อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรา ๒๙๑/๑๑ และการแก้ไขกรอบเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และยืนยันความขัดแย้งในหมวดพระมหากษัตริย์ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน และเน้นย้ำว่าไม่ควรลบล้างการใช้อำนาจตุลาการในอดีต และไม่ควรนำไปสู่การลบล้างผลการตัดสินของศาลยุติธรรมในคดีความ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๒๙๑/๑๑ ของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ถือได้ว่า เป็นมาตราที่อาจจะเป็นมาตราที่สําคัญที่สุดมาตราหนึ่ง เพราะว่าเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วย เรื่องกระบวนการของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็มีทั้งเรื่องของกรอบเวลา มีทั้งเรื่อง ของการกําหนดขอบเขตหรืออํานาจของผู้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อการถกเถียงในสังคมในปัจจุบันที่ฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันว่า การผลักดัน การแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปเพื่อที่จะให้มีการปฏิรูป การเมือง เป็นไปที่จะให้บ้านเมืองของเรานั้นมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ได้มีการแสดงความวิตกกังวลชัดเจนว่าอาจจะมีการเบี่ยงเบนประเด็นหรือเอาประเด็น ของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเป็นเพียงเครื่องมือกลไกในการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ หรือวาระที่เป็นผลประโยชน์ของส่วนตนหรือพวกพ้อง เพราะฉะนั้นผมต้องขอกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าการแปรญัตติของกระผมในมาตรานี้ ซึ่งมีด้วยกันอยู่ใน ๓-๔ ส่วน รวมไปจนถึงการที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ผมจําเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการอธิบาย แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการอภิปรายออกนอกประเด็นโดยเด็ดขาด สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นแรก ที่ผมจะไม่รบกวนเวลาของทางสภาก็คือ ผมเองนั้นได้แปรญัตติในเรื่องของกรอบเวลา ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตามร่างเดิมนั้นกําหนดไว้ที่ ๑๘๐ วัน ซึ่งกระผมก็เห็นว่า เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป แล้วก็ได้มีการเสนอแปรญัตติว่าทางสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะมีเวลา ๑ ปีนับจากวันที่มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกเพื่อที่จะมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญให้เป็นไปอย่างรอบคอบ เพราะก็ต้องยอมรับนะครับว่าแม้การจัดทํารัฐธรรมนูญ หลายฉบับที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่เรามีประสบการณ์ค่อนข้างมากในการจัดทําหรือแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ แต่บ่อยครั้งเราก็เห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นปัญหา ในทางเทคนิค ในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นความผิดพลาดคลาดเคลื่อนซึ่งเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดีครับ โดยที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการแก้วรรคแรกโดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจาก ๑๘๐ วัน มาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งแม้ว่าจะยังสั้นกว่าระยะเวลาที่ผมได้เสนอคือ ๑ ปี แต่ผมก็คิดว่าอยู่ใน เกณฑ์ที่พอรับได้ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ติดใจในการที่จะอภิปรายในประเด็นนี้ ทีนี้เมื่อลงสู่สาระ ของการจัดทํารัฐธรรมนูญ ผมต้องซักซ้อมความเข้าใจเพราะว่าผมคิดว่าการเขียนมาตรานี้ มันก็จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสิ่งที่จะตามมาได้ ท่านประธานคงจําได้ครับว่าในการอภิปราย หรือในการที่จะมีการถกเถียงกันในเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันก็มีความพยายามในการสร้าง ความเข้าใจ ซึ่งผมคิดว่าทําให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความสับสน