รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนให้ความสนใจ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งครับที่ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ และได้มีการชี้แจงกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งไม่ได้รับฟังเสียงใด ๆ ของเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตามเลยแม้แต่น้อย จนทําให้เป็นเหตุที่จะต้องสงวนคําแปรญัตติมาอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอภิปรายของผมนั้นจะไปถึงหูของพี่น้อง ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม และมีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ผมเห็นว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ มาตรานี้น่าจะถือเป็นมาตราที่เป็นหัวใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ว่าได้ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้นี่ได้มีบทบัญญัติ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เดิมทีนั้นคณะกรรมาธิการได้มีการเขียนเอาไว้ ในวรรคหนึ่งก็ไปเขียนเรื่องของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา ที่เขียนเอาไว้

ในวรรคสองนั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้หยิบเอาร่างที่เป็นร่างหลัก ทั้งของรัฐบาลและของพรรคการเมืองอื่นที่เสนอเข้าไป ไปบัญญัติเรื่องการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เขียนว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด มาเป็นต้นแบบในการร่างก็ได้ ตลอดจนกระทั่งในวรรคหลัง ๆ นั้นคณะกรรมาธิการเพิ่งไป เพิ่มเติมเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ และไปเติมคําว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํา มิได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขในภายหลัง แต่ผมเห็นว่าไม่เพียงพอครับ เหตุผลของผมที่เห็นว่าไม่เพียงพอนั้นก็เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาท่ามกลาง ความไม่พร้อมของความเห็นในสังคมไทย เป็นการร่างขึ้นมาโดยมีความไม่พึงประสงค์ของ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือแม้กระทั่งคนใดคนหนึ่ง ได้แสดงเจตจํานง เอาไว้อย่างชัดเจน ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญสูงสุด เราพูดกันหลายครั้ง ว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่เคยได้อธิบายกัน และผมคิดว่า เนื้อหาของมาตรานี้จะเป็นส่วนที่สําคัญที่สุดก็คือว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายที่เป็น ตัวกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจขององค์กรทางด้านการเมือง องค์กรทางด้านการปกครอง และการใช้อํานาจทั้งหลายในสังคม ถ้าเราเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศจะเห็น ได้ชัดครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการปกครองในรูปแบบของสหพันธรัฐ รัฐธรรมนูญ ของเขาก็จะกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจเอาไว้แบบหนึ่ง บุคคลที่เป็นประมุขสูงสุดเป็น ประธานาธิบดี ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร กระบวนการทั้งหลายก็บัญญัติรองรับเอาไว้ รัฐธรรมนูญ ประเทศอื่นอย่างประเทศออสเตรเลีย ซึ่งที่สุดแล้วได้เอกราชมาจากประเทศซึ่งเป็นผู้ที่ ปกครองตนเองมาก่อน และประสงค์จะปกครองในรูปแบบของสหพันธรัฐเช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญของเขาก็จะกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจเอาไว้ซึ่งจะแตกต่างกันกับประเทศอื่น อย่างประเทศอินเดียหรือแม้แต่กระทั่งสําคัญที่สุดคือประเทศไทย ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศ ที่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน แบ่งแยกมิได้ เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีวัฒนธรรมทางการเมืองและรูปแบบธรรมเนียม การกําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจกันมาตั้งแต่ต้น ตลอดระยะเวลาหลาย ๑๐ ปีที่ผ่านมา และต่อเนื่องกันมานับเป็น ๑๐๐ ปี รัฐธรรมนูญที่ปรากฏขึ้นทั้ง ๑๐ กว่าฉบับในสังคมไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ได้กําหนดความสัมพันธ์เชิงอํานาจทั้งหลายเอาไว้ แล้วลําดับให้ เห็นอย่างชัดเจนว่าในบทบัญญัติมาตราต้น ๆ นั้นจะเขียนถึงอํานาจอธิปไตย ซึ่งบัญญัติระบุไว้ พระมหากษัตริย์จะทรงใช้อํานาจนั้นผ่านทางใดบ้าง มากยิ่งไปกว่านั้นครับ ในแต่ละองค์อํานาจ หรือองค์อธิปัตย์หรือองค์อธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ บริหารหรือตุลาการ ก็กําหนด ความสัมพันธ์เชิงอํานาจเอาไว้อย่างชัดเจนครับ ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับนั้นจะมีหลักประกัน ความเป็นอิสระของศาล อันนี้ยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงอํานาจ ที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเวลาเรามีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในหลายครั้งนั้น เรามักจะพูดกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมแล้วยกร่าง ใช้เนื้อหาฉบับใหม่ขึ้นมา แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าความสัมพันธ์เชิงอํานาจในหลายเรื่องนั้น