รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อนุรักษ์ นิยมเวช เสนอแปรญัตติ 4 ประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยหารือเรื่องระยะเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นประชาชน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมขอความชี้แจงเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ และการสนับสนุนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมมีแปรญัตติ ๔ ประเด็นด้วยกันครับ

ประเด็นที่ ๑ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าในเรื่องของอํานาจหน้าที่ ในการทํางานของสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน กําหนดเวลา ๒๔๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ก็กราบขอบพระคุณที่ท่านกรรมาธิการเห็น ความสําคัญของระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมในร่างของตัว ครม. ใช้เวลา ๑๘๐ วัน มีการปรับปรุง ๒๔๐ วัน ซึ่งเหตุผลในการปรับปรุงผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก ด้วยเหตุผลว่าเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญถ้าไม่สามารถดําเนินการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญได้ ภายในกําหนดเวลาก็อาจจะทําให้ตัวรัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างขึ้นฉบับใหม่ครั้งนี้ตกไป ตามเงื่อนไขของตัวมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๒) แทนที่จะให้กรรมาธิการปรับปรุงเป็น ๒๔๐ วัน ผมคิดว่ามันมีที่มาที่ไปที่จะปรับปรุงตรงนี้ก็คือถ้าเราดูในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในการจัดทํา สสร. ครั้งที่ ๑ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวคือ ๒๔๐ วันครับ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ๒๔๐ วัน เป็นไปตามตัวรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ อยู่ในมาตรา ๒๑๑ เตรส ซึ่งกําหนดระยะเวลา ๒๔๐ วันเหมือนกัน ผมคิดว่าเป็นหลักในการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ใช้เป็นหลักในการอ้างอิงใช้ดําเนินการดังกล่าว ในขณะเดียวกันกราบเรียนท่านประธานครับ ผมมองว่าในระยะเวลา ๒๔๐ วัน นอกจากกรอบในการทํางานในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เท่านั้น มันยังมีเรื่องกระบวนการที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ในการดําเนินการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งในส่วนของภาคประชาชน ทางศาล ทางองค์กรอิสระ ทางรัฐสภา ต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะต้องมีการให้ความเห็น สะท้อนความคิดเห็น ต่าง ๆ เพื่อให้ตัวสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะมีทั้งตัวคณะกรรมการร่าง คณะกรรมการ รับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ดําเนินการภายในระยะเวลา ๒๔๐ วัน ซึ่งผมคิดว่า ระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเราเทียบดูกับตัว สสร. ๒ ที่เป็นคนเทียบ เป็นคนจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาใช้เวลาประมาณ ๑๘๐ วัน เพราะฉะนั้น ตัว สสร. ที่จะทําเกิดขึ้นในปีนี้ใช้เวลา ๒๔๐ วัน ผมคิดว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมนะครับ มีการเพิ่มขึ้นไปอีก ๒ เดือน น่าจะสอดคล้องกับการดําเนินการที่จะให้มีกระบวนการ ในการรับฟังความคิดเห็นประกอบกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ต้องขอกราบขอบคุณท่านกรรมาธิการที่เห็นความสําคัญในการขยายเวลาดังกล่าวออกไป นะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมขอแปรญัตติเพิ่มเติมก็คือ อยู่ในวรรคสี่นะครับ ก็คือว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องคํานึงถึง ความคิดเห็นของประชาชนเป็นสําคัญนะครับ นี่คือประเด็นที่ผมแปรญัตติและต้องจัดให้ มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในทั่วภูมิภาค กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าในหลักการ ดังกล่าวการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถือว่ามีการวางหลักการที่ดีครับ ที่ว่าอย่างไรก็ตาม การทําร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ต้องรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค นี่คือหลักการนะครับ ซึ่งผมเห็นด้วย ถ้าไม่มีเขียนตรงนี้ก็จะทําให้ตัว สสร. ก็จะไม่มีการรับฟัง ความคิดเห็นของภาคประชาชน แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังมองว่าถ้ามีการเขียนปรับปรุง ในตัวข้อความนี้ให้มีความกระชับแล้วก็จะให้มีความสอดคล้องกับสิ่งที่สะท้อนในการที่จะไป รับฟังความคิดเห็นนี้ ข้อความที่ผมคิดขึ้นมาโดยการแปรญัตติก็คือในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องคํานึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสําคัญ นี่คือสิ่งที่ผมเพิ่มขึ้น แล้วต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค กราบเรียน ท่านประธาน ข้อความที่ผมกําหนดขึ้นมา ไม่ใช่ข้อความที่ทําขึ้นใหม่นะครับท่านประธาน ถ้าเราไปดูในตัวการจัดทําร่าง สสร. ๑ ซึ่งข้อความดังกล่าวก็มีการกําหนดไว้ในข้อความ ดังกล่าวเช่นกันนะครับ อยู่ในส่วนของมาตรา ๒๑๑ เตรส วรรคสาม ก็มีในข้อความดังกล่าว ซึ่งผมมองว่าการที่กําหนดข้อความดังกล่าวขึ้นมานี้จะทําให้นอกจากการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ควรต้องคํานึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสําคัญนะครับ มันจะแตกต่างกันตรงนี้จุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วผมคิดว่าอย่างไรผมก็เห็นด้วยกับทางกรรมาธิการนะครับว่า โดยร่างฉบับนี้ควรจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็น จะต้องคํานึงถึงความคิดเห็นด้วยนะครับ

ประเด็นต่อไป ในวรรคห้าก็คือว่าในร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลในการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูป ของรัฐนี้ ตรงส่วนนี้คณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมขึ้นมาว่ามีส่วนของการเพิ่มเติม ขึ้นมานะครับ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์นะครับ ในส่วนนี้ ผมก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ว่ามีบางส่วนเห็นชอบกับตัว ที่ผมแปรญัตตินะครับ แต่ว่ามีบางประเด็นก็คือในเรื่องของหมวด ๑ บททั่วไป เพียงแต่ว่า ผมมีข้อสงสัยจะสอบถามท่านกรรมาธิการดังต่อไปนี้ ก็คือว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ เป็นบทบัญญัติในหมวด ๑๖ ซึ่งก็คือว่าจริง ๆ หมวด ๑๕ มันมีการกําหนดไว้เหมือนกันว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐนี้นะครับ จริง ๆ มันมีระเบียบไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการระบุไว้ในหมวด ๑๖ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าตรงนี้ผมคิดว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่สอดคล้องกับตัวในหมวดของการแก้ไข หมวด ๑๕ คือมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของกรรมาธิการมีการเพิ่มเติม ขึ้นมานะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะไม่ไปแก้ไขหรือไปกระทบหมวด ๒ ในหมวด ของพระมหากษัตริย์ ผมเห็นด้วย ทําให้เกิดความชัดเจนขึ้นมาว่า สสร. นี้ซึ่งการดําเนินการ ดังกล่าวทําโดย สสร. สสร. ก็จะไม่แตะในหมวดดังกล่าวนะครับ แต่อย่างไรก็ตามในหมวด ๑ ซึ่งจริง ๆ แล้วในหมวด ๑ มีด้วยกันนะครับท่านประธาน ก็คือในหมวด ๑ มันมีได้ ๗ มาตรา แต่ขณะเดียวกันทางกรรมาธิการได้ดําเนินการร่างสอดคล้องกันก็คือว่าจะไม่มีการกระทบ กับตัวในมาตรา ๑ มาตรา ๒ ของตัวรัฐธรรมนูญตามที่ผมกล่าวอ้างไปแล้ว แต่ขณะเดียวกัน มันมีมาตราอื่นนะครับ ก็คือส่วนมาตรา ๓ ถึงมาตรา ๗ ก็อยากสอบถามทางท่านกรรมาธิการ ว่าในส่วนดังกล่าว คือถ้าเขียนอย่างนี้ก็คือเท่ากับสรุปว่า สสร. สามารถจะดําเนินการไป ปรับปรุงซึ่งอาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผมก็มองว่าโดยหลักการแล้ว สสร. ก็ไม่ควรจะ ไปดําเนินการที่จะไปกระทบอะไรมัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นหลักการ ที่ค่อนข้างจะเป็น หลักการนะครับ ตัวอย่างเช่นมาตรา ๓ ก็เป็นเรื่องของการแบ่งแยกอํานาจ ก็บอกว่าอํานาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น หรือการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักการแบ่งแยกอํานาจทั่ว ๆ ไป ซึ่งผมคิดว่าถึงจะใส่ไปในหมวด ๑ ก็ใส่ได้นะครับ หรือว่าในเรื่องของมาตรา ๔ เรื่องความคุ้มครอง แล้วก็เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ก็เป็นหลักการทั่ว ๆ ไป หรือมาตรา ๕ ประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ ศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครอง รัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน ๒ มาตรา มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บทบัญญัตินั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้นะครับ หรือในมาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับ แต่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าคณะกรรมาธิการก็ได้ บัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๑ มาตรา ๒ ซึ่งผมได้เรียนไปแล้วว่าก็เป็นไปในหลักการเดียวกับ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ผมเลยสอบว่าในส่วนมาตรา ๓ มาตรา ๗ ดูแล้วก็สามารถใส่ได้ ก็คงไม่ได้มีกระทบอะไร เลยอยากสอบถามว่าการที่ไม่ใส่ขึ้นไปตรงนี้ ซึ่งท่านอาจจะตอบไม่ได้ แต่เป็นกรอบของตัว สสร. ที่เราจะกําหนดไว้ ก็เลยอยากสอบถามท่านให้เกิดความชัดเจนครับ

กราบเรียนท่านประธานในประเด็นสุดท้ายที่ผมแปรญัตติ ก็คือในตัวของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสุดท้าย ก็คือในกรณีเรื่องรัฐสภามีการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าหรือเปล่า ถ้ามีตามลักษณะวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปนะครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ก็คือในวรรคห้าก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นกรณีนี้มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์ จะกระทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นอํานาจตรงนี้เป็นเรื่องของตัวรัฐสภาวินิจฉัยนะครับ ตรงนี้ ในหลักการแล้วผมคิดว่าก็คงสอดคล้องกับตัวรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในส่วนอํานาจ ในการวินิจฉัยก็คือว่าถ้าเราดูแนวคําวินิจฉัยปัจจุบัน ก็คือว่าอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ มีตัวคําพิพากษาของคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญ คําสั่งที่ ๔/๒๕๕๔ ในปัจจุบันซึ่งวางแนวหลักว่า คือศาลรัฐธรรมนูญก็คงมีอํานาจจะวินิจฉัยเฉพาะในส่วนพระราชบัญญัติใดไม่ให้ขัดหรือว่า แย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ในส่วนของตัวอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังไม่ได้มีอํานาจวินิจฉัยว่ากระบวนการ องค์กรของการรัฐธรรมนูญชอบหรือไม่ชอบ โดยเฉพาะในกรณีนี้ถ้าเราเห็นการพิจารณาตัวร่าง แก้ไขตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราจะได้เห็นเลยว่า เฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑๔ นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็คือเป็นเรื่องของกระบวนการตรงนั้น แต่ในขณะเดียวกันไม่ได้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๔ ก็คือบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุม การตราพระราชบัญญัติได้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กร วินิจฉัยมาใช้บังคับ นี่คือสภาพของกฎหมายปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นโดยส่วนตรงนี้ กลไกตรงนี้ที่ใช้รัฐสภาดําเนินการก็สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบันนะครับ ยกเว้นแต่ทางท่าน จะมีการระบุว่าให้องค์กรอื่นเป็นคนวินิจฉัยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามส่วนที่ผมแปรญัตติ ก็คือประเด็นที่ว่าในกรณีรัฐสภาวินิจฉัยการลงมติใช้มติเสียงอะไร โดยหลักแล้วการลงมติ โดยรัฐธรรมนูญมี ๒ มติ เป็นหลัก ๆ ก็คือมติเกินครึ่งหนึ่ง เสียงเกินครึ่งหนึ่ง หรือมติเสียงข้างมาก กราบเรียนท่านประธานนะครับ โดยระบบของเราเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ เป็นสาระสําคัญ ไม่ได้ว่าจะเป็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องวาระที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญก็กําหนด ไว้อยู่ในมาตรา ๒๙๑ (๓) ก็คือใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ใช้โดยวิธีการขานชื่อ เว้นแต่วาระที่สอง ในแต่ละมาตราใช้เสียงข้างมาก แต่ขณะเดียวกันในวาระที่สามก็ใช้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง ของตัวสมาชิกรัฐสภา หรือในกรณีที่กราบเรียนท่านประธานเพื่อบันทึกไว้ ก็คือว่าในกรณี ที่มีการตีความข้อบังคับของเรา ในระบบปัจจุบันข้อบังคับของวุฒิสภา ข้อบังคับของ ตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือข้อบังคับของรัฐสภา ตัวอย่างเช่นการตีความข้อบังคับของ ส.ส. ว่าจะใช้คะแนนเสียงอะไรในการตีความนะครับ ก็อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๗๗ ก็ใช้เสียงข้างมาก และถ้าตีว่าเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกนะครับ หรือกรณีของ ส.