ตั้งแต่ว่าที่เรามาพิจารณากัน ครั้งนี้ซึ่งใช้เวลามาเรียกว่านานกว่า ๑๐ วันแล้ว ก็มักจะมีคําพูดว่าแก้ไขเพียงมาตราเดียว แต่เหตุใดจึงได้มีการใช้เวลากันมาก กระผมก็กราบเรียนท่านประธานนะครับทําความเข้าใจ ย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าการแก้ไขมาตราเดียว แต่เป็นการเปิดทางไปสู่การรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะฉะนั้นไม่เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าการอภิปรายของสมาชิกจึงจะต้องมีประเด็น มีความห่วงใยต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างมาก เพราะมันไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตราเดียว และจบสิ้นกระบวนการของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่มันแก้มาตราเดียวเพื่อแก้ไขหรือเรียกว่ารื้อทุกมาตรา และเขียนกติกาสูงสุดของสังคม เป็นฉบับใหม่ ที่สําคัญที่สุดครับ กระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญที่ว่านี้เมื่อร่างแก้ไข เพิ่มเติมผ่านไปแล้ว ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การมีการเลือก สสร. ไปจนถึงการที่ สสร. ใช้เวลา ๒๔๐ วัน ตามมาตรานี้จัดทํารัฐธรรมนูญเสร็จก็จะเข้าสู่กระบวนการของการจัดทําประชามติ นี่คือ ตามร่างที่มีการเสนอเข้ามา แล้วเป็นร่างที่คณะกรรมาธิการเห็นชอบนะครับ ท่านประธาน จะเห็นได้ว่าพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภาผ่านจากขั้นตอนการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม ในช่วงนี้ไปแล้วบทบาทของเราหมดนะครับในเรื่องนี้ เราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติม หรือมีส่วนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้อีกเลย ยกเว้นในกรณีเดียวตามร่างของกรรมาธิการ ก็คือกรณีที่ท่านประธานเห็นว่ามีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นมาใหม่นั้น มีผลเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐหรือมีการแก้ไขเพิ่มเติมในบางหมวดหรือไม่เท่านั้นเอง ผมย้ําตรงนี้นะครับ
ประการที่ ๑ ก็เพื่อจะบอกว่าความจริงแนวคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่เป็นแนวคิด ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันมา จะเห็นได้ว่าตอนจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แม้มี สสร. แต่ก็ให้ สสร. นําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกลับมาพิจารณาที่สภานี้ ร่างของพรรคชาติไทยพัฒนา กระผมก็เข้าใจว่ายึดถือตามแนวทางที่เคยปฏิบัติเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๓๙ ถ้าท่านประธาน จําได้นะครับ วันนั้นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งต่อมาก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เข้ามา อภิปรายในสภานี่ ทั้งฉบับอภิปรายไป ๑ วัน ยังไม่เลยคําปรารภเลยครับ เพื่อนสมาชิก ความจริงส่วนใหญ่นั่งอยู่ในซีกโน้นที่เคยสังกัดพรรคความหวังใหม่ อภิปรายใช้เวลาของสภา ทั้งวันทักท้วงว่ามีจุดไข่ปลาอยู่ที่คําปรารภ นั่นคือประวัติศาสตร์ กระผมถึงกราบเรียนว่าวันนี้ ที่ต้องพูดกันมากนี่ เพราะเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นไม่กลับมาที่นี้อีกแล้ว ถ้าเป็นไปตามสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้เขียนเอาไว้ ซึ่งต้องย้ํากับท่านประธานนะครับว่า ในรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งปรากฏในหมวด ๑๕ คือมาตรา ๒๙๑ ในปัจจุบันนั้นถือว่าเรื่องนี้เป็นอํานาจของรัฐสภาอย่างชัดเจน สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าที่กระผมต้องใช้เวลาในการพูดลงไปถึงเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ เพราะรัฐธรรมนูญที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้เปรียบเสมือนการขอให้รัฐสภามอบอํานาจ ให้ สสร. ไปจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วสมาชิกรัฐสภาก็จะมีสิทธิในการที่จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งเท่านั้นในการที่มีการไปจัดทําประชามติ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นว่าสิ่งที่เราทักท้วงหรือแปรญัตติเพิ่มเข้ามาในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของผมหรือเพื่อนสมาชิกอีกจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในวรรคหก และวรรคเจ็ดมันจึงเป็นเนื้อหาที่ต้องพูดกันเดี๋ยวนี้ ด้วยเหตุด้วยผลแล้วก็แจกแจงกัน พอสมควรว่าที่มาที่ไปของข้อเสนอนั้นคืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนที่ผมได้อภิปราย ในวาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของคําแปรญัตติของผมมีความพยายามจากทางรัฐบาลที่จะชี้แจง ว่าเรื่องนี้ไม่ต้องพูดกัน ถ้าจะไปเขียนถึงขอบเขตว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไรนั้น มันเป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเองผมยืนยันครับว่าที่บอกว่าไม่ควรจะมีการไปแก้ไข เพิ่มเติมในบางหมวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดพระมหากษัตริย์ต้องเขียนเอาไว้ วันนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งตอนแรกก็ท้าทายผมว่าให้มาโต้กันในเรื่องข้อกฎหมาย แต่สุดท้ายท่านก็บอกว่าท่านก้านหูอักเสบไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ก็ไม่ได้ตอบคําถามผม แต่ท่าน ยืนยันว่าของพวกนี้ไม่ต้องเขียน เพราะเป็นเรื่อง สสร. แค่กรอบที่เขียนเอาไว้ว่ารัฐธรรมนูญ จะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐนั้นเพียงพอแล้ว ซึ่งกระผมก็บอกว่าความจริงถ้อยคํา ตรงนี้ มันก็ถูกล็อกเอาไว้โดยมาตรา ๒๙๑ ในปัจจุบันอยู่แล้ว
ประเด็นแรก วันนี้ที่ผมจะต้องชี้แล้วส่วนหนึ่งก็ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการ ก็คือท่านยอมรับแล้วครับว่าจริง ๆ การกําหนดขอบเขตว่ารัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นจะเขียน อย่างไร จะแก้ จะรื้อ หรือจะคงอะไรไว้ เขียนในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่ได้ มิฉะนั้นแล้วท่านก็คงไม่เพิ่มข้อความเข้ามาว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ซึ่งบอกว่าจะกระทํามิได้ ท่านประธานเห็นไหมครับ การพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้คือการที่เรากําลังบอกว่าเรากําลังจะมอบอํานาจให้ สสร. ไปจัดทํา รัฐธรรมนูญ แต่โดยที่อํานาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ณ ขณะนี้ปัจจุบันนี้เป็นอํานาจ ของเรา เราย่อมมีสิทธิที่จะบอกกับ สสร. ได้ว่าถ้าจะไปจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นอะไรบ้างที่แก้ได้ เขียนใหม่ได้ อะไรบ้างที่ต้องคงไว้ วันนี้กรรมาธิการยอมรับหลักการนี้แล้ว ผมก็ขอขอบคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ท่านได้แสดงเจตนารมณ์ที่บอกว่าไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามครับการแก้ไขของท่าน ในวรรคนี้กับคําแปรญัตติของผมนั้นยังมีความแตกต่างในนัยสําคัญ และผมอยากกราบเรียน ทั้งสอบถาม แล้วก็ต้องอยากที่จะฟังเหตุผลว่ามีข้อที่จะมาหักล้างอย่างไร ผมได้แปรญัตติไว้ อย่างนี้ครับ ให้นําบทบัญญัติในหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาบรรจุในรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่โดยไม่มีการแก้ไข ความต่าง มีอะไรบ้างครับ
ข้อแรก กระผมบอกว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้มันไม่เหมือนกับในอดีต ประเทศไทยจัดทํารัฐธรรมนูญมาก็หลายครั้งมาก ๆ แต่ในการจัดทํารัฐธรรมนูญหลายครั้งนี่ บางเรื่องไม่เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือโต้แย้งกันทางสังคม แต่วันนี้ ท่านประธานทราบดีว่าบรรยากาศวันนี้ไม่ใช่ ถ้าจําได้ตอนที่เราคิดจะเขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่ ทั้งฉบับในปี ๒๕๓๙ ที่ออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะไม่ต้องมีสมาชิกรัฐสภาคนไหนเลย ขึ้นมาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ แต่ว่าสถานการณ์วันนี้ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีคนเสนอ จะมีคนหยิบยกขึ้นมาจุดประเด็น ในสังคม วันนี้ดูจะหยิบยกขึ้นมาหมดในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนสําคัญ ที่ทําให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยกที่รุนแรง เมื่อเป็นเช่นนี้คําถามแรกที่ผมจะต้อง ถามทางคณะกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของผมก็คือว่า ในกรณีหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญนี่ครับ ท่านมีความคิดว่า สสร. น่าจะไปพิจารณาแก้ไขในประเด็นไหนครับ
มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้
มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข
มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น ประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
ผมเอาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ แล้วก็ไล่มาเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ในมาตรา ๔ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายไปแล้ว การเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งจะทําให้มีบทบัญญัติกฎหมายอื่น ๆ มาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และในประเด็น ที่ว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใดก็ให้เป็นไปตามประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือมาตรา ๗ ๗ มาตรา เท่านั้นเอง ท่านอยากจะให้ สสร. มาถกเถียงกันหรือครับ มาตราไหนครับ ๑-๗ ประเทศไทย แบ่งแยกมิได้ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อํานาจอธิปไตยใช้ผ่าน ๓ ฝ่าย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับการ คุ้มครองจากรัฐธรรมนูญโดยเสมอกัน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และถ้าไม่มีบทบัญญัติใด ก็ให้ใช้ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตอบผมหน่อยสิครับ ในเมื่อท่านพร้อมที่จะเขียนว่าหมวดพระมหากษัตริย์แก้ไขมิได้ ผมถามว่า แล้วทําไมหมวดนี้ท่านถึงคิดว่าควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีทําไมไม่เขียนให้เป็น หลักประกัน ซึ่งมีความสําคัญทั้งหมวด ๑ และหมวด ๒ แล้วผมระมัดระวังมากนะครับเรื่องนี้ ผมทราบดีว่าที่มีการพยายามเสนอแก้ไขจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สาเหตุหลักที่อ้างก็อ้างว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ผมเห็นทุกฝ่ายบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นประชาธิปไตย ผมจึงแปรญัตติอย่างไรครับ บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเขียนขึ้น ยกเอาทั้งหมวด ๑ และหมวด ๒ ของปี ๒๕๔๐ มาไว้เลย กรรมาธิการมีข้อขัดข้องอะไรครับ ช่วยตอบผมหน่อย
ประเด็นถัดมาที่เกี่ยวกับมาตรานี้ นั่นก็คือว่าในขณะที่ท่านเขียนถึงหมวด พระมหากษัตริย์ว่าแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ ซึ่งผมก็มีเจตนาที่ได้ผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่วาระที่หนึ่ง แล้วท่านก็ยอมรับแล้วว่าเป็นสิ่งที่พึงเขียนได้ ผมจะเขียนไม่เหมือนกับท่านครับ ผมเขียนว่า ให้นําบทบัญญัติ หมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาบรรจุในรัฐธรรมนูญ ที่จัดทําขึ้นใหม่โดยไม่มีการแก้ไข ท่านอาจจะถามว่ามันเป็นเรื่องถ้อยคําหรือเปล่า แต่ผมกําลัง จะสอบถามท่านว่าที่ท่านเขียน ที่เพิ่มเติมเข้าไปใหม่ แก้ไขใหม่ บอกว่าเปลี่ยนแปลง แก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ คําถามก็คือว่ากระบวนการ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน มันเป็นกระบวนการอะไรกันแน่ มันไม่ใช่กระบวนการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว มันเป็นกระบวนการของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงไม่เข้าใจว่าทําไมถ้อยคําที่ท่านเลือกใช้ไปพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะถึงวันนั้นพอรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะใช้ ที่ท่านอ้างอิงถึงมันก็ไม่มี ทําไมท่านไม่เขียนอย่างที่ผมเขียนละครับว่าในการจัดทําใหม่ ซึ่งท่านแก้ไขเป็นหมวดเรื่อง ของการจัดทําใหม่ สาระของรัฐธรรมนูญที่จัดทําใหม่ให้เขียนว่าอย่างไร ผมเกรงว่ามันจะมี