สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงบทบัญญัติที่ก้าวหน้าในอดีต เช่น หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและศาล และการให้สิทธิเสรีภาพแก่ชนชาวไทย แต่ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐและความสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมและช่วยเหลือคนจน
ขอบคุณครับ ผมไม่ใช่กล่าวนําครับ อยู่ในประเด็นวรรคสอง ผมพูดถึงว่าต้องเอารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ กับปี ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการร่าง ผมกําลังหาเหตุผลครับว่าทําไมต้องมีรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี้มาเป็นต้นแบบในการร่าง เพราะผมไม่เชื่ออย่างไรครับ ท่านบอกว่าจินตนาการ เอาไว้ว่าคนนั้นคนนี้ จะไปยกเลิกอันโน้นอันนี้ ในมือผมเป็นคําให้สัมภาษณ์ เดี๋ยวถึงตอนนั้นแล้ว ผมจะยกขึ้นมาว่าใครพูด แล้วพูดไว้ว่าอย่างไร ซึ่งก็เป็นพวกท่านนั่นละครับ แต่ที่ผมต้องไปต่อ ก็คือว่าจําเป็นครับ จะเขียนไว้กว้าง ๆ แบบกรรมาธิการบอกว่าหากนําเอารัฐธรรมนูญฉบับ ที่มีประชาธิปไตยสูงมาใช้ก็ได้ แปลว่าไม่ใช้ก็ได้ ที่ผมกลัวอย่างไร เพราะบุคคลอยู่หลังฉาก เขาเขียนร่างเอาไว้แล้ว แล้วก็เป็นกลุ่มซึ่งจะล้มเลิกกระบวนการศาล องค์กรอิสระก็ยุ่งครับ ทีนี้มาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ท่านประธานครับ ผมว่าปี ๒๕๑๗ กับปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นตัวแทน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเรียกร้อง ประชาธิปไตยของพี่น้องประชาชน นิสิต นักศึกษา ซึ่งอันนั้นต้องถือว่าเป็นการชุมนุมเรียกร้อง ประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย การเรียกบุคคลเหล่านั้นที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และเสียชีวิตบนถนนราชดําเนินว่าเป็นวีรชนนั้นเป็นเรื่องที่สังคมเห็นพ้องในขณะนั้น ประเด็นก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ที่ผมต้องคิดว่าเอามาเป็นต้นแบบในการร่าง เพราะมีบทบัญญัติหลายมาตราซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากในขณะนั้น ที่น่าแปลกก็คือว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ไม่ได้ร่างโดย สสร. นะครับ แต่เป็นการร่างขึ้นโดยคณะกรรมการ ยกร่าง เพราะหลายคนพยายามจะบอกว่ากรรมการยกร่างนั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องที่มา และยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อาจจะทําให้มีปัญหา เช่นไปรับใช้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นต้น แต่ถ้าเราดูเนื้อหารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ได้เขียนบทบัญญัติที่ถือว่าก้าวหน้าในขณะนั้น เช่นในหมวด ๑ บททั่วไป มีบทบัญญัติห้ามมิให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําการล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์หรือล้มล้างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นบทบัญญัติที่ก้าวหน้า รัฐธรรมนูญ ฉบับหลังนี้ก็มีการเขียนในลักษณะเช่นนี้ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ท่านประธานครับ ได้มีการเขียนถึงบทบัญญัติที่ก้าวหน้าอีกหลายเรื่อง และที่สําคัญ คือการให้หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและศาล มีการให้สิทธิเสรีภาพแก่ ชนชาวไทยไว้อย่างกว้างขวาง ที่สําคัญมีการเขียนเรื่องแนวทางในการสร้างความเป็นธรรม ในสังคมไว้อย่างชัดเจน มีการบังคับให้รัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน ของตน แม้ว่าในขณะนั้นไม่มี ป.