รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องสิทธิของสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์กรตุลาการ และไม่มีเจตนานิรโทษกรรมบุคคลใด โดยมีความเห็นว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ แทนที่จะให้รัฐสภาวินิจฉัย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในบทบัญญัตินี้ก็กราบเรียนนะครับว่าที่ผมแปรญัตตินี่ ผมกําลังจะเปิดโอกาสให้สภาแห่งนี้ลบข้อครหาว่าที่กําลังถึงขั้นลงทุนลบล้างรัฐธรรมนูญ ที่เราใช้อยู่ทั้งฉบับ ทํากระบวนการเลือก สสร. ใช้งบประมาณมากมายมหาศาล รวมทั้ง การจัดทําประชามติ จุดมุ่งหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพื่อที่จะไปลบล้างอํานาจตุลาการในอดีต เพื่อผลประโยชน์ของคนบางคน หรือบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินของฝ่ายตุลาการ และจะไม่ไปก้าวล่วงถึงอํานาจของฝ่ายตุลาการก็ดี องค์กรตรวจสอบอํานาจรัฐก็ดีเพื่อที่จะ ทําให้เกิดสภาพของความเป็นเผด็จการในคราบประชาธิปไตยในอนาคต ถ้าท่านเห็นด้วยกับ การแปรญัตติของผม ความขัดแย้งที่อาจจะมีเกี่ยวข้องกับการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีครับ ท่านประธานครับ เราลงมติวาระที่สามเมื่อไร เราเดินออกจากห้องประชุมแห่งนี้ สภาแห่งนี้ด้วยความสบายใจ ใครก็มาพูดไม่ได้ว่ากําลังจะไปจัดทํารัฐธรรมนูญ แล้วไปกระทบ สถาบันพระมหากษัตริย์ ใครก็มาพูดไม่ได้ว่ากําลังจะจัดทํารัฐธรรมนูญแล้วจะไปกระทบ ความเป็นรัฐเดี่ยว การจะมีองค์กรที่เป็นองค์กรที่ใช้อํานาจอธิปไตยที่ตรวจสอบถ่วงดุลกัน อย่างเหมาะสม ใครจะไปพูดไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญที่กําลังทําขึ้น กําลังจะไปยึดอํานาจของศาล องค์กรอิสระมา และใครก็จะไปพูดไม่ได้ครับว่าทําเรื่องทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะนิรโทษกรรมให้กับคนบางคน บางกลุ่ม เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของสภาแห่งนี้ที่จะปลดเงื่อนไข ที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นความขัดแย้งใหม่ในสังคม ผมถามง่าย ๆ ว่าท่านกรรมาธิการท่านมีเหตุผลอะไรที่ไม่รับ ข้อเสนอข้อนี้ ท่านไม่มีสิทธิตอบ ผมย้ํานะครับ ท่านไม่มีสิทธิตอบว่าไม่ต้องเขียน เป็นเรื่อง ของ สสร. ไปว่ากันไป เพราะกรณีของหมวดพระมหากษัตริย์ท่านได้เขียนแล้ว ท่านต้องตอบ อย่างเดียวว่าท่านไม่เห็นด้วย เพราะท่านคิดใช่ไหมละครับว่าจะเปิดทางให้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ไปทําสิ่งเหล่านี้ได้ แล้วเมื่อท่านตอบสภาก็จะได้วินิจฉัย ประชาชนก็จะได้จับตาดูว่า เสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้กําลังจะเปิดทางให้มีการแทรกแซงองค์กรตุลาการ องค์กร ตรวจสอบอํานาจรัฐ หรือมีวาระซ่อนเร้นในเรื่องการนิรโทษกรรมหรือไม่ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ พวกกระผมได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทําได้ อยากจะแก้ไขใหญ่ทําได้ ขอให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ขอให้เป็นไปเพื่อการ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ขอให้เป็นไปเพื่อสนับสนุนทิศทางการปฏิรูปและขอให้เป็นไป เพื่อประโยชน์ในเรื่องของความปรองดอง เพียงแค่ท่านเห็นชอบกับคําแปรญัตตินี้ครับ ผมว่าเราได้สิ่งนี้ แต่ถ้าท่านปฏิเสธ เป็นการตอกย้ําครับว่าท่านไม่กล้า ไม่กล้าที่จะยืนยันกับ ประชาชนคนไทยว่าจะไม่ไปแทรกแซงตุลาการ ไม่ไปแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอํานาจรัฐ ไม่ไปนิรโทษกรรม เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของสภาในเรื่องนี้จะเป็นตัวฟ้องประชาชนว่า ทั้งหมดที่จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นทําเพื่ออะไร หรือทําเพื่อใคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเหลืออีก ๑ วรรคครับ ที่ได้มีการแปรญัตติ นั่นก็คือในวรรคท้าย ซึ่งทางร่างของรัฐบาลและกรรมาธิการบอกว่ากรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าหรือเป็นไปตามวรรคหก ขอโทษครับ ของทางกรรมาธิการ ตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ผมได้แปรญัตติว่าในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าหรือมิเป็นไปตามวรรคหกและวรรคเจ็ด ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าความแตกต่างอยู่ที่ทางกรรมาธิการ บอกว่าถ้าไปทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วไปกระทบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปกระทบรูปของรัฐ ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวด พระมหากษัตริย์ ให้สภาเป็นคนชี้ขาดว่าไปทําอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าใช่ ตกไป ถ้าไม่ใช่ ก็เดินหน้าสู่การประชามติ ความจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้นนะครับว่าก่อนจะมาถึงสภา ท่านประธานใช้ดุลยพินิจก่อนด้วยว่าจะส่งให้สภาวินิจฉัยหรือไม่ แต่ของผม ผมบอกว่า มันไม่ได้หรอกครับ ไม่ได้ก็เพราะว่าวันนี้ทําไมเราจะให้การวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ รัฐสภาโดยเสียงข้างมาก ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นนโยบาย ประเด็นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของ การบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นนี้เป็นเรื่องความชอบโดยรัฐธรรมนูญโดยแท้ว่าที่จัดทํามา ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะเขียนไปหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นตามที่ผมเสนอ นอกจาก เงื่อนไขเหล่านั้นแล้วต้องไปดูด้วยว่าแทรกแซงองค์กรตุลาการหรือไม่ แทรกแซงองค์กรอิสระ หรือไม่ นิรโทษกรรมคน ลบล้างความผิดคนหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้มีกรรมาธิการลุกขึ้นมาชี้แจง บอกมีคนแปรญัตติเสนอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ แล้วก็บอกว่ามันไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในปัจจุบัน เพราะว่าไม่ได้มีบทบัญญัติไหนที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ ต้องให้ที่นี่วินิจฉัย ผมก็ถาม ในทางกลับกันครับ มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตราไหนครับที่บอกว่ารัฐสภา มีอํานาจในเรื่องนี้ มันไม่มีด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ เพราะมันยังไม่มีกรณีที่เกิดเรื่องนี้ แต่ว่า ผมถามท่านประธานโดยสามัญสํานึก และผมถามทุกท่านซึ่งติดตามวิวัฒนาการความเป็นมา เป็นไปของระบบกฎหมายของเรา เรื่องรัฐธรรมนูญและเรื่องของการเมืองนี้ว่าปัจจุบันนี้เวลา เราสงสัยว่าเราเขียนรัฐธรรมนูญไว้หรือเราใช้รัฐธรรมนูญอยู่นี้มีการกระทําก็ดี มีบทบัญญัติ ใด ๆ ก็ดีที่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ เราให้ใครวินิจฉัยครับ เวลาคู่ความต่อสู้กันในศาล ศาลเห็นว่า มีประเด็นรัฐธรรมนูญส่งรัฐสภาไหมครับ เวลามีการตรากฎหมาย มีคนสงสัยว่ากฎหมายขัด กับรัฐธรรมนูญส่งรัฐสภาไหมครับ เวลามีความขัดแย้งเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ เกี่ยวกับองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ส่งรัฐสภาไหมครับ ไม่มีครับ ส่งที่ไหนครับ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติเขียนอยู่ในปัจจุบันว่ากรณีคนไปจัดทํารัฐธรรมนูญและขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นฉบับที่มอบอํานาจให้เขาไปทํานี้ ผมเห็นว่าก็ต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะให้เสียงข้างมาก วินิจฉัย ใช้อํานาจนิติบัญญัติ ไม่ใช่ครับ เป็นอํานาจที่ใกล้เคียงที่สุดกับอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในปัจจุบัน กระผมกราบเรียนครับว่าในมาตราที่คาบเกี่ยวกับมาตรานี้ที่กระผมแปรญัตตินี้ ผมก็เขียนไว้ชัดว่าเมื่อจัดทํารัฐธรรมนูญเสร็จให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียเลย ใช้เวลา ไม่มากครับว่ามีปัญหานี้หรือไม่ เพราะท่านไม่ได้มีส่วนได้เสียทางการเมือง เพราะท่านไม่ได้ มีประเด็นปัญหาที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับความเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่ท่านเป็นผู้ดูแล ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้นมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมก็จึงกราบเรียน ว่าวันนี้ร่างของคณะกรรมาธิการที่เห็นชอบมาไปเอาอํานาจตรงนี้มาอยู่ที่พวกเรา ก็เหมือนกับ เป็นการส่งสัญญาณไว้อยู่แล้วครับว่าต่อไปในอนาคตจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นไปตาม เหตุผลที่สมาชิกฝ่ายรัฐบาลเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาว่าต้องลดอํานาจ ของฝ่ายอื่นอย่างไรครับ เพิ่มอํานาจให้พวกเรากันเอง ผมว่านี่ไม่ใช่การตอบโจทย์ของสังคม ไม่ได้ตอบโจทย์ทางการเมืองของประเทศ ไม่ได้ตอบโจทย์ระบบกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ของประเทศ ผมไม่เห็นด้วย ดังนั้นในวรรคนี้ผมจึงยืนยันครับว่าอํานาจในการวินิจฉัยเรื่องนี้ สมควรจะเป็นของศาลรัฐธรรมนูญและเมื่อจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ ขอบเขตใด ๆ ที่ถูกกําหนดเอาไว้โดยสภาแห่งนี้ ในการตรารัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องได้มีการพิจารณาเรื่องนี้โดยอัตโนมัติ ไม่ต่างจาก พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่เวลาเราทําเสร็จก็ต้องไปผ่านศาลรัฐธรรมนูญก่อนเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ก่อนที่จะมีการนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่มีความสําคัญที่สุดมาตราหนึ่ง การพิจารณาการตัดสินใจในมาตรานี้จะเป็นความแตกต่างระหว่างการปล่อยให้ความกังวล ที่จะมีขึ้นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเป็นชนวนความขัดแย้งกับความสามารถของเราที่จะปลดล็อก ให้หลักประกันความมั่นใจกับประชาชนว่าเรากําลังทํารัฐธรรมนูญเพื่อระบอบประชาธิปไตย จริง ๆ ไม่ใช่เอาคําว่าระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเสื้อคลุมผลประโยชน์และความเป็นเผด็จการ กราบขอบพระคุณครับ