ตวง อันทะไชย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้เวลาในการพัฒนาและยกระดับทางการเมือง และเรียกร้องให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ ตวง อันทะไชย ยังหารือเรื่องความไม่ชัดเจนในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการชี้แจงความหมายของหมวดดังกล่าว เพื่อป้องกันวิกฤติของชาติในอนาคต
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประเด็นที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นประเด็นอยู่บนพื้นฐานว่า เป็นข้อสังเกตแล้วก็เป็นคําถามที่จะผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมมีประเด็นที่จะขอประทานอนุญาตได้อภิปรายอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องที่ผมแปรญัตติเอาไว้ในวรรคหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในวรรคห้า และ
ประเด็นที่ ๓ ที่กรรมาธิการได้เขียนเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ซึ่งจะขอประทานอนุญาต ได้อธิบายความดังต่อไปนี้
ความเป็นจริงในวรรคหนึ่ง กราบเรียนท่านประธานว่าแม้จะเห็นว่ากรรมาธิการ ได้ยอมในการแก้ไขเพิ่มเติมจาก ๖ เดือน เป็น ๘ เดือนแล้วนั้น ถ้าฟังดูดูเหมือนมันจะสวยหรู ดูเหมือนจะดี แต่ว่าความจริงถ้าฟังคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงไว้ตอนบ่ายวันนี้ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจง ผมคิดว่าผมเห็นต่างจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอภิปรายไว้ในสภาแล้ว ผมขอประทานอนุญาตได้เห็นต่างจากที่ผมแปรญัตติไว้ ๓๐๐ วัน ดังต่อไปนี้
ประการแรก ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าท่านใช้แนวทางของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ในการกําหนดระยะเวลา ผมเรียนท่านประธานว่าท่านไปใช้ เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญตอนร่าง ปี ๒๕๔๐ มาใช้กับปี ๒๕๕๐ ไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะมันคนละเงื่อนไข เพราะมันคนละสถานการณ์ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ หลังวิกฤติ เศรษฐกิจสังคมต้องการปฏิรูปการเมือง ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฝ่ายลุกขึ้นมา ช่วยกัน ภาคประชาสังคมลุกขึ้นมาช่วยกันอย่างมีเป้าหมายและมีพลังพร้อมกันทํา แทบไม่มีฝ่ายท่านประธานครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เป็น สสร. ด้วย ท่านทราบดี นั่นคือปี ๒๕๔๐ แต่ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ พอเราคิดจะแก้รัฐธรรมนูญมันอยู่บน เงื่อนไขและสถานการณ์ของสังคมที่มีความแตกต่าง สังคมที่แบ่งขั้ว แบ่งพวก แบ่งฝ่าย อย่างชัดเจน และรอวันแตกหัก ทําไมผมบอกอย่างนั้น ท่านประธานจําได้ไหมครับ พอเริ่มต้น เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แบ่งคนออกเป็น ๒ พวก พวกแรกเห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความปรองดองในชาติ พวกที่ ๒ เห็นว่านั่นคือการเริ่มต้นในการสร้างความขัดแย้ง รอบใหม่ในสังคม จะเห็นได้ชัดเจนว่าท่านใช้เงื่อนไขปีนั้นมากําหนดปีนี้ไม่ได้ ท่านใช้ระยะเวลา เพียง ๖ เดือนไม่ได้ เพิ่มไปอีก ๒ เดือน เป็น ๘ เดือนยังไม่ได้เลย
