วันชัย สอนศิริ แปรญัตติรัฐธรรมนูญเพื่อขยายเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จและเพิ่มการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภูมิภาคทั้งหมด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟังเสียงประชาชน และต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนและเป็นประชาธิปไตย วันชัย สอนศิริ เสนอข้อเสนอเพื่อให้การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นทั่วถึงจริง ๆ และขอแปรญัตติเพิ่มเติมอีก 60 วัน และเสนอว่าควรเขียนบทบังคับในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เพื่อไม่ต้องมีการตีความ และมีการฟังความคิดเห็นประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผม ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน ๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก ขยายเวลาการจัดทํารัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จจาก ๒๔๐ วัน เป็น ๓๐๐ วัน คือเพิ่มขึ้นมา ๖๐ วัน เฉพาะในส่วนประเด็นเพิ่มขึ้นมา ๖๐ วัน หรือ ๒ เดือนนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการอาจจะสงสัยว่าเพิ่มขึ้นมาทําไม ผมอยากให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการได้โปรดฟังคําอภิปรายเฉพาะในส่วนประเด็นนี้ให้ดีว่า เวลาเพียง ๖๐ วันนั้นเพิ่มเข้ามาทําไม ซึ่งเดี๋ยวผมจะให้เหตุผล
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมขอแปรญัตติในวรรคสี่จัดให้รับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทั่วภูมิภาค เป็น ทั่วทุกจังหวัด ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญที่ผมคิดว่า ท่านกรรมาธิการต้องโปรดฟังอย่างครบถ้วน แล้วท่านจะเห็นว่าต่างกันอย่างไรระหว่าง ภูมิภาคกับจังหวัด
ประเด็นสุดท้าย คือในวรรคห้าที่กระผมขอแปรญัตติเพิ่มเติมจากในหมวด ประเด็นที่ว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์กระทํามิได้ ผมแก้เป็นว่า จะแก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้
ใน ๓ ประเด็นด้วยกันที่ผมขอแปรญัตติ ท่านประธานครับ ประเด็นข้อแรก การแก้ไขขยายเวลาเป็น ๖๐ วัน กระผมจะขออภิปรายในภายหลัง โดยจะขออภิปราย ในประเด็นข้อ ๒ ก่อน เมื่อผมอภิปรายในข้อนี้แล้ว ท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ จะเห็นได้ว่าทําไมผมจึง ขอขยายระยะเวลาออกไป ๖๐ วัน เพราะผมถือว่า ๖๐ วันที่ขยายไปนี้เป็นเรื่องสําคัญ อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ มีการกล่าวกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจาก เผด็จการ ผลไม้พิษ และไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากประชาชน จึงต้องมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้ที่เราเรียกกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือที่กล่าวกันว่า พยายามจะทํารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนและโดยประชาชนเพื่อประชาชนตามคําอ้าง ที่กล่าวกันว่าอย่างนี้ ท่านประธานครับ เมื่อเราจะเอาประชาชนเป็นตัวตั้งและเป็นที่ตั้ง ดังนั้นผมเห็นว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้วเอามาจัดทํารัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องจําเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถครับ และผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่สําคัญไม่ทําไม่ได้ แต่จะทําสักแต่ว่าทํา ๆ ไปตามที่กฎหมายเขียนก็ไม่ได้ครับ หรือเราจะเห็นได้ว่ามีการฟังเสียงประชาชนนั้นผมกราบเรียนว่าเราจะเห็นว่าสักแต่ว่า มีการทําหรือทําแบบส่ง ๆ หรือเป็นเพียงพิธีกรรมของการทําให้ครบถ้วนตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการกระทําไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นหลัก ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะต้องประกอบด้วย ๔ หลักใหญ่ด้วยกันครับ
หลักที่ ๑ ต้องทําการรับฟังอย่างกว้างขวาง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ ท่านประธานครับ เพราะปกตินั้นเวลาเรารับฟังเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้นเราก็จะฟังกันเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเพียงพิธีกรรมให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกําหนด แต่เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้จะต้องมีการรับฟังอย่างเป็นเรื่องเป็นราว รัฐต้องปลุกให้คนอื่นตื่นตัวขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น สื่อทีวี วิทยุ โทรทัศน์ ตลอดจนสื่อต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและรายการทีวีต่าง ๆ ทั้งหมด ต้องมีการกระพือโหมกันในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง ต้องปลุกคนทั้งประเทศให้ลุกขึ้นมาพูดกัน เรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญ จะทําเป็นแบบเล่น ๆ เหมือนการฟัง รับฟัง ในเรื่องอื่น ๆ ไม่ได้ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ปกติแล้วนี่ก็จะเป็นเรื่องของ สสร. ไปจัดทํากันเอง หรือบางทีก็เป็นกิจกรรมของ สสร. ผมเคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญ รับฟังความคิดเห็นจึงรู้ว่าการทํานั้นมันกว้างขวางจริงหรือไม่ครับ ผมไม่อยากให้การรับฟัง ความคิดเห็นนั้นเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งของ สสร. ที่ทําเท่านั้น ผมอยากให้กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมของรัฐบาลที่จะต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง มีการปลุกระดมให้ประชาชนตื่นตัวกัน อย่างกว้างขวางเรื่องรัฐธรรมนูญ นี่คือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ นั้น การรับฟังนั้นต้องรับฟังอย่างทั่วถึงทุกระดับครับ ไม่ใช่ฟังเฉพาะไพร่ ไม่ใช่ฟังเฉพาะอํามาตย์ ต้องฟังทั้งรากหญ้า ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร ข้าราชการ ทหาร ตํารวจ นิสิตนักศึกษา ประชาชน พ่อค้า พระสงฆ์องคเจ้า ทุกสาขาอาชีพ ต้องฟังกันหมดครับท่านประธาน และต้องฟังทุกภาคทุกจังหวัด ผมกราบเรียนว่า ทําไปถึงอําเภอ ตําบลได้ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมากที่สุด เพราะฉะนั้นต้องทําอย่างทั่วถึง ท่านประธานสามารถ จะเห็นแล้วว่าทําไมผมแก้เป็นจังหวัด เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการฟังในข้อที่ ๓ การฟังนั้นต้องไม่เลือกปฏิบัติ คือไม่เลือกฟัง ต้องฟังทุกสี ทุกกลุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ย่อมฟังมากด้วย ทั้งในเมือง ทั้งต่างจังหวัด ทั้งในมหาวิทยาลัยและในโรงเรียนรวมถึงในวัดก็ต้องฟัง เพราะท่าน ส.ว. คํานูณ สิทธิสมาน ได้พูดเรื่องพระพุทธศาสนาไปแล้วก็เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการฟังนั้นต้องไม่เลือกฟัง ต้องฟังทุกที่ ทุกแห่ง ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า
