รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สมชาย โล่สถาพรพิพิธ แปรญัตติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยอธิบายว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มีส่วนดีแต่ยังมีช่องว่างที่นักการเมืองบางคนพยายามใช้ประโยชน์ให้ตัวเอง และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่ฝ่ายรัฐบาลอาจใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และขอให้ประธานสภาระบุให้ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะไม่ถูกยกเลิก

นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมแปรญัตติ ไว้ว่าปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับที่ดี ควรระบุให้ชัดเจนในวรรคสองครับ ท่านประธาน จะเห็นว่าในสมัยก่อนมีการควบรวมพรรคการเมืองจนทําให้การเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ นั้น พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมาก ๓๗๗ เสียง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ของการเลือกตั้ง ก็เนื่องจากนี่ จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งถามว่าในภาพรวมดี ไม่ดี ท่านประธาน แต่ว่าทุกรัฐธรรมนูญก็มีช่องว่าง มีช่องโหว่ นักการเมืองบางคนพยายามที่จะ หาช่องว่างเหล่านั้นเพื่อไปสร้างประโยชน์ให้ตัวเอง ควบรวมเหมาเข่งหลายพรรคมารวม เป็นพรรคเดียว เหลืออยู่ที่ทําได้ก็พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย แล้วก็พรรคมหาชน นอกนั้นเหมาเข่งรวมไปหมดครับท่านประธาน เหมือนมะม่วงไม่เลือกว่าลูกดี ลูกเสีย เหมากันหมดทั้งเข่ง ยกเข่งทีเดียว จนได้เสียงข้างมาก ๓๗๗ เสียง ไม่เคยมีมาก่อนครับ เป็นครั้งแรก จุดนี้ครับท่านประธาน ทําให้ผู้มีอํานาจทางการเมืองลุแก่อํานาจ รู้ว่าทําอะไร ได้ตามอําเภอใจของตัวเอง นี่คือความเป็นจริงในอดีตที่มันเกี่ยวโยงทําให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีส่วนดีแต่ก็ยังมีส่วนบกพร่อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลยมาต่อยอดท่านประธาน อุดช่องว่างต่าง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นการขยายขอบเขตสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนโดยมีการจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเห็นชัดเจนท่านประธาน ขณะเดียวกัน ประชาชนก็มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เช่น การเสนอร่างกฎหมายจาก ๕๐,๐๐๐ คน เหลือ ๑๐,๐๐๐ คน การเข้าชื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งจาก ๕๐,๐๐๐ คน เหลือ ๒๐,๐๐๐ คน และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชื่อได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่เป็นการต่อยอดจริง ๆ ครับท่านประธาน แล้ววันนี้ผมถามว่า ไปยกเลิกเขาทําไม เป้าหมายเพื่ออะไร คําก็ปรองดอง ๒ คําก็ปรองดองท่านประธาน ไม่มีหรอกคําว่าปรองดอง เพราะว่าคนให้ความหมายของคําว่าปรองดองนี้ไม่เหมือนกัน ในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ บอกไว้ว่า ปรองดองหมายถึง ออมชอม ประนีประนอม ยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย ตกลงกัน ด้วยไมตรีจิต แต่ปรองดองของเสียงข้างมากไม่ได้หมายถึงอย่างนี้ หมายถึงว่านายใหญ่ กลับบ้านไม่ติดคุกท่านประธาน แค่นี้ ใครทําได้แค่นี้ทุกอย่างจบ รัฐธรรมนูญไม่ต้องแก้ครับ ไม่ควรต้องมีกฎหมายปรองดอง นี่มันชัดเจน

เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมแปรญัตติไว้อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญยิ่งก็คือในวรรคสี่ ท่านประธาน วรรคสี่เป็นเรื่องของการจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าไม่ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง แล้วก็ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ต้องระบุ ให้ชัดเจนถ้าท่านมีความบริสุทธิ์ใจ เพราะอํานาจอธิปไตยของประเทศเรามี ๓ อํานาจ ๑. อํานาจบริหาร ๒. อํานาจนิติบัญญัติ และ ๓. อํานาจตุลาการ ท่านประธานต้องยอมรับ ความเป็นจริงว่าอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารมันเกี่ยวโยงกัน คนที่ชนะในการเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมากก็มีอํานาจนิติบัญญัติและควบคู่กับอํานาจบริหาร แต่อํานาจหนึ่งเป็นอํานาจ ที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งและมีโครงสร้างที่ค่อนข้างชัดเจนก็คืออํานาจตุลาการซึ่งไม่มีใครสามารถ ก้าวล่วงได้ สิ่งนี้เราเป็นห่วงว่าถ้าอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือบุคคล ใดบุคคลหนึ่งทั้ง ๓ อํานาจ ประเทศจะเกิดอะไรขึ้น ผมอยากให้ท่านระบุให้ชัดเจนในสภา ท่านชนะ เพราะว่าท่านคือเสียงข้างมาก แต่ข้างนอกท่านไม่ชนะหรอกครับ ท่านประธานครับ คําก็ ๑๕ ล้านเสียง ๒ คํา ๑๕ ล้านเสียง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศมี ๖๕ ล้านเสียง ท่านต้อง ทําใจว่าอีก ๕๐ ล้านคนเขาไม่ได้เลือกท่านมา ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย ในสภาเสียงท่านชนะ แต่ข้างนอกท่านไม่ชนะหรอก ถ้าคนอีก ๕๐ ล้านคนไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นประเด็น ดังกล่าวนี้ ส่วนอีกหลายประเด็นที่แปรญัตติไว้เพราะคิดว่าคงเป็นประเด็นที่ซ้ําซ้อนกับเพื่อน สมาชิกอภิปรายไว้หลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านสาคร เกี่ยวข้อง ท่านอาจารย์ผุสดี ตามไท ซึ่งได้แปรญัตติไว้ใกล้เคียงกัน แต่ผมฝากประเด็นทิ้งท้ายวันนี้ท่านประธานครับว่าถ้าเรามี เสียงข้างมากแล้วเราทําอะไรตามอําเภอใจของเรา ไม่ฟังเสียงข้างน้อย ไม่ฟังเสียงของ พี่น้องประชาชน ลุแก่อํานาจ ใช้อํานาจบาตรใหญ่ ผมฝากเตือนท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ระวังนะท่านจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกับพี่ชายของท่าน ขอบคุณท่านประธาน