รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีจุดเน้นสำคัญคือการให้เวลาในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมากขึ้น และให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังขอเพิ่มหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้ที่ประชุมรับปากว่าจะไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมเป็นสมาชิกรัฐสภาจากวุฒิสภาอีกท่านหนึ่ง ที่ได้ใช้สิทธิแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ ซึ่งผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติ ไว้ทั้งหมด ๓ วรรคครับท่านประธานครับ เริ่มจากวรรคแรกซึ่งมีข้อความว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา ผมได้แปรญัตติว่าเป็น ๓๐๐ วัน นับจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติไว้ก็คือข้อความในวรรคสี่ท่านประธาน ข้อความในวรรคสี่มีข้อความว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมแปรญัตติว่าทั่วทุกจังหวัดด้วย จากข้อความเดิม ซึ่งให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเป็นทั่วทุกภาค

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมใช้สิทธิแปรญัตติก็คือข้อความในวรรคห้า ที่มีข้อความว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และผมได้แปรญัตติ เพิ่มข้อความว่าแก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้

เหตุผลที่ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติทั้ง ๓ ประเด็นดังกล่าวนั้น ผมจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เริ่มจากประเด็นแรกที่ผมขอแปรญัตติในเรื่องของ กรอบระยะเวลาที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ทําไมต้องเป็น ๓๐๐ วันนับจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกนั้น ผมกราบเรียนครับว่า แม้ว่ากรรมาธิการจะได้มีการแก้ไขจากร่างเดิมซึ่งเป็น ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วันแล้วก็ตาม ผมเห็นว่าระยะเวลา ๒๔๐ วันนั้นยังคงไม่เพียงพอต่อการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากเรา มีวัตถุประสงค์ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่างแท้จริง แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อที่เราจะไม่ต้อง มายกเลิกในอนาคตอีก ผมกราบเรียนครับว่ากระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ในแต่ละครั้งนั้นถ้าเราจะเอาฉบับที่ใกล้ที่สุด ล่าสุด ก็คือฉบับปี ๒๕๕๐ ที่มีการจัดทําขึ้น ในปี ๒๕๕๐ นั้น จริงอยู่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แม้ว่าจะมีกรอบระยะเวลาในการจัดทํา เพียง ๑๘๐ วันก็ตาม ท่านประธานครับ ผมมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวข้องกับการ จัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ทราบดีครับว่าระยะเวลา ๑๘๐ วันนั้นน้อยเกินไป ระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นไม่ควรต่ํากว่า ๑๐ เดือน หรือ ๓๐๐ วัน ด้วยเหตุผลที่ผม จะกราบเรียนก็คือว่า ถ้าเราดูต่อไปในวรรคสี่เราจะเห็นเลยครับว่าข้อความในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่นั้นได้พูดถึงกระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญไว้ส่วนหนึ่ง ก็คือกระบวนการ ที่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ท่านประธานครับ ก็เพราะผู้ที่ยกร่าง มาตรา ๒๙๑/๑๑ มีเจตนาที่ต้องการจะทําให้การจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปโดยรวดเร็ว ตีกรอบไว้เพียง ๒๔๐ วัน จะสะท้อนออกมาให้เห็นถึงหลักคิดในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจะต้องนําไปใช้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ก็คือต้องการให้มีความรวดเร็ว ในการจัดทํารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่ จึงได้กําหนด กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไว้ว่าให้ฟังความคิดเห็นเป็นรายภาค แทนที่จะเป็น รายจังหวัด ก็เพราะว่าต้องการความรวดเร็วอย่างไรครับท่านประธาน มันก็จะย้อนกลับมา ในวรรคหนึ่งว่า ด้วยเหตุผลนี่ละเขาถึงได้กําหนดให้มีระยะเวลาในการจัดทํารัฐธรรมนูญไว้แค่ ๒๔๐ วัน ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า เรามีความจําเป็นรีบด่วนแค่ไหน ในการที่ต้องจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด ขณะนี้ประเทศชาติ ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือไม่มีรัฐธรรมนูญใช้บังคับอยู่หรือไม่ เหมือนหรือต่าง กับสถานการณ์เมื่อปี ๒๕๕๐ ที่เราต้องจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายในเวลาอันสั้น ขณะนั้นเพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถูกยกเลิก ประเทศชาติขาดรัฐธรรมนูญฉบับถาวร สถานการณ์ในขณะนั้นจึงมีความจําเป็นที่เราจะต้องร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยรวดเร็ว ซึ่งเป็นคนละสถานการณ์กับขณะนี้ ขณะนี้เรายังคงมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ สมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ทั้งวุฒิสภาก็ดีต่างมาตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และอายุของสภาทั้ง ๒ ก็ยังมีระยะเวลาเหลือเพียงพอที่เรา จะจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาใช้ทดแทนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้อย่างละเอียด รอบคอบ โดยไม่ต้องรีบร้อน นี่คือเหตุผลที่ผมกราบเรียนว่าระยะเวลา ๓๐๐ วัน ที่เราจะใช้ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่กระบวนการที่ผมขอแปรญัตติไว้ในวรรคสี่ ก็คือ กระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอย่างหลากหลาย และให้ครบถ้วน ทุกพื้นที่ เป็นเรื่องสําคัญมากท่านประธาน เพราะอะไรครับ ผมเคยกราบเรียนท่านประธาน แล้วครับว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องเป็นสัญญาประชาคมของพี่น้องประชาชนร่วมกัน ทั้งประเทศ เราถึงจะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลา ที่ต้องลงประชามติเราก็ไม่ต้องใช้งบประมาณมากมายในการที่จะต้องไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ แล้วเราจะไม่เห็นภาพของพี่น้องประชาชนที่ใส่สีเสื้อหลากสีกัน หรือต่างสีกัน ออกมาสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฝ่ายหนึ่ง แล้วก็ออกมาต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระบวนการที่จะต้องให้ความสําคัญ และทําเสียตั้งแต่เริ่มแรก ก็คือการรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน เอาข้อมูล เอาข้อคิดเห็น เอาสิ่งที่ประชาชน ให้คําแนะนํามาใช้เป็นวัตถุดิบในการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วพยายามยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชนมากที่สุด ถึงตอนเมื่อเราต้องนํารัฐธรรมนูญกลับมาให้พี่น้องประชาชนลงประชามติ เราจะเห็นภาพ ของความสามัคคีของพี่น้องประชาชน การเห็นพ้องต้องกันของพี่น้องประชาชนในการที่จะลงมติ เลือกรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในขั้นตอน ของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นท่านอย่าคิดว่าเป็นขั้นตอนที่ไม่มีความสําคัญ มีความสําคัญทั้งในเรื่องของนิตินัย แล้วก็พฤตินัย ในเรื่องของพฤตินัยผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วครับว่ามันเป็นหลักการสําคัญของการจัดทํารัฐธรรมนูญในเรื่องที่จะต้อง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อกฎกติกาต่าง ๆ ที่จะบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเราจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ เป็นตัวตั้งก็ตาม แต่ที่สุดก็ต้องฟัง เสียงสะท้อนจากประชาชนว่าบทเรียนของการใช้รัฐธรรมนูญในอดีตนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ปี ๒๕๕๐ มีปัญหาอะไรบ้าง ถอยไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีปัญหาอะไรบ้าง แล้วเราจะนํา ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นมาปรุงแต่งใหม่ให้มีความสอดคล้องและบรรจบกันได้ด้วย กฎกติกาอย่างไร สสร. ไม่ใช่ผู้ตัดสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภา ฝ่ายเสียงข้างมากก็ไม่ใช่เป็นผู้ตัดสิน แต่คนที่จะเป็นคนตัดสินได้ก็คือประชาชนทั้งประเทศ ทีนี้การที่ประชาชนทั้งประเทศจะมีส่วนร่วมในการตัดสิน ในการกําหนดกฎกติกาได้ก็คือ ต้องผ่านเวทีในการรับฟังความคิดเห็น นั่นคือประเด็นที่ผมกําลังกราบเรียนท่านประธาน ถึงความสําคัญของการให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในด้านของพฤตินัย ส่วนในด้านของนิตินัยนั้นผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สสร. ที่กําลังจะเกิดขึ้นในอนาคตล้วนแต่เกิดขึ้นผ่านการแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นแม้การแก้ไขมาตรา ๒๙๑ จะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ตาม กระบวนการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากนั้นก็ยังต้องเป็น