รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

บุญยอด สุขถิ่นไทย หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และเรียกร้องการปฏิบัติตามหลักนั้น โดยเฉพาะเรื่องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยและผลกระทบต่อพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่ประธานรัฐสภาวินิจฉัยก่อนและเรียกร้องให้รัฐสภาวินิจฉัยแทนที่จะเป็นประธานรัฐสภา และยังอภิปรายเรื่องพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ควรลดทอนลง

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกกัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมได้แปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ เนื่องจากว่าท่านกรรมาธิการก็ไม่ได้มองหรือว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ ผมเสนอ ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้การประชุมมันต้องล่าช้า ไม่ใช่ปัจจัยของ สมาชิกฝ่ายค้าน ฝ่าย ส.ว. ผู้ประท้วงทั้งหลาย แต่ว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ต่างหาก ที่ท่านก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ผมจึงต้องขอเริ่มต้นด้วยประโยคแรกที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือเรื่องของวัน เวลา สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกําหนดเวลา ๑ ปี ผมแก้จากเดิมคือ ๑๘๐ วัน แต่ท่านแก้เป็น ๒๔๐ วัน ผมขออนุญาต แก้ไขเอกสารของท่านเองนะครับ หน้า ๒๒๔ ด้วยนะครับ เพื่อให้เอกสารที่ส่งเข้าสู่สภา ในวาระที่สองนี้ถูกต้อง หน้า ๒๒๔ เป็นกลุ่มที่ได้แปรญัตติไว้ ๒๔๐ วันเท่ากับกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ กลุ่มนี้มีพลตํารวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ นายเจริญ ภักดีวานิช นายนิคม ไวยรัชพานิช นายชรินทร์ หาญสืบสาย นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง และนายสุโข วุฑฒิโชติ ซึ่งแปรญัตตินะครับ สุดท้ายต้องมาเขียนว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติสงวน ซึ่งผิดข้อเท็จจริง ผมขอให้แก้ให้ชัดเจนว่ากรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ เพราะกรรมาธิการ แก้ให้แล้ว แต่ผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะตอบอย่างไร ผู้แปรญัตติจะติดใจหรือไม่ ประเด็น ๑ ปีที่ผมต้องให้ทําการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือผมเชื่อว่าการทํางานของ สสร. ชุดนี้ จะต้องใช้เวลาในการที่จะไปรับฟังความเห็น แม้ว่าจะเป็นคําว่าทุกภูมิภาคตามที่ท่านระบุไว้ก็ตาม ทุกภูมิภาคท่านก็อาจจะทําสัก ๖ ที่ ที่ละ ๑ ครั้ง แล้วท่านก็บอกว่ามันครบทุกภูมิภาคแล้ว ท่านอาจจะบอกว่ามันไม่ได้จําเป็นต้องใช้เวลา ผมคิดว่าถ้าหากว่าเรามีเจตนารมณ์ในการ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุดสําหรับประเทศไทยแล้ว ท่านควรจะรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ดังนั้นท่านมีเวลาเพียงแค่ ๒๔๐ วัน ที่ท่านเปลี่ยนมา ท่านก็เท่ากับมีเวลา ๘ เดือน ๘ เดือนก็ ๓๒ สัปดาห์เท่านั้นเองครับ สสร. ๙๙ คน ประชุมกัน ๓๒ สัปดาห์ ผมถามท่านจะประชุมได้กี่ครั้ง ผมเชื่อว่าห้องประชุมที่ท่านจะใช้ต้องเป็น ห้องประชุมขนาดใหญ่ ถ้าอยู่ในสภานี้ก็ต้องใช้ห้องประชุมนี้ถึงจะนั่ง ๙๙ คน บวกเจ้าหน้าที่ได้ บวกท่านประธานด้วยได้ รวมทั้งหมดหรือมีกรรมาธิการอื่น ๆ มีผู้เข้าฟังด้วย ท่านอาจจะต้อง ใช้ได้เพียงแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น หรือถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องทํางานเสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น ผมเชื่อว่าโดยสโคป (Scope) ของงาน โดยเนื้อหาสาระที่ท่านต้องร่างรัฐธรรมนูญซึ่งท่านจะ ทํากันเป็นฉบับใหม่เลย ๓๐๐ มาตราขึ้นไป ท่านต้องพิจารณาวันละ หรือการประชุมครั้งหนึ่ง ก็อาจจะต้อง ๕ มาตรา ๑๐ มาตรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ครับ แล้วผมจึงขอให้ท่านขยายเวลา ทุกคน สมาชิกหลายคนก็บอกให้ท่านขยายเวลา ก็ไม่มีผลแต่อย่างใด กรรมาธิการนั่งอยู่ ตอนนี้ ๕ คนข้างบนก็ไม่ฟังอะไร ก็นั่งคุยกันเองด้วยซ้ําไป ผมฟ้องให้ประชาชนได้เห็นด้วย ถ้ากล้องจะจับภาพไปด้วยก็จะเห็นกรรมาธิการตอนนี้มีนั่งอยู่ ๕ คน คณะรัฐมนตรีซึ่งเสนอ ร่างนี้เข้ามาก็ไม่มีใครมานั่งเลยแม้แต่คนเดียวเช่นเคย แม้ว่าวันนี้จะเป็นการอภิปราย ในวันที่ ๑๒ คืนที่ ๑๒ แล้วครับ

ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมแปรญัตติต่อไปก็คือในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมอยู่หน้า ๒๔๒ ทีมงานจับผิดกรุณาดูตามนะครับว่าผมอภิปรายเกินเลยไปกว่าสิ่งที่ผม แปรญัตติหรือไม่ หน้า ๒๔๒ ช่วงท้าย ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ นํารัฐธรรมนูญ ของท่านเดิมคือฉบับใดก็ได้ที่จะเป็นประชาธิปไตยอันสูง ผมขอเป็นการนํา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่าง เหตุผลสําคัญ ก็คือว่าถ้าท่านนําเอาฉบับอื่นมายกร่าง สุดท้ายท่านก็ต้องเทียบกับปี ๒๕๕๐ อยู่ดีครับ ถูกไหมครับ เพราะปี ๒๕๕๐ คือฉบับปัจจุบันและร่างมาตราที่ท่านกําลังแก้ไขก็คือ ๒๙๑ ในร่างฉบับปัจจุบันนี้ครับ สิ่งที่ท่านจะทําไม่ว่าจะยกฉบับใดมาก็ตามจะถูกเทียบกับปี ๒๕๕๐ ทุกมาตราเช่นเคย ในท่ามกลางความกังวลที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็พูดไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้ตอบ แต่ผมคิดว่าทําไมต้องยกปี ๒๕๕๐ ผมก็จะอธิบายต่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มีความเปลี่ยนแปลง มีการแก้ไข ซึ่งพวกท่านก็อาจจะไม่ชอบ มันมาจาก ต้นไม้พิษ ผลไม้เป็นพิษ ท่านก็ไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข แต่ผมเชื่อว่าท่านทํากลับกัน ท่านกําลัง จะแก้แค้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะท่านไม่ชอบมัน แต่สิ่งที่เรากําลังจะเสียหายไป กําลังจะ หายไป แล้วถ้าท่านไม่หยิบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นหลักนั้น สิ่งที่จะหายแล้วเทียบเคียง กับปี ๒๕๔๐ บุคคลสามารถใช้สิทธิทางศาลบังคับให้รัฐปฏิบัติตามสิทธิรัฐธรรมนูญบัญญัติ เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติรายละเอียดแห่งการใช้สิทธินั้น มาตรา ๒๘ ปี ๒๕๔๐ ไม่เคยมีครับ ยังจะคงเรื่องนี้ไว้อยู่หรือไม่ ปี ๒๕๕๐ ตัดคําว่าโทษประหาร ออกจากการบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ ผลคือแม้โทษประหารยังอาจมีอยู่ มีได้ตามดุลยพินิจของศาล แต่เปิดทาง ให้ยกเลิกโทษประหารในอนาคต มาตรา ๓๒ ครับ ผมดูเฉพาะมาตราที่สําคัญ ที่ผมสนใจ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนสิทธิ เสรีภาพจะกระทํามิได้ มาตรา ๔๕ ปี ๒๕๔๐ บอกว่าสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพจะกระทําไม่ได้เฉย ๆ ปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่า เป็นเรื่องสื่อมวลชนอื่น ท่านจะคุ้มครองสื่อมวลชนอื่นด้วยไหมละครับ ถ้าท่านไม่เอา ปี ๒๕๕๐ มาเป็นหลัก ถูกไหมครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าของกิจการขัดขวางแทรกแซงการเสนอข่าวหรือความคิดเห็นในประเด็น สาธารณะ หากกระทําให้ถือเป็นการกระทําโดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่กระทําตาม กฎหมายหรือเพื่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ เรื่องนี้รับรองไว้แข็งขันกว่าปี ๒๕๔๐ มาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังบอกอีกครับว่าให้องค์กรที่ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่กํากับ การประกอบกิจการสื่อสารมวลชนมี ๑ องค์กร ปี ๒๕๔๐ มี ๒ องค์กรครับ ตอนนี้ กสทช. มีแล้วครับ ทําอย่างไรต่อไปครับ ถ้าท่านไม่เอาตรงนี้มาเป็นหลัก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือผู้ถือหุ้นแทนเข้าเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์และหรือโทรคมนาคมด้วยซึ่งปี ๒๕๔๐ ไม่มี ปี ๒๕๕๐ เพิ่มให้รัฐต้องจัดให้มีการศึกษาให้กับผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาค เสมอภาค กับบุคคลอื่นที่ต้องได้รับการศึกษาฟรีไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพเลยครับ ถ้าท่านไม่ใช้ ปี ๒๕๕๐ ท่านตอบคําถามสิครับว่า