วิฑูรย์ นามบุตร เสนอแนวคิดในการปรับแก้รัฐธรรมนูญ โดยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำให้เสร็จภายใน 360 วัน และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมรับรู้ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมและการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติเกือบทุกมาตรา ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๕ มาตรา ๒๙๑/๖ และมาตรา ๒๙๑/๑๑ แต่ที่ผ่านมา ผมยังไม่ใช้เวลาของสภาแห่งนี้แสดงความเห็นในเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากเพราะอะไร ผมขอแสดงความเห็นในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เพียงมาตราเดียว และจะขออนุญาตท่านประธานพูดเพียงครั้งเดียว อาจจะโยงกับเรื่องอื่นบ้าง แต่ก็ไม่ลงในรายละเอียด ในลึก ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างน้อย ๆ จะได้เป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันว่า สภาทั้ง ส.ส. ส.ว. ไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลได้มีส่วนร่วม ได้เป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันในการทํางาน ในการปรับแก้ หรือเปลี่ยนแปลงในการออกแบบประเทศไทย ในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขในสิ่งที่เราคาดหวังว่ามันจะดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าทุกอย่าง มันจะเป็นประโยชน์ถ้าเราฟังความคิดเห็นที่มีความเห็นร่วมและรับฟังเสียงในมุมมอง ที่แตกต่าง ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก ความเห็นของผม มีความเห็นว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างให้เสร็จภายใน ๓๖๐ วัน ผมขีดเส้นใต้ คําว่าภายใน ๓๖๐ วันนับถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ และสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูง มาเป็นต้นแบบ ขีดเส้นใต้คําว่า เป็นต้นแบบนะครับ ไม่ใช่ว่าให้เป็นหลักในการยกร่างก็ได้ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ามองว่า ๓๖๐ วันกับร่างของคณะกรรมาธิการมีความแตกต่างกัน เป็นเท่า ผมมีเจตนาที่จะทําให้ล่าช้า อยากให้รัฐธรรมนูญเตะถ่วง ยืดเยื้อเรื้อรัง ถ่วงเวลา หรือพูดภาษาทั่ว ๆ ไปว่ายื้อรัฐธรรมนูญไม่ให้เสร็จเร็วใช่หรือไม่ คําตอบต้องกราบเรียน ท่านประธานครับว่าไม่ใช่ ผมไม่อยากให้กรรมาธิการไปผูกมัดตัวเอง ผมไม่อยากให้ กรรมาธิการมาขีดกรอบ ขีดเส้นและปิดประตูตัวเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของผมทําให้เสร็จภายใน ๓๖๐ วัน ซึ่งคําว่า ภายใน ๓๖๐ วันนี้มันจะเป็น ๙๐ วันก็ได้ จะเป็น ๑๕๐ วันก็ได้ ๑๘๐ วัน หรืออีก ๒๑๐ วัน หรือ ๓๐๐ วันก็ได้ เรามาเปิดกว้าง ให้ สสร. มาเปิดกว้างให้คณะทํางานให้มีทุกภาคส่วนเข้ามามีโอกาสรับรู้ด้วยกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากให้รัฐสภาของเราแห่งนี้ตรากฎหมาย ออกกฎหมาย ออกไปแล้ว มันมีผลใช้บังคับบนพื้นฐานของความพึงพอใจของประชาชนส่วนใหญ่ของผู้คนในสังคม ในบ้าน ในเมืองนี้ ไม่อยากจะให้รวบรัด เร่งรีบ และอยู่บนความขัดแย้ง ยังไม่ตกผลึกกัน ในเรื่องของความคิด ยังไม่มีการประนีประนอม ยังมองไม่เห็นว่าทิศทางหรือทางออก บางเรื่องที่ ส.ส. และ ส.ว. เราอธิบายไปที่ผ่านมากว่า ๑๐ วัน ท่านครับ ผมยังมองไม่เห็น ความตกผลึกทางความคิดในสภา ผมยังไม่เห็นความตกผลึกของความคิดของคน กลุ่มบุคคล องค์กรใด ๆ ข้างนอก ท่านครับคําว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เสียหายหรอกครับ ผมเองก็ไม่ชอบทําอะไรช้า ๆ หรอกครับ การทําด่วน การทําเร็ว และมีประสิทธิภาพ การทําด่วน และการทําดีไม่มีข้อขัดแย้ง ฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ผมว่าประชาชนรับได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะให้บรรยากาศการประชุมร่วมของรัฐสภาเป็นเหมือน ๒ วันแรก ที่เราพิจารณากฎหมายฉบับนี้ มี ส.