รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

มณเฑียร บุญตัน แสดงความเคารพต่อประธานรัฐสภา และขอแปรญัตติ 4 ประเด็น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นและลดอุณหภูมิทางการเมือง และขอให้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีข้อกำหนดที่จะจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในรูปแบบและช่องทางที่คนพิการ ผู้สูงอายุหรือผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน ๔ ประเด็นด้วยกันนะครับ ท่านประธาน

ในประเด็นแรก อยู่ในวรรคหนึ่งซึ่งว่าด้วยระยะเวลาของการดําเนินการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแม้ว่าแต่เดิมนั้นหรือจนถึงขณะนี้ผมยังไม่เห็นด้วยที่จะร่าง ฉบับใหม่ทั้งฉบับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้ผ่านความเห็นชอบในวาระที่สองไปแล้วในส่วนนั้น ก็จะขอเสนอว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตของ พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะรู้หรือไม่รู้สาระของรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนั้น ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้น การที่จะให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม เป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม เป็นรัฐธรรมนูญที่ขจัดการเลือกปฏิบัติ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่เป็นการสร้างความปรองดอง ควรจะต้อง อาศัยเวลาที่ทําให้สังคมได้เรียนรู้ ได้แลกเปลี่ยน ได้แสดงความคิดเห็น ได้มีการตกผลึก ทางความคิดร่วมกัน ซึ่งประเทศที่เรายกย่องกันนักหนาว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี หรือประเทศอื่นก็ดีนั้น ใช้เวลาเป็นร้อยปีในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ใช้เวลา ๒๐๐ ปีในการแก้ไขเพิ่มเติม เพียง ๒๗ มาตรา แล้วก็มีการแก้ไขไปเพียง ๑๗ ครั้งในรอบ ๒๐๐ ปี ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าในการทํางานของ สสร. จะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จะต้องผ่าน กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้สังคมไทยได้มีโอกาสปรับตัวเข้าหากัน ได้มีโอกาสแสดง ความคิดเห็นต่าง ได้มีโอกาสลดความร้อนแรงทางการเมืองลง ผมคิดว่าระยะเวลาที่กําหนดไว้ ๒๔๐ วันนั้นไม่เพียงพอครับ ผมคิดว่าอย่างน้อยจะต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ปี แม้ว่าจะมี หลายท่านต้องการมากกว่านั้นก็ตาม ๑ ปีจริง ๆ ก็ยังไม่พอนะครับ อาจจะต้องกําหนดให้ มีระยะเวลาที่จะต้องร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกด้วยซ้ําไป อย่างไรก็ตามผมคิดว่า อย่างน้อย ๑ ปี ก็น่าจะเป็นเวลาที่สังคมไทยจะได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน แล้วในวรรคต่อมา ซึ่งกระผมก็ขอแปรญัตติไว้ด้วย ก็จะช่วยส่งเสริมทําให้ระยะเวลา ๑ ปีนั้นเพียงพอ หรือใกล้เคียงกับความเพียงพอในการที่จะให้สังคมไทยได้เรียนรู้และเพิ่มระดับวุฒิภาวะ ของประชาธิปไตยให้มากขึ้นในสังคมไทย ความร้อนแรง ความเกลียดชัง ความไม่อดทนอดกลั้น ซึ่งกันและกัน ความแตกต่าง ซึ่งถูกบิดเบือนจนกลายเป็นความแตกแยกก็จะลดอุณหภูมิลง เพราะฉะนั้นผมถึงขอแปรญัตติจากเดิมได้กําหนดไว้ ๒๔๐ วัน ขอให้เป็น ๑ ปีนะครับ แล้วก็ หวังว่าประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการก็จะได้กรุณาพิจารณาทบทวนเสียใหม่ เพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้มีโอกาสเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง อันนั้นเป็นวรรคหนึ่ง

