รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ แปรญัตติให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน นับแต่วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก และเสนอให้บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ไม่ให้เปลี่ยนแปลง

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมได้แปรญัตติเหมือนกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางท่านคือผมได้แปรญัตติเป็นว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกําหนดระยะเวลา ๓๖๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก เพราะฉะนั้นเมื่อผมได้เห็นของ คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ได้ปรับแก้จากระยะเวลาเดิมกําหนดไว้ ๑๘๐ วันมาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งผมก็คิดว่ายังไม่เพียงพอนะครับ เหตุที่ผมเห็นว่าจาก ๑๘๐ วัน เดิมมันเป็นระยะเวลาที่สั้น ก็คือประมาณ ๖ เดือน ในช่วง ๖ เดือน เราจะมีวันหยุดนะครับ สมมุติว่าถ้าเราประชุมกัน อาทิตย์ละ ๕ วัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์ ใน ๖ เดือนนี่เดือนหนึ่ง ก็มี ๔ อาทิตย์ วันหยุดก็จะประมารณ ๘ วัน ๖ เดือนก็จะเหลือประมาณ ๔๘ วันที่จะเป็นวันหยุด ตีว่ามีวันหยัดนักขัตฤกษ์ด้วย ๒ วันเป็น ๕๐ วัน เพราะฉะนั้นระยะเวลา ๑๘๐ วัน ลบด้วย ๕๐ วัน ก็จะเหลือเวลาพิจารณารัฐธรรมนูญเพียงแค่ ๑๓๐ วันเท่านั้นครับ ซึ่งถือว่า ค่อนข้างจะเป็นการพิจารณาอย่างที่เร่งรีบ โอกาสที่จะผิดพลาดเหมือนกับรัฐธรรมนูญที่เรา คิดว่าดีที่สุดแล้วนี่นะครับ ก็ยังมีข้อผิดพลาดได้อยู่ ก็น่าจะมีโอกาสเกิดเสี่ยงสูงขึ้นครับ ท่านประธานครับ ต่อมาเมื่อผมเห็นทางเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการเปลี่ยนจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน ความเห็นผมเหตุผลเดิมก็ยังเหมือนเดิม ๒๔๐ วัน นี้ก็คือ ๘ เดือน ใน ๘ เดือนนี้ เดือนหนึ่งมีวันหยุด ๘ วัน เพราะฉะนั้น ๘ เดือน ก็จะประมาณ ๖๔ วัน ก็จะเหลือระยะเวลา รวมทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์อีกตีว่า ๗๐ วัน ก็น่าจะตกประมาณ ๒๔๐ วัน ลบ ๗๐ วัน ก็น่าจะเหลือ ประมาณ ๑๗๐ วัน อาจจะเหลือ ๑๖๐ วันก็ได้ เพราะว่าวันหยุดนักขัตฤกษ์ของไทยเรา เฉลี่ยก็มีประมาณ ๑๓-๑๔ วัน เพราะฉะนั้นยิ่งระยะเวลาตัวเลขดังที่ผมอธิบาย ให้ท่านประธานทราบก็ทําให้ไม่แตกต่างกันมากนักกับระยะเวลาที่ผมได้เรียนให้ทราบในวาระแรก ในส่วนของผม ๓๖๐ วัน ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมอันควรแก่การพิจารณา ก็คือประมาณ ๑ ปี ใน ๑ ปีนี้เรามีเวลา ๕๒ อาทิตย์โดยประมาณ เพราะฉะนั้นวันหยุด ก็ตกประมาณ ๑๐๔ วันแล้ว รวมกับวันหยุดนักขัตฤกษ์อีกตีว่าเอากลม ๆ บวกเข้าไปก็เป็น ๑๒๐ วัน เพราะฉะนั้น ๓๖๐ วัน ลบ ๑๒๐ วัน ก็จะเหลือเท่ากับ ๒๔๐ วัน เหตุผลที่ผมบอกว่า เราจะต้องให้มีวันหยุด วันเสาร์ วันอาทิตย์ด้วย รวมทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วย ก็เพื่อให้สมอง เราได้พักผ่อนกลับไปใคร่ครวญพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ตั้งแต่วาระแรกแล้วนะครับ แต่อย่างน้อยในเมื่อเพื่อนสมาชิกเสียงส่วนใหญ่โดยเฉพาะรัฐบาล เราก็ต้องเคารพในสิ่งที่เป็นไปแล้วนะครับ อันนี้ก็คือผมกราบเรียนว่าผมก็ยังถือว่า ๓๖๐ วัน น่าจะเป็นระยะเวลาที่ทําให้การพิจารณาในเรื่องนี้ได้มีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ในส่วนที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมนะครับ ก็คือในวรรคที่จะอ่านต่อไปนี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ ในส่วนที่ขีดเส้นใต้ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยที่ว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพราะว่าท่านใช้คําว่าเปลี่ยนแปลง มานําหน้าแก้ไขทําให้ผมสบายใจขึ้น เพราะว่าเปลี่ยนแปลงแก้ไขในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะกระทํามิได้ แต่ถ้าเปลี่ยนคําพูดใหม่เป็นแก้ไขเปลี่ยนแปลง อันนี้ผมจะต้องขอแก้ไข เพราะฉะนั้นในบรรทัดนี้ผมคิดว่ามีเหตุมีผลพอที่ว่าท่านให้ความมั่นใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง มาก่อนแก้ไขนะครับ ต่อไปก็จะมาพูดถึงว่าบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ผมก็ต้องไปเปิดดูว่าในบทบัญญัติว่าด้วยพระมหากษัตริย์เรามีบทอยู่ในหมวดไหนบ้างครับ ในหนังสือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็อยู่ในหมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ก็จะมีตั้งแต่ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปสิ้นสุดที่มาตรา ๒๕ ผมคงจะไม่ต้อง อ่านแต่ละมาตราเพื่อเป็นการประหยัดเวลาตามที่ท่านประธานอยากจะให้รวบรัดเร็วขึ้นหน่อยนะครับ ผมกราบเรียนว่าในหมวดพระมหากษัตริย์ที่เราไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง เราน่าจะอธิบาย สักนิดหนึ่งไหมว่าทําไมเสียงคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ถึงบัญญัติไว้ เน้นไว้เป็นการโดยเฉพาะ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงว่าสถาบันนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมขออธิบายอย่างนี้ครับว่า ที่ผมเห็นด้วยกับการให้มีบทบัญญัตินี้ด้วย ก็ต้องอธิบายว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราดูตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อตอนเสียกรุงนะครับ พม่าก็มี ระบบกษัตริย์เหมือนไทยและก็ได้ชนะในศึกที่สงครามไทย-พม่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา ในช่วงนั้นเราต้องยอมรับว่าอาจจะมีข้อบกพร่องอ่อนแออะไรก็ตามนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ไม่สามารถต้านทานกําลังจากกองทัพพม่าได้ ผลจากการที่กรุงศรีอยุธยาถูกเผาไหม้และทําลายอย่างย่อยยับ ทําให้จิตใจคนไทยทั้งประเทศ มัวหมอง ไม่สามารถจะกู้คืนได้ ความพ่ายแพ้ของกรุงศรีในขณะนั้นก็คือความแข็งแกร่ง ของระบบมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีครับ เหตุที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าความแข็งแกร่ง ของระบบกษัตริย์ของเรานี่ครับ เมื่อพ่ายแพ้พม่านี่ ระบบกษัตริย์ของไทยก็จะเริ่มมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบาทให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคิดได้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือประการที่ ๑ แตกต่างกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศพม่า ซึ่งขณะนี้พวกเราคงทราบดีว่าไม่มีแล้ว เหตุที่สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศพม่าไม่มีอยู่แล้ว เป็นบทเรียนที่สําคัญให้กับพม่าเมื่อคราวชนะกรุงศรีอยุธยา เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็จะเกิดความนึกว่าสถาบันกษัตริย์ของพม่านั้นมีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ชนะทุกทิศ ก็เกิดความลําพองใจครับ แล้วก็ไม่คิดจะแก้ไขปรับปรุงระเบียบแบบแผนใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อถึงระยะเวลากาลต่อมามีศึกสงครามกับประเทศทางตะวันตกคืออังกฤษนี่ครับ ก็เป็นเหตุทําให้สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถปรับปรุงได้ และสถาบันกษัตริย์ของประเทศพม่า ก็ได้สูญสลายไปนะครับ อย่างที่เราเคยอ่านประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยของท่าน