ยุทธนา ยุพฤทธิ์ แปรญัตติรัฐธรรมนูญ โดยขอเพิ่มเวลาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน และต้องการให้การร่างรัฐธรรมนูญได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างน้อย 2-3 รอบ นอกจากนี้ ยุทธนา ยุพฤทธิ์ ยังหารือเรื่องการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาประจําชาติในรัฐธรรมนูญ และแสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาประจําชาติในรัฐธรรมนูญ ยุทธนา ยุพฤทธิ์ ยังเสนอข้อเสนอเพิ่มเติมในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขอให้ตัดวรรคที่ 6 ของร่างรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดยโสธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ กระผมได้แปรญัตติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลายอนุมาตราด้วยกัน แต่จะสงวนและอภิปรายในบางอนุมาตราเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากว่า กระผมเสียดายเวลาที่มีค่าของสภา เวลาของท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนและโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเป็นห่วงสุขภาพของท่านประธานและรองประธานรัฐสภาทั้ง ๒ ท่านที่จะต้องมา อดตาหลับขับตานอนมาประชุมอย่างหามรุ่งหามค่ํา รวมทั้งทรัพยากรของประเทศที่สิ้นเปลือง จากเกณฑ์การอภิปราย ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าจะมีการใช้เวลายาวนานขนาดนี้ นับได้ว่า เป็นประวัติศาสตร์หน้า ๑ ของการประชุมรัฐสภาไทย ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ กระผมได้แปรญัตติ ในวรรคหนึ่ง วรรคห้าและวรรคหก
ในส่วนวรรคหนึ่ง กระผมได้ขอแปรญัตติขยายเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนด ๓๖๐ วัน นับแต่วันถัดจากการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ทั้งนี้จากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ใช้เวลาในการ เร่งรีบทําให้รัฐธรรมนูญที่ร่างมา ซึ่งมีการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไม่สามารถ ตอบโจทย์หรือสนองความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนได้ครับ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะแก้ไขเพิ่มเติมใหม่นั้นควรจะต้องให้เวลาในการจัดทําร่าง ในการที่จะนําร่างไปรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอย่างน้อยต้อง ๒-๓ รอบ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ํากว่า ๖ เดือน รวมทั้งอยากให้การร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศนั้น ได้มีการกลั่นกรองการคิด การวิเคราะห์และตกผลึกเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ครับ
นอกจากนั้นในวรรคสี่ ในการจัดทําสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค จากประสบการณ์ที่ผมได้ดํารงตําแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในจังหวัดยโสธร สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทําให้พบว่าการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นเพียงกระบวนการหรือพิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรม ในการร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น มีความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศหลายความเห็น ผมจะขอให้ท่านประธานยกตัวอย่างเพียง ๒ ตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ตัวอย่างแรกจากผลของ การสํารวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จากการสํารวจของคณะกรรมาธิการ วิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาร่างรัฐธรรมนูญ จํานวน ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศทั้ง ๓ ครั้ง ประชาชนให้ความเห็นลงความเห็นว่าให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ครั้งที่ ๑ ๖๙.๑๕ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๒ ๖๗.๖๗ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๓ ๖๘.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนจังหวัดยโสธรนั้นกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เห็นว่าควรให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลับไม่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชนโดยบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภา เป็นลูกผสมโดยมาจากการเลือกตั้ง ๗๖ คน จาก ๗๖ จังหวัด และมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา อีก ๗๔ คน