ยังคงรูปแบบนั้นเอาไว้ เพราะนี่คือรูปแบบธรรมเนียมการปกครองของประเทศไทย มีกระบวนการหลายอย่างที่พัฒนาไป อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เพิ่มกระบวนการ มีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นหรือเพิ่มองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเหล่านี้ เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมก็คือในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งสําคัญ ๆ สังคมโดยส่วนใหญ่ของประเทศจะเห็นพ้องต้องกันว่าจําเป็นแล้วที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งไม่เห็นตรงกันนั้นเกิดขึ้นได้ เป็นเพียงประเด็นรายละเอียดย่อยของเนื้อหา ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดที่ท่านประธานเห็นก็คือหลังเหตุการณ์ปี ๒๕๓๕ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม มีการจุดประเด็นเรื่องของการปฏิรูปการเมือง ซึ่งรัฐบาล ชุดต่อมาได้นําแนวความคิดนี้ไปสู่การจัดตั้งเป็น สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สังคมเห็นพ้องต้องกัน คําถามก็จึงมีอยู่ว่าถ้าเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปีปัจจุบัน ซึ่งกําลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วมีผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ปี ๒๕๕๐ นําไปสู่ การแก้ไขใหม่นั้น สังคมเห็นพ้องต้องกันอย่างเดียวกันกับหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ หรือไม่ คําตอบคือไม่ เราพูดเสมอว่าสังคมไทยอยู่ภายใต้ความขัดแย้งแล้วเป็นความขัดแย้งที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราพยายามพูดถึงความปรองดอง หลายฝ่ายบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สิแล้วความปรองดองจะเกิดขึ้น แต่ผมชี้ให้กับท่านประธานเห็นเลยครับ ถ้าบรรยากาศการร่างรัฐธรรมนูญเป็นดั่งในสภาของเรา ความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความพยายามใช้เสียงข้างมากโดยไม่ฟังเสียงข้างน้อยอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น ถ้ามันเกิดขึ้น กับการร่างรัฐธรรมนูญมันจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย ความไม่เห็นพ้องต้องกันเกิดขึ้น แน่นอนครับ กระผมจึงเห็นว่ามาตรานี้จําเป็นที่จะต้องมีบทบัญญัติที่ไปกํากับเนื้อหาให้ สสร. มีการยกร่าง โดยตัดประเด็นความกังวลใหญ่ ๆ ของสังคมไทยออกไปเสีย ถ้าเอาตามร่าง ของกรรมาธิการทั้งหมดเป็นการเปิดกว้างให้กับ สสร. ซึ่งเข้ามาทั้ง ๙๙ คน เข้าไปยกร่างกัน เราได้ตั้งประเด็นไว้แล้วว่าทําไมเสียงข้างมากไม่ยอมให้แก้ที่มา สสร. ๗๗ บวก ๒๒ เป็น ๙๙ เราอธิบายให้เห็นชัดว่าในบรรดา ๗๗ คนที่มาจากต่างจังหวัดนั้น เสียงข้างมากของรัฐบาล และพรรคร่วมนั้นครอบครองถึง ๕๔ เขต ใน ๗๗ มีความเป็นไปได้ครับ ถ้าเราจะบอกว่า มันอาจจะไม่จริงตามนั้น แต่การทํานายทางการเมืองเราอยู่ในแวดวงมา เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อีก ๒๒ เขียนไว้ชัดว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นคนไปร่างข้อกําหนดต่าง ๆ เป็นคนไปแต่งตั้ง กรรมการ คัดเลือกคน กระทั่งกําหนดคุณสมบัติองค์กรที่จะคัดเลือกบุคคลเข้ามา และสุดท้าย ใช้เสียงข้างมากในรัฐสภานี้เลือก ไม่มีคําถามเลยครับว่าเสียงจะออกมาในลักษณะใด ๙๙ ถ้าเอา ๕๔ บวก ๒๖ มันปาเข้าไป ๗๖ มันเกินกว่ากึ่งหนึ่งไปแล้ว มีสิทธิครอบงํา การร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดได้ ถ้าไม่กําหนดเนื้อหาเกิดอะไรขึ้น เราอย่าปฏิเสธความจริงเลย ว่าสิ่งที่สังคมนี้เขากังวลไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ บนอากาศ แต่ความขัดแย้งทางการเมือง หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญพูดไว้ต่างกรรม ต่างวาระ หลายที่ ในลักษณะที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องยกเลิกฉบับเดิมถึงขั้นขนานนามเป็นผลไม้พิษ แต่พอถามถึงเรื่องเนื้อหากลับไปดูเลยครับ หลายคนแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันที่เป็น กระบวนการยุติธรรม อาฆาตมาดร้ายศาลบางศาลด้วยซ้ําไป บางคนมีการพูดถึงองค์กรอิสระ และพูดว่าจะต้องยกเลิก กลุ่มบางกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องเคลื่อนไหวกระทบไปถึงสถาบันสูงสุด อันเป็นที่เคารพ อย่าปฏิเสธความจริง มีการเคลื่อนไหวกันถึงการขอแก้ไขประมวลกฎหมาย อาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งอันนั้นชัดว่ามีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเคลื่อนไหว ความกังวลของ สังคมคืออะไรครับ ต่อเรื่องเนื้อหาที่ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องบัญญัติเอาไว้ในการขอแปรญัตติ ก็คือว่าถ้ากลุ่มคนยิ่งแสดงความอาฆาตมาดร้ายเหล่านั้นมีบทบาทครอบงําผู้ที่เป็นสมาชิก สภาร่างจะโดยผ่านกระบวนการใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าสนับสนุนให้เขาลงสมัครเป็นสมาชิก สภาร่างจนกระทั่งได้เข้ามาเป็นก็ดี มีสิทธิมีเสียงในการกําหนดตัวบุคคลที่เข้ามาก็ดี ใครจะ ทราบละครับว่าบรรดานักวิชาการที่เคลื่อนไหวแก้มาตรา ๑๑๒ จะเข้ามาเป็นสมาชิกด้วย หรือเปล่า