ในวรรคต่อมา ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้อง ประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญและสอดคล้องกับความเห็นของผมมา โดยตลอดว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายใหญ่ เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม ในประเทศ เพราะฉะนั้นการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายไม่เฉพาะในส่วนการกําหนด พื้นที่ที่บอกว่าทุกภูมิภาคนั้น ผมคิดว่าไม่เพียงพอครับ กระผมจึงได้ขอเพิ่มข้อความ ทั้งนี้ การจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะต้องอยู่ในรูปแบบ ช่องทางหรือวิธีการ ที่คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ด้อยโอกาส สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ เหตุผลที่กระผมได้ขอแปรญัตติเช่นนั้นก็เพราะว่าในการจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่ หรือรับฟัง ความเห็น กฎหมายสําคัญ ๆ หลายฉบับเราได้ใช้ทุนรอนมหาศาล ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน ทั้งนั้น แต่ว่าวิธีการในการที่จะจัดทําหรือจัดเก็บหรือกระทั่งเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กลับกลายเป็นรูปแบบช่องทางหรือวิธีการที่พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมาก ไม่สามารถ เข้าถึงได้ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ อย่าลืมนะครับว่าเรามีพี่น้องประชาชนหลายกลุ่ม ที่ผมยกตัวอย่างมา คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ก็เป็นจํานวนหลายสิบล้านคนแล้ว คนเหล่านี้บ้างก็มีปัญหาในเรื่องของการอ่าน บ้างก็มีปัญหาในเรื่องข้อจํากัดต่าง ๆ บ้าง ก็มีปัญหาในเรื่องของวัฒนธรรมหรือความแตกต่างหลากหลายในทางภาษา เพราะฉะนั้น การที่คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสาระของร่างรัฐธรรมนูญได้ หรือไม่สามารถเข้าร่วม กิจกรรมการรับฟังความเห็นได้ ก็จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นขาดความหลากหลายและ ขาดความชอบธรรมในการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ผมจึงคิดว่า สสร. จะต้องใช้ ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อเปลี่ยนศักราชใหม่ เปลี่ยนบริบทใหม่ของสังคมไทย ซึ่งจะเป็น สังคมที่ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยโดยเนื้อหาอย่างแท้จริง เพราะลําพังการไปรับฟังความเห็น ในรูปแบบเดิม ๆ ในวิธีการเดิม ๆ ในช่องทางเดิม ๆ นั้น เราได้ตัดโอกาสพี่น้องประชาชน เป็นจํานวนมากออกไปจากกระบวนการประชาธิปไตย แม้เราจะอ้างว่าเราไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่า เราจะอ้างว่าเราไม่รู้ เราไม่ทราบว่าใครมีอุปสรรคด้านใดในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในการ เข้าถึงเนื้อหาสาระ แต่จําเป็นครับที่จะต้องกําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ว่า ในการจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่หรือแม้กระทั่งการรับฟังความเห็นในเรื่องนี้นะครับ จะต้องอยู่ ในรูปแบบวิธีการและช่องทางที่คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงใช้ประโยชน์ได้ ผมจะขอยกตัวอย่าง สมมุติว่าท่านได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดทํารัฐธรรมนูญไปในสื่อสิ่งพิมพ์ก็จะมี พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากที่ไม่สามารถอ่านได้ แม้กระทั่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ท่านประธานได้กรุณาเผยแพร่ในเว็บไซต์ของรัฐสภาก็เป็นวิธีการ เป็นรูปแบบการเผยแพร่ บนเว็บไซต์ ในรูปแบบที่พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้กระทั่ง ตัวกระผมเองก็ต้องเอาไปดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ อันนั้นเป็นช่องทาง ซึ่งมีความบกพร่องทางเทคนิค ซึ่งกระผมจะไม่ขออภิปรายในรายละเอียดในที่นี้ ก็เกิดจาก การที่วิธีการนั้นไม่ได้มาตรฐานสากลนั่นเอง จึงทําให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง ไม่ใช่เฉพาะ ผมเองนะครับ ยังมีพี่น้องประชาชนอีกเป็นจํานวนมากมาย อันนี้แค่เรื่องรูปแบบของสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ไม่เป็นสากลและไม่มีหลักประกันในการเข้าถึงของพี่น้องประชาชนแล้ว และยังจะมีความหลากหลายในทางภาษาวัฒนธรรมอีก เราจะมีหลักประกันอย่างไรครับว่า พี่น้องชาวไทย มลายู มุสลิมที่อยู่ ๓ จังหวัดภาคใต้จะสามารถเข้าถึงสาระสําคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะร่างขึ้นนี้ เราจะมีหลักประกันอะไรครับว่าพี่น้องชนเผ่าเป็น จํานวนมากตามตะเข็บชายแดน ตามภาคเหนือหรือพี่น้องประชาชนที่มีความหลากหลาย ในลักษณะอื่น หรือท่านผู้อาวุโส