ความขัดแย้งในตัวไหมครับว่าตกลงท่านแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือท่านจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ถ้าท่านจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปเขียนเรื่องเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันจะต้อง ตีความว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันนะครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นหัวใจประการหนึ่ง ผมผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ซึ่งกังวลกันว่าจะมีความพยายาม ในการจุดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์ขึ้นมา ผมจึงเสนอว่าหมวด ๑ หมวด ๒ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เอามาใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ การต่อสู้ผลักดันในเรื่องนี้ ที่พูดกันมาประเดี๋ยวจะมีคนบอกว่าเป็น เพราะเราจินตนาการกันไปเองหรือเปล่าก็เลยต้องมาเขียน กรรมาธิการมาแก้ไว้ด้วย ความสบายใจ ผมบันทึกเอาไว้นะครับให้ท่านประธานทราบ ในวันที่ผมไปชี้แจงการแปรญัตติในมาตรานี้ในวรรคนี้มีกรรมาธิการท่านหนึ่งในซีกของรัฐบาล หลังจากที่มีคําชี้แจงของท่านประธานบอกว่าทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าไม่ต้องมีการแก้ไข หมวดพระมหากษัตริย์นี้ มีกรรมาธิการท่านหนึ่งได้ขอพูดเอาไว้ว่าไม่ใช่ทุกคน เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนยืนยันว่าเนื่องจากเป็นการแก้ไขมาสภายังไม่ได้ลงมติ ผมอยากจะเห็นการลงมติ ในเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้มีการแก้ไขอย่างหนักแน่น เพราะลําพังที่ผมไปชี้แจงในกรรมาธิการ ก็บ่งบอกว่ายังมีความคิดจากคนบางกลุ่มบางส่วนที่จะทําให้เรื่องนี้กลายเป็นปมความขัดแย้ง ในสังคม ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพ เมื่อผ่านจาก การแปรญัตติในเรื่องของหมวดบททั่วไป แล้วก็พระมหากษัตริย์ในวรรคถัดมา ผมจึงต้องการ ที่จะเพิ่มในเรื่องของเนื้อหาสาระหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นใหม่นั้น ซึ่งเมื่อคณะกรรมาธิการยอมแก้ไขในวรรคห้าหรือวรรคก่อนหน้านี้แล้ว ก็แปลว่าท่านยอมรับ หลักการว่าการกําหนดขอบเขต การจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ โดย สสร. สามารถทําได้โดยมติ และการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมจึงขอเพิ่มว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่ ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และต้องไม่มีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต การแปรญัตติวรรคนี้ ผมขอแบ่งเป็น ๒ ส่วนที่จะมีการอภิปรายชี้แจง
ส่วนแรก ก็คือปัญหาความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ และองค์กรตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมถึงต้องเขียนเรื่องนี้ ผมกราบเรียนเบื้องต้น ก่อนว่าวันนี้มีความสับสนที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องของประชาธิปไตย จะมีคําพูด ที่พยายามจะโน้มน้าวให้สังคมมองว่าสังคมหรือระบบที่เป็นประชาธิปไตยนั้นจะต้องเป็นเรื่อง ของกระบวนการการเลือกตั้งเท่านั้น ที่สําคัญที่สุดก็คือตรงนี้ทําให้มีความพยายามในการที่จะ ให้คนมองข้ามไปว่าในกระบวนการประชาธิปไตยนั้นซึ่งการเลือกตั้งเป็นหัวใจในการได้ผู้มา ใช้อํานาจการบริหาร ผลักดันนโยบายและกําหนดทิศทางของประเทศตามเจตนารมณ์ของ ประชาชนตามรัฐธรรมนูญนั้น มันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น ขณะเดียวกันหลักการสําคัญของประชาธิปไตยก็คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ของประชาชน ซึ่งไม่ใช่การใช้อํานาจในทางบริหารหรือทางนิติบัญญัติเท่านั้น คือการออกกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมายโดยฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่หัวใจที่จะอํานวยให้เกิดความยุติธรรม ความเสมอภาคภายใต้กฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพก็คือการมีอํานาจของฝ่ายตุลาการ และการมีการใช้องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเข้ามาประกอบ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ทุกประเทศครับ จะถือหลักความสําคัญของความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านี้ เพราะลําพัง การมีอํานาจตุลาการองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนี้ ถ้าไม่เป็นอิสระมันไม่เป็นประชาธิปไตย มันไม่เป็นหลักการหรือหลักประกันของความเป็นประชาธิปไตยได้ มีศาล จะศาลเดี่ยว ศาลคู่ ศาลพิเศษ มีองค์กร จะเป็น ป.