ประการที่ ๔ การรับฟังนั้นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีส่วนรู้ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถคงมีการอภิปรายในที่นี้แล้วว่าคนไทยเรารู้เรื่อง รัฐธรรมนูญน้อยมาก และแม้ที่มีผู้เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญก็อ่านรัฐธรรมนูญไม่ครบทุกมาตรา ถือโอกาสเอาวาระที่จะมี สสร. ๒๔๐ วัน ๓๐๐ วัน หรือ ๑ ปีนี้เป็นวาระแห่งชาติกันเลย ดีไหมครับท่านประธานสามารถครับ เป็นวาระที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมและส่วนรับรู้ รัฐธรรมนูญอย่างจริง ๆ จัง ๆ ให้คนรู้กันทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกมาตรา ให้ชาวนา ชาวไร่ รู้เลย รากหญ้านั้นรู้กันหมด ปีหนึ่งรู้เรื่องรัฐธรรมนูญกันเลยครับ ไม่ใช่ให้เฉพาะ ส.ส. ส.ว. หรือ ส.ส. ส.ว. บางคนก็ยังรู้ไม่หมดเอากันเลยไหมครับ ทีวี วิทยุ โทรทัศน์ มีส่วนร่วม ทั้งรับส่วนร่วมและส่วนรู้กัน ไม่ใช่บอกมาตรานี้ไปฟังเฉพาะกรรมกร มาตราเรื่อง พระพุทธศาสนาเลยไปฟังในวัด มาตราเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนเลยไปฟังเฉพาะ ต่างจังหวัด พอเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาหมอก็เลยมาฟังเรื่องการศึกษาและเรื่องสาธารณสุข ไม่ได้ครับท่านประธาน ผมเห็นว่าควรจะต้องมีส่วนร่วมและส่วนรู้กันทุกมาตราอย่าตัดตอนครับ รัฐธรรมนูญนั้นตัดตอนไม่ได้เพราะแต่ละเรื่อง แต่ละจุด แต่ละประเด็นมีส่วนสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน ข้าราชการเองเขาก็ควรรู้ตั้งแต่หมวด ๑ มาตรา ๑ จนกระทั่งมาตราสุดท้าย ถ้าไม่สามารถทํามาตราสุดท้ายได้ มาตราสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องใหญ่ ๆ เขาควรรับรู้ พอผมพูดอย่างนี้แล้วในหลักใหญ่ ๆ ๔ ประการนี้ท่านประธานครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการเห็นแล้วว่า ทําไมผมขอขยายเป็นอีก ๖๐ วัน ที่พูดอย่างนี้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างของประเทศรัฐธรรมนูญ เป็นโครงสร้างของ การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างของการกํากับดูแลการใช้อํานาจ และเหนือสิ่งอื่นใดครับ รัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างของชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เกี่ยวกับประชาชนทั้งหมดเลยครับท่านประธานครับ มันเหมือนโครงสร้างของตัวบ้านครับ ท่านนึกถึงรัฐธรรมนูญและท่านทั้งหลาย พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ตรงนี้ ลองนึกถึงโครงสร้างของบ้านของท่าน รัฐธรรมนูญมันก็เหมือน โครงสร้างของตัวบ้านของท่าน ตัวบ้านที่ท่านกิน ท่านอยู่ ท่านหลับนอน ท่านหลบแดดกันฝน ขับถ่ายทั้งหมด อยู่ในตัวบ้านของท่าน รัฐธรรมนูญนั่นก็เหมือนกันครับ ท่านประธาน คงจะเคยได้ยินคําพูดที่ว่า ปลูกบ้านต้องตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ต้องตามใจผู้นอน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความชอบแต่ละคน ๆ ไม่เหมือนกัน ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงจะเคยได้ยินว่า รัฐธรรมนูญประเทศไทยเราไปลอกรัฐธรรมนูญประเทศโน้นประเทศนี้มา แล้วมันก็ไม่เหมาะสม กับสังคมไทย ไปเอาทรงยุโรปมาบ้าง เอาทรงสเปนมาบ้าง หรือทรงเยอรมันผสมบ้าง แล้วไป ๆ มา ๆ อย่างไรครับ มันหัวมังกุท้ายมังกร