ประการต่อมารัฐบาลได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ แล้วแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าจะ ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการนําพาสังคมไปสู่ความปรองดอง ก้าวข้ามความขัดแย้ง ทางสังคม เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะทําอย่างที่ท่านได้ประกาศ ถ้าท่านจะทําอย่างที่ความตั้งใจ ของรัฐบาลจะทํา ท่านประธานจะต้อง ๑. ให้เวลาในการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนอย่างน้อย ๖ เดือน
ประการที่ ๒ ให้มีเวลาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสังคม ผู้คนที่แตกต่าง หลากหลายเพื่อตกผลึกแนวคิด อีก ๒ เดือนครับ
ประการสุดท้าย ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญที่ท่านกรรมาธิการได้พูดหลายครั้ง ท่านอย่าลืมว่าหัวใจสําคัญก็คือว่าต้องให้เวลาในการพัฒนาและยกระดับทางการเมือง ภาคพลเมืองขึ้นมาให้ได้ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือ มันต้องมีเวลา ผมให้เวลาไป ๖ เดือน บวก ๓ เดือน เป็น ๙ เดือน เป็น ๓๐๐ วัน ซึ่งผมคิดว่าตรงนั้นคือสิ่งที่ผมแปรญัตติ เอาละวันนี้คณะกรรมาธิการได้ยอมลดลงมาจาก ๖ เดือน เป็น ๘ เดือน ผมก็ถือว่า ท่านยอมรับฟัง แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านใช้มาตรฐานไปเอาปี ๒๕๔๐ มาปรับ กับปี ๒๕๕๐ นั้น คนละเรื่อง คนละสถานการณ์ และคนละเงื่อนไข นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ไปดูวรรคห้าครับ ผมเริ่มต้นจากวรรคห้า นี่คือจุดเริ่มต้นของ ปัญหาที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ บนเงื่อนไขที่เราคุยกันในกลุ่มวุฒิสมาชิก ท่านประธานดูวรรคห้าช้า ๆ ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปของรัฐ คณะกรรมาธิการมาเขียนเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ นี่คือตัวปัญหาครับ ปัญหามันคืออะไร ผมเริ่มต้นอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะพาท่านประธานคลี่ไปดูว่าพอท่านเขียนแบบนี้มันเป็นปัญหา ผมถึงได้เขียนแก้ไข เพิ่มเติมว่าต้องระบุลงไปให้ชัดเจนว่าหมวดใด ท่านประธานจําได้ไหมครับ ความจริงแล้ว ประเทศไทยเรารัฐธรรมนูญไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ มันมีปัญหาที่ตรงตีความครับ แม้จะเขียนเอาไว้ว่า เช่นความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามคําพิพากษา ให้จําคุก สังคมก็มาตีความว่ามันหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าถ้ารออาญาถือว่า จําคุกหรือไม่ หรือต้องรอให้คําพิพากษาถึงที่สุดก่อนสังคมไทยชอบทําอย่างนั้นหรือบางที เราเถียงกันคําว่า พึงกับควร ๒ ชั่วโมงไม่รู้จะใช้คําไหนกันแน่ท่านประธาน หรือเราเถียงกัน คําว่า อีกอย่างใดอย่างหนึ่งกับอย่างใดอย่างหนึ่ง เอาวางไว้คนละที่ความหมายต่างกัน ถ้าเขียนเอาไว้อย่างนี้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้ครับ
คําถามแรกก็คือ ขอบเขตของคําว่าหมวดด้วยพระมหากษัตริย์ของท่าน มันคืออะไร ผมจะไปช้า ๆ ท่านประธานครับ แล้วผมจะคลี่รัฐธรรมนูญให้ดู
ประการที่ ๒ การลดทอนอํานาจในหมวดอื่น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่ได้ เขียนในหมวดนี้สามารถทําได้หรือไม่
