รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ผุสดี ตามไท อภิปรายเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหาร และแสดงความไม่เห็นด้วยในเรื่องบางประการ ผุสดี ตามไท ย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและแยกแยะระหว่างระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการ และเรียกร้องให้ทุกคนปฏิบัติตนตามกฎหมายและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

นางผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ ซึ่งปรากฏในหน้า ๒๔๗ ของรายงานของคณะกรรมาธิการนะคะ สาระสําคัญดิฉันขออนุญาต อย่างนี้แล้วกันเพื่อเป็นการประหยัดเวลาจะไม่ต้องไปทีละวรรค ทีละตอนแต่ว่าจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานอภิปรายรวมไปในบางเรื่องที่รวมกันได้นะคะ ในมาตรานี้ เป็นเรื่องของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนะคะ ตั้งแต่แรกเลยดิฉันก็ขอขอบคุณในเรื่องของเวลา กรรมาธิการได้แก้ไขตรงกันกับที่ดิฉันได้ขอแปรไว้แล้วคือ ๒๔๐ วัน

ในเรื่องที่ ๒ วรรคสองของร่างของกรรมาธิการ ท่านระบุว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างที่จริงได้มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอภิปรายไปบ้างแล้วดิฉันขออนุญาตย้ําแต่เพียงว่า ในความคิดเห็นของดิฉันนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยจึงได้ขอตัดวรรคนี้ไป เวลาท่านเขียนว่าอาจ ซึ่งโดยนัยเห็นภาษาก็คือไม่ทําก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์อันใดที่ต้องเขียนลงไป ในปัญหาส่วนที่ ๒ ก็คือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงถึงบอกว่าให้เลือกเอารัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ท่านประธานคะ เราคิดอย่างไรคํานิยามของความเป็น ประชาธิปไตยสูงนี่คืออะไร นิยามคํานี้มันหมายถึงสาระหรือว่ามาตราต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ ในรัฐธรรมนูญที่ทําให้ผู้นําหรือฝ่ายบริหารนั้นมีความเข้มแข็งเป็นพิเศษ สามารถใช้อํานาจได้ เกือบจะแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบหรือว่าตรวจสอบได้ยากอย่างนั้นหรือเปล่าคะ ดิฉันก็ไม่แน่ใจดิฉันก็เลยขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าต้องตัดออกเพราะว่ามันไม่มี ความจําเป็น

และอีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญก็คือว่า ดิฉันไม่ประสงค์ที่จะต้องไปกําหนดให้กับ สสร. จะต้องมาเลือกเพราะดิฉันคิดว่าถ้าเราศรัทธาและเชื่อถือในความเป็นประชาธิปไตยจริง ก็ต้องให้ สสร. ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามาถึงจํานวน ๗๗ คนนั้นได้เป็นผู้ใช้สิทธิ และเสรีภาพในการกําหนดเลือกเอาเองว่าจะใช้รัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้วเป็นต้นแบบหรือจะลุกขึ้น ร่างใหม่ตามที่ท่านนั้นได้แก้ไขเอาไว้

เรื่องถัดไปท่านประธานคะ เรื่องที่ ๓ วรรคสาม ที่กรรมาธิการยังระบุไว้ว่า ถ้ายุบสภาหรือหมดวาระก็ไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. ตรงนี้ดิฉันไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งเลยซึ่งจริง ๆ แล้วในมาตราก่อนนั้นก็เคยอภิปรายไปบ้างแล้วก็ขออนุญาตย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าหากมีการยุบสภาหรือว่าสภาหมดวาระไปก็ต้องส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหมายถึงว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. นั้นต้องยุติลง ท่านประธานคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นความคิดริเริ่มของ ส.ส. ที่อยู่ในสภาปัจจุบัน ถ้าเผื่อว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ริเริ่มตรงนี้มีอันต้องถูกยุบไปหรือหมดวาระไป อนาคตเป็นของไม่แน่ไม่นอน ผู้ที่มีความคิดริเริ่มตรงนั้นอาจจะไม่ได้นั่งอยู่ในสภานี้ ดิฉันคิดว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราต้องเคารพในเรื่องสิทธิ เพราะฉะนั้นควรที่จะให้สภาชุดใหม่นั้น เป็นผู้ริเริ่ม ประเด็นสําคัญก็คือว่ากาลเวลาอาจเปลี่ยนแปลงไป ความคิดของผู้คนก็อาจะ เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่ยุบสภาหรือสภาหมดวาระแล้วไม่ส่งผล ต่อการปฏิบัติหน้าที่นั้นมันไม่ชอบธรรมที่จะให้ สสร. ทํางานต่อไป เพราะฉะนั้นท่านต้อง ให้สิทธิ แล้วก็ให้สภาชุดใหญ่เขาได้คิดเอง เขาอาจจะคิดเป็นอย่างอื่นก็ได้ ดิฉันได้เคย ยกตัวอย่างไว้เหมือนกับนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดนั้น แม้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระราชบัญญัติกองทุนการออมก็ดี หรือเรื่องของการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาพยาบาลฟรีก็ดี อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ขออนุญาตยืนยันกับท่านประธานว่าไม่เห็นด้วยค่ะ