สําหรับตัวอย่างที่ ๒ อยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้รับรู้ และรวมทั้งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยนะครับว่าจากผลของการสํารวจของพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศจากคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วม ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศนั้น ในประเด็นที่การเรียกร้องให้มีการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็น ศาสนาประจําชาติในรัฐธรรมนูญ ประชาชนและองค์กรหน่วยงานต่าง ๆ กว่า ๓๐๐ องค์กร ท่านประธานคงจะจําได้นะครับ มีพระภิกษุสงฆ์ มีพุทธศาสนิกชน ญาติธรรมได้มาจัดตั้ง รัฐสภาวนารามที่บริเวณหน้ารัฐสภาเพื่อแสดงออกและเรียกร้อง การบัญญัติให้ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจําชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ในที่สุดรวมทั้งจากผลการสํารวจ ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้มีการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาประจําชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นะครับ แต่ในที่สุดกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ยอม บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดนะครับ บาตรขนาดใหญ่ที่อยู่หน้ารัฐสภาได้ถูกคว่ําลง พระภิกษุสงฆ์ พุทธศาสนิกชนและญาติธรรมทั้งหลายได้ยอมแพ้กลับบ้านไปนะครับ พร้อมกับคติธรรมที่ว่าแพ้เป็นพระ ทั้ง ๆ ที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา ๙ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้ไปจํากัดสิทธิของพระมหากษัตริย์โดยบัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และในเมื่อรัฐธรรมนูญยังกําหนดสิทธิให้ พระมหากษัตริย์ต้องนับถือศาสนาพุทธและเหตุใดการบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็นศาสนา ประจําชาติ พี่น้องประชาชนคนไทยกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็นับถือศาสนาพุทธจะกระทําไม่ได้ ถือว่าเป็นการขัดเจตนารมณ์และความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนจากการรับฟัง ความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เองนะครับ
นอกจากนั้นในวรรคห้า กระผมได้เพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐ กระผมเพิ่มเติมเข้าไปนะครับว่า หรือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ หรือที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกระทํามิได้ ซึ่งผมเชื่อว่า แม้ไม่เขียนหรือบัญญัติไว้ก็ไม่น่าจะมี สสร. ท่านใด หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใดจะ กล้าหาญชาญชัยไปแก้ไขหรือไปแตะต้องในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ และ หมวด ๒ อยู่แล้ว แต่เพื่อความอุ่นใจของเพื่อนสมาชิกจึงขอเพิ่มเติมให้ทุกฝ่ายได้สบายใจนะครับ
ในวรรคสุดท้ายครับท่านประธาน กระผมขอตัดทั้งหมดวรรคหก ในกรณีที่ รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ในวรรคหกนี้ผมขอตัดทั้งหมด เนื่องจากว่าในมาตรา ๕ ก็ได้เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่า จะกระทํามิได้ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการประหยัดและไม่เป็นการฟุ่มเฟือยถ้อยคํานะครับ กระผมถึงขอแปรญัตติตัดข้อความนี้ทั้งหมดนะครับ
ประการสุดท้าย อยากกราบเรียนท่านประธานได้โปรดมีบัญชาสั่งการวิป ๓ ฝ่าย และกรรมาธิการให้มีกรอบการกําหนดระยะเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มาตรา ๒ นี้อย่างชัดเจนนะครับ เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้กําหนดเวลาและบริหารเวลาล่วงหน้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในขณะนี้เพื่อนสมาชิกกว่า ๖๕๐ คน ไม่สามารถที่จะกําหนดเวลา และบริหารเวลาได้ในช่วง ๑-๒ เดือนนี้ได้เลย และไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร และจะต้องเผื่อเวลาไว้สําหรับการประชุมเพื่อลงมติในวาระที่สาม ซึ่งจะรออีก ๑๕ วันนะครับ กระผมเห็นว่าพี่น้องประชาชนที่รับฟังการอภิปรายสื่อมวลชนเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ สมาชิกวุฒิสภาที่มีอายุเฉลี่ย ๖๕-๖๖ ปีนั้น โดยเฉลี่ยนะครับ ผมเองนั้นอายุน้อยที่สุดในสภา ๔๖ ปี ผมก็ยังสุขภาพยังแย่อยู่นะครับ ผมเป็นห่วงเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะท่านวุฒิสมาชิก อายุเฉลี่ยกว่า ๖๖ ปีนะครับ โดยเฉพาะท่านประธานจะต้องนั่งประชุมอย่างตั้งใจ ใช้สมาธิ เพื่อจับประเด็นไม่ให้มีการอภิปรายนอกประเด็น หรือในกรณีที่มีการประท้วงของเพื่อนสมาชิก ทําให้ท่านประธานไม่สามารถลุกเข้าห้องน้ําได้สะดวก หรือจะพักผ่อนอิริยาบถได้ เพราะว่า จะเป็นการทําให้การประชุมสะดุดและไม่ต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นทุกขเวทกรรม ของท่านประธานเป็นอย่างยิ่งนะครับ จึงอยากจะขอให้ท่านประธานกรุณากําหนดกรอบเวลา ในการประชุมให้ชัดเจน และขอความร่วมมือกับเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ที่ผ่านมา ๑๑-๑๒ วันแล้ว สมควรแล้วครับว่าควรจะกําหนดเวลาสัก ๓ วัน ไม่ควรจะเกินอีก สัก ๓ วันนะครับ และอย่าให้เหมือนกับที่สื่อมวลชนหรือประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า การปะชุมครั้งนี้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ใช้เสียงข้างน้อยลากไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