ผู้สูงอายุหลายท่านจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และถ้าคนเหล่านี้ถูกกีดกันออกไปตั้งแต่เริ่มแรกจะมีหลักประกันอะไร ว่าคนเหล่านี้จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากกระบวนการ ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเพิ่มข้อความดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ทั้งนี้การจัดทํา จัดเก็บ เผยแพร่รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น จะต้องอยู่ในรูปแบบช่องทาง หรือวิธีการที่คนพิการ ผู้สูงอายุหรือผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ด้วย

วรรคต่อมา ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องที่หลายท่านได้ให้ความสนใจแล้วก็ได้ แปรญัตติ กระผมก็เช่นกันนะครับ แต่เนื่องว่าหลายท่านได้อภิปรายไปกันมากพอสมควรแล้ว กระผมจะไม่อภิปรายยาว แต่จะขอเน้นย้ําครับว่าการคงไว้ซึ่งหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน หมวด ๑ หมวด ๒ โดยไม่มีการแก้ไขใด ๆ เป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่งครับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเพื่อลดอุณหภูมิ เพื่อความร้อนแรงทางการเมือง ลดความขัดแย้ง โดยไม่จําเป็น ลดความหวาดระแวงซึ่งหลายท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าขณะนี้เกิดความหวาดระแวง ครับท่านประธาน

อีกหมวดหนึ่งซึ่งไม่มีใครพูดถึงเท่าไร แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องจําเป็น ทุกท่าน แม้ว่าท่านจะรังเกียจรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างไรก็ตาม ที่มาจะเป็นอย่างไรก็ตามครับ แต่เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในหมวด ๓ ซึ่งว่าด้วยสิทธิของชนชาวไทยนั้น ถือว่าเป็นหมวดสิทธิในรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดก็ว่าได้ ผมยังไม่เคยเจอ ยังไม่เคยพบรัฐธรรมนูญ ฉบับใด ซึ่งหมวดที่ว่าด้วยสิทธิของชนชาวไทยบัญญัติไว้ดีขนาดนี้นะครับ มีทั้งการรับรอง ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย มีการรับรองในเรื่องการห้ามเลือกปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดแจ้ง มีการกําหนดในเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีการกําหนดในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพของสื่อ มีการกําหนดในเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะ เป็นสมบัติของชาติ มีการกําหนดในเรื่องของสวัสดิการ ในเรื่องสิทธิในการเข้าถึงบริการ สาธารณะเอาไว้อย่างชัดแจ้ง สิทธิชุมชน สิทธิในการรับรู้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ตลอดจนเรื่องของสิทธิผู้บริโภค แล้วก็เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดแจ้ง ผมเสียดายครับ ถ้าจะมีการลดทอนสิทธิเหล่านี้ หากเราไม่เขียนเอาไว้ว่าจะต้องคงเอาไว้ ซึ่งหมวด ๓ ด้วย ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในหมวด ๓ นั้น ไม่ได้ไปกระทบถึงสถาบันทางการเมือง ไม่ได้ไปกระทบถึงพรรคการเมือง ไม่ได้ไปกระทบถึง สิทธิของนักการเมืองใด ๆ ครับ แต่เป็นการรักษา เป็นการส่งเสริมสิทธิของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้คณะกรรมาธิการ และที่ประชุมได้พิจารณาคงไว้ ซึ่งหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการยกร่างของ สสร. ซึ่งผมคิดว่าการกําหนดสเปก (Spec) เอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คล้ายกับการกําหนด ทีโออาร์ (TOR) ในการที่จะได้มีการจัดซื้อจัดจ้างก็ดี ในการก่อสร้างก็ดี ในเมื่อสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้เป็นผู้มีอํานาจตามที่ประชาชนมอบหมายมาให้ และกําลังจะมอบอํานาจให้ผู้ที่จะมา เป็น สสร. เพราะฉะนั้นผู้มีอํานาจย่อมมีอํานาจมากกว่าผู้รับมอบอํานาจนะครับ การกําหนด เงื่อนไขใด ๆ ให้ผู้รับโอนอํานาจในการที่จะไปเขียนรัฐธรรมนูญโดยมีการกําหนดเงื่อนไขนั้น จึงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะชอบธรรม เพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษาไว้ทั้งการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ดี ความเข้มแข็ง ความเป็น สัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ และการคงไว้ซึ่งหมวดซึ่งว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ก็คือหมวดที่ ๒ ทั้งหมวด และการคงไว้ซึ่งหมวดที่ว่าด้วยสิทธิของชาวไทย ซึ่งดีอยู่แล้วและไม่เป็นอุปสรรคทางการเมืองของใคร ผู้ใดเลย ควรที่จะได้รับการคงไว้ เป็นอย่างยิ่งทั้งหมวดที่ ๑ หมวดที่ ๒ และหมวดที่ ๓ นะครับ ก็ขอเรียนไว้นะครับ

