รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สุรศักดิ์ ศรีอรุณ แปรญัติขอให้ตัดมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๒๔๐ วัน เนื่องจากมีความไม่เท่าเทียมกันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และมีโอกาสที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะถูกชี้นำโดยพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมาก นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่อาจนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญและผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ โดยให้ตัดทั้งหมดออกทั้งมาตรานะครับ

เหตุผลนะครับ ประการแรกผมไม่เห็นด้วยในการที่จะวานมือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาฉีกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่าการกระทําดังกล่าวนั้นเป็นการกระทําซึ่งผิดต่อ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๒๓ ว่าด้วยการปฏิญาณตน แล้วก็ผิดมาตรา ๒๒๒ ด้วย เพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จะต้อง ไม่อยู่ในอาณัติมอบหมายของผู้ใดทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็จึงสมควรที่จะตัดมาตรานี้ทิ้ง ทั้งหมดนะครับ คราวนี้เมื่อพิจารณาไปรายละเอียดแต่ละวรรคแล้วนะครับ ผมมีเหตุผล สนับสนุนว่าทําไมจะต้องตัดนะครับ ในวรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งแรก นะครับ ส่วนประกอบที่สําคัญของข้อความในวรรคนี้ก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือ จํานวนวัน ๒๔๐ วัน สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นที่ทราบว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ได้แปรญัตติขอให้เพิ่มจํานวนก็ไม่สําเร็จนะครับ ก็มีเพียงแค่ ๙๙ คน ๗๗ คนมาจาก การเลือกตั้งตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งก็พูดซ้ําแล้วซ้ําอีกนะครับว่า

๑. การเลือกตั้งนั้นประชากรแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากัน ขณะนี้ก็มีพรรคการเมือง พรรครัฐบาลซึ่งครองเสียงข้างมากก็มีโอกาสที่จะได้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๓๐-๔๐ คน ตรงนี้แล้วนะครับ และอีก ๒๒ คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งนั้นก็มีโอกาสที่จะถูกชี้นํานะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วสิ่งที่จะเป็นที่คาดหวังว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งดีที่สุดในโลก หรือดีที่สุดของในประวัติชาติไทยนั้นโอกาสที่จะเป็นไปได้ก็จะน้อยมากนะครับ

อีกประการหนึ่งนะครับ ระยะเวลาที่เราอภิปรายมา ๑๐ กว่าวันนี่นะครับ ส่วนใหญ่เท่าที่ผมฟังก็จับประเด็นได้ว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเป็นห่วงว่าการดําเนินการ ครั้งนี้ในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มานี่นะครับ ในที่สุดก็เพียงแต่ว่าอยากจะไปแก้ รัฐธรรมนูญของเดิม ปี ๒๕๕๐ ในบางมาตรานะครับ เช่นมาตรา ๑๙๐ ซึ่งว่าด้วยเรื่อง การไปทําข้อตกลงสนธิสัญญาอะไรต่าง ๆ กับต่างประเทศนะครับ โดยไม่นําเรื่องนั้นมาเข้าสู่สภา นะครับ ซึ่งความเสียหายได้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้กําหนดกรอบตรงนี้นะครับ มาตรา ๓๐๙ ซึ่งไปเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่อง คตส. ก็อยากจะ ยกเลิกตรงนี้นะครับ แล้วก็ไปมาตรา ๒๓๗ ซึ่งเป็นการยุบพรรคนะครับ ความจริงแล้ว ถ้าสมมุติอยากจะแก้ตรงนี้ก็ไม่ต้องมาถึงขนาดยกร่างทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกฎหมาย ไม่ได้ให้อํานาจนะครับ ท่านก็สามารถจะใช้ช่องทางเดิมของมาตรา ๒๙๑ ดําเนินการได้อยู่แล้ว นะครับ ขณะนี้ประเทศไทยเราก็ถูกตราหน้าว่ามีการคอร์รัปชันมากนะครับ การคอร์รัปชัน ถ้าเผื่อข้าราชการกระทําฝ่ายเดียวโดยไม่มีทางนักการเมืองเข้ามาร่วม โอกาสที่จะไปติดอันดับโลก ในเรื่องของการเสื่อมเสียตรงนี้ก็คงไม่มีนะครับ เราคงจะปฏิเสธข้อเท็จจริงไม่ได้ใช่ไหมครับ ในการเข้าสู่อํานาจในการที่จะเข้าการเมืองนี่ต้องใช้ทุนมหาศาล เมื่อใช้มาแล้ว ใช้ทุน ลงทุน ไปแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องการถอนทุนนะครับ ขณะนี้เรื่องคอร์รัปชันรัฐบาลนี้ยังไม่ถูกกล่าว ก็เป็นที่น่ายินดี แต่อาจจะเป็นเพราะว่าท่านไปสร้างเรื่องอื่นทําให้พี่น้องประชาชน ที่จะติดตามเรื่องนี้ก็เลยหลงไปด้วย มายุ่งเรื่องนี้ ขณะนี้บ้านเมืองเรามีปัญหาหลายอย่างนะครับ เราไม่ควรเสียเวลาประเทศชาติมาทําเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นควรว่าวรรคหนึ่ง ควรจะตัดไปนะครับ

