สามารถ แก้วมีชัย เสนอข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำความสำคัญของประชาธิปไตย และเสนอแนวคิดที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีข้อบังคับที่ชัดเจน แต่ยังมีความยืดหยุ่นในการดำเนินการ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและการกำหนดบทบาทให้ สสร. ไปเขียนรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ก็มีหลายประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็น ให้เหตุผล ในคําแปรญัตติของท่าน กรรมาธิการก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในประเด็น ผมเอา ทีละประเด็นเลยนะครับ จะได้ครอบคลุมทั้งหมด ในเรื่องของกําหนดระยะเวลาในการจัดทํา รัฐธรรมนูญ กรรมาธิการก็เห็นสมควรแก้ไขจากเดิมที่เขียนไว้ ๑๘๐ วัน ๖ เดือน เราก็เพิ่มให้อีก ๒ เดือน เป็น ๒๔๐ วัน หรือ ๘ เดือน ซึ่งกรรมาธิการได้เทียบเคียงการทํางานของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในการจัดทํารัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ก็เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่หลายท่านได้กล่าวพาดพิงถึงผมว่าทําไมผมรู้ว่ากรรมาธิการ สภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาต้องไปตั้งกรรมาธิการอะไรต่อมิอะไร ก็อยากกราบเรียนว่านี่เป็นรูปแบบกระบวนการ การทํารัฐธรรมนูญของปี ๒๕๔๐ ซึ่งกระผมเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในฐานะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ด้วย ก็ยกตัวอย่างให้ฟัง ไม่ได้ไปกะเกณฑ์หรือไปชี้นําอะไรทั้งนั้นนะครับ ก็แล้วแต่ เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญที่เราทํา เราก็บอกว่าให้มีการใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ไปใช้โดยอนุโลม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนําไปใช้ เขาก็มีสิทธิที่จะตั้งกรรมาธิการ มีสิทธิจะตั้ง อนุกรรมาธิการ ก็ไม่ได้ไปชี้นําอะไรนะครับ กราบเรียนทําความเข้าใจ
ในส่วนเรื่องของการให้นํารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หลายท่านก็ แปรญัตติเขียนไว้ชัดเจนว่าน่าจะเอาฉบับปี ๒๕๔๐ บ้าง เอาปี ๒๕๕๐ บ้าง หรือเอา ๒ ฉบับเลย ซึ่งกระผมก็กราบเรียนแล้วว่าเราใช้ถ้อยคํากลาง ๆ ว่าให้นําฉบับหนึ่งฉบับใดที่มีความเป็น ประชาธิปไตยสูงสุดมาใช้ ก็แล้วแต่ท่าน สสร. ที่ท่านจะไปพิจารณา ไม่จําเป็นจะต้องเป็น รัฐธรรมนูญไทยทั้ง ๑๘ ฉบับละครับ ท่านอาจจะไปดูรัฐธรรมนูญต่างประเทศที่สามารถนํามา ปรับใช้กับวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ได้ อะไรที่เขาดีที่ไหนก็เอามาใช้ เพื่อให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด
ส่วนเรื่องที่พูดกันมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสภาพ หรือถูกยุบ ทําไม สสร. ไม่ยุบตามไปด้วย เพราะ สสร. เกิดจากเรา กระผมก็อยากกราบเรียนว่า สิ่งที่เรากําลังทําคือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อผ่านวาระที่สามแล้ว ก็นํากราบบังคมทูล ทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของปี ๒๕๕๐ มีผลผูกพันทางกฎหมาย กระบวนการทุกอย่างก็จะดําเนินการไปตามนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเขียนบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้ ประกาศใช้ไปแล้ว เลือกตั้ง สสร. แล้ว ถ้าสภาชุดเราถูกยุบก็ให้ สสร. ที่คลอดตาม รัฐธรรมนูญนี้ยุบไปด้วย ผมว่าคงไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วต่อไปความผูกพันทั้งหลาย ในทางกฎหมายมันก็คงจะไม่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง เหมือนคณะรัฐมนตรี ผมเทียบเคียง อํานาจบริหาร เขามีมติ ครม. เรื่องนั้น เรื่องนี้ไปแล้ว แม้คณะรัฐมนตรีชุดนั้นจะต้องพ้นจาก ตําแหน่ง มติ ครม. ก็ยังต้องผูกพันสิ่งต่าง ๆ ที่ได้มีมติไป ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว สสร. มีแล้ว เขาก็ทําหน้าที่ของเขาไป ทีนี้ที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านสาธิตท่านได้ตั้งข้อห่วงใย แล้วก็สอบถามว่าสมมุติมันเกิดเหตุการณ์ สสร. ทํารัฐธรรมนูญ เสร็จแล้ว แล้วเราบัญญัติบอกว่าให้นํารัฐธรรมนูญนี้มาให้ท่านประธานได้ดูว่า มันต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่ เช่น ไปเขียนนอกกรอบที่เราบัญญัติไว้ ไปแก้รูปของรัฐก็ดี ไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ก็ดี ไปเปลี่ยนรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ดี ถามว่าถ้าขณะนั้นทําเสร็จ ไม่มีรัฐสภาเพราะสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบ จะแก้ปัญหาอย่างไร จะเป็นเดทล็อกไหม ก็กราบเรียนนะครับ ให้ท่านไปดูมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งเราได้พิจารณาผ่านมาแล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๗ จะบัญญัติชัดเจนว่าแม้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ สภาผู้แทนราษฎรนี่นะครับ กระบวนการต่าง ๆ ก็ให้รอไว้จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ถึงจะดําเนินต่อ และเรายังเขียนบัญญัติว่าเงื่อนเวลาใด ๆ ก็ตามก็ให้หยุดไว้ก่อน ไม่ต้องไปเดินตามเวลาที่ บัญญัติไว้ ฉะนั้นอันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ถ้าสมมุติว่า สสร. ทําเสร็จ บังเอิญเสร็จแล้ว ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทําหน้าที่ประธานรัฐสภาเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรโดนยุบก็ดี ก็ให้รอไว้แค่นั้นก่อน หลังจากเราเลือกตั้งเสร็จ มีการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร มาทําหน้าที่ประธานรัฐสภาแล้ว กระบวนการทั้งหลายก็เดินหน้าต่อ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนแล้วนะครับ
ต่อไปในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น หลายท่านก็แปรญัตติและให้เหตุผลว่า เกรงจะไม่ทั่วถึงถ้าเขียนกว้าง ๆ ว่าให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกภูมิภาค ก็อยากจะให้บัญญัติลงไปเลยว่าทุกจังหวัด กระผมกราบเรียนว่าผมก็อธิบายไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ถ้าเราไปบัญญัติชัดเจนไปเลยว่าให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกจังหวัด ไปเขียนล็อกไว้อย่างนี้ มันก็จะเป็นประเด็นว่าทุกจังหวัดจริงไหม ใครจะไปตรวจสอบ ในเมื่อมาเขียนเป็นรัฐธรรมนูญก็ต้องทํา แต่ถ้าเราเขียนแบบนี้มันก็เป็นการยืดหยุ่นให้สามารถ จะดําเนินการได้ จะเอาทุกจังหวัด หรือจะไม่เอาทุกจังหวัด แต่ผมมั่นใจว่าเรามี สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนทุกจังหวัด และจังหวัดหนึ่งมี สสร. ๑ คน มันจะเป็นการบังคับว่า สสร. คนนั้นท่านจะไปขี้เกียจ ไม่ออกรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้ ผมเคยเป็น สสร. มานะครับ เราจะอยู่ในสายตาของประชาชนตลอด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมไม่ได้รับเลือกตั้ง โดยตรงนะครับ มาทางอ้อม แต่เมื่อเราเป็นแล้วบทบาทมันบังคับให้ต้องทํา ฉะนั้นเมื่อเรา เขียนไว้ว่าให้กระทําทุกภูมิภาค สสร. แต่ละจังหวัดซึ่งอยู่แต่ละภูมิภาค เขาก็ต้องไป ดําเนินการรับฟังความคิดเห็น จะด้วยการมีกรรมาธิการวิสามัญประจําจังหวัด หรือกระบวนการใด ๆ ก็ตาม ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการ จัดทํารัฐธรรมนูญ และที่สําคัญผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ว. หลายท่านที่ท่านบอกว่ามันเป็นเวลาที่ เราต้องปลุกระดมพี่น้องประชาชนให้เข้ามาร่วมกระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญ เหมือนปี ๒๕๔๐ เราใช้เวลาแค่ ๒๔๐ วัน เราสามารถจะปลุกเร้าอารมณ์ของประชาชนทั้งหลายให้เข้ามาร่วมกัน จัดทํารัฐธรรมนูญ ให้เข้ามารู้สึกมีความเป็นเจ้าของของรัฐธรรมนูญของเขา ท่านก็จะเห็นว่า สื่อมวลชนทุกแขนง วงวิชาการทุกวงจะมุ่งเป้าไปจุดเดียวกันนั่นก็คือพูดเรื่องของรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งในกระบวนการพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายนะครับ นิสิตนักศึกษา นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชนทุกหัวระแหงก็จะช่วยกันในการที่จะแสดงความคิดเห็น แล้วก็ปลุกกระแสของ การมีส่วนร่วมในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉะนั้นผมก็มั่นใจว่าถึงเวลานั้นแล้วมันเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกคนต้องร่วมกัน สมัยปี ๒๕๔๐ เรายังคิดด้วยซ้ําไปว่าเมื่อทํารัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว เราน่าจะทํารัฐธรรมนูญเล่มเล็ก ๆ เอาไว้ให้ครัวเรือนละ ๑ เล่ม จะอ่าน ไม่อ่านอย่างน้อยให้รู้ว่า นี่คือกติกาของบ้านเมือง นี่คือกติกาที่ทุกคนจะต้องยึดถือ คือมีเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ประชาชนอยู่ในนั้น ทุกคนมีคัมภีร์ประจําบ้าน มีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ให้รู้หน้าที่ รู้ว่าเขาควรจะทําอะไรบ้าง ซึ่งในที่สุดแล้วก็ทําได้ไม่ได้ทั่วถึง ก็เป็นนโยบายที่ผู้บริหาร ก็จะต้องสืบทอดจาก สสร. หลังจากที่เราได้ทํารัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็น่าจะให้ทุกหลังคาเรือน มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้
ต่อไปในเรื่องของกรอบที่กําหนดบทบาทให้ สสร. ไปเขียนรัฐธรรมนูญ หลายท่านก็บอกว่าทําไมไม่เขียนหมวด ๑ เข้าไปด้วย ก็อยากกราบเรียนว่าถ้าท่านดู ๓ เรื่องหลัก ๆ ที่เราได้เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านก็จะเห็นนะครับว่า ๒ เรื่องแรกก็คือเอามาจากหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ ๑. ห้ามมิให้ไปเขียนรัฐธรรมนูญอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ห้ามไปเปลี่ยนรูปของรัฐ เราเป็นรัฐเดี่ยว เป็นซิงเกิล สเตท (Single state) นะครับ จะไปเขียนนอกเหนือจากนั้นไม่ได้ จริง ๆ แล้วตรงนี้ก็อยู่ในหมวด ๑ นั่นละครับ เราก็หยิบหัวใจของหมวด ๑ มาใส่ไว้ และอันที่ ๓ ซึ่งก็เป็นความเห็นพ้องต้องกัน ของคนในสังคม ซึ่งเป็นสังคมที่อาจจะยังหวาดระแวงกันอยู่ เพื่อให้ทุกท่านสบายใจนะครับ เราก็บัญญัติเข้าไปที่เป็นการเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการ นั่นก็คือ ห้ามมิให้ไปเขียน บทบัญญัติใดที่มันจะไปเปลี่ยนแปลงหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์นะครับ ก็ชัดเจน ๓ เรื่อง ทีนี้พอทําเสร็จแล้ว สสร. ทําเสร็จส่งมาให้ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาท่านก็มาดู ซึ่งมันก็ไม่สลับซับซ้อนอะไรนะครับ ดูว่าเขียนออกมาขัดกับกรอบ ๓ เรื่องหรือเปล่า ถ้าท่าน ไม่แน่ใจ ท่านวินิจฉัยเองไม่ได้ ท่านก็นําเข้ามาสู่การประชุมของรัฐสภาให้ช่วยกันวินิจฉัย หลายท่านก็เป็นห่วงว่ารัฐสภาวินิจฉัยเอง รัฐสภาเสียงข้างมากเป็นของฝ่ายรัฐบาล ก็จะวินิจฉัยเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า ทําไมไม่ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็กราบเรียนนะครับว่า ๑. ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติหรือไม่มีกฎหมายใดรองรับว่าร่างรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการดําเนินการอยู่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เราในฐานะเป็น ผู้ออกรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แล้วมอบงานไปให้ สสร. เขาทํา แล้วเราเป็นคนเขียน หลักเกณฑ์ ๓ ข้อ หรือกรอบ ๓ ข้อนี้ เราย่อมรู้ดีว่าเจตนาเราไม่อยากให้เขาเขียนเรื่อง อะไรบ้าง ผมก็กราบเรียนว่าในรัฐสภาเราประกอบด้วย ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ประกอบด้วยท่าน ส.ว. ผู้ทรงคุณวุฒิ ฉะนั้นเรา ๖๐๐ กว่าคน ๖๐๐ กว่าท่าน เราย่อมวินิจฉัย ได้ดีกว่าองค์กรใด ๆ ซึ่งองค์คณะอาจจะไม่มากเท่าเรา และไม่ได้เป็นประเด็นกฎหมายที่ ลึกลับซับซ้อนอะไรนะครับ ก็ดูกัน ๓ เรื่องว่าเขียนนอกกรอบหรือเปล่า ฉะนั้นกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็เห็นว่าก็ไม่จําเป็นจะต้องเอาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าท่านประธาน ไม่สามารถวินิจฉัยเองได้ท่านก็เอาเข้ามาให้รัฐสภาวินิจฉัย ทีนี้ก็มีประเด็นว่าถ้าเราไม่ได้ กําหนดอํานาจในการเรียกประชุมของรัฐสภาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ให้รัฐสภา สามารถจะประชุมร่วมกันเพื่อวินิจฉัยเรื่องนี้ได้ จะเอาอํานาจไหนมา ก็เอาอํานาจในมาตรานี้ละครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ประกอบกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษในตัวบทบัญญัติมันเองว่า สามารถที่จะให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมและนําร่างดังกล่าวให้กับรัฐสภาวินิจฉัยได้นะครับ ผมก็กราบเรียนชี้แจงเพื่อความกระจ่างของเพื่อนสมาชิก และกรรมาธิการก็ต้องถือว่า เราขอบคุณในความเห็น ข้อติติง ข้อเสนอแนะของท่านทั้งหลาย กรรมาธิการก็มีเหตุมีผล ของกรรมาธิการดังที่ได้กราบเรียนท่านครับ ขอบคุณครับ