ป.ช. กกต. หรืออะไรก็ตามครับ ถ้าต้องอยู่ภายใต้อาณัติ การควบคุม การแทรกแซง การครอบงําของผู้ที่มีอํานาจในทางฝ่ายบริหารแล้วมันไม่เป็น ไปตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย เพราะการวินิจฉัยถูก ผิด ถูก ผิด ตามกฎหมาย อะไรชอบ อะไรไม่ชอบ ถ้าถูกครอบงํา แทรกแซง ก้าวกายได้โดยฝ่ายบริหารก็จะกลายเป็น เพียงความยุติธรรมของคนที่มีอํานาจ คนผิดก็อาจจะไม่ผิดหากว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอํานาจ คนไม่ผิดก็ถูกกลั่นแกล้งได้เพราะว่า อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้มีอํานาจ อันนี้เป็นตัวชี้วัดสําคัญตัวชี้วัดหนึ่งนะครับว่าสังคมเป็น หรือไม่เป็นประชาธิปไตย ตุลาการนั้นถ้าพูดถึงระบบศาลยุติธรรมของเรา กระผมยอมรับครับ และผมเชื่อว่าบุคคลในวงการตุลาการก็ยอมรับว่ายังไม่สมบูรณ์ ยังมีจุดอ่อน ยังมีจุดที่จะต้อง มีการปรับปรุงแก้ไข แต่ท่านประธานจะเห็นนะครับเวลาเขาไปสํารวจความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความมั่นใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจในองค์กรต่าง ๆ ในสังคม ผมก็เห็นทุกครั้งองค์กรตุลาการได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่นอยู่ในอันดับที่ ๑ หรืออันดับต้น ๆ เสมอมา เพราะอะไรครับ เพราะเขาเป็นอิสระ เขาไม่ตกอยู่ภายใต้กระแส เขาไม่ตกอยู่ภายใต้ อาณัติของบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดซึ่งมีอํานาจอยู่ในขณะนั้น ๆ แล้วระบบที่เราทํากันมา จึงมีระบบที่เป็นผู้พิพากษาอาชีพ มีระบบการสอบเข้า มีระบบการก้าวหน้าซึ่งเป็นไปตาม ระบบของราชการฝ่ายตุลาการ เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ในเชิงระบบ แต่ในครั้งนี้มันถูก หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น แล้วผมก็เห็นว่าวันนี้มันอันตรายครับ ถ้าเราไปสรุปว่าจะจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อ้างว่าจะทําให้เป็นประชาธิปไตยจะต้องไปก้าวก่ายแทรกแซง ดุลอํานาจตรงนี้ของฝ่ายตุลาการ ผมว่าอันตราย ไม่เป็นประชาธิปไตยครับ เพราะจะนําไป สู่ระบบของการรวบอํานาจที่เกิดขึ้น องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเช่นเดียวกันครับ พัฒนาการของประเทศไทยชัดเจนมากครับ เราต้องการที่จะทําให้องค์กรเหล่านี้มีความเป็น อิสระมากขึ้น สมัยก่อนเราไม่มีศาลรัฐธรรมนูญครับ เรามีตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบ ไปด้วยประธานสภา หรือบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอยู่กับฝ่ายการเมือง สุดท้ายเขาก็บอกว่า เอาองค์กรแบบนี้มาเชื่อมโยงกับการเมือง มาวินิจฉัยว่าถูกผิดตามรัฐธรรมนูญก็กลายเป็น ถูกผิดตามความต้องการของฝ่ายที่ถืออํานาจในขณะนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงให้ มีศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระ สมัยก่อนองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในเรื่องการทุจริต เริ่มต้นมาจาก ปปป. อยู่สํานักนายกรัฐมนตรีครับ ถูกสบประมาทว่าเป็นเสือกระดาษบ้าง มีความรู้สึกว่าในที่สุดเอาจริงเอาจัง ลงโทษ โดยเฉพาะนักการเมืองแทบไม่ได้เลย ก็ต้องไป คิดค้นกันจนกระทั่งมีการพัฒนา ป.ป.ช. ขึ้นมา แล้วก็มีอํานาจในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต มาจนถึงการตรวจสอบพวกเราในปัจจุบันครับ ในเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และผมก็ถือว่ามี ป.ป.