รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ โดยถามถึงเวลาในการให้เวลากับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และถามว่าภาครัฐมีพิมพ์เขียวเกี่ยวกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่ นอกจากนี้เขายังเสนอให้บัญญัติหมวดพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และไม่ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาเป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ปัญหาว่าเราจะมีเวลามากน้อยเพียงใดในการให้เวลากับทาง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๘ เดือนนี้เพียงพอหรือไม่ ถ้าหากว่าต้องไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับนั่นหมายความว่าต้องไปเริ่มกระบวนการในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไป แสวงหาปัญหาของประเทศ ต้องไปหยิบยกเอาความเรียกร้องต้องการของคนทั้งประเทศ มาตั้งเป็นประเด็นปัญหาแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า ๘ เดือนยังไม่พอหรอกครับ แต่ถ้าตรงกันข้ามเรามีพิมพ์เขียวอยู่แล้วว่าจะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร จะจัดทํารัฐธรรมนูญ ไปในทิศทางไหน เวลา ๘ เดือนนี้อาจจะมากเกินไปก็ได้ นี่คําถามที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการ จะต้องตอบว่าท่านเองมีพิมพ์เขียวในเรื่องนี้อยู่หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นข้อสังเกต ในวรรคแรกนะครับ

ในวรรคสอง วรรคนี้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติมากเพราะว่าคณะกรรมาธิการ ไปให้ความเห็นชอบตามร่างโดยที่ไม่ได้มีการแก้ไขเลยก็คือบอกว่าในการจัดทําร่าง รัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ เขียนไว้แบบนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอน รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ๑๘ ฉบับที่ผ่านมามีข้อแตกต่างกันมาก มีห้วงเวลาของการใช้ ที่แตกต่างกัน แต่ละช่วงเวลาเรามีรัฐธรรมนูญที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศที่แตกต่างกัน เราบอกไม่ได้ครับว่าฉบับไหนเป็นประชาธิปไตยสูงสุด เพราะเราอยู่คนละยุคกัน ในปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๗๕ มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดแล้วในเวลานั้น สสร. จะใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นแบบอย่างนั้นหรือ ที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยสูงสุด ในปี ๒๔๗๕ บอกว่าเป็นประชาธิปไตยก็อาจจะไม่เหมาะสมกับปี ๒๔๙๐ ไม่เหมาะสมกับปี ๒๕๑๗ ไม่เหมาะสมกับปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ผมเรียนท่านประธานก็เพื่อที่จะบอกว่า ความเหมาะสม ความเป็นประชาธิปไตยนั้นมันขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ณ เวลานั้น ๆ เพราะฉะนั้น กรรมาธิการต้องไม่ใช้โมเดล (Model) ในทํานองนี้เอามาใช้ เพราะสุดท้ายท่านก็หาคํานิยาม ไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนเป็นประชาธิปไตยมากกว่ากัน ในวรรคนี้ผมถึงได้แปรญัตติครับ ผมแปรญัตติโดยตัดเนื้อหาสาระของท่าน ของร่างของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการ นํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบตัดออกไป แล้วก็เพิ่มเติมถ้อยคําต่อไปนี้เป็นความที่ผมคิดว่ามีความเหมาะสมมากกว่าก็คือในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติหมวดพระมหากษัตริย์เป็นไปตามความ ในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ นําเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่มีความห่วงใย วิตกกังวลกับปัญหาการกระทบกระทั่ง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่กังวลใจของพี่น้อง ของพสกนิกรชาวไทยตลอดช่วง ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การที่ผมได้แปรญัตติถ้อยคํานี้ไว้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า หมวดพระมหากษัตริย์ที่เราจะต้องเอามาเป็นกรอบให้กับ สสร. ในการไปยกร่างต่อไปนั้น คือหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าหากว่าท่านประธานจะบอกว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการแก้ไขในวรรคห้าก็เขียนไว้ชัดแล้วว่าจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้นั้นชัดเจนอยู่แล้ว ผมคิดว่า ไม่ใช่ สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเอาหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้ มาเป็นหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญที่จะจัดทําขึ้นใหม่ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะติดตามไปดูรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ ที่อ้างกันว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งหลาย ปี ๒๔๗๕ ก็เป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๑๗ ก็เป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๔๐ ก็เป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นประชาธิปไตย ถามว่าถ้า สสร. ไปเอาหมวดพระมหากษัตริย์ปี ๒๔๗๕ จะสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ครับ คําตอบคือว่าเป็นปัญหาแน่นอนครับ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ การให้ความสําคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มีเพียงไม่กี่มาตรา แล้วก็เป็นปัญหาด้วยถ้าหากว่าสภานี้ได้เห็นชอบกับความในวรรคสอง ของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญเอารัฐธรรมนูญฉบับใดที่เป็นประชาธิปไตย มาเป็นแบบก็ได้ แน่นอนครับ ถ้าเอามาเป็นแบบในวรรคสอง ในวรรคห้าท่านก็ต้องเอา หมวดพระมหากษัตริย์ที่เป็นแบบนั้นมาด้วย ในหมวดพระมหากษัตริย์ของปี ๒๔๗๕ เขียนไว้ ไม่กี่มาตรา แต่มีบทบัญญัติหนึ่งซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นไม่มี บอกว่าพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกําเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตามย่อมดํารงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง ท่านจะเอาบทบัญญัตินี้ไปใช้ในหมวดพระมหากษัตริย์ตามความในวรรคห้าของท่านหรือไม่ หรือท่านบอกว่าพูดอย่างนี้มันก็เกินไป ปี ๒๔๗๕ ใครจะเอามาใช้ ท่านบอกว่าปี ๒๕๑๗ ท่านก็ชื่นชมกันอยู่ว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังการเคลื่อนไหว ของนักศึกษาประชาชนล้มเผด็จการทหารที่ครองอํานาจมายาวนาน แล้วก็มีประชาธิปไตย นําประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในช่วงหนึ่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ มีหมวด พระมหากษัตริย์เหมือนกัน แต่ว่าอย่างไรครับ ในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินกว่า ๑๔ คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี นี่วรรคหนึ่ง ถามว่า แตกต่างอะไร ใช้ได้ไหมครับ ฟังดูเผิน ๆ มันก็ใช้ได้ครับ แต่มาดูความเดียวกันในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒ พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๑๘ คน ประกอบเป็น คณะองคมนตรี ท่านจะยึดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยฉบับไหนล่ะครับ แล้วจะใช้หมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับไหนล่ะครับมาใช้ ความแตกต่างของจํานวนองคมนตรี ก็มีความหมาย ท่านไม่ได้ดูรายละเอียดเหล่านี้หรือครับ ท่านคิดเพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา เขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ มีการเปลี่ยนแปลงครับ และความเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสําคัญ ถ้าท่านเอาปี ๒๕๑๗ มาเป็น แบบในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นหมายความว่าต้องลดจํานวนองคมนตรีเหลือ ๑๔ คน ตอบผมได้ไหมครับ ท่านจะเอาแบบไหน ท่านต้องเขียนให้ชัดเจนในเรื่องนี้ ทางออก ของผมก็คือผมเขียนไว้ชัดเจนว่าท่านจําเป็นที่จะต้องมีหมวดพระมหากษัตริย์ที่ชัดเจน ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติหมวดพระมหากษัตริย์เป็นไปตามความในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ อันนี้มันชัดเจนที่สุด ถ้าท่าน ต้องการปรารถนาที่จะเอาหมวดพระมหากษัตริย์มาเป็นกรอบ มาเป็นโจทย์ให้ สสร. ไปดําเนินการยกร่างตามที่ท่านต้องการ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนี้การแก้ไขของท่าน ก็ยังมีปัญหาอีกในเรื่องของวรรคสาม การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอาจจะเห็นว่าถ้าสภานี้ถูกยุบไปก็เพื่อให้ การดําเนินงานของ สสร. เดินหน้าไปได้โดยไม่ติดขัด ท่านไม่รอบคอบครับ ท่านต้องไม่ลืม เป็นเด็ดขาดนะครับว่าหากว่ามีการยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงที่สภาร่างรัฐธรรมนูญยังทําหน้าที่ อยู่นั้น แล้วผลของการเลือกตั้งออกมาได้กลับข้างมติเสียงส่วนใหญ่กลายเป็นอีกฝั่งหนึ่ง ถามว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมที่จะเดินหน้าไปหรือไม่ เพราะสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดําเนินการไปอยู่ในขณะนั้น เป็นการดําเนินการภายใต้ ความเห็นชอบของเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อองค์ประกอบเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมติมหาชนที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปภายหลังการยุบสภามีมติ เปลี่ยนแปลงไป ถามว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะยังคงเดินหน้าอย่างชอบธรรมต่อไปได้หรือไม่ ในทางกฎหมายเป็นไปได้ครับ แต่การยุบสภามันได้สะท้อนให้เห็นว่าแล้วมีการเปลี่ยนแปลง เสียงข้างมากเกิดขึ้นมา นั่นหมายความว่าสิ่งที่เสียงข้างมากเดิมได้ทําไว้นั้นไม่ชอบธรรมเสียแล้ว ไม่ใช่มติมหาชนเสียงส่วนใหญ่แล้ว เพราะฉะนั้นการบัญญัติว่าการที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือว่ามีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งนั้น จึงไม่ทันสมัยแล้วและเป็นปัญหาแน่นอน ผมคิดว่า นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่มีความรอบคอบแล้วก็จะก่อให้ เกิดปัญหาในอนาคต

สุดท้ายครับ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญในวรรคสี่ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้อง จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย นี่ก็เป็นความไม่รอบคอบ ท่านประธานครับ การรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค ฟังดูแล้ว มันเหมือนกับได้รับฟังอย่างทั่วถึง ทั่วประเทศ จะฟังอย่างไรล่ะครับ ปัญหาประเด็นแรกก็คือ ฟังใคร กลุ่มอาชีพต่าง ๆ กลุ่มความคิดเห็นที่แตกต่างของคนในสังคมนี้มีมากมายหลากหลาย ท่านจะไปฟังใคร ไปฟังที่ไหน ถ้าตามร่างที่ท่านให้ความเห็นชอบมานี้ ลําพังเพียงแค่ท่านไป จัดรับฟังความคิดเห็นกับพี่น้องประชาชนภาคละ ๑ ครั้ง แต่นี้ก็ถือว่าทําตามรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วฟังอย่างไร ท่านจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนแล้วก็ไปฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน หรือจะไปฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนก่อนแล้วกลับมาร่าง หรือฟังไปร่างไป อันนี้ ไม่มีใครทํานายได้ และไม่มีใครให้หลักประกันได้ว่าเสียงของพี่น้องประชาชนในระหว่าง การร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะถูกรับฟังโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง นี่เป็นอีกหนึ่ง ในความไม่รอบคอบของคณะกรรมาธิการที่จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต ในวรรคหกซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ เมื่อผมได้แปรญัตติไว้ในวรรคสองเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์แล้ว ในวรรคท้ายก็คือวรรคหกของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ท่านบอก ของท่านว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไป ก็ชัดเจนครับ ก็คือว่าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ ไปเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐกระทํามิได้ ตกไป อย่างที่ผมเรียนว่าท่านไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมวดพระมหากษัตริย์นั้น เอาหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใด เพราะฉะนั้นท่านก็มีให้อิสระเสรีกับ สสร. ไปหยิบเอาหมวดพระมหากษัตริย์หมวดใดหมวดหนึ่งมายํารวมกันก็ยังได้ นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นผมถึงได้แปรญัตติว่าเมื่อผมได้ระบุชัดว่าต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เท่านั้น เพราะฉะนั้นในวรรคหกจึงแก้ไขเป็น ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง หรือมีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป สาระคล้ายกัน แต่ว่าข้อบังคับแตกต่างกัน นั่นก็คือว่าถ้าท่านไปเอาหมวดพระมหากษัตริย์ ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญนี้ก็มีอันตกไป ทั้งหลาย ทั้งปวงที่ผมได้หยิบยกขึ้นมานําเรียนกับท่านประธาน นอกจากจะบอกไปยังพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศแล้ว ก็อยากที่จะบอกไปยังคณะกรรมาธิการด้วยนะครับว่าเพราะความที่ท่าน ไม่ยอมให้มีการแก้ไข ท่านแข็งตัว จนกระทั่งว่าความคิด ความอ่านของท่านไปในทิศทาง ของท่านไปในทิศทางเฉพาะพวก เฉพาะกลุ่มของท่าน ทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ในกระบวนการแก้ไข มีปัญหาในกระบวนการที่จะดําเนินต่อไปในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านต้องรับฟัง และนําข้อท้วงติง ที่เป็นประโยชน์ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแก้ไข ให้เกิดความสมบูรณ์ แล้วก็ตอบคําถามของเพื่อนสมาชิกให้คลายความกังวลใจทั้งหลาย ทั้งปวงนี้ด้วย กราบขอบพระคุณครับ