คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องการสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ และอภิปรายเรื่อง 3 ประเด็น โดยมีลักษณะเชื่อมโยงกัน โดยเห็นว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มีความเป็นประชาธิปไตยสูง และควรนำมาตั้งเป็นแบบในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเน้นความสำคัญของการไม่เปลี่ยนแปลงหลักการของพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และการไม่แก้ไขบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ และเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีกรอบสําคัญที่ไม่ไว้วางใจ แต่เป็นกรอบที่ช่วยเหลือรัฐบาลและบ้านเมือง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูในรายงาน ก็คือหน้า ๒๓๑ กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น ๖ ประเด็น แต่ว่าเพื่อสนองเจตนารมณ์ ของท่านประธาน จะขออภิปรายเพียง ๓ ประเด็น ประเด็นที่กระผมไม่ติดใจจะอภิปรายก็คือ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องกรอบระยะเวลาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. ที่กระผมแปรญัตติไว้ ๓๖๐ วัน ก็ไม่ติดใจจะอภิปรายแม้ว่าจะยังคงยืนยันความเห็นที่ได้สงวนไว้ แต่ก็มีผู้อภิปรายไปมากพอสมควรแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่ผมจะไม่ติดใจอภิปรายนะครับ ก็คือในวรรคสี่ ที่บอกว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการถ่ายทอดสด การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญและการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทางวิทยุโทรทัศน์ หรือวิทยุกระจายเสียงทุกครั้ง ก็ไม่ติดใจจะอภิปรายครับ แม้ว่าจะยังคงยืนในความเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นกระผมจะอภิปรายเพียง ๓ ประเด็น ซึ่งก็จะมีลักษณะที่เชื่อมโยงกันนะครับ แล้วขอตั้งข้อสังเกตอยู่ ๑ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือในวรรคสองในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างก็ได้ ในประเด็นนี้กระผมขอแปรญัตติแก้ไขเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนํารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ประเด็นคุณงามความดีของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็มีผู้สงวนคําแปรญัตติ มีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายไปมากพอสมควรแล้ว กระผมจะสรุปเพียงสั้น ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญในยุคสมัยของเราฉบับแรกที่จัดทําขึ้นในขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ยังคงมีชีวิตอยู่ แล้วก็จัดทําในรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นก็เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างนวัตกรรม ทางการเมืองใหม่ ๆ มากมายหลายประการ แล้วก็เป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และประเด็นสําคัญก็คือก่อนหน้านี้ ๒-๓ ปี ที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้มีข้อเสนอให้นํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ กระผมก็ขออภิปรายสนับสนุนในประเด็นนี้
แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยจะได้มีการพูดถึงกันนักก็คือว่า กระผมไม่เห็นว่า การเขียนไว้ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่าง กระผมว่าเป็นการเปิดกว้างจนเกินไป แล้วก็ ยากที่จะหามาตรฐานวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญที่เรามีมาแล้ว ๑๘ ฉบับ ฉบับไหนเป็น รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ต่างคนต่างความคิดเห็น ถามว่าถ้าเขียนไว้อย่างนั้น จะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ ท่านประธานครับก็อาจจะไม่เกิดปัญหาอะไรเลยก็ได้ เพราะใช้คําว่าอาจ แต่กระผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้ง ๑๘ ฉบับนั้น ๑๗ ฉบับก็คือตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น มีความคล้ายคลึงกัน และเกือบเหมือนกันในประเด็นสําคัญตั้งแต่หมวด ๒ เป็นต้นมา แต่ว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง ที่กระผมเห็นว่าหากมีการนํามาเป็นต้นแบบในการยกร่างแล้ว อาจจะเกิดปัญหาคําถาม และข้อสงสัยในสังคมอยู่ตามสมควร ซึ่งไม่เหมาะกับบรรยากาศในเจตนารมณ์ที่จะสร้าง ความปรองดองในขณะนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย คือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผู้เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงหรือไม่ ตอบว่ามีครับ มีนักวิชาการ คณะหนึ่งเสนอมาตั้งแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ บอกว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. นั้น ท่านเห็นว่าควรนําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างร่วมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ท่านให้ใช้ ๓ ฉบับนี้ ซึ่งล้วนเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะราษฎร์ ของท่านปรีดี พนมยงค์ โดยแท้ ผมไม่ติดใจรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ และฉบับปี ๒๔๘๙ แต่ในกรณีของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวปี ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของประเทศไทย เป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีอายุใช้งานสั้นที่สุดคือเพียง ๕ เดือน ๑๓ วันนะครับ แล้วก็มีนักวิชาการบางคณะเห็นว่า มีความเป็นประชาธิปไตยสูง มีอดีตผู้นําทางการเมืองของไทยได้เคยกล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง และมีความเป็นประชาธิปไตยในลักษณะสากลสูงกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด ขออนุญาตไม่จําเป็นที่จะต้องอ้างอิงนะครับ ถ้าเผื่อมีการนําพระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างตามที่เขียน เปิดกว้างไว้ ก็อาจจะเกิดมีปัญหาทําให้เกิดความขัดแย้ง ทําให้เกิดความหวาดระแวง ทําให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ ๑๗ ฉบับนับตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมา สารัตถะสําคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้มีบทบัญญัติ รองรับไว้ในมาตรา ๘ ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นเช่นนี้ตลอดมา ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น จะมีการยกร่างขึ้นในสถานการณ์ใดๆ แต่มาตรา ๘ ก็ยังคงเป็นหลักของรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทยมาโดยตลอด อาจจะผิดเพี้ยนที่ตัวอักษรบางตัวอักษรเท่านั้น แต่ว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไม่มีหลักการในมาตรา ๘ แต่ว่ามีหลักการในมาตรา ๖ แทน ซึ่งกระผมเห็นว่าหากนํามาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันในสังคมได้ แม้ว่าท่านผู้ที่มีความเห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช ๒๔๗๕ จะมีความเป็น ประชาธิปไตยสูง ตรงที่มาตรา ๑ ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าอํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎร ทั้งหลาย เขียนไว้สั้น ๆ แค่นี้ กระผมเห็นด้วยครับ แต่บริบททางการเมืองเมื่อเดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม ๒๔๗๕ กับบริบททางการเมืองในขณะนี้ กระผมเห็นว่าถ้าเผื่อ สสร. นําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฉบับนี้มาเป็นต้นแบบ แล้วก็อาจจะเกิดคําถามขึ้นมาว่าเราจะแก้ไขหลักการในมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญที่เป็นมา ๑๗ ฉบับ ไปเป็นมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ฉบับนี้หรือไม่ ผมขออนุญาตไม่อ่านความในมาตรา ๘ นั้น แม้ว่าทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันว่า จะต้องคงอยู่ในรัฐธรรมนูญที่จะเขียนขึ้นใหม่ต่อไป รวมทั้งคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณาแก้ไข ในหลักการไว้ในวรรคห้าแล้วก็จริง แต่ว่าความในมาตรา ๘นั้นก็เป็นประเด็นที่นักวิชาการ คณะหนึ่งเห็นว่าควรแก้ไข และที่สําคัญก็คือว่าหลักรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘ นี้ก็เป็นประเด็น สําคัญอย่างยิ่งที่จะทําให้ประเทศไทยยังไม่อาจที่จะให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมเพื่อยอมรับ อํานาจของศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ประเด็นนี้หากไม่มีการเขียนกรอบตีเอาไว้ว่าอะไร คือรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง กระผมเกรงว่าอาจจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นกระผมจึงแปรญัตติให้ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่างซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาประการใด ท่านประธานครับ นี่ก็เป็นประเด็นที่หนึ่งที่กระผมขออภิปราย