ป.ช. ต้องแสดงต่อประธานรัฐสภา บังคับให้ผู้ที่จะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรค และลาออกจากพรรคมิได้หลังจากได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้แทนแล้ว แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังกําหนดให้มีผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีบทบัญญัติอีกมากครับ แม้แต่ กระทั่งการเขียนถึงบทบัญญัติบางประการว่าจะมีการเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่เพื่อดําเนินการ กับคดีใดคดีหนึ่งเป็นการเฉพาะก็กระทํามิได้ ปี ๒๕๑๗ เขียนเอาไว้ด้วยว่าแม้แต่กระทั่ง การเขียนกฎหมายกําหนดให้มีศาลอื่นขึ้นมานอกเหนือจากที่มีอยู่แล้วก็กระทํามิได้ ผมคิดว่า นี่เหมาะสมที่ยกมาเป็นต้นร่างรัฐธรรมนูญในการเป็นต้นแบบ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ ซึ่งผมคิดเอาไว้และผมแปรญัตติเอาไว้ด้วยนะครับ ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้มี ๓ เรื่องที่เป็นเรื่องสําคัญ
๑. คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การกําหนดให้มีการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย การกําหนดให้มีการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึง ระดับท้องถิ่น ซึ่งกระผมก็แปลกใจนะครับ เช่นเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนี้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งพวกท่านทั้งหลายชื่นชมกันมาก คนเข้าชื่อเสนอกฎหมายต้อง ถอดถอน ๕๐,๐๐๐ คน แต่พอฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งท่านบอกว่าเป็นฉบับที่เป็นผลไม้พิษลดลง เหลือแค่หมื่นเดียวก็ถอดถอนได้ ผมก็เลยสงสัยว่าทําไม ท่านประธานครับ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรื่องของกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้น ต้องถือว่ามีความโดดเด่นมากในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กระบวนการซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การที่จะต้องรับฟัง กรณีมีโครงการไปกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือวิถีชีวิตของประชาชน ก็เช่นเดียวกัน แม้แต่กระบวนการอื่น ๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเอาไว้ว่าจะต้องสร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มขึ้นกว้างขวางอย่างที่รัฐธรรมนูญฉบับใดไม่เคยปรากฏมาก่อน ผมยกตัวอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นแบบก็เพราะว่าผมเกรงว่าแนวความคิด บางส่วนที่พยายามออกมาให้ความเห็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะย้อนกลับไปสู่การสร้าง อํานาจฝ่ายบริหารให้เป็นอํานาจที่ไร้ขีดจํากัด คล้าย ๆ ระบอบกึ่งประธานาธิบดี ผมไม่ได้ พูดถึงใครนะครับ ผมพูดถึงแนวความคิดที่มีอยู่ ผมเกรงว่าคนที่มีความคิดเหล่านี้จะหลุดรอด เข้าไปเป็นสมาชิก สสร. ครับ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นกลุ่มที่มีความคิดครอบงํา ลดอํานาจ สภาลงสร้างกระบวนการไปแทรกแซงกระบวนการศาล เพิ่มอํานาจฝ่ายบริหาร ลดการมีส่วนร่วม ของประชาชน มีความคิดกันถึงขั้นจะยกเลิกมาตรา ๖๗ วรรคสอง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งกําหนดให้กิจการประเภทใหญ่ ๆ ที่มีผลกระทบ เช่นอุตสาหกรรม อย่างกรณีหลายที่ เกิดขึ้นในขณะนี้จะต้องผ่านการประเมินและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือประเมินผลกระทบในพื้นที่ก่อน เพียงเพราะว่าหลายคนที่มีแนวความคิดคล้าย ๆ ว่า ไม่ยอมรับกระบวนการมีส่วนร่วมประชาชน แต่พยายามถือลัทธิเสียงข้างมากว่าตัวเองได้รับ เสียงข้างมากมาแล้ว จะกําหนดอะไรก็ได้ ทําอะไรก็ได้ ซึ่งกระผมคิดว่าความคิดเช่นนั้นไม่เป็น ประชาธิปไตย เป็นแนวความคิดที่จะนําไปสู่แนวความคิดกึ่งเผด็จการและนําไปสู่ความคิด เผด็จการโดยฝ่ายบริหารผ่านรัฐสภาในที่สุด นี่คือความกังวลของกระผมครับ ผมยังคิดว่า ถ้าเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมามีหลายบท มาตราครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการคณะนี้ท่านก็เคยเป็น สสร. มาก่อน ท่านก็ทราบดี ผมอยากให้คงอยู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะผมรู้ว่าพวกกระผมไม่มีโอกาสหรอกครับ ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมใด ๆ เพราะวันนี้เสียงข้างมากก็กําหนดเอาไว้ ครอบงําเอาไว้ครบถ้วน ชัดเจนอยู่แล้ว
ประการที่ ๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งความจริงต่อเนื่องมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดเรื่องใหม่เอาไว้เรื่องหนึ่งซึ่งเดิมไม่เคยมีในสังคมไทย ปี ๒๕๑๗ รัฐธรรมนูญ กําหนดเอาไว้ว่ารัฐสภาอาจแต่งตั้งหรือตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภา ถือเป็นความคิด ก้าวหน้าในยุคนั้นที่ให้มีองค์กรซึ่งค่อนข้างจะกึ่งอิสระจากฝ่ายบริหารไปตรวจสอบ กระบวนการใช้เงินแผ่นดิน เพราะที่กังวลกันในขณะนั้นคือการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะ ทุจริตอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งในยุคหลังต่อมาก็พัฒนาเป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างที่ ท่านประธานได้เห็น และที่สุดก็มีการจับกุม ลงโทษ ริบทรัพย์ ดําเนินคดีว่ากันไป แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นได้บัญญัติให้มีองค์กรที่ขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ที่เราเรียกกันว่าเป็นองค์กรอิสระ องค์กรนี้ต้องยอมรับครับว่าตอนเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมาก แต่ที่สุดแล้ว มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นยาดําของคนทุจริต เป็นยาดําของคนโกง จะ ป.ป.ช. ก็ดี จะ กตต. ก็ดี จะ สตง. ก็ดี ขึ้นมามีบทบาทอย่างสูงในสังคม ถึงจุดหนึ่งอาจมีคนไม่พอใจและเกิดขึ้นแน่นอน ที่กระผมยกตัวอย่างว่ากล่าวคําอาฆาตมาดร้ายเอาไว้ เช่นที่เขาพูดกันว่าถ้าได้รับประโยชน์ ตัดสินคดีตัวเองพ้นก็บอกยุติธรรม แต่พอตัดสินคดีตัวเองว่าผิดก็กล่าวหาว่า ๒ มาตรฐาน แล้วสุดท้ายก็กล่าวคําอาฆาตมาดร้ายว่าถึงเวลาหนึ่งก็จะต้องมีการไปยุบเลิก มีการไป เปลี่ยนแปลง มีการเข้าไปแทรกแซงโดยการเขียนรัฐธรรมนูญ ผมถึงบอกอย่างไรครับว่า เนื้อหารัฐธรรมนูญนี้สําคัญ เพราะไปกําหนดความสําพันธ์เชิงอํานาจ ถ้ากลุ่มที่มีความคิด ประเภทที่คิดว่าเสียงข้างมาเป็นฝ่ายบริหารทําอะไรก็ได้ ไปกําหนดรัฐธรรมนูญ ไปเขียน รัฐธรรมนูญ การกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจก็จะไปตามความคิดนั้นครับ ประชาชน ก็คล้ายดั่งผู้อยู่ใต้ปกครอง ในเมื่อมีเสียงข้างมากมาแล้วจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ผู้ตาม เรายัง ผู้ขวางเราตาย เสียงข้างน้อย กลุ่มคนที่มีความเห็นต่างก็อยู่ลําบากครับ และนั่นไม่ใช่ หลักการของระบอบประชาธิปไตย มาอ้างเสียงข้างมากตะพึดตะพือไม่ได้ เพราะสังคม ประชาธิปไตยนั้นโดยพื้นฐานภาษาวิชาการ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับ ที่เขาเรียกว่า ต้องเป็นสังคมเรชั่นนอล โซไซตี้ (Rational society) ต้องเป็นสังคมเหตุผล เพราะฉะนั้น การสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบนั้นเป็นการชี้ว่าพัฒนาการของการโกงการทุจริต ในสังคมไทยนั้นเยียวยาด้วยระบบราชการ ซึ่งแต่งตั้งไปตรวจสอบแล้วถูกครอบงํา โดยฝ่ายการเมืองลําบาก การมีองค์กรอิสระขึ้นมาจึงเป็นกระบวนการตรวจสอบที่ปราศจาก การครอบงําของฝ่ายบริหาร ความจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ดี แต่การปฏิบัติ หลังปี ๒๕๔๐ นั้น มีการเอาการแทรกแซงเรื่ององค์กรอิสระไปใช้ ทําให้องค์กรอิสระ หลายองค์กรนั้นถูกแทรกแซงจากกระบวนการจัดตั้ง เคยมีหลายคนพูดอย่างไรครับว่า แก้รัฐธรรมนูญทําไม รัฐธรรมนูญไม่ได้มีปัญหาเลย ปัญหาอยู่ที่คนใช้ต่างหาก ปัญหาอยู่ที่ นักการเมืองต่างหาก นี่คือสิ่งที่คนเขากล่าวหาพวกเรา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงไปบัญญัติ เพิ่มเติม สร้างความแข็งแกร่งกับกระบวนการที่โปร่งใส เป็นที่มาขององค์กรอิสระให้มากขึ้นอีก แต่กลับถูกกล่าวหาเป็นผลไม้พิษ ก็ไม่ว่ากันครับ แต่ที่ผมย้อนกลับไปว่าต้องใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ กับปี ๒๕๔๐ มาเป็นตัวตั้ง เพราะ
๑. เรื่องการมีส่วนร่วมซึ่งโดดเด่นมาก
๒. การสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ กระผมกังวลครับ หลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปนี้ เคยแสดงความคิดอาฆาตมาดร้าย เอาไว้แล้ว และสิ่งเหล่านั้นอยู่ในความกังวลระแวงแคลงใจของคนในสังคม ผมไม่อยากให้เกิด อย่างไรครับท่านประธาน ถึงบอกว่าต้องเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ กับ ปี ๒๕๔๐ ไปเป็น ต้นแบบในการยกร่าง และอย่ายกเลิกนะครับ ถ้าเห็นชัดว่ากระบวนการมีส่วนร่วมถูกตัดลงไป องค์กรอิสระซึ่งตั้งขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐถูกตัดทอน ถูกแทรกแซง ถูกตัดต่อ พันธุกรรมไปเป็นกระบวนการซึ่งฝ่ายการเมืองครอบงํา นั่นก็แปลว่าหลายคนซึ่งเคยชื่นชม จะใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแทนทั้งฉบับนั้นท่านก็กลืนน้ําลายตัวเอง
๓. ที่เป็นเรื่องโดดเด่นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือกระบวนการกําหนด ภารกิจของรัฐที่เรียกว่าแนวนโยบายของรัฐ ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ก็กําหนดเอาไว้ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ความจริงต่อเนื่องมาถึงปี ๒๕๕๐ ไปขยายความเรื่องการกําหนดภารกิจเอาไว้ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เอาไว้ชัดเจนยิ่ง เรื่องการสร้างความเป็นธรรม ช่วยเหลือคนจน ลดความเหลื่อมล้ํา การกระจาย ที่ดิน เขาเขียนเอาไว้ ชะรอยว่าประหนึ่งเกรงว่ารัฐบาลบางชุดอาจจะมาจากทุนนิยม มีแนวความคิดเป็นกลุ่มทุนผูกขาด หรือกลุ่มทุนสามานย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้วก็มีนโยบาย ที่ไปส่งเสริมการผูกขาดของทุน ไม่ไปแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ํา