ในประเด็นต่อมาดิฉันก็เขียนไว้ว่าต้องไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของ หมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ แต่ต้องเติมว่าของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่านกรรมาธิการได้เพิ่มเติมไว้ก็จริง อย่างที่ปรากฏอยู่ในร่างของคณะกรรมาธิการ บอกว่าถ้าเผื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญไปมีผล ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ เขียนไว้ดูดี นะคะท่านประธานคะ แต่ว่าเป็นหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญฉบับไหนคะ ดิฉันคิดว่าท่านสับขาหลอกหรือเปล่า เพราะถึงแม้ว่าสาระสําคัญโดยถัวเฉลี่ยทั้งหมด ที่ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จะมีสาระ โดยถัวเฉลี่ยใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าต้องเขียนให้ชัดเจน ก็เลยขออนุญาตเติมไปนะคะเพราะว่าจะได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในประเด็นถัดมาท่านประธานคะ ดิฉันเขียนเอาไว้คือขอสงวนคําแปรญัตติ เอาไว้อย่างชัดเจนในมาตรานี้ว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนี้จะต้องไม่มีผลกระทบต่อ องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และอํานาจตุลาการ รวมไปถึง อํานาจองค์กรตรวจสอบ อํานาจรัฐทุกองค์กร ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานถึงเหตุผลที่ดิฉันจําเป็นจะต้องเขียนเงื่อนไขตรงนี้ไว้ เพราะมันเป็น เงื่อนไขของโครงสร้างสังคมที่จําเป็นอย่างยิ่ง หัวใจสําคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ใคร ๆ เพรียกหากันอยู่ทุกวัน ถ้าท่านเพรียกหาโดยไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรมก็คงจะเห็นด้วยกับดิฉัน ว่าจริง ๆ แล้วหัวใจสําคัญในระบอบประชาธิปไตยทุกระบอบ ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภา ระบบประธานาธิบดี หรืออะไรก็แล้วแต่ มันต้องมีการตรวจสอบค่ะ แล้วก็ที่มักจะเคย กล่าวอ้างกันนี้นะคะว่า เช่น กระบวนการยุติธรรมของไทยใช้ไม่ได้เป็น ๒ มาตรฐาน จนกระทั่งเผยแพร่ความคิดเหล่านี้ไปสู่ผู้คนทําความเข้าใจผิดแล้วก็คิดว่าเสียงข้างมากนั้น คือความถูกต้องเสมอ แล้วก็จะทําอะไรก็ได้โดยไม่ต้องยี่หระต่อกฎหมาย โดยไม่ต้องยี่หระ ต่อกติกา โดยไม่ต้องยี่หระต่อความถูกต้องชอบธรรมแต่ประการใด ท่านประธานคะ ตรงนี้เราทําไม่ได้นะคะต้องหยุด ผู้มีอํานาจหรือผู้นําไม่ว่าจะได้รับเลือกมาด้วยเสียงข้างมาก เท่าไรก็ตามก็ไม่อาจที่จะใช้อํานาจตามอําเภอใจได้ การใช้อํานาจนั้นไม่ว่าจะเรื่องของ การบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของการตัดสินใจต่าง ๆ ก็ต้องอยู่บนกรอบของกฎหมาย และอยู่บนกรอบของความชอบธรรม ท่านประธานคะ ด้วยเหตุนี้ละค่ะ การตรวจสอบหรือการคานอํานาจในสังคมประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด ผู้นําคนใดที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม จะเป็น การควบรวมพรรคการเมือง หรือว่าจะเป็นเรื่องของการข่มขู่ หรือจะเป็นเรื่องของการ ให้สินบนนะคะ อย่างที่เราทราบกันกันอยู่จะเป็นถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็ดี หรืออะไรก็ดี มันทําไม่ได้นะคะท่านประธาน ระบอบประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่เขามีอารยะกันนี่ ก็ทําไม่ได้ค่ะเรื่องอย่างนี้ ผู้นําคนใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าวนั้นเรียกไม่ได้เลยค่ะ ว่าเป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าตรงนี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งเลยที่จะต้องเขียนไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นเงื่อนไขที่สําคัญของการเขียน รัฐธรรมนูญฉบับไม่ขึ้นมา เพราะอันนี้คือฐานรากที่สําคัญของสังคมประชาธิปไตย สําคัญที่สุดท่านประธานคะ ดิฉันยังได้ขออนุญาตสงวนคําแปรญัตติต่อไปไว้นะคะว่า การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องไม่ทําให้นิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิด ไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในขั้นใจ และต้องไม่ทําในลักษณะ ให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมาย ได้ลงมติแล้ว ได้วินิจฉัยแล้วว่าบุคคลนั้น หรือคณะบุคคลนั้นมีความผิดหรือได้มีการ ตัดสินคดีแล้ว ท่านประธานคะ ทําไมดิฉันถึงจะต้องยืนยันเอาไว้ว่าอันนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่สําคัญ ท่านประธานกําลังจะบอกให้พวกเราทั้งหลายนะคะ แล้วก็ให้ สสร. ได้ลุกขึ้นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เราต้องไม่ลืมละคะท่านประธานคะว่ารัฐธรรมนูญนั้นมันเป็นกติกาของสังคม สําหรับพี่น้องทั่วประเทศ มันไม่ได้มีความสําคัญเพียงแค่กฎหมายที่จะเป็นกลไกในการที่ รัฐบาลจะนําเอาไปปฏิบัติใช้ตามนโยบายเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องที่กติกาของสังคม โครงสร้าง อํานาจและองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชัดเจน ท่านประธานคะ ในกรณีนี้ดิฉันยืนยันเอาไว้ เพราะดิฉันถือว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องทําไป เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นได้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติตามกรอบของกฎหมาย คุณธรรม และจริยธรรม หาไม่เช่นนั้นแล้วรัฐธรรมนูญก็ไร้คุณค่าโดยสิ้นเชิง

