สมชาย โล่สถาพรพิพิธ หารือเรื่องการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังไม่ได้รับคำชี้แจงจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และกล่าวถึงการแปรญัตติและความไม่เท่าเทียมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพยิ่ง กระผม สมชาย โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ลงมติไม่เห็นชอบในวาระแรกของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ มั่นใจว่าผมคงไม่ลงมติรับในวาระที่สองและวาระที่สามเป็นลําดับต่อไป เนื่องจากผมมีเหตุผล ๒ ประการท่านประธานครับ
ประการแรก ก็คือว่าขณะนี้เราพิจารณาวันที่ ๑๒ แล้ว วันที่ ๑๒ ผมยังไม่ได้ รับคําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าสุดท้ายเราได้ สสร. ๙๓ คนแล้วนี่เราไปแก้อะไร แก้ในเรื่องอะไร หมวดอะไร ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าแก้เพื่อใคร ใครได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนท่านประธานให้ทราบว่าผมเองเป็นผู้หนึ่งที่แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เจตนารมณ์ของการแปรญัตติ ท่านประธานเบื้องต้นผมขอเรียนท่านให้ทราบว่าสมาชิก ส่วนใหญ่นั้นที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ก็เพื่อที่จะนํามาอภิปรายในสภาเพื่อโน้มน้าว ให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากตลอดจนเพื่อนสมาชิกเสียงข้างมากได้เห็นด้วย แล้วคล้อยตาม แต่ดูเหมือนว่าการประชุม ๑๒ วัน รวมทั้งวันนี้นั้น ขบวนรถไฟรถด่วนขบวนนี้ ที่บรรทุกเสียงข้างมากกําลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่ฟังเสียงของฝ่ายค้าน เพื่อนวุฒิสมาชิกตลอดจนเสียงทัดทานจากพี่น้องประชาชน ๒ ข้างทาง โดยมีกรอบเงื่อนเวลา ๙๐ วันเป็นตัวกําหนด ดูเหมือนว่าการเร่งรีบลุกลี้ลุกลนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ภายใต้กรอบระยะเวลามุ่งไปสู่พิมพ์เขียวที่วางไว้ ท่านประธานจําได้ว่ามาตรา ๒๙๑/๑ ที่ให้มี สสร. ทั้งสิ้น ๙๙ คน มาจากการแต่งตั้ง ๒๒ คน แล้วจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ วัน อีก ๗๗ คน ผมเรียนท่านประธานให้ทราบว่า ๒๒ คนนั้นเลือกตั้งโดยผ่าน กระบวนการของประธานรัฐสภาซึ่งจริง ๆ ประธานรัฐสภาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็คือสมาชิกคนหนึ่งในพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นผู้กําหนดกฎกติการะเบียบต่าง ๆ ในการคัดสรรในการคัดเลือกแล้วก็มอบให้กับ รัฐสภาเป็นผู้ลงมติเลือก นั่นหมายถึงว่า ๒๒ คนนี้ ถ้าเราไม่ดัดจริตพูดท่านประธานครับ นี่คือเสียงที่รัฐบาลวางไว้ ๒๒ เสียง ๗๗ จังหวัดจาก ๗๗ คน ท่านประธานเขียนข้างฝา ไว้สิครับ รัฐบาลจะได้อย่างน้อย ๔๓ คน ๔๓ จังหวัด รวมกับ ๒๒ คือ ๖๕ เสียง ผมเลยตั้งชื่อ ให้ว่า สสร. ร่างทรงท่านประธานครับ ๖๕ คนคือเสียงข้างมากที่วางไว้ แล้ว สสร. ชุดนี้ จะรับพิมพ์เขียวจากเสียงข้างมากในอนาคตเพื่อนําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่หลายคน ในประเทศนี้สงสัยว่าแก้เพื่อใคร ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ ก็คือในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องนํารัฐธรรมนูญฉบับใด ฉบับหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยสูงขึ้นมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ผมเห็นด้วยท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยว่าให้นํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ประกอบกันมาเป็นต้นแบบในการยกร่าง เพราะผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนค่อนข้างมากและทุกภาคส่วน มีส่วนร่วม เราเรียกกันว่า สสร. ๑ อย่างไรครับท่านประธาน เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทําร่างขึ้น บนความเห็นร่วมกันของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมถือว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ต่อยอดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมให้เหตุผลท่านประธานอย่างน้อย ๒ ประเด็นครับ เพราะรัฐธรรมนูญขณะนี้เรามี ๑๘ ฉบับ จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยกฉบับใดฉบับหนึ่งนั้นขึ้นมาพิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย สูงสุดนั้น เราไม่ทราบ สสร. ชุดนี้เขาจะเลือกอย่างไร เลือกฉบับไหน แต่ถ้าเราระบุให้ชัดเจนว่า เลือกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ประกอบกันเป็นต้นแบบในการยกร่าง ผมว่าปัญหา ก็จะจบไปท่านประธานครับ ผมมีเหตุผล ๒ ประการที่เรียนให้ท่านทราบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการลงประชามติจากพี่น้องประชาชน ๑๔.๗ ล้านคน มันก็พอ ๆ กับ ๑๕ ล้านเสียงที่ท่านพูดอยู่ทุกวันนั้นละครับ มันไม่ต่างกันมากหรอก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความพยายามแก้ไขความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการกระจุกตัวของอํานาจในฝ่ายบริหารโดยเฉพาะผู้นําเพียงคนเดียว ทําให้เกิดการลุแก่อํานาจและการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนัก การแจกแจงอํานาจ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มุ่งเน้นให้เกิดดุลยภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กลเม็ด เด็ดพรายในทางการเมือง สร้างอํานาจเผด็จการในกรอบของเผด็จการประชาธิปไตย โดยใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นผู้นําประเทศใช้วิธีการรวมพรรคการเมืองหรือหลายคนเรียกว่า เป็นการเหมาเข่งแล้วมารวมเป็นพรรคเดียว