วรรคสองครับว่า ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํา รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการ ยกร่างก็ได้ คําว่า ประชาธิปไตยสูง นี่นะครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้อภิปราย ไปแล้วว่า เอ๊ะวัดกันอย่างไร อะไรสูง เรามีมาแล้วตั้ง ๑๘ ฉบับนะครับ ส่วนใหญ่ก็มาจาก รัฐประหาร มีอยู่ ๒ ฉบับเท่านั้นเอง ปี ๒๕๑๗ กับ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งไม่ได้มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร คราวนี้เอาอะไรไปวัดนะครับ นักวิชาการบางท่านซึ่งไปหยิบเอาธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยามชั่วคราว ปี ๒๔๗๕ มาว่าตรงนั้นสูง ที่สูงเพราะว่าเขาไปเขียนไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธาน เขาไปเขียนว่า ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ปี ๒๔๗๕ นะครับ อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย เขาเขียนอย่างนี้นะครับ ถ้าสมมุติว่านักวิชาการท่านนี้มีความเป็นธรรม ไม่ไปหลงใหลคอมมิวนิสต์มากมายนัก ไม่ไปหลงใหลมีอคติกับสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วนี่นะครับ ขยายความให้ลึกสิครับว่า ถ้าสมมุติอํานาจสูงสุดอยู่กับประชาชนชาวไทย ท่านต้องใช้ประชาธิปไตยทางตรงครับ ไม่ต้องมีครับ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาซึ่งรับมอบอํานาจอะไรมามากมาย ท่านมีน้อย ๆ เหมือนใน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทําหน้าที่รับแขกเฉย ๆ ทําพิธีการอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดกระจาย อํานาจลงไปให้ประชาชนเขา ตอนนี้เครื่องมือสื่อสารอะไรก็มีนะครับ ประชาธิปไตยทางตรงสามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นว่า จะเอาตรงนี้มาเป็นบรรทัดฐานแล้วจะทําให้สิ่งที่ได้นั้นดีนะครับ ปกติในต่างประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่ไปเอาอะไรตั้งแต่ดึกดําบรรพ์มาเป็นต้นแบบหรอกครับ เขาจะใช้พัฒนาฉบับซึ่งล่าที่สุด ขณะนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นฉบับสุดท้ายซึ่งได้รับการพัฒนาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นะครับ ทําตรงนี้ผมยังเห็นแสงได้บ้าง โอกาสที่จะดีมันจะมีขึ้น แต่ถ้าสมมุติไปเขียนว่า ไปเอาอันไหนก็ได้ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาใช้ ผมก็ว่านักวิชาการท่านนั้นท่านน่าจะ ไปเปิดตําราแล้วก็ฝึกทําสมาธิเสียหน่อยนะครับว่าประเทศชาติของท่านนั้นคืออะไร อย่าไป แสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศบนความขัดแย้งและความเสื่อมเสียของประเทศชาตินะครับ

ไปดูในวรรคสามครับ วรรคสามเขาเขียนไว้อย่างนี้นะครับ การที่ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ เขียนไว้อย่างนี้ ผมถามหน่อยถ้าสมมุติว่า เกิดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมมุตินะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่านทําอยู่นี้ผิด นะครับ ท่านโดนยุบพรรคการเมืองและต้องมีการเลือกตั้งใหม่นะครับ ท่านไม่ได้มาเป็น รัฐบาลอีกนะครับ ความในวรรคนี้จะใช้บังคับไหม ถ้าสมมุติว่าพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาแทนท่าน เขาไม่เอา ทั้งหมดนี้มันสร้างปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าสมมุติรักที่จะให้ ประเทศชาติเรามีความเจริญนะครับ วรรคนี้ก็ควรจะตัดออกไปนะครับ