กระบวนการซึ่งอยู่ภายใต้กฎกติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมจะกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นมีบทบัญญัติมาตราหนึ่งครับท่านประธาน ที่พูดถึงสิทธิของประชาชน เขาพูดอยู่ในมาตรา ๘๗ ซึ่งเป็นมาตราที่อยู่ในหมวด ๕ เรื่องแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ในมาตรานี้เขากําหนดสิทธิของประชาชน ที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองกับรัฐไว้อย่างนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่านมาตรา ๘๗ ให้ท่านประธานฟังนะครับ มาตรา ๘๗ ของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนี้ครับว่า รัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนดังต่อไปนี้ ใน (๒) เขียนให้รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ ทางการเมือง ชัดเจนเลยครับ การที่เราจะเดินหน้าไปสู่การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสําคัญอีกครั้งหนึ่งของประเทศ และที่สุดมันจะกลายเป็น ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมถึงได้กราบเรียนอย่างไรครับว่าในวรรคสี่ ที่ผมได้แปรญัตติให้การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ทุกจังหวัด ก็ด้วยเหตุผลในเรื่องของนิตินัย ก็คือรัฐธรรมนูญบังคับไว้เลยครับว่ารัฐจะต้องจัดทํา และส่งเสริมสนับสนุนให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง นอกจากนี้ ใน (๕) ของมาตราเดียวกันก็คือมาตรา ๘๗ เขียนบัญญัติให้รัฐต้องมีหน้าที่ในการดําเนินการ ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถามว่าท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการการที่เรามีแนวความคิดในการที่จะต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยการเพิ่มเติมให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่การจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้น ท่านคิดอะไรของท่านอยู่ ท่านคิดว่าวิธีนี้คือวิธีในการที่จะพัฒนาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใช่หรือไม่ ท่านเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่จะทําให้การเมืองของประเทศไทยนั้นก้าวไปสู่การเมืองที่ดีกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ใช่หรือไม่ ถ้าคําตอบว่า ใช่ นั่นละครับ เป็นสิ่งที่ท่านต้องไปปฏิบัติ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๗ (๕) ที่เขาเขียนให้รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมือง การปกครองของประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทีนี้การที่ท่านไปยกร่าง โดยเขียนให้กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภาค ก็เท่ากับว่าท่านกําลังไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ ในการที่จะ สนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง ท่านกําลัง ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการพัฒนาการเมือง การปกครองของประเทศ เพราะอะไรครับ เพราะการใช้ระดับภูมิภาค เป็นเกณฑ์ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น เท่ากับว่าท่านกําลังสร้างข้อจํากัด ให้ประชาชนเข้าถึงในการมีส่วนร่วมในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ถ้า สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่กําหนดไหมครับต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค เขาก็ไปกําหนด เขตภาคของประเทศเสีย ๔ ภาคครับ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้วก็ ภาคกลาง แล้วใน ๔ ภาคเขาก็จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนภาคละ ๑ เวที ทั่วประเทศก็มี ๔ เวทีท่านประธาน ถามว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่ ที่ท่านยกร่างไหม คําตอบก็คือไม่ขัดครับ เพราะจัดครบทุกภาคแล้วอย่างไรครับ แต่ในแต่ละภาค มีเพียง ๑ เวที แต่ถ้าถามกระผมว่า ผมเห็นอย่างไรต่อการจัดเวทีในระดับ ๔ ภาคแบบนี้ ซึ่งไม่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญของท่าน ผมก็มีความเห็นของผมว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ อย่างที่ผมกราบเรียนให้ทราบ ก็คือการไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ทั้งในเรื่องของการตัดสินใจทางการเมืองว่าควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ควรมี กับขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องของการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่า ท่านไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมทํา ในการพัฒนาการเมืองของประเทศ นี่ละครับ คือเทคนิคในการร่างกฎหมายที่จะเลี่ยง รัฐธรรมนูญด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีขีดจํากัด ผมถามว่าตรงนั้น ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ ไหม ในการเขียนให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าท่านคิดว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเป็นระดับภาค ก็เป็นที่น่าเสียใจ แทนประชาชนในระดับตําบล อําเภอและจังหวัดที่เขาจะขาดโอกาสในการที่จะมีส่วนร่วม ต่อการตัดสินใจครั้งสําคัญของประเทศชาติ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมจําได้ดีว่า ขณะที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราพูดกันนักพูดกันหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มาจากเผด็จการ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเขายังแบ่งให้เป็นหน้าที่ของ สสร. ที่มาจากจังหวัดทุกจังหวัด ทําหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เลยนะครับ ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประจําจังหวัดต่าง ๆ ขึ้นทุกจังหวัด นั่นขนาดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่หลายท่านกล่าวหา เขาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ เขายังรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกจังหวัด ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นระดับจังหวัดแล้วส่งผ่านมายัง คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นระดับภาค แล้วสุดท้ายก็เอาไปประมวลความคิดเห็น ทั้งหมดสู่คณะกรรมาธิการยกร่าง กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ถามว่ายากเกินไปไหม ถ้าเราจะใช้วิธีการในการตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นประจําจังหวัดทุกจังหวัดขึ้นมา เพื่อทําหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ระดับตําบล อําเภอ จังหวัด ผมไม่ต้องไปพูดถึงการซอยกลุ่มสาขาอาชีพในการรับฟังความคิดเห็นเลยนะครับ เอาเรื่องของขนาดพื้นที่ว่าให้โอกาสพื้นที่ของประชาชนที่จะมีโอกาสในการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ท่านก็ละเลยแล้ว เหตุผลก็คือมันก็หนีไม่พ้นเหตุผลในเรื่องของความรวดเร็วที่ท่านต้องการได้ ถึงได้สะท้อนออกมาที่ท่านไปเขียนล็อก (Lock) ไว้ตั้งแต่วรรคแรก ก็คือให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนมาพร้อม ๆ กันในทั้ง ๒ ประเด็น ก็คือ ประเด็นเรื่องของกรอบระยะเวลาซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นของกระบวนการในการจัดทํา รัฐธรรมนูญที่ท่านไม่รับฟังความคิดเห็นให้ครอบคลุมทุกจังหวัด จึงขอความกรุณา ท่านกรรมาธิการว่าได้กรุณาปรับแก้ไขข้อความในวรรคสี่เสียใหม่ เป็นว่าในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั่วทุกจังหวัดด้วย และเพื่อให้กระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นทั่วทุกจังหวัดนั้น สามารถกระทําได้ภายในกรอบระยะเวลา ท่านก็ควรไปปรับแก้ข้อความในวรรคแรก คือกรอบระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญจาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๐๐ วัน

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ก็คือ ข้อความที่ผมขอแปรญัตติไว้ในวรรคห้า วรรคห้าไม่มีอะไรมาก ผมขอแปรญัตติว่าในการจัดทํา รัฐธรรมนูญเพื่อเป็นหลักประกันกับพี่น้องประชาชนที่เขายังมีความหวาดระแวงอยู่ หรือยังมีความสงสัยว่าในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะมีการแก้ไขข้อความ ในหมวด ๑ หรือ หมวด ๒ ให้ผิดไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ ผมจึงได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมข้อความเข้าไปว่าการแก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้ เรื่องนี้กราบเรียนท่านประธานครับว่าแม้ว่า ทางคณะกรรมาธิการจะได้ยอมแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ จากข้อความเดิมเป็นข้อความใหม่ ด้วยการเพิ่มเติมข้อความในวรรคห้าว่าการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราได้ถกเถียงกันมา ค่อนข้างเยอะเมื่อวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กุมภาพันธ์ ก็คือในคราวที่เราพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่หนึ่งจนกระทั่งมีเพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลท่านหนึ่งต้องขึ้นมาอภิปรายให้คํายืนยัน ต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรูปแบบของรัฐ แล้วก็จะไม่มีการแก้ไข บทบัญญัติว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า นอกเหนือไปจากเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ได้มีการอภิปรายไปแล้วว่าเรื่องของ หมวดพระมหากษัตริย์นั้นมิได้มีบัญญัติอยู่แต่ในเฉพาะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวด ๒ เท่านั้นเอง แท้ที่จริงแล้วก็เชื่อมโยงกับข้อความในหมวด ๑ อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อท่าน ได้กรุณาแก้ไขเพิ่มเติมข้อความให้คํารับรองว่าจะไม่แก้ไขบทบัญญัติในหมวด ๒ คือ พระมหากษัตริย์อยู่แล้ว และด้วยกฎ กติกา ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งบัญญัติอยู่ใน มาตรา ๒๙๑ ข้อห้ามเรื่องของการแก้ไขรูปของรัฐ ซึ่งท่านประธานคงทราบดีว่าเมื่อเราพูดถึง รูปแบบของรัฐนั้นก็คือกฎเกณฑ์ที่บัญญัติอยู่ในหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อมันเป็นสิ่งที่ท่านดําเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะเป็นการแก้ไขรูปแบบของรัฐไม่ได้ เมื่อท่านเองยอมรับที่จะเพิ่มเติมข้อความว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดทําขึ้นนั้นจะไม่ไปแตะ หมวดพระมหากษัตริย์อยู่แล้วในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ปรับปรุงถ้อยคําเสียให้มีความชัดเจน มากยิ่งขึ้นได้ไหมครับ ประเด็นตรงนี้จะได้ไม่เป็นประเด็นปัญหาต่อไปแล้วเราก็ไม่ต้องถกเถียงกัน ซึ่งถ้าเดี๋ยวผมอภิปรายจบ ท่านกรรมาธิการตัดสินใจได้ขึ้นมาแถลงยืนยันยอมรับเลยครับว่า จะเพิ่มเติมว่าจะไม่แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ผมเชื่อว่าจะช่วยประหยัดเวลาของที่ประชุม แห่งนี้ไปได้เยอะ เพื่อนสมาชิกหลายคนที่รอคิวอภิปรายต่อจากผมอีกหลายท่านอาจจะบอกท่านว่าถ้าอย่างนั้น ท่านพอใจไม่ต้องอภิปรายแล้ว เราจะได้ผ่านมาตรานี้ไปได้ เพราะฉะนั้นท่านเองมีส่วน ที่จะช่วยประหยัดเวลาของที่ประชุมแห่งนี้ได้ด้วยนะครับ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อภิปราย หรือการประท้วงหรือไม่ประท้วงเพียงอย่างเดียว ผมกราบเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติม กับท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราดูศึกษาย้อนหลังเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เชื่อมต่อมาสู่ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น หมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นถูกหยิบยกมาใช้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งหมดเลย นะครับ

หมวด ๑ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่ามีอยู่ ๗ มาตรา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ล้อข้อความของหมวด ๑ ทั้ง ๗ มาตรามาใส่เป็นหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งหมด มีเพิ่มเติมข้อความนิดเดียวครับ ในมาตรา ๓ ของหมวด ๑ ตอนท้าย เพื่อเป็นหลักการใหม่ เพื่อให้เห็นแนวคิดที่มีการพัฒนาขึ้นก็คือข้อความที่ปรากฏอยู่ในวรรคสอง ของมาตรา ๓ ขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ มาตรา ๓ วรรคสองเขาเขียนอย่างนี้ครับว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เพิ่มเท่านี้ละครับ นอกนั้นใช้ข้อความเดิม ของหมวด ๑ ทั้งหมด ซึ่งผมก็เห็นว่าถ้าท่านยอมรับได้ ท่านเอาข้อความเดิมของหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยกใส่ไปในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือพูดกลับกันก็คือว่ารับเสียว่า จะไม่แตะหมวด ๑ ประเด็นปัญหาก็จบ

อีกมาตราหนึ่งที่ผมยังอยากที่จะกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบว่า ผมมีเหตุผลอะไรถึงไม่อยากให้ไปแตะต้องหมวด ๑ นอกจากเหตุผลที่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เขาก็คงหมวด ๑ ไว้ในลักษณะเช่นนี้มาแล้วนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ผมเห็นว่า หมวด ๑ คือหมวดซึ่งว่าด้วยรูปแบบของรัฐ ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง หมวด ๑ เป็นหมวดซึ่งพูดถึงหลักเกณฑ์พื้นฐาน หลักเกณฑ์ ทั่วไปของประเทศ ซึ่งเขียนไว้ดีมากไม่สมควรที่จะต้องไปแตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก มีอีกหนึ่งตัวอย่างมาตราที่ผมอยากจะกราบเรียนให้เห็นว่าเป็นข้อความที่ดีมากอยู่ในหมวด ๑ ก็คือมาตรา ๔ เขียนว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับการคุ้มครอง ถ้าท่านไม่กล้ารับปากว่าท่านจะไม่ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมวด ๑ แล้วท่านจะให้ผมและพี่น้องประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะไม่ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รับรองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ของบุคคล ซึ่งก็มีอยู่ในหมวด ๑

อีกมาตราหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือมาตรา ๕ เขาเขียนอย่างนี้ครับว่า ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญ เสมอกัน อันนี้ก็เป็นบทบัญญัติขั้นพื้นฐานที่รับรองในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชาวไทยว่า ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติอะไร ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดได้รับการคุ้มครอง โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้เสมอกันหมด และผมกราบเรียนเลยครับว่า โดยเฉพาะ ประเด็นเรื่องศาสนา เมื่อถึงคราวที่เรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีประเด็นนี้มาสู่ ข้อถกเถียงกันอยู่ อย่างน้อยถ้าเราให้หลักประกันกับพี่น้องประชาชนว่าเราจะไม่ไปแตะ หมวด ๑ เท่ากับเรากําลังจะบอกพี่น้องประชาชนไว้ล่วงหน้าว่าหลักการสําคัญพื้นฐาน คือไม่ว่าประชาชนจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แม้ศาสนานั้นจะถูกบรรจุเป็นศาสนาประจําชาติ หรือไม่ก็ตามเขาได้รับการคุ้มครองเสมอกันอยู่แล้วโดยบทบัญญัติในหมวด ๑

มาตราสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนในหมวด ๑ ก็คือมาตรา ๗ ท่านประธาน เรื่องนี้มีหลายคนพูดถกเถียงกันมากในเรื่องของมาตรา ๗ แล้วเป็นที่มาของ ข้อห่วงกังวลว่าไปกระทบกระเทือนเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ มาตรา ๗ เขียนอย่างนี้ท่านประธาน เขียนว่าในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็เขียนเป็นหลักประกันไว้ว่าการที่เราจะเขียนรัฐธรรมนูญ หรือเขียนกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งก็สุดแล้วแต่ท่านประธาน ไม่มีทางที่ผู้ยกร่างจะสามารถเขียน โดยมองเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ทะลุปรุโปร่งทุกเหตุการณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษเราที่ท่านเขียนรัฐธรรมนูญในอดีต ท่านปิดทางไว้ว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญเขียนไปไม่ครบถ้วน เขียนไปไม่สามารถใช้บังคับ กับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แล้วจะหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างไร ผ่านมาตรา ๗ นี่ละครับ ให้ตัดสินและวินิจฉัยคดีนั้นตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่แค่นั้นไม่ได้ครับ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วย นี่คือ อีกบทบัญญัติหนึ่ง อีกมาตราหนึ่งในหมวด ๑ ซึ่งผมยังเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ บ้านเมือง รวมความแล้วที่ผมได้หยิบยกตัวอย่างบางมาตราใน ๗ มาตราของหมวด ๑ ให้ท่านประธานกรุณาได้รับทราบ ผมจึงเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ถอดบทบัญญัติ ของหมวด ๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ถอดบทบัญญัติ ของหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ซึ่งหมวด ๒ นี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่ามีอยู่ ๑๘ มาตรา ปี ๒๕๕๐ นี้ยกทุกถ้อยคําของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในหมวด ๒ มาทุกมาตราเลย ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอะไรเลย แล้วทําไมท่านถึงไม่กล้าที่จะรับปากพวกเราว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราอยากจะเห็น เราอยากจะให้มีการจัดทําขึ้นใหม่นั้นท่านจะไม่แตะ หมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไป กับหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านสามารถ ให้คํายืนยันตรงนี้ได้ผมเชื่อว่าท่านจะได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนในเรื่อง การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นอีกจํานวนมาก ก็เป็นเหตุผลสําหรับข้อแปรญัตติ ประการสุดท้ายของกระผมครับ ท่านประธานในส่วนที่ได้แปรญัตติไว้ในวรรคห้าของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