องของการแก้ไขปัญหาป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถ้าท่านประธานจะไปสํารวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนว่านอกเหนือจาก ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ประชาชนเดือดร้อนในปัจจุบัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหา การแทรกแซงองค์กรอิสระก็เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากเห็นนักการเมืองมีการปรับ บทบาทในการทํางานให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่มี ความสําคัญที่ผมเองได้แปรญัตติที่จะสร้างความมั่นใจว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่าง โดย สสร. ซึ่งแม้ว่าจะมีความไม่มั่นใจว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คนจาก ๗๗ จังหวัด จะสามารถที่จะสะท้อนความหลากหลายและความห่วงใยของพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะ มีความคิดเห็นที่แตกต่างจาก สสร. เพียง ๑ คน จาก ๑ จังหวัด ซึ่งอาจจะมาจากเสียงข้างมาก ในจังหวัดนั้น ๆ

ประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งในประเด็นนี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจว่าถ้าท่านประธาน จะได้ฝากผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจว่า ในประเด็นของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบในเรื่องของการ ตรวจสอบทรัพย์สิน การตรวจสอบในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วก็ที่สําคัญก็คือ ในเรื่องของการที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสในการที่จะถอดถอนนักการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหลายท่านบอกว่าไม่เป็น ประชาธิปไตย ไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แต่ว่าก็เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน สามารถที่จะดําเนินการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองได้ด้วยเสียงของประชาชนมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเปิดโอกาส ให้มากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่หลายคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมเองได้แปรญัตติในเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ ถึงกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องของกระบวนการการตรวจสอบถ่วงดุลขององค์กรอิสระ และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ

ในประเด็นสุดท้ายที่ผมได้แปรญัตติเพิ่มไว้ก็คือในหมวด ๑๔ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้คงไว้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านอาจจะไม่ได้อภิปรายในประเด็นนี้ แต่ว่า ผมได้หยิบยกเรื่องนี้มาเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการกําหนดไว้ อย่างชัดเจนในหมวด ๑๔ ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๘๑ ที่รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครอง ตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความสําคัญ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติไว้ เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจว่าความหลากหลายของ พี่น้องประชาชนในแต่ละท้องถิ่นสามารถที่จะมีโอกาสที่จะเลือกผู้บริหารท้องถิ่นให้สามารถ ที่จะกําหนดนโยบายในเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องของการจัดทําบริการสาธารณะ และส่งเสริมบทบาทของพี่น้องประชาชนให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่ท่านประธานได้เห็นก็คือจากสถานการณ์อุทกภัย ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว เราก็จะ เห็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมีโอกาสในการที่จะทํางานในเชิงรุก เพราะว่าอยู่ในพื้นที่สามารถที่จะทํางานร่วมกับพี่น้องประชาชนในชุมชนในท้องถิ่นนั้น เมื่อเทียบกับบทบาทของรัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแม้ว่าจะมีส่วนราชการ มีหน่วยงาน มีนโยบายหรืแม้แต่งบประมาณที่จะเข้าไปดําเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน แต่ละพื้นที่ แต่ด้วยความคล่องตัว ด้วยปัญหากฎระเบียบหรือแม้แต่ความเข้าใจในสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีอํานาจในการที่จะ จัดการบริการสาธารณะ แล้วมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนก็จะช่วยทําให้การพัฒนาแก้ไข ปัญหาได้ตรงกับเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง และในประเด็นนี้ ก็รวมถึงในเรื่องของการที่จะผลักดันในเรื่องของการกระจายอํานาจตามกฎหมาย กําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจ เพื่อจะสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงยึด เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เปิดโอกาสที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดในทุกพื้นที่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง ตลอดจนองค์การบริหารส่วนตําบล ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่มากกว่า ๗,๐๐๐ แห่งในแต่ละพื้นที่ อันนี้ก็เป็นประเด็นทั้งหมดที่ผมได้แปรญัตติเพิ่มเป็นข้อความ ทั้งหมดในวรรคเจ็ด

สุดท้ายผมอยากฝากท่านประธานถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ประเด็นเหล่านี้แม้ว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านจะได้มีการอภิปรายในหลายท่านแล้ว แต่ผมเชื่อมั่นว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการถ้าจะได้กรุณา พิจารณาให้สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน สร้างความมั่นใจให้กับกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายถึงความห่วงใยในเรื่องของประเด็น ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคงหมวดพระมหากษัตริย์ที่ลงรายละเอียดของ แต่ละมาตรา แล้วที่สําคัญก็คือบทบาทในเรื่องของการที่จะกําหนดในเรื่องของการที่จะ ไม่แทรกแซงลดทอนอํานาจศาล และการตรวจสอบในบทบาทขององค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งก็จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อเปิด โอกาสให้มี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อพี่น้อง ประชาชน และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติต่อไปอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน ๔ ประเด็นด้วยกันนะครับ ท่านประธาน

ในประเด็นแรก อยู่ในวรรคหนึ่งซึ่งว่าด้วยระยะเวลาของการดําเนินการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแม้ว่าแต่เดิมนั้นหรือจนถึงขณะนี้ผมยังไม่เห็นด้วยที่จะร่าง ฉบับใหม่ทั้งฉบับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้ผ่านความเห็นชอบในวาระที่สองไปแล้วในส่วนนั้น ก็จะขอเสนอว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตของ พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะรู้หรือไม่รู้สาระของรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนั้น ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้น การที่จะให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม เป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม เป็นรัฐธรรมนูญที่ขจัดการเลือกปฏิบัติ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่เป็นการสร้างความปรองดอง ควรจะต้อง อาศัยเวลาที่ทําให้สังคมได้เรียนรู้ ได้แลกเปลี่ยน ได้แสดงความคิดเห็น ได้มีการตกผลึก ทางความคิดร่วมกัน ซึ่งประเทศที่เรายกย่องกันนักหนาว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี หรือประเทศอื่นก็ดีนั้น ใช้เวลาเป็นร้อยปีในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ใช้เวลา ๒๐๐ ปีในการแก้ไขเพิ่มเติม เพียง ๒๗ มาตรา แล้วก็มีการแก้ไขไปเพียง ๑๗ ครั้งในรอบ ๒๐๐ ปี ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าในการทํางานของ สสร. จะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จะต้องผ่าน กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้สังคมไทยได้มีโอกาสปรับตัวเข้าหากัน ได้มีโอกาสแสดง ความคิดเห็นต่าง ได้มีโอกาสลดความร้อนแรงทางการเมืองลง ผมคิดว่าระยะเวลาที่กําหนดไว้ ๒๔๐ วันนั้นไม่เพียงพอครับ ผมคิดว่าอย่างน้อยจะต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ปี แม้ว่าจะมี หลายท่านต้องการมากกว่านั้นก็ตาม ๑ ปีจริง ๆ ก็ยังไม่พอนะครับ อาจจะต้องกําหนดให้ มีระยะเวลาที่จะต้องร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกด้วยซ้ําไป อย่างไรก็ตามผมคิดว่า อย่างน้อย ๑ ปี ก็น่าจะเป็นเวลาที่สังคมไทยจะได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน แล้วในวรรคต่อมา ซึ่งกระผมก็ขอแปรญัตติไว้ด้วย ก็จะช่วยส่งเสริมทําให้ระยะเวลา ๑ ปีนั้นเพียงพอ หรือใกล้เคียงกับความเพียงพอในการที่จะให้สังคมไทยได้เรียนรู้และเพิ่มระดับวุฒิภาวะ ของประชาธิปไตยให้มากขึ้นในสังคมไทย ความร้อนแรง ความเกลียดชัง ความไม่อดทนอดกลั้น ซึ่งกันและกัน ความแตกต่าง ซึ่งถูกบิดเบือนจนกลายเป็นความแตกแยกก็จะลดอุณหภูมิลง เพราะฉะนั้นผมถึงขอแปรญัตติจากเดิมได้กําหนดไว้ ๒๔๐ วัน ขอให้เป็น ๑ ปีนะครับ แล้วก็ หวังว่าประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการก็จะได้กรุณาพิจารณาทบทวนเสียใหม่ เพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้มีโอกาสเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง อันนั้นเป็นวรรคหนึ่ง

