ศุภชัย หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลใจต่อการบงการของสภาคณะกรรมาธิการ และเรียกร้องให้มีการทําประชามติทุกหมวด เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิด ความเห็นของตนเอง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เราพิจารณาญัตตินี้เป็นวันที่ ๑๒ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้สงวนความเห็น ได้สงวนคําแปรญัตติ และเป็นที่น่าสังเกตว่าเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะอยู่ในซีกของสมาชิกวุฒิสภาก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ต่างมีความคิดเห็น ไปในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้รับฟัง ความคิดความเห็นของเพื่อนสมาชิก และนําเอาความคิดความเห็นเหล่านั้นไปปรับปรุง ตามข้อเสนอที่พวกเราได้กราบเรียนผ่านท่านประธานไปในที่ประชุมแห่งนี้ มีเพื่อนสมาชิกมากถึง ๑๗๘ ท่านได้สงวนความเห็น และกระผมเป็นหนึ่งในสมาชิกเหล่านั้นที่ได้สงวนความเห็น ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่พวกเรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ทางคณะกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพื่อที่จะให้มีการบันทึกในที่ประชุมแห่งนี้ และผมจะได้กราบเรียนต่อไปว่ากระผมมีความคิด ความเห็นอย่างไรต่อมาตรานี้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ คณะกรรมาธิการได้เขียนมาตรานี้ตามข้อความ อย่างนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกําหนดเวลา จากเดิม ๑๘๐ วัน คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเป็น ๒๔๐ วัน นับแต่วันถัดจาก วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ส่วนในวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ไม่ได้มีการแก้ไข วรรคห้ามีการเพิ่มเติมข้อความซึ่งถือว่าเป็นสาระสําคัญเพิ่มเติมเข้าไปอีก จากเดิมข้อความมีว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทํามิได้ คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมข้อความเข้าไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ นั่นแปลว่าทางคณะกรรมาธิการมีการปรับปรุงอยู่ ปรับปรุงสาระสําคัญ ๆ อยู่ ๒ เรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่คณะกรรมาธิการมีการปรับปรุงซึ่งถือได้ว่า เป็นสาระสําคัญของมาตรานี้ กระผมได้ขอแปรญัตติตามมาตรานี้ ดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในความเห็นของกระผม และได้ขอแปรญัตติ ต่อคณะกรรมาธิการไปแล้ว แต่คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของกระผม จึงมีความจําเป็นที่จะต้องกราบเรียนต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเพื่อให้ทราบว่า กระผมมีความคิดอย่างไร เผื่อว่าทางคณะกรรมาธิการจะนําข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบ การตัดสินใจต่อไป ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ กระผมได้เพิ่มเติมข้อความซึ่งถือว่าเป็นสาระสําคัญ ดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ผมได้เพิ่มเติมข้อความเข้าไปว่า หากไม่เสร็จภายในกําหนดให้นํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน ซึ่งผมจะได้กราบเรียนต่อท่านประธานตามความเห็นของกระผมว่าผมมีความเห็นอย่างไร ที่ให้เพิ่มเติมข้อความซึ่งมีสาระสําคัญว่า หากไม่เสร็จภายในกําหนดให้นํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน และในขณะเดียวกันกระผมได้แก้ไขถ้อยคําในวรรคสี่จากเดิมตามร่างของคณะกรรมาธิการ บอกว่าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ กระผมได้แก้ไขถ้อยคําจากถ้อยคําที่เป็นร่างของ คณะกรรมาธิการแก้ไขให้เป็นในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การทําประชามติทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อันนี้คือความคิดความเห็นของกระผม ท่านประธานครับ ตามความเห็นของกระผมที่ได้ให้มีการแก้ไขในประเด็นสําคัญ ๒ ประเด็น ผมมีความเห็นอย่างนี้ ผมมีความเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๔๐ มีสาระสําคัญที่มีความใกล้เคียงกันอยู่หลายประเด็น อาจจะแตกต่างกันก็ไม่มากเท่าใดนัก ในขณะที่แตกต่างกันไม่มากก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่แต่ละประเทศถือว่าเป็นหลัก เป็นโครงสร้างสําคัญในการวางแนวทาง ในการทํางานของประเทศ ที่มาของรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นข้อสงสัย ที่มาของรัฐธรรมนูญบางคน ก็จะหยิบยกเอาที่มาของรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นสําคัญในการให้ความคิดความเห็น ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่นหลังการพ่ายแพ้ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ปี ๒๔๙๐ มีอยู่ด้วยกัน ๑๐๓ มาตรา คนร่างไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นนะครับ ท่านประธานแต่คนร่างคือนายพลดักลาส แมกอาเธอร์ได้แต่งตั้งชาวอเมริกันอีก ๒๔ คน โดยให้ท่านนายพลวิทนีย์เป็นประธาน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีผลบังคับใช้เกือบจนปัจจุบัน ย้ํากับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญประเทศญี่ปุ่นคนร่างไม่ใช่คนญี่ปุ่น หากแต่เป็น คนอเมริกัน แต่คนญี่ปุ่นก็ถือเอารัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกครองประเทศ ยาวนานจากปี ๒๔๙๐ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นั่นแปลว่าเขาไม่อยากจะเปลี่ยนแปลง โครงสร้างหลักของประเทศแต่เมื่อทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประสงค์จะให้ มีการเปลี่ยนแปลง กระผมจึงมีความเห็นว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแล้วการเปลี่ยนแปลง ตามเงื่อนเวลา ๑๘๐ วันหรือ ๒๔๐ วันก็ดี ถ้าเงื่อนไขเวลาเหล่านั้นเราเปลี่ยนแปลงแล้วมันยังไม่จบสิ้น กระบวนความผมจึงได้ขอให้นําเอารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้แทน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมือของกระผมมีรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ฉบับ ฉบับนี้เป็นฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับนี้เป็นปี ๒๕๔๐ ฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีอยู่ ๑๕ หมวด ๓๐๙ มาตรา ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มีอยู่ ๑๒ หมวด ๓๓๖ มาตรา ในขณะที่มีอยู่ ๑๕ หมวดก็ดี ๑๒ หมวดก็ดี ผมเห็นว่า ถ้าเมื่อใดที่เรามีความจําเป็นจะต้องหยิบยกเอารัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ในสถานการณ์ใด รัฐธรรมนูญที่มีความเหมาะสมที่ควรจะหยิบยกมาใช้ในความเห็นของกระผมเป็น รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ผมมีเหตุผลอย่างไรจึงกราบเรียนท่านประธานอย่างนั้น ถ้าเผื่อว่า เราจะเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไปและหมวด ๒ ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อความต่าง ๆ ทั้ง ๒ หมวด ทั้งหมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไปและหมวด ๒ ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นข้อความเดียวกันทั้งสิ้นทุกมาตรา นั่นเท่ากับว่าผมยืนยันกับท่านประธานว่า โดยโครงสร้างหลักหมวด ๑ และหมวด ๒ ในเมื่อมีความตรงกัน มีความสอดคล้องกันแทบจะ ไม่มีข้อความใดที่เป็นการผิดแผกแตกต่างกันไป จะมีก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นท่านประธานครับ นั่นคือข้อความที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๓ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้สภาแห่งนี้ บันทึกไว้นั่นคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๑ และหมวด ๒ เหมือนกันต่างกันเฉพาะมาตรา ๓ ซึ่งมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เขียนไว้บอกว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มเติมเข้าไปอีก นั่นคือเพิ่มวรรคสองเข้าไปว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม นั่นแปลว่าในหมวด ๑ ซึ่งเป็นหมวดทั่วไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มข้อความสําคัญ ซึ่งเป็นการตอกย้ําว่าหลักนิติธรรมมีความสําคัญยิ่งต่อการปกครองประเทศ นั่นเท่ากับว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มีข้อจํากัด มีข้อบกพร่อง การเพิ่มสาระสําคัญที่ว่าด้วยเรื่องหลักนิติธรรม จึงมีความสําคัญยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนต่อไปอีกว่า ผมทําไมยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีความสําคัญและมีความจําเป็นที่จะต้องหยิบยกมาใช้ ถ้าเผื่อว่าพวกเราในสภาแห่งนี้เห็นพ้องต้องกันว่าไม่อยากให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยอ้างที่มาต่าง ๆ นานา ถ้าเผื่อจะดูรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญ และมีความสอดคล้องกัน นอกจาก ๒ หมวดที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว นั่นคือหมวด ๑ และหมวด ๒ ที่มีความสอดคล้องกัน และเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มีถ้อยกระทงความเดียวกัน ท่านประธานครับ นอกจากนั้นที่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ควรจะหยิบยกมาทั้งฉบับ เพื่อวางแนวทางให้เกิดความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะได้สบายใจว่าจะไม่มีใครไป บิดพลิ้วในสาระสําคัญอีก ๒ เรื่อง นั่นคือหมวด ๔ ที่ว่าด้วยศาล นั่นแปลว่าถ้าเราเอา รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้ เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญตามหมวด ๘ ที่ว่าด้วยศาลยังคงอยู่ เรื่องของศาลยุติธรรมยังคงอยู่ เรื่องของศาลปกครองยังคงอยู่ เรื่องของศาลทหารยังคงอยู่ นั่นแปลว่าหมวด ๘ ที่ว่าด้วยศาลตามความเห็นของกระผมไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันครับท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วย เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ในความเห็นของกระผมหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วย เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ หรือส่วนที่ ๔ มีความสําคัญยิ่ง ผมอยากให้คงทั้ง ๔ ส่วนไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินของ นักการเมือง หมวดที่ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือการถอดถอนการดํารงตําแหน่งของนักการเมือง หรือการดําเนินคดีอาญากับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นั่นแปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ถ้าเราจะหยิบยกมาใช้ทั้งฉบับ ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าเผื่อว่าเราสร้างความมั่นใจให้กับ พี่น้องประชาชนนั่นเท่ากับว่าเราเปิดโอกาสให้กับประเทศที่จะเดินต่อไปข้างหน้าโดยที่มี กฎกติกาหลักที่เราไม่ประสงค์จะให้มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก มีการแก้ไขบ่อยนัก ท่านประธานที่เคารพครับ สาระนี้ถือได้ว่าเป็นสาระสําคัญ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของการให้มี การจัดทําประชามติทั่วทั้งประเทศ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า ผมไม่ค่อยสบายใจนักต่อความคิดความเห็นหรือการป้องกันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาก จนเกินไปของคณะกรรมาธิการ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าดูประหนึ่งว่าคณะกรรมาธิการป้องกัน รักษา แนวในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จากผู้ร่างเดิมคือรัฐบาลมากจนเกินไป ภาพที่ปรากฏผ่านสายตาของพี่น้องประชาชน ผ่านการถ่ายทอดสดดูประหนึ่งอย่างนั้น ถ้าดูประหนึ่งอย่างนั้นเราจึงไม่มั่นใจต่อไปอีกว่า ถ้าเผื่อว่ามีการตั้งคณะกรรมการหรือ สสร. ไปทําการร่างในอนาคตจะเกิดผลอย่างไร สภาแห่งนี้แสดงความกังวลใจต่อ สสร. ๒๒ ท่านที่ท่านประธานจะเป็นคนแต่งตั้ง สภาแห่งนี้ แสดงความกังวลใจต่อ สสร. อีก ๗๗ ท่านที่จะมาจากการเลือกตั้งทุกจังหวัด กลัวว่าจะมีใคร ชี้นําหรือบงการ สสร. เหล่านั้นได้ ถ้ามีใครชี้นําหรือบงการ สสร. เหล่านั้นได้ การไปทําประชามติ ทั่วทุกภูมิภาคก็จะเหมือนกับการจําลองการทํางานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เราพูดคุยกันในวาระแรกผ่านไปแล้วว่าเราไปนําเสนอความคิด ความเห็นต่อที่ประชุมแห่งนี้ แล้วคณะกรรมาธิการก็ใช้เสียงข้างมาก สภาแห่งนี้ใช้เสียงข้างมาก ในคณะกรรมาธิการเอง เราแสดงความคิด ความเห็นหลายครั้งหลายวาระ คณะกรรมาธิการแทบจะไม่รับฟัง หรือแม้กระทั่งเราพิจารณามาแล้วหลายมาตราจนกระทั่งถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เรากําลัง พิจารณาอยู่ในขณะนี้ คณะกรรมาธิการก็ไม่รับฟัง เพราะฉะนั้นป่วยการที่ตามข้อความ คณะกรรมาธิการยกร่างขึ้นมา นั่นคือให้ไปทําประชาพิจารณ์รับฟังความคิดความเห็น นั่นเท่ากับว่าถ้าเราไปประชาพิจารณ์รับฟังความความเห็น รับฟังก็จะเป็นเพียงการรับฟัง แต่ผมกลัวว่าคณะ สสร. จะไม่ได้ยินข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชน การรับฟังกับการได้ยิน เสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนต่างกันนะครับท่านประธาน ไปรับฟัง ถ้ารับฟังแล้วไม่ใส่ใจ ไม่นํามาปรับปรุงแก้ไขก็จะเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น ถ้าเป็นเพียงพิธีกรรม กระผมจึงได้สงวนความเห็น และขอแปรญัตติว่า ถ้าอย่างนั้นวรรคห้าขอให้เป็นการทําประชามติ ผมไม่อยากให้มี การทําประชามติเพียงครั้งเดียวคือเหมารวมทั้งฉบับ แต่ผมอยากจะให้มีการทําประชามติทุกหมวด รับฟังความคิดความเห็นของพี่น้องทุกหมวด แล้วให้พี่น้องมีโอกาสแสดงความเห็นทุกหมวด ปรับปรุงแก้ไขได้ทุกหมวด ไม่ใช่เฉพาะครั้งเดียว รวบเดียวทั้งหมดทั้งฉบับ ถ้ารวดเดียวทั้งฉบับ ผมยกตัวอย่างในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มีอยู่ ๑๒ หมวด ๓๓๖ มาตรา ถ้าจะรับฟัง ความคิดความเห็นหรือทําประชามติทุกมาตรามากเกินไป แต่เป็นไปได้ไหมครับที่เราจะรับฟัง ประชามติหรือขอประชามติจากพี่น้องประชาชนทุกหมวด นั่นคือ ๑๒ หมวด หรือถ้าจะยืน หมวดตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีอยู่ ๑๕ หมวด ถ้าจะรับฟังทั้ง ๓ ถ้าจะทําประชามติ ทั้ง ๓๐๙ มาตรามากเกินไป แต่ถ้าจะรับฟังแล้วทําประชามติทั้งหมด ๑๕ หมวด ตรงนี้มีความเป็นไปได้ ผมจึงได้เขียนคําแปรญัตติของกระผมเพื่อให้มีการทําประชามติ และเป็นการทําประชามติเพื่อที่จะสะท้อนความคิดความเห็นของพี่น้องประชาชน ถ้าเผื่อว่า ให้พี่น้องประชาชนได้แสดงประชามติทุกหมวดแต่ละหมวด ๆ เขาจะเป็นเจ้าของแต่ละหมวด ของรัฐธรรมนูญ เขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญเฉพาะรวบเดียว ครั้งเดียว หรือกินรวบครั้งเดียว กาครั้งเดียวว่า เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ เท่านั้น ผมจึงกราบเรียนความเห็นผ่านท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการในเรื่องของการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างที่คณะกรรมาธิการ ได้เสนอตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ดังที่ได้กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