ในประเด็นที่ ๒ ที่จะขออภิปรายก็คือในวรรคห้าที่คณะกรรมาธิการได้กรุณา แก้ไขโดยไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ในประเด็นนี้กระผมเห็นด้วย แต่ว่าได้ใช้ข้อความที่มีความชัดเจนขึ้นแล้วก็แตกต่างออกไป เล็กน้อย เพื่อประหยัดเวลาจะไม่ขออภิปรายในประเด็นนี้ แต่ประเด็นที่คณะกรรมาธิการ ไม่ได้แก้ไขก็คือคณะกรรมาธิการเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แต่ประเด็นที่ผมแปรญัตติไว้ก็คือในหมวด ๑ บททั่วไปนั้นก็ถือว่า มีความสําคัญและมีความจําเป็นอย่างยิ่ง มีสมาชิกหลายท่าน มีกรรมาธิการหลายท่าน ที่อภิปรายในประเด็นนี้ไปพอสมควร แต่ว่าในประเด็นที่กระผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้เข้าใจว่า ยังไม่มีท่านใดอภิปราย ในบททั่วไปนั้นโดยปกติแล้วก็จะเป็นบทที่โดยการเขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ก็จะไม่มีใครแตะต้องแก้ไขอยู่แล้ว แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าย้อนไปดูสักนิดหนึ่ง ในช่วงการเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ในช่วงการเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดี มีประเด็นที่ผู้คนจํานวนมากในประเทศนี้รณรงค์ให้มีการแก้ไขหรือเขียนหลักการใหม่ไว้ ในหมวด ๑ บททั่วไป ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะเขียนหรือกําลังจะร่างขึ้นมาใหม่ และประเด็นนั้นได้ก่อให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมมากพอสมควร และกระผมเชื่อว่า ถ้าเผื่อในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ สสร. ไม่ตีกรอบเอาไว้ว่าไม่ให้เปลี่ยนแปลง บทบัญญัติในหมวด ๑ บททั่วไปแล้วนี่นะครับ การรณรงค์ให้แก้ไขหลักการในหมวด ๑ ในประเด็นต่อไปนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน ประเด็นนั้นก็คือการรณรงค์ให้มีบทบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเขียนขึ้น ปี ๒๕๔๐ การรณรงค์นั้นหนักหนาสาหัสตามสมควร ปี ๒๕๕๐ ขบวนรณรงค์นี้ขยายใหญ่ ขยายกว้างขึ้นมากพอสมควร และกระผมเชื่อว่าในปีนี้ หากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. การรณรงค์ประเด็นนี้ถ้าเผื่อไม่มีกรอบเอาไว้ว่า ไม่ให้มีการแก้ไขหลักการในหมวด ๑ บททั่วไป ก็จะมีการรณรงค์ที่ก่อให้เกิดความคิดเห็น ที่แตกต่างกันในสังคมมากพอสมควร เพราะว่าบทบัญญัติที่จะมีการรณรงค์ว่าให้บัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาตินั้น เท่าที่เป็นมาในปี ๒๕๕๐ นั้นก็มีข้อเสนอ ให้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ แต่เดิมที่เขียนว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะมีการเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมเป็น ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติ หรือไม่ก็จะมีการรณรงค์ให้เขียนมาตราใหม่ขึ้น ในหมวด ๑ ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติของประเทศไทย รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น กระผมจะไม่อภิปรายว่ากระผมเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วยกับการรณรงค์ดังกล่าว กระผมจะไม่อภิปรายว่าหลักการดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ถูกต้อง แต่กระผมขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่าในท่ามกลาง ความขัดแย้งของบ้านเมืองที่ยังต้องการความปรองดองอยู่อย่างนี้ ประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่สามารถ ที่จะตกลงเป็นฉันทามติกันได้ก็มีมากมาย เราสมควรหรือไม่ที่จะเปิดประเด็นที่มี ความละเอียดอ่อน มีความล่อแหลมนี้ขึ้นมา ท่านประธานเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตําแหน่ง ท่านประธานคงทราบดีว่าในขณะนี้ในบรรยากาศ ๑ ปีจากนี้นอกจากจะมี การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. จากผลงานที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นี้แล้ว ยังมีพระราชบัญญัติสําคัญอีกฉบับหนึ่งที่กําลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็คือร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ในขณะนี้ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันมากพอสมควรว่า