พวกเขาเหล่านี้ยังจะได้สิทธิที่ว่านี้อยู่หรือไม่ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพิ่มการคุ้มครอง แก่เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวให้ได้รับหลักประกันในการอยู่รอด และห้ามแทรกแซง หรือจํากัดสิทธิเพื่อให้สถาบันครอบครัวได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นครับ อยู่ในมาตรา ๕๒ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังเพิ่มสิทธิของบุคคลในการได้รับการคุ้มครอง การไม่มีที่อยู่อาศัย โดยรัฐจะต้องช่วยเหลือดูแล อยู่ในมาตรา ๕๕ ปี ๒๕๔๐ ไม่มี มาตราต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าท่านไม่เอา ปี ๒๕๕๐ มาใช้มีอะไรการันตีว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี่จะยังคงอยู่ เมื่อปี ๒๕๕๐ กําหนดให้รัฐต้อง จัดให้มีการรับฟังความเห็นก่อนการวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกําหนดเขตใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้ง การออกกฎที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน นี่อย่างไรสิ่งที่เขียนและเข้มแข็ง แข็งแรงกว่า รัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ฉบับก่อน ๆ หน้านี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังให้มีองค์กรอิสระ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โอ้โห ยังไม่ได้เลยตอนนี้ ผลักดันกันไปแล้วค้างอยู่ แล้วน่าจะต้อง กลับมาได้แล้ว โดยมีตัวแทนผู้บริโภคให้ความเห็นประกอบในการออกกฎหมาย และมาตรการ ในการคุ้มครองผู้บริโภคโดยรัฐครับ

นอกจากนั้นพรรคการเมืองใดล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจโดยไม่ถูกวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญอาจมีคําสั่งยุบพรรค ต้องถูกยุบพรรค เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบเป็นเวลา ๕ ปี จะถอดเรื่องนี้ออกไปอีกไหมครับ ผมจะไป เร็วขึ้นเลย ผมไม่ได้อ่านทุกมาตรา

มาตราสําคัญที่ผมอยากจะขอระบุไว้เพื่อให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณาช่วย คํานึงถึง ทําไมผมถึงอยากให้แก้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นหลัก ส่งเสริมให้ประชาชน มีความเข้มแข็งในทางการเมือง จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือ กิจกรรมสาธารณะ ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกําหนด แนวทางป้องกันรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะหายไปไหมครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องคํานึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน อาจารย์รัชฎาภรณ์พูดเรื่องนี้บ่อย ๆ ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรวมกลุ่มในลักษณะ เครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กกต. มีอํานาจส่งเรื่อง การขาดสมาชิกภาพของ ส.ส. หรือ ส.ว. ผ่านประธานแต่ละสภาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปี ๒๕๔๐ ไม่มีครับ หลังการเลือกตั้งแล้วหากได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ให้ถือเป็น สภาผู้แทนราษฎรนั้นได้ จากนั้นดําเนินการต่อไปจนครบจํานวนใน ๑๘๐ วัน ทําให้การเปิด ประชุมสภาเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ปี ๒๕๔๐ ไม่มีบทบัญญัตินี้ครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้สมัคร ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคเดียว ไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้งเว้นแต่กรณียุบสภา ต้องไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน เห็นไหมครับ นี่เรื่องของ ส.ส. แต่ ปี ๒๕๔๐ ๙๐ วันอย่างเดียว ๓๐ วันไม่มี ท่านไม่เอาแล้วหรือครับ ท่านไม่เอา ๓๐ วันกันแล้วใช่ไหมครับ ถ้าท่านไม่เอา ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังห้ามการควบรวมพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ระหว่างอายุ ของสภาด้วย นี่ประสบการณ์เก่ามีการควบรวมเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังบอกให้ ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องมีเกณฑ์ขั้นต่ําเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ผู้สมัคร ส.