รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิรักษ์ โกษะโยธิน แปรญัตติเรื่องการกำหนดระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญและรับฟังความคิดเห็นประชาชน เพื่อให้สะท้อนความหลากหลายของประชาชน และเรียกร้องการแก้ไขเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจองค์กรอิสระและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และยังพูดถึงการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีความมั่นใจในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติอภิปราย ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในประเด็นที่ ๑ ก็คือในเรื่องของกําหนดเวลาจากที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้แปรญัตติเพิ่มจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน ประเด็นที่ผมได้แปรญัตติจํานวนกรอบระยะเวลาให้เพิ่มเป็นระยะเวลา ๑ ปี เนื่องด้วยเหตุผล ว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นการร่างทั้งฉบับไม่ได้เป็นการแก้ไข และในขณะเดียวกัน ในการคัดเลือก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทางกรรมาธิการเสียงข้างมากและวาระที่สอง ก็ได้โหวตให้ผ่าน มีจํานวนทั้งหมด ๗๗ คน ซึ่งผมเองได้แปรญัตติไว้ในกรอบของจํานวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งตามจํานวนประชากร เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมอยากที่จะเชื่อมโยง ไปถึงประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการที่จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เนื่องจากว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง แต่ว่าการที่กรรมาธิการได้เสนอให้มีการเลือกตั้ง สสร. จังหวัดละ ๑ คนและได้ผ่านวาระที่สองไปแล้ว การที่ สสร. ๑ คนไปรับฟังความคิดเห็น พี่น้องประชาชน ซึ่งบางจังหวัดก็มีจํานวนประชากรเป็นจํานวนมาก ยกตัวอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจํานวนประชากรตามทะเบียนประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าสามารถที่จะมีจํานวน สสร. ตามสัดส่วนของจํานวนประชากรซึ่งผมเองได้เคยแปรญัตติไว้ ที่จํานวนประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ก็จะมีจํานวน สสร. อย่างน้อยทั้งหมดก็อยู่ที่ ๑๒ คน โดยประมาณ ซึ่งก็แปลว่าสามารถที่จะไปช่วยกันรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งมีความหลากหลาย จังหวัดใหญ่ ๆ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา ก็เป็นจังหวัด ที่มีจํานวนประชากรหลายล้านคน เพราะฉะนั้นการที่ทางคณะกรรมาธิการก็ดีหรือว่า ในสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สองในรัฐสภาได้มีการแปรญัตติให้เหลือ ๑ คน ก็จะทําให้ ระยะเวลาในการที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะทําได้ ในกรอบระยะเวลา ๒๔๐ วัน ในขณะเดียวกันถ้าเรามีการเลือก สสร. เพียงจังหวัดละ ๑ คน ก็จะเป็น สสร. เสียงข้างมาก ซึ่งก็อาจจะไม่ได้สะท้อนความหลากหลายของพี่น้องประชากร ที่อยู่ในแต่ละจังหวัด อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่ผมได้แปรญัตติในกรอบ ระยะเวลาจาก ๒๔๐ วันเป็น ๑ ปี เพื่อที่จะได้สะท้อนในเรื่องของระยะเวลาในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญและการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนให้มีความหลากหลาย ประเด็นต่อไปที่ได้แปรญัตติไว้ก็คือในเรื่องของการที่จะได้คงมาตราที่ถือว่ามีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ แม้ว่าในส่วนของ กรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้มีการแปรญัตติเพิ่มในประเด็นนี้ โดยมีการกําหนดว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ โดยเติมข้อความว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ แม้ว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้แปรข้อความนี้เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อสะท้อนความห่วงใยของ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว. เสียงข้างน้อยที่มีความเป็นห่วง ในประเด็นนี้ ซึ่งก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้แปรญัตติ ในประเด็นนี้ให้ลงรายละเอียดว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ในมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ และที่มีผลการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ สาเหตุที่ต้องมีการระบุชัดเจนในกรณีหมวด ๒ พระมหากษัตริย์และมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ เพราะท่านประธานไปดูในรายละเอียดก็จะเห็นว่าในแต่ละมาตราของหมวดพระมหากษัตริย์ จะมีประเด็นที่มีความสําคัญในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องพระราชอํานาจซึ่งเกี่ยวข้องกับ คณะองคมนตรี ประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ประเด็นที่สําคัญในเรื่องของการสืบราชสมบัติ แล้วก็ที่สําคัญมากกว่านั้นก็คือกรณีที่ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งรัชทายาทหรือมิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท ซึ่งประเด็นนี้ทาง ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว ในประเด็นที่จะสร้างความมั่นใจว่าในหมวด ๒ หรือแม้แต่หมวด ๑ เองซึ่งเป็นหมวดที่ได้ ยกมาจากร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ จะเป็นประเด็นที่จะสร้างความมั่นใจ ให้พี่น้องประชาชนชาวไทย โดยในสถานการณ์ปัจจุบันหรือในช่วงที่ผ่านมาเราก็จะเห็น มีประเด็นที่ยังมีข้อถกเถียง หรือแม้แต่ความไม่ไว้วางใจในประเด็นที่จะไปกระทบกับ พระราชอํานาจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๒ หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ในประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะใช้เวลาในการที่จะอภิปรายก็คือในประเด็น ที่เกี่ยวข้องในวรรคเจ็ด ซึ่งผมเองได้ขอแปรญัตติที่จะเพิ่มเข้าไปทั้งวรรคโดยได้มีการแปรญัตติ ในข้อความว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอํานาจศาล การลดทอนอํานาจศาล หรือแทรกแซงอํานาจศาลจะกระทํามิได้ และการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจองค์กรอิสระ ในหมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นให้คงไว้ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมในวรรคเจ็ดในข้อความดังกล่าว เพราะว่ามีประเด็นที่สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของประเด็นการทํางานที่เกี่ยวข้องของตุลาการศาล หรือแม้แต่ ในส่วนขององค์กรศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญก็ดี หรือแม้แต่ในส่วนของศาลปกครอง ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการระบุอํานาจไว้ชัดเจนในการที่จะเป็นองค์กรที่จะช่วย ถ่วงดุลในเรื่องของหนึ่งในอํานาจอธิปไตย และในขณะเดียวกันในกระบวนการการทํางาน ของตุลาการศาลในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนให้ความเชื่อถือ ในเรื่องของความโปร่งใส ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร่างรัฐธรรมนูญในทุกฉบับที่มีการกําหนดในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของพี่น้องประชาชน ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งในอํานาจอธิปไตยที่องค์พระมหากษัตริย์ได้ ใช้ผ่านกระบวนการขององค์กรตุลาการ

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือเรื่องของความไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ ปัจจุบัน หรือแม้แต่ทิศทางในการที่จะเปิดโอกาสให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะไป กระทบในเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลของอํานาจองค์กรอิสระ ซึ่งในประเด็นนี้ต้องถือว่า มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ ซึ่งได้มีการปรับปรุง แก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่มักจะอภิปรายว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่างแท้จริง แต่ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งได้ปรับปรุงให้มีอุดช่องโหว่ของ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แต่ว่าก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็น ประชาธิปไตย หรือเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ถ้าท่านประธานไปดู ในรายละเอียดของการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจขององค์กรอิสระในหมวดที่ ๑๑ ก็จะพบว่า มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหลายชุดที่มีความสําคัญในการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับ พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ที่มีการจัดการเลือกตั้ง มีการตรวจสอบในเรื่องของการเลือกตั้งให้เป็นความด้วยความสุจริตยุติธรรม ผู้ตรวจการ แผ่นดินซึ่งก็ถือว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีความสําคัญในเรื่องของการตรวจสอบ จริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ซึ่งท่านประธาน ก็จะเห็นว่าในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมานักการเมืองเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบทบาทการทํางานว่ามีอํานาจในเรื่องของการที่จะกําหนดทิศทาง หรือแม้แต่การเข้าไป แทรกแซงองค์กรอิสระต่าง ๆ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีความสําคัญในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบ ความโปร่งใสการทํางานในเรื่องของการแก้ไขปัญหาป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถ้าท่านประธานจะไปสํารวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนว่านอกเหนือจาก ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ประชาชนเดือดร้อนในปัจจุบัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหา การแทรกแซงองค์กรอิสระก็เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากเห็นนักการเมืองมีการปรับ บทบาทในการทํางานให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่มี ความสําคัญที่ผมเองได้แปรญัตติที่จะสร้างความมั่นใจว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่าง โดย สสร. ซึ่งแม้ว่าจะมีความไม่มั่นใจว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คนจาก ๗๗ จังหวัด จะสามารถที่จะสะท้อนความหลากหลายและความห่วงใยของพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะ มีความคิดเห็นที่แตกต่างจาก สสร. เพียง ๑ คน จาก ๑ จังหวัด ซึ่งอาจจะมาจากเสียงข้างมาก ในจังหวัดนั้น ๆ

ประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งในประเด็นนี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจว่าถ้าท่านประธาน จะได้ฝากผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจว่า ในประเด็นของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบในเรื่องของการ ตรวจสอบทรัพย์สิน การตรวจสอบในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วก็ที่สําคัญก็คือ ในเรื่องของการที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสในการที่จะถอดถอนนักการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหลายท่านบอกว่าไม่เป็น ประชาธิปไตย ไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แต่ว่าก็เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน สามารถที่จะดําเนินการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองได้ด้วยเสียงของประชาชนมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเปิดโอกาส ให้มากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่หลายคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมเองได้แปรญัตติในเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ ถึงกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องของกระบวนการการตรวจสอบถ่วงดุลขององค์กรอิสระ และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ

ในประเด็นสุดท้ายที่ผมได้แปรญัตติเพิ่มไว้ก็คือในหมวด ๑๔ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้คงไว้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านอาจจะไม่ได้อภิปรายในประเด็นนี้ แต่ว่า ผมได้หยิบยกเรื่องนี้มาเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการกําหนดไว้ อย่างชัดเจนในหมวด ๑๔ ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๘๑ ที่รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครอง ตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความสําคัญ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติไว้ เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจว่าความหลากหลายของ พี่น้องประชาชนในแต่ละท้องถิ่นสามารถที่จะมีโอกาสที่จะเลือกผู้บริหารท้องถิ่นให้สามารถ ที่จะกําหนดนโยบายในเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องของการจัดทําบริการสาธารณะ และส่งเสริมบทบาทของพี่น้องประชาชนให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่ท่านประธานได้เห็นก็คือจากสถานการณ์อุทกภัย ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว เราก็จะ เห็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมีโอกาสในการที่จะทํางานในเชิงรุก เพราะว่าอยู่ในพื้นที่สามารถที่จะทํางานร่วมกับพี่น้องประชาชนในชุมชนในท้องถิ่นนั้น เมื่อเทียบกับบทบาทของรัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแม้ว่าจะมีส่วนราชการ มีหน่วยงาน มีนโยบายหรืแม้แต่งบประมาณที่จะเข้าไปดําเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน แต่ละพื้นที่ แต่ด้วยความคล่องตัว ด้วยปัญหากฎระเบียบหรือแม้แต่ความเข้าใจในสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีอํานาจในการที่จะ จัดการบริการสาธารณะ แล้วมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนก็จะช่วยทําให้การพัฒนาแก้ไข ปัญหาได้ตรงกับเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง และในประเด็นนี้ ก็รวมถึงในเรื่องของการที่จะผลักดันในเรื่องของการกระจายอํานาจตามกฎหมาย กําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจ เพื่อจะสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงยึด เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เปิดโอกาสที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดในทุกพื้นที่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง ตลอดจนองค์การบริหารส่วนตําบล ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่มากกว่า ๗,๐๐๐ แห่งในแต่ละพื้นที่ อันนี้ก็เป็นประเด็นทั้งหมดที่ผมได้แปรญัตติเพิ่มเป็นข้อความ ทั้งหมดในวรรคเจ็ด

สุดท้ายผมอยากฝากท่านประธานถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ประเด็นเหล่านี้แม้ว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านจะได้มีการอภิปรายในหลายท่านแล้ว แต่ผมเชื่อมั่นว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการถ้าจะได้กรุณา พิจารณาให้สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน สร้างความมั่นใจให้กับกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายถึงความห่วงใยในเรื่องของประเด็น ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคงหมวดพระมหากษัตริย์ที่ลงรายละเอียดของ แต่ละมาตรา แล้วที่สําคัญก็คือบทบาทในเรื่องของการที่จะกําหนดในเรื่องของการที่จะ ไม่แทรกแซงลดทอนอํานาจศาล และการตรวจสอบในบทบาทขององค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งก็จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อเปิด โอกาสให้มี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อพี่น้อง ประชาชน และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติต่อไปอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