ในวรรคต่อมา ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้อง ประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญและสอดคล้องกับความเห็นของผมมา โดยตลอดว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายใหญ่ เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม ในประเทศ เพราะฉะนั้นการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายไม่เฉพาะในส่วนการกําหนด พื้นที่ที่บอกว่าทุกภูมิภาคนั้น ผมคิดว่าไม่เพียงพอครับ กระผมจึงได้ขอเพิ่มข้อความ ทั้งนี้ การจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะต้องอยู่ในรูปแบบ ช่องทางหรือวิธีการ ที่คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ด้อยโอกาส สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ เหตุผลที่กระผมได้ขอแปรญัตติเช่นนั้นก็เพราะว่าในการจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่ หรือรับฟัง ความเห็น กฎหมายสําคัญ ๆ หลายฉบับเราได้ใช้ทุนรอนมหาศาล ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน ทั้งนั้น แต่ว่าวิธีการในการที่จะจัดทําหรือจัดเก็บหรือกระทั่งเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กลับกลายเป็นรูปแบบช่องทางหรือวิธีการที่พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมาก ไม่สามารถ เข้าถึงได้ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ อย่าลืมนะครับว่าเรามีพี่น้องประชาชนหลายกลุ่ม ที่ผมยกตัวอย่างมา คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ก็เป็นจํานวนหลายสิบล้านคนแล้ว คนเหล่านี้บ้างก็มีปัญหาในเรื่องของการอ่าน บ้างก็มีปัญหาในเรื่องข้อจํากัดต่าง ๆ บ้าง ก็มีปัญหาในเรื่องของวัฒนธรรมหรือความแตกต่างหลากหลายในทางภาษา เพราะฉะนั้น การที่คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสาระของร่างรัฐธรรมนูญได้ หรือไม่สามารถเข้าร่วม กิจกรรมการรับฟังความเห็นได้ ก็จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นขาดความหลากหลายและ ขาดความชอบธรรมในการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ผมจึงคิดว่า สสร. จะต้องใช้ ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อเปลี่ยนศักราชใหม่ เปลี่ยนบริบทใหม่ของสังคมไทย ซึ่งจะเป็น สังคมที่ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยโดยเนื้อหาอย่างแท้จริง เพราะลําพังการไปรับฟังความเห็น ในรูปแบบเดิม ๆ ในวิธีการเดิม ๆ ในช่องทางเดิม ๆ นั้น เราได้ตัดโอกาสพี่น้องประชาชน เป็นจํานวนมากออกไปจากกระบวนการประชาธิปไตย แม้เราจะอ้างว่าเราไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่า เราจะอ้างว่าเราไม่รู้ เราไม่ทราบว่าใครมีอุปสรรคด้านใดในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในการ เข้าถึงเนื้อหาสาระ แต่จําเป็นครับที่จะต้องกําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ว่า ในการจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่หรือแม้กระทั่งการรับฟังความเห็นในเรื่องนี้นะครับ จะต้องอยู่ ในรูปแบบวิธีการและช่องทางที่คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงใช้ประโยชน์ได้ ผมจะขอยกตัวอย่าง สมมุติว่าท่านได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดทํารัฐธรรมนูญไปในสื่อสิ่งพิมพ์ก็จะมี พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากที่ไม่สามารถอ่านได้ แม้กระทั่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ท่านประธานได้กรุณาเผยแพร่ในเว็บไซต์ของรัฐสภาก็เป็นวิธีการ เป็นรูปแบบการเผยแพร่ บนเว็บไซต์ ในรูปแบบที่พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้กระทั่ง ตัวกระผมเองก็ต้องเอาไปดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ อันนั้นเป็นช่องทาง ซึ่งมีความบกพร่องทางเทคนิค ซึ่งกระผมจะไม่ขออภิปรายในรายละเอียดในที่นี้ ก็เกิดจาก การที่วิธีการนั้นไม่ได้มาตรฐานสากลนั่นเอง จึงทําให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง ไม่ใช่เฉพาะ ผมเองนะครับ ยังมีพี่น้องประชาชนอีกเป็นจํานวนมากมาย อันนี้แค่เรื่องรูปแบบของสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ไม่เป็นสากลและไม่มีหลักประกันในการเข้าถึงของพี่น้องประชาชนแล้ว และยังจะมีความหลากหลายในทางภาษาวัฒนธรรมอีก เราจะมีหลักประกันอย่างไรครับว่า พี่น้องชาวไทย มลายู มุสลิมที่อยู่ ๓ จังหวัดภาคใต้จะสามารถเข้าถึงสาระสําคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะร่างขึ้นนี้ เราจะมีหลักประกันอะไรครับว่าพี่น้องชนเผ่าเป็น จํานวนมากตามตะเข็บชายแดน ตามภาคเหนือหรือพี่น้องประชาชนที่มีความหลากหลาย ในลักษณะอื่น หรือท่านผู้อาวุโส ผู้สูงอายุหลายท่านจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และถ้าคนเหล่านี้ถูกกีดกันออกไปตั้งแต่เริ่มแรกจะมีหลักประกันอะไร ว่าคนเหล่านี้จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากกระบวนการ ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเพิ่มข้อความดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ทั้งนี้การจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น จะต้องอยู่ในรูปแบบช่องทาง หรือวิธีการที่คนพิการ ผู้สูงอายุหรือผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ด้วย

วรรคต่อมา ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องที่หลายท่านได้ให้ความสนใจแล้วก็ได้ แปรญัตติ กระผมก็เช่นกันนะครับ แต่เนื่องว่าหลายท่านได้อภิปรายไปกันมากพอสมควรแล้ว กระผมจะไม่อภิปรายยาว แต่จะขอเน้นย้ําครับว่าการคงไว้ซึ่งหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน หมวด ๑ หมวด ๒ โดยไม่มีการแก้ไขใด ๆ เป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่งครับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเพื่อลดอุณหภูมิ เพื่อความร้อนแรงทางการเมือง ลดความขัดแย้ง โดยไม่จําเป็น ลดความหวาดระแวงซึ่งหลายท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าขณะนี้เกิดความหวาดระแวง ครับท่านประธาน

อีกหมวดหนึ่งซึ่งไม่มีใครพูดถึงเท่าไร แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องจําเป็น ทุกท่าน แม้ว่าท่านจะรังเกียจรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างไรก็ตาม ที่มาจะเป็นอย่างไรก็ตามครับ แต่เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในหมวด ๓ ซึ่งว่าด้วยสิทธิของชนชาวไทยนั้น ถือว่าเป็นหมวดสิทธิในรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดก็ว่าได้ ผมยังไม่เคยเจอ ยังไม่เคยพบรัฐธรรมนูญ ฉบับใด ซึ่งหมวดที่ว่าด้วยสิทธิของชนชาวไทยบัญญัติไว้ดีขนาดนี้นะครับ มีทั้งการรับรอง ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย มีการรับรองในเรื่องการห้ามเลือกปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดแจ้ง มีการกําหนดในเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีการกําหนดในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพของสื่อ มีการกําหนดในเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะ เป็นสมบัติของชาติ มีการกําหนดในเรื่องของสวัสดิการ ในเรื่องสิทธิในการเข้าถึงบริการ สาธารณะเอาไว้อย่างชัดแจ้ง สิทธิชุมชน สิทธิในการรับรู้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ตลอดจนเรื่องของสิทธิผู้บริโภค แล้วก็เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดแจ้ง ผมเสียดายครับ ถ้าจะมีการลดทอนสิทธิเหล่านี้ หากเราไม่เขียนเอาไว้ว่าจะต้องคงเอาไว้ ซึ่งหมวด ๓ ด้วย ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในหมวด ๓ นั้น ไม่ได้ไปกระทบถึงสถาบันทางการเมือง ไม่ได้ไปกระทบถึงพรรคการเมือง ไม่ได้ไปกระทบถึง สิทธิของนักการเมืองใด ๆ ครับ แต่เป็นการรักษา เป็นการส่งเสริมสิทธิของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้คณะกรรมาธิการ และที่ประชุมได้พิจารณาคงไว้ ซึ่งหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการยกร่างของ สสร. ซึ่งผมคิดว่าการกําหนดสเปก (Spec) เอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คล้ายกับการกําหนด ทีโออาร์ (TOR) ในการที่จะได้มีการจัดซื้อจัดจ้างก็ดี ในการก่อสร้างก็ดี ในเมื่อสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้เป็นผู้มีอํานาจตามที่ประชาชนมอบหมายมาให้ และกําลังจะมอบอํานาจให้ผู้ที่จะมา เป็น สสร. เพราะฉะนั้นผู้มีอํานาจย่อมมีอํานาจมากกว่าผู้รับมอบอํานาจนะครับ การกําหนด เงื่อนไขใด ๆ ให้ผู้รับโอนอํานาจในการที่จะไปเขียนรัฐธรรมนูญโดยมีการกําหนดเงื่อนไขนั้น จึงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะชอบธรรม เพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษาไว้ทั้งการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ดี ความเข้มแข็ง ความเป็น สัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ และการคงไว้ซึ่งหมวดซึ่งว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ก็คือหมวดที่ ๒ ทั้งหมวด และการคงไว้ซึ่งหมวดที่ว่าด้วยสิทธิของชาวไทย ซึ่งดีอยู่แล้วและไม่เป็นอุปสรรคทางการเมืองของใคร ผู้ใดเลย ควรที่จะได้รับการคงไว้ เป็นอย่างยิ่งทั้งหมวดที่ ๑ หมวดที่ ๒ และหมวดที่ ๓ นะครับ ก็ขอเรียนไว้นะครับ