ว. ต้องมีวุฒิการศึกษา มากกว่าหรือเทียบเท่าปริญญาตรี ปี ๒๕๔๐ ส.ส. ส.ว. ต้องมากกว่าปริญญาตรี ท่านจะ กลับไปปริญญาตรีเหมือนเดิมกันไหมครับ หรือจะยอมให้เหมือนกับปี ๒๕๕๐ ส.ส. ไม่มี เกณฑ์ขั้นต่ําเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ผู้สมัคร ส.ว. ที่มาจากการสรรหามี ๕ กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มภาควิชาการ ภาคองค์กรเอกชน ภาครัฐ แล้วภาคอื่น ๆ ตามบทบัญญัติในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ นี่คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๔ ส.ว. จะโดนไหมครับ ส.ว. รุ่นนี้ อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีการสรรหามา ๕ กลุ่ม ถ้าไม่เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นหลัก ไม่มีอะไรเป็นตัวประกันว่าท่านจะได้อยู่ต่อหรือท่านจะถูกล้มล้างออกไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงให้ผู้สมัคร ส.ว. ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองด้วย ท่านจะได้เป็นอิสระอย่างไร ท่านจะได้มีวุฒิภาวะ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีเรื่องนี้ กลับไปเหมือนเดิมอีกไหมครับ ผู้สมัคร ส.ว. ต้องไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงในพรรคการเมือง หรือ ส.ส. หรือรัฐมนตรี หรือพ้นมาแล้วไม่ถึง ๕ ปี นี่ก็เป็นข้อกําหนดในปี ๒๕๕๐ เพื่อให้ท่านปลอดจากการเมืองอย่างแท้จริง ๒๕๔๐ ไม่มีครับ พ้นจาก ส.ว. แล้วยังไม่เกิน ๒ ปี ห้ามเป็นรัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอีกด้วยนะครับ นี่คือข้อกําหนดในปี ๒๕๕๐ ครับ ส.ว. พ้นสภาพเมื่อต้องคําพิพากษาให้จําคุกแม้จะ รอลงอาญาครับ นี่คือคําที่เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีปัญหานี้ ถูกจําขังจริงหรือไม่ หรือรอลงอาญาแล้วถือว่าพ้นหรือไม่ สุดท้ายก็เขียนระบุชัดเจนว่าแม้จะรอลงอาญาก็ต้อง ถูกให้ออกจาก ส.ว. ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการบริหาร หรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองไม่ได้ครับ ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมว่าถ้าไม่มีข้อนี้ประธานหรือรองประธานบางคนอาจจะไปดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง ด้วยก็ได้ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ การเข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ใช้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ แต่ถ้าปี ๒๕๔๐ ใช้ ๒ ใน ๕ ปี ๒๕๕๐ ใช้ ๑ ใน ๕ ถ้าไม่บรรจุว่า ปี ๒๕๕๐ เป็นหลักเราจะได้อย่างนี้หรือครับ ปี ๒๕๕๐ หากฝ่ายค้าน ส.ส. มี ส.ส. ไม่ถึง ๑ ใน ๕ กรณีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือ ๑ ใน ๖ กรณีญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีอาจเข้าชื่อด้วยกันด้วยจํานวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจํานวนทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เมื่อรัฐบาลบริหารเกินกว่า ๒ ปีแล้ว แฟร์ (Fair) ไหมครับ ถึงแม้จะมีน้อยแต่มากกว่าครึ่งหนึ่งก็สามารถที่จะขอยื่นญัตติไม่ไว้วางใจได้ นี่ก็ถูกระบุ ในปี ๒๕๕๐ ซึ่งปี ๒๕๔๐ ไม่มี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายได้ครับ แต่ปี ๒๕๕๐ นั้น ๕๐,๐๐๐ คน ปี ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ คน ขออภัย ปี ๒๕๕๐ ๑๐,๐๐๐ คนครับ ปี ๒๕๕๐ ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่กระทําผิดและทุจริตได้ครับ ปี ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ คนอีกครับ ลดจํานวนลงเพื่อให้มีการตรวจสอบกันได้ง่ายยิ่งขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะหายไปไหมครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. และต้องดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกินกว่า ๘ ปี ไม่ได้ด้วย นี่คือสิ่งที่เพิ่มมาจากปี ๒๕๔๐ ครับ อยู่เกินกว่า ๘ ปีก็ไม่ได้นะครับ รัฐมนตรีต้องไม่เคยต้องคําพิพากษาให้จําคุกโดยได้พ้นโทษ มายังไม่ถึง ๕ ปี ก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ามีรัฐมนตรีผู้ใด เป็น ส.