ประการต่อมา แล้วทําไมท่านไม่เขียนให้ชัดเจนเป็นหมวด ๑ เป็นหมวด ๒ ท่านประธานคณะกรรมาธิการนี่ล่ะครับชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ว่าเขียนเอาไว้บอกว่ารัฐธรรมนูญ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ คือหมวด ๑ แล้ววรรคต่อมาเขียนเพิ่มเติมคือหมวด ๒ ทําไมท่านไม่เขียนว่าจะไม่สามารถเขียนได้ในหมวด ๑ และหมวด ๒ ให้มันชัดเจน ผมฟังดู กรรมาธิการชี้แจงผมเริ่มไม่สบายใจท่านประธานครับ ฟังเป็นประหนึ่งว่ากรรมาธิการนั้น เห็นว่าเขียนไว้อย่างนี้เพียงพอแล้ว ผมว่าไม่เพียงพอ กรรมาธิการต้องย้อนกลับไปดูว่า ประเด็นของมาตรานี้มันคือส่วนหนึ่งของความขัดแย้งของสังคมที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ท่านต้องทําให้สังคมสบายใจ ท่านทําไมไม่เขียนเอาไว้เลยว่าอันประกอบไปด้วยหมวด ๑ และหมวด ๒ ท่านมาเขียนให้คนสงสัย ฉะนั้นความหมายคําว่าหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะทํามิได้ ผมถามกรรมาธิการเริ่มต้นเลย
คําถามแรกก็คือว่าความหมายของท่านแปลว่ามันสามารถไปเปลี่ยนแปลง คุณสมบัติขององคมนตรีตามมาตรา ๑๔ ได้หรือไม่ เพราะว่าท่านไม่ระบุหมวดครับ ท่านประธานไปดูมาตรา ๑๔ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในโซเชียล เน็ตเวิร์ค (Social network) ที่ผมพูดมันคือความขัดแย้ง มันมีคนจะเปลี่ยนมาตรา ๑๔ ท่านประธานครับ องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิก ผมไม่อ่านหมดนะครับ ตอนท้ายและไม่ต้องแสดงความฝักใฝ่ ในพรรคการเมือง แปลว่าถ้าเอาหัวข้อมาเขียนอย่างนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ท่านประธาน ดูต่อไป มาตรา ๒๐ ครับ ประเด็นนี้ท่านไปดูในโซเชียล เน็ตเวิร์ค ซึ่งกําลังเป็นประเด็นสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เราอย่าวิ่งหนีมัน มันเหมือนวิ่งหนีเรา มันหนีไม่พ้น มาตรา ๒๐ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพรางก่อน แก้ไข ได้ไหมครับ มันแปลว่าอยู่ในความหมายของคําว่าหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ ท่านตอบหน่อยครับ ทําไมท่านไม่เขียนเอาไว้หมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หรือหมวด ๑๐ ท่านประธานตามผมไปช้า ๆ นั่นแปลว่าสามารถไปลดทอนอํานาจสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้โดยตรงแต่โดยอ้อมทําได้หรือไม่ เช่น ไปยุบศาลรัฐธรรมนูญ ไปยุบศาลปกครอง ไปยุบ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ถ้าตอบได้แปลว่ามันไม่เกี่ยวข้อง ความหมายของท่านนั่นหมายความว่าโดยตรงเท่านั้นใช่ไหมครับ หรือท่านประธานครับ ผมพาท่านประธานคณะกรรมาธิการตามผมไปดูมาตรา ๑๕๑ สิทธิในการยับยั้งกฎหมาย ที่เขียนเอาไว้ว่าร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยแล้วพระราชทาน คืนมายังรัฐสภา ผมไม่อ่านหมดครับท่านประธานมันเสียเวลา ผมจะอ่านให้เข้าใจประเด็นว่า เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ลงทรงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประเด็นที่ผมถาม ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการก็คือว่าเมื่อท่านเขียนเอาไว้เพียงบอกว่าหมวด ด้วยพระมหากษัตริย์มันไม่ได้อยู่หมวดพระมหากษัตริย์ แต่มันคือการลดทอนอํานาจ พระมหากษัตริย์ซึ่งมีคนต้องการที่จะแก้ไขมาตรานี้อยู่แล้ว ท่านประธานตามไปดูครับ ผมเพิ่มอีกสักมาตราท่านประธานครับ ผมเพิ่มอีกสักมาตราท่านประธานครับ มาตรา ๒๐๐ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษา ตุลาการให้พ้นจากตําแหน่ง ผมจะไม่อ่านหมด เป็นอํานาจของพระมหากษัตริย์แต่มีผู้คน ที่เกี่ยวข้องที่เป็นประเด็น ประเด็นแห่งความขัดแย้ง ไปเปิดประเด็นว่าต่อไปนี้ผู้พิพากษา จะต้องมาจากส่วนใด จะต้องทําอะไร ไม่ใช่จินตนาการ เวลาเราเขียนกฎหมายเสร็จต้อง เอามาใส่ในชีวิตคนครับ ถ้าใส่เป็นแบบนี้ คําถามผมถามท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่า