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพ ที่ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ และตรงกับหลายท่านก็คือในวรรคหก ว่าด้วยเรื่องของการวินิจฉัยว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นไปตามวรรคห้าในมาตรานี้ ก็ให้มีอันตกไปนั้น แต่ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่าน ที่ควรจะให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของ ท่านประธานรับไว้วินิจฉัยเบื้องต้น แล้วก็ส่งให้กับสภาวินิจฉัย เพราะผมคิดว่าอย่างที่ หลายท่านได้กรุณาพูดไปแล้วครับว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ ไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากเรื่องนี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ทําหน้าที่ในการวินิจฉัยว่า กฎหมายใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ให้ตกไปอยู่แล้ว สภาพของกฎหมายซึ่งยังไม่ได้รับ การประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญนั้นก็ยังไม่มีศักดิ์เป็นรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านรสนากล่าว ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้พูดไปแล้วว่าขณะนั้นก็ยังไม่ถือเป็น รัฐธรรมนูญยังถือเป็นร่าง เพราะฉะนั้นก็นับเทียบเคียงได้ว่ามีสภาพเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง เมื่อมีสภาพเป็นกฎหมาย ฉบับหนึ่งถ้าจะวินิจฉัยตามครรลองของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือรัฐธรรมนูญฉบับใด ก็แล้วแต่ ก็ควรที่จะต้องให้องค์กรตอนที่ทําหน้าที่ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็น่าที่จะเป็น การมองในลักษณะเป็นกลาง มองในเชิงเนื้อหาและไม่ได้ยึดหลักเสียงส่วนใหญ่ เพราะว่า กระบวนการยึดหลักเสียงส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งเป็นขั้นตอนที่จะต้องลงคะแนน ให้มีการรับร่าง ส่วนความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นควรจะวินิจฉัยโดยองค์กรตุลาการ ซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยกฎหมายว่าชอบหรือไม่ต่อรัฐธรรมนูญอยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่ามาตรานี้ เป็นหัวใจสําคัญนะครับ เป็นตัวชี้วัดถึงเนื้อหาสาระ เป็นตัวชี้วัดถึงวุฒิภาวะทางการเมือง วุฒิภาวะทางประชาธิปไตยของสังคมไทย เราควรจะต้องให้ความระมัดระวังและใจเย็นที่สุด ได้พิจารณาอย่างรอบคอบครับ ผมจึงขอร้องให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้โปรดให้โอกาส ให้โอกาสประชาชนได้ใช้เวลาตรึกตรอง ได้ใช้เวลาให้รัฐธรรมนูญนี้ตกผลึกทางความคิด ได้มีโอกาสเข้าถึงสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยผ่านเนื้อหาในรูปแบบช่องทางและวิธีการ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ด้วย และเป็นรัฐธรรมนูญที่คงไว้ซึ่งหลักการสําคัญ อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นหลักการทั่วไปในหมวด ๑ หลักการที่ว่าด้วยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ในหมวดที่ ๒ ทั้งหมวด และหลักการที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิของชนชาวไทยทั้งหมวดเช่นกัน และนอกจากนี้เรื่องการวินิจฉัยก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยแทนที่จะนําเข้ามาสภา ซึ่งก็จะต้องนําไปสู่การโหวต การลงคะแนนว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็อาจจะนํามา ซึ่งข้อกังขา ข้อสงสัยว่าใช้เสียงข้างมากหรือไม่ในการตัดสินว่ารัฐธรรมนูญนี้ขัดหรือไม่เป็น ไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมก็ขอแสดงความเห็นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ ครับ

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ยโสธร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดยโสธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ กระผมได้แปรญัตติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลายอนุมาตราด้วยกัน แต่จะสงวนและอภิปรายในบางอนุมาตราเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากว่า กระผมเสียดายเวลาที่มีค่าของสภา เวลาของท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนและโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเป็นห่วงสุขภาพของท่านประธานและรองประธานรัฐสภาทั้ง ๒ ท่านที่จะต้องมา อดตาหลับขับตานอนมาประชุมอย่างหามรุ่งหามค่ํา รวมทั้งทรัพยากรของประเทศที่สิ้นเปลือง จากเกณฑ์การอภิปราย ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าจะมีการใช้เวลายาวนานขนาดนี้ นับได้ว่า เป็นประวัติศาสตร์หน้า ๑ ของการประชุมรัฐสภาไทย ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ กระผมได้แปรญัตติ ในวรรคหนึ่ง วรรคห้าและวรรคหก

ในส่วนวรรคหนึ่ง กระผมได้ขอแปรญัตติขยายเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนด ๓๖๐ วัน นับแต่วันถัดจากการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ทั้งนี้จากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ใช้เวลาในการ เร่งรีบทําให้รัฐธรรมนูญที่ร่างมา ซึ่งมีการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไม่สามารถ ตอบโจทย์หรือสนองความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนได้ครับ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะแก้ไขเพิ่มเติมใหม่นั้นควรจะต้องให้เวลาในการจัดทําร่าง ในการที่จะนําร่างไปรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอย่างน้อยต้อง ๒-๓ รอบ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ํากว่า ๖ เดือน รวมทั้งอยากให้การร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศนั้น ได้มีการกลั่นกรองการคิด การวิเคราะห์และตกผลึกเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ครับ

นอกจากนั้นในวรรคสี่ ในการจัดทําสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค จากประสบการณ์ที่ผมได้ดํารงตําแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในจังหวัดยโสธร สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทําให้พบว่าการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นเพียงกระบวนการหรือพิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรม ในการร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น มีความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศหลายความเห็น ผมจะขอให้ท่านประธานยกตัวอย่างเพียง ๒ ตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ตัวอย่างแรกจากผลของ การสํารวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จากการสํารวจของคณะกรรมาธิการ วิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาร่างรัฐธรรมนูญ จํานวน ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศทั้ง ๓ ครั้ง ประชาชนให้ความเห็นลงความเห็นว่าให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ครั้งที่ ๑ ๖๙.๑๕ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๒ ๖๗.๖๗ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๓ ๖๘.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนจังหวัดยโสธรนั้นกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เห็นว่าควรให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลับไม่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชนโดยบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภา เป็นลูกผสมโดยมาจากการเลือกตั้ง ๗๖ คน จาก ๗๖ จังหวัด และมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา อีก ๗๔ คน

สําหรับตัวอย่างที่ ๒ อยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้รับรู้ และรวมทั้งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยนะครับว่าจากผลของการสํารวจของพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศจากคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วม ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศนั้น ในประเด็นที่การเรียกร้องให้มีการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็น ศาสนาประจําชาติในรัฐธรรมนูญ ประชาชนและองค์กรหน่วยงานต่าง ๆ กว่า ๓๐๐ องค์กร ท่านประธานคงจะจําได้นะครับ มีพระภิกษุสงฆ์ มีพุทธศาสนิกชน ญาติธรรมได้มาจัดตั้ง รัฐสภาวนารามที่บริเวณหน้ารัฐสภาเพื่อแสดงออกและเรียกร้อง การบัญญัติให้ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจําชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ในที่สุดรวมทั้งจากผลการสํารวจ ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้มีการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาประจําชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นะครับ แต่ในที่สุดกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ยอม บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดนะครับ บาตรขนาดใหญ่ที่อยู่หน้ารัฐสภาได้ถูกคว่ําลง พระภิกษุสงฆ์ พุทธศาสนิกชนและญาติธรรมทั้งหลายได้ยอมแพ้กลับบ้านไปนะครับ พร้อมกับคติธรรมที่ว่าแพ้เป็นพระ ทั้ง ๆ ที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา ๙ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้ไปจํากัดสิทธิของพระมหากษัตริย์โดยบัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และในเมื่อรัฐธรรมนูญยังกําหนดสิทธิให้ พระมหากษัตริย์ต้องนับถือศาสนาพุทธและเหตุใดการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็นศาสนา ประจําชาติ พี่น้องประชาชนคนไทยกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็นับถือศาสนาพุทธจะกระทําไม่ได้ ถือว่าเป็นการขัดเจตนารมณ์และความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนจากการรับฟัง ความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เองนะครับ

นอกจากนั้นในวรรคห้า กระผมได้เพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐ กระผมเพิ่มเติมเข้าไปนะครับว่า หรือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ หรือที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกระทํามิได้ ซึ่งผมเชื่อว่า แม้ไม่เขียนหรือบัญญัติไว้ก็ไม่น่าจะมี สสร. ท่านใด หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใดจะ กล้าหาญชาญชัยไปแก้ไขหรือไปแตะต้องในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ และ หมวด ๒ อยู่แล้ว แต่เพื่อความอุ่นใจของเพื่อนสมาชิกจึงขอเพิ่มเติมให้ทุกฝ่ายได้สบายใจนะครับ

ในวรรคสุดท้ายครับท่านประธาน กระผมขอตัดทั้งหมดวรรคหก ในกรณีที่ รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ในวรรคหกนี้ผมขอตัดทั้งหมด เนื่องจากว่าในมาตรา ๕ ก็ได้เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่า จะกระทํามิได้ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการประหยัดและไม่เป็นการฟุ่มเฟือยถ้อยคํานะครับ กระผมถึงขอแปรญัตติตัดข้อความนี้ทั้งหมดนะครับ

ประการสุดท้าย อยากกราบเรียนท่านประธานได้โปรดมีบัญชาสั่งการวิป ๓ ฝ่าย และกรรมาธิการให้มีกรอบการกําหนดระยะเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มาตรา ๒ นี้อย่างชัดเจนนะครับ เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้กําหนดเวลาและบริหารเวลาล่วงหน้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในขณะนี้เพื่อนสมาชิกกว่า ๖๕๐ คน ไม่สามารถที่จะกําหนดเวลา และบริหารเวลาได้ในช่วง ๑-๒ เดือนนี้ได้เลย และไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร และจะต้องเผื่อเวลาไว้สําหรับการประชุมเพื่อลงมติในวาระที่สาม ซึ่งจะรออีก ๑๕ วันนะครับ กระผมเห็นว่าพี่น้องประชาชนที่รับฟังการอภิปรายสื่อมวลชนเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ สมาชิกวุฒิสภาที่มีอายุเฉลี่ย ๖๕-๖๖ ปีนั้น โดยเฉลี่ยนะครับ ผมเองนั้นอายุน้อยที่สุดในสภา ๔๖ ปี ผมก็ยังสุขภาพยังแย่อยู่นะครับ ผมเป็นห่วงเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะท่านวุฒิสมาชิก อายุเฉลี่ยกว่า ๖๖ ปีนะครับ โดยเฉพาะท่านประธานจะต้องนั่งประชุมอย่างตั้งใจ ใช้สมาธิ เพื่อจับประเด็นไม่ให้มีการอภิปรายนอกประเด็น หรือในกรณีที่มีการประท้วงของเพื่อนสมาชิก ทําให้ท่านประธานไม่สามารถลุกเข้าห้องน้ําได้สะดวก หรือจะพักผ่อนอิริยาบถได้ เพราะว่า จะเป็นการทําให้การประชุมสะดุดและไม่ต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นทุกขเวทกรรม ของท่านประธานเป็นอย่างยิ่งนะครับ จึงอยากจะขอให้ท่านประธานกรุณากําหนดกรอบเวลา ในการประชุมให้ชัดเจน และขอความร่วมมือกับเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ที่ผ่านมา ๑๑-๑๒ วันแล้ว สมควรแล้วครับว่าควรจะกําหนดเวลาสัก ๓ วัน ไม่ควรจะเกินอีก สัก ๓ วันนะครับ และอย่าให้เหมือนกับที่สื่อมวลชนหรือประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า การปะชุมครั้งนี้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ใช้เสียงข้างน้อยลากไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสงค์ นุรักษ์ แล้วก็ต่อด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม นะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา หรือจากการ เลือกตั้งทางอ้อม ด้วยการเสนอโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการเป็นอย่างสูงที่ให้ผมได้มีโอกาสได้อภิปรายในส่วนนี้ ของมาตรา ๒๙๑/๑๑ เพราะผมไม่ได้เสนอแปรญัตติใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะผมตั้งใจไว้แล้วว่า มองภาพพจน์มาแต่ก่อนแล้วว่า ถึงแม้ผมจะอภิปราย ๑๐ วัน ๑๐ คืน ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง อะไรทั้งสิ้นในเจตนาของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจึงตัดสินใจไม่แปรญัตติอะไรทั้งสิ้น แต่มาในมาตรานี้ผมเรียนให้ทราบแล้วก็ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการที่ท่านให้โอกาส กระผม โดยการที่ท่านได้เพิ่มเติมและแก้ไขของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก่อนอื่นผมใคร่จะขอเรียน ผ่านไปทางพี่น้องประชาชน ผ่านทางรัฐสภานะครับว่าการอภิปรายเกี่ยวกับการเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อการล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังจะต้องมีเวลาไปอีกหลายวัน วันนี้เป็นเพียง วันที่ ๑๒

(นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ครับ มีท่านชื่นชอบ ประท้วง เชิญครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงครับ ท่านประธานครับ ท่าน ส.ว. ที่เพิ่งอภิปรายจบไป ท่านยุทธนานะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับที่ท่านบอกว่า ใช้เสียงข้างน้อยลากไป ผมขออนุญาตให้ท่านประธานช่วยถอนด้วยนะครับ เพราะผมคิดว่า อันนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงนะครับ เรามาทําหน้าที่ในสภาก็ทําตามหน้าที่ของแต่ละฝ่ายนะครับ และของเราก็ทําตามหน้าที่ในกรอบเวลาที่เราได้รับมา อันนี้ถือว่าอยู่ในข่ายเสียดสีนะครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตให้ท่านยุทธนาถอนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ความจริงคําพูดคํานี้ก็พูดกัน มาตลอด ๑๐ วันนี้ ก็พูดกันไปพูดกันมาและขณะนี้ท่านชื่นชอบก็ได้ชี้แจงแล้ว ผมเชื่อว่า คงไม่ต้องถอนนะครับ คือทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้พูดกันแล้วนะครับทั้ง ๒ ท่านครับ เชิญท่านประสงค์ ต่อเถอะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ครับ มาถึงจุดนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมต้องขอประทานอภัยท่านประธานด้วย คือผมตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่า ผมจะอภิปรายในส่วนนี้สักประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ผมได้เจรจาและคุยหารือกับท่านสนธยา แสงเภา บอกว่าเอาสัก ๕ นาทีพอพี่ประสงค์ ผมก็เห็นด้วยนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอใช้เวลา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์สักครู่นะครับ ท่านชื่นชอบว่าต่อครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ต้องขออภัย ท่าน ส.ว. ที่กําลังอภิปรายอยู่นะครับ เพราะว่าประเด็นนี้ทางฝ่ายของพวกเรา ฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยนี้ถือว่าเสียหายนะครับ เพราะเรามาทําหน้าที่ในรัฐสภานี้ผมคิดว่า ท่านประธานช่วยกรุณาให้ท่าน ส.ว. ยุทธนา ถอนด้วยเถอะนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือผมได้วินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านชื่นชอบครับ ท่านก็ได้ชี้แจงแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ผมเชื่อว่าผู้ที่ฟังต่อเนื่องนี่จะเข้าใจครับ ขอเถอะครับ ขอให้ผ่านเถอะครับ เชิญต่อครับท่านประสงค์

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ที่ท่านประธานสามารถที่จะชี้แจงอธิบายให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจได้ แต่ผมไม่ทราบนะครับว่า ทุกฝ่ายจะมีความพอใจหรือไม่นะครับ แต่ผมจะขอปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของกระผมต่อไป ท่านประธานครับ ผมจะขอแสดงความเห็นในส่วนซึ่งทางท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีความเห็นในการที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในส่วน ๒ วรรคนะครับ คือผมจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด

วรรคแรกครับ วรรคแรกที่ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างให้เสร็จสิ้น ภายในเวลากําหนด ๒๔๐ วันนับแต่วันที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ผมมีความสงสัย ว่าที่เขียนมานี้มันของจริงหรือเปล่า เพราะถ้าหากว่าการร่างรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียว ใช้เวลา ๑๒ วันแล้วรัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างกันนี้ผมคิดว่ามากกว่า ๑ มาตรา ฉะนั้นผมว่า นับว่าเป็น ๑๐๐ แล้ว ถ้าคน ๙๙ คนซึ่งมีความเป็นอิสระในการที่จะแสดงความคิดเห็นในการ ที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วเวลาเพียงที่ท่านเสนอมา ๘ เดือนนี้ผมคิดว่าคงจะเป็น เวลาน้อยนิดที่ต้องรีบเร่งกันอย่างมาก สาระของการที่จะเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหลักการ ที่สูงสุดของประเทศในการที่จะใช้การบริหารราชแผ่นดินในการปกครองต่อไปนั้น มันจะ สมประสงค์ในการที่จะร่างใหม่หรือครับ ผมมีความสงสัยและผมมีความห่วงใยว่าเราจะได้ แต่เพียงกระดาษเปื้อนหมึกซึ่งจําเป็นจะต้องมีการแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ของง่ายครับ การแก้รัฐธรรมนูญนี้ทุกคนคงจะมีความเข้าใจ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเป็นกลาง มีความชัดเจนแล้วผมว่าไม่จําเป็นที่จะต้องแก้ไขบ่อยนัก โดยเฉพาะ การแก้ไขนั้นไม่ใช่ว่าจะทําไม่ได้ ทําได้ครับ ผมเห็นด้วยว่าทําได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ บัญญัติ ๑๐ ประการ ไม่ใช่พระไตรปิฎก สามารถที่จะแก้ไขได้ตลอดเวลาถ้าถึงเวลา ที่เหมาะสมและเวลาอันควร บัดนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมอันควรที่จะต้องรีบเร่งถึงขนาดนี้ หรือครับ ผมคิดว่าเป็นคําตอบซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะต้องตอบให้กับประชาชนทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่คนในประเทศเท่านั้น ประชาชนต่างประเทศเขามีความกังวล เขามีความห่วงใย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ได้ไปพบปะกับประชาชนคนไทย ที่เมืองโอกแลนด์ เมืองไครสต์เชิร์ช และเมืองควีนส์ทาวน์ ทุกคนมีความกังวลมากครับ และผมจะอธิบายให้ท่านฟังในโอกาสช่วงต่อไปตอนสุดท้ายว่าเขามีความจําเป็นและ มีความสําคัญ มีความเห็นอย่างไรต่อการทํางานของรัฐสภาในขณะนี้ ซึ่งเขาเป็นคนไทย อยู่ต่างประเทศครับ เหมือนที่ผมได้เรียนให้ทราบเมื่อสักครู่แล้วว่าผมไม่เห็นด้วยครับ ที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน ๘ เดือน ดังที่ร่างมานี้ ขอให้ท่านได้พิจารณาใหม่เถอะครับ สงสารประชาชนที่เขาต้องการจะเห็นการทํางาน ของตัวแทนของเขา ผมเองเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยที่ผมพูดอ้างอยู่เสมอ ท่านก็เช่นกัน เรามีภารกิจ มีหน้าที่อันเดียวกันตามคําสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อสถาบันแห่งนี้ในวันเข้ารับ หน้าที่ ความต้องการของประชาชนเขาต้องการความสุขที่ยั่งยืน ต้องการความสุขที่ถาวร ต้องการผู้บริหารประเทศที่มีความจริงจังและชัดเจน เห็นประชาชนเป็นจุดหมายปลายทาง ของเขา ไม่ใช่เห็นสิ่งอื่นเป็นจุดหมายปลายทางในการบริหารจัดการประเทศตามรัฐธรรมนูญ ท่านครับผมจะพยายามใช้เวลาให้น้อยที่สุด

ต่อไปผมกระโดดข้ามไปวรรคห้านะครับ เพราะเป็นวรรคที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้แก้ไข ผมขออ่านนะครับเพื่อความมั่นใจของผมในการอภิปราย วรรคห้า ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ท่านประธานครับ เพราะเพิ่งเริ่มระบบการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยโดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ถูกเปลี่ยนแปลงเสียแล้วครับ ในขณะนี้ ท่านอาจจะนึกไม่ถึงครับ ผมเองผมได้รับความชอกช้ําอย่างมาก ตั้งแต่ที่ผมเดินทาง ไปประเทศนิวซีแลนด์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมจะเรียนให้ทราบว่าเดี๋ยวนี้รัฐสภาไทย ขณะนี้ วันนี้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ทําการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญโดยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขเสียแล้ว เปลี่ยนแปลงอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ใช้อํานาจทั้งทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิดเพศ หรือศาสนาใดย่อมอยู่ในความคุ้มครอง แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อวันที่มีการอภิปราย มาตรา ๒๙๑/๕ สิทธิของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกัน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศด้วยความห่วงใยและเคารพรัก สถาบันพระมหากษัตริย์ชาติไทยซึ่งเป็นแหล่งแผ่นดินแม่ของเขา เขาเหล่านั้นถูก คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และโดยมติของรัฐสภาแห่งนี้ตัดสิทธิทางการเมืองของ พวกเขาไปเสียแล้ว เขามีความไม่สบายใจเป็นอย่างมาก พวกคนไทยที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผมได้พบเจอมา ตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องส่งเสริมให้ประชาชน ใช้สิทธิและมีสิทธิให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญครับ เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญอย่างสูงสุด แต่เหตุไฉนเล่าคณะกรรมาธิการของเราและรัฐสภาแห่งนี้ มีมติเห็นชอบด้วยครับว่าตัดสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นชาวไทย ซึ่งมีภูมิลําเนาอยู่ต่างประเทศ ผมไม่เข้าใจถึงเดี๋ยวนี้ครับ นี่ล่ะครับเป็นเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนอันหนึ่งว่าเรากําลังทําลาย ระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่แล้วในขณะนี้ ผมอยากจะให้ คณะกรรมาธิการ หรือรัฐสภาแห่งนี้มีวิธีการอันหนึ่งอันใด เปลี่ยนใจเถอะครับ ให้พี่น้อง ประชาชนชาวไทยซึ่งอยู่ต่างประเทศได้มีโอกาสใช้สิทธิในการที่จะเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเป็น ผู้ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าจะเป็นผู้มาเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนรูปแบบ หรือไม่ก็ตามแต่ คือมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ล้มล้างฉบับเก่า ไม่ว่ากันครับ ถ้าหากว่าท่านมีเสียงข้างมาก ท่านสามารถจะกระทําได้ ประชาชนชาวไทยมีความเป็นห่วง มีความห่วงใยมาก เมื่อเช้าท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ยกคําพูดอันเป็นปรัชญาประชาธิปไตยของท่าน อดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาที่ว่าประชาธิปไตยเป็น ของปวงชนโดยปวงชนและเพื่อประชาชน ผมมีความกังวลครับ พฤติกรรมการดําเนินงาน ในขณะนี้ของเราตามที่ผมเรียนมาเป็นเบื้องต้นเมื่อกี้แล้วคล้าย ๆ กับว่าประชาธิปไตยที่เรา กําลังกระทํากันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นและเรามีความภูมิใจในขณะนี้ ผมกังวลครับ ว่าจะเป็นประชาธิปไตยของเสียงข้างมากในสภาโดยเสียงข้างมากในสภา และเพื่อคนบางคน ที่อยู่นอกสภาครับ ขอขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คําอภิปรายของผมครั้งนี้อยากจะฝากให้ท่านกรรมาธิการทั้งเสียง ข้างมากและเสียงข้างน้อย ซึ่งท่านอาจจะเห็นด้วยกันในมาตรานี้ โดยท่านได้ไปแก้ไขเพิ่ม ข้อความในมาตรา ๒๙๗/๑๑ ในวรรคห้า เดิมเขียนว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลในการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ อันนี้ผมเห็นด้วย ทีนี้ท่านไปเพิ่มข้อความว่าหรือเปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แล้วก็ต่อด้วยคําว่า จะกระทํามิได้ ท่านประธานครับ ถ้าการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทําด้วยความวิตกกังวล ด้วยเสียงเรียกร้องจาก คนที่วิตกกังวลแต่ไม่รู้จริง เป็นเรื่องอันตราย ผมไม่เห็นด้วยที่จะเพิ่มข้อความนี้ในบทบัญญัตินี้ เพราะว่าเมื่อผมไปดูรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๕ ในหมวด ๒ ที่บัญญัติเรื่องผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ เทียบกับกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบ ราชสันตติวงศ์ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๗ หมวด ๖ มาตรา ๑๔ ถึงมาตรา ๒๐ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเป็นเรื่องน่าตกใจ บทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวถึงนี้ขัดแย้งกับกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งมาตรา ๒๓ รัฐธรรมนูญได้กล่าวถึง และยังได้ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมถึงเห็นว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญควรจะได้รับ การแก้ไขให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ท่านประธานครับ ผมได้รับเรื่องนี้จากท่านสงวน พงษ์มณี ส.ส. ลําพูน ต้องกล่าวถึงครับ มาบอกให้ผมทราบ แล้วผมก็ขอความกรุณาให้ท่านไปสรุปมา แล้วเพื่อความแน่ใจผมขอร้องให้ท่านนิยม เวชกามา ส.ส. สกลนคร นักกฎหมายใหญ่ไปดู แล้วมอบให้ท่านนิรมิต สุจารี ทนายใหญ่จังหวัดร้อยเอ็ด ไปดู ได้ข้อสรุปตรงกันครับ อย่าตกใจนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙ ขัดต่อกฎมณเฑียรบาล หมวด ๖ มาตรา ๑๕ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐ ขัดต่อกฎมณเฑียรบาล หมวด ๖ มาตรา ๑๕ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔ ขัดต่อกฎมณเฑียรบาล หมวด ๖ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๘ ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาไม่มากหรอกครับ แต่เป็นเรื่องจริงทั้งหมดครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สาระสําคัญ กฎมณเฑียรบาล มาตรา ๑๕ กล่าวถึงการตั้งผู้สําเร็จราชการ แผ่นดินแทนพระองค์ กล่าวว่าให้เสนาบดีพร้อมกันเลือกเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ พระองค์หนึ่งขึ้นเป็นผู้สําเร็จราชการแผ่นดิน มาตรา ๑๕ แล้วเขียนต่อไปว่าในมาตรา ๑๗ นอกจากผู้สําเร็จราชการแผ่นดินตามมาตรา ๑๕ ที่ผมพูดแล้วก็ยังบอกว่าให้ท่านเสนาบดี ผู้มีอาวุโสมากที่สุดในราชการ ๒ ท่านเป็นที่ปรึกษาผู้สําเร็จราชการแล้วเขียนไว้ชัดครับ ในมาตรา ๑๗ ของกฎมณเฑียรบาล บอกว่าผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ให้มีเสนาบดี ๒ ท่านเป็นที่ปรึกษา เรียกว่าสภาสําเร็จราชการแผ่นดิน ต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเรียกโดยย่อว่า สภาสําเร็จราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ กิจการทั้งปวงซึ่งเป็น พระราชภาระให้ตกเป็นภาระของสภาสําเร็จราชการแผ่นดิน ผมกําลังจะบอกท่านประธานว่า ผมมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ประกาศมานี้ ๒๕๕๕ ๕ ปีแล้ว ขณะนี้กฎมณเฑียรบาลยังอยู่ ขัดกันครับ แล้วจะอยู่ได้อย่างไรครับรัฐธรรมนูญ ผมมีความเห็นว่าดีที่สุดก็คือแก้รัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับกฎมณเฑียรบาลเสีย เพราะอะไรครับ ผมสรุปสั้น ๆ นะครับโดยหลักการ ในกฎมณเฑียรบาลนี้ไม่มีมาตราใดเลย จากมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๒๐ มาตราสุดท้ายมาตรา ๒๐ ไม่มีที่ใดเลยเปิดช่องว่างให้บุคคลซึ่งไม่ใช่อยู่ในราชวงศ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการ ของพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีครับ ท่านประธาน ในมาตรา ๑๙ ของกฎมณเฑียรบาลเขียนไว้ชัด การตรากฎมณเฑียรบาลนี้ให้ไว้เป็นราชนิติธรรมอันมั่นคง เพื่อดํารงพระบรมราชจักรีวงศ์ไว้ ชั่วกาลนาน เขียนไว้ด้วยครับว่า การจะแก้ไขหรือเพิกถอนข้อความใด ๆ แม้แต่ส่วนน้อยหนึ่ง ในกฎมณเฑียรบาลแห่งนี้ไซร้ ท่านว่าก็ให้คํานึงถึงพระอุปการคุณแห่งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พระองค์ผู้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ขึ้น ซึ่งหมายถึงพระบาทสมเด็จ พระรามาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านประธานครับ ถึงตรงนี้ ผมจึงมีความเห็นว่ากลุ่มบุคคลที่ตราส่วนนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปลี่ยนแปลงหลักการ กฎมณเฑียรบาลประกาศใช้ ๘๘ ปี ใช้สําเร็จราชการโดยคณะบุคคลครับ โดยคณะบุคคล ทันสมัยกว่ารัฐธรรมนูญนี้อีก เป็นสภาสําเร็จราชการแผ่นดินครับ แต่รัฐธรรมนูญนี้เขียนไว้ จากมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๕ ให้ผู้สําเร็จราชการเป็นบุคคลเพียงบุคคลเดียว แล้วก็เป็น บุคคลธรรมดา แล้วก็ให้บุคคลคนเดียวให้เป็นองค์คณะบุคคล เพราะฉะนั้นผมจึงมีเหตุผล ที่จะแจ้งไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากและแจ้งไปยังสมาชิกสภาที่ท่านอ้างว่าจงรักภักดีนั้น ผมไม่มั่นใจนะครับ ผมเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องกับ กฎมณเฑียรบาล ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ได้ตราไว้ ตามโบราณ ตามประเพณีเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วก็เพื่อดํารงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมตั้งคําถามว่าทําไมกลุ่มบุคคลที่เขียนรัฐธรรมนูญจึงได้มาเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้อง กับกฎมณเฑียรบาล ผมก็เลยให้สงสัยว่าท่านที่ไม่ให้แตะต้องได้อ่านแล้วเข้าใจหรือยัง ที่หวงแหนประหนึ่งชีวิตนั้น แล้วรู้ความจริงหรือยังว่ามันขัดกฎมณเฑียรบาล เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าไม่ควรเพิ่มข้อความนี้เข้าไป โดยมีความเห็นว่าควรจะแก้รัฐธรรมนูญหมวดนี้ ให้สอดคล้องกับกฎมณเฑียรบาล ขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมคิด บาลไธสง ครับ

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็รับฟังการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นเวลา ๑๐ กว่าวันแล้ว ผมก็พยายามอดทนฟังการอภิปรายมาตลอด ถ้าไม่จําเป็นก็ไม่ออกจากห้องนี้ไป เพราะอยาก แสดงเป็นตัวอย่างในการที่จะรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ไม่จําเป็นจะไม่ประท้วงแล้ว แต่วันนี้ผมก็จะถอดหัวใจพูดสัก ๔-๕ นาทีเท่านั้น ไม่นาน ผมเอาประเด็นเลย ไม่ต้องพูด เยิ่นเย้อนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคแรกที่ทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไขส่วนอื่นผมจะ ไม่พูดถึง มันเสียเวลานะครับ จะพยายามรักษากติกา ที่ทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไข ระยะเวลาในการทําร่างรัฐธรรมนูญเดิมจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วันนี้ กระผมเห็นด้วย ผมขอสนับสนุนเป็นเวลาสมควรนะครับ ถ้านานไปก็ไม่ดี บางทีทํานาน ๆ ไปอาจจะมีอะไร เกิดขึ้นก่อนที่จะทําเสร็จ ผมมองไปอย่างนั้นนะครับ อันนี้ผมไม่ได้อภิปรายไปมากกว่านี้ ผมสนับสนุนระยะเวลานี้ครับ

ส่วนวรรคห้า ที่บอกว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงการแก้ไขหมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ อันนี้ผมนั่งคิดอยู่ตลอดเวลาเลย ผมฟังเพื่อนสมาชิกพูดอยู่ตลอดเลย บอกว่าไม่ได้แก้ไข แต่ผมว่าถ้าแก้ไขจะเป็นอะไร ถ้าแก้ไข ให้มันดีขึ้น ผมมองไปตรงข้ามเลยนะครับกับฝ่ายค้าน หรือฝ่ายที่อภิปรายที่ไม่เห็นด้วย ผมไม่อยากให้เขียนตรงนี้ไว้เหมือนกับท่านขจิตร ผมคิดตลอดเวลาสมมุติว่าถ้าเราจงรักภักดี กับสถาบัน ถ้าสมมุติว่าเราจะเขียนให้สถาบัน ให้องค์พระมหากษัตริย์ที่พวกเราเทิดทูน เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้มีอํานาจมากกว่าที่เป็นอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร ผมพูดกับ เพื่อนฝูงตลอดเวลาว่าทําไมจะแก้ไม่ได้ถ้าเราจะแก้ให้มีอํานาจมากขึ้น สมมุติว่ามีบุคคลใด ก็ตามกล่าวร้ายกับสถาบัน หรือคิดไม่ดีไม่ชอบกับสถาบัน แทนที่จะจําคุกตลอดชีวิต เราจะ ประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตรอย่างนี้ดีไหมล่ะ ถ้าเราจะแก้อย่างนี้ ถ้าเรารักสถาบันไม่ให้คนมา แตะต้องสถาบัน ทําไมไม่คิดที่จะมอบอํานาจอันนี้ให้พระองค์มาก ๆ ล่ะ