ท่านประธานคะ ความสําคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เราได้เรียนกันมา อยู่ตลอด และทุกวันนี้ก็เป็นประจักษ์กันก็คือว่าทุกคนต้องปฏิบัติตนตามกฎหมาย แล้วก็ ยอมรับผลแห่งการกระทําของตนเอง หากความผิดนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุใด เมื่อใด ในภาวะอย่างไร ดิฉันคิดว่ากระบวนการยุติธรรมก็วิธีพิจารณาอยู่แล้วนะคะ เช่น ที่หลายคนบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเผาศาลากลางก็ดี เรื่องอะไรก็ดี การชุมนุมก็ดี ดิฉันคิดว่าศาลก็มิวิธีคิดอยู่และสถานการณ์เหล่านั้นก็ถูกนําเข้ามาร่วมในการวินิจฉัยด้วย เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญก็อยู่ตรงที่ว่าตัวตนแต่ละตนของสมาชิกที่อยู่ในสังคมนั้น ต้องอยู่มีสติอยู่เสมอ เราจะปล่อยให้คนอื่นมายุยงให้เราไปทําความผิด ฆ่าคนอื่น ไปทําลายทรัพย์สิน เราก็ต้องตระหนักและเราต้องรับโทษ อาจจะเบา อาจจะหนัก อาจจะน้อย อาจจะมากนั้นก็แล้วแต่กรณี แล้วแต่สถานการณ์ แต่เราไม่อาจจะอ้างได้เลยว่า คนอื่นนี่ยุยงให้เราทํา แต่เป็นเพราะมือเราลงมือกระทําเราก็ต้องรับผิดชอบ ท่านประธานคะ การปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนตระหนักรู้แล้วก็เห็นเป็นประจักษ์ว่าไม่มีใคร ถูกเลือกปฏิบัติ ทําผิดก็ต้องถูกลงโทษ จะหนัก จะเบาก็แล้วแต่ข้อเท็จจริง แล้วก็การพิจารณา ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่จะต้องมาบอกว่าไม่ได้ทําอะไรผิด ถูกกลั่นแกล้ง ดิฉันคิดว่า อย่างนี้อีกหลายร้อยปีก็คงจะปรองดองยาก ลําบากค่ะ เพราะว่าหากเป็นไปได้จริง ความขมขื่นในใจของแต่ละผู้คนซึ่งเขาเองถูกตัดสินและต้องรับกรรมชดใช้อยู่ เขาก็จะสั่งสม ความขมขื่นนั้นรอวันปะทุ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าเราไม่ควรอย่างยิ่งเลยที่จะต้องไปสร้าง เงื่อนไข ทําให้โอกาสแห่งการปะทุของความขมขื่นนั้นเกิดขึ้นได้จริง ท่านประธานไม่กลัว หรือคะว่าการปะทุอย่างนี้อาจจะส่งผลต่อชีวิตของเรา ของใครนะคะ อันนี้ไม่ได้ ดิฉันก็ขออนุญาตฝากไว้ว่าเราต้องไม่ทําเป็นอันขาด