ส. ในขณะเดียวกันต้องห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นลงคะแนนเสียง ออกคะแนนเสียงให้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดํารงตําแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียของเรื่องนั้น ข้อต่าง ๆ ที่เปรียบเทียบกัน ผมขออนุญาตอธิบายแค่นี้สําหรับหมวดนี้ แต่ท่านเห็นไหมครับว่า ถ้าท่านบอกว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับที่มีประชาธิปไตยสูง ซึ่งไม่เข้าใจว่าท่านจะเอาตรงไหน ผมเชื่อว่าท่านจะเอาปี ๒๕๔๐ มาใช้ เทียบกันแค่นี้ ผมอ่านแค่ครึ่งเดียว ก็เห็นแล้วนะครับว่า สิ่งที่จะหายไป สิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ได้พัฒนามามากกว่านั้นไม่มีการรับรองว่าจะอยู่หรือไม่ นอกจากนั้นผมก็แปรญัตติต่อไปในวรรคหกต่อ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกันมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นมีลักษณะตามวรรคห้าหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็น ดังกล่าวส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยครับ เรื่องนี้ก็เป็นความคิดเห็นที่ตรงกับ หลายคน แล้วก็รวมทั้งความคิดเห็นของทางผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยครับ ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกที่รักครับ ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทําหนังสือมาถึงท่านประธานรัฐสภา ลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ มีข้อเสนอ ๓ ข้อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นะครับ ลงนาม โดยท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาส ประเด็นที่สัมพันธ์กับ เรื่องนี้ในประเด็นที่ ๒ การที่ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูป ของรัฐดังปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนั้น เป็นการให้องค์กรทางการเมืองเป็นผู้มีอํานาจ วินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายที่เป็นปัญหาสําคัญ ซึ่งปัญหานี้ควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัย จากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอํานาจวินิจฉัยทํานองนี้อยู่แล้วนะครับ ท่านก็ยกตัวอย่าง อย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติใดมีหลักการเกี่ยวกับ หรือคล้ายกันกับร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสองก็ดี อํานาจวินิจฉัยว่าการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีก็ดี ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๘ ก็ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จํานวนสมาชิก ๑ ใน ๑๐ ของผมแปรญัตติ ๑ ใน ๕ นะครับ ผมให้น้ําหนักมากกว่าครับว่าถ้าเห็นว่าผิดต้อง ๑ ใน ๕ แล้วก็ไปยื่น ของทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็อ้างที่มาตราเดิมก็คือจํานวน ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภา ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ให้ความคิดเห็นกับท่าน แต่ท่านกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ท่านก็ไม่เห็นด้วย ท่านก็บอกว่าให้รัฐสภานั้นเป็นคนทําใช่ไหมครับ

ในวรรคต่อไปท่านบอกว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ว่านี้ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเองก็พูดไปแล้วนะครับว่าประเด็นมาตรานี้ก็จะไป โยงกับอีกมาตราหนึ่งซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้ให้รัฐสภาโดยตรง แต่ประธานรัฐสภาวินิจฉัยก่อนเป็น คนแรกและคนเดียวว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปผิดต่อหรือว่าไปมีลักษณะที่ขัดกับวรรคห้า หรือว่าตรารัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องหรือไม่ เห็นไหมครับว่าตรงนี้ถึงใช้คําว่าหมกเม็ดครับ สําหรับในมาตรานี้ ในวรรคนี้นะครับ ท่านบอกว่ารัฐสภาจะเป็นคนทําจริง ๆ ไม่ใช่ครับ ประธานรัฐสภาจะดูก่อน ซึ่งประธานก็ให้ผ่านเลยก็ได้มันก็ไม่ต้องมารัฐสภา