๑. ควรจะมีการบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติไว้ ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยหรือไม่
๒. ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .... นั้น มีบางท่านกล่าวว่าก็คือมาตรา ๑๑๒ ภาคศาสนา มีความเหมาะสมจําเป็นในสถานการณ์เช่น ปัจจุบันนี้หรือไม่
กระผมมองเหตุการณ์ในอนาคตแล้วไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะขบวนรณรงค์นี้ เป็นขบวนที่ค่อนข้างจะเหนือการเมือง หากคณะกรรมาธิการจะรับฟังความคิดเห็นของผม และแก้ไขตีกรอบไว้ในวรรคห้าว่าไม่ให้มีการแก้ไขหลักการในหมวด ๑ กระผมว่าก็จะเป็น การกันไว้ดีกว่าแก้ ในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๐ ถ้าท่านย้อนไปดูว่าการรณรงค์ให้บัญญัติหลักการ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาตินั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ก่อให้เกิด ความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากพอสมควร จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีกระแสพระราชดํารัสออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่า พระพุทธศาสนาเป็นของสูงไม่ควรนํามาเกี่ยวข้องกับการเมือง กระผมจะไม่อ่านรายละเอียด เพราะเชื่อว่าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกอาจจะหาอ่านได้ การรณรงค์ครั้งนั้นจึงยุติลง ประมาณปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ เพราะว่าเป็นเหตุสนองกระแสพระราชดํารัส กระผมไม่แน่ใจว่าหากประเด็นนี้ถูกนําขึ้นมาเป็นการรณรงค์ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ อีกครั้งหนึ่งนั้น จะทําให้สถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนอยู่แล้วทวีความสลับซับซ้อน ยิ่งขึ้นไปมากแค่ไหน ท่านประธานครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นสําคัญที่กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้ในวรรคห้าว่า นอกจากกรอบเดิมที่ไม่ให้เขียนรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และที่คณะกรรมาธิการกรุณาเติมว่า ไม่ให้แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์นั้น กระผมเห็นว่าน่า จะต้องมีการเพิ่มเติมไม่ให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ๑ บททั่วไปไว้ด้วย ด้วยเหตุผล ที่กระผมคิดว่าเล็งเห็นสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ได้แต่ทําหน้าที่บอกกล่าวผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ อันนี้ก็เป็น ๒ ประเด็นแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมได้แก้ไขเพิ่มเติมแปรญัตติขึ้นมาเป็นวรรคใหม่ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เป็นการสร้างกรอบในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งการสร้างกรอบของกระผมไม่ได้ห้ามแตะต้อง องค์กรอิสระ ไม่ได้ห้ามแตะต้องศาลแต่ประการใดทั้งสิ้น ดังที่อาจจะมีเพื่อนสมาชิกได้สงวน คําแปรญัตติไว้ แต่กระผมเห็นว่าเป็นการสร้างกรอบที่รักษาของดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เอาไว้ แล้วก็เป็นการเพิ่มหลักการใหม่ที่จะทําให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นมีหลักการที่เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ความที่กระผมแปรญัตติเพิ่มขึ้นนั้นก็คือการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องคงหลักการเกี่ยวกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนตามบทบัญญัติหมวด ๓ สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้ก็เป็นความโดยทั่วไปที่ให้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นของดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่พัฒนามาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ส่วนที่ใหม่ จริง ๆ ที่กระผมเพิ่มขึ้นแล้วก็อาจจะมีเพียงกระผม ท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ได้แปรญัตติเอาไว้ก็คือข้อความต่อไปนี้ รวมทั้งการกําหนดให้ทรัพยากรแร่ และปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทําหน้าที่จัดสรรการใช้อํานาจ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งต้องคํานึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสําคัญ และต้องคํานึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน ท่านประธานครับ มาตรานี้สืบเนื่องจากการที่กระผมอยู่ในวุฒิสภาเข้านี่ครับ อยู่ในคณะกรรมาธิการชุดที่ทําการศึกษาเรื่องปิโตรเลียม ชุดที่ทําการศึกษาเรื่องธรรมาภิบาล ในประเทศไทย แล้วก็มีรายงานของคณะกรรมาธิการที่เผยแพร่ออกมาผ่านการรับรอง ของวุฒิสภาแล้วหลายประเด็น ในประเด็นสําคัญก็คือว่าค่าภาคหลวงในการใช้ทรัพยากรของ ประเทศไทยเรา โดยเฉพาะปิโตรเลียมนั้นต่ํามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น หรือประเด็นที่กล่าวถึง ความไม่มีธรรมาภิบาลขององค์กรบางแห่งในการกําหนดราคาพลังงานและอื่น ๆ ซึ่งกระผม เห็นว่าก็ย่อมสามารถที่จะมีข้อโต้แย้งได้มากมายว่าจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพราะว่ากรรมาธิการ ชุดคณะของผมก็ไม่ได้มีสื่อของภาครัฐที่จะสนับสนุน เกิดคําถามขึ้นมามากมายว่า คนไทยซื้อน้ํามัน และก๊าซธรรมชาติแพงกว่าคนอเมริกันจริงหรือไม่ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออก น้ํามันดิบลําดับต้น ๆ ของโลกมากว่า ๑๐ ปีแล้วจริงหรือไม่ ค่าตอบแทนที่ประเทศได้รับ จากสัมปทานถูกที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นจริงหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนการขุดเจาะ ในประเทศไทยถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นจริงหรือไม่ และทําให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับ ท้องถิ่นน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจริงหรือไม่ สําคัญที่สุดก็คือประเทศไทยไม่เคยทําข้อมูลสํารวจ แหล่งทรัพยากรด้วยตัวเองเลย ซึ่งแม้แต่ประเทศกัมพูชาก็ยังทํา จริงหรือไม่ และทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีทิศทาง ในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานเหมือนกันจริงหรือไม่ เพราะอะไร จริงหรือไม่ที่ว่า บริษัทพลังงานของรัฐที่ขายหุ้นอยู่ในตลาดบางแห่งนั้นมีกําไรมหาศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีประโยชน์ทับซ้อนจริงหรือไม่ และทําให้ผลประโยชน์ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ตกไปอยู่กับกลุ่มทุน และกลุ่มทุนการเมืองจริงหรือไม่ ท่านประธานครับ กระผมนึกได้ว่าครั้งหนึ่งที่บ้านนี้เมืองนี้ มีปัญหาเรื่องการปิดกั้นสื่อในปี ๒๕๓๕ ก็เกิดการต่อสู้รณรงค์ให้เปลี่ยนหลักการสําคัญที่ว่า สื่อ คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ คลื่นความถี่เป็นสมบัติของรัฐนั้นเปลี่ยนมาเป็นประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ให้มีองค์กรอิสระขึ้นดําเนินการบริหารจัดการจัดทําแผนแม่บท กระผมก็คิดขึ้นมาว่า ทําไมเราจะทําเช่นนั้นกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะปิโตรเลียมไม่ได้ หลักการของ ประเทศไทยซึ่งก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ที่ว่าปิโตรเลียมเป็นของรัฐ แร่เป็นของรัฐ กําลังถูกตั้งคําถามอย่างท้าทายว่าสุดท้ายรัฐทําเพื่อผลประโยชน์ของประเทศและของประชาชน สมบูรณ์แล้วหรือไม่ ทําไมเราไม่เปิดโอกาสให้ทรัพยากรปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ต่าง ๆ นั้น เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทําหน้าที่จัดสรร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสําคัญ และต้องคํานึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนท่านประธานครับ เมื่อประจวบเหมาะ กับมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ เพื่อจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กระผมรู้ว่าการเขียน กรอบเหล่านี้ไว้ให้ สสร. จัดทํานั้นอาจจะเป็นสิ่งท้าทายแต่กระผมคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดี ที่จะเสนอหลักการที่ผมเชื่อว่าหลักการข้อนี้อยู่เหนือสี อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนไม่ว่าเสื้อสีอะไร เสื้อสีแดง เสื้อสีเหลืองหรือไม่ใส่สีอะไรเลยนั้นย่อมได้ประโยชน์ทั้งสิ้น ในประเด็นนี้วรรคที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา ท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ซึ่งจะเป็น ส.ว. คนต่อจากผมหลังจาก ส.ส. อภิปรายไปแล้ว ท่านจะได้อภิปรายในประเด็นนี้ต่อ ขยายความต่อ แล้วก็เมื่อถึงคิวของท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ชุดที่ผมทํางานอยู่มา ๔ ปี ท่านก็จะอภิปรายประเด็นนี้ กระผมขอกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่าได้โปรดกรุณารับฟังความคิดเห็นอันนี้ครับ กระผมตั้งใจ อย่างยิ่งในการแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๑ อย่างจริงจัง แล้วก็ตั้งใจจะใช้เวลาอภิปราย ตามข้อบังคับอย่างชนิดประหยัดเวลามากที่สุด ไม่อ้างอิงถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น เพื่อประหยัดเวลาของสภา แต่ท่านประธานครับ ก็คงจะต้องยาวกว่าที่เคยอภิปรายมา ก็ขอความกรุณาท่านประธานคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาด้วย โดยเฉพาะประเด็น เรื่องอย่าห้ามแก้ไขหมวด ๒ อย่างเดียว ห้ามแก้ไขหมวด ๑ ด้วย ท่านประธานคงจะรู้ว่า สิ่งที่จะดําเนินมาอีก ๑ ปีข้างหน้านั้นคืออะไร ถ้าเราเปิดกว้างไว้นะครับ
สุดท้ายเป็นประเด็นวรรคหกเดิม ที่บอกว่าในกรณีที่รัฐบาลวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ท่านประธานครับ เรื่องนี้กระผมแปรญัตติตัดออกทั้งหมด เนื่องจากว่ากระผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะเป็นผู้วินิจฉัยนะครับ ผมขออนุญาตเท้าความแต่เพียงสังเขป หวังว่าท่านประธานจะกรุณา ขอถือว่าเป็นข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทั้งหลายว่าการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. เขียนขึ้นนั้นจะขัดกับวรรคห้า ซึ่งถือว่าเป็นกรอบสําคัญกรอบเดียว ที่คณะกรรมาธิการวางไว้หรือไม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นอํานาจของท่านประธาน ถ้าท่านประธานบอกว่าไม่ขัด ท่านประธานก็ส่ง กกต. ไปลงประชามติเลยอย่างนี้ใช่ไหมครับ ทีนี้กระผมก็ถามว่าถ้าเกิดท่านประธานเห็นขัดล่ะ ท่านประธานวินิจฉัยให้ตกไปเลยไม่ได้ ท่านประธานก็ต้องส่งเข้ามาให้รัฐสภาวินิจฉัยตามที่ร่างของคณะกรรมาธิการเขียนไว้ ในวรรคหกนี้ ทีนี้กระผมก็ถามว่าแล้วรัฐสภาจะวินิจฉัยอย่างไร รัฐสภาจะต้องเรียกประชุมหรือไม่ ก็ต้องกล่าวได้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีการเรียกประชุมรัฐสภาใช่ไหมครับ ทีนี้จะเรียกประชุม รัฐสภาได้อย่างไรในเมื่อการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๖ เพิ่มขึ้น อีก ๒ อนุมาตรา คือ (๑๗) กับ (๑๘) ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการจะกรุณาดูตามผม ก็จะเห็นว่าเพราะฉะนั้นกรณีที่รัฐสภาจะมีการประชุมร่วมกันอย่างเช่นวันนี้นะครับ ก็จะมีได้ ทั้งสิ้น ๑๘ กรณีเท่านั้น ก็คือของเดิม ๑๖ อนุมาตรา และของใหม่อีก ๒ อนุมาตรา ๒ อนุมาตราของใหม่คืออะไรครับ (๑๗) การให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (๑๘) การให้ความเห็นชอบญัตติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ทีนี้สมมุติว่าท่านประธานใช้อํานาจตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. จัดทําขึ้นนั้นทําท่าว่าจะขัดกับมาตรา ๒๙๑ วรรคห้า ท่านประธานจะต้อง ส่งให้รัฐสภาวินิจฉัยใช่ไหมครับ คราวนี้ท่านประธานจะเรียกประชุมรัฐสภาโดยอาศัยช่องทาง ตามรัฐธรรมนูญมาตราไหนครับ เพราะว่าทั้ง ๑๘ อนุมาตรา ของเดิม ๑๖ อนุมาตรา บวกของใหม่ ๒ อนุมาตรา ไม่ได้ให้อํานาจรัฐสภาที่จะประชุมเพื่อวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าเพื่อที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑ วรรคห้านี้หรือไม่ ท่านประธานตามผมทันนะครับ เพราะท่านประธานเก่งอยู่แล้วในเรื่องพวกนี้ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการคงจะตามผมทันนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นก็เลยจะกลายเป็นว่า การที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าขัดกับมาตรา ๒๙๑ วรรคห้า หรือไม่นั้น ซึ่งก็คาดการณ์กันว่าไม่น่าจะขัดนะครับ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ก็คือไม่ขัด ท่านประธานก็ส่งไป กกต. เลย แต่สมมุติต่อให้มี .