ต่อไปในวรรคสี่ ท่านประธานครับ วรรคสี่บัญญัติไว้ว่าอย่างนี้นะครับ ในการ จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้ทั่วทุกภูมิภาคด้วย นะครับ ประเทศไทยเรารู้กันอยู่นะครับ ถ้าสมมุติว่าแบ่งเป็นภูมิภาคนี่ เราก็พูดกันว่ามีอยู่ ๔ ภาคนะครับ ทีนี้ผมถามว่า ๔ ภาคนี้จะครอบคลุมพี่น้องประชาชนทั้ง ๖๘ ล้านคนไหม เรามีตั้ง ๗๗ จังหวัดนะครับ เพราะฉะนั้นไปเขียนแค่นี้ผมคิดว่า ๑. สิ่งที่ท่าน จะได้รับความคิดเห็นจากประชาชนไม่พอเพียงครับ ในที่สุดก็เข้าไปอยู่ในอีหรอบเดียวกัน คือหมายความว่าท่านมีเจตนาแอบแฝงในการที่จะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อปฏิบัติการ อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้รับมอบหมายมา ถ้าเผื่อไม่เป็นตามนี้เดี๋ยวท่านพยายามชี้แจงนะครับ ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนให้ฟัง แล้วเที่ยวหน้าในการที่ลงคะแนนจะเลือกท่านมาอีกหรือเปล่า นะครับ

ต่อไปในวรรคห้านะครับ ในวรรคห้ากําหนดว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทญัตติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้นะครับ ข้อความตอนท้ายทางกรรมาธิการได้แก้ไขนะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว อภิปรายไปแล้วนะครับว่า ทําไปเหมือนกับไม่เต็มใจนะครับ เพราะว่าความจริงแล้วในเรื่องที่เกี่ยวกับหมวดเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ไม่ใช่มีเฉพาะแค่หมวด ๒ นะครับ หลายท่านก็ได้พูดแล้วว่าหมวด ๑ นั้น ก็เกี่ยวข้องด้วยนะครับ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับ ปี ๒๕๕๐ ก็เหมือนกันทั้งหมวด ๑ หมวด ๒ นะครับ ปี ๒๕๕๐ ก็ขยายความในสิ่งซึ่งยังขาดตกบกพร่องในปี ๒๕๔๐ ให้ชัดเจนขึ้น นะครับ นอกจาก ๒ หมวดแล้วมีอีกหลายมาตราซึ่งเกี่ยวกับพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ เช่น มาตรา ๑๗๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บัญญัติไว้ชัดเจนครับว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๓๕ คนประกอบเป็น คณะรัฐมนตรี คราวนี้ถ้าไม่เขียนอย่างนี้ ผมถามว่าถ้าสมมุติว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญเขาไม่ทําอย่างนี้ เขาไปแก้มาตรา ๑๗๑ ให้ออกเป็นรูปแบบอื่น ขอเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการว่าท่านจะวินิจฉัยว่าสิ่งที่ทํานี้มันขัดต่อรัฐธรรมนูญไหมครับ ขัดต่อพระราชอํานาจ ของพระมหากษัตริย์ไหมครับ มาตรา ๑๗๕ ก่อนเข้ารับหน้าที่จะต้องปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก็เช่นเดียวกัน มาตรานี้ ก็ไม่อยู่ในหมวด ๒ นะครับ มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ ในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกหรือสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ไม่อยู่ในหมวด ๒ เพราะฉะนั้น การที่ท่านไปเขียนไว้ในหมวด ๒ นี่ก็ทําให้ผมคล้อยตามเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่ได้อภิปราย ไปแล้วว่าท่านไม่ได้มีความจริงใจในการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ เมื่อท่านไม่จริงใจในเรื่องนี้ การกระทํามันส่อถึงเจตนา ผลก็ออกมาทําให้ผมเองไม่มีความไว้วางใจที่จะเห็นด้วยกับท่าน ในการที่จะไปฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ แล้วไปยกร่างสิ่งใดขึ้นมาให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ก็ไม่ทราบ ในมาตรา ๑๙๗ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาลซึ่งต้องดําเนินการ ให้เป็นไปตามความโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกันครับ อันนี้ก็ไม่ได้อยู่ในวรรคห้าที่ท่านเขียนไว้ เพราะฉะนั้น คิดว่าสิ่งนี้มีความไม่ชัดเจน มาตรา ๒๐๐ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ และทรงให้พ้นจากตําแหน่ง เว้นแต่กรณีที่จะพ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย เช่นเดียวกันครับ ถ้าสมมุติว่าเกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญไปแตะต้องหรือไปแก้ไขอะไรต่าง ๆ หรืออาจจะไม่มีตรงนี้อยู่ นี่นะครับ