อีกอย่างหนึ่งอย่างกรณีเรื่องสถาบันทางศาลทําไมเราจะแก้ไม่ได้ ถ้าสมมุติว่า เราจะตั้งศาลทุกอําเภอมีศาล ให้มีอํานาจศาลมีศาลทุกอําเภอไม่ใช่มีทุกจังหวัดนะ เราก็มอบ อํานาจศาลอําเภอเท่ากันกับศาลจังหวัดอย่างนี้นะครับ ผมอยากมองต่างมุมอย่างนี้ว่าทําไม จะแก้ไม่ได้ถ้าจะแก้ให้พระองค์หรืออํานาจของพระองค์มากขึ้นกว่าเดิม เห็นไหมท่านขจิตร ได้อภิปรายไปแล้ว ทุกคนตกใจไหมครับกฎมณเฑียรบาล ใครล่ะ กลุ่มบุคคลไหนล่ะมาแก้ไข ให้พระองค์หมดอํานาจลง ลดอํานาจลง เห็นไหมครับ นี่ละผมอยากให้มองต่างมุมบอกว่า ทําไมแก้ไม่ได้ ถ้าเราพูดถึงเอาหัวใจพูดกันสิ ตั้งใจจริงไหม รักสถาบันจริงไหม รักแต่ปาก เท่าที่ผมเห็นก็มันรักแต่ปาก พอจะให้จริง ๆ ไม่ใช้อํานาจพระองค์ล่ะ ลดอํานาจจาก กฎมณเฑียรบาลไปแล้ว จากคณะบุคคลเป็นให้บุคคลไปแล้ว เป็นบุคคลธรรมดาไม่รู้ทํา เพื่ออะไร ทําเพื่อใคร ทําเพื่อคน ๆ เดียวไหมละแบบนี้ ขอขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้หมดผู้อภิปรายแล้ว นะครับ ผมขอหารือว่าจะปิดการอภิปรายเพื่อลงมตินะครับ หากไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าขั้นตอนก็คือกรรมาธิการต้องตอบคําถามของสมาชิกนะครับ ถ้าความหมายของท่านคือถ้าจะปิดอภิปรายหมายความว่าจบผู้อภิปรายแล้วให้กรรมาธิการ ตอบคําถามเสียก่อนแล้วก็ค่อยลงมติกันครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องเรียนไปยัง ท่านประธานเพื่อขอให้กรรมาธิการตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกรัฐสภา ขจิตร ชัยนิคม ด้วยนะครับ ขออภัยที่เอ่ยนาม เพราะสิ่งที่ท่านอ้างถึงนั้นท่านอ้างไปถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีการไปแก้เรื่องกฎมณเฑียรบาล ได้ตรวจดูแล้วครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นมีความเหมือนกัน แล้วก็มีการระบุเรื่องกฎมณเฑียรบาล ปี ๒๔๖๗ ไว้เรียบร้อย สิ่งเหล่านี้จะเป็นความที่อาจจะพาดพิงแล้วก็คลาดเคลื่อน อยากให้กรรมาธิการชี้แจงให้ชัดเจน เพราะเรื่องนี้สําคัญครับ และการกล่าวอ้างอยากให้ชัดเจนด้วยว่าใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ กระทบกระเทือนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ด้วยความเคารพในเหตุผลของท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นแล้วก็ ท่านสมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติ และเข้าใจถึงความห่วงใยของท่านสมาชิกต่อการ ดําเนินการจัดทํารัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ กระผมขอกราบเรียนครับว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมีด้วยกัน ๖ วรรค จริง ๆ แล้วกรรมาธิการก็คงไว้ตามร่างเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงแค่ ๒ วรรคนะครับ ก็คือวรรคแรกเปลี่ยนเงื่อนเวลาที่ให้ สสร. จัดทํารัฐธรรมนูญจาก ๑๘๐ วัน มาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งกรรมาธิการได้พิจารณาเทียบเคียงกับ การจัดทํารัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ก็เห็นว่าระยะเวลาประมาณนี้พอที่จะดําเนินการ กระบวนการต่าง ๆ ทั้งเรื่องการจัดทํา ทั้งเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน การที่จะปลุกเร้าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านสมาชิก หลายท่านอาจจะมีความเห็นแตกต่างไป แต่กรรมาธิการก็เห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้พิจารณา ตัวเลข ๒๔๐ วัน มีความเหมาะสมแล้วนะครับ นอกจากนั้นแล้วกรรมาธิการก็ได้ดูแนวทาง ในการจัดทํารัฐธรรมนูญก็ได้เปิดโอกาสให้ สสร. ได้นําเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ก็แล้วแต่ที่เห็นว่ามีความเหมาะสมเป็นประชาธิปไตยมาเป็นแนวทางในการที่จะจัดทํา รัฐธรรมนูญ และที่กรรมาธิการได้ไปแก้ไขอีกก็คือในวรรคห้าก็เป็นการเพิ่มเติมถ้อยคํา ที่บอกว่าห้ามมิให้ไปจัดทํารัฐธรรมนูญอันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความเห็นพ้องต้องกันของคนทั้งสังคม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักว่า การจัดทํารัฐธรรมนูญจะไม่ไปกระทบกระทั่งถึงพระราชอํานาจและไม่ไปกระทบกระทั่งถึง หมวดพระมหากษัตริย์ซึ่งมีบัญญัติอยู่แล้ว ผมอยากกราบเรียนว่าหมวดพระมหากษัตริย์ ก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการหยิบยกเอามาจากปี ๒๕๔๐ ทุกถ้อยคําก็มาอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ประเด็นที่ท่านขจิตรได้ยกขึ้นมาเป็น ข้อสังเกต ก็อยากกราบเรียนนะครับว่าถ้าเราดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒ ก็ชัดเจนนะครับว่า มาตรา ๒๒ ก็บัญญัติชัดเจนว่าภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัย แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ คือเงื่อนไขทั้งหลาย ทั้งปวงก็ต้องเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล ปี ๒๔๖๗ อยู่แล้ว ฉะนั้นก็คิดว่าผู้จัดทํารัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ใช้มา ๙ ปีกว่า แล้วก็ต่อมาจนถึงปี ๒๕๕๐ ก็ใช้มาเกือบ ๕ ปี ผมคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้ตรวจสอบรอบคอบ ก็คงไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องขัดแย้ง ฉะนั้นก็กราบเรียน เพื่อนสมาชิกทั้งหลายให้สบายใจว่ารัฐธรรมนูญที่เราจะมอบให้ สสร. ไปดําเนินการภายใต้ กระบวนการที่เราได้บัญญัติไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่พี่น้อง ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทําและคงทําด้วยความรอบคอบ กรรมาธิการก็ขอยืนตามร่าง ที่กรรมาธิการได้นําเสนอครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรเชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ มีสมาชิกได้สงสัยว่าการที่ผมกล่าวอ้างมีข้อเท็จจริงอย่างไร ถ้าไม่เท็จจริงผมจะเสียหาย กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ฉบับนี้ได้มาจากสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาจดไว้ก็ได้นะครับ ถ้าท่านสงสัย ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑ หน้า ๑๙๕ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ประเด็นการอภิปรายของผมชัดเจนอยู่แล้วครับ สามารถถอดเทปได้ ผมจะไม่พูดอีก ผมเพียงยืนยันว่าไม่ใช่เอามาลอย ๆ เป็นกฎมณเฑียรบาล ฉบับจริงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชายก่อนนะครับ เดี๋ยวนะครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

อีกครั้งหนึ่งครับ ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๖๗ ครับ ขออนุญาตสั้น ๆ มาตรา ๑ กฎมณเฑียรบาลนี้ ให้เรียกว่ากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ มาตรา ๒ ให้ใช้กฎมณเฑียรบาลนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นต้นไป ชัดเจน นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ถูกต้องตรงกันนะครับ เพราะว่าที่ผมถืออยู่ในไอแพด (iPad) นี่ก็เป็นกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ถูกต้องตามที่ท่านขจิตรกล่าวอ้าง แล้วก็มีทุกมาตราตามที่ท่านกล่าวอ้าง แต่ตรวจสอบย้อนกลับไปครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็บัญญัติไว้เช่นนี้ โดยไม่ได้แก้ไขจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซ้ําในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ ก็ใช้กฎมณเฑียรบาลนี้ ปี ๒๔๖๗ เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กล่าวอ้างในสภาแล้วไปพาดพิงถึง เรื่องกฎมณเฑียรบาลการสืบราชสันตติวงศ์ โดยท่านอาจจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็ตาม แต่เรื่องนี้ กระทบกระเทือนครับ ผมเรียนว่าการพิจารณาในสภาหยิบยกเรื่องใดท่านต้องมีข้อมูล เพียงพอนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานวินิจฉัยถอนเรื่องนี้ออกไปครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ข้อมูล ผมอภิปรายชัดเจน รัฐธรรมนูญหมวด ๒ มาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๕ ขัดกับกฎมณเฑียรบาล หมวด ๖ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๘ ชัดเจน ข้อมูลชัดเจนครับ ทดสอบได้ ประเด็นการแต่งตั้ง ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้นที่ผมอภิปราย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านคํานูญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวดพระมหากษัตริย์ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการจะขัดกับกฎมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ หรือไม่ กระผมยังไม่สามารถที่จะตอบได้ในตอนนี้ แต่อยากจะขอเรียนข้อมูลเท่าที่ ได้เคยศึกษามาว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ตรงกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทุกตัวอักษรไม่ได้แก้ไขแม้แต่ตัวอักษรเดียวเลยครับ นอกจากนั้นที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวดพระมหากษัตริย์ทั้งหมวดตั้งแต่มาตรา ๘ ถึง มาตรา ๒๕ ลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หมวดพระมหากษัตริย์ มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ทุกตัวอักษร แม้แต่เลขมาตรา ก็ยังเหมือนกัน โดยเฉพาะที่กระผมตรวจสอบไปเฉพาะเวลาอันจํากัดนี้ ไม่เฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่บัญญัติไว้เช่นนี้ ย้อนไปดูรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๗๕ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๔๙๕ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๓ ล้วนบัญญัติหลักการไว้เหมือนกันมีแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เพียงตัวอักษร และการแบ่งวรรค รวมทั้งเลขมาตราเท่านั้น พูดง่าย ๆ ครับท่านประธานว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ ที่ให้ กําเนิดตําแหน่งองคมนตรีได้บัญญัติกรณีผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์นี้ไว้เหมือนกันทั้งหมด อันนี้เป็นประเด็นที่กระผมยืนยันได้เพราะว่าได้เคยศึกษาเรื่องนี้แล้วก็บันทึกไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา

ส่วนประเด็นที่สมาชิกกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญเหล่านี้ขัดกับกฎมณเฑียรบาลนั้น กระผมยังไม่สามารถจะตรวจสอบได้ในขณะนี้ เพียงแต่ขอยืนยันว่าเป็นมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ ทั้งหมดตั้งแต่มีนวัตกรรมตําแหน่งองคมนตรีกําเนิดขึ้นในรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดเป็นเรื่องเดียวกัน หรือเปล่าครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่นะครับ สําหรับประเด็น ที่ท่านขจิตรอภิปรายสักครู่นี้เป็นความรับผิดชอบของผู้อภิปราย เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่มีการ พูดกันไปมาในเรื่องนี้ได้มีการบันทึกไว้ทั้งหมดแล้วนะครับ ก็เป็นความรับผิดชอบของทุกท่าน ที่ได้เอ่ยพูดมานะครับ ผมก็วินิจฉัยแค่นี้ครับ ท่านสุรชัย เชิญครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กระผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วผมเห็นว่าท่านยังชี้แจงไม่ครบถ้วน สมบูรณ์สําหรับประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายว่าบทบัญญัติหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นขัดกับกฎมณเฑียรบาลปี ๒๔๖๗ ผมขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง โดยเฉพาะข้อกล่าวอ้างต่อประเด็นมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๔ ของหมวด ๒ ในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นหมวดซึ่งว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แล้วก็เป็นบทบัญญัติมาตรา ที่พูดถึงเรื่องของการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ผมขออนุญาตกราบเรียน เพิ่มเติมแทนกรรมาธิการอย่างนี้ครับว่าไม่ขัดกับกฎมณเฑียรบาล ปี ๒๔๖๗ ถ้าเพื่อนสมาชิก ที่ได้กล่าวอ้างประเด็นนี้ขึ้นมาจะได้กรุณาศึกษากฎหมายให้ละเอียดนั้นจะเห็นได้ครับว่า กฎมณเฑียรบาลในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๘ ปี ๒๔๖๗ ที่ท่านกล่าวอ้างนั้นเป็นกฎที่ว่าด้วย การแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการต่างพระองค์ แต่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้นพูดถึงเรื่อง การแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งไม่เหมือนกันนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่า เมื่อเราพูดถึงการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการต่างพระองค์นั้นจะเป็นการที่เราพูดถึง กรณีที่พระมหากษัตริย์ยังทรงพระเยาว์อยู่ คืออายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีครับ วิธีการแต่งตั้ง ผู้สําเร็จราชการต่างพระองค์ก็จะต้องเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล ปี ๒๔๖๗ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งกราบเรียนแล้วครับว่าก็ยกข้อความจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในหมวด ๒ ซึ่งว่าด้วยพระมหากษัตริย์มาทั้งหมด พูดถึงกรณีการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ นั่นหมายความว่าเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ ไม่ประทับอยู่ในประเทศไทย หรือประทับอยู่ในประเทศไทยแต่ไม่ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็จะมีความจําเป็นในการตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ในกรณีนี้ก็เป็นไปตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ก็คือกําลังอยากจะชี้แจงว่าทั้ง ๒ กรณีนี้เป็นต่างกรณีกัน เพราะฉะนั้นบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ในหมวด ๒ ที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะ ในบทบัญญัติของมาตราที่พูดถึงการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์นั้นมิได้ขัดกับ กฎมณเฑียรบาล ปี ๒๔๖๗ ซึ่งเป็นกฎที่ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการต่างพระองค์ครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ของท่านบุญยอดเรื่องคล้าย ๆ กันไหมครับ ท่านกรรมาธิการจะรวมตอบไหมครับ เดี๋ยวท่านบุญยอดจะถามอีกเหมือนกัน ใช่ไหมครับ จะถามในประเด็นที่ท่านชี้แจงเมื่อกี้ใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขอคํายืนยันจาก ประธานคณะกรรมาธิการชัดเจนอีกครั้งหนึ่งครับว่า ท่านใช้คําว่าไม่กระทบพระราชอํานาจ คําถามผมคือว่าอย่างเช่นมาตรา ๑๙๓ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตําแหน่ง เว้นแต่กรณีที่พ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย อย่างนี้ยังอยู่ ใช่หรือไม่ ยังอยู่ในหมวดพระมหากษัตริย์อย่างที่ท่านพูดไว้ และไม่กระทบต่อพระราชอํานาจ ใช่หรือไม่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ท่านไพจิตมีอะไรครับ เชิญครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อท่านสมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติ ได้อภิปรายแล้วกรรมาธิการก็ได้ตอบแล้ว จะชัดในถ้อยกระทงความแค่ไหน อย่างไร ไม่มี ท่านผู้ใดจะต้องไปซักไซ้จนตอบในทุกประเด็น ก็จะเป็นประเด็นที่จะต้องขอมติได้แล้วครับ ท่านประธาน ผมไม่อยากให้ยืดเยื้อไปกว่านี้ครับ ขอให้เคร่งครัดโดยข้อบังคับนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการจะมี เพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ กราบเรียนท่านประธานไปยัง เพื่อนสมาชิกครับว่า คําว่าไม่ให้แตะหมวดพระมหากษัตริย์นี่นะครับ หมวดพระมหากษัตริย์ ก็ตั้งแต่มาตรา ๘ ไปจนถึงสิ้นสุดก็คือมาตรา ๒๕ ส่วนอื่นที่เป็นพระราชอํานาจซึ่งเป็น กระบวนการในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ผมมั่นใจว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านก็มีความจงรักภักดี เป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ไม่มีใครหรอกครับที่จะไปลิดรอนพระราชอํานาจครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็ชัดเจนกันทุกฝ่ายแล้ว ผมขอลงมตินะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบเพื่อทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกเข้าห้อง ประชุมเพื่อลงมตินะครับ เมื่อท่านสมาชิกเข้ามาห้องประชุมแล้ว โปรดกดแสดงตนด้วยครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ขณะนี้มีสมาชิกในห้องประชุม ๓๕๓ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ

ผมขอมติอย่างนี้นะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข หากท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ คือพูดง่าย ๆ ว่าเห็นด้วยกับร่างที่ได้รับ การแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการโปรดกด เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ กด ไม่เห็นด้วย นะครับ เชิญลงคะแนนด้วยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงคะแนนครับ ทุกท่านลงแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอผลครับ จํานวนผู้อยู่ในห้องประชุม ๔๐๑ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๓๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖๒ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขแล้วนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๑๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และผู้สงวนคําแปรญัตติ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มีท่านผู้ใดจะอภิปรายไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

หากไม่มีผมขอลงมตินะครับ

(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบเพื่อทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

โปรดกดแสดงตนด้วยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ขณะนี้องค์ประชุม ๓๕๒ ท่าน องค์ประชุมครบนะครับ

เดี๋ยวผมขอให้ลงมตินะครับ หากท่านเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ ให้กด เห็นด้วย หากไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการกด ไม่เห็นด้วย เชิญท่านลงมติครับ หากไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ กดไม่เห็นด้วย นะครับ เชิญลงมติครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ออกเสียง ลงมติไหมครับ ไม่มีนะครับ ปิดการลงมติครับ ขอผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๔๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๕ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการนะครับ

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราก็ใช้เวลามาพอสมควรแล้ว ผมขอปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ

เลิกประชุมเวลา ๐๑.๔๑ นาฬิกา

ของวันพุธที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