๐๑ เปอร์เซ็นต์ที่ว่า ท่านประธานเกิดเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นขัด และจะให้รัฐสภาวินิจฉัย หรือท่านประธานจะกรุณามอบความไว้วางใจ ให้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นผู้ช่วยท่านประธานตัดสิน ปัญหาก็คือว่าจะเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาด้วยมาตราใดครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๖ ไม่เปิดโอกาสเอาไว้ ให้ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้กระผมขอกราบเรียนถามผ่านท่านประธานไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการได้ช่วยกรุณาตอบให้ผมหายข้องใจด้วย กระผมเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่ประเด็นที่กระผมต้องการที่จะหาเรื่องให้มันยืดยาวอะไรออกไปแต่ประการใด แต่กระผมเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องการแก้ไขตัวบทกฎหมายที่มีความเชื่อมโยงกันหลายบทหลายมาตรา ในบางครั้งก็อาจที่จะพลั้งเผลอไม่ได้เขียนเอาไว้ได้ ผมเองแม้จะแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๓ เอาไว้ แต่ก็ไม่ได้แปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓ ที่เป็นการเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญเอาไว้ ประเด็นนี้ก็ขออนุญาตถือเป็นข้อสังเกตที่สําคัญ แล้วก็อยากได้คําตอบว่า ถ้าคณะกรรมาธิการยืนตามร่างเดิม แล้วไม่กลับไปทบทวนการแก้ไขในมาตรา ๓ เรื่อง เกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา ๑๓๖ เลย สมมุติว่าท่านประธานรัฐสภาใช้อํานาจตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ แล้วเกิดเห็นว่ามันมีประเด็นบางประเด็นที่สมควรจะให้รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ของ สสร. ขัดมาตรา ๒๙๑ วรรคห้าหรือไม่ ท่านประธานจะเรียกประชุมร่วมของรัฐสภาด้วย มาตราใดของรัฐธรรมนูญครับ ขออนุญาตขอคําตอบในประเด็นนี้อย่างจริงจังนะครับ
สุดท้ายท่านประธานจบแล้วครับ คือกระผมแปรญัตติในมาตรานี้ทั้งหมด เฉพาะประเด็นที่อภิปรายมา กระผมต้องการให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจาก ประชาชนอย่างน้อยมีกรอบสําคัญที่ไม่ใช่เราจะกําหนดทิศทางของ สสร. หรือไม่ไว้วางใจ แต่เป็นกรอบที่กระผมเชื่อว่าถ้าเราเขียนเอาไว้ให้รัดกุมเพียงพอจะเป็นการช่วยเหลือรัฐบาลเอง จะเป็นการช่วยเหลือคณะกรรมาธิการและที่สําคัญที่สุดจะเป็นการช่วยเหลือบ้านเมือง เพื่อไม่ทําให้ความขัดแย้งแตกแยกที่ยังคงดํารงอยู่แล้วก็ไม่รู้จะจบลงเมื่อไรนี้นะครับ มีประเด็นที่ต่อเนื่องไปเป็นประเด็นอื่นเปิดประเด็นเพิ่มขึ้นมาด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตใช้สิทธิ แต่เพียงเท่านี้แล้วก็กราบผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่าในประเด็นที่ผม ตั้งข้อสังเกตไว้ในวรรคหกของมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น ถ้าจะกรุณาตอบให้หายข้องใจก็จะเป็นพระคุณ แล้วก็จะทําให้การอภิปรายนั้นไม่ยืดเยื้อต่อไป เพราะกระผมยังมองเห็นว่าไม่เห็นมีทางใด ที่ท่านประธานจะเรียกประชุมร่วมของรัฐสภาที่วินิจฉัยได้ในกรณีที่สมมุติว่าท่านประธานเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจจะมีลักษณะขัดหรือแย้งกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า อาจจะมีการบอกว่า ไม่เกิดกรณีเช่นนั้นขึ้น แต่ในการเขียนกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญนั้นเราจะไปอนุมานอย่างนั้น ได้อย่างไรครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