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพ ที่ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ และตรงกับหลายท่านก็คือในวรรคหก ว่าด้วยเรื่องของการวินิจฉัยว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นไปตามวรรคห้าในมาตรานี้ ก็ให้มีอันตกไปนั้น แต่ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่าน ที่ควรจะให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของ ท่านประธานรับไว้วินิจฉัยเบื้องต้น แล้วก็ส่งให้กับสภาวินิจฉัย เพราะผมคิดว่าอย่างที่ หลายท่านได้กรุณาพูดไปแล้วครับว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ ไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากเรื่องนี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ทําหน้าที่ในการวินิจฉัยว่า กฎหมายใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ให้ตกไปอยู่แล้ว สภาพของกฎหมายซึ่งยังไม่ได้รับ การประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญนั้นก็ยังไม่มีศักดิ์เป็นรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านรสนากล่าว ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้พูดไปแล้วว่าขณะนั้นก็ยังไม่ถือเป็น รัฐธรรมนูญยังถือเป็นร่าง เพราะฉะนั้นก็นับเทียบเคียงได้ว่ามีสภาพเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง เมื่อมีสภาพเป็นกฎหมาย ฉบับหนึ่งถ้าจะวินิจฉัยตามครรลองของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือรัฐธรรมนูญฉบับใด ก็แล้วแต่ ก็ควรที่จะต้องให้องค์กรตอนที่ทําหน้าที่ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็น่าที่จะเป็น การมองในลักษณะเป็นกลาง มองในเชิงเนื้อหาและไม่ได้ยึดหลักเสียงส่วนใหญ่ เพราะว่า กระบวนการยึดหลักเสียงส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งเป็นขั้นตอนที่จะต้องลงคะแนน ให้มีการรับร่าง ส่วนความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นควรจะวินิจฉัยโดยองค์กรตุลาการ ซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยกฎหมายว่าชอบหรือไม่ต่อรัฐธรรมนูญอยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่ามาตรานี้ เป็นหัวใจสําคัญนะครับ เป็นตัวชี้วัดถึงเนื้อหาสาระ เป็นตัวชี้วัดถึงวุฒิภาวะทางการเมือง วุฒิภาวะทางประชาธิปไตยของสังคมไทย เราควรจะต้องให้ความระมัดระวังและใจเย็นที่สุด ได้พิจารณาอย่างรอบคอบครับ ผมจึงขอร้องให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้โปรดให้โอกาส ให้โอกาสประชาชนได้ใช้เวลาตรึกตรอง ได้ใช้เวลาให้รัฐธรรมนูญนี้ตกผลึกทางความคิด ได้มีโอกาสเข้าถึงสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยผ่านเนื้อหาในรูปแบบช่องทางและวิธีการ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ด้วย และเป็นรัฐธรรมนูญที่คงไว้ซึ่งหลักการสําคัญ อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นหลักการทั่วไปในหมวด ๑ หลักการที่ว่าด้วยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ในหมวดที่ ๒ ทั้งหมวด และหลักการที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิของชนชาวไทยทั้งหมวดเช่นกัน และนอกจากนี้เรื่องการวินิจฉัยก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยแทนที่จะนําเข้ามาสภา ซึ่งก็จะต้องนําไปสู่การโหวต การลงคะแนนว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็อาจจะนํามา ซึ่งข้อกังขา ข้อสงสัยว่าใช้เสียงข้างมากหรือไม่ในการตัดสินว่ารัฐธรรมนูญนี้ขัดหรือไม่เป็น ไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมก็ขอแสดงความเห็นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