ประธานเห็นว่า อาจจะเข้าถึงจะนํามาส่งที่รัฐสภาเท่านั้นเอง ดังนั้นผมจึงได้เขียนในเรื่องนี้สอดคล้องกับ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับว่าน่าจะเหมาะสมกว่าถ้าท่านจะให้สมาชิกซึ่งเห็นว่ามันเป็น เรื่องที่ผิดก็สามารถยื่นต่อประธานสภาของแต่ละท่านได้แล้วก็นําเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยนะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็คืออยู่ที่ว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมีลักษณะตามวรรคห้าหรือว่าตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป อํานาจนี้มันก็ไม่ควรจะอยู่ที่สภา

ประเด็นสุดท้ายที่ผมขออภิปรายถึงก็คือสิ่งที่ท่านเพิ่มขึ้นมานะครับ นั่นก็คือ ในวรรคห้าของท่านนะครับ ท่านเพิ่มคําว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ คําถามตรง ๆ ง่าย ๆ สุดท้ายเลยครับว่า คําว่าเปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของท่าน หมายถึงมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ เท่านั้นใช่หรือไม่ ที่อยู่ในหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ที่ว่านี้ แต่พระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์นั้นไม่ได้อยู่ในแค่เฉพาะหมวด ๘ หรือหมวด ๒๕ เท่านั้น ท่านกรรมาธิการ ตอบผมเถอะครับว่ามาตราต่อไปนี้พระราชอํานาจจะถูกลิดรอนไปหรือไม่ มาตรา ๑๒๘ พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภาทรงเปิดและทรงปิดประชุมยังอยู่ด้วยหรือไม่ หรือพวกท่านจะสามารถทํากันเองได้ นอกจากนั้นมาตรา ๑๘๓ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอํานาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวาย คําแนะนํา พระราชอํานาจนี้ยังมีอยู่ไหมครับ หรือว่านายกรัฐมนตรีมีอํานาจเด็ดขาดในการที่ จะให้ใครพ้นจากรัฐมนตรีก็ได้ มาตรา ๑๘๔ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือว่า ต้องปัดภัยพิบัติสาธารณะพระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติก็ได้ ยังอยู่ไหมครับ มาตรา ๑๑๗ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ ในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย อันนี้ก็เป็นพระราชอํานาจนะครับ มาตรา ๑๑๘ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศใช้และเลิกใช้ กฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก มาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภา พระราชอํานาจเหล่านี้ยังอยู่ไหมครับ มาตรา ๑๙๐ ก็สําคัญครับ จะเป็นเรื่องที่ เราไปทําสนธิสัญญาต่าง ๆ กับต่างประเทศก็ต้องมาเข้ามาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับ นานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ ยังอยู่ไหมครับหรือว่าให้รัฐบาลสามารถทําเอง ได้เลย มาตรา ๑๙๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ ยังอยู่ไหมครับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในมาตรา ๑๙๒ ในมาตรา ๑๙๓ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีหรือเทียบเท่าและ ทรงให้พ้นจากตําแหน่งเว้นแต่กรณีที่พ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย ท่านจะลิดรอน พระราชอํานาจของพระองค์ท่านหรือไม่ แล้วให้อํานาจนี้มาเป็นอํานาจของรัฐบาลเอง คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีท่านจะทําไหมครับ มาตรา ๑๙๓ ก็จบเพียงเท่านี้ในเรื่อง ของพระราชอํานาจที่ผมสนใจและเกี่ยวข้อง คําถามผมถามท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านระบุว่าเฉพาะหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ผมตีความว่าท่านหมายถึง ๘-๒๕ เท่านั้นที่จะไม่แตะต้อง ไม่แก้ไขให้มีครับ แต่มาตราอื่น ๆ ที่ผมอ่านไปเมื่อสักครู่นี้ ผมยังขอเป็นคําถามโต ๆ นะครับ คําถามที่สําคัญและผมเชื่อว่า สมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยกับผมนะครับว่าพระราชอํานาจนั้นจะลดทอนลงมิได้ และผมก็หวังว่า จะไม่มี สสร. คนไหนที่มีแนวความคิดนี้และจะเข้ามาเป็น สสร. ในชุดนี้หรือพวกท่านจะ สนับสนุนให้พวกนี้เข้ามานะครับ ขอบพระคุณครับ