ว. การตีความข้อบังคับว่าจะใช้อํานาจในการตีความข้อบังคับของ ส.ว. อยู่มาตรา ๑๘๒ หรือการตีความของรัฐสภาในการประชุมตรงนี้ข้อบังคับถ้าเกิดจะใช้อํานาจ ในการตีความอยู่มาตรา ๑๑๗ นะครับ ก็คือใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งหมดนะครับ แต่กรณีตรงนี้ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าประเด็นมาตรา ๒๙๑/๑๑ ตรงนี้ถ้าเราไม่มีการเขียนระบุไว้ บอกว่าถ้ากรณีรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไป ตรงนี้ถ้าตีความกันความหมายมันก็คือว่าใช้เสียงข้างมากก็เป็นไปตาม ตัวรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๖ วรรคสอง ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานก็คือเราต้องกลับไป ที่มาตรา ๑๒๖ วรรคสองก็คือการลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่มีบัญญัติไว้ในเหตุแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้บัญญัติไว้ก็ต้องใช้เสียงข้างมาก ไม่ใช่ใช้เสียงกึ่งหนึ่ง แล้วก็สอดคล้องกับตัวข้อบังคับรัฐสภา มาตรา ๕๒ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าในหลักของการที่จะบัญญัติในเรื่องของการลงมติควรจะต้องมีความต่อเนื่องกัน ลําดับความสําคัญกัน ขณะเราตีความข้อบังคับของสภาเรายังใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วนี่การที่จะให้รัฐสภาวินิจฉัยตรงประเด็นนี้ ผมคิดว่าใช้เสียงข้างมาก อาจจะน้อยไปนิดหนึ่ง ก็ได้ฝากทางท่านกรรมาธิการพิจารณาดูว่าถ้าใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็สอดคล้องกันจะเหมาะสมกว่าหรือเปล่า หรือในกรณีที่มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในตัวมาตรา ๒๙๑/๑๕ ก็ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นโดยระบบแล้วตรงนี้ เสียงส่วนใหญ่แล้วจะใช้มติค่อนข้างจะมาก ก็เลยฝากถึงท่านกรรมาธิการให้คําชี้แจงนิดหนึ่ง แต่ผมเข้าใจนะครับ เพราะว่าถ้าเราไปดูตัว สสร. ๑ ในการจัดทํา สสร. ๑ เป็นคนจัดทํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลักการนี้ก็เหมือนกันเลย แต่ผมมองว่ามันน่าจะมีการพัฒนาการ มีการปรับปรุงในอดีตที่มันอาจจะขาดความรอบคอบทําให้เกิดความรอบคอบในเรื่องของ การตีความนะครับ ก็เลยฝากให้ท่านพิจารณานิดหนึ่ง

อีกประเด็นหนึ่งก็เรื่องของการที่ให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้เป็นคนตีความ มันก็คงมีปัญหาในการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายว่าเราไม่ได้ระบุไว้นะครับว่าอยู่ในอํานาจ ของการประชุมรัฐสภา แต่ขณะเดียวกันมันมีระบุไว้ในที่หนึ่งก็คือในตัวมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหกตรงนี้จะใช้บังคับได้หรือเปล่า ซึ่งตัวผมเองผมคิดว่าได้นะครับ ถึงแม้จะไม่ได้ระบุไว้ ในหมวดของการประชุมร่วมกันที่ทางท่าน ในประเด็นของมาตรา ๑๓๖ ไม่ได้มีการระบุไว้ ในมาตรา ๑๙ ผมขอความชัดเจนนิดหนึ่งนะครับว่าในแง่ของหลักการแล้วนี่ถึงแม้ไม่ระบุไว้ ในมาตรา ๑๓๖ แต่มีการระบุไว้เป็นพิเศษนะครับ อยู่ในหมวด ๑๖ ตรงนี้ผมยังคิดว่าน่าจะ ดําเนินการได้ ซึ่งถ้าผมตรวจสอบไปตรวจสอบ สสร. ๑ หลักการก็ร่างเหมือนกันไม่ได้ แตกต่างกันมันก็อาจจะมี การในวันนั้นก็ไม่ได้เขียนไว้เหมือนกัน สุดท้ายก็ใช้ที่ประชุมรัฐสภา เหมือนกันก็เลยอยากจะสอบถามความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว สุดท้ายผมคิดว่าในหลักการ ตรงนี้มีเป็นหลาย ๆ เรื่องที่จะเป็นโครงในการดําเนินงานของตัวสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่ผมให้ความสําคัญก็คือกระบวนการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ก็จริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ในอํานาจของคณะกรรมาธิการตรงนี้ แต่เป็นอํานาจของตัว สสร. ซึ่งผมคิดว่า สสร. แล้วถึงแม้บางอย่างไม่อยู่ในกรอบที่จะทําได้ แต่จะทําอะไรก็ตามคงต้อง รับฟังความคิดเห็นของหลาย ๆ คน ดูแล้วว่าการตรงนั้นสามารถทําได้หรือไม่ได้ และสังคม คิดอย่างไรกับการที่จะร่างตรงนั้นลงไปซึ่งจะนําไปสู่การทําประชามติ ซึ่งถ้าไม่ดีประชาชน ส่วนมากที่ลงประชามติอาจจะไม่เห็นด้วย จะให้ผมคิดว่า สสร. ที่จะเกิดขึ้นมาอย่างน้อย ช่วงกระบวนการ ๒๔๐ วันตรงนั้นควรจะรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนด้วย องค์กร อิสระรวมทั้งตัวศาลหรือว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ฝากไว้นะครับ กราบขอบคุณครับ