ช. มีศาลรัฐธรรมนูญ ก็แทบจะเป็นยุคแรกเลยนะครับ ที่เราเห็นนักการเมืองไทยถูกลงโทษโดยองค์กรเหล่านี้ สมัยก่อนรัฐบาลจะไปใช้อํานาจขัดต่อกฎหมาย กระทบกับสิทธิของพี่น้องประชาชนอาจจะ มีคณะกรรมการร้องทุกข์ ก็ยังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ไม่ไปไหนครับ จนกระทั่งมีแนวคิดให้ มีศาลปกครองขึ้นมา ท่านประธานจะเห็นครับ ผมไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ในเรื่องการบรรยาย ทุกองค์กรนะครับ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี ท่านประธานทราบดี กกต. ก็ดี คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนก็ดี ไปจนถึงแนวคิดที่จะต้องมีองค์กรอิสระเรื่องสิ่งแวดล้อม องค์กรอิสระเรื่อง ผู้บริโภค เหล่านี้เข้ามาเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประเด็นครับ โจทย์ในวันนี้ คือถ้ามันมีปัญหาเรื่องดุลอํานาจมันเป็นดุลอํานาจที่ผิดเพี้ยนในลักษณะไหน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีเจตนารมณ์ในเรื่องนี้ดีมาก แต่สุดท้ายถ้าท่านไปดูการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคจะได้พบถึง ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับความพยายามเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงดุลอํานาจตรงนี้ แล้วจึงเป็น ที่มาของวิกฤติมากมายเหมือนกับที่ คอป. ได้เขียนเอาไว้ว่าต้นตอความขัดแย้งปัญหาวิกฤติ ทางการเมืองปัจจุบันเริ่มต้นจากการสูญเสียหลักนิติรัฐนิติธรรมในคดีซุกหุ้นภาคหนึ่ง การแทรกแซง ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. วุฒิสภาอะไรทั้งหลาย คือที่มาของวิกฤติ ซึ่งนําไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งนํามาสู่การเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมมั่นใจนะครับวันนี้ ถ้าท่านไปถามพี่น้องประชาชนว่านักการเมืองมีอํานาจมากเกินไปหรือองค์กรที่ตรวจสอบ นักการเมืองมีอํานาจมากเกินไป ผมมั่นใจครับว่าประชาชนจะตอบว่าเขามองว่านักการเมือง ยังมีอํานาจมากไป ตรวจสอบยาก เอาผิดยาก หาความรับผิดชอบยาก แต่ที่กําลังมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตรงนี้ครับ มันมีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนดุลอํานาจสวนทางกับสิ่งที่ ผมเชื่อว่าเป็นความรู้สึกของประชาชน นั่นก็คือกลับบอกว่าเวลานี้องค์กรตุลาการ องค์กร ตรวจสอบมีอํานาจมากไปนักการเมืองต้องมีอํานาจมากกว่านี้ รับผิดชอบต่อองค์กรเหล่านี้ น้อยกว่านี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพยายามอภิปราย ปรากฏว่ามีเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ลุกขึ้นมาประท้วงบอกว่าจินตนาการ หวาดระแวง มองโลกในแง่ร้ายเหมือนกับไปใส่ร้ายป้ายสี ว่ามีคนที่มีความคิดที่จะไปก้าวก่ายอํานาจตุลาการ หรือการใช้อํานาจขององค์กรที่ตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ได้แปรญัตติบนความหวาดระแวง หรือบนจินตนาการ แต่ผมขออนุญาตว่าวันที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ซึ่งมีรายชื่อนับร้อยคน เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพียงแต่ไม่ใช่ ร่างของรัฐบาล เป็นร่างของสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่น ๆ ประกอบกันนี้ ท่านประธานเคยอ่านเหตุผลไหมครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ โดยที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับ หลักการประชาธิปไตย ไม่ส่งเสริมระบบพรรคการเมือง ทําให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เกิดความไม่มั่นคงและต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการได้มาซึ่งองค์กร ที่ใช้อํานาจอธิปไตยและการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระต่าง ๆ ขาดการเชื่อมโยงกับ อํานาจของประชาชนและขัดต่อหลักการความเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานฟังนะครับ ไม่มีระบบการถ่วงดุลอํานาจขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีประสิทธิภาพทําให้เกิดความเสียหายต่อระบบอํานวยความยุติธรรมกับประชาชน เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐานและมีการใช้ดุลยพินิจที่เกินขอบเขต นี่ไม่ใช่ จินตนาการของผมนะครับ นี่คือสิ่งที่สมาชิกฝ่ายเสียงข้างมากซึ่งขณะนี้หลังจากการอภิปราย ผ่านมา ๑๐ กว่าวันไม่ยอมให้มีการแก้ไของค์ประกอบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดหลักประกันว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะสะท้อนเจตนารมณ์ของคนทุกฝ่ายมากกว่า เสียงข้างมากเพียงฝ่ายเดียว กําลังมีแนวคิดต่อรัฐธรรมนูญอย่างนี้ บอกองค์กรตุลาการ ไม่มีการถ่วงดุล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่มีการถ่วงดุลและอ้างว่านี่คือปัญหาที่เป็น ในปัจจุบันที่บอกว่าเป็น ๒ มาตรฐาน กระผมยืนยันว่าไม่ใช่ กระผมยืนยันว่าวาทกรรม ๒ มาตรฐานถูกหยิบขึ้นมาใช้เวลาที่ไม่พอใจการตัดสิน และผมก็ยังยืนยันและท้าไปสํารวจความคิดเห็นของประชาชนครับว่าเห็นว่าขณะนี้ นักการเมืองหรือศาลที่จะต้องมีการถ่วงดุลอํานาจให้มากกว่าในปัจจุบัน ผมจึงยืนยันว่าวันนี้ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าสภาแห่งนี้มีความจริงใจที่จะผดุงรักษาองค์กรตุลาการ ที่จะช่วยถ่วงดุลอํานาจของพวกเรา ต้องเขียนอย่างที่กระผมได้นําเสนอในการแปรญัตติว่า การจัดทํารัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระของ องค์กรตุลาการและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผมเสนอแล้ว กรรมาธิการท่านไม่เห็นด้วย ท่านช่วยอธิบายว่าการเขียนอย่างนี้มีปัญหาอะไร ท่านไม่สามารถตอบผมได้อีกต่อไปว่า มันเป็นเนื้อหาสาระ เป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะท่านเองก็ยังแก้ไขในเรื่องของ หมวดพระมหากษัตริย์ได้ เมื่อท่านแก้ได้ ท่านตัดสินใจไม่แก้ ท่านก็ต้องตอบผมต่อว่าท่านขัดข้อง อะไรกับร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้หลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กร ตรวจสอบอํานาจรัฐ ผมมองไม่เห็นเหตุผลครับ ผมมองไม่เห็นว่าถ้าท่านสุจริตใจในเรื่องนี้ ไม่คิดจะเอาอํานาจมาอยู่ที่พวกเรามากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่พวกเรามีเสียงข้างมากแล้วไป ใช้อํานาจรัฐในฐานะฝ่ายบริหาร ท่านจะขัดข้องทําไมกับการแปรญัตติแบบนี้ ผมรอฟังคําตอบ นะครับ
ประเด็นถัดมาในวรรคเดียวกันนี้ ผมก็เติมต่อไปด้วยว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีผลให้ลบล้างการใช้อํานาจตุลาการในอดีต ผมก็กลัวอีกนะ เดี๋ยวท่านจะลุกขึ้นมา บอกว่าไปจินตนาการอะไร ใครจะไปทําอย่างนั้น ความจริงถ้าเอาเฉพาะคําสัมภาษณ์ ของบุคคลสําคัญ ๆ หลายคนในซีกรัฐบาลแสดงเจตนามาโดยตลอด แต่เช่นเดียวกันนะครับ ในเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญที่สมาชิกจํานวนมากเซ็นเข้ามานี้ ที่ให้เอาไว้นะครับ โชคดี เพราะไม่ใช่เป็นร่างหลักที่เราใช้ในการพิจารณาแต่มันส่อถึงเจตนาครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านอีกเช่นเดียวกันนะครับ คือกล่าวถึงการรัฐประหารซึ่งบอกว่าทําให้เกิดผล กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางมาตราให้การรับรอง ของการกระทําของคณะรัฐประหารโดยปราศจากการตรวจสอบ เป็นผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมอ่านจากเนื้อหาที่เขียนมาตรงนี้ผมเห็นมาตรา ๓๐๙ นี้ เป็นเป้าหมายชัดเจน ไม่ว่ากันล่ะครับ แนวความคิดที่บอกว่าเราก็ควรที่จะปฏิเสธในเรื่องของ การรัฐประหาร เพราะพวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็ควรจะเป็นนักประชาธิปไตยเพราะเข้ามานั่งอยู่ ตรงนี้ในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และผมก็ยอมรับคือโดยหลักของการใช้อํานาจรัฐ โดยหลักรัฐศาสตร์เมื่อมันเกิดปัญหาความชอบหรือไม่ชอบหรือชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ในอดีต บางส่วนมันก็แก้ไขได้ แต่บางส่วนมันก็แก้ไขยาก แต่ถ้าจะเอาตรงนี้มาอ้างแล้วนําไปสู่ การลบล้างเพื่อหวังผลการเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินในคดีความ ซึ่งผมขอย้ํานะครับว่า คดีบางคดีที่ไปพิพากษาจําคุกอดีตนายกรัฐมนตรีมันไม่ใช่คําตัดสินของ คตส. มันไม่ใช่ คําตัดสินของ คมช. แต่มันเป็นคําตัดสินของศาลยุติธรรม เป็นคําตัดสินที่เกิดขึ้นเมื่อคู่ความ ได้ใช้สิทธิในการต่อสู้ตามกฎหมายปกติอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด เป็นคําตัดสินที่ได้มีการวินิจฉัย ไปจนถึงเรื่องของกระบวนการที่มาของตัวคดีความ