ส. ฝ่ายค้าน หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแสดงความเห็น ต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก มี ส.ส. ในซีกของรัฐบาล บางท่านมีความเห็นต่าง กรรมาธิการ ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องต้องกันกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เพราะเหตุผล ต่าง ๆ นานา ซึ่งเป็นสีสัน และเป็นวัฒนธรรมการเมืองสวยงาม มีสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีทั้ง เห็นร่วม และเห็นต่างแสดงความเห็นหลากหลายน่ารับฟัง ผมมีโอกาสสดับตรับฟัง และติดตามมาโดยตลอดครับ แต่พอมาถึงวันนี้บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนครับ ผมอยากจะให้ และอยากจะเรียกร้องหวนกลับมาสู่บรรยากาศของสภา หลายคนมองว่าพิจารณารัฐธรรมนูญ มา ๑๐ กว่าวัน ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร และวันนี้เชื่อไหมท่านประธาน ผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านประธานพอจะทราบไหมพอจะกําหนด พอจะดูทิศทางว่ารัฐธรรมนูญที่เราพิจารณากันไว้ จะเสร็จเมื่อไร จะใช้เวลาอีกกี่ชั่วโมงจะใช้เวลาอีกกี่วัน เพราะอะไรครับ เพราะการที่ กรรมาธิการไม่ค่อยฟังครับ ไม่ค่อยรับรู้ปัญหาที่สะท้อนจากสมาชิกข้างล่าง ท่านอาจจะบอกว่า มีการปรับแก้ตามผู้แปรญัตติมาบ้างแล้ว ผมอยากจะเรียกร้องท่านประธานไปยัง ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย โดยส่วนตัวเคยทํางานร่วมกัน และเป็นบุคคลที่น่าได้รับการยอมรับมาก แต่วันนี้ท่านอาจจะ ถูกหลายคนกล่าวหา ท่านอาจจะเปลืองเนื้อเปลืองตัวบ้างด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเปรียบเทียบการทํางานร่วมกันของพวกเรา ๓ ฝ่าย เหมือนการเล่นเซปักตะกร้อ เซปักตะกร้อผมยกตัวอย่างได้ เพราะคนไทยคุ้นเคยกับ กีฬาประเภทนี้ และมักจะได้แชมป์ (Champ) อยู่เนือง ๆ ประกอบด้วยอะไรครับ มันมีหน้าซ้าย เหมือนฝ่ายค้านทําหน้าที่อยู่ทุกวันนี้ละครับ มันมีหน้าขวาคอยดูแล คอยปกป้อง คอยทําแต้ม คอยเก็บคะแนนให้กับรัฐบาลเหมือนกับท่าน ส.ส. ในซีกฝั่งขวามือของท่านประธาน มีสมาชิกวุฒิสภา ทําหน้าที่เป็นแบค (Back) เป็นหลัง คอยติ คอยติง คอยทัก คอยท้วง คอยเสนอแนะและปรับแก้ไข ในสิ่งที่สภาร่างรัฐธรรมนูญของพวกเราดําเนินการไป ถ้าการทํางานทั้ง ๓ ฝ่าย เหมือนการเล่น เซปักตะกร้อมันจะราบรื่น ถึงแม้แต่ละคนจะทําหน้าที่ที่แตกต่างกัน หน้าซ้ายอย่างฝ่ายค้าน พวกเราก็ทําหน้าที่ หน้าขวาท่านก็ทําหน้าที่ ฝ่ายหลังคือวุฒิสภาท่านก็คอยชงลูกให้ จะให้หน้าซ้ายตบ จะให้หน้าขวาฟาดอย่างไรก็ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้มันไม่ใช่ท่านประธาน ขณะนี้ดูเหมือนว่ามีเฉพาะ ส.ส. ในซีกฝ่ายค้านแสดงความเห็นที่ต่างจากกรรมาธิการ และฟังมาตอนหลัง ๆ สมาชิกวุฒิสภาแทบจะบอกว่าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ส.ส. ในซีกที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการไม่ค่อยแสดงความเห็นครับ แต่เวลาลงมติ ประชาชนฟังที่บ้านกรรมาธิการและ ส.ส. พูดกันไปแนวหนึ่ง แต่พอลงมติเสียงข้างมาก ไปอีกแนวหนึ่ง ตรงนี้ล่ะครับคือสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมอยากจะเรียกร้อง ให้ทาง ส.ส. ทุกคนมีโอกาส มีส่วนร่วมมาทํางานด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ
ประการต่อมาที่ผมได้แปรญัตติว่าทําไมต้องภายใน ๓๖๐ วัน ท่านครับ จะด้วยเหตุผลอะไรที่เพื่อนพูดมาแล้วผมขอเติมต่ออีกเล็กน้อยครับ ท่านครับการที่จะทําอะไร ให้มันสวยงาม และให้มีส่วนร่วมผมจะพูดอยู่บ่อย ๆ ก็คือการมีส่วนร่วม มันไม่เสร็จหรอก หรือเสร็จ หรือจบ มันก็จบไม่ดีครับ ท่านครับเราไม่อยากจะเห็นบรรยากาศ หรือมีภาพ ที่หลายคนกล่าวว่ามันเริ่มชงเองกินเองครับ เหมือนเตะตะกร้อที่ผมพูด แทนที่จะทําหน้าที่ ทุกฝ่าย แต่กรรมาธิการในขณะนี้เสียงข้างมากรู้สึกจะทําหน้าที่ชงเอง กินเอง ฟาดเองครับ ตะกร้อเขาสัมผัสได้ ๓ ครั้งครับ แทนที่จะ ๓ คนสัมผัส คนเดียวสัมผัส ดีไหมครับ หักคอไก่ ดีไหมครับ เหนื่อยครับท่านครับ