สุดท้ายท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขอตั้งข้อสังเกตต่อข้อความในวรรคสี่ ของร่างของกรรมาธิการที่พูดถึงเรื่องของการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วภูมิภาคด้วยนั้น ดิฉันก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วภูมิภาคนั้น อย่ากระทําเป็นเฉพาะพิธีกรรม เป็นเพราะตามรูปแบบ แล้วก็ไปตาม ๔-๕ ภาค ภาคละ ๑ ครั้งเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่พอค่ะ ท่านประธานค่ะ อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้นว่ารัฐธรรมนูญนั้น คือกติกาของสังคมของทุกคนในสังคมไทย เพราะฉะนั้นการเปิดเวทีเพื่อที่จะรับฟังนั้น เป็นความสําคัญอย่างยิ่ง ดิฉันจําได้ว่ามันมีวิธีการหลายรูปแบบมากเลย ท่านประธานค่ะ ดิฉันก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตเอาไว้บันทึกให้ สรร. ได้นําไปพิจารณาเมื่อตอน ช่วงปี ๒๕๔๐ ตอนร่างรัฐธรรมนูญดิฉันก็ได้มีโอกาสทํางานในฐานะที่เป็นสมาชิก ของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จังหวัดเชียงใหม่ เราก็รู้สึกได้ถึงว่าไปกันทุกอําเภอ จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ จะเดินถนน จะไปนั่งรถ ต้องทําค่ะ ทําแล้วนี่เราก็ตระหนักจริง ๆ ว่า ผู้คนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวัย ทั้งวัยรุ่น แม้แต่กลุ่มของพระสงฆ์ แม้จะกลุ่ม อะไรก็แล้วแต่ คนที่เป็นภารโรงของโรงเรียนก็มีความคิดความอ่านต่อเรื่องการสร้างกติกา ของสังคมทั้งสิ้น ดิฉันก็อยากจะฝากไว้อีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้ในแง่ของการทําความเข้าใจ เพื่อที่จะให้การลงมติของประชาชนนั้นได้เป็นไปด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ ก็คือว่ารายการโทรทัศน์ค่ะท่านประธานคะทุกคืนเลยในช่วงนั้นอย่างน้อยที่สุดจะมีอยู่ ๑ รายการที่จะเชิญให้ผู้ที่มีความคิดความอ่านอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และมาพูดถึง สาระและประเด็นสําคัญ ๆ ที่เขียนไว้หรือกําลังจะร่างไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น เรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งดิฉันจําได้ว่าหลายครั้งหลายหนก็จะมีคํากล่าวว่าโอ้ยนั้นมันเรื่องของ ฝรั่งมังค่านะคะ อย่างนี้เป็นต้น ดิฉันคิดว่ามันมีหลายประเด็นที่ควรจะต้องทําความเข้าใจ เพราะมันเป็นกติกาเบื้องต้น ดิฉันคิดว่าควรจะต้องถือโอกาสนี้ละค่ะก็รับฟังความคิดเห็น แล้วก็พูดกัน คนที่เห็นไม่ตรงกันก็อยู่บนจอเดียวกัน คนที่รับฟังทางบ้านก็ได้มีโอกาสรับฟังว่า เอาล่ะคนนี้เห็นด้วยอย่างนี้ ด้วยเหตุผลอะไร อีกคนหนึ่งเห็นต่างด้วยเหตุผลอะไร ท่านประธานค่ะในช่วงนั้นดิฉันมีความหวังมากที่สุดต่อเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย ของบ้านเรา เพราะเรายอมรับในความเห็นที่แตกต่างโดยไม่เคยจะต้องมาตีหัวกันเลย และโดยไม่เคยจะต้องมาด่าทอกันด้วยถ้อยคําหยาบคาย แต่น่าเสียดายท่านประธานค่ะ บรรยากาศและลักษณะของการถกประเด็นถกเถียงกันในเรื่องสาระสําคัญในชีวิต และในสังคมนั้นมันหายไป ดิฉันคิดว่าน่าจะถือโอกาสนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่ ท่านประธาน อาจจะคิดเห็นว่ามันต้องใช้งบประมาณตามที่ดิฉันได้ฟังนะคะ ท่านประธานค่ะ คนที่มีตําแหน่งอยู่ถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ก็บอกว่าโอ้ยไม่ต้องทําหรอกเสียเวลา เสียงบประมาณ ท่านประธานค่ะกระบวนการเช่นนี้มีคุณค่าเราต้องไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต้องถือว่าเป็นการลงทุน เป็นการลงทุนที่จําเป็นแล้วก็ควรจะต้องถือว่าเป็นเรื่อง ที่จําเป็นต้องทําเพื่อจะวางรากฐานที่ดี ท่านประธานค่ะ ดิฉันก็เลยขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานฝากผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการให้ช่วยพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อที่ว่า การร่างรัฐธรรมนูญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นไป ด้วยความมีประสิทธิภาพและจะเป็นจุดเริ่มต้นปรองดองที่ดีได้เพื่ออนาคตของสังคมไทย เพื่ออนาคตของทุกคน กราบขอบคุณค่ะ