รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

รสนา โตสิตระกูล แปรญัติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกอำนาจในระบอบประชาธิปไตย และจัดสรรทรัพยากรแร่และปิโตรเลียมให้เป็นประโยชน์สาธารณะโดยมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในหลายวรรคด้วยกัน แต่ดิฉัน ก็จะไม่ลงรายละเอียดในบางวรรค อย่างกรณีวรรคหนึ่งดิฉันเองได้แปรญัตติเอาไว้ในส่วนของ การแก้ไขในเรื่องของเวลา จาก ๒๔๐ วันที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขไว้ เป็น ๒ ปีที่ได้แก้ไขไว้ ๒ ปีนั้นก็เพื่อที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญตามที่ดิฉันได้อภิปรายไว้ในมาตราก่อนหน้านี้นะคะ ดิฉันก็คงไม่ลงรายละเอียด เพียงแต่ต้องการจะพูดย้ําว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นแม่บทสูงสุดของกฎหมายทั้งหลาย โดยปกติแล้ว รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของหลายประเทศนั้น ย่อมจะต้องกําหนดให้บัญญัติหลัก สําคัญเอาไว้โดยให้สภาที่มีหน้าที่ในการนิติบัญญัติพระราชบัญญัติทั้งหลายได้ปฏิบัติเพื่อที่จะ ออกกฎหมายให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ แต่เนื่องจากสภาพความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นตลอด ๑๕ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มีกฎหมายหลายฉบับที่ไม่ได้มีการออก พระราชบัญญัติตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดิฉันขอยกตัวอย่างสั้น ๆ เช่นพระราชบัญญัติองค์กรอิสระผู้บริโภคนะคะ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ จนถึง ปี ๒๕๕๐ นั้นรวมแล้ว ๑๕ ปี จนบัดนี้กฎหมาย ฉบับดังกล่าวนั้นก็ยังค้างอยู่ในสภา แล้วก็ยังไม่ทราบว่าจะได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อไร เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าในเมื่อเราต้องการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดิฉันเห็นว่ารัฐธรรมนูญแล้วมักจะบัญญัติเพียงหลักการสั้น ๆ แล้วก็ให้ไปออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา ถ้าหากไม่ได้มีการบัญญัติในคราวเดียวนั้น ก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นก็คือว่า จะมีกฎหมายที่รับรองสิทธิของประชาชนจํานวนมากที่จะ ไม่ได้มีการนิติบัญญัติจากสภาของเราออกไป เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้ได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นประชาธิปไตยและคุ้มครองสิทธิของประชาชน ดิฉันจึงเห็นว่าควรจะใช้เวลา ๒ ปี เพื่อที่จะร่างรัฐธรรมนูญ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็ออกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกันนะคะ

สําหรับในวรรคสี่นั้น ดิฉันเองก็ได้แปรญัตติในแง่ว่าขอให้มีการถ่ายทอด การประชุมทางวิทยุ โทรทัศน์ ต่าง ๆ รวมทั้งการรับฟังความเห็นของประชาชนนั้นไม่ใช่เพียง รับฟังจากทั่วทุกภูมิภาคเท่านั้น ดิฉันอยากจะให้มีการรับฟังทุก ๆ หมวด แล้วก็รวมไปถึง ทุกจังหวัดด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มีการฟังเสียงของประชาชน อย่างแท้จริง ซึ่งประเด็นนี้ดิฉันเองก็คงจะไม่อภิปรายลงรายละเอียดเช่นเดียวกัน เนื่องจากว่า มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ดิฉันคงอยากจะขอลงรายละเอียดในวรรคห้า ในวรรคห้าที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ หมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทําไม่ได้ ดิฉันเองเห็นว่าหมวดพระมหากษัตริย์นั้น หรือรวมทั้ง รูปแบบของรัฐนั้นมีความสําคัญจริงอยู่ แต่ดิฉันคิดว่าทําไมจึงไม่บัญญัติว่า หมวด ๑ และหมวด ๒ ซึ่งว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์นั้นจะคงไว้ตามร่างเดิม ถึงแม้ว่าในวรรคสี่ ของมาตรานี้ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจะระบุเอาไว้ว่าจะมีการนําเอา วรรคสองที่บอกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูง มาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ดิฉันก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะมีความเป็นประชาธิปไตยนั้น ก็น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างขึ้นมาในขณะที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ร่างขึ้นมา ในขณะที่อยู่ในรัฐบาลที่มีการรัฐประหารอย่างที่ท่านไม่ชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ซึ่งได้ยกร่างขึ้นมาหลังจากที่มีการลุกฮือขึ้น ของประชาชนเพื่อที่จะต่อต้านการปกครองในระบอบเผด็จการทหาร และในที่สุด ก็ได้มีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ ซึ่งถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดนะคะ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๑๗ นั้น ในมาตรา ๓ ในหมวด ๑ บททั่วไป ก็ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับอื่น ๆ ยกเว้นฉบับแรกสุดนะคะ ที่บอกว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยนะคะ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งหลังจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ แล้ว ดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เดินมาในแนวทาง เดียวกัน ตั้งแต่มาตรา ๑ ที่ว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกไม่ได้ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงคํานิดหน่อยแค่นั้นเอง จากการที่ว่ามีในฉบับปี ๒๕๑๗ บอกว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาเพิ่มคํา ขึ้นมาว่าอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ว่าในมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ก็ได้ระบุไว้ไปในทางแนวกันนะคะ คืออํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดําเนินไปในทางเดียวกันเพียงแต่ว่าในมาตรา ๓ นั้นได้เพิ่มวรรคสอง ขึ้นมาที่บัญญัติไว้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ในกระบวนการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเรานั้น เราถือหลักของการแบ่งแยก อํานาจเป็นอํานาจศาล คืออํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการ และอํานาจของฝ่ายบริหาร ทั้ง ๓ อํานาจนั้นจะต้องดุลซึ่งกันและกัน คานดุลซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้น อํานาจนิติบัญญัติกับอํานาจบริหารนี้แทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะมีก็แต่เพียงอํานาจ ตุลาการเท่านั้นที่จะตัวคานดุลอํานาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องถือว่าอํานาจฝ่ายบริหาร ถ้าหากมีมากเท่าไรและหากว่าขาดการคานดุลนั้นก็จะทําให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๔๐ จึงได้บัญญัติให้มีองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะตรวจสอบอํานาจรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ดิฉันคิดว่า ในหมวด ๑ บททั่วไปนั้นจึงมีความสําคัญ เพราะว่ามีการระบุเอาไว้ว่าพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าทางประธานคณะกรรมาธิการ ก็ได้ลุกขึ้นมาพูดหลายครั้งว่าก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็ไม่เปลี่ยนแปลงในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ คือหมวด ๒ แล้วเหตุใดท่านจึงไม่ระบุไปเสียให้ชัดเจนว่าหมวด ๑ และหมวด ๒ นั้น ไม่เปลี่ยนแปลงคงร่างตามกรอบเดิมเอาไว้ เนื่องจากว่าในบท ๑ นั้นมีการคุ้มครองอื่น ๆ ซึ่งดิฉันเองก็ไม่เห็นเหตุผลนะคะที่ท่านจะไม่ระบุหมวด ๑ ที่เป็นหมวดทั่วไปเอาไว้ด้วย เหตุใด จึงระบุเพียงแค่หมวดพระมหากษัตริย์เท่านั้น เพราะว่าในหมวด ๑ นั้นยังได้ระบุถึง การคุ้มครองในเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับ การคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ใน มาตรา ๕ ก็ได้ระบุไว้ว่าประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน ซึ่งดิฉันก็จะไม่อภิปรายในเรื่องของพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติ ซึ่งอาจเป็นประเด็นร้อน เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญเนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกอย่างท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านก็ได้อภิปราย เรื่องนี้ไปมากพอสมควรแล้ว ดิฉันก็จะไม่อภิปรายลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นดิฉัน คิดว่าในหมวด ๑ บททั่วไปนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งต้องถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นั้นไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงได้มีการขอแปรญัตติเอาไว้นะคะว่าขอให้มีการคงหมวด ๑ บททั่วไป ดิฉันแปรญัตติไว้ อย่างนี้นะคะว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐจะกระทํามิได้ เพราะถึงแม้ว่าจะมีระบบการปกครองที่เป็นการแบ่งแยกอํานาจแต่เมื่อกระบวนการที่เกิดขึ้น จริง ๆ นั้น รัฐสภาและฝ่ายบริหารนั้นแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงมีเพียงตุลาการ เท่านั้น ศาลเท่านั้น ที่จะเป็นตัวคานดุลที่แท้จริงได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าไม่บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการตรวจสอบ อํานาจรัฐด้วยซึ่งได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ที่สุดคือรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น ในส่วนของการตรวจสอบอํานาจรัฐนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะให้คงสิ่งนี้เอาไว้ด้วยนะคะ

ส่วนในวรรค ๖ เป็นวรรคที่ดิฉันได้ขอแปรญัตติเพิ่มขึ้นใหม่โดยได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมไว้ดังนี้ว่า การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องคงหลักการเกี่ยวกับการรับรอง และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพ ของชนชาวไทย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการกําหนดให้ ทรัพยากรแร่และปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประชาชนสาธารณะ โดยให้มีองค์กร ที่เป็นอิสระและให้มีภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการทําหน้าที่จัดสรรการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสําคัญทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น และต้องคํานึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน ดิฉันจะขออธิบาย สักนิดหนึ่งว่าเหตุใดดิฉันจึงแปรญัตติให้มีการเพิ่มวรรคหกอันนี้เข้ามา