มันทําได้ไหม มันไม่ได้แก้ไขในหมวด ๑ มันไม่ได้เขียนในหมวด ๑ ไม่ได้แก้ไขในหมวด ๒ แต่มันไปแก้ไขในหมวดอื่นที่ไปลดทอนอํานาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ดังตัวอย่าง ที่ผมยกมานี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการชี้แจงต่อสภาว่าเป็นเพียงเขียนเอาไว้ว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้เพียงพอแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าไม่เพียงพอ นี่จะเป็นประเด็นที่เป็น ลูกระเบิดลูกใหม่ที่จะนําสังคมไปสู่ความขัดแย้ง เพราะอะไร เพราะว่าเราจะมองและจะ ตีความแตกต่างกัน วันนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ผมยกตัวอย่างเพียง ๒-๓ มาตรา ผมไม่ได้เปิดหลายมาตราท่านประธานครับ ผมว่าประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่กรรมาธิการต้องชี้แจง
ประการต่อมา ขอบเขตที่กรรมาธิการได้อธิบายต่อสภาแห่งนี้ท่านบอกหน่อย ความหมายของท่านที่บอกว่าหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของท่านนั้นมันครอบคลุม เฉพาะมาตราใดถึงมาตราใด ถ้าพูดเหมือนท่านประธานคณะกรรมาธิการอธิบายต่อสภานั้น ผมถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าแล้วทําไมท่านไม่เขียนให้มันชัด ท่านไม่เขียน ไปเลยหมวด ๑ ทําไม่ได้ หมวด ๒ ทําไม่ได้ ท่านอย่าไปเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วมา เมื่อสักครู่นี้ท่านชี้แจงไม่ถูก พูดผิดพูดใหม่ได้ ผมย้ําว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้น มันอยู่ เงื่อนไขสถานการณ์ที่เป็นปกติ แต่วันนี้ที่เราจะทําเป็นรัฐธรรมนูญอยู่เงื่อนไขสถานการณ์ ของสังคมแบ่งขั้ว แบ่งฝ่าย แบ่งสี และเป็นเงื่อนไขแห่งความขัดแย้ง ท่านจะต้องปลดชนวน ตรงนี้ออกให้ได้ ที่ผมตั้งคําถามผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการนี้บนเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ ที่อยากจะเห็นความตั้งใจมั่นของท่านในการที่จะนําพาสังคมไปสู่สันติสุข ไปสู่ความปรองดอง ไม่ได้มีเจตนาอื่น ไม่ต้องการที่จะชนะกรรมาธิการ แล้วผมก็เชื่อว่าไม่มีทางชนะ ผมแปรญัตติ อย่างนี้ผมก็รู้ว่ามันแพ้ แต่ผมฝากท่านประธานไว้ตอนท้ายว่าวันที่ไปร่างรัฐธรรมนูญกลับมา วันที่มีคนไปเขียนอย่างที่ผมพูดกลับมา ท่านประธานจะรู้ว่าวันนี้สภาได้ติงไว้แล้ว ท่านประธานจะได้รับทราบว่าสภาได้บอกกรรมาธิการไว้แล้วว่ามันจะเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นมา วันนั้นคนที่จะลําบากก็คือท่านประธานละครับ ผมกราบวิงวอนตอนท้ายผ่านท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการว่าท่านแก้ไข ท่านเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ผมภาคภูมิใจ ผมพูดทุกที่ ผมไปพูดกับชาวบ้านผมก็บอกกรรมาธิการใจกว้างมาก ท่านแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๕ วันนี้ ถ้าท่านมองเห็นว่ามันจะเกิดวิกฤติของชาติในอนาคตท่านแก้เถอะครับ ผมถามว่าถ้าเพิ่ม คําว่าหมวด ๑ เพิ่มคําว่าหมวด ๒ เข้าไป หรือใจถึงหน่อยเพิ่มหมวด ๑๐ เข้าไปเลยมันจะเกิด อะไรขึ้นกับสังคม ท่านก็ได้ในสิ่งที่ท่านอยากได้ แต่ปกป้องสังคมไม่ให้เกิดวิกฤติในรอบที่ ๒ เกิดขึ้น จึงกราบวิงวอนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาทบทวนด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยสิ่งที่ได้กราบเรียนท่านอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ขอบพระคุณครับ