แล้วในที่สุดเราก็ต้องเลิกรัฐธรรมนูญ ไปเรื่อย ๆ เพราะเราลอกเขามาโดยไม่สอดรับกับสังคมไทย ผมจึงกราบเรียนว่าปลูกเรือนผิด คิดจนเรือนทลาย หรือบางคนปลูกเรือนผิดคิดจนตายเลยนะครับ มันอยู่ก็ไม่สุข มันมีแต่ทุกข์ ยิ่งคนอื่นมาสร้างบ้านให้เรา หรือเหมือนบ้านจัดสรรแล้วเราไปซื้อนะครับ อยู่พักเดียว เราก็อยู่ไม่ได้ แล้วเราก็ต้องต่อโน่น โยกนี่ ย้ายนั่น มันก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านกําลังอ้างกันว่าท่านไม่ได้ร่างกัน แล้วเวลามาใช้ขึ้นมาท่านมีปัญหา ผมจึงกราบเรียน เปรียบเทียบ แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถจะเห็นว่าผมกําลังจะสรุปตรง ๖๐ วัน บ้าน เวลาจะสร้างโครงสร้างของบ้าน ห้องหับ ส่วนต่าง ๆ ของบ้านต้องปรึกษาหารือ ร่วมกันของคนที่อยู่ในครอบครัว พ่อแม่ ลูกเมีย รวมทั้งถ้าปู่ย่าอยู่ด้วยยังต้องปรึกษาเลยครับ พ่อจะตัดสินใจคนเดียวโดยไม่ฟังแม่ แม่จะตัดสินใจคนเดียวโดยไม่ฟังพ่อ พ่อแม่ตัดสินใจ โดยไม่ฟังลูก คนก็อยู่ไม่มีความสุข ดังนั้นผมกราบเรียนว่าขนาดสร้างบ้านเล็ก ๆ ยังต้องรับฟัง คนที่จะอยู่ในบ้านร่วมกัน ดังนั้นผมกราบเรียนว่าจะอยู่แล้วเป็นสุข อยู่แล้วถูกต้อง แล้วอยู่แบบถูกใจ และเหนือสิ่งอื่นใดอยู่แล้วสามารถที่จะลงตัวได้ทุกภาคส่วน ต้องมีการประชุม ปรึกษาหารือร่วมกัน ดังนั้นผมกราบเรียนเลยครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนฉบับนี้ ท่านกําลังอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ยิ่งต้องฟังประชาชนให้ทั่วถึงกว้างขวางทุกระดับ ให้มีส่วนร่วมกันอย่างจริงจังดังหลักการที่ผมกราบเรียนแล้วเบื้องต้นครับ ด้วยเหตุนี้ผมจึง ขอแปรญัตติจากทั่วทุกภาคเป็นทั่วทุกจังหวัด เหตุผลครับท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ๑. เรามี สสร. ๗๗ คน ๗๗ จังหวัด ถ้าเราเขียนว่าทุกจังหวัดก็จะทําให้ สสร. ทุกจังหวัด มีภารกิจชัดเจน ท่านประธานสามารถได้อธิบายไว้แล้ว เวลาเขามี สสร. นั้น สสร. ก็ไปตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วเขาก็ไปทํากันเอง แล้วเหมือนที่ผมเคยเป็น แล้วผมก็เคย ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นั่นเป็นเรื่องที่เขาทํากันเอง ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านมักจะเอาประสบการณ์ เอาบทเรียน เอาจินตนาการของท่าน แล้วบอกว่าควรทําอย่างนี้เป็นอย่างนั้นผมถามว่าเขียนไว้ให้มันชัดเจนเสียหายอะไรตรงไหน ในเมื่อเรามี สสร. ๗๗ คน เพราะฉะนั้นถ้าเขียนไว้อย่างนี้มันจะเป็นการกระตุ้นตัว สสร. อย่างชัดเจนเลยว่าคุณต้องทําไม่ทําไม่ได้
ประการที่ ๒ คําว่าภูมิภาค ผมลองไปหาคําอธิบายคําว่าภูมิภาค มันมาจาก คําว่า ภูมิภาคเขต รีเจิน แอเรีย (Region area) หมายถึงบริเวณหน่วยใดหน่วยหนึ่งของ พื้นแผ่นดินในโลกที่มีลักษณะทางใดทางหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น ในทางธรรมชาติ ทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรม ทางการเมืองหรือมีลักษณะสําคัญที่เด่นชัด เหมือนกันอย่างใดอย่างหนึ่งจนรวมตัวเป็นภาคเดียว บริเวณเดียวและในขณะเดียวกัน มีลักษณะแตกต่างออกไปจากบริเวณใกล้เคียงโดยรอบ นี่ความหมายคําว่าภูมิภาคครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ดังนั้นประเทศไทยก็จะหมายถึงภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายในลักษณะคําว่าภูมิภาค มันมีความหมายดังที่ผม กราบเรียนตีความว่า ๔ ภาคก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเจอคนตีความแบบเถรตรงทําก็ได้ไม่ทําก็ได้ แต่ถ้าเขียนไว้ว่าต้องทําทุกจังหวัด ทุกจังหวัดต้องทํา และเหนือสิ่งอื่นใดผมกราบเรียน แล้วครับท่านประธานถ้ารัฐบาลทุกภาคส่วนปลุกระดมประชาชนตื่นตัวกันต่างจังหวัด โดย สสร. จังหวัดยิ่งจะต้องทําการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงกว้างขวางดังที่ผม กราบเรียนแล้ว และเป็นข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญด้วย
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นข้อที่ ๓ ที่ผมขอแปรญัตติจากภูมิภาค เป็นจังหวัด ท่านประธานที่เคารพครับทุกวันนี้เรามีความแตกแยกทางการเมืองในภูมิภาค กันชัดเจน ท่านยอมรับไหมครับภาคเหนือไปทางหนึ่ง ภาคอีสานไปอีกด้านหนึ่ง ภาคใต้ ไปอีกมุมหนึ่ง ภาคกลางไปอีกหลายจุด ท่านยอมรับใช่ไหมครับว่าความคิดทางการเมือง ในภูมิภาคเราแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและแตกแยกกันอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้าเราฟังเฉพาะสี่ภาคเราจะเห็นความแตกแยกอย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ยแบบภาคผมกราบเรียน ท่านประธานกรรมาธิการครับเรามีปัญหาครับ ค่าเฉลี่ยแบบภาคเรามีปัญหาแน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลในข้อที่ ๔ แต่ถ้าในแต่ละภาคเราเจาะเป็นรายจังหวัด ผมเองลองไปดูคะแนนเสียงของพรรคใหญ่ ๆ ๒ พรรคในรายจังหวัดแตกต่างกันไม่มากครับ บางจังหวัดคะแนนในเมืองเขาดีในชนบทเขาได้ไปอีกอย่าง บางจังหวัดคะแนนในส่วนชนบท อีกพรรคหนึ่งเหลือ ในตัวจังหวัดอีกพรรคหนึ่งเหลือ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าถ้าเราเจาะ เป็นรายจังหวัดจะเห็นความแตกต่างกันในทางการเมืองไม่มาก และท่านประธานลองไปดูสิครับ คะแนนเฉลี่ยของพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ในระดับสัดส่วนก็ห่างกันไม่เยอะ ดังนั้นถ้าท่าน เล่นพรรคภูมิภาคเป็นตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญมีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า ท่านจะต้องเอาจังหวัดเป็นตัวตั้งอันจะทําให้ สสร. นั้นเป็นภารกิจหลักที่จะต้องทํา เพราะฉะนั้นถ้าเจาะไปในรายจังหวัดดังที่ผมกราบเรียนแล้วครับท่านประธาน ถ้าเราใช้คําว่า จังหวัดนั้นจะเป็นการทําให้การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นทั่วถึงจริง ๆ ครับ ท่านประธานกรรมาธิการสามารถครับ จากการที่ผมได้ขอแปรญัตติดังกล่าวผมจึง ขอแปรญัตติในวรรคหนึ่งเพิ่มเติมอีก ๖๐ วันเพราะเหตุนี้ล่ะครับท่านประธานกรรมาธิการ จาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๐๐ วัน เพื่อจะให้ท่านไปทําภารกิจดังที่ผมกราบเรียนเบื้องต้น คือ
ประการที่ ๑ ให้เวลา ๖๐ วันของท่านนั้นไปรับฟังประชาชนได้ทั่วถึง กว้างขวางจริง ๆ ตามที่ท่านประสงค์ตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้
ประการที่ ๒ ให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นภารกิจหลักของ สสร. แต่ละจังหวัด ที่ต้องทํา ถ้าไม่เขียนท่านเป็นนักกฎหมาย ผมเป็นนักกฎหมาย รู้อยู่แล้วครับ ทําก็ได้ไม่ทําก็ได้ แล้วทําไมท่านไม่เขียนล่ะครับ
ประการที่ ๓ ผมกราบเรียนว่าเขียนไว้ดีกว่าไม่เขียนเพราะเป็นบทบังคับ ไม่ต้องมาตีความกัน แล้วก็ไม่ต้องมาใช้ลีลาแบบหัวหมอกัน บอกว่าเวลาเราไม่พอ เลยไม่ต้องทํากัน หรือว่าสักแต่ว่าทําเป็นภาค ๆ ให้เห็นตามที่รัฐธรรมนูญเขียน ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานกรรมาธิการว่าเอาเวลา ๒ เดือนที่ผมแปรญัตตินี่ล่ะครับให้ท่านไปฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกระดับตามหลักการการรับฟัง ความคิดเห็น ท่านคงเข้าใจแล้วนะครับว่าที่ผมขอไป ๖๐ วันนั้นด้วยเหตุผลดังที่ผม กราบเรียนมานี้ ถ้าท่านฟังอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยความเข้าอกเข้าใจจะเห็นว่ามีเหตุผล มากกว่า ๒๔๐ วัน เอาละครับประเด็นนี้เชื่อว่าผมทิ้งไว้แค่นี้
ประเด็นต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติในวรรคห้า โดยผมแก้ไข ขึ้นมาว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ แก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะกระทํามิได้ เพิ่มจาก คณะกรรมาธิการ ลองฟังผมสักนิดครับท่านประธานกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการที่เคารพ ต้องยอมรับนะครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการนั้นเติมเข้ามาใหม่ เดิมทีเดียว ครม. หรือผู้เสนอร่างกฎหมายนี้ไม่ได้มีเรื่องนี้ แต่พอมีสมาชิกท้วงติง มีสมาชิกอภิปราย กันอย่างกว้างขวาง ท่านคงจําได้ว่าท่านสุนัย จุลพงศธร ลุกขึ้นมายืนตรงนี้แล้วบอกว่าเอาล่ะ จะไม่แก้ไขเรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ ในที่สุดเมื่อมีการรับกันกลางสภา ท่านจึงไปเติมเข้ามา อันดับแรกนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด บกพร่องอย่างใหญ่หลวง หรือเป็นความตั้งใจ ของผู้เสนอก็ตาม แต่พอมีคนท้วงติงเข้ามาก็เลยเติมเรื่องนี้เข้าไป ผมเองเป็นนักกฎหมาย กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการเป็นนักกฎหมาย ขอย้ําอีกนิดหนึ่ง เวลาเราอ่านกฎหมาย เราอ่านกฎหมายรู้แล้วก็ดูกฎหมายเป็น ผมดูวิธีการเขียนกฎหมายตรงนี้แล้วกราบเรียน ท่านประธานกรรมาธิการเลย ผมมีความรู้สึกลึก ๆ ครับ
๑. ท่านไม่ตั้งใจเขียนให้ครบถ้วนรอบด้าน ในส่วนที่เกี่ยวพันกับหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ทําได้ทําไมไม่ทํา เขียนได้ทําไมไม่เขียน และหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่ได้มีเฉพาะหมวด ๒ อย่างเดียว อีกนิดเดียวทําไมไม่ทํา หรือว่าเขียนแบบไม่ค่อยเต็มใจ ที่จะเขียน เขียนเพราะถูกท้วงติง เขียนเพราะเขาว่ากัน เลยเขียนแบบอย่างนั้น ๆ เพราะกันไม่ให้เขาว่า เขียนแบบไม่ครบวงจรครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ นิดหนึ่งครับว่า เรื่องของพระมหากษัตริย์หลายท่านอภิปรายกันแล้ว เรื่องของ พระมหากษัตริย์หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ขออภัยนะครับ ไม่ได้อยู่ที่หมวด ๒ หมวดเดียว ยังเกี่ยวไปที่หมวด ๑ แบบมีนัยสําคัญครับ แยกกันไม่ออกอย่างชัดเจน จะว่าไปแล้วนะครับท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ หมวด ๑ และหมวด ๒ คือ เสาเข็มหลักต้นหนึ่งของโครงสร้างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ผมขอย้ําครับ หมวด ๑ และหมวด ๒ คือเสาเข็มหลักต้นหนึ่งของโครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย ขาดหมวดใด หมวดหนึ่งอาจทําให้เสาเข็มต้นนี้ไม่สมบูรณ์และอันตรายอย่างยิ่ง อาจมีปัญหา และอาจทําให้ รัฐธรรมนูญที่ท่านกําลังร่างกันอยู่นี่ล้มครืนไปได้ เพราะเสาเข็มของท่านไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ผมขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ครับท่านประธานที่เคารพว่าหมวด ๑ ที่ผมพูดถึง ตอนเข้าไปไม่เห็นมีอะไรเลยครับ มีแต่ทําให้เสาเข็มนั้นแกร่งขึ้น มั่นคงขึ้น เพราะในมาตรา ๑ มีหลายท่านพูดแล้วว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ๒. ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๓. อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชายไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ฟังดี ๆ ชัด ๆ ด้วยความเคารพครับท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขออภัยนะครับ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แล้วก็ มีรายละเอียดอื่น ๆ อีกหลายมาตรา ประมาณ ๗ มาตรา ผมถามว่าเขียนหมวด ๑ เข้าไปนี่ เสียหายไหมครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าเสียหายไหมครับ เสียหลักการไหมครับ มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าครับถ้าเติมอันนี้ไป มีใครเดือดร้อนไหมครับถ้าเติมเข้าไป ตอบได้เลย ไม่มีอะไรเลยครับ
๑. ทําให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น
๒. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสําคัญครับท่านประธานที่เคารพ หมดขอครหาสิ้นความสงสัย เพราะมีบางคนไปพูดกันข้างนอกเยอะแยะมากเลยครับ ผมไม่อยากจะเอ่ย พูดไปพูดมาในทํานองตีความได้ว่าจะลดทอนพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีมาตรา ๓ ไว้มันเป็นการค้ําในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขา กล่าวหาท่าน เพราะฉะนั้นเขียนไว้นี่สิ้นความสงสัย สิ้นข้อครหาต่อ สรร. หรือใครที่อยู่ เบื้องหลังของ สสร. ก็ตาม ชัดเจนเลยครับ มันจะทําให้เป็นผลดีต่อคนที่ทํารัฐธรรมนูญเรื่องนี้ อย่างใหญ่หลวงและยิ่งใหญ่
ประการที่ ๓ ผมกราบเรียนแล้วว่าเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย สบายใจกันทุกภาคส่วน ไม่ต้องอธิบาย
แต่สุดท้ายนั้นคือข้อ ๔ แสดงถึงความจริงใจต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความจงรักภักดีอย่างสิ้นเชิง สิ้นความสงสัย แต่ถ้าท่านไม่เขียนคนตีความไปได้หลายนัย เหมือนที่หมวดพระมหากษัตริย์พอท่านเขียนเข้าไปปั๊บตามที่คุณสุนัย จุลพงศธร ยืนขึ้นมา ตรงนี้ปั๊บจบ เหมือนกันครับ ถ้าท่านเติมหมวด ๑ เข้าไปนี่ผมเชื่อว่าข้อครหา ข้อความสงสัย ต่าง ๆ สิ้นความสงสัยหมดความคลางแคลงใจต่อผู้ที่จะทํารัฐธรรมนูญต่อไป เพราะท่าน ก็รู้อยู่แล้วว่าเราอ้างกันประชาชน ๆ นั้น แต่คนเขาก็สงสัยว่ารัฐธรรมนูญนั้นใครจะไปชักใย หรืออยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือเปล่าอันนั้นก็แล้วแต่เขา แต่ถ้าท่านใส่อันนี้ไปปิดประตูเลย ดังนั้นผมกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทั้งหลายที่นั่งอยู่ข้างบนและอยู่ข้างล่างฟังเหตุผลของกระผม ด้วยความตั้งใจไม่มีอคติเถียงอยู่ในใจตลอดเวลา กราบเรียนด้วยความเคารพถ้าท่านไม่ดื้อรั้น ด้วยเหตุด้วยผล ใคร่ครวญทบทวนให้ดีจะเห็นว่าคําแปรญัตติของกระผมมีน้ําหนัก มีเหตุผล อย่างมีนัยสําคัญดังที่กราบเรียนต่อท่านประธานแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวนั้นกระผมจึงขอ ท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพได้โปรดให้ความเห็นชอบ ดังที่กระผมได้แปรญัตติด้วย จักเป็นพระคุณต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่งครับ ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