ซึ่งท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วว่าประเด็นในเรื่องของแร่และทรัพยากรปิโตรเลียม ทั้งก๊าซและน้ํามันนั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่า แล้วก็เป็นสิ่งที่ควรที่จะเปิดช่องให้ประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดุจเดียวกับก่อนที่เราจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น เราก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องคลื่นความถี่นั้น ให้เป็นสมบัติของรัฐ เป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในขณะที่ปัจจุบันนี้แร่ และทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นถูกบัญญัติว่าเป็นสมบัติของรัฐนะคะ ทีนี้ถ้าเป็นสมบัติของรัฐนั้น ก็ทําให้ประชาชนนั้นไม่มีโอกาสที่จะได้เข้ามาดูแลสิ่งเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าทรัพยากรเหล่านี้ เป็นฐานเศรษฐกิจที่สําคัญนะคะ ซึ่งถ้าหากมีการจัดสรรอย่างถูกต้องเป็นธรรมก็จะนําไปสู่ การลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ดิฉันจะขอยกคําพูดของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษ อาวุโสที่เคยกล่าวไว้หลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ท่านกล่าวไว้ว่าเศรษฐกิจเป็น รากฐานสําคัญแห่งมนุษย์สังคม ส่วนระบบการเมืองเป็นแต่เพียงคงร่างเบื้องบนที่จะต้อง สมานกับความต้องการทางเศรษฐกิจของมวลมนุษย์ในสังคม ถ้าหากรัฐธรรมนูญอันเป็น แม่บทแห่งกฎหมายสอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจนั้น วิกฤติการณ์ทางสังคม ก็ไม่เกิดขึ้นและประเทศชาติก็จะดําเนินก้าวหน้าไปตามวิถีแห่งทางวิวัฒน์ที่มาจากคําว่า อีโวลูชั่น (Evolution) อย่างสันติ ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับความต้องการ ทางเศรษฐกิจของสังคมวิกฤติการณ์ก็ต้องเกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติแห่งข้อขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่ทั้ง ๒ ที่เป็นปฏิปักษ์กัน ระบบการเมืองที่ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือมีเพียงแต่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญนั้นขัดแย้งกับความต้องการของเศรษฐกิจของมวลราษฎรบ้านเมืองก็จะไม่สงบ การต่อสู้ของวีรชนวันที่ ๑๔ ตุลา ก็เพื่อให้เกิดระบบการเมืองโดยระบบรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่สมานกับความต้องการทางเศรษฐกิจของมวลราษฎร การที่ดิฉัน ยกสิ่งนี้ขึ้นมาเนื่องจากต้องการให้ท่านเห็นว่าถ้าหากเรามีการกําหนดกรอบไว้อย่างชัดเจนว่า ร่างธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องบัญญัติให้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสําคัญ ของประชาชนนั้นจะต้องเป็นของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการที่จะจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้ ดิฉันเชื่อว่าจะทําให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ํา ในส่วนนี้ได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าดิฉันเองได้มาอยู่ในสภาแห่งนี้เป็นเวลา ๔ ปีนะคะ ดิฉันเองได้เป็นกรรมาธิการดูเรื่องงบประมาณ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายมา ๓ ปีต่อเนื่องกัน ทําให้ดิฉันได้เห็นอย่างชัดเจนว่าค่าภาคหลวงแร่ทุกชนิดในประเทศ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๔ เราเก็บค่าภาคหลวงได้เพียงปีละไม่เกิน ๘๐๐ ล้านบาท สูงสุด ๘๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ ค่าภาคหลวงจากก๊าซและน้ํามันตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๔ มูลค่าสูงสุด เพียงไม่เกิน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นทั้งทรัพยากรจากชนิดอื่น ๆ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาทในปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้น ๓ รายการนี้มูลค่าสูงสุดในปี ๒๕๕๔ ๓๗,๘๐๕.๔ ล้านบาท เท่ากับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของภาษี จากการเก็บภาษีรายได้ของรัฐบาล ทั้งระบบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเป็นรายได้ที่ต่ํามาก ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปี ๒๕๕๔ มูลค่าของทรัพยากรจากแร่ทุกชนิดในประเทศไทย จากก๊าซ น้ํามัน จากทรัพยากรธรรมชาติ อื่น ๆ รวมแล้วอยู่ที่ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้แผ่นดิน ซึ่งดิฉัน คิดว่าสิ่งนี้ทําให้ดิฉันตกใจมาก เพราะว่าทรัพยากรซึ่งเป็นฐานในการดํารงชีวิตของประชาชน ทั้งหมดถูกผ่องถ่ายออกไปในมูลค่าเพียง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ดิฉันเองดูตัวอย่าง รายงานประจําปีของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปี ๒๕๕๒ ที่ได้มีการรวบรวมรายได้จากก๊าซ และน้ํามันตั้งแต่ปี ๒๕๒๔-๒๕๕๒ นะคะ มูลค่า ๒,๖๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าในมูลค่า ๒,๖๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ค่าภาคหลวงได้แค่ ๓๒๙,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เทียบแล้วเท่ากับ ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาษีเงินได้ที่เก็บตั้งแต่ปี ๒๕๒๘-๒๕๕๑ มีมูลค่าแค่ ๔๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ ๑๖